ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20160324/224582.html
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20160324/224582.html
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20160323/224544.html



ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20160323/224545.html

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20160323/224546.html

23 มีนาคม 2559 – 00:00 น.
อดีตเป็นมนุษย์เงินเดือน เรียนจบแค่ ม.ศ.3 ทำงานเป็นชิปปิ้งนำเข้าส่งออกให้บริษัทยักษ์ใหญ่ สุดท้ายต้องอำลาชีวิตลูกจ้างในเมืองหลวงกลับมาสวมหมวกเกษตรกรเต็มขั้นที่บ้านของตัวเองใน ต.ทุ่งขวาง อ.กำแพงแสน จ.นครปฐม พร้อมเรียนต่อมหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐมจนสำเร็จการศึกษาในระดับปริญญาตรีสาขาพัฒนาชุมชน สำหรับ “ผู้ใหญ่สุธรรม จันทร์อ่อน” เกษตรกรดีเด่นแห่งชาติสาขาบัญชีฟาร์มปี 2553 และหมอดินอาสาดีเด่น จ.นครปฐม ซึ่งใช้เนื้อที่ 17 ไร่เศษในการผลิตพืชผักปลอดสารพิษและในปี 2540 รวมกลุ่มชาวบ้านทำเกษตรผสมผสานโดยเน้นเกษตรอินทรีย์ ใช้สมุนไพรและสารชีวภาพแทนการใช้สารเคมีเพื่อลดต้นทุนการผลิตและสร้างความสมดุลทางธรรมชาติ ใช้ภูมิปัญญาชาวบ้านผสมผสานเทคโนโลยีสมัยใหม่ในการควบคุมดูแล โดยการสนับสนุนจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน และสำนักงานเกษตรจังหวัดนครปฐม จนกลายมาเป็นศูนย์เรียนรู้ชุมชน (เกษตรอินทรีย์) บ้านปลักไม้ลายตามแนวพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียงในปัจจุบัน ผู้ใหญ่สุธรรมเป็นคนแรกในการนำเมล็ดพันธุ์มะลอกอจากต่างประเทศมาผสมกับมะละกอพื้นบ้านของไทย โดยได้รับการทดลองวิจัยในห้องแล็บมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กำแพงแสน จนได้มะละกอพันธุ์ใหม่ชื่อว่าพันธุ์ปลักไม้ลายหรือชื่อทางการค้ามะละกอพันธุ์ฮอลแลนด์ในปัจจุบัน จนนำไปขยายพันธุ์ปลูกกันทั่วประเทศ ไม่เพียงเท่านั้นเขายังได้คิดค้นวิธีการเลี้ยงไก่อินทรีย์ โดยวิธีการเลี้ยงปล่อยในป่าไผ่ข้างบ้านให้หากินเองตามธรรมชาติ ซึ่งการเลี้ยงแบบนี้ได้ประโยชน์ร่วมกันทั้งสองอย่างระหว่างต้นไผ่และไก่ อีกทั้งยังรักษาระบบนิเวศอีกด้วย โดยอาหารไก่นั้นจะเป็นรำข้าวผสมกับเศษพืชผักอินทรีย์ที่ปลูกมาใช้เป็นอาหารไก่ ส่วนผลผลิตไข่ไก่ นอกจากเก็บไว้รับประทานในครัวเรือนแล้วยังจำหน่ายอีกด้วย