กยท. จับมือ สมาคมน้ำยางข้น ลงนาม MOU พัฒนาธุรกิจยางพารา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/290717

กยท. จับมือ สมาคมน้ำยางข้น ลงนาม MOU พัฒนาธุรกิจยางพารา

กยท, กยท, จับมือ, สมาคมน้ำยางข้น, ลงนาม, MOU, พัฒนาธุรกิจยางพารา

กยท. จับมือ สมาคมน้ำยางข้น ลงนาม MOU พัฒนาธุรกิจยางพารา

       ดร.ธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย เผยว่า กยท.ในฐานะองค์กรกลางที่รับผิดชอบดูแลการบริหารจัดการยางพาราของประเทศทั้งระบบอย่างครบวงจร ตระหนักถึงความสำคัญข้อมูลสารสนเทศอันเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนายางพาราไทย ซึ่งการร่วมมือกับสมาคมน้ำยางข้นไทยครั้งนี้ เป็นการพัฒนาการส่งเสริม และแลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับยางพาราเพื่อพัฒนาด้านธุรกิจยางทั้งในและต่างประเทศให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อภาคอุตสาหกรรมและเกษตรกรรมของไทย เพื่อนำไปถ่ายทอดเทคโนโลยี และอบรมให้ความรู้แก่เกษตรกร สถาบันเกษตรกรชาวสวนยางบุคลากร ตลอดจนประชาชนทั่วไป

โดยแนวทางในความร่วมมือครั้งนี้ มีเป้าหมายสูงสุดในด้านการพัฒนากิจการยางพาราของประเทศให้มีความก้าวหน้ามากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การส่งเสริมและสนับสนุนด้านการเพิ่มมูลค่ายางพารา ด้านอุตสาหกรรม และการแปรรูปผลิตภัณฑ์ยางพาราที่มีความหลากหลายและมีคุณภาพ เพื่อยกระดับรายได้และคุณภาพชีวิตของเกษตรกรชาวสวนยางให้ดีขึ้น ซึ่งจะเป็นอีกแนวทางหนึ่งในการแก้ไขสถานการณ์ราคายางให้เกิดเสถียรภาพ สร้างความยั่งยืนให้แก่เกษตรกรชาวสวนยาง และวงการยางพาราทั้งระบบ

              นายชัยพจน์ เรืองวรุณวัฒนา นายยกสมาคมน้ำยางข้นไทย กล่าวว่า สมาคมน้ำยางข้นไทยเป็นองค์กรภาคเอกชน จัดตั้งสมาคมเพื่อให้ความร่วมมือกับภาครัฐในการช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรสวนยาง ให้สามารถขายยางได้ในราคาที่ยุติธรรม สนับสนุนและส่งเสริมน้ำยางข้นของไทยให้มีคุณภาพมาตรฐาน เป็นที่ต้องการของลูกค้า รวมทั้งเป็นแหล่งข้อมูลข่าวสารที่สำคัญ             ความร่วมมือในครั้งนี้ เป็นการประกาศเจตนารมณ์ที่ชัดเจนของสมาคมน้ำยางข้นไทยในการให้ความร่วมมือสนับสนุนงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมยางพารา และการขับเคลื่อนนโยบาย และยุทธศาสตร์การพัฒนายางพาราของประเทศ โดยเน้นส่วนที่เกี่ยวข้องกับน้ำยางข้นเป็นหลัก ซึ่งเป้าหมายในดำเนินงานของทั้ง 2 หน่วยงานมีความสอดคล้องและมีเป้าหมายเดียวกัน

ดังนั้น การร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือการพัฒนาข้อมูลข่าวสารและธุรกิจยางพาราครั้งนี้ จึงถือเป็นการผนึกกำลังร่วมกันบนพื้นฐานความเข้าใจอันดีต่อกัน และประสานผลประโยชน์ในการพัฒนาความรู้ทางวิชาการ พัฒนาการศึกษา วิจัย และเผยแพร่ข้อมูลสารสนเทศเกี่ยวกับยางพารา เพื่อประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นต่อการพัฒนาวงการยางพาราไทยต่อไป

กยท.ทุ่มหมื่นล้านหนุนสินเชื่อผู้ประกอบการยาง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/290709

กยท.ทุ่มหมื่นล้านหนุนสินเชื่อผู้ประกอบการยาง

กยท.ทุ่มหมื่นล้านหนุนสินเชื่อผู้ประกอบการยาง

 

ดร.ธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย แถลงว่า ยางพาราเป็นพืชเศรษฐกิจที่มีความสำคัญต่อประเทศ ซึ่งมีผู้เกี่ยวข้องกับยางพารามากถึงร้อยละ15 ของประชากรไทย และอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์ยางเป็นอุตสาหกรรมที่มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจของประเทศ ดังนั้น เพื่อแก้ไขปัญหาราคายางผันผวนให้เกิดเสถียรภาพด้านราคามากขึ้น ซึ่งจะช่วยแก้ไขปัญหาราคายางให้กับเกษตรกรชาวสวนยางผู้ผลิตได้ โดยทางรัฐบาล ได้ให้ความสำคัญในแก้ไขปัญหาราคายาง จึงได้อนุมัติโครงการสนับสนุนสินเชื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียนแก่ผู้ประกอบกิจการยาง หวังดูดซับยางออกจากระบบ ซึ่งจะช่วยยกระดับราคาให้สูงขึ้น เป็นการสร้างเสถียรภาพด้านราคายาง ซึ่งผู้ประกอบกิจการยางสามารถรับซื้อผลผลิตไปแปรรูปเป็นยางประเภทต่างๆ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มต่อไป

โดยโครงการนี้ กำหนดระยะเวลาโครงการตั้งแต่ พฤษภาคม 2560 – เมษายน 2562 และระยะเวลาในการอนุมัติวงเงินกู้จนสิ้นสุดการชำระเงินกู้ตามโครงการฯ 1 ปี ไม่เกิน 30 เมษายน 2562 โดยรัฐบาลจะสนับสนุนการชดเชยดอกเบี้ยในอัตราไม่เกินร้อยละ 3 กับผู้เข้าร่วมโครงการฯ หรือคิดเป็นเงินช่วยเหลือจำนวนไม่เกิน 300 ล้านบาท จากวงเงินกู้ 1 หมื่นล้านบาท ให้กับผู้ประกอบการโดยใช้แหล่งสินเชื่อวงเงินกู้เดิมจากธนาคารพาณิชย์ที่ผู้ประกอบการใช้บริการอยู่แล้ว

“สำหรับผู้เข้าร่วมโครงการสนับสนุนสินเชื่อฯ10,000 ล้านบาท จะเป็นผู้ประกอบการแปรรูปน้ำยางข้นที่จดทะเบียนในประเทศไทย และมีผู้ถือหุ้นที่มีสัญชาติไทยมากกว่าร้อยละ 50 ของทุนจดทะเบียนที่ชำระแล้ว ปัจจุบันมีผู้เข้าร่วมโครงการฯ จำนวนทั้งสิ้น 35 บริษัท 49 โรงงาน วงเงินกู้รวมประมาณ 9,600 ล้านบาท คาดว่าโครงการนี้ จะสามารถดูดซับยางออกจากระบบประมาณร้อยละ 20 ของผลผลิตน้ำยางข้น เป็นการผลักดันราคายางให้สูงขึ้นโดยใกล้เคียงหรือสูงกว่าต้นทุนการผลิตของเกษตรกรชาวสวนยาง และรักษาเสถียรภาพราคายางไม่ให้เกิดความผันผวนมากเกินจุดวิกฤต” ผู้ว่าการ กยท. กล่าวเพิ่มเติม

