ประชุมระดมความเห็นแก้ไขปัญหาขาดแคลนน้ำให้ชาวหนองบัวแดง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/291481

ประชุมระดมความเห็นแก้ไขปัญหาขาดแคลนน้ำให้ชาวหนองบัวแดง

ประชุมระดมความเห็นแก้ไขปัญหาขาดแคลนน้ำให้ชาวหนองบัวแดง

 

วันที่10 สิงหาคม 2560  พลเอกสุรศักดิ์  กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (รมว.ทส.) เป็นประธานประชุมร่วมกับ นายชูศักดิ์ ตรีสาร ผู้ว่าราชการจังหวัดชัยภูมิ โดยในส่วนของกรมชลประทานมี ดร.สมเกียรติ  ประจำวงษ์ รองอธิบดีกรมชลประทาน พร้อมด้วย นายชยันต์ เมืองสง ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาแหล่งน้ำขนาดใหญ่ ร่วมประชุมหาแนวทางการแก้ปัญหาขาดแคลนน้ำในอำเภอหนองบัวแดง

ดร.สมเกียรติ  ประจำวงษ์ รองอธิบดีกรมชลประทาน ชี้แจงในที่ประชุมว่า การพัฒนาแหล่งน้ำในพื้นที่หนองบัวแดงในปัจจุบันซึ่งยังไม่เพียงพอต่อความต้องการ โดยเฉพาะฤดูแล้ง ในแต่ละปีจะมีปริมาณน้ำท่าประมาณปีละ 195 ล้านลูกบากศ์เมตร (ลบ.ม.) แต่หากมีการสร้างแหล่งเก็บกักน้ำก็จะสามารถช่วยเก็บน้ำไว้ได้ 32 ล้าน ลบ.ม. ดังนั้นในช่วงฤดูฝนปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำจะต้องเต็มอ่างเก็บน้ำแน่นอน ดังนั้งจึงจำเป็นต้องใช้หลักการบริหารจัดการเป็นหลัก ร่วมกับระบบกระจายน้ำด้านล่าง ก็จะทำให้เกิดความยั่งยืนในการช่วยแก้ไขปัญหาน้ำท่วมและการขาดแคลนน้ำ

ในโอกาสนี้มีชาวบ้านอำเภอหนองบัวแดงสนับสนุนให้มีการสร้างอ่างเก็บน้ำลำสะพุงอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.ชัยภูมิ โดยบอกว่า ในปัจจุบันมีหน่วยงานต่าง ๆ ทั้ง กรมชลประทาน กรมทรัพยากรน้ำ กรมพัฒนาที่ดินเข้ามาพัฒนาแหล่งน้ำแต่ก็ยังไม่เพียงพอกับความต้องการ ปัจจุบันประชาชนในพื้นที่ก็ใช้น้ำบาดาลกันทุกครัวเรือน แต่ในฤดูแล้งก็หมดไปพร้อมกับน้ำผิวดิน ดังนั้นการหาแหล่งน้ำขนาดใหญ่ต้นน้ำจึงมีความจำเป็น จึงขอใช้หน่วยงานพิจารณาขอใช้พื้นที่ป่าเพื่อสร้างอ่างฯลำสะพุง โดยชาวหนองบัวแดงจะร่วมกันปลูกป่าทดแทนมากกว่า 1,280 ไร่ โดยจะเริ่มปลูกป่าในวันที่ 12 ส.ค.60 ซึ่งเป็นวันแม่แห่งชาติ และจะไม่มีการบุกรุก ทำลายป่า อีกด้วย

จากการระดมความคิดเห็นในประเด็นดังกล่าว รัฐมนตรีว่าการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เสนอให้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะทำงานเพื่อแก้ปัญหาแหล่งน้ำในอำเภอหนองบัวแดง โดยยกเป็นปัญหาระดับชาติ มี รมว.ทส. เป็นประธาน มีผู้อำนวยการโครงการชลประทานชัยภูมิ ร่วมเป็นคณะทำงาน เพื่อร่วมวางแผนแก้ไขปัญหา 2 ระยะ ประกอบด้วย ระยะเร่งด่วน : พัฒนาตามศักยภาพแบบเร่งด่วนควรนำแนวทางธนาคารน้ำใต้ดินมาใช้ ระหว่างรอระยะเวลาหาข้อสรุปของอ่างฯ ลำสะพุง ส่วนการแก้ปัญหาในระยะยาวให้พิจารณาเน้นความยั่งยืนให้มีน้ำสมบูรณ์

อ่างฯแม่ข้าวต้มท่าสุด เชียงราย ต่อยอดพระราชดำริสมบูรณ์แบบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/291477

อ่างฯแม่ข้าวต้มท่าสุด เชียงราย ต่อยอดพระราชดำริสมบูรณ์แบบ

อ่างฯแม่ข้าวต้มท่าสุด เชียงราย ต่อยอดพระราชดำริสมบูรณ์แบบ

                 ความเดือดร้อนของราษฎร ตำบลท่าสุด อ.เมือง จ.เชียงราย จากการขาดแคลนน้ำ ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชให้รับโครงการอ่างเก็บน้ำแม่ข้าวต้มท่าสุด เป็นโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ โดยกรมชลประทานก่อสร้างแล้วเสร็จ เมื่อปี 2538

เป็นอ่างเก็บน้ำขนาดเล็ก ความจุ 520,000 ลูกบาศก์เมตร จากปริมาณน้ำท่ารายปีเฉลี่ย 4 ล้านลูกบาศก์เมตร

แม้ขนาดอ่างเก็บน้ำจะเล็ก แต่ตอบสนองความต้องการของราษฎรด้านการเกษตรเป็นลำดับแรกได้ถึง 1,200 ไร่ ลำดับต่อมา ยังเป็นน้ำเพื่ออุปโภคบริโภคได้ถึง 6 หมู่ จำนวน 2,262 ครัวเรือน

อ่างฯแม่ข้าวต้มท่าสุด เชียงราย ต่อยอดพระราชดำริสมบูรณ์แบบ

ชาวบ้านเป็นสุขหรือไม่ ดูที่หน้าตา ผู้คนบริเวณนี้ยิ้มแย้มแจ่มใสถ้วนหน้า เพราะเดิมทีทำนาปีตามฝนฟ้าได้ 1 ฤดู พอมีอ่างเก็บน้ำแม่ห้วยข้าวต้มท่าสุด สามารถทำนาปรังได้อีกรอบ รวมแล้วทำนาได้ปีละ 2 ครั้ง

เป็นนาปรังที่ทำกันได้ถ้วนหน้า เพราะน้ำอุดมสมบูรณ์เพียงพอ

ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงพระราชทานน้ำให้แล้ว ราษฎรเองต้องดูแลต่อยอดอย่างไร

นายรัตน์ ศรีบุรี อดีตกำนัน ต.ท่าสุด อ.เมือง จ.เชียงราย เล่าว่า ต้นน้ำเป็นภูเขา เป็นที่อยู่อาศัยของชาวเขาเผ่าละหู่ ประมาณ 22 ครอบครัว ปลูกพืชไร่ประเภทข้าวโพด ส่งผลให้หน้าดินถูกชะล้างลงมาพร้อมทั้งสารกำจัดศัตรูพืช

“เขาไม่ยอมหาว่าผมใช้อำนาจรังแก ต้องคุยกัน 2-3 ปี   ผมกลับมาถามลูกบ้านว่า ถ้าให้เขาอพยพลงมา จะซื้อที่ดินเองก็ไม่มีเงินซื้อ เราจะทำยังไงดี  ลูกบ้านเสนอให้เอาที่ดินสาธารณะ 6-7 ไร่ มาจัดสรรให้ครอบครัวละ 1 งาน ปี 2550 เขาก็ลงมาทั้งหมด  เดี๋ยวนี้ขยายครอบครัวเป็น 30 ครอบครัวแล้ว”

