บูรณาการร่วมแก้ปัญหาการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จ.น่าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/286066

บูรณาการร่วมแก้ปัญหาการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จ.น่าน

ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์, พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา

บูรณาการร่วมแก้ปัญหาการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จ.น่าน

 

       นายธีรภัทร ประยูรสิทธิ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการติดตามการดำเนินงานการแก้ไขปัญหาการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในจังหวัดน่าน ว่า     ที่ประชุมเพื่อติดตามตามการแก้ไขปัญหาการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในพื้นที่ป่า ได้เลือกจังหวัดน่าน เป็นจังหวัดนำร่อง สืบเนื่องจากเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา รัฐมนตรีทั้ง 4 กระทรวง ประกอบด้วย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ร่วมประชุมเพื่อแก้ไขปัญหาการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในพื้นที่ป่าตามนโยบายของนายกรัฐมนตรี (พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา) ซึ่งได้มีการตั้งคณะกรรมการติดตามการดำเนินงานการแก้ไขปัญหาการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในจังหวัดน่าน โดยมีปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธาน และรองปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นรองประธาน ซึ่งได้มีการประชุมอย่างต่อเนื่องมา 5 ครั้ง มีการลงพื้นที่ติดตามการแก้ไขปัญหาในพื้นที่ต่างๆ ของจังหวัดน่านและวางกรอบการดำเนินงานร่วมกันทั้ง 4 กระทรวง

         ทั้งนี้ จังหวัดน่าน มีพื้นที่ทั้งหมด 7.58  ล้านไร่ เป็นพื้นที่ป่าอยู่ประมาณ 6.058 ล้านไร่ ในพื้นที่ป่านี้เป็นพื้นที่ป่าที่สมบูรณ์ประมาณ  4.394 ล้านไร่ เป็นที่ป่าที่ถูกบุกรุกไปแล้วประมาณ 1.6 ล้านไร่ ซึ่งในพื้นที่ดังกล่าวได้รวมถึงพื้นที่ที่ถูกบุกรุกโดยการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ประมาณ 943,000 กว่าไร่ โดยมีเป้าหมายลดการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในพื้นที่บุกรุกป่า ด้วยการดำเนินการใน 2 พื้นที่ ที่รับผิดชอบของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยพื้นที่แรก คือ พื้นที่อยู่ในเขตป่าอนุรักษ์ เขตอุทยานแห่งชาติ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ซึ่งมีพื้นที่บุกรุกรวมประมาณ 228,000 ไร่ ส่วนอีกพื้นที่เป็นพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ ซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของกรมป่าไม้ โดยทั้ง 2 พื้นที่ดังกล่าว มีแนวทางการแก้ไขปัญหาที่แตกต่างกัน โดยเฉพาะในพื้นที่อนุรักษ์จะมีข้อจำกัดในข้อกฎหมาย ซึ่งเจ้าหน้าที่ของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช จะดำเนินการโดยการลาดตระเวนในพื้นที่ป่าไม้เพื่อไม่ให้มีการขยายการบุกรุกเพิ่มเติม และนำพื้นที่ที่ยึดคืนมาได้มาทำการฟื้นฟูปลูกป่าในพื้นที่นั้นโดยร่วมมือกับชาวบ้าน พร้อมทั้งสร้างความรู้ความเข้าใจให้กับชาวบ้าน ควบคู่กับการส่งเสริมและพัฒนาอาชีพ

        อย่างไรก็ตามกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช สามารถหยุดการทำลายป่าและลดพื้นที่ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ได้ประมาณ 11,990 ไร่ ในช่วงตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านจนถึงปัจจุบัน และพื้นที่ในความรับผิดชอบของกรมป่าไม้ ซึ่งมี 2 ส่วน ได้แก่ 1.พื้นที่ลุ่มน้ำชั้น 1 ,2  มีขั้นตอนการแก้ไขปัญหา 7 กิจกรรม เพื่อไม่ให้มีการบุกรุกพื้นที่เพิ่มเติม พร้อมทั้งฟื้นฟูพื้นที่ที่ได้คืนโดยการปลูกไม้ป่าท้องถิ่น และส่งเสริมการสร้างเครือข่ายชุมชนและประชุมชี้แจงสร้างความร่วมมือกับชาวบ้านโดยสามารถลดการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ได้ประมาณ 18,860 ไร่ และ 2. พื้นที่ลุ่มน้ำชั้น 3,4, 5 ซึ่งมีขั้นตอนการแก้ไขปัญหาในแนวทางเดียวกัน แต่เพิ่มการจัดหาที่ดินทำกินให้ชุมชนด้วย โดยสามารถลดพื้นที่ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ได้ประมาณ 3,250 ไร่ รวมพื้นที่ลดการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในความรับผิดชอบของกรมป่าไม้ได้ประมาณ 22,110 ไร่  และรวมพื้นที่ลดการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช และกรมป่าไม้ ได้ประมาณ 34,100 ไร่ โดยได้มีการเข้าไปฟื้นฟูผืนป่า และดำเนินโครงการสร้างป่า สร้างรายได้ ตามพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในการส่งเสริมอาชีพให้แก่เกษตรกร

     “ในภาพรวมของการแก้ไขปัญหาการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงปัจจุบัน ได้ดำเนินงานในรูปแบบประชารัฐ สามารถลดการบุกรุกพื้นที่ป่า ซึ่งก่อนปี 2557 จะลดพื้นที่บุกรุกประมาณ 70,000 ไร่ต่อปี ขณะนี้ลดเหลือประมาณไม่ถึง 1,000 ไร่ต่อปี อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหาการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จะต้องใช้เวลาในการดำเนินการเพราะเป็นปัญหาที่สะสมมากนาน”นายธีรภัทร กล่าวและว่า

           โดยขณะนี้สามารถลดพื้นที่ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช และกรมป่าไม้ ได้ประมาณ 34,100 ไร่ และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้น้อมนำโครงการพระราชดำริเข้าไปสนับสนุนส่งเสริมอาชีพให้แก่เกษตรกรอีกกว่า 9,000 ไร่ รวมพื้นที่ที่สามารถลดการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในพื้นที่เขาหัวโล้นได้ประมาณ 40,000 กว่าไร่ ซึ่งได้วางแผนการดำเนินการไว้อย่างน้อย 5 ปี เพื่อฟื้นฟูผืนป่า ทำให้เกษตรกรมีรายได้ ทั้งนี้ จะมีการขยายผลในทุกพื้นที่ของจังหวัดน่าน หากประสบความสำเร็จก็จะนำโมเดลความร่วมมือทั้ง 4 กระทรวง ไปขยายผลการแก้ไขปัญหาการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในพื้นที่บุกรุกอื่นๆต่อไป 

