ก.เกษตรฯคว้า 4 รางวัลทุนหมุนเวียนดีเด่นปี 2560

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/290420

ก.เกษตรฯคว้า 4 รางวัลทุนหมุนเวียนดีเด่นปี 2560

Thailand 40, กเกษตรฯคว้า, 2560

ก.เกษตรฯคว้า 4 รางวัลทุนหมุนเวียนดีเด่นปี 2560

            นายโอภาส ทองยงค์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวในโอกาสเข้าร่วมพิธีมอบรางวัลทุนหมุนเวียนดีเด่น ประจำปี 2560 ในหัวข้อ “ทุนหมุนเวียน ก้าวไกล  สู่ Thailand 4.0”  โดยมีนายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธาน ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล ว่า กรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง ได้จัดงานมอบรางวัลทุนหมุนเวียนดีเด่นอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 10 โดยให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการทุนหมุนเวียนให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของแต่ละทุนหมุนเวียนอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลที่ดี อีกทั้งยังมุ่งพัฒนาไปสู่ Thailand 4.0 เพื่อให้สอดคล้องกับการขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาล และการน้อมนำ “หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” มาเป็นแนวคิดในการพัฒนาประเทศ เพื่อให้สังคมเกิดความพอเพียง และช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น พร้อมทั้งลดความเหลื่อมล้ำ ตลอดจนเป็นเครื่องมือที่สำคัญต่อการพัฒนาทุนหมุนเวียนทั้งด้านการบริหาร และการปฏิบัติงานอย่างมีประสิทธิภาพตามเกณฑ์การประเมินผลที่กำหนด โดยมีเป้าหมายให้ทุกทุนหมุนเวียนมีมาตรฐานการดำเนินงานเช่นเดียวกัน

“มอบรางวัลทุนหมุนเวียนดีเด่น ถือเป็นแรงผลักดันทุนหมุนเวียนในการเร่งพัฒนาผลการดำเนินงานให้มีประสิทธิภาพ รวมทั้งช่วยสร้างขวัญกำลังใจแก่ผู้บริหารและผู้ปฏิบัติงานให้ตระหนักถึงความสำคัญของการบริหารจัดการทุนหมุนเวียนให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ เนื่องจากจากทุนหมุนเวียนมีส่วนในการส่งเสริม ผลักดัน กระตุ้น พัฒนาเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของประชาชน อันจะนำไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจและประเทศต่อไปอย่างยั่งยืน” นายโอภาส กล่าว

ทั้งนี้ ในปี 2560 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้รับรางวัลทุนหมุนเวียนดีเด่น จำนวน 4 รางวัล โดยกองทุนหมุนเวียนเพื่อการกู้ยืมแก่เกษตรกรและผู้ยากจน ได้รับ 2 รางวัล และเงินทุนหมุนเวียนเพื่อการชลประทาน ได้รับ 2 รางวัล นอกจากนี้รางวัลทุนหมุนเวียนดีเด่นประจำปี 2560 มีจำนวนทั้งสิ้น 16 รางวัล แบ่งเป็น 4 ประเภทรางวัล  ดังนี้

1. รางวัลประสิทธิภาพด้านการบริหารจัดการดีเด่น จำนวน 6 ทุน ได้แก่ กองทุนเพื่อการพัฒนาระบบมาตรวิทยา กองทุนหมุนเวียนเพื่อการกู้ยืมแก่เกษตรกรและผู้ยากจน เงินทุนหมุนเวียนเพื่อการชลประทาน เงินทุนหมุนเวียนศูนย์อำนวยการสร้างอาวุธ กองทุนประกันวินาศภัย กองทุนจัดรูปที่ดินเพื่อพัฒนาพื้นที่ รางวัลนี้มอบให้กับทุนหมุนเวียนที่มีการจัดการบริหารพัฒนา และปรับปรุงองค์กรที่ครอบคลุมตามกรอบการประเมินด้านการบริหารพัฒนา ใน 6 หัวข้อ คือ 1) บทบาทคณะกรรมการทุนหมุนเวียน 2) การบริหารความเสี่ยง 3) การควบคุมภายใน 4) การตรวจสอบภายใน 5) การบริหารจัดการสารสนเทศ และ 6) การบริหารทรัพยากรบุคคล

2. รางวัลการพัฒนาดีเด่น ประเภทดีเด่น จำนวน 3 ทุน ได้แก่ กองทุนพัฒนาฝีมือแรงงาน กองทุน

น้ำมันเชื้อเพลิง กองทุนบริหารเงินกู้เพื่อการปรับโครงสร้างหนี้สาธารณะและพัฒนาตลาดตราสารหนี้ในประเทศ  ประเภทชมเชย 1 ทุน ได้แก่ เงินทุนหมุนเวียนเพื่อการชลประทาน รางวัลนี้จะประเมินทุนหมุนเวียนที่มีการพัฒนาปรับปรุงประสิทธิภาพ และประสิทธิผลของการดำเนินงานตามเป้าหมายหรือมาตรฐานที่กำหนดไว้ให้ดียิ่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง

3. รางวัลผลการดำเนินงานดีเด่น จำนวน 5 ทุน ได้แก่ กองทุนสนับสนุนการวิจัย เงินทุนหมุนเวียนการแสดงเหรียญกษาปณ์และเงินตราไทย กองทุนสิ่งแวดล้อม กองทุนเพื่อการพัฒนาระบบสาธารณสุข กองทุนหมุนเวียนเพื่อการกู้ยืมแก่เกษตรกรและผู้ยากจน ซึ่งเป็นทุนหมุนเวียนที่มีผลการดำเนินงานโดยรวมดีเด่น สามารถดำเนินงานตามแผนงาน/โครงการที่กำหนดไว้ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ประสิทธิผล บรรลุเป้าหมายตามภารกิจ

                4. รางวัลทุนหมุนเวียนเกียรติยศ จำนวน 1 ทุน ได้แก่ กองทุนสนับสนุนการวิจัย เป็นรางวัลที่ยกย่องชมเชยให้กับทุนหมุนเวียนที่มีการบริหารจัดการที่ดี มีผลการดำเนินงานในระดับดีเด่นอย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 5 ปี อันนำไปสู่การสร้างความยั่งยืนขององค์กร

รณรงค์งดถุงพลาสติกขยายเวลาประกวดรูปถึง 12 ส.ค. นี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/290261

รณรงค์งดถุงพลาสติกขยายเวลาประกวดรูปถึง 12 ส.ค. นี้

รณรงค์งดถุงพลาสติกขยายเวลาประกวดรูปถึง 12 ส.ค. นี้

            กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม” ขยายเวลากิจกรรมประกวดภาพ “โปรไพล์” รณรงค์ไม่รับถุงพลาสติกจนถึง 12 สิงหาคมนี้ พร้อมอัดฉีดของรางวัลทั้งถุงผ้ากระเป๋าเป้สะพายรุ่น “ลิมิเต็ด” ออกแบบเก๋ไก๋ไม่ซ้ำแบบใคร สำหรับเจ้าของภาพที่ ได้ยอด “Like” สูงสุด 500 รางวัล

            นายสากล ฐินะกุล อธิบดีกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม เปิดเผยว่า ตามที่ กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม ได้ร่วมกับภาคเอกชนผู้ประกอบการห้างสรรพสินค้าและร้านสะดวกซื้อ 16 หน่วยงานทั่วประเทศ ดำเนินโครงการรวมพลังสร้างวินัยลดใช้ถุงพลาสติก โดยรณรงค์งดให้บริการถุงพลาสติกแก่ประชาชนในทุกวันจันทร์ พุธ และศุกร์ ของสัปดาห์ รวมทั้งได้จัดแคมเปญรณรงค์เพื่อขยายผลโครงการ โดยได้ดำเนินการออกแบบกรอบรูปภาพรณรงค์การงดใช้ถุงพลาสติกและหันมาใช้ถุงผ้า เพื่อให้ประชาชนนำไปใช้ประดับรูปภาพโปรไฟล์ของตัวเองในสื่อเครือข่ายสังคมออนไลน์ พร้อมกับจัดกิจกรรมให้ประชาชนนำภาพดังกล่าวมาแชร์ต่อสาธารณะ โดยโพสต์รูปพร้อมติดแฮชแท็ก #รวมพลังสร้างวินัยลดใช้ถุงพลาสติก เพื่อชิงรางวัลกระเป๋าเป้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมสุดชิค สำหรับผู้ที่มียอด Like สูงสุด จำนวน 500 รางวัล โดยจะขยายจากวันที่ 31 กรกฎาคม ไปจนถึงวันที่ 12 สิงหาคม 2560

