รัฐทุ่มช่วยชาวนาอีสาน คาดราคาหอมมะลิพุ่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/290943

รัฐทุ่มช่วยชาวนาอีสาน คาดราคาหอมมะลิพุ่ง

รัฐทุ่มช่วยชาวนาอีสาน คาดราคาหอมมะลิพุ่ง, คาดราคาหอมมะลิพุ่ง, ตรม, ธกส, โรคระบาด, สปก, กพส

รัฐทุ่มช่วยชาวนาอีสาน คาดราคาหอมมะลิพุ่ง

 พล.อ. ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ในขณะนี้มีพื้นที่เกษตรที่ได้รับผลกระทบแล้วกว่า 38 จังหวัด เกษตรกร 645,032 ราย แบ่งเป็น ด้านพืช 36 จังหวัด เกษตรกร 555,280 ราย 5.30 ล้านไร่ โดยข้าวได้รับความเสียหายมากที่สุด 4.80 ล้านไร่ พืชไร่ 4.4 แสนไร่ พืชสวนและอื่น ๆ 6 หมื่นไร่ ด้านประมง 26 จังหวัด เกษตรกร 38,336 ราย พื้นที่เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำได้รับผลกระทบ 30,579 ไร่ เป็นบ่อปลา 30,163 ไร่ บ่อกุ้ง 416 ไร่กระชัง 1,422 ตารางเมตร(ตร.ม.) ด้านปศุสัตว์ 20 จังหวัด เกษตรกร 51,416 ราย สัตว์ได้รับผลกระทบ 1,330,607 ตัว คือ โค-กระบือ 119,965 ตัว สุกร 28,265 ตัว แพะ-แกะ 1,481 ตัว ม้า 95 ตัว สัตว์ปีก 1,180,801 ตัว แปลงหญ้า 1,180 ไร่

ซึ่งในเบื้องต้นกระทรวงเกษตรฯจะของบกลาง 1,500 -2,000 ล้านบาท เพื่อเยียวยาให้พ้นภาวะวิกฤตินี้ไปก่อน รายละ 3,000 บาท โดยจะจ่ายเป็นเงินสดผ่านบัญชีธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร(ธกส.) หลังจากนั้นเมื่อน้ำลดลงแล้วภายใน 1 สัปดาห์นี้ หากไม่มีฝนตกลงมาซ้ำ กระทรวงเกษตรฯจะสำรวจความเสียหาย และให้การช่วยเหลือตามระเบียบกระทรวงการคลัง

ในกรณีที่พื้นที่การเกษตรได้รับความเสียหายอย่างสิ้นเชิง กรณีข้าวจะชดเชย ไร่ละ 1,113 บาท พืชไร่ ไร่ละ 1,148 บาท และพืชสวน ไร่ละ 1,690 บาท ในกรณีข้าวหากร่วมในโครงการประกันภัยพืชผล จะได้รับการชดเชยอีกไร่ละ1,260 บาท

“ผมให้เจ้าหน้าที่ไปดูรายละเอียดของข้าวเพิ่มมากขึ้นในส่วนของพันธุ์ เนื่องภาคอีสานส่วนใหญ่จะเป็นพื้นที่ปลูกข้าวหอมมะลิ ซึ่งเป็นข้าวพรีเมี่ยม ปลูกได้ปีละครั้งเท่านั้น เนื่องจากต้องอาศัยช่วงแสงช่วยในการติดรวง หากเลยช่วงนี้ไป การปลูกจะไม่ได้ผล ดังนั้นต้องเร่งสำรวจและเร่งฟื้นฟู ปลูกซ่อม ส่วนพื้นที่ต้องปลูกใหม่ให้เร่งดำเนินการเสร็จสิ้นไม่เกินกลางเดือน ส.ค.นี้ ” พล.อ. ฉัตรชัย กล่าว

นอกจากนี้ได้กำชับให้เจ้าหน้าที่ทุกภาคส่วนเฝ้าระวังไม่ให้เกิด“โรคระบาด”ตามมา กำกับดูแลราคาและคุณภาพปัจจัยการผลิต ลดภาระหนี้สิน ให้กับสมาชิกสถาบันเกษตรกร สมาชิกของสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (สปก.) กองทุนหมุนเวียน และกองทุนพัฒนาสหกรณ์ (กพส.) สนับสนุนเงินทุนเพื่อช่วยเหลือ สมาชิกสถาบันเกษตรกร จำนวน 300 ล้านบาท ในอัตราดอกเบี้ยต่ำ

ซึ่งกระทรวงเกษตรฯมีแผนเยียวยาเพิ่มเติมเพื่อชดเชยค่าเสียโอกาสจากการขายผลผลิตที่เกษตรกรควรจะได้รับ เนื่องจากเกษตรกรไม่สามารถปลูกทดแทนและสร้างรายได้รอบใหม่ได้ทันในฤดูกาลผลิตในปีนี้ โดยกระทรวงเกษตรฯจะพิจารณารายละเอียดและเสนอให้ครม.เห็นชอบ ต่อไป

รวมพลังเครือข่ายคนพร้าวรักษ์ป่า ปลูกต้นไม้ถวายแม่ของแผ่นดิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/290924

รวมพลังเครือข่ายคนพร้าวรักษ์ป่า ปลูกต้นไม้ถวายแม่ของแผ่นดิน

รวมพลังเครือข่ายคนพร้าวรักษ์ป่า ปลูกต้นไม้ถวายแม่ของแผ่นดิน

       วันที่ 5 ส.ค.60 ที่บริเวณอุทยานแห่งชาติศรีล้านนา อ.พร้าว จ.เชียงใหม่ นายธัญญา เนติธรรมกุลอธิบดีกรมอุทยานแหง่ชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืชกล่าวในระหว่างเป็นประธานในพิธีเปิดโครงการคนพร้าวรักษ์ป่า ปลูกต้นไม้ถวายแม่ของแผ่นดิน เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา 12 สิงหาคม 2560 วันแม่แห่งชาติว่าเป็นกิจกรรมที่กรมอุทยานฯร่วมกับภาคีเครือข่าย หน่วยงานภาครัฐ เอกชนและประชาชนในพื้นที่ได้ปฏิบัติมาอย่างต่อเนื่องทุกปี และรัฐบาลภายใต้การนำของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา มีนโยบายในการทวงคืนผืนป่าที่ถูกบุกรุกทำให้มีการร่วมมือจากทุกภาคส่วนมีความเข้มแข็งยิ่งขึ้น

รวมพลังเครือข่ายคนพร้าวรักษ์ป่า ปลูกต้นไม้ถวายแม่ของแผ่นดิน

“การนำกฎหมายมาบังคับใช้อย่างเดียว เป็นการแก้ปัญหาที่ไม่ยั่งยืน จะต้องมีการร่วมมือกันจากทุกฝ่าย ทั้งหน่วยงานภาครัฐ เอกชนและประชาชนในพื้นที่ ภายใต้โครงการประชารัฐ จึงจะมีความยั่งยืนตามแนวพระราชดำริรของในหลวงรัชกาลที่9 เข้าใจ เข้าถึงและพัฒนา โดยเฉพาะอ.พร้าวถือเป็นต้นแบบตัวอย่างความสำเร็จในการป้องกันรักษาผืนป่าที่มีความร่วมมือกันจากทุกฝ่าย”

