เร่งระบายน้ำจากเขื่อนลำปาว หลังฝนเริ่มมีแนวโน้มลดลง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/291828

เร่งระบายน้ำจากเขื่อนลำปาว หลังฝนเริ่มมีแนวโน้มลดลง

เร่งระบายน้ำจากเขื่อนลำปาว หลังฝนเริ่มมีแนวโน้มลดลง

               นายปรีชา จานทอง ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 6 กล่าวว่า จากการติดตามสถานการณ์น้ำในเขื่อนลำปาว จังหวัดกาฬสินธุ์ ในช่วง 12 ชั่วโมงที่ผ่านมา พบว่า มีปริมาณน้ำไหลเข้าอ่างเก็บน้ำประมาณ 7.87 ล้านลูกบาศก์เมตร ระดับน้ำลดลงจากเมื่อวานนี้ประมาณ 4 เซนติเมตร ทำให้ปัจจุบันมีปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำประมาณ 1,697 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นร้อยละ 85 ของความจุอ่างเก็บน้ำ แต่กรมชลประทานยังคงมีความจำเป็นที่จะต้องระบายน้ำที่วันละ 30 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งเป็นไปตามหลักการบริหารจัดการน้ำในอ่างเก็บน้ำ (Rule Curve) เพื่อให้อ่างเก็บน้ำมีพื้นที่ว่างสำหรับรองรับน้ำฝนที่จะตกลงมาในเดือนสิงหาคมถึงกันยายนนี้

                      ทั้งนี้ ในส่วนของการให้ความช่วยเหลือประชาชนอย่างทันท่วงทีตามนโยบายของ พล..ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์นั้น กรมชลประทานได้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดตามสถานการณ์น้ำในพื้นที่และพร้อมให้ความช่วยเหลือเพื่อลดผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับประชาชนให้น้อยที่สุด โดยเมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2560 โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาลำปาว ได้ดำเนินการสร้างความมั่นคงแข็งแรงให้กับพนังกั้นน้ำในเขตจังหวัดกาฬสินธุ์ที่เป็นจุดเสี่ยงหลายจุด ได้แก่ จุดที่1 พนังลำน้ำพาน บ้านโคกกลาง ตำบลหลุบ อำเภอเมือง บริเวณ กม.16+500 โดยได้เรียงกระสอบทรายชั้นที่สองและสาม ความยาว 100 เมตร และบริเวณ กม.17+400 ได้เรียงกระสอบทราย ความยาว 400เมตร สูงรวม 50 เซนติเมตร จุดที่ 2 บริเวณพนังลำปาวหลง บ้านหนองคอนชัย ตำบลหลุบ อำเภอเมือง บริเวณ กม.1+600 เรียงกระสอบทรายเสริม ยาว 40 เมตร สูง 20 เซนติเมตร

                   พร้อมติดตั้งเครื่องสูบน้ำขนาด 12 นิ้ว จำนวน 2 เครื่อง และได้เริ่มทำการสูบระบายน้ำแล้ว จุดที่ 3 ลงลูกรังพร้อมเกรดบดอัดแน่น พนังพาน กม.11+200 บ้านสุขสวัสดิ์ ตำบลหลุบ อำเภอเมือง ความยาว 950 เมตร ซึ่งไม่เพียงแต่พื้นที่ทั้ง 3 จุดที่โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาลำปาวได้ดำเนินการให้ความช่วยเหลือเพิ่มเติม กรมชลประทานจะยังคงติดตามสถานการณ์น้ำตลอด 24 ชั่วโมงและประสานความร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับหน่วยงานในพื้นที่เพื่อให้สถานการณ์กลับเข้าสู่สภาวะปกติโดยเร็วต่อไป

กรมชลคาดสถานการณ์ในลุ่มน้ำอูนเข้าสู่ปกติในอีก 5 วัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/291827

กรมชลคาดสถานการณ์ในลุ่มน้ำอูนเข้าสู่ปกติในอีก 5 วัน

น้ำอูน, วัน, ลบม, อำเภอกุสุมาลย์, อำเภอนาหว้าและอำเภอศรีสงคราม

กรมชลคาดสถานการณ์ในลุ่มน้ำอูนเข้าสู่ปกติในอีก 5 วัน

            วันที่ 13 ส.ค.60 นายสมชาย คณาประเสริฐกุล ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 7 กรมชลประทาน กล่าวว่า  สถานการณ์น้ำเขื่อนน้ำอูน ปัจจุบันปริมาณน้ำเกินระดับเก็บกัก 90.85 ล้าน ลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) จากระดับน้ำเก็บกัก 520 ล้าน ลบ.ม. ระบายผ่านอาคารระบายน้ำล้นในอัตราการ 9  ล้าน ลบ.ม./วัน มีพื้นที่น้ำท่วมบริเวณจังหวัดสกลนคร(อำเภอกุสุมาลย์)ประมาณ 4,767 ไร่ จังหวัดนครพนม(อำเภอนาหว้าและอำเภอศรีสงคราม) ประมาณ 38,791 ไร่ รวมทั้งหมดประมาณ 43,558 ไร่  ซึ่งแบ่งเป็นปริมาณน้ำที่ท่วมขังอยู่ในพื้นที่จังหวัดสกลนครประมาณ 7 ล้าน ลบ.ม.  และ ในจังหวัดนครพนมอีกประมาณ 62 ล้าน ลบ.ม. รวมเป็น 69 ล้าน ลบ.ม. เมื่อรวมกับปริมาณน้ำที่ระบายจากเขื่อนน้ำอูน จะมีปริมาณน้ำที่ต้องระบายลงสู่แม่น้ำโขงทั้งหมดประมาณ 160  ล้าน ลบ.ม.  โดยจะไหลผ่านประตูระบายน้ำหนองบัว และ ประตูระบายน้ำน้ำอูน ก่อนไหลลงแม่น้ำศรีสงคราม และลงสู่แม่น้ำโขงต่อไป

ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 7 กล่าวต่อว่า ในส่วนของการดำเนินการช่วยเหลือพื้นที่บริเวณลำน้ำอูน  กรมชลประทานได้ติดตั้งเครื่องผลักดันน้ำ จำนวน 6 เครื่อง และเรือผลักดันน้ำจากกองทัพเรือ จำนวน 14 ลำ ที่ประตูระบายน้ำน้ำอูน   และติดตั้งเรือผลักดันน้ำอีก 33 ลำ ที่ลำน้ำศรีสงคราม บริเวณสะพานบ้านนาเพียง ห่างจากด้านท้ายประตูระบายน้ำน้ำอูน ประมาณ 1 กิโลเมตร  รวมทั้งหมด  47 ลำ ผลจากการใช้เครื่องผลักดันน้ำและเรือผลักดันน้ำทำให้สามารถระบายน้ำได้ประมาณ 32 ล้าน ลบ.ม./วัน คาดว่าสถานการณ์ลุ่มน้ำอูน จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติภายใน 4-5 วัน ถ้าหากไม่มีฝนตกลงมาเพิ่มเติม

สปก.วางแผนช่วยเหลือราษฎรในเขตพื้นที่ปฏิรูปฯอมก๋อย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/291807

สปก.วางแผนช่วยเหลือราษฎรในเขตพื้นที่ปฏิรูปฯอมก๋อย

สปกอมก๋อย, Contract farming, ถนน แหล่งน้ำ ไฟฟ้า บ่อบาดาล, ระหว่างปี 2549-2557, โซนA, ป่าอมก๋อย, ป่าอมก๋อยโซนA

สปก.วางแผนช่วยเหลือราษฎรในเขตพื้นที่ปฏิรูปฯอมก๋อย

วันเสาร์ที่ 12 สิงหาคม 2560 เวลา 14.30น.นายสมปอง อินทร์ทอง เลขาธิการส.ป.ก.และคณะทำงาน ได้เตรียมงาน หารือ วางแผนให้ความช่วยเหลือแก่ราษฎรในเขตปฏิรูปที่ดิน ตำบลอมก๋อย อำเภออมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่ เนื้อที่ 2,400 ไร่ ในการพัฒนาพื้นที่ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและองค์ความรู้การพัฒนาเกษตรกร อย่างยั่งยืน  นิคมเศรษฐกิจพอเพียงอมก๋อยเป็นโครงการที่จัดทำขึ้นเพื่อ เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เนื่องในวโรกาสทรงเจริญพระชนมพรรษา 60 พรรษา เมื่อปี 2535 ผ่านมา 25 ปี ส.ป.ก.ได้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วยเหลือและอพยพนำชาวบ้านลงจากต้นน้ำแม่ตื่น ประกอบกับมติครม.เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม2558 และแผนการแก้ไขปัญหาความยากจนของกระทรวลเกษตรและสหกรณ์ ได้ดำเนินการแก้ไขปัญหาความยากจนภาคเกษตรในรูปแบบนิคมเศรษฐกิจพอเพียง และได้จัดตั้งนิคมเศรษฐกิจพอเพียงอมก๋อย เพื่อแก้ไขความยากจนโดยจัดที่ดินควบคู่ไปกับการสร้างและพัฒนาอาชีพของเกษตรกรทั้งนี้เกษตรกรจะมีที่ดินทำกินและพึ่งพาตนเองได้ รวมทั้งจัดตั้งสถาบันเกษตรกรในรูปแบบวิสาหกิจชุมชนหรือสหกรณ์ มีตลาดนำการผลิตและหน่วยงานภาคเอกชนเข้าร่วมโครงการในการรับซื้อสินค้าเกษตรตามที่ตกลงกัน(Contract farming)

ในปี2549 ส.ป.ก. ร่วมกับหน่วยงานที่เกียวข้องได้จัดสรรงบประมาณขับเคลื่อนกิจกรรมต่างๆ.อาทิการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน(ถนน แหล่งน้ำ ไฟฟ้า บ่อบาดาล) พัฒนาอาชีพแก่เกษตรกรโดยฝึกอบรมให้ความรู้และสนับสนุนปัจจัยการผลิต รวมถึงจัดตั้งวิสาหกิจชุมชนการเลี้ยงหมู การเลี้ยงโคเนื้อ วิสาหกิจการท่องเที่ยว ซึ่งได้รับสินเชื่อสนับสนุนจากกองทุนการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมอย่างต่อเนื่อง(ระหว่างปี 2549-2557)

พื้นที่ประกาศเขตอำเภออมก๋อยซึ่งประกอบด้วย ป่าอมก๋อย(โซนA)ดำเนินการในพื้นที่ ตำบลอมก๋อย ตำบลสบโขง และตำบลยางเปียง และที่รกร้างว่างเปล่าโล๊ะไม้อ้อ(ป่าอมก๋อย)ดำเนินการในพื้นที่หมู่2  และ หมู่ 14
ตำบลอมก๋อย อำเภออมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่
สำนักงานการปฏิรูปที่ดินจังหวัดเชียงใหม่ ได้จัดที่ดินในพื้นที่ป่าอมก๋อย(โซนA)ให้แก่เกษตรกรในปี
2537 และปี 2547 ซึ่งเป็นเกษตรกรเดิมที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ โดย ส.ป.ก. ได้ดำเนินการ เนื้อที่ 3,651 ไร่ 523 แปลง เกษตรกร 413 ราย สำหรับในพื้นที่ หมู่ 2 และ หมู่ 14 ตำบลอมก๋อย(ป่าอมก๋อยโซนA)และที่รกร้างว่างปล่าวโล๊ะไม้อ้อ(ป่าอมก๋อย) ได้ดำเนินการไปแล้ว 1,409 ไร่ 336 แปลง เกษตรกร 415 ราย

ศรีตรังจับมือมอ.ลงนาม MOUวิจัยและพัฒนานวัตกรรมยางพารา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/291735

ศรีตรังจับมือมอ.ลงนาม MOUวิจัยและพัฒนานวัตกรรมยางพารา

ศรีตรังจับมือมอ.ลงนาม MOUวิจัยและพัฒนานวัตกรรมยางพารา

 

          เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2560 บริษัท ศรีตรังแอโกรอินดัสทรี จำกัด (มหาชน) ร่วมกับมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ จัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือด้านการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมยางพารา  โดยมี นายภัทราวุธ พาณิชย์กุล กรรมการบริหาร บริษัท ศรีตรังแอโกรอินดัสทรี จำกัด (มหาชน) และรองศาสตราจารย์ ดร.พีระพงศ์ ทีฆสกุล  รองอธิการบดีฝ่ายระบบวิจัยและบัณฑิตศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ร่วมลงนาม ณ ห้องประชุม 1 สำนักงานอธิการบดี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่

นายภัทราวุธ พาณิชย์กุล กรรมการบริหาร บริษัทศรีตรังฯ เปิดเผยว่า ด้วยปัจจุบันยางพาราถือเป็นพืชเศรษฐกิจของประเทศ โดยประเทศไทยเป็นผู้ผลิตยางพาราที่มีปริมาณการผลิตและมีคุณภาพดีที่สุดของโลก อีกทั้งปัจจุบันมีการขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างมากทั้งในมุมมองของการผลิตและปริมาณการส่งออก ดังนั้นเพื่อให้การผลิตมีประสิทธิภาพ สามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้า และคงความเป็นผู้นำด้านยางพาราอย่างยั่งยืน บริษัท ศรีตรังแอโกรอินดัสทรี จำกัด (มหาชน) และ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์จึงได้ร่วมมือทำวิจัยร่วมกันภายใต้ชื่อโครงการวิจัยและพัฒนาในเรื่อง นวัตกรรมยางพารา โดยวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ยางพาราตั้งแต่กระบวนการผลิตจนสำเร็จเป็นผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป ซึ่งเป็นการพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ เกี่ยวกับยางพาราให้เกิดประโยชน์สูงสุด

“การลงนามความร่วมมือระหว่างบริษัทศรีตรังฯ และมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ จะทำให้โครงการวิจัยและพัฒนาในเรื่อง นวัตกรรมยางพารา เดินหน้าอย่างเต็มรูปแบบ โดยเราจะมุ่งเน้นให้ครบทุกส่วนไม่ว่าจะเป็นการส่งเสริมคุณภาพระบบ Supply Chain ตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง  ลงลึกไปสู่สูตรต่างๆ ในการผลิต อาทิเช่น การเพิ่มผลผลิต , การพัฒนาสินค้าขั้นกลาง ยางแผ่น ยางแท่ง และน้ำยางข้น , การพัฒนาการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และ การพัฒนาที่ส่งเสริมการขยายการส่งออกตลาดถุงมือยาง ทั้งนี้เพื่อส่งเสริมและพัฒนาอุตสาหกรรมยางพาราไทยให้มีความมั่นคง และยั่งยืนต่อไป” นายภัทราวุธ กล่าว.

เชิญชมฟาร์มตัวอย่าง งาน “สีสรรพรรณไม้ เทิดไท้บรมราชินีนาถ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/291741

เชิญชมฟาร์มตัวอย่าง งาน “สีสรรพรรณไม้ เทิดไท้บรมราชินีนาถ

งานสีสันพรรณไม้, เชิญชมฟาร์มตัวอย่าง, งาน สีสรรพรรณไม้, เทิดไท้บรมราชินีนาถ

เชิญชมฟาร์มตัวอย่าง งาน “สีสรรพรรณไม้ เทิดไท้บรมราชินีนาถ

                  กรมส่งเสริมการเกษตร  ขอเชิญชมฟาร์มตัวอย่าง แสดงวิถีชีวิตของชาวเขาบ้านปาเกอญอ  การคั่วชาใบหม่อน และการทอผ้ากะเหรี่ยง ในงานสีสันพรรณไม้  เทิดไท้บรมราชินีนาถ ครั้งที่ 11 โดย ระหว่างวันที่ 9 – 14 สิงหาคม 2560 ณ สวนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ

          นายสมชาย  ชาญณรงค์กุล  อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร  เปิดเผยว่า  ตามที่มูลนิธิสวนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ และอีก 23 หน่วยงาน กำหนดจัดงาน “สีสันพรรณไม้  เทิดไท้บรมราชินีนาถ” ครั้งที่ 11 เพื่อเฉลิม พระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ  ในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช  บรมนาถบพิตร  ในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 12 สิงหาคม ระหว่างวันที่ 9 – 14 สิงหาคม 2560 ณ สวนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ  นั้น มีหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ร่วมจัดนิทรรศการ โดยมีแนวคิดหลักในการจัดงานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ “น้อมนำศาสตร์พระราชา พัฒนาการเกษตรไทย” ในส่วนของกรมส่งเสริมการเกษตรได้ร่วมจัดนิทรรศการดังกล่าว  โดยจำลองโครงการฟาร์มตัวอย่าง จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นโครงการที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช  ทรงมีพระราชดำริที่จะช่วยเหลือราษฎรที่อยู่บนพื้นที่สูงให้มีความยั่งยืน  ได้รับการฝึกอาชีพที่เหมาะสมกับตนเอง  มีคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้นในทุก ๆ ด้าน ส่งผลไม่ให้มีการบุกรุกทำลายป่า  ซึ่งเป็นการพัฒนาอาชีพอย่างยั่งยืนบนพื้นที่สูงทดแทนการปลูกฝิ่น  สำหรับกิจกรรมการจัดนิทรรศการ ประกอบด้วย การจำลองโครงการฟาร์มตัวอย่าง แสดงวิถีชีวิตของชาวเขาบ้านปาเกอญอ  จากอดีตสู่ปัจจุบัน  กิจกรรมการสาธิต ได้แก่ การคั่วชาใบหม่อน การทอผ้ากะเหรี่ยง การตีมีด การจักสาน และการแกะสลัก รวมทั้ง การจำหน่ายสินค้าพื้นเมืองจากชาวเขา

จึงขอเชิญชวนประชาชนและผู้สนใจเข้าร่วมกิจกรรมต่าง ๆ ในงาน “สีสรรพรรณไม้ เทิดไท้บรมราชินีนาถครั้งที่ 11” ระหว่างวันที่ 9 – 14 สิงหาคม 2560  ณ สวนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ เขตจตุจักร กรุงเทพฯ

นำร่องที่อยุธยาโครงการ“ประชารัฐร่วมใจปลูกต้นไม้ให้แผ่นดิน”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/291733