ส่วนกติกาการร่วมสนุก ยังคงเป็นไปตามเดิมทุกอย่าง นั่นคือ ประชาชนสามารถนำรูปภาพของตัวเองไปเปลี่ยนใส่กรอบรูปซึ่งมีอยู่ 2 รูปแบบ ได้ที่ลิงค์ http://www.deqp.go.th/service-portal/deqp-photo-frame/photo-frame/โดยทำตามคำแนะนำ 4 ขั้นตอนก่อนเซฟภาพของตัวเองแล้วนำออกมาแชร์พร้อม hashtag #รวมพลังสร้างวินัยลดใช้ถุงพลาสติก โดยรูปของใครมีผู้กด like สูงสุดก็จะได้รับรางวัลตามจำนวนที่กำหนด โดยเริ่มได้ตั้งบัดนี้เป็นต้นไปจนถึงวันที่ 12 สิงหาคม 2560 นี้

                   “กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม จึงอยากขอเชิญชวนประชาชนทุกคนมาร่วมกิจกรรมครั้งนี้ เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการรณรงค์ให้คนไทยเกิดความตระหนัก พร้อมทั้งปรับเปลี่ยนพฤติกรรมลดใช้และลดขยะประเภทถุงพลาสติก รวมทั้งหันมาใช้ถุงผ้ากันอย่างต่อเนื่อง เพราะเพียงแค่เราคนไทย 65 ล้านคน สามารถลดการใช้ถุงพลาสติกได้คนละ 1 ชิ้นต่อวัน ก็จะเท่ากับเป็นการลดขยะพลาสติกไปได้ถึงวันละ 65 ล้านชิ้น ซึ่งถือเป็นคุณประโยชน์ต่อสภาวะสิ่งแวดล้อม รวมถึงการจัดการปัญหาขยะและของเสียอันตรายของประเทศได้อย่างมหาศาล” อธิบดีกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม กล่าว

พด. เร่งให้ความช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบภัยน้ำท่วมภาคอีสาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/290169

พด. เร่งให้ความช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบภัยน้ำท่วมภาคอีสาน

พด. เร่งให้ความช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบภัยน้ำท่วมภาคอีสาน

 

นายสุรเดช เตียวตระกูล อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน เปิดเผยว่า จากเหตุการณ์ที่มีฝนตกหนักต่อเนื่องในหลายพื้นที่ ตั้งแต่วันที่ 5-29 กรกฎาคม 2560 ทำให้เกิดสถานการณ์น้ำท่วมและน้ำไหลหลากใน 42จังหวัด รวม 182 อำเภอ  775 ตำบล ปัจจุบันสถานการณ์ได้คลี่คลายแล้ว 23 จังหวัด ยังคงมีสถานการณ์ 19 จังหวัด รวม 113 อำเภอ 575 ตำบล โดยเฉพาะพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 12 จังหวัด ได้แก่ สกลนคร ร้อยเอ็ด นครราชสีมา ขอนแก่น มหาสารคาม กาฬสินธุ์ บุรีรัมย์ มุกดาหาร อุบลราชธานี อำนาจเจริญ ชัยภูมิ และอุดรธานี ภาคเหนือ 1 จังหวัด ได้แก่ อุตรดิตถ์ ภาคกลาง 5 จังหวัด ได้แก่ สุโขทัย พิษณุโลก พิจิตร พระนครศรีอยุธยา และเพชรบูรณ์  ภาคใต้ 1 จังหวัด ได้แก่ ชุมพร ทำให้พี่น้องประชาชนและเกษตรกรได้รับความเดือดร้อน รวมทั้งพื้นที่ทางการเกษตรได้รับความเสียหายอย่างกว้างขวาง เบื้องต้นกรมฯ ได้มอบหมายให้นายภิญโญ สุวรรณชนะ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาที่ดินเขต 5 เจ้าหน้าที่สถานีพัฒนาที่ดินทุกจังหวัดในสังกัด ร่วมกับหมอดินอาสาประจำหมู่บ้าน เป็นผู้แทนกรมพัฒนาที่ดิน บูรณาการทำงานร่วมกันกับหน่วยงานราชการอื่น ๆ ลงพื้นที่เพื่อสร้างขวัญและให้กำลังใจพี่น้องประชาชนและเกษตรกรที่ได้รับกระทบจากพายุโซนร้อนทันที พร้อมมอบถึงยังชีพให้ความช่วยเหลือเบื้องต้น ภายหลังสถานการณ์น้ำได้ลดลงสู่ภาวะปกติ จะได้เร่งทำการฟื้นฟูพื้นที่ทางการเกษตรที่ได้รับความเสียหายให้กลับคืนความอุดมสมบูรณ์ต่อไป
คำแนะนำสำหรับพื้นที่ทางการเกษตรที่ได้ความเสียหายจากอุทกภัยน้ำท่วมนั้น ภายหลังน้ำลดลงและมีน้ำท่วมขังในพื้นที่ลุ่มที่เป็นนาข้าว เกษตรกรควรรีบทำการระบายน้ำออกโดยเร็วที่สุดปล่อยให้ดินแห้งเพื่อไม่ให้ต้นข้าวเน่าตาย ให้ใช้ผลิตภัณฑ์เทคโนโลยีชีวภาพของกรมพัฒนาที่ดิน เช่น น้ำหมักชีวภาพ พด. 2 อัตรา 5 ลิตร/ไร่ ใส่ในนาข้าวเพื่อช่วยเร่งการเจริญเติบโตในกรณีน้ำท่วมขังแปลงนาต้นข้าวเน่าตาย หรือบ้านเรือนชุมชนที่อยู่อาศัยในพื้นที่เขตเมือง มีน้ำนิ่งท่วมขัง เน่าเหม็น ให้ใช้สารเร่งซุปเปอร์ พด. 6 ทำสารบำบัดน้ำเน่าเสีย เพื่อช่วยขจัดกลิ่นเหม็น โดยใช้อัตรา 1 ลิตร ต่อปริมาณน้ำในนา 10 ลูกบาศก์เมตร ทุก 10 วัน หรือถ้ามีกลิ่นเหม็นมากใส่ทุก 3 วัน จนกว่าจะหมดกลิ่นเหม็นที่มีน้ำเน่าท่วมขัง สำหรับสวนไม้ผลให้ทำทางระบายน้ำให้น้ำไหลออก ห้ามนำเครื่องจักรหนักเข้าไปเหยียบย่ำในพื้นที่ และห้ามเข้าเหยียบย่ำโคนต้นไม้เพราะดินที่ถูกน้ำท่วมจะมีโครงสร้างที่ง่ายต่อการถูกทำลายและเกิดการอัดแน่นได้ง่าย ทำให้ดินขาดอากาศต้นไม้เกิดการทรุดโทรม ถ้าต้นไม้จะล้มให้ทำไม้ค้ำยัน เมื่อดินแห้งแล้วให้พรวนดินเพื่อให้ดินแห้งเร็วขึ้น หากพบปัญหาโรครากเน่าโคนเน่าที่เกิดจากเชื้อรา แนะให้ใช้สารเร่งซุปเปอร์ พด. 3 ที่มีคุณสมบัติในการช่วยป้องกันโรครากเน่าโคนเน่าในต้นพืชได้อย่างดีและให้มีการพักดินในพื้นที่ที่ถูกน้ำท่วมสักระยะหนึ่ง ซึ่งการพักดินเป็นการปรับปรุงบำรุงดินด้วยวิธีหนึ่งโดยอาจปลูกพืชตระกูลถั่วคลุมดินไว้ เช่น ปอเทือง ถั่วพุ่ม ถั่วพร้า เป็นต้น วิธีการต่างๆ ที่กล่าวมานี้ นอกจากจะเหมาะกับกับการฟื้นฟูสภาพดินหลังน้ำลดลงแล้ว ยังเหมาะสำหรับการเตรียมการไว้ก่อนน้ำท่วมอีกด้วยในบริเวณที่แน่ใจว่าจะมีน้ำท่วมขัง ในปลายฤดูฝนก็อาจปลูกพืชตระกูลถั่วคลุมดินไว้ก่อน หรือปลูกพืชไร่อายุสั้นที่สามารถเก็บเกี่ยวได้ก่อนจะมีน้ำท่วมขัง โดยปลูกให้มีระยะถี่กว่าปกติ และวางแถวพืชขวางความลาดเทของพื้นที่ หรือวางขวางทิศทางการไหลของน้ำ เมื่อเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้วให้ทิ้งตอซังไว้ในพื้นที่โดยไม่ต้องไถกลบทั้งนี้ตอซังจะช่วยลดความรุนแรงของกระแสน้ำที่ไหลบ่า ช่วยยึดหน้าดินไม่ให้น้ำพัดพาออกไปจากพื้นที่
นายสุรเดช กล่าวอีกว่า สำหรับพื้นที่ในภาคตะวันออกเฉียงที่ได้รับผลกระทบจากพายุโซนร้อนเซินกา ได้สั่งการให้ทุกสถานีพัฒนาที่ดินในพื้นที่ถือเป็นนโยบายการปฏิบัติที่สำคัญ ที่ต้องให้ความความช่วยเหลือพี่น้องประชาชนและเกษตรกรอย่างเร่งด่วนที่สุด เพื่อเข้าไปช่วยบรรเทาปัญหาความเดือดร้อนในเบื้องต้นก่อน รวมทั้งสร้างขวัญและสร้างกำลังใจแก่ทุกครอบครัว ส่วนการแก้ไขปัญหาพื้นที่ทางการเกษตรที่ได้รับความเสียหายและพื้นที่ดินขาดความอุดมสมบูรณ์ ภายหลังสถานการณ์น้ำลดลงและได้มีการสำรวจจำนวนความเสียหายของพื้นที่ทางการเกษตรแล้ว ก็จะได้มีวางแผนการทำงานร่วมกันหลายหน่วยงาน เพื่อการแก้ไขและฟื้นฟูทรัพยากรดินอย่างเร่งด่วน ทั้งนี้เพื่อให้พื้นที่ทางการเกษตรได้มีการพัฒนากลับฟื้นคืนความอุดมสมบูรณ์และเกษตรกรสามารถใช้ประโยชน์พื้นที่ทำการเพาะปลูกพืชต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป

สหกรณ์ 8 จังหวัดภาคเหนือเปิดจุดรวบรวมลำไยจากเกษตรกร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/290166

สหกรณ์ 8 จังหวัดภาคเหนือเปิดจุดรวบรวมลำไยจากเกษตรกร

สหกรณ์ 8 จังหวัดภาคเหนือเปิดจุดรวบรวมลำไยจากเกษตรกร

                    ดร.วิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยถึงสถานการณ์ลำไยในภาคเหนือว่าผลผลิตเริ่มทยอยออกมาตั้งแต่วันที่ 20 กรกฎาคม 2560 โดยปริมาณลำไยในปีนี้ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร คาดการณ์ว่าจะมีปริมาณทั้งสิ้น 377,687 ตัน โดยคาดว่าผลผลิตจะออกมากในช่วงเดือนสิงหาคม 2560 ปริมาณ 240,000 ตัน กรมส่งเสริมสหกรณ์จึงได้มีนโยบายสนับสนุนให้สหกรณ์การเกษตรในพื้นที่ 8 จังหวัดภาคเหนือ ได้แก่จังหวัดเชียงใหม่ลำพูน พะเยา แพร่ น่าน เชียงราย ลำปางและตาก จำนวน 15 สหกรณ์ เป็นตัวกลางในการกระจายลำไยออกนอกพื้นที่ เพื่อช่วยดูดซับปริมาณลำไยในตลาด ซึ่งจะช่วยพยุงราคาลำไยในพื้นที่ให้ไม่ตกต่ำ

                 โดยกรมฯได้สนับสนุนเงินทุนดอกเบี้ยต่ำจากกองทุนพัฒนาสหกรณ์แก่สหกรณ์ใช้ในการรวบรวมผลผลิตลำไยในฤดูกาลปีนี้ จำนวน 52.50 ล้านบาทและสนับสนุนเงินอุดหนุนเพิ่มศักยภาพธุรกิจรวบรวม แปรรูป การตลาดและกระจายสินค้าสหกรณ์ เพื่อจัดซื้อตะกร้าและกล่องบรรจุลำไย เพื่อให้สามารถกระจายผลผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพและลดการสูญเสียของผลผลิตอีกจำนวน 6,060,000บาท

                ทั้งนี้ ที่ผ่านมากรมส่งเสริมสหกรณ์ได้สนับสนุนสหกรณ์ผู้ผลิตลำไยในภาคเหนือร่วมกันวางแผนล่วงหน้า ในการผลิตและการรับซื้อผลไม้จากสมาชิก พร้อมทั้งจัดทำบันทึกข้อตกลงซื้อขายสินค้าล่วงหน้าก่อนถึงฤดูกาล ซึ่งเมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2560 ได้มีการลงนามบันทึกข้อตกลงระหว่างเครือข่ายสหกรณ์ผู้ผลิตลำไยกับภาคเอกชนและเครือข่ายสหกรณ์ โดยตกลงซื้อขายลำไย ปริมาณ 1,300 ตัน โดยบริษัท เอก–ชัย ดิสทริบิวชั่น ซีสเทม จำกัด ได้ลงนามซื้อลำไยจากสหกรณ์การเกษตรประตูป่า จำกัด จังหวัดลำพูน จำนวน 500 ตัน เพื่อกระจายลำไยผ่านทุกสาขาของห้างเทสโก้ โลตัส ขณะที่บริษัท สยามแม็คโคร จำกัด ลงนามซื้อลำไยกับสหกรณ์การเกษตรเสริมป่าซาง จำกัด จังหวัดลำพูน จำนวน 350 ตันเพื่อกระจายลำไยผ่านทุกสาขาของห้างแมคโคร

                  นอกจากนี้ยังมีบริษัท เนเชอรัล เบฟ จำกัด ได้ตกลงซื้อลำไยร่วงเพื่อนำไปผลิตเป็นน้ำลำไยเข้มข้นส่งออกไปยังประเทศจีน โดยได้ตกลงซื้อลำไยจากสหกรณ์การเกษตรประตูป่า จำกัด จำนวน 450ตัน และบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด ร่วมมือในการกระจายลำไยของสหกรณ์ ผ่านทาง 4 ช่องทาง ได้แก่Call Center 1545 , http://www.thailandpostmart.com , แอปพลิเคชั่น thailandpostmart.com และที่ทำการไปรษณีย์ทั่วประเทศ เพื่อให้บริการแก่ผู้บริโภคในการสั่งซื้อลำไยผ่านไปรษณีย์จัดส่งถึงบ้านในเวลาอันรวดเร็วและสะดวกมากยิ่งขึ้น

                ภาพรวมการเปิดจุดรับซื้อลำไยของสหกรณ์ในขณะนี้ สหกรณ์ในจังหวัดเชียงใหม่ เปิดรับซื้อลำไยสด ตั้งแต่วันที่ 21 กรกฎาคม 2560 โดยสหกรณ์การเกษตรสันป่าตอง จำกัด มีนโยบายการรับซื้อราคานำตลาด 0.5 – 1 บาท ซึ่งผลผลิตที่สหกรณ์รับซื้อส่วนใหญ่จะเป็นสมาชิกที่เข้าร่วมโครงการผลิตลำไยคุณภาพกับสหกรณ์ ส่วนจังหวัดลำพูน เป็นพื้นที่ที่มีผลผลิตมาก โดยสหกรณ์การเกษตรประตูป่า จำกัดได้มีการรับซื้อลำไยในราคานำตลาดอยู่ที่ 2 – 4 บาท/กิโลกรัม ทำให้เกษตรกรรวบรวมผลผลิตมาจำหน่ายให้กับสหกรณ์จำนวนมาก ซึ่งการที่สหกรณ์สามารถซื้อในราคาสูงกว่าตลาดได้ เนื่องจากสหกรณ์มีการคัดเกรดในการรับซื้อ ประกอบกับมีการเจรจาร่วมกับคู่ค้า คือ ห้างสรรพสินค้าต่างๆ จัดโปรโมชั่นส่งเสริมการขาย ณ ห้างสาขาต่างๆ ทำให้เป็นช่องทางในการระบายผลผลิตได้เพิ่มมากขึ้น

              สำหรับจังหวัดน่าน มีแผนการรวบรวมลำไยใน 6 สหกรณ์ ซึ่งในปัจจุบันได้เปิดจุดรับซื้อลำไยแล้ว จำนวน 3 สหกรณ์ โดยราคาที่สหกรณ์ รับซื้อจะใกล้เคียงตามราคาตลาด และที่จังหวัดแพร่มีสหกรณ์การเกษตรแปรรูปผลิตผลทางการเกษตร จำกัด เปิดรับซื้อลำไยสดช่อ ตั้งแต่วันที่ 5 กรกฎาคม 2560ผลผลิตจะส่งขายไปยังตลาดพิษณุโลกและตลาดในพื้นที่ใกล้เคียง

                 ขณะเดียวกัน กรมฯยังได้ประสานความร่วมมือกับเครือข่ายสหกรณ์ในทุกจังหวัด เพื่อร่วมกระจายผลผลิตลำไยสู่ผู้บริโภคในพื้นที่ต่าง ๆ โดยได้มีการสร้างช่องทางการสั่งซื้อออนไลน์ผ่านทาง lineกลุ่มของสหกรณ์ผู้ผลิตลำไยกับสหกรณ์ผู้ซื้อปลายทาง ในการประสานข้อมูลเรื่องปริมาณและราคาที่จะสั่งซื้อระหว่างกัน โดยมอบหมายให้สำนักงานสหกรณ์จังหวัดทุกจังหวัด เป็นตัวกลางในการประสานการซื้อขายลำไยระหว่างสหกรณ์ผู้ผลิตลำไยภาคเหนือกับเครือข่ายสหกรณ์ในภูมิภาคต่าง ๆ ซึ่งขณะนี้เปิดรับการสั่งซื้อจากเครือข่ายสหกรณ์ในภาคใต้ ภาคกลาง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑลแล้วจำนวน 30 จังหวัด ปริมาณการสั่งซื้อเบื้องต้น 115.5 ตัน ซึ่งสหกรณ์ในจังหวัดลำพูน เชียงใหม่ พะเยาและน่านจะเป็นรวบรวมลำไยสดคุณภาพดีขนาด AA และ A บรรจุลงกล่องขนาด 10กิโลกรัม ราคากิโลกรัมละ 30-32 บาท ขนส่งโดยรถบรรทุกขนาดเล็ก บรรจุ 2.5 ตัน จัดส่งให้กับสหกรณ์ปลายทางภายในระยะเวลาไม่เกิน 2 วัน ขึ้นอยู่กับระยะทาง ซึ่งสหกรณ์ปลายทางจะนำไปกระจายสู่ตลาดและผู้บริโภคภายในจังหวัด