นายธัญญากล่าวต่อว่าสำหรับ อุทยานแห่งชาติศรีล้านนา ครอบคลุมพื้นที่ 878,750 ไร่ในพื้นที่ 3 อำเภอ ได้แก่ อ.พร้าว แม่แตงและเชียงดาว ช่วงที่ผ่านมามีการแผ้วถางทำไร่เลื่อนลอย เพื่อปลูกข้าวโพด ทำให้ป่าโดนทำลายนับหมื่นไร่ หากไม่เร่งหยุดยั่งก็จะถูกบุกรุกเกิดความเสียหายเพิ่มมากยิ่งขึ้นจะส่งผลกระทบต่อพื้นที่ป่าต้นน้ำ ซึ่งแหล่งกำเนิดต้นน้ำที่สำคัญไหลลงสู่เขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชล แม่น้ำปิงและแม่น้ำเจ้าพระยาและจะพัฒนาที่นี่ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญของจ.เชียงใหม่ต่อไป

สำหรับกลุ่มคนพร้าวรักษ์ป่าเป็นการรวมตัวของประชาชนใน 4 อำเภอจาก 2 จังหวัดรวมมากกว่า 3,000 คน โดยมีพระครูวรวรรณวิวัฒน์ เจ้าคณะตำบลโหล่งขอด อ.พร้าว จ.เชียงใหม่ ประธานกลุ่ม ถือเป็นการรวมพลังของภาคประชาชนที่มหัวใจรักและพิทักษ์ผืนป่า ต้องการปกป้องธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้คงอยู่คู่ประเทศชาติด้วยพลังของคนในชุมชน ซึ่งเป็นผู้ได้รับผลกระทบโดยตรงไม่ว่าธรรมชาติจะเสียหายหรือว่าอุดมสมบูรณ์

    พระครูวรวรรณวิวัฒน์ เจ้าคณะตำบลโหล่งขอด ในฐานะประธานกลุ่มคนพร้าวรักษ์ป่ากล่าวถึงแนวทางการป้องกันและรักษาป่าอย่างยั่งยืนว่าจะต้องปลูกจิตสำนึกให้คนในชุมชนให้รู้จักโทษของการทำลายป่า โดยทำให้เห็นเป็นแบบอย่าง ขณะเดียวกันก็ต้องนำกฎหมายมาบังคับใช้อย่างจริงจังกับคนที่บุกรุกและที่สำคัญ เจ้าหน้าที่จะต้องไม่ทำการทุจริตเสียเอง

“ที่นี่สมเด็จพระนางเจ้าได้เสด็จพระราชดำเนินมาถึง 2 ครั้งในปี 2547และปี48 พระองค์ท่านทรงห่วงใยป่าที่ถูกทำลายมาก ตัวอาตมาเองก็ได้สนองพระราชเสาวนีย์ทำให้เป็นแบบอย่างแก่ชาวบ้านบวชป่าประมาณ 1 พันไร่ จนเป็นที่มาของพร้าวโมเดลในวันนี้และยังมีโครงการขายแนวคิดนี้ไปยังพื้นที่ในอำเภอใกล้เคียงด้วยได้แก่ อ.เชียงดาว อ.แม่แตงและแม่แตงต่อไป”พระนักพัฒนากล่าวยืนยัน

ด้านนายจงกล เหลืองอ่อน รองกรรมการผู้จัดการบริษัท เจริญโภคภัณฑ์โปรดิ้วส์จำกัด ในฐานะตัวแทนโครงการธรรมชาติปลอดภัย เครือเจริญโภคภัณฑ์กล่าวว่าโครงการธรรมชาติปลอดภัย เครือเจริญโภคภัณฑ์ได้มีโอกาสเข้ามาสนับสนุนการทำงานของอุทยานศรีล้านนาและประชาคมในอ.พร้าวมาตั้งแต่ปี 2555 เพื่อแก้ปัญหาการรุกพื้นที่อุทยานฯขอคืนพื้นที่ป่าต้นน้ำ โดยดำเนินกิจกรรมด้านต่าง ๆ ร่วมกับอุทยานแห่งชาติและชุมชนมาอย่างต่อเนื่อง สามารถแก้ปัญหาการรุกพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

“สิ่งสำคัญก็คือการตระหนักรู้ถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นและการมีส่วนร่วมของชุมชนจนเกิดพลังในการขับเคลื่อนกิจกรรมต่าง ๆ อย่างจริงจังเป็นแนวทางไปสู่การแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน จนปัจจุบันที่นี่กลายเป็นต้นแบบของการแก้ปัญหาเขาหัวโล้นในภาคเหนือและกิจกรรในครั้งนี้ทางโครงการธรรมชาติปลอดภัยก็ได้เห็นถึงความตั้งใจดีของชุมชนในการก่อตั้งกลุ่มคนพร้าวรักษ์ป่า จึงได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกและพร้อมให้การสนับสนุนและร่วมกิจกรรมอย่างเต็มที่”

นายจงกลย้ำด้วยว่าสำหรับกิจกรรมคนพร้าวรักษ์ป่า ปลูกต้นไม้ถวายแม่ของแผ่นดินในครั้งนี้นับว่าเป็นกิจกรรมสำคัญที่ต้องการปลูกจิตสำนึกรักและปกป้องวงแหนธรรมชาติให้คงอยู่ พร้อมกับการช่วยกันฟื้นฟูผืนป่าที่ถูกทำลาย โดยเริ่มจากที่ตัวเรา รอบบ้านเรา ในชุมชนเรา จึงนำไปสู่การคงอยู่ของธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนต่อไป

สั่งคุมเข้มอ่างเก็บน้ำทั่วประเทศ ที่มีระดับน้ำเกิน 80%

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/290910

สั่งคุมเข้มอ่างเก็บน้ำทั่วประเทศ ที่มีระดับน้ำเกิน 80%

กรมชล, ที่มีระดับน้ำเกิน, Inflow, Watershed area, upper rule curve

สั่งคุมเข้มอ่างเก็บน้ำทั่วประเทศ ที่มีระดับน้ำเกิน 80%

       นายสัญชัย เกตุวรชัย อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า จากปริมาณฝนที่ตกในปัจจุบัน และมีแนวโน้มจะเกิดฝนตกอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ ขนาดกลาง หลายแห่งทั่วประเทศ มีปริมาณน้ำเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จึงได้สั่งการให้สำนักงานชลประทานและโครงการชลประทานที่รับผิดชอบในแต่พื้นที่ เร่งดำเนินการลดระดับน้ำให้อยู่ในเกณฑ์การบริหารจัดการอ่างเก็บน้ำ อย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะอ่างเก็บน้ำที่มีปริมาณน้ำไหลเข้า (Inflow) มากกว่าความจุของอ่างฯ รวมถึงอ่างเก็บน้ำที่มีพื้นที่รับน้ำฝนขนาดใหญ่ (Watershed area) เมื่อฝนตกหนักจะมี Inflow เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

ปัจจุบันอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่มีระดับน้ำสูงกว่าเกณฑ์ควบคุมน้ำสูงสุด (upper rule curve) 11 แห่ง คือ อ่างเก็บน้ำกิ่วคอหมา อ่างฯแควน้อยบำรุงแดน อ่างฯน้ำอูน อ่างฯห้วยหลวง อ่างฯน้ำพุง อ่างฯจุฬาภรณ์ อ่างฯอุบลรัตน์ อ่างฯลำปาว อ่างฯสิรินธร อ่างฯป่าสักชลสิทธิ์ และอ่างฯทับเสลา ส่วนอ่างเก็บน้ำขนาดกลางที่มีปริมาณน้ำเก็บกักอยู่ระหว่างร้อยละ 80-100 จำนวน 148 แห่ง และอ่างเก็บน้ำที่มีปริมาณน้ำเก็บกักมากกว่าร้อยละ 100 จำนวน 89 แห่ง ซึ่งปัจจุบันอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และ ขนาดกลาง มีปริมาณน้ำรวม 48,216 ล้าน ลบ.ม.หรือคิดเป็นร้อยละ 64 มากกว่าปี 2559 รวม 13,605 ล้าน ลบ.ม. สามารถรองรับน้ำได้อีก 26,998 ล้าน ลบ.ม.

สำหรับอ่างเก็บน้ำขนาดกลางที่มีระดับมากกว่าร้อยละ 80 ของความจุอ่างเก็บน้ำ หลายอ่างได้จัดทำกาลักน้ำ เพื่อช่วยเพิ่มอัตราการระบายอีกช่องทางหนึ่ง นอกเหนือจากการระบายน้ำปกติของตัวอ่าง ให้เหลือปริมาณน้ำต่ำกว่า ร้อยละ 80 อาทิ อ่างเก็บน้ำด่านชุมพล อำเภอบ่อไร่ จังหวัดตราด อ่างเก็บน้ำห้วยลิ้นควาย อ่างเก็บน้ำห้วยน้ำสวย และอ่างเก็บน้ำห้วยน้ำแห้ว จังหวัดเลย อ่างเก็บน้ำลาดกระทิง ตำบลลาดกระทิง อำเภอสนามชัยเขต จังหวัดฉะเชิงเทรา อ่างเก็บน้ำห้วยเรือ ตำบลดงมะไฟ อำเภอเมืองจังหวัดสกลนคร เป็นต้น

โดยไม่ให้กระทบต่อความเป็นอยู่ของประชาชนที่อยู่ด้านท้ายอ่างเก็บน้ำ พร้อมให้เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบบริหารจัดการน้ำ ติดตาม วิเคราะห์ และเฝ้าระวังเป็นพิเศษ และประสานเรื่องข้อมูลและการแจ้งเตือนกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่อย่างใกล้ชิด เตรียมเครื่องจักร เครื่องมือ พร้อมเข้าปฏิบัติงานในพื้นที่ บรรเทาและแก้ไขสถานการณ์ ช่วยเหลือประชาชนได้อย่างทันท่วงที เนื่องจากประเทศไทยยังอยู่ในช่วงฤดูฝน

ชาวปศุสัตว์ร่วมใจ ช่วยเหลือสัตว์ประสบภัยน้ำท่วม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/290893

ชาวปศุสัตว์ร่วมใจ ช่วยเหลือสัตว์ประสบภัยน้ำท่วม

ชาวปศุสัตว์ร่วมใจ, ชาว, ปศุสัตว์, ร่วมใจ, ช่วยเหลือ, สัตว์, ประสบภัย, น้ำท่วม

ชาวปศุสัตว์ร่วมใจ ช่วยเหลือสัตว์ประสบภัยน้ำท่วม

            กรมปศุสัตว์จัดกิจกรรม “ชาวปศุสัตว์ร่วมใจ ช่วยผู้ประสบอุทกภัย ฟื้นฟูใจคนน้ำท่วม”  โดยมีนายสัตวแพทย์อภัย   สุทธิสังข์  อธิบดีกรมปศุสัตว์ เป็นประธานในการบรรจุถุงยังชีพสัตว์ จำนวน  2,000 ชุด เพื่อนำไปช่วยเหลือสัตว์ที่ประสบอุทกภัย  ณ ชั้น 1 ตึกอำนวยการ  กรมปศุสัตว์  พญาไท กรุงเทพฯ  ในวันเสาร์ที่  5 สิงหาคม 2560  เวลา 13.00 น.

นายสัตวแพทย์อภัย  สุทธิสังข์  อธิบดีกรมปศุสัตว์  กล่าวว่า  จากสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่หลายจังหวัด  ส่งผลกระทบให้เกษตรกรรวมไปถึงสัตว์เลี้ยงได้รับความเดือดร้อน  ทั้งนี้กรมปศุสัตว์  ได้นำหญ้าอาหารสัตว์พระราชทานไปช่วยเหลือเกษตรกรแล้วในหลายพื้นที่  และยังพบว่ามีเกษตรกรที่ขาดแคลนอาหารสัตว์และวิตามินอีกจำนวนมาก  กรมฯ จึงได้จัดทำถุงยังชีพสัตว์ขึ้นภายใต้กิจกรรม  “ชาวปศุสัตว์ร่วมใจ ช่วยผู้ประสบอุทกภัย ฟื้นฟูใจคนน้ำท่วม”  โดยในแต่ละถุงประกอบด้วย  ข้าวเปลือกสำหรับสัตว์ปีก 1.5  กิโลกรัม  อาหารสุนัข  1.5 กิโลกรัม  ยาถ่ายพยาธิ  วิตามิน   แร่ธาตุก้อนสำหรับโค กระบือ ฯลฯ  ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นในการดำรงชีพของสัตว์เลี้ยง  เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนเบื้องต้น

“ ส่วนการให้ความช่วยเห ลือในระยะต่อไปนั้น  กรมปศุสัตว์มีแผนปฎิบัติการให้ความช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ในทุกพื้นที่อย่างต่อเนื่องจนกว่าสถานการณ์จะเข้าสู่ภาวะปกติ ”  อธิบดีกรมปศุสัตว์กล่าว

เจาะ 6 จังหวัดนำร่องโซนนิ่ง แนะพืชทางเลือกช่วยเกษตรกร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/290814

เจาะ 6 จังหวัดนำร่องโซนนิ่ง แนะพืชทางเลือกช่วยเกษตรกร

สศก, เจาะ, สศก, Single Command, ศพก, ศกอ, GPP, Top 4, คะน้า มะระ บวบ, กระวาน เร่วหอม, ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์

