สร้างโอกาสจากวิกฤติประชากรกระบือในอาเซียน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160318/224297.html

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันศุกร์ที่ 18 มีนาคม 2559
สร้างโอกาสจากวิกฤติประชากรกระบือในอาเซียน

ทำกินถิ่นอาเซียน : สร้างโอกาสจากวิกฤติ ประชากรกระบือในอาเซียน : บายไลน์…สมพร อิศวิลานนท์

      กระบือ หรือควาย เป็นสัตว์เลี้ยงใช้งานเพื่อการเกษตรของครัวเรือน โดยเฉพาะการเตรียมแปลงนา และการขนส่งผลิตผลการเกษตรของเกษตรกรในเอเชียมาอย่างยาวนาน เพราะเอเชียเป็นแหล่งเพาะปลูกข้าวที่สำคัญของโลก ทำให้กิจกรรมการปลูกข้าวและการเลี้ยงกระบือเป็นของคู่กัน
      ในเอเชียแหล่งที่มีการเลี้ยงกระบือมาก ได้แก่ อินเดีย ปากีสถาน และจีนตอนใต้ หากพิจารณาเฉพาะในภูมิภาคอาเซียนพบว่า พม่ามีประชากรกระบือสูงสุด รองลงมาได้แก่ ฟิลิปปินส์ และไทย ส่วนในสิงคโปร์ไม่มีประชากรกระบือ เพราะไม่มีพื้นที่ทำนามาแต่ในอดีต
      ในช่วงกว่า 4 ทศวรรษ ที่ผ่านมา นับจากการเข้าสู่ยุคของการปฏิวัติเขียวหรือยุคของการค้นพบและแพร่กระจายเทคโนโลยีข้าวพันธุ์ไม่ไวต่อช่วงแสง สามารถปลูกได้หลายครั้งในรอบปี โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีการชลประทาน
      การแพร่กระจายของข้าวพันธุ์ใหม่ได้ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงในระบบการทำนาของเกษตรกรทั้งในอาเซียนและเอเชีย และทำให้บทบาทของกระบือที่เป็นสัตว์เลี้ยงใช้งานของเกษตรกรหมดความสำคัญลงไป
      การเร่งรีบเตรียมดินเพื่อการเพาะปลูกให้ได้รวดเร็วขึ้น ความต้องการเพาะปลูกข้าวให้ได้หลายครั้งในรอบปี นับว่าเป็นแรงจูงใจให้เกษตรกรยอมรับเอาเทคโนโลยีเครื่องจักรกลการเกษตรมาใช้ในไร่นาแทนแรงงานกระบือที่เคยใช้อยู่ดั้งเดิมกันอย่างแพร่หลาย โดยเฉพาะรถไถเดินตามและตามมาด้วยเครื่องนวดข้าวและเครื่องเกี่ยวและนวดข้าว ส่งผลให้ความจำเป็นในการใช้แรงงานกระบือในกิจกรรมการเกษตรหมดความจำเป็น
      นอกจากนี้การเก็บกระบือไว้ในไร่นาจะพบปัญหาในการจัดหาพื้นที่ให้กระบือและเล็มหญ้า เพราะหากนำไปเลี้ยงในทุ่งและกระบือเกิดไปและเล็มต้นข้าวในแปลงนาของคนอื่น เจ้าของกระบือจะต้องรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้น ทำให้เกษตรกรจำนวนมากปลดระวางกระบือออกจากสัตว์แรงงานในครัวเรือน และถูกขายออกไปเพื่อเข้าโรงฆ่าขายเนื้อเป็นอาหาร โดยเฉพาะในท้องถิ่นชนบท ทำให้จำนวนประชากรกระบือลดลงอย่างมากและกำลังเข้าสู่ภาวะเสี่ยงที่จะสูญพันธุ์ได้
      ในภูมิภาคอาเซียนพบว่า ประชากรกระบือได้ลดลงจาก 17.09 ล้านตัวในปี 2518 และได้ลดลงมาเหลือ 13.29 ล้านตัว ในปี 2556 ในจำนวนนี้ ประเทศไทยจัดได้ว่าเป็นประเทศในอาเซียนที่ประชากรกระบือได้ลดลงมากที่สุด โดยลดจากจำนวน 5.60 ล้านตัว ลงมาเหลือ 1.29 ล้านตัว ในช่วงเวลาเดียวกัน หรือลดลงกว่า 3 เท่าตัว ในช่วงเกือบ 4 ทศวรรษ ที่ผ่านมา
      อีกทั้งในปัจจุบันธุรกิจการค้ากระบือตามชายแดนไทยได้ขยายตัวเติบโตขึ้น เพราะมีความต้องการเนื้อกระบือจำนวนมากจากเวียดนามและจีนตอนใต้ ยิ่งเป็นอัตราเร่งที่ทำให้ประชากรกระบือมีชีวิตถูกต้อนส่งไปจำหน่ายยังประเทศดังกล่าว โดยเฉพาะประชากรกระบือมีชีวิตในประเทศไทย
      การปรับวิกฤติให้เป็นโอกาส ประเทศไทยน่าที่จะสนับสนุนให้มีการจัดทำฟาร์มเลี้ยงกระบือให้เป็นอาชีพหลักของเกษตรกร เพราะการทำฟาร์มนอกจากจะทำให้ประชากรกระบือเพิ่มขึ้นแล้ว ยังจะเป็นอาชีพทางเลือกของเกษตรกรชาวนาได้อีกทางหนึ่งด้วย