                    หากสหกรณ์ใดหรือหน่วยงานต่าง ๆ สนใจ สั่งซื้อลำไยคุณภาพดีจากสหกรณ์ในภาคเหนือสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมกับสหกรณ์ผู้ผลิตลำไยในภาคเหนือโดยตรง ได้แก่ สหกรณ์การเกษตรประตูป่า จำกัด และสหกรณ์การเกษตรเสริมป่าซาง จำกัด จังหวัดลำพูน สหกรณ์การเกษตรสันป่าตอง จำกัด จังหวัดเชียงใหม่ สหกรณ์การเกษตรบ้านร่องส้าน จำกัด จังหวัดพะเยา สหกรณ์การเกษตรท่าวังผา จำกัดและสหกรณ์การเกษตรปฏิรูปที่ดินท่าวังผา จำกัด จังหวัดน่านและสหกรณ์การเกษตรป่าแดด จำกัด จังหวัดเชียงราย หรือติดต่อสั่งซื้อที่สำนักงานสหกรณ์จังหวัดทุกจังหวัดทั่วประเทศ และส่วนกลางในเขตกรุงเทพมหานคร สามารถสั่งซื้อได้ที่กองพัฒนาสหกรณ์ ภาคการเกษตรและกลุ่มเกษตรกร กรมส่งเสริมสหกรณ์โทร. 0 2628 5152 หรือ 08 1911 3225

กยท.มั่นใจไม่ซ้ำเติมเกษตรกร เก็บเงินCESSคงที่ช่วยพัฒนายาง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/290163

กยท.มั่นใจไม่ซ้ำเติมเกษตรกร เก็บเงินCESSคงที่ช่วยพัฒนายาง

กยท, กยท, CESS

กยท.มั่นใจไม่ซ้ำเติมเกษตรกร เก็บเงินCESSคงที่ช่วยพัฒนายาง

                    ดร.ธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.)กล่าวถึงการจัดเก็บเงินค่าธรรมเนียมการส่งยางออกนอกราชอาณาจักร(CESS)ในอัตราคงที่คือ 2 บาทต่อกิโลกรัมนั้น ไม่ได้ซ้ำเติมชาวสวนยางในภาวะที่ราคายางตกต่ำแต่อย่างใด ในทางตรงข้ามกลับจะสร้างประโยชน์ในการเดินหน้าพัฒนายางพาราทั้งระบบ มากกว่าการจัดเก็บอัตราค่าธรรมเนียมฯ เดิม ซึ่งเป็นแบบขั้นบันได ที่อาจส่งผลให้เกิดการบิดเบือนกลไกด้านราคา เพราะอัตราค่าธรรมเนียมฯ จะผันตามระดับราคาในแต่ละช่วงเวลา

             สำหรับเหตุผลหลักที่ กยท. การจัดเก็บเงินค่าธรรมเนียมการส่งยางออกนอกราชอาณาจักร ในอัตราคงที่นั้น มีเหตุผลหลักๆ อยู่ 4 ประการคือ

            1.การจัดเก็บเงินค่าธรรมเนียมฯ คงที่เป็นการเก็บจากผู้ส่งออกยางพาราออกราชอาณาจักร เพื่อนำมาสมทบเป็นกองทุนพัฒนายางพารา ช่วยเหลือเกษตรกร สถาบันเกษตร และผู้ประกอบกิจการยางพาราทั้งระบบ โดยผู้ส่งออกยางพาราซึ่งเป็นผู้จ่ายค่าธรรมเนียมตามกฎหมาย ไม่ต้องกังวลเมื่อราคายางสูงขึ้นจะต้องเสียค่าธรรมเนียมการส่งยางออกนอกราชอาณาจักรมากขึ้น จึงไม่ต้องกดราคาในประเทศให้ต่ำลงเพื่อจ่ายค่าธรรมเนียมในอัตราที่น้อยกว่า ส่งผลให้เกษตรกรชาวสวนยางสามารถขายยางได้ในราคาที่สูงขึ้น เนื่องจากราคารับซื้อยางที่จะขยับราคาเพิ่มขึ้นของผู้ประกอบการที่ประมาณการต้นทุนได้ชัดเจน

                2.กรณีอัตราการจัดค่าธรรมเนียมแบบคงที่ จะลดแรงจูงใจในการลักลอบส่งออกยางผิดกฎหมาย ทำให้รายได้จากการจัดเก็บค่าธรรมเนียมสามารถทำได้เต็มประสิทธิภาพ 3. กยท. จะสามารถจัดเก็บค่าธรรมเนียมฯ จากผู้ส่งออก เข้ากองทุนพัฒนายางพารา เพื่อนำมาจัดสรรเป็นค่าใช้จ่ายในการสนับสนุนและส่งเสริมสวัสดิการให้กับเกษตรกรชาวสวนยางเพิ่มขึ้น

                  และ 4. เป็นแรงจูงใจไม่ให้มีการบิดเบือนราคาในการเข้าประมูลซื้อยางในตลาดซื้อขายจริงและซื้อขายล่วงหน้า โดยผู้ประกอบการจะทราบต้นทุนที่แน่นอนจากการจัดเก็บค่าธรรมเนียมคงที่ ส่งผลให้การเปิดราคาประมูลยางที่สูงขึ้นได้โดยที่ไม่ต้องกังวลเมื่อราคายางสูงขึ้นจะต้องเสียค่าธรรมเนียมการส่งยางออกมากขึ้น

                “ดังนั้น จึงได้มีการทบทวนการจัดเก็บค่าธรรมเนียมส่งยางออกนอกราชอาณาจักรใหม่ โดยจัดเก็บแบบคงที่ ซึ่งส่งผลดีต่อผู้มีส่วนได้เสียกับยางพาราทั้งระบบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกษตรกรชาวสวนยางอย่างแน่นอน” ผู้ว่าการ กยท.กล่าวในตอนท้าย

สศก. เตรียมเปิดสัมมนาเศรษฐกิจอาสาพัฒนาเครือข่าย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/290097

สศก. เตรียมเปิดสัมมนาเศรษฐกิจอาสาพัฒนาเครือข่าย

สศก, สศก, ศกอ, ศพก, ศาสตร์พระราชา นำพาประชาอยู่รอด

สศก. เตรียมเปิดสัมมนาเศรษฐกิจอาสาพัฒนาเครือข่าย

             นายคมสัน  จำรูญพงษ์  รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรเกษตรและสหกรณ์  เปิดเผยว่าจากที่ สศก. ได้ดำเนินการแต่งตั้งเศรษฐกิจการเกษตรอาสา (ศกอ.) จำนวน 882 รายใน 882 อำเภอ เพื่อร่วมปฏิบัติงานสนับสนุนการขับเคลื่อนศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.)       ตามนโยบายรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์นั้น

ปี 2560 สศก. ได้เดินหน้าพัฒนาศักยภาพของ ศกอ. มาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ต้นปี โดยได้มีการจัดสัมมาระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ – มีนาคม จำนวน 5 ครั้งทุกภูมิภาคทั่วประเทศ เพื่อให้สามารถนำความรู้ความสามารถไปให้บริการข้อมูลข่าวสารในพื้นที่ อีกทั้งยังมีส่วนร่วมในการจัดเก็บข้อมูลการผลิตการตลาดและสถานการณ์ด้านการเกษตรอย่างมีประสิทธิภาพอีกด้วย และในเดือนสิงหาคมนี้ สศก. ได้จัดโครงการสัมมนาเชิงปฏิบัติการอีกครั้ง   เพื่อพัฒนาศักยภาพเศรษฐกิจการเกษตรอาสาในการขับเคลื่อนศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตรภายใต้ภารกิจสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ปีงบประมาณ 2560

