จากกล้วยไม้สู่ปาล์มดีลีลา เส้นทางชีวิต ‘พิบูลนนท์’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160324/224582.html

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันพฤหัสบดีที่ 24 มีนาคม 2559
จากกล้วยไม้สู่ปาล์มดีลีลา เส้นทางชีวิต 'พิบูลนนท์'

หนักเอาเบาสู้ : จากกล้วยไม้สู่ปาล์มดีลีลา เส้นทางชีวิต ‘พิบูลนนท์’ : โดย…สุรัตน์ อัตตะ

                    เส้นทางชีวิตไม่ได้โรยด้วยดอกกุหลาบ การต่อสู้ดิ้นรนเพื่อให้ได้มาในสิ่งที่หวัง คือเส้นทางในชีวิตจริงแม้ว่าจะต้องลำบากเพียงใดก็ตาม ดั่งเส้นทางชีวิตของ “พิบูลนนท์ ปาณะพรหมพิพัฒน์” เจ้าของธุรกิจกล้วยไม้ส่งออกใน จ.นครปฐม ภายใต้ชื่อนันทนาออร์คิด ต้องพลิกผันชีวิตอีกครั้งเพื่อความอยู่รอด หลังสถานการณ์กล้วยไม้ไม่ดีขึ้นด้วยการเล็งหาพืชเศรษฐกิจตัวใหม่เพื่อมากอบกู้ธุรกิจกล้วยไม้ที่เสียหายจากเหตุการณ์น้ำท่วมกรุงเทพฯ ครั้งใหญ่เมื่อปลายปี 2554 ส่งผลให้ธุรกิกล้วยไม้ซบเซาตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา
                    “เดิมทำธุรกิจสวนกล้วยไม้อยู่ที่ จ.นครปฐม ชื่อว่า นันทนาออร์คิด ซึ่งตอนนี้ก็ยังทำอยู่นะ แต่ปัญหาก็คือธุรกิจกล้วยไม้เริ่มซบเซา เริ่มมาตั้งแต่หลังเกิดน้ำท่วมใหญ่ปลายปี 2554 แล้วที่สวนกล้วยไม้ได้รับผลกระทบจนได้รับความเสียหาย ถึงแม้จะฟื้นฟูให้กลับมาดังเดิมได้ แต่ปัญหาตลาดไม่มี ซึ่งปัญหาที่เกิดขึ้นนี้ก็คล้ายๆ กันทุกสวน ก็เลยคิดหาพืชตัวใหม่มาทดแทน จึงมองว่าปาล์มน้ำมันน่าจะเป็นพืชมีอนาคตที่สุดในขณะนี้และระยะยาว” พิบูลนนท์ เผยจุดเปลี่ยนทางธุรกิจ ก่อนจะตัดสินใจร่วมกับบริษัท ซีพิไอ อะโกรเทค จำกัด ลงทุนทำแปลงกล้าปาล์มน้ำมันบริเวณริมถนนสายบ้านบึง-บ้านค่ายใกล้กับนิคมอุตสาหกรรมเหมราช ต.ละหาร อ.ปลวกแดง จ.ระยอง ภายใต้ชื่อปาล์มดีลีลา เพื่อผลิตและจำหน่ายกล้าปาล์มน้ำมัน สายพันธุ์ซีพีไอ ไฮบริดในพื้นที่ จ.ระยอง และโซนภาคตะวันออก
                    บนเนื้อที่กว่า 30 ไร่ จึงถูกดัดแปลงเป็นพื้นที่เพาะเลี้ยงกล้าปาล์มน้ำมันขนาดย่อม ซึ่งประกอบด้วยสำนักงานโครงการ บ้านพักอาศัยของคนงาน โรงเรือนเพาะเมล็ด แปลงเพาะกล้าและแปลงกล้าปาล์มน้ำมันเพื่อรอการจำหน่ายที่วางเรียงรายจนสุดลูกหูลูกตา มีจำนวนกว่า 100,000 ต้น มีอายุ 3-8 เดือนที่นำกล้าพันธุ์มาจากบริษัทแม่เพื่อรอการจำหน่ายให้เกษตรกรที่สนใจ
                    พิบูลนนท์ เผยว่า การทำธุรกิจกล้าปาล์มครั้งนี้ลงทุนไปประมาณ 3 ล้าน ไม่รวมค่าที่ดินในการดำเนินการก่อสร้างโรงเรือนเพาะชำอาคารสำนักงาน บ้านพักคนงาน ระบบน้ำในแปลงกล้าและในโรงเรือน ตลอดจนระบบสาธารณูปโภคต่างๆ พร้อมทั้งกล้าพันธุ์ปาล์มจำนวน 1 แสนต้น ซึ่งจากการคำนวณต้นทุน ค่าใช้จ่ายต่างๆ แล้วสามารถคืนทุนได้ภายในเวลา 1 ปี จากนั้นถึงจะมีกำไร เนื่องจากมีการลงทุนในระบบสาธารณูปโภคต่างๆ ไว้เรียบร้อยแล้ว ในปีต่อไปจะลงทุนแค่เมล็ดพันธุ์มาเพาะชำรอวันเติบโตเป็นกล้าปาล์มเพื่อนำออกจำหน่ายต่อไป โดยใช้ระยะเวลาประมาณ 3-8 เดือน
                    “เราจะสั่งเมล็ดปาล์มน้ำมันจากบริษัทแม่ ซีพีไอ อะโกรเทค มาเพาะชำประมาณ 3-8 เดือนจึงจะสามารถจำหน่ายให้ลูกค้าได้ ฉะนั้นเกษตรกรที่สนใจสั่งกล้าปาล์มจะต้องสั่งล่วงหน้าอย่างน้อย 3 เดือนถึงจะได้ สนนราคาจำหน่ายต้นละ 140-160 บาท พร้อมมีเจ้าหน้าที่ดูแลหลังการขายจนกว่าจะมีการเก็บเกี่ยวผลผลิต สนใจ 08-1939-5818 ได้ตลอดเวลา” เจ้าของสวนปาล์มดีลีลากล่าวย้ำ
                    นับเป็นก้าวย่างทางธุรกิจที่น่าจับของนักธุรกิจเจ้าของสวนกล้วยไม้อย่าง “พิบูลนนท์ ปาณะพรหมพัฒน์” ที่หันมาจับพืชเศรษฐกิจที่มีอนาคอย่างปาล์มน้ำมัน
————————
(หนักเอาเบาสู้ : จากกล้วยไม้สู่ปาล์มดีลีลา เส้นทางชีวิต ‘พิบูลนนท์’ : โดย…สุรัตน์ อัตตะ)

‘ปลาส้มอินทรีย์’งานวิจัยมข.เมนูอร่อย-เป็นมิตรสุขภาพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160323/224544.html

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันพุธที่ 23 มีนาคม 2559
‘ปลาส้มอินทรีย์’งานวิจัยมข.เมนูอร่อย-เป็นมิตรสุขภาพ

ทำมาหากิน : ‘ปลาส้มอินทรีย์’งานวิจัยมข. เมนูอร่อย-เป็นมิตรสุขภาพ : โดย…ธานี กุลแพทย์

