พัฒนาลุ่มน้ำแบบประชารัฐโครงการคลองกัดตะวาใหญ่ตอนล่าง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/288506

พัฒนาลุ่มน้ำแบบประชารัฐโครงการคลองกัดตะวาใหญ่ตอนล่าง

พัฒนาลุ่มน้ำแบบประชารัฐโครงการลุ่มน้ำย่อยคลองกัดตะวาใหญ่ตอนล่าง

 คำ “ประชารัฐ” ฟังดูอาจเกร่อ  แต่เนื้อแท้ๆ เป็นเรื่องดีที่มีหลักการพัฒนาร่วมทั้งประชา ได้แก่ ประชาชน หรือเอกชนกับรัฐ

พัฒนาลุ่มน้ำแบบประชารัฐโครงการคลองกัดตะวาใหญ่ตอนล่าง
ที่ผ่านมาการพัฒนาของประเทศไทยมาจากการตัดสินของรัฐ ตั้งแต่ต้นจนจบตามที่ตัวเองเห็นว่าดี  แต่ “ดี” ของรัฐอาจไม่ดีในสายตาประชาชน แถมสร้างปัญหาโดยไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ
การพัฒนาแหล่งน้ำที่ผ่านมาเริ่มยากลำบากขึ้น และชะงักงันจากการต่อต้านคัดค้านโครงการ ไม่ว่าโครงการนั้นจะสร้างประโยชน์แก่ชุมชนมากมายก็ตาม
ความไม่รู้ก็ส่วนหนึ่ง แต่เบื้องลึกคือการขาดการมีส่วนร่วมจากชุมชนเป็นสำคัญ
กรมชลประทานสำเหนียกปัญหานี้ดี จึงจัดตั้งกองส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนขึ้นมาดำเนินการเรื่องนี้ นอกเหนือจากที่หน่วยงานดำเนินการเองในพื้นที่อยู่แล้ว
โดยมีหลักวิชาการการมีส่วนร่วม ซึ่งศึกษาหาองค์ความรู้เอาจากภายนอกหลายแห่งประยุกต์ใช้
เป็นกระบวนการปลุกพลังแห่งการเรียนรู้และแก้ปัญหาร่วมกัน ผสมผสานกับความรู้ด้านการชลประทาน เป็นที่มาของการพัฒนาลุ่มน้ำแบบประชารัฐ ซึ่งเป็นยุทธศาสตร์กรมชลประทานที่สอดรับกับนโยบายประชารัฐของรัฐบาลอย่างพอเหมาะพอดี
ประเดิมโครงการพัฒนาลุ่มน้ำแบบประชารัฐในพื้นที่ลุ่มน้ำภาคตะวันออก โดยสำนักงานชลประทานที่ 9  ประกอบด้วยพื้นที่ 8 จังหวัด  ได้แก่ ชลบุรี ฉะเชิงเทรา ระยอง ปราจีนบุรี จันทบุรี สระแก้ว ตราด นครนายก เป็นลุ่มน้ำย่อย รวม  88 แห่ง
ลุ่มน้ำย่อยคลองกัดตะวาใหญ่ตอนล่าง อ.วังน้ำเย็น จ.สระแก้ว เป็น 1 ใน 88 โครงการข้างต้น
พื้นที่บริเวณนี้มีอ่างเก็บน้ำขนาดกลางและขนาดเล็ก 4 แห่ง ได้แก่ อ่างเก็บน้ำเขาตะกรุบ อ่างเก็บน้ำคลองกัดตะนาวใหญ่ อ่างเก็บน้ำแพรกกะหมู 1 และ 2
พื้นที่ลุ่มน้ำบริเวณนี้เดิมทีเป็นผืนป่าใหญ่ ชื่ออำเภอวังน้ำเย็น ก็บ่งบอกถึงความอุดมสมบูรณ์ แต่เมื่อชาวบ้านจากหลายจังหวัดตั้งแต่อีสาน เหนือ กลาง ใต้ เข้ามาพลิกผืนดินตั้งรกราก ป่าไม้จึงหายไปกลายเป็นพื้นที่ทำกิน จากข้าว ข้าวโพด มันสำปะหลัง มะม่วง ปาล์มน้ำมัน เริ่มเข้าสู่พืชหลักอย่างลำไย ซึ่งเติบโตอย่างก้าวกระโดดนับแต่ปี 2555 จากไม่กี่พันไร่กลายเป็นหลายหมื่นไร่ บ้างก็ว่าแตะแสนไร่แล้วด้วยซ้ำ
ลำไยเป็นไม้ผลที่ต้องการน้ำมาก นับแต่ช่วงติดผลจนเก็บเกี่ยว 5-6 เดือนคล้ายๆ ทุเรียน
นี่เป็นสภาพปัญหาน้ำที่กำลังกลายเป็นปัญหาใหญ่จากความต้องการใช้ เนื่องจากลำไยได้ราคาดีประมาณ 35-38 บาท/กิโลกรัม จากตัวแทนล้งจีนที่เข้ามาปล่อยเงินทุนล่วงหน้าให้เกษตรกรและรับประกันราคาซื้อขาย
ลำพังปริมาณน้ำในเวลานี้ก็ค่อนข้างขัดสนอยู่แล้วจากหลายปัจจัย ทั้งแหล่งน้ำเก่ามีปัญหาตื้นเขินหรือความต้องการมากขึ้นจากการเพิ่มขึ้นของประชากร รวมทั้งการขยายพื้นที่ปลูกลำไยทำให้ความต้องการสูงขึ้น ในขณะปริมาณน้ำกลับมีจำกัด
“เขาไม่ได้เอาโครงการมาให้  แต่เขาจะให้พวกเราช่วยกันศึกษาและลองหาทางแก้ไข” ชาวบ้านคนหนึ่งเล่าให้ฟัง  หากเป็นเช่นแต่ก่อน เมื่อเกิดความเดือดร้อนจะขาดแคลนน้ำหรือน้ำท่วม เจ้าหน้าที่รัฐจะมาวางแผนพัฒนาโครงการนั่นนี่ ชาวบ้านได้แต่รอดูและรอรับประโยชน์จากโครงการโดยไม่ได้ทำอะไรมากไปกว่านั้น
แต่เมื่อเป็นการพัฒนาแบบประชารัฐ หรือการมีส่วนร่วม ชาวบ้านเองก็ต้องมาเรียนรู้ตัวเอง ประวัติศาสตร์ชุมชนตัวเอง แหล่งน้ำที่มีอยู่ ศักยภาพและปัญหา  แนวทางการแก้ไข ฯลฯ ด้วยการพูดคุยแลกเปลี่ยน จัดทำแผนที่เดินดินหรือแผนที่ทำมือ เป็นเครื่องมือให้ง่ายต่อการทำความเข้าใจในหมู่ชาวบ้านด้วยกัน แทนที่จะเป็นแผนที่ของกรมชลประทาน ซึ่งแม้จะถูกต้อง แต่เข้าใจยาก และไม่มีรายละเอียดด้วยซ้ำว่า เป็นแปลงเกษตรของใคร มีปัญหาลึกตื้นหนาบางอะไร
ซึ่งกระบวนการมีส่วนร่วมนั้น ชาวบ้านต้องเดินสำรวจพื้นที่ ทำแผนที่ ทั้งแผนที่ชุมชน แผนที่น้ำ ถนน แปลงเกษตร เป็นกระบวนการต่อเนื่องทำแล้วทำอีก และต้องกลับมาให้ชุมชนตรวจสอบความถูกต้อง กระบวนการนี้ค่อยๆ ทำให้ชาวบ้านตระหนักว่า แท้จริงแล้วคนที่จะแก้ไขปัญหาก็คือชาวบ้านนั่นเอง และจะแก้ไขปัญหาได้ ชุมชนก็ต้องเข้มแข็ง ร่วมมือกัน เสียสละเพื่อส่วนรวม
“เลือกที่นี่เป็นโครงการนำร่องของ จ.สระแก้ว เพราะเห็นว่ามีปัญหาและเราเองก็มีแหล่งน้ำชลประทานอยู่แล้ว น่าจะทำให้เป็นรูปธรรมได้” นายณัฐวุฒิ สร้อยประเสริฐ หัวหน้าฝ่ายจัดสรรน้ำและปรับปรุงระบบชลประทาน โครงการชลประทานสระแก้ว กล่าว
นายณัฐวุฒิและทีมงานลงพื้นที่จัดเวทีให้ชาวบ้านล้อมวงพูดคุย ตลอดจนเลือกคณะกรรมการพัฒนาลุ่มน้ำประชารัฐโครงการคลองกัดตะนาวใหญ่ตอนล่าง ด้วยตัวชาวบ้านเอง
ชาวบ้านบอกว่า แต่ก่อนถ้าเป็นเจ้าหน้าที่ชลประทานลงมาก็จะรู้สึกเกรงกลัว แต่จากการสัมผัสในเวทีการมีส่วนร่วม 5-6 ครั้งที่ผ่านมา พวกเขากล้าพูดระบายปัญหาหรือแสดงความเห็นต่อหน้ามากขึ้น
ไม่รู้สึกกลัวเหมือนก่อน โดยเฉพาะปัญหาเรื่องน้ำ ขณะเดียวกัน ชาวบ้านก็เริ่มยอมรับว่าปัญหาส่วนหนึ่งก็เกิดจากพวกเขาเอง เช่น การใช้น้ำฟุ่มเฟือย การไม่ใส่ใจดูแลแหล่งน้ำชลประทาน เริ่มทำให้ตระหนักคิดว่า พวกเขาเองนั่นแหละที่ต้องลุกขึ้นแก้ไขปัญหา ไม่ใช่ปล่อยให้กรมชลประทานทำอยู่ฝ่ายเดียว ไม่เช่นนั้นปัญหาเดิมก็จะเกิดขึ้นอีก
นี่เป็นขั้นตอนแรกๆ ของกระบวนการมีส่วนร่วม ยังมีขั้นตอนอื่นๆ อีกที่ทำให้ชาวบ้านได้เรียนรู้ปัญหาของเขาเอง ด้วยการลงพื้นที่สำรวจ สอบถามข้อมูลจากในชุมชน
“เมื่อได้เรียนรู้เรื่องน้ำและแหล่งน้ำ รวมทั้งมีแผนที่ทำด้วยมือตัวเอง  เขาก็มีข้อมูลตอบโจทย์สำหรับใช้วางแผน ตั้งแต่การใช้น้ำ  การจัดรอบเวร และ ฯลฯ นำไปสู่การแก้ไขปัญหาต่างๆ ได้ แต่กระบวนการนี้ต้องใช้เวลา แต่เมื่อเดินได้แล้วก็จะค่อยๆ เข้มแข็ง ที่สำคัญคือต้องทำอย่างต่อเนื่อง”