ภาพเบื้องหน้ามองจากสันเขื่อนขึ้นไป ทิวเขาเบื้องหน้าที่ชาวละหู่เคยอยู่ กลายเป็นพื้นที่สีเขียวของไม้ใหญ่น้อย มีเมฆขาวลอยอ้อยอิ่งสวยงาม น้ำในอ่างเก็บน้ำใส ไม่มีตะกอนดินแดงขุ่นให้เห็น

จากสันเขื่อนลงไปท้ายเขื่อนลึกลงไป วางท่อส่งน้ำหลัก 2 ท่อ เพื่อโรยและกระจายน้ำผ่านคูไปยังแปลงเกษตรกร

ที่นี่กำลังเป็นแหล่งท่องเที่ยวใหม่ ที่ผ่านมามีนักท่องเที่ยวมาตั้งแคมป์อยู่ริมอ่าง และมีประเพณีบวงสรวงผีขุนน้ำสืบทอดในเดือนมิถุนายนของทุกปี

หมู่ 10 บ้านแม่ข้าวต้มท่าสุด ต.ท่าสุด กำลังเป็น 1 ใน 5 จุดท่องเที่ยวที่มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงเชียงรายร่วมส่งเสริมในโครงการ วันเดียว เที่ยว 5 จุด มาเที่ยวอ่างเก็บน้ำแม่ข้าวต้มท่าสุด อันเนื่องมาจากพระราชดำริ

โดยอีก 4 จุดที่เหลือ ประกอบด้วย หมู่ 2 บ้านสันต้นกอก เป็นการนั่งแพ หมู่ 3 บ้านแม่ข้าวต้มท่าสุด เป็นศูนย์ข้าวชุมชน ดูวิถีชีวิตการคัดข้าว สีข้าว แปรรูปข้าว  หมู่ที่ 6 บ้านถ้ำผาตอง งาแกะสลักไม้ขึ้นชื่อของตำบล  หมู่ที่ 8 บ้านศรีวิเชียร เป็นบ้านกลุ่มชนเผ่าเย้า ลีซอ

ที่น่าสนใจในประโยชน์หลากหลายจากน้ำอ่างเก็บน้ำแม่ข้าวต้มท่าสุดคือนำไปผลิตน้ำดื่มบรรจุขวดของชุมชน ส่วนหนึ่งนำไปเลี้ยงสัตว์ นอกเหนือจากจะมีสารพัดพันธุ์ปลาที่กรมประมงปล่อยลงในอ่างให้จับเป็นอาหาร อีกทางหนึ่งชาวบ้านก็ผันวิถีเพราะปลูกจากนาข้าว แบ่งไปปลูกนาหญ้าที่ได้ราคากว่า ใช้น้ำน้อยลง

“จะเห็นได้ว่า ที่นี่แค่มีน้ำอย่างเดียว  สามารถต่อยอดทำอย่างอื่นได้มากมาย เป็นผลพลอยได้จากโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริอย่างชัดเจน” ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ รองอธิบดีกรมชลประทานกล่าว

ดร.สมเกียรติกล่าวถึงการทบทวนผลสำรวจโครงการพัฒนาแหล่งน้ำอันเนื่องมาจากพระราชดำริทั่วประเทศว่า  ในปัจจุบันมีโครงการที่มีอ่างเก็บน้ำแล้ว แต่ยังขาดระบบชลประทานอีก 1,645 โครงการ ทั้งที่เป็นฝาย อ่างเก็บน้ำ และรูปแบบอื่นๆ

สำหรับจังหวัดเชียงราย กรมชลประทานได้ดำเนินโครงการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดเล็ก อันเนื่องมาจากพระราชดำริ 242 โครงการ มีระบบชลประทานจัดส่งน้ำแล้ว 187 โครงการ ที่เหลือ 55 โครงการยังไม่มีระบบชลประทาน แต่ใช้วิธีการส่งน้ำไปตามลำน้ำเดิม จึงต้องปรับปรุงพัฒนาส่วนนี้ และยังต่อยอดส่วนที่มีระบบชลประทานแล้วด้วย

“กรมฯ จะเร่งศึกษาวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมให้ครอบคลุมในทุกมิติ เพื่อก่อสร้างระบบชลประทานให้เพียงพอกับความต้องการของราษฎรทั่วประเทศ จะได้มีแหล่งน้ำอุปโภคบริโภคและน้ำเพื่อการทำกินตลอดทั้งปี”

พระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 มุ่งพัฒนาโครงการแหล่งน้ำครอบคลุมทั้งขนาดใหญ่ ขนาดกลาง และขนาดเล็ก เพื่อให้ราษฎรได้มีน้ำใช้ทั่วถึง และป้องกันบรรเทาอุทกภัย  บ่อยครั้งที่พื้นที่แหล่งน้ำเหล่านั้นซ่อนตัวอยู่ในหุบเขา ป่าลึก ทุรกันดาร แต่พระองค์เสด็จพระราชดำเนินไปจนถึง เพื่อให้ราษฎรได้มีน้ำทำกิน และพัฒนายกระดับคุณภาพชีวิต

อ่างเก็บน้ำแม่ข้าวต้มท่าสุด อ.เมือง จ.เชียงราย อยู่ในเส้นทางการยกระดับชีวิตที่มากไปกว่าน้ำทำกินเพียงอย่างเดียวแล้ว

หม่อนไหมชวนมอบของขวัญอันล้ำค่า“ซื้อผ้าไหมให้แม่” ในวันแม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/291366