เจาะ 6 จังหวัดนำร่องโซนนิ่ง แนะพืชทางเลือกช่วยเกษตรกร

              สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร เปิดเวทีหารือร่วมการบริหารจัดการเขตเกษตรเศรษฐกิจสินค้าเกษตรที่สำคัญ หรือ Zoning รุก 6 ภูมิภาค ใน 6 จังหวัดนำร่องแล้ว ได้แก่ พิษณุโลก ชัยภูมิ สุราษฎร์ธานี สงขลา ชัยนาท และ จันทบุรี แจงสินค้า Top4 ของจังหวัด แนะพืชทางเลือกเพื่อช่วยเกษตรกรนำไปปรับใช้ในพื้นที่

นางจันทร์ธิดา  มีเดช  รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงการจัดประชุมหารือโครงการบริหารจัดการเขตเกษตรเศรษฐกิจสินค้าเกษตรที่สำคัญ ปี 2560 ทั้ง 6 จังหวัด เพื่อนำเสนอหลักการในการบริหารจัดการพื้นที่และรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ในการจัดทำข้อมูลเพื่อประกอบนโยบายในการบริหารจัดการพื้นที่เกษตรกรรม รวม 6 ภูมิภาค ได้แก่ ภาคเหนือ จังหวัดพิษณุโลก วันที่ 23 พฤษภาคม 2560 ภาคตะวันออกเฉียงเหนือจังหวัดชัยภูมิ วันที่ 31 พฤษภาคม 2560 ภาคใต้ จังหวัดสุราษฎร์ธานี วันที่ 13  มิถุนายน 2560 ภาคใต้ชายแดน จังหวัดสงขลา วันที่ 15 มิถุนายน 2560 ภาคกลาง จังหวัดชัยนาท วันที่ 4 กรกฎาคม 2560 และ ภาคตะวันออก จังหวัดจันทบุรี วันที่ 18 กรกฎาคม 2560

การหารือได้ร่วมกับคณะกรรมการขับเคลื่อนนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์แบบเบ็ดเสร็จ (Single Command) และผู้แทนภาคเกษตรกร เช่น ประธานศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) เศรษฐกิจการเกษตรอาสา (ศกอ.) รวมทั้งข้าราชการ และเจ้าหน้าที่สังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  โดย สศก. ได้นำเสนอข้อมูลด้านเศรษฐกิจการเกษตรของ 6 จังหวัด ทั้งการวิเคราะห์ต้นทุนการผลิต/ผลตอบแทน และการวิเคราะห์ปริมาณและความต้องการ ของสินค้าเกษตรที่มีมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัด (GPP) สูงสุดใน 4 ลำดับแรก (Top 4) ของแต่ละจังหวัด เช่น ข้าว มันสำปะหลัง อ้อยโรงงาน ปาล์มน้ำมัน เป็นต้น และผู้แทนจากกรมพัฒนาที่ดินได้ร่วมนำเสนอศักยภาพพื้นที่ และแผนที่ความเหมาะสมของสินค้า Top 4 ของจังหวัด เพื่อเป็นข้อมูลในการปรับเปลี่ยนกิจกรรมการผลิตในพื้นที่ไม่เหมาะสมตามแผนที่ Agri-Map ระดับจังหวัด

นอกจากนี้ ได้มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นข้อมูลสถานการณ์ด้านการเกษตร มาตรการเพื่อส่งเสริมการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตในพื้นที่เหมาะสม (S1) และแนวทางให้เกิดการปรับเปลี่ยนเป็นสินค้าทางเลือกเพื่อให้เกษตรกรได้รับผลตอบแทนที่เหมาะสม และใช้ที่ดินให้เกิดประโยชน์สอดคล้องกับศักยภาพ เช่น การปลูกพืชแซม การจัดการ ดิน น้ำ ในพื้นที่ไม่เหมาะสม (N) โดยมีการนำเสนอพืชทางเลือก ดังนี้

จังหวัดพิษณุโลก พืชทดแทนข้าวในพื้นที่ไม่เหมาะสม เช่น อ้อยโรงงาน มะม่วงน้ำดอกไม้ กล้วยน้ำว้า

จังหวัดชัยภูมิ พืชที่ควรปลูกเสริมในพื้นที่ข้าวที่ไม่เหมาะสม เช่น หม่อน รวมทั้งการเลี้ยงไหม โค และกระบือ

จังหวัดสุราษฎร์ธานี พืชทดแทนยางพาราในพื้นที่ไม่เหมาะสม เช่น ทุเรียน ปาล์มน้ำมัน มะพร้าว

จังหวัดสงขลา พืชทดแทนข้าวในพื้นที่ไม่เหมาะสม เช่น ปาล์มน้ำมัน พืชผัก (คะน้า มะระ บวบ) กล้วยหอมทอง รวมทั้งการเลี้ยงสุกร และโคเนื้อ พร้อมทั้งมีกิจกรรมเสริมในพื้นที่ปลูกยางพาราที่ไม่เหมาะสม ได้แก่ สละ พืชสมุนไพร ไก่พื้นเมือง โคเนื้อ สุกร

จังหวัดชัยนาท พืชทดแทนข้าวในพื้นที่ไม่เหมาะสม เช่น อ้อยโรงงาน ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มันสำปะหลัง รวมทั้งการปลูกพืชอาหารสัตว์และส่งเสริมการทำปศุสัตว์ เช่น หญ้าเนเปียร์ การเลี้ยงแพะ โคเนื้อ ลูกไก่งวง และการทำเกษตรแบบผสมผสาน

จังหวัดจันทบุรี พืชที่ควรปลูกเสริมในสวนยางพาราและไม้ผล เช่น สมุนไพร (กระวาน เร่วหอม) พืชไร่ (ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์)

ทั้งนี้ กรณีสินค้าทดแทนที่เป็นพืชเศรษฐกิจ เช่น อ้อยโรงงาน มันสำปะหลัง ต้องเชื่อมโยงกับความต้องการในระดับประเทศด้วย เพื่อป้องกันปัญหาผลผลิตล้นตลาด อันจะส่งผลให้ราคาตกต่ำตามมา ส่วนสินค้าทางเลือกอื่นที่น่าสนใจ อาจไม่ใช่สินค้าที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจ แต่สามารถสร้างรายได้ให้เกษตรกรเพิ่ม เช่น มะละกอ เพาะเห็ด  ผักพื้นบ้าน ไม้ดอกไม้ประดับ กล้วยไข่ โกโก้ อะโวคาโด เป็นต้น โดยเกษตรกรท่านใดที่ให้ความสนใจในกิจกรรมทางเลือกดังกล่าว ก็สามารถข้อมูลที่ สศก. ได้นำเสนอไปปรับใช้ในพื้นที่ของตนเองได้ต่อไป

แก้มลิงเหนือนครสวรรค์ พร้อมรับมวลน้ำหลาก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/290813

แก้มลิงเหนือนครสวรรค์ พร้อมรับมวลน้ำหลาก

ดรสมเกียรติ ประจำวงษ์, พร้อมรับมวลน้ำหลาก , แก้ม, ลิง, เหนือ, นครสวรรค์, พร้อม, รับ, มวล, น้ำหลาก