นอกจากนี้ผู้ใหญ่สุธรรมยังดัดแปลงพื้นที่ปลูกผัก 9 ชนิดในพื้นที่เดียวกัน โดยเน้นพืชผักที่มีอายุไล่เลี่ยกันและดูแลซึ่งกันและกัน ไม่ว่าจะเป็นผักกาด คะน้า ผักโขม มะเขือ ข้าวโพดอ่อน โดยปลูกพืชสมุนไพรร่วมด้วย อาทิ สะเดา โหระพา ตะไคร้ ใบมะกรูด เป็นต้น เพื่ิอป้องกันโรคและแมลงมารบกวนแทนการใช้สารเคมี ยาปราบศัตรูพืช ปัจจุบันผลผลิตจากศูนย์แห่งนี้ไม่ว่าจะเป็นพืชผักและไก่ไข่อินทรีย์ นอกจากรับประทานเองในครัวเรือนแล้วยังส่งจำหน่ายโรงพยาบาลใน จ.นครปฐมสามพราน ริเวอร์ไซด์ และห้างสรรพสินค้าในกรุงเทพฯ อีกด้วย
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20160322/224486.html

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20160322/224487.html
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20160321/224453.html
หลังจาก ดร.นุชนาถ ตั้งจิตสมคิด ผู้เชี่ยวชาญจากสำนักวิจัยพัฒนาเทคโนโลยีชีวภาพ กรมวิชาการเกษตร ประสบผลสำเร็จในการวิจัยพัฒนาไส้เดือนฝอยพันธุ์ไทย (Steinernema sp. Thai strain) ใช้กำจัดแมลงศัตรูพืช โดยเฉพาะกลุ่มหนอนใยผัก หนอนกระทู้หอม หนอนกระทู้ผัก หนอนแมลงนูนหลวง ด้วงหมัดผัก ด้วงกุหลาบ และอื่นอีกหลายชนิด ทำให้ นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมวิชาการเกษตร มอบหมายให้สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 3 ร่วมกับสำนักวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีชีวภาพ เร่งทดสอบเทคโนโลยีนำไปต่อยอดเพื่อกำจัดแมลงศัตรูพืช จำพวกด้วงหมัดผักของคะน้า ด้วยการใช้ไส้เดือนฝอยสายพันธุ์ไทย ซึ่งเป็นปรสิตของแมลงที่ทำให้แมลงตายได้ภายในเวลา 48 ชั่วโมงทันที
เบื้องต้นได้จัดอบรมและถ่ายทอดความรู้วิธีการใช้ไส้เดือนฝอยพันธุ์ไทยควบคุมด้วงหมัดผักอย่างมีประสิทธิภาพให้แก่เกษตรกร นำร่องในแปลงของวิสาหกิจชุมกลุ่มผลิตผักปลอดสารพิษตำบลโคกสำราญ อ.บ้านแฮด จ.ขอนแก่น โดยใช้ไส้เดือนฝอยสายพันธุ์ไทยสลับกับการใช้สารสะเดาแล้วสุ่มตรวจนับแมลงทุกครั้งหลังการพ่นไส้เดือนฝอย 3 วัน พบว่าจำนวนด้วงหมัดผักสีน้ำเงินลดลง 46-75% ส่วนด้วงหมัดผักแถบลายลดลง 29-85% และหลังการพ่นไส้เดือนฝอย 3 ครั้ง ตรวจพบด้วงหมัดผักแต่ละชนิด เฉลี่ยไม่เกิน 0.2 ตัวต่อตารางเมตร และไม่พบสารตกค้างในคะน้าแต่อย่างใด