นำร่องที่อยุธยาโครงการ“ประชารัฐร่วมใจปลูกต้นไม้ให้แผ่นดิน”

ปลูกป่า

นำร่องที่อยุธยาโครงการ“ประชารัฐร่วมใจปลูกต้นไม้ให้แผ่นดิน”

 

            พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวมอบนโยบายแนวทางปลูกป่าปลูกต้นไม้แก่เจ้าหน้าที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่าวันนี้ รัฐบาลได้สืบสานแนวพระราชดำริในหลวง รัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 ในการรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาปรับใช้เป็นภูมิคุ้มกันลดความเสี่ยงด้วยการปลูกต้นไม้ในพื้นที่ที่ต้นไม้สามารถเติบโตได้ มีคนดูแล โครงการถึงจะประสบความสำเร็จ

พื้นที่ไหนคนอยู่ไม่ได้ เป็นป่าเสื่อมโทรมต้องเอาออกมา และต้องดูแลให้คนกับป่าอยู่ร่วมกันได้ แนวทางแรกคือ เริ่มจากปลูกป่าในใจคน เพื่อจะได้รู้จักรักหวงแหน ดูแล  ถ้าเป็นป่าเขตเมือง ชุมชนหรือสวนสาธารณะอย่าปลูกเป็นแถว ควรปลูกเป็นกลุ่ม มีพื้นที่ให้ประชาชนใช้สอยทำกิจกรรมร่วมกันได้  หรือพิจารณาจัดโซนนิ่งการปลูกว่า พื้นที่ไหนควรปลูกไม้ประเภทไหน ต้นไม้แบบใดนำมาใช้ประโยชน์ได้

แนวทางที่สองคือ การปลูกป่าในบ้านและชุมชน เชื่อมโยงกับป่าใหญ่ เป็นฟู๊ดแบงก์ เป็นแหล่งอาหารให้คนบริโภคได้  ตามแนวทางสมเด็จพระราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 และเป็นอาหารสัตว์ได้ด้วย ซึ่งฝากให้กระทรวงทรัพย์ฯดูแลหาพืชที่ควรนำไปปลูกเสริมบริเวณชายป่า  เพราะถ้าคนได้ประโยชน์จากป่าก็จะช่วยดูแลรักษา คิดว่าเป็นเจ้าของร่วมกัน

นายกรัฐมนตรียังเสนอแนวทางให้มีการปลูกต้นไม้ของครอบครัว ช่วยกันดูแลให้โตมีชีวิต ต้นไหนตายให้ปลูกทดแทนใหม่  ทั้งนี้ สำหรับโครงการปลูกต้นไม้เพื่อแผ่นดินมีกำหนดถึงเดือนกันยายน แต่ตนมอบนโยบายไปว่า ให้ปลูกตลอดไปไม่ต้องกำหนด  พร้อมกันนี้ ควรสร้างศูนย์เพาะพันธุ์กล้าไม้ในท้องที่ อาทิ เก็บเมล็ดพันธุ์ที่งอกมาทุกบ้าน ทุกหมู่บ้าน ควรขยายปลูกป่าเชิงการท่องเที่ยว เช่น ไม้ดอก เรียงเป็นแถวมีสีสันสวยงาม นายกฯกล่าว

ด้านพล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมกล่าวว่า สืบเนื่องจาก นายกรัฐมนตรีมีข้อสั่งการในการประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2560ว่า รัฐบาลควรจัดทำโครงการประชารัฐร่วมใจปลูกต้นไม้ให้แผ่นดิน เพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสเฉลิมพระชนมพรรษา ครบรอบ 65 พรรษา วันที่ 28 กรกฎาคม 2560 อีกทั้ง เพื่อรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณและร่วมสืบสานแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 ในการฟื้นคืนความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรป่าไม้และสิ่งแวดล้อม            รวมทั้งรณรงค์ส่งเสริมให้หน่วยงานภาครัฐ เอกชนและประชาชน ร่วมกันปลูกต้นไม้เพื่อเพิ่มพื้นที่ป่าและพื้นที่สีเขียว ปลูกฝังจิตสำนึกอนุรักษ์ต้นไม้และทรัพยากรป่าไม้แก่ประชาชนทุกคนในประเทศ โดยมอบหมายให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นหน่วยงานหลักรับผิดชอบร่วมกับหน่วยงานภาคส่วนอื่น รัฐวิสาหกิจ องค์กรเอกชนและภาคประชาชนปลูกและบำรุงรักษาต้นไม้ทั้ง 77 จังหวัด อย่างพร้อมเพรียง เพื่อให้ทุกภาคส่วนมีโอกาสถวายความจงรักภักดีและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ

พล.อ.สุรศักดิ์กล่าวต่อว่า ดังนั้น กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จึงได้ร่วมกับ กระทรวงมหาดไทยจัดโครงการ “ประชารัฐร่วมใจปลูกต้นไม้ให้แผ่นดิน” โดยกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นหน่วยงานหลักในการเตรียมกล้าไม้ แจกจ่ายกล้าไม้และติดตามผลการปลูกต้นไม้อย่างต่อเนื่องในระยะเวลาไม่ต่ำกว่า 5 ปี    ส่วนกระทรวงมหาดไทย (มท.)จัดเตรียมพื้นที่ปลูกต้นไม้ในทุกจังหวัดและรณรงค์ให้ประชาชนเข้าร่วมโครงการ โดยจัดทำทะเบียนพื้นที่ปลูกต้นไม้ ประเภท ตำแหน่ง ขนาดและเจ้าของพื้นที่ สำหรับหน่วยงานภาครัฐ เอกชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและประชาชนจะร่วมปลูกต้นไม้ในพื้นที่ภายใต้การกำกับดูแลของตนเองและดูแลรักษาให้เจริญเติบโต เพื่อเป็นพื้นที่สีเขียวในเมืองและคืนความสมบูรณ์ของทรัพยากรป่าไม้  ซึ่งมีพิธีเปิดโครงการฯเมื่อวันจันทร์ที่ 7 สิงหาคม ที่ผ่านมา ณ ศูนย์การเรียนรู้การบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ต.มหาพราหมณ์ อ.บางบาล  จ.พระนครศรีอยุธยา โดยมีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน พร้อมคณะรัฐมนตรีหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและประชาชน เข้าร่วมงานอย่างพร้อมเพรียง และร่วมกันปลูกต้นไม้พร้อมกับ 77 จังหวัดทั่วประเทศ ในงานดังกล่าว นายกรัฐมนตรียังมอบกล้าไม้ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดสระบุรี ลพบุรี อ่างทอง สุพรรณบุรี นนทบุรี ปทุมธานี พระนครศรีอยุธยา และนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดพระนครศรีอยุธยาด้วย

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมกล่าวด้วยว่า สำหรับโครงการ“ประชารัฐร่วมใจปลูกต้นไม้ให้แผ่นดิน” กำหนดพื้นที่เป้าหมายดำเนินการ ดังนี้  1. พื้นที่กรรมสิทธิ์ของประชาชน โดยจะแจกกล้าไม้ให้ประชาชนนำไปปลูกในพื้นที่ตนเอง เช่น  ที่พักอาศัย ที่ทำกิน พื้นที่หัวไร่ปลายนา  2. พื้นที่ของรัฐทุกประเภท โดยเชิญชวนประชาชน เอกชนและส่วนราชการเข้าร่วมปลูกต้นไม้ด้วย ได้แก่  พื้นที่ภายใต้การกำกับดูแลของหน่วยราชการ โดยให้หน่วยงานราชการที่กำกับดูแลพื้นที่ดูแลและบำรุงรักษาต้นไม้ที่ปลูกภายใต้โครงการ   พื้นที่ตามกฎหมายและมติคณะรัฐมนตรี โดยให้กรมป่าไม้ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช และกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ดูแลและบำรุงรักษาต้นไม้ที่ปลูกภายใต้โครงการ   พื้นที่สาธารณะและสวนสาธารณะที่ประชาชนและประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกัน โดยให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่กำกับดูแลพื้นที่ดูแลและบำรุงรักษาต้นไม้ที่ปลูกภายใต้โครงการ

“กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯมุ่งหวังว่าการจัดโครงการประชารัฐร่วมใจปลูกต้นไม้ ให้แผ่นดิน จะมีประชาชนร่วมกันปลูกต้นไม้เพื่อรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณและเฉลิมพระเกียรติฯ ไม่ต่ำกว่า 10 ล้านกล้า ซึ่งจะช่วยปลูกฝังจิตสำนึกในการอนุรักษ์ต้นไม้และทรัพยากรป่าไม้ให้ประชาชนทุกคนในประเทศ และสามารถฟื้นคืนความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรป่าไม้ เพิ่มพื้นที่ป่าและพื้นที่สีเขียวในประเทศไม่ต่ำกว่า 50,000 ไร่”

ซีพีเอฟ อินเดีย ร่วมลงนาม MOU นำร่องโครงการพัฒนาประมงยั่งยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/291601

