ขึ้นทะเบียนจีไอสินค้าเกษตรเพิ่ม3รายการ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/287085

ขึ้นทะเบียนจีไอสินค้าเกษตรเพิ่ม3รายการ

สินค้าจีไอ, เมี่ยง, ขึ้นทะเบียน, สินค้า, เกษตร, เพิ่ม, รายการ

ขึ้นทะเบียนจีไอสินค้าเกษตรเพิ่ม3รายการ

             นายทศพล ทังสุบุตร อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยว่า กรมได้วางนโยบายในการดำเนินงานตามโครงการส่งเสริมหนึ่งจังหวัดหนึ่งสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ ปี 2560 โดยตั้งเป้าผลักดันการจดทะเบียนสินค้าจีไออย่างน้อย 1 จังหวัดต่อ 1 สินค้า เพื่อให้ขึ้นทะเบียนครบ 77 จังหวัดภายในปีนี้ จากปัจจุบันมีจังหวัดที่ขึ้นทะเบียนสินค้าจีไอแล้วรวม 70 จังหวัดทั่วประเทศ

             ล่าสุดได้ขึ้นทะเบียนสินค้าเพิ่มอีก 3 รายการ ได้แก่ กาแฟเทพเสด็จ จ.เชียงใหม่ ส้มโอหอมควนลัง จ.สงขลา และลำไยเบี้ยวเขียวลำพูน จ.ลำพูน ทำให้ขณะนี้ได้ประกาศขึ้นทะเบียนสินค้าจีไอได้แล้วทั้งสิ้น 93 รายการ แบ่งเป็น คำขอไทย 79 รายการ ต่างประเทศ 14 รายการ และอยู่ระหว่างการพิจารณาขึ้นทะเบียนอีก 60 รายการ

             “สินค้าที่ได้รับการขึ้นทะเบียนจีไอ เป็นสินค้าที่มาจากแหล่งผลิตเฉพาะเจาะจง มีประวัติเชื่อมโยงกับแหล่งผลิตแต่ละแห่ง ทำให้ได้สินค้าจีไอมีคุณภาพ มีเอกลักษณ์โดดเด่น และสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มจากสินค้าทั่วไปได้ เช่น สินค้าจีไอ 3 รายการล่าสุด มีคุณสมบัติที่เหมาะสม ได้แก่ กาแฟเทพเสด็จ เป็นกาแฟอาราบิก้าสายพันธุ์คาติมอร์ คาทูรา และคาทุย ที่ปลูกร่วมกับป่าไม้และสวนชา (เมี่ยง) บนพื้นที่ระดับความสูง 1,100-1,600 เมตรจากระดับน้ำทะเล จนได้กาแฟที่มีกลิ่นหอมเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว หรือส้มโอหอมควนลังเป็นส้มโอที่เปลือกมีความหอมพิเศษโดดเด่นแตกต่างจากส้มโออื่น เป็นต้น”

             นายทศพล ยังกล่าวอีกว่า ปัจจุบันมีสถิติการยื่นคำขอขึ้นทะเบียนสินค้าจีไอรวมทั้งสิ้น158 คำขอ แบ่งเป็น คำขอไทย 136 คำขอ ต่างประเทศ 22 คำขอ โดยในปีงบประมาณ 2560 มีการยื่นคำขอขึ้นทะเบียนจำนวน 13 คำขอ ได้แก่ ผ้าตีนจกโหล่งลี้ลำพูน กาแฟดอยป่าแป๋ลำพูน จ.ลำพูน ทุเรียนศรีสะเกษ จ.ศรีสะเกษ ไวน์เขาใหญ่ กาแฟวังน้ำเขียว ข้าวหอมมะลิทุ่งสัมฤทธิ์ จ.นครราชสีมา เครื่องปั้นดินเผาบ้านมอญ จ.นครสวรรค์ ทุเรียนทรายขาว จ.ปัตตานี ส้มบางมด ลิ้นจี่บางขุนเทียน กรุงเทพมหานคร เนื้อโกเบ เนื้อทาจิมะ และเมล่อนยูบาริ จากญี่ปุ่น

ครม.ไฟเขียว1.2พันล้านลดพื้นที่ปลูกข้าวนาปรัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/287084

ครม.ไฟเขียว1.2พันล้านลดพื้นที่ปลูกข้าวนาปรัง

นาปรัง, ครม, 11กค, ด้านการผลิต

ครม.ไฟเขียว1.2พันล้านลดพื้นที่ปลูกข้าวนาปรัง

              นายณัฐพร จาตุศรีพิทักษ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วานนี้(11ก.ค.) ว่าที่ประชุมฯเห็นชอบโครงการปรับพื้นที่ในการปลูกพืชให้เหมาะสมภายใต้แผนการผลิตและการตลาดข้าวครบวงจร ปี2560/2561(ด้านการผลิต)จำนวน 3 โครงการวงเงินรวม 1,296.53 ล้านบาท พื้นที่เป้าหมายรวม 7 แสนไร่

               ประกอบด้วย 1.โครงการปลูกพืชอาหารสัตว์ทดแทนนาข้าว มีพื้นที่เป้าหมาย เป็นพื้นที่ปลูกข้าวที่ขึ้นทะเบียนไว้กับกรมส่งเสริมการเกษตรทั่วประเทศจำนวน 1 แสนไร่ทั่วประเทศ ระยะ 3 ปี เริ่มรับสมัครตั้งแต่เดือนมิ.ย.-ธ.ค.2560 โดยเป็นโครงการที่จะส่งเสริมให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนพื้นที่นามาปลูกพืชอาหารสัตว์ ครัวเรือนละไม่เกิน 15 ไร่ เกษตรกรได้รับการสนับสนุนค่าปัจจัยการผลิตพืชอาหารสัตว์ไร่ละ 6,000บาท แบ่งจ่าย 3 ปี ปีละ 2,000 บาท งบประมาณรวม 202.1ล้านบาท

               2.โครงการส่งเสริมการปลูกพืชหลากหลาย ฤดูนาปรังปี 2561 จำนวนพื้นที่ 4 แสนไร่ ชาวนา 8 หมื่นครัวเรือน ใน 53 จังหวัด ระยะเวลาดำเนินการเดือนส.ค.2560-มิ.ย.2561ส่งเสริมให้เกษตรกรลดรอบการปลูกข้าวไปปลูกพืชชนิดอื่นตามความต้องการ ยกเว้น หญ้าอาหารสัตว์ อ้อย ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ พืชปุ๋ยสด ไม้ดอกไม้ประดับ ไม้ผล ต้นไม้ยืนต้นและพืชที่มีอายุเก็บเกี่ยวมากกว่า120วัน ครัวเรือนละไม่เกิน15ไร่