พัฒนาลุ่มน้ำแบบประชารัฐโครงการคลองกัดตะวาใหญ่ตอนล่าง

สุจินต์ หลิ่มโตประเสริฐ ผู้อำนวยการกองส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนกล่าว
ในขณะที่นายณัฐวุฒิ สร้อยประเสริฐ หัวหน้าฝ่ายจัดสรรน้ำฯ กล่าวว่า จากการจัดเวทีการมีส่วนร่วม 6 ครั้งที่ผ่านมา ตนมั่นใจว่าแกนนำชาวบ้านในคณะกรรมการพัฒนาลุ่มน้ำแบบประชารัฐมีความสามารถขับเคลื่อนโครงการต่อไปได้ด้วยตัวเอง โดยกรมชลประทานเองยังคงคอยสอดประสานในบางเรื่องที่เกินกว่ากำลังชาวบ้านทำได้ เช่น การออกแบบทางวิศวกรรม เป็นต้น
“ที่สำคัญเป็นเครื่องมือที่จะดึงชาวบ้านให้กลับมารักใคร่สามัคคีแน่นแฟ้นขึ้น  แทนการแตกแยกจากการแย่งชิงน้ำกัน”
“ประชารัฐ” นั้นเป็นภาพใหญ่  โดยมีกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนเป็นอาวุธลับในการขับเคลื่อนที่ฉกาจฉกรรจ์

“สมปอง”เร่งตามยึดคืนที่ดินสปก.สระแก้ว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/288456

“สมปอง”เร่งตามยึดคืนที่ดินสปก.สระแก้ว

“สมปอง”เร่งตามยึดคืนที่ดินสปก.สระแก้ว

    วันที่ 19 กรกฎาคม 2560  นายสมปอง อินทร์ทอง เลขาธิการ ส.ป.ก.และคณะ ประกอบด้วยนายสุรชัย ยุทธชนะ ปฏิรูปที่ดินจีงหวัดสระแก้ว  นางสมพร ทองทั่ว  ผู้อำนวบการสำนักจัดการปฏิรูปทีดิน นายสุริยน พัชรครุกานนท์ ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาพื้นที่ปฏิรูปที่ดิน นายประเทือง พงษ์ไทย ผู้อำนวยการสำนักจัดการแผนที่และส่ารบบที่ดิน นางสาวอมราพัทธ์  เวชเตง ผู้อำนวยการสำนักบริหารกองทุน นายชลิต พงศ์ปลื้มปิติชัย ผู้อำนวยการกลุ่มกฎหมาย สำนักงานการปฏิรูปที่ดินจังหวัดสระแก้ว และนางสาวพรพรรณ ภูวนธรรม ผู้อำนวยการกลุ่มประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ ลงพื้นที่ตรวจติดตามผลการดำเนินการพื้นที่ยึดคืน โครงการจัดที่ดินทำกินให้แก่ชุมชนตามนโยบายรัฐบาล ได้แก่
– แปลงที่ดิน 2879 หมู่ 14 ตำบลหนองม่วง อำเภอโคงสูง เนื้อที่ 655 ไร่ 9 ตารางวา  ราษฎรเข้าทำกิน 63 ราย
– แปลงที่ดิน 3264 ,2924  ,3264 ตำบลหนองแวง อำเภอโคกสูง เนื้อที่ 611 ไร่ 1 งาน 49 ตารางวา  เกษตรกรเข้าทำกิน 33 ราย – แปลงที่ดิน 3922  แปลงที่ดิน4341ตำบลโนนหมากเค็ง อำเภอวัฒนานคร เนื้อที่ 693 ไร่ 3 งาน 54 ตารางวา เกษตรกรเข้าทำกิน 60 ราย
– แปลงที่ดิน 3931 ตำบลวัฒนานคร อำเภอวัฒนานคร เนื้อที่ 326 ไร่ 3 งาน 51 ตารางวา เกษตรกรเข้าทำกิน 30 ราย – แปลงที่ดิน 421 ตำบลคลองหินปูน อำเภอวังน้ำเย็น เนื้อที่ 318 ไร่ 1 งาน 2 ตารางวา  เกษตรกรเข้าทำกิน 36 ราย ซึ่งพื้นที่ที่ตรวจติดตามอยู่ในเขตปฏิรูปที่ดิน ตามโครงการจัดที่ดินทำกินให้แก่ชุมชน ตามนโยบาลรัฐบาล จังหวัดสระแก้ว

“เอกพล มนต์ตระการ”นักร้องลูกอีสานเดินตามรอยศาสตร์พระราชา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/288347

“เอกพล มนต์ตระการ”นักร้องลูกอีสานเดินตามรอยศาสตร์พระราชา

“เอกพล มนต์ตระการ”นักร้องลูกอีสานเดินตามรอยศาสตร์พระราชา

              เอกพล มนต์ตระการ นักร้องลูกทุ่งหนุ่มลูกอีสาน เจ้าของผลงานเพลง “นายร้อยหน้าลิฟท์” “นั่งเฝ้าเขาจีบ” “หยาดเหงื่อเพื่อแม่” ฯลฯ ปัจจุบันผันตัวเองทำการเกษตรตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ตามรอยพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พร้อมอาชีพเสริมผลิตสินค้าเพื่อการเกษตรในนาม “สารมาเต็ม”

