ฝนหลวงฯ เปิดสถานีเรดาห์ พัฒนาการตรวจสภาพอากาศจ.สุราษฎร์ธานี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/284540

ฝนหลวงฯ เปิดสถานีเรดาห์ พัฒนาการตรวจสภาพอากาศจ.สุราษฎร์ธานี

ฝนหลวง, ฝนหลวงฯ, เปิดสถานีเรดาห์

ฝนหลวงฯ เปิดสถานีเรดาห์ พัฒนาการตรวจสภาพอากาศจ.สุราษฎร์ธานี

                   วันที่ 25 มิถุนายน 2560 เวลา 09.00 น. นายจรัลธาดา กรรณสูต องคมนตรี เป็นประธานในพิธีเปิดสถานีเรดาห์ฝนหลวงพนม ณ สถานีเรดาห์ฝนหลวงพนม อำเภอพนม จังหวัดสุราษฏร์ธานี        พร้อมกล่าวว่า ในการดำเนินงานด้านการบริหารจัดการน้ำในชั้นบรรยากาศซึ่งเป็นภารกิจหลักของ            กรมฝนหลวงและการบินเกษตรนั้น การมีเรดาร์สำหรับการตรวจวัดกลุ่มฝน สำหรับติดตามและศึกษากลุ่มฝน เพื่อนำผลที่ได้ไปใช้ในการวางแผนและการประเมินผลการปฏิบัติการฝนหลวงประจำวันของศูนย์ปฏิบัติการ           ฝนหลวงให้มีประสิทธิภาพเป็นสิ่งที่จะสามารถสนับสนุน แจ้งเตือนในเรื่องข้อมูลพื้นที่ฝนตก และเตือนภัย       ในกรณีที่มีฝนตกหนักต่อเนื่องในพื้นที่ภาคใต้ให้กับประชาชนได้รับทราบ ซึ่งถือได้ว่าเป็นการสร้างประโยชน์   ให้กับประชาชนและพี่น้องเกษตรกรได้อย่างแท้จริง

นายสุรสีห์ กิตติมณฑล อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับสถานีเรดาห์ฝนหลวงพนม ซึ่งตั้งอยู่ที่อำเภอพนม จังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นหนึ่งในสถานีเรดาห์ฝนหลวงของกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ที่มีภารกิจในการตรวจวัดกลุ่มฝนในเขตพื้นที่ภาคใต้ ในรัศมี 240 กิโลเมตร และมีการตรวจตลอด 24 ชั่วโมง โดยจะได้ชุดภาพจากเรดาร์ทุกๆ 6 นาที ครอบคลุมพื้นที่รวม 11 จังหวัด ได้แก่ ชุมพร ระนอง สุราษฎร์ธานี พังงา ภูเก็ต กระบี่ นครศรีธรรมราช ตรัง พัทลุง สงขลา และสตูล เพื่อใช้เป็นข้อมูลสนับสนุนในการวางแผน การปฏิบัติการฝนหลวง การติดตามประเมินผลการปฏิบัติการฝนหลวง และเตือนภัยทางอากาศขณะปฏิบัติการฝนหลวง นอกจากนี้ ยังมีการตรวจอากาศชั้นบนและตรวจอากาศ    ด้วยไมโครเวฟ โดยข้อมูลที่ได้ คือ ค่าอุณหภูมิ ความกดอากาศ ความชื้น ปริมาณน้ำฝน ทิศทางลม ความเร็วลม จะเป็นข้อมูลที่สามารถแจ้งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการเตือนภัยให้ทราบในกรณีที่มีฝนตกหนักต่อเนื่อง      ในพื้นที่ภาคใต้ได้อีกด้วย ทั้งนี้ สถานีเรดาห์ฝนหลวงพนม จะเป็นหน่วยงานหลักที่จะสนับสนุนข้อมูล          การปฏิบัติการฝนหลวงในพื้นที่ภาคใต้ เพื่อปฏิบัติภารกิจตามนโยบายของรัฐบาลและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ด้วยเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม ในส่วนการปฏิบัติการฝนหลวง กรมฝนหลวงและการบินเกษตร ยังคงติดตามและวิเคราะห์สถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ สำหรับการปฏิบัติการ ฝนหลวงเติมน้ำในเขื่อนและพื้นที่ที่ปริมาณฝนลดลง โดยไม่ให้ส่งผลกระทบต่อพื้นที่ทางการเกษตรที่ไม่ต้องการน้ำ และพื้นที่น้ำหลาก น้ำท่วมขัง สำหรับประชาชนและผู้ที่สนใจสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารอย่างต่อเนื่อง  ได้ที่ เพจ Facebook กรมฝนหลวงและการบินเกษตร หรือเว็บไซต์กรมฝนหลวงและการบินเกษตร

“ฉัตรชัย”สั่งทุกหน่วยรับมือ‘ไอยูยู’ตรวจเข้ม1-15ก.ค.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/284544

“ฉัตรชัย”สั่งทุกหน่วยรับมือ‘ไอยูยู’ตรวจเข้ม1-15ก.ค.

ฉัตรชัย, ไอยูยู, อียู, Tier 3, ใบแดง

“ฉัตรชัย”สั่งทุกหน่วยงานเตรียมข้อมูลรับมือ‘ไอยูยู’ตรวจเข้ม1-15ก.ค.

 เจ้าหน้าที่สหภาพยุโรป(อียู)จะเดินทางเข้ามาตรวจสอบการทำประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม (Illegal, Unreported and Unregulated Finishing: IUU) ระหว่างวันที่ 1-15 ก.ค.นี้  เป็นการตรวจอย่างเข้มข้นกว่าทุกครั้ง

อียูได้ให้ “ใบเหลือง” กับไทยจากปัญหา IUU Fishing เมื่อวันที่ 21 เม.ย.2558  ก่อนหน้านี้ไทยถูกปรับลดอันดับไปอยู่ในเทียร์(Tier 3) จากรายงานสถานการณ์การค้ามนุษย์ (US’s Trafficking in Persons Report : TIP Report) ของสหรัฐเมื่อเดือนมิ.ย. 2557 กว่า 2 ปีที่รัฐบาลพยายามแก้ปัญหา แต่ยังไม่สามารถปลด “ใบเหลืองได้”

การให้ใบเหลือง ถือเป็นประกาศเตือนอย่างเป็นทางการของอียู เพื่อให้รัฐบาลแก้ปัญหา แม้เดิมอียูให้เวลา 6 เดือน แก้ไขปัญหาเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกคว่ำบาตรการนำเข้าอาหารทะเล แต่การแก้ปัญหามีความซับซ้อนและยุ่งยาก ทั้งเรื่องข้อกฎหมายและการปฏิบัติ ทำให้การปลด “ใบเหลือง” ต้องยืดเยื้อออกไป

อียูจัดกลุ่มประเทศที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมประมง 3 กลุ่ม 1.กลุ่มที่ไม่เกี่ยวข้องกับ IUU Fishing 2. กลุ่มประเทศที่ได้รับ “ใบเหลือง” ตักเตือนให้มีการปรับปรุงแก้ไข และ 3. กลุ่มประเทศที่ได้รับ “ใบแดง” จะโดนคว่ำบาตรการนำเข้าสินค้าประมงจากอียู

พล.อ. ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่าเพื่อเตรียมพร้อมรับเจ้าหน้าที่อียูติดตามและตรวจสอบการแก้ไขปัญหาไอยูยูของไทยทั้งระบบ ตั้งแต่วันที่ 1-15 ก.ค.นี้ ได้สั่ง ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดเตรียมข้อมูลพร้อมรายงานทุกสถานการณ์ “การเข้ามาของอียูครั้งนี้จะเพิ่มความเข้มข้นมากกว่าทุกครั้ง”

 การตรวจสอบครั้งนี้จะมุ่งเน้นไปที่จะตรวจสอบการขึ้นทะเบียนเรือ การควบคุมเรือประมง รวมทั้งเรือประเภทอื่นที่มีส่วนสนับสนุนเรือประมง เช่น เรือบรรทุกน้ำมันกลางมหาสมุทร เรือบรรทุกน้ำแข็ง ปัจจุบันได้ออกประกาศให้ติดเครื่องติดตามเรือหรือ วีเอ็มเอส แล้ว