      ความเปรี้ยวของ “ปลาส้ม” เป็นเสน่ห์ที่เกิดจากการถนอมอาหารภูมิปัญญาดั้งเดิมที่ได้รับความนิยม โดยเฉพาะในภาคอีสานที่แต่ละแห่งจะมีสูตรอร่อยที่แตกต่างกัน อันเนื่องจากตัวแปรคือวัตถุดิบชนิดปลา ส่วนผสม ขั้นตอนการทำ ซึ่งทำให้ผลผลิตที่ได้ไม่สม่ำเสมอ เหตุนี้ รศ.ดร.สิรินดา ยุ่นฉลาด รวมทั้งนักวิจัยภาควิชาเทคโนโลยีชีวภาพ คณะเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยขอนแก่น (มข.) จึงมีแนวคิดผลิต “ปลาส้มคุณภาพสูง” โดยใช้กล้าเชื้อจุลินทรีย์บริสุทธิ์เพื่อให้กระบวนการผลิตได้มาตรฐานทั้งรสชาติ คุณภาพ กรรมวิธีผลิตที่สะอาดปลอดภัย สามารถขยายการผลิตไปสู่การทำเป็นอุตสาหกรรมได้
      รศ.ดร.สิรินดา ยุ่นฉลาด เปิดเผยว่า การวิจัยนี้ได้รับการสนับสนุนจากศูนย์วิจัยเพื่อเพิ่มมูลค่าผลผลิตทางการเกษตร มข. สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย และจากโครงการส่งเสริมการวิจัยในอุดมศึกษาและการพัฒนามหาวิทยาลัยวิจัยแห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการอุดมศึกษา เริ่มจากคัดเลือกกล้าจุลินทรีย์ซึ่งจะติดมากับตัวปลาและกระเทียมระหว่างการหมัก ซึ่งคณะวิจัยสังเกตการทำงานของจุลินทรีย์โดยดูจากการเปลี่ยนแปลงทั้งสภาพความเป็นกรดด่าง การตรวจสอบเนื้อสัมผัส ความเด้งของเนื้อปลา สี กลิ่น รส
      โดยเฉพาะจากการชิมปลาส้มสูตรต่างๆ สูตรใดได้รับการยอมรับก็จะนำสูตรนั้นมาใช้เป็นแหล่งคัดเลือกจุลินทรีย์พันธุ์บริสุทธิ์เพื่อใช้เป็นกล้าเชื้อใช้ทำปลาส้มในขั้นตอนต่อไป
      ทั้งนี้ คณะวิจัยมีการพัฒนากล้าเชื้อจุลินทรีย์ให้มีลักษณะคุณสมบัติที่ดีมาผลิตเป็นกล้าเชื้อปลาส้มชนิดเหลว ต่อมาพัฒนาเป็นกล้าเชื้อแบบผงและในรูปแบบที่เป็นลูกแป้งอย่างง่ายๆ
      ส่วนในอนาคต รศ.ดร.สิรินดา บอกว่า วางแผนผลิตกล้าเชื้อปลาส้มที่มีคุณภาพบรรจุซองวางจำหน่ายให้ผู้บริโภคสามารถซื้อไปทำปลาส้มได้เองในครัวเรือน ขณะที่ผู้ประกอบการสามารถนำไปต่อยอดเพื่อการขยายกำลังการผลิตเป็นปลาส้มสะอาด มีการควบคุม การผลิตที่ได้รสชาติคงที่สะอาด มีมาตรฐาน ยืดอายุการเก็บรักษาได้นานและปลอดภัย
      “กล้าเชื้อจุลินทรีย์ที่เราคัดเลือกไว้นั้น เป็นจุลินทรีย์ที่มาจากกลุ่มที่เป็นมิตรที่ดีต่อสุขภาพในกลุ่มแบคทีเรียกรดแลคติก เมื่อจุลินทรีย์ย่อยองค์ประกอบประเภทคาร์โบไฮเดรตในข้าวหรือในกระเทียมแล้วนำกลูโคสที่ได้จากการย่อยนั้นมาหมักแล้วจะทำให้ได้กรดแลคติกและกรดอะซิติก หรือกรดนํ้าส้มสายชูซึ่งมีคุณค่าทางโภชนาการ ซึ่งกรดเหล่านี้จะทำให้แคลเซียมในกระดูกปลาตะเพียนละลายออกจากก้างปลา ทำให้ก้างปลาตะเพียอ่อนตัวนิ่มลง รับประทานได้โดยไม่ต้องกลัวติดคอ”
      อีกทั้งแบคทีเรียกรดแลคติกที่คัดเลือกมาทำกล้าเชื้อหมักปลาส้มนั้นยังมีโอกาสที่จะเป็นพันธุ์ที่ผลิตสารกาบา (gamma-aminobutyricacid, GABA) ซึ่งสารนี้ช่วยบำรุงสมอง ที่ส่งผลแก้ความจำเสื่อมได้
      อย่างไรก็ตาม รศ.ดร.สิรินดา กล่าวว่า ยังมีข้อสันนิษฐานที่เชื่อได้ว่า จากกระบวนการผลิตปลาส้มโดยใช้กล้าเชื้อจุลินทรีย์บริสุทธิ์ดังกล่าว จะทำให้ผลิตภัณฑ์ได้มาตรฐาน สะอาด ปลอดภัย รสชาติดี คุณภาพเต็มร้อย อันจะส่งให้ปลาส้มอินทรีย์นี้ไม่เป็นแค่อาหารยอดนิยม ทว่า ยังสามารถขยายการผลิตไปสู่การทำเป็นอุตสาหกรรมได้ในอนาคตด้วย

ไม้ดีมีประโยชน์ : ‘กลาย’ไม้หายาก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160323/224545.html

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันพุธที่ 23 มีนาคม 2559
ไม้ดีมีประโยชน์ : ‘กลาย’ไม้หายาก

ไม้ดีมีประโยชน์ : ‘กลาย’ไม้หายาก : โดย…นายสวีสอง

      ต้น “กลาย” ชื่ออื่น กล้วยค่าง เป็นพรรณไม้พื้นเมืองตระกูลเดียวกับกระดังงา ค่อนข้างหายาก เหมาะปลูกเป็นไม้ประดับ
      เป็นไม้พุ่มในวงศ์ ANNONACEAE ลำต้นตรง กิ่งก้านน้อย เป็นพุ่มโปร่ง สูง 3-4 เมตร เปลือกต้นสีน้ำตาล มีรอยแตกเป็นร่องยาวตามแนวสูงของต้น
      ใบ เป็นใบเดี่ยวออกเรียงสลับตามระนาบเดียวกับกิ่ง ทรงรีกึ่งขอบขนาน โคนใบมน ปลายเรียวแหลมมีติ่ง ขอบเรียบ มีเส้นแขนงใบ 6-8 คู่
      ดอก ออกเป็นช่อเดียว ตามซอกใบ มี 6 กลีบ 2 ชั้นๆละ 3 กลีบ สีเหลืองนวล กลีบชั้นนอกหนากว่า ปลายกลีบแหลม ส่วนกลีบในกลีบแผ่กว้างแล้วมาประกบกันคล้ายกระเช้า
      ผล ออกเป็นกลุ่ม มีผลย่อย 4-6 ผล ทรงกระบอก ผลอ่อนสีเขียว พอแก่สีเหลืองอมแดง
      ขยายพันธุ์ ด้วยเมล็ด ตอนกิ่ง ชอบดินปนทราย ความชื้นและแสงแดดเต็มวัน

‘สุธรรม จันทร์อ่อน’เจ้าของไอเดียสวนผัก9ชนิด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160323/224546.html

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันพุธที่ 23 มีนาคม 2559

23 มีนาคม 2559 – 00:00 น.