“ตอนนี้งานเพลงยังร้องอยู่เหมือนเดิมครับ เพียงแต่ช่วงนี้ยังไม่มีผลงานเพลงใหม่ ๆ ออกมาให้ฟังกัน อยู่ระหว่างทำเพลง เร็ว ๆ นี้ คงได้รับชมกันแน่นอนครับ”

แม้จะยังไม่มีผลงานเพลงใหม่ ๆ ออกมา แต่เอกพลยังมีงานเดินสายร้องเพลงทั้งในและต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง แฟนเพลงยังให้การยอมรับในความสามารถอยู่เหมือนเดิม ส่วนช่วงที่ว่างเว้นจากงานเพลง เอกพลจะทำการเกษตรปลูกทุกอย่างที่กิน และกินทุกอย่างที่ปลูก ตามแนวเศรษฐกิจพอเพียงและเกษตรทฤษฎีใหม่ของพ่อหลวง ซึ่งเมื่อลงมือทำ พิสูจน์แล้วด้วยตนเองแล้ว ยืนยันได้ว่า “ศาสตร์พระราชา” คือของจริง

“ผมเป็นเด็กบ้านนอก พ่อแม่ทำนา ตอนเด็ก ๆ ก็ช่วยพ่อแม่ทำนามาตลอด แต่มาว่างเว้นเมื่อมาเป็นนักร้อง เพราะต้องเดินสายบ่อย แต่ช่วงนี้พอจะมีเวลา จึงลงมือทำการเกษตรอย่างจริงจัง โดยนำ “ศาสตร์พระราชา” มาใช้ในการดำเนินชีวิตและการประกอบอาชีพ เพื่อเป็นภูมิคุ้มกัน และสร้างความมั่นคงยั่งยืนให้กับชีวิต ตามที่พ่อหลวงทรงชี้นำไว้ รวมถึงการถ่ายทอดแนวทางพอเพียงควบคู่เกษตรทฤษฎีใหม่ไปสู่พี่น้องเกษตรกรในชุมชนที่ผมอยู่ ผมว่าในโลกนี้ไม่มีพระราชาพระองค์ไหนเหมือนท่านอีกแล้ว ผมโชคดีมากที่เกิดเป็นข้ารองพระบาทพระองค์ท่าน  ในเร็ว ๆ นี้ ผมวางแผนจะใช้สวนของตัวเองเปิดศูนย์เรียนรู้ตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง ให้ผู้ที่สนใจสามารถเข้ามาศึกษาเรียนรู้และแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในการทำไร่ทำนาที่สามารถลดต้นทุนการผลิต เพิ่มปริมาณผลผลิต และเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต โดยขณะนี้ได้ทำแปลงนาสาธิตไว้แล้ว นอกจากนี้ ผู้ที่เข้ามาที่ศูนย์เรียนรู้แห่งนี้ ยังสามารถมาเรียนรู้ด้านปศุสัตว์ ประมง ฯลฯ ได้ด้วย เพราะผมได้รับความอนุเคราะห์จากหลายหน่วยงาน ที่ให้การสนับสนุนด้านองค์ความรู้และปัจจัยที่จำเป็นต่าง ๆ”

เขายังเล่าถึงธุรกิจใหม่ที่ทำควบคู่กับงานเพลง ก็คือ สินค้าเพื่อการเกษตร “มาเต็ม” สารจำเป็นสำหรับพืชที่สามารถใช้ได้ดีกับพืชทุกชนิด ซึ่งได้รับกระแสตอบรับจากแฟนคลับเป็นอย่างดี โดยจำหน่ายผ่านช่องทางออนไลน์ และตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ

“มาเต็มนั้นเป็นสารจำเป็นสำหรับพืชทุกชนิด ที่ผมได้สูตรมาจากพี่น้องครูบาอาจารย์ในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ซึ่งเมตตาให้สูตรเด็ดมา ก่อนที่จะทำขายจริงจัง โดยเป็นสินค้าของผม 100% ไม่ได้เป็นพรีเซ็นเตอร์หรือรับจ้างประชาสัมพันธ์ ผมผลิตมาเต็มขึ้นจากความตั้งใจ โดยแจกจ่ายให้กับพี่น้องเกษตรกรในชุมชนที่ผมอยู่ได้ทดลองใช้ก่อน ซึ่งผลตอบรับออกมาค่อนข้างดีมาก ทั้ง 2 สูตร ทำให้มั่นใจและกล้าที่จะทำตลาด ผมกล้าเอาชื่อเอกพล มนต์ตระการ รับประกัน”

สำหรับ “สารมาเต็ม” มี 2 สูตร ได้แก่ “สูตร 1 ฉลากสีเหลือง” สำหรับบำรุงต้น เร่งใบ ทำให้พืชเจริญเติบโตได้ดี แข็งแรง และปรับปรุง บำรุงดิน ให้สามารถปลดปล่อยธาตุอาหารได้ดีขึ้น และ “สูตร 2 ฉลากสีแดง” เพิ่มสีสัน ทำน้ำหนัก รสชาติ สร้างคุณภาพให้ผลผลิต

ปัจจุบัน “มาเต็ม” ได้รับการยอมรับว่าใช้ได้ดี เห็นผลไว ได้ผลจริง ช่วยให้พี่น้องเกษตรกรสามารถลดต้นทุนการผลิตได้จริง ซึ่งโครงการต่อไปของนักร้องหนุ่ม เอกพล มนต์ตระการ คือการช่วยเหลือเกษตรกรลูกค้า “มาเต็ม” ด้วยการหาช่องทางจัดจำหน่าย และทำการตลาดให้ เพื่อให้เกษตรกรสามารถขายผลผลิตที่ได้คุณภาพมาตรฐาน สร้างความมั่นใจแก่ผู้บริโภค และขายได้ในราคาที่เป็นธรรม

อยากรู้จัก “มาเต็ม” ให้มากกว่านี้ สามารถติดต่อโดยตรงได้ที่ โทร. 089-274 7771 ก่อนจากกัน เอกพล มนต์ตระการ ย้ำว่า “ผมยังร้องเพลงอยู่นะครับ!!”

ฝนหลวงฯช่วยเหลือพื้นที่ไม่ได้รับผลกระทบจากพายุ “ตาลัส”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/288319

ฝนหลวงฯช่วยเหลือพื้นที่ไม่ได้รับผลกระทบจากพายุ “ตาลัส”

ตาลัส, ฝนหลวง, ช่วยเหลือ, พื้นที่, ไม่, ได้รับ, ผลกระทบ, จาก, พายุ, ลัส

ฝนหลวงฯช่วยเหลือพื้นที่ไม่ได้รับผลกระทบจากพายุ “ตาลัส”

             วันที่ 19 กรกฎาคม 2560 เวลา 12.00 น. นายสุรสีห์ กิตติมณฑล อธิบดีกรมฝนหลวงและ การบินเกษตร เปิดเผยว่า จากสถานการณ์พายุโซนร้อน “ตาลัส” เคลื่อนตัวผ่านประเทศไทยตอนบน ทำให้พื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือของประเทศได้รับผลกระทบมีฝนตกในหลายพื้นที่ และจากการสำรวจปริมาณน้ำฝนในหลายพื้นที่พบว่าสภาพการเกิดฝนไม่กระจายตัวทั่วทุกพื้นที่ ทำให้บางพื้นที่ไม่ได้รับผลกระทบซึ่งมีทั้งพื้นที่การเกษตรและพื้นที่ขอรับบริการฝนหลวง กรมฝนหลวงและการบินเกษตรจึงวางแผนปฏิบัติการฝนหลวงช่วยเหลือพื้นที่ขอรับบริการฝนหลวงและพื้นที่ที่ต้องการน้ำแต่ฝนกระจายตัวไม่ถึง