หม่อนไหมชวนมอบของขวัญอันล้ำค่า“ซื้อผ้าไหมให้แม่” ในวันแม่

หม่อนไหมชวนมอบของขวัญอันล้ำค่า“ซื้อผ้าไหมให้แม่” ในวันแม่

              วันที่ 9 สิงหาคม 2560 นายธนิตย์ เอนกวิทย์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นประธานเปิดงาน ส่งเสริมผลิตภัณฑ์ผ้าไหมไทย “รักแม่ ซื้อผ้าไหมให้แม่”เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถในรัชกาลที่ 9 เนื่องในวโรกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 85 พรรษา ในวันที่ 12
สิงหาคม 2560 และเป็นการส่งเสริมการใช้ผ้าไหมไทยให้แพร่หลาย โดยมีนางสุดารัตน์ วัชรคุปต์ เหล่าวิชยา อธิบดี   กรมหม่อนไหม ผู้บริหารและเจ้าหน้าที่กรมหม่อนไหมเข้าร่วมงาน ณ โถงชั้น 1 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
ทั้งนี้ นางสุดารัตน์ วัชรคุปต์ เหล่าวิชยา อธิบดีกรมหม่อนไหม เปิดเผยว่าผ้าไหมไทยเป็นมรดกของชาติไทยที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์ สามารถสวมใส่ได้ทุกเพศทุกวัย และทุกสถานที่ ซึ่งปัจจุบันมีการออกแบบที่หลากหลายและทันสมัยมากขึ้นจึงสามารถสวมใส่ได้ในชีวิตประจำวัน แต่หากสวมใส่ออกงานที่ใช้การตัดเย็บอย่างพิถีพิถันก็จะดูเรียบหรูและสะท้อนถึงรสนิยมได้เป็นอย่างดี
นอกจากนี้การซื้อผ้าไหมมาสวมใส่หรือมอบให้กับผู้ที่เคารพรักยังเป็นการส่งเสริมและสนับสนุนผลิตภัณฑ์ของเกษตรกรผู้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหมของไทยให้มีรายได้มากขึ้น เนื่องในโอกาสวันแม่แห่งชาติ วันที่ 12 สิงหาคม 2560 กรมหม่อนไหมขอเชิญมอบของขวัญอันล้ำค่า  ด้วยการ “ซื้อผ้าไหมให้แม่”เพื่อร่วมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 ที่ทรงมีต่อเกษตรกรผู้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหม
รวมถึงเพื่อแสดงออกถึงความรักและระลึกถึงพระคุณแม่ นอกจากนี้ยังสามารถสามารถซื้อผ้าไหมเพื่อมอบให้กับผู้ที่เคารพรักด้วยเช่นกัน
สำหรับงานส่งเสริมผลิตภัณฑ์ผ้าไหมไทย “รักแม่ ซื้อผ้าไหมให้แม่”กำหนดจัดขึ้นตลอดเดือนสิงหาคม ซึ่งเป็นเดือนแห่งวันแม่ โดยมีพิธีเปิดกิจกรรมในวันที่ 9-11 สิงหาคม 2560 ณ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยผู้ที่สนใจสามารถเลือกซื้อสินค้าคุณภาพได้ที่ Silk Berry Corner บริเวณหน้าอาคารกรมหม่อนไหม เกษตรกลางบางเขน กรุงเทพฯหรือร้านค้าจำหน่ายผ้าไหมที่ได้รับรองมาตรฐานจากกรมหม่อนไหม (Certified Thai Silk Shop) ร้านจำหน่ายผ้าไหมของเกษตรกร กลุ่มเกษตรกรสหกรณ์วิสาหกิจชุมชนทั่วประเทศ  เพื่อเป็นของขวัญอันล้ำค่าให้แม่
เนื่องในวันแม่แห่งชาติ
นอกจากนี้กรมหม่อนไหมขอเชิญร่วมสนุกถ่ายรูปการบอกรักแม่ด้วยการซื้อผ้าไหมให้แม่โดยกติกาขั้นตอน ร่วมสนุกรับของรางวัล like & share งาน “รักแม่ซื้อผ้าไหมให้แม่” สามารถทำได้ ดังนี้
1. กด Like Fanpage : กรมหม่อนไหม
2. ถ่ายรูปคู่กับแม่พร้อมผ้าไหม
3. ติด#แฮชแท็กคำว่า #รักแม่ซื้อผ้าไหมให้แม่
@แอดคำว่า @กรมหม่อนไหม
4. โพสต์ลงเฟซบุ๊คของท่านโดยตั้งเป็นสาธารณะ
กำหนดส่งรูป ภายในวันที่ 25 สิงหาคม 60 รูปคู่แม่ลูกที่ถูกใจคณะกรรมการของกรมหม่อนไหม รับรางวัลผ้าไหมมัดหมี่ จำนวน 6 ผืน ประกาศผลทาง Facebook กรมหม่อนไหม วันที่ 31 สิงหาคม 60 สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ กรมหม่อนไหม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โทรศัพท์ 0-2558-7924-6 ต่อ 310 Call Center 1275
หรือที่ศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถทั่วประเทศ

ชี้ไก่และไข่ไทยปลอดภัยไร้กังวล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/291318

ชี้ไก่และไข่ไทยปลอดภัยไร้กังวล

ไข่ไก่, ชี้, ไก่, และ, ไข่, ไทย, ปลอดภัย, ไร้กังวล

ชี้ไก่และไข่ไทยปลอดภัยไร้กังวล

              นายสัตวแพทย์ศักดิ์ชัย ศรีบุญซื่อ นายกสมาคมวิทยาศาสตร์สัตว์ปีกโลก สาขาประเทศไทย กล่าวในงานประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2560 ว่า ปัจจุบัน อุตสาหกรรมการผลิตไก่เนื้อและไข่ของประเทศไทยมีความทันสมัย และมีมาตรฐานระดับสากล ด้วยประเทศไทยมีการพัฒนาด้านความรู้และเทคโนโลยีในการผลิตเนื้อไก่ และไข่ไก่ที่ทันสมัยขึ้น เพื่อให้คนไทยมีความมั่นใจต่อการบริโภคไก่และไข่มากขึ้น จึงจัดเสวนาทางวิชาการ 2 หัวข้อ “ขาดไข่วันใด แล้วเธอจะรู้สึก กินไข่ได้ทุกวัน กินได้ทุกวัย” และ “กรณี ศึกษาบราซิล เจ็บนี้อีกนาน…เจ็บแล้วไม่ลืม” ซึ่งเชิญนักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญจากภาครัฐและเอกชน มาร่วมแสดงความเห็นสนับสนุนและสร้างความมั่นใจในการบริโภคไก่และไข่
“การจัดเสวนาทางวิชาการ มุ่งหวังให้คนไทยได้รับความรู้ มีทัศนคติที่ดีต่อการบริโภคไก่และไข่ของไทย ที่ปัจจุบันหลายประเทศทั่วโลกให้การยอมรับมาตรฐานในการผลิตอาหารของประเทศไทย ช่วยเพิ่มความมั่นใจในการบริโภคไก่และไข่ของไทยมากขึ้น” น.สพ.ศักดิ์ชัยกล่าว
ในช่วงเสวนา “ขาดไข่วันใด แล้วเธอจะรู้สึก กินไข่ได้ทุกวัน กินได้ทุกวัย” น.สพ.สมชวน รัตนมังคลานนท์ ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาระบบและรับรองมาตรฐานสินค้าปศุสัตว์ กรมปศุสัตว์ กล่าวว่า กรมปศุสัตว์ดำเนินการยกระดับมาตรฐานการผลิตไก่เนื้อและไข่ไก่ตลอดห่วงโซ่ ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ และให้ความสำคัญกับการตรวจสอบย้อนกลับ ในฐานะนักวิชาการ ยังมุ่งสร้างความเข้าใจกับสาธารณชน ให้มีทัศนคติที่ถูกต้อง และมั่นใจต่อการบริโภคเนื้อไก่และไข่ เพราะปัจจุบันทั่วโลกให้การยอมรับไก่และไข่ไทย โดยเฉพาะประเทศที่มีมาตรฐานและความเข้มงวดด้านความปลอดภัยของอาหาร อย่าง สิงคโปร์ เกาหลีใต้ ขณะเดียวกัน เพื่อให้คนไทยได้บริโภคอาหารที่มีคุณภาพสูง และปลอดภัยมากขึ้น  นอกจากนี้ ยังเร่งดำเนินการให้การผลิตไก่และไข่ของไทยได้มาตรฐานมากขึ้น
ด้านอาจารย์สง่า ดามาพงษ์ ย้ำว่า ไข่ไก่ เป็นอาหารโปรตีนคุณภาพสูง ราคาทุกคนสามารถเข้าถึงได้ พร้อมแนะเคล็ดลับส่วนตัวในการบริโภคไข่ของตนเอง  5 ข้อ ได้แก่ บริโภคไข่สุก เพราะร่างกายได้รับวิตามินบางตัวอย่างเต็มที่  กินไข่พร้อมกับผัก  กินไข่ต้มและตุ๋น เพราะแคลอรี่ต่ำ เทียบกับไข่เจียวหรือไข่ดาว เลี่ยงกินอาหารแคลอรี่สูง เช่น ปลาหมึก หมูติดมัน  และออกกำลังกาย 3 วันต่อสัปดาห์  ซึ่งเป็นเคล็ดลับที่ตนเองปฏิบัติมานาน ปัจจุบันอายุ 67 ปียังกระปรี่กระเปร่า ส่วนหนึ่งมาจากการกินไข่สัปดาห์ละ 11-12 ฟอง
ขณะที่ นายเรวัติ หทัยสัตยพงษ์  ประธานอนุกรรมการส่งเสริมการบริโภคไข่ กล่าวว่าปัจจุบัน คนไทยยังบริโภคไข่ไก่น้อยกว่าอีกหลายประเทศ โดยเฉลี่ยบริโภค 220 ฟองต่อคนต่อปี อนุกรรมการฯ มียุทธศาสตร์รณรงค์ให้คนไทยบริโภคไข่เพิ่มขึ้น โดยมีเป้าหมาย 300 ฟองต่อคนต่อปี ไม่เพียงช่วยให้คนไทยมีสุขภาพดีขึ้น ยังช่วยให้การผลิตเพิ่มขึ้นได้อีก 10 ล้านฟอง ซึ่งส่งผลต่อการเติบโตของอุตสาหกรรมไข่ตลอดห่วงโซ่การผลิตคิดเป็นมูลค่า 8,000 ล้านบาท เมื่อมีการเลี้ยงไก่ไข่เพิ่ม การปลูกพืชวัตถุดิบก็ต้องผลิตเพิ่มขึ้นตามไปด้วย
สำหรับการเสวนา หัวข้อ “กรณีศึกษาบราซิล เจ็บนี้อีกนาน…เจ็บแล้วไม่ลืม” นายพรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล นายกสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย กล่าวว่า เพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันการส่งออก ภาคอุตสาหกรรมต้องคำนึงถึงมาตรฐานตลอดห่วงโซ่การผลิตอาหารตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ จากกระแสความเปลี่ยนแปลงของผู้บริโภคทั่วโลกที่ตระหนักถึงผลิตภัณฑ์ที่ผ่านกระบวนการผลิตที่รับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ให้ความสำคัญกับการตรวจสอบย้อนกลับ แนะอุตสาหกรรมไก่เนื้อและไข่ไก่ตลอดห่วงโซ่ตั้งแต่ เมล็ดพันธุ์ การเพาะปลูกพืชวัตถุดิบอาหารสัตว์ การเลี้ยงสัตว์ ทุกภาคส่วนต้องให้คำนึง และร่วมมือกันพัฒนากระบวนการผลิตที่ไม่สร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เช่น กระบวนการส่งเสริมเพิ่มศักยภาพเกษตรกรปลูกพืชวัตถุดิบอาหารสัตว์ เพิ่มผลผลิต ลดต้นทุน และปลูกพืชตามหลักการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับพืช (Good Agriculture Practice หรือ GAP) สร้างโอกาสนำไปสู่การเป็นผู้นำอย่างยั่งยืนของอุตสาหกรรมไก่และไข่ไทยบนเวทีการค้าโลก

