เอ็มเทค สวทช. ผนึกเครือข่ายนวัตกรรมยางพารา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/287419

เอ็มเทค สวทช. ผนึกเครือข่ายนวัตกรรมยางพารา

สวทช, เอ็มเทค, สวทช, กยท, สอท, ยาง, วทน, ยางพารา, LiteWheel

เอ็มเทค สวทช. ผนึกเครือข่ายนวัตกรรมยางพารา

                 วันที่ 13 กรกฎาคม 2560 ที่ศูนย์ประชุมอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จ.ปทุมธานี : ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ร่วมกับ เครือข่ายนวัตกรรมยางพารา ซึ่งประกอบด้วย การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) จัดการประชุมความร่วมมือการวิจัยพัฒนาเทคโนโลยียาง ระหว่างวันที่ 13 – 14 กรกฎาคม 2560 ณ ศูนย์ประชุมอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จ.ปทุมธานี โดยมุ่งหวังให้เป็นเวทีการพบปะ แลกเปลี่ยนทัศนะ และระดมความคิด เพื่อนำไปสู่ความร่วมมือในการสร้างงานวิจัย และนวัตกรรมยางพาราในประเทศ

ดร.จุลเทพ ขจรไชยกูล ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) สวทช. กล่าวว่า เนื่องจากประเทศไทยเป็นผู้ผลิตยางพาราหรือยางธรรมชาติรายใหญ่ที่สุดในโลก โดยผลิตได้มากกว่า 4 ล้านตันต่อปี และมีผลกระทบอย่างมากต่อผู้คนหลายภาคส่วนในประเทศ เช่น เกษตรกรชาวสวนยาง ผู้ผลิตยางดิบ อุตสาหกรรมผู้ผลิตผลิตภัณฑ์ยาง เป็นต้น เมื่อพูดถึง “ยาง” ซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจของไทย จึงได้รับความสนใจอย่างมากในทุกมุมมอง      อีกทั้งเป็นนโยบายที่รัฐบาลกำลังสนับสนุน คือการใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม (วทน.) มาแปรรูปยางดิบให้เป็นผลิตภัณฑ์ เพื่อใช้ในประเทศและส่งออก ดังนั้นการใช้ยางพาราให้เกิดประโยชน์สูงสุด จึงต้องอาศัยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมเข้ามาช่วยเพื่อนำไปสู่การพัฒนานวัตกรรม และการวิจัยด้านเทคโนโลยียางได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องสร้างความรู้จักและความร่วมมือระหว่างบุคลากรที่ทำวิจัยด้านเทคโนโลยียาง ซึ่งสังกัดในมหาวิทยาลัย หน่วยงาน องค์กรต่างๆ ทั่วประเทศ มาแลกเปลี่ยนระดมความคิดร่วมกันผ่านเวที “การประชุมความร่วมมือการวิจัยพัฒนาเทคโนโลยียาง” โดยได้รับความร่วมมือจากเครือข่ายนวัตกรรมยางพารา 4 หน่วยงาน คือ การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) สวทช. ร่วมกันจัดการประชุมขึ้น

สำหรับการประชุมดังกล่าว นอกจากที่จะได้มารับฟังว่ามีการวิจัยด้านยางในองค์กรต่างๆ เป็นอย่างไรแล้ว ยังสามารถแลกเปลี่ยนความรู้ ความพร้อมในด้านบุคลากรและเครื่องมือวิเคราะห์ทดสอบ เพื่อขับเคลื่อนความพร้อมเหล่านั้นให้มีประสิทธิภาพ ตลอดจนก่อให้เกิดความร่วมมือกันอย่างเข้มแข็งในการทำวิจัยและสร้างนวัตกรรมยางพาราในประเทศได้อย่างยั่งยืน อย่างไรก็ตามคาดว่าผู้ที่มาร่วมงานในครั้งนี้ ทั้งภาคเกษตรกร นักธุรกิจ นิสิตนักศึกษา บุคลากรด้านการศึกษาวิจัย รวมถึงผู้ที่อยู่ในอุตสาหกรรมยางพารา หรือบุคคลทั่วไปจะได้รับข้อมูลที่เป็นประโยชน์ในหลายด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งความร่วมมือการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยียาง ซึ่งต้องอาศัยความเชี่ยวชาญด้านการวิจัยและพัฒนาของหลายองค์กร ที่จะช่วยสร้างผลกระทบที่ดีต่อการส่งเสริมให้เกิดการพัฒนานวัตกรรม “ยางพารา” และก่อให้เกิดประโยชน์ต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมยางพาราโดยรวมของประเทศไทย

ผู้อำนวยการเอ็มเทค กล่าวเสริมว่า สำหรับการวิจัยและพัฒนาด้านยางพาราของศูนย์เอ็มเทค สวทช. มียุทธศาสตร์การวิจัยยางล้อ ซึ่งสอดคล้องกับนโยบาย Thailand 4.0 โดยอยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ และอุตสาหกรรมขนส่งและการบินนั้น เป็นสองในสิบอุตสาหกรรมเป้าหมาย ที่เป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งศูนย์เอ็มเทค สวทช. มีโครงการวิจัยกี่ยวกับแปรรูปยางพารา เช่น งานวิจัยยางล้อยึดเกาะถนนเปียกได้ดี ยางล้อความต้านทานการหมุนต่ำ ยางล้อเสียงดังต่ำ และยางล้อไม่ใช้ลม (LiteWheel) เป็นต้น ซึ่งจะช่วยให้เกิดการเพิ่มผลผลิตในการส่งออก ตลอดจนการใช้ประโยชน์จากยางพาราในประเทศเพิ่มขึ้น

ส่วนบทบาทและแผนงานต่อไปในอนาคตของเอ็มเทค สวทช. ในฐานะหนึ่งในสี่ภาคีเครือข่ายนวัตกรรมยางพาราคือ จะสานต่อการดำเนินการวิจัยและพัฒนา เพื่อสร้างนวัตกรรม การบริหารจัดการ และการผลิตยางพารา จากกลางน้ำจนถึงปลายน้ำ รวมถึงมีส่วนร่วมในการจัดทำมาตรฐานต่างๆ ทั้งในระดับประเทศและสากล จากโจทย์ที่ได้รับจากการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เพื่อตอบสนองความต้องการของภาคอุตสาหกรรมต่อไป