โดยมอบหมายให้ศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ขึ้นปฏิบัติการฝนหลวงในพื้นที่เป้าหมาย ได้แก่ อำเภอพุทไธสง จังหวัดบุรีรัมย์ อำเภอพยัคฆภูมิ อำเภอพิสัย อำเภอนาดูน จังหวัดมหาสารคาม และอำเภอปทุมรัตน์ อำเภอเกษตรวิสัย จังหวัดร้อยเอ็ด และพื้นที่เกษตรแปลงใหญ่ในอำเภอปทุมรัตน์อีกด้วย ซึ่งพื้นที่ดังกล่าว ส่วนใหญ่ปลูกข้าวนาปี โดยขึ้นบินปฏิบัติการฝนหลวงจำนวน 2 เที่ยวบิน จำนวนชั่วโมงบิน 3.20 ชั่วโมง ใช้สารฝนหลวงจำนวน 2 ตัน พบว่ามีฝนตกเล็กน้อยถึงปานกลางในพื้นที่

นายสุรสีห์ กล่าวเพิ่มเติมว่ากรมฝนหลวงและการบินเกษตร จะยังคงติดตามสภาพอากาศอย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินสถานการณ์และวางแผนการปฏิบัติการฝนหลวงให้สอดคล้องกับสภาพอากาศ และจะปรับแผนการปฏิบัติการฝนหลวงให้เหมาะสมในแต่ละพื้นที่ โดยการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง นอกจากนี้ ประชาชนยังสามารถติดตามข่าวกรมฝนหลวงและการบินเกษตรได้ที่ facebook กรมฝนหลวงและการบินเกษตร หรือ เว็บไซต์กรมฝนหลวงและการบินเกษตร

วช. ร่วมจับมือ 4 มหาวิทยาลัย เปิดโลกผลงานวิจัยและนวัตกรรม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/287993

 วช. ร่วมจับมือ 4 มหาวิทยาลัย เปิดโลกผลงานวิจัยและนวัตกรรม

 วช. ร่วมจับมือ 4 มหาวิทยาลัย เปิดโลกผลงานวิจัยและนวัตกรรม

 

สำนักนายกรัฐมนตรี และ วช. ร่วม จับมือ 4 มหาวิทยาลัย เปิดโลกผลงานวิจัยและนวัตกรรม มหาวิทยาลัยพบผู้ใช้ ไทยแลนด์ 4.0 เป็นวิสัยทัศน์เชิงนโยบายการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไทย หรือโมเดลพัฒนาเศรษฐกิจของรัฐบาลบนวิสัยทัศน์ที่ว่า “มั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน”

โดยมีภารกิจที่สำคัญในการขับเคลื่อนปฏิรูปประเทศในหลายด้าน เพื่อปรับทิศทาง และสร้างหนทางพัฒนาประเทศให้เจริญรุ่งเรือง สามารถรับมือกับโอกาสและภัยคุกคามแบบใหม่ๆ ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ในทศวรรษนี้ได้ โดยมีความมุ่งมั่นที่ต้องการปรับเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจไปสู่ “Value-Base Economy” หรือ “เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม”

ด้วยหลักคิดในการเปลี่ยนสินค้า “โภคภัณฑ์” ไปสู่สินค้าเชิง “นวัตกรรม” เปลี่ยนจากการขับเคลื่อนประเทศด้วยภาคอุตสาหกรรมไปสู่การขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี ความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรม และเปลี่ยนจากการเน้นภาคการผลิตสินค้าไปสู่การเน้นภาคบริการ

ศาสตราจารย์นายแพทย์ สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล เลขาธิการคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ เปิดเผยว่า สำนักนายกรัฐมนตรี และสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) พร้อมนำเสนอผลงานวิจัยและนวัตกรรมเข้าสู่ประเทศไทย 4.0 โดยร่วมกับ ๔ มหาวิทยาลัยที่มีความพร้อมเตรียมจัดงาน

“ตลาดนัดเปิดโลกงานวิจัยและนวัตกรรม มหาวิทยาลัยพบผู้ใช้” โดยการรวบรวมผลงานวิจัยต่าง ๆ ที่สามารถนำไปต่อยอดการดำเนินการในเชิงพาณิชย์ หรือนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ได้อย่างเป็นรูปธรรม เสนอต่อคณะรัฐมนตรี ผู้บริหารระดับสูงแต่ละกระทรวง ตลอดจนสถาบัน องค์กร และหน่วยงานภาคเอกชน เพื่อให้เกิดการผลักดันขยายผลการวิจัยและนวัตกรรมไปใช้ประโยชน์ และสร้างมูลค่าเพิ่มในเชิงพาณิชย์ ตลอดจนการนำไปสู่การพิจารณาจัดซื้อจัดจ้างในหน่วยงานภาครัฐ และภาคเอกชน รวมทั้งส่งเสริมสนับสนุนการแลกเปลี่ยนข้อมูล ความร่วมมือในการแก้ไขปัญหาที่เป็นอุปสรรคต่อการนำผลงานวิจัยและนวัตกรรมของไทยไปใช้ประโยชน์หรือเพิ่มมูลค่าเชิงพาณิชย์                  จากการที่พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้เยี่ยมชมผลงานวิจัยและนวัตกรรมของมหาวิทยาลัย 4 แห่ง ได้แก่ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และมหาวิทยาลัยขอนแก่น และได้มีข้อสั่งการให้หาแนวทางในการส่งเสริมงานวิจัยไปสู่เชิงพาณิชย์และสามารถนำผลงานวิจัยไปใช้ให้เกิดประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรม

โดย วช. สำนักนายกรัฐมนตรี และมหาวิทยาลัย ทั้ง 4 แห่ง ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของผลงานวิจัยในการผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่เอื้อต่อการพัฒนาประเทศ จึงได้ร่วมกันเตรียมนำเสนอผลงานวิจัยพร้อมถ่ายทอดสู่เชิงพาณิชย์ใน 3 กลุ่มเศรษฐกิจหลักที่เป็นจุดแข็งของประเทศไทยตามโมเดล “ประเทศไทย 4.0” ซึ่งเป็นผลงานที่พร้อมจะใช้งานและขยายผลได้ จำนวน 110 ผลงาน ใน 3 กลุ่มเศรษฐกิจหลัก ได้แก่ เศรษฐกิจฐานชีวภาพ, เศรษฐกิจดิจิทัล และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ในงาน “ตลาดนัดเปิดโลกผลงานวิจัยและนวัตกรรม มหาวิทยาลัยพบผู้ใช้” วันที่ 20 กรกฎาคม 2560 ณ ห้อง World Ballroom ชั้น 23 โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ และบางกอกคอนเวนชันเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพมหานคร

โดยได้รับเกียรติจากนายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นประธานเปิดงาน เวลา 09.00 น. ผลงานวิจัยที่นำเสนอ อาทิเช่น ชีวภัณฑ์กำจัดผักตบชวาจากเชื้อรา ผลิตภัณฑ์พลาสติกฐานเทอร์โมพลาสติกจากแป้ง ข้าวสำหรับป้องกันโรคและเวชสำอาง นวัตกรรมอาหารเพื่อสุขภาพและอาหารสำหรับผู้สูงอายุ ผลิตภัณฑ์หน้ายางล้อรถประหยัดพลังงาน ชุดอุปกรณ์รองรับสิ่งขับถ่ายจากทวารเทียมจากยางพารา แถบวินิจฉัยโรคพยาธิใบไม้ตับจากปัสสาวะ วัคซีนภูมิแพ้มาตรฐานสากล พลังงานจากชีวมวลในระดับชุมชนและอุตสาหกรรม ศูนย์วิเคราะห์คุณภาพผลิตภัณฑ์ ระบบเฝ้าระวังติดตามการเปลี่ยนแปลงพื้นป่าสงวน ระบบสมองกลฝังตัวติดตามตรวจสอบรถขนส่งสาธารณะประจำทางขนาดเล็ก โปรแกรมสำหรับหูฟังแพทย์ทางไกล ชาข้าวพื้นเมือง แอปพลิชันช่วยในการออกแบบลายผ้าบาติก เกลือหวานปัตตานี เป็นต้น

นอกจากนี้ยังมีพิธีลงนามสัญญา/ความร่วมมือในการถ่ายทอดเทคโนโลยีระหว่างมหาวิทยาลัย และบริษัท/หน่วยงานผู้ใช้ผลงานวิจัยอีกด้วย

