ฝนหลวงฯจับมือกองทัพบก ปั้นเมล็ดพันธุ์พืชโปรยเพิ่มผืนป่า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/285194

ฝนหลวงฯจับมือกองทัพบก ปั้นเมล็ดพันธุ์พืชโปรยเพิ่มผืนป่า

ฝนหลวง, คูน, กระเจาะ, สีเสียดแก่น, นนทรีป่า, ตีปีก

ฝนหลวงฯจับมือกองทัพบก ปั้นเมล็ดพันธุ์พืชเตรียมพร้อมปฏิบัติการเพิ่มผืนป่า

 

กรมฝนหลวงและการบินเกษตรร่วมกับกองทัพบก โดยกองทัพภาคที่ 2 จังหวัดนครราชสีมามณฑลทหารบกที่ 31 จังหวัดนครสวรรค์ และมณฑลทหารบกที่ 15 จังหวัดเพชรบุรี บูรณาการความร่วมมือปั้นเมล็ดพันธุ์พืชเตรียมปฏิบัติภารกิจเพิ่มผืนป่าทั่วประเทศไทย สานต่อพระราชปณิธานรัชกาลที่ 9 และเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10

วันที่ 29 มิถุนายน 2560 เวลา 10.00 น. นายสุรสีห์ กิตติมณฑล อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ลงพื้นที่ติดตามความก้าวหน้าการปั้นเมล็ดพันธุ์พืช ณ มณฑลทหารบกที่ 31 ค่ายจิรประวัติ จังหวัดนครสวรรค์ พร้อมกล่าวว่า ตามที่ พลเอก ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มอบหมายให้กรมฝนหลวงและการบินเกษตร จัดทำโครงการโปรยเมล็ดพันธุ์พืชเพื่อสร้างความชุ่มชื้นและเพิ่มผืนป่าทั่วประเทศไทย สานต่อพระราชปณิธานพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร เพื่อเป็นการเพิ่มพื้นที่ป่าต้นน้ำและเป็นแหล่งอาหารให้สัตว์ป่า โดยได้มีการเตรียมความพร้อมการปั้น เมล็ดพันธุ์พืช

ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างกรมฝนหลวงและการบินเกษตรกับกองทัพบก โดยกองทัพภาคที่ 2 จังหวัดนครราชสีมา มณฑลทหารบกที่ 31 จังหวัดนครสวรรค์ และมณฑลทหารบกที่ 15 จังหวัดเพชรบุรี เพื่อเตรียมเมล็ดพันธุ์พืชสำหรับใช้โปรยในโครงการดังกล่าว ซึ่งมีชนิดเมล็ดพันธุ์พืชที่ใช้ในโครงการและพื้นที่เป้าหมายการโปรยทางภาคกลาง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคใต้ ดังนี้ – ภาคกลาง โปรยเมล็ดพันธุ์พืชจำนวน 10 ชนิด ได้แก่ กัลปพฤกษ์ กาฬพฤกษ์ ขี้เหล็ก แดง พฤกษ์ มะค่าแต้ ราชพฤกษ์ (คูน) สาธร (กระเจาะ) สีเสียด (สีเสียดแก่น) และอะราง (นนทรีป่า)

โดยความรับผิดชอบของศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคกลาง ในพื้นที่เป้าหมายบริเวณอุทยานแห่งชาติน้ำหนาวและอุทยานแห่งชาติเขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์ – ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โปรยเมล็ดพันธุ์พืชจำนวน 2 ชนิด ได้แก่ ไผ่รวกและพะยูง โดยความรับผิดชอบของศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ในพื้นที่เป้าหมายบริเวณอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ จังหวัดนครราชสีมา – ภาคใต้ โปรยเมล็ดพันธุ์พืชจำนวน 2 ชนิด ได้แก่ ประดู่ (ตีปีก) และมะค่าโมง โดยความรับผิดชอบของศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคใต้ ในพื้นที่เป้าหมายบริเวณอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน จังหวัดนครราชสีมา

นายสุรสีห์ กล่าวเพิ่มเติมว่า โครงการเฉลิมพระเกียรติฯ ดังกล่าว จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “9 วัน สู่วัน มหามงคล 65 วัน สืบสานพระราชปณิธาน” โดยการโปรยเมล็ดพันธุ์พืชทางอากาศในพื้นที่แหล่งต้นน้ำบริเวณพื้นที่เดินเท้าเข้าถึงยากหลังเสร็จสิ้นการปฏิบัติการฝนหลวงในแต่ละวัน ซึ่งถือได้ว่าเป็นการสร้างความสมบูรณ์ให้แก่ทรัพยากรป่าไม้ได้ ทั้งนี้ มีหน่วยงานร่วมรับผิดชอบดำเนินการ 7 หน่วยงาน ได้แก่ กรมฝนหลวงและการบินเกษตร กองทัพบก โดยกองทัพภาคที่ 2 จังหวัดนครราชสีมา มณฑลทหารบกที่ 15 จ.เพชรบุรี และมณฑลทหารบกที่ 31 จังหวัดนครสวรรค์ กรมป่าไม้ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กรมชลประทาน กรมการปกครอง และกรมการปกครองส่วนท้องถิ่น รวมถึงเกษตรกร อาสาสมัครฝนหลวง และประชาชนทั่วไปด้วย สำหรับการเปิดตัวโครงการจะมีการจัดงานแถลงข่าวขึ้นในวันที่ 6 กรกฎาคม 2560 ณ ห้องประชุมกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ห้อง 115 และมีพิธีเปิดโครงการในวันที่ 13 กรกฎาคม 2560 ณ เขื่อนลำตะคอง จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งได้รับเกียรติจาก พลเอก ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีเปิดด้วย

เกษตรฯมอบรางวัลผู้เข้าร่วมโครงการประกวดสวนทุเรียนนนท์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/285116

เกษตรฯมอบรางวัลผู้เข้าร่วมโครงการประกวดสวนทุเรียนนนท์

ทุเรียนนนท์, สวนทุเรียนขนาดใหญ่, สวนทุเรียนขนาดกลาง, สวนทุเรียนขนาดเล็ก, OTOP

เกษตรฯมอบรางวัลผู้เข้าร่วมโครงการประกวดสวนทุเรียนนนท์

           วันที่ 28 ก.ค.60 นายสมเกียรติ ขรรค์ชัย เกษตรอำเภอบางกรวย และนางสาวกรณ์วดี ตุ้มทรัพย์ นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรปฏิบัติการ สำนักงานเกษตรอำเภอบางกรวย เข้าร่วมพิธีมอบรางวัลผู้เข้าร่วมโครงการประกวดสวนทุเรียน ขนาดเล็ก ขนาดกลาง ขนาดใหญ่  ภายใต้โครงการอนุรักษ์และฟื้นฟูทุเรียนนนท์ ตามแนวพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ประจำปีงบประมาณ 2560 ดำเนินการโดยองค์การบริหารส่วนจังหวัดนนทบุรี ในการนี้เกษตรกรอำเภอบางกรวยได้เข้าร่วมการประกวดสวน จำนวน 4 ราย โดย จ.ส.อ.สมพงษ์ สกุลดิษฐ ได้รับรางวัลชนะเลิศ (สวนทุเรียนขนาดใหญ่) และรางวัลรองชนะเลิศอันดับที่ 1 (สวนทุเรียนขนาดกลาง),นายชคดี นนทสวัสดิ์ศรี ได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับที่ 2 (สวนทุเรียนขนาดใหญ่) และนายไพฑูรย์ ทรงจำปา ได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับที่ 3 (สวนทุเรียนขนาดเล็ก) ณ ศูนย์จำหน่ายสินค้าด้านการเกษตร สินค้ากลุ่มแม่บ้าน สินค้าวิสาหกิจชุมชน สินค้าหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ (OTOP) จังหวัดนนทบุรี