กยท.จัดใหญ่”นวัตกรรมการแปรรูป จุดเปลี่ยนยางพาราไทย”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/286064

กยท.จัดใหญ่”นวัตกรรมการแปรรูป จุดเปลี่ยนยางพาราไทย”

กยท.จัดใหญ่”นวัตกรรมการแปรรูป จุดเปลี่ยนยางพาราไทย”

                 ดร.ธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย ประธานในการแถลงข่าวการจัดงาน “RAOT on The Move นวัตกรรมการแปรรูป จุดเปลี่ยนยางพาราไทย” ระหว่างวันที่ 14-16 กรกฎาคม 2560 ณ ศูนย์การค้าโชว์ ดี ซี พระราม 9 กรุงเทพฯ ว่าเป็นการบูรณาการของทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับวงการยางพาราของไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การแลกเปลี่ยนความรู้ และประสบการณ์จากผู้เชี่ยวชาญด้านวิชาการ และสัมผัสประสบการณ์กับนักธุรกิจ ผ่านเวทีสนทนากับกูรูการแปรรูปผลิตภัณฑ์ยางพารา เพื่อให้สาธารณชนได้มีโอกาสได้รับความรู้และเข้าใจประโยชน์ของยางพารา อันจะนำไปสู่การต่อยอดผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ที่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ ตามนโยบายสู่ยุคไทยแลนด์ 4.0 ร่วมเปิดประสบการณ์ใหม่ๆ เรื่องยางพารา จากน้ำยางพาราสู่ผลิตภัณฑ์รอบตัวในชีวิตประจำวัน ติดตามความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี นวัตกรรมยางพาราของไทย การนำเสนอผลิตภัณฑ์จากยางพาราที่จะสร้างมูลค่าเพิ่มและโอกาสทางธุรกิจ
ภายในงาน “RAOT on The Move” จะแบ่งพื้นที่จัดงานออกเป็น 4 โซนสำคัญ ได้แก่ โซนเทิดพระเกียรติ ต้นกล้าของพ่อ จัดแสดงนิทรรศการเทิดพระเกียรติ พระบาทสมเด็จ พระปรมินทรมหา ภูมิพลอดุลยเดช และสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร โดยรวบรวมพระราชกรณียกิจที่ทรงมีต่อภาคเกษตร รวมถึงกิจการยางพารา โซน Rubber Showcase ซึ่งจัดแสดงข้อมูลความรู้ พร้อมกิจกรรมร่วมสนุกโดยแบ่งเป็น 3 ส่วน ได้แก่ “ยางสามัญประจำบ้าน” เป็นโซนของใช้ใกล้ตัวที่มีส่วนผสมหรือส่วนประกอบของยางพาราที่เราใช้และอยู่รอบตัวในชีวิตประจำวัน “ยางแห่งอนาคต” นำเสนอนวัตกรรมจากยางพารา ซึ่งมีการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ประเภทต่างๆ อาทิ อุปกรณ์การแพทย์ แบบจำลองสำหรับฝึกซ้อมยุทธวิธี เป็นต้น ซึ่งผลิตภัณฑ์ต่างๆ เหล่านี้ ล้วนใช้ยางพาราเป็นวัตถุดิบและคาดว่า จะเป็นผลิตภัณฑ์ที่เป็นผลผลิตต่อยอดงานวิจัย สู่เชิงพาณิชย์ต่อไปได้ในอนาคต “ยาง…ยืดชีวิต” โซนนี้ เป็นโซนที่ทุกๆ คน เข้ามาสัมผัสแล้ว จะยิ่งมีความเข้าใจมากขึ้น ว่ายางพาราล้วนอยู่รอบตัวเรา ซึ่งไม่ใช้แค่อุปกรณ์เครื่องใช้เท่านั้น แต่ยังช่วยสร้างความปลอดภัย สร้างความแข็งแรงในชีวิตให้กับพวกเราทุกคน ซึ่งผลิตภัณฑ์ยางพาราที่นำมาเป็นส่วนประกอบของการออกกำลังกาย จะช่วยให้ผู้บริโภคใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
“สำหรับผู้ที่ชื่นชอบการถ่ายภาพ ภายในงานมีโซน “Rubber Garden” ซึ่งอุปกรณ์ล้วนทำมาจากยางพาราที่สร้างมูลค่าเพิ่มในรูปแบบต่างๆ ได้อย่างสวยงาม และจะเป็นอีกพื้นที่หนึ่งสำหรับนั่งพักผ่อนและสนุกกับกิจกรรมถ่ายภาพ แชะ & แชร์ และโซน “Rubber Shop” พื้นที่จัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์จากยางพารากว่า 50 ร้านทั่วประเทศ และยังมีกิจกรรมที่รวบรวมการแสดงร่วมสมัยและกิจกรรมการแสดงที่เกี่ยวกับยางพารา อาทิ การกระโดดเชือก(ยาง)ลีลา Thailand’s Slam Dunk, Juggling Ball เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีการแสดงดนตรีจากนักดนตรีมืออาชีพ และเหล่าศิลปิน ดารา นักร้อง ตลอดทั้ง 3 วันของการจัดงาน ศิลปิน ดารา นักร้อง ตลอดทั้ง 3 วันของการจัดงาน
ที่สำคัญที่สุด กยท. ยังมีการจัดกิจกรรมมอบรางวัล Rubber Awards 2017 เป็นครั้งแรก ให้แก่ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องต่อการพัฒนาวงการยางพาราไทยให้มีความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนในแต่ละประเภท ได้แก่ เกษตรกรชาวสวนยางดีเด่น สถาบันเกษตรกรชาวสวนยางดีเด่น ผู้ประกอบกิจการยางดีเด่น นักวิจัยยางพาราดีเด่น และสื่อมวลชนดีเด่น ซึ่งนับว่า ครอบคลุมการบริหารจัดการยางพาราของไทยทั้งระบบ ต้องมารอลุ้นว่าใครได้เข้ารอบชิง และใครเป็นผู้คว้าโล่รางวัลในปี 2560 นี้” ดร.ธีธัช กล่าว
ผู้ว่าการ กยท. กล่าวว่า งาน RAOT on The Move นวัตกรรมการแปรรูป จุดเปลี่ยนยางพาราไทย กำหนดจัดขึ้น ในระหว่างวันที่ 14 – 16 กรกฎาคม 2560 ณ โซนเอเทรียม ชั้น 1 ศูนย์การค้าโชว์ ดี ซี พระราม 9 ในเวลา 10.00 – 20.00 น. สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ การยางแห่งประเทศไทย โทร. 02 433 2222 ต่อ 512 หรือดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่ http://www.raot.co.th หรือ เฟสบุ๊คแฟนเพจ การยางแห่งประเทศไทยRAOT