รัฐบาลเห็นควร เร่งรัดจัดตั้งธนาคารที่ดิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/287991

รัฐบาลเห็นควร เร่งรัดจัดตั้งธนาคารที่ดิน

นายสถิตย์พงษ์  สุดชูเกียรติ, รัฐบาลเห็นควร, บจธ, กขร, กขป คณะที่ 5, หลังใน, อปป

รัฐบาลเห็นควร เร่งรัดจัดตั้งธนาคารที่ดิน

 

               นายสถิตย์พงษ์  สุดชูเกียรติ ผู้อำนวยการสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน กล่าวว่า เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2560 ณ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยมีปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นายวิจารย์ สิมาฉายา เป็นประธานในที่ประชุม ซึ่งมีหน่วยงานและคณะต่างๆ ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม อาทิ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงการคลัง ฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการขับเคลื่อนและปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดิน คณะที่ ๕ และคณะอนุกรรมการบูรณาการและขับเคลื่อนการปฏิรูปเชิงระบบและโครงสร้าง โดยร่วมกันพิจารณาว่าจะดำเนินการอย่างไร
ให้ธนาคารที่ดินไม่มีความซ้ำซ้อนกับหน่วยงานอื่น ซึ่งที่ประชุมมีมติเห็นว่าภารกิจของธนาคารที่ดิน
ไม่ซ้ำซ้อนกับหน่วยงานใด แต่จะเป็นหน่วยงานที่ช่วยสนับสนุนหน่วยงานที่มีอยู่เดิม ให้สามารถ
แก้ไขปัญหาด้านถือครองที่ดินให้สามารถบรรลุผลสำเร็จได้ อันจะส่งผลดีต่อระบบเศรษฐกิจ
ของประเทศในระยะยาว

เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2560 นายสถิตย์พงษ์ สุดชูเกียรติ ผู้อำนวยการสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน (บจธ.) เข้าร่วมการประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนและเร่งรัดการดำเนินงาน
ตามนโยบายรัฐบาล (กขร.)โดยมี นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
เป็นประธาน โดย ผอ.บจธ.เสนอวาระต่อที่ประชุมในเรื่องการผลักดันให้มีการจัดตั้งธนาคารที่ดิน
ซึ่งที่ประชุมได้พิจารณาและมีมติเห็นชอบเร่งรัดและขับเคลื่อนประเด็นการปฏิรูปธนาคารที่ดิน
และองค์กรด้านที่ดิน โดยให้เป็นธนาคารเฉพาะกิจ เป็นแหล่งทุนช่วยเหลือเกษตรกรและผู้ยากจน
มีที่ดินทำกินเป็นของตนเอง

จากนั้นวันที่ 5 กรกฎาคม 2560 ในการประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนและปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดิน คณะที่ 5(กขป. คณะที่ 5)ครั้งที่ 6/2560 ณ ตึกสันติไมตรี (หลังใน) ทำเนียบรัฐบาลซึ่งมี พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมมีมติว่าภารกิจ
ธนาคารที่ดินไม่ซ้ำซ้อนกับหน่วยงานใด แต่กลับจะช่วยเหลือ สนับสนุน และเติมเต็มการดำเนินการของหน่วยงานที่มีอยู่เดิม ซึ่งจะเป็นการทำงานอย่างบูรณาการ อันจะส่งผลให้สามารถแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำและสร้างความเป็นธรรมเกี่ยวกับการถือครองที่ดินให้บรรลุผลสำเร็จได้ และเห็นว่าควรเร่งรัดการจัดตั้งธนาคารที่ดินตามมติของคณะกรรมการขับเคลื่อนเร่งรัดการดำเนินงาน
ตามนโยบายรัฐบาล (กขร.)

นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2560 ภายหลังการประชุมเตรียมการปฏิรูปประเทศ นายบัณฑูร เศรษฐศิโรตม์ ประธานคณะอนุกรรมการบูรณาการและขับเคลื่อนการปฏิรูปเชิงระบบและโครงสร้าง (อปป.) ได้ให้ความเห็นว่าธนาคารที่ดินเป็นประเด็นสำคัญที่จะต้องสนับสนุนให้มีการขับเคลื่อน โดยคาดการณ์ว่าจะสามารถผลักดันร่างกฎหมายจัดตั้งธนาคารที่ดินให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลา 1 เดือน

จะเห็นได้ว่า บจธ. ได้ดำเนินการหาแนวทางการจัดตั้งธนาคารที่ดิน โดยหารือร่วมกับ
หน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อหาข้อสนับสนุนการจัดตั้งธนาคารที่ดิน และหาข้อสรุปเกี่ยวกับประเด็นความซ้ำซ้อนของธนาคารที่ดินกับหน่วยงานอื่นที่มีอยู่เดิม และดำเนินการเสนอต่อรัฐบาล
เพื่อเร่งผลักดันให้สามารถดำเนินการจัดตั้งธนาคารที่ดินให้สำเร็จลุล่วงโดยเร่งด่วน ซึ่งปัจจุบัน รัฐบาลมีแนวทางให้เร่งรัดดำเนินการจัดตั้งธนาคารที่ดิน นับเป็นนิมิตหมายอันดี ที่ประชาชน เกษตรกร และผู้ยากจน จะได้รับความช่วยเหลืออย่างทั่วถึงในเรื่องของการถือครองที่ดินอย่างเป็นธรรม 

กยท.หนุนพัฒนาโรงงานยางแผ่นรมควันสู่มาตรฐานสากล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/287827

กยท.หนุนพัฒนาโรงงานยางแผ่นรมควันสู่มาตรฐานสากล

กยท, กยท, Good Manufacturing Practice

กยท.หนุนพัฒนาโรงงานยางแผ่นรมควันสู่มาตรฐานสากล

 

            นายไพบูลย์ กิตติพงศ์วิวัฒน์ ผู้อำนวยการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) จังหวัดระยอง เปิดเผยว่า  ขณะนี้ กยท.ได้เข้าไปส่งเสริม แนะนำ  และให้ความรู้ในการบริการจัดการโรงงานแปรรูปยางแผ่นรมควันของชุมนุมสหกรณ์จังหวัดระยอง   ในการพัฒนาโรงงานเข้าสู่มาตรฐาน GMP  (Good Manufacturing Practice)    เพื่อเพิ่มมูลค่า และยกระดับมาตรฐานยางแผ่นรมควัยสู่ระดับมาตรฐานระดับสากล    นอกจากนี้ชุมนุมสหกรณ์จังหวัดระยองยังมีแผนที่จะขยายโรงงานแปรรูปยางแผ่นรมควันเพิ่มขึ้น   โดยขณะนี้อยู่ะหว่างการทำเรื่องขอรับเงินส่งเสริมและสนับสนุนจากกองทุนพัฒนายางพารา ตาม พรบ.การยางแห่งประเทศไทย  เพื่อใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในการรับซื้อผลผลิต และขยายโรงงานดังกล่าวให้มีกำลังการผลิตเพิ่มขึ้น

ทั้งนี้ชุมนุมสหกรณ์จังหวัดระยอง เป็นสถาบันเกษตรกรที่มีความเข้มแข็ง มีความคล่องตัวและความน่าเชื่อถือสูง ประกอบไปด้วยสหกรณ์จำนวน 25 แห่ง เป็นแหล่งรวบรวมยางแหล่งใหญ่ของจังหวัดระยอง นอกจากจะดำเนินการรับซื้อยางจากสมาชิกผู้เป็นเกษตรกรชาวสวนยางแล้ว ยังสามารถเข้าไปประมูลซื้อยางได้จากหลายแห่งทั้งภาคเหนือและภาคใต้ รวมทั้งยางจาก กยท. ด้วย  ช่วยลดปัญหาเรื่องหลักประกันซื้อ/ขายยาง ป้องกันไม่ให้พ่อค้าคนกลางเอาเปรียบเรื่องราคาสามารถช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยางได้เป็นอย่างดี