ดันกยท.ผนึกภาคเอกชน ร่วมจัดตั้งกองทุนรักษาเสถียรภาพราคายาง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/285109

ดันกยท.ผนึกภาคเอกชน ร่วมจัดตั้งกองทุนรักษาเสถียรภาพราคายาง

กยท, ดันกยทผนึกภาคเอกชน, กยท, มหาชน, TFEX

ดันกยท.ผนึกภาคเอกชน ร่วมจัดตั้งกองทุนรักษาเสถียรภาพราคายาง

             วันที่28 มิถุนายน 2560 พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เผยว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้ความสำคัญในการสร้างเสถียรภาพราคายาง โดยมีการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ร่วมกับ 5 บริษัทผู้ผลิตและส่งออกยางรายใหญ่ของไทย ประกอบด้วย บริษัท ศรีตรังแอโกรอินดัสทรี จำกัด (มหาชน) บริษัท วงศ์บัณฑิต จำกัด บริษัท เซาท์แลนด์ รับเบอร์ จำกัด บริษัท ไทยฮั้วยางพารา จำกัด (มหาชน) และ บริษัท ไทยรับเบอร์ลาเท็คซ์คอร์ปอร์เรชั่น ประเทศไทย จำกัด (มหาชน) ตกลงที่จะซื้อยางพารา โดยการจัดตั้งกองทุนรักษาเสถียรภาพราคายางขึ้น ซึ่งแต่ละองค์กรจะลงทุนร่วมกัน แห่งละ 200 ล้านบาท รวมเป็นมูลค่ากองทุนตั้งต้น 1,200 ล้านบาท

            “การร่วมมือกันสร้างเสถียรภาพราคายางระหว่าง กยท. และภาคเอกชนในครั้งนี้ถือเป็นนวัตกรรมการบริหารจัดการ และเป็นนิมิตหมายที่ดี ต้องขอบคุณ ผู้ประกอบกิจการยางทั้ง 5 บริษัท ที่เข้ามาร่วมลงทุนจัดตั้งกองทุนฯ ซึ่งหากมีการเข้าซื้อยางในตลาดจำนวนมากจะส่งผลดีต่อราคายาง และเป็นการปฏิบัติที่ชัดเจนภายใต้การร่วมมือกันของทุกภาคส่วน” รมว.กษ. กล่าว

               ดร.ธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย กล่าวว่าวันนี้ กยท. และบริษัทผู้ส่งออกยางรายใหญ่ทั้ง 5 ราย มีความเห็นร่วมกันว่า สถานการณ์ราคายางที่เกิดขึ้น จะต้องมีการแก้ไขและสร้างเสถียรภาพร่วมกัน จึงได้มีการร่วมกันจัดตั้งกองทุนเพื่อรักษาระดับราคาและผลักดันราคาให้อยู่ในระดับสมดุลอีกครั้ง โดยมีเงินทุนเริ่มต้นร่วมกัน 1,200 ล้านบาท ในการใช้ซื้อยางทั้งในตลาดซื้อขายจริงและตลาดซื้อขายล่วงหน้า ในหลักการแล้วหากใช้ในตลาดล่วงหน้า สามารถขยายผลได้ถึง 10 เท่า จากเงิน 1,200 ล้านบาท จะขยายผลได้ถึง 12,000 ล้านบาท และซื้อยางได้ประมาณ 200,000 ตัน ถือเป็นมาตรการที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ผลักดันให้เป็นรูปธรรมได้มากยิ่งขึ้น ซึ่งจะช่วยให้ราคายางกลับสู่ดุลยภาพได้เร็วขึ้น

              “ภายในสัปดาห์นี้ จะมีการพูดคุยและหารือร่วมกับผู้จัดการตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้า(TFEX) เพื่อหาแนวทาง ระเบียบ และวิธีการปฏิบัติที่ชัดเจน และ ในสัปดาห์หน้า ทั้ง ๖ องค์กร จะร่วมกันกำหนดเงื่อนไขแนวทางในการปฏิบัติให้แล้วเสร็จเร็วที่สุด เพื่อจะได้ดำเนินการในขั้นตอนต่อไป มาตรการในการจัดตั้งกองทุนรักษาเสถียรภาพราคายางถือเป็นนวัตกรรมใหม่และเป็นมาตรการที่มีการลงมือปฏิบัติจริง” ผู้ว่าการ กยท. กล่าวทิ้งท้าย

เตรียมชมชิมช้อปทุเรียนมังคุดคุณภาพดีเมืองจันท์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/285108

เตรียมชมชิมช้อปทุเรียนมังคุดคุณภาพดีเมืองจันท์

ทุเรียนจันทบุรี, มหาชน, เตรียม, ชิม, ช้อป, ทุเรียน, มังคุด, คุณภาพดี, เมือง, จันท์

เตรียมชมชิมช้อปทุเรียนมังคุดคุณภาพดีเมืองจันท์

ดร.วิณะโรจน์   ทรัพย์ส่งสุข   อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวว่า  สหกรณ์สำนักงานจังหวัดจันทบุรี ร่วมกับ                             บริษัท สยามแม็คโคร จำกัด(มหาชน) จัดงานเทศกาลบริโภคผลไม้คุณภาพจันทบุรี ขึ้น ระหว่าวันที่ 30 มิถุนายน – 1 กรกฎาคม 2560              ณ แม็คโคร สาขาลาดพร้าว กรุงเทพมหานคร   ภายในงานจะมีการจัดกิจกรรม “โชว์ ชิม ช้อปผลไม้คุณภาพ”  และการคัดสรรผลไม้ นานาชนิดจากจังหวัดจันทบุรีมาจำหน่าย ทั้งเงาะ มังคุด ทุเรียน  สละ ลองกอง  และยังมีตัวแทนจากสหกรณ์ต่าง ๆ  นำสินค้าเด่นของจังหวัดจันทบุรีมาร่วมจำหน่ายในงานนี้ด้วย  ได้แก่ สหกรณ์การเกษตรเขาคิชฌกูฏ จำกัด จำหน่ายมังคุดเกรดพรีเมี่ยมบรรจุกล่อง, สหกรณ์การเกษตรมะขาม จำกัด จำหน่ายทุเรียนเชื่อมและทุเรียนทอด, กลุ่มแปรรูปทอเสื่อกกจันทบูรณ์ จำหน่ายผลิตภัณฑ์แปรรูป              จากเสื่อกก, กลุ่มผู้ผลิตมังคุดคุณภาพตำบลฉมัน จำหน่ายมังคุดกวน หมี่กรอบน้ำมังคุดและถ่านมังคุด, กลุ่มอาหารพื้นเมืองจันทบุรี จำหน่ายแกงหมูชะมวง ก๋วยเตี๋ยวผัดปูเส้นจันท์,   กลุ่มอาชีพสหกรณ์บ้านเขาบายศรี จำหน่ายทุเรียนทอด ท๊อฟฟี่ทุเรียน                            และกลุ่มวิสาหกิจชุมชนคลองน้ำเค็มทันใจ จำหน่ายมินิแคร็กเกอร์  เมี่ยงคำชีทหน้าทุเรียน