การสัมมนาดังกล่าว มีกำหนดจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 8 – 9 สิงหาคม 2560 ณ ชลพฤกษ์รีสอร์ท อำเภอบ้านนา จังหวัดนครนายก มีการบรรยายแลกเปลี่ยนความรู้ให้แก่ ศกอ. ในหัวข้อ “ศาสตร์พระราชา นำพาประชาอยู่รอด” และ “การพัฒนาสินค้าเกษตรและสินค้าเกษตรแปรรูปสู่ตลาดอาเซียน” รวมทั้งการเสวนาเรื่อง “เศรษฐกิจการเกษตรอาสาร่วมสร้างภูมิปัญญาพัฒนาสู่เกษตร 4.0” จากผู้แทน ศกอ. ซี่งมั่นใจได้ว่าการสัมมนาดังกล่าวจะเพิ่มพูนความรู้  ในการจัดเก็บข้อมูลและประชาสัมพันธ์ผลงานของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร และนโยบายสำคัญของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และเป็นการเปิดโอกาสให้ ศกอ. สร้างความคุ้นเคยและแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารซึ่งกันและกัน

ทั้งนี้ ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร 882 ศูนย์ มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้การผลิตสินค้าเกษตรของชุมชน ตลอดจนเป็นศูนย์กลางการให้บริการและแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารด้านการเกษตรโดยให้ทุกหน่วยงานในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์บูรณาการให้ความช่วยเหลือและสนับสนุนเกษตรกรในด้านข้อมูลข่าวสารถ่ายทอดความรู้ให้บริการและแก้ไขปัญหาด้านการเกษตรแก่ชุมชน ซึ่ง สศก.ได้ดำเนินการฝึกอบรมถ่ายทอดความรู้ด้านเศรษฐกิจการเกษตรที่สำคัญให้แก่ ศกอ. เพื่อจะสามารถนำความรู้ดังกล่าวไปถ่ายทอด และให้บริการ     ณ ศพก. ที่รับผิดชอบต่อไป

“หนึ่งใจ…ช่วยเหลือเกษตรกร”สืบสานพระราชปณิธานในหลวงร.9

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/290008

“หนึ่งใจ…ช่วยเหลือเกษตรกร”สืบสานพระราชปณิธานในหลวงร.9

“หนึ่งใจ…ช่วยเหลือเกษตรกร”สืบสานพระราชปณิธานในหลวงร.9

                 ดร.จุรีย์รัตน์ ลีสมิทธิ์ รองผู้อำนวยการ ศูนย์เกษตรหนึ่งใจ กองงาน “หนึ่งใจ…ช่วยเหลือเกษตรกร” มูลนิธิมิราเคิล ออฟไลฟ์ โครงการตามพระดำริในพระองค์ ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี ร่วมกับพันธมิตร หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา  พันเอก กฤตพันธุ์ รักใคร่ ที่ปรึกษา กองงาน “หนึ่งใจ…ช่วยเหลือเกษตรกร” มูลนิธิมิราเคิล ออฟไลฟ์ และ ผู้บังคับหน่วยพัฒนาการเคลื่อนที่ 34 (นพค. 34) จังหวัดพิษณุโลก คณะศิลปศาสตร์และวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บริษัท อีสท์ เวสท์ ซีด จำกัด และ บริษัท ฮงฮวด จำกัด ร่วมแรงร่วมใจกันจัดกิจกรรมถวายพระพรชัยมงคล และกิจกรรมอันเป็นสาธารณประโยชน์สำหรับเยาวชน เพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศล เนื่องในโอกาสพระราชพิธี มหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร        เจริญพระชนมพรรษา 65 พรรษา วันที่ 28 กรกฎาคม 2560
กิจกรรมถวายพระพรชัยมงคล และกิจกรรมอันเป็นสาธารณประโยชน์สำหรับเยาวชน เพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศล เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร เจริญพระชนมพรรษา 65 พรรษา มีวัตถุประสงค์เพื่อปลูกฝังให้เด็กและเยาวชน เติบโตเป็นกำลังสำคัญของประเทศชาติ เป็นคนดี มีการดำเนินชีวิตอย่างพอเพียงและมีความสุข โยน้อมนำแก่นแท้ของแนวพระราชดำริหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อการสืบสานพระราชปณิธานในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ไปปฎิบัติ

โดยเฉพาะเยาวชนที่เป็นลูกหลานเกษตรกร  จะได้น้อมนำแนวพระราชดำริ หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง มาเป็นหลักการดำรงชีวิตให้เกิดการลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ ขยายโอกาส แนะแนวทางการทำเกษตรผสมผสาน ให้แก่กำลังพลของหน่วยบัญชาการทหารพัฒนา หรือ นักรบสีน้ำเงิน ผู้เป็นที่รักของประชาชน เพื่อให้เกิดความช่วยเหลือเกษตรกรให้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น เกิดการเพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย ขยายโอกาส ซึ่งจะส่งผลดีต่อด้านเกษตรกรรม ด้านพัฒนาสังคม ด้านสิ่งแวดล้อม และอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง อย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน ตามแนวพระราชดำริหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง  ในการอบรมเชิงปฏิบัติการครั้งนี้ จะเน้นย้ำและแนะนำแก่นแท้ของแนวพระราชดำริหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อการสืบสานพระราชปณิธานในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 สู่การปฏิบัติจริง                                            ดร.จุรีย์รัตน์ เผยอีกว่าโครงการ “เกษตรหนึ่งใจ อนุรักษ์ผักพื้นบ้าน” โดยความร่วมมือกับ บริษัท บริษัท อีสท์ เวสท์ ซีด จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ผักตรา “ศรแดง” ซึ่งคุณอิสระ วงศ์อินทร์ ผู้จัดการฝ่ายขายและการตลาด ได้ส่งทีมวิทยากร มอบเมล็ดพันธุ์ผักพื้นบ้านนานาชนิด สำหรับจัดทำสถานีอนุรักษ์ผักพื้นบ้านต้นแบบ แห่งแรกที่ หน่วยพัฒนาการเคลื่อนที่ 34 จังหวัดพิษณุโลก และได้ให้การอบรมเยาวชนเกี่ยวกับการปลูกผักพื้นบ้าน เพื่อให้เยาวชนรู้จักผักพื้นบ้านชนิดต่างๆ ซึ่งหลายชนิดมีคุณค่าด้านอาหารและโภชนาการสูง รวมทั้งได้ซึมซับวัฒนธรรมการเพาะปลูกผักพื้นบ้านที่มีเฉพาะในประเทศไทย จึงถือเป็นมรดกที่ตกทอดมาจากบรรพบุรุษ อีสท์ เวสท์ ซีด ตระหนักในเรื่องนี้  และหวังใจว่าโครงการ  “เกษตรหนึ่งใจ อนุรักษ์ผักพื้นบ้าน” จะเป็นแรงกระตุ้นการเพาะปลูกและอนุรักษ์สายพันธุ์ผักพื้นบ้านให้แก่เด็กเยาวชน และคงอยู่คู่กับสังคมไทยตราบนานเท่านาน

นอกจากจะเป็นความร่วมมือจาก บริษัท บริษัท อีสท์ เวสท์ ซีด จำกัด แล้ว ยังได้รับความร่วมมือจากคุณพรศักดิ์ พงศาปาน หรือ ลุงพร สอนอาชีพ แบรนด์แอมบาสเดอร์ผักพื้นบ้าน ที่จะช่วยต่อยอดการสร้างอาชีพและการตลาด เพื่อจุดประกายการดำรงชีวิตอย่างพอเพียงให้แก่เยาวชนต่อไป
ในกิจกรรมดังกล่าว คุณรัตนพล ตั้งตรงศักดิ์ และทีมวิทยากรจาก บริษัท ฮงฮวด จำกัด ร่วมกันจัดโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการ “เกษตรหนึ่งใจ ครบเครื่องกับฮงฮวด” หัวข้อ การผลิตแชมพู สบู่เหลวอาบน้ำ น้ำยาล้างจาน น้ำยาซักผ้า และเจลล้างมือ ด้วยการประยุกต์ใช้สมุนไพรในท้องถิ่น เพื่อสร้างรายได้เสริม ทำให้เกษตรกรสามารถประยุกต์ใช้สมุนไพรพื้นถิ่นสำหรับทำผลิตภัณฑ์ใช้เองในครัวเรือน และสามารถต่อยอดผลิตจำหน่ายในรูปแบบวิสาหกิจชุมชนได้