นายเฉลา ฉิมภู ประธานชุมนุมสหกรณ์ จ.ระยอง กล่าวว่า ชุมนุมสหกรณ์ระยองก่อตั้งมา 33 ปี จุดประสงค์เพื่อช่วยเหลือสมาชิกและไม่ได้แสวงหากำไร ครั้นเมื่อเกิดวิกฤตยางราคาตกต่ำจึงรวมตัวกันขอสนับสนุนเพื่อสร้างโรงงานแปรรูปยางแผนรมควันจากงบประมาณยุทธศาสตร์จังหวัด 25 ล้านบาท และจากองค์การบริหารส่วนจังหวัดระยองอีก 10 ล้านบาท  เพื่อรับซื้อยางจากเกษตรกรนำมาแปรรูปเพิ่มมูลค่า ซึ่งยางในพื้นที่ภาคตะวันออกยางจะมีสีอ่อนเป็นลักษณะเฉพาะ

“มีการสำรวจตลาดมากกว่า 3 ปีจึงทราบว่าโรงงานอุตสาหกรรมหลายแห่งใน จ.ระยองใช้ยางที่มีสีอ่อนเป็นวัตถุดิบในเป็นผลิตสินค้าหลากหลายชนิด เช่น สายน้ำเกลือ เครื่องมือแพทย์ที่ใช้รัดแขน wrist band พื้นรองเท้าบางชนิด สายยางรัดผม สายยางรัดของ ไส้ไก้จักรยาน เป็นต้น  ดังนั้นจึงทำให้ยางแผนรมควันของเรามีตลาดระดับ SME รองรับที่แน่นอน ขณะนี้มียอดสั่งเฉลี่ย 260 ตันต่อเดือน ซึ่งในอนาคตเราจะทำเป็น warehouse ให้ลูกค้ามาดูสินค้า และสามารถปรับสินค้าให้ตรงกับความต้องการของลูกค้าได้”นายเฉลากล่าว

ประธานชุมนุมสหกรณ์ จ.ระยอง กล่าวด้วยว่า ชุมนุมฯตั้งเป้าหมายว่าจะเดินเข้าสู่มาตรฐาน GMP ให้ ได้ในอนาคต โดยปี 2561จะเริ่มสร้างที่จัดเก็บวัตถุดิบ อีกทั้งต้องดูแลเรื่องความสะอาด การบำบัดของเสีย และด้านการรักษาสิ่งแวดล้อม ทั้งนี้เพื่อเป็นการเปิดตลาดให้ไปสู่สากลมากยิ่งขึ้น

ชาวนาภูสิงห์ระทมเพลี้ยกระโดดหลังขาวระบาดนาข้าวร่วม200 ไร่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/287716

ชาวนาภูสิงห์ระทมเพลี้ยกระโดดหลังขาวระบาดนาข้าวร่วม200 ไร่

เพลี๊ยะกระโดด, ไร่, ชาวนา, สิงห์, ระทม, เพลี้ย, กระโดด, หลัง, ขาว, ระบาด, ข้าว, ร่วม, 200

ชาวนาภูสิงห์ระทมเพลี้ยกระโดดหลังขาวระบาดนาข้าวร่วม200 ไร่

            เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 15 ก.ค.60 นายครรชิต ดีหนองยาง นายอำเภอภูสิงห์ ประสานให้นายสรศิริ จันดีบุตร ปลัดอำเภอฝ่ายความมั่นคงและนางชุรีพร บุญกว้าง เกษตรอำเภอภูสิงห์ หน่วยอารักขาพืช ร่วมกันสำรวจพื้นที่แปลงนาบ้านอุดมพัฒนา ม.10 ต.ตะเคียนราม อ.ภูสิงห์ เนื่องจากได้รับแจ้งจากผู้นำชุมชนว่าพบมีการระบาดของเพลี้ยกระโดดหลังขาว ซึ่งจากการตรวจสอบขั้นต้นพบว่ามีชาวนา จำนวน 27 ราย พื้นที่ได้รับความเสียหายประมาณร่วม200ไร่

             นางเสมียน ตะเคียนเกลี้ยง อายุ48ปี ชาวบ้านอุดมพัฒนา ตำบลตะเคียนราม อำเภอภูสิงห์ จังหวัดศรีสะเกษ หนึ่งในชาวนาที่ได้รับผลกระทบจากแมลงระบาดนาข้าว กล่าวว่า ตนเองได้มาถอนกล้าเพื่อการเพาะปลูก ซ่อมแซมนาข้าว เห็นมีแมลงตัวเล็กๆหล่นตกบนผืนน้ำในนาข้าว เกิดการเอะใจ จึงนำไปแจ้งผู้ใหญ่บ้าน ว่าข้าวตนเองทำไมมีแมลงอะไรเยอะแยะไปหมดเลย จึงรู้ว่าเป็นแมลงเพลี้ยกระโดดหลังขาว ทำให้ข้าวหยุดการเจริญเติบโตใบไหม้ ข้าวใบเหลืองเต็มทุ่งทำนา20ไร่ ได้รับความเสียหายทั้งหมด

             การระบาดของเพลี้ยกระโดดได้ระบาดนาข้าวในพื้นที่ ต. ตะเคียนราม อ.ภูสิงห์ ดูดกินน้ำเลี้ยงต้นข้าว ส่งผลกระทบต่อเกษตรกรผู้มีอาชีพทำนา ทำให้ต้นข้าวใบไหม้ ต้นเหลือง ระบาดเต็มพื้นที่ร่วม200ไร่แล้ว เกษตรกรจึงยื่นหนังสือถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้เร่งดำเนินการช่วยเหลือ ป้องกันการระบาดของเพลี้ยกระโดด ภายหลังรับเรื่องความเดือดร้อนของประชาชนนายอำเภอสั่งการเจ้าหน้าที่รุดให้การช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน

              “ทางเจ้าหน้าที่แจกจ่ายเชื้อราบีวาเรียและชี้แจงวิธีการใช้ให้กับชาวนา เพื่อทำการฉีดพ่นในแปลงนาที่มีการแพร่ระบาดในอัตรา 40 ลิตร/ไร่ และประชาสัมพันธ์ให้ชาวนาในพื้นที่หมู่บ้านใกล้เคียงหมั่นตรวจแปลงนาเนื่องจากเพลี้ยสามารถพัดไปตามแรงลมได้ เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดไปยังพื้นที่ข้างเคียงโดยเฉพาะแมลงเพลี้ยกระโดหลังขาวนั่น จะระบาดอย่างรวดเร็วไปตามสายลมและกระแสน้ำไหล”นายครรชิต กล่าว

               นางชุรีพร กล่าวว่า การพบแมลงศัตรูพืชขณะนี้ ทางหน่วยงานเกษตรอำเภอภูสิงห์ ได้ประสานงานเกษตรจังหวัดศรีสะเกษ ทางเจ้าหน้าที่ส่งหน่วยอารักษ์ขาพืชมาให้การช่วยเหลือเกษตรกร พร้อมให้คำแนะนำการทำลาย ฆ่าแมลง พบว่าเป็นแมลงเพลี้ยกระโดดหลังขาวในแปลงนาเกษตรกร20กว่าราย ได้แนะนำให้เกษตรกรใช้สารชีวพันธุ์เชื้อราบีวาเรียและชี้แจงวิธีการใช้ให้กับชาวนา เพื่อทำการฉีดพ่นในแปลงนาที่มีการแพร่ระบาดในอัตรา 40 ลิตร/ไร่ ใช้ฉีดพ่นกำจัดแมลง

ชัยภูมิผสานพลังสร้างฝายเพื่อพ่อ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/287530