ในส่วนของวีเอ็มเอส ได้พัฒนาต่อเนื่องเป็นเวอร์ชั่นที่ 3 เพื่อแก้จุดบกพร่องจากเดิมที่อาจมีการติดบ้าง ดับบ้าง เครื่องที่สามารถถอนออกก็ให้ยึดติดกับตัวเรือ ต้องเปิดตลอดเวลา เพื่อให้สามารถติดตามเรือได้ตลอดเวลาที่ออกทำประมง

นอกจากนี้ กรมประมงยังได้จัดตั้งศูนย์ควบคุมการติดตามการทำงานเรือประมงทั้งระบบ หรือเอฟเอ็มซี เฝ้าติดตามเรือตลอด 24 ชั่วโมง

“การทำงานไอยูยูคืบหน้ามาก หลังจากเจ้าหน้าที่อียูเข้ามาตรวจสอบครั้งล่าสุด เมื่อเดือนพ.ค.ที่ผ่านมา แต่ยอมรับการดำเนินการยังไม่ 100% บางอย่างเกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีการติดต่อสื่อสาร กับหลายหน่วยงานกับระบบที่ต่างกันทั้งตัวบุคลากรและวัสดุอุปกรณ์ ระบบการจัดซื้อจัดจ้างที่ต่างกัน แรงงานยังต้องอาศัยเวลาแก้ไข คาดอียูจะเข้าใจ” พล.อ. ฉัตรชัย กล่าวและว่าพยายามออกประกาศกระทรวงตามอำนาจที่ได้รับมอบ เพื่อให้การแก้ปัญหาเป็นไปอย่างรวดเร็ว พร้อมประสานกับกระทรวงแรงงานเพื่อแก้ไขแรงงานต่างด้าวการขึ้นทะเบียนแรงงานประมงให้ถูกต้อง

ล่าสุดตามกฎหมายของกรมเจ้าท่า กรณีเอาผิดกับผู้ครอบครองสิ่งล่วงล้ำลำน้ำ กระทบกับการเลี้ยงปลาในกระชังของเกษตรกร ปัจจุบันอยู่ระหว่างการหารือโดยมีนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เป็นผู้ประสานคาดจะมีแนวทางที่ชัดเจนสัปดาห์นี้

“การเร่งดำเนินการแก้ปัญหา ไอยูยู ทั้งหมดไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อให้ไทยหลุดจากใบเหลือง แต่อยากเห็นความยั่งยืนของทรัพยากรทางทะเล  ให้ไทยมีสถานะเป็นที่ยอมรับของนานาชาติ”พล.อ.ฉัตรชัย กล่าวและหวังว่าการแก้ปัญหาไอยูยูที่ผ่านมาจะเป็นส่วนผลักดันให้ไทยมีภาพลักษณ์ต่อการทบทวนรายงานการค้ามนุษย์ของสหรัฐในเร็วๆนี้

“ปลัดเกษตรฯ” เปิดงาน“เทศกาลผลไม้ กล้วยไม้คุณภาพ อ.ต.ก.”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/284446

“ปลัดเกษตรฯ” เปิดงาน“เทศกาลผลไม้ กล้วยไม้คุณภาพ อ.ต.ก.”

งานกล้วยไม่อตก, ปลัดเกษตรฯ, เปิดงานเทศกาลผลไม้, กล้วยไม้คุณภาพ, อตก , อตก, Modern Trade

“ปลัดเกษตรฯ” เปิดงาน“เทศกาลผลไม้ กล้วยไม้คุณภาพ อ.ต.ก.”

              นายธีรภัทร ประยูรสิทธิ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะผู้กำกับ และดูแล องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) ได้จัดงาน “เทศกาลผลไม้ กล้วยไม้คุณภาพ อ.ต.ก.”  (Thai Fruit & Orchid Festival 2017) ขึ้น ในระหว่างวันที่  23 – 28  มิถุนายน  2560  ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซ่า แจ้งวัฒนะ  จังหวัดนนทบุรี  โดยได้ตระหนักถึงความสำคัญของการยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกร และได้ดำเนินการขับเคลื่อนตามนโยบายรัฐบาลในการปฏิรูปและพัฒนาภาคการเกษตร โดยเล็งเห็นความสำคัญถึงคุณค่าความเป็นเกษตรกร และสนับสนุนให้เกษตรกรหันมาทำการเกษตรแบบปลอดภัย คำนึงถึงคุณภาพชีวิตของเกษตรกรและผู้บริโภค อันจะส่งผลดีต่อภาคเกษตรกรรมของประเทศ ซึ่งการจัดกิจกรรมในครั้งนี้ ได้เปิดโอกาสให้เกษตรกรได้นำผลผลิตการเกษตรมาจำหน่ายให้แก่ผู้บริโภคโดยตรง เป็นการเชื่อมโยงทางการตลาด เพิ่มช่องทางการจำหน่าย สร้างโอกาสทางธุรกิจ เพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกรและกระจายรายได้สู่ท้องถิ่น ตลอดจนเป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรให้ดีขึ้น ตามนโยบายของรัฐบาล

“การจัดงานครั้งนี้ เพื่อส่งเสริมและรณรงค์ให้ประชาชนหันมาบริโภคผลไม้ของไทยมากขึ้น เป็นการช่วยเหลือเกษตรกรในช่วงที่ผลผลิตออกสู่ตลาดเป็นจำนวนมากอีกทางหนึ่ง รวมถึงเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ในการนำกล้วยไม้ ไม้ดอกไม้ประดับมาจัดแสดง สื่อให้เห็นถึงศักยภาพและความสวยงามในการนำไปใช้ประดับตกแต่งงานพิธีต่างๆ ให้เป็นที่รู้จักแพร่หลายทั้งในและต่างประเทศ เป็นการส่งเสริมภาพลักษณ์ของประเทศไทยอีกทางหนึ่ง” นายธีรภัทร กล่าว

นายกมลวิศว์ แก้วแฝก ผู้อำนวยการองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อตก.) กล่าวเพิ่มเติมว่า การจัดกิจกรรมในครั้งนี้ เพื่อส่งเสริมด้านการตลาด สนับสนุนให้เกษตรกรมีโอกาสเรียนรู้ เพิ่มทักษะด้านการตลาด ส่งเสริมให้เกษตรกรผลิตสินค้าตามระบบการผลิตสินค้าเกษตรที่ดีมีคุณภาพเข้าสู่ระบบตลาด พัฒนาคุณภาพสินค้าเกษตรให้ตรงตามความต้องการของผู้บริโภค สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าเกษตร สร้างการเรียนรู้และพัฒนาผลผลิตการเกษตรไปสู่โมเดิร์นเทรด (Modern Trade) นอกจากนี้ ภายในงานยังมีการจำหน่าย ผลไม้ ตามฤดูกาลจากทั่วทุกภูมิภาค เช่น ทุเรียน พันธุ์หลงหลิน หมอนทอง ลองกอง มังคุด ส้มโอ และกล้วยไม้สายพันธุ์ต่างๆ รวมถึงสายพันธุ์หายากจากทั่วโลก พร้อมทั้งมีการจัดนิทรรศการกล้วยไม้สายพันธุ์ต่างๆ รวมถึงสายพันธุ์หายาก และการสาธิตการเพาะพันธุ์กล้วยไม้และการแสดงบนเวทีทุกวัน โดยเริ่มวันศุกร์ที่ 23 ถึงวันพุธที่ 28 มิถุนายน 2560 ตั้งแต่เวลา 11.00 – 21.00 น. ณ ลานโปรโมชั่น ชั้น 1 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซ่า แจ้งวัฒนะ ทั้งนี้ พิเศษสำหรับผู้เข้าร่วมงาน จะได้รับกล้วยไม้ พันธุ์ไม้ดอกไม้ประดับ เป็นของที่ระลึกกลับบ้านฟรีอีกด้วย

องคมนตรีตรวจเยี่ยมการบริหารจัดการน้ำตามแนวพระราชดำริ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/284355