แก้มลิงเหนือนครสวรรค์ พร้อมรับมวลน้ำหลาก

          ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า แม้ว่าขณะนี้ประเทศไทยได้เข้าสู่ฤดูฝนเต็มตัว และจากอิทธิพลของพายุเซินกาที่ส่งผลให้ในหลายพื้นที่เกิดน้ำท่วมขังและน้ำหลาก โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีลักษณะเป็นแอ่งกระทะ ที่มวลขนาดใหญ่ได้ไหลลงสู่พื้นที่ลุ่มต่ำอย่างรวดเร็ว แต่จากการที่กระทรวงเกษตรจัดระบบการปลูกพืชมีการปรับเปลี่ยนปฏิทินการส่งน้ำให้กับเกษตรกรทุ่งบางระกำ จังหวัดพิษณุโลก จำนวน 265,000 ไร่ ในการปลูกข้าวรอบที่ 2 เป็นปีแรกเมื่อวันที่ 1 เมษายน 2560 ที่ผ่านมา นั้น จะเห็นได้ว่าแปลงนาของเกษตรกรมีข้าวสุกและเก็บเกี่ยวไปแล้ว เกษตรกรสามารถขายข้าวได้เพราะผลผลิตรอดพ้นจากภัยน้ำท่วมในหลายพื้นที่ รัฐบาลก็ไม่ต้องจ่ายเงินชดเชย        ที่ผ่านมากรมชลประทานมีแนวทางในการแก้ไขปัญหาอุทกภัยในระยะยาว และหนึ่งในนั้นคือ พื้นที่ลุ่มต่ำเหนือจังหวัดนครสวรรค์ ซึ่งเป็นพื้นที่ทุ่งนาที่มีน้ำท่วมเป็นประจำเกือบทุกปี ให้เป็นพื้นที่ควบคุมน้ำชั่วคราวในช่วงฤดูฝน และกักเก็บน้ำเป็นแหล่งน้ำต้นทุนไว้ใช้ในช่วงแล้งให้เกิดประโยชน์สูงสุด

อย่างไรก็ตาม จากการดำเนินการศึกษาความเหมาะสมและผลกระทบสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ลุ่มต่ำเหนือจังหวัดนครสวรรค์ โดยผลการศึกษาแล้วเสร็จเมื่อเดือนเมษายน 2560 ที่ผ่านมาสรุปว่า โครงการแก้มลิงเหนือนครสวรรค์ ประกอบด้วยพื้นที่แก้มลิงย่อยทั้งหมด 69 พื้นที่ ในเขตจังหวัดสุโขทัย พิษณุโลก พิจิตร และนครสวรรค์ ครอบคลุมพื้นที่ 24 อำเภอ 153 ตำบล สามารถกักเก็บน้ำชั่วคราวได้ 2,049 ล้านลูกบาศก์เมตร จำแนกเป็นทุ่งนาในเขตชลประทาน 723 ล้านลูกบาศก์เมตร และทุ่งนานอกเขตชลประทาน 1,326 ล้านลูกบาศก์เมตร และเพื่อให้การบริหารจัดการน้ำในพื้นที่แก้มลิงธรรมชาติมีประสิทธิภาพ จำเป็นต้องก่อสร้างหรือปรับปรุงอาคารชลประทานที่ใช้ในการควบคุมน้ำ เช่น ประตูระบายน้ำ สถานีสูบน้ำ ถนน หรือคันคลองที่ใช้เป็นคันกั้นน้ำ ซึ่งประชาชนสามารถใช้เป็นเส้นทางในการสัญจรได้อีกด้วย

สำหรับการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่แก้มลิงจะต้องมีการจัดการภายใน ด้วยการให้ประชาชนในพื้นที่เข้าไปมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการพื้นที่ การใช้ประโยชน์ และการดูแลผู้ได้รับผลกระทบ เพื่อให้เกิดความเข้าใจ เรียนรู้ และหาทางออกร่วมกัน ระหว่างกรมชลประทานและประชาชน รวมทั้งระหว่างประชาชนด้วยกันเอง ซึ่งจะสามารถลดผลกระทบระหว่างหน่วยงานภาครัฐและภาคประชาชน และลดผลกระทบในการแยกน้ำระหว่างเกษตรกรกันเอง

เมื่อโครงการแล้วเสร็จก็จะเป็นประโยชน์ด้านการบรรเทาน้ำท่วมในช่วงฤดูฝนให้กับประชาชน จำนวน 57,325 ครัวเรือน ประชากร 163,627 คน รวมทั้งประชาชนที่อาศัยในพื้นที่สองฝั่งแม่น้ำยมและแม่น้ำน่าน และพื้นที่ท้ายน้ำจากพื้นที่แก้มลิงไปถึงจุดบรรจบแม่น้ำปิงที่จังหวัดนครสวรรค์ 122,315 ครัวเรือน ประชากร 348,309 คน และประชาชนในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาก็จะได้รับประโยชน์จากการบรรเทาน้ำท่วมจากการใช้พื้นที่แก้มลิงเช่นกัน

ธรรมธุรกิจ สร้างสรรค์ จัดงาน “ปรุงด้วยรัก ปันด้วยใจ”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/290812

ธรรมธุรกิจ สร้างสรรค์  จัดงาน “ปรุงด้วยรัก ปันด้วยใจ”

ธรรมธุรกิจ, สร้างสรรค์,  จัดงาน ปรุงด้วยรัก, ปันด้วยใจ, ปรุงด้วยรัก ปันด้วยใจ, ผู้จัดการ ธรรมธุรกิจ, ประธานธรรมธุรกิจ, รองประธานธรรมธุรกิจ, เชฟเยียร์, ข้าวกล้องคลุกน้ำพริก

ธรรมธุรกิจ สร้างสรรค์  จัดงาน “ปรุงด้วยรัก ปันด้วยใจ”

             ธรรมธุรกิจ โดยคุณหนาว – พิเชษฐ โตนิติวงศ์ (ผู้จัดการ ธรรมธุรกิจ) ได้เชิญชวนลูกศิษย์ อ.ยักษ์ – ดร. วิวัฒน์ ศัลยกำธร (ประธานธรรมธุรกิจ) และ อ.โจน จันใด (รองประธานธรรมธุรกิจ) ให้มาร่วมกันสร้างสรรค์เมนูสุดพิเศษที่ดีไซน์จากข้าวกล้องมหัศจรรย์ ภายใต้คอนเซ็ป “ปรุงด้วยรัก ปันด้วยใจ” โดยทุกเมนูจะต้องใช้ข้าวกล้องมหัศจรรย์มาเป็นส่วนประกอบหลัก พร้อมทั้งเลือกใช้วัตถุดิบทั้งหมดเป็นของที่ได้มาจากธรรมชาติเท่านั้น เจ้าของเมนูที่สร้างสรรค์ผลงานออกมาได้โดนใจ อ.ยักษ์ และ อ.โจน มากที่สุด จะได้รับข้าวกล้องมหัศจรรย์กลับบ้านเป็นรางวัลจำนวนถึง 100 กก. ซึ่งกิจกรรมนี้ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี แม้เพิ่งจัดขึ้นเป็นครั้งแรก ณ ตลาดนัดธรรมชาติ สวนสุขภาพ ลานพระพรหม เมืองเอก รังสิต เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา.