เกษตรกรคนเก่ง : ‘สุธรรม จันทร์อ่อน’ เจ้าของไอเดียสวนผัก 9 ชนิด : บายไลน์…สุรัตน์ อัตตะ

       อดีตเป็นมนุษย์เงินเดือน เรียนจบแค่ ม.ศ.3 ทำงานเป็นชิปปิ้งนำเข้าส่งออกให้บริษัทยักษ์ใหญ่ สุดท้ายต้องอำลาชีวิตลูกจ้างในเมืองหลวงกลับมาสวมหมวกเกษตรกรเต็มขั้นที่บ้านของตัวเองใน ต.ทุ่งขวาง อ.กำแพงแสน จ.นครปฐม พร้อมเรียนต่อมหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐมจนสำเร็จการศึกษาในระดับปริญญาตรีสาขาพัฒนาชุมชน สำหรับ “ผู้ใหญ่สุธรรม จันทร์อ่อน” เกษตรกรดีเด่นแห่งชาติสาขาบัญชีฟาร์มปี 2553 และหมอดินอาสาดีเด่น จ.นครปฐม ซึ่งใช้เนื้อที่ 17 ไร่เศษในการผลิตพืชผักปลอดสารพิษและในปี 2540 รวมกลุ่มชาวบ้านทำเกษตรผสมผสานโดยเน้นเกษตรอินทรีย์ ใช้สมุนไพรและสารชีวภาพแทนการใช้สารเคมีเพื่อลดต้นทุนการผลิตและสร้างความสมดุลทางธรรมชาติ ใช้ภูมิปัญญาชาวบ้านผสมผสานเทคโนโลยีสมัยใหม่ในการควบคุมดูแล โดยการสนับสนุนจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน และสำนักงานเกษตรจังหวัดนครปฐม จนกลายมาเป็นศูนย์เรียนรู้ชุมชน (เกษตรอินทรีย์) บ้านปลักไม้ลายตามแนวพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียงในปัจจุบัน       ผู้ใหญ่สุธรรมเป็นคนแรกในการนำเมล็ดพันธุ์มะลอกอจากต่างประเทศมาผสมกับมะละกอพื้นบ้านของไทย โดยได้รับการทดลองวิจัยในห้องแล็บมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กำแพงแสน จนได้มะละกอพันธุ์ใหม่ชื่อว่าพันธุ์ปลักไม้ลายหรือชื่อทางการค้ามะละกอพันธุ์ฮอลแลนด์ในปัจจุบัน จนนำไปขยายพันธุ์ปลูกกันทั่วประเทศ ไม่เพียงเท่านั้นเขายังได้คิดค้นวิธีการเลี้ยงไก่อินทรีย์ โดยวิธีการเลี้ยงปล่อยในป่าไผ่ข้างบ้านให้หากินเองตามธรรมชาติ ซึ่งการเลี้ยงแบบนี้ได้ประโยชน์ร่วมกันทั้งสองอย่างระหว่างต้นไผ่และไก่ อีกทั้งยังรักษาระบบนิเวศอีกด้วย โดยอาหารไก่นั้นจะเป็นรำข้าวผสมกับเศษพืชผักอินทรีย์ที่ปลูกมาใช้เป็นอาหารไก่ ส่วนผลผลิตไข่ไก่ นอกจากเก็บไว้รับประทานในครัวเรือนแล้วยังจำหน่ายอีกด้วย       นอกจากนี้ผู้ใหญ่สุธรรมยังดัดแปลงพื้นที่ปลูกผัก 9 ชนิดในพื้นที่เดียวกัน โดยเน้นพืชผักที่มีอายุไล่เลี่ยกันและดูแลซึ่งกันและกัน ไม่ว่าจะเป็นผักกาด คะน้า ผักโขม มะเขือ ข้าวโพดอ่อน โดยปลูกพืชสมุนไพรร่วมด้วย อาทิ สะเดา โหระพา ตะไคร้ ใบมะกรูด เป็นต้น เพื่ิอป้องกันโรคและแมลงมารบกวนแทนการใช้สารเคมี ยาปราบศัตรูพืช ปัจจุบันผลผลิตจากศูนย์แห่งนี้ไม่ว่าจะเป็นพืชผักและไก่ไข่อินทรีย์ นอกจากรับประทานเองในครัวเรือนแล้วยังส่งจำหน่ายโรงพยาบาลใน จ.นครปฐมสามพราน ริเวอร์ไซด์ และห้างสรรพสินค้าในกรุงเทพฯ อีกด้วย

ไม้ดีมีประโยชน์ : ‘ตาเสือ’ขับโลหิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160322/224486.html

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันอังคารที่ 22 มีนาคม 2559
ไม้ดีมีประโยชน์ : ‘ตาเสือ’ขับโลหิต

ไม้ดีมีประโยชน์ : ‘ตาเสือ’ ขับโลหิต : โดย…นายสวีสอง

     ตาเสือ จัดเป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็ก มีชื่อวิทยาศาสตร์ Amoora culcullataRoxb. อยู่ในวงศ์ MELIACEAE ขึ้นอยู่ด้านในของป่าชายเลน บริเวณน้ำกร่อยตามริมชายฝั่งของแม่น้ำที่ได้รับอิทธิพลจากการขึ้นลงของน้ำทะเล
     ใบ เป็นใบประกอบแบบขนนกชั้นเดียว ยาว 20-40 ซม. ขอบใบรูปขอบขนานแกมรูปไข่ ไม่สมมาตรกัน ขนาด 3-6×8-17 ซม. ปลายใบแหลมถึงมน ฐานใบมน ขอบใบเรียบ แผ่นใบเกลี้ยงทั้งสองด้าน ผิวใบด้านบนเป็นมัน ดอก ออกเป็นช่อ เพศผู้เป็นแบบช่อแยกแขนง ช่อดอกห้อยลง แต่ละดอกมีเส้นผ่าศูนย์กลาง 0.3-0.4 ซม. สีเหลือง ดอกเพศเมียเป็นแบบช่อกระจะ มีดอกจำนวนน้อย วงกลีบเลี้ยงแยกเป็น 3 แฉก กลีบดอก 3 กลีบ ผล ค่อนข้างกลม เส้นผ่าศูนย์กลาง 5-7 ซม. มี 3 พลู ผลแก่แห้งแตกกลางพลู เมล็ด มีเยื่ออ่อนนุ่มสีแดงหุ้ม ส่วนเปลือกต้นมีสรรพคุณทางยาช่วยขับโลหิต

ปลูกหญ้า‘หวายข้อ’เลี้ยงวัวชนสร้างรายได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160322/224487.html