ชัยภูมิผสานพลังสร้างฝายเพื่อพ่อ

คมชัดลึก, ภูเขียว ภูเรือ ภูเวียง, ชัยภูมิ, ผสาน, พลัง, สร้าง, ฝาย, เพื่อ, พ่อ

ชัยภูมิผสานพลังสร้างฝายเพื่อพ่อ ตามโครงการสหกรณ์รวมใจรักษ์น้ำเพื่อพ่อของแผ่นดิน

           14  กรกฎาคม  2560 สำนักงานสหกรณ์จังหวัดชัยภูมิ นำโดยนายสมศักดิ์  สุภาจรูญ สหกรณ์จังหวัดชัยภูมิ  นายมนตรี  ชาลีเครือ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดชัยภูมิ นายสุวิทย์ ถนอมสัตย์ นายอำเภอคอนสาร  ร่วมกับขบวนการสหกรณ์จังหวัดในชัยภูมิ  โรงงานน้ำตาลมิตรผล  หน่วยงานภาครัฐและเอกชนในอำเภอคอนสาร  ชมรมกำนันผู้ใหญ่บ้านอำเภอคอนสาร  มหาวิทยาลัยชีวิต พ่อค้าคหบดีอำเภอคอนสาร และชาวบ้านวังปลาก้วน หมู่ที่11 ตำบลทุ่งนาเลา อำเภอคอนสาร ร่วมกันสร้างฝายแห่งที่ 3 ที่จัดสร้างตามโครงการ “ขบวนการสหกรณ์จังหวัดชัยภูมิรวมใจรักษ์น้ำเพื่อพ่อของแผ่นดิน” ด้วยการสร้างฝายชะลอน้ำเพื่อเป็นการถวายความอาลัยและรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ เป็นการสนองแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในการอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำรักษาความชุ่มชื้นของดินและป่า

ชัยภูมิผสานพลังสร้างฝายเพื่อพ่อ

รวมทั้งเป็นการสร้างจิตสำนึกและการมีส่วนร่วมของขบวนการสหกรณ์ และประชาชนในการอนุรักษ์ โดยมีเจ้าหน้าที่สำนักงานสหกรณ์จังหวัดชัยภูมิ  ร่วมสมาชิกสหกรณ์ ผู้นำชุมชน กลุ่มจักรยานสามภู (ภูเขียว ภูเรือ ภูเวียง) และหน่วยงานร่วม รวมถึงพี่น้องประชาชนในหมู่บ้านวังปลาก้วน และหมู่บ้านใกล้เคียง  มาช่วยกันเตรียมสถานที่  ตัดไม้ไผ่ ประมาณหนึ่งสัปดาห์ล่วงหน้า มีการสับเปลี่ยนหมุนเวียนเข้าร่วมกิจกรรมทุกครอบครัว โดยทุกคนต่างเสียสละแรงงาน   ร่วมบริจาคไม้ไผ่  เชือก อาหารด้วยความภูมิใจที่ได้มีส่วนร่วมในโครงการครั้งนี้
ผู้ใหญ่จรัส  คำพิมพา ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 11 ตำบลทุ่งนาเลา อำเภอคอนสาร กล่าวด้วยความภาคภูมิใจว่าต้องขอบพระคุณทุกท่านที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการสร้างฝายชะลอน้ำครั้งนี้. ตนเองและพี่น้องชาววังปลาก้วนจะร่วมกันใช้และดูแลรักษาฝายแห่งนี้ให้นานที่สุด เพราะฝายนี้จะมีพี่น้องร่วมใช้ประโยชน์ทั้ง 153 ครัวเรือน

ชัยภูมิผสานพลังสร้างฝายเพื่อพ่อ
นายมนตรี ชาลีเครือ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดชัยภูมิ กล่าวว่า จะต่อยอดโครงดังกล่าว เพราะจากการที่ร่วมกิจกรรมที่สำนักงานสหกรณ์จังหวัดชัยภูมิดำเนินการ  จัดทำโครงเฉลิมพระเกียรติครั้งนี้มา 2 แห่งแล้วเห็นกระบวนการทำงาน ที่เกิดจากการร่วมวางแผน ร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมบริจาคทรัพย์และแรงงานของพี่น้องประชาชน ใช้หลักแก้ไขปัญหาตนเองและสังคมร่วมกัน โดยอยู่ระหว่างดำเนินการด้านงบประมาณเพื่อช่วยจัดหาวัสดุอุปกรณ์ที่จำเป็นเพื่อการดำเนินกิจกรรมต่อไปให้ครอบคลุมทั้ง16 อำเภอของจังหวัดชัยภูมิ

โดยอยากจะพิจารณาดำเนินการก่อสร้างฝายชะลอน้ำให้ได้ 90 แห่งภายในปีต่อไป เพราะจังหวัดชัยภูมิเป็นแหล่งต้นน้ำ ในฤดูฝนน้ำจะเยอะ พอถึงหน้าแล้งก็แห้งแล้ง สาเหตุเพราะไม่มีที่เก็บกักน้ำนั่นเอง กรณีจะสร้างแหล่งกักเก็บน้ำขนาดใหญ่ก็คงยากต่อการดำเนินการ ทั้งเรื่องกฎหมาย งบประมาณ ไม่เหมือนกับที่ขบวนการสหกรณ์กำลังดำเนินอยู่ขณะนี้  คือดึงพลังชาวบ้าน ออกมาร่วมกันคิดปัญหา และร่วมกันแก้ไขปัญหาของตนเอง หน่วยงานภายนอกเป็นเพียงหน่วยงานสนับสนุน  ตนเชื่อว่านี่คือการพัฒนาที่ยั่งยืนกว่าที่ภาครัฐจะดำเนินการเองทั้งหมด

ชัยภูมิผสานพลังสร้างฝายเพื่อพ่อ

 

เร่งระบายมังคุดกระจุกตัวส่งผลราคาต่ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/287518

เร่งระบายมังคุดกระจุกตัวส่งผลราคาต่ำ

ภาคตะวันออก, ภาคใต้, เกษตร, เร่ง, ระบาย, มังคุด, กระจุก, ตัว, ส่งผล, ราคา, ต่ำ

ระดมกำลังขบวนสหกรณ์เร่งระบายมังคุดสู่ตลาดบรรเทาปัญหาผลผลิตกระจุกตัวในพื้นที่ส่งผลทำให้ราคาตกต่ำพร้อมเปิดจุดจำหน่ายในพื้นที่ส่วนราชการ ห้างสรรพสินค้า

          14 ก.ค.60 ดร.วิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยถึงสถานการณ์ราคามังคุดในภาคตะวันออกและภาคใต้ขณะนี้มีการปรับตัวลดลง  เนื่องจากผลผลิตของทางภาคตะวันออกในปีนี้มีความล่าช้ากว่าปกติทำให้ผลผลิตออกมาพร้อมกันกับมังคุดในภาคใต้ ตั้งแต่ช่วงต้นเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา แต่เนื่องจากพ่อค้าที่รับซื้อมังคุดยังคงเปิดรับซื้ออยู่ในภาคตะวันออก  ทำให้ยังไม่สามารถเคลื่อนย้ายแรงงานมายังภาคใต้ได้ ส่งผลให้ในภาคใต้ประสบปัญหาไม่มีพ่อค้าเข้ามารับซื้อในพื้นที่ในส่วนของขบวนการสหกรณ์  ได้เปิดจุดรับซื้อมังคุดมาอย่างต่อเนื่อง โดยสหกรณ์ในภาคตะวันออกรวบรวมและจำหน่ายมังคุดแล้วตั้งแต่ต้นฤดูกาลปริมาณ 19,873.04 ตัน

เร่งระบายมังคุดกระจุกตัวส่งผลราคาต่ำ

ส่วนในภาคใต้ได้เริ่มรวบรวมมังคุดแล้วใน 2 จังหวัด  ได้แก่ จังหวัดชุมพรและสุราษฎร์ธานี โดยได้รวบรวมแล้วเป็นปริมาณ 212.17 ตัน ซึ่งปริมาณมังคุดที่สหกรณ์ได้ดำเนินการรวบรวมแล้วทั้ง 2 ภาค  มีปริมาณรวมทั้งสิ้น 20,085.21 ตัน จาก 15 สหกรณ์ โดยสหกรณ์ได้จำหน่ายผลผลิตมังคุดผ่านทางหลายช่องทางตลาด อาทิ ห้างสรรพสินค้า ผู้ส่งออก คู่ค้าในประเทศ  และผ่านทางเครือข่ายสหกรณ์