เกษตรฯแจงความก้าวหน้าการแก้ปัญหาประมงไอยูยู

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/286062

เกษตรฯแจงความก้าวหน้าการแก้ปัญหาประมงไอยูยู

ไอยูยู,  UNFSA, MOU

เกษตรฯแจงความก้าวหน้าการแก้ปัญหาประมงไอยูยู

        พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังการหารือร่วมกับนายโฮเซ กราเซียอาโน ดาซิลวา ผู้อำนวยการใหญ่ องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ หรือ เอฟ เอ โอ ว่า สาระสำคัญในการหารือในครั้งนี้ คือ ชี้แจงความก้าวหน้าการแก้ปัญหา IUU ของประเทศไทยที่รัฐบาลไทยให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหา IUU และถือเป็นวาระแห่งชาติ โดยได้เข้าเป็นภาคีความตกลงระหว่างประเทศ 2 ความตกลง ในช่วงปี 2559-2560 คือ ภาคีความตกลงมาตรการรัฐเจ้าของท่า (Port State Measures Agreement : PSMA) เมื่อเดือนพฤษภาคม 2559 

             โดยได้บรรจุสาระสำคัญของ PSMA ไว้เป็นส่วนหนึ่งของแผนบริหารจัดการประมงทะเลของประเทศไทย พ.ศ. 2558-2562 และภาคีความตกลงสหประชาชาติว่าด้วยการอนุรักษ์และจัดการประชากรสัตว์น้ำที่อาศัยอยู่ระหว่างเขตทางทะเลและประชากรสัตว์น้ำที่ย้ายถิ่นอยู่เสมอ  ( UNFSA) เมื่อเดือนพฤษภาคม 2560  ขณะเดียวกัน ประเทศไทยยังให้สนับสนุนการจัดตั้งวันสากลแห่งการต่อต้านการทำประมงที่ผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุมด้วย โดยได้ถือโอกาสขอบคุณทางเอฟ เอ โอโอ ที่สนับสนุนความช่วยเหลือประเทศไทย เกี่ยวกับการดำเนินโครงการเพื่อต่อต้านการทำประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม มาอย่างต่อเนื่องหลายโครงการด้วย

            “เอฟ เอ โอ ได้รับทราบถึงความแน่วแน่ของประเทศไทยที่ได้ดำเนินการในเรื่องต่างๆ ในด้านการทำประมง  ไม่ว่าจะเป็นการดำเนินการตามแนวปฏิบัติโดยสมัครใจว่าด้วยมาตรการของรัฐเจ้าของธง  เช่น ปรับปรุงการจดทะเบียนเรือและใบอนุญาต การควบคุมเรือประมงไทยไม่ให้ทำผิดกฎหมาย ทั้งในน่านน้ำไทยและน่าน้ำสากล และอยู่ระหว่างการจัดทำข้อตกลง (MOU) กับรัฐเจ้าของธงอื่นๆ เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลและป้องกันการทำประมงที่ผิดกฎหมาย รวมถึงดำเนินการตามแนวปฏิบัติโดยสมัครใจเพื่อสนับสนุนการทำประมงขนาดเล็กอย่างยั่งยืนเพื่อความมั่นคงอาหารและการขจัดความยากจน” พลเอกฉัตรชัย กล่าว

            นอกจากนี้ ยังได้แจ้งถึงความคืบหน้าของการเข้าร่วมโครงการขจัดปัญหาความอดอยากหิวโหยของประเทศไทย ซึ่ง ครม.ได้มีมติเห็นชอบให้เข้าร่วมโครงการแล้วตั้งแต่วันที่ 12 เม.ย. 2559 โดยเป้าหมายโครงการฯ ของเอฟ เอ โอ ได้กำหนดให้ภายในปี 2568 (ค.ศ. 2025) ทั่วโลกบรรลุเป้าหมาย 5 ประการ คือ 1) การเข้าถึงอาหารได้ 100% 2) การหยุดภาวะแคระแกร็นในเด็กอายุต่ำกว่า 2 ปี 3) ระบบอาหารทั้งหมดมีความยั่งยืน 4) การเพิ่มขึ้นของรายได้และผลิตผลของเกษตรกรรายย่อย100% และ 5) การลดจำนวนการสูญเสียอาหารและการทิ้งขว้างอาหารให้เหลือศูนย์  

          อย่างไรก็ตาม ในการเข้าร่วมประชุมเอฟ เอ โอ ครั้งนี้ ยังมีโอกาสได้หารือระดับทวิภาคร่วมกับประเทศกลุ่มอาเซียน เช่น ประเทศลาว และฟิลิปปินส์ เพื่อชวนรัฐมนตรีจากกลุ่มประเทศอาเซียน เข้าร่วมประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านการเกษตรและป่าไม้ ครั้งที่ 39 ระหว่างวันที่ 28-29 กันยายน 2560 ณ จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งประเทศไทยโดยกระทรวงเกษตรฯ เป็นเจ้าภาพแล้ว  ยังได้หารือถึงความร่วมกันสนับสนุนการจัดตั้งทีมปฏิบัติการเฉพาะกิจที่คณะทำงานประมงอาเซียน เพื่อจะได้มีกลไกในการพัฒนานโยบายประมงร่วมอาเซียน ที่ชัดเจนและโปร่งใส ภายใต้การกำกับการดำเนินงานของคณะทำงานประมงอาเซียน ซึ่งจะมีการหารือในรายละเอียดร่วมกันในการประชุมรัฐมนตรีเกษตรอาเซียนด้วย และประเด็นสุดท้าย คือ การขยายความร่วมมือด้านวิชาการการเกษตร การแก้ไขปัญหาและลดอุปสรรคด้านการนำเข้า – ส่งออกสินค้าเกษตรระหว่างไทยกับกลุ่มประเทศอาเซียน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการค้าและการลงทุนสินค้าเกษตรระหว่างกันมากยิ่งขึ้นด้วย

สศก. เผย 5 เดือนแรกส่งออกสินค้าเกษตรเพิ่มขึ้น 8.8%

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/285900

สศก. เผย 5 เดือนแรกส่งออกสินค้าเกษตรเพิ่มขึ้น 8.8%

สศก, สศก,  มค-พค

สศก. เผย 5 เดือนแรกส่งออกสินค้าเกษตรเพิ่มขึ้น 8.8%

              น.ส.รังษิต ภู่ศิริภิญโญ รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร(สศก.) เปิดเผยว่าสินค้าเกษตรของไทย ช่วง 5 เดือนแรกปี2560( ม.ค.-พ.ค.) ไทยมีมูลค่าการค้า 718,950 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา โดยส่งออกสินค้าเกษตรสำคัญมูลค่า 552,291 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8.8% ขณะที่นำเข้ามูลค่ากว่า 166,659 ล้านบาท ลดลง 16% ส่งผลให้ไทยได้เปรียบดุลการค้า 385,632 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 24%

            ยางพารา มีมูลค่า 98,673 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 61.2% มีมูลค่าส่งออก 61,196 ล้านบาท โดยมีตลาดส่งออกสำคัญได้แก่ จีน มาเลเซีย ญี่ปุ่น และอเมริกา ปัจจัยที่ทำให้การส่งออกยางเพิ่มขึ้น เนื่องจากเศรษฐกิจในประเทศจีนเติบโตขึ้นโดยเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์ ซึ่งมีการสั่งซื้อยางไทยไปสต็อกเพื่อนำไปผลิตล้อรถยนต์จำนวนมาก

             ส่วน ข้าวมีมูลค่าส่งออก 65,065 ล้านบาท ลดลง 2.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา มูลค่าส่งออก 66,565 ล้านบาท ตลาดสำคัญ ได้แก่ จีน อเมริกา สาธารณรัฐเบนิน และแอฟริกาใต้

            สาเหตุที่ข้าวส่งออกลดลงเนื่องจากเมียนมาและกัมพูชา เริ่มเข้ามาแย่งตลาด ส่งผลให้ไทยสูญเสียส่วนแบ่งทางการตลาดของไนจีเรีย เนื่องจากนโยบายส่งเสริมการผลิตข้าวในประเทศและการกีดกันโดยการตั้งกำแพงภาษีขึ้นมา รวมทั้งขณะนี้ราคาข้าวไทยสูงกว่าประเทศเพื่อนบ้าน

            เนื้อไก่ มีมูลค่าส่งออก 37,600 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10.1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา ซึ่งมีมูลค่าส่งออก 34,166 ล้านบาท เนื่องจากสามารถมาส่งออกเนื้อไก่สด แช่เย็น และแช่แข็ง ได้อีกครั้ง ในประเทศเกาหลีใต้โดยมีมูลค่าส่งออก 5 เดือนแรกของปี 2560 ประมาณ 91 ล้านบาท

นายกฯลุงตู่รณรงค์คนไทยงดใช้ถุงพลาสติก-ลดขยะ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/285701

นายกฯลุงตู่รณรงค์คนไทยงดใช้ถุงพลาสติก-ลดขยะ

นายก, ลดขยะ, กรอบ, รูปภาพ, นายกฯ, ลุง, ตู่, รณรงค์, คนไทย, ใช้, ถุง, พลา, สติ, กลด, ขยะ

นายกฯลุงตู่รณรงค์คนไทยงดใช้ถุงพลาสติก-ลดขยะ

            นายสากล ฐินะกุล อธิบดีกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม เปิดเผยว่า ตามที่กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม ได้ดำเนินโครงการรวมพลังสร้างวินัยลดใช้ถุงพลาสติกโดยร่วมกับภาคเอกชนผู้ประกอบการห้างสรรพสินค้าและร้านสะดวกซื้อ 16 หน่วยงานทั่วประเทศรณรงค์งดให้บริการถุงพลาสติกแก่ลูกค้าที่มาใช้บริการ โดยนับตั้งแต่เริ่มโครงการเมื่อปีที่แล้ว ปรากฏว่า ห้างสรรพสินค้าและร้านสะดวกซื้อทั่วประเทศสามารถลดการใช้ถุงพลาสติกรวมกันได้ถึง 166 ล้านใบ และเพื่อให้ลดปริมาณถุงให้เพิ่มขึ้น จึงเพิ่มความเข้มข้นโดยเพิ่มระยะเวลาการรณรงค์จากตอนเริ่มต้นเฉพาะทุกวันที่ 15 และทุกวันพุธ ปัจจุบันเพิ่มความเข้มข้นรณรงค์ลดใช้ถุงทุกวันจันทร์ วันพุธ และวันศุกร์ของสัปดาห์ และทุกๆวัน

และเพื่อเป็นการขยายผลการรณรงค์ให้เกิดประสิทธิภาพ มีความเข้มข้น และสามารถเข้าถึงประชาชนกลุ่มเป้าหมายโดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ได้อย่างกว้างขวางมากขึ้น กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม จึงวางแผนการรณรงค์ผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ โดยดำเนินการออกแบบกรอบรูปภาพเพื่อให้ประชาชนและกลุ่มคนรุ่นใหม่นำไปประดับภาพของตัวเอง ก่อนอัพโหลดขึ้นเป็นภาพโปสเตอร์ หรือทำเป็นภาพโปรไฟล์ของตัวเองในเครือข่ายสังคมออนไลน์ต่างๆ เช่น เฟสบุ๊ค ทวิตเตอร์ หรือแอพพลิเคชั่นไลน์ เพื่อรณรงค์ย้ำเตือนให้คนรอบข้างงดใช้ถุงพลาสติกทุกวันจันทร์ วันพุธ และวันศุกร์ และทุกๆวัน โดยหันมาใช้ถุงผ้า ตะกร้า หรือภาชนะที่สามารถใช้ซ้ำได้แทนถุงพลาสติก

ทั้งนี้ผู้ที่สนใจสามารถนำรูปสวยๆของตนเองไปใส่กรอบรูปได้ที่ลิงค์http://www.deqp.go.th/service-portal/deqp-photo-frame/photo-frame/ ซึ่งมีขั้นตอนที่ไม่ยุ่งยากโดยทำตามคำแนะนำที่ให้ไว้เพียง 4 ขั้นตอนก็สามารถเซฟรูปภาพของตัวเองนำไปโชว์เพื่อร่วมรณรงค์งดการใช้ถุงพลาสติก โดย กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม ได้ออกแบบกรอบรูปไว้ 2 แบบ รวมทั้งยังได้รับเกียรติจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในการเป็นพรีเซ็นเตอร์นำกรอบรูปดังกล่าวไปประดับรูปภาพเพื่อร่วมรณรงค์ด้วย

“กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม ขอเชิญชวนประชาชนและคนรุ่นใหม่ทุกคน ร่วมกันนำกรอบรูปภาพรณรงค์งดใช้ถุงพลาสติกทุกวันจันทร์ วันพุธ และวันศุกร์ ไปประดับรูปภาพของตัวเองออกเผยแพร่ตามช่องทางต่างๆ และขอเชิญร่วมแชร์ภาพกรอบรูปของท่าน พร้อม hashtag #รวมพลังสร้างวินัยลดใช้ถุงพลาสติก เพื่อรับกระเป๋าเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมสุดชิค เมื่อมีผู้กด like สูงสุดจำนวน 500 รางวัล ตั้งแต่บัดนี้จนถึงวันที่ 31 กรกฎาคม นี้ เพื่อร่วมกันรณรงค์กระตุ้นให้ทุกคนเกิดความตระหนักและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการลดใช้ และลดขยะประเภทถุงพลาสติก รวมทั้งหันมาใช้ถุงผ้ากันอย่างต่อเนื่อง เพราะเพียงแค่เราคนไทย 65 ล้านคน สามารถลดการใช้ถุงพลาสติกได้คนละ 1 ชิ้นต่อวัน ก็จะเท่ากับเป็นการลดขยะพลาสติกไปได้ถึงวันละ 65 ล้านชิ้น ซึ่งถือเป็นคุณประโยชน์ต่อสภาวะสิ่งแวดล้อม รวมถึงการจัดการปัญหาขยะและของเสียอันตรายของประเทศได้อย่างมหาศาล” อธิบดีกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม กล่าว

เปิดวิถีตลาดยางเมืองจันท์แจงดีมานด์ – ซัพพลายในจังหวัด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/285700

 เปิดวิถีตลาดยางเมืองจันท์แจงดีมานด์ – ซัพพลายในจังหวัด

สศท, ซัพพลายในจังหวัด , สศก, สศท6, Supply, Demand

 เปิดวิถีตลาดยางเมืองจันท์แจงดีมานด์ – ซัพพลายในจังหวัด

                 นายคมสัน  จำรูญพงษ์  รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์  เปิดเผยถึงผลการศึกษาบัญชีสมดุลสินค้ายางพาราของจังหวัดจันทบุรี โดยสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 6 จังหวัดชลบุรี (สศท.6) ได้ลงพื้นที่เก็บข้อมูลบัญชีสมดุลยางพาราในจังหวัด พบว่า ปัจจุบันเกษตรกรจันทบุรีส่วนใหญ่ผลิต        ยางก้อนถ้วยร้อยละ 88.25 เพราะประหยัดเวลาและสะดวกในการทำ รองลงมา คือ ทำยางแผ่นดิบ ร้อยละ 9.72          ซึ่งส่วนใหญ่มาจากสวนยางพาราที่มีขนาดกลางถึงขนาดใหญ่และมีลูกจ้างประจำสวนหรือแรงงานต่างชาติที่สามารถมีเวลาทำงานตามข้อตกลงของเจ้าของสวน และขายแบบน้ำยางสด ร้อยละ 2.03  เนื่องจากเป็นผลผลิตที่ต้องทำให้ทันเวลา

ด้านวิถีการตลาดผลผลิตยางพาราของจังหวัดจันทบุรี พบว่า ขายผ่านพ่อค้ารวบรวมในพื้นที่จันทบุรี ร้อยละ 91 โดยแบ่งกระจายต่อให้โรงงานแปรรูปยางพาราในจันทบุรี ร้อยละ 46.03 และกระจายไปให้โรงงานแปรรูปยางพารานอกจันทบุรี  ร้อยละ 44.97 ส่วนที่เหลือขายผ่านชุมนุมสหกรณ์ กยท. จันทบุรี และการขายตรงจากสวนเกษตรกรไปสู่โรงงานแปรรูปยางพาราในจังหวัดจันทบุรี

นายสุชัย กิตตินันทะศิลป์ ผู้อำนวยการ สศท.6 กล่าวเพิ่มเติมถึงผลการสำรวจ ด้านอุปทาน (Supply)             ซึ่งคาดว่า ปี 2560 ปริมาณผลผลิตยางพาราที่จังหวัดจันทบุรีผลิตได้ 129,422 ตัน และนำเข้าผลผลิตยางพาราจากนอกจังหวัดและนอกภูมิภาค 12,545 ตัน คิดเป็นร้อยละ 9.69 ของผลผลิตยางพาราที่จังหวัดจันทบุรี โดยเกิดจากความต้องการใช้ของโรงงานแปรรูปและการบริหารสินค้าคงคลัง และเป็นราคาที่โรงงานแปรรูปยางพาราในจังหวัดจันทบุรีสามารถรับต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้นได้หรือบางครั้งอาจจะราคาเท่ากับราคาผลผลิตในจังหวัด เพราะซื้อในปริมาณที่มากและเป็นการประมูลราคา ทำให้อุปทานยางพารารวมเท่ากับ 141,967 ตัน

ในขณะที่อุปสงค์ (Demand) พบว่า จากความต้องการของโรงงานแปรรูปยางพาราในจังหวัดจันทบุรี มีกำลังการผลิตและปริมาณสินค้าคงคลังรวมปีละ 63,814 ตัน และมีการส่งออกผลผลิตไปนอกจังหวัดจันทบุรีปีละประมาณ 51,388 ตัน โดยส่วนใหญ่พ่อค้าที่รวบรวมในจังหวัดจันทบุรีที่ได้รับโควต้าจากโรงงานแปรรูปนอกจังหวัดจันทบุรี รองลงมาเป็นชุมนุมสหกรณ์ที่ส่งออกผลผลิตไปนอกจังหวัดจันทบุรี เนื่องจากจังหวัดใกล้เคียงมีโรงงานแปรรูปยางพาราจำนวนมากมีกำลังการผลิตมากเพื่อส่งออกไปต่างประเทศจึงรองรับผลผลิตยางพาราของจังหวัดจันทบุรีได้  ทำให้อุปสงค์ยางพารารวมเท่ากับ 115,202 ตัน

เกษตรฯ เตรียมชงครม.สนับสนุนงบกลาง 2.2 หมื่นล้านพัฒนาอาชีพเกษตรกร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/285620

เกษตรฯ เตรียมชงครม.นุนงบกลาง 2.2 หมื่นล้านพัฒนาอาชีพเกษตรกร

ตามรอยเท้าพ่อ, เกษตรฯ, ร10, ขนาดเล็ก

เกษตรฯ เตรียมชงครม.นุนงบกลาง 2.2 หมื่นล้านพัฒนาอาชีพเกษตรกร

 

           วันที่ 2 ก.ค.60  พลเอก ฉัตรชัย  สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยในโอกาสเป็นประธานเปิดการสัมมนาเชิงปฏิบัติการ การเตรียมพร้อมการดำเนินงาน “โครงการ 9101 ตามรอยเท้าพ่อ ภายใต้ร่มพระบารมี เพื่อการพัฒนาการเกษตรอย่างยั่งยืน” และมอบนโยบายการขับเคลื่อนแนวทางในโครงการดังกล่าวแก่ประธาน ศพก. ทั่วประเทศ 882 เกษตรอำเภอจากทั่วประเทศ ณ โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพฯ ว่า  การประชุมในครั้งนี้เพื่อเป็นการสร้างความรู้ความเข้าใจให้แก่ข้าราชการกระทรวงเกษตรฯ เจ้าหน้าที่ ประธานศพก. กว่า 882 คน ทั่วประเทศ

          ทั้งนี้เพื่อให้รับทราบและเข้าใจวัตถุประสงค์ของ “โครงการ 9101 ตามรอยเท้าพ่อ ภายใต้ร่มพระบารมี เพื่อพัฒนาการเกษตรอย่างยั่งยืน” ซึ่งความหมาย 9101 ซึ่ง 9 หมายถึงพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชฯ(ร.9), 10 หมายถึง สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร(ร.10) และ 1 หมายถึงปีที่ 1 ในรัชกาลปัจจุบัน ซึ่งคาดว่าโครงการดังกล่าวจะนำเสนอต่อที่ประชุม คณะรัฐมนตรีในวันที่ 4 ก.ค.2560 วงเงินงบประมาณ 22,000 บาท เป็นงบกลางปี เพื่อสนับสนุนในโครงการ 9,101 โครงการ โครงการละ 2.5 ล้านบาท มีระยะเวลาดำเนินโครงการ ถึง 30 กันยายนนี้

              ทั้งนี้ โครงการ 9101 ที่แต่ละชุมชนเสนอ จะต้องเป็นกิจกรรมในลักษณะลดต้นทุนการผลิต เพิ่มผลผลิต และยกระดับมาตรฐานสินค้าเกษตร ภายใต้ 8 กลุ่ม โครงการ ประกอบด้วย ด้านการผลิตพืช ด้านการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ ด้านการจัดการศัตรูพืช ด้านฟาร์มชุมชน ด้านการผลิตอาหาร และการแปรรูปการผลิต ด้านปศุสัตว์ (ขนาดเล็ก) ด้านประมง และด้านอื่นๆ เช่น การปรับปรุงบำรุงดิน เป็นต้น และจะต้องเป็นการจ้างแรงงาน ร้อยละ 50 ในพื้นที่โดยชุมชนคัดเลือกและรับรองด้วยกันเอง      

              ด้านนายสมชาย  ชาญณรงค์กุล  อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า  ขณะนี้กรมส่งเสริมการเกษตรได้มีการชี้แจงเจ้าหน้าที่และ ประธานศพก. กว่า 882 คน ทั่วประเทศ เพื่อให้รับทราบและเข้าใจวัตถุประสงค์ของโครงการ ซึ่ง หลังจาก ครม.อนุมัติ จะได้ขับเคลื่อนงานทันทีและชุมชนจะได้รับเงินไม่เกิน 15 ก.ค. 60 เพื่อใช้ประกอบกิจกรรมการเกษตรตามวงเงินที่เสนอขอ ชุมชนละ 2.5 ล้าน รวมเป็นเงิน 22,725.5 ล้านบาท ดังนั้น การประชุมชี้แจงเพื่อขับเคลื่อนโครงการ  9101 ตามรอยเท้าพ่อ ภายใต้ร่มพระบารมี เพื่อ ต้องการให้ ศพก. 882 แห่ง และ ศพก.เครือข่าย ร่วมกับ Smart Farmer, Young Smart Farmer, ผู้นำชุมชน และภาคส่วนต่างๆ เป็นแกนของชุมชน 9101 ชุมชน ที่จะมีบทบาทสำคัญในการพิจารณา ผลักดัน  โครงการที่ชุมชนเสนอเข้ามาเกิดความทั่วถึง เป็นธรรม เกษตรกรที่รายได้น้อยได้รับประโยชน์โดยตรง และที่สำคัญคือ มีการใช้งบประมาณโครงการอย่างโปร่งใส และมีประสิทธิภาพ เสร็จสิ้นโครงการตามเป้าหมายโครงการคือสิ้นเดือนกันยายนนี้

จัดใหญ่งานเทศกาลทุเรียนและผลไม้เมืองลับแล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/285586

จัดใหญ่งานเทศกาลทุเรียนและผลไม้เมืองลับแล

หลงลับแล, หลงหลินลับแล, จัด, ใหญ่, งานเทศกาล, ทุเรียน, และ, ผลไม้, เมือง, ลับแล

จัดใหญ่งานเทศกาลทุเรียนและผลไม้เมืองลับแล

         วันที่ 1 กรกฎาคม ที่ตลาดกลางผลไม้ เทศบาลตำบลหัวดง อ.ลับแล จ.อุตรดิตถ์ นางภัทรกร ฐิติยาภรณ์ ผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรี เขตราชการที่ 17 เป็นประธานเปิดงานเทศกาลทุเรียนและผลไม้เมืองลับแล มหัศจรรย์ทุเรียนหลง-หลินลับแล ปี 2560 ที่เทศบาลตำบลหัวดง ร่วมกับชาวสวนทุเรียนอำเภอลับแลจัดขึ้น เพื่อประชาสัมพันธ์ผลผลิตทุเรียนหลง-หลิน และหมอนทอง รุ่น 2 ที่จะออกสู่ตลาดช่วงปลายเดือนกรกฎาคม นี้ โดยงานดังกล่าวมีไปจนถึงวันที่ 3 กรกฎาคม นี้

            ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศการจัดงานคึกคัก สนุกสนาน และมีประชาชน นักท่องเที่ยว โดยเฉพาะชาวสวนทุเรียนแห่ร่วมงานจำนวนมาก ส่งผลให้สถานที่จัดงานจากกว้างขาวง คับแคบไปถนัดตา และที่สร้างประหลาดใจ รอยยิ้มและได้รับเสียงปรบมือมากที่สุด หลังพิธีเปิดงาน มีการจัดชุดการแสดง “หน้ากากทุเรียนหลง-หลินลับแล” โดยนักร้องนำหลังเปิดหน้ากาก เป็น นายพิพัฒน์ เอกภาพันธ์ ผู้ว่าฯจ.อุตรดิตถ์ ที่มาในชุดชาวสวน โชว์ทั้งการร้องเพลงและเต้น “หลงหลินลับแล” ที่ผู้ว่าฯจ.อุตรดิตถ์ แต่งเนื้อร้องขึ้นมาเอง ในทำนองสนุกสนาน ซึ่งเนื้อหาเน้นความมหัศจรรย์ของทุเรียนหลง-หลินลับแล ที่มีต้นกำเนิดที่ อ.ลับแล เป็นทุเรียนไฮโซ เพราะราคาเคยพุ่งสูงกว่ากิโลกรัมละ 1000 กว่าบาท

              แต่ทั้งนี้ก็ยังมีทุเรียนหมอนทองลับแล เป็นอีกหนึ่งทางเลือกในราคากิโลกรัมเพียง 100 บาทให้เลือกรับประทาน หลังจากนั้นกิจกรรมภายในงานยังคงต่อเนื่องด้วยการแข่งขันตำส้มตำทุเรียนหมอนทอง จากกลุ่มแม่บ้าน งานนี้ผู้ว่าฯจ.อุตรดิตถ์ ไม่รอช้า สวมวิญาณพ่อค้าส้มตำ โชว์ลีลาควงสากครก ตำส้มตำสุดแซ่บ สร้างสีสัน ได้เป็นอย่างดี

             และที่ได้รับความสนใจมีผู้สมัครร่วมแข่งขันเป็นจำนวนมาก จนต้องเพิ่มที่นั่งคือการแข่งขันกินทุเรียน โดยมีเข้าแข่งขันไม่กำจัดเพศและอายุ กินทุเรียนหมอนทองสุก 1 กิโลกรัมใครหมดไว คือผู้ชนะ ด้วยเวลาเพียงไม่ถึง 30 วินาที นายศิริพงษ์ โสวัณณะ หนุ่มพิษณุโลกที่พกพาน้ำหนักตัว 175 กิโลกรัม ทานหมดเกลี้ยง เป็นผู้ชนะเลิศได้รับรางวัลโมเดลทุเรียนหลงลับแลไปครอบครอง พร้อมระบุว่า มาเที่ยวและอยากชิมทุเรียนลับแล จึงตัดสินใจลงแข่งขัน รสชาติอร่อยสมคำล่ำลือจริงๆ แถมยังคว้าแชมป์แข่งขันกินทุเรียนอีกด้วย

                 ผู้ว่าฯจ.อุตรดิตถ์ กล่าวว่า การจัดงานเทศกาลทุเรียนและผลไม้เมืองลับแล มหัศจรรย์ทุเรียนหลง-หลินลับแล ชาวสวนพร้อมใจจัดขึ้นทุกปี ในช่วงที่รอผลผลิตทุเรียนรุ่น 2 ออกสู่ตลาด ประมาณปลายเดือนกรกฎาคม นี้ และถือเป็นโอกาสชาวสวนได้พักผ่อนระหว่างฤดูกาลเก็บผลผลิต ทั้งนี้ผลผลิตทุเรียนลับแล รุ่นแรกออกสู่ตลาดไปแล้วร้อยละ 40 รุ่น 2 ประมาณ ร้อยละ 40 แต่จะเป็นทุเรียนหมอนทองมากถึงร้อยละ 30 ส่วนหลง-หลินลับแลมีเพียงร้อยละ 10 จะส่งผลให้ราคาพุ่งสูงขึ้น จากต้นฤดู 300 บาท/กิโลกรัม เป็น 500-700 บาท/กิโลกรัม ซึ่งเป็นไปตามกลไกลของตลาด

                อย่างไรก็ตามตลอดฤดูกาลปี 2560 คาดว่าชาวสวนจะมีรายได้จากการจำหน่ายทุเรียนมากถึง 1800 ล้านบาท โดยเป็นรายได้จากทุเรียนหลง-หลินลับแลกว่า 500 ล้านบาท

เมืองสองแควยกระดับผลผลิตมะม่วง มุ่งขยายตลาด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/285585

เมืองสองแควยกระดับผลผลิตมะม่วง มุ่งขยายตลาด

มะม่วงสองแคว, มุ่งขยายตลาด, เมือง, สอง, แคว, ยกระดับ, ผลผลิต, มะม่วง, มุ่ง, ขยาย, ตลาด

เมืองสองแควยกระดับผลผลิตมะม่วง มุ่งขยายตลาด

                 วันที่ 1 ก.ค. 60 ที่ห้องประชุมเรือนหยาดเพชร โรงแรมเรือนแพ รอยัล ปาร์ค จังหวัดพิษณุโลก นายธัชชัย สีสุวรรณ รองผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก เป็นประธานพิธีเปิดโครงการส่งเสริมและเพิ่มศักยภาพการเกษตรแบบบูรณาการ กิจกรรมเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต แปรรูป และการตลาดม่วงกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนล่าง ๑ ที่ทางสำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัดพิษณุโลก ร่วมกับ เกษตรจังหวัดพิษณุโลก มหาวิทยาลัยนเรศวร และภาคีเครือข่ายได้ร่วมกันจัดขึ้น เพื่อเป็นการเพิ่มความเข้มแข็ง ยกระดับการผลิตสินค้ามะม่วง เพิ่มมูลค่ามะม่วงให้เกิดการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีความหลากหลายและมีตลาดรองรับ