“จ.ขอนแก่น เป็นแหล่งผลิตพืชผักที่มีศักยภาพในพื้นที่กว่า 53,370 ไร่ ที่ผ่านมาเกษตรกรปลูกผักประสบปัญหาแมลงศัตรูระบาดโดยเฉพาะในพืชตระกูลกะหล่ำ ทั้ง คะน้า กวางตุ้ง ผักกาดขาวปลี และกะหล่ำปลี เกษตรกรใช้สารเคมีในการกำจัดอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้มีสารเคมีตกค้างในผลผลิตและไม่สามารถควบคุมแมลงได้ แต่พอมาใช้ไส้เดือนฝอยพันธุ์ไทยควบคุมปรากฏว่าได้ผลครับ” นายสมชาย กล่าว
ด้าน นายดิเรก ตนพยอม รองอธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวเพิ่มเติมว่า ในปี 2558 ที่ผ่านมา กรมวิชาการเกษตรได้ขยายผลการจัดฝึกอบรมการผลิตไส้เดือนฝอยพันธุ์ไทยกำจัดแมลง เพื่อให้เกษตรกรสามารถเพาะเลี้ยงไส้เดือนฝอยสายพันธุ์ไทยไว้ใช้เองได้ โดยได้รับการสนับสนุนอุปกรณ์ต่างๆตลอดจนหัวเชื้อไส้เดือนฝอยจากโครงการพัฒนาชุดผลิตไส้เดือนฝอยกำจัดแมลง จากนั้นได้ขยายผลสู่เกษตรกรทำใช้เอง รวมทั้งคำแนะนำทางวิชาการจาก ดร.นุชนารถ ตั้งจิตสมคิด ทำให้เกษตรกรได้เรียนรู้หลักการผลิตและใช้ไส้เดือนฝอยให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดรวมกว่า 200 ราย
ปัจจุบันสำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 3 ได้เร่งขยายผลต่อยอดโครงการพัฒนาต้นแบบการผลิตผักปลอดภัยเพื่อการค้าในสภาพแปลงใหญ่ เพื่อสร้างแปลงต้นแบบนำร่องการผลิตพืชปลอดภัยเชิงการค้าในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน พร้อมเชื่อมโยงกลุ่มผู้ผลิตและตลาดสินค้าพืชปลอดภัยในพื้นที่ ต.โคกสำราญ โดยเน้นใช้เทคโนโลยีจากผลการวิจัยของกรมวิชาการเกษตร และหน่วยงานต่างๆ เช่น ปุ๋ยหมักเติมอากาศ การใช้ชีวินทรีย์ และสารธรรมชาติเพื่อป้องกันกำจัดศัตรูพืช รวมทั้งวางแผนการผลิตให้มีชนิดและปริมาณที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาดด้วย
หลังจากนำร่องในแปลงกลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้ผลิตผักปลอดภัยบ้านโคกสำราญ ต่อไปจะเร่งถ่ายทอดความรู้และเทคนิคในการผลิตผักคุณภาพและมีความปลอดภัยตามมาตรฐานกรมวิชาการเกษตร ไม่ว่าจะเป็นการการผลิตดูแลรักษา การบริหารจัดการเก็บเกี่ยว การตัดแต่ง การล้าง และการคัดบรรจุ พร้อมแนะนำส่งเสริมให้วางแผนการผลิตให้มีชนิดพืช ปริมาณ และคุณภาพตรงตามความต้องการของตลาดในเวลาที่เหมาะสม