ซีพีเอฟ อินเดีย ร่วมลงนาม MOU นำร่องโครงการพัฒนาประมงยั่งยืน

ซีพีเอฟ, อินเดีย, ร่วมลงนาม, MoU, NGO, IUU, เมืองรัตนคีรี

ซีพีเอฟ อินเดีย ร่วมลงนาม MoU นำร่องโครงการพัฒนาประมงยั่งยืน

6 สมาคมประมง ภาคเอกชน และอุตสาหกรรมประมงที่เกี่ยวข้องของอินเดีย ร่วมลงนามในบันทึกความเข้าใจเปิดตัวโครงการพัฒนาประมง (Fishery Improvement Project หรือ FIP) นับเป็นครั้งแรกประเทศอินเดียที่มีการนำร่องแนวทางปฏิบัติเพื่อการรณรงค์การอนุรักษ์ห่วงโซ่การผลิตและระบบนิเวศทางทะเลอย่างยั่งยืน โดยมุ่งปรับปรุงพื้นที่ชายฝั่งทะเลตะวันตกตั้งแต่เมืองรัตนคีรีถึงเมืองกัว
สมาคมประมงและภาคเอกชนที่ร่วมลงนามใน MoU ครั้งนี้ประกอบด้วย Ratnadurga Macchimar Society, Adarsh Machchimar Society บริษัทสหกรณ์ประมงและการตลาดมันโนวี จำกัด บริษัทสหกรณ์เจ้าของเรือประมงขนาดเล็กและการตลาดวาสโก้ จำกัด บริษัทสหกรณ์ประมงและการตลาดซูอาริ จำกัด สมาคมเจ้าของเรือเพื่อการพัฒนาคัตแบน บริษัทโอเมก้าปลาป่นและน้ำมัน จำกัด และบริษัท ซีพีเอฟ อินเดีย จำกัด โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับภาคประมงทั้งจากรัฐบาลอินเดียและองค์กรเอกชน (NGO) เช่น กรมประมง สถาบันวิจัยประมงกลาง มหาวิทยาลัยรัตนคีรี รวมถึงผู้แทนจากโครงการหุ้นส่วนการประมงอย่างยั่งยืน (Sustainable Fisheries Partnership หรือ SFP) เป็นสักขีพยานในการลงนามครั้งนี้
การเปิดตัวโครงการ FIP ในครั้งนี้ ให้ความสำคัญกับการจับปลาซาร์ดีนและการผลิตน้ำมันปลาตามแนวชายฝั่งทะเลทางตะวันตกตั้งแต่เมืองรัตนคีรีถึงเมือง โดยมุ่งการปรับปรุงประสิทธิภาพการจับปลาและการจัดการ ด้วยความโปรงตามแนวทางอาหารปลอดภัย รับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม ตรวจสอบย้อนกลับได้ตลอดห่วงโซ่การผลิต สอดคล้องกับมาตรฐานสากล
นายแซนเดส เซิร์ฟ ประธานกรรมการของ Ratnadurga Macchimar Society กล่าวว่า การลงนามในบันทึกความตกลงครั้งนี้ เป็นการแสดงให้เห็นถึงความตั้งใจจริงของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในอุตสาหกรรมประมงทั้งหมดในการป้องการทรัพยากรทางทะเล โดยมีพันธะสัญญาร่วมกัน 4 ประการ ประกอบด้วย
• ผลิตภัณฑ์ประมงต่างๆ ต้องมาจากการแหล่งที่ทำการประมงด้วยความรับผิดชอบ และสามารถตรวจสอบย้อนกลับถึงแหล่งที่มาได้ตลอดห่วงโซ่การผลิต
• ห่วงโซ่การผลิตจะต้องมีความโปรงใสและข้อมูลที่เกี่ยวข้องในกระบวนการผลิตจะต้องมีการแจ้งกับผู้ซื้อในต่างประเทศและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอย่างชัดเจน
• ต้องมีการปฏิบัติและบริหารงานด้านการประมงให้เกิดผลในการป้องกัน, ยับยั้งและกำจัดการทำประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน (IUU) ในทุกรูปแบบ รวมถึงการจับปลาเกินขนาด เพื่อขยายการปกป้องระบบนิเวศทางทะเล
• การสร้างความน่าเชื่อถือในระบบการติดตามและระบบตรวจสอบย้อนกลับ เพื่อลดการทำประมงผิดกฎหมายและขาดการรายงาน ขณะเดียวยังช่วยปกป้องผู้ที่เคารพกฎหมาย
นอกจากนี้ โครงการดังกล่าวยังดำเนินการตามแนวทางขององค์กรปลาป่นและน้ำมันปลาสากล (International Fishmeal and Fish Oil Organization หรือ IFFO) ของประเทศอังกฤษ ซึ่งเป็นองค์กรเอกชนที่ไม่หวังผลประโยชน์และเป็นตัวแทนผู้ผลิตปลาป่นและน้ำมันปลาทั่วโลก โดยมีวิสัยทัศน์ในการเพิ่มความสำคัญในประเด็นโภชนาที่ดีต่อสุขภาพของมนุษย์และสวัสดิภาพปศุสัตว์เพื่อประโยชน์ของผู้บริโภคทั่วโลก ขณะเดียวกัน IFFO ยังเป็นองค์กรที่ให้การรับรองแนวทางปฎิบัติความรับผิดชอบในการจัดหาวัตถุดิบอย่างยั่งยืนเพื่อใช้ในการผลิตปลาป่นและน้ำมันปลาซึ่งใช้เป็นส่วนผสมในการผลิตเป็นอาหารมนุษย์ อาหารสัตว์น้ำ และผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรอื่นๆ
นาย เอ.บี. ซาลังเก้ ผู้ช่วยคณะกรรมาธิการประมง (เมืองรัตนคีรี) กล่าวว่า รัฐบาลอินเดียกำลังเดินหน้าในการเพิ่มเครื่องมือในการทำงาน เช่น สปีดโบ๊ท ซึ่งจำเป็นต่อการดำเนินการตามกฎหมายในการเอาชนะปัญหาต่างๆ ที่มีผลต่อการทำประมงอย่างยั่งยืน รวมถึงความร่วมมือกันของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในการสนับสนุนโครงการ FIP ตามแนวชายฝั่งของเมืองรัตนคีรีถึงเมืองกัว คู่ขนานไปกับภาคเอกชนที่ต้องการสร้างความยั่งยืนให้กับมหาสมุทรอินเดียในระยะยาว
นายเอมอล ปาติล ผู้อำนวยการบริษัทโอเมก้าปลาป่นและน้ำมัน จำกัด กล่าวว่า ภาคเอกชนให้คำมั่นสัญญาในการทำประมงยั่งยืนตามแนวทางของ FIP เพื่อร่วมอนุรักษ์ทรัพยากรและวัตถุดิบให้เพียงพอป้อนให้กับอุตสาหกรรมปลาป่น ซึ่งสมาคมต่างๆ รวมด้วย ซีพีเอฟ อินเดีย และ IFFO ที่ร่วมดำเนินโครงการนี้จะนำมาซึ่งผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมชัดเจนในเรื่องการบริหารจัดการของภาคอุตสาหกรรม และการเพิ่มความต้องการของปลาป่นคุณภาพจากประเทศที่มีสามารถดำเนินตามมาตรฐานสากล

กยท. เดินหน้าผลักดันโครงการจัดสวนยางอย่างยั่งยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/291519

กยท. เดินหน้าผลักดันโครงการจัดสวนยางอย่างยั่งยืน

กยท, กยท, Forest Stewardship Council, Auditor FSC

กยท. เดินหน้าผลักดันโครงการจัดสวนยางอย่างยั่งยืน

 

           นายพูลสุข อุเทนพันธ์ ผู้อำนวยการสำนักผู้ว่าการ การยางแห่งประเทศไทย กยท. เปิดเผยว่ากยท. มีนโยบายในการสนับสนุนผลักดันให้เกษตรกรชาวสวนยางเห็นถึงความสำคัญและโอกาสของการพัฒนาสวนยางไปสู่มาตรฐานระดับสากล FSC (Forest Stewardship Council) เพื่อเพิ่มมูลค่าไม้ยาง รักษามาตรฐานคุณภาพ และขยายฐานตลาดส่งออก ซึ่งจะเน้นการอบรมให้เกษตรกรชาวสวนยางได้รับความรู้เกี่ยวกับการจัดการสวนยางอย่าง ยั่งยืนตามมาตรฐาน FSC มีการสำรวจตรวจแปลง และเตรียมเรื่องการตรวจรับรอง ที่ผ่านมา กยท. ได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกับ บริษัท สยามฟอร์เรสแมเนจเม้นท์ จำกัด เพื่อจัดการสวนยางในพื้นที่จังหวัดระนอง รวม 1,300 ไร่ ขณะนี้ได้รับการตรวจอนุมัติFSC-FM จากบริษัท SCG  (Auditor FSC) เรียบร้อยแล้วเมื่อวันที่ 28 ก.ค. ที่ผ่านมา