             เกษตรกรที่จะเข้าโครงการต้องงดปลูกข้าวนาปรังในช่วงวันที่ 1 พ.ย.2560 – 30 เม.ย.2561 ยกเว้นพื้นที่รับน้ำที่ประกาศให้ทำนาปีเร็วขึ้น เกษตรกรสามารถเลือกปลูกพืชตามต้องการได้ตั้งแต่ช่วงเวลาวันที่ 1 พ.ย.2560-28ก.พ.2561ได้รับการสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการปลูกพืชทดแทนไร่ละ 2,000 บาทวงเงินดำเนินการรวม 864.53 ล้านบาท แบ่งเป็นงบเงินสนับสนุน 800 ล้านบาท และงบดำเนินการวงเงิน 64.53 ล้านบาท

             และ 3.โครงการปลูกพืชปุ๋ยสด ฤดูนาปรังปี2561 พื้นที่ 2 แสนไร่ใน 22 จังหวัด ลุ่มน้ำเจ้าพระยาและลุ่มน้ำแม่กลอง ระยะเวลาดำเนินการเดือนมิ.ย.2560-มิ.ย.2561 โดยจะส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกพืชปุ๋ยสดเพื่อไถกลบ ครัวเรือนละไม่เกิน 15 ไร่ ได้รับการสนับสนุนเมล็ดพันธุ์ต้นทุนไร่ละ 5 กิโลกรัม และค่าไถ 2 ครั้ง แบ่งเป็นค่าไถไร่ละ 500 บาท และค่าไถกลบ ไร่ละ 500 บาท วงเงินรวม 229.90 ล้านบาท

             ผู้สื่อข่าวรายงานว่าโครงการที่กระทรวงเกษตรฯเสนอในครั้งนี้ วงเงินรวม 4,902.12 ล้านบาทพื้นที่เป้าหมายรวม 1.23 ล้านไร่ โดย.ในส่วนของโครงการปลูกพืชอาหารสัตว์ทดแทนนาข้าว มีพื้นที่เป้าหมาย 6.3 แสนไร่ ได้ถูกที่ประชุมครม.ปรับเหลือ 1 แสนไร่

              ส่วนงบประมาณถูกปรับลดลงจากวงเงิน 3,807.69 ล้านบาท เหลือ 202.1 ล้านบาทหรือลดลง 3,605.59 ล้านบาท เนื่องจากมีความเห็นจากสำนักงบประมาณให้ทดลองทำในเฟสแรกแล้วประเมินความสำเร็จของโครงการก่อนที่จะทำเฟสต่อไป

รัฐหนุนทำวิจัย เพิ่มมูลค่า‘ยาง’ช่วยเกษตรกร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/287079

รัฐหนุนทำวิจัย เพิ่มมูลค่า‘ยาง’ช่วยเกษตรกร

ยางพารา, รัฐหนุนทำวิจัย, ยาง, ครม, 11กค, กยท, Today Lifes Rubbers, 12 กค, สนช, กนย

รัฐหนุนทำวิจัย เพิ่มมูลค่า‘ยาง’ช่วยเกษตรกร

                ก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)วานนี้ (11ก.ค.) นายธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) นำคณะเข้าพบนายกรัฐมนตรี เพื่อประชาสัมพันธ์การจัดแสดงผลงานผลิตภัณฑ์จากยางพาราและนวัตกรรมที่เกี่ยวข้องกับยางพารา ภายใต้ชื่อ “Today Life’s Rubbers” ที่จะจัดขึ้นในวันที่ 14-16 ก.ค. เพื่อเป็นการกระตุ้นผู้ประกอบการให้มาสนใจการนำยางพารามาผลิตในภาคอุตสาหกรรม

               นายกรัฐมนตรีได้ชมนวัตกรรมแผ่นยางรองพื้นที่ใช้ทำถนน พร้อมสั่งการเร่งรัดให้กระทรวงคมนาคม นำไปใช้ก่อสร้างภายในชุมชน เพื่อเป็นการแก้ปัญหาราคายาง ทั้งในระยะสั้นและในระยะยาว พร้อมกันนี้ได้เยี่ยมชม หน้ากากป้องกันเคมีชีวะ ที่ผลิตขึ้นโดยกองทัพบก ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนในการสั่งซื้อ ซึ่งหากนำเข้าจากต่างประเทศ จะอยู่ที่ราคา 20,000 บาทต่อชิ้น แต่ถ้าผลิตเองโดยใช้ส่วนผสมยางพารา ราคาอยู่ที่ 15,000 บาท ต่อชิ้น ซึ่งนายกรัฐมนตรี สั่งการให้กองทัพบกไปจัดทำแผนการจัดซื้อยาง เพื่อมาผลิตอุปกรณ์ ซึ่งคาดว่าจะใช้น้ำยางประมาณ 200,000 ตัน

                  นอกจากนี้นายกรัฐมนตรี ยังได้เยี่ยมชมผลิตภัณฑ์ยางพาราเพื่อสุขภาพ เวชสำอาง รวมถึงกระเป๋า พร้อมระบุให้การสนับสนุนงานวิจัย เพื่อเป็นการส่งเสริมการใช้ยางจริงจัง พร้อมแนะนำให้เกษตรกรทำการปลูกพืชหรือผลไม้เสริม โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคใต้ที่มีความอุดมสมบูรณ์ เช่น ปลูกทุเรียน หรือมังคุด ซึ่งถือเป็นการปรับการเกษตรทุกระบบ

                  รวมทั้งได้สั่งการให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จัดทำบัญชีรวบรวมความต้องการใช้ยางพาราของหน่วยงานภาครัฐ เพื่อสรุปเสนอขออนุมัติงบประมาณ นำไปสนับสนุนการผลิตใช้ในประเทศ เพื่อเพิ่มปริมาณการใช้ยางในประเทศ ให้มากขึ้น ขณะเดียวกันต้องประสานความร่วมมือระหว่างประเทศด้วย