คสช.เตรียมออกม.44. โยกกรมทรัพยากรน้ำสังกัดสำนักนายกฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/291316

 คสช.เตรียมออกม.44. โยกกรมทรัพยากรน้ำสังกัดสำนักนายกฯ

กรมทรัพยากรน้ำ,  คสชเตรียมออกม44, กนช, คสช, สนช, ครม, ครมสัญจร

 คสช.เตรียมออกม.44. โยกกรมทรัพยากรน้ำสังกัดสำนักนายกฯ

               นายวรศาสน์ อภัยพงษ์ อธิบดีกรมทรัพยากรน้ำ เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) ที่มีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน เมื่อวันที่ 9 ส.ค.ที่ผ่านมาว่าที่ประชุมมีมติเห็นชอบแนวทางการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำให้มีเอกภาพและมีความรวดเร็วมากขึ้นโดยมีการย้ายหน่วยงานกรมทรัพยากรน้ำจากที่ปัจจุบันเป็นหน่วยงานภายใต้การกำกับของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มาเป็นหน่วยงานภายใต้สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี และให้ขึ้นตรงกับนายกรัฐมนตรี ซึ่งจะเป็นการโอนภารกิจหน้าที่ บุคลากร มาอยู่ภายใต้โครงสร้างการบริหารใหม่เพื่อให้การบริหารจัดการน้ำในภาพรวมของประเทศมีประสิทธิภาพมากขึ้น สามารถรองรับสถานการณ์เร่งด่วนทันต่อสถานการณ์ทั้งอุทกภัยและน้ำแล้ง

โดยเร็วๆนี้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จะใช้อำนาจกฎหมายตาม ม.44 เพื่อดำเนินการจัดตั้งสำนักงานบริหารจัดการน้ำดังกล่าว หลังจากนั้นจะมีการประกาศในราชกิจจานุเบกษา เพื่อให้กฎหมายมีผลบังคับใช้ ส่วนกฎหมายที่จะมารองรับสถานะของสำนักงานในระยะยาวคือร่าง พ.ร.บ.การบริหารจัดการน้ำ พ.ศ… ที่อยู่ในการพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) วาระที่ 2

นอกจากนี้นายกรัฐมนตรีได้สั่งการในที่ประชุม กนช.ว่าให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการน้ำไปจัดทำแผนบริหารจัดการน้ำภาคตะวันออกเฉียงเหนือทั้งระบบเพื่อมาเสนอให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาในการประชุมคณะรัฐมนตรีนอกสถานที่ (ครม.สัญจร) จ.นครราชสีมา ในวันที่ 22 ส.ค.นี้ โดยให้ครอบคลุมทั้งเรื่องการป้องกันน้ำท่วม การวางแผนจัดเก็บน้ำไว้ใช้ให้เพียงพอในช่วงฤดูแล้ง รวมทั้งการเพิ่มน้ำต้นทุนให้กับพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือเพื่อรองรับการเพาะปลูกที่จะเพิ่มขึ้น

ส.มก.ล่องใต้เดินสายพบสมาชิกลุยกิจกรรมเพื่อสังคม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/291313