50ปีปลานิลพระราชทาน’จิตรลดา’ จาก50ตัวสู่สัตว์เศรษฐกิจหมื่นล.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160317/224214.html

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันพฤหัสบดีที่ 17 มีนาคม 2559
50ปีปลานิลพระราชทาน'จิตรลดา' จาก50ตัวสู่สัตว์เศรษฐกิจหมื่นล.

ทำมาหากิน : 50 ปีปลานิลพระราชทาน ‘จิตรลดา’ จาก 50 ตัวสู่สัตว์เศรษฐกิจหมื่นล้าน : โดย…ดลมนัส กาเจ

                    นับจาก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้กรมประมง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นำปลานิลไปขยายพันธุ์ และแจกจ่ายให้เกษตรกรเพื่อเลี้ยงเป็นอาหารที่มีโปรตีนสูง หลังจาก สมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตแห่งญี่ปุ่น ขณะทรงดำรงพระอิสริยยศมกุฎราชกุมาร ทูลเกล้าฯ ถวายแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อปี พ.ศ.2508 จำนวน 50 ตัว มาถึงวันที่ 17 มีนาคม 2559 ปลานิลพระราชทาน “จิตรลดา” ครบ 50 ปีแล้ว ปัจจุบันมีเกษตรกรและภาคเอกชนเลี้ยงปลานิลเป็นอาชีพปีละถึง 2 แสนตัน สร้างมูลค่านับหมื่นล้านบาท ปีนี้สอดคล้องกับวาระมหามงคล “3 ปีติ” หรือปีแห่ง 70 ปีครองราชย์ 84 พรรษามหาราชินี และ 88 พรรษามหาราชา ที่ประชาชนร่วมกันเฉลิมฉลองและแสดงความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของทั้งสองพระองค์
                    ดร.จรัลธาดา กรรณสูต ที่ปรึกษาสำนักราชเลขาธิการ เล่าถึงโครงการพัฒนาพันธุ์ปลานิล อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ระหว่างที่คณะสื่อมวลชนเยี่ยมชมบ่อปลานิลต้นแบบ ณ โครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดา เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2559 ว่า หลังจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จขึ้นครองราชย์ปี พ.ศ.2489 ขณะที่ประเทศไทยตกอยู่ในภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว อันเป็นผลกระทบจากสงครามโลกครั้งที่ 2 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ได้พระราชทานโครงการพระราชดำริมากมายเพื่อบรรเทาทุกข์ของประชาชน
                    ในระหว่างนั้นมีตัวแทนจากองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ หรือเอฟเอโอ ได้ทูลเกล้าฯ ถวายปลาหมอเทศจากแอฟริกา เพื่อให้ผู้ยากจนได้เข้าถึงอาหารที่มีโปรตีนในปี พ.ศ.2494 กระทั่งในปี พ.ศ.2496 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จฯ ไปยังเกษตรกลาง บางเขน หรือที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ในปัจจุบัน ได้พระราชทานปลาหมอเทศแก่กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ที่เฝ้าฯ รับเสด็จ นำไปเลี้ยงเป็นอาหารที่มีโปรตีน
                    กระทั่งในปี 2508 สมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตแห่งญี่ปุ่น ขณะทรงดำรงพระอิสริยยศมกุฎราชกุมาร ได้ทูลเกล้าฯ ถวายปลาน้ำจืดตระกูลทิลาเปีย คือ Nile Tilapia มีแหล่งกำเนิดที่แม่น้ำไนล์ ประเทศอียิปต์ จำนวน 50 ตัว แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระองค์ทรงเลี้ยงไว้ในบ่ออนุบาลที่โครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดา ด้วยสายพระเนตรอันยาวไกลทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้กรมประมง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นำปลาดังกล่าวไปขยายพันธุ์ต่อและแจกจ่ายให้เกษตรกร พร้อมกับพระราชทานนามว่า “ปลานิล” นับจากนั้นปลานิลได้กลายเป็นแหล่งโปรตีนชั้นเยี่ยมของคนทั้งประเทศ และกลายเป็นสัตว์น้ำเศรษฐกิจที่เกษตรกรและผู้ประกอบการในสารบบถึงปีละ 2 แสนตัน และมีการเลี้ยงนอกระบบเพื่อบริโภคเอง เหลือขายบ้างอีกจำนวนหนึ่ง