ขณะที่ ดร.กุศล ถมมา นักวิชาการเกษตรชำนาญการ สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 3 จ.ขอนแก่น ที่ทำหน้าแนะนำให้เกษตรกรเลี้ยงไส้เดือนเอง โดยเฉพาะในแปลงของวิสาหกิจชุมชนกลุ่มผลิตผักปลอดสารพิษตำบลโคกสำราญ สามารถกำจัดแมลงศัตรูพืชกลุ่มหนอนใยผัก หนอนกระทู้หอม หนอนกระทู้ผัก หนอนแมลงนูนหลวง ด้วงหมัดผัก ด้วงกุหลาบ และอื่นอีกหลายชนิด รวมแล้วกว่า 200 ชนิด ได้เป็นอย่างดี ปัจจุบันกำลังเดินหน้าฝึกอบรมชาวบ้านเพื่อนำไปขยายความสู่ชุมชนอื่นๆ ต่อไป
นับเป็นอีกแนวทางหนึ่ง เหมาะอย่างยิ่งสำหรับแปลงเกษตรปลอดภัยรวมถึงเกษตรอินทรีย์ ที่รัฐบาลกำลังขับเคลื่อนอยู่ในขณะนี้อีกด้วย
ง่ายๆเกษตรกรเพาะเลี้ยงเองได้รูป-fo4-การฉีดหัวเชื้อไส้เดือนฝอย
สำหรับไส้เดือนฝอยพันธุ์ไทยมีลักษณะการเจริญเติบโต 3 ระยะ คือ ระยะไข่ ระยะตัวอ่อน และตัวเต็มวัย ลอกคราบในช่วงเป็นตัวอ่อน 4 ครั้ง ประกอบด้วย ตัวอ่อนระยะที่ 1, 2, 3 และ 4 เมื่อเจริญเป็นตัวเต็มวัย ตัวผู้จะเล็กกว่าตัวเมีย 3 เท่า ตัวเมีย 1 ตัว สามารถให้ลูกได้ 800-1,000 ตัว ไข่จะฟักเป็นตัวอ่อนภายในตัวแม่ ต่อจากนั้นตัวแม่จะตายในที่สุด
ไส้เดือนฝอยจะสามารถเข้าทำลายแมลงได้ทั้งระยะตัวหนอนและตัวเต็มวัยของแมลง ผ่านทางช่องเปิดปากหรือรูทวาร แล้วจะเคลื่อนที่ไปยังช่องว่างในตัวแมลง ปลดปล่อยแบคทีเรียออกมาและสร้างสารพิษ ทำให้แมลงเกิดอาการเลือดเป็นพิษและตายลง จากนั้นสู่ระยะที่ทนทานต่อสภาพแวดล้อมจะเคลื่อนที่ออกมานอกซากแมลงและรอที่จะเข้าสู่แมลงตัวใหม่ต่อไป
วิธีเพาะเลี้ยงตามที่ ดร.กุศล ถมมา แนะนำชาวบ้านนั้น เริ่มจากไข่ไก่ 4 ฟอง น้ำมันหมู 130 มล. น้ำ 260 มล. ผสมให้เข้ากันเทลงฟองน้ำที่ตัดรูปสี่เหลี่ยม 1×1 ซม. จำนวน 40 กรัม คลุกเคล้าให้เข้ากัน
เตรียมกระปุกพลาสติกขนาด 600 มล. หรือถุงพลาสติกหนา จำนวน 20 ชุด บรรจุฟองน้ำที่คลุกแล้วปิดฝา เจาะรูเล็กๆ ไว้ด้านบน นำไปนึ่งฆ่าเชื้อความร้อน 80-100 องศาเซลเซียส นาน 1 ชั่วโมง เมื่อพักให้เย็น ใช้แอลกอฮอล์ 50-70% ล้างมือ ฉีดใส่ผ้า เช็ดทำความสะอาดมือและกล่องพลาสติก จากนั้นใช้ไซริงค์ฉีดยาดูดไส้เดือนฝอยพันธุ์ไทยก่อนนำไปฉีดใส่กระปุกฟองน้ำ 1 มล./กระปุ๊ก เขย่าเบาๆ ให้เข้ากัน นำไปใส่ในมุ้งกันแมลง และใต้ร่มที่มีอุณหภูมิ 27-33 องศาเซลเซียส นาน 7-15 วัน
เสร็จแล้วนำไปผสมน้ำ 1 กระปุกต่อน้ำ 10-20 ลิตร ฉีดพ่นดินที่ปลูกได้ 1 ไร่ ลงทุนเพียง 100 บาท
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20160319/224385.html