ส.มก.ล่องใต้เดินสายพบสมาชิกลุยกิจกรรมเพื่อสังคม

ส.มก.ล่องใต้เดินสายพบสมาชิกลุยกิจกรรมเพื่อสังคม

        เมื่อวันอังคารที่ 8 สิงหาคม 2560 เวลา 14.30 น. ณ ห้องอาหารเรือนพัชรา จังหวัดกระบี่ ดร.วิฑูรย์ สิมะโชคดี นายกสมาคมนิสิตเก่ามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ พร้อมด้วยคณะกรรมการ ส.มก. เข้าร่วมประชุมและหารือร่วมกับ นายนพนะริศร นภวิริยะศรี นายกสมาคมนิสิตเก่ามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จังหวัดกระบี่ นายวิกิจ สุพิทักษ์ ประธานชมรมนิสิตเก่า มก. จังหวัดตรัง และนางสาวพัณณิตา ธนพัฒน์ศิริ ประธานชมรมนิสิตเก่า จังหวัดสุราษฎร์ธานี พร้อมด้วยกลุ่มสมาชิก ส.มก. ทั้ง 3 จังหวัด เพื่อแนะนำคณะกรรมการ ส.มก. ส่วนกลาง และชี้แจงนโยบายหลักสำคัญของ ส.มก. ส่วนกลาง เพื่อขอความร่วมมือและทำความเข้าใจในการที่จะดำเนินงานและกิจกรรมร่วมกัน
ดร.วิฑูรย์เผยว่าการเดินทางมาจ.กระบี่พร้อมคณะกรรมการบริหารส.มก.ในครั้งนี้เพื่อพบปะสมาชิกที่เป็นศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยเกษตร์ศาสตร์ พร้อมทั้งชี้แจงนโยบายการดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ ของ ส.มก. เพื่อให้นิสิตเก่าจำนวน 200,000 คนทั่วประเทศได้เข้ามามีส่วนร่วมในกิจกรรมเพื่อทำให้ ส.มก. เป็นของนิสิตเก่าอย่างแท้จริง   ส่วนขั้นตอนการดำเนินการจัดให้การรวมกลุ่มสมาชิกในแต่ละภูมิภาคโดย ส.มก.จะเป็นกำลังสำคัญของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ทุกวิทยาเขต ในด้านกิจกรรมต่างๆ
นอกจากนี้มีการระดมบุคคลที่เป็นนิสิตเก่า ที่ประสบความสำเร็จ หรือทำชื่อเสียงให้กับ มก. โดยจัดทำบัญชีรายชื่อเพื่อยกย่องและประกาศเกียรติคุณและให้ ส.มก. เป็นศูนย์กลางในการสร้าง
ผู้ประกอบการใหม่ด้านการเกษตรเพื่อให้ส.มก. เป็นสถาบันที่ดำเนินงานรับใช้สังคมอย่างแท้จริง

กรมชลฯ เดินหน้าพัฒนาแหล่งน้ำตามศาสตร์พระราชาจ.เชียงราย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/291165

กรมชลฯ เดินหน้าพัฒนาแหล่งน้ำตามศาสตร์พระราชาจ.เชียงราย

กรมชลฯ เดินหน้าพัฒนาแหล่งน้ำตามศาสตร์พระราชาจ.เชียงราย

 

      นายสมเกียรติ ประจำวงษ์ รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวระหว่างนำคณะสื่อมวลชนเยี่ยมชมการดำเนินงานโครงการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดเล็กอันเนื่องมาจากพระราชดำริในพื้นที่จ.เชียงราย โดยระบุว่ากรมชลประทานได้นำร่อง 22 จังหวัดเร่งดำเนินโครงการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดเล็ก อันเนื่องมาจากพระราชดำริด้านการพัฒนาแหล่งน้ำให้สามารถใช้ประโยชน์ได้เต็มศักยภาพ

        สำหรับการดำเนินงานพัฒนาและเพิ่มประสิทธิภาพโครงการชลประทานขนาดเล็ก อันเนื่องมาจากพระราชดำริ กรมชลประทานได้ทำ MOU ร่วมกับมูลนิธิปิดทองหลังพระ เพื่อดำเนินโครงการสืบสานงานโครงการชลประทานอันเนื่องมาจากพระราชดำริแบบบูรณาการ จากการทบทวนผลสำรวจโครงการพัฒนาแหล่งน้ำอันเนื่องมาจากพระราชดำริทั่วประเทศ พบว่าในปัจจุบันมีโครงการที่ยังไม่มีระบบชลประทาน มีทั้งหมด 1,645 โครงการ มีทั้งที่เป็น ฝาย อ่างเก็บน้ำ และรูปแบบอื่นๆ กระจายอยู่ทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ ซึ่งกรมชลประทานจะเร่งศึกษาวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมให้คลอบคลุมในทุกมิติ เพื่อดำเนินการก่อสร้างระบบชลประทานให้เพียงพอกับความต้องการของประชาชนในทั่วทุกภาคของประเทศ ที่จะได้มีแหล่งน้ำสำหรับเพื่อการอุปโภคบริโภคและทำการเพาะปลูกได้ตลอดทั้งปี

        “จังหวัดเชียงรายเป็น 1 ใน 22 จังหวัดนำร่องจากการสำรวจพบว่ามีโครงการพัฒนาแหล่งน้ำอันเนื่องมาจากพระราชดำริรวมทั้งสิ้น 242 โครงการ เป็นโครงการที่มีระบบชลประทานจัดส่งน้ำแล้ว 187โครงการ และอีก 55 โครงการ ยังไม่มีระบบชลประทานต้องส่งน้ำตามลำน้ำเดิม จึงเป็นที่มีของการดำเนินงานโครงการเพิ่มศักยภาพด้วยการปรับปรุง พัฒนา และต่อยอดโครงการพัฒนาแหล่งน้ำรวม 242โครงการในจังหวัดเชียงรายให้สามารถการบริหารจัดการน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพในฤดูฝนและฤดูแล้ง”

      ด้าน นายจำเริญ ยุติธรรมสกุล ที่ปรึกษาและปฏิบัติหน้าที่รองผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมและการพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระ สืบสานพระราชดำริ กล่าวว่า ในการดำเนินงานได้น้อมนำองค์ความรู้ 6มิติ ของในหลวง รัชกาลที่ 9 ซึ่งประกอบด้วย น้ำ ดิน เกษตร พลังงานทดแทน ป่า และสิ่งแวดล้อม รวมทั้งหลักการพัฒนาตามแนวพระราชดำริ คือ การเข้าใจ เข้าถึง พัฒนา ตลอดจนหลักการทรงงานและหลักการโครงการมาใช้ในการดำเนินงานโครงการนี้ โดยเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนเข้ามามีบทบาทในการขับเคลื่อนสร้างความเข้มแข็งให้กับท้องถิ่นเพื่อให้คนในชุมชนพออยู่พอกินแบบพอเพียง และเกิดความยั่งยืนในที่สุด

           นายณรงศักดิ์ โอสถธนากร ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย กล่าวด้วยว่า ตามยุทธศาสตร์การพัฒนาจังหวัดมีนโยบายที่จะขับเคลื่อนให้จังวหวัดเชียงรายเมืองเกษตรสีเขียว ซึ่งต้องใช้น้ำเป็นปัจจัยหลักจึงต้องดำเนินงานพัฒนาและสร้างความมั่นคงด้านน้ำ ที่ผ่านมามีการพัฒนาแหล่งน้ำในหลายรูปแบบ ที่สำคัญเป็นอีกจังหวัดหนึ่งที่มีโครงการพัฒนาแหล่งน้ำอันเนื่องมาจากพระราชดำริทั้งอ่างเก็บน้ำ ฝาย ประตูระบายน้ำ ดังนั้นการดำเนินงานงานภายใต้โครงการนี้จะทำให้เกษตรในพื้นที่จังหวัดเชียงรายมีน้ำสนับสนุนทั้งการเกษตรและการอุปโภคบริโภค

          “จากการลงพื้นที่และมีโอกาสได้พบปะพูดคุยกับกลุ่มผู้ใช้น้ำในพื้นที่จังหวัดเชียงรายของอ่างเก็บน้ำแม่ข้าวต้มท่าสุด ตำบลท่าสุด อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย และ อ่างเก็บน้ำแม่มอญ ตำบลโป่งแพร่ อำเภอแม่ลาว จังหวัดเชียงราย ซึ่งเป็นโครงการพระราชดำริของรัชกาลที่ 9 ซึ่งเป็นโครงการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดเล็กอันเนื่องมาจากพระราชดำริ นอกจากนั้นยังมีโครงการชลประทานขนาดเล็กที่ส่วนราชการถ่ายโอนให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เช่น ฝายห้วยส้าน ตำบลจอมหมอกแก้ว อำเภอแม่ลาว จังหวัดเชียงราย ซึ่งเป็นโครงการที่กลุ่มผู้ใช้น้ำต้องดำเนินการปรับปรุงเพิ่มประสิทธิภาพให้สามารถใช้งานได้ดีกว่าเดิมและพร้อมที่จะร่วมกันลงแรงในการดำเนินงานโดยมีภาครัฐและเอกชนร่วมกันสนับสนุนงบประมาณและวัสดุอุปกรณ์” รองอธิบดีกรมชลประทานกล่าวในที่สุด