                    “บ้านเราที่เห็นอยู่ปลานิลจะมีสีออกแดงๆ สีดำ และจะออกสีขาว คนไทยเรานิยมบริโภคปลานิลที่ครีบจะออกแดงๆ เนื้อนุ่ม มีไขมันเยอะกว่า แต่ไขมันปลาไม่เป็นไร ไม่อันตราย ไม่อิ่มตัว แต่ต่างประเทศชอบปลานิลที่ออกสีขาวๆ เนื้อแน่น แต่คุณค่าทางโภชนาต่างมีโปรตีนสูงทั้งนั้น ราคาถูกด้วย” ดร.จรัลธาดา กล่าว
                    ด้าน สนธิพันธ์ ผาสุขดี ผู้อำนวยการกองวิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืด กรมประมง บอกว่า ปัจจุบันปลานิลเป็นสัตว์น้ำเศรษฐกิจที่มีการเลี้ยงอย่างแพร่หลาย เนื่องจากเลี้ยงง่าย ราคาดี สามารถเลี้ยงในบ่อดิน หรือจะเลี้ยงในกระชังก็ได้ หากเลี้ยงในกระชังพื้นที่เพียง 20 ตารางเมตร จะได้ผลผลิตตั้งแต่ 500 กิโลกรัม จนถึง 1.5 ตัน ราคาขายหน้าบ่ออยู่กิโลกรัมละ 45-60 บาท หากเฉลี่ยกิโลกรัมละ 50 บาท ก็ได้เงินถึง 5 หมื่นบาท ทั้งประเทศผลิต 2 แสนตัน มูลค่า 1 หมื่นล้านบาท ตอนนี้ส่งออกแล้วปีละราว 2 หมื่นตัน แต่ยังไม่เน้น เพราะการเลี้ยงในประเทศไทยต้นทุนสูง และราคาในประเทศดีกว่าด้วย
                    “การเลี้ยงปลานิลจะนิยมเลี้ยงปลาตัวผู้ เพราะโตเร็วกว่า ส่วนตัวเมีย ออกไข่บ่อย ตัวจะโทรม ทำให้ไม่โต เมื่อเกษตรกรนิยมเลี้ยงปลานิลเพศผู้ ทางกรมประมงต้องศึกษาวิจัยให้ปลานิลเป็นเพศผู้ ค้นพบ 2 วิธี คือ การปรับปรุงสายพันธุ์ตามหลักวิชาการให้เป็นวายวาย (YY) คือเพศผู้อย่างเดียว ปกติพันธุ์ปลานิลจะเป็นเอ็กซ์วาย (XY) วิธียากเกษตรกรไม่เข้าใจ จึงมีอีกวิธี คือฉีดฮอร์โมนเพศผู้ตอนอายุ 15 วัน อันหลังนี้นิยมกันอย่างแพร่หลายเพราะง่าย วิจัยเรียบร้อยแล้ว ไม่เป็นอันตรายต่อผู้บริโภคครับ” สนธิพันธ์ กล่าว
                    เนื่องในวาระครบรอบ 50 ปีปลานิลพระราชทาน ซึ่งสอดคล้องกับวาระมหามงคล “3 ปีติ” ในโอกาสอันเป็นมงคลยิ่งนี้ “ชมรมร้านอาหาร 1 จานจากใจ” ด้วยการสนับสนุนของมูลนิธิปิดทองพลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ และสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) จะร่วมกันจัดโครงการ “1 จานจากใจ…มื้อปลาอิ่มใจ” โดยสร้างสรรค์เมนูปลานิลหลากหลายเพื่อเสิร์ฟในภัตตาคาร/ร้านอาหารของสมาชิกทั้ง 12 แบรนด์ พร้อมทั้งนำคณะสื่อมวลชนเยี่ยมชมบ่อปลานิลต้นแบบ ณ โครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดาเมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2559 ที่ผ่านมา
                    นอกจากนี้ทางภัตตาคารและเชนร้านอาหารพันธมิตรทั้ง 12 แบรนด์ในนามของ “ชมรม 1 จานจากใจ” โดยสนับสนุนของมูลนิธิปิดทองหลังพระฯ และทีเส็บ ได้จัดกิจกรรมในนามโครงการ “มื้อปลาอิ่มใจ” ขึ้น โดยร่วมกันสร้างสรรค์เมนูปลาเมนูขึ้นเป็นพิเศษกว่า 30 เมนู อาทิ Lee Café, Chester´s, เสวย, ภัทรา, แซบอีลี่, เลอ ปลาแดก, ShrimpHaus, TripletsBrasserie, ตะลิงปลิง, อินจัน สามพราน, JM Cuisine เพชรบุรี และแม่ช้อยดอยหลวง นนทบุรี ระหว่างวันที่ 17 มีนาคม-25 พฤษภาคม 2559 ด้วย
———————–
(ทำมาหากิน : 50 ปีปลานิลพระราชทาน ‘จิตรลดา’ จาก 50 ตัวสู่สัตว์เศรษฐกิจหมื่นล้าน : โดย…ดลมนัส กาเจ)