สำหรับการเซ็นสัญญาบริการวิชาการระหว่างภาคเอกชนทั้ง 2 บริษัท ได้แก่บริษัท สยามฟอร์เรสแมเนจเม้นท์ จำกัด และ บริษัท ฟอร์เรสโซลูชั่น จำกัด เพื่อเริ่มดำเนินโครงการจัดการสวนยางอย่างยั่งยืนตามมาตรฐานFSC-FM โครงการที่ 2 ในพื้นที่สวนยางภาคใต้ตอนบน จำนวน 4 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดสุราษฏร์ธานี ชุมพร ระนอง และประจวบคีรีขันธ์ ตั้งเป้าจำนวน 50,000 ไร่ โดย กยท. พร้อมให้ความร่วมมือ และสนับสนุนผลักดันให้สวนยางพาราในประเทศเข้าสู่ระบบการจัดการสวน FSC เพื่อให้ผลผลิตจากสวนยางพาราของไทยได้มาตรฐานในระดับสากล นายพูลสุข กล่าวทิ้งท้าย

จ่อคิวขึ้นแท่น7สินค้าเศรษฐกิจใหม่ สร้างเชื่อมั่นผู้บริโภค

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/291515

จ่อคิวขึ้นแท่น7สินค้าเศรษฐกิจใหม่ สร้างเชื่อมั่นผู้บริโภค

ws, ไหมอินทรีย์, FAO, มกอช

จ่อคิวขึ้นแท่น7สินค้าเศรษฐกิจใหม่ สร้างเชื่อมั่นผู้บริโภค

               นางสาวชุติมา บุณยประภัศร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังการประชุมคณะกรรมการมาตรฐานสินค้าเกษตรเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2560 ว่าคณะกรรมการมาตรฐานสินค้าเกษตร มีมติเห็นชอบให้เร่งประกาศใช้มาตรฐานสินค้าเกษตรเพิ่มเติม 7 เรื่อง ได้แก่ 1.GAP ฟาร์มจิ้งหรีด 2. GAP ฟาร์มไก่พื้นเมืองแบบเลี้ยงปล่อย 3. ไหมอินทรีย์4. แนวปฏิบัติการผลิตเชื้อเห็ด5. สารพิษตกค้าง6. มะนาวและ 7. แตงกวา โดยมี 3 เรื่อง ซึ่งเป็นสินค้าที่มีการผลิตอย่างแพร่หลายในกลุ่มเกษตรกรรายย่อยและมีโอกาสทางการตลาดสูง ได้แก่ มาตรฐาน GAP ฟาร์มจิ้งหรีด มาตรฐาน GAP ฟาร์มไก่พื้นเมืองแบบเลี้ยงปล่อย และมาตรฐานสินค้าไหมอินทรีย์ เพื่อใช้เป็นแนวทางในการพัฒนายกระดับการผลิตให้ได้สินค้าที่มีคุณภาพมาตรฐาน มีความปลอดภัย ต่อผู้บริโภคภายในประเทศและเพิ่มโอกาสในการขยายตลาดส่งออกในต่างประเทศมากขึ้นอีกด้วย
จิ้งหรีดเป็นสินค้าที่มีแนวโน้มทางการตลาดดีขึ้นอย่างต่อเนื่องทั้งภายในและต่างประเทศ ปัจจุบันมีเกษตรกรเลี้ยงจิ้งหรีด มากกว่า 20,000 ราย ผลผลิตปีละ 7,500 ตัน มีมูลค่าเกือบ 1,000 ล้านบาทต่อปีซึ่งส่วนใหญ่เป็นการบริโภคภายในประเทศ เริ่มมีการส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศ ทั้งประเทศเพื่อนบ้านและประเทศตะวันตกบางประเทศ ดังนั้นการกำหนดมาตรฐานGAP ฟาร์มจิ้งหรีด จะเป็นเครื่องมือในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับตลาด ผู้บริโภค และประเทศผู้นำเข้าได้ โดยเฉพาะสหภาพยุโรป หรือ อียู ซึ่งจัดให้แมลงเป็นอาหารชนิดใหม่ ประกอบกับองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ หรือเอฟเอโอ (FAO) ได้ส่งเสริมให้มีการบริโภคแมลงเพิ่มมากขึ้นเนื่องจากแมลงเป็นอาหารทางเลือกที่มีโปรตีนสูงราคาถูก และสามารถผลิตได้ง่ายในท้องถิ่น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จึงจะยกระดับการผลิตจิ้งหรีดให้เป็นแมลงเศรษฐกิจที่มีศักยภาพในการส่งออกสูงขึ้น และสามารถช่วยยกระดับรายได้ของเกษตรกรด้วย
สำหรับการเลี้ยงไก่พื้นเมืองแบบปล่อยก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งของเกษตรกรรายย่อย เนื่องจากใช้เงินลงทุนน้อย ดูแลจัดการง่าย ทนทานต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และทนต่อโรคได้ดี เมื่อนำมาแปรรูปหรือประกอบอาหารก็ได้รับความนิยมจากผู้บริโภคมากกว่าไก่เนื้อที่เลี้ยงในโรงเรือนแบบปิดเนื่องจากเนื้อแน่นและมีรสชาติดีกว่าปัจจุบันไทยมีไก่พื้นเมืองรวมกว่า 72.4 ล้านตัวทั่วประเทศมีการขยายตัวของธุรกิจการเลี้ยงไก่พื้นเมืองเพื่อการค้าตลอดห่วงโซ่การผลิต ดังนั้นจึงจำเป็นต้องเร่งยกระดับการผลิตให้ได้มาตรฐานเพื่อสร้างการยอมรับจากผู้บริโภคและช่วยเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันในตลาดได้
ส่วนเรื่องการผลิตไหมอินทรีย์ก็ถือเป็นช่องทางทำเงินให้กับเกษตรกรผู้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหมได้อีกช่องทางหนึ่งซึ่งปัจจุบันมีเกษตรกรผู้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหม ประมาณเกือบ 100,000 ราย มีแนวโน้มที่ตลาดจะมีความต้องการเพิ่มขึ้นตามการขยายตัวของสินค้าอินทรีย์ เช่น ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางจากไหมอินทรีย์ เช่น แผ่นมาร์คหน้า ดังนั้นการกำหนดมาตรฐานอินทรีย์สำหรับไหมนอกจากจะช่วยเพิ่มมูลค่าสินค้าแล้ว ยังสามารถเพิ่มโอกาสทางการค้าโดยเฉพาะอย่างยิ่งการส่งออกได้” นางสาวชุติมา บุณยประภัศรกล่าว
นางสาวดุจเดือน  ศศะนาวิน เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษรตและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) กล่าวเสริมว่า นอกจากนี้ คณะกรรมการมาตรฐานสินค้าเกษตรยังเห็นชอบให้เก็บค่าบริการตรวจสอบรับรองโรงงานผลิตทุเรียนแช่เยือกแข็ง ซึ่งเป็นมาตรฐานบังคับ โดยกำหนดตามขนาดของโรงงานผลิตทุเรียนแช่เยือกแข็ง ขนาดเล็ก ไม่เกิน 15,000 บาท ขนาดกลาง ไม่เกิน 25,000 บาท และขนาดใหญ่ไม่เกิน 35,000 บาท