           นายขยัน พรมโวหาร ผู้ใหญ่บ้านตำบลโป่งแพร่ อำเภอแม่ลาว จังหวัดเชียงราย ซึ่งใช้น้ำจากอ่างเก็บน้ำแม่มอญ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ บอกว่า เดิมชาวบ้านที่นี่ทำนาได้ปีละครั้งในช่วงฤดูฝนเท่านั้น จึงได้ทำหนังสือถวายฎีกาขออ่างเก็บน้ำต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 และทรงรับไว้ให้กรมชลประทานมาก่อสร้างในปีพ.2535 ใช้ระยะเวลา 1 ปีก็แล้วเสร็จ ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาทุกคนที่นี่สามารถทำการเกษตรได้ตลอดทั้งปีทั้งพืชสวนพืชไร่ทำให้ชีวิตของราษฎรมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นจนจึงปัจจุบัน ในแต่ละปีก็จะช่วยกันทำความสะอาดเขื่อนและคลองส่งน้ำปีละ 2 ครั้ง แต่ด้วยคลองส่งน้ำยังเป็นคลองดินจึงเกิดการสูญเสียน้ำและดูแลรักษาลำบาก กลุ่มผู้ใช้น้ำจึงต้องการปรับให้เป็นคลองดาดคอนกรีต และต้องการวางระบบคลองส่งน้ำจากสายซอยเข้าสู่ในแปลงน้ำหรือคลองไส้ไก่ โดยจากการพูดคุยหากมีวัสดุอุปกรณ์ ชาวบ้านจะช่วยกันลงแรงในการทำงาน เพื่อให้สามารถใช้น้ำจากโครงการที่ได้รับพระราชทานจากในหลวง รัชกาลที่ 9 ให้เกิดสูงสุด

แม่น้ำมูลตอนล่าง มีแนวโน้มปริมาณน้ำเพิ่มสูงขึ้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/291095

แม่น้ำมูลตอนล่าง มีแนวโน้มปริมาณน้ำเพิ่มสูงขึ้น

แม่มูลล่าง, แม่น้ำมูลตอนล่าง, SWOC, Upper Rule Curve, Rule curve, Inflow, Watershed Area

แม่น้ำมูลตอนล่าง มีแนวโน้มปริมาณน้ำเพิ่มสูงขึ้น

นายทองเปลว กองจันทร์ รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า จากการติดตามสถานการณ์น้ำของศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ(SWOC) พบว่า ผลจากอิทธิพลของพายุโซนร้อน “เซินกา” ที่อ่อนกำลังลงเป็นหย่อมความกดอากาศต่ำค่อนข้างแรง ส่งผลให้เกิดฝนตกหนักในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะภาคตะวันออกเฉียง ทำให้มีปริมาณน้ำท่าไหลหลากลงสู่แม่น้ำสายหลักจำนวนมาก ทำให้ระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะลุ่มน้ำชี และลุ่มน้ำมูล สรุปได้ดังนี้
ลุ่มน้ำชี ปริมาณน้ำจากแม่น้ำชีตอนบนและลำน้ำพองที่ไหลมาบรรจบกับปริมาณน้ำที่ไหลมาจาก  ลำปาวมีแนวโน้มลดลง โดยขณะนี้ยอดน้ำหลากกำลังเคลื่อนตัวผ่านแม่น้ำชีตอนล่างทำให้ปริมาณน้ำที่สถานีวัดน้ำ E.18 อ.ทุ่งเขาหลวง จ.ร้อยเอ็ด วัดได้ 1,129 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที มีน้ำล้นตลิ่ง 0.95 เมตร ระดับน้ำยังคงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ส่วนที่สถานีวัดน้ำ E.20A อ.มหาชนะชัย จ.ยโสธร วัดได้ 1,943 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ระดับน้ำสูงกว่าตลิ่ง 1.05 เมตร ระดับมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเช่นกัน
ลุ่มน้ำมูล จากสถานการณ์น้ำแม่น้ำชีที่มีแนวโน้มสูงขึ้น ประกอบกับปริมาณน้ำที่สถานี M.182 อ.กันทรารมย์ จ.ศรีสะเกษ วัดได้ 949 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ต่ำกว่าตลิ่ง 2.15 เมตร มีแนวโน้มสูงขึ้น ซึ่งปริมาณน้ำดังกล่าวจะมีผลต่อเนื่องไปถึง อ.เมือง จ.อุบลราชธานี โดยปัจจุบันที่สถานีวัดน้ำ M.7 มีปริมาณน้ำไหลผ่าน 2,798 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที (ความจุลำน้ำ 2,300 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที) ระดับสูงกว่าตลิ่ง 0.83 เมตร แนวโน้มระดับน้ำยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง คาดการณ์ว่าจะมีปริมาณน้ำไหลผ่านสูงสุดอยู่ในเกณฑ์ 3,000 – 3,200 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ระดับน้ำจะสูงกว่าตลิ่งประมาณ 1 เมตร ในวันที่ 11 ส.ค. 60 ซึ่งจะไม่ส่งผลกระทบในพื้นที่เขตเทศบาลนครอุบลราชธานี
สำหรับเขื่อนลำปาว จ.กาฬสินธุ์ ปัจจุบันพบว่ามีปริมาณน้ำไหลลงอ่างเก็บน้ำเป็นจำนวนมาก เนื่องจากยังมีฝนตกหนักในพื้นที่ตอนบน จำเป็นต้องมีการพิจารณาปล่อยน้ำเพิ่ม เพื่อให้มีพื้นที่ว่างรองรับปริมาณน้ำที่จะไหลลงเขื่อนในระยะต่อไป เป็นการป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาน้ำเต็มเขื่อน ที่อาจจะส่งผลกระทบเป็นวงกว้างได้ ซึ่งจากการประชุมกับผู้ว่าราชการจังหวัดกาฬสินธุ์ พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการจังหวัดกาฬสินธุ์ นายอำเภอ, กำนัน และผู้ใหญ่บ้าน ได้ลงความเห็นว่าควรให้เขื่อนลำปาวเพิ่มระบายน้ำผ่านอาคารระบายน้ำล้น จากเดิมที่ระบายวันละ  25 เป็น 30 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งผลจากการระบายน้ำเพิ่ม จะทำให้พื้นที่ด้านท้ายเขื่อน 5 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเมือง ยางตลาด กมลาไสย ฆ้องชัย และร่องคำ ได้รับผลกระทบเพิ่มมากขึ้น
ทั้งนี้ ได้สั่งการให้สำนักงานชลประทานที่ 6 ประสานกับทุกหน่วยงานเตรียมพร้อมให้การช่วยเหลือประชาชนที่อาจได้รับผลกระทบจากการระบายน้ำ ซึ่งโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาลำปาว ได้ลงพื้นที่ชี้แจงข้อเท็จจริงพร้อมกับสร้างความเข้าใจให้ประชาชนได้รับทราบถึงสถานการณ์และผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้น รวมทั้งได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดตลอด 24 ชั่วโมง และประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าไปช่วยเหลือและบรรเทาทุกข์แก่ประชาชน เพื่อให้เกิดความเดือดร้อนน้อยที่สุด
สำหรับสถานการณ์ในอ่างเก็บน้ำทั้งประเทศ ปัจจุบันมีอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ที่มีระดับน้ำสูงกว่าเกณฑ์ควบคุมน้ำสูงสุด(Upper Rule Curve) 11 แห่ง คือ กิ่วคอหมา, แควน้อยบำรุงแดน, ห้วยหลวง, น้ำอูน, น้ำพุง,  จุฬาภรณ์, อุบลรัตน์, ลำปาว, สิรินธร, ป่าสักชลสิทธิ์ และทับเสลา ส่วนอ่างเก็บน้ำขนาดกลางที่มีปริมาณน้ำเก็บกักอยู่ระหว่าง 80 – 100 % มีจำนวน 153 แห่ง และอ่างเก็บน้ำที่มีปริมาณน้ำเก็บกักมากกว่า 100% จำนวน 77 แห่ง
ทั้งนี้ กรมชลประทาน ได้เน้นย้ำเรื่องการบริหารจัดการอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลาง โดยได้ให้โครงการชลประทานทุกแห่ง ดำเนินการบริหารจัดการน้ำในอ่างเก็บน้ำ ด้วยการลดระดับน้ำในอ่างฯให้อยู่ในเกณฑ์การบริหารจัดการอ่างเก็บน้ำ (Rule curve) อย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะอ่างเก็บน้ำที่มีปริมาณน้ำไหลลงอ่างฯ(Inflow) มากกว่าความจุของอ่างฯ รวมถึงอ่างเก็บน้ำที่มีพื้นที่รับน้ำฝนขนาดใหญ่ (Watershed Area) เมื่อมีฝนตกหนักจะมีปริมาณน้ำไหลลงอ่างฯ เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และขอมอบหมายผู้รับผิดชอบบริหารจัดการน้ำของแต่ละอ่างฯ ต้องติดตาม วิเคราะห์ และเฝ้าระวังสถานการณ์เป็นพิเศษ เพื่อให้สามารถเตรียมการรับมือกับสถานการณ์น้ำได้อย่างทันท่วงที

