ไม้ดีมีประโยชน์ : ‘กลาย’ หาชมยาก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/225373

เกษตร/ทำกิน/สัตว์เลี้ยง > วิถีพอเพียง  :  6 เม.ย. 2559

ไม้ดีมีประโยชน์ : ‘กลาย’ หาชมยาก

ไม้ดีมีประโยชน์ : ‘กลาย’ หาชมยาก : โดย…นายสวีสอง

                    หาชมค่อนข้างยากสำหรับ “กลาย” เป็นไม้พื้นเมืองตระกูลเดียวกับ “กระดังงา” ที่เหมาะนำมาปลูกเป็นไม้ประดับ
                    เป็นไม้พุ่มในวงศ์ ANNONACEAE ลำต้นตรง กิ่งก้านน้อย เป็นพุ่มโปร่ง สูง 3-4 เมตร เปลือกต้นสีน้ำตาลอมเทา มีรอยแตกเล็กเป็นร่องยาวตามแนวสูงของต้น
                    ใบ เป็นใบเดี่ยวออกเรียงสลับตามระนาบเดียวกับกิ่ง ทรงรีกึ่งขอบขนาน โคนใบมน ปลายเรียวแหลมมีติ่ง ขอบเรียบ มีเส้นแขนงใบ 6-8 คู่
                    ดอก ออกเป็นช่อเดียวตามซอกใบ มี 6 กลีบ 2 ชั้น ชั้นละ 3 กลีบ สีเหลืองนวล ปลายกลีบแผ่กว้างแล้วมาประกบกันคล้ายกระเช้า
                    ผล ออกเป็นกลุ่ม มีผลย่อย 4-6 ผล ทรงกระบอก ผลอ่อนสีเขียว พอแก่สีเหลืองอมแดง
                    ขยายพันธุ์ ด้วยเมล็ด ตอนกิ่ง ชอบดินปนทราย ความชื้นและแสงแดดเต็มวัน
———————-
(ไม้ดีมีประโยชน์ : ‘กลาย’ หาชมยาก : โดย…นายสวีสอง)

‘มะเขือม่วง’ ขับเสมหะ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/225290

เกษตร/ทำกิน/สัตว์เลี้ยง > วิถีพอเพียง  :  5 เม.ย. 2559

‘มะเขือม่วง’ ขับเสมหะ

ไม้ดีมีประโยชน์ : ‘มะเขือม่วง’ ขับเสมหะ : โดย…นายสวีสอง

                    มะเขือม่วง จัดเป็นพืชผักสมุนไพร มีชื่อวิทยาศาสตร์ Solanum melongena L. จัดอยู่ในวงศ์มะเขือ มีชื่อเรียกไปตามท้องถิ่นต่างๆ อาทิ มะเขือจาน, มะเขือหำม้า, มะแขว้งคม เป็นต้น เป็นพืชล้มลุกมีความสูงประมาณ 1-1.5 เมตร ลำต้นมีขนนุ่มปกคลุมอยู่ทั่วไปและอาจมีหนามเล็กๆ แต่ไม่มากนัก สามารถออกดอกและผลได้ตลอดทั้งปี
                    ใบเป็นใบเดี่ยวขนาดใหญ่ ออกสลับข้างกัน เป็นรูปค่อนข้างกลม ปลายใบแหลม โคนใบเบี้ยว ส่วนขอบใบหยักหรือเป็นคลื่น ดอกออกเป็นช่อตามซอกใบ มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 2-3 เซนติเมตร  มีกลีบสีเขียว ปลายแยกเป็นกลีบดอก 5 กลีบ กลีบดอกเป็นสีม่วงรูปดาว  ผลมีลักษณะกลมรียาว ทรงหยดน้ำ ผิวเรียบเป็นสีม่วง ขนาดของผลขึ้นอยู่กับสายพันธุ์  โดยมีขนาดยาวตั้งแต่ 4-30 เซนติเมตร สีผลอาจจะมีสีเดียวหรือหลายสี ส่วนภายในผลจะมีเมล็ดจำนวนมาก ผลแห้งมีสรรพคุณเป็นยาขับเสมหะ ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด
———————
(ไม้ดีมีประโยชน์ : ‘มะเขือม่วง’ ขับเสมหะ : โดย…นายสวีสอง)

‘คลีโอมี’ ปลูกประดับ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/225077

เกษตร/ทำกิน/สัตว์เลี้ยง > วิถีพอเพียง  :  1 เม.ย. 2559

‘คลีโอมี’ ปลูกประดับ

ไม้ดีมีประโยชน์ : ‘คลีโอมี’ ปลูกประดับ : โดย…นายสวีสอง

                    ไม้นอกดอกสวย “คลีโอมี” มีถิ่นกำเนิดในหมู่เกาะเวสต์อินดีส และทางตะวันออกเฉียงใต้ของบราซิล อาร์เจนตินา ชื่ออื่นๆ ผักเสี้ยนฝรั่ง
                    เป็นไม้พุ่ม อยู่ในวงศ์ Capparaceae สูงราว 4-5 ฟุต กิ่งก้านมาก ค่อนข้างเปราะ
                    ใบ มี 5 ใบย่อยเป็นแฉกลึก มีหนามอยู่ด้านล่างของใบ ดอกเกาะกันเป็นช่อกลมที่ปลายยอด เส้นผ่านศูนย์กลาง 6-8 นิ้ว ที่เห็นทั่วไปคือ สีชมพู แต่มีสีขาวและสีม่วง ด้วย
                    ดอก ออกเป็นช่อสวยงามมาก มีกลิ่นฉุน บานไล่จากข้างล่างขึ้นไป ดอกย่อยมี 4 กลีบ แต่ละดอกมีเกสรตัวเมีย 6 อัน พุ่งออกจากดอก สำหรับพันธุ์สีชมพูเมื่อเริ่มบานเป็นสีชมพูเข้ม จากนั้นซีดลงจนเป็นสีขาวแล้วร่วงไป
                    ขยายพันธุ์ เพาะเมล็ด ชอบดินร่วนระบายน้ำได้ดี มีแสงแดดเต็มวัน
——————–
(ไม้ดีมีประโยชน์ : ‘คลีโอมี’ ปลูกประดับ : โดย…นายสวีสอง)