19มี.ค.2559 ดร.พรชัย มงคลวนิช อธิการบดี มหาวิทยาลัยสยาม กล่าวถึงความร่วมมือระหว่าง มหาวิทยาลัยสยาม สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) สำนักงานเขตภาษีเจริญ และเครือข่ายภาคี เปิดตัว “ผักสุขภาพ ภาษีเจริญ” ที่ตลาดวัดชัยฉิลพลีว่า ตลาดผักสุขภาพดันกล่าวได้สร้างกระแสความต้องการในการเข้าถึงผักสุขภาพของคนเมืองกรุงเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะชาวภาษีเจริญหันให้ความนิยมอย่างมาก ซึ่งการที่มหาวิทยาลัยสมยามสนับสนุนพื้นที่ให้เป็นแหล่งจำหน่ายผักสุขภาพฯ เพราะเห็นความสำคัญเรื่องสุขภาพของคนเมืองกรุง รวมถึงบุคลากร นักศึกษาในมหาวิทยาลัยและชุมชนใกล้เคียง ที่มีข้อจำกัดในการเข้าถึงผักที่ปลอดภัยต่อสุขภาพ ในขณะที่มหาวิทยาลัยสยาม โดยศูนย์วิจัยเพื่อพัฒนาชุมชนเป็นแกนหลักในการเคลื่อนการพัฒนาพื้นที่สุขภาวะจนสามารถพัฒนาให้เกิด “ผักสุขภาพ ภาษีเจริญ” เป็นผักที่ผ่านขั้นตอนการควบคุมคุณภาพอย่างมีส่วนร่วมตามหลักการของ PGS หรือ Participatory Guarantee Systems โดยเกษตรกร แม่ค้า ผู้บริโภค และนักวิชาการรวมตัวกันเป็นกลไกในการตรวจสอบมาตรฐาน
“นอกจากนี้ ยังเป็นการยกระดับการบูรณาการการเรียนการสอนของมหาวิทยาลัยสยาม ด้วยการให้นักศึกษาร่วมกระบวนการเรียนรู้วิถีชุมชน เรียนรู้การพัฒนารูปแบบการปลูกผักของคนเมืองกรุง ภายใต้ข้อจำกัดของพื้นที่ และเพื่อให้เส้นทางผักที่ปลอดภัยต่อสุขภาพมีขึ้นอย่างต่อเนื่องและเข้มแข็ง มหาวิทยาลัยสยามพร้อมสนับสนุนอย่างเต็มที่”ดร.พรชัยกล่าว
ขณะที่ ผศ.ดร.กุลธิดา จันทร์เจริญ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเพื่อพัฒนาชุมชน (ศวพช.) มหาวิทยาลัยสยาม และ เลขาธิการมูลนิธิวิจัยเพื่อพัฒนามนุษย์และชุมชน ผู้พัฒนาพื้นที่ชุมชนเขต ภาษีเจริญ ให้เป็นพื้นที่สร้างสรรค์เพื่อสุขภาวะ (Healthy Space) ด้วยการสนับสนุนจาก สสส.กล่าวว่า นับตั้งแต่การเปิดตัว “ผักสุขภาพ ภาษีเจริญ” ที่มีการตั้งราคา 15 บาท ทุกรายการ ภายใต้มาตรฐาน และการควบคุมคุณภาพผัก ในรูปแบบของคณะกรรมการตรวจสอบมาตรฐานคุณภาพผักด้วยกระบวนการที่ยึดหลักคุณธรรม และการมีส่วนร่วม ที่เรียก PGS เกษตรกรอยู่ได้ แม่ค้าไม่ขาดทุน ผู้บริโภคเข้าถึง สามารถตรวจสอบได้ทางวิชาการ พบว่ามีผู้บริโภค ณ จุดจำหน่าย ตลาดวัดชัยฉิมพลีซึ่งเป็นพื้นที่แรก ในเขตภาษีเจริญ ตอบรับเป็นจำนวนมาก