                  ขณะเดียวกัน พล.อ.ประยุทธ์ ให้สัมภาษณ์อีกครั้งหลังการประชุมครม.ระบุว่า รัฐบาลพยายามแก้ปัญหายางพาราทั้งระบบ ตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง ต้องยอมรับว่า ปัญหาสำคัญส่วนหนึ่งของไทยคือ ยังคงมีพื้นที่ปลูกยางมากเกินไป และยังพบว่ามีการปลูกในพื้นที่บุกรุกถึง 3 ล้านไร่ แต่รัฐบาลคงไม่สามารถสั่งให้หยุดปลูกได้ทั้งหมด เพราะจะส่งผลกระทบทำให้เกิดความเดือดร้อน อยากให้เกษตรกรลดพื้นที่การปลูกยางลงและหันไปปลูกพืชชนิดอื่นแทน เช่น ทุเรียน และมังคุดที่มีราคาสูง เพราะหากไม่เปลี่ยนแปลง ราคายางก็คงไม่สามารถขยับสูงไปมากกว่านี้ได้

                ส่วนกรณีที่ต้องการให้ยางมีราคากิโลกรัมละ 70 บาทนั้น นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ต้องพิจารณาจากปริมาณยางว่ามีมากเพียงใด เพราะหากมียางทั้งในสต็อกของไทยและในตลาดโลก คงเป็นไปได้ยากที่จะทำให้ราคาสูงขึ้น รัฐบาลคงไม่สามารถนำงบประมาณไปซื้อยางมาเก็บไว้ได้ทั้งหมด เพราะส่วนหนึ่งยังมียางอยู่ในสต็อกที่ยังไม่ได้ขายออกไป และยังไม่จำเป็นต้องใช้มาตรา 44 ในการแก้ปัญหา เพราะสามารถสั่งการให้หน่วยงานต่าง ๆ นำยางไปใช้งานได้ เบื้องต้นให้ทางทหารช่าง นำยางไปใช้ในการทำถนน ที่ขณะนี้สามารถเพิ่มสัดส่วนได้ถึง 15% แต่จะต้องเพิ่มงบประมาณให้กับหน่วยงานต่าง ๆ ด้วย นอกจากนั้นยังต้องเพิ่มการใช้ประโยชน์ในส่วนของสาธารณสุข กีฬา แต่ต้องจัดทำแผนการดำเนินงานและเพิ่มงบประมาณเช่นเดียวกัน ซึ่งแนวทางทั้งหมดจะมีการหารืออีกครั้งที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในวันนี้ (12 ก.ค.)

                ขณะที่เครือข่ายเกษตรกรชาวสวนยางพาราแห่งประเทศไทย เตรียมยื่นหนังสือชี้แจงข้อเท็จจริงถึงปัญหาราคายางพาราของเกษตรต่อประธานคณะกรรมาธิการการเกษตรและสหกรณ์ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) ในวันนี้ เพื่อร้องขอให้ช่วยแก้ไขปัญหาราคายางพาราที่ตกต่ำ

             นายอุทัย สอนหลักทรัพย์ ประธานสภาเครือข่ายฯ กล่าวว่าได้เข้าพบพล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมยื่น 12 ข้อเสนอการแก้ปัญหาระยะยาว และ 4 ข้อเสนอในการแก้ปัญหาเร่งด่วน เมื่อ 20 มิ.ย.ที่ผ่านมาซึ่งในที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายยางธรรมชาติ(กนย.) ที่มีพล.อ.ฉัตรชัย เป็นประธาน และตนเป็นคณะกรรมการ ก็พบว่ารัฐบาลให้ความสำคัญและใส่ใจต่อการแก้ปัญหา ทำให้ทางเครือข่ายฯ จะยังไม่ออกมาเคลื่อนไหวภายในระยะเวลา 1 เดือน เพื่อติดตามการทำงานและให้โอกาสแก่รัฐบาล

ชมสวนฤดูฝนปทุมมา 100,000 ดอกที่อุทยานหลวงราชพฤกษ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/286941

ชมสวนฤดูฝนปทุมมา 100,000 ดอกที่อุทยานหลวงราชพฤกษ์

ปทุมมา, ชมสวนฤดูฝนปทุมมา, 100000, องค์การมหาชน, Rainy Season, Farmers Market, ทุกสาขาไม่จำกัดมูลค่า, ธกส

ชมสวนฤดูฝนปทุมมา 100,000 ดอกที่อุทยานหลวงราชพฤกษ์

              ดร.อาณดา  นิรันตรายกุล รองผู้อำนวยการ รักษาการผู้อำนวยการอุทยานหลวงราชพฤกษ์             เผยว่า “อุทยานหลวงราชพฤกษ์ สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน) กำหนดจัดงานชมสวนฤดูฝน (Rainy Season) ระหว่างวันที่ 15 กรกฎาคม – 15 สิงหาคม 2560 เวลา 08.00 – 18.00 น.       เพิ่มสีสันให้กับนักท่องเที่ยวในช่วง Green Season ภายในงานนักท่องเที่ยวจะได้ชมสวนหลากสีสันประดับด้วยดอกปทุมมา 17 สายพันธุ์ จำนวน 100,000 ดอก อาทิ พันธุ์ขาวปลายแดง เชอรี่ชมพู เชอรี่แดง เรดเชิ้ต เชียงรายสโนว์ ทับทิมสยาม ไข่มุกสยาม ลัดดาวัลย์ สโนว์ไวท์ ยูคิ เชียงใหม่พิงค์ มรกต โรสพิงค์                  เชียงใหม่เรด ช็อคโกแลต มอญบลังใหญ่ ชมพูมะลิ กิโมโนใหญ่ ซากุระ บิ๊กเรด ทวิสเตอร์ นกแก้ว 602             ลายนกแก้ว 602 ใหญ่ นิวเรด เบอร์ 1 นิวเรด เบอร์ 2 แดงดอยตุง แดงระฆัง มอญบลังดอกกลาง แม่โจ้อิมเพลส และไจแอ้น ซึ่งดอกปทุมมาดังกล่าวนี้ ทางอุทยานหลวงราชพฤกษ์ได้เริ่มเพาะหัวพันธุ์ปทุมมาตั้งแต่ช่วงฤดูร้อนที่ผ่านมา และยังมีปทุมมาจากโครงการพัฒนาพื้นที่สูงแบบโครงการหลวงโหล่งขอด มาร่วมจัดแสดงให้นักท่องเที่ยวได้ชมตลอด 1 เดือนเต็ม พร้อมร่วมสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในอุทยานหลวงราชพฤกษ์เพื่อความเป็นสิริมงคล สำหรับนักท่องเที่ยว 1,000 คนแรกที่เข้าชมงานจะได้รับดอกปทุมมากลับบ้านไปคนละ 1 ต้น และเลือกซื้อ ผัก ผลไม้ สินค้าแปรรูปที่ปลอดภัยจากเกษตรกรบนพื้นที่สูง ใน “ตลาดเกษตรกร (Farmer’s Market)” ที่จัดขึ้นทุกวันเสาร์-อาทิตย์อีกด้วย
ทั้งนี้ ยังมีโปรโมชั่นพิเศษสุดมากมายสำหรับคนที่มาเที่ยวงานชมสวนฤดูฝน (Rainy Season) ได้แก่ ทุกวันเสาร์-อาทิตย์ “ชาวจังหวัดเชียงใหม่และลำพูน” เข้าชมสวนโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย..เพียงแสดงบัตรประชาชนที่อาคารจำหน่ายบัตร และสิทธิพิเศษสำหรับลูกค้าคนพิเศษของหน่วยงานภาคี นำสลิปใบเสร็จรับเงิน บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์/ เซเว่น อีเลฟเว่น/ ซีพี เฟรชมาร์ท (ทุกสาขาไม่จำกัดมูลค่า)/ บัตร Big Card/ บัตร 7 Card/ บัตร Blue Card/ บัตร ATM ธนาคารกรุงไทย/ บัตร ATM หรือบัตรสินเชื่อเกษตรกร สมุดเงินฝากของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) มาใช้สิทธิ์แลกบัตรเข้าชมสวน 1 บัตร/ สลิป ต่อ 1 สิทธิ์ได้ทุกวัน ณ จุดจำหน่ายบัตรอุทยานหลวงราชพฤกษ์ที่เดียวเท่านั้น

สำหรับนักท่องเที่ยวที่มีวันคล้ายวันเกิดในช่วงระยะเวลาที่จัดงาน แสดงบัตรประชาชนที่อาคารจำหน่ายบัตร พร้อมรับบัตรส่วนลดชมภาพยนตร์ เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ คนละ 1 ใบ” สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ 053-114110-5

“สุนทร”แกนนำเครือข่ายยางพาราโพสต์โต้นายกฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/286851

“สุนทร”แกนนำเครือข่ายยางพาราโพสต์โต้นายกฯ

สุนทร รักษ์รงค์, สุนทร, 10กค60, สคยท

“สุนทร”แกนนำเครือข่ายยางพาราโพสต์โต้นายกฯ

            วันนี้(10ก.ค.60) นายสุนทร รักษ์รงค์  นายกสมาคมเกษตรกรชาวสวนยาง 16 จังหวัดภาคใต้และเลขาธิการสภาเครือข่ายเกษตรกรชาวสวนยางแห่งประเทศไทย(สคยท.) ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟสบุ้คส่วนตัวชื่อ สุนทร รักษ์รงค์ ตอบโต้นายกรัฐมนตรีพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ต่อกรณีนายกรัฐมนตรีชี้แจงแนวทางการแก้ปัญหาราคายางพาราตกต่ำ โดยมีข้อความว่า ท่านนายกฯ ประยุทธ์ครับ ตอนนี้ที่ราคายางตกต่ำ มันไม่ได้เกี่ยวกับสวนยางในพื้นที่ป่าหรอกครับ อาจมีส่วนบ้างเมื่อ 3 ปีที่ผ่านมา ตอนนั้นราคายางดิ่งสุดๆ

แต่ปัจจุบันการรุกป่าลดลง ซึ่งปกติยางจะถูกโค่นเพื่อปลูกแทนปีละ 400,000 ไร่ แต่ก็เปลี่ยนไปปลูกพืชอย่างอื่นเสียเยอะ เช่น ปาล์ม ทุเรียน และอื่นๆ เกษตรกรบางรายโค่นยางเองเพราะราคาไม่จูงใจ ทำให้พื้นที่สวนยางมีแต่ลดกับลดครับ และผลผลิตยางของไทยก็มีแนวโน้มลดลงทุกปี พ.ศ. 2557 4.57,  2558 4.47, ปี 2559 4.45 ล้านตัน และปี 2560 ก็มีแนวโน้มผลผลิตลดลงอีก แต่การบริโภคยางของโลกไม่ได้ลดลง ปัญหามันอยู่ตรงไหนรัฐบาลต้องหาให้เจอ คนของท่านทำงานได้เรื่องไหม ความสามารถพอหรือเปล่า ถ้าทำไม่ได้ก็ถอยไป ให้คนที่ดีมีความสามารถได้เข้ามาแก้ปัญหาแทน

ดังนั้นการที่ท่านได้รับข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง แลัวเอามาพูดต่อแบบผิดๆ เป็นการโยนบาปและความผิดให้พี่น้องเกษตรกรชาวสวนยางที่ไม่มีเอกสารสิทธิ์อย่างไม่เป็นธรรม อันเป็นตรรกะที่บิดเบี้ยวและขาดความรับผิดชอบ

เมื่อผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมือง อยากฟังในสิ่งที่ตัวเองอยากได้ยิน เมื่อเชื่อลูกน้องสอพลอที่คอยป้อนข้อมูลเท็จ เมื่อรัฐบาลทหารโง่กว่าและไม่เท่าทันข้าราชการผู้หวงอำนาจและกอบโกย เมื่อขึ้นมามีอำนาจแล้วไปรับใช้นายทุน อ้างว่าคืนจะความสุขให้ประชาชน แต่ไม่เคยฟังเสียงคนจนและเกษตรกร นักลงทุนถอนตัว เศรษฐกิจฝืดเคืองก็ไม่มีปัญญาและความสามารถจะแก้ไข ผลผลิตทางการเกษตรเกือบทุกตัวราคาไม่ดี หนี้สินครัวเรือนเพิ่มสูงขึ้น ทุกข์ของประชาชนท่วมท้นทั่วประเทศ