‘ขนมเค้ก’ สไตล์ญี่ปุ่น สานฝัน ‘นัฏฎา วิวัฒนะปทุม’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160317/224213.html

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันพฤหัสบดีที่ 17 มีนาคม 2559
'ขนมเค้ก' สไตล์ญี่ปุ่น สานฝัน 'นัฏฎา วิวัฒนะปทุม'

หนักเอาเบาสู้ : ‘ขนมเค้ก’ สไตล์ญี่ปุ่น สานฝัน ‘นัฏฎา วิวัฒนะปทุม’ : โดย…โต๊ะข่าวเกษตร

                    “เบเกอรี่” เป็นอีกอาชีพในฝันของใครหลายๆ คน หนึ่งนั้นคือ นัฏฎา วิวัฒนะปทุม หรือพี่แหม่ม วัย 43 ปี แห่งเมืองเกินร้อย เจ้าหน้าที่การเงินของสหกรณ์ออมทรัพย์ ที่หันมาเปิดร้านขายขนมเค้กควบคู่ทำงานหลักไปด้วย
                    โดยเธอเล่าว่า ปัจจุบันเป็นเจ้าหน้าที่การเงินประจำสหกรณ์ออมทรัพย์สาธารณสุขร้อยเอ็ด จำกัด มากว่า 14 ปี ส่วนตัวเป็นคนที่ชอบทานขนมทำให้ทุกวันหลังเลิกงานจะต้องมีขนมติดมือกลับบ้านตลอด จึงเป็นแรงผลักให้เกิดความคิดลองทำขนมกินเอง จึงไปซื้อหนังสือทำเบเกอรี่มาลองฝึก
                    “ลองผิดลองถูกได้ระยะหนึ่งจนได้รสชาติที่พอใจ จึงทำเป็นของฝากให้เพื่อนๆ และญาติซึ่งต่างก็ชมว่ารสชาติดี จากนั้นก็ไปศึกษาค้นคว้าและฝึกฝนทำขนมจนชำนาญ รวมถึงไปเรียนรู้การทำเค้กสไตล์ญี่ปุ่นจากคุณครูสอนเบเกอรี่ชาวญี่ปุ่นที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เพิ่มเติม”
                    เมื่อฝึกฝนฝีมือและมีความมั่นใจในรสชาติแล้วจึงเกิดเป็นเค้กญี่ปุ่น ทำไปให้เพื่อนๆ ที่ทำงานชิมต่างติดใจ จึงเริ่มมีออเดอร์เข้ามาเรื่อยๆ ในปี 2553 จึงตัดสินใจใช้พื้นที่ชั้นล่างของอาคารพาณิชย์ที่บ้านพัก เปิดเป็นร้านขายขนมชื่อขนมโฮมเมด อยู่บริเวณ ถ.ผดุงพานิช จ.ร้อยเอ็ด