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา กรมส่งเสริมสหกรณ์ให้ความสำคัญในการส่งเสริมและพัฒนาประสิทธิภาพของการบริหารจัดการผลไม้ของสหกรณ์และกลุ่มเกษตรให้มีคุณภาพ โดยเฉพาะการผลิตสินค้าทางการเกษตรเพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ ด้วยการมุ่งเน้นให้เกิดการมีส่วนร่วมของเครือข่ายสหกรณ์ สถาบันเกษตรกร กลุ่มผู้ผลิตผลไม้คุณภาพ กลุ่มอาชีพในสังกัดสหกรณ์ และกลุ่มแปรรูปผลผลิตทางการเกษตร ที่มีความมุ่งมั่นตั้งใจในการร่วมกันผลิตสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์คุณภาพเพื่อจำหน่ายให้แก่ผู้บริโภค รวมทั้งมีส่วนร่วมในการพัฒนาสมาชิกผู้ผลิตสินค้าเกษตรด้วย เนื่องจากเป็นหัวใจสำคัญในการทำให้สินค้าได้มาตรฐาน นำมาซึ่งการประกอบอาชีพเกษตรกรและสมาชิกสหกรณ์ได้อย่างยั่งยืน

การจัดงาน “เทศกาลบริโภคผลไม้คุณภาพจังหวัดจันทบุรี ปี 2560” ภายใต้โครงการเชื่อมโยงเครือข่ายเพื่อพัฒนาช่องทางการตลาดผลไม้คุณภาพ ปี 2560 มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริม สนับสนุนให้สหกรณ์ กลุ่มเกษตรกร ชุมชน สังคมและเศรษฐกิจ                   มีความเข้มแข็งและช่วยสร้างรายได้ อีกทั้งช่วยพัฒนาและเพิ่มช่องทางการค้า เพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขัน ในการดำเนินธุรกิจรวบรวมและจำหน่ายผลไม้ของสหกรณ์ชาวสวนผลไม้ได้อย่างเป็นระบบ นำมาซึ่งการเชื่อมโยงเครือข่ายสหกรณ์ พันธมิตรทางธุรกิจ ระหว่างคู่ค้ากับผู้บริโภค  ทั้งยังช่วยสร้างกำลังใจให้แก่ขบวนการสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร โดยเฉพาะสมาชิกผู้ผลิตผลไม้คุณภาพ  สหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรในจังหวัดจันทบุรีในการพัฒนาอาชีพและผลผลิตให้มีคุณภาพตรงกับความต้องการของผู้บริโภคต่อไป

กยท.จับมือแพทย์ศาสตร์ มศว.ร้างนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ยางพารา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/284975

กยท.จับมือแพทย์ศาสตร์ มศว.ร้างนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ยางพารา

กยท, กยทจับมือแพทย์ศาสตร์, จับมือ, แพทย์ศาสตร์, มศว, ร้าง, นวัตกรรม, ผลิตภัณฑ์, ยางพารา

กยท.จับมือแพทย์ศาสตร์ มศว.ร้างนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ยางพาราทางการแพทย์

                 นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท รองผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทยกล่าวว่า เมื่อเร็วๆ นี้ กยท. ร่วมแสดงความยินดีเนื่องในโอกาสครบรอบ 32 ปี วันคล้ายวันสถาปนา คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ณ อำเภอ องครักษ์ จังหวัดนครนายก พร้อมกันนี้ ฝ่ายวิจัยและพัฒนาอุตสาหกรรมยาง กยท. ได้สนับสนุนอุปกรณ์ฝึกสอนการเย็บแผลที่ผลิตจากยางพารา ในโครงการอบรมการฝึกทำหัตถการและผ่าตัดด้วยชุดอุปกรณ์จากยางพาราในนิสิตแพทย์ จำนวน 30 ชุด เพื่อใช้ในการทดลองผ่าตัด และเย็บแผล เพราะความยืดหยุ่นจากยางพารา มีความใกล้เคียงผิวหนังมนุษย์ ทำให้นิสิตสามารถทดลองการลงมือผ่าตัดและเย็บแผลจากผลิตภัณฑ์ที่ทำมาจากยางพารา และเกิดความคุ้นชินและทักษะที่เพิ่มมากขึ้นก่อนการผ่าตัดจริงกับมนุษย์ได้เป็นอย่างดี ซึ่งความร่วมมือในครั้งนี้ เป็นการสร้างนวัตกรรมวิจัยผลิตภัณฑ์จากยางพาราเพื่อประโยชน์ทางการแพทย์ เนื่องจากอุปกรณ์ฝึกหัดการเรียนการสอนทางการแพทย์บางชนิด ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ และมีราคาสูง กยท. เล็งเห็นว่า อุปกรณ์บางชนิด ยางพาราสามารถนำมาผลิตทดแทนได้ ในราคาต้นทุนที่ต่ำกว่า เพื่อให้อุปกรณ์เหล่านี้สามารถเข้าถึงนิสิตนักศึกษาแพทย์ได้อย่างทั่วถึง และเป็นการเพิ่มปริมาณการใช้ยางพาราภายในประเทศอีกทางหนึ่ง

นอกจากนี้ กยท. ได้จัดบูธเปิดให้บริการจำหน่ายอุปกรณ์ฝึกผ่าตัดและเย็บแผลจากยางพาราแก่นิสิตแพทย์ ในราคาชุดละ 1,300 บาท ซึ่งประกอบด้วยแผ่นยางพารา มีดผ่าตัด กรรไกร เข็มเย็บแผล และไหมเย็บแผล เพื่อนำไปใช้ในการเสริมสร้างทักษะการเรียนรู้ด้วย

             ด้านตัวแทนนิสิต คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ที่เข้ารับการอบรมในครั้งนี้ กล่าวว่า ในฐานะนิสิตที่ยังไม่เคยได้เย็บแผลคนไข้จริง ๆ การได้ทดลองฝึกการลงมีดผ่าตัดพร้อมเย็บแผลผ่านแผ่นยางพาราที่มีความยืดหยุ่นสูง จะช่วยให้สามารถเรียนรู้วิธีการเย็บแผลแต่ละชนิดที่มีความแตกต่างกัน ก่อนลงสนามเย็บแผลคนไข้จริง ซึ่งช่วยเพิ่มความมั่นใจแก่นิสิตแพทย์ได้ เพราะก่อนหน้านี้เคยทดลองฝึกเย็บกับแผ่นหนังเทียม ซึ่งจะมีความยุ่ยและยืดหยุ่นน้อยกว่ายางพารามาก ยางพาราจะมีความเหนียวและยืดหยุ่นได้มากกว่า