องคมนตรีตรวจเยี่ยมการบริหารจัดการน้ำตามแนวพระราชดำริ

องคมนตรีตรวจเยี่ยมการบริหารจัดการน้ำตามแนวพระราชดำริ

               เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2560 ที่ผ่านมา  นายจรัลธาดา กรรณสูต องคมนตรี พร้อมคณะฯ ติดตามการดำเนินงานการบริหารจัดการน้ำของโครงการพัฒนาแหล่งน้ำอันเนื่องมาจากพระราชดำริ  ในพื้นที่ตำบลยางหักอำเภอปากท่อ จังหวัดราชบุรี จากพระมหากรุณาธิคุณในสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณบดินทร
เทพยวรางกูร

องคมนตรีตรวจเยี่ยมการบริหารจัดการน้ำตามแนวพระราชดำริ

เมื่อคราวเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมราษฎรและทอดพระเนตรพื้นที่บริเวณโครงการอุทยานเฉลิมพระเกียรติไทยประจัน  บ้านไทยประจัน  ตำบลยางหัก อำเภอปากท่อ จังหวัดราชบุรี และโครงการสวนป่าสิริกิติ์ บ้านห้วยม่วง ตำบลตะนาวศรี อำเภอสวนผึ้ง จังหวัดราชบุรี เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2534  ได้พระราชทานพระราชดำริให้พิจารณาโครงการและก่อสร้างแหล่งน้ำเพื่อช่วยเหลือราษฎรให้มีน้ำในการเพาะปลูก และการอุปโภค บริโภค โดยสำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (สำนักงาน กปร.) กรมชลประทาน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ดำเนินการสนองพระราชดำริ โครงการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำในพื้นที่ตำบลยางหัก อำเภอปากท่อ จังหวัดราชบุรี จำนวน 5 แห่ง

องคมนตรีตรวจเยี่ยมการบริหารจัดการน้ำตามแนวพระราชดำริ

ประกอบด้วย อ่างเก็บน้ำบ้านไทยประจันอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ลักษณะทำนบดิน ความจุ 60,000 ลูกบาศก์เมตร สามารถช่วยเหลือพื้นที่เพาะปลูก จำนวน 1,300 ไร่ และเพื่อการอุปโภคบริโภค จำนวน 150 ครัวเรือน อ่างเก็บน้ำบ้านพุกรูด อันเนื่องมาจากพระราชดำริ เป็นเขื่อนดิน ความจุ 585,280 ลูกบาศก์เมตร ช่วยเหลือพื้นที่เพาะปลูกจำนวน 1,600 ไร่ สำหรับอุปโภคบริโภค จำนวน 320 ครัวเรือน อ่างเก็บน้ำห้วยพุกรูดอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เป็นเขื่อนดิน ความจุ 270,750 ลูกบาศก์เมตร ช่วยเหลือราษฎรในการอุปโภคบริโภค จำนวน 130 ครัวเรือน นอกจากนี้ ยังใช้เพื่อการทำประปาของหมู่บ้าน อ่างเก็บน้ำเขาหัวแดงอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เป็นทำนบดิน ความจุ  612,000 ลูกบาศก์เมตร ช่วยเหลือพื้นที่เพาะปลูก จำนวน 1,000 ไร่ และเพื่ออุปโภคบริโภค จำนวน 308 ครัวเรือน และ อ่างเก็บน้ำหินสีตอนบนอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เป็นทำนบดิน ความจุ 1,064,000 ลูกบาศก์เมตร ช่วยเหลือพื้นที่เพาะปลูก จำนวน 1,700 ไร่ สำหรับอุปโภคบริโภค จำนวน  200 ครัวเรือน

ปัจจุบันอ่างเก็บน้ำทั้ง 5 แห่ง มีสภาพสมบูรณ์สามารถช่วยเหลือราษฎรตำบลยางหักได้อย่างทั่วถึง มีการบริหารจัดการน้ำที่มีประสิทธิภาพอันเกิดจากการรวมกลุ่มผู้ใช้น้ำอย่างเข้มแข็งของราษฎร รวมถึงการให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ในการดูแลรักษาสภาพพื้นที่ของอ่างเก็บน้ำ และระบบส่งน้ำ ทำให้อ่างเก็บน้ำทั้ง 5 แห่ง ที่เกิดจากพระมหากรุณาธิคุณได้สร้างประโยชน์สุขให้กับราษฎรสมดังพระราชปณิธานที่จะทรงรักษา สืบสาน ต่อยอดการพัฒนาโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริให้บังเกิดประโยชน์สุขกับประชาชนสืบไป

นายจันทร์ ทองหวี ประธานกลุ่มผู้ใช้น้ำอ่างเก็บน้ำบ้านพุกรูด สมาชิก อบต. หมู่4 ตำบลยางหัก อำเภอปากท่อ
จังหวัดราชบุรี เปิดเผยว่า เมื่อก่อนในพื้นที่ทำมาหากินลำบากมาก เพราะไม่มีแหล่งเก็บกักน้ำ น้ำกินน้ำใช้ โดยจะต้องขุดบ่อน้ำรวมขึ้นมาทั้งหมู่บ้าน ซึ่งจะต้องไปตักน้ำแล้วหาบกลับมาใช้ที่บ้าน ส่วนน้ำเพื่อการเพาะปลูกก็ไม่มี การเพาะปลูกพืชต่างๆ จึงไม่ได้ผล ราษฎรส่วนใหญ่จึงต้องปลูกพืชแบบทนแล้งจำพวก ข้าวโพด ฝ้าย เท่านั้น  อย่างอื่นปลูกไม่ได้ เพราะไม่มีแหล่งน้ำ ผลผลิตบางปีก็ได้สมบูรณ์บางปีก็ไม่ได้ผลผลิตเลยเพราะต้องขึ้นอยู่กับดินฟ้าอากาศเป็นสำคัญ

ส่วนนายหนู ทองหวี ราษฎร หมู่ที่ 4 ตำบลยางหัก อำเภอปากท่อ จังหวัดราชบุรี ซึ่งเป็นผู้ทำหน้าที่ในการปิดเปิดประตูส่งน้ำภายใต้การบริหารจัดการน้ำของคณะกรรมการกลุ่มผู้ใช้น้ำ ตำบลยางหัก เปิดเผยว่า ตั้งแต่มีอ่างเก็บน้ำแห่งนี้ขึ้นมา ได้มีการเก็บกักน้ำเพื่อการใช้ประโยชน์ของชุมชน ทำให้ทุกอย่างดีขึ้น  มีการเพาะปลูกได้รับผลผลิตที่ดีจำนวนมาก ซึ่งหลายคนในหมู่บ้านได้เข้าอบรมการใช้ชีวิตและประกอบอาชีพตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง
ที่ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยทรายอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดเพชรบุรี  กลับมาก็นำแนวทางการทำเกษตรแบบผสมผสานมาปฏิบัติใช้  ซึ่งได้รับผลผลิตจากพืชที่ปลูก มีพริก  มะกรูด เงาะ  มะม่วง ทุเรียน ทำให้ทุกวันมีกินมีใช้และมีรายได้อย่างต่อเนื่อง

“ผมเป็นคนเปิดและปิดประตูระบายน้ำ  ตอน 6  โมงเช้าเปิดเพื่อส่งน้ำเข้าแปลงเพาะปลูกของราษฎรในพื้นที่ แล้วปิดตอน 5 โมงเย็น  เพื่อประหยัดน้ำในอ่างไว้ใช้ได้ตลอดทั้งปี จนกว่าฤดูฝนปีต่อไปจะเข้ามาเติมน้ำลงอ่างเพิ่มเติม”

ทั้งนี้ กลุ่มผู้ใช้น้ำอ่างเก็บน้ำบ้านพุกรูด จะมีการประชุมทุกเดือน  เพื่อรับทราบสถานะและปริมาณน้ำในอ่าง พร้อมชี้แจงรายละเอียดต่างๆ  ในการบริหารจัดการน้ำในรอบเดือนให้แก่คณะกรรมการ ตลอดถึงแนวทางในการใช้น้ำอย่างมีคุณภาพ และประหยัดสูงสุด เพื่อให้เพียงพอกับแปลงเพาะปลูกจำนวนพันกว่าไร่ของพื้นที่  ปัจจุบันปริมาณน้ำเพียงพอต่อความต้องการใช้ของราษฎรในพื้นที่