สภาเกษตรกรฯร่วมกำหนดยุทธศาสตร์ชาติเพื่อเกษตรกร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/291092

สภาเกษตรกรฯร่วมกำหนดยุทธศาสตร์ชาติเพื่อเกษตรกร

สภาเกษตรกร, สภา, เกษตรกร, ร่วม, กำหนด, ยุทธศาสตร์, ชาติ, เพื่อ

สภาเกษตรกรฯร่วมกำหนดยุทธศาสตร์ชาติเพื่อเกษตรกร

             นายประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ ได้กล่าวถึง พระราชบัญญัติ การจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ พ.ศ. 2560 และ พระราชบัญญัติ แผนและขั้นตอนการดำเนินการปฏิรูปประเทศ พ.ศ. 2560 ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2560 เป็นต้นไป ว่า ต้องขอบคุณรัฐบาลที่กรุณาให้เกียรติตั้งตัวแทนเกษตรกรเป็นหนึ่งในคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี อำนาจหน้าที่หลักๆของคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ คือ จัดทำร่างยุทธศาสตร์ชาติเพื่อเสนอคณะรัฐมนตรี กำกับดูแลการปฎิรูปประเทศให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ ตามที่กำหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยแผนและขั้นตอนการดำเนินการปฏิรูปประเทศ  ซึ่งได้เห็นโครงสร้างแล้วเชื่อว่าเป็นประโยชน์เพราะประเทศเราควรมียุทธศาสตร์ระยะยาว แต่จะทำอย่างไรให้สอดคล้องกับปัญหาของประเทศและของโลก คงต้องมีการคุยกันในคณะทำงานยุทธศาสตร์ชาติ

ในส่วนของสภาเกษตรกรแห่งชาตินั้นได้จัดทำยุทธศาสตร์ของเกษตรกรไว้กับแผนแม่บทเพื่อพัฒนาเกษตรกรรมที่ผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีแล้ว  ซึ่งต้องนำมาปรับให้เข้ากับยุทธศาสตร์ชาติ โดยจะนำเสนอเรื่องนี้ให้เป็นแผนยุทธศาสตร์ของเกษตรกรเพื่อนำไปบรรจุไว้เป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์ชาติ                  นอกจากนั้น ยุทธศาสตร์ชาติควรมีองค์ประกอบหลายๆส่วน เช่น ภาคอุตสาหกรรม  การค้าต่างประเทศ  การศึกษา  เกษตรกร ฯลฯ สิ่งที่คิดว่าจะเป็นประโยชน์กับเกษตรกรคือ ต่อไปนี้การกำหนดยุทธศาสตร์ชาติจะต้องสอดคล้องกับสภาพปัญหาของเกษตรกรและสามารถปฏิบัติได้จริง ทำให้เสร็จสิ้นในเวลาที่กำหนดไว้

ที่ผ่านมารัฐบาลเปลี่ยนบ่อยมาก แต่ละรัฐบาลก็จะมีนโยบายของตนจึงทำให้นโยบายที่ดีและเป็นประโยชน์ขาดความต่อเนื่องไม่สามารถทำให้ยั่งยืนและลุล่วงจนสำเร็จได้ เปลี่ยนรัฐบาลทุกครั้งนโยบายก็เปลี่ยนด้วย ผิดกับครั้งนี้ที่กำหนดไว้ใน พรบ.ยุทธศาสตร์ชาติก็จะทำให้แผนงานนโยบายดีๆสามารถกำหนดเป็นแผนและประโยชน์ระยะยาวได้  โดยระหว่างนี้สภาเกษตรกรฯเองได้รวบรวมเอาความคิดทั้งหลายจัดเตรียมไว้เพื่อนำเสนอคณะกรรมการฯเมื่อนายกรัฐมนตรีเรียประชุม

จัดงบ 300 ล้านช่วยสมาชิกสหกรณ์พักชำระหนี้ 1 ปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/291001

จัดงบ 300 ล้านช่วยสมาชิกสหกรณ์พักชำระหนี้ 1 ปี

จัดงบ 300 ล้านช่วยสมาชิกสหกรณ์พักชำระหนี้ 1 ปี

                  ดร.วิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวว่า หลังจากที่ได้ติดตามพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและพลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ติดตามความเสียหายจากสถานการณ์น้ำท่วมในจังหวัดสกลนคร นครพนม เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2560 ที่ผ่านมา พบว่าพื้นที่การเกษตรที่ได้รับความเสียหายอย่างรุนแรงจากสถานการณ์น้ำท่วมในขณะนี้มี 5 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดสกลนคร นครพนม มหาสารคาม ร้อยเอ็ดและมุกดาหาร ซึ่งอยู่ในแถบบริเวณเทือกเขาภูพาน ซึ่งกรมส่งเสริมสหกรณ์มีความห่วงใยเกษตรกรและสมาชิกสหกรณ์ในพื้นที่ดังกล่าว จึงได้สั่งการให้สหกรณ์จังหวัดทั้ง 5 จังหวัดสำรวจผลกระทบที่เกิดขึ้นกับสหกรณ์และสมาชิกสหกรณ์ในพื้นที่ประสบภัย พบว่า  มีสหกรณ์ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์น้ำท่วม 300 แห่ง จำนวนสมาชิกประมาณ 50,000-60,000 คนที่ได้รับความเดือดร้อน เนื่องจากน้ำท่วมบ้านเรือนและพื้นที่ทำการเกษตรได้รับความเสียหาย