                    ถึงวันนี้กว่า 7 ปีที่เปิดร้านขายขนมพร้อมกับทำงานหลักควบคู่ ขนมจากฝีมือเธอได้รับการตอบรับจากลูกค้าเป็นอย่างดีทั้งจากขาประจำขาจร จนปัจจุบันขนมเค้กของที่ร้านกลายเป็นของฝากอีกอย่างหนึ่งของคนร้อยเอ็ดไปโดยปริยาย
                    “ขนมเค้กญี่ปุ่นที่ทำจะสดใหม่ทุกวัน เพราะทำช่วงกลางคืน รวมถึงเนื้อเค้กจะเบา รสชาตินุ่ม ไม่หวานเกินไป มีลักษณะเป็นวงกลมแบ่งเป็น 8 ชิ้น เหมาะกับการนำไปฝากและเหมาะกับการใช้เป็นอาหารว่างในการประชุมสัมมนา” พี่แหม่มบอกถึงลักษณะขนมเค้ก
                    โดยพี่แหม่ม บอกมีเมนูแนะนำที่อยากให้ได้ลิ้มลอง อาทิ เค้กครีมมะพร้าว เค้กคัสตาร์ดคาราเมล บานอฟฟี่ มอคค่าครีมเค้ก ชิฟฟอนเค้กลูกตาล เค้กฝอยทอง เหล่านี้ได้รับความนิยมจากลูกค้าอย่างมาก เพราะนอกจากรสชาติจะเป็นที่ถูกใจแล้วราคายังไม่แพง ราคากล่องละ 100-150 บาทเท่านั้น
                    พี่แหม่ม ยอมรับว่า จากที่มีออเดอร์เข้ามาต่อเนื่องช่วงแรกจึงมีปัญหาเรื่องเวลาในการทำงาน เนื่องจากตอนเช้าต้องไปทำงานประจำ และกลางคืนจะทำขนมตามออเดอร์ที่ลูกค้าสั่ง ทำให้เวลาพักผ่อนไม่เพียงพอเพราะตนเองคนเดียว ทำให้บ่อยครั้งคิดจะลาออกมาทำขนมอย่างเดียว เพราะจะได้ตรงกับความต้องการของลูกค้ามากที่สุด
                    อย่างไรก็ตาม หากผ่านไปมาและสนใจขนมเค้กสดใหม่สไตล์ญี่ปุ่น สอบถามได้ที่ร้านบ้านขนมโฮมเมด 134/1 ถ.ผดุงพานิช ต.ในเมือง อ.เมือง จ.ร้อยเอ็ด 45000 รับรองติดใจแน่นอน
———————–
(หนักเอาเบาสู้ : ‘ขนมเค้ก’ สไตล์ญี่ปุ่น สานฝัน ‘นัฏฎา วิวัฒนะปทุม’ : โดย…โต๊ะข่าวเกษตร)