ผศ.ดร.กุลธิดา กล่าวว่าจากการสำรวจความต้องการบริโภคผักที่ปลอดภัย 301 ราย พบว่า ร้อยละ 95 มีความต้องการบริโภค แต่ขาดการเข้าถึงแหล่งจำหน่าย และมีข้อกังวลในเรื่องของราคาที่อาจแพง ดังนั้น ศวพช. สสส.และภาคีเครือข่าย จึงได้จัดกระบวนการพัฒนาและสร้างเกษตรกรเมือง ปลูกผักด้วยตนเอง ภายใต้มาตรฐานผักสุขภาพ ภาษีเจริญ เพื่อบริโภคและเหลือจำหน่ายหล่อเลี้ยงคนเมืองกรุง จนเกิดการรวมตัวของเกษตรกรเมืองกว่า 25 ราย เพิ่มพื้นที่การปลูกผักที่ปลอดภัยได้อีกกว่า 14,161 ตารางวา
นอกจากนี้ ภาคีเครือข่ายผักสุขภาพ ในพื้นที่ใกล้เคียงต่างตื่นตัวให้ความสำคัญกับสุขภาพมากขึ้น การเพิ่มพื้นที่ตลาด นอกจากจะเป็นการส่งเสริมการขาย เกษตรกรมีรายได้และมีกำลังใจในการผลิตผักที่ปลอดภัยแล้ว ยังเป็นการส่งเสริมการเข้าถึงการบริโภคผักที่ปลอดภัยของคนเมืองกรุงด้วย การเพิ่มพื้นที่จำหน่าย “ผักสุขภาพ ภาษีเจริญ” ณ มหาวิทยาลัยสยาม จึงยังประโยชน์ให้ทั้งกลุ่มเกษตรเมืองและผู้บริโภคเป็นอย่างยิ่ง
“การขับเคลื่อนให้เกิดการเพิ่มผลผลิตผักที่ปลอดภัย และมีกลไกในการตรวจสอบอย่างมีส่วนร่วม จะยังคงดำเนินการอย่างต่อเนื่อง โดยมีคณะทำงานพัฒนาพื้นที่สุขภาวะระดับเขต ที่มีองค์ประกอบจากทุกภาคีทั้งเกษตรกร แม่ค้า ผู้บริโภค นักวิชาการ จะคงเดินหน้าต่อไป เพื่อพัฒนาให้เกิดเส้นทางอาหารที่มั่นคงหล่อเลี้ยงคนเมืองกรุง ท่ามกลางข้อจำกัดของพื้นที่เมือง ที่นับวันจะมีปัญหาในการปลูกผัก ผลไม้ อย่างไรก็ดี คนเมืองกรุงไม่ควรจำนนต่อข้อจำกัดของพื้นที่ การประยุกต์ใช้พื้นที่ให้เหมาะสม เป็นสิ่งที่จำเป็นมาก ผักสามารถปลูกได้ในทุกรูปแบบหากเราปรับพื้นที่ ผักสามารถปลูกได้ในรูปแบบแนวตั้ง เป็นผักคอนโด ผักลอยฟ้า ผักอุโมงค์หรือแนวนอน เป็นผักลอยน้ำ แค่พื้นที่ 1 ตารางเมตร ทุกครอบครัวสามารถผลิตผักได้ประมาณ 1 กิโลกรัม และยังได้สานสัมพันธ์ของคนในครอบครัว ด้วยกิจกรรมดี ๆ ปลูกผักในรูปแบบใหม่…เมื่อรวมพื้นที่เล็ก ๆ เหล่านั้นมาปลูกผัก จะพบว่า ผลผลิตที่ได้นอกจากจะเหลือรับประทานแล้ว ยังสามารถนำมาจำหน่ายในรูปแบบ ผักสุขภาพ ภาษีเจริญ โดยสามารถเรียนรู้ขั้นตอนการควบคุมคุณภาพ ที่ภาคีเครือข่ายจะเข้าไปหนุนเสริม หากทุกพื้นที่ของกรุงเทพมหานคร มีการดำเนินการปรับเปลี่ยนพื้นที่ที่จำกัด ในอนาคต กรุงเทพ จะกลายเป็นแหล่งผักที่ปลอดภัย หล่อเลี้ยงคนเมืองกรุง ได้อย่างทั่วถึงแน่นอน”ผศ.ดร.กุลธิดา
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20160318/224299.html
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20160318/224298.html