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันอังคารที่ 22 มีนาคม 2559
ปลูกหญ้า‘หวายข้อ’เลี้ยงวัวชนสร้างรายได้
ปลูกหญ้า‘หวายข้อ’เลี้ยงวัวชนสร้างรายได้

ทำมาหากิน : ปลูกหญ้า ‘หวายข้อ’ เลี้ยงวัวชน สร้างรายได้ชาวบ้านบางเหรียง : โดย…สุพิชฌาย์ รัตนะ

 

 

       จากแปลงนาร้างเนื้อที่หลายสิบไร่ถูกนำมาพลิกฟื้นคืนการใช้ประโยชน์ด้วยการปลูกหญ้าขายสร้างรายได้ให้ชาวบ้านหมู่ 4 บ้านบางเหรียง ต.บางเหรียง อ.ควนเนียง จ.สงขลา ได้เป็นกอบเป็นกำ โดยเฉพาะ “สุวิทย์ นวลปิด” ที่มุ่งมั่นปลูกหญ้าบนเนื้อที่ 10 ไร่ขาย แม้ผืนนาแปลงนี้จะเป็นพื้นที่เช่าทำกิน แต่รายได้ที่รับมาก็สามารถเลี้ยงปากท้องได้ ก่อนหน้านี้เขาเช่าพื้นที่ปลูกผักปลอดสารพิษ แต่ทำไปทำมาพบว่ากำไรที่ได้ก็น้อยลง เพราะมีการปลูกกันหลายรายทำให้ออเดอร์น้อยขณะที่รายจ่ายกลับเพิ่มขึ้นมตามสภาพเศรษฐกิจ จึงตัดสินใจหันมาปลูกหญ้าเลี้ยงวัวชนขายแทน วันนี้ผืนนา สุวิทย์ จึงเต็มไปด้วยหญ้าแต่เป็นหญ้าที่ขายได้และราคาดีด้วย
       สุวิทย์ บอกว่า ตัดสินใจเปลี่ยนแปลงผักมาเป็นแปลงปลูกหญ้ามาประมาณ 5 ปี ที่ผ่านมาลองผิดลองถูกวิธีการปลูกจนประสบความสำเร็จ โดยมีการวางแผนการปลูกที่รอบคอบมากขึ้น โดยเฉพาะการวางระบบน้ำแบบสปริงเกอร์ เนื่องจากหญ้าที่ปลูกนั้นต้องรดน้ำอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะหญ้าพันธุ์ “หวายข้อ” ซึ่งเป็นหญ้าที่เหมาะสำหรับการนำไปเลี้ยงวัวชน ซึ่งในพื้นที่ภาคใต้การเลี้ยงวัวชนเป็นวิถีชีวิตและอัตลักษณ์ประจำถิ่นที่นิยมเลี้ยงวัวชนให้เป็นกีฬาพื้นบ้าน ดังนั้นเมื่อการเลี้ยงมีการแพร่หลายความต้องการหญ้าสำหรับเลี้ยงวัวชนก็เพิ่มขึ้น ทำให้ปัจจุบันชาวบ้านบางเหรียง หันมาปลูกหญ้าวัวชนมากขึ้นจนขึ้นชื่อว่าเป็นแหล่งปลูกหญ้าสำหรับวัวชนแหล่งใหญ่ที่กลุ่มคนรักกีฬาชนวัวรับรู้กันดี
       “เป็นที่รู้กันดีในกลุ่มผู้เลี้ยงวัวชนว่าหญ้าที่นี่แหละดีและมีคุณภาพเพราะด้วยสภาพพื้นที่ดินดี น้ำดีทำให้หญ้าสมบูรณ์ “ในยามหน้าแล้งการเลี้ยงหญ้าหวายข้อแม้จะต้องการน้ำมาก แต่ในพื้นที่ก็มีแหล่งน้ำเพียงพอ ซึ่งถือเป็นข้อดีของพื้นที่ ต.บางเหรียง เพราะยิ่งแล้งหญ้าก็จะขายได้ราคาดีเป็นเท่าตัว” เจ้าของแปลงหญ้าเผย
       สำหรับการปลูกหญ้าหวายข้อ หากจะให้ดีต้องมีการวางระบบน้ำให้เป็นแบบสปริงเกอร์เพราะจะทำให้น้ำไปทั่วถึงและสามารถกำหนดเวลาให้น้ำได้อย่างสม่ำเสมอ โดยที่แปลงหญ้าของสุวิทย์ มีการวางระบบเป็นแนวระยะห่าง 8×8 เมตร เพื่อให้ครอบคลุมทุกพื้นที่แปลงนา 10 ไร่ หญ้าที่ออกมาจึงสวยและมีราคาดี โดยเฉพาะปีไหนที่ประสบปัญหาภาวะน้ำแล้ง เกษตรกรต้องเตรียมหาแหล่งสำรองน้ำเพิ่มเพราะราคาหญ้าหน้าแล้งจะพุ่งไปกระสอบละ 100-150 บาท รายได้จึงตกเฉลี่ยไร่ละ 7-8 พันบาทเลยทีเดียว
       สุวิทย์ ให้รายละเอียดการปลูกหญ้าหวายข้อว่าเป็นหญ้าที่ปลูกง่ายใช้เวลาปลูกประมาณ 60-70 วัน ก็สามารถตัดขายได้ ที่สำคัญเมื่อตัดหมดแล้วหญ้าก็จะงอกขึ้นมาใหม่สามารถตัดหมุนเวียนได้ตลอดทั้งปีนานประมาณ 2 ปี หรือหากแผงไหนเจ้าของบำรุงดีสามารถอยู่ได้ถึง 5 ปีเลยทีเดียว ด้วยเหตุนี้จึงทำให้เกษตรกรหลายรายหันมาเปลี่ยนแปลงผักปลอดสารพิษที่เคยเป็นอาชีพหลักให้เป็นแปลงปลูกหญ้าแทน
       เช่นเดียวกับแปลงนาของ “อารมณ์ จันทโร” ชาวบ้านหมู่ 3 ต.บางเหรียง อีกรายที่เปลี่ยนแปลงผัก 20 ไร่ให้เป็นแปลงหญ้ารูปแบบการปลูกหญ้าขายจะมีทั้งการขายเป็นกระสอบเฉลี่ยกระสอบละ 100 บาท โดยจะตระเวนขายไปตามสนามชนวัวในแต่ละพื้นที่ ขณะที่บางรายก็จะมีการเหมาแปลงราคาขึ้นอยู่กับข้อตกลงกันทั้งสองฝ่าย เพราะทั้งคนปลูกหญ้าและคนเลี้ยงวัวชนส่วนใหญ่ก็จะรู้จักและเป็นลูกค้าขาประจำที่อุดหนุนกันมานาน
       การชนวัวเป็นกีฬาพื้นบ้านสะท้อนวิถีชีวิตของคนปักษ์ใต้ที่วันนี้ยังช่วยทำให้สร้างอาชีพใหม่ด้วยการปลูกหญ้าหวายข้อขายสร้างรายได้ให้คนในพื้นที่ได้เป็นอย่างดี

 

ใช้’ไส้เดือนฝอย’พิฆาตศัตรูพืช เพิ่มทางเลือก’เกษตรอินทรีย์’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160321/224453.html