              “เบื้องต้นได้ระดมความช่วยเหลือจากขบวนการสหกรณ์ในภาคต่าง  ๆ ทั้งภาคใต้ ภาคเหนือและภาคกลาง                ส่งเครื่องอุปโภคบริโภค ถุงยังชีพและอาหารไปให้สหกรณ์ที่อยู่ในพื้นที่น้ำท่วมนำไปแจกจ่ายให้สมาชิกและครอบครัวผู้ประสบภัย  เบื้องต้นทางชุมนุมสหกรณ์การเกษตรในจังหวัดยะลา ได้ช่วยเหลือโดยนำปลากระป๋องมามอบให้ 1,000 กระป๋อง เพื่อช่วยผู้ที่ประสบภัยน้ำท่วมในจังหวัดสกลนคร นครพนมและจังหวัดในพื้นที่ใกล้เคียง สหกรณ์ในจังหวัดนครศรีธรรมราช บริจาคน้ำดื่ม 1,200 ขวด และยังมีสหกรณ์หลายแห่งได้ร่วมกันบริจาคเงินช่วยเหลือมอบให้สหกรณ์ที่มีสมาชิกได้รับความเดือดร้อนน้ำท่วม ไปจัดซื้ออาหาร เครื่องดื่มและอาหารปรุงสุก เพื่อนำไปมอบให้กับสมาชิกสหกรณ์และชาวบ้าน ซึ่งขณะนี้ยังมีการส่งมอบสิ่งของเครื่องใช้ที่จำเป็นและเงินบริจาคไปให้กับสหกรณ์ในพื้นที่น้ำท่วมอย่างต่อเนื่อง  ซึ่งเป็นการแสดงออกถึงความสามัคคีกันของขบวนการสหกรณ์ทั่วประเทศที่ส่งความช่วยเหลือไปให้สหกรณ์ในพื้นที่ประสบภัยน้ำท่วมขณะนี้” อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าว

นอกจากนี้ กรมส่งเสริมสหกรณ์ยังได้รับมอบหมายจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้เร่งดำเนินการช่วยเหลือสมาชิกสหกรณ์ในระยะยาว ซึ่งกรมฯได้เตรียมจัดสรรเงินกองทุนพัฒนาสหกรณ์ (กพส.) จำนวน        300 ล้านบาท  ให้สหกรณ์กู้ยืมไปในอัตราดอกเบี้ยต่ำเพื่อนำไปช่วยเหลือสมาชิกสหกรณ์ที่ประสบปัญหาอุทกภัย                 ได้สมาชิกนำไปฟื้นฟูอาชีพของตนเอง หลังจากที่สถานการณ์ดีขึ้นและปริมาณน้ำลดลงแล้ว โดยอาจนำไปลงทุนอาชีพระยะสั้น เช่น ปลูกผัก เพื่อช่วยให้ตนเองสามารถมีรายได้ ระหว่างการรอปรับสภาพพื้นที่การเกษตรให้พร้อมที่จะประกอบอาชีพหลักซึ่งขณะนี้  มีวงเงินพร้อมให้กู้แล้วขณะนี้จำนวน 10 ล้านบาท ขณะเดียวกันยังได้จัดสรรงบประมาณอีก 5 ล้านบาท สำหรับตั้งหน่วยบริการเคลื่อนที่ ส่งเจ้าหน้าที่มาเปิดจุดให้บริการซ่อมแซมเครื่องจักรกลการเกษตร และอุปกรณ์อื่นๆ แก่สมาชิกสหกรณ์ รวมทั้งจะประสานขอความร่วมมือจากวิทยาลัยเทคนิคในพื้นที่ เพื่อเข้ามาอบรมซ่อมเครื่องจักรกลการเกษตรและอุปกรณ์ต่าง  ๆ ที่ได้รับความเสียหายจากน้ำท่วม ซึ่งทางกรมฯเคยดำเนินการสำเร็จจากการช่วยเหลือผู้ประสบภัยในภาคใต้มาแล้วเมื่อช่วงปลายปี 2559 ที่ผ่านมา

สำหรับหนี้สินที่สมาชิกสหกรณ์มีอยู่กับสหกรณ์นั้น ทางกรมฯจะขอความร่วมมือจากสหกรณ์ที่มีสมาชิกประสบอุทกภัย พิจารณาลดดอกเบี้ยเงินกู้เพื่อช่วยเหลือในยามที่สมาชิกสหกรณ์ขาดรายได้เนื่องจากพื้นที่ประกอบอาชีพการเกษตรเสียหายจากน้ำท่วม ซึ่งอาจจะลดดอกเบี้ยลง 0.5-1 % เป็นระยะเวลา 3-6 เดือน เพื่อให้สมาชิกสามารถยังชีพอยู่ได้ในระยะหนึ่งจนกว่าจะกลับคืนสู่สภาพปกติ สามารถประกอบอาชีพจนมีรายได้นำมาชดใช้หนี้สินคืนสหกรณ์ได้เหมือนเดิม ซึ่งจะเป็นการช่วยเหลือที่สหกรณ์สามารถทำได้โดยตรงกับสมาชิกของสหกรณ์เอง

นอกจากนี้ ยังมีมาตรการในการช่วยเหลือด้านหนี้สินของสมาชิกสหกรณ์ที่ไม่สามารถส่งชำระหนี้คืนสหกรณ์ได้ โดยจะเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาพักชำระหนี้ให้แก่สมาชิกสหกรณ์เป็นระยะเวลา 1 ปี โดยรัฐบาลจะจ่ายชดเชยดอกเบี้ยเงินกู้ให้สหกรณ์แทนสมาชิก ส่วนหนี้สินของสหกรณ์ที่มีอยู่กับกองทุนพัฒนาสหกรณ์ ก็ดำเนินการได้ทันทีตามระเบียบกองทุนพัฒนาสหกรณ์ (กพส.) ที่กำหนดไว้ คือ กรณีสหกรณ์ที่อยู่ในพื้นที่ที่ประสบอุทกภัยหากมีความจำเป็น             กรมส่งเสริมสหกรณ์จะพิจารณาขยายระยะเวลาชำระหนี้ออกไป 1 ปีด้วยเช่นกัน

สำหรับขบวนการสหกรณ์ในจังหวัดอื่น ๆ ที่มีความประสงค์จะร่วมบริจาคสิ่งของหรือเงินช่วยเหลือแก่สหกรณ์ที่ประสบภัยน้ำท่วม สามารถบริจาคผ่านศูนย์ช่วยเหลือผู้ประสบภัยของทำเนียบรัฐบาล หรือติดต่อกับสำนักงานสหกรณ์จังหวัดในพื้นที่ได้โดยตรง ซึ่งทางกรมฯพร้อมจะเป็นตัวกลางประสานความช่วยเหลือส่งต่อไปยังผู้ประสบภัยอย่างทั่วถึงพร้อมกันนี้ กรมฯได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่สำนักงานสหกรณ์จังหวัดในพื้นที่ประสบภัย เตรียมความพร้อมในการให้                ความช่วยเหลือสมาชิกสหกรณ์อย่างทันท่วงทีและลงพื้นที่ติดตามสอบถามความต้องการจากสมาชิกสหกรณ์อย่างใกล้ชิดว่ายังต้องการความช่วยเหลือในด้านใดอีกหรือไม่  ซึ่งกรมฯพร้อมจะช่วยประสานงานกับหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องในการเข้าไปดูแลให้การช่วยเหลือ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้กับเกษตรกรและสมาชิกสหกรณ์ที่ประสบภัยน้ำท่วมให้สามารถดำเนินชีวิตและกลับคืนสู่สภาวะปกติได้โดยเร็วต่อไป