กยท.ใช้ยางพาราพัฒนาสนามเด็กเล่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/284352

กยท.ใช้ยางพาราพัฒนาสนามเด็กเล่น

กยท.ใช้ยางพาราพัฒนาสนามเด็กเล่น

 

          นายเสนีย์ จิตตเกษม กรรมการ การยางแห่งประเทศไทย ในฐานะประธานอนุกรรมการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมของ กยท.เผยว่า กยท. ให้ความสำคัญในการดำเนินงานด้านการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมควบคู่ไปกับการดำเนินงานในด้านอื่นๆ ซึ่งถือเป็นโอกาสที่ดีในการสร้างความสัมพันธ์อันดีในชุมชนขององค์กรหรือหน่วยงาน เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมทั้งจากคนในชุมชน หน่วยงานภาครัฐ และผู้เกี่ยวข้องที่มีส่วนได้ส่วนเสีย โดยโครงการยางปูพื้นสนามเด็กเล่นครั้งนี้เป็นกิจกรรมหนึ่งตามแผนการดำเนินงานด้านการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมของ กยท. ประจำปี 2560 เน้นนำยางพารามาแปรรูปเป็นบล็อกยางแล้วปูพื้นสนามเด็กเล่นแทนการปูพื้นซีเมนต์หรือการทำเป็นพื้นสนามหญ้าแบบทั่วไป ถือเป็นกิจกรรมด้านCSR ที่สอดรับกับมาตรการส่งเสริมการแปรรูปยางพาราเพื่อเพิ่มมูลค่าและการใช้ยางภายในประเทศให้มากขึ้นด้วย

ดร.ธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย กล่าวว่ากยท. ให้การสนับสนุนการปูพื้นยางสนามเด็กเล่นให้แก่โรงเรียนบ้านสีระมัน โดยนำบล็อกยางพารามา จำนวน 900 แผ่น มาปูเป็นพื้นสนามเด็กเล่น คิดเป็นพื้นที่ 93.12 ตารางเมตร ซึ่งมีการใช้ยางแท่ง STR 20 จำนวนประมาณ 1 ตัน มาเป็นวัตถุดิบในการแปรรูปเป็นบล็อกยางในกิจกรรมนี้ สำหรับบล็อกยางพาราที่นำมาปูพื้นสนามเด็กเล่น เป็นงานวิจัยของฝ่ายวิจัยและพัฒนาอุตสาหกรรมยาง กยท. ซึ่งผ่านมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมบล็อกยางปูพื้น เลขที่ มอก.2378-2551 จะมีความยืดหยุ่นและสามารถรับแรงกระแทกได้เป็นอย่างดี

          “บล็อกยางปูพื้นสนาม จะช่วยลดความรุนแรงของอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นได้ตลอดเวลาต่อเด็กหรือเยาวชนที่ใช้เครื่องเล่นหรือทำกิจกรรมบนลานสนามเด็กเล่นนี้ ดังนั้น กิจกรรม CSR ในวันนี้ จะเป็นการนำงานวิจัยของ กยท. ไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อชุมชนและสังคมอย่าเป็นรูปธรรม สามารถใช้ยางพาราภายในประเทศอย่างมีศักยภาพ อีกทั้งยังสามารถยกระดับชีวิต ความเป็นอยู่ของนักเรียนและคนในชุมชนให้มีความปลอดภัยมากขึ้นด้วย”

นายสังข์เวิน ทวดห้อย ประธานคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานโรงเรียนบ้านสีระมัน กล่าวว่า โรงเรียนบ้านสีระมันเป็นโรงเรียนขยายโอกาสประจำตำบลห้วยทับมอญ มีนักเรียนจำนวน 151 คน เปิดการเรียนการสอนในหลักสูตรตั้งแต่ระดับอนุบาลถึงระดับมัธยมศึกษา เดิมสนามเด็กเล่นของโรงเรียนจะมีลักษณะเป็นพื้นดินปลูกหญ้าทั่วไป เมื่อทราบว่าการยางแห่งประเทศไทยนำยางมาแปรรูปเป็นบล็อกปูพื้นสนามเด็กเล่นให้กับนักเรียนแบบนี้รู้สึกดีใจมาก เพราะโรงเรียนขนาดเล็กแบบนี้ถ้าจะต้องใช้งบประมาณมาจัดสร้างเองคงเป็นเรื่องที่แทบเป็นไปไม่ได้ ส่วนเด็กนักเรียนก็ตื่นเต้นและดีใจมาก พร้อมใจช่วยกันยกบล็อกยางมาต่อเรียงกันอย่างสนุกสนาน

  “บุคลากรของโรงเรียนบ้านสีระมันทุกๆ คน รู้สึกยินดีและขอขอบคุณการยางแห่งประเทศไทย ถือเป็นเรื่องที่ดีในการนำน้ำยางมาแปรรูป ช่วยกันส่งเสริมการใช้สัตถุดิบยางพาราในประเทศ สนามเด็กเล่นปูพื้นด้วยยางจะช่วยเพิ่มความปลอดภัยให้กับเด็ก รวมไปถึงเครื่องเล่นต่างๆ หากเป็นวัตถุที่มีส่วนผลิตจากยางก็จะดีกว่าการใช้โครงเหล็กซึ่งเมื่อใช้ไปเกิดสนิมก็จะเป็นอันตรายต่อเด็กเล็กได้” ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านสีระมัน กล่าวทิ้งท้าย

บูรณาการใช้“ศาสตร์พระราชา”แก้ปัญหาลุ่มน้ำยม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/284238

บูรณาการใช้“ศาสตร์พระราชา”แก้ปัญหาลุ่มน้ำยม

บูรณาการใช้“ศาสตร์พระราชา”แก้ปัญหาลุ่มน้ำยม

ลุ่มน้ำยม เป็น 1 ใน 25 ลุ่มน้ำหลักของประเทศไทย ตั้งอยู่ทางตอนเหนือ มีพื้นที่รวมทั้งสิ้น 23,618 ตารางกิโลเมตร ครอบคลุม 10 จังหวัด คือ พะเยา นลำปาง แพร่ ตาก กำแพงเพชร  สุโขทัย  พิษณุโลก พิจิตร และนครสรรค์ ลักษณะของลุ่มน้ำนี้จะวางตัวตามแนวเหนือ-ใต้  ทิศเหนือเริ่มจากทิวเขาผีปันน้ำติดกับลุ่มน้ำโขง ทิศใต้ติดกับลุ่มน้ำปิง  ทิศตะวันตกติดกับลุ่มน้ำวังและลุ่มน้ำปิง   ทิศตะวันออกติดกับลุ่มน้ำน่าน  โดยมีแม่น้ำยมเป็นแม่น้ำสายหลักของลุ่มน้ำ
แม่น้ำยม มีต้นกำเนิดจากดอยขุนยวมในทิวเขาผีปันน้ำ  ซึ่งอยู่ในเขตจังหวัดพะเยา  ไหลผ่านหุบเขาที่มีความลาดชัน  มีที่ราบแคบๆ ริมแม่น้ำ  จากนั้นไหลออกสู่ที่ราบในจังหวัดแพร่  และไหลเข้าสู่หุบเขาทางตะวันตก แล้วไหลลงใต้เข้าสู่ที่ราบที่จังหวัดสุโขทัย  แม่น้ำยมจะไหลคู่ขนานมากับแม่น้ำน่าน  จากนั้นจะไหลผ่านจังหวัดพิษณุโลก จังหวัดพิจิตร แล้วไหลมาบรรจบกับแม่น้ำน่านที่จังหวัดนครสวรรค์
อย่างไรก็ตามลุ่มน้ำยม  เป็นลุ่มน้ำที่มีปัญหาเรื่องน้ำ  ไม่ว่าจะเป็นน้ำท่วมหรือน้ำแล้งค่อนข้างรุนแรง  เนื่องจากขาดแหล่งกักเก็บน้ำในพื้นที่ลุ่มน้ำตอนบน เพื่อช่วยชะลอและเก็บกักน้ำไว้   ส่งผลให้เกิดปัญหาน้ำท่วมเป็นประจำทุกปีในช่วงฤดูน้ำหลาก แต่พอเข้าสู่ช่วงฤดูแล้ว ก็จะเกิดปัญหาขาดแคลนน้ำทันที ชาวบ้านต้องนำดินลงไปทำฝายกันน้ำชั่วคราวเพื่อกักเก็บน้ำไว้ใช้ ส่งผลให้ปริมาณตะกอนดินในแม่น้ำยมมีปริมาณเพิ่มมากขึ้นทุกปี ซึ่งก็จะเป็นอุปสรรคต่อการระบายน้ำ  โดยเฉพาะในพื้นที่ลุ่มน้ำยมตอนล่าง
ลุ่มน้ำยมตอนล่าง เริ่มตั้งแต่จังหวัดสุโขทัย ลงมาจนถึงจังหวัดพิจิตร และนครสวรรค์   มีสภาพการใช้ประโยชน์ที่แตกต่างกันค่อนข้างมากระหว่างฝั่งซ้ายและฝั่งขวาของแม่น้ำยม ทั้งนี้เนื่องจากพื้นที่ฝั่งซ้ายของแม่น้ำยม (พื้นที่ระหว่างแม่น้ำยมและแม่น้ำน่าน) จะมีลักษณะเป็นพื้นที่ราบอยู่ในเขตพื้นที่ชลประทาน   โดยรับน้ำมาจากแม่น้ำน่าน ที่มีเขื่อนสิริกิติ์ เและเขื่อนแควน้อยบำรุงแดน เป็นแหล่งกักเก็บน้ำต้นทุนขนาดใหญ่  ทำให้พื้นที่ฝั่งซ้ายมีความอุดมสมบูรณ์
ขณะที่พื้นที่ฝั่งขวาของแม่น้ำยม  แม้จะมีสภาพเป็นพื้นที่ราบเช่นเดียวกันแต่อยู่นอกเขตพื้นที่ชลประทาน ทำให้ประสบปัญหาการขาดแคลนน้ำที่รุนแรงทุกปี  ในปัจจุบันในแม่น้ำยมตอนล่าง มีการสร้างฝายเพื่อเก็บกักน้ำไว้ในลำน้ำหลายแห่ง เช่น ฝายสามง่าม และฝายพญาวัง เป็นต้น  จากนั้นก็จะสูบน้ำด้วยไฟฟ้าเข้าสู่พื้นที่การเกษตร  อย่างไรก็ตามในช่วงฤดูแล้งเกือบตลอดแนวแม่น้ำยมตอนล่าง ลำน้ำมีสภาพแห้งขอด จำเป็นจะต้องบริหารจัดการน้ำร่วมกันกับลุ่มน้ำน่านที่มีศักยภาพความพร้อมมากกว่าเนื่องจากมีแหล่งน้ำต้นทุนขนาดใหญ่ สามารถควบคุมการบริหารน้ำได้   ในช่วงฤดูน้ำหลาก ก็ชะลอการปล่อยน้ำจากเขื่อนสิริกิติ์ และเขื่อนแควน้อยบำรุงแดน เพื่อที่จะผันน้ำจากแม่น้ำน้ำยมไปยังแม่น้ำน่านให้ช่วยระบายน้ำได้ปริมาณที่มากขึ้น ส่วนฤดูแล้งก็ผันน้ำจากลุ่มน้ำน่านมาช่วยบรรเทาความเดือนร้อนจากการขาดแคลนน้ำของลุ่มน้ำยม
อย่างไรก็ตามการบริหารจัดการน้ำตามแนวทางดังกล่าว สามารถแก้ปัญหาได้บางส่วนเท่านั้น จำเป็นจะต้องพัฒนาอาคารบังคับน้ำ  ไม่ว่าจะเป็นฝาย หรือประตูระบายน้ำในแม่น้ำยมเพิ่มขึ้น เพื่อให้การบริหารจัดการน้ำในลุ่มน้ำยมตอนล่าง และการบริหารจัดการร่วมกับลุ่มน้ำน่านมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์  รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า กรมชลประทานมีแผนที่จะสร้างอาคารบังคับน้ำ ประเภทประตูระบายน้ำ ในแม่น้ำยมตอนล่างเพิ่มขึ้นอีก 4 แห่งซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการศึกษาวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ประกอบด้วย
1. โครงการประตูระบายน้ำท่าแห ตำบลกำแพงดิน อำเภอสามง่าม จังหวัดพิจิตร  เป็นประตูระบายน้ำคอนกรีต เสริมเหล็กบานระบาย ชนิดบานโค้ง ขนาด 10.00 x 9.00 เมตร จำนวน 4 ช่อง  สามารถเก็บกักน้ำในลำน้ำได้ 16.75 ล้านลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.) มีพื้นที่รับประโยชน์  81,111 ไร่ ครอบคลุมพื้นที่ ตำบล     บางระกำ ตำบลปลักแรด  ตำบลวังอิทก ตำบลพันเสา ตำบลบ่อทอง ตำบลท่านางงาม อำเภอบางระกำ จังหวัดพิษณุโลก และ ตำบลกำแพงดิน อำเภอสามง่าม จังหวัดพิจิตร
2. โครงการฝายบ้านวังจิก  ตำบลวังจิก อำเภอโพธิ์ประทับช้าง จังหวัดพิจิตร เป็นประตูระบายน้ำคอนกรีตเสริม เหล็กบานระบายชนิดบานโค้ง ขนาด 12.50 x 8.00 เมตร จำนวน 5 ช่อง สามารถเก็บกักน้ำในลำน้ำได้ 6.63 ล้าน ลบ.ม. มีพื้นที่รับประโยชน์ 37,397 ไร่ ครอบคลุมพื้นที่ตำบลบ้านนา อำเภอวชิรบารมี ตำบลรังนก ตำบลเนินปอ อำเภอสามง่าม ตำบลวังจิก ตำบลไผ่รอบ ตำบลโพธิ์ประทับช้าง อำเภอโพธิ์ประทับช้าง จังหวัดพิจิตร
3. โครงการประตูระบายน้ำท่านางงาม ตำบลท่านางงาม อำบางระกำ จังหวัดพิษณุโลก เป็นประตูระบายน้ำคอนกรีตเสริมเหล็กบานระบายชนิดบานโค้ง ขนาด 12.50 x 8.00 เมตร จำนวน 5 ช่อง สามารถเก็บกักน้ำในลำน้ำได้ 8.24 ล้านลบ.ม. มีพื้นที่รับประโยชน์  52,875 ไร่ ครอบคลุมพื้นที่ ตำบลชุมแสงสงคราม ตำบลท่านางงาม ตำบลคุยม่วง ตำบลบางระกำ ตำบลบึงกอก อำเภอบางระกำ จังหวัดพิษณุโลก
และ4. โครงการประตูระบายน้ำโพธิ์ประทับช้าง ตำบลไผ่ ท่าโพ อำเภอโพธิ์ประทับช้าง จังหวัดพิจิตร เป็นประตูระบายน้ำคอนกรีตเสริมเหล็ก บานระบาย ชนิดบานโค้ง ขนาด 10.00 x 9.00 เมตร จำนวน 4 ช่อง สามารถเก็บกักน้ำในลำน้ำได้ 3.71 ล้าน ลบ.ม.มีพื้นที่รับประโยชน์ จำนวน  28,263 ไร่ ครอบคลุมพื้นที่ ตำบลวังจิก  ตำบลไผ่ท่าโพ อำเภอโพธิ์ประทับช้าง ตำบลบางลาย อำเภอบึงนาราง จังหวัดพิจิตร
“การดำเนินการศึกษา EIA อาคารบังคับน้ำทั้ง 4 แห่งในลุ่มน้ำยมตอนล่างดังกล่าว  ได้ศึกษาครอบคลุมในทุกๆด้าน ทั้งทางด้านทรัพยากรธรรมชาติ ด้านเศรษฐกิจ และด้านสังคม   โดยให้ประชาชน องค์กรพัฒนาเอกชน ตลอดจนหน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมแสดงความคิดเห็น นำเสนอข้อมูล ข้อโต้แย้ง หรือข้อเสนอแนะต่างๆ ปรากฏว่าประชาชนในพื้นที่แทบทุกคนเห็นด้วยที่จะให้กรมชลประทานดำเนินการก่อสร้างโดยเร็ว ทั้งนี้คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในเดือนกันยายนนี้ จากนั้นจะสรุปเรื่องนำเสนอต่อ สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.)  หากไม่ติดปัญหาอะไร น่าจะดำเนินการก่อสร้างได้ในปี 2562 ” รองอธิบดีกรมชลประทานกล่าว
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9  เคยพระราชทานแนวพระราชดำริ “ศาสตร์พระราชา” ในการแก้ไขปัญหาน้ำท่วม-น้ำแล้งซ้ำซากแบบยั่งยืน ว่า

“…ต้องมีการดำเนินการบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบครบวงจร ทั้งการก่อสร้างเขื่อนกักเก็บน้ำขนาดใหญ่ อ่างเก็บน้ำสาขาของแม่น้ำยม การผันน้ำระหว่างลุ่มน้ำ ตลอดจนการขุดลอกคูคลอง หนอง บึง เพื่อกักเก็บน้ำและระบายน้ำในช่วงหน้าน้ำหลาก…”

กรมชลประทานได้นำ “ศาสตร์พระราชา” มาแก้ปัญหาลุ่มน้ำยม ทั้งดำเนินการพัฒนาแหล่งน้ำสร้างอ่างเก็บน้ำขนาดกลางในสาขาของลุ่มน้ำยมแล้วหลายแห่ง  และกำลังจะดำเนินการก่อสร้างอีกหลายแห่ง  การผันน้ำเชื่อมโยงระหว่างลุ่มน้ำน่านกับลุ่มน้ำยมก็ดำเนินการแล้ว   การขุดลอกคูคลอง หนอง บึง เพื่อกักเก็บน้ำก็ดำเนินการแล้วเช่น  ยิ่งกว่านั้นยังได้ต่อยอดวางแผนดำเนินโครงการแก้มลิงพื้นที่ลุ่มต่ำเหนือ จังหวัดนครสวรรค์  ซึ่งจะมีมากถึง 69 แห่ง  ในเขตจังหวัดสุโขทัย พิษณุโลก พิจิตร และนครสวรรค์ สามารถเก็บกักน้ำไว้ชั่วคราวเพื่อรอการระบายได้ 2,049 ล้านลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.) อีกด้วย

กรมชลฯทุ่ม 2.9 ล้านรุกสร้างแก้มลิง 69 แห่งเหนือนครสวรรค์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/284179

กรมชลฯทุ่ม 2.9 ล้านรุกสร้างแก้มลิง 69 แห่งเหนือนครสวรรค์

ดรสมเกียรติ ประจำวงษ์, กรมชลฯทุ่ม, ล้านรุกสร้างแก้มลิง, แห่งเหนือนครสวรรค์, ศาสตร์พระราชา, ลบม

กรมชลฯทุ่ม 2.9 ล้านรุกสร้างแก้มลิง 69 แห่งเหนือนครสวรรค์

               ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า กรมชลประทานได้ดำเนินการศึกษาความเหมาะสมและผลกระทบสิ่งแวดล้อมโครงการแก้มลิงพื้นที่ลุ่มต่ำเหนือจังหวัดนครสวรรค์ ซึ่งเป็นพื้นที่ทุ่งนาที่มีน้ำท่วมประจำเกือบทุกปี ให้สามารถใช้เป็นที่ควบคุมน้ำชั่วคราวในช่วงอุทกภัย และนำน้ำที่เก็บไว้นั้นมาใช้ให้เกิดประโยชน์เปรียบเสมือนลิงที่กักตุนอาหารไว้ในกระพุ้งแก้มแล้วนำมาเคี้ยวกินในภายหลัง ตาม “ศาสตร์พระราชา” ที่พระบาท สมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 เคยมีพระราชดำริในการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมว่า

“ลิงโดยทั่วไปถ้าเราส่งกล้วยให้ ลิงจะรีบปอกเปลือก เอาเข้าปากเคี้ยว แล้วนำไปเก็บไว้ที่แก้มก่อน ลิงจะทำอย่างนี้จนกล้วยหมดหวีหรือเต็มกระพุ้งแก้ม จากนั้นจะค่อยๆ นำออกมาเคี้ยวและกลืนกินภายหลัง”

สำหรับการศึกษาในครั้งนี้ ได้ดำเนินการภายใต้การมีส่วนร่วมของประชาชนในพื้นที่ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งได้ผลสรุปว่า โครงการแก้มลิงพื้นที่ลุ่มต่ำเหนือจังหวัดนครสวรรค์ จะประกอบด้วย พื้นที่แก้มลิงย่อยทั้งหมด 69 แห่ง ในเขตจังหวัดสุโขทัย พิษณุโลก พิจิตร และนครสวรรค์ ครอบคลุมพื้นที่ 153 ตำบล 24 อำเภอ สามารถเก็บกักน้ำไว้ชั่วคราวเพื่อรอการระบายได้ 2,049 ล้านลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.) โดยแบ่งเป็นทุ่งนาในเขตชลประทาน 723 ล้าน ลบ.ม. และทุ่งนานอกเขต ชลประทาน 1,326 ล้าน ลบ.ม.

อย่างไรก็ตามเพื่อให้บริหารจัดการแก้มลิงทั้ง 69 แห่งดังกล่าวได้อย่างมีประสิทธิภาพ จำเป็นต้องมีการก่อสร้างหรือปรับปรุงอาคารชลประทาน เช่น ประตูระบายน้ำ ถนนหรือคันคลองที่ใช้เป็นคันกั้นน้ำ สถานีสูบน้ำ เป็นต้น พร้อมทั้งจะต้องมีกฎหมายหรือกฎระเบียบในการบริหารจัดการพื้นที่แก้มลิงรองรับด้วย ซึ่งคาดว่า จะใช้งบประมาณในการลงทุนทั้งหมดประมาณ 29,000 ล้านบาท และค่าบริหารจัดการและค่าบำรุงรักษารวมทั้งค่าสูบน้าด้วยไฟฟ้าอีกประมาณปีละ1,350 ล้าน บาท

“เมื่อดำเนินการแล้วเสร็จครบทั้ง 69 พื้นที่ดังกล่าว ประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่แก้มลิง 57,325 ครัวเรือนหรือประมาณ 163,672 คนได้รับประโยชน์โดยตรง ทำให้น้ำไม่ท่วมบ้านเรือนในช่วงฤดูฝน เพราะจะควบคุมน้ำให้อยู่ในพื้นที่ทุ่งนา นอกจากนี้ประชาชนที่อาศัยในพื้นที่ทั้ง 2 ฝั่งของแม่น้ำยม แม่น้ำน่าน ตั้งแต่ท้ายพื้นที่แก้มลิงไปจนถึงจุดบรรจบแม่น้ำปิงที่จังหวัดนครสวรรค์ ประมาณ 122,315 ครัวเรือน หรือประมาณ 348,309 คน รวมทั้งประชาชนในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาอีกจำนวนมหาศาลก็ได้รับประโยชน์ด้วยเพราะจะช่วยบรรเทาปัญหาน้ำท่วมลดความเสียหายได้อย่างมีประ สิทธิภาพ เพิ่มผลประโยชน์ที่จะลดความเสียหายลงเฉลี่ยประมาณปีละ 11,300 ล้านบาท”

ดร.สมเกียรติกล่าว รองอธิบดีกรมชลประทานกล่าวในตอนท้ายว่า อย่างไรก็ตามในการดำเนินงานพัฒนาพื้นที่ลุ่มต่ำทั้ง 69 พื้นที่ ใช้งบประมาณค่อนข้างมาก ไม่สามารถจัดสรรงบประมาณในการพัฒนาได้ทั้งหมดในปีเดียว กรมชลประทานจึงจัดทำแผนพัฒนาต่อเนื่อง 5 ปี โดยเริ่มดำเนินการจากโครงการแก้มลิงที่มีความพร้อม และไม่ต้องดำเนินการด้านกฎหมาย รวมทั้งประชาชนในพื้นที่ให้ความร่วมมือในการบริหารจัดการแก้มลิงเป็นอย่างดีก่อน หลังจากนั้นค่อยขยายผลไปดำเนินการในพื้นที่อื่นๆ จนครบ 69 พื้นที่ภายในระยะเวลา 5 ปี

กยท.ผลักดันการแปรรูปใช้ยางเป็นรูปธรรม เน้นใช้ในประเทศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/284106

กยท.ผลักดันการแปรรูปใช้ยางเป็นรูปธรรม เน้นใช้ในประเทศ

กยท, เน้นใช้ในประเทศ, RRM, มหาชน, สิงคโปร์

กยท.ผลักดันการแปรรูปใช้ยางเป็นรูปธรรม เน้นใช้ในประเทศ

               ดร.ธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย เผยว่ากยท. ได้หารือร่วมกับตัวแทนเกษตรกร ตัวแทนสถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง รวมถึงผู้ประกอบกิจการยางทั้งในและต่างประเทศ เกี่ยวกับประเด็นปัญหาสำคัญ 3 ประเด็นหลัก คือ ประเด็นที่ 1 การใช้ พ.ร.บ. ควบคุมยาง พ.ศ. 2542 ให้เกิดประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการตรวจสอบการทำงานทั้งระบบ โดยกระทรวงเกษตรฯ จะออกประกาศแต่งตั้งพนักงาน กยท. เป็นเจ้าหน้าที่ใช้อำนาจตาม พ.ร.บ. ควบคุมยาง มาตรา41 ให้มีประสิทธิภาพ

          ประเด็นที่ 2 รัฐบาลจะเร่งผลักดันการใช้ยางพาราในหน่วยงานของรัฐ และภายในประเทศมากยิ่งขึ้น ซึ่งในส่วนของภาครัฐนั้น ปีงบประมาณ 2560 เหลือเวลาอีก 3 เดือน ในการเร่งรัดให้แต่ละหน่วยงานดำเนินการให้เกิดการใช้ยางให้ได้มากที่สุด รวมทั้งในปี 2561 จะผลักดันให้มีการตั้งงบประมาณของแต่ละภาคส่วนในการที่จะใช้ยางในภาครัฐมากขึ้น เป็นการส่งเสริมการใช้ยางในรูปแบบหรือนวัตกรรมต่างๆ เพื่อให้เกิดการแปรรูปมากขึ้น ในส่วนของภาคเอกชนจะเป็นการร่วมมือและรณรงค์ให้หันมาบริโภคผลิตภัณฑ์ที่ทำจากยางพาราภายในประเทศให้มากขึ้น โดยเน้นการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์จากยางพาราเพื่อเพิ่มมูลค่า                  ซึ่งขณะนี้ กยท. เดินหน้าร่วมกับภาคเอกชนผลิตยางล้อ ภายใต้โครงการยางล้อประชารัฐ แบรนด์ TH -TYRE เป็นการใช้ยางที่ผลิตภายในประเทศผ่านสหกรณ์ชาวสวนยาง และมีบริษัทที่ได้มาตรฐานอย่างบริษัท ดีสโตน จำกัด มาเป็นผู้ผลิตยางล้อ

ทั้งนี้ กยท. พร้อมเปิดรับทุกบริษัทที่สนใจจะลงทุนแปรรูปผลิตภัณฑ์ยางประเภทต่างๆ ร่วมกัน โดยขณะนี้ ผู้สนใจล้อยางแบรนด์ TH-TYRE สามารถสั่งซื้อกับ กยท.ทั่วประเทศได้ ประเด็นสุดท้าย ระบบตลาดภายในประเทศ กยท. ผลักดันการซื้อขายจริง ตั้งแต่ตลาดระดับท้องถิ่นของ กยท. เพื่อลดความเสี่ยงหรือการเก็งกำไรจากตลาดซื้อขายล่วงหน้า และเปิดโอกาสให้เกษตรกรเข้าถึงตลาดและการบริการได้มากขึ้น รวมถึงตลาดกลาง 6 แห่ง ของ กยท. จะรองรับผลิตภัณฑ์แปรรูปที่มีคุณภาพเพื่อเพิ่มมูลค่ายางพารา นอกจากนี้ ยังมีตลาดกลางระดับภูมิภาค (RRM) ของ 3 ประเทศ คือ ประเทศไทย มาเลเซีย และอินโดนีเซีย ซึ่ง กยท.ได้เดินหน้าผลักดันให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

                  ดร.ธีธัช กล่าวเพิ่มเติมว่า ในส่วนของการแก้ปัญหาราคายางผันผวน ตั้งแต่ช่วงปลายเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา กยท. ได้เชิญผู้ประกอบกิจการยางเอกชนรายใหญ่ของประเทศ ได้แก่ บริษัท ศรีตรังแอโกรอินดัสทรี จำกัด (มหาชน) บริษัท วงศ์บัณฑิต จำกัด บริษัท เซาท์แลนด์ รับเบอร์ จำกัด และล่าสุดยังมีผู้แทนจากบริษัทผู้ส่งออกรายใหญ่อีก 2 บริษัท ทั้ง บริษัท ไทยฮั้วยางพาราจำกัด (มหาชน) และ บริษัท ไทยรับเบอร์ลาเท็คซ์คอร์ปอร์เรชั่น ประเทศไทย จำกัด (มหาชน) ร่วมหารือแนวทางแก้ไขสถานการณ์ราคายางภายในประเทศ นอกจากนี้ ยังได้หารือกับบริษัทต่างประเทศหลายแห่งที่เป็นคู่ค้ารายใหญ่ของ กยท. เช่น บริษัท ไห่หนาน (สิงคโปร์) จำกัด บริษัท ชิโนแคม จำกัด ในการหาแนวทางด้านราคาซื้อขายระหว่างประเทศเช่นกัน ซึ่งต้องแก้ไขทั้ง 2 ระดับ ทั้งระดับตลาดที่มีการซื้อขายล่วงหน้า และตลาดการซื้อขายภายในประเทศ

อย่างไรก็ตาม มาตรการต่างๆ อยู่ระหว่างการหารือแนวทางเพื่อร่วมมือกันในอนาคต แต่คาดว่าตลาดยางพาราในช่วงครึ่งปีหลังนั้น ปัจจัยพื้นฐานยังเป็นเรื่องที่ดีอยู่ ทั้งความต้องการใช้ยาง และปริมาณยางพาราที่ออกสู่ท้องตลาด ขณะนี้ จะเน้นการแก้ปัญหาเรื่องการเก็งกำไรราคายางในตลาดซื้อขายยางล่วงหน้า แต่โดยภาพรวมแล้ว ยางยังคงเป็นพืชเศรษฐกิจที่จะเติบโตในอนาคต

                  “สิ่งสำคัญ คือ ตลาดซื้อขายล่วงหน้าจะต่างจากตลาดส่งมอบจริง ตลาดส่งมอบจริง ถ้ามีการตัดสินใจซื้อวันนี้ ราคามันเกิดขึ้นทันที ส่วนตลาดซื้อขายล่วงหน้า เป็นการซื้อขายบนกระดาษแผ่นเดียว เพราะฉะนั้นตลาดจะไม่ได้รับผลกระทบมาก แต่เราในฐานะผู้ผลิตจะเป็นผู้ได้รับผลกระทบ จึงอยากแนะนำว่าควรมีการแยกตลาดออกมา อย่าเอาสองตลาดมาพันกัน ในที่สุด ถ้าเราเอาตลาดซื้อขายล่วงหน้ามาเป็นตัวกำหนดการซื้อขายจริงเพียงอย่างเดียว ผู้ที่ได้รับผลกระทบที่สุดก็คือเกษตรกรชาวสวนยาง ดังนั้น ควรมีการบริหารจัดการทั้ง 2 ตลาด ให้มีความชัดเจน” ดร.ธีธัช กล่าวทิ้งท้าย

เปิดผลงานผู้เข้าชิงอาจารย์ดีเด่นแห่งชาติสาขาสังคมศาสตร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/284069

เปิดผลงานผู้เข้าชิงอาจารย์ดีเด่นแห่งชาติสาขาสังคมศาสตร์

เปิดผลงานผู้เข้าชิงอาจารย์ดีเด่นแห่งชาติสาขาสังคมศาสตร์

                  ผู้ช่วยศาสตราจารย์ศักดิ์ดา ศิริภัทรโสภณ จากวิทยาลัยบัณฑิตศึกษาการจัดการ มหาวิทยาลัยขอนแก่น และนายกสมาคมนักวิจัยแห่งประเทศไทย เปิดเผยก่อนเข้าสัมภาษณ์กับคณะกรรมการสภามหาวิทยาลัยแห่งประเทศไทย เพื่อคัดเลือกให้เป็นอาจารย์ดีเด่นแห่งชาติ ปี 2560 สาขาสังคมศาสตร์ ว่า รู้สึกภูมิใจที่ได้รับการพิจารณาให้เป็น 1 ใน 3 ของผู้สมควรได้รับการคัดเลือกเป็นอาจารย์ดีเด่น สาขาสังคมศาสตร์ โดยมีหลายผลงานที่แสดงให้เห็นจริงถึงทำประโยชน์ให้แก่ประเทศไทย  เช่น การบุกเบิกประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ เออีซี ในประเทศไทย โดยสร้างความตระหนักให้กับนักธุรกิจไทยในอุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดย่อม จนได้รับการตอบรับอย่างดี และได้ใช้ประโยชน์จาก เออีซี ได้อย่างแท้จริง ในส่วนที่เป็นอาจารย์ ยังผลิตตำราวิชาการที่ใช้ทำการเรียนการสอนกับนักศึกษา และใช้ฝึกอบรมให้กับผู้ประกอบการ ซึ่งเป็นตำรามาตรฐานตั้งแต่พื้นฐานธุรกิจ และการจัดการระหว่างประเทศ
นอกจากนี้ ยังมีบทบาทในการช่วยเหลือประเทศชาติในเชิงวิจัยพัฒนา โดยดำรงตำแหน่งนายกสมาคมวิจัยแห่งประเทศไทย สมาคมฯ นี้ได้รับความไว้วางใจจากสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ หรือ วช.ให้เป็นหน่วยงานหลักแห่งหนึ่งในการผลิตนักวิจัยของประเทศ เนื่องจากประเทศไทยมีปัญหาขาดแคลนนักวิจัยทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพ ปีที่ผ่านมาสมาคมฯ ได้พัฒนาและผลิตนักวิจัยได้มากกว่า 1,000 คน ถือเป็นความสำเร็จอย่างดียิ่ง โดยเฉพาะการสนองนโยบายรัฐบาลที่จะไปสู่ไทยแลนด์ 4.0 เนื่องจากการขับเคลื่อนไปสู่เป้าหมายดังกล่าวต้องอาศัยเทคโนโลยีและนวัตกรรม ที่มาจากงานวิจัย
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ขนิษฐา อุนารัตน์ ประธานคณะกรรมการการคัดเลือกฯกล่าวถึงการคัดเลือกอาจารย์ดีเด่นแห่งชาติ ว่า ได้ดำเนินงานมานานแล้ว โดยปีนี้ที่ประชุมสภาอาจารย์มหาวิทยาลัยแห่งประเทศไทย มีมติแบ่งสายวิชาประมาณ 5 สาย ได้แก่ สายวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี วิทยาศาสตร์สุขภาพ สายสังคม สายมนุษยศาสตร์ สายศิลปกรรม และสายรับใช้สังคม ทั้งนี้แต่ละมหาวิทยาลัยจะคัดเลือกบุคคลส่งให้คณะกรรมการสภาฯ พิจารณากลั่นกรองรอบแรก ซึ่งผู้ผ่านเข้ารอบแต่ละสาขาจะต้องได้รับการสัมภาษณ์จากคณะกรรมการฯ อีกครั้งในรอบสองพร้อมแสดงผลงานที่เด่นชัด เพื่อคัดเลือกส่งให้สภาอาจารย์มหาวิทยาลัยแห่งประเทศไทย ดำเนินการประกาศผลทุกสาขา คาดว่าราวเดือนสิงหาคมนี้

ฝนหลวง ปฏิบัติภารกิจเพื่อเติมน้ำในเขื่อนเหนือ-อีสาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/284068

ฝนหลวง ปฏิบัติภารกิจเพื่อเติมน้ำในเขื่อนเหนือ-อีสาน

ฝนหลวง, ปฏิบัติภารกิจ, เพื่อ, เติม, น้ำ, เขื่อน, เหนือ, อีสาน

ฝนหลวง ปฏิบัติภารกิจเพื่อเติมน้ำในเขื่อนเหนือ-อีสาน

         วันที่ 22 มิถุนายน 2560 เวลา 12.00 น. นายสุรสีห์ กิตติมณฑล อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร เปิดเผยว่า กรมฝนหลวงและการบินเกษตร นอกจากการปฏิบัติภารกิจเพื่อเติมน้ำในเขื่อนและพื้นที่ขอรับบริการแล้ว ได้มีการติดตามสถานการณ์น้ำในพื้นที่ทางการเกษตรอย่างใกล้ชิดและปฏิบัติการฝนหลวงเพื่อสนับสนุนพื้นที่เกษตรแปลงใหญ่ที่ต้องการน้ำฝนและน้ำเพื่อการเกษตร ตามนโยบายของ  พลเอก ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่มีเป้าหมายเพื่อลดต้นทุน  เพิ่มผลผลิต และยกมาตรฐานคุณภาพสินค้าเกษตร นำไปสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน เกษตรกรมีรายได้และความภาคภูมิใจในอาชีพ ซึ่งจากการลงพื้นที่ติดตามการปฏิบัติงานของศูนย์ภาคตะวันออกเฉียงเหนือในภารกิจสนับสนุนปฏิบัติการฝนหลวงในพื้นที่เกษตรแปลงใหญ่ พบว่า

พื้นที่เกษตรแปลงใหญ่ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือส่วนใหญ่มีการเพาะปลูกข้าว ข้าวโพด และมันสำปะหลัง ปัจจุบันมีปริมาณน้ำเพียงพอ  ต่อการใช้งาน ประกอบกับประเทศไทยมีฝนฟ้าคะนองเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง และไม่มีการขอรับบริการฝนหลวงจากเกษตรกรในพื้นที่เกษตรแปลงใหญ่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือเข้ามาในระยะนี้ แต่ทั้งนี้ กรมฝนหลวงและการบินเกษตรยังคงให้ความสำคัญและติดตามสถานการณ์น้ำในพื้นที่เกษตรแปลงใหญ่อย่างสม่ำเสมอ เพื่อไม่ให้เกิดการขาดแคลนน้ำฝนและน้ำเพื่อการเกษตร
สำหรับการปฏิบัติการฝนหลวง เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2560 มีการขึ้นปฏิบัติการฝนหลวงทั้งหมด 3 หน่วยปฏิบัติการ ได้แก่ หน่วยปฏิบัติการฝนหลวงจังหวัดเชียงใหม่ ปฏิบัติการบริเวณพื้นที่อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ และพื้นที่ลุ่มรับน้ำเขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชล เขื่อนแม่กวงอุดมธารา หน่วยปฏิบัติการฝนหลวงจังหวัดสระแก้ว ปฏิบัติการบริเวณพื้นที่อำเภอท่าตะเกียบ จังหวัดฉะเชิงเทรา บริเวณลุ่มรับน้ำอ่างเก็บน้ำคลองสียัด ทำให้มีฝนตกเล็กน้อยในบริเวณดังกล่าว หน่วยปฏิบัติการฝนหลวงจังหวัดกาญจนบุรี ปฏิบัติการบริเวณพื้นที่อำเภอสังขละบุรี ทองผาภูมิ ศรีสวัสดิ์ ไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี และพื้นที่ลุ่มรับน้ำเขื่อนวชิราลงกรณ์ เขื่อนศรีนครินทร์ ทำให้มีฝนตกเล็กน้อยถึงปานกลาง

อย่างไรก็ตาม กรมฝนหลวงและ   การบินเกษตร ยังคงติดตามสถานการณ์น้ำและปฏิบัติการฝนหลวงช่วยเหลือพื้นที่การเกษตรจากการขอรับบริการฝนหลวงและเติมน้ำในเขื่อนต่าง ๆ ทั่วทุกภูมิภาคอย่างต่อเนื่อง โดยประชาชนและเกษตรกรที่ต้องการขอรับบริการฝนหลวง สามารถแจ้งได้ที่ศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงประจำภาคต่างๆ และสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารได้ที่เพจ Facebook กรมฝนหลวงและการบินเกษตร หรือเว็บไซต์กรมฝนหลวงและการบินเกษตร