‘เพลิน’ สแน็กกล้วยหอม การันตีอร่อย 5 ดาว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160316/224149.html

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันพุธที่ 16 มีนาคม 2559
'เพลิน' สแน็กกล้วยหอม การันตีอร่อย 5 ดาว

ทำมาหากิน : ‘เพลิน’ สแน็กกล้วยหอม การันตีอร่อย 5 ดาว : โดย…ธานี กุลแพทย์

                    ผลิตภัณฑ์แปรรูปทางการเกษตรแบรนด์ “เพลิน BANANA CHIPS” ของกลุ่มอาชีพผลไม้สดและผลผลิตเกษตรแปรรูป ต.คลองใหม่ อ.สามพราน เป็นผลพวงควาวมสำเร็จจากความร่วมแรงร่วมใจของเกษตรกรในพื้นที่ ซึ่งช่วยกันแปรรูป “กล้วยหอม” สู่ผลิตภัณฑ์อาหารว่างในโหมดสแน็ก ที่การันตีความอร่อยด้วยรางวัลโอท็อป 5 ดาว สร้างชื่อ สร้างรายได้ให้แก่ชาวสามพรานไม่น้อยเลยทีเดียว
                    วรกมล จันทร์สม หรือพี่ปุ้ย ฝ่ายการตลาดของกลุ่มอาชีพผลไม้สดและผลผลิตเกษตรแปรรูป เล่าว่า กล้วยหอมเป็นผลไม้มงคลของท้องถิ่นที่นิยมปลูกกันแทบทุกครัวเรือน จึงมีผลิตผลออกมาเป็นจำนวนมากในแต่ละปี จึงมีการรวมกลุ่มกันเพิ่มมูลค่ากล้วยให้มากยิ่งขึ้น บวกกับความเชื่อที่ว่าทำอะไรจะได้ง่ายเหมือนคำกล่าวที่ว่า เรื่องกล้วยๆ เริ่มแรกคือแปรรูปเป็นกล้วยตาก แต่กล้วยตากจะแข็งไป สุดท้ายมาลงเอยที่กล้วยฉาบ พอฉาบเสร็จก็นำไปอบ รีดน้ำมัน ปรุงรส จะได้กล้วยหอมอบเนยที่หอม เหลือง บาง กรอบ อร่อย เป็นสินค้าแปรรูปกล้วยหอมอบเนยชื่อ “เพลิน BANANA CHIPS”
                    โดยจะผลิตขึ้นมา 3 รสให้เลือกคือ รสเนยหวาน รสเนยเค็ม และรสธรรมชาติซึ่งเหมาะสำหรับคนที่ทานเจ หรือมังสวิรัติ ด้วยราคาขายที่ย่อมเยา มีทั้งส่งออกและไปออกบูธตามงานต่างๆ ไม่มีสารกันบูด ไม่มีวัตถุกันเสีย ทำให้เป็นที่ชื่นชอบของลูกค้า โดยเฉพาะมีการเปิดโอกาสให้ชิมฟรีก่อนตัดสินใจซื้ออีกด้วย
                    สำหรับเคล็ดลับสูตรเด็ดเพื่อสุขภาพนั้น เนื่องจากทำจากกล้วยหอมทองแท้ 100% เพื่อให้ผู้รักสุขภาพได้สนุกกับสแน็กรูปแบบใหม่ การันตีด้วยรางวัลและมาตรฐาน คือ สินค้าโอท็อป ระดับ 5 ดาว, โอท็อป เน็กซ์ (สินค้าดีเด่นระดับประเทศ), มาตรฐาน อย.