เร่งระบายมังคุดกระจุกตัวส่งผลราคาต่ำ
ทั้งนี้  ตั้งแต่วันที่ 4 – 10 กรกฎาคม 2560 ราคามังคุดมีแนวโน้มปรับลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยมีราคาเฉลี่ย               กิโลกรัมละ 7-20 บาท ขึ้นอยู่กับคุณภาพของผลผลิต สหกรณ์ในจังหวัดจันทบุรี 7 แห่ง ได้ร่วมกันวางแผนการบริหารจัดการรวมกลุ่มสมาชิกผู้ผลิตผลไม้คุณภาพ และประสานช่องทางการตลาดเพื่อกระจายผลผลิตให้กับผู้ส่งออกผลไม้ ห้างโมเดินเทรด ตลาดในต่างจังหวัด และเครือข่ายสหกรณ์ในภาคต่าง ๆ จำนวน 17,951 ตัน มูลค่า 275.164 ล้านบาท  ส่วนสหกรณ์ในจังหวัดระยอง มีเครือข่ายวิสาหกิจชุมชนผลไม้คุณภาพเมืองบ้านค่าย และสหกรณ์การเกษตรบ้านน้ำเป็น จำกัด ได้รับซื้อมังคุดในราคา 18-20 บาท นำมาบรรจุใส่กล่องส่งขายที่โรงงานอุตสาหกรรมในจังหวัดระยองและเปิดจุดจำหน่ายในพื้นที่ส่วนราชการในจังหวัดระยองและตลาดพัทยา ปริมาณ 11.5 ตัน

เร่งระบายมังคุดกระจุกตัวส่งผลราคาต่ำ
สำหรับสถานการณ์จังหวัดตราด ราคามังคุดเริ่มปรับราคาลดลงตั้งแต่วันที่ 5 กรกฎาคม2560 จากราคา 25-30 บาท ลดลงเหลือ 10 บาท/กก. เนื่องจากปริมาณมังคุดในพื้นที่มีเพิ่มมากขึ้นและมีฝนตกทำให้กระทบต่อคุณภาพมังคุดซึ่งจังหวัดฯมีมาตรการในการช่วยเหลือโดยให้สหกรณ์ 3 แห่งรับซื้อผลผลิตจากเกษตรกร ได้แก่ สหกรณ์การเกษตรบ่อไร่  จำกัด สหกรณ์การเกษตรเขาสมิง จำกัด และสหกรณ์ส่งเสริมธุรกิจภาคเกษตรจังหวัดตราด จำกัด ปัจจุบันสหกรณ์ทั้ง 3 แห่ง ได้เปิดจุดรับซื้อตั้งแต่วันที่ 12 กรกฎาคม 2560 ในราคา 13-14 บาท/กก. เพื่อส่งออกไปยังประเทศกัมพูชาและห้างสรรพสินค้า และทางสหกรณ์การเกษตรบ้านน้ำเป็น จำกัด ได้รวบรวมมังคุดจำหน่ายให้พ่อค้าปลีกทั่วไปแล้ว จำนวน  50 ตัน
ส่วนสถานการณ์มังคุดในภาคใต้ ราคาเฉลี่ยมังคุดที่จังหวัดชุมพรเริ่มปรับราคาลดลงจากต้นฤดูกาล ราคา 55-80  บาท  เหลือ 13-31 บาท ซึ่งสหกรณ์ร่วมใจบริการ จำกัด ทำการรวบรวมมังคุดเพื่อให้พ่อค้าส่งออกมาประมูล แต่ ณ ปัจจุบันยังไม่มีพ่อค้าเข้ามาประมูลมากนัก เนื่องจากพ่อค้ายังคงรับซื้ออยู่ในภาคตะวันออก สหกรณ์จึงกระจายมังคุดผ่านทางเครือข่ายสหกรณ์ในจังหวัดต่าง ๆ จำนวน 6 แห่ง  ได้แก่ สหกรณ์การเกษตรเกษตรวิสัย จำกัด จังหวัดร้อยเอ็ด  สหกรณ์การเกษตรพิมาย จำกัด จังหวัดนครราชสีมา สหกรณ์การเกษตรเพื่อการตลาดลูกค้า ธ.ก.ส.ชุมพร จำกัด จังหวัดชุมพร  ชุมนุมสหกรณ์จังหวัดเชียงใหม่ และชุมนุมสหกรณ์จังหวัดลำพูน  รวม 16.68  ตัน และจำหน่ายผ่านพ่อค้าส่งออก จำนวน 175.49 ตัน

เร่งระบายมังคุดกระจุกตัวส่งผลราคาต่ำ
นอกจากนี้สหกรณ์การเกษตรบ้านนาสาร จำกัด จังหวัดสุราษฎร์ธานี ได้เปิดรับซื้อมังคุดช่วงต้นฤดูกาลใน 30 บาท/กก. แต่ปัจจุบันราคาปรับตัวลดลงเหลือ 13 บาท ซึ่งสหกรณ์การเกษตรบ้านนาสาร ได้รวบรวมมังคุดเพื่อจัดส่งให้เครือข่ายสหกรณ์ 2 แห่ง  ได้แก่ สหกรณ์การเกษตรเกษตรวิสัย จำกัด  จังหวัดร้อยเอ็ด และชุมนุมสหกรณ์แห่งประเทศไทย  ปริมาณรวมทั้งสิ้น 12 ตัน ยังได้ส่งขายให้ห้างเทสโก้ โลตัส วันละ 1 ตัน  และมีแผนการจำหน่ายให้ห้างแมคโคร อีกจำนวน 2.5 ตัน  ทั้งนี้สหกรณ์ฯ คาดว่ามังคุดจะเริ่มมีปริมาณลดลงในช่วงปลายเดือนกรกฎาคมและผลผลิตเงาะจะเริ่มออกสู่ตลาดในช่วงต้นเดือนสิงหาคม  ซึ่งสหกรณ์การเกษตรบ้านนาสาร จำกัด ได้มีแผนประชาสัมพันธ์เงาะนาสาร ที่ห้างแมคโคร ศรีนครินทร์  ระหว่างวันที่ 10-12 สิงหาคม 2560 และจะมีการประชาสัมพันธ์การสั่งซื้อเงาะผ่านช่องทางไปรษณีย์อีกด้วย
ทั้งนี้ ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย จำกัด ได้รับซื้อมังคุดคุณภาพดีจากสหกรณ์ในจังหวัด                 สุราษฎร์ธานี  บรรจุลงกล่องขนาด 5 กิโลกรัม ราคา 130 บาท ไปเปิดจุดจำหน่ายที่กรมศุลกากร กรมการข้าว กระทรวงพาณิชย์ สันนิบาตสหกรณ์แห่งประเทศไทย และเครือข่ายสหกรณ์ในเขตกรุงเทพมหานคร วันละ 3 ตันซึ่งในปีนี้ กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้เสริมสร้างเครือข่ายธุรกิจในสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรให้มีความเข้มแข็งในการดำเนินธุรกิจรวบรวมผลไม้ โดยสนับสนุนเงินทุนดอกเบี้ยต่ำจากกองทุนพัฒนาสหกรณ์แก่สหกรณ์ วงเงิน 215 ล้านบาท

เร่งระบายมังคุดกระจุกตัวส่งผลราคาต่ำ

โดยคาดหวังว่าความร่วมมือกันในขบวนการสหกรณ์ในภาคตะวันออกและภาคใต้ในการเปิดจุดรับซื้อมังคุดจากเกษตรกร และกระจายสู่ตลาด ผ่านทางพ่อค้าในพื้นที่  ห้างโมเดินเทรด ผู้ส่งออก และขบวนการสหกรณ์ในพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วทุกภูมิภาค จะช่วยกระจายมังคุดให้ถึงมือผู้บริโภคได้อย่างทั่วถึง เป็นการระบายผลผลิตให้ออกนอกพื้นที่เพื่อไม่ให้ผลผลิตกระจุกตัว หวังจะช่วยเกษตรกรบรรเทาปัญหาราคาผลผลิตตกต่ำได้อีกทางหนึ่ง

เร่งระบายมังคุดกระจุกตัวส่งผลราคาต่ำ