วันๆได้แต่พร่ำให้ประชาชนเห็นใจ ให้อดทน และมักโยนความผิดให้คนอื่น อ้างว่าตามรอยพ่อและให้ยึดหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ฟังแล้วดูดี แต่วิธีการและผลงานของรัฐบาลกลับสวนทางกับสิ่งที่พ่อทำในหลายๆเรื่อง เสียงร่ำไห้ของประชาชนทั้งแผ่นดินท่านไม่ได้ยินบ้างหรือครับท่านนายกรัฐมนตรีคนดี

ผมจะบอกให้นะครับชาวสวนยางในภาคใต้ ที่เคยเป็นมิตรกับท่าน วันนึ้ท่านกำลังจะผลักมิตรให้ไปเป็นศัตรู นี่ขนาดศัตรูตัวจริงของรัฐบาลยังมุดอยู่ในรูนะครับ ถ้าเขาโผล่ออกมาผสมโรงเมื่อไหร่ ระวังนะครับจากพระเอกจะกลายเป็นผู้ร้าย จากผู้คืนความสุขจะกลายเป็นผู้ทำลายความสุขของประชาชนเสียเอง จากทหารปฏิรูปจะกลายเป็นทรราช ผมจะพูดตรงๆ อย่างนี้เป็นครั้งสุดท้าย เพราะหลังจากนี้เกษตรกรชาวสวนยางจะไม่ทนอีกต่อไป ถ้าท่านจะโกรธหรือไม่พอใจ เพราะมันไม่หวานและไม่ระรื่นหู ก็เอาเท่าที่ท่านสบายใจนะครับ เพราะเสียงคนจนท่านไม่เคยได้ยินอยู่แล้ว

สุนทร รักษ์รงค์
เลขาธิการสภาเครือข่ายเกษตรกรชาวสวนยางแห่งประเทศไทย(สคยท.) และนายกสมาคมเกษตรกรชาวสวนยาง 16 จังหวัดภาคใต้
10 ก.ค.2560

“ฉัตรชัย”โพสต์ข้อความให้กำลังใจข้าราชการก.เกษตร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/286848

“ฉัตรชัย”โพสต์ข้อความให้กำลังใจข้าราชการก.เกษตร

ฉัตรชัย สาริกัลยะ, ฉัตรชัย, 10 กค60

“ฉัตรชัย”โพสต์ข้อความให้กำลังใจข้าราชการก.เกษตร

วันนี้(10 ก.ค.60) พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ ได้โฟสข้อความให้กำลังข้าราชการผ่านเฟสบุ้ค พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ โดยมีข้อความว่า ผมทราบดีว่าช่วงนี้ผู้บริหาร ข้าราชการ และ เจ้าหน้าที่ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ทุกกรม ทุกสำนักงานทั้งในส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค ในทุกระดับ ได้ทำงานอย่างแข็งขัน เข้มข้น เอาจริงเอาจัง

ทั้งในส่วนโครงการ 9101ฯ ที่ต้องเร่งให้ทันเวลา ให้พี่น้องเกษตรสามารถดำเนินการโดยเร็ว เกิดผลโดยเร็ว การเตรียมการแก้ไขน้ำท่วมจากสภาพความแปรปรวนของอากาศเพื่อ​ลดผลเสียหายให้น้อยที่สุด มั่นใจว่าพร้อมที่สุดในทุกปีที่ผ่านมา

ในส่วนการกำจัดหนอนมะพร้าวหัวดำ เจ้าหน้าที่ลงพื้นที่อย่างพร้อมกัน กำจัดให้เสร็จทั้งหมด ไม่ให้ระบาดต่อไป

ส่วนโรคระบาดในสัตว์ เกิดพื้นที่ใดตรงใด ต้องลงพื้นที่ทันที และ ได้ตรวจอย่างละเอียดมั่นใจว่าป้องกันได้ ยังต้องดูเนื้อสัตว์เถื่อนที่มาจากโรงฆ่าเถื่อน และ การลักลอบนำเข้า เพราะไม่สะอาด และ มีเชื้อโรคปนมาด้วย สร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภคทั้งในประเทศและต่างประเทศ จนมีปริมาณส่งออกเพิ่มขึ้น

ในปีที่ผ่านมา มีหลายประเทศเชื่อมั่นนำเข้าเนื้อไก่ ไข่ไก่จากประเทศไทยมาก สัปดาห์ที่แล้ว ประเทศจีนเชื่อมั่นในประเทศไทยมาก ได้ขอเข้ามาชมการผลิตของประเทศไทย และ ชื่นชมมาก อยากจะนำเข้าหลายอย่างจำนวนมาก นี้​คือมาตรฐานที่ทำมาอย่างจริงจัง

นมโรงเรียน อันนี้ต้องชื่นชมมาก ปีนี้ นมโรงเรียนมีมาตรฐานสูงมาก ดีกว่านมทั่วไป นอกจากนี้ ยังแก้ปัญหาการขนส่งนมที่ไม่ได้มาตรฐาน คือ แต่ก่อนนั้น นมมักจะผลิตดี แต่พอตอนขนส่ง และ ตอนเก็บที่โรงเรียน มักจะมีปัญหา ทำให้นมเสีย ปีนี้เจ้าหน้าที่กรมปศุสัตว์ติดตามดูการขนส่งนมอย่างละเอียดตามถึงโรงเก็บไปทุกโรง อันไหนไม่ดีก็ให้แก้ไข เป็นหูเป็นตา ทำงานจริงจัง

ช่วงนี้ อียูเข้ามาตรวจแนะนำการแก้ปัญหาไอยูยู เจ้าหน้าที่กรมประมง กรมเจ้าท่า และ หน่วยอื่นๆ ทำงานหนักมา 2 ปีกว่า เพื่อยกมาตรฐานการทำประมงให้ทัดเทียมกับต่างประเทศ ทั้งการดูแลสัตว์น้ำให้มีปริมาณที่เหมาะสม ไม่จับมากเกินไปจนทำลายทรัพยากร และ ดูแลแรงงานประมงให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี ที่ผ่านมามีปัญหาที่หลากหลาย เจ้าหน้าที่/ชาวประมงต้องปรับตัวอย่างมาก ซึ่งเป็นปัญหาที่เกิดมานานจากความมักง่าย ขาดการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง หากประเทศไทยสามารถก้าวผ่านจุดนี้ไปได้ จะได้รับการยอมรับ และ ขณะเดียวกัน ประเทศไทยจะมีความยั่งยืน ชาวประมงจะมีคุณภาพขีวิตที่ดี ข่วยกันนะครับ