ปศุสัตว์ คุมเข้มตรวจสอบการผลิตไข่ไก่ไร้ยาฆ่าแมลงปนเปื้อน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/291510

ปศุสัตว์ คุมเข้มตรวจสอบการผลิตไข่ไก่ไร้ยาฆ่าแมลงปนเปื้อน

ปศุสัตว์, Fipronil, From Farm to Table, มค - กค

ปศุสัตว์ คุมเข้มตรวจสอบการผลิตไข่ไก่ไร้ยาฆ่าแมลงปนเปื้อน

              จากสถานการณ์ไข่ไก่ปนเปื้อนยาฆ่าแมลงกำลังสร้างปัญหาให้กับหลายประเทศในยุโรป กรมปศุสัตว์ชี้แจงขอให้ประชาชนมั่นใจได้ว่าไข่ไก่ไทยปลอดภัย มีการขึ้นทะเบียนและควบคุมการใช้ยาฆ่าแมลงในฟาร์มเลี้ยงสัตว์ ซึ่งจะต้องได้รับการอนุญาตจากสัตวแพทย์ควบคุมฟาร์ม นอกจากนี้ กรมปศุสัตว์ยังเก็บตัวอย่างไข่จากท้องตลาดตรวจหายาฆ่าแมลงฟิโปรนิล (Fipronil) เพื่อตรวจสอบเฝ้าระวัง และสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภคและประเทศผู้นำเข้าไข่จากประเทศไทยด้วย

                 นายสัตวแพทย์ อภัย สุทธิสังข์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า จากรายงานปัญหาไข่ไก่ปนเปื้อนยาฆ่าแมลงฟิโปรนิลในปริมาณสูงในหลายประเทศในยุโรป จนมีการเรียกเก็บและทำลายไข่ไก่หลายล้านฟองออกจากตลาดในยุโรป ส่งผลให้มีการทำลายไก่ไข่ที่ตรวจพบสารดังกล่าว จำนวน 300,000 ตัว และมีการสอบสวนฟาร์มไก่ไข่ในประเทศเนเธอร์แลนด์และ เบลเยี่ยม จำนวนกว่า 180 ฟาร์ม ซึ่งส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภค และสร้างความเสียหายต่ออุตสาหกรรมไข่ไก่ในยุโรป สำหรับประเทศไทย ได้กำหนดให้สารฟิโปรนิล (Fipronil) เป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 3 ตาม พรบ.วัตถุอันตราย พ.. 2535 ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่ใช้ในบ้านเรือนหรือการสาธารณสุข เพื่อประโยชน์ในการควบคุม ไล่ กำจัดแมลง ซึ่งกรมปศุสัตว์ไม่อนุญาตให้ใช้สารฟิโปรนิลกับตัวสัตว์โดยตรง

                กรมปศุสัตว์ ขอย้ำว่าได้มีการควบคุมการขึ้นทะเบียนและการใช้วัตถุอันตราย ยาฆ่าแมลงที่ใช้ในฟาร์มเลี้ยงสัตว์ ซึ่งฟาร์มไก่ไข่ได้รับการรับรองมาตรฐานฟาร์ม GAP ต้องมีระบบการควบคุมการใช้ยาและวัตถุอันตรายในฟาร์มอย่างเข้มงวด นอกจากนี้ การใช้ยา ยาฆ่าแมลง หรือสารที่เป็นอันตรายในฟาร์มเลี้ยงสัตว์จะต้องได้รับการอนุญาตจากสัตวแพทย์ควบคุมฟาร์ม ในปี 2559 สำนักตรวจสอบคุณภาพสินค้าปศุสัตว์ กรมปศุสัตว์ ได้สุ่มตรวจยาฆ่าแมลงจากตัวอย่างไข่สดจากท้องตลาดทั่วประเทศ จำนวน 58ตัวอย่าง ผลการตรวจวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการ ไม่พบการตกค้างของยาฆ่าแมลงในไข่ทุกตัวอย่าง

                ทั้งนี้ ได้กำชับให้หน่วยงานของกรมปศุสัตว์ทั่วประเทศ และสัตวแพทย์ควบคุมฟาร์มของบริษัทเอกชนทุกแห่งให้เข้มงวดควบคุมการใช้ยาฆ่าแมลงในฟาร์มเลี้ยงสัตว์ และเพิ่มความเข้มงวดระบบการผลิตสินค้าปศุสัตว์ที่มีประสิทธิภาพ สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ตั้งแต่ฟาร์มไปถึงผู้บริโภค (From Farm to Table)“ อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าว

                 นายสัตวแพทย์ สรวิศ ธานีโต รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ในฐานะโฆษกกรมปศุสัตว์ กล่าวเพิ่มเติมว่า “ในปี 2559 ประเทศไทยสามารถส่งออกไข่ไปยังต่างประเทศ จำนวน 11,233 ตัน มูลค่า 612 ล้านบาท และช่วง 7 เดือนแรกของปี 2560 (.. – ..) ส่งออกไข่ไปต่างประเทศแล้วกว่า 5,672 ตัน มูลค่า293 ล้านบาท ในปีนี้ไทยสามารถขยายตลาดส่งออกไข่ไปยังสาธารณรัฐเกาหลี ประเทศสิงคโปร์ และประเทศกัมพูชาเพิ่มเติมอีกด้วย นอกจากนี้ กรมปศุสัตว์เตรียมการจะขยายตลาดส่งออกผลิตภัณฑ์ไข่ไก่ไปยังยุโรป และญี่ปุ่นต่อไป