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันจันทร์ที่ 21 มีนาคม 2559
ใช้'ไส้เดือนฝอย'พิฆาตศัตรูพืช เพิ่มทางเลือก'เกษตรอินทรีย์'
ใช้'ไส้เดือนฝอย'พิฆาตศัตรูพืช เพิ่มทางเลือก'เกษตรอินทรีย์'

ใช้’ไส้เดือนฝอย’พิฆาตศัตรูพืช เพิ่มทางเลือก’เกษตรอินทรีย์’ : ดลมนัส กาเจ

 

 

           หลังจาก ดร.นุชนาถ ตั้งจิตสมคิด ผู้เชี่ยวชาญจากสำนักวิจัยพัฒนาเทคโนโลยีชีวภาพ กรมวิชาการเกษตร ประสบผลสำเร็จในการวิจัยพัฒนาไส้เดือนฝอยพันธุ์ไทย (Steinernema sp. Thai strain) ใช้กำจัดแมลงศัตรูพืช โดยเฉพาะกลุ่มหนอนใยผัก หนอนกระทู้หอม หนอนกระทู้ผัก หนอนแมลงนูนหลวง ด้วงหมัดผัก ด้วงกุหลาบ และอื่นอีกหลายชนิด ทำให้ นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมวิชาการเกษตร มอบหมายให้สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 3 ร่วมกับสำนักวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีชีวภาพ เร่งทดสอบเทคโนโลยีนำไปต่อยอดเพื่อกำจัดแมลงศัตรูพืช จำพวกด้วงหมัดผักของคะน้า ด้วยการใช้ไส้เดือนฝอยสายพันธุ์ไทย ซึ่งเป็นปรสิตของแมลงที่ทำให้แมลงตายได้ภายในเวลา 48 ชั่วโมงทันที

เบื้องต้นได้จัดอบรมและถ่ายทอดความรู้วิธีการใช้ไส้เดือนฝอยพันธุ์ไทยควบคุมด้วงหมัดผักอย่างมีประสิทธิภาพให้แก่เกษตรกร นำร่องในแปลงของวิสาหกิจชุมกลุ่มผลิตผักปลอดสารพิษตำบลโคกสำราญ อ.บ้านแฮด จ.ขอนแก่น โดยใช้ไส้เดือนฝอยสายพันธุ์ไทยสลับกับการใช้สารสะเดาแล้วสุ่มตรวจนับแมลงทุกครั้งหลังการพ่นไส้เดือนฝอย 3 วัน พบว่าจำนวนด้วงหมัดผักสีน้ำเงินลดลง 46-75% ส่วนด้วงหมัดผักแถบลายลดลง 29-85% และหลังการพ่นไส้เดือนฝอย 3 ครั้ง ตรวจพบด้วงหมัดผักแต่ละชนิด เฉลี่ยไม่เกิน 0.2 ตัวต่อตารางเมตร และไม่พบสารตกค้างในคะน้าแต่อย่างใด

“จ.ขอนแก่น เป็นแหล่งผลิตพืชผักที่มีศักยภาพในพื้นที่กว่า 53,370 ไร่ ที่ผ่านมาเกษตรกรปลูกผักประสบปัญหาแมลงศัตรูระบาดโดยเฉพาะในพืชตระกูลกะหล่ำ ทั้ง คะน้า กวางตุ้ง ผักกาดขาวปลี และกะหล่ำปลี เกษตรกรใช้สารเคมีในการกำจัดอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้มีสารเคมีตกค้างในผลผลิตและไม่สามารถควบคุมแมลงได้ แต่พอมาใช้ไส้เดือนฝอยพันธุ์ไทยควบคุมปรากฏว่าได้ผลครับ” นายสมชาย กล่าว

ด้าน นายดิเรก ตนพยอม รองอธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวเพิ่มเติมว่า ในปี 2558 ที่ผ่านมา กรมวิชาการเกษตรได้ขยายผลการจัดฝึกอบรมการผลิตไส้เดือนฝอยพันธุ์ไทยกำจัดแมลง เพื่อให้เกษตรกรสามารถเพาะเลี้ยงไส้เดือนฝอยสายพันธุ์ไทยไว้ใช้เองได้ โดยได้รับการสนับสนุนอุปกรณ์ต่างๆตลอดจนหัวเชื้อไส้เดือนฝอยจากโครงการพัฒนาชุดผลิตไส้เดือนฝอยกำจัดแมลง จากนั้นได้ขยายผลสู่เกษตรกรทำใช้เอง รวมทั้งคำแนะนำทางวิชาการจาก ดร.นุชนารถ ตั้งจิตสมคิด ทำให้เกษตรกรได้เรียนรู้หลักการผลิตและใช้ไส้เดือนฝอยให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดรวมกว่า 200 ราย

ปัจจุบันสำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 3 ได้เร่งขยายผลต่อยอดโครงการพัฒนาต้นแบบการผลิตผักปลอดภัยเพื่อการค้าในสภาพแปลงใหญ่ เพื่อสร้างแปลงต้นแบบนำร่องการผลิตพืชปลอดภัยเชิงการค้าในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน พร้อมเชื่อมโยงกลุ่มผู้ผลิตและตลาดสินค้าพืชปลอดภัยในพื้นที่ ต.โคกสำราญ โดยเน้นใช้เทคโนโลยีจากผลการวิจัยของกรมวิชาการเกษตร และหน่วยงานต่างๆ เช่น ปุ๋ยหมักเติมอากาศ การใช้ชีวินทรีย์ และสารธรรมชาติเพื่อป้องกันกำจัดศัตรูพืช รวมทั้งวางแผนการผลิตให้มีชนิดและปริมาณที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาดด้วย

หลังจากนำร่องในแปลงกลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้ผลิตผักปลอดภัยบ้านโคกสำราญ ต่อไปจะเร่งถ่ายทอดความรู้และเทคนิคในการผลิตผักคุณภาพและมีความปลอดภัยตามมาตรฐานกรมวิชาการเกษตร ไม่ว่าจะเป็นการการผลิตดูแลรักษา การบริหารจัดการเก็บเกี่ยว การตัดแต่ง การล้าง และการคัดบรรจุ พร้อมแนะนำส่งเสริมให้วางแผนการผลิตให้มีชนิดพืช ปริมาณ และคุณภาพตรงตามความต้องการของตลาดในเวลาที่เหมาะสม

ขณะที่ ดร.กุศล ถมมา นักวิชาการเกษตรชำนาญการ สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 3 จ.ขอนแก่น ที่ทำหน้าแนะนำให้เกษตรกรเลี้ยงไส้เดือนเอง โดยเฉพาะในแปลงของวิสาหกิจชุมชนกลุ่มผลิตผักปลอดสารพิษตำบลโคกสำราญ สามารถกำจัดแมลงศัตรูพืชกลุ่มหนอนใยผัก หนอนกระทู้หอม หนอนกระทู้ผัก หนอนแมลงนูนหลวง ด้วงหมัดผัก ด้วงกุหลาบ และอื่นอีกหลายชนิด รวมแล้วกว่า 200 ชนิด ได้เป็นอย่างดี ปัจจุบันกำลังเดินหน้าฝึกอบรมชาวบ้านเพื่อนำไปขยายความสู่ชุมชนอื่นๆ ต่อไป