‘งือเด็ง’ ปลูกประดับ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/225008

เกษตร/ทำกิน/สัตว์เลี้ยง > วิถีพอเพียง  :  31 มี.ค. 2559

‘งือเด็ง’ ปลูกประดับ

ไม้ดีมีประโยชน์ : ‘งือเด็ง’ ปลูกประดับ : โดย…นายสวีสอง

                    “งือเด็ง” หรือชื่ออื่น มะเด็ง เขื่องหมู่ เต่าร้าง พบทั่วไปในป่าดิบ เป็นไม้ปลูกประดับ ไม่ควรปลูกใกล้ทางเดิน สนามเด็กเล่น เพราะผลเมื่อถูกผิวหนังจะเกิดอาการคัน
                    มีรากเหง้า เป็นพืชในตระกูลปาล์ม (Palmae) ลำต้นขนาด 10-15 เซนติเมตร สูงประมาณ 10 เมตร
                    ใบ เป็นใบประกอบแบบขนนกสองชั้น เรียงสลับ ใบย่อยรูปสามเหลี่ยมหยักเว้า ปลายแหลมคล้ายหางปลา โคนใบรูปลิ่ม กาบใบยาว 0.5-2 เมตร โคนกาบใบมีขนสีน้ำตาลแดงปกคลุม
                    ดอก สีขาวอมเหลือง ออกเป็นช่อแยกแขนงระหว่างกาบใบ ช่อดอกยาว 60-80 เซนติเมตร บานเต็มที่กว้าง 2 เซนติเมตร
                    ผล ผลกลมรี ขนาด 2 เซนติเมตร ออกเป็นพวงๆ ผลสุกสีแดงคล้ำ ข้างในมีเมล็ดเดียว
                    ขยายพันธุ์ เพาะเมล็ด เติบโตเร็วในดินร่วน ระบายน้ำดี มีแสงแดดจัด
——————–
(ไม้ดีมีประโยชน์ : ‘งือเด็ง’ ปลูกประดับ : โดย…นายสวีสอง)

ไม้ดีมีประโยชน์ : ‘กระเชา’ ทำกระดาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/224949

เกษตร/ทำกิน/สัตว์เลี้ยง > วิถีพอเพียง  :  30 มี.ค. 2559

ไม้ดีมีประโยชน์ : ‘กระเชา’ ทำกระดาน

ไม้ดีมีประโยชน์ : ‘กระเชา’ ทำกระดาน : โดย…นายสวีสอง

                    “กระเชา” ไม้ไทยๆ พบมากตามป่าเบญจพรรณ มีประโยชน์ ต้นใช้ทำกระดานปลูกบ้าน สร้างเมรุ ขณะเดียวกันเปลือกต้นใช้ทำเชือก กระสอบ และกระดาษได้ด้วย
                    เป็นไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ ในวงศ์ ULMACEAE ลำต้นตรงสูง 20-30 เมตร แตกกิ่งต่ำ เปลือกต้นสีน้ำตาลอมเทา ตามต้นจะมีช่องอากาศสีขาวประปราย
                    ใบ เป็นใบเดี่ยว ทรงรี ขึ้นเรียงสลับตามกิ่ง ก้านใบยาวราว 1 เซนติเมตร โคนใบเว้านิดๆ ปลายใบแหลม ขอบเรียบ ผืนใบด้านบนมีขนเล็กน้อย
                    ดอก ออกเป็นช่อกระจุกตามซอกใบ เวลาบานมี 5-6 กลีบ สีเหลืองอมน้ำตาล ตรงกลางเกสรเพศผู้ 3-9 อัน เกสรเพศเมียสังเกตง่ายที่ปลายแยกเป็น 2 แฉก
                    ผล ทรงรีออกแบน ขอบมีปีกบางๆ กว้าง 1-1.5 ซม. ยาว 1.5-2 ซม.
                    ขยายพันธุ์ เพาะเมล็ด ขึ้นในทุกสภาพดิน ชอบความชื้นและแสงแดดปานกลาง
———————-
(ไม้ดีมีประโยชน์ : ‘กระเชา’ ทำกระดาน : โดย…นายสวีสอง)

พิชิตปัญหาสัตว์เลี้ยง : แมวมีกลิ่น!!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/224749

เกษตร/ทำกิน/สัตว์เลี้ยง > วิถีพอเพียง  :  27 มี.ค. 2559

พิชิตปัญหาสัตว์เลี้ยง : แมวมีกลิ่น!!