คิกออฟยางล๊อตแรก 100 ตันส่งกรมชลฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/287415

คิกออฟยางล๊อตแรก 100 ตันส่งกรมชลฯ

กระทรวงเกษตรฯคิกออฟนำยางใช้ในหน่วยงานรัฐดันกยท.ส่งยางล๊อตแรก 100 ตัน ถึงมือกรมชลประทาน

         13 ก.ค.60 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เดินหน้าโครงการส่งเสริมใช้ยางในหน่วยงานภาครัฐอย่างเต็มสูบ โดย การยางแห่งประเทศไทย ปล่อยขบวนรถขนยางล๊อตแรก ให้แก่กรมชลประทานเพื่อนำไปใช้ในการดำเนินงานด้านการชลประทาน ในปี 2560 ถือเป็นส่งเสริมการใช้ยางในประเทศตามโครงการส่งเสริมการใช้ยางในภาครัฐ เบื้องต้น กยท. ต้องส่งแผ่นรมควันอัด จำนวน 100 ตัน ในสต๊อกโครงการพัฒนาศักยภาพสถาบันเกษตรกรเพื่อรักษาเสถียรภาพราคายางและโครงการสร้างมูลภัณฑ์กันชนรักษาเสถียรภาพราคา ที่จัดเก็บในโกดังทุ่งสงเฟอร์นิเจอร์ 1 อ.ทุ่งสง จ. นครศรีธรรมราช และโกดังขุนทะเล อ.เมือง จ.สุราษฎร์ธานี โดยวันนี้ได้เริ่มต้นทยอยส่งมอบยางจากทั้ง 2 โกดัง จำนวนประมาณ 40 ตัน ซึ่งจะดำเนินการส่งมอบยางให้กลับกรมชลประทานจนครบ 100 ตัน ต่อไป

โครงการ 9101 คืบหน้าตอบโจทย์ชุมชน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/287370

โครงการ 9101 คืบหน้าตอบโจทย์ชุมชน

“รมว.เกษตร”ลงพื้นที่สีคิ้วติดตามความก้าวหน้าโครงการ 9101  เกษตรกรชี้โครงการแพะ- ปุ๋ยอินทรีย์ตอบโจทย์ชุมชน พร้อมขยายผลสร้างรายได้ให้เกษตรกรในพื้นที่

           13 ก.ค.60 พลเอกฉัตรชัย  สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังลงพื้นที่ความก้าวหน้าโครงการ 9101 ตามรอยเท้าพ่อ ภายใต้ร่มพระบารมี เพื่อพัฒนาการเกษตรที่ยั่งยืน ณ ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา เพื่อรับฟังบรรยายสรุปความก้าวหน้าการดำเนินโครงการฯ โดยได้ถือโอกาสพบปะเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการฯ และเยี่ยมชมพื้นที่ที่จัดทำโครงการฯ ว่า การลงพื้นที่ อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา เพื่อตรวจติดตามความก้าวหน้าโครงการ รวมถึงถือโอกาสให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ของกระทรวงเกษตรฯ และชุมชนเกษตร 9101 ซึ่งในพื้นที่ จ.นครราชสีมามี 361 ชุมชน เสนอ 1,072 โครงการ วงเงิน 830,319,253 บาท เฉลี่ยชุมชนละ 2.30 ล้านบาท เกษตรกรรับประโยชน์จากโครงการ 268,155 ราย คิดเป็นร้อยละ 86.5 ของครัวเรือนเกษตรกรทั้งหมด เกษตรกรในชุมชนได้รับประโยชน์ เฉลี่ย 742 ราย/ชุมชน
สำหรับ อ.สีคิ้ว ซึ่งถือว่าเป็นอีกชุมชนเกษตรกรที่มีความเข็มแข็งได้เสนอโครงการผลิตปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพดี ที่อยู่ใน ศพก.เครือข่าย ต.หนองหญ้าขาว ที่เป็นความต้องการของชุมชน โดยชุมชนมีส่วนในการดําเนินการเองคิดเองร่วมกัน สามารถใช้วัสดุในชุมชนให้เกิดประโยชน์ เกิดความร่วมมือร่วมใจในการดําเนินการร่วมกัน สร้างความยั่งยืนให้เกิดขึ้น เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น ลดต้นทุนการผลิตและลดการใช้สารเคมีรายได้หมุนเวียนในชุมชน  ส่งผลให้กลุ่มมีกองทุนผลิตปุ๋ยหมุนเวียนต่อเนื่อง ส่วนอีกโครงการ คือ โครงการส่งเสริมการเลี้ยงแพะ กลุ่มวิสาหกิจชุมชน ต.ดอนเมือง โด ศพก.ดอนเมือง ที่เป็นการต่อยอดในการสร้างอาชีพใหม่ให้แก่เกษตรกรที่อยู่ในชุมชน  มีตลาดการผลิตที่แน่นอน
สำหรับความก้าวหน้าโครงการ 9101 ตามรอยเท้าพ่อ ภายใต้ร่มพระบารมี เพื่อพัฒนาการเกษตรที่ยั่งยืน จากเป้าหมายชุมชนเข้าร่วมโครงการ 9,101 ชุมชน วงเงิน 22,752.50 ล้านบาท ตามที่ครม.อนุมัติปัจจุบันมีการนำเสนอ 24,137 โครงการ วงเงิน 19,552.77 ล้านบาท คณะกรรมการฯระดับอำเภอ พิจารณา/อนุมัติโครงการแล้ว 23,544 โครงการ วงเงิน 18,988.44 ล้านบาท วงเงินได้รับการอนุมัติรวม 19,275.73 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 84.72 จากที่ครม.อนุมัติ