นับเป็นอีกแนวทางหนึ่ง เหมาะอย่างยิ่งสำหรับแปลงเกษตรปลอดภัยรวมถึงเกษตรอินทรีย์ ที่รัฐบาลกำลังขับเคลื่อนอยู่ในขณะนี้อีกด้วย

ง่ายๆเกษตรกรเพาะเลี้ยงเองได้รูป-fo4-การฉีดหัวเชื้อไส้เดือนฝอย

สำหรับไส้เดือนฝอยพันธุ์ไทยมีลักษณะการเจริญเติบโต 3 ระยะ คือ ระยะไข่ ระยะตัวอ่อน และตัวเต็มวัย ลอกคราบในช่วงเป็นตัวอ่อน 4 ครั้ง ประกอบด้วย ตัวอ่อนระยะที่ 1, 2, 3 และ 4 เมื่อเจริญเป็นตัวเต็มวัย ตัวผู้จะเล็กกว่าตัวเมีย 3 เท่า ตัวเมีย 1 ตัว สามารถให้ลูกได้ 800-1,000 ตัว ไข่จะฟักเป็นตัวอ่อนภายในตัวแม่ ต่อจากนั้นตัวแม่จะตายในที่สุด

ไส้เดือนฝอยจะสามารถเข้าทำลายแมลงได้ทั้งระยะตัวหนอนและตัวเต็มวัยของแมลง ผ่านทางช่องเปิดปากหรือรูทวาร แล้วจะเคลื่อนที่ไปยังช่องว่างในตัวแมลง ปลดปล่อยแบคทีเรียออกมาและสร้างสารพิษ ทำให้แมลงเกิดอาการเลือดเป็นพิษและตายลง จากนั้นสู่ระยะที่ทนทานต่อสภาพแวดล้อมจะเคลื่อนที่ออกมานอกซากแมลงและรอที่จะเข้าสู่แมลงตัวใหม่ต่อไป

วิธีเพาะเลี้ยงตามที่ ดร.กุศล ถมมา แนะนำชาวบ้านนั้น เริ่มจากไข่ไก่ 4 ฟอง น้ำมันหมู 130 มล. น้ำ 260 มล. ผสมให้เข้ากันเทลงฟองน้ำที่ตัดรูปสี่เหลี่ยม 1×1 ซม. จำนวน 40 กรัม คลุกเคล้าให้เข้ากัน

เตรียมกระปุกพลาสติกขนาด 600 มล. หรือถุงพลาสติกหนา จำนวน 20 ชุด บรรจุฟองน้ำที่คลุกแล้วปิดฝา เจาะรูเล็กๆ ไว้ด้านบน นำไปนึ่งฆ่าเชื้อความร้อน 80-100 องศาเซลเซียส นาน 1 ชั่วโมง เมื่อพักให้เย็น ใช้แอลกอฮอล์ 50-70% ล้างมือ ฉีดใส่ผ้า เช็ดทำความสะอาดมือและกล่องพลาสติก จากนั้นใช้ไซริงค์ฉีดยาดูดไส้เดือนฝอยพันธุ์ไทยก่อนนำไปฉีดใส่กระปุกฟองน้ำ 1 มล./กระปุ๊ก เขย่าเบาๆ ให้เข้ากัน นำไปใส่ในมุ้งกันแมลง และใต้ร่มที่มีอุณหภูมิ 27-33 องศาเซลเซียส นาน 7-15 วัน

เสร็จแล้วนำไปผสมน้ำ 1 กระปุกต่อน้ำ 10-20 ลิตร ฉีดพ่นดินที่ปลูกได้ 1 ไร่ ลงทุนเพียง 100 บาท

 

‘ผักสุขภาพ..ภาษีเจริญ’สุดฮอตทุกอย่าง15บาท

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160319/224385.html

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันเสาร์ที่ 19 มีนาคม 2559
'ผักสุขภาพ..ภาษีเจริญ'สุดฮอตทุกอย่าง15บาท

‘ผักสุขภาพ..ภาษีเจริญ’สุดฮอตทุกอย่าง15บาทราคาเดียว ชูประโยชน์เพื่อสุขภาพคนเมืองหลวง รับประกันคุณภาพตามมาตรฐานหลัก PGS

               19มี.ค.2559 ดร.พรชัย มงคลวนิช อธิการบดี มหาวิทยาลัยสยาม กล่าวถึงความร่วมมือระหว่าง มหาวิทยาลัยสยาม สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) สำนักงานเขตภาษีเจริญ และเครือข่ายภาคี เปิดตัว “ผักสุขภาพ ภาษีเจริญ” ที่ตลาดวัดชัยฉิลพลีว่า ตลาดผักสุขภาพดันกล่าวได้สร้างกระแสความต้องการในการเข้าถึงผักสุขภาพของคนเมืองกรุงเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะชาวภาษีเจริญหันให้ความนิยมอย่างมาก ซึ่งการที่มหาวิทยาลัยสมยามสนับสนุนพื้นที่ให้เป็นแหล่งจำหน่ายผักสุขภาพฯ เพราะเห็นความสำคัญเรื่องสุขภาพของคนเมืองกรุง รวมถึงบุคลากร นักศึกษาในมหาวิทยาลัยและชุมชนใกล้เคียง ที่มีข้อจำกัดในการเข้าถึงผักที่ปลอดภัยต่อสุขภาพ ในขณะที่มหาวิทยาลัยสยาม โดยศูนย์วิจัยเพื่อพัฒนาชุมชนเป็นแกนหลักในการเคลื่อนการพัฒนาพื้นที่สุขภาวะจนสามารถพัฒนาให้เกิด “ผักสุขภาพ ภาษีเจริญ” เป็นผักที่ผ่านขั้นตอนการควบคุมคุณภาพอย่างมีส่วนร่วมตามหลักการของ PGS หรือ Participatory Guarantee Systems โดยเกษตรกร แม่ค้า ผู้บริโภค และนักวิชาการรวมตัวกันเป็นกลไกในการตรวจสอบมาตรฐาน

“นอกจากนี้ ยังเป็นการยกระดับการบูรณาการการเรียนการสอนของมหาวิทยาลัยสยาม ด้วยการให้นักศึกษาร่วมกระบวนการเรียนรู้วิถีชุมชน เรียนรู้การพัฒนารูปแบบการปลูกผักของคนเมืองกรุง ภายใต้ข้อจำกัดของพื้นที่ และเพื่อให้เส้นทางผักที่ปลอดภัยต่อสุขภาพมีขึ้นอย่างต่อเนื่องและเข้มแข็ง มหาวิทยาลัยสยามพร้อมสนับสนุนอย่างเต็มที่”ดร.พรชัยกล่าว