สำหรับเมนูสุดพิเศษในคอนเซ็ป “ปรุงด้วยรัก ปันด้วยใจ” ที่ลูกศิษย์ยักษ์กะโจนต่างตั้งใจคิดค้นดีไซน์กันขึ้นมาเพื่อส่งเข้าร่วมรายการครั้งนี้ มีเมนูที่น่าสนใจอยู่หลายเมนู อาทิ  ข้าวหลามมหัศจรรย์ โดย พัชรี ไทยเจริญ,  แหนมเห็ด โดย ดวงแก้ว คำสุระ,  ข้าวธัญพืช โดย ธนัชพร จูฑาวัฒนานนท์, ข้าวกล้องคลุกน้ำพริก โดย ชุติมา อรุณมาศ, ข้าวกล้องไก่มะแขว่น โดย นิติ พจน์ปฎิญญา (เชฟเยียร์) และ ข้าวยำปักษ์ใต้ โดย เสาวศักดิ์ ภูธรารักษ์  ซึ่งเจ้าของเมนูสุดพิเศษเหล่านี้ ต่างได้รับแรงบันดาลใจมาจากความสำนึกรักในบ้านเกิดเมืองนอนของตน การรู้คุณค่าของธรรมชาติ การมีความต้องการดูแลรักษาสุขภาพอย่างยั่งยืน และการกินอยู่อย่างพอเพียงเรียบง่ายตามแนวทางศาตร์พระราชา โดยทุกคนได้ถ่ายทอดออกมาในลักษณะของการปรุงแต่งอาหารสร้างสรรค์เมนูขึ้นมาด้วยการใช้วัตถุดิบที่ปลูกกินกันเองตามธรรมชาติ มุ่งเน้นทำเมนูที่เป็นอาหารพื้นบ้านของตน มีการโพสแชร์ภาพ #ปรุงด้วยรักปันด้วยใจ พร้อมเขียนคำบรรยายสั้นๆ เพื่อเป็นบอกเล่าถึงไอเดียที่เจ้าของเมนูต้องการสื่อสารออกมาผ่านการทำเมนูต่างๆ ซึ่งเป็นที่หนักใจของคณะกรรมการทั้ง 2 ท่านเป็นอย่างยิ่ง

และผู้ที่สามารถเอาชนะใจอาจารย์ทั้งสองได้ ก็คือเจ้าของเมนูที่ชื่อว่า “ข้าวกล้องคลุกน้ำพริก” โดย ชุติมา อรุณมาศ ที่มีรสชาติอร่อย จัดแต่งสวยงาม และมีการบรรยายถึงไอเดียในการสร้างสรรค์เมนูได้อย่างยอดเยี่ยม เป็นที่น่าพอใจของคณะกรรมการจึงได้รับข้าวกล้องมหัศจรรย์ 100 กก. จากธรรมธุรกิจไปครอง ทำการมอบรางวัลโดย อ.ยักษ์ – ดร. วิวัฒน์ ศัลยกำธร และ อ.โจน จันใด ณ ตลาดนัดธรรมชาติ สวนสุขภาพ ลานพระพรหม เมืองเอก รังสิต

ทั้งนี้ ภายในงานตลาดนัดธรรมชาติ นอกจากจะมีกิจกรรมดังกล่าวที่มาสร้างความครึกครื้นให้กับคนที่ผ่านเข้ามาเยี่ยมชมงานได้มีรอยยิ้มกันไปแล้ว ในช่วงบ่ายยังได้มีการล้อมวงนั่งทานมื้อเที่ยงพร้อมกันอย่างใกล้ชิด และมีการสนทนาพูดคุยด้วยความเป็นกันเองระหว่างลูกศิษย์-อาจารย์ และคนทั่วไปที่สนใจ สำหรับครั้งต่อไป เตรียมพบกับผลผลิตจากธรรมชาติ ทั้งสดและแปรรูป พร้อมกิจกรรมสนุกๆได้ในทุกๆเดือนที่งานตลาดนัดธรรมชาติ หรือสามารถติดตามข่าวสารกิจกรรมน่าสนใจมากมายได้ที่แฟนเพจธรรมธุรกิจ https://www.facebook.com/Thamturakit

ชาวบ้านเมืองอุบลฯ เริ่มขนย้ายสิ่งของไปจุดอพยพหลังน้ำขึ้นสูง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/290782

ชาวบ้านเมืองอุบลฯ เริ่มขนย้ายสิ่งของไปจุดอพยพหลังน้ำขึ้นสูง

ชาวบ้านเมืองอุบลฯ เริ่มขนย้ายสิ่งของไปจุดอพยพหลังน้ำขึ้นสูง

       นายสมชาย คณาประเสริฐกุล ผู้อำนวยการสำนักชลประทานที่ 7 กรมชลประทาน เปิดเผยว่า จากกรณีที่สำนักงานชลประทานที่ 7 ได้เฝ้าติดตามสถานการณ์ในพื้นที่สถานีวัดน้ำท่า M7 สะพานเสรีประชาธิปไตย อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งอยู่ด้านท้ายห่างจากจุดไหลรวมกันระหว่างมูลและชีประมาณ 27 กิโลเมตร อย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งบูรณาการร่วมกับหน่วยงานภายในจังหวัด จังหวัดอุบลราชธานี ประชาสัมพันธ์แจ้งเตือนสถานการณ์น้ำให้ประชาชนในพื้นที่ดังกล่าวได้รับทราบ ปัจจุบัน (4 ส.ค. 60) ชาวบ้านในพื้นที่ดังกล่าวเริ่มอพยพและขนย้ายสิ่งของขึ้นมาที่จุดอพยพผู้ประสบภัยน้ำท่วมแล้วกว่า 5 ชุมชน รวม 115 ครัวเรือน ได้แก่ ชุมชนห้วยม่วง จำนวน 40 ครัวเรือน ชุมชนวัดสว่าง (หลังเรือนจำ) จำนวน 15 ครัวเรือน ชุมชนวัดบูรพา1 (บ่อบำบัด) จำนวน 20 ครัวเรือน ชุมชนวัดบูรพา2 (หลังวัดศรีประดู่) จำนวน 10 ครัวเรือน และชุมชนบ้านทัพไทย จำนวน 30 ครัวเรือน

ทั้งนี้ กรมชลประทาน เตรียมความพร้อมติดตั้งเครื่องผลักดันน้ำ จำนวน 22 เครื่อง บริเวณสะพานเสรีประชาธิปไตย เพื่อช่วยเร่งระบายน้ำจากตัวเมืองอุบลราชธานี พร้อมกันนี้ได้เสนอแนะไปยังทางจังหวัด เตรียมขอสนับสนุนเรือผลักดันน้ำจากกองทัพเรือ จำนวน 30 ลำ ติดตั้งบริเวณหน้าแก่งสะพือ (สะพานอำเภอพิบูลมังสาหาร) เพื่อช่วยเร่งการระบายน้ำหน้าแก่งสะพือลงสู่แม่น้ำโขงต่อไป และหากประชาชนท่านใดต้องการสอบถามข้อมูลและขอความช่วยเหลือ สามารถติดต่อได้ที่โทร.061-5494194 และ 081-9778688

ทส.หนุนโครงการเติมน้ำบาดาลระดับตื้นช่วยแก้น้ำท่วม-น้ำแล้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/290776

ทส.หนุนโครงการเติมน้ำบาดาลระดับตื้นช่วยแก้น้ำท่วม-น้ำแล้ง

ทส.หนุนโครงการเติมน้ำบาดาลระดับตื้นช่วยแก้น้ำท่วม-น้ำแล้ง

               จากการที่ประเทศไทยต้องประสบปัญหาต่างๆ ที่เกี่ยวกับแหล่งน้ำ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาภัยแล้งเนื่องจากภาวะฝนทิ้งช่วงเป็นเวลานาน หรือในฤดูฝนที่มีน้ำหลากก็เกิดปัญหาอุทกภัยขึ้นในหลายๆ พื้นที่ โดยเฉพาะในลุ่มน้ำหลักของประเทศ บางครั้งทั้งปัญหาภัยแล้งและอุทกภัยก็เกิดขึ้นในพื้นที่เดียวกัน เพียงแต่เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่แตกต่างกัน ทำให้ส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิตและการประกอบอาชีพของประชาชนในพื้นที่ที่ประสบปัญหาดังกล่าวอย่างกว้างขวาง ประกอบกับในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมาได้มีการพัฒนาและขยายตัวของประชากรและชุมชนเพิ่มมากขึ้น ความต้องการใช้น้ำในกิจกรรมต่างๆ มีปริมาณเพิ่มมากขึ้นด้วย

โดยเฉพาะด้านการเกษตรและอุตสาหกรรมที่ต้องใช้น้ำในขั้นตอนการผลิต และน้ำบาดาลซึ่งเป็นแหล่งน้ำที่สามารถเข้าถึงได้ง่าย  มีการพัฒนาและสูบขึ้นมาใช้ประโยชน์จนทำให้บางพื้นที่เกิดวิกฤตเสียสมดุล เพราะมีการลดระดับของน้ำบาดาลอย่างต่อเนื่อง ทำให้ต้องขุดเจาะบ่อลึกลงไปมากกว่าเดิมเพื่อที่จะสูบน้ำบาดาลขึ้นมา เป็นการเพิ่มค่าใช้จ่ายและส่งผลกระทบต่อต้นทุนในการผลิตสูงขึ้นตามไปด้วย
รัฐบาลโดยกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้มอบหมายให้กรมทรัพยากรน้ำบาดาลจัดทำแผนที่เติมน้ำบาดาลทั่วประเทศ พร้อมเร่งดำเนินโครงการเติมน้ำลงสู่แหล่งน้ำใต้ดินระดับตื้นเพื่อให้สัมฤทธิ์ผลภายในฤดูฝนของปี 2560 นี้ โดยระบบเติมน้ำดังกล่าวจะดำเนินการใน 3 รูปแบบ ได้แก่ การเติมน้ำฝนผ่านบ่อวง เติมน้ำผ่านสระหรือคลองก้นรั่ว และเติมน้ำฝนผ่านหลังคาลงสู่บ่อน้ำบาดาลระดับตื้น

ซึ่งกรมทรัพยากรน้ำบาดาลได้คัดเลือกพื้นที่ที่มีความเหมาะสมไว้แล้ว รวม 17 แห่ง ประกอบด้วย พื้นที่ในจังหวัดเชียงราย สุพรรณบุรี นครสวรรค์ สระบุรี ขอนแก่น สุรินทร์ สุราษฎร์ธานี เพชรบุรี จันทบุรี อุบลราชธานี สงขลา อุดรธานี  2 แห่ง  และพิษณุโลก 4 แห่ง ใช้งบประมาณ 5.5 ล้านบาท และจะสามารถดำเนินการให้แล้วเสร็จทั้งหมดได้ภายในระยะเวลาไม่เกิน 3 เดือน ทั้งนี้
พลเอกสุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พร้อมคณะผู้บริหารจากกรมทรัพยากรน้ำบาดาล ได้เดินทางไปตรวจเยี่ยมพื้นที่เติมน้ำบาดาลระดับตื้น ณ อำเภอบางระกำ จังหวัดพิษณุโลก เพื่อชมการสาธิตระบบเติมน้ำผ่านบ่อวง (แก้มลิงที่มองไม่เห็น) ของปราชญ์ชาวบ้าน (นายทองปาน เผ่าโสภา) ที่บ้านหนองปลวก ตำบลหนองกุลา และชมจุดก่อสร้างระบบเติมน้ำบาดาลระดับตื้นผ่านบ่อทรายเก่า ที่บ้านคลองวัดไร่เหนือ ตำบลบางระกำ ซึ่งเป็นพื้นที่นำร่อง 2 แห่ง ใน 17 แห่ง ที่กรมทรัพยากรน้ำบาดาลคัดเลือกที่จะจัดทำระบบเติมน้ำบาดาลระดับตื้น
ภายหลังการตรวจเยี่ยม พลเอกสุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เปิดเผยว่า การเติมน้ำลงสู่ชั้นบาดาลแบบปราชญ์ชาวบ้านที่อำเภอบางระกำ จังหวัดพิษณุโลก เป็นเรื่องที่น่าสนใจ อย่างไรก็ตาม คงจะต้องมีงานทางด้านวิชาการมาผสมผสานกับภูมิปัญญาท้องถิ่น เนื่องจากน้ำใต้ดินกับบนผิวดินต้องมีความสัมพันธ์กัน ทั้งนี้ หากหาวิธีการนำน้ำไปเก็บไว้ในชั้นน้ำตื้นมากได้เท่าไร พี่น้องประชาชนก็จะมีความสะดวกสบายมากขึ้น

ขับเคลื่อน “9101 ตามรอยเท้าพ่อ”พลิกโฉมเกษตรไทยในทุกมิติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/290772

ขับเคลื่อน “9101 ตามรอยเท้าพ่อ”พลิกโฉมเกษตรไทยในทุกมิติ

ขนาดเล็ก, สายโซ่, ขับเคลื่อน, 9101, ร10

ขับเคลื่อน “9101 ตามรอยเท้าพ่อ”พลิกโฉมเกษตรไทยในทุกมิติ

            ภายหลังคณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 4 ก.ค.2560 เห็นชอบ“โครงการ 9101 ตามรอยเท้าพ่อ ภายใต้ร่มพระบารมี เพื่อพัฒนาการเกษตรอย่างยั่งยืน” ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เสนอ วงเงิน22,800 ล้านบาท เพื่อนำไปพัฒนาเกษตรกร 9,101 ชุมชนๆ ละ 2.5 ล้านบาท

พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตกรและสหกรณ์ ได้มอบนโยบายและแนวทางปฏิบัติแก่ผู้บริหารระดับสูง และข้าราชการในสังกัดกระทรวงเกษตรฯเพื่อให้ขับเคลื่อนโครงการ9101ฯ ไปสู่เป้าหมายที่วางไว้สำเร็จ โดยมีลักษณ์เป็น “สายโซ่” เชื่อมโยงทั้งในส่วนกลางและภูมิภาค เพื่อช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรทุกมิติ ซึ่งโครงการ ประกอบด้วย ด้านการผลิตพืช ด้านการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ ด้านการจัดการศัตรูพืช ด้านฟาร์มชุมชน ด้านการผลิตอาหาร และการแปรรูปการผลิต ด้านปศุสัตว์ (ขนาดเล็ก) และการประมง ที่สำคัญจะต้องเป็นการจ้างแรงงานในท้องถิ่นร้อยละ 50 โดยชุมชนจะคัดเลือก และรับรองกันเอง

“การปฏิรูปภาคการเกษตรกรไทยภายใต้แนวคิด ไทยแลนด์ 4.0 จะต้องนำนวัตกรรมแบบอัฉริยะมาใช้ ตั้งแต่การผลิต แปรรูป และการตลาด นั้นหมายถึงเราจะต้องดูแลพี่น้องเกษตกรกรตั้งแต่การลดความเสียหายจากภัยพิบัติ เช่น ปัญหาท่วมท่วม ภัยแล้ง หรือแม้แต่การป้องกันความเสียหายจากการแพร่ระบาดของศัตรูพืชหนอนหรือแมลงต่างๆ เรียกว่าต้องดูแลกันตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำเลยทีเดียว “พล.ฺฉัตรชัย กล่าว

พล.อ.ฉัตรชัย เห็นว่าปัญหาของพี่น้องเกษตรกรต้องได้รับการแก้ไขอย่างทันท่วงที แม้ว่าหลายเรื่องถูกมองว่าเป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ เช่น การแพร่ระบาดของศัตรูพืช และโรคระบาดในสัตว์เลี้ยง ซึ่งแต่ละปีเกิดความเสียหายที่เปีเป็นเงินจำนวนมหาศาล จึงได้กำชับให้เจ้าหน้าที่ความสำคัญกับเรื่องนี้ เมื่อมีปัญหาต้องลงพื้นที่อย่างทันท่วงที่ ตรวจสอบให้แน่ใจว่าสามารถป้องกันปัญหาต่างๆได้

“ปีที่ผ่านมา มีหลายประเทศให้ความเชื่อมั่นนำเข้าเนื้อไก่สด และไข่ไก่จากประเทศไทยมากขึ้น โดยประเทศจีนได้ขอเข้ามาชมการผลิตของประเทศไทย และได้กล่าวชื่นชมกระบวนการผลิตของไทยที่มีมาตรฐานสูง อยากจะนำเข้าสินค้าเกษตรเป็นจำนวนมาก” พล.อ.ฉัตรชัย กล่าว

นอกจากนี้ พล.อ.ฉัตรชัย ยังกล่าวถึงการเข้ามาแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์ในไทย ซึ่งอียูเข้ามาตรวจสอบ โดยเจ้าหน้าที่กรมประมง กรมเจ้าท่า และ หน่วยอื่นๆ ได้ทำงานหนักมา กว่า 2 ปี เพื่อยกมาตรฐานการทำประมงให้ทัดเทียมกับต่างประเทศ ทั้งการดูแลสัตว์น้ำให้มีปริมาณที่เหมาะสม และดูแลแรงงานประมงให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี ซึ่งที่ผ่านมามีปัญหาหมักหมมมาอย่างยาวนานรัฐบาลชุดนี้ได้ออกกฎหมายและบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด ผู้ประกอบการจะต้องปรับตัวเพื่อทำให้อุตสาหกรรมประมงไทย โดยเฉพาะชาวประมงเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน

ปัญหาที่ทำกิน ส.ป.ก. มีการดำเนินการพัฒนาพื้นที่ยึดคืน เจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ พร้อมหน่วยทหารข่างเข้าไปเร่งพัฒนาพื้นที่ให้มีความพร้อม หน่วยอื่นๆ เช่น กรมส่งเสริมสหกรณ์ กรมส่งเสริมการเกษตร กรมปศุสัตว์ กรมประมง กรมพัฒนาที่ดิน กรมวิชาการเกษตร และ อื่นๆ ลงพื้นที่เตรียมการเสริมสร้างอาชีพให้เกษตรกรมีความพร้อม

ขณะเดียวกันยังได้จัดทำกฎกระทรวงรองรับการอนุญาตใช้ที่ดิน ส.ป.ก. เพื่อความมั่นคงด้านพลังงานก็ทำงานกันทั้งวันทั้งคืนให้เสร็จทัน 3 เดือน อันนี้ เป็นเรื่องในอดีตที่รัฐบาลนี้มาแก้ไข เพื่อให้เดินหน้าต่อไปได้ สำหรับนโยบายข้าว การติดตามข้าวที่ประมูลออกจากคลัง ซึ่งเจ้าหน้าที่ติดตามดูตลอดเวลา ไม่ให้ข้าววนกลับมาใช้บริโภคสำหรับคนอีก ทำให้ราคาข้าวดีขึ้น เจ้าหน้าที่ต้องทำงานหนักมาก พร้อมกับการวางรากฐาน คือ ข้าวแปลงใหญ่ ข้าวอินทรีย์ และ เมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพที่ดี เจ้าหน้าทำแคมเปญส่งเสริมให้เกษตรกรเข้าใจ ที่ผ่านมามีเกษตรกรให้ความสนใจสมัครร่วมโครงการเป็นจำนวนมาก ซึ่งการรวมกลุ่มจะช่วยลดต้นทุนการผลิตและทำให้ข้าวมีราคาที่ดีขึ้น ที่สำคัญ คือการตรวจรับรองมาตรฐานเกษตรต่างๆ ในส่วนแปลงใหญ่ มาตรฐาน GAP

สำหรับ “โครงการ 9101 ตามรอยเท้าพ่อ ภายใต้ร่มพระบารมี” มีที่มาจาก 9 หมายถึงพระบาทสมเด็จพระปรมินทร มหาภูมิพลอดุลยเดช (ร.9), เลข 10 หมายถึง สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร (ร.10) และ 1 หมายถึงปีที่ 1 ในรัชกาลปัจจุบัน” ซึ่งจะเป็นการปฏิรูปโฉมหน้าเกษตกรไทยยุคไทยแลนด์ 4.0 เพื่อพัฒนาการเกษตรอย่างยั่งยืน”โดยมี พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ นำทัพ ซึ่งมีการประมาณการณ์ว่า โครงการดังกล่าวจะมีเกษตรกรได้รับประโยชน์กว่า 7.78 ล้านราย ในจำนวนนี้เป็นเกษตรกรผู้มีรายได้น้อยถึง 4 ล้านราย