พิชิตปัญหาสัตว์เลี้ยง : แมวมีกลิ่น!! : โดย … รศ.น.สพ.ปานเทพ รัตนากร

                    คนเลี้ยงสัตว์มักคุ้นเคยกับการที่สัตว์เลี้ยงมีกลิ่นตามชนิดของมันบ้าง จะให้ไร้กลิ่นหรือหอมฉุยดั่งน้ำหอมย่อมไม่มีแน่ เอาเป็นว่าพอรับได้ แต่ถ้ากลิ่นที่มีมันผิดไปจากเดิมหรือรุนแรงขึ้นจนกลายเป็นกลิ่นเหม็นล่ะก็นี่สิปัญหาแน่ ดังหลายคำถามของเจ้าของที่ถามว่าทำไมแมวที่เลี้ยงไว้มีกลิ่นเหม็นและจะแก้ไขด้วยวิธีใด
                    โดยทั่วไปเรามักไม่ค่อยพบว่าแมวจะมีและก่อปัญหาเกี่ยวกับกลิ่นสักเท่าไรเมื่อเทียบกับหมา คนทั่วไปมักเข้าใจว่าแมวเป็นสัตว์สะอาดเพราะเห็นว่าช่างแต่งตัวแต่งเล็บด้วยการเลียอยู่เสมอ นอนก็ในที่สะอาด ขี้เยี่ยวยังกลบทุกครั้ง ฯลฯ ทว่ามันก็มีกลิ่นไม่ชวนดมได้เช่นกัน โดยกลิ่นเหล่านั้นเป็นผลมาจาก
                    กลิ่นปาก  :  แมวก็เป็นโรคเหงือกอักเสบได้ โดยมีหินปูนเกาะฟันและเสียดสีกับเหงือกจนอักเสบ มีเชื้อแบคทีเรียในน้ำลาย รวมถึงเข้าไปตามซอกและรอบตอฟันกับเหงือก เมื่อมีเศษอาหารมาเกาะติดยิ่งเป็นอาหารให้แบคทีเรียเติบโต ผลที่ตามมาคือกลิ่นเหม็นที่ออกมากับลมหายใจ หรือเมื่อแมวอ้าปากนั่นเอง
                    กลิ่นหู  :  ไรในหู อาศัยอยู่ปะปนกับขี้หู ก่อให้เกิดกลิ่นที่เหม็นไม่น้อย จุดนี้ก็สร้างความเหม็นให้เกิดแก่เจ้าเหมียวได้
                    กลิ่นเหยื่อ  :  แมวเป็นสัตว์นักล่า จะต่อสู้เป็นพัลวัน ทำให้มีกลิ่นจากเหยื่อติดตัวกลับมาบ้าน ที่ได้กลิ่นเหม็นบ่อยๆ ก็คือกลิ่นหนู ซึ่งมักเป็นหนูท่อที่สกปรก มีกลิ่นรุนแรงอยู่แล้ว เจ้าเหมียวจึงพลอยเหม็นไปด้วย
                    กลิ่นน้ำลาย  :  แมวมีนิสัยชอบทำความสะอาดตัวเองด้วยการใช้ลิ้นที่สากดุจกระดาษทราย เลียทำความสะอาดขน เล็บ อุ้งตีน เศษโปรตีน ตลอดจนส่วนต่างๆ ที่มันเข้าถึงได้ ต่อเมื่อน้ำลายแห้งเศษโปรตีนเกาะติดขนเป็นอาหารของเชื้อแบคทีเรีย ทำให้เชื้อเจริญเติบโตและก่อให้เกิดกลิ่น
วิธีป้องกันแก้ไข
                    – รักษาสุขภาพช่องปากให้แข็งแรง สมบูรณ์ ปราศจากเศษอาหาร และหินปูนโดยการถูฟัน แปรงฟันเช่นเดียวกับหมา
                    – หมั่นตรวจตราและเช็ดทำความสะอาดในรูหูและใบหูของแมว หากพบว่ามีไรอยู่ให้พาไปพบสัตวแพทย์เพื่อกำจัดอย่างถูกวิธีรวมถึงการเช็ดหูเพื่อขจัดขี้หูตลอดเวลา
                    – เช็ดทำความสะอาดผิว ลำตัว ตีน อย่างสม่ำเสมอ หากพบว่าแมวออกเที่ยวนอกบ้านไปล่าเหยื่อมาให้เช็ดตัวทำความสะอาดร่างกายเพิ่ม เพื่อขจัดกลิ่นเหยื่อที่ติดตัวมาให้เหลือน้อยที่สุด
                    – การเช็ดตัวเป็นระยะๆ หรือสักวันละครั้งก็ยังดี ทั้งแปรงขนด้วยจะช่วยขจัดเศษคราบน้ำลายที่ติดบนตัวแมวออกไป กลิ่นที่สะสมอยู่จะลดลง
ฯลฯ
                    ต่อไปนี้แมวเหมียวของคุณคงไม่มีกลิ่นให้เป็นที่น่ารังเกียจอีกนะครับ
————————-
(พิชิตปัญหาสัตว์เลี้ยง : แมวมีกลิ่น!! : โดย … รศ.น.สพ.ปานเทพ รัตนากร)

ลุยสวนมะพร้าวน้ำหอมบ้านแพ้ว แวะชิมส้มโอพันธุ์ดีที่ ‘แม่กลอง’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160327/224748.html

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันอาทิตย์ที่ 27 มีนาคม 2559
ลุยสวนมะพร้าวน้ำหอมบ้านแพ้ว แวะชิมส้มโอพันธุ์ดีที่ 'แม่กลอง'

ท่องโลกเกษตร : ลุยสวนมะพร้าวน้ำหอมบ้านแพ้ว แวะชิมส้มโอพันธุ์ดีที่ ‘แม่กลอง’ : โดย…สุรัตน์ อัตตะ