ขณะที่ ผศ.ดร.กุลธิดา จันทร์เจริญ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเพื่อพัฒนาชุมชน (ศวพช.) มหาวิทยาลัยสยาม และ เลขาธิการมูลนิธิวิจัยเพื่อพัฒนามนุษย์และชุมชน ผู้พัฒนาพื้นที่ชุมชนเขต ภาษีเจริญ  ให้เป็นพื้นที่สร้างสรรค์เพื่อสุขภาวะ (Healthy Space) ด้วยการสนับสนุนจาก สสส.กล่าวว่า นับตั้งแต่การเปิดตัว “ผักสุขภาพ ภาษีเจริญ” ที่มีการตั้งราคา 15 บาท ทุกรายการ ภายใต้มาตรฐาน และการควบคุมคุณภาพผัก ในรูปแบบของคณะกรรมการตรวจสอบมาตรฐานคุณภาพผักด้วยกระบวนการที่ยึดหลักคุณธรรม และการมีส่วนร่วม ที่เรียก PGS เกษตรกรอยู่ได้ แม่ค้าไม่ขาดทุน ผู้บริโภคเข้าถึง สามารถตรวจสอบได้ทางวิชาการ พบว่ามีผู้บริโภค ณ จุดจำหน่าย ตลาดวัดชัยฉิมพลีซึ่งเป็นพื้นที่แรก ในเขตภาษีเจริญ ตอบรับเป็นจำนวนมาก

ผศ.ดร.กุลธิดา กล่าวว่าจากการสำรวจความต้องการบริโภคผักที่ปลอดภัย 301 ราย พบว่า ร้อยละ 95 มีความต้องการบริโภค แต่ขาดการเข้าถึงแหล่งจำหน่าย และมีข้อกังวลในเรื่องของราคาที่อาจแพง ดังนั้น ศวพช. สสส.และภาคีเครือข่าย จึงได้จัดกระบวนการพัฒนาและสร้างเกษตรกรเมือง ปลูกผักด้วยตนเอง  ภายใต้มาตรฐานผักสุขภาพ  ภาษีเจริญ เพื่อบริโภคและเหลือจำหน่ายหล่อเลี้ยงคนเมืองกรุง จนเกิดการรวมตัวของเกษตรกรเมืองกว่า 25 ราย เพิ่มพื้นที่การปลูกผักที่ปลอดภัยได้อีกกว่า  14,161 ตารางวา

นอกจากนี้ ภาคีเครือข่ายผักสุขภาพ ในพื้นที่ใกล้เคียงต่างตื่นตัวให้ความสำคัญกับสุขภาพมากขึ้น การเพิ่มพื้นที่ตลาด นอกจากจะเป็นการส่งเสริมการขาย เกษตรกรมีรายได้และมีกำลังใจในการผลิตผักที่ปลอดภัยแล้ว ยังเป็นการส่งเสริมการเข้าถึงการบริโภคผักที่ปลอดภัยของคนเมืองกรุงด้วย การเพิ่มพื้นที่จำหน่าย “ผักสุขภาพ ภาษีเจริญ” ณ มหาวิทยาลัยสยาม จึงยังประโยชน์ให้ทั้งกลุ่มเกษตรเมืองและผู้บริโภคเป็นอย่างยิ่ง

“การขับเคลื่อนให้เกิดการเพิ่มผลผลิตผักที่ปลอดภัย และมีกลไกในการตรวจสอบอย่างมีส่วนร่วม จะยังคงดำเนินการอย่างต่อเนื่อง โดยมีคณะทำงานพัฒนาพื้นที่สุขภาวะระดับเขต ที่มีองค์ประกอบจากทุกภาคีทั้งเกษตรกร แม่ค้า ผู้บริโภค นักวิชาการ จะคงเดินหน้าต่อไป เพื่อพัฒนาให้เกิดเส้นทางอาหารที่มั่นคงหล่อเลี้ยงคนเมืองกรุง ท่ามกลางข้อจำกัดของพื้นที่เมือง ที่นับวันจะมีปัญหาในการปลูกผัก ผลไม้ อย่างไรก็ดี คนเมืองกรุงไม่ควรจำนนต่อข้อจำกัดของพื้นที่ การประยุกต์ใช้พื้นที่ให้เหมาะสม เป็นสิ่งที่จำเป็นมาก ผักสามารถปลูกได้ในทุกรูปแบบหากเราปรับพื้นที่ ผักสามารถปลูกได้ในรูปแบบแนวตั้ง เป็นผักคอนโด ผักลอยฟ้า ผักอุโมงค์หรือแนวนอน เป็นผักลอยน้ำ แค่พื้นที่ 1 ตารางเมตร ทุกครอบครัวสามารถผลิตผักได้ประมาณ 1 กิโลกรัม และยังได้สานสัมพันธ์ของคนในครอบครัว ด้วยกิจกรรมดี ๆ ปลูกผักในรูปแบบใหม่…เมื่อรวมพื้นที่เล็ก ๆ เหล่านั้นมาปลูกผัก จะพบว่า ผลผลิตที่ได้นอกจากจะเหลือรับประทานแล้ว ยังสามารถนำมาจำหน่ายในรูปแบบ ผักสุขภาพ ภาษีเจริญ โดยสามารถเรียนรู้ขั้นตอนการควบคุมคุณภาพ ที่ภาคีเครือข่ายจะเข้าไปหนุนเสริม หากทุกพื้นที่ของกรุงเทพมหานคร มีการดำเนินการปรับเปลี่ยนพื้นที่ที่จำกัด ในอนาคต กรุงเทพ จะกลายเป็นแหล่งผักที่ปลอดภัย หล่อเลี้ยงคนเมืองกรุง  ได้อย่างทั่วถึงแน่นอน”ผศ.ดร.กุลธิดา

‘บ้านสระพัฒนา’แปรรูปเห็ดปลอดภัยตราHappy life

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160318/224299.html

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันศุกร์ที่ 18 มีนาคม 2559
‘บ้านสระพัฒนา’แปรรูปเห็ดปลอดภัยตราHappy life

ทำมาหากิน : ‘บ้านสระพัฒนา’ แปรรูปเห็ดปลอดภัย ตรา Happy life เอาใจคนรักสุขภาพ : บายไลน์…สุรัตน์ อัตตะ