               นายชัยพจน์ เรืองวรุณวัฒนา นายกสมาคมน้ำยางข้นไทย กล่าวว่า โครงการนี้ ทำให้เกิดความร่วมมือสามประสานระหว่างเกษตรกรชาวสวนยาง ผู้ประกอบกิจการยาง และรัฐบาลในการร่วมกันแก้ไขปัญหาราคายาง ซึ่งผู้ประกอบการแปรรูปน้ำยางข้นที่เข้าร่วมโครงการฯ ต้องยื่นขอรับการสนับสนุนสินเชื่อที่ กยท. เพื่อรวบรวมคำขอส่งให้ธนาคารที่ให้การสนับสนุนสินเชื่อต่อไป โดยแหล่งสินเชื่อใช้วงเงินกู้เดิมจากธนาคารพาณิชย์ที่ผู้ประกอบการใช้บริการอยู่แล้ว และรัฐบาลจะเงินชดเชยดอกเบี้ยสนับสนุนในอัตราไม่เกินร้อยละ 3 จำนวนไม่เกิน 300 ล้านบาทจากวงเงินกู้รวม 10,000 ล้านบาท คาดว่า จะสามารถเสริมสร้างเศรษฐกิจของประเทศ เมื่อฐานของราคายางปรับสูงขึ้นเกษตรกรชาวสวนยางมีอำนาจการใช้จ่ายมากขึ้น จะสร้างวงจรเศรษฐกิจให้เคลื่อนไหวได้รับประโยชน์กันในทุกภาคส่วนอย่างต่อเนื่องเป็นผลดีต่อเศรษฐกิจไทยต่อไป

จัดใหญ่ SIMA ASEAN THAILAND 2017 เพื่อธุรกิจการเกษตร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/290706

จัดใหญ่ SIMA ASEAN THAILAND 2017 เพื่อธุรกิจการเกษตร

จัดใหญ่ SIMA ASEAN Thailand 2017 เพื่อธุรกิจการเกษตร

 

           อิมแพ็ค คอมเอ็กซ์โพเซียม และแอ็คซีม่า ผนึกกำลังกระทรวงเกษตรและสหกรณ์และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ร่วมแถลงข่าวประกาศความพร้อมจัดงาน SIMA ASEAN Thailand 2017 งานแสดงสินค้าและการประชุมนานาชาติเพื่อธุรกิจการเกษตรที่ครบวงจรที่สุดในภูมิภาคอาเซียน จัดต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 3 ตอกย้ำการยกระดับมาตรฐานการเกษตรสู่ความยั่งยืนโดยใช้นวัตกรรมและเทโนโลยีเครื่องจักรการเกษตรที่เหมาะสมกับความต้องการในภูมิภาค ควบคู่กับการพัฒนาคุณภาพผลผลิตท้องถิ่นให้ได้มาตรฐานระดับสากล และจัดพื้นที่แสดงการสาธิตเครื่องจักรกลทางการเกษตรแห่งแรกในภูมิภาคอาเซียน ระหว่างวันที่7 – 9 กันยายน 2560 ณ อาคาร 5 – 6 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม อิมแพ็ค เมืองทองธานี และริมทะเลสาบ เมืองทองธานี

            ดร.วราภรณ์ พรหมพจน์ รองอธิบดีกรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า “ในปีนี้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เร่งขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ 20 ปีตามแนวคิดประเทศไทย 4.0 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จึงรู้สึกยินดีในการเป็นเจ้าภาพร่วมจัดงาน SIMA ASEAN Thailand 2017 โดยกระทรวงฯ ได้เตรียมความพร้อมในการจัดแสดงผลงานงานวิจัย ที่โดดเด่นและใหม่ด้านเทคโนโลยีการเกษตรที่รวบรวมผลงานมาจากกรมวิชาการเกษตร เช่น เครื่องใส่ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดินแบบอัตโนมัติ งานวิจัยพันธุ์ถั่วเหลืองโปรตีนสูง งานวิจัยมันฝรั่งพันธุ์ใหม่ งานวิจัยด้านสารชีวภัณฑ์ การผลิตปุ๋ยหมักเติมอากาศและนวัตกรรมการจัดการหลังการเก็บเกี่ยว เป็นต้น รวมถึงจัดสัมมนาในหัวข้อ“นวัตกรรมเกษตรไทยมุ่งสู่ Thailand 4.0” โดยมุ่งเน้นในการพัฒนาศักยภาพของภาคเกษตรไทย เพื่อสร้างโอกาสในการเพิ่มคุณภาพผลผลิตและขยายเครือข่ายทางธุรกิจสู่ระดับสากล ซึ่งงาน SIMA ASEAN จะเป็นเวทีในการแลกเปลี่ยนและถ่ายทอดเทคโนโลยีต่างๆเพื่อนำไปสู่การพัฒนาที่ให้เกิดความรวดเร็วในเกษตร 4.0”

              มร.ซาจิด อูเซนี ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายงานแสดงสินค้าภาคธุรกิจ บริษัท อิมแพ็ค เอ็กซิบิชั่น แมเนจเม้นท์ จำกัด กล่าวว่า “การจัดงาน SIMA ASEAN Thailand 2017 ได้มุ่งเน้นการแสดงสินค้าเครื่องจักรกล เทคโนโลยีและนวัตกรรมทางการเกษตรที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่การทำการเพาะปลูกในประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียน ไฮไลท์ในปีนี้ได้แก่ แปลงสาธิตเครื่องจักรกลการเกษตร ที่แรกที่เดียวในเมืองไทยที่นำเครื่องจักรแบรนด์ชั้นนำมาสาธิตนการทำงานที่จริง โดรนพาวิลเลียนและเวิร์กชอป ที่รวบรวมเทคโนโลยีทางอากาศเพื่อการเกษตรจากผู้เชี่ยวชาญชั้นนำในอุตสาหกรรม นอกจากนี้ ยังมีพาวิลเลียมนานาชาติจากหลายหลายประเทศ อาทิ จีน เกาหลีใต้ ไต้หวัน ญี่ปุ่น และตุรกี เป็นต้น เพื่อช่วยเพิ่มพันธมิตรทางธุรกิจและพัฒนาศักยภาพทางการค้าและอุตสาหกรรมเกษตรของภูมิภาคอาเซียนไปสู่ตลาดโลกอย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น”