                    ไม่เพียงแต่รสชาติที่อร่อย ถูกสุขอนามัย สิ่งหนึ่งที่น่าสนใจและดึงดูดลูกค้าให้แวะเวียนมาอุดหนุนไม่ขาดสาย นั่นก็คือรูปแบบของผลิตภัณฑ์ที่มีความน่าสนใจ “พี่ปุ้ย” ยังเล่าให้ฟังอีกว่า ตอนแรกความตั้งใจอยากให้เป็นลักษณะของเด็กเห็นแล้วชอบ ก็เลยมีการอิงดูว่าเด็กเห็นอะไรแล้วจะอยากกิน เห็นอะไรแล้วชอบ อยากลอง อยากเล่น สนใจ ก็มาจบที่การนำเอารูปลิงมาเป็นโลโก้ จึงเป็นที่มาของ “เพลิน (BANANA CHIPS)” ภายใต้คอนเซ็ปต์ กินแล้วเพลินหยุดไม่อยู่ แถมราคาไม่แพงถุงละ 25 บาท และ 50 บาท หรือ 3 ถุง 100 บาท
                    “กลุ่มก็จะนำสินค้าไปออกบูธตามที่ต่างๆ ที่ทางรัฐบาลหรือภาคเอกชนจัดขึ้น รวมทั้งงานเอ็กซ์โป งานโอท็อปที่เมืองทองธานี ไปแต่ละแห่งก็จะได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากลูกค้า โดยในการออกบูธแต่ละแห่งรายได้เฉลี่ยหลักหมื่นบาท แต่ถ้าเป็นงานโอท็อปที่เมืองทองก็จะเป็นระดับหลักแสนบาทต่อวัน” วรกมล แจง
                    ราคาที่ไม่แพง การบริการที่ดี ส่งผลทำให้ทุกวันนี้ความเป็นอยู่ของชาวคลองใหม่ดีขึ้น มีรายได้หมุนเวียนทั่วถึง ขณะที่ชุมชนก็ได้พัฒนายกระดับตามไปด้วย โดยทั้งหมดนี้วรกมล บอกว่า กลุ่มยึดหลักความรัก ความสามัคคี ควบคู่นำวิถีเกษตรพอเพียงของพ่อหลวงมาปฏิบัติจนประสบความสำเร็จ
                    สำหรับท่านที่สนใจในผลิตภัณฑ์ หรืออยากทราบเคล็ดลับความอร่อย เข้าไปชมกันได้ที่ http://www.plearn-banana.com   หรือจะไปที่กลุ่มก็ได้ ซึ่งตั้งอยู่ที่ 88/1 หมู่ 4 ต.คลองใหม่ อ.สามพราน จ.นครปฐม โทรศัพท์ 0-3498-0189
——————-
(ทำมาหากิน : ‘เพลิน’ สแน็กกล้วยหอม การันตีอร่อย 5 ดาว : โดย…ธานี กุลแพทย์)

เก็บตกงานเกษตรแห่งชาติ ฮือฮา..ควายมูลค่า 5 ล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160316/224148.html

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันพุธที่ 16 มีนาคม 2559
เก็บตกงานเกษตรแห่งชาติ ