เดือดร้อนกันทั่วหน้า!เกษตรกรในฮุ่ยหมินขายแตงโมไม่ออก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/285514

เดือดร้อนกันทั่วหน้า!เกษตรกรในฮุ่ยหมินขายแตงโมไม่ออก

เดือดร้อนกันทั่วหน้า!เกษตรกรในฮุ่ยหมินขายแตงโมไม่ออก

         อย่าว่าแต่ประเทศไทยเลยที่ผลิตผลการเกษตรราคาตกต่ำ จนสร้างความเดือดร้อนให้กับเกษตรกร แม้ประเทศจีนเองได้ชื่อว่าแหล่งตลาดใหญ่สำหรับผลิตผลทางการเกษตรไทย ก็ยังไม่วายต้องเจอกับสภาพที่ไม่ต่างกัน

เดือดร้อนกันทั่วหน้า!เกษตรกรในฮุ่ยหมินขายแตงโมไม่ออก 

         จากการรายงานข่าวของสำนักข่าวซินหัว(CHina Xinhua News) เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2560  ระบุว่าบรรดาเจ้าของสวนแตงโมหลายราย ในอำเภอฮุ่ยหมิน มณฑลซานตง สาธารณรัฐประชาชนจีน ที่เฝ้ารอลูกค้าด้วยความหวังอันริบหรี่ พวกเขาถึงกับประกาศขายส่งแตงโมในราคาที่ถูกแสนถูกเพียง 3 เหมา ต่อ 1 กิโลกรัม (1 หยวน = 10 เหมา) ในขณะที่บางรายก็คะยั้นคะยอให้คนที่เดินผ่านไปมาหยิบชิมได้เลย แต่หลายคนเหล่านั้นก็แค่หยิบชิมแล้วทิ้งลงถังขยะไปเฉย ๆ เหล่าเกษตรกรผู้น่าสงสารที่ขายแตงโมไม่ออก จะกินก็กินไม่ลง จึงได้แต่ทิ้งลงขยะไปเป็นจำนวนมากเช่นกัน

เดือดร้อนกันทั่วหน้า!เกษตรกรในฮุ่ยหมินขายแตงโมไม่ออก 

             ส่วนประเทศไทย เกษตรกรผู้ปลูกแตงโมในพื้นที่ ตำบลหนองปลาไหล อำเภอวังทรายพูน จังหวัดพิจิตร ซึ่งเป็นแหล่งปลูกแตงโมแหล่งใหญ่ของจังหวัดพิจิตรก็ประสบปัญหาราคาแตงโมตกต่ำเช่นกัน โดยราคาแตงโมคละไซส์เหลือเพียงกิโลกรัมล่ะ 5 บาท จากปีที่ผ่านมากิโลกรัมละ 6 บาท ส่งผลให้เกษตรกรมีรายได้น้อยลงจากปีที่ผ่านมา และสุ่มเสี่ยงต่อการขาดทุน เนื่องจากการลงทุนสูงกว่าปีที่ผ่านมาจากต้นทุนที่สูงขึ้น

นางวิเชียร พาลิตา เกษตรกรหมู่ที่ 10 ตำบลหนองปลาไหล อำเภอวังทรายพูน จังหวัดพิจิตรเผยว่า ปลูกแตงโมในพื้นที่ 13 ไร่ ลงทุนไปกว่า 70,000 บาท ปีนี้ประสบปัญหาราคาแตงโมตกต่ำ จากเดิมปีที่ผ่านมาขายแตงโมคละไซส์ หรือไซส์รวมให้กับพ่อค้าในราคากิโลกรัมละ 6 บาท แต่ปีนี้เหลือเพียงกิโลกรัมละ 5 บาท ส่งผลให้รายได้ลดลงกว่าปีที่ผ่านมา เสี่ยงต่อการขาดทุนเนื่องจากปีนี้ต้นทุนสูง ส่วนสาเหตุคาดว่าเกิดจากมีผู้หันมาปลูกแตงโมจำนวนมาก

สำหรับการปลูกแตงโมเป็นพืชที่เกษตรกร ในพื้นที่อำเภอวังทรายพูนนิยมปลูกเพื่อสร้างรายได้ โดยจะปลูกแตงโมหลังการเก็บเกี่ยวข้าวนาปี เกษตรกรจะแบ่งพื้นที่ส่วนหนึ่งเพื่อปลูกแตงโมซึ่งเป็นพืชใช้น้ำน้อย สร้างรายได้งาม โดยปี 2559 ที่ผ่านมาพื้นที่การปลูกแตงโมอยู่ที่ประมาณ 4,500 ไร่ แต่หลังจากราคาข้าวตกต่ำส่งผลให้มีเกษตรกรหันมาปลูกแตงโมเพิ่มขึ้น ปัจจุบันมีพื้นที่ปลูกแตงโมประมาณ 6,000 ไร่ ส่งผลให้ผลผลิตแตงโมเพิ่มขึ้นและทำให้ราคาผลผลิตตกต่ำ

กรมชลฯเดินหน้าพัฒนาลุ่มน้ำวัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/285503

กรมชลฯเดินหน้าพัฒนาลุ่มน้ำวัง

กรมชลฯเดินหน้าพัฒนาลุ่มน้ำวัง

              ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวระหว่างนำคณะสื่อมวลชนดูความคืบหน้าการดำเนินงานโครงการพัฒนาแหล่งน้ำในพื้นที่ภาคเหนือตอนบนว่าทุกโครงการกรมชลประทานได้ให้ความสำคัญกับการจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA)และแผนปฏิบัติการป้องกันแก้ไขผลกระทบสิ่งแวดล้อมและแผนปฏิบัติการติดตามตรวจสอบผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIMP) มากเป็นพิเศษ เพื่อที่จะให้การดำเนินงานเกิดประโยชน์สูงสุดต่อสังคม และเป็นการพัฒนาที่สร้างสมดุลในการรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน จนทำให้กรมชลประทานได้รับรางวัล EIA Monitoring Awards หรือรางวัลสถานประกอบการที่ปฏิบัติตามมาตรการในรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมและมีการจัดสภาพแวดล้อมดีเด่น โดยกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

           ทั้งนี้ล่าสุดกรมชลประทานได้ดำเนินการจัดทำรายงาน EIA และ EIMP โครงการประตูระบายน้ำแม่น้ำบ้านวังยาว อ.สบปราบ จ.ลำปาง ซึ่งเป็น 1 ใน 4 โครงการพัฒนาแหล่งน้ำที่ได้ดำเนินการศึกษา EIA ในลุ่มน้ำวัง ซึ่งเป็นโครงการที่เกิดขึ้นจากราษฎรในพื้นที่อ.สบปราบ ได้ทำหนังสือถึงศูนย์ดำรงธรรม จ.ลำปาง เสนอให้สร้างฝายกั้นแม่น้ำวัง ที่ ต.แม่กัวะ อ.สบปราบ พร้อมระบบส่งน้ำ เมื่อปี พ.ศ. 2550 ต่อมาในปี พ.ศ.2557 สำนักบริหารโครงการ กรมชลประทาน ได้ดำเนินการศึกษาเบื้องต้นโดยการมีส่วนร่วมของประชาชน ได้ข้อสรุปว่า เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดควรจะสร้างเป็นประตูระบายน้ำ(ปตร.) โดยมีที่ตั้งหัวงานอยู่ หมู่ 2 บ้านอ้อ ต.แม่กัวะ และได้ทำการศึกษาเพื่อจัดทำรายงาน EIA และ EIMP เมื่อปี 2558

           “การศึกษา EIA และ EIMP ขณะนี้ได้ดำเนินการเสร็จเรียบร้อยแล้ว ซึ่งครอบคลุมทุกๆด้านทั้งความเหมาะสมเชิงวิศวกรรม สิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ สังคมและเศรษฐศาสตร์ เน้นความสอดคล้องกับภูมิสังคมและตอบสนองความต้องการในพื้นที่เป็นหลัก ประกอบด้วยแผนปฏิบัติการป้องกันแก้ไขผลกระทบสิ่งแวดล้อม 8 แผน และแผนปฏิบัติการติดตามตรวจสอบผลกระทบสิ่งแวดล้อม 10 แผน ทั้งระยะก่อสร้างและระยะดำเนินโครงการ โดยมีหน่วยงานภาคีร่วมรับผิดชอบ ได้แก่ กรมพัฒนาที่ดิน กรมป่าไม้ กรมประมง องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ กรมส่งเสริมการเกษตร กรมอนามัย และกรมควบคุมโรค” ดร.สมเกียรติ กล่าว

             รองอธิบดีกรมชลประทานยังกล่าวต่ออีกว่า การมีประตูระบายน้ำนั้น นอกจากจะช่วยสร้างความชุ่มชื้นให้กับป่าแล้ว ยังช่วยให้สัตว์ป่ามีแหล่งน้ำ เป็นการสร้างความยั่งยืนและสมดุลทางธรรมชาติระหว่างประชาชน น้ำ ป่าไม้ และสัตว์ป่า อีกทั้งน้ำยังช่วยเพิ่มผลผลิตทางการเกษตร ทำให้เศรษฐกิจภายในชุมชนนั้นๆ ดีขึ้น ลดการอพยพเคลื่อนย้ายแรงงาน ในทางตรงกันข้ามจะเกิดการย้ายถิ่นของแรงงานกลับสู่บ้านเกิดมากขึ้นลดความแออัดในสังคมเมืองได้ในระดับหนึ่ง นอกจากนี้ประตูระบายน้ำยังช่วยบรรเทาปัญหาน้ำท่วมในช่วงฤดูน้ำหลาก หรือลดความรุนแรงที่เกิดขึ้นได้ รวมทั้งยังจะเป็นสถานที่พักผ่อน ท่องเที่ยวภายในชุมชนอีกด้วย

            สำหรับความคืบหน้าในการดำเนินโครงการประตูระบายน้ำแม่น้ำบ้านวังยาวนั้น ขณะนี้อยู่ระหว่างการสรุปรายงาน EIA และ EIMP เสนอให้คณะกรรมการผู้ชำนาญการพิจารณารายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (คชก.) พิจารณา หากไม่มีปัญหาอะไรประมาณปี พ.ศ. 2563 จะเริ่มดำเนินการก่อสร้างได้ คาดว่าจะแล้วเสร็จในปี พ.ศ. 2565 ซึ่งจะสามารถเก็บกักน้ำในลำน้ำ เพื่อเป็นน้ำต้นทุนได้ประมาณ 6.13 ล้าน ลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.)ถือเป็นประตูระบายน้ำที่สามารถเก็บกักน้ำได้เท่าๆ กับอ่างเก็บน้ำขนาดกลาง และที่สำคัญจะมีพื้นที่ที่ได้รับประโยชน์จากโครงการถึง 23,240 ไร่ ครอบคลุมในพื้นที่ ตำบลแม่กัวะ ตำบลนายาง และตำบลสบปราบ

            “จากการสอบถามผู้นำชุมชน ไม่ว่าจะเป็นกำนัน ผู้ใหญ่บ้านนายกอบต. หรือแม้กระทั่งนายอำเภอสบปราบ จะพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าชาวบ้านในพื้นที่ อ.สบปราบเกือบ 100 เปอร์เซ็นต์ เห็นด้วยที่จะดำเนินการก่อสร้างประตูระบายน้ำดังกล่าว เพราะเห็นว่าประโยชน์ที่จะได้รับคุ้มค่า ในขณะที่ผลกระทบนั้นน้อยมาก” รองอธิบดีกรมชลประทานกล่าวในตอนท้าย

เกษตรฯ จับมือมทร.ตะวันออกจัดใหญ่ “วันเกษตรแห่งชาติ ปี 2560

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/285490

เกษตรฯ จับมือมทร.ตะวันออกจัดใหญ่ “วันเกษตรแห่งชาติ ปี 2560

เกษตรแห่งชาติ, เกษตรฯ, วันเกษตรแห่งชาติ, 2560, ศาสตร์พระราชา, บัว

เกษตรฯ จับมือมทร.ตะวันออกจัดใหญ่ “วันเกษตรแห่งชาติ ปี 2560

นายธีรภัทร ประยูรสิทธิ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมกับ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก และจังหวัดชลบุรี จะจัดงาน “วันเกษตรแห่งชาติ ประจำปี 2560” ภายใต้แนวคิด “เกษตรสืบสานปณิธานของพ่อ” ในระหว่างวันที่ 8 – 16 กรกฎาคม 2560 ณ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก วิทยาเขตบางพระ อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 โดยได้รับพระกรุณาจากพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าอทิตยาทรกิติคุณ เสด็จพระดำเนินเป็นองค์ประธาน ในวันเสาร์ที่ 8 กรกฎาคม 2560 นี้ เวลา 15.00 น.
​             ทั้งนี้ การจัดงานดังกล่าว เพื่อเป็นช่องทางให้หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา นักวิชาการ นักวิจัย และกลุ่มเกษตรกร ได้มีโอกาสนำเสนอผลงานทั้งด้านวิชาการ องค์ความรู้ นวัตกรรม เทคโนโลยี และงานประดิษฐ์คิดค้นเกี่ยวกับการเกษตร ออกเผยแพร่สู่สาธารณชน ซึ่งเกษตรกร นิสิต นักศึกษา และประชาชน สามารถนำไปประยุกต์ใช้ให้เป็นประโยชน์ต่อการประกอบอาชีพและดำเนินชีวิตประจำวัน รวมทั้งเป็นช่องทางให้มีการนำนวัตกรรมไปพัฒนาต่อยอด เพื่อสร้างความสำเร็จให้กับภาคการเกษตรและอุตสาหกรรมการเกษตรของประเทศต่อไป
สำหรับกิจกรรมภายในงาน ประกอบด้วย การจัดแสดงนิทรรศการของหน่วยงานสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ทั้ง 22 หน่วยงาน ที่นำเสนอองค์ความรู้จากงานวิจัยไปสู่เกษตรกรทั้งด้านการผลิต การจัดการผลผลิต การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร ทั้งพืช ปศุสัตว์ ประมง และการปรับกระบวนการผลิตให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ และการจัดนิทรรศการภายใต้แนวคิด “เกษตรสืบสานปณิธานพ่อ” อาทิ นิทรรศการชุดปราชญ์ของแผ่นดิน สืบสานงานพ่อ โดยสำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรฯ นิทรรศการชุดตามรอยเสด็จภาคตะวันออก โดยกรมชลประทาน นิทรรศการชุดศาสตร์พระราชา นำพาฝนหลวง 4.0 โดยกรมฝนหลวงและการบินเกษตร เป็นต้น นอกจากนี้ ภายในงานยังมีการเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับ “ศาสตร์พระราชา” เพื่อให้ประชาชนได้ชื่นชมพระปรีชาญาณ พระอัจฉริยภาพของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่ทรงงานกว่า 4,000 โครงการ เพื่อบำบัดทุกข์ บำรุงสุขให้แก่ราษฎรของพระองค์ผ่านศาสตร์พระราชา 14 เรื่องราว โดยสามารถเลือกชมพระราชกรณียกิจต่างๆ ผ่านระบบจอสัมผัสขนาดยักษ์
“แต่ละปีการจัดงานวันเกษตรแห่งชาติ จะถูกหมุนเวียนสถานที่จัดไปยังสถาบันการศึกษาที่มีการเปิดการเรียนการสอนภาควิชาเกี่ยวเนื่องกับเกษตรกรรมทั่วประเทศ เพื่อให้สามารถกระจายองค์ความรู้ไปสู่เกษตรกรในภูมิภาคต่างๆ ได้กว้างขวางขึ้น และยังเป็นการผลักดันให้สถาบันการศึกษาและหน่วยงานต่างๆ เข้ามามีบทบาทในการสนับสนุนภาคการเกษตรในพื้นที่ของตัวเองได้เพิ่มขึ้นไปพร้อมๆ กัน” นายธีรภัทร กล่าว
ด้าน ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อารมย์  ตัตตะวะศาสตร์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก กล่าวว่า การจัดงานวันเกษตรแห่งชาติครั้งนี้ เป็นการจัดงานครั้งแรกในภาคตะวันออก ซึ่งตรงกับโอกาสครบรอบ 60 ปีการก่อตั้งมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก วิทยาเขตบางพระ ซึ่งคาดว่าจะเป็นเวทีให้เกษตรกร นักวิชาการ นักวิจัย นักศึกษารุ่นใหม่ ๆ ได้นำผลงานมาเผยแพร่ให้ประชาชนได้รับชมและนำความรู้ที่ได้ไปต่อยอดในอนาคต ทั้งนี้ นอกจากจะมีการจัดนิทรรศการตามรอยพ่อ นิทรรศการเผยแพร่องค์ความรู้ของหน่วยงานภาครัฐและเอกชนแล้ว ยังมีกิจกรรมอื่นๆ อาทิ การจัดแสดงโชว์ “บัว” ที่เป็นหนึ่งในจุดเด่นของมหาวิทยาลัย ในฐานะเป็นศูนย์วิจัยสายพันธุ์บัวที่ดีที่สุด จนมีชื่อเสียงโด่งดังและได้รับรางวัลมากมายทั้งในระดับประเทศและต่างประเทศ กิจกรรมการเสวนาทางด้านวิชาการ การจัดบูทแสดงผลงานทางด้านนวัตกรรมทางการเกษตร ของคณาจารย์ นิสิตนักศึกษา และการแข่งขันการประกวดต่างๆ เช่น การประกวดนางงามเกษตร การแข่งขันประกวดบัว การประกวดด้านการบิน การแข่งขันเมนูไข่พระอาทิตย์ เป็นต้น อีกทั้งยังได้จัดพื้นที่ให้เกษตรกรได้ขายของ พืชผัก ผลไม้ เครื่องมือทางการเกษตร รวมถึงให้กลุ่มผู้ประกอบการ SMEs ได้นำสินค้ามาวางจำหน่ายภายในงานอีกด้วย
กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก และจังหวัดชลบุรี จึงขอเชิญชวน เกษตรกร นักเรียน นิสิต นักศึกษา และประชาชน เข้าร่วมงาน “วันเกษตรแห่งชาติ” ระหว่างวันที่ 8-16 กรกฎาคม 2560 นี้ เวลา 08.00 น. เป็นต้นไป ณ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก วิทยาเขตบางพระ อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี

“ฉัตรชัย”ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมโครงการ“สืบสานเกษตรทฤษฎีใหม่”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/285489

“ฉัตรชัย”ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมโครงการ“สืบสานเกษตรทฤษฎีใหม่”

เกษตรทฤษฎีใหม่, ฉัตรชัย, Cell ต้นกำเนิด, Cell แตกตัว ครั้งที่ 1, Cell แตกตัว ครั้งที่ 2

“ฉัตรชัย”ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมโครงการ“สืบสานเกษตรทฤษฎีใหม่”

      วันที่ 30 มิ.ย.60  พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการดำเนินงานตามนโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ณ ตำบลเกาะตาล อำเภอขาณุวรลักษบุรี จังหวัดกำแพงเพชร โอกาสนี้ ได้ตรวจเยี่ยมแปลงเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ “5 ประสาน สืบสานเกษตรทฤษฎีใหม่ ถวายในหลวง” ของนายสวิง บุญปั่น และนางทองคำ กุลมาลา (cell ต้นกำเนิด) จากนั้นเดินทางไปยังสหกรณ์การเกษตรขาณุวรลักษบุรี ตำบลสลกบาตร อำเภอขาณุวรลักษบุรี โดยได้รับฟังบรรยายสรุปผลการดำเนินงานตามนโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จากเกษตรและสหกรณ์จังหวัดกำแพงเพชร ก่อนพบปะเกษตรกรในพื้นที่
พลเอกฉัตรชัย เปิดเผยว่า ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้จัดทำโครงการ “5 ประสาน สืบสานเกษตรทฤษฎีใหม่ ถวายในหลวง” เพื่อรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ และเผยแพร่พระเกียรติคุณพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ตลอดทั้งเป็นการเผยแพร่แนวพระราชดำริเกษตรทฤษฎีใหม่ไปสู่สาธารณชน โดยส่งเสริมให้เกษตรกรที่มีความสมัครใจจาก 882 อำเภอ รวม 70,000 ราย ได้น้อมนำหลักเกษตรทฤษฎีใหม่มาปรับใช้ในพื้นที่ของตนเองอย่างเหมาะสม ให้สอดคล้องกับสภาพพื้นที่ของเกษตรกร โดยมุ่งหวังจะช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตของเกษตรกรในการลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ อันเกิดจากการพัฒนาศักยภาพของตนเอง ครอบครัว และชุมชน โดยการสร้างอาชีพอย่างเหมาะสมกับทรัพยากรและปัจจัยการผลิตที่มีอยู่อย่างคุ้มค่า ซึ่งแนวทางการดำเนินงานได้กำหนดกลุ่มเป้าหมายเกษตรกรแบ่งเป็น 3 กลุ่ม คือ เกษตรกรกลุ่มพร้อมมาก (Cell ต้นกำเนิด)  21,000 ราย ดำเนินการช่วงเดือน ก.พ. – เม.ย. 60 เกษตรกรกลุ่มพร้อมปานกลาง (Cell แตกตัว ครั้งที่ 1)  42,000 ราย ดำเนินการช่วงเดือน พ.ค. – ก.ย. 60 และเกษตรกรกลุ่มพร้อม (Cell แตกตัว ครั้งที่ 2) 7,000 ราย ดำเนินการช่วงเดือน ต.ค. – ธ.ค. 60
ปัจจุบันมีเกษตรกรที่มีความพร้อมและเข้าร่วมโครงการแล้ว 70,000 ราย (ข้อมูล ณ พ.ค. 60) แบ่งเป็น 1. ส่งเสริมองค์ความรู้เชิงปฏิบัติการแล้ว 70,000 ราย  2. สนับสนุนปัจจัยการผลิตเพื่อการพึ่งพาตนเองเบื้องต้นแล้ว 70,000 ราย 3. จัดพบปะ 5 ประสาน ประกอบด้วย เกษตรกร ปราชญ์เกษตร หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการศึกษาในพื้นที่ 77 จังหวัด 4. ปรับแนวคิด สร้างแรงบันดาลใจ รวม 62,296 ราย 5. เกษตรกรจัดทำแผนการผลิตอย่างง่าย รวม 44,918 ราย และ 6. การติดตามเยี่ยมเยียนเกษตรกร โดยหน่วยงานภาครัฐ ปราชญ์เกษตร ภาคเอกชนและสถาบันการศึกษา รวม 39,961 ราย
สำหรับการดำเนินโครงการฯ ใน จ.กำแพงเพชร มีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการทั้งหมด 758 ราย โดยแบ่งเป็น กลุ่มพร้อมมาก 227 ราย กลุ่มพร้อมปานกลาง 455 ราย  และกลุ่มพร้อม 76 ราย ซึ่งมีหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ รับผิดชอบ อีกทั้งร่วมมือกับภาคประชารัฐ ได้แก่ ไทยเบฟเวอเรจเบทาโกร และสยามคูโบต้า ตลอดจนภาคสถาบันการศึกษา ได้แก่ มหาวิทยาลัยราชภัฎกำแพงเพชร วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีกำแพงเพชร และสำนักงาน กศน. รวมทั้งมีปราชญ์เกษตรและเกษตรกรต้นแบบรวม 41 ราย  โดยดำเนินการติดตามเยี่ยมเยียนเกษตรกร 2 ช่วง คือ กลุ่มพร้อมมาก 227 ราย ระหว่างวันที่ 9 – 29 มี.ค. 60 และกลุ่มพร้อมปานกลาง 455 ราย ระหว่างวันที่ 24 เม.ย. – 23 พ.ค. 60
“ผลจากการติดตามเยี่ยมเยียนเกษตรกรพบว่า เกษตรกรนำเกษตรทฤษฎีใหม่มาปรับใช้ และเกิดการเปลี่ยนแปลงในหลายด้าน เช่น การบริหารจัดการดินและน้ำเพื่อประโยชน์สูงสุดในการผลิตที่พออยู่พอกิน สามารถพึ่งตนเองได้ โดยวิเคราะห์ปรับปรุงบำรุงดินให้เหมาะสมกับการผลิต วิเคราะห์ปริมาณน้ำให้เหมาะสมกับพืชที่ปลูก วางแผนการผลิตพืช ปศุสัตว์ เพื่อบริโภคในครัวเรือนและประหยัดค่าใช้จ่ายด้านอาหาร รวมถึงวางแผนรายรับและรายจ่ายเพื่อให้เกิดความสมดุล พอเพียง และมีเงิน ตลอดจนการรวมพลังในรูปแบบกลุ่มหรือสหกรณ์ โดยสร้างความเข้มแข็งส่งเสริมให้เกษตรกรรวมกลุ่ม เพื่อรวบรวมผลผลิตประเภทต่าง ๆ มาจำหน่าย และภาคเอกชนจะเข้ามาประสานต่อยอดนำผลผลิตไปกระจายสู่ท้องตลาดอีกทางหนึ่ง ทั้งนี้ เชื่อมั่นว่าการนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และเกษตรทฤษฎีใหม่ มาปรับใช้ในการดำรงชีวิตจะเป็นต้นทางของการพัฒนาประเทศที่เกิดความสมดุลทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมต่อไป” พลเอกฉัตรชัย กล่าว
ทั้งนี้ กลไกการทำงานของ 5 ประสาน ประกอบด้วย 1) เกษตรกร (Cell ต้นกำเนิด) พบปะปราชญ์/เกษตรกรต้นแบบ/ประธานศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) เพื่อสร้างแรงบันดาลใจจากภายในและวางแผนการผลิต เกษตรกรลงมือทำในพื้นที่ของตน เก็บเกี่ยวผลผลิตกิน เหลือจำหน่าย เก็บรายได้ พร้อมทำบัญชีฟาร์ม ขยายผลสู่เกษตรทฤษฎีใหม่เต็มรูปแบบ 2) ปราชญ์เกษตรหรือเกษตรกรต้นแบบหรือประธาน ศพก. สร้างแรงบันดาลใจ แนะนำ ช่วยเหลือ สร้างเกษตรกรต้นกำเนิด และสร้างทายาทเกษตรกร 3) เจ้าหน้าที่เกษตร จัดกลุ่มเกษตรกรตามความพร้อม คัดเลือกปราชญ์เกษตรหรือเกษตรกรต้นแบบ เพื่อเป็นเพื่อนช่วยเพื่อน เพิ่มพูนองค์ความรู้แก่เกษตรกร แนะนำเกษตรกรทำบัญชีครัวเรือน/บัญชีฟาร์ม ประสานขอรับการสนับสนุนตามแผนการผลิตของเกษตรกรติดตาม ประมวลผล และรายงานความก้าวหน้าจัดหาตลาด 4) ภาคเอกชน สนับสนุนให้เทคนิค/วิชาการ ปัจจัยการผลิต ทุนทรัพย์สำหรับตอบแทนปราชญ์/ทุนเริ่มต้นสำหรับเกษตรกรตามความจำเป็นจัดหาตลาดเพื่อเกษตรกร และ 5) ภาคการศึกษา สนับสนุนให้เทคนิค/วิชาการ นักศึกษาเป็นลูกมือปราชญ์ฝึกงานในแปลงเกษตรกร

มั่นใจราคาข้าวในประเทศขยับ หลังแก้ปัญหาสต็อกข้าวค้างโกดัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/285488

มั่นใจราคาข้าวในประเทศขยับ หลังแก้ปัญหาสต็อกข้าวค้างโกดัง

ข้าวไทย, นบข, 29 มิย2560

มั่นใจราคาข้าวในประเทศขยับ หลังแก้ปัญหาสต็อกข้าวค้างโกดัง

พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะรองประธานกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว (นบข.) เปิดเผยหลังจากที่ ร.ต.ท. เจริญ เหล่าธรรมทัศน์ นายกสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย พร้อมผู้บริหารสมาคมฯ และคณะ ขอเข้าพบเพื่อแสดงความขอบคุณ นบข. ที่สามารถแก้ไขปัญหาข้าวในสต็อกของรัฐได้ตามเป้าหมาย ว่า ในช่วงแรกที่รัฐบาล คสช. เข้ามาบริหารประเทศนั้น ได้เร่งหาเงินมาจ่ายคืนให้แก่เกษตรกรที่ได้นำข้าวเข้าโครงการรับจำนำข้าว และยังไม่ได้รับเงินกว่า 7 หมื่นล้านบาท ซึ่งรัฐบาลได้ดำเนินการแล้วเสร็จภายใน 1 เดือน และในขณะเดียวยังเร่งแก้ไขปัญหาข้าวที่มีอยู่ในสต็อก จำนวนมากกว่า 18 ล้านตัน โดย นบข. ได้กำหนดกรอบยุทศาสตร์และแผนการระบายข้าวในสต็อกอย่างรอบคอบ และคำนึงถึงผลกระทบต่อตลาดและราคาข้าวที่เกษตรกรจะได้รับ ดังนั้น การวางแผนและการดำเนินการระบายข้าวทุกครั้ง นบข. ได้พิจารณารายละเอียดทุกด้านด้วยความรอบคอบ ทั้งวิธีการ เงื่อนไข ชนิด ปริมาณ คุณภาพข้าวที่จะนำออกระบายแต่ละรอบ จังหวะเวลาของการระบายต้องตรวจติดตามสถานการณ์ตลาดและสถานการณ์ข้าวทั้งในและนอกประเทศ
 พลเอกฉัตรชัย กล่าวเพิ่มเติมว่า ตลอดระยะเวลากว่า 3 ปี นบข. ได้ทยอยระบายข้าวในสต็อกของรัฐมาแล้ว 16.96 ล้านตัน เหลือข้าวในสต็อกของรัฐที่รอระบายอีกประมาณ 0.8 ล้านตัน ซึ่งการแก้ไขปัญหาข้าวในสต็อกของรัฐดังกล่าว ได้ช่วยให้กลไกตลาดกลับมาทำหน้าที่ได้อย่างสมบูรณ์ โดยเห็นผลเป็นรูปธรรมได้จากราคาข้าวส่งออกที่ปรับฐานราคาสูงขึ้น และเกษตรกรในประเทศสามารถขายข้าวเปลือกได้ราคาดีขึ้น อีกทั้งยังมีภารกิจสำคัญอีกหนึ่งประการ คือ การเข้าไปกำกับดูแลและควบคุมป้องกันไม่ให้ข้าวสารในสต็อกของรัฐที่ขายเข้าสู่อุตสาหกรรมเพื่อนำไปผลิตเป็นอาหารสัตว์กว่า 5 ล้านตัน รั่วไหลเข้าสู่ตลาดบริโภค แล้วเข้าไปเพิ่มอุปทานข้าวในตลาดซึ่งอาจจะมีผลกระทบต่อราคาข้าวด้วย
“ตามที่ได้มีการลงพื้นที่ตรวจการทำงานของหน่วยปฏิบัติ ณ จังหวัดกำแพงเพชร เมื่อวาน (29 มิ.ย.2560) เป็นการดำเนินการภายใต้คำสั่ง นบข. ที่แต่งตั้งให้ผมเป็นประธานคณะอนุกรรมการตรวจสอบการปฏิบัติตามสัญญาซื้อขายข้าวสารในสต็อกของรัฐนั้น  เพื่อเน้นย้ำและขอให้ทุกฝ่ายมั่นใจได้ว่ารัฐบาลได้ให้ความสำคัญในการกำกับดูแลและควบคุมการนำข้าวในสต็อกของรัฐไปใช้ในอุตสาหกรรมอย่างเข้มงวด ไม่มีการวนกลับมาเข้าสู่ตลาดการบริโภคได้อย่างแน่นอน ซึ่ง นบข.ขอขอบคุณทุกภาคส่วนที่ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี ทั้งจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน  และเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายที่ช่วยให้การระบายข้าวหมดจากสต็อกในช่วงรัฐบาลชุดนี้ เพื่อไม่ให้รัฐต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายอีกต่อไป ปัญหาที่เกิดขึ้นจึงนับเป็นบทเรียนครั้งสำคัญซึ่งเป็นผลพวงจากการดำเนินนโยบายประชานิยมที่ผิดพลาดในประเทศไทย ซึ่งต่อไปจะต้องมีการพิจารณาอย่างรอบคอบ และคำนึงถึงผลกระทบอย่างรอบด้าน” พลเอกฉัตรชัย กล่าว.

ด้าน ร.ต.ท. เจริญ เหล่าธรรมทัศน์ นายกสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย กล่าวว่า การระบายสต็อกข้าวกว่า 18 ล้านตันออกจากระบบครั้งนี้ ถือเป็นผลงานชิ้นโบว์แดงของรัฐบาลชุดนี้ ที่จะทำให้ราคาข้าวมีเสถียรภาพมากขึ้น โดยราคาข้าวขณะนี้อยู่ระหว่างกันปรับฐานราคา ซึ่งมีเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 7,000 – 9,500 บาท/ตัน ทั้งนี้ ทางสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทยก็พร้อมให้ความร่วมมือและสนับสนุนนโยบายรัฐบาล เพื่อให้ข้าวไทยมีขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดและเกษตรกรสามารถขายข้าวได้ในราคาที่เพิ่มสูงขึ้น

เกษตรกรสวนปาล์ม ยังพึ่งพิงแรงงานไทยเป็นหลัก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/285458

เกษตรกรสวนปาล์ม ยังพึ่งพิงแรงงานไทยเป็นหลัก

สศก, เกษตรกรสวนปาล์ม, สศก, สศท8, ที่ทางลานเทจ้างไว้

เกษตรกรสวนปาล์ม ยังพึ่งพิงแรงงานไทยเป็นหลัก

             นายคมสัน  จำรูญพงษ์  รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์  เปิดเผยถึงสถานการณ์การใช้แรงงานและความต้องการแรงงานของเกษตรกรชาวสวนปาล์ม โดยสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 8 จังหวัดสุราษฎร์ธานี (สศท.8) ลงพื้นที่ 3 จังหวัด ได้แก่ ชุมพร กระบี่ และสุราษฎร์ธานี แหล่งผลิตปาล์มน้ำมันที่สำคัญของประเทศ พบว่า สัดส่วนค่าใช้จ่ายเงินสดของเกษตรกรชาวสวนปาล์ม ใช้จ่ายมากที่สุด คือ ค่าจ้างแรงงาน คิดเป็นร้อยละ 59 รองลงมา คือ ค่าใช้จ่าย ปุ๋ย ยา ร้อยละ 31 และอีกร้อยละ 10 เป็นค่าใช้จ่ายอื่นๆ เช่น ค่าวัสดุ เคียวเกี่ยวทางปาล์ม เป็นต้น

ค่าใช้จ่ายในการจ้างแรงงาน ส่วนใหญ่เป็นค่าจ้างในกิจกรรมเก็บเกี่ยวมากที่สุด มีการเก็บเกี่ยวผลปาล์มสุก   ในทุก 15 – 20 วัน หรือเฉลี่ยปีละ 18 – 24 ครั้ง ค่าจ้างเก็บเกี่ยวตันละ 400-700 บาท แล้วแต่สภาพพื้นที่สวน         ส่วนค่าจ้างในการใส่ปุ๋ย เฉลี่ยกระสอบละ 50 บาท ใส่เฉลี่ยปีละ 3 กระสอบ และค่าจ้างตัดแต่งทางใบ เฉลี่ยต้นละ 10-25 บาท เฉลี่ยปีละ 1 ครั้ง  ขึ้นอยู่กับสภาพพื้นที่และความสูงของต้นปาล์ม

สำหรับสถานการณ์การใช้แรงงานในปัจจุบัน พบว่า ครัวเรือนมีการว่าจ้างแรงงานสูงถึงร้อยละ 83                   ในจำนวนนี้ ส่วนใหญ่ร้อยละ 84 เป็นการจ้างแรงงานไทย ซึ่งเป็นการจ้างแรงงานในหมู่บ้านชุมชนใกล้เคียง และแรงงานจากภาคอีสาน  ส่วนร้อยละ 9 เป็นการจ้างทั้งแรงงานไทยและต่างด้าว และมีครัวเรือนเพียงร้อยละ 7 ที่ว่าจ้างแรงงานต่างด้าวเพียงอย่างเดียว โดยลักษณะการจ้างแรงงานต่างด้าว ส่วนใหญ่เป็นแรงงานต่างด้าวที่ทางลานเทจ้างไว้และเกษตรกรใช้บริการจากแรงงานดังกล่าว เนื่องจากขายผลผลิตให้ลานเทนั้นๆ

นายธรณิศร กลิ่นภักดี ผู้อำนวยการ สศท.8  กล่าวเสริมว่า ในส่วนของแรงงานที่รับจ้างเก็บเกี่ยวทั้งไทยและต่างด้าวในพื้นที่ 3 จังหวัด (ที่ทางลานเทจ้างไว้) ส่วนใหญ่จะทำงานเป็นทีม หมุนเวียนกันไปตามแต่ละครัวเรือนที่มีการนัดหมาย บางครั้งเกิดปัญหาในการตัดผลปาล์มที่เร็วหรือช้าเกินไป เนื่องจากติดคิวจำนวนมาก ส่งผลกระทบต่อคุณภาพน้ำมันปาล์มเช่นกัน และถึงแม้เกษตรกรทราบว่าคุณภาพที่ได้ไม่เท่าที่เก็บเกี่ยวเอง แต่หลีกเลี่ยงการจ้างไม่ได้จากหลายปัจจัย  เช่น จำนวนแรงงานในครัวเรือนมีไม่เพียงพอ อายุเกษตรกร และความสูงของต้นปาล์ม เป็นต้น

ทั้งนี้ จากการลงพื้นที่ เกษตรกรมองว่า ในปัจจุบันยังไม่ประสบปัญหาการขาดแคลนแรงงานแต่ในอนาคตการจ้างแรงงานท้องถิ่นอาจยากขึ้น เนื่องจากคนรุ่นใหม่ไม่สนใจในอาชีพดังกล่าว เนื่องจากมองว่าเป็นงานที่ค่อนข้างหนัก และแม้จะแก้ปัญหาโดยการเพิ่มค่าแรงในบางครั้ง แต่ก็ไม่จูงใจให้คนรุ่นใหม่มาทำได้ และเมื่อสอบถามถึงความต้องการแรงงานในอนาคต พบว่าเกษตรกรยังคงต้องการพึ่งพิงแรงงานไทย ถึงร้อยละ 85 อีกร้อยละ 15 ยอมรับการใช้แรงงานต่างด้าว ซึ่งไม่แตกต่างจากลักษณะการใช้แรงงานในปัจจุบัน โดยแรงงานพม่ายังคงเป็นที่ต้องการมากที่สุด รองลงมา คือ ลาว และกัมพูชา ที่สำคัญคือ เกษตรกรให้ความสำคัญกับแรงงานที่มีความซื่อสัตย์สุจริต เป็นอันดับแรก รองลงมา คือ ขยัน อดทน รับผิดชอบต่อหน้าที่ ส่วนทักษะฝีมือ และความชำนาญสามารถฝึกและเรียนรู้ได้

เกษตรฯเร่งแก้ไขปัญหาการดำเนินงานกองทุนฟื้นฟูฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/285456

เกษตรฯเร่งแก้ไขปัญหาการดำเนินงานกองทุนฟื้นฟูฯ

กฟก, เกษตร, เร่ง, แก้ไขปัญหา, การ, ดำเนินงาน, กองทุน, ฟื้นฟู

เกษตรฯเร่งแก้ไขปัญหาการดำเนินงานกองทุนฟื้นฟูฯ

                นายธีรภัทร ประยูรสิทธิ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังการประชุมกรรมการกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรเฉพาะกิจ ครั้งที่ 2/2560 ที่มีพลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธาน ว่า ตามที่มีคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่  26/2560 เรื่องการแก้ปัญหาการดำเนินงานของกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร และได้มีการตั้งคณะกรรมการกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรเฉพาะกิจขึ้น แทนคณะกรรมการชุดเดิม เพื่อแก้ปัญหาหนี้สินของเกษตรกรให้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ และเพื่อประโยชน์ต่อการขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจภาคเกษตร ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการปฏิรูปเศรษฐกิจของประเทศ โดยในการประชุมครั้งแรกได้มีมติเห็นชอบแต่งการตั้งคณะอนุกรรมการขึ้น 4 คณะ ประกอบด้วย 1. คณะอนุกรรมการจัดทำหลักเกณฑ์การจัดการหนี้ของเกษตรกร กรณีหนี้เร่งด่วน 2. คณะอนุกรรมการกลั่นกรอง ตรวจสอบและยืนยันข้อมูลหนี้สินเกษตรกร 3. คณะอนุกรรมการพิจารณาโครงสร้างและกฎหมายของกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร และ 4. คณะอนุกรรมการกลั่นกรองงบประมาณประจำปี 2560 และ 2561 ของกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร

ล่าสุด ในการประชุมครั้งที่ 2 ที่ประชุมมีระเบียบวาระเพื่อพิจารณาในประเด็นต่าง ๆ อาทิ โครงการและงบประมาณของคณะกรรมการกลั่นกรอง ตรวจสอบ ยืนยันข้อมูลหนี้สินเกษตรกร รวมถึงกรอบ โครงสร้างและกฎหมายของกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร  และกรอบ หลักเกณฑ์และผลการกลั่นกรองงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. 2560 และ พ.ศ. 2561 ของกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร ซึ่งที่ประชุมมีมติที่สำคัญ อาทิ เห็นชอบให้คณะอนุกรรมการกรอบ โครงสร้างและกฎหมายของกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร ทบทวนรายละเอียดโครงสร้างและกฎหมายของกองทุนฟื้นฟูฯ โดยนำเสนอในการประชุมคราวหน้า รวมทั้ง เห็นชอบให้สำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร (กฟก.) ดำเนินการจัดการหนี้เกษตรกรสมาชิกที่เป็นลูกหนี้ ธ.ก.ส. ตามโครงการปรับโครงสร้างหนี้ และเห็นชอบบัญชีรายชื่อและข้อมูลหนี้สินเกษตรกรสมาชิก กฟก. ที่ผ่านการตรวจสอบระหว่าง ธ.ก.ส. และ กฟก. จำนวน 2,185 ราย จำนวนเงิน 324,455,096.74 บาท เพื่อการจัดการหนี้และอนุมัติให้ชำระหนี้แทนในฐานะคณะกรรมการจัดการหนี้ของเกษตรกร และคณะกรรมการกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร

นายธีรภัทร กล่าวเพิ่มเติมว่า ที่ประชุมยังให้ความเห็นใช้หลักเกณฑ์การจัดการหนี้ ประกอบด้วย 1) ต้องเป็นสมาชิกองค์กรเกษตรกร ขึ้นทะเบียนหนี้เกษตรกร 2) วัตถุประสงค์การกู้เพื่อการเกษตร 3) ชำระหนี้ต่อรายไม่เกิน 2.5 ล้านบาท 4) มีหลักทรัพย์เป็นหลักประกันและชำระหนี้แทนได้ไม่เกินราคาประเมินหลักทรัพย์คุ้มมูลหนี้ 5) เป็นหนี้เร่งด่วน ได้แก่ ฟ้องร้องดำเนินคดี พิพากษา บังคับคดี ขายทอดตลาด 6) เกษตรกรที่ทุพลภาพ ไม่สามารถประกอบอาชีพได้ มีรายได้ไม่เกิน 100,000 บาทต่อปี เกษตรกรสูงอายุ ไม่มีบุตรหลานดูแล ให้ช่วยเหลือเป็นลำดับแรก และ 4) ให้ดำเนินการตามกรอบของคณะอนุกรรมการกลั่นกรองฯ กำหนด โดยใช้ขั้นตอนพิเศษ และวิธีปฏิบัติของสำนักงาน

“รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้สั่งการให้เข้าไปดำเนินการช่วยเหลืออย่างเร่งด่วนในกลุ่มเกษตรกรที่มีปัญหา ก่อนเกิดผลกระทบซึ่งเน้นย้ำให้ทำทันที และเป็นไปตามระเบียบ กติกา นอกจากนี้ เพื่อให้แนวทางการตรวจสอบข้อมูลหนี้สินเกษตรกรสมาชิกกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรมีความถูกต้องและเป็นปัจจุบัน จึงได้มีการแต่งตั้งคณะอนุกรรมารตรวจสอบข้อมูลหนี้สินเกษตรกรระดับจังหวัดและระดับอำเภอ พร้อมจัดทำแผนปฏิบัติงาน รวมถึงคู่มือคณะทำงานตรวจสอบข้อมูลหนี้สินเกษตรกรระดับจังหวัด และระดับอำเภอ  ตามกรอบภารกิจคำสั่ง คสช.ที่ 26/2560 เพื่อให้มีความรัดกุมและชัดเจนมากขึ้น” ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าว

กยท.ชี้นำยางในสต๊อคใช้ในโครงการส่งเสริมใช้ยางในประเทศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/285455

กยท.ชี้นำยางในสต๊อคใช้ในโครงการส่งเสริมใช้ยางในประเทศ

ดรธีธัช สุขสะอาด, Business Unit, สคร, ITRC

กยท.ชี้นำยางในสต๊อคใช้ในโครงการส่งเสริมใช้ยางในประเทศ

                     ดร.ธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย เผยว่ารัฐบาลมีนโยบายและประกาศอย่างชัดเจนในการนำยางพาราที่คงเหลือในสต๊อคจากโครงการพัฒนาศักยภาพสถาบันเกษตรกรเพื่อรักษาเสถียรภาพราคายาง และโครงการสร้างมูลภัณฑ์กันชน รักษาเสถียรภาพราคายาง จากการประมูลยางประมาณ 100,000 ตัน มาใช้ในประเทศ โดยให้หน่วยงานรัฐ เดินหน้าเสนอโครงการต่างๆ ที่สามารถนำยางพาราไปใช้ประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะเจ้าภาพหลักได้เชิญหน่วยงานรัฐทั้ง 10 หน่วยงานที่เสนอความต้องการใช้ยางพาราในระยะ 3 เดือนข้างหน้า รวมทั้งสิ้นประมาณ 20,000 ตัน คิดเป็นสัดส่วนประมาณร้อยละ 20 ของยางในสต๊อกที่มีอยู่ แต่ยังมีหน่วยงานระดับกรมต่างๆ โดยเฉพาะหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่จะพิจารณางบประมาณที่มีอยู่ในปี 2560 เพื่อนำมาใช้ในโครงการต่างๆ ที่สามารถนำยางพาราในสต๊อกไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดและมากที่สุด

ในนาม กยท. ได้จัดทำโครงการต่างๆ นำร่องที่จะนำยางพาราไปใช้ ทั้งการจัดทำสนามเด็กเล่นปูพื้นจากยางพารา สนามฟุตซอล โครงการยางล้อประชารัฐ เป็นต้น สำหรับการที่หลายหน่วยงานจะนำยางพาราไปใช้ไม่ว่าจะทำถนน หรือผลิตภัณฑ์ต่างๆ ที่ผ่านมาติดปัญหาระเบียบพัสดุในการจัดตั้งงบประมาณ ราคากลางต่างๆ เพื่อนำยางพาราไปใช้ให้เกิดประโยชน์ภายในประเทศให้มากที่สุด คาดว่า หลังจากที่ กยท. ได้เดินหน้าผลักดันเรื่องมาตรฐานกับสินค้าอุตสาหกรรมประเภทนี้ จะมีการใช้ยางในประเทศเพิ่มมากขึ้น

                 ดร. ธีธัช สุขสะอาด กล่าวถึงประเด็นการจัดตั้งหน่วยธุรกิจ (Business Unit) ของการยางแห่งประเทศไทยว่า กยท. ได้ดำเนินการตามพระราชบัญญัติการยางแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2558 ในเรื่องการจัดตั้งหน่วยธุรกิจตาม มาตรา 49 (2) ซึ่งคณะกรรมการการยางแห่งประเทศไทย ได้มีมติเห็นชอบการจัดตั้งหน่วยธุรกิจขึ้นตั้งแต่ วันที่ 20 กันยายน 2559 ซึ่งปัจจุบันได้แบ่งกรอบของการดำเนินงาน แบ่งออกเป็น 4 ส่วน ได้แก่ ปัจจัยการผลิต ตลาดยางทั้งผลผลิตยางและไม้ยางพารา โลจิสติกส์ และการจัดหาเงินทุนรวมถึงสวัสดิการให้แก่เกษตรกร เพื่อให้เกิดความคล่องตัวกว่าการบริหารจัดการทั่วไป ในขณะเดียวกัน เป็นการเตรียมความพร้อมที่จะเข้าสู่การแยกตัวเป็นบริษัท จำกัด ซึ่งหน่วยธุรกิจนี้ได้ดำเนินการธุรกิจการค้าขายยางพารามาระยะหนึ่งแล้ว โดยการรับซื้อผลผลิตยางจากกลุ่มสหกรณ์ สถาบันเกษตรกร เพื่อนำส่งโรงงานทั้ง 6 โรงงานของ กยท. ในการแปรรูปเพิ่มมูลค่าสู่การส่งออกต่อไป อย่างไรก็ตาม กยท. ได้หารือกับสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) เพื่อดำเนินการจดทะเบียนจัดตั้งเป็นบริษัทลูก ที่จะช่วยให้เกิดความคล่องตัวในเชิงพาณิชย์มากยิ่งขึ้น พร้อมทั้งตั้งคณะทำงานเพื่อศึกษาแนวทางการดำเนินการธุรกิจในนามบริษัทจำกัดให้ชัดเจน หากผ่านความเห็นคณะทำงานของ สคร. แล้ว กยท.จะนำเสนอต่อ ครม. ผ่านความเห็นชอบต่อไป

                   ผู้ว่าการ กยท. กล่าวว่า มาตรการระหว่างประเทศ ในการสร้างเสถียรภาพด้านราคายางนั้น ประเทศไทย โดย กยท. ซึ่งเป็นสมาชิกของบริษัท ร่วมทุนยางพาราระหว่างประเทศ จำกัด ที่ประกอบด้วย 3 ประเทศผู้ผลิตรายใหญ่ของโลก ทั้งประเทศอินโดนีเซีย มาเลเซีย และประเทศไทย ซึ่งในวันที่ 5 – 7กรกฎาคม นี้ กยท. จะเดินทางไปประชุมสภาความร่วมมือยางระหว่างประเทศ (ITRC) ครั้งที่ 28 ที่ประเทศมาเลเซีย ซึ่งเป็นการประชุมในระดับเจ้าหน้าที่ระดับสูง โดยสิ่งสำคัญที่สุดวาระนี้ คือ การเร่งรัดให้จัดการประชุมในระดับรัฐมนตรีให้เร็วที่สุด เพื่อเร่งแก้ไขปัญหาราคายางผันผวน ซึ่งประเทศไทยเป็นประเทศหลักที่ได้รับผลกระทบกว่าประเทศอื่นในช่วงที่ผ่านมา

                 ดร. ธีธัช กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกเหนือจาก 4 ประเด็น ซึ่งรัฐบาล กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และ กยท. ได้ดำเนินการมาโดยตลอดนั้น ยังมีอีก 2 มาตรการ ซึ่งเชื่อว่าจะเป็นมาตรการเร่งรัดการแก้ไขปัญหาระยะสั้นในระยะเร่งด่วน คือ มาตรการในการนำเอา พ.ร.บ.ควบคุมยางมาใช้อย่างเข้มข้น ซึ่งที่ประชุมคณะกรรมการควบคุมยาง ได้มีการประกาศหลักเกณฑ์ชัดเจนในการนำเอา พ.ร.บ.ควบคุมยางมาใช้ ทั้งการตรวจสต็อคในโรงทำยางและผู้ค้ายางเพื่อเปรียบเทียบกับบัญชียาง ทางคณะกรรมการควบคุมยางได้มีการตั้งเจ้าหน้าที่ กยท. ให้เป็นเจ้าหน้าที่ตาม พ.ร.บ. ควบคู่ด้วย ทั้งหมดจะเข้าตรวจสต๊อคยางอย่างต่อเนื่องตามบัญชีกฎหมาย โดยในส่วนของ กยท. จะเน้นในเรื่องการตรวจสต๊อค เพื่อตรวจสอบในเรื่องของปริมาณยาง น้ำหนักยางและคุณภาพ เพื่อประเมินในส่วนของค่าเฉลี่ย เน้นการดำเนินการที่ทำให้เกิดความโปร่งใส

               “และที่สำคัญยังมีมาตรการด้านความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน ซึ่งได้มีการตกลงร่วมกันกับบริษัทผู้ส่งออกยางรายใหญ่ของไทยทั้ง 5 ราย ร่วมการจัดตั้งกองทุนรักษาเสถียรภาพราคายาง ในเงินกองทุนนี้ จะเข้าไปรักษาระดับราคาให้มีการปรับตัวสู่ดุลยภาพที่สูงขึ้นซึ่งคาดว่ามาตรการเหล่านี้มีการผลักดันให้เกิดการแก้ปัญหาได้เร็วขึ้น ในตลาดทั้งสองตลาด ก็คือตลาดของการซื้อขายล่วงหน้า และตลาดซื้อขายจริง” ผู้ว่าการ กยท. กล่าวทิ้งท้าย

นำร่องบูรณาการ “โครงการฝากน้ำ TWO IN ONE” ป้องท่วมเชียงใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/285346

นำร่องบูรณาการ “โครงการฝากน้ำ TWO IN ONE” ป้องท่วมเชียงใหม่

นำร่องบูรณาการ “โครงการฝากน้ำ Two in one” ป้องกันท่วมเชียงใหม่

              ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า กรมชลประทานโดยสำนักงานชลประทาน ที่ 1 โครงการชลประทานจังหวัดเชียงใหม่ และโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาแม่แตง บูรณาการร่วมกันกับ มณฑลทหารบกที่ 33 กองพันสัตว์ต่าง กองพลทหารราบที่ 7 กองรบพิเศษที่ 5 และ สำนักงานพัฒนาพิงคนคร (องค์กรมหาชน) จัดทำ “โครงการฝากน้ำ ป้องกันภัยแล้ง” ขึ้นมาเป็นโครงการนำร่อง เพื่อเป็นการสำรองน้ำไว้ใช้ในยามวิกฤตช่วงที่แหล่งน้ำสำคัญๆที่มีอยู่ขาดแคลนน้ำ

โดยเป็นการนำน้ำจากลำน้ำแม่แตงในช่วงเก็บเกี่ยวผลผลิตข้าวนาปี ซึ่งเป็นช่วงที่ไม่มีการส่งน้ำเข้าแปลงเพาะปลูก ไปเก็บไว้ในแหล่งกักเก็บน้ำที่จัดเตรียมไว้ เพื่อเป็นหลักประกันในเรื่องความมั่นคงทางน้ำให้แก่คนเชียงใหม่ว่า จะมีน้ำเพียงพอกับความต้องการอย่างแน่นอน ทั้งนี้เนื่องจากในปัจจุบันสถานการณ์ภัยแล้งของจังหวัดเชียงใหม่ มีแนวโน้มจะมีความรุนแรงมากขึ้น เพราะปริมาณฝนที่ตกในพื้นที่ต่ำกว่าเกณฑ์เฉลี่ย เป็นเหตุให้น้ำในลำน้ำแม่แตงมีปริมาณน้ำน้อย ในขณะที่ความต้องการใช้น้ำของคนเชียงใหม่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ทั้งน้ำเพื่อการอุปโภค บริโภค น้ำเพื่อการเกษตร น้ำเพื่อรักษาระบบนิเวศ น้ำเพื่อการท่องเที่ยว และอื่นๆ

สำหรับหลักการบริหารจัดการน้ำของ “โครงการฝากน้ำ Two in one” นั้น จะเริ่มจากการสูบน้ำจากคลองน้ำสายใหญ่ฝั่งขวาที่รับน้ำมาจากฝายแม่แตง เข้าไปเก็บกักในแหล่งน้ำ 5 แห่ง คือ อ่างเก็บน้ำห้วยหยวก สามารถเก็บกักได้ 300,000 ลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) สระเก็บน้ำในศูนย์ประชุมนานาชาติ 6 แห่ง เก็บกักได้ 532,000 ลบ.ม. สระเก็บน้ำในกองพันสัตว์ต่าง 1 แห่ง เก็บกักได้ 120,000 ลบ.ม. สระเก็บน้ำกองพลทหารราบที่ 7 จำนวน 3 แห่ง เก็บกักได้ 119,000 ลบ.ม. และสระเก็บน้ำพลรบพิเศษที่ 5 อีก 1 แห่ง เก็บกักได้ 20,000 ลบ.ม. รวมทั้งหมดประมาณ 1.1 ล้าน ลบ.ม.

โดยจะทำการสูบในช่วงฤดูฝนหรือช่วงที่เกษตรกรกำลังจะเก็บเกี่ยวผลผลิตข้าวนาปี ซึ่งปริมาณน้ำในช่วงนั้นจะมีปริมาณมากกว่าความต้องการ จึงไม่มีผลกระทบใดๆต่อการทำการเกษตร จากนั้นก็จะนำมาใช้ในช่วงฤดูแล้งที่ประสบปัญหาขาดแคลนน้ำ นอกจากนี้ในอนาคตหากต้องการกักเก็บน้ำในปริมาณที่เพิ่มขึ้น ยังสามารถที่ทำการขุดสระน้ำหรือพัฒนาเป็นพื้นที่แก้มลิงบริเวณสองข้างคลองส่งน้ำสายใหญ่ ที่เป็นพื้นที่ในเขตทหารเพื่อเก็บน้ำเพิ่มเติมช่วงที่เกิดน้ำหลากได้อีกด้วย และถ้าหาก “โครงการฝากน้ำ Two in one” ซึ่งเป็นโครงการนำร่องดังกล่าวประสบผลสำเร็จ กรมชลประทานจะนำไปขยายผลไปดำเนินโครงการในพื้นที่อื่นๆที่มีลักษณะปัญหาใกล้เคียงกัน

“โครงการฝากน้ำ Two in one” มีลักษณะการดำเนินการใกล้เคียงกับ โครงการเพิ่มปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำเขื่อนแม่กวงอุดมธาราฯ จังหวัดเชียงใหม่ ที่กรมชลประทานกำลังดำเนินการก่อสร้างในขณะนี้ ซึ่งโครงการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดใหญ่แบ่งการดำเนินงานออกเป็น 2 ช่วง คือ ช่วงแรก จะเจาะอุโมงค์ผันน้ำจากลำน้ำแม่แตงมาเก็บหรือฝากไว้ที่อ่างเก็บน้ำแม่งัดสมบูรณ์ชลในช่วงฤดูน้ำหลากและจากอ่างฯแม่งัดสมบูรณ์ชลฯไปยังอ่างฯแม่กวงอุดมธาราฯ รวมปริมาณน้ำที่จะผันทั้งสิ้น 160 ล้านลบ.ม.ต่อปี และเมื่อถึงช่วงฤดูแล้งก็จะส่งน้ำที่ฝากไว้ในอ่างฯแม่งัดสมบูรณ์ชลย้อนกลับมาช่วยเหลือพื้นที่การเกษตรในลุ่มน้ำแม่แตงอีกประมาณ 40 ล้านลูกบาศก์เมตร/ปี เป็นการสร้างความมั่นคงในเรื่องน้ำให้กับจังหวัดเชียงใหม่” ดร.สมเกียรติกล่าว

รองอธิบดีกรมชลประทานกล่าวด้วยว่า อย่างไรก็ตามจังหวัดเชียงใหม่ไม่ใช่ประสบเฉพาะปัญหาขาดแคลนน้ำในช่วงฤดูแล้งเท่านั้น ในช่วงฤดูฝนจะประสบปัญหาน้ำท่วมด้วย ซึ่งสาเหตุส่วนหนึ่งมาจากจากฝนที่ตกในพื้นที่เมือง และมีน้ำหลากมาจากดอยสุเทพปุย ไหลเข้ามาท่วมในเมืองเชียงใหม่ เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจอย่างมากในทุกๆปี กรมชลประทานจึงมีแผนที่จะทำการปรับปรุงคลองแม่แตง ให้สามารถดักน้ำที่หลากจากดอยสุเทพปุยที่อยู่ฝั่งตะวันตก เข้าคลองส่งน้ำสายใหญ่แทนการไหลเข้าเมืองเชียงใหม่ พร้อมทั้งทำการปรับปรุงอาคารรับน้ำจากห้วยช่างเคี่ยนและห้วยแก้วลงคลองส่งน้ำสายใหญ่ฝั่งขวา ก่อสร้างกำแพงริมคลองช่างเคี่ยนทั้งสองฝั่ง น้ำไม่ล้นตลิ่ง

โดยระดับสันกำแพงกำหนดให้ใกล้เคียงกับระดับดินของคลองส่งน้ำสายใหญ่ฝั่งขวาหรือสูงกว่าเล็กน้อย เพื่อบังคับน้ำในห้วยช่างเคี่ยน และห้วยแก้วให้ระบายลงคลองส่งน้ำสายใหญ่ ด้วยแรงโน้มถ่วงของโลก ตลอดจนปรับปรุงขยายอาคารรับน้ำลงคลองส่งน้ำสายใหญ่ฝั่งขวา ของห้วยช่างเคี่ยนให้สามารถรองรับน้ำหลากได้ในปริมาณ 25.62 ลบ.ม./วินาที และห้วยแก้วให้รองรับน้ำหลากได้ 26.51 ลบ.ม./วินาที

ทส. พร้อมจัดหาน้ำบาดาลให้ร.ร.บ้านขอนแก่น แก้ปัญหาขาดแคลนน้ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/285344

ทส. พร้อมจัดหาน้ำบาดาลให้ร.ร.บ้านขอนแก่น แก้ปัญหาขาดแคลนน้ำ

ทส. พร้อมจัดหาน้ำบาดาลให้ร.ร.บ้านขอนแก่น แก้ปัญหาขาดแคลนน้ำ

                 จากกรณีคณะครู นักเรียน โรงเรียนบ้านขอนแก่น (นิกรราษฎร์ศรัทธาคาร) ต.ขอนแก่น อ.เมือง จ.ร้อยเอ็ด ออกมาเปิดเผยว่า กำลังประสบปัญหาขาดแคลนน้ำดื่มน้ำใช้อย่างรุนแรง เพราะระบบน้ำบาดาลที่สูบน้ำขึ้นมาทำประปาโรงเรียนลึกกว่า 110 เมตร ไม่สามารถใช้การได้ ด้วยน้ำใต้ดินที่สูบขึ้นมามีไม่เพียงพอป้อนเข้าสู่ระบบประปา จนทำให้ตู้กรองน้ำสำหรับผลิตน้ำดื่มบริการนักเรียน ชำรุดเสียหาย

ทส. พร้อมจัดหาน้ำบาดาลให้ร.ร.บ้านขอนแก่น แก้ปัญหาขาดแคลนน้ำ

ส่วนน้ำใช้สำหรับห้องน้ำ ห้องส้วม ก็ได้รับผลกระทบมาเป็นเวลาหลายเดือนแล้ว ปัจจุบันทางโรงเรียนต้องซื้อน้ำดื่มให้นักเรียน สิ้นเปลืองงบประมาณเดือนละไม่น้อย ทางโรงเรียนได้หาทางออกหลายทางรวมทั้งขอใช้น้ำประปากับหมู่บ้าน แต่ชาวบ้านไม่อยากให้ต่อประปา ด้วยหวั่นจะส่งผลกระทบตามมา เพราะน้ำประปาที่มีอยู่ก็ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการในชุมชนที่ผู้คน อยู่หนาแน่นขึ้น โดยผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านขอนแก่น เตรียมจัดงานทอดผ้าป่าเพื่อการศึกษา หารายได้ในการขุดเจาะน้ำบาดาล รวมทั้งจัดหาวัสดุอุปกรณ์ในการทำระบบน้ำประปาภายในโรงเรียนให้เพียงพอ เพื่อนำน้ำบาดาลมาใช้อุปโภคบริโภค นั้น

ล่าสุด นายสุพจน์ โตวิจักษณ์ชัยกุล อธิบดีกรมทรัพยากรน้ำบาดาล ได้มอบหมายให้สำนักทรัพยากรน้ำบาดาล เขต 11 อุบลราชธานี เข้าไปตรวจสอบกรณีดังกล่าวแล้วพบว่า โรงเรียนบ้านขอนแก่นมีบ่อน้ำบาดาล ที่ใช้อยู่ 1 บ่อ ขนาด 4 นิ้ว ความลึก 108 เมตร ใช้งานมาแล้ว 20 ปี และบ่อน้ำบาดาลมีสภาพทรุดโทรมมาก ไม่สามารถที่จะพัฒนาบ่อได้ ดังนั้น กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยกรมทรัพยากรน้ำบาดาล จึงแจ้งให้ผู้อำนวยการโรงเรียน พร้อมคณะครูและนักเรียนทราบว่า จะเร่งดำเนินการเจาะบ่อน้ำบาดาลบ่อใหม่ให้ เพื่อแก้ไขปัญหาน้ำกินน้ำใช้ในเบื้องต้นให้กับทางโรงเรียนก่อน

จากนั้นจะพิจารณานำรายชื่อโรงเรียนบ้านขอนแก่นบรรจุในแผนงานประจำปีงบประมาณเพื่อเข้าร่วมโครงการพัฒนาแหล่งน้ำบาดาลเพื่อสนับสนุนน้ำดื่มสะอาดให้กับโรงเรียนทั่วประเทศต่อไป ซึ่งผู้อำนวยการโรงเรียน คณะครูและนักเรียนได้รับทราบแนวทางแก้ไขแล้วก็มีความพอใจ และฝากขอบคุณกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่ให้ความช่วยเหลือดังกล่าว