                  ผศ.ดร.รัชด ชมภูนิช รักษาการแทนรองอธิการบดีฝ่ายพัฒนาเชิงยุทธศาสตร์และสื่อสารองค์กร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์กล่าวถึงการร่วมงานในปีแรกกับงาน SIMA ASEAN 2017 ว่า มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ได้รับความไว้วางใจจากรัฐบาลให้เป็นแกนนำในการพัฒนาคลัสเตอร์ด้านเกษตรอาหารและเทคโนโลยีชีวภาพ ซึ่งเครื่องจักรกลการเกษตรหรือนวัตกรรมการเกษตรก็ถือเป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยให้การผลิตของเกษตรกรมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ดังนั้น งาน SIMA ASEAN จะเป็นช่องทางในการกระจายองค์ความรู้และนวัตกรรมเชื่อมโยงกับเครือข่ายเกษตรกรทั่วประเทศ สำหรับการจัดงานปีนี้มหาวิทยาลัยฯ เข้ามามีบทบาทในการจัดแสดงนวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดทางการเกษตรเพื่อการส่งเสริมความรู้พัฒนาภาคเกษตรไทยที่มีศักยภาพในการผลิตและจัดการสินค้าเกษตรสู่มาตรฐานสากล โดยเฉพาะงาน “มินิเกษตรแฟร์” จะจัดขึ้นเป็น โซนพิเศษ ณ บริเวณริมทะเลสาบ เมืองทองธานี เพื่อจัดแสดงและขายสินค้าแปรรูปผลิตผลทางการเกษตร เมล็ดพันธุ์ไม้ดอกไม้ประดับรวมถึงการจัดการสัมมนาทางวิชาการโดยผู้เชี่ยวชาญในวงการ”

              นางจารุวรรณ สุวรรณศาสน์ ผู้อำนวยการฝ่ายอุตสาหกรรมการแสดงสินค้านานาชาติ สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือทีเส็บ กล่าวว่า “ทีเส็บมีความยินดีที่จะเป็นหนึ่งในผู้สนับสนุนหลักของงาน SIMA ASEAN Thailand 2017 เนื่องจากทีเส็บมีพันธกิจในการส่งเสริมและพัฒนาอุตสาหกรรม MICE ซึ่งในปีนี้งาน SIMA ASEAN Thailand ได้รับการคัดเลือกอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 ภายใต้โครงการ ASEAN Rising Trade Show (ART) ในด้านงานแสดงสินค้าประเภทอุตสาหกรรมอาหารและการเกษตร เราคาดการณ์ว่าจะสามารถดึงดูดนักเดินทางกลุ่มไมซ์ ทั้งผู้เข้าร่วมงานและผู้แสดงงานจากในประเทศและต่างประเทศ กว่า 20,000 คน โดยมีการสร้างรายได้ให้ประเทศประมาณ 160 ล้านบาท สามารถขับเคลื่อนและกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศไทย ทำให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางของอุตสาหกรรมเกษตรในภูมิภาคอาเซียนอย่างแท้จริง”

               SIMA ASEAN Thailand 2017 จัดขึ้นต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 เกิดจากความร่วมมือกันระหว่าง บริษัท อิมแพ็ค เอ็กซิบิชั่น แมเนจเม้นท์ จำกัด บริษัท คอมเอ็กซ์โพเซียม และ แอ็คซิมา จากประเทศฝรั่งเศส โดยมีกำหนดการจัดงานในวันที่ 7- 9 กันยายน 2560 ณ อาคาร 5 – 6 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม อิมแพ็ค เมืองทองธานี และริมทะเลสาบ เมืองทองธานี ภายในงานจัดแสดงนวัตกรรม เทคโนโลยีเครื่องจักร และอุปกรณ์ใหม่ล่าสุดด้านการเกษตรที่เหมาะสมกับภูมิภาคอาเซียนไว้อย่างครบครัน สามารถติดตามข่าวสาร และความเคลื่อนไหวของการจัดงาน SIMA ASEAN Thailand 2017 ได้ที่เว็บไซต์ http://www.sima-asean.com

ประกันภัยพืชผล ลดผลกระทบ“น้ำท่วม”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/290642

ประกันภัยพืชผล ลดผลกระทบ“น้ำท่วม”

ประกันพืชผล, ประกันภัยพืชผล, ลดผลกระทบน้ำท่วม, น้ำท่วม, ครม, ประกันภัยข้าวนาปี, สศก,  KOFC, อีสาน, ภัยพิบัติ, จีดีพี

ประกันภัยพืชผล ลดผลกระทบ“น้ำท่วม”

             หลังมติคณะรัฐมนตรี (ครม.)เมื่อวันที่ 27 มิ.ย.ที่ผ่านมา เห็นชอบดำเนินโครงการ “ประกันภัยข้าวนาปี” ปีการผลิต 2560 พื้นที่เป้าหมายการเอาประกันภัยขั้นต่ำ จำนวน 25 ล้านไร่ ทั่วประเทศ วงเงิน 1,841.10 ล้านบาท ครอบคลุมภัยธรรมชาติทั้ง 7 ประเภท

             ได้แก่ 1.น้ำท่วมหรือฝนตกหนัก 2.ภัยแล้ง ฝนแล้งหรือฝนทิ้งช่วง 3.ลมพายุหรือพายุไต้ฝุ่น 4.ภัยอากาศหนาว หรือน้ำค้างแข็ง 5.ลูกเห็บ 6.ไฟไหม้ และ7.ภัยศัตรูพืช หรือโรคระบาด โดยภัยธรรมชาติ 6 ประเภทแรก มีวงเงินความคุ้มครอง 1,260 บาทต่อไร่ และภัยศัตรูพืชโรคระบาด คุ้มครอง 630 บาทต่อไร่

           ภูมิศักดิ์ ราศรี ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการเศรษฐกิจการเกษตร สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า ศูนย์ติดตามและพยากรณ์เศรษฐกิจการเกษตร ( KOFC) ได้ติดตามและพบว่า ปัญหาน้ำท่วมในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (อีสาน) โดยเฉพาะจ.สกลนคร ที่มีพื้นที่เพาะปลูกข้าวนาปี ประมาณ 8.8 แสนไร่ การทำประกันภัยข้าวนาปี จะช่วยลดผลกระทบการสูญเสียรายได้และความเดือดร้อนที่เกิดขึ้น

              อาทิ หากเกิดความเสียหายในพื้นที่เพาะปลูกประมาณ 30% หรือคิดเป็นพื้นที่ 2.56 แสนไร่ จะมีมูลค่าความเสียหายสูงสุดอยู่ที่ 955 ล้านบาท แต่ถ้ามีการทำประกันภัยจะทำให้มูลค่าความเสียหายลดลงเหลือ 632 ล้านบาทหรือลดลง 323 ล้านบาท และหากเกิดความเสียหายในพื้นที่เพาะปลูกประมาณ 50% หรือ 4.27 แสนไร่ มูลค่าความเสียหายสูงสุดจะขยับมาอยู่ที่ 1,591 ล้านบาท แต่ถ้ามีการทำประกันภัยจะทำให้มูลค่าความเสียหายลดลงเหลือ 1,052 ล้านบาท หรือลดลง 539 ล้านบาท

            ส่วนภาพรวม “การเบิกสินไหมทดแทนประกันภัยข้าว” ในปีนี้ ประเมินว่า จะเพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมา ประมาณ 3% ของพื้นที่ เนื่องจากมีแนวโน้มที่จะเกิด “ภัยพิบัติ” เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะปัญหาน้ำท่วม ซึ่งแบ่งการวิเคราะห์ออกเป็น

              กรณีพื้นที่เกิดภัยพิบัติคิดเป็น 3% ของพื้นที่เข้าร่วมโครงการตามเป้าหมายขั้นต่ำ 25 ล้านไร่ เกษตรกรจะได้รับค่าสินไหมทดแทน มูลค่า 935.55 ล้านบาท โดยแบ่งเป็นค่าสินไหมทดแทนที่เกิดจากภัย 6 ประเภทแรก มูลค่า 926.10 ล้านบาท และภัยศัตรูพืชโรคระบาด มูลค่า 9.45 ล้านบาท กรณีพื้นที่เกิดภัยพิบัติคิดเป็น 4% ของพื้นที่เข้าร่วมโครงการ เกษตรกรจะได้รับค่าสินไหมทดแทน มูลค่า 1,247.40 ล้านบาท โดยแบ่งเป็นค่าสินไหมทดแทนที่เกิดจากภัย 6 ประเภท มูลค่า 1,234.80 ล้านบาท และภัยศัตรูพืชโรคระบาด มูลค่า 12.60 ล้านบาท

              ในขณะที่เกษตรกรทั่วไป ซื้อประกันภัยครบตามเป้าหมายสูงสุด 8 แสนไร่ และเป็นไปตามเงื่อนไขกรมธรรม์ มีส่วนต่างของเบี้ยจ่ายและค่าสินไหมทดแทน มูลค่า 38.76 ล้านบาท แบ่งเป็นค่าสินไหมทดแทนที่เกิดจากภัย6ประเภท มูลค่า 38.38 ล้านบาท และภัยศัตรูพืช โรคระบาด มูลค่า 3.8 แสนบาท

              กรณีพื้นที่เกิดภัยพิบัติคิดเป็น5%ของพื้นที่เข้าร่วมโครงการ เกษตรกรจะได้รับค่าสินไหมทดแทน มูลค่า1,559.25ล้านบาท โดยแบ่งเป็นค่าสินไหมทดแทนที่เกิดจากภัย6ประเภท มูลค่า 1,543.50 ล้านบาท และภัยศัตรูพืชโรคระบาด มูลค่า 15.75 ล้านบาท

               “จากตัวเลขของสินไหมทดแทน จะเห็นได้ว่ามีมูลค่าสูงมาก หากมีเกษตรกรได้เข้าร่วมโครงการดังกล่าวตามเป้าหมายที่รัฐบาลวางไว้จำนวน 25 ล้านไร่ เมื่อเกิดภัยพิบัติ จะช่วยลดผลกระทบด้านรายได้ของเกษตรกรได้เป็นอย่างดี อีกทั้งยังจะช่วยให้ไม่เกิดผลกระทบต่อการหดตัวของผลผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี)มากนัก ซึ่งควรผลักดันให้เป็นมาตรการหลักอย่างยั่งยืน”

กรมชลฯ แจ้งเตือนสะพานประชาธิปไตยอุบลฯจุดเสี่ยงต้องเฝ้าระวัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/290601

กรมชลฯ แจ้งเตือนสะพานประชาธิปไตยอุบลฯจุดเสี่ยงต้องเฝ้าระวัง

สะพานเสรีประชาธิปไตย, กรมชลฯ, 3 สค 60 เวลา 1300, สะพานอำเภอพิบูลมังสาหาร

กรมชลฯ แจ้งเตือนสะพานประชาธิปไตยอุบลฯจุดเสี่ยงต้องเฝ้าระวัง

          นายสมชาย คณาประเสริฐกุล ผู้อำนวยการสำนักชลประทานที่ 7 กรมชลประทาน เปิดเผยว่า สถานการณ์น้ำบริเวณสำคัญที่ต้องเฝ้าระวัง ในพื้นที่สำนักงานชลประทานที่ 7 คือ สถานีวัดน้ำท่า M7 สะพานเสรีประชาธิปไตย อ.เมือง จ.อุบลราชธานี ซึ่งยู่ด้านท้ายห่างจากจุดไหลรวมกันระหว่างมูลและชีประมาณ 27 กิโลเมตร ปัจจุบัน (3 ส.ค. 60 เวลา 13.00)  ระดับน้ำอยู่ที่ +112.37 ม.รทก. เพิ่มขึ้นจากเมื่อวาน 5 เซนติเมตร สูงกว่าตลิ่งฝั่งขวา อ.วารินชำราบ 0.37 ม.มีอัตราการไหล 2,522.00 ลบ.ม./วินาที และมีแนวโน้มสูงขึ้นเรื่อยๆ ทั้งนี้คาดการณ์อีกประมาณ 5 วัน ระดับน้ำที่สถานี M7 จะสูงสุดประมาณ +112.90 ม.รทก. ซึ่งจะส่งผลให้น้ำหลากเข้าท่วมพื้นที่ฝั่งอำเภอวารินชำราบสูงประมาณ 0.90 ม. ส่วนฝั่งอำเภอเมืองยังไม่มีผลกระทบ

ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทนที่ 7 กล่าวต่อว่า กรมชลประทาน โดยสำนักงานชลประทานที่ 7 ได้เฝ้าติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และบูรณาการเตรียมความพร้อมสนับสนุนการให้ความช่วยเหลือร่วมกับหน่วยงานภายในจังหวัด จังหวัดอุบลราชธานี โดยประชาสัมพันธ์แจ้งเตือนสถานการณ์น้ำให้ประชาชนในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบให้ได้รับทราบรับทราบผ่านช่องทางต่างๆ อย่างต่อเนื่อง  พร้อมเตรียมติดตั้งเครื่องผลักดันน้ำ ที่ขออนุมัติจากสำนักเครื่องจักรกล จำนวน 30 เครื่อง บริเวณสะพานเสรีประชาธิปไตย เพื่อช่วยเร่งระบายน้ำจากตัวเมืองอุบลราชธานี พร้อมกันนี้ได้เสนอแนะไปยังทางจังหวัด เตรียมขอสนับสนุนเรือผลักดันน้ำจากกองทัพเรือ จำนวน 30 ลำ ติดตั้งบริเวณหน้าแก่งสะพือ (สะพานอำเภอพิบูลมังสาหาร) เพื่อช่วยเร่งการระบายน้ำหน้าแก่งสะพือลงสู่แม่น้ำโขงต่อไป

จากสถานการณ์ดังกล่าวนี้จึงขอให้ประชาชน หน่วยงาน ห้างร้านต่างๆ ที่อยู่พื้นที่ริมตลิ่งยกของขึ้นที่สูง ป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นแก่ทรัพย์สิน และขอให้ติดตามสถานการณ์พร้อมการแจ้งเตือนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด สามารถสอบถามข้อมูลและขอความช่วยเหลือได้ที่ หมายเลขโทรศัพท์ 061-5494194 และ 081-9778688

กรมชลฯ รุดให้ความช่วยเหลือคันกั้นน้ำหนองเลิงเปือย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/290589

กรมชลฯ รุดให้ความช่วยเหลือคันกั้นน้ำหนองเลิงเปือย

หนองเปือย, กรมชลฯ, กรมชล, รุด, ให้, ความช่วยเหลือ, คัน, กั้น, น้ำ, หนอง, เลิง, ือย

กรมชลฯ รุดให้ความช่วยเหลือคันกั้นน้ำหนองเลิงเปือย

          ตามที่ปรากฏมีการแชร์ข้อความกันในสื่อสังคมออนไลน์ว่า “ด่วน!! #เริงเปือยขาดแล้ว บริเวณเลยวัดกู่ อุปถ์โมงไปประมาณ 400 เมตร จุดหลังคลองส่งน้ำขาดแล้วหน้ากว้างประมาณ 10 เมตร ตอนนี้มวลน้ำกำลังมุ่งหน้าสู่บ้านท่าโพธิ์ ต.โพธิ์ใหญ่ อ.พนมไพร จ.ร้อยเอ็ด เวลา 13.30 น. วันที่ 3 ส.ค.60 สถานการณ์น้ำถึงท้ายบ้านท่าโพธิ์-ท่าไฮนั้น

กรมชลประทานโดยโครงการชลประทานร้อยเอ็ด สำนักงานชลประทานที่ 6 เข้าตรวจสอบพื้นที่แล้วพบว่า บริเวณดังกล่าวเกิดน้ำกัดเซาะพนังกั้นน้ำแก้มลิงธรรมชาติหนองเลิงเปือยซึ่งเป็นจุดที่อยู่ติดกับแม่น้ำชี ทำให้เกิดความเสียหายกับคันดินประมาณ 30 เมตร ส่งผลให้เกิดน้ำเข้าท่วมพื้นที่การเกษตรบริเวณตำบลโพธิ์ใหญ่ อำเภอพนมไพร จังหวัดร้อยเอ็ด ประมาณ 2,000 ไร่

โครงการชลประทานร้อยเอ็ดได้ส่งเครื่องจักร เครื่องมือเข้าพื้นที่เพื่อช่วยบรรเทาสถานการณ์ที่เกิดขึ้นร่วมกับองค์การบริหารส่วนตำบลโพธิ์ใหญ่แล้ว ในส่วนของสถานการณ์น้ำในแม่น้ำชี จังหวัดร้อยเอ็ด ยังคงมีปริมาณน้ำเป็นจำนวนมาก เนื่องจากปริมาณฝนที่ตกทางตอนบนและปริมาณน้ำจากการระบายน้ำของเขื่อนลำปาวเดินทางมาถึงแล้ว ขอให้ประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณแม่น้ำชีติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิดต่อไป

ทั้งนี้ หนองเลิงเปือย ตำบลโพธิ์ใหญ่ อำเภอพนมไพร จังหวัดร้อยเอ็ด เป็นแก้มลิงธรรมชาติ ความจุ 140,000 ลูกบาศก์เมตร กรมชลประทานได้ดำเนินการขุดลอก ทำประตูรับน้ำ และได้ถ่ายโอนให้องค์การบริหารส่วนตำบลโพธิ์ใหญ่รับไปดูแลบำรุงรักษา ตั้งแต่ปี 2546

เขื่อนราษีไศล เร่งการระบายน้ำในแม่น้ำมูล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/290579

เขื่อนราษีไศล เร่งการระบายน้ำในแม่น้ำมูล

เขื่อนราษีไศล เร่งการระบายน้ำในแม่น้ำมูล

           นายทองเปลว กองจันทร์ รองอธิบดีกรมชลประทานเปิดเผยว่า จากอิทธิพลของพายุ “เซินกา” ส่งผลให้จังหวัดศรีสะเกษ และจังหวัดใกล้เคียง มีฝนตกหนักเป็นบริเวณกว้างในหลายพื้นที่ และทำให้มีปริมาณน้ำไหลลงสู่แม่น้ำมูลเป็นจำนวนมาก ซึ่งปัจจุบันสถานการณ์น้ำในเขื่อนราษีไศล มีปริมาณน้ำในเขื่อน 55.46 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) คิดเป็นร้อยละ 74.49 ของความจุเก็บกักสูงสุดซึ่งมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

จากการตรวจสอบพบว่า ระดับของแม่น้ำโขงที่อำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี ต่ำกว่าตลิ่งประมาณ 2.5 เมตร จึงได้สั่งการให้ โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษามูลล่าง สำนักงานชลประทานที่ 8 ทำการแขวนบานระบายเขื่อนราษีไศล ทั้ง 7 บาน ตั้งแต่วันที่ 2 สิงหาคมที่ผ่านมา โดยสามารถระบายน้ำได้ในอัตรา 667.43 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที หรือคิดเป็น 58.53 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน เพื่อเร่งระบายน้ำจากแม่น้ำมูลบริเวณด้านเหนือเขื่อนราศีไศล จังหวัดศรีสะเกษลงสู่แม่น้ำโขงที่ อำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี ให้รวดเร็วขึ้น และเพื่อเป็นการรองรับปริมาณน้ำในแม่น้ำมูลที่จะไหลมาจากจังหวัดนครราชสีมา บุรีรัมย์ และสุรินทร์ เข้าสู่จังหวัดศรีสะเกษ เพื่อป้องกันไม่ให้มวลน้ำเอ่อล้นตลิ่งไหลเข้าท่วมพื้นที่การเกษตรกว่า 100,000 ไร่ ที่อยู่ติดสองฝั่งแม่น้ำมูลโดยเฉพาะนาข้าวถูกน้ำท่วมเสียหายด้วย

ทั้งนี้ ทางโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษามูลล่าง สำนักงานชลประทานที่ 8 ได้ติดตาม วิเคราะห์ เฝ้าระวังสถานการณ์น้ำในพื้นที่ตลอด 24 ชม. และเตรียมพร้อมติดตั้งเครื่องจักร เครื่องมือ สำหรับช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ที่คาดว่าจะเกิดน้ำท่วมไว้แล้ว จำนวน 14 เครื่อง

ปศุสัตว์ผลักดัน “9 จังหวัด 109 เถ้าแก่เล็ก มาตรฐานOK

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/290576

ปศุสัตว์ผลักดัน “9 จังหวัด 109 เถ้าแก่เล็ก มาตรฐานOK

ปศุสัตว์, ปศุสัตว์ผลักดัน, จังหวัด, 109, เถ้าแก่เล็ก, มาตรฐานok, GAP

ปศุสัตว์ผลักดัน “9 จังหวัด 109 เถ้าแก่เล็ก มาตรฐานok

              น.สพ.สรวิศ ธานีโต รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ ในฐานะโฆษกกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กำหนดนโยบายให้ปี 2560 เป็นปีแห่งการยกระดับมาตรฐานสินค้าเกษตรสู่ความยั่งยืน เพื่อดูแลและปกป้องสุขภาพคนไทย ซึ่งกรมปศุสัตว์ได้เร่งดำเนินโครงการอาหารปลอดภัยมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งโครงการเนื้อสัตว์ปลอดภัยใส่ใจผู้บริโภค หรือ ปศุสัตว์ OK ที่เพิ่มมาตรการตรวจสอบย้อนกลับตลอดกระบวนการผลิตของเนื้อสัตว์ เพื่อความปลอดภัยด้านอาหาร 
            ทั้งนี้ ผู้ประกอบการได้การรับรอง ปศุสัตว์ OK เนื้อสัตว์ต้องมาจากฟาร์มที่ได้รับรองฟาร์มมาตรฐาน (GAP) ผ่านโรงฆ่าที่ถูกต้องตามกฎหมายและถูกสุขลักษณะ และจำหน่ายในร้านที่ถูกสุขลักษณะ เพื่อเป็นหลักประกันความมั่นใจว่าสินค้าในสถานที่จำหน่ายดังกล่าวมีกระบวนการผลิตที่มีคุณภาพมาตรฐาน สด สะอาด ปลอดภัย ด้วย ปลอดสารเร่งเนื้อแดง และปลอดภัยจากยาปฏิชีวนะ 
              น.สพ.สรวิศ กล่าวว่า ปัจจุบันโครงการปศุสัตว์ OK ขยายสู่ผู้ประกอบการกว่า 3,000 รายทั่วประเทศ ทั้งร้านจำหน่ายเนื้อหมูขนาดใหญ่-Meat shop ห้าง Modern trade ร้านค้าในตลาดสด โดยเฉพาะร้านจำหน่ายเนื้อหมูในลักษณะตู้หมูชุมชนที่เร่งดำเนินการขอการรับรองมาตรฐานอย่างต่อเนื่อง คาดว่าโครงการจะบรรลุเป้าหมาย 4,000 แห่ง ภายในปีนี้ โดยกรมฯยังคงสนับสนุนให้ร้านค้าจัดเก็บผลิตภัณฑ์ก่อนจำหน่ายในตู้แช่เย็น เพื่อคงคุณภาพของเนื้อสัตว์ก่อนส่งถึงมือผู้บริโภค เพื่อสร้างความมั่นใจได้ผู้บริโภคเข้าถึงอาหารปลอดภัย
               “กรมฯจะมีการสุ่มตรวจผู้ประกอบการที่ได้การรับรองมาตรฐานปีละ 1 ครั้ง โดยไม่แจ้งให้ทราบล่วงหน้า เพื่อติดตามและตรวจสอบผู้ประกอบการมีการรักษามาตรฐานตลอดอายุการรับรอง” น.สพ.สรวิศ กล่าว
              นอกจากกรมปศุสัตว์ได้ขยายการรับรองเนื้อสัตว์ ในโครงการ “9 จังหวัด 109 เถ้าแก่เล็ก ก้าวใหม่ ใส่ใจผู้บริโภคด้วยมาตรฐานปศุสัตว์ OK” พร้อมขยายการรับรองสถานที่จำหน่ายสินค้าปศุสัตว์แก่ผู้ประกอบการรายย่อยตู้หมูชุมชนที่กระจายไปยังหมู่บ้านต่างๆในพื้นที่ห่างไกลแล้ว ปัจจุบันยังได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากผู้ประกอบการทั่วไปอีกหลายราย ที่แสดงเจตจำนงเข้าร่วมโครงการ ขณะเดียวกัน กรมปศุสัตว์ยังคงเดินหน้าแผนขยายขอบข่ายการรับรองไปยังสินค้าอื่นๆ อาทิ ไข่สด เพื่อให้ผู้บริโภคส่วนใหญ่มีโอกาสเข้าถึงสินค้าปศุสัตว์ที่ได้มาตรฐานอาหารปลอดภัยที่กรมปศุสัตว์ให้การรับรองให้มากที่สุด 
            โครงการดังกล่าว ริเริ่มขึ้นเพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายกรมปศุสัตว์ที่มุ่งเน้นขยายผลโครงการนี้ให้กระจายไปทั่วประเทศ เพื่อส่งต่ออาหารปลอดภัยสู่ผู้บริโภคของทุกพื้นที่ ได้แก่ ปศุสัตว์จังหวัดในภาคอีสานตอนล่าง ประกอบด้วย จังหวัดนครราชสีมา บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ อุบลราชธานี อำนาจเจริญ ยโสธร ร้อยเอ็ด และมุกดาหาร 
             ด้านนายสืบศักดิ์ ศรีสุข เถ้าแก่เล็กเนื้อหมูตู้เย็นชุมชน จังหวัดอุบลราชธานี กล่าวว่า ตนเองและเพื่อนๆเถ้าแก่เล็กฯ ทั้ง 109 ราย ที่ร่วมโครงการ ได้เรียนรู้ทั้งเรื่องเทคนิคการขายและการบริหารร้านค้าปลีก และความรู้เรื่องร้านจำหน่ายสุกรปลอดภัยตามมาตรฐานปศุสัตว์ OK เพื่อให้มีพื้นฐานที่ดีในการก้าวสู่การเป็นเถ้าแก่เล็กมืออาชีพที่สามารถส่งต่อเนื้อหมูปลอดสาร อาหารปลอดภัยถึงมือผู้บริโภคต่อไป 
            “ขอขอบคุณกรมปศุสัตว์ที่มีนโยบายยกระดับมาตรฐานสินค้าเกษตรสู่ความยั่งยืน และเปิดโอกาสให้เถ้าแก่เล็กตู้หมูชุมชนทุกคนได้ร่วมโครงการดีๆเช่นนี้ โครงการนี้เป็นการตอกย้ำว่าทุกภาคส่วนได้ให้ความสำคัญกับเรื่องความปลอดภัยในอาหารและสุขภาพของผู้บริโภคอย่างแท้จริง” นายสืบศักดิ์ กล่าว 
            ส่วน นางสาวปฎิมา ทั่วสูงเนิน ตัวแทนเถ้าแก่เล็กเนื้อหมูตู้เย็นชุมชน  จังหวัดนครราชสีมา กล่าวว่า ตนเองร่วมโครงการเถ้าแก่เล็ก CP Pork Shop เนื่องจากเป็นโครงการที่ซีพีเอฟมุ่งสร้างอาชีพและรายได้ให้ผู้ประกอบการรายย่อยทั่วไป ซึ่งนอกจากจะทำให้ชาวชุมชนที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกลจากตลาดได้มีกิจการเป็นของตนเองและมีรายได้ที่มั่นคง ได้ทำงานอยู่กับบ้านและครอบครัวแล้ว ยังได้ห่วงโซ่สำคัญในการส่งมอบเนื้อสุกรที่ปลอดภัยให้กับคนในชุมชนของตนเอง ที่สำคัญการสนับสนุนจากทุกภาคส่วนให้เถ้าแก่เล็กได้ร่วมกันยกระดับมาตรฐานในโครงการปศุสัตว์ OK ยิ่งทำให้ผู้บริโภคมั่นใจในคุณภาพของผลิตภัณฑ์และช่วยสร้างยอดขายเพิ่มขึ้น 
               “เถ้าแก่เล็กทุกคนมีความยินดีมากที่ได้มีส่วนร่วมในโครงการปศุสัตว์ OK พวกเรารู้สึกภูมิใจมากที่สามารถผ่านการรับรองมาตรฐานของกรมปศุสัตว์ ที่นอกจากจะทำให้ลูกค้ามั่นใจว่าเนื้อหมูที่เราขายมีคุณภาพแล้ว ตัวผู้ขายเองก็มั่นใจยิ่งขึ้นว่าเนื้อหมูที่เราขายนั้นสด สะอาด ปลอดภัย เนื่องจากเจ้าหน้าที่กรมปศุสัตว์จะตรวจสอบทั้งที่ร้าน และตรวจสอบย้อนกลับไปที่บริษัทว่าผ่านกระบวนการชำแหละและการเลี้ยงสุกรที่ได้มาตรฐาน นำไปสู่การบริโภคอาหารปลอดภัยอย่างแท้จริง” นางสาวปฎิมา กล่าว

ประมงเตรียมคลอดกฎหมายปิดบัญชี “หมอสีคางดำ”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/290470

ประมงเตรียมคลอดกฎหมายปิดบัญชี “หมอสีคางดำ”

ประมงเตรียมคลอดกฎหมายปิดบัญชี “หมอสีคางดำ”

            จากกรณีพบปลาหมอสีคางดำแพร่กระจายพันธุ์ในบ่อเลี้ยงของเกษตรกรผู้เลี้ยงปลาและกุ้ง
ในพื้นที่จังหวัดเพชรบุรี และจังหวัดสมุทรสงคราม สร้างความเสียหายเป็นอย่างมากให้กับผู้เลี้ยงปลา
และกุ้ง

ล่าสุดกรมประมงได้จัดวาระการประชุมเร่งด่วน เพื่อกำหนดนโยบายในการแก้ไขทั้งในระยะสั้นและระยะยาว เพื่อหยุดวงจรการแพร่ระบาดของปลาสายพันธุ์นี้ไม่ให้ไปทำลายสัตว์น้ำพื้นถิ่นของประเทศ
​             นายอดิศร พร้อมเทพ อธิบดีกรมประมง กล่าวว่า ปลาหมอสีคางดำเป็นสัตว์น้ำต่างถิ่นครอบครัวเดียวกับปลาหมอสีและปลาหมอเทศ จัดเป็นปลาที่กินอาหารเก่ง โดยสามารถกินได้ทั้งแพลงก์ตอนพืช และลูกกุ้ง ลูกปลาที่มีขนาดเล็กๆ รวมทั้งมีความสามารถแพร่ขยายพันธุ์ได้อย่างรวดเร็ว อัตราการรอดตายสูง

ดังนั้นเมื่อมีการแพร่ระบาดจึงส่งผลกระทบโดยตรงต่อสัตว์น้ำพื้นถิ่นรวมถึงบ่อเลี้ยงของเกษตรกร จากการสำรวจปริมาณปลาหมอสีคางดำในแหล่งน้ำสาธารณะยังพบปริมาณน้อยส่วนมากจะพบในบ่อเลี้ยวสัตว์น้ำเนื่องจากวิถีชีวิตของเกษตรกรจะใช้วิธีเปิดน้ำเข้าบ่อเลี้ยงของตนเพื่อรับลูกพันธุ์จากธรรมชาติโดยไม่ใช้ถุงกรองส่งผลทำให้ปลาชนิดดังกล่าวหลุดรอดเข้าไปแพร่ขยายพันธุ์กินสัตว์น้ำขนาดเล็กและลูกสัตว์น้ำรุ่นอนุบาล ซึ่งหลังจากเกิดการระบาดกรมประมงได้จัดส่งทีมเจ้าหน้าที่กรมประมงลงพื้นที่สำรวจข้อมูลความเสียหาย และช่วยบรรเทาปัญหาในเบื้องต้นไปเรียบร้อยแล้ว ล่าสุดกรมประมงได้จัดประชุมผู้เชี่ยวชาญและนักวิชาการประมง และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เพื่อกำหนดนโยบายในการช่วยเหลือ   ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว โดยได้ข้อสรุปดังนี้
​แนวทางระยะสั้นที่จะดำเนินการอย่างเร่งด่วน
​1. กรมประมงเตรียมจัดโครงการกำจัดปลาหมอสีคางดำเพื่อลดปริมาณในธรรมชาติและบ่อเลี้ยง โดยภายใต้โครงการนี้จะมีการรับซื้อปลาชนิดนี้ในช่วงระยะเวลาจำกัด ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการกำหนดเงื่อนไขและคำนวณราคารับซื้อให้เหมาะสมเพื่อจูงใจให้เกษตรกรและประชาชนจับมาขึ้นมาขาย ทั้งนี้ กรมประมงได้ขอความร่วมมือกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) และประชาชนในพื้นที่ในการช่วยกันนำอวนไปลากจับปลาหมอสีคางดำขึ้นจากแหล่งน้ำธรรมชาติ
​2. กรมประมงได้เตรียมปล่อยปลากะพงขาวลงแหล่งน้ำเพื่อตัดวงจรการแพร่ขยายพันธุ์ปลาหมอสีคางดำ ส่วนเหตุผลที่กรมประมงไม่ปล่อยลงแหล่งน้ำทันที เนื่องจากปลากะพงขาวเป็นปลากินเนื้อ แต่การเลี้ยงปลากะพงขาว ในปัจจุบันนี้ส่วนใหญ่จะให้อาหารเม็ดส่งผลให้พฤติกรรมในการล่าเหยื่อที่เคลื่อนไหวลดน้อยลงไป ดังนั้นกรมประมงจึงจำเป็นที่จะต้องฝึกกระตุ้นสัญชาตญาณนักล่าของปลากะพงขาวก่อนที่จะนำไปปล่อยลงในแหล่งน้ำ
​3.กรมประมงได้มีการประชาสัมพันธ์ให้จับปลาหมอสีคางดำไปแปรรูปเพื่อบริโภค เนื่องปลาชนิดนี้สามารถจับนำมาขึ้นมาแปรรูปรับประทานได้
​แนวทางระยะยาวที่จะดำเนินการควบคู่ไปพร้อมกับแนวทางระยะสั้น
​1.กรมประมงได้เตรียมร่างกฎหมายลำดับรองโดยอาศัยอำนาจตามพระราชกำหนดการประมง ปี 2558  ซึ่งกรมประมงจะมีอำนาจอย่างชัดเจนในการควบคุมดูแลสัตว์น้ำต่างถิ่น โดยจะขึ้นบัญชีปลาหมอสีคางดำเป็นสัตว์น้ำต่างถิ่นที่ห้ามนำเข้าโดยเด็ดขาด สำหรับสัตว์น้ำต่างถิ่นชนิดอื่นๆ หากจะนำเข้ามาในประเทศก็จะต้องพิจารณารายชนิดไป

ทั้งนี้กรมประมงไม่ได้กำหนดห้ามนำเข้าสัตว์น้ำต่างถิ่นทุกชนิด การที่จะนำเข้าจะต้องให้คำตอบได้อย่างชัดเจนถึงวัตถุประสงค์ของการนำเข้าสัตว์น้ำชนิดนี้ และมีวิธีป้องกันไม่ให้สัตว์น้ำต่างถิ่นหลุดออกไปยังแหล่งน้ำสาธารณะ สำหรับบทลงโทษถ้ามีการประกาศกฎหมายบังคับใช้หากพบผู้ใดกระทำผิดต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งล้านบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ ในกรณีที่ผู้กระทำผิดนำสัตว์น้ำไปปล่อยในที่จับสัตว์น้ำ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสองล้านบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
​2.กรมประมงมอบหมายให้ทางสำนักงานประมงจังหวัดทุกจังหวัดได้ประชาสัมพันธ์ถึงผลเสียจากการแพร่ระบาดของสัตว์น้ำต่างถิ่นที่รุกรานสัตว์น้ำพื้นถิ่นและรณรงค์ให้ประชาชนชาวไทยที่นิยมปล่อยปลาทำบุญเนื่องในโอกาสต่างๆ ให้หันมาปล่อยปลาสายพันธุ์ไทยแท้เพื่อช่วยรักษาสมดุลให้กับระบบนิเวศ
​           ​สำหรับการหาผู้ปล่อยให้ปลาชนิดนี้ให้หลุดรอดลงแหล่งน้ำสาธารณะจนสร้างความเสียหายต่อระบบนิเวศและเกษตรกรนั้น ต้องยอมรับว่าเป็นเรื่องที่ยากเนื่องจากคาดว่าปลาอาจหลุดรอดลงแหล่งน้ำสาธารณะมาประมาณ 4 – 5 ปีที่แล้ว แต่เพิ่งจะพบแพร่กระจายอย่างมากในช่วงเวลาไม่กี่เดือนที่ผ่านมา
​อธิบดีกรมประมง กล่าวในตอนท้ายว่า ขอความร่วมมือพี่น้องประชาชน หากท่านเลี้ยงหรือครอบครองสัตว์น้ำต่างถิ่น(สัตว์น้ำจากต่างประเทศ) และไม่ต้องการเลี้ยงอีกต่อไปแล้ว อย่านำไปปล่อยลงในแหล่งน้ำสาธารณะ ขอให้ท่านนำสัตว์น้ำต่างถิ่นมามอบให้กับทางกรมประมง หรือสำนักงานประมงจังหวัดในพื้นที่ใกล้บ้านท่าน เพื่อให้กรมประมงรับไปดูแลและป้องกันไม่ให้สัตว์น้ำต่างถิ่นหลุดรอดลงสู่แหล่งน้ำสาธารณะอันจะสร้างความเสียหายให้กับระบบนิเวศของประเทศต่อไป

สภาเกษตรกรฯขับเคลื่อนโครงการพัฒนาเกษตรกรด้วยวิทยาศาสตร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/290439

สภาเกษตรกรฯขับเคลื่อนโครงการพัฒนาเกษตรกรด้วยวิทยาศาสตร์

สภาเกษตรกร, สภา, เกษตรกร, ขับเคลื่อน, โครง, การพัฒนา, ด้วย, วิทยาศาสตร์

สภาเกษตรกรฯขับเคลื่อนโครงการพัฒนาเกษตรกรด้วยวิทยาศาสตร์

    

                นายเสน่ห์  วิชัยวงษ์ รองเลขาธิการสภาเกษตรกรแห่งชาติ กล่าวว่า ตามที่ครม.ได้มีมติเห็นชอบแผนแม่บทเพื่อพัฒนาเกษตรกรรม พ.ศ.2560 – 2564 ที่สภาเกษตรกรแห่งชาติเสนอ ในมติได้บอกให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นหน่วยงานประสานบูรณาการกับกระทรวงต่างๆที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงมหาดไทย กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เป็นต้น ซึ่งกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีได้ร่วมขับเคลื่อนแผนแม่บทเพื่อพัฒนาเกษตรกรรมเป็นกระทรวงแรกร่วมกับสภาเกษตรกรแห่งชาติในโครงการพัฒนาเกษตรกรด้วยวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและนวัตกรรม เป้าหมายพัฒนาร่วมกันกับกลุ่มองค์กรเกษตรกรที่สภาเกษตรกรฯได้ขึ้นทะเบียนไว้รวมทั้งลูกค้าของธกส.

โดยทำแผนระยะยาว 4 ปีที่จะพัฒนา จำนวน 15,000 กลุ่ม เพื่อให้กลุ่มองค์กรเกษตรกรกลายเป็นผู้ประกอบการโดยใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีนวัตกรรมในด้านการผลิต,การแปรรูป,การตลาด การให้ความรู้แก่เกษตรกรเรื่องวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป้าหมาย 260,000 คน สร้างชุมชนทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีกับสภาเกษตรกรแห่งชาติ ได้ทำ MOU. เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2560 และได้ดำเนินการโครงการร่วมกันโดยจัดเวทีอบรมเกษตรกรตามภูมิภาค โดยเริ่มต้นที่จังหวัดศรีสะเกษ เมื่อวันที่ 12-16 กรกฎาคม 2560  เป้าหมายเรื่องข้าว/หอม/กระเทียม , จังหวัดน่าน เมื่อวันที่ 26-30 กรกฎาคม 2560 เป้าหมายเรื่องพริก/เห็ด/ลำไย เมื่อจบกิจกรรมให้เกษตรกรกรอกแบบฟอร์มเพื่อขอความช่วยเหลือทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีว่าต้องการเรื่องใดบ้าง กระทรวงวิทย์ฯจะรวบรวมเข้าสู่โปรแกรมโครงการลงมาสนับสนุนชุมชนตามความต้องการ โดยส่งนักวิทยาศาสตร์/งบประมาณลงมาช่วย ซึ่งสภาเกษตรกรฯจัดหากลุ่มเป้าหมาย ขณะเดียวกันองค์ความรู้ไหนที่ยังไม่มีกระทรวงวิทย์ฯก็จะศึกษาวิจัยแล้วเผยแพร่สู่เกษตรกรต่อไป

และหลังจากนี้ไปกระทรวงเกษตรฯจะต้องเชิญกระทรวง หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตามที่ระบุไว้ในแผนมาร่วมหารือกันว่าจะแปลงแผนแม่บทไปสู่การปฏิบัติร่วมกันได้อย่างไร พร้อมกันนี้กระทรวงเกษตรฯจะร่วมกันจัดทำแผนกับกลไกในระดับจังหวัดร่วมกับสภาเกษตรกรฯ สร้างกลไกในการขับเคลื่อนแผน โดยแยกเป็นปี 2561 ซึ่งอาจยังไม่เห็นผล แต่จะขับเคลื่อนเป็นบางกิจกรรม กับเตรียมบูรณาการโครงการเข้าสู่ปีงบประมาณปี 2562  ร่วมกับกระทรวงฯอื่นๆ

โดยเฉพาะสภาเกษตรกรฯก็จะเป็นกลไกไปขับเคลื่อนร่วมกับเกษตรกรให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติมากยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นมิติใหม่ที่จะนำแผนลงไปสู่การปฏิบัติ และแผนเหล่านี้เป็นแผนที่ระดมมาจากความคิดเห็นของเกษตรกร  ตัวเกษตรกรต้องคิดเป็นผู้ดำเนินการเองไม่ใช่เป็นผู้รอรับบริการอย่างเดียว ก็จะเป็นส่วนที่สะท้อนกลับขึ้นมาในส่วนดำเนินการร่วมกับรัฐบาลและโครงการต่างๆ รวมทั้งเกษตรกรต้องปรับตัวแล้วเรียนรู้ในเรื่องใหม่ๆเพราะต่อไปนี้งบประมาณในการจัดทำจะไปอยู่กลุ่มภูมิภาคเป็นหลักเพื่อให้สอดคล้องกับปัญหาและยุทธศาสตร์กลุ่มภูมิภาคซึ่งมียุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีเป็นตัวขับเคลื่อน / แผนพัฒนาฯฉบับที่ 12 รวมทั้งแผนแม่บทเพื่อพัฒนาเกษตรกรรม พ.ศ.2560 –2564 ที่สภาเกษตรกรแห่งชาติเสนอ ซึ่งทั้ง 3 แผนนี้จะไปสอดคล้องกับเป้าหมายสูงสุดคือเพื่อสร้างความเข้มแข็ง ลดความเหลื่อมล้ำที่จะนำไปสู่ความมั่นคงมั่งคั่งยั่งยืนในระยะยาว