      การแปรรูปสินค้าเกษตรเป็นผลิตภัณฑ์อย่างหลากหลาย นอกจากเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์แล้วยังช่วยเพิ่มช่องทางการตลาดสู่ผู้บริโภคอีกด้วย  กลุ่มวิสาหกิจชุมชนบ้านสระพัฒนา อ.กำแพงแสน จ.นครปฐม ภายใต้การนำของ “ธณัส รัตนแสงศรี” หนุ่มนักเรียนนอก ดีกรีปริญญาโทด้านคอมพิวเตอร์ที่หันมาเอาดีอาชีพเกษตรกรรม โดยรวมกลุ่มชาวบ้านใน ต.สระพัฒนา เพาะเห็ดอินทรีย์แล้วนำมาแปรรูปเพิ่มมูลค่าเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ อย่างหลากหลาย ภายใต้ตราสัญลักษณ์ทางการค้า Happy Life ผ่านกระบวนการผลิตที่ได้มาตรฐานตามหลักการจีเอ็มพี
      ธณัส รัตนแสงศรี ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนแปรรูปเห็ดบ้านสระพัฒนา ย้อนที่มาของกลุ่มแก่คณะสื่อมวลชนจากกรมประชาสัมพันธ์โดยระบุว่าเกิดจากการรวมกลุ่มชาวบ้านเพาะเห็ดหลากหลายแบบไร้สาร อาทิ เห็ดหลินจือ เห็ดนางฟ้าภูฏาน เห็ดนางรมฮังการี เป็นต้น โดยระยะแรกสนับสนุนให้ประกอบเป็นอาชีพเสริมโดยใช้แรงงานในครัวเรือนช่วยกันสร้างอาชีพและรายได้ที่มั่นคงให้ชาวบ้านในชุมชน ก่อนจะจัดทะเบียนก่อตั้งเป็นกลุ่มวิสาหกิจชุมชนในเวลาต่อมา
      “ระยะแรกพวกเรายังไม่ค่อยมีความรู้เรื่องเห็ดมากนัก จึงเริ่มต้นลงทุนซื้อก้อนเห็ดนางฟ้าภูฏานมาเปิดดอกเอง โดยเริ่มจาก 2 โรงเรือนแต่ละโรงเรือนสามารรถบรรจุก้อนเห็ดได้ 2,000 ดอก จากนั้นจึงทดลองปลูกเห็ดหลินจือสายพันธุ์จี 2 โดยดูแลตามมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ 100% โดยเริ่มต้นจาก 1 โรงเรือน โรงเรือนละ 2,000 ก้อนเช่นกัน หลังจากคัดเลือกเห็ดหลินจือที่เพาะเลี้ยงในฟาร์มไปตรวจสอบคุณภาพกับ อย. ปรากฏว่า สินค้าของเรามีสารสำคัญอยู่ในปริมาณที่สูงมากตรงกับความต้องการของตลาด ทุกวันนี้เห็ดหลินจือของเรากว่า 80% ป้อนให้องค์การเภสัชกรรม” ประธานกลุ่มคนเดิมเผย
      ประธานกลุ่ม ระบุอีกว่า ส่วนที่เหลือจะนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ เช่น เห็ดหลินจือตากแห้ง จำหน่ายให้ผู้สนใจทั่วไปในกิโลกรัมละ 2-3 พันบาท และผลิตภัณฑ์น้ำเห็ดหลินจือ ซึ่งมี 2 รสชาติ ได้แก่ รสน้ำผึ้งและรสเก๊กฮวย มีอายุการเก็บนานประมาณ 2 ปี อย่างไรก็ตามปัจจุบันมีผู้บริโภคให้การตอบรับน้ำเห็ดหลินจือดีมาก เนื่องจากมีผลการศึกษาทางเภสัชวิทยายืนยันว่าเห็ดหลินจือมีฤทธิ์กระตุ้นระบบภูมิคุ้มกัน ต้านการเจริญเติบโตของเนื้องอกและเซลล์มะเร็ง ช่วยเพิ่มคุณภาพชีวิตผู้ป่วยให้ดีขึ้น นอกจากนี้เห็ดชนิดอื่นๆ ก็จะนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อาหารเพื่อสุขภาพอีกด้วย อาทิ เห็ดโคนญี่ปุ่นอบกรอบ แหนมเห็ดนางฟ้า เห็ดนางรมปรุงรสสมุนไพร เป็นต้น
      “เพื่อเป็นการตอบสนองผู้บริโภคมากขึ้น ตอนนี้เราก็มีการพัฒนาผลิตภัณฑ์ตัวใหม่ๆ ออกมา เช่น น้ำเห็ดหลินจือรสน้ำผึ้ง (ไม่ผสมน้ำตาล) เหมาะกับคนเป็นเบาหวาน น้ำเห็ดหลินจือผสมกระเจี๊ยบและพุทราจีน รวมถึงผสมน้ำมะขามเพิื่อเป็นการขยายช่องทางการตลาดใหม่ๆ ด้วย”
      ธณัสยอมรับว่า ผลิตภัณฑ์หลากหลายเหล่านี้เกิดขึ้นไม่ได้หากกลุ่มไม่ได้รับการสนับสนุนสินเชื่อ Small SMEs ในวงเงิน 1 ล้านบาท จากเอสเอ็มอีแบงก์ มาใช้เป็นทุนหมุนเวียนและจัดซื้อเครื่องจักรทำให้กระบวนการผลิตได้มาตรฐานตามหลักการจีเอ็มพี และเอสเอ็มอี แบงก์ ยังแนะนำองค์ความรู้ใหม่ๆ เกี่ยวกับการพัฒนาผลิตภัณฑ์อยู่ตลอดเวลา รวมทั้งช่วยในการขยายช่องทางการตลาดอีกด้วย ปัจจุบันผลิตภัณฑ์จากเห็ดของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนบ้านสระพัฒนาส่งจำหน่ายให้ร้านอาหารเพื่อสุขภาพ เช่น เลมอนฟาร์ม สันติอโศก ห้างเดอะมอลล์ ดิเอ็มโพเรี่ยม ฟู้ดแลนด์ทุกสาขา และศูนย์รวมสินค้าหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ของ จ.นครปฐม
      นับเป็นอีกก้าวที่สำคัญในการสร้างอาชีพและรายได้ให้แก่สมาชิกกลุ่มวิสาหกิจชุมชนแปรรูปผลิตภัณฑ์เห็ดบ้านสระพัฒนา ภายใต้ตราสัญลักษณ์สินค้า “Happy Life” ที่ผลิตอาหารปลอดภัยเพื่อเอาใจคนรักสุขภาพ สนใจผลิตภัณฑ์โทร. 08-9699-4624 ได้ตลอดเวลา

‘ส้มสันดาน’เหง้าแก้ฝี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160318/224298.html

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันศุกร์ที่ 18 มีนาคม 2559
‘ส้มสันดาน’เหง้าแก้ฝี

ไม้ดีมีประโยชน์ : ‘ส้มสันดาน’ เหง้าแก้ฝี : โดย…นายสวีสอง

      บางพื้นที่เรียก “ส้มสันดาน” ว่า ส้มมะออก เมื่อก่อนจะนำยอดอ่อนใส่ในแกงส้ม เพื่อให้มีรสเปรี้ยว ขณะที่เหง้าฝนแล้วทาฝี ประคบแก้ท้องอืดได้
      เป็นไม้เถาเลื้อยมีหัวหรือเหง้าอยู่ใต้ดิน ในวงศ์ MYRSINACEAE ลำต้นทรงสามเหลี่ยมเป็นข้อๆ สีม่วงแดง ตามข้อมีเส้นเป็นมือเกาะยาวเป็นเกลียวสีม่วงแดงใช้ยึดเกาะต้นไม้อื่น
      ใบ เป็นใบเดี่ยวออกเวียนสลับตามเถา ทรงเรียวยาว โคนใบกลมเว้าเป็นรูปหัวใจ ปลายแหลมมีติ่ง ขอบหยักเล็กน้อย
      ดอก ออกเป็นช่อตามซอกใบ แต่ละช่อมีดอกย่อยขนาดเล็ก เวลาบานมีกลีบดอก 5 กลีบ สีชมพู
      ผล ทรงกลม ออกเป็นกลุ่มราว 30 ผล มีขนาดเท่าเมล็ดพริกไทย ผลอ่อนมีสีเขียว ผลสุกมีสีดำ
      ขยายพันธุ์ เพาะเมล็ด แยกเหง้า หรือให้เถาปักชำ ชอบน้ำและแสงแดดมาก