นอกจากนี้ อยากให้ กยท. สร้างผลิตภัณฑ์ฝึกหัดทางการแพทย์อื่นๆ เช่น หุ่นจำลองจากยางพารา เพื่อให้สามารถฝึกการฉีดยาผ่านทางกระดูกไขสันหลัง เป็นต้น จะช่วยให้นิสิตแพทย์มีความพร้อม ความมั่นใจก่อนลงมือจริง และผลิตภัณฑ์จากยางพาราที่ผลิตในประเทศ มีราคาถูกกว่าที่นำเข้าจากต่างประเทศ จะช่วยให้นักศึกษาสามารถเข้าถึงและมีทางเลือกได้มากยิ่งขึ้น

สศท.12 เจาะวิถีตลาดข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ปากน้ำโพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/284972

สศท.12 เจาะวิถีตลาดข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ปากน้ำโพ

ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์, สศก, สศท12

สศท.12 เจาะวิถีตลาดข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ปากน้ำโพ

                นายคมสัน  จำรูญพงษ์  รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์  เปิดเผยว่า ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ เป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศไทย แต่มีปัญหาด้านราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ         หนึ่งในแนวทางที่จะแก้ปัญหาราคาสินค้าเกษตร คือ การทำบัญชีสมดุลของสินค้าเกษตร เพื่อใช้เป็นแนวทางใน         การบริหารจัดการปริมาณการผลิตไม่ให้มีมากเกินความต้องของตลาดและการบริโภค หรือเพิ่มความต้องการใช้ให้สอดคล้องกับปริมาณการผลิตที่มีมากขึ้น

สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 12 จังหวัดนครสวรรค์ (สศท.12) จึงได้ดำเนินการศึกษาบัญชีสมดุลสินค้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ของจังหวัดนครสวรรค์ โดยลงพื้นที่สำรวจ เก็บข้อมูลบัญชีสมดุลข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในจังหวัด พบว่า เกษตรกรนิยมปลูกพันธุ์ลูกผสมเอกชน เช่น 888 999 339 และ7979 เป็นต้น ไม่สามารถเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ใช้เองได้ ต้องซื้อจากร้านจำหน่ายเมล็ดพันธุ์หรือพ่อค้าที่สนับสนุนการเพาะปลูก โดยข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่เพาะปลูกในพื้นที่จังหวัดนครสวรรค์ คิดเป็นร้อยละ 69.31 ของปริมาณผลผลิตที่ลานตาก/ไซโลจังหวัดนครสวรรค์รับซื้อ ส่วนข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่นำเข้าจากจังหวัดอื่น คิดเป็นร้อยละ 30.69 ได้แก่ จังหวัดลพบุรี คิดเป็นร้อยละ 0.79 และมาจากพ่อค้ารวบรวม จังหวัดตาก จังหวัดอุทัยธานี จังหวัดอุตรดิตถ์ และจังหวัดน่าน คิดเป็นร้อยละ 29.90 เกษตรกรเมื่อเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้ว จะขายให้กับลานตากรับซื้อ/ไซโลโดยตรง คิดเป็นร้อยละ 61.13

มีพ่อค้ารายย่อยรวบรวมให้กับลานตากรับซื้อ/ไซโล  คิดเป็นร้อยละ 8.18  โดยลานตากและไซโลที่รับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ส่วนใหญ่จะทำการตากและคัดเมล็ดเพื่อส่งขายนอกจังหวัดนครสวรรค์ ใช้เป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ภายในประเทศและส่งออกต่างประเทศ อย่างไรก็ตาม เนื่องจากโรงงานอุตสาหกรรมในจังหวัดนครสวรรค์ ยังไม่มีโรงงานผลิตอาหารสัตว์หรือแปรรูปผลผลิตจากข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ผลผลิตทั้งหมดจึงส่งไปยังโรงงานอุตสาหกรรมผลิตอาหารสัตว์ จังหวัดนครปฐม และลพบุรีแทน

ทั้งนี้ สิ่งสำคัญคือ ภาครัฐ เกษตรกร และผู้ประกอบการอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ ระดับประเทศ ต้องร่วมกันวางแผนการผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด ป้องกันปัญหาผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ เกินความต้องการของตลาดในประเทศ ท่านที่สนใจข้อมูลผลการสำรวจ สามารถขอทราบรายละเอียดเพิ่มเติมและคำแนะนำได้ที่สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 12 โทร. 056 803 525 หรือ อีเมล zone12@oae.go.th

ครม.เห็นชอบดำเนินโครงการประกันภัยข้าวนาปี 2560

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/284940

ครม.เห็นชอบดำเนินโครงการประกันภัยข้าวนาปี 2560

ประกันภัยข้าวนาปี, 2560, ครม, Promptpay

ครม.เห็นชอบดำเนินโครงการประกันภัยข้าวนาปี 2560

วันที่ 27 มิ.ย. 60 เวลา 13.15 น. ณ ศูนย์แถลงข่าวรัฐบาล ตึกนารีสโมสร ทำเนียบรัฐบาล ภายหลังเสร็จสิ้นการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)  ซึ่ง พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานฯ      นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้แถลงว่า ที่ประชุมครม. มีมติอนุมัติงบประมาณ จำนวน 1,841,100,000 บาท สำหรับการดำเนินโครงการประกันภัยข้าวนาปี ปีการผลิต 2560 ตามที่กระทรวงการคลัง (กค.) เสนอ ซึ่งโครงการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยบริหารจัดการความเสี่ยงจากภัยต่าง ๆ ให้กับเกษตรกร ได้แก่ น้ำท่วมหรือฝนตกหนัก ภัยแล้ง ฝนแล้งหรือฝนทิ้งช่วง ลมพายุหรือพายุไต้ฝุ่น ภัยหนาวหรือน้ำค้างแข็ง ลูกเห็บ ไฟไหม้  ตลอดจนภัยศัตรูพืช และโรคระบาด  โดยมีเป้าหมายพื้นที่รับประกันภัย ขั้นต่ำ 25 ล้านไร่ สูงสุด 30 ล้านไร่ และมีวงเงินคุ้มครอง 1,260 บาทต่อไร่ ตลอดช่วงการเพาะปลูก เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว ( ปี พ.ศ.2559 วงเงินคุ้มครอง 1,111 บาทต่อไร่)  ขณะที่ภัยศัตรูพืชหรือโรคระบาด มีวงเงินคุ้มครอง 630 บาทต่อไร่ ( ปี พ.ศ.2559 วงเงินคุ้มครอง 555 บาทต่อไร่) ซึ่งตามระเบียบของทางราชการกรณีที่ภัยศัตรูพืชหรือโรคระบาด มีวงเงินคุ้มครองน้อยกว่าภัยประเภทอื่นข้างต้น เนื่องจากพบว่าเมื่อเกิดภัยศัตรูพืชหรือโรคระบาดความเสียหายอาจจะเกิดประมาณครึ่งของการเพาะปลูกทั้งหมดจึงพิจารณาทดแทนให้ตามความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง
สำหรับอัตราค่าเบี้ยประกันภัยปี 2560  อัตราเท่ากันทุกพื้นที่การผลิต 97.37 บาทต่อไร่ รวมภาษีมูลค่าเพิ่มและอากรแสตมป์ หรือคิดเป็น 90 บาทต่อไร่ ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่มและอากรแสตมป์  (ปี พ.ศ. 2559 อัตราค่าเบี้ยประกัน 107.428 บาทต่อไร่ รวมภาษีมูลค่าเพิ่มและอากรแสตมป์ ) เกษตรกรจ่าย 36 บาทต่อไร่ ทั้งนี้ รัฐบาลจะอุดหนุนเงินค่าเบี้ยประกันภัยให้แก่ผู้เอาประกันภัย ในอัตรา 61.37 บาทต่อไร่ (รวมอากรแสตมป์และภาษีมูลค่าเพิ่ม)  ส่วนกรณีที่เป็นลูกค้าสินเชื่อของ ธ.ก.ส.นั้น ธ.ก.ส. จะอุดหนุนค่าเบี้ยประกันภัยในส่วนที่เหลืออีก 36 บาทต่อไร่
ส่วนระยะเวลาการขายประกันเริ่มตั้งแต่ฤดูการเพาะปลูก – 31 สิงหาคม 2560 และภาคใต้สามารถดำเนินการได้จนถึงวันที่ 15 ธันวาคม 2560 เนื่องจากฤดูการเพาะปลูกของภาคใต้ช้ากว่าภาคอื่น อีกทั้งปีนี้รัฐบาลยังมีการพิจารณาให้เกษตรกรผู้เอาประกันภัยสามารถเลือกใช้บริการพร้อมเพย์  (Promptpay)  ในการรับ – โอนค่าเบี้ยประกันภัยและค่าสินไหมทดแทน เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับประชาชนโดยไม่ต้องเดินทางมาจ่ายค่าเบี้ยประกันภัยและค่าสินไหมด้วยตนเอง ทำให้ประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายในการเดินทางอีกด้วย
พร้อมกันนี้ที่ประชุมยังได้มอบหมายให้กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย และกรุงเทพมหานคร ดำเนินการแต่งตั้งคณะกรรมการในการตรวจสอบเกษตรกรที่ได้รับความเสียหายแต่มิได้อยู่ในพื้นที่ที่มีการประกาศเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน ตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยมิบัติกรณีฉุกเฉิน พ.ศ. 2556 เช่นเดียวกับการดำเนินการของโครงการฯ ปีการผลิต 2559 และขอให้จัดส่งข้อมูลให้สมาคม ฯ และ ธ.ก.ส. เพื่อพิจารณาดำเนินการช่วยเหลือเยียวยาต่อไป
อย่างไรก็ตาม เพื่อเป็นการสร้างความยั่งยืนให้กับโครงการฯ และแบ่งเบาภาระด้านงบประมาณของภาครัฐ ให้กระทรวงการคลังพิจารณาปรับปรุงแนวทางการดำเนินโครงการฯ ในอนาคต โดยส่งเสริมให้เกษตรกรได้มีส่วนร่วมในการระบบประกันภัยพืชผลมากยิ่งขึ้น และทยอยให้เกษตรกรเพิ่มการมีส่วนร่วมในการรับภาระค่าเบี้ยประกันภัยด้วย นอกจากนี้ กระทรวงการคลังและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กำลังดำเนินการศึกษาแนวทางการให้ความช่วยเหลือด้านการประกันภัยให้ขยายผลครอบคลุมไปถึงพืชผลทางการเกษตรชนิดอื่น ๆ  ซึ่งจะทำให้เกษตรกรทั่วประเทศไทยในอนาคตมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นและสามารถบรรเทาความเดือนร้อนภาระหนี้สินที่จะเกิดขึ้นหากผลผลิตได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติดังกล่าว

แปลงใหญ่ประมงยกคุ้งกระเบนสานพลังประชารัฐ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/284768

แปลงใหญ่ประมงยกคุ้งกระเบนสานพลังประชารัฐ

แปลงใหญ่ประมงยกคุ้งกระเบนสานพลังประชารัฐ

                พื้นที่โดยรอบศูนย์ศึกษาการพัฒนาอ่าวคุ้งกระเบน อันเนื่องมาจากพระราชดำริ  มีเกษตรกรที่ประกอบอาชีพทำประมงอาศัยอยู่จำนวนมาก และยึดอาชีพการเลี้ยงกุ้งขาวมาตั้งแต่ปี 2530 จนรวมกลุ่มกันจัดตั้งเป็นสหกรณ์ประมงคุ้งกระเบน จำกัด ขึ้น เพื่อดูแลส่งเสริมอาชีพการทำประมงให้กับเกษตรกรในพื้นที่ที่เป็นสมาชิกสหกรณ์ 212 ครอบครัว  บนพื้นที่ 1,084 ไร่  ซึ่งที่ผ่านมา เกษตรกรยังมีขาดองค์ความรู้ในการเลี้ยงกุ้งที่ได้มาตรฐาน  มีการปล่อยน้ำและเลนลงในลำคลองทำให้สภาวะแวดล้อมเสื่อมลง น้ำด้อยคุณภาพ จนเกิดการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสต่างๆ และในปี 2558 เกษตรกรประสบปัญหาโรคกุ้งตายด่วน (EMS) ผลผลิตเสียหายเป็นจำนวนมาก  สมาชิกสหกรณ์ประสบภาวะขาดทุนจากการเลี้ยงกุ้ง บางรายต้องหยุดเลี้ยง พักบ่อ                    และปล่อยบ่อร้าง ทำให้ไม่สามารถชำระหนี้เงินกู้กับสหกรณ์ได้ตามกำหนด ส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจของสหกรณ์                ไม่สามารถปิดบัญชีได้ จนสหกรณ์เกือบจะต้องยุติการดำเนินงานลง

กระทั่งปี 2559 มีโครงการส่งเสริมการเกษตรแปลงใหญ่ประชารัฐ ซึ่งเป็นนโยบายของรัฐบาลเข้ามาบรรเทาปัญหาความเดือดร้อนและผลกระทบที่เกษตรกรได้รับจากโรคตายด่วนในกุ้ง  โดยประสานความร่วมมือหน่วยงานต่าง ๆ                           ทั้งภาครัฐและเอกชน อาทิ ศูนย์ศึกษาการพัฒนาอ่าวคุ้งกระเบนฯ กรมส่งเสริมสหกรณ์ กรมประมง องค์การสะพานปลา  บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) และหอการค้าไทย

ระยะแรกของการดำเนินโครงการ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) ส่งเจ้าหน้าที่มาถ่ายทอดเทคโนโลยีการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ด้วยเทคนิคการเลี้ยงกุ้งตามแนวทาง “ 3 สะอาด” มีหลักที่สำคัญได้แก่ น้ำสะอาด  ลูกกุ้งสะอาดปลอดโรค และพื้นบ่อสะอาด ซึ่งทั้ง 3 ส่วนนี้มีความสำคัญในการช่วยทำให้ช่วยป้องกันและลดความเสียหายอันเกิดขึ้นจากปัญหาของ โรคระบาดต่างๆ ในกุ้งได้

                 น้ำสะอาด หมายถึงน้ำที่นำมาใช้เลี้ยงกุ้งต้องมีปริมาณสารอินทรีย์ที่ละลายในน้ำระดับต่ำ ไม่มีตะกอน และสาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงิน ไม่มีเชื้อโรคต่างๆ  และมีปริมาณน้ำสะอาดที่เพียงพอตลอดระยะเวลาการเลี้ยง ส่วนลูกกุ้งสะอาดหมายถึง ต้องเป็นลูกกุ้งที่ปลอดจากเชื้อต่างๆ เริ่มจากพ่อแม่พันธุ์ ซึ่งเป็นปัจจัยที่สำคัญที่มีผลต่อความสำเร็จของการเลี้ยงกุ้ง เกษตรกรควรพิจารณาเลือกใช้ลูกกุ้งที่มาจากโรงเพาะฟักที่ได้มาตรฐาน พ่อแม่พันธุ์ต้องปลอดเชื้อ กระบวนการผลิตในโรงเพาะฟักนั้นจะต้องให้ความสำคัญต่อระบบ Bio security เพื่อป้องกันการปนเปื้อนของเชื้อในทุกๆ ขั้นตอนของการผลิต และพื้นบ่อสะอาด เกษตรกรต้องทำความสะอาดพื้นบ่อเพื่อกำจัดแหล่งอาศัยและอาหารของเชื้อโรค ที่สำคัญจะต้องเก็บตัวอย่างดินและน้ำ              เพื่อตรวจเชื้อก่อนที่จะปล่อยกุ้งลงเลี้ยง ในระหว่างการเลี้ยงต้องมีการกำจัดตะกอนซึ่งเกิดจากขี้กุ้ง และเศษอาหารที่เหลือจากการกินของกุ้ง โดยดูดออกจากหลุมรวมตะกอนไปเก็บไว้ในบ่อเก็บตะกอน ห้ามปล่อยลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ และต้องระวังอย่าให้ตะกอนเปลี่ยนเป็นสีดำ

ปัจจุบัน  สมาชิกสหกรณ์ 24 ราย สมัครใจเข้าร่วมโครงการแปลงใหญ่ประชารัฐเกษตรสมัยใหม่ตามนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  ซึ่งขณะนี้ได้ดำเนินการรุ่นที่ 1 มีสมาชิกนำร่องจำนวน 2 ราย ได้แก่ นายดำรง เสนาะสรรพ์ประธานกรรมการสหกรณ์ฯ และนายสิงหา สวัสดิภูมิ  สมาชิกสหกรณ์ฯ  ศึกษาเรียนรู้วิธีการเลี้ยงกุ้งตามเทคนิค 3 สะอาด             ใช้เวลาปรับสภาพบ่อเลี้ยงกุ้ง 3 เดือน จนกระทั่งมั่นใจว่ามีความสะอาดปลอดเชื้อโรค จึงนำลูกกุ้งอนุบาลลงในบ่อ ๆ ละ 500,000 ตัว

ผลสำเร็จจากการเลี้ยงกุ้งด้วยเทคนิค 3 สะอาด ส่งผลทำให้ลดต้นทุนได้กว่า 24 % ผลผลิตต่อไร่เพิ่มขึ้นจาก  1,000 กิโลกรัม เพิ่มขึ้นเป็น 3,700-5,100 กิโลกรัมต่อไร่  อัตราการเจริญเติบโตของกุ้งอยู่ในเกณฑ์ดีและมีอัตราการรอดเกินกว่า 90%ทำให้เกษตรกรมีรายได้ สามารถคืนทุนได้ตั้งแต่การเลี้ยงในรอบแรก และยังมีเงินที่เหลือส่วนหนึ่งไปชำระหนี้คืนให้กับสหกรณ์  ทำให้สมาชิกสหกรณ์มองเห็นโอกาสที่จะบรรเทาความเสียหาย มีรายได้มาปลดหนี้ที่เกิดจากการระบาดของโรคกุ้งตายด่วน ตั้งแต่ปี 2558 ได้สำเร็จ  โดยทุกคนหันกลับมาร่วมแรงร่วมใจกันทำแปลงใหญ่ประมงประชารัฐอย่างจริงจัง เพื่อพลิกฟื้นอาชีพการเลี้ยงกุ้งของเกษตรกรในพื้นที่อ่าวคุ้งกระเบนให้กลับคืนมาอีกครั้ง

เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน ที่ผ่านมา  นายอิสระ ว่องกุศลกิจ ประธานกรรมการอาวุโสหอการค้าไทย และหัวหน้าคณะทำงานการพัฒนาการเกษตรสมัยใหม่ พร้อมด้วยดร.วิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ นายมีศักดิ์ ภักดีคง  รองอธิบดีกรมประมง และผู้แทนจากบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) เดินทางลงพื้นที่ไปติดตามความก้าวหน้าในการแปลงใหญ่ประมงประชารัฐที่สหกรณ์ประมงคุ้งกระเบน จำกัด พร้อมทั้งเยี่ยมชมบ่อเลี้ยงกุ้งของเกษตรกรนำร่อง                    ทั้ง 2 ราย ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการเลี้ยงกุ้งตามแนวทางแปลงใหญ่ประชารัฐในรอบที่ 3 แล้ว

นายอิสระ กล่าวว่า  สหกรณ์ต้องเปลี่ยนความคิดใหม่และทำหน้าที่เป็นความหวังในการส่งเสริมและช่วยพัฒนาเกษตรกรไทย ตนในฐานะที่ได้รับมอบหมายให้ดูแลขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจร่วมกับภาครัฐ  ในนามของคณะทำงาน               การพัฒนาการเกษตรสมัยใหม่เล็งเห็นว่า เกษตรกรมีความสำคัญต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระดับฐานรากของประเทศ               ในพื้นที่อ่าวคุ้งกระเบนถือว่ามีศักยภาพในเรื่องการทำประมง การเลี้ยงกุ้ง ดังนั้น ทุกภาคส่วนจึงเข้ามาสนับสนุนให้เกษตรกร             มีรายได้เพิ่มขึ้น  ซึ่งไม่ใช่แค่ทำให้ผลผลิตขายได้ราคาดี แต่ต้องแข่งขันในเรื่องต้นทุนที่ต่ำลง  จึงจะสามารถส่งสินค้าไปแข่งในตลาดทั้งในและต่างประเทศได้  และมองเห็นว่าความเข้มแข็งของการรวมกลุ่มนั้นมีความสำคัญต่อการพัฒนาอาชีพเกษตรกร                    คำว่าเกษตรแปลงใหญ่คือการรวมกลุ่มกัน  เพื่อให้เกิดการพึ่งพาและสามารถช่วยเหลือตัวเองได้ ขณะเดียวกันเกษตรกรต้อง                นำวิชาการเทคโนโลยี รวมถึงองค์ความรู้ต่าง  ๆ มาพัฒนาอาชีพ และจะต้องปฏิบัติอย่างจริงจังและมีใจรักที่จะพัฒนาตนเอง  ซึ่งปัจจัยเหล่านี้จะช่วยให้อาชีพเกษตรกรนี้มีรายได้ที่ยั่งยืน

ดร.วิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า สหกรณ์ได้จัดหาช่องทางการตลาดมารองรับผลผลิตกุ้งจากสมาชิก โดยประสานกับพ่อค้า ห้องเย็น และแหล่งรับซื้อต่างๆ เพื่อต่อรองราคา สามารถจำหน่ายผลผลิตได้ราคาเฉลี่ยสูงกว่าราคาตลาด ประมาณร้อยละ  5 – 10 ทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น การดำเนินงานในระยะต่อไป สหกรณ์จะมุ่งเน้น            การพัฒนาคุณภาพผลผลิต ส่งเสริมเกษตรกรสมาชิกที่เข้าร่วมโครงการฯ ให้มีระบบมาตรฐาน GAP ทั้งหมด และถ่ายทอดความรู้เรื่องการบริหารจัดการกลุ่ม การจัดทำบัญชีครัวเรือน บัญชีต้นทุน และกำหนดระเบียบสหกรณ์ เพื่อจัดตั้งกองทุนจัดการความเสี่ยงผลผลิตทางการเกษตรและรักษาสิ่งแวดล้อม  ไว้ช่วยเหลือสมาชิกในยามที่ราคากุ้งตกต่ำ หรือจำเป็นต้องใช้เงินทุนในการปรับปรุงบ่อ การบำรุงรักษาสภาพแวดล้อม เพื่อให้เกิดการพัฒนาพื้นที่เลี้ยงกุ้งที่ยั่งยืน

นอกจากนี้ กรมฯยังได้จัดสรรเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำจากกองทุนพัฒนาสหกรณ์เพื่อรองรับความต้องการเข้าถึงแหล่งเงินทุน ให้สหกรณ์ได้กู้ยืมไปปล่อยกู้แก่สมาชิกที่มีความจำเป็นต้องใช้เงินทุนปรับปรุงบ่อเลี้ยงกุ้งในระยะเริ่มต้นและจัดหาปัจจัยการผลิตที่จำเป็น โดยได้วางแผนดำเนินการให้ครอบคลุมเกษตรกรที่สมัครเข้าร่วมโครงการทั้งหมด ในระยะ 3 ปี                      ทั้งนี้ กรมส่งเสริมสหกรณ์มีส่วนร่วมในคณะทำงานเกษตรสมัยใหม่  และให้ความสำคัญกับการสร้างความเข้มแข็งการดำเนินงานของสหกรณ์ต่าง ๆ โดยยกให้สหกรณ์ประมงคุ้งกระเบน จำกัด เป็นตัวอย่างความสำเร็จของการดำเนินงานตามแนวทางแปลงใหญ่ประมงประชารัฐ ฟื้นฟูอาชีพเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งให้มีรายได้เพิ่มขึ้นและมีความหวังที่จะพัฒนาอาชีพ                   ให้มั่นคง  และสามารถปลดหนี้สินได้ โดยกรมฯจะนำแนวทางการส่งเสริมเกษตรแปลงใหญ่ประชารัฐด้านการเลี้ยงกุ้งนี้  ไปขยายผลความสำเร็จให้กับสหกรณ์ในพื้นที่ภาคใต้ที่จังหวัดในต้นเดือนกรกฎาคมด้วย

แนะใช้ AGRI-MAP ONLINE ปรับทิศทางการผลิตให้ตรงใจตลาด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/284767

แนะใช้ AGRI-MAP ONLINE ปรับทิศทางการผลิตให้ตรงใจตลาด

สศก, แนะใช้ Agri-Map, สศก, Zoning by Agri-Map

สศท.2 แนะเกษตรกร ใช้ Agri-Map Online ปรับทิศทางการผลิต ให้ตรงใจตลาด

  

นายคมสัน  จำรูญพงษ์  รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์  เปิดเผยถึงการดำเนินโครงการบริหารจัดการเขตเกษตรเศรษฐกิจสำหรับสินค้าเกษตรจังหวัดพิษณุโลก  โดยการใช้แผนที่เพื่อการบริหารจัดการเชิงรุก (Zoning by Agri-Map)  โดยในส่วนของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 2 จังหวัดพิษณุโลก (สศท.2) ได้ศึกษาสินค้าเกษตรทางเลือกที่มีศักยภาพสอดคล้องกับความต้องการของตลาด สร้างสมดุลระหว่างอุปสงค์อุปทาน และมีต้นทุนผลตอบแทนที่คุ้มค่าทดแทนการปลูกข้าวในพื้นที่ไม่เหมาะสม

จากการศึกษาในพื้นที่จังหวัดพิษณุโลก พบว่า มีสินค้าที่น่าสนใจ 4 ชนิด ได้แก่ 1) อ้อยโรงงาน เนื่องจากมีโรงงานในพื้นที่ภาคเหนือรองรับผลผลิตมากถึง 9 แห่ง มีหน่วยงานกำกับดูแลอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายอย่างเป็นระบบ 2) มะม่วงน้ำดอกไม้ส่งออก มีตลาดในแถบเอเชียอย่างญี่ปุ่น จีน เกาหลี มาเลเซีย และตลาดโซนยุโรป ยังมีความต้องการต่อเนื่อง และมีกลุ่มการผลิตต้นแบบศักยภาพสูง ที่อำเภอเนินมะปราง และอำเภอวังทอง 3) กล้วยน้ำว้า มีโรงงานแปรรูปและกลุ่มที่เข้มแข็ง เป็นสินค้าสร้างชื่อของจังหวัด และ 4) พืชผักปลอดภัย มีกลุ่มเกษตรกรต้นแบบ ภายใต้การสนับสนุนของเทศบาลตำบลพันเสา อำเภอบางระกำ เป็นแกนนำหลัก

สำหรับแนวทางพัฒนาพื้นที่ไม่เหมาะสมจังหวัดพิษณุโลก  สศท.2 ได้กำหนดขั้นตอนการดำเนินงานในการบริหารจัดการไว้ 3 ขั้นตอน คือ 1) เตรียมการศึกษาวิเคราะห์ด้านกายภาพ และด้านเศรษฐกิจการเกษตร โดยคณะทำงานจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องระดับจังหวัดร่วมบูรณาการข้อมูลและวิเคราะห์ประมวลผลสินค้าที่มีศักยภาพ จำแนกพื้นที่ตามการบริหารจัดการสินค้าเกษตรกรรมเป็นรายอำเภอ รายตำบล และกำหนดกลุ่มเกษตรกรเป้าหมายเข้าร่วมโครงการ 2) มีการวางแผนบริหารจัดการเพื่อพัฒนาประสิทธิภาพการผลิตด้วยข้อมูลสารสนเทศ เทคโนโลยี นวัตกรรม งานวิจัย และ 3) พัฒนาระบบการตลาดสินค้าเกษตรตลอดห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งขั้นตอนดังกล่าวหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องร่วมบูรณาการ และนำไปวางแผนปฏิบัติตามขอบเขตอำนาจหน้าที่

นอกจากนี้ กรณีพื้นที่ไม่เหมาะสมที่ไม่สามารถปรับเปลี่ยนได้ เนื่องจากเกษตรกรปลูกข้าวเพื่อการบริโภค และเกษตรกรที่มีพื้นที่น้อย ดังนั้น ให้มุ่งเน้นพัฒนาคุณภาพดิน พัฒนาแหล่งน้ำ ให้มีคุณสมบัติเหมาะสมกับการผลิต     ส่วนพื้นที่ปลูกข้าวที่มีความเหมาะสมสูง (S1) และปานกลาง (S2) ควรให้เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตโดยการลดต้นทุน และเพิ่มผลผลิตต่อไร่ รวมถึงการยกระดับมาตรฐานสินค้าตามแนวทาง และรูปแบบของนาแปลงใหญ่ ซึ่งภาครัฐมีการสนับสนุนให้ดำเนินงานโครงการอยู่ก่อนแล้ว

ทั้งนี้ การดำเนินโครงการบริหารจัดการเขตเกษตรเศรษฐกิจ โดยการใช้แผนที่เพื่อการบริหารจัดการเชิงรุก หรือ Zoning by Agri-Map หากเกษตรกรท่านใดต้องการทราบข้อมูลการบริหารจัดการพื้นที่เกษตรกรรมเพิ่มเติมสามารถตรวจสอบได้ที่เว็บไซต์ Agri-Map Online หรือสอบถามจากหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในได้ในพื้นที่จังหวัด

วช.หนุนนักวิจัยผลิตเครื่องปลูกข้าวแบบนาโยน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/284640

วช.หนุนนักวิจัยผลิตเครื่องปลูกข้าวแบบนาโยน

นาโยน, องค์การมหาชน

วช.หนุนนักวิจัยผลิตเครื่องปลูกข้าวแบบนาโยน ลดระบาดเพลี๊ยะกระโดดสีน้ำตาล

               ศาสตราจารย์ นายแพทย์สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล เลขาธิการคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ได้จัดสรรงบประมาณการวิจัยให้แก่ สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ สวก. ในการคัดเลือกและบริหารโครงการภายใต้แผนงานวิจัยมุ่งเป้าตอบสนองความต้องการประเทศโดยเร่งด่วน : กลุ่มเรื่องข้าว ภายใต้ยุทธศาสตร์ในการวิจัย 6 ด้าน ซึ่งได้มีการสนับสนุนทุนอุดหนุนการวิจัยแก่โครงการวิจัย เรื่อง เครื่องปลูกข้าวแบบใช้ต้นกล้านาโยน ของ นายสมพร หงษ์กง และนายตะวัน ตั้งโกศล จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขตสกลนคร
การทำนาโยน เป็นวิธีการทำนาแบบใหม่ คือการโยนต้นกล้า ซึ่งกำลังเป็นที่สนใจของเกษตรกร เนื่องจากเป็นนวัตกรรมการทำนาที่ช่วยป้องกันปัญหาการเกิดข้าววัชพืช และการระบาดของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลได้เป็นอย่างดี โดยไม่ต้องใช้สารเคมีทุกชนิด ส่งผลให้คุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อมดีขึ้น นับว่าเป็นทางเลือกใหม่ของการทำนาแบบยั่งยืนและทำให้อาชีพชาวนาเกิดความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจยิ่งขึ้น ภูมิปัญญาการทำนาโยนมีต้นกำเนิดที่ประเทศญี่ปุ่นและจีน และเข้ามาในประเทศไทยได้ไม่นาน แต่ยังไม่เป็นที่แพร่หลายในวงกว้าง เพราะเกษตรกรส่วนใหญ่ไม่รู้ข้อดีของการทำนาโยนต้นกล้า ซึ่งแตกกต่างจากการทำนาดำ หรือนาหว่านน้ำตมที่นิยมกันทั่วไป

ทั้งนี้การทำนาโยนทำให้ต้นข้าวแข็งแรง ต้านทานต่อโรคพืชและแมลงศัตรูพืชระบาด โดยอาศัยเทคนิคการเพาะปลูกระบบชีวภาพ เน้นปรับปรุงบำรุงดินให้มีคุณภาพมากขึ้น ปรับสภาพแปลงนาข้าวให้โปร่งโล่งแสงแดดส่องถึงผิวดินและน้ำ เพื่อทำให้ระบบนิเวศในนาข้าวอุดมสมบูรณ์
ผู้วิจัยได้ทำการออกแบบและสร้างเครื่องปลูกข้าวแบบใช้ต้นกล้านาโยนแบบที่ปลูกได้ 6 แถว ที่ใช้พ่วงกับรถแทรคเตอร์ สามารถถอนต้นกล้าออกจากถาดและปักดำลงในแปลงได้อย่างต่อเนื่อง ทำให้ปลูกข้าวนาโยนได้เป็นแถวและกอ ซึ่งจากเดิมจะใช้วิธีการโยนกล้าขึ้นแล้วให้ต้นกล้าตกลงแปลง ตามแรงโน้นถ่วง ต้นกล้าจะตกกระจัดกระจายตามแปลงนา ซึ่งไม่เป็นแถว บางจุดอาจจะเจริญเติบโตได้ไม่ดี เพราะมีกอต้นข้าวหนาแน่นจนเกินไป

โดยการพัฒนาเทคโนโลยีในงานวิจัยนี้จะประกอบด้วย 1.ระบบการถอนต้นกล้าจากต้นกล้าที่อยู่ในถาดเพาะกล้าแบบถาดหลุม ซึ่งจะมีการถอนต้นกล้าลงไปปักดำในแปลง 2. ระบบเลื่อนตำแหน่งของถาดเพาะกล้าในลักษณะเลื่อนถาดลงเพื่อเปลี่ยนตำแหน่งแถวและเลื่อนถาดด้านข้างสำหรับเปลี่ยนกลุมที่อยู่ในแถวเดียวกัน เพื่อให้ระบบจับถอนต้นกล้าทำงานในตำแหน่งหลุมของต้นกล้าซึ่งจะทำให้การจับต้นกล้าได้อย่างแม่นยำ 3. ระบบต้นกำลังของรถขับเคลื่อนที่ประกอบไปด้วย ระบบนิวแมติกส์ ระบบไฮดรอลิกส์ ระบบไฟฟ้า และเพลาส่งกำลังซึ่งต้นกำลังนี้จะสามารถทำงานขณะเครื่องขับเคลื่อนบนแปลงนาที่มีสภาพเป็นตม
เครื่องปลูกข้าวแบบใช้ต้นกล้านาโยนที่พัฒนาขึ้นมานี้ สามารถตอบสนองกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกข้าวที่เปลี่ยนจากการดำนาเป็นนาโยงซึ่งจะสามารถปลูกข้าวได้เป็นแถว เหมือนนาดำสามารถกำจัดวัชพืชได้ง่าย รวมถึงสามารถแก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงาน และการเกิดโรคระบาดที่เกิดขึ้นในแปลงนา ถือเป็นทางเลือกหนึ่งของเกษตรกรไทยที่จะส่งผลต่อผลผลิตและความเป็นอยู่ของเกษตรกรของประเทศไทย ซึ่งจะเป็นศูนย์กลางในการพัฒนาเทคโนโลยีสู่การเป็นประชาคมอาเซียนในอนาคต