โดยจำแนกสัดส่วนตามประเภทโครงการ ดังนี้ การผลิตปุ๋ยอินทรีย์ ร้อยละ 35.31 การผลิตพืชและพันธุ์พืช ร้อยละ 20.87 การปศุสัตว์ ร้อยละ 14.49 การผลิตอาหาร การแปรรูป ผลผลิตและผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร ร้อยละ 12.06 การประมง ร้อยละ 10.69  ฟาร์มชุมชน ร้อยละ 3.57 การจัดการศัตรูพืช ร้อยละ 1.94 การปรับปรุงบำรุงดิน ร้อยละ 1.02 การเกษตรอื่นๆ ร้อยละ 0.05 ทั้งนี้ คาดว่าวันที่ 17 ก.ค. 60 จะเริ่มโอนเงินและเริ่มการดําเนินการตามโครงการที่เสนอ หากมีเงินเหลือจากที่แต่ชุมชนเสนอ ซึ่งอาจจะพิจารณานํามาจัดทําโครงการในส่วนที่เกษตรกรที่ยังเข้าไม่ถึงหรือโครงการไม่ได้รับการอนุมัติต่อไป
“การลงพื้นที่ครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกในการติดตามโครงการฯ จึงได้เน้นย้ำทําความเข้าใจ ให้ศพก.และศพก.เครือข่าย พร้อมด้วย Smart Farmer, Young Smart Farmer และ ผู้นําชุมชน ทําความเข้าใจ ให้เกษตรกรมีส่วนร่วมมากที่สุด  ซึ่งจากการรับฟังการบรรยายสรุป มีความเชื่อมั่นในการดําเนินการ  พบว่ามีความทั่วถึง เกษตรกรได้รับประโยชน์จํานวนมาก มีความโปร่งใส เพราะเกษตรกรมีส่วนร่วมในทุกขั้นตอน ทําให้เกิดรายได้ ลดรายจ่าย ลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต ยกมาตรฐาน และขอขอบคุณทุกส่วนที่เกี่ยวข้อง เนื่องในโอกาสที่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ทรงเจริญพระชนมพรรษา 65 พรรษา ในวันที่ 28 ก.ค. 60  กระทรวงเกษตรฯ จะทําการเปิดโครงการ 9101ฯ ทั่วประเทศในวันที่ 27 ก.ค. 60 “ พลเอกฉัตรชัย กล่าว
นางกองทุน  หาญณรงค์ ประธานกลุ่มเกษตรกรเลี้ยงแพะ อ.สีคิ้ว กล่าวเพิ่มเติมว่า เป้าหมายสำคัญในการเสนอกิจกรรมเลี้ยงแพะในโครงการ 9101 เนื่องจากในชุมชนมีการเลี้ยงแพะอยู่เดิมแล้ว ดังนั้นเมื่อได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากโครงการ 2.5 ล้านบาท จะนำไปซื้อลูกแพะเนื้อเพศผู้จากเกษตรกรในชุมชน มาขุนเพื่อเพิ่มมูลค่าให้ได้ตามเกณฑ์น้ำหนัก 35 กก./ตัว ตามที่ตลาดต้องการ โดยมีกำไรเฉลี่ยเพิ่มขึ้นถึง 50% จากต้นทุน ก็จะช่วยสร้างรายได้ให้ชุมชนทั้งเกษตรกรที่ไม่ได้เข้าร่วมโครงการซึ่งเป็นผู้เลี้ยงแพะและขายพันธุ์ให้ หรือเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการโดยซื้อแพะมาขุนและจำหน่ายยังตลาดอื่น ที่จะเป็นการสร้างอาชีพและรายได้ที่ยั่งยืนในอนาคตได้ เพิ่มเติมจากการเกษตรอื่น ๆ อีกทางด้วย

ฝนชุกเตือนพื้นที่ตอนล่างรับมือ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/287338

ฝนชุกเตือนพื้นที่ตอนล่างรับมือ

น้ำท่วม, กรมชลประทาน, ชุก, เตือน, พื้นที่, ตอน, ล่าง, รับมือ

ฝนชุกหลายพื้นที่ตอนบนส่งผลให้ระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระเพิ่มสูงขึ้น จำเป็นต้องเพิ่มการระบายน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยา แจ้งเตือนจังหวัดท้ายเขื่อนรับมือ

         13 ก.ค.60 นายสัญชัย เกตุวรชัย อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า เนื่องจากในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมามีฝนตกหนักกระจายบริเวณจังหวัดกำแพงเพชร นครสวรรค์ และพิจิตร ทำให้ปริมาณน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาที่สถานีวัดน้ำ C.2 อำเภอเมือง จังหวัดนครสวรรค์ และน้ำจากแม่น้ำสะแกกรัง รวมกันไหลลงสู่เขื่อนเจ้าพระยาเพิ่มมากขึ้น ในขณะที่พื้นที่ชลประทานในลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่างมีฝนตกกระจาย ทำให้ปริมาณน้ำในระบบชลประทานและพื้นที่การเกษตรของลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่างทั้งฝั่งตะวันตกและฝั่งตะวันออกมีปริมาณมากต้องเร่งระบายออก ทำให้สามารถแบ่งระบายจากเหนือเขื่อนเจ้าพระยาทั้งทั้งสองฝั่งได้เพียงเล็กน้อย

ประกอบกับกรมอุตุนิยมวิทยาและสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร ได้คาดการณ์ว่า ในช่วงวันที่ 14 -17 ก.ค. 60 จะมีฝนตกหนักกระจายเพิ่มมากขึ้นในพื้นที่ภาคเหนือและภาคกลาง ซึ่งจะทำให้ปริมาณน้ำไหลผ่านเขื่อนเจ้าพระยา มีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นปัจจุบัน ณ วันที่ 13 กรกฎาคม 2560 เวลา 06.00 น.ระดับน้ำเหนือเขื่อนเจ้าพระยาอยู่ที่ระดับ +16.75 ม.รทก. ปริมาณน้ำไหลผ่านเขื่อนเจ้าพระยา 849 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาทีและคาดการณ์ว่าจะมีแนวโน้มสูงขึ้นอยู่ในเกณฑ์ประมาณ 1,000 – 1,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ซึ่งจะส่งผลให้ระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้นจากปัจจุบัน