ทั้งนี้เพื่อร่วมแรงร่วมใจกันสืบสานแนวพระราชดำริ หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ให้ยั่งยืนอยู่คู่กับประเทศไทยตราบนานเท่านาน โดยน้อมนำแนวพระราชดำริ หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง มาเป็นหลักการดำรงชีวิตให้เกิดการลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ ขยายโอกาส แนะแนวทางการประยุกต์ใช้ผลผลิตทางการเกษตรและการเพิ่มมูลค่าผลผลิตทางเกตรให้แก่เด็กและเยาวชน  เพื่อให้เกิดความช่วยเหลือเกษตรกรให้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น เกิดการเพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย ขยายโอกาส ซึ่งจะส่งผลดีต่อด้านเกษตรกรรม ด้านพัฒนาสังคม ด้านสิ่งแวดล้อม และอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง อย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน ตามแนวพระราชดำริหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง สู่การปฏิบัติจริง การอบรมประกอบด้วย ความรู้เบื้องต้น และหลักการที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในกลุ่มเครื่องใช้ประจำบ้าน เพื่อประยุกต์ใช้กับสมุนไพรประจำท้องถิ่น และการพัฒนาสู่ผลิตภัณฑ์จากสมุนไพรพื้นถิ่น การผลิตแชมพู สบู่เหลวอาบน้ำ น้ำยาล้างจาน น้ำยาซักผ้า เจลล้างมือ
รศ. ดร. จุรีย์รัตน์ ลีสมิทธิ์ รองผู้อำนวยการ ศูนย์เกษตรหนึ่งใจ กองงาน “หนึ่งใจ…ช่วยเหลือเกษตรกร” มูลนิธิมิราเคิล ออฟไลฟ์ ขอเชิญชวนชุมชนผู้สนใจ เข้าร่วมโครงการต่างๆ ของศูนย์เกษตรหนึ่งใจ อาทิ โครงการ “เกษตรหนึ่งใจ ให้พี่เลี้ยง” เป็นโครงการที่ขอเชิญชวนผู้มีความพร้อม สมัครเป็นพี่เลี้ยงและสถานที่ศึกษาดูงาน โครงการ “เกษตรหนึ่งใจ อนุรักษ์ผักพื้นบ้าน” เป็นโครงการที่ร่วมกันอนุรักษ์ผักพื้นบ้าน สืบสานวัฒนธรรมไทยและต่อยอดผักพื้นถิ่นในภาคต่างๆ โครงการ “เกษตรหนึ่งใจ จุดประกายให้เยาวชน อนุรักษ์ผักพื้นบ้าน” เป็นโครงการที่จะปลูกฝังให้เยาวชน น้อมนำแนวพระราชดำริ หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง มาเป็นหลักการดำรงชีวิตให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อจุดประกายการดำรงชีวิตอย่างพอเพียงให้แก่เยาวชนต่อไป
ในโอกาสดังกล่าว พ.อ.กฤตพันธุ์ รักใคร่ เปิดเผยว่านอกจากนำเยาวชนทำความดีดังกล่าวแล้ว ล่าสุดมีครอบครัวหนึ่ง ซึ่งพิการทั้งลูก ทั้งพ่อ ได้เดินทางมาหาตนถึงภายในหน่วยพัฒนาการเคลื่อนที่ 34 บอกว่าลำบาก ไม่ได้รับการช่วยเหลือใดๆ ตนจึงมอบข้าว และเงินไปจำนวนหนึ่ง จากนั้นได้แจ้งข่าวความเดือดร้อนส่งไปยังกลุ่มเพื่อนๆ ทางไลน์ และเฟซบุ๊กเพื่อระดมให้การช่วยเหลือต่อ ทำให้มีผู้ใจบุญร่วมบริจาคข้าวของเครื่องใช้ แพมเพิร์สแก่นางลำไพในวันนี้ เพื่อนำไปดูแลลูกชายที่พิการต่อไป
นางลำไพ ทัดดวง อายุ 34 ปี อยู่บ้านเลขที่ 287 ม.3 ต.บ้านกร่าง อ.เมืองพิษณุโลก กล่าวว่า ตนทำงานแม่บ้าน ส่วนสามีคือ นายประทุม เพชรทอง อายุ 52 ปี เป็นยามที่องค์การโทรศัพท์พิษณุโลก มีบุตรชายด้วยกัน 1 คน ชื่อ ด.ช.ทิติวัฒน์ เพชรทอง อายุ 5 ขวบ สภาพร่างกายพิการมาตั้งแต่เกิด เนื่องจากเป็นโรคศีรษะโต เคยผ่าตัดที่ศีรษะ 4 ครั้งเพื่อต่อท่อจากศีรษะให้น้ำระบายออกทางกระเพาะปัสสาวะ และเป็นโรคกรดไหลย้อนอย่างรุนแรงจนอาการชัก นอกจากนั้นยังต้องผ่าตัดช่องท้องอีกหลายครั้งเพราะลำไส้ตัน จนเกิดอาการลำไส้เน่า ต้องให้อาหารทางสายยางทางหน้าท้องแทน และยังต้องเจาะคออีก เนื่องจากหลอดลมตีบทำให้กินอาหารทางปากไม่ได้ ปัจจุบันต้องไปพบแพทย์ตามนัดประมาณเดือนละครั้ง หรือขึ้นอยู่กับอาการ หากมีการชักเกร็งบ่อยต้องพาไปหาหมอทันที

“ทุกวันนี้ฉันรับภาระค่าใช้จ่ายดูแลลูกชายค่อนข้างสูงจนเดือดร้อนมาก ทั้งเรื่องอาหารที่ต้องซื้อมาให้ลูกวันละ 70 บาท ค่าผ้าออมแพมเพิร์สเดือนละ 800-900 บาท นอกจากนั้นยังมีค่าอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ต้องใช้ดูแลรักษาลูก”

นางลำไพกล่าวอีกว่า ต่อมาสามีตนมีอาการวูบหมดสติหลายครั้ง หลังจากไปพบแพทย์ พบว่าเป็นโรคหัวใจเต้นผิดปกติ ถูกส่งตัวไปรักษาที่โรงพยาบาลโรคทรวงอก จ.นนทบุรี พร้อมกับใส่กล่องช่วยการเต้นของหัวใจเอาไว้บริเวณหน้าอก เพื่อให้หัวใจเต้นตามปกติ
“ตอนนั้นยังมีประกันสังคมในการรักษา ต่อมาได้มาเปลี่ยนกล่อง 2 ที่โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยนเรศวร ก็ใช้สิทธิบัตรทอง ส่วนการจะเปลี่ยนกล่องหัวใจแต่ละครั้งแพทย์เป็นผู้วินิจฉัย โดย 6 เดือนจะมาตรวจครั้งหนึ่ง จึงทำให้สามีไม่สามารถทำงานได้เหมือนปกติ”

นางลำไพกย้ำว่า ทุกวันตนต้องให้สามีเป็นคนดูแลลูก ส่วนตนจะออกไปรับจ้างล้างจานวันละ 280 บาท หลังจากเลิกงานจะกลับมาดูแลลูก ส่วนสามีจะออกไปเก็บของเก่าตามกองขยะเอาไปขายหาเงินมาช่วยเหลืออีกทาง แต่ก็ไม่พอกับค่าใช้จ่ายในแต่ละวัน จึงอยากวิงวอนผู้ใจบุญช่วยเหลืออีกทาง
ผู้สนใจร่วมกิจกรรม สามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม ได้ที่  รศ. ดร. จุรีย์รัตน์  ลีสมิทธิ์  (อาจารย์แมว) สำนักงานศูนย์เกษตรหนึ่งใจ กองงาน “หนึ่งใจ…ช่วยเหลือเกษตรกร” มูลนิธิมิราเคิล ออฟไลฟ์  คณะศิลปศาสตร์และวิทยาศาสตร์  มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์  วิทยาเขตกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม 73140 โทรศัพท์ 083 559 8448 (หมายเลขเจ้าหน้าที่กองงานฯ) อีเมล์ molku@ku.ac.th  ไลน์ ไอดี microku หรือ ajmaew

กรมพัฒนาที่ดินเดินหน้าร่วมขับเคลื่อนโครงการ ตามรอยเท้าพ่อ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/290005

กรมพัฒนาที่ดินเดินหน้าร่วมขับเคลื่อนโครงการ ตามรอยเท้าพ่อ

กรมพัฒนาที่ดินเดินหน้าร่วมขับเคลื่อนโครงการ 9101 ตามรอยเท้าพ่อ

               นายสุรเดช เตียวตระกูล อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน กล่าวว่า จากมติที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2560 ที่ผ่านมา อนุมัติงบประมาณให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ดำเนินโครงการ “9101 ตามรอยเท้าพ่อ ภายใต้ร่มพระบารมี เพื่อการพัฒนาการเกษตรอย่างยั่งยืน” ภายใต้วงเงิน 22,750.50 ล้านบาท เพื่อสร้างความเข้มแข็งแก่เกษตรกรและชุมชนด้วยการนำหลักการแก้ไขปัญหาด้านการเกษตรที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9  ได้พระราชทานไว้มาเป็นต้นแบบดำเนินการ โดยให้ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) 882 ศูนย์ และเครือข่าย 8,219 แห่ง เป็นศูนย์กลางในการพัฒนาภาคการเกษตรของชุมชนได้มีส่วนร่วมอย่างยั่งยืน