ยังมีโครงการโคบาลบูรพา เปิดรับสมัครเกษตรกรแล้ว ขณะนี้กำลังคัดเลือกเกษตรกรที่มีคุณสมบัติเหมาะสมตามเจตนารมย์ของโครงการ คือ ปรับเปลี่ยนการปลูกข้าวเนื่องจากภัยแล้งปี 2559/60 การจัดหาพันธุ์โคเนื้อ และ แพะเนื้อ คัดที่มีคุณสมบัติดีที่สุด มั่นใจว่าเกษตรกรนำไปเลี้ยงแล้วได้ผล มีรายได้

ในส่วน สปก. การดำเนินการพัฒนาพื้นที่ยึดคืน เจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ พร้อมหน่วยทหารช่าง​เข้าไปเร่งพัฒนาพื้นที่ให้มีความพร้อม หน่วยอื่นๆ เช่น กรมส่งเสริมสหกรณ์ กรมส่งเสริมการเกษตร กรมปศุสัตว์ กรมประมง กรมพัฒนาที่ดิน กรมวิชาการเกษตร และ อื่นๆ ลงพื้นที่เตรียมการเสริมสร้างอาชีพให้เกษตรกร ต้องพร้อม ขณะเดียวกัน เรื่องการจัดทำกฎกระทรวงรองรับการอนุญาตใช้ที่ดิน ส.ป.ก. เพื่อความมั่นคงด้านพลังงานก็ทำงานกันทั้งวันทั้งคืนให้เสร็จทัน 3 เดือน อันนี้ เป็นเรื่องในอดีตที่รัฐบาลนี้มาแก้ไข เพื่อให้เดินหน้าต่อไปได้

ไปต่อที่นโยบายข้าว เรื่องแรก คือ การติดตามข้าวที่ประมูลออกจากคลัง ซึ่งเจ้าหน้าที่ติดตามดูตลอดเวลา ไม่ให้ข้าววนกลับมาใช้บริโภคสำหรับคนอีก ทำให้ราคาข้าวดีขึ้น เจ้าหน้าที่ต้องทำงานหนักมาก พร้อมกับการวางรากฐาน คือ ข้าวแปลงใหญ่ ข้าวอินทรีย์ และ เมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพที่ดี เจ้าหน้าทำแคมเปญส่งเสริม ชี้แจง ทำความเข้าใจ เปิดโอกาสให้เกษตรมาสมัครกันมากๆ ขณะเดียวกันมองหาช่องว่าง/ปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้น แก้ปัญหาล่วงหน้าไปเลย เช่น เรื่องราคา เป็นต้น มียอดเกษตรกรสมัครจำนวนมาก

งานประจำที่เป็นงานตามนโยบายที่ต้องดำเนินการ คือ การตรวจรับรองมาตรฐานเกษตรต่างๆ ในส่วนแปลงใหญ่ มาตรฐาน GAP เป็นต้น เจ้าหน้าที่ตรวจกันทุกวันทุกพื้นที่

ยังมีงานอื่นๆ อีก ที่คงเล่าต่อไปได้อีกหลายวันไม่รู้จักจบ คือ มิติใหม่ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ที่พวกเราทุกคนร่วมสร้างให้เกิดขึ้น เป็นอนาคตของเกษตรกรไทย

อยากจะบอกกับทุกท่านว่าผู้บริหาร ข้าราชการ และ เจ้าหน้าที่ยุคนี้ ทำงานหนักมาก เพื่อพี่น้องเกษตรกร ผมมีความชื่นชม ขอบคุณด้วยความจริงใจ อยากเป็นกำลังใจให้ทุกท่านทำงาน และ ขอให้มีความสุขกับงาน ถือว่าการช่วยพี่น้องเกษตรกรให้มีรายได้เลี้ยงครอบครัวได้ มีความยั่งยืน มีความภาคภูมิใจในอาชีพเป็นบุญกุศลที่ยิ่งใหญ่ และ ผลดีจะเกิดกับทุกคนนะครับ

“มะม่วงหาวมะนาวโห่”สุดยอดสมุนไพรสร้างรายได้งาม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/286802

 “มะม่วงหาวมะนาวโห่”สุดยอดสมุนไพรสร้างรายได้งาม

มะม่วงหาวมะนาวโห่, NOW26, มะม่วงไม่รู้หาวมะนาวไม่รู้โห่, APOCYNACEAE, RAUVOLFIOIDEAE

 “มะม่วงหาวมะนาวโห่”สมุนไพรบำรุงร่างกายขายได้กำไรงาม

    มะม่วงหาวมะนาวโห่ เป็นผลไม้อีกชนิดหนึ่งมีคุณค่าทางโภชนาการมากหลายนำไปแปรรูปเป็นอาหาร ขนมและผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ มากมาย  ทสม์ เจริญช่าง เจ้าของสวนมะนาวโห่ลุงศิริ ต.บางนกแขวก อ.บางคนที จ.สมุทรสงคราม กล่าวกับ “NOW26″ว่าปลูกมะม่วงหาวมะนาวโห่บนเนื้อที่ 40 ไร่ โดยนำผลผลิตมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ จำหน่ายแก่นักท่องเที่ยวสร้างรายได้เฉลี่ยนับแสนต่อเดือน

   ทสม์บอกว่าปัจจุบันมีผู้คนเริ่มนำมะม่วงหาวมะนาวโห่มาปลูกกันไว้ที่บ้านของตัวเองบ้างแล้ว  แต่ว่าด้วยรสชาติของมะม่วงหาวมะนาวโห่ ที่ผลดิบจะเปรี้ยวจี๊ด ถึงทำให้เขาคิดค้นสูตรการนำมะม่วงหาวมะนาวโห่ไปแปรรูปเป็นสินค้าหลากหลายชนิด

     อย่าง ผล ก็นำไปทำเป็นแยม ใบ ก็ทำเป็นไอศกรีม ดอก ก็นำไปทำเป็นชา และยังมีผลิตภัณฑ์อื่นๆ อีกกว่า 30 อย่าง ทั้งไซรัป เยลลี่ น้ำมะม่วงหาวมะนาวโห่ หรือจะทำเป็นน้ำพริก ก็ยังได้เลย โดยลูกค้าก็จะมีทั้งที่เป็นนักท่องเที่ยวที่เข้ามาเยี่ยมชมสวน และลูกค้าออนไลน์