                    นโยบายเกษตรแปลงใหญ่และการส่งเสริมปลูกพืชใช้น้ำน้อยเพื่อแก้ปัญหาภัยแล้งของรัฐบาลและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในปีนี้เริ่มปรากฏผลอย่างเป็นรูปธรรมแล้วในหลายจังหวัดภาคกลางและภาคตะวันตก ซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของสำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรที่ 2 ราชบุรี กรมส่งเสริมการเกษตร หลังทุกฝ่ายให้การสนับสนุนช่วยเหลืออย่างเต็มที่ ทำให้เกษตรกรเริ่มมีรายได้เข้ามา โดยไม่ต้องกังวลปัญหาภัยแล้งอีกต่อไป
                    “ท่องโลกเกษตร” อาทิตย์นี้ตามคณะผู้บริหารกรมส่งเสริมการเกษตร ภายใต้การนำของ ชาตรี บุญนาค ผู้อำนวยการสำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรที่ 2 ราชบุรี นำคณะสื่อมวลชนจากส่วนกลางลงพื้นที่ดูความคืบหน้าการดำเนินงานเกษตรแปลงใหญ่และมาตรการแก้ปัญหาภัยแล้ง โดยปลูกพืชใช้น้ำน้อยตามนโยบายรัฐบาลและกระทรวงเกษตรฯ ในพื้นที่รับผิดชอบประกอบไปด้วยสมุทรสาคร สมุทรสงคราม และนครปฐม
                    บ่ายโมงตรงทุกคนพร้อมกันที่จุดนัดหมายภายในกรมส่งเสริมการเกษตร ถนนพหลโยธิน จากนั้นมุ่งหน้าสู่ อ.บ้านแพ้ว จ.สมุทรสาคร เพื่อเยี่ยมชมกระบวนการแปรรูปผลิตภัณฑ์มะพร้าวน้ำหอมของบริษัท เค เฟรช จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายมะพร้าวน้ำหอมและทันทีที่คณะเดินทางไปถึงเข้ารับฟังบรรยายสรุปจาก ชาตรี บุญนาค ผู้อำนวยการสำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรที่ 2 ราชบุรี พูดถึงภาพรวมการส่งเสริมการทำเกษตรแปลงใหญ่ในพื้นที่รับผิดชอบ 8 จังหวัดภาคกลางและภาคตะวันตก ประกอบด้วย จ.สมุทรสาคร (มะพร้าวน้ำหอม) สมุทรสงคราม (ส้มโอขาวใหญ่) นครปฐม (ข้าว) กาญจนบุรี (มันสำปะหลัง) ราชบุรี (สับปะรดบ้านคา) เพชรบุรี (ข้าว) สุพรรณบุรี (ข้าว) และประจวบคีรีขันธ์ (สับปะรด) โดยมีการรวมกลุ่มเพื่อง่ายต่อการบริหารจัดการผลผลิตและมีเกษตรกรอำเภอในพื้นที่เป็นผู้จัดการแปลง ซึ่งก็ประสบผลสำเร็จพอสมควรหลังได้ดำเนินการมากว่าขวบปี
                    “แปลงใหญ่สมุทรสาครจะทำเรื่องมะพร้าวน้ำหอมเพราะที่นี่ปลูกกันเยอะ ส่วนสมุทรสงครามเป็นส้มโอขาวใหญ่ พืชทั้งสองอย่างไม่มีปัญหาเรื่องการตลาด แต่จะทำอย่างไรให้มีผลผลิตเพิ่มในพื้นที่จำกัดและไม่ให้มีปัญหาโรคและแมลงรบกวน โดยเฉพาะการระบาดของหนอนหัวดำในมะพร้าว ที่ผ่านมาเราจะสนับสนุนให้เกษตรกรแก้ปัญหาโดยการปล่อยแตนเบียนบราคอนทำลายหนอนหัวดำ ซึ่งก็ได้ผลพอสมควร ส่วนผลผลิตเกือบทั้งหมดก็จะส่งโรงงานเค เฟรช ก็เป็นหนึ่งในโรงงานที่เข้ารับซื้อผลผลิตของเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการเกษตรแปลงใหญ่” ชาตรี เผยข้อมูล
                    ขณะที่ รศ.วรรณะ มหากิตติคุณ ผู้ช่วยรองประธาน บริษัท ออล โคโค จำกัด ในเครือเค เฟรช กล่าวเสริมว่า กระบวนการแปรรูปมะพร้าวน้ำหอมของบริษัทนั้น หลังจากรับซื้อผลผลิตจากเกษตรกรในเครือข่ายก็จะนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ  ก่อนส่งจำหน่ายทั้งในและต่างประเทศ ปัจจุบันมีการส่งออกกว่า 30 ประเทศทั่วโลก พร้อมทดลองชิมผลิตภัณฑ์มะพร้าวน้ำหอมของบริษัท ก่อนทั้งหมดลงพื้นที่ดูแปลงปลูกของลุงบุญลอย ทรัพย์มา ประธานกลุ่มเกษตรกรแปลงใหม่มะพร้าวน้ำหอมบ้านแพ้ว ซึ่งมีอาชีพปลูกมะพร้าวน้ำหอมจำหน่ายมากกว่า 40 ปี บนเนื้อที่ประมาณ 20 ไร่ใน ต.บ้านแพ้ว ปัจจุบันมีมะพร้าวน้ำหอมที่ปลูกไว้จำนวน 700 ต้น มีรายได้หลักจากการขายผลผลิตและหน่อมะพร้าว โดยจะมีพ่อค้าแม่ค้ามารับซื้อถึงหน้าสวนสนนราคาลูกละ 10-12 บาท ส่วนหน่อมะพร้าวหน่อละ 40-50 บาท และจะต้องสั่งล่วงหน้าอย่างน้อย 3 เดือน โดยลุงบุญลอยบอกว่า ปัญหาตอนนี้ไม่ใช่เรื่องราคา แต่ผลผลิตมีไม่พอขาย พร้อมสาธิตวิธีปอกมะพร้าวเพื่อรับประทานสดๆ ให้ทุกคนได้ลองชิมกัน
                    จากนั้นมุ่งหน้าสู่ จ.สมุทรสงคราม เพื่อไปเยี่ยมชมแปลงเรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตส้มโอของกลุ่มส้มโอพันธุ์ชาวใหญ่ใน ต.บางสะแก อ.บางคนที ของลุงประวิตร คุ้มสิน (08-9522-2969) ซึ่งเป็นแปลงส้มโอปลอดสารเคมี ตั้งอยู่บนเนื้อที่ 10 ไร่เศษ พร้อมดูการสาธิตนวัตกรรมใหม่การเพิ่มมูลค่าผลผลิตส้มโอสีทองแม่กลอง โดยกิตติพงษ์ งามจริง นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรชำนาญการ สำนักงานเกษตรจังหวัดสมุทรสงคราม ในการนำถุงกระดาษคาร์บอนมาห่อผลส้มโอให้มีสีทองเพื่อเพิ่มมูลค่าผลผลิตและทำให้ส้มโอเนื้อนุ่ม รสชาติหอมหวานอร่อยกว่าส้มโอทั่วไป
                    “ส้มโอตั้งแต่เริ่มออกดอกจนเก็บเกี่ยวผลผลิตใช้เวลา 8 เดือน  6 เดือนแรกใช้ถุงสีขาวห่อเพื่อป้องกันแมลงวันทองเจาะผล จนกระทั่งผลส้มโออายุ 6 เดือน ให้เปลี่ยนเป็นถุงกระดาษคาร์บอนห่อต่อไปอีก 2 เดือน จนกระทั่งเก็บเกี่ยวผลผลิตเพื่อเพิ่มสีผลส้มโอให้มีสีเหลืองและมีเนื้อนิ่มเพิ่มรสชาติความอร่อยและขายได้ราคาดีกว่าส้มโอทั่วไปถึงสองเท่า ปกติส้มโอขาวใหญ่ทั่วไปขายกันอยู่ที่ 70-80 บาทต่อลูก แต่ถ้าสีทองอยู่ที่ 120-150 บาท อย่างช่วงตรุษจีนที่ผ่านมา ทางกลุ่มผลิตมา 800 ลูก ส่งห้างพารากอนที่กรุงเทพฯ ขายหมดเกลี้ยงในวันเดียว” นักวิชาการคนเดิมระบุ
                    ปัจจุบันการรวมกลุ่มทำส้มโอแปลงใหญ่ใน จ.สมุทรสงคราม มีพื้นที่เพียง 600 ไร่เศษเท่านั้น ในขณะที่มีสมาชิกมากถึง 137 ราย ทั้งนี้ เนื่องจากแต่ละรายมีพื้นที่ปลูกส้มโอไม่มากนักเฉลี่ย 1-5 ไร่เท่านั้น  จากนั้นจึงมุ่งหน้าไป อ.กำแพงแสน จ.นครปฐม เพื่อดูการปลูกข้าวโพดฝักอ่อนของกลุ่มเกษตรกรบ้านใหม่เจริญพรใน ต.หนองกระทุ่ม เพื่อแก้ปัญหาภัยแล้งแทนการทำนา ซึ่งเป็นอาชีพหลักของชาวบ้านที่นี่
                    “ข้อดีของข้าวโพดฝักอ่อน นอกจากใช้น้ำน้อยแล้วยังสามารถใช้ประโยชน์ได้ทุกส่วน เก็บฝักอ่อนขาย ส่วนต้นข้าวโพดก็ใช้เป็นอาหารโคเนื้อ เพราะชาวบ้านที่นี่เลี้ยงโคกันแทบทุกครัวเรือน” วิชาญ สอนกระต่าย (08-1773-8920) ประธานกลุ่มเกษตรกรปลูกข้าวโพดฝักอ่อนบ้านใหม่เจริญพร เผยข้อมูล ปัจจุบันผลิตข้าวโพดฝักอ่อนทั้งหมดจะมีพ่อค้ามารับซื้อถึงแปลงปลูก โดยเกษตรกรมีรายได้จากการปลูกข้าวโพดฝักอ่อนจำหน่ายเฉลี่ยอยู่ที่ 4,000 บาทต่อไร่  ขณะที่แต่ละรายจะใช้พื้นที่ปลูกเพียงแค่ 2-3 ไร่ ใช้ระยะเวลาปลูกประมาณ 2 เดือนก็สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้และเป็นอีกพืชที่สร้างรายได้และเหมาะสมในการปลูกช่วงหน้าแล้งอีกด้วย
————————-
(ท่องโลกเกษตร : ลุยสวนมะพร้าวน้ำหอมบ้านแพ้ว แวะชิมส้มโอพันธุ์ดีที่ ‘แม่กลอง’ : โดย…สุรัตน์ อัตตะ)

‘หม่องสมุนไพร’ ปรับโฉม พุ่งเป้านักท่องเที่ยว-ลุยตลาดนอก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160325/224649.html

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันศุกร์ที่ 25 มีนาคม 2559
'หม่องสมุนไพร' ปรับโฉม พุ่งเป้านักท่องเที่ยว-ลุยตลาดนอก

ทำมาหากิน : ‘หม่องสมุนไพร’ ปรับโฉม พุ่งเป้านักท่องเที่ยว-ลุยตลาดนอก : โดย…ธานี กุลแพทย์

                    ผลิตภัณฑ์ยาสามัญประจำบ้าน นับเป็นอีกหนึ่งสินค้าที่ปัจจุบันมีแนวโน้มการแข่งขันด้านตลาดที่เพิ่มมากขึ้น จึงทำให้บรรดาผู้ประกอบการเร่งปรับกลยุทธ์สู้ตลาด เช่นเดียวกับแบรนด์ “ช้อนทองมงคล” โดยการนำของสาวแกร่ง ชุติภา บวรกิจสุธี แห่งบริษัท รัตนบวรกิจติ สมุนไพร จำกัด ที่มุ่งผลิตสินค้าเจาะกลุ่มคนรุ่นใหม่และเตรียมเปิดตลาดให้ครอบคลุมกลุ่มประเทศอาเซียน
ชุติภา บวรกิจสุธี ยอมรับว่า แม้ปัจจุบันการแข่งขันสินค้าแปรรูปสมุนไพรในโหมดยาสามัญประจำบ้านจะเพิ่มสูงขึ้น ทว่าผลิตภัณฑ์แบรนด์ช้อนทองมงคล ซึ่งประกอบไปด้วย น้ำมันเหลือง ยาหม่องสมุนไพร ยาหม่องอโรมา ยาหม่องเขียว ก็ยังคงมีส่วนแบ่งด้านการตลาดในประเทศระดับที่ดีตลอด 2-3 ปีที่ผ่านมา ที่เป็นเช่นนี้เพราะเน้นพัฒนาสินค้าให้ได้คุณภาพสูงสุด ด้วยประสบการณ์จากการทำน้ำมันเหลืองสูตรต้นตำรับยาของครอบครัวมากว่า 30 ปี
                    “เรามีเจตนารมณ์ที่จะสืบทอดมรดกทางปัญญาจากรุ่นสู่รุ่น ในการผลิตยาสมุนไพรให้เป็นที่พึงพอใจแก่ลูกค้า โดยคัดสรรวัตถุดิบชั้นดี การผลิตทุกชิ้นยังคงตัวยาสูตรดั้งเดิมไว้ ควบคู่พัฒนาสูตรอื่นเพิ่ม ขณะที่ทุกสูตร ทุกตัวยาผ่านมาตรฐาน อย. มีโรงงานผลิตที่ได้มาตฐาน จีเอ็มพี ที่สำคัญราคาไม่แพงเกินจริง จึงทำให้สินค้าได้รับการตอบรับที่ดีจากผู้ใช้ทั้งในและต่างประเทศ” ชุติภา กล่าว
                    พร้อมระบุว่า โดยเฉพาะลูกค้าจากประเทศจีนที่ให้การตอบรับอย่างมากมาย ภายหลังบริษัทนำผลิตภัณฑ์เดินทางร่วมภาครัฐไปออกบูธ 2 ครั้ง เมื่อช่วงปี 2555, 2556 ทำให้มีออเดอร์ต่อเนื่องถึงปัจจุบัน ยิ่งบริษัททัวร์ที่จะมีออเดอร์สินค้าของเราแจกให้นักท่องเที่ยว
                    ปัจจุบันนอกจากผลิตภัณฑ์น้ำมันเหลืองซึ่งเป็นสินค้าที่ได้การตอบรับจากผู้ใช้มาเหนียวแน่นยาวนานกว่า 3 ทศวรรษแล้ว ในสินค้าตระกูลยาหม่องภายใต้แบรนด์นี้ก็ได้รับความนิยมจากผู้บริโภคไม่ต่างกัน ล่าสุดได้แตกไลน์ผลิตเพิ่มเป็นบาล์ม และยาดมชุติภา เจาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ วัยรุ่น ซึ่งชุติภาบอกว่า กลุ่มคนเหล่านี้เริ่มหันมาใช้กันมากขึ้น และการันตีทุกชนิดมีสรรพคุณได้มาตรฐานตรงตามหลักเภสัชสมุนไพร อีกทั้งทุกกระบวนการผลิตจะควบคุมและดูแลอย่างใกล้ชิด
                    “ทุกสินค้าในแบรนด์ของเราจะเน้นมากเรื่องคุณภาพที่เป็นสูตรสมุนไพรดั้งเดิม ราคาไม่แพง ไม่เหนียวเหนอะหนะ แห้งซึมเข้าสู่ผิวหนังได้เร็ว มีกลิ่นหอมเย็นจากสมุนไพร สะดวกในการพกพา มีแบบหัวสเปรย์ฉีด แบบหัวลูกกลิ้ง ใช้ง่าย ปลอดภัย จึงทำให้ได้การตอบรับที่ดีจากตลาดมากขึ้น”
                    ส่วนทิศทางการตลาดปี 2559-2560 ชุติภา บอกว่า ตั้งใจทำให้ผลิตภัณฑ์แบรนด์ช้อนทองมงคลเป็นยาสามัญประจำบ้าน ที่สามารถหยิบใช้ได้ตลอดเวลา โดยมีแผนจะกระจายสินค้าให้ครอบคลุมทั่วประเทศ รวมทั้งขยายตลาดสู่กลุ่มประเทศอาเซียนให้เพิ่มขึ้น ตามข้อตกลงการเปิดเสรีของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ที่จะส่งให้มูลค่าตลาดสินค้าโหมดนี้พุ่งสูงขึ้นในอนาคต
                    อย่างไรก็ตามในโอกาสนี้ ชุติมาย้ำว่า เพื่อเพิ่มทางเลือกใหม่ให้แก่เจ้าของกิจการที่ต้องการต่อยอดธุรกิจ ผู้อยากมีแบรนด์ของตัวเองในสินค้าหมวดสุขภาพและความงาม บริษัทยังเปิดตลาดโออีเอ็ม ด้วยการรับผลิตสินค้าสมุนไพรไทยด้วย ฉะนั้นสนใจสอบถามรายละเอียด โทร.0-2902-3675, 08-1943-3982
————————
(ทำมาหากิน : ‘หม่องสมุนไพร’ ปรับโฉม พุ่งเป้านักท่องเที่ยว-ลุยตลาดนอก : โดย…ธานี กุลแพทย์)

พันธุ์มันสำปะหลังไทย ยกระดับเกษตรกรอาเซียน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160325/224648.html

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันศุกร์ที่ 25 มีนาคม 2559
พันธุ์มันสำปะหลังไทย ยกระดับเกษตรกรอาเซียน

ทำกินถิ่นอาเซียน : พันธุ์มันสำปะหลังไทย ยกระดับเกษตรกรอาเซียน : โดย … รศ.สมพร อิศวิลานนท์