โดยบริเวณท้ายเขื่อนเจ้าพระยา อำเภอสรรพยา จังหวัดชัยนาท ระดับน้ำจะเพิ่มสูงขึ้น 0.40 – 1.20 เมตร ส่วนระดับน้ำแม่น้ำเจ้าพระยาบริเวณ อำเภอบางบาล อำเภอเสนา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จะเพิ่มสูงขึ้นประมาณ 0.30 – 0.80 เมตร และบริเวณพื้นที่ริมตลิ่งแม่น้ำเจ้าพระยา  เขตอำเภอไชโย อำเภอเมือง อำเภอป่าโมก จังหวัดอ่างทอง อำเภออินทร์บุรี จังหวัดสิงห์บุรีบางส่วน ทั้งนี้เพื่อให้แม่น้ำเจ้าพระยาระบายน้ำได้ดียิ่งขึ้น กรมชลประทานได้ทำการควบคุมปิด-เปิดประตูระบายน้ำคลองลัดโพธิ์ จ.สมุทรปราการ ตามจังหวะการขึ้นลงของน้ำทะเล เพื่อเร่งระบายน้ำออกสู่ทะเลให้รวดเร็วยิ่งขึ้น

เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมรับสถานการณ์น้ำดังกล่าว กรมชลประทาน ได้ทำหนังสือแจ้งเตือนสถานการณ์น้ำ พร้อมกับขอความร่วมมือไปยังจังหวัดต่าง ๆ ประชาสัมพันธ์และแจ้งเตือนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง บริษัท ห้างร้าน ที่ประกอบกิจการในแม่น้ำเจ้าพระยา อาทิเช่น งานก่อสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่ง แพร้านอาหาร เป็นต้น และประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ริมสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาขอให้เฝ้าระวังติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดหากมีฝนตกหนักเพิ่มเติม จะส่งผลให้มีปริมาณน้ำไหลผ่านเขื่อนเจ้าพระยามากกว่า 1,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที จะแจ้งให้ทราบต่อไป

โปรยเมล็ดพันธุ์พืชเพิ่มผืนป่าทั่วไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/287298

โปรยเมล็ดพันธุ์พืชเพิ่มผืนป่าทั่วไทย

โปรยเมล็ดพันธุ์พืชสร้างความชุ่มชื้นเพิ่มผืนป่าทั่วประเทศไทย สานต่อพระราชปณิธาน พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

        13 ก.ค. 60  กรมฝนหลวงและการบินเกษตร ร่วมกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ปฏิบัติการฝนหลวงบริเวณเหนือเขื่อนลำตะคลองเพื่อเพิ่มปริมาณน้ำในเขื่อน และโปรยเมล็ดพันธุ์พืชที่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ เพื่อสร้างความชุ่มชื้นและเพิ่มผืนป่าทั่วประเทศไทย สานต่อพระราชปณิธาน พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช โดยกรมฝนหลวงและการบินเกษตรมีภารกิจการปฏิบัติการฝนหลวงเป็นประจำ และสามารถที่จะนำเมล็ดพันธุ์พืชที่เหมาะสมโปรยทางอากาศลงยังพื้นที่ป่าที่เป็นพื้นที่เป้าหมาย ซึ่งถือได้ว่าเป็นการทำงานเชิงบูรณการที่มีผลดีต่อระบบนิเวศน์และการทำฝนหลวง เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2560

โปรยเมล็ดพันธุ์พืชเพิ่มผืนป่าทั่วไทย

นายเลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ได้จัดทำโครงการโปรยเมล็ดพันธุ์พืชทางอากาศ หลังการปฏิบัติการฝนหลวงประจำวัน ในพื้นที่แหล่งต้นน้ำ ภายใต้แนวคิด “9 สัปดาห์ สู่วันมหามงคล” เป็นการคืนผืนป่าเพื่อสานต่อพระราชปณิธานพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร อีกทั้งยังเป็นการเพิ่มความชื้นให้กับพื้นที่ป่าไม้ ซึ่งถือเป็นโครงการหนึ่งในการสร้างความสมบูรณ์ให้แก่ทรัพยากรป่าไม้

โปรยเมล็ดพันธุ์พืชเพิ่มผืนป่าทั่วไทย

ทั้งยังเป็นการให้ทุกฝ่ายตระหนักในคุณค่าของป่าต้นน้ำและน้อมนำแนวพระราชดำริศาสตร์พระราชาสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน เพื่อเป็นแนวทางในการสร้างความเข้าใจและการมีส่วนร่วมของประชาชน รักษาระบบนิเวศป่าไม้และสิ่งแวดล้อม ทำให้พื้นที่ป่าไม้ต้นน้ำ สามารถทำหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเอื้อประโยชน์ต่อพื้นที่ชุมชนได้อย่างยั่งยืน รวมถึงเป็นการเร่งขยายพันธุ์กล้าไม้กลายเป็นสภาพป่าธรรมชาติต่อไป โดยบูรณาการทุกภาคส่วนร่วมดำเนินการ ได้แก่ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมฝนหลวงและการบินเกษตร กรมชลประทาน กองทัพบก โดยกองทัพภาคที่ 2 จังหวัดนครราชสีมา มณฑลทหารบกที่ 15 จังหวัดเพชรบุรี และมณฑลทหารบกที่ 31 จังหวัดนครสวรรค์ กรมป่าไม้ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กรมการปกคลอง และกรมการปกคลองส่วนท้องถิ่น รวมถึงเกษตรกร อาสาสมัครฝนหลวง และประชาชนทั่วไป

โปรยเมล็ดพันธุ์พืชเพิ่มผืนป่าทั่วไทย

นายสุรสีห์ กิตติมณฑล อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร กล่าวเพิ่มเติมว่า โครงการโปรยเมล็ดพันธุ์พืชเพื่อสร้างความชุ่มชื้นและเพิ่มผืนป่าทั่วประเทศไทย ได้มีการเตรียมความพร้อมการปั้นเมล็ดพันธุ์พืช  เพื่อเตรียมเมล็ดพันธุ์พืชสำหรับใช้โปรยในโครงการดังกล่าว ซึ่งมีเมล็ดพันธุ์พืชในโครงการและพื้นที่เป้าหมาย ได้แก่ 1) ภาคกลาง โปรยเมล็ดพันธุ์พืช จำนวน 10 ชนิด คือ กัลปพฤกษ์ กาฬพฤกษ์ ขี้เหล็ก แดง มะค่าแต้ พฤกษ์ ราชพฤกษ์ (คูน) สาธร (กระเจาะ) สีเสียด (สีเสียดแก่น) และอะราง (นนทรีป่า) ในพื้นที่เป้าหมายบริเวณอุทยานแห่งชาติน้ำหนาว และอุทยานแห่งชาติเขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์ 2) ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โปรยเมล็ดพันธุ์พืช จำนวน 2 ชนิด คือ ไผ่รวก และพะยูง ในพื้นที่เป้าหมายบริเวณอุทยานแห่งชาติเข้าใหญ่ จังหวัดนครราชสีมา และ 3) ภาคใต้ โปรยเมล็ดพันธุ์พืช จำนวน 2 ชนิด คือประดู่ (ตีปีก) และมะค่าโมง ในพื้นที่เป้าหมายบริเวณอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบูรณ์

โปรยเมล็ดพันธุ์พืชเพิ่มผืนป่าทั่วไทย

โปรยเมล็ดพันธุ์พืชเพิ่มผืนป่าทั่วไทย

โครงการโปรยเมล็ดพันธุ์พืชเพื่อสร้างความชุ่มชื้นและเพิ่มผืนป่าทั่วประเทศไทย ได้เริ่มดำเนินการระยะที่ 1 ตั้งแต่เดือนเมษายน – กรกฎาคม 2560 ในการเตรียมเมล็ดพันธุ์ และจะเริ่มปฏิบัติการโปรยเมล็ดพันธุ์ ตั้งแต่วันที่ 20 กรกฎาคม – กันยายน 2560 นี้

โปรยเมล็ดพันธุ์พืชเพิ่มผืนป่าทั่วไทย

ภาพ รชานนท์ อินทรักษา (Rachanon Intharaksa)
#NationPhoto

สศก.เผยมาตรการแก้ราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/287276

สศก.เผยมาตรการแก้ราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ

สศก, Peak, ราคา ณ กรุงเทพฯและปริมณฑล, 108 แห่ง, 6 แห่ง, 3 ประเทศ

สศก.เผยมาตรการแก้ราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ

         นางสาวจริยา  สุทธิไชยา เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำว่า เป็นผลมาจากอุปสงค์หรือความต้องการสินค้าเกษตรมีน้อยกว่าอุปทานหรือปริมาณผลผลิตในแต่ละฤดูกาล โดยเฉพาะในช่วงที่ผลผลิตออกมาพร้อมกันมากที่สุด (Peak) ซึ่งรัฐบาลได้พยายามแก้ไขปัญหาเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร โดยใช้ตลาดนำการผลิตหรือผลิตตามตลาดต้องการ รวมทั้งแปรรูปสร้างมูลค่าเพิ่ม และส่งเสริมระบบตลาดออนไลน์

สำหรับสินค้ายุทธศาสตร์ที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจของเกษตรกรและประเทศ รัฐบาลได้มีมาตรการรักษาเสถียรภาพราคาและรายได้ของเกษตรกร เช่น

          ข้าว มีแผนการผลิตและการตลาดข้าวครบวงจร ปี 2560/61 เช่น ส่งเสริมนาแปลงใหญ่และเชื่อมโยงตลาดข้าว GAP/อินทรีย์ ปลูกพืชอาหารสัตว์ทดแทนนาข้าว ปลูกพืชหลากหลาย/พืชปุ๋ยสดลดรอบนาปรัง รวมทั้งประกันภัยข้าวนาปี เป็นต้น

          สับปะรด ได้ประสานโมเดิร์นเทรดช่วยรับซื้อสับปะรดเพิ่มเติมจากปกติ และให้โรงงานแปรรูปสับปะรดเพิ่มการรับซื้อจากเกษตรกรในพื้นที่ห่างไกลจากโรงงาน เช่น ภาคเหนือ ซึ่งสถานการณ์ราคาได้คลี่คลายแล้ว

ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มีแนวทางบริหารจัดการการนำเข้าวัตถุดิบอื่นทดแทนข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และได้ประสานให้สมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทยรับซื้อจากเกษตรกรไม่ต่ำกว่ากิโลกรัมละ 8.00 บาท ที่ความชื้น 14.5% (ราคา ณ กรุงเทพฯและปริมณฑล) และเพิ่มช่องทางพิเศษให้สถาบันเกษตรกรนำผลผลิตมาจำหน่ายได้โดยตรง รวมทั้งพยายามแก้ไขปัญหาปรับเปลี่ยนการผลิตในพื้นที่ที่ไม่มีเอกสารสิทธิ์ เป็นต้น

          ยางพารา ในปี 2560 ได้เร่งรัดการใช้ยางในประเทศให้มากขึ้นโดยเฉพาะในหน่วยงานของรัฐ คาดว่าปริมาณความต้องการน้ำยางข้น22,300 ตัน และยางแห้ง 2,900 ตัน ซึ่งจะมีปริมาณเพิ่มขึ้นในปี 2561 รวมทั้งขณะนี้ กยท. ร่วมกับเอกชน กำลังจัดตั้งกองทุนเพื่อรักษาเสถียรภาพราคายาง และเชื่อมโยงตลาดท้องถิ่น (108 แห่ง) ตลาดกลาง    (6 แห่ง) และตลาดภูมิภาค (3 ประเทศ) ด้วยการซื้อขายยางผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์เป็นต้น

“ฉัตรชัย” ลั่น ชาวสวนยาง หยุดป่วนราคา มั่นใจแนวโน้มดีขึ้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/287256

“ฉัตรชัย” ลั่น ชาวสวนยาง หยุดป่วนราคา มั่นใจแนวโน้มดีขึ้น

ยางพารา, ฉัตรชัย, ลั่น, ชาวสวนยาง, หยุดป่วนราคา, มั่นใจแนวโน้มดีขึ้น, สศก, กยท, อียู

“ฉัตรชัย” ลั่น ชาวสวนยาง หยุดป่วนราคา มั่นใจแนวโน้มดีขึ้น

 พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า สถานการณ์ราคายางในปัจจุบันไม่ถึงกับเลวร้ายมาก แต่ในความรู้สึกของเกษตรกรคงอยากได้ราคาที่ดีกว่านี้ หากมองย้อนไปในช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมาราคายางต่ำกว่าที่เป็นอยู่ และโดยส่วนตัวยังมั่นใจว่า แนวโน้มราคาในทิศทางข้างหน้าจะเป็นไปตามคำพยากรณ์ของสำนักเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) ที่คาดการณ์ว่าปริมาณการใช้ยางในตลาดโลกจะมีมากขึ้นและราคาจะสูงขึ้น

แต่วันนี้ทุกฝ่ายต้องอดทนกันอีกนิด เพราะยางพาราเป็นสินค้าที่มีการซื้อขายล่วงหน้า ทำให้เกิดการเก็งกำไรขึ้นซึ่งเป็นปัจจัยที่แก้ไขได้ยาก แต่รัฐบาลก็พยายามแก้ปัญหาเรื่องนี้ในทุกๆ ด้าน เช่น การส่งเสริมการใช้ยางในประเทศผ่านโครงการจัดซื้อจัดจ้าง เร่งรัดให้มีการใช้ยางให้ได้ในช่วง 3 เดือนนี้ จำนวน3.5 หมื่นตัน และให้ทุกหน่วยงานจัดทำงบประมาณในปี61 เพื่อซื้อยางไปใช้ วิธีการนี้จะช่วยให้ราคายางในประเทศปรับเพิ่มขึ้นได้

“การแก้ไขปัญหาราคายางพาราจะต้องฟังความเห็นทุกๆ ด้าน หากสามารถลดเรื่องการเมืองลงได้ก็น่าจะดี ปัญหาที่แท้จริงก็จะแก้ไขได้ง่ายขึ้น การทำงานก็จะง่ายขึ้นมาก โดยทางรัฐบาลเองก็อยากเห็นราคาที่ดีกว่านี้อยู่แล้ว พยายามผลักดันนโยบายต่างๆ เพื่อแก้ปัญหา เช่น ปัญหาของหลายหน่วยงานราชการที่อยากจะใช้ยางพารา แต่ยังไม่สามารถจัดซื้อจัดจ้างได้ เนื่องจากยางพาราจะต้องผ่านมาตรฐานอุตสาหกรรม หรือติดขัดเรื่องงบประมาณ ก็พยายามจะรวบรวมปัญหาเรื่องนี้ โดยอาจจะเสนอเป็นเรื่องเร่งด่วนที่จะใช้งบประมาณเพิ่มเติมเพื่อให้ทันในปี2560นี้เลย โดยอาจจะเสนอต่อพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีเป็นกรณีเร่งด่วน” พล.อ. ฉัตรชัย กล่าว

อย่างไรก็ตาม ปัญหาการจัดซื้อจัดจ้าง ดังกล่าวยังไม่จำเป็นที่จะแก้ไขโดยใช้มาตรา44ยังพอมีระยะเวลาในการปรับแก้ แต่ต้องหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ส่วนการส่งเสริมการใช้ยางในประเทศที่สั่งให้การยางแห่งประเทศไทย(กยท.) ไปหารือกับสมาคมถุงมือยาง คาดว่าจะได้ความชัดเจนภายในสัปดาห์หน้านี้

นายธีชัช สุขสะอาด ผู้ว่าการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) กล่าวว่า มาตรการแก้ไขปัญหาราคายางที่รัฐบาลเห็นชอบแล้ว ส่งผลต่อราคายางทั้งในประเทศและต่างประเทศในทิศทางบวก ราคายางเริ่มปรับเพิ่มขึ้น โดยเมื่อวันที่ 7 ก.ค.2560 ราคายางแผ่นดิบรมควันของตลาดกลางอยู่ที่กิโลกรัม(กก.)ละ53.50บาท วันที่ 12 ก.ค.นี้ ราคาสูงสุดของตลาดกลางปรับขึ้นเป็นกก.ละ 54บาท สูงกว่าต้นทุนที่ สศก.กำหนดไว้ที่กก.ละ53บาท และราคาเฉลี่ยทั้งปีคาดว่ายางแผ่นดิบรมควันจะอยู่ที่กก.ละ60บาท เกษตรกรจะมีกำไรประมาณ20%ชาวสวนยางอยู่ได้แน่นอน

สำหรับภาพรวมยางพาราไทย ผลผลิตยางธรรมชาติของประเทศไทย จำนวน 4.473 ล้านตันต่อปี ส่งออกยางธรรมชาติ 3.749 ล้านตัน คิดเป็น 83.81% ของผลผลิตยางทั้งประเทศ ใช้ภายในประเทศ6แสนตัน คิดเป็น13.41%ของผลผลิตยางทั้งประเทศ และสต็อกภายในประเทศ6.42 แสนตันคิดเป็น14.35% จะเห็นได้ว่า ยางพาราของไทยอาศัยตลาดในต่างประเทศ ทำให้ราคายางพารา ขึ้นอยู่กับผู้ซื้อจากต่างประเทศเช่น ประเทศจีนนำเข้ายางจากประเทศไทยมากที่สุด32.23%กลุ่มสหภาพยุโรป(อียู) เป็นกลุ่มประเทศที่นำเข้ายางพาราจากไทยรองลงมา10.85% และสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น อินเดีย มาเลเซีย ตามลำดับ แต่การใช้ยางพาราในประเทศมีปริมาณน้อยเพียง13.41% เมื่อเปรียบเทียบกับผลผลิตทั้งประเทศ

ดังนั้นหากรัฐบาล หรือ คณะรัฐมนตรี มีนโยบาย ส่งเสริมให้หน่วยงานภาครัฐ เพื่อลดการส่งออก และลดการนำเข้าผลิตภัณฑ์ยางจากต่างประเทศ ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวส่งผลกระทบต่อสถานการณ์ราคายางที่ดีขึ้นในระยะยาวและยั่งยืนการใช้ยางในหน่วยงานภาครัฐ เป็นแนวทางที่จำเป็นเร่งด่วน เพื่อเพิ่มปริมาณการใช้ยางในประเทศที่มากขึ้นร่วมกับมาตรการอื่นๆ ซึ่งอาจจะเพิ่มขึ้นได้เป็น30%หรือ1.43ล้านตันต่อปี ส่งผลกระทบในทางบวกกับราคายางและเป็นการแก้ไขปัญหาระยะยาว

นายกส.มก.ทึ่งสมาชิกปั้นโครงการ”โมเดลโคราช”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/287211

นายกส.มก.ทึ่งสมาชิกปั้นโครงการ”โมเดลโคราช”

นายกส.มก.ทึ่งสมาชิกปั้นโครงการ”โมเดลโคราช”

          ดร.วิฑูรย์ สิมะโชคดี นายกสมาคมนิสิตเก่ามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์(ส.มก.)ได้เขียนบันทึกถึงสมาชิกส.มก. หลังจากที่เดินทาง พร้อมคณะกรรมการบริหาร ส.มก. ส่วนกลางไปพบปะสมาชิก ส.มก. ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ณ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตเฉลิมพระเกียรติ จ.สกลนครและชาวนนทรี ที่ปากช่อง และโคราช ได้เห็นการรวมกลุ่ม ความร่วมมือที่เกิดขึ้นในภาคตะวันออกเฉียงเหนืออย่างเข็มแข็ง โดยมีข้อความระบุว่า

เมื่อวันที่ 11 กค 60. สมก. เดินสายไปพบสมาชิกส.มก. และชาวนนทรี ที่ปากช่อง และโคราช ตกเย็นมีการพบปะหารือกับนิสิตเก่า มก. ที่โคราช พี่ ๆได้เชิญน้องรุ่น KU 50 กว่า จนถึง KU74 เพิ่งจบ รวมประมาณ 10 คน เข้ามาพูดคุยกันด้วย เป็นเรื่องที่น่าทึ่งมากครับ เพราะงานนี้มีตั้งแต่ KU รุ่น12 จนถึงรุ่น 74
ซึ่งมีจิตอาสาพร้อมจะทำงานเพื่อ มก. และสังคม โดยเฉพาะโมเดล”พี่ปั้นน้อง”ของโคราช ที่ช่วยให้น้องๆกล้าที่จะเป็นเถ้าแก่เอง ไม่ต้องเป็นคนกินเงินเดือนต่อไป

เรื่องนี้ก็เป็นนโยบายข้อ 4 ของ สมก. ชุดนี้อยู่แล้ว โมเดลโคราช จึงโดนใจผมมากและภูมิใจมากที่รุ่นพี่รุ่นน้องรักกันขนาดนี้ คือ ขนาดที่รุ่นน้องอาสาทำดอกไม้จันทน์ให้ 1,000 ดอกให้สมก. เร็วที่สุด

ผมจึงขอเชิญชวน น้อง ๆ KU รุ่นลูกหลานได้เสนอแนะไอเดียใหม่ๆเพื่อร่วมด้วยช่วยกันพัฒนา มก. และ สมก. ของเราให้เข้มแข็งและช่วยเหลือสังคมได้มากขึ้น

โลกปัจจุบันนี้ น่าจะเป็นโลกของคนหนุ่มสาวที่พร้อมด้วยความรู้ความสามารถและเทคโนโลยี่ใหม่ๆมาช่วยกันริเริ่มสร้างสรรสิ่งใหม่ๆเพื่อบริหารจัดการให้เกิดการปรับปรุงและเปลี่ยนแปลงอย่างทันการณ์ต่อไป

เมื่อ สมก. เป็นของพวกเราทุกคน. ผมจึงใคร่ขอเชิญชวน กรรมการ สมก. ทุกท่าน ชวนลูกหลาน มก. เข้ามาร่วมกันสร้างสรร สมก. และ มก. ในฝันด้วยกันนะครับ ขอบคุณมากๆครับ

เกษตรฯ แจงคืบหน้าโครงการ 9101 ถึงชุมชนแล้วกว่า 83.46 %

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/287110

เกษตรฯ แจงคืบหน้าโครงการ 9101 ถึงชุมชนแล้วกว่า 83.46 %

เกษตร, โครงการ9101, เกษตรฯ, แจงคืบหน้าโครงการ, 9101, ถึงชุมชนแล้วกว่า, 8346, CBO

เกษตรฯ แจงคืบหน้าโครงการ 9101 ถึงชุมชนแล้วกว่า 83.46 %

               สำหรับความคืบหน้าโครงการ9101ฯ ขณะนี้สามารถจัดเวทีชุมชนได้ครบทั้ง  9,101 ชุมชน ตามหลักเกณฑ์ที่ได้จัดตั้งไว้ ขณะนี้มีโครงการที่ชุมชนเสนอขอ จำนวน 24,253 โครงการ  โครงการที่ผ่านการอนุมัติจากคณะกรรมการฯระดับอำเภอ จำนวน 22,391 โครงการ วงเงินที่คณะกรรมการอำเภออนุมัติ จำนวน 18,988.44 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 83.46 ของวงเงินงบประมาณที่ได้รับการอนุมัติจากคณะรัฐมนตรี  โดยแบ่งเป็น ด้านการผลิตพืช และพันธุ์พืช  21.86%  ด้านการผลิตปุ๋ยอินทรีย์  34.12% ด้านการจัดการศัตรูพืช  2.09%  ด้านฟาร์มชุมชน  3.79%  ด้านการผลิตอาหาร การแปรรูปและผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร  12.46 %  ด้านปศุสัตว์ 13.54 %  ด้านประมง 11.10%  ด้านการปรับปรุงบำรุงดิน 1.0%  และด้านอื่นๆ 0.04% และขณะนี้ สำนักจัดทำงบประมาณเขตพื้นที่ 1 – 18 (CBO) ให้ความเห็นชอบแผนปฏิบัติงานและแผนการใช้จ่ายงบประมาณแล้ว จำนวน 1,613 โครงการ งบประมาณ 2,233.390 ล้านบาท

เกษตรฯ แจงคืบหน้าโครงการ 9101 ถึงชุมชนแล้วกว่า 83.46 %
พลเอก ฉัตรชัย  สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า สำหรับโครงการ 9101ฯ แม้ว่าระยะเวลาการทำงานของโครงการจะสั้น แต่มั่นใจว่า ในทุกขั้นตอน เป็นไปอย่างรัดกุม     และโปร่งใส โดยย้ำว่า ได้มอบหมายให้กรมส่งเสริมการเกษตรเตรียมพร้อมในการดำเนินโครงการ 9101 มาเป็นลำดับ เพื่อให้เกิดความต่อเนื่องและรวดเร็วในการดำเนินการ และขณะนี้ทุกพื้นที่ชุมชนมีการจัดเวทีชุมชน และเสนอความต้องการ ในทุกขั้นตอน มีคณะกรรมการฯ ระดับชุมชนพิจารณาผลและคอยกำกับอย่างใกล้ชิด     สำนักงานเกษตรจังหวัดคอยกำกับการทำงานและตรวจสอบความถูกต้อง มีคณะกรรมการฯ ระดับอำเภอ ที่มีนายอำเภอทำหน้าประธานในการพิจารณาความเหมาะสมเพื่อให้เกิดความทั่วถึงและเท่าเทียมทุกพื้นที่  ทั้งนี้หากงบประมาณได้รับการอนุมัติตามขั้นตอน งบประมาณทุกบาทจะลงสู่ชุมชน ซึ่งมีการเปิดบัญชีโดยคณะกรรมการและได้ร่วมกับกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ในการช่วยเหลือในการกำกับติดตามเพื่อให้ถึงมือเกษตรกรอย่างโปร่งใสและ เป็นธรรม ตามระเบียบราชการในทุกโครงการ
นายสมชาย  ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า สำหรับการดำเนินงานของชุมชนในครั้งนี้จะต้องเป็นโครงการที่สามารถดำเนินการได้ทันที มีประโยชน์ต่อชุมชน และมีความยั่งยืน            เป็นโครงการหรือกิจกรรมในลักษณะของการลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ ลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต และยกระดับมาตรฐานสินค้า ทั้งนี้คุณสมบัติของเกษตรกรผู้เข้าร่วมโครงการ 1. จะต้องเป็นเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนเกษตรกรกับ             กรมส่งเสริมการเกษตร หรือหน่วยงานอื่นในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ทุกสาขาอาชีพ รวมทั้งเป็นสมาชิก ศพก.     และเครือข่าย 2. เป็นเกษตรกรที่มีความพร้อมในการเข้าร่วมโครงการที่ชุมชนให้ความเห็นชอบ 3. เป็นเกษตรกร            ที่แสดงความจำนงและสนใจสมัครเข้าร่วมโครงการตามหลักเกณฑ์และรายละเอียดของโครงการ/กิจกรรมที่   ชุมชนเห็นชอบ 4. เป็นเกษตรกรที่ผ่านการพิจารณาคัดเลือกจากคณะกรรมการฯ ระดับชุมชนให้เข้าร่วมโครงการ

วช.ผนึกกปร. จัดอบรมถ่ายทอดองค์ความรู้ให้เกษตรกร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/287096

วช.ผนึกกปร. จัดอบรมถ่ายทอดองค์ความรู้ให้เกษตรกร

วช, วชผนึกกปร

วช.ผนึกกปร. จัดอบรมถ่ายทอดองค์ความรู้ให้เกษตรกร

        วันที่ 11 กรกฎาคม 2560 ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง รองเลขาธิการคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ เป็นประธานเปิดการฝึกอบรม โครงการถ่ายทอดเทคโนโลยีจากผลงานวิจัยและนวัตกรรมสู่กลุ่มผู้รับประโยชน์ เพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิต ประจำปี ๒๕๖๐ ณ ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดเชียงใหม่ โดยมี คณครูประทุม สุริยา อุปนายกสมาคมพลังงานทดแทนเพื่อความยั่งยืน กล่าวรายงานการดำเนินโครงการ และ ดร.นพดล โค้วสุวรรณ หัวหน้าฝ่ายวิชาการศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้อันเนื่องมาจากพระราชดำริ กล่าวต้อนรับ

                  ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง กล่าวว่า วช. และสำนักงาน กปร. ได้มีความร่วมมือมาอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ปี 2551 ในการร่วมนำส่งองค์ความรู้ เทคโนโลยีจากผลงานวิจัยและพัฒนา ซึ่งเป็นความต้องการที่มาจากลุ่มเป้าหมายในพื้นที่ความดูแลของศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ และศูนย์ย่อยที่ต้องการนำองค์ความรู้ไปช่วยแก้ปัญหาหรือพัฒนา จำนวนมากกว่า 30 องค์ความรู้ และเทคโนโลยี อาทิเช่น เทคโนโลยีการปลูกมะนาวนอกฤดูในกระถาง การพัฒนาผลิตภัณฑ์จากใบหญ้าแฝก เป็นต้น โดยมีเจ้าหน้าที่และกลุ่มเกษตรกรในพื้นที่ความรับผิดชอบของศูนย์ศึกษาการพัฒนาฯ ของทั้ง 7 ศูนย์ศึกษาฯ 1 โครงการฯ และ 1 ศูนย์บริการฯ เป็นจำนวนมากได้รับความรู้เพิ่มขึ้น และสามารถนำความรู้เหล่านั้นไปพัฒนา และสร้างอาชีพให้แก่ครอบครัวและชุมชน ให้เป็นชุมชนที่เข้มแข็ง และมีความยั่งยืน อันนับเป็นการส่งเสริมการพัฒนาตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

                โดยมี นายสมบูรณ์ วงศ์กาด รองเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ นางสาวสุกัญญา ธีระกูรณ์เลิศ ที่ปรึกษาการติดตามประเมินผลและบริหารจัดการผลงานวิจัย สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) และ รศ.สุนิพนธ์ ภุมมางกูร และ นายครรชิต พุทธโกษา ผู้ตรวจสอบทางวิชาการ ให้เกียรติเข้าร่วมพิธีเปิด และติดตามประเมินผลโครงการ  

                   การฝึกอบรมดังกล่าวจัดขึ้นระหว่างวันที่ 11 12 กรกฎาคม 2560 เพื่อเผยแพร่และถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยีด้านต่าง ๆ ให้แก่เจ้าหน้าที่และกลุ่มเกษตรกรในพื้นที่ความรับผิดชอบ ของศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่ง วช. ได้ให้การสนับสนุนการดำเนินงาน แก่สมาคมพลังงานทดแทนเพื่อความยั่งยืน ในการดำเนินงานโครงการดังกล่าว โดยมีเกษตรกรเข้าร่วมการอบรม จำนวน 80 คน