    อย่างไรก็ตามทางด้านสรรพคุณทางยานั้น วงการแพทย์ระบุว่า มะม่วงหาว มะนาวโห่ มีฤทธิ์ทางยา ถ้ารับประทานในปริมาณที่พอเหมาะ และต่อเนื่อง สามารถช่วยรักษาโรคได้ โดยเฉพาะโรคมะเร็ง เพราะว่าในผลมะม่วงหาวมะนาวโห่นั้นมีสารต้นอนุมูลอิสระหลายอย่าง

         สำหรับมะม่วงหาวมะนาวโห่ เป็นชื่อที่เพี้ยนมาจากชื่อ “มะม่วงไม่รู้หาวมะนาวไม่รู้โห่” จัดอยู่ในวงศ์ตีนเป็ด (APOCYNACEAE) และอยู่ในวงศ์ย่อยระย่อม (RAUVOLFIOIDEAE) ชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า หนามขี้แฮด เชียงใหม่, หนามแดง กรุงเทพฯ, มะนาวไม่รู้โห่ ภาคกลาง, มะนาวโห่ ภาคใต้ เป็นต้น จัดเป็นผลไม้สมุนไพรชนิดหนึ่ง ลักษณะของผลจะมีสีแดงเรียวเล็กคล้ายกับมะเขือเทศราชินี สำหรับรสชาติของผลสุกจะออกหวานนุ่มลิ้น แต่ถ้ายังไม่สุกจะมีรสเปรี้ยวจี๊ด  มีธาตุเหล็กและวิตามินซีสูง เมื่อกัดไปแล้วจะมียางเหนียว ๆ ฝาดคอ

        นอกจากผลแล้ว ส่วนอื่น ๆ ก็ยังมีประโยชน์อีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นราก ใบ ยอดอ่อน เมล็ด เนื้อไม้ และแก่น ก็ล้วนแต่มีสรรพคุณทางยาทั้งสิ้น ไม่เว้นแม้กระทั่งยางก็ช่วยในการสมานแผลได้อีกด้วย

“OTOP ทั่วไทยประสานใจสู่แดนใต้ สามเหลี่ยมมั่นคง มั่งคั่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/286676

“OTOP ทั่วไทยประสานใจสู่แดนใต้ สามเหลี่ยมมั่นคง มั่งคั่ง

โอท้อป, Otop, สามเหลี่ยมมั่นคง, มั่งคั่ง

“Otop ทั่วไทยประสานใจสู่แดนใต้ สามเหลี่ยมมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน

                นายสิทธิชัย ศักดา ผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส เป็นประธานเปิดงาน “Otop ทั่วไทยประสานใจสู่แดนใต้ สามเหลี่ยมมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน ” ครั้งที่2 เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม ที่ผ่านมา ณ สนามกีฬามหาราช อำเภอสุไหงโก-ลก จังหวัดนราธิวาส โดยงานนี้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 5 -11 กรกฎาคม 2560 ภายในงาน มีกิจกรรมมากมายและสินค้าโอทอปจากทั่วประเทศ กว่า 150 บูธ และยังมีนิทรรศการผ้าทอพื้นเมืองของเด่นของดี จังหวัดนราธิวาส นอกจากนี้ยังมีการแสดงจากศิลปินดาราตลอด7วัน7คืน ซึ่งการจัดงานในครั้งนี้จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่สามจังหวัดภาคใต้ชายแดน เชื่อว่าจะมีนักท่องเที่ยวจากจังหวัดใกล้เคียงรวมถึงเพื่อนบ้านจากประเทศมาเลเซียเข้าร่วมงานมากมาย คาดว่าเงินจะสะพัดมากกว่า 70 ล้านบาท

อธิบดีกสก.ย้ำโครงการ 9101 โปร่งใส เป็นธรรม ตรวจสอบได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/286503

อธิบดีกสก.ย้ำโครงการ 9101 โปร่งใส เป็นธรรม ตรวจสอบได้

โครงการ9101, อธิบดีกสกย้ำโครงการ, 9101, โปร่งใส, เป็นธรรม, ตรวจสอบได้

อธิบดีกสก.ย้ำโครงการ 9101 โปร่งใส เป็นธรรม ตรวจสอบได้

          ภายหลังจากอนุมัติวงเงินงบประมาณเพื่อดำเนินการ “โครงการ 9101 ตามรอยเท้าพ่อ ภายใต้ร่มพระบารมี เพื่อการพัฒนาการเกษตรอย่างยั่งยืน” ความคืบหน้าในขณะนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้กำชับให้ผู้บริหารและผู้ตรวจราชการกระทรวงติดตามและสนับสนุนการทำงานโครงการให้เป็นไปอย่างต่อเนื่อง

ในส่วนของกรมส่งเสริมการเกษตรได้มอบหมายรองอธิบดีและผู้บริหารกรมส่งเสริมการเกษตรทุกท่าน เร่งติดตามการดำเนินการในพื้นที่ หากพบปัญหาจะระดมทีมเข้าไปช่วยเหลือและสร้างการรับรู้ในพื้นที่ทันที และเปิด War room สำนักงานโครงการ 9101ฯ เพื่ออำนวยการในการบริหารจัดการ หากพบปัญหาสามารถแจ้งเหตุตรงถึงสำนักงาน รวมทั้งเน้นย้ำว่า การดำเนินโครงการฯ ครั้งนี้ งบประมาณทั้งหมด ลงสู่ชุมชนเพื่อประโยชน์ ในการพัฒนาการเกษตรอย่างแท้จริง
นายสมชาย  ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า แม้ว่าระยะเวลาการทำงานของโครงการจะสั้น แต่กรมส่งเสริมการเกษตรมั่นใจว่า ในทุกขั้นตอน เป็นไปอย่างรัดกุม และโปร่งใส ซึ่งวันนี้ 7 กรกฎาคม 2560 ได้เรียกเจ้าหน้าที่การเงินจากทั่วประเทศ มารับฟังคำชี้แจงถึงขั้นตอนและวิธีการที่ถูกต้อง ณ โรงแรมมารวยการ์เด้นท์ กรุงเทพฯ  โดยย้ำว่า กรมส่งเสริมการเกษตรได้เตรียมพร้อมในการดำเนินโครงการ 9101 มาเป็นลำดับ เพื่อให้เกิดความต่อเนื่องและรวดเร็วในการดำเนินการ
อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวเพิ่มเติมว่า การดำเนินงานของชุมชนในครั้งนี้จะต้องเป็นโครงการที่สามารถดำเนินการได้ทันที มีประโยชน์ต่อชุมชน และมีความยั่งยืน เป็นโครงการหรือกิจกรรมในลักษณะของการลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ ลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต และยกระดับมาตรฐานสินค้า ภายใต้กรอบโครงการ รวม 8 ด้าน ได้แก่ การผลิตพืชและพันธุ์พืช, การผลิตปุ๋ยอินทรีย์, การจัดการศัตรูพืช, ฟาร์มชุมชน, การผลิตอาหาร การแปรรูปผลผลิตและผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร, ปศุสัตว์, ประมง และการปรับปรุงบำรุงดิน สำหรับชุมชนที่มีกิจกรรม/โครงการที่เป็นความประสงค์ของชุมชนนอกเหนือจากกรอบโครงการ ให้เป็นการพิจารณาของคณะอนุกรรมการพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์จังหวัด ที่มีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน
สำหรับการชี้แจง เจ้าหน้าที่การเงินในวันนี้  กำชับเพิ่มเติมว่าภายใน 15 กรกฎาคม 2560 เงินทุกบาทจะส่งตรงถึงชุมชน และต้องเบิกจ่ายงบประมาณไม่น้อยกว่า ร้อยละ 50 ภายใน 28 กรกฎาคม 2560 ภายใต้การบริหารจัดการของชุมชนเอง โดยมีเจ้าหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงเพื่อให้เป็นไปตามระเบียบและขั้นตอนของทางราชการ สร้างความโปร่งใส ตลอดขั้นตอนการดำเนินโครงการ

นักวิจัยมก.คว้ารางวัลผลงานดีเด่นป้องกันมาลาเรีย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/286498

นักวิจัยมก.คว้ารางวัลผลงานดีเด่นป้องกันมาลาเรีย

นักวิจัยมก.คว้ารางวัลผลงานดีเด่นป้องกันมาลาเรีย

            ผลงานวิจัยเรื่อง “นิเวศวิทยาของยุงและแมลงวันคอกสัตว์และนัยยะความเป็นไปได้ในการใช้สารสกัดพืชเพื่อควบคุมแมลงพาหะนำโรค” ของ ศาสตราจารย์ ดร.ธีรภาพ เจริญวิริยะภาพ (เมธีวิจัยอาวุโส สกว.) ภาควิชากีฏวิทยา คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ หัวหน้าทีม พร้อมด้วยทีมวิจัย  ได้รับรางวัลโล่เกียรติยศผลงานวิจัยเด่น ประจำปี 2559 ด้านวิชาการ ซึ่งสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) จัดขึ้นยกย่องเชิดชูเกียรตินักวิจัยที่มีผลงานดีเด่น อันจะเป็นต้นแบบที่ดีของการทำงานวิจัยที่ต้องอาศัยความมุ่งมั่น ตั้งใจ มุ่งหวังให้เกิดประโยชน์ต่อสังคมและประเทศชาติต่อไป
ทั้งนี้ ศาสตราจารย์ ดร.ธีรภาพ เจริญวิริยะภาพ หัวหน้าทีมวิจัย เข้ารับโล่เกียรติยศผลงานวิจัยเด่น สกว. ประจำปี 2559 ด้านวิชาการ จาก พลอากาศเอก ดร.ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2560 ณ โรงแรม รอยัล ออร์คิด เชอราตัน โฮเท็ล แอนด์ ทาวเวอร์ โดยข้อมูลผลงานวิจัยดังกล่าวเป็นประโยชน์ต่อแผนยุทธศาสตร์ด้านนโยบายทั้งในระดับประเทศ ภูมิภาค และนานาชาติ ในการวางแผนการควบคุมป้องกันโรคมาลาเรีย อันเป็นโรคติดต่อที่มียุงก้นป่องเป็นพาหะและเป็นอันตรายที่คร่าชีวิตเป็นล้านคนในแต่ละปี
ศาสตราจารย์ ดร.ธีรภาพ เจริญวิริยะภาพ กล่าวว่า  การจัดการยุงพาหะนำโรคมาลาเรียให้ได้ผล จำเป็นต้องมีข้อมูลของยุงพาหะนำโรคในด้านต่าง ๆให้ครบถ้วน ซึ่งยุงพาหะนำโรคมาลาเรีย ทั้ง 7 ชนิด จัดเป็นยุงพาหะชนิดที่ซับซ้อน ไม่สามารถจำแนกชนิดได้โดยลักษณะทางกายภาพหรือรูปร่างสัณฐานภายนอก ดังนั้นการมีแผนที่ทางภูมิศาสตร์แสดงการกระจายตัวของยุงพาหะนำโรคมาลาเรียทั้ง 7 ชนิด

จึงมีความสำคัญในการวางแผนจัดการและควบคุมโรค จากผลการวิจัย ทีมวิจัยได้ศึกษาจำแนกสารเคมีในการควบคุมยุงพาหะนำโรคตามแนวคิดใหม่เป็นครั้งแรก และได้พัฒนาแผนที่ทางภูมิศาสตร์ของยุงพาหะนำโรค ที่ต้านทานต่อสารเคมี นอกจากนี้ได้พัฒนาแผนที่ภูมิศาสตร์ของยุงพาหะนำโรคมาลาเรียในประเทศไทยที่จำแนกด้วยเทคนิคทางด้านโมเลกุลเป็นครั้งแรกในประเทศไทย ถือเป็นแผนที่การกระจายของยุงพาหะนำโรคมาลาเรียที่สมบูรณ์ที่สุดของประเทศไทยในขณะนี้

ซึ่งแผนที่ดังกล่าวจะเป็นประโยชน์อย่างมากในการวางแผนการควบคุมโรคมาลาเรียแบบกำหนดทิศทางใช้เป็นข้อมูลในการจัดแบ่งพื้นที่การระบาดของโรคมาลาเรียที่มีประสิทธิภาพและแม่นยำที่สุดของประเทศไทย