                    มันสำปะหลังเป็นพืชที่มีถิ่นกำเนิดในทวีปอเมริกากลางและอเมริกาใต้ และได้แพร่เข้ามาในประเทศไทย คาดว่าเมื่อเกือบศตวรรษที่ผ่านมา มีการนำต้นพันธุ์มันสำปะหลังจากประเทศมาเลเซียเข้ามาปลูกในประเทศไทยในช่วงที่การปลูกยางพาราในภาคใต้ได้ขยายตัว โดยปลูกมันสำปะหลังไว้ในระหว่างแถวของต้นยางพารา เพื่อเป็นแหล่งของรายได้ในช่วงที่ต้นยางพารายังมีขนาดเล็ก การเพาะปลูกมันสำปะหลังในประเทศไทยต่อมาได้ขยายตัวไปในพื้นที่ภาคตะวันออก และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
                    มันสำปะหลังเป็นพืชวัตถุดิบที่สำคัญของอุตสาหกรรมแป้งมันและในอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ นอกจากนี้ยังมีการนำมันสำปะหลังไปใช้ในอุตสาหกรรมอื่นๆ เช่น อุตสาหกรรมแป้งดัดแปร (modified starch) อุตสาหกรรมสารให้ความหวานและผงชูรส อุตสาหกรรมเอทานอลและแอลกอฮอล์ อุตสาหกรรมกระดาษ อุตสาหกรรมยา อุตสาหกรรมย่อยไบโอพลาสติก เป็นต้น ทำให้มันสำปะหลังกลายเป็นพืชเศรษฐกิจที่มีความต้องการขยายตัวทั้งเป็นพืชอาหาร พืชอาหารสัตว์ พืชพลังงาน และรวมถึงพืชอุตสาหกรรมอื่นๆ ที่มีมูลค่าเพิ่มสูง
                    ในยุคแรกๆ มันสำปะหลังที่นำเข้ามาปลูกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยชาวโปรตุเกสและสเปนนำพันธุ์มันสำปะหลังจากเม็กซิโกมายังฟิลิปปินส์ ส่วนชาวฮอลแลนด์นำพันธุ์มันสำปะหลังไปยังอินโดนีเซีย ซึ่งพันธุ์ที่นำมาปลูกให้ผลผลิตต่อพื้นที่ต่ำและมีองค์ประกอบเปอร์เซ็นต์ของแป้งน้อย เพราะไม่ได้มีการปรับปรุงพันธุ์มาก่อน ต่อมาศูนย์วิจัยพืชไร่จังหวัดระยองเป็นหน่วยงานแรกที่ได้คัดเลือกพันธุ์มันสำปะหลังและเปรียบเทียบผลผลิต และนำพันธุ์ที่คัดเลือกแล้วพบว่ามีคุณลักษณะเด่นและให้ผลผลิตสูงกว่าพันธุ์ที่พบในแหล่งของพื้นที่อื่นมาเผยแพร่ โดยตั้งชื่อว่า ระยอง 1 ในปี 2518 หลังจากนั้นได้นำพันธุ์ลูกผสมจาก CIAT และพันธุ์ต่างถิ่นจากแหล่งอื่นๆ มาปรับปรุงและคัดเลือกพันธุ์และนำออกเผยแพร่อีกหลายพันธุ์ เช่น พันธุ์ระยอง 5 พันธุ์ระยอง 60 เป็นต้น
                    การมีโครงการพัฒนามันสำปะหลังร่วมกัน ระหว่างมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กรมวิชาการเกษตร และศูนย์วิจัยเกษตรเขตร้อนนานาชาติ หรือ CIAT ในยุคต่อมา ทำให้งานวิจัยด้านการปรับปรุงพันธุ์มันสำปะหลังของไทยพัฒนาขยายตัวและสร้างบทบาทสำคัญในภูมิภาคอาเซียนตามมา โดยเฉพาะการพัฒนาพันธุ์เกษตรศาสตร์ 50 ซึ่งเป็นพันธุ์ลูกผสมระหว่างสายพันธุ์จากต่างประเทศนำมาผสมกับพันธุ์ระยอง 1 พันธุ์เกษตรศาสตร์ 50 มีจุดเด่นที่ให้ผลผลิตและเปอร์เซ็นต์ของแป้งที่สูงกว่าพันธุ์อื่นๆ ที่มีเผยแพร่อยู่ในปัจจุบัน เป็นผลให้พันธุ์ดังกล่าวเกิดการยอมรับในหมู่เกษตรกรในวงกว้างทั้งในประเทศไทยและในกลุ่มประเทศอาเซียน สถาบัน CIAT ได้ประเมินว่า มีเกษตรกรในอาเซียนถึงร้อยละ 65 ใช้พันธุ์ดังกล่าวในการเพาะปลูก
                    การประชุมวิชาการ The World Congress on Root and Tuber Crops ครั้งที่ 7 ซึ่งจัดขึ้นที่เมืองหนานนิง มณฑลกวางสี ประเทศจีน เมื่อเดือนมกราคม ที่ผ่านมา ได้มอบรางวัล The 2016 Golden Cassava Award ให้แก่ ศ.ดร.เจริญศักดิ์ โรจนฤทธิ์พิเชษฐ์ ผู้ซึ่งได้พัฒนาพันธุ์เกษตรศาสตร์ 50 และเป็นคนแรกในภูมิภาคอาเซียนที่ได้รับรางวัลดังกล่าว ในคำประกาศเกียรติคุณได้ระบุว่า ผลงานจากการปรับปรุงพันธุ์ของ ศ.ดร.เจริญศักดิ์ ได้ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของเกษตรกรในอาเซียน อีกทั้งยังเป็นพันธุ์ต้นแบบที่นักวิจัยทั่วโลกรู้จักและให้การยอมรับและนำมาใช้เป็นต้นแบบของการพัฒนาปรับปรุงพันธุ์มันสำปะหลังในภูมิภาคต่างๆ อีกด้วย
                    ขอแสดงความยินดีด้วยครับ
————————
(ทำกินถิ่นอาเซียน : พันธุ์มันสำปะหลังไทย ยกระดับเกษตรกรอาเซียน : โดย … รศ.สมพร อิศวิลานนท์)

พลิกที่นา 7 ไร่หันมาเลี้ยงหมู เพียง 2 ปีรายได้ปีละเป็นล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160324/224581.html

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันพฤหัสบดีที่ 24 มีนาคม 2559
พลิกที่นา 7 ไร่หันมาเลี้ยงหมู เพียง 2 ปีรายได้ปีละเป็นล้าน

ทำมาหากิน : พลิกที่นา 7 ไร่หันมาเลี้ยงหมู เพียง 2 ปีรายได้ปีละเป็นล้าน : โดย…โต๊ะข่าวเกษตร

                    ครั้งหนึ่งของครอบครัว “จันทรา พิมพ์โพชา” เกษตรกร ต.นาดี อ.นาดี จ.ปราจีนบุรี ที่ยึดอาชีพทำนาในพื้นที่กว่า 80 ไร่ แต่รายได้ชักหน้าไม่ถึงหลัง บางปีประสบกับภาวะขาดทุน ฐานะความเป็นอยู่ในสภาพยากจน เหมือนกับชาวนาส่วนใหญ่ แต่หลังจากที่ตัดสินใจเลี้ยงหมูได้เพียง 2 ปี มีรายได้ปีละถึงหลักล้านบาท ทำให้วันนี้ครอบครัวมีฐานะที่ดีขึ้นตามลำดับ
                    จันทราบอกว่า เกิดในครอบครัวเกษตรกร ที่ยึดอาชีพทำนามาตลอด มีพื้นที่นอกเขตชลประทาน 80 ไร่ การทำนาต้องอาศัยน้ำฝนจากธรรมชาติ ทำให้ผลผลิตออกมาไม่สม่ำเสมอ เนื่องจากบางปีก็แห้งแล้ง บางปีน้ำท่วม ส่งผลให้รายได้ไม่แน่นอน บางปีขาดทุน สิ่งที่ตามรายได้กับรายจ่ายไม่สมดุล ขณะที่ลูกอีก 2 คนกำลังโตต้องใช้เงินมากขึ้น จึงหารือกับสามีว่าจะทำอาชีพอะไรที่จะทำให้ครอบครัวมีรายได้และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ในระหว่างนั้นสังเกตเห็นเพื่อนบ้านหลายคนหันมายึดอาชีพเลี้ยงหมูภายในโรงเรือนระบบปิด ดูสะอาดและสวยงาม บางคนขยายโรงเรือนเลี้ยงหมูจาก 1 เป็น 2 ถึง 3 โรงเรือนภายในระยะเวลาไม่กี่ปีและรายได้ดีด้วย คิดจะเลี้ยงบ้างแต่มีปัญหาด้านเงินลงทุน
                    ในที่สุดตัดสินใจไปปรึกษาเพื่อนบ้าน ทราบว่า เพื่อนบ้านที่เลี้ยงหมู ร่วมกับโครงการส่งเสริมพนมสารคามของ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ ในรูปแบบของเกษตรพันธสัญญา หรือ คอนแทรคฟาร์มมิ่ง และเพื่อนบ้านแนะให้ไปปรึกษาและติดต่อสอบถามข้อมูลทางซีพีเอฟ แนะนำการเลี้ยงในรูปแบบ ‘ฝากเลี้ยง’ พร้อมพาไปดูฟาร์มหมู พอมองเห็นโอกาสความเป็นไปได้ในอาชีพใหม่ จึงตัดสินใจแบ่งพื้นที่นา 7 ไร่ เริ่มเลี้ยงหมูขุน 1 โรงเรือน จำนวน 700 ตัวในปี 2548
                    “ตอนแรกก็ยอมรับว่ากลัวปัญหาที่จะตามมา คือ เราไม่มีทุนพอที่จะลงทุนสร้างโรงเรือน ไม่มีประสบการณ์และความรู้ในการเลี้ยงหมูที่ถูกต้อง ก็เป็นความโชคดีที่เราได้เลือกมาร่วมธุรกิจกับซีพีเอฟ เพราะเขาเอาใส่ใจเราดีมาก มีสัตวแพทย์และสัตวบาลมาถ่ายทอดความรู้ สอนเทคนิคการเลี้ยง มีตัวแทนคอยให้คำปรึกษาช่วยให้เราสามารถมีเงินกู้จากธนาคารในการเริ่มต้นอาชีพได้” จันทรา กล่าว
                    เธอ บอกว่า หลังจากที่เลี้ยงหมู 2 ปี ครอบครัวตัดสินใจสร้างโรงเรือนเลี้ยงหมูเพิ่มอีก 1 หลัง เนื่องจากมีรายได้ที่ชัดเจน ที่สำคัญหมูที่เลี้ยงในรูปแบบของคอนแทรคฟาร์มมิ่งมีการประกันรายได้ ไม่มีความเสี่ยงใดๆ เพราะทางซีพีเอฟเป็นผู้รับผิดชอบทั้งหมด ทั้งเรื่องการหาพันธุ์หมู วัตถุดิบอาหาร และการหาตลาด จุดนี้ทำให้มีเงินเก็บและสามารถผ่อนชำระหนี้เงินกู้ยืมจากการลงทุนทั้ง 2 โรงเรือน ปัจจุบันเหลือหนี้ไม่กี่หมื่นบาท และผ่อนได้สบายๆ เพราะปัจจุบันครอบครัวมีรายได้ปีละหลักล้านบาท
                    “บางคนก็บอกว่า การทำเกษตรแบบเกษตรพันธสัญญา บริษัทจะเอาเปรียบเรา พอเข้ามาจริงๆ ไม่ใช่เลย เพราะทางบริษัทมอบความรู้และเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง เช่น มูลหมู มาทำระบบไบโอแก๊ส ที่ช่วยให้ฟาร์มลดปัญหามลภาวะทางอากาศที่เกิดจากกลิ่นของมูลสุกร เราอยู่กับชุมชนรอบข้างได้ แก๊สที่ได้มาใช้ปั่นกระแสไฟฟ้า เพื่อใช้ภายในฟาร์มและในครัวเรือน ช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานของฟาร์มได้ถึง 50% จากเดิมเสียค่าไฟเดือนละ 1 หมื่นบาท ปัจจุบันเสียค่าไฟเพียง 5,000-6,000 บาทต่อเดือนเท่านั้น ถือว่าเราตัดสินใจถูกต้อง” เธอ กล่าวอย่างมั่นใจ
                    นับเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของเกษตรกร ที่ตัดสินใจเปลี่ยนอาชีพที่ถูกทาง จนประสบผลสำเร็จ ทำคุณภาพชีวิตของสมาชิกครอบครัวดีขึ้นตามลำดับ และกำลังจะกลายเป็นเกษตรกรที่ร่ำรวยในไม่ช้านี้
————————
(ทำมาหากิน : พลิกที่นา 7 ไร่หันมาเลี้ยงหมู เพียง 2 ปีรายได้ปีละเป็นล้าน : โดย…โต๊ะข่าวเกษตร)