                   นายธัชชัย สีสุวรรณ รองผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลกกล่าวว่า ในปัจจุบัน ปัญหาสำคัญที่พบในเกษตรกรผู้ปลูกมะม่วง คือการพัฒนาการผลิต การแปรรูปและการตลาดมะม่วง ขาดความยั่งยืนและความเข้มแข็งอย่างแท้จริง เนื่องจากคุณภาพการผลิต ที่มีความผันผวนและจำนวนผลผลิตที่มีคุณภาพตรงตามความต้องการของตลาด ยังมีจำนวนน้อยกว่าความต้องการของตลาด อันส่งผลโดยร่วมต่อการเกษตรของไทย

                 ดังนั้นการรักษามาตรฐานมะม่วงทั้งมะม่วงส่งออก และม่วงแปรรูป จึงต้องนำปราชญ์ชาวบ้านจิตอาสา เข้ามาช่วยเหลือให้ความรู้ สอนวิธีการปลูก วิธีการเก็บรักษา การดูแลมะม่วง ทั้งมะม่วงเป็นโรค และถึงขั้นตอนผลผลิตออกมาต้องไม่มีริ้วรอยกระดำกระด่าง ตรงนี้นับเป็นมาตรฐานที่สำคัญ นอกเหนือจากนั้นคือวินัยของชาวบ้าน ของเกษตรกร ต้องขยัน ห้ามขี้เกียจ คอยดูแลผลผลิต คอยเก็บวัชพืช และการดูแลใส่ปุ๋ยในช่วงเวลาที่เหมาะสม

                   รองผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก กล่าวต่ออีกว่า ในเรื่องของการตลาด ภาครัฐดำเนินการต่อภายใต้นโยบายของรัฐบาล หากเอกชนนำ ภาครัฐเองก็ต้องสนับสนุน ซึ่งตรงนี้ทางภาครัฐเองจะเข้ามาดูแลในเรื่องของการช่วยหาตลาดให้กับกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกมะม่วง

รัฐบาลลุยแก้ปัญหาราคายางตกต่ำ ชี้ต้องทำทั้งระบบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/285522

รัฐบาลลุยแก้ปัญหาราคายางตกต่ำ ชี้ต้องทำทั้งระบบ

ยางพารา, ชี้ต้องทำทั้งระบบ, Business Unit

รัฐบาลลุยแก้ปัญหาราคายางตกต่ำ ชี้ต้องทำทั้งระบบไม่มุ่งเฉพาะที่ปลายทาง

                พลโทสรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ขอบคุณข้อเสนอแนะจากกลุ่มการเมืองและเกษตรกรชาวสวนยางเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาราคายางพาราตกต่ำในช่วงนี้ โดยย้ำว่ารัฐบาลไม่เคยนิ่งนอนใจและยกเรื่องนี้เป็นวาระสำคัญที่ต้องทำให้เกิดความยั่งยืนด้วยการแก้ไขทั้งระบบ ไม่ใช่แก้กันที่ปลายทางคือ การให้เงินอุดหนุนอย่างเดียวเหมือนที่ผ่านมา

“ในแต่ละปีราคายางพาราปรับตัวขึ้นลงตามปัจจัยแวดล้อม แม้ว่าราคายางพาราในเดือน พ.ค. – มิ.ย. 60 จะมีแนวโน้มลดลง แต่เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนจะพบว่าอยู่ในระดับที่สูงขึ้น โดยที่ผ่านมาจนถึงขณะนี้รัฐบาลได้ออกมาตรการหลายอย่างเพื่อสร้างความยั่งยืนให้แก่ราคายาง คือ ส่งเสริมการใช้ยางในหน่วยงานภาครัฐ จัดตั้งหน่วยธุรกิจของการยางแห่งประเทศไทย ส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศ และจัดตั้งกองทุนรักษาเสถียรภาพราคายางและบังคับใช้กฎหมายควบคุมยาง”

พลโทสรรเสริญกล่าวต่อว่า ปัจจุบันหน่วยงานรัฐมีความต้องการใช้ยางรวมกันประมาณ 20,000 ตันหรือราวร้อยละ 20 ของปริมาณการใช้ยางในสต็อกที่มีอยู่ ซึ่งจะช่วยให้ผลผลิตถูกนำไปใช้ ขณะเดียวกันรัฐบาลได้จัดตั้งหน่วยธุรกิจ (Business Unit) ของการยางแห่งประเทศไทย ดำเนินการเชิงพาณิชย์ที่มีความคล่องตัว เพื่อรับซื้อผลผลิตยาง จัดหาตลาดทั้งผลผลิตยางและไม้ยางโลจิสติกส์ จัดหาเงินทุนและสวัสดิการให้แก่เกษตรกร โดยมีแผนจะจัดตั้งเป็นบริษัทจำกัดที่ชัดเจนต่อไป

นอกจากนี้ ยังมีการจัดตั้งบริษัทร่วมทุนกับอินโดนีเซียและมาเลเซียร่วมกันกำหนดมาตรการทางการตลาดที่ช่วยควบคุมราคายางในแต่ละช่วง ประสานกับผู้ส่งออกระดับโลกเพื่อจัดทำข้อตกลงเรื่องการจำกัดการส่งออก ป้องกันการตัดราคากันเอง โดยประเทศไทยจะเร่งรัดให้มีการประชุมระดับรัฐมนตรี 3 ประเทศ เพื่อแก้ไขปัญหาให้สำเร็จโดยเร็ว

ส่วนเรื่องใหม่ที่ได้ดำเนินการ คือ การจัดตั้งกองทุนรักษาเสถียรภาพราคายาง โดยผู้ประกอบการรายใหญ่ของไทยทั้ง 5 ราย และการยางแห่งประเทศไทยได้ร่วมสมทบเงินรวม 1,200 ล้านบาท เพื่อรับซื้อยางทั้งในตลาดล่วงหน้าต่างประเทศ และตลาดกลางในประเทศ ช่วยรักษาเสถียรภาพราคายาง ตลอดจนการบังคับใช้ พ.ร.บ.ควบคุมยาง อย่างเข้มงวดและจริงจัง เช่น การควบคุมการส่งออก และตรวจสต๊อกยาง เป็นต้น

“นายกฯ ขอให้กลุ่มการเมือง เกษตรกร และประชาชน ปรับเปลี่ยนวิธีคิดด้วยการมองไปข้างหน้า ผนึกกำลังร่วมกันแก้ไขปัญหา ก้าวข้ามวงจรแบบเก่า ๆ ด้วยการยกให้เป็นภาระของรัฐบาลแต่เพียงฝ่ายเดียว”