พร้อมทั้งการดำเนินงานของชุมชน ภายใต้กรอบโครงการทั้งหมดมี 8 ด้าน ซึ่งต้องเป็นโครงการที่สามารถดำเนินการได้ทันที มีประโยชน์ต่อชุมชนและความยั่งยืน เป็นโครงการหรือกิจกรรมในลักษณะของการลดรายจ่ายเพิ่มรายได้ ลดต้นทุน เพิ่มผลผลิตและยกระดับมาตรฐานสินค้า ประกอบด้วย ด้านการผลิตพืชและพันธุ์พืช, ด้านการผลิตปุ๋ยอินทรีย์, ด้านการจัดการศัตรูพืช, ด้านฟาร์มชุมชน, ด้านการผลิตอาหารการแปรรูปผลผลิตและผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร, ด้านปศุสัตว์, ด้านประมง, ด้านการปรับปรุงบำรุงดิน และด้านการเกษตรอื่นๆ ซึ่งชุมชนที่จะมาขอดำเนินกิจกรรมจะต้องรวมตัวไม่น้อยกว่า 10 คน/กิจกรรม/โครงการจึงจะสามารถเข้าร่วมได้
นายสุรเดชกล่าวต่อว่ากรมพัฒนาที่ดินร่วมดำเนินโครงการ “9101 ตามรอยเท้าพ่อ ภายใต้ร่มพระบารมี เพื่อการพัฒนาการเกษตรอย่างยั่งยืน”ซึ่งภาพรวมความก้าวหน้าในปัจจุบันมีชุมชนเข้าร่วมโครงการ 9,101 ชุมชน และกว่าร้อยละ 35 สนใจการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ ทั้งนี้ได้สั่งการให้สถานีพัฒนาที่ดินจัดส่งเจ้าหน้าที่ให้ความรู้คำแนะนำ รวมถึงการสนับสนุนผลิตภัณฑ์เทคโนโลยีชีวภาพ (สารเร่ง พด.) ในพื้นที่ศูนย์กลางที่กลุ่มชมชนเข้ารับการเรียนรู้กิจกรรมด้านการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ โดยนำวัตถุดิบที่มีอยู่ในพื้นที่ร่วมกับการใช้สารเร่ง พด. อาทิ สารเร่งซุปเปอร์ พด.1 สำหรับการผลิตปุ๋ยหมัก สารเร่งซุปเปอร์ พด.2 สำหรับการผลิตน้ำหมักชีวภาพ การผลิตปุ๋ยใช้เองนอกจากจะช่วยปรับปรุงบำรุงดินให้มีคุณภาพดีเหมาะสมกับการเพาะปลูกพืช สามารถลดต้นทุนการผลิตโดยการนำเศษวัสดุเหลือใช้ภายในไร่นาและครัวเรือน รวมถึงการผลิตสารควบคุม แมลงศัตรูพืช โดยใช้สารเร่งซุปเปอร์ พด.7 เพื่อลดการใช้สารเคมีในพื้นที่การเกษตร และในส่วนของกิจกรรมด้านการปรับปรุงบำรุงดิน เจ้าหน้าที่ได้แนะนำแนวทางหรือวิธีการต่างๆ

อาทิ การปรับสภาพความเป็นกรดของดินให้เหมาะสมกับพืชที่ปลูก การปรับปรุงบำรุงดินโดยใช้อินทรียวัตถุ การเพิ่มฮอร์โมนการเจริญเติบโตของพืช การเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ให้แก่ดิน การดูแลรักษาความชื้นในดิน การจัดการดินหลังการเก็บเกี่ยวผลผลิต เพื่อให้เกษตรกรสามารถนำมาปรับใช้ในพื้นที่ของตน เนื่องจากพื้นที่มีการทำเกษตรต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน ขาดการจัดการที่ถูกวิธี ขาดการดูแลรักษาที่เหมาะสม ทำให้ดินเกิดความเสื่อมโทรมขาดอินทรียวัตถุและความอุดมสมบูรณ์ต่ำ พืชที่ปลูกให้ผลผลิตลดลง จึงจำเป็นต้องมีการปรับปรุงบำรุงดินให้มีสภาพที่เหมาะสมต่อการปลูกพืช เพื่อเป็นการลดต้นทุนและช่วยเพิ่มผลผลิตให้สูงขึ้น
“การที่เกษตรกรรวมตัวกันดำเนินกิจกรรมผลิตปุ๋ยอินทรีย์จากโครงการนี้ นอกจากจะสามารถผลิตปุ๋ยใช้เองแล้ว ยังสามารถรวมกลุ่มผลิตปุ๋ยอินทรีย์เพื่อจำหน่าย ในท้องตลาดเกิดการสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรและชุมชนอีกด้วย ซึ่งปัจจุบันชุมชนมีการรวมกลุ่มและเข้าร่วมโครงการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ทั่วประเทศ ซึ่งสถานีพัฒนาที่ดินจังหวัดได้ส่งเจ้าหน้าที่ให้การสนับสนุนความรู้คำแนะนำเทคนิคด้านวิชาการเพื่อให้การผลิตปุ๋ยได้คุณภาพและมาตรฐานสำหรับการนำไปใช้ในพื้นที่และสนับสนุนผลิตภัณฑ์เทคโนโลยีชีวภาพ (สารเร่ง พด.) ตามความเหมาะสม นอกจากนี้ยังมีการถ่ายทอดเทคโนโลยีการขยายเชื้อให้แก่เกษตรกรเพื่อให้สามารถผลิตปุ๋ยได้ต่อไป”
สำหรับเกษตรกรที่สนใจเกี่ยวกับกิจกรรมการผลิตปุ๋ยอินทรีย์และกิจกรรมการปรับปรุงบำรุงดิน               แต่ไม่ได้เข้าร่วมโครงการฯ สามารถขอคำแนะนำเพิ่มเติมได้ที่…สถานีพัฒนาที่ดินใกล้บ้านทุกจังหวัดและหมอดินอาสาประจำหมู่บ้าน หรือกลุ่มเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ กรมพัฒนาที่ดิน โทร. 02 579  8515

เกษตรฯใช้เทคโนฯอิสราเอลพัฒนาเกษตรแปลงใหญ่ในพื้นที่ชลประทาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/289663

เกษตรฯใช้เทคโนฯอิสราเอลพัฒนาเกษตรแปลงใหญ่ในพื้นที่ชลประทาน

2561-2562, เกษตร, ใช้, เทคโนฯ, อิสราเอล, พัฒนา, แปลง, ใหญ่, พื้นที่ชลประทาน

เกษตรฯใช้เทคโนฯอิสราเอลพัฒนาเกษตรแปลงใหญ่ในพื้นที่ชลประทาน

 

พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ผลจากการหารือร่วมกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและชนบทของอิสราเอล รวมถึงได้ลงนามความตกลงว่าด้วยความร่วมมือด้านการเกษตรระหว่างกันเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ณ รัฐอิสราเอล นั้น ขณะนี้กรมชลประทานได้จัดทำกรอบแผนงานโครงการเกษตรแปลงใหญ่ผสานเทคโนโลยีที่ทันสมัย เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเกษตรและการใช้น้ำในพื้นที่ชลประทานอ่างเก็บน้าห้วยประดู่โครงการชลประทานมหาสารคาม จังหวัดมหาสารคาม ระยะเวลา 2 ปี (2561-2562) เรียบร้อยแล้ว ซึ่งพื้นที่ดังกล่าวจะเป็นพื้นที่นำร่องที่เน้นใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมขั้นสูงที่มีความชัดเจนและเห็นผลเร็ว เสนอให้ทางอิสราเอลเพื่อทำงานร่วมกัน โดยคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในเดือนสิงหาคมนี้ ก่อนกำหนดวันจัดประชุมระดับเจ้าหน้าที่ของสองประเทศโดยเร็ว
สำหรับกรอบแนวทางที่ไทยขอรับการสนับสนุนและร่วมมือจากอิสราเอล มี 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ 1. การใช้เทคโนโลยีให้เหมาะสมกับพื้นที่ เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มผลผลิต โดยเฉพาะการถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยีการผลิตสินค้าเกษตรในระดับไร่นา การจัดการ ดิน น้าและ พืช การวิเคราะห์คุณสมบัติดินและน้ำในพื้นที่ การแนะนำพืชทางเลือกที่เหมาะสมกับดินและน้ำและมีมูลค่าสูงทางการตลาด การนำน้ำมาใช้ซ้ำและหมุนเวียนน้ำเสียกลับมาใช้ใหม่การจัดแปลงเพาะปลูก และระบบการให้น้ำ การจัดแปลงเพาะปลูกที่เหมาะสมเพื่อลดการระเหยของน้ำและให้ผลผลิตต่อหน่วยสูง การออกแบบระบบการให้น้ำแบบประหยัดน้ำและประหยัดพลังงานที่เหมาะสมกับชนิดพืช ทางเลือก ดิน และปริมาณน้ำต้นทุนที่มีอยู่โดยคำนึงถึงผลผลิต ต่อหน่วยและผลผลิตต่อพื้นที่ที่เพิ่มขึ้น รวมถึงถ่ายทอดดองค์ความรู้และเทคโนโลยีการผลิตสินค้าเกษตรในระดับธุรกิจในด้านเทคโนโลยีหลังเก็บเกี่ยวเพื่อเก็บรักษาคุณภาพผลผลิตอย่างมีประสิทธิภาพ 2. ให้คำแนะนำและช่วยเหลือในการเลือก การพัฒนา การติดตั้ง และประยุกต์ใช้เครื่องจักร เครื่องมือ อุปกรณ์อิเลคทรอนิคส์คอมพิวเตอร์และซอฟแวร์สำหรับเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย 3. เป็นพี่เลี้ยงการดาเนินโครงการให้กับบุคลากรฝ่ายไทยจนสิ้นสุดระยะเวลาการดำเนินการ 2 ปี (2561-2562)
ด้านนายสมเกียรติ ประจาวงษ์ รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวเพิ่มเติมถึง ขอบเขตการดำเนินงานว่า ในระยะเริ่มโครงการจะจัดตั้งศูนย์เรียนรู้และจัดตั้งแปลงสาธิตขนาด 100-300 ไรในพื้นที่เป้าหมายข้างต้น โดยจะมีการจัดตั้งกลุ่มเกษตรกรผู้ใช้น้ำชลประทาน และกลุ่มเกษตรกรผู้ผลิตสินค้าเกษตรในพื้นที่ เพื่อทดลอง และปฏิบัติจริงตามกระบวนการทางด้านเทคนิคการถ่ายทอดและฝึกอบรมเทคโนโลยีให้เหมาะสมกับพื้นที่ ภายใต้โครงการความร่วมมือทางด้านการเกษตรระหว่างไทย-อิสราเอล ซึ่งจะมีการติดตามและประเมินผลอย่างต่อเนื่อง ระยะเวลาดำเนินงานในปีงบประมาณพ.ศ.2561-2562 รวมระยะเวลา 2 ปี โดยมีเป้าหมายให้เกษตรกรมีพืชทางเลือกหลายชนิด สามารถเพิ่มรายได้และเสริมสร้างความมั่นคงในอาชีพของ เกษตรกรในพื้นที่ มีการบริหารจัดการแปลงเพาะปลูกที่ดีขึ้นและประหยัดการใช้น้า โดยมีระบบการนำน้ำมาใช้ซ้ำและหมุนเวียนน้าเสียกลับมาใช้ใหม่มีระบบการให้น้ำมีประสิทธิภาพสูงและมีเทคโนโลยีที่ทันสมัย รวมทั้งมีองค์ความรู้ในการรักษาคุณภาพผลผลิตอย่างมีประสิทธิภาพ
“กรมชลประทานได้พิจารณาคัดเลือกพื้นที่ชลประทานอ่างเก็บน้าห้วยประดู่ โครงการชลประทานมหาสารคาม จังหวัดมหาสารคามมานำรองภายใต้กรอบความร่วมมือไทย-อิสราเอลครั้งนี้ เนื่องจากอ่างเก็บน้าห้วยประดู่ซึ่งมีปริมาณน้ำกักเก็บอยู่ที่ 2.8 ล้านลบม. มีระบบชลประทานครอบคลุมพื้นที่เกษตร 2,270 ไร่ การเกษตรโดยส่วนใหญ่ปลูกข้าวเป็นหลักในฤดูฝน ขณะที่ในฤดูแล้งปลูกพริก และพืชตระกูลถั่ว/ข้าวโพดหวาน ขณะเดียวกัน สภาพดินในพื้นที่มีปัญหาเรื่องดินเค็ม เนื้อดินมีทรายปนสูง จึงมีการสูญเสียน้ำมาก หากส่งน้ำแบบผิวดินแบบเดิม ประกอบกับน้ำต้นทุนในอ่างมีแนวโน้มลดลง จึงต้องการใช้เทคโนโลยีการส่งและกระจายน้ำเพื่อให้มีการสูญเสียน้อย และลดผลกระทบปัญหาดินเค็ม” นายสมเกียรติ กล่าว

กรมชลปรับปฏิทินเพาะปลูกในพื้นที่ลุ่มต่ำทุ่งบางระกำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/289749

กรมชลปรับปฏิทินเพาะปลูกในพื้นที่ลุ่มต่ำทุ่งบางระกำ

กรมชลปรับปฏิทินเพาะปลูกในพื้นที่ลุ่มต่ำทุ่งบางระกำ

     นายสัญชัย  เกตุวรชัย  อธิบดีกรมชลประทานกล่าวถึงการสั่งการให้กรมชลประทานเร่งรัดบริหารจัดการน้ำในฤดูฝนให้พร้อม ทั้งการระบายน้ำ การพร่องน้ำเพื่อรองรับน้ำฝน และเตรียมความพร้อมของพื้นที่รองรับน้ำหลาก ซึ่งอาจมีผลกระทบต่อพื้นที่ลุ่มต่ำ เช่น คลองโผงเผง คลองบางบาล ทุ่งบางระกำ ทุ่งท่าวุ้ง ทุ่งผักไห่ เป็นต้น

กรมชลปรับปฏิทินเพาะปลูกในพื้นที่ลุ่มต่ำทุ่งบางระกำ
ทั้งนี้ กรมชลประทานเองจะเร่งแจ้งเตือนประชาสัมพันธ์ข้อมูลสถานการณ์น้ำให้ประชาชนในพื้นที่ได้รับทราบ พร้อมทั้งประสานงานกระทรวงมหาดไทย  และจังหวัด เพื่อให้ความช่วยเหลือทันท่วงที โดยเน้นการเตรียมการด้านบุคลากร เครื่องจักร เครื่องมือ แผนการปฏิบัติงาน เพื่อลดผลกระทบที่จะเกิดขึ้น
อย่างไรก็ตาม ในพื้นที่ลุ่มต่ำ 13 แห่ง คือ ทุ่งบางระกำ จ.พิษณุโลก 2.65 แสนไร่ และในทุ่งเจ้าพระยา 12 แห่ง พื้นที่รวม 1.15 ล้านไร่ กรมชลประทานได้จัดการบริหารจัดการน้ำรองรับน้ำหลากโดยปรับปฏิทินการเพาะปลูกจากเดิมที่ปลูกตามสภาพมาเป็นวันที่ 1 เมษายน 2560 สำหรับทุ่งบางระกำ และ 1 พฤษภาคม 2560 สำหรับทุ่งเจ้าพระยา 12 แห่ง ตามรายชื่อข้างต้น เพื่อให้เก็บเกี่ยวได้ทันก่อนน้ำหลากท่วม
นายสัญชัยกล่าวอีกว่า การปรับปฏิทินทำนาในพื้นที่ลุ่มต่ำ 13 แห่ง ดำเนินการเป็นปีแรก โดยผ่านกระบวนการมีส่วนร่วมของเกษตรกรในพื้นที่ และมีการบูรณาการร่วมกับกระทรวงมหาดไทย และกองทัพ ทำให้เกษตรกรมั่นใจว่า โครงการนี้มีโอกาสสำเร็จสูง ขณะนี้เริ่มทะยอยเก็บเกี่ยวข้าวกันแล้ว
การบริหารน้ำในพื้นที่ลุ่มต่ำ สร้างประโยชน์ด้านการเลี่ยงผลกระทบน้ำท่วมนาข้าวที่กำลังตั้งท้องรอเก็บเกี่ยวช่วงน้ำหลาก เกษตรกรได้รับผลผลิตเต็มที่  โดยรัฐไม่ต้องจ่ายเงินชดเชย ยังตัดลดยอดน้ำที่จะลงมาท่วมด้านล่าง โดยผลักเข้าทุ่งในลักษณะแก้มลิงรวมแล้วไม่น้อยกว่า 1,900 ล้านลูกบาศก์เมตร ที่สามารถใช้ทำนาครั้งที่สองหรือปลูกพืชใช้น้ำน้อย  การกำจัดหนูนา เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล การจับปลาในพื้นที่แก้มลิง

กรมชลปรับปฏิทินเพาะปลูกในพื้นที่ลุ่มต่ำทุ่งบางระกำ
“ที่สำคัญในทุ่งเจ้าพระยา ยังลดปัญหาความขัดแย้งระหว่างประชาชนนอกคันกั้นน้ำกับในคันกั้นน้ำ พอปลูกเร็วขึ้นก็เก็บเกี่ยวเร็วขึ้น ได้เงินเร็วขึ้นด้วย ช่วงกลางถึงปลายเดือนกันยายนก็สามารถผลักน้ำหลากเข้าทุ่งที่เก็บเกี่ยวแล้วได้ทันที  คนที่อยู่นอกคันกั้นน้ำก็ไม่ต้องทนน้ำท่วมนานเหมือนปีก่อนๆ” อธิบดีกรมชลประทานกล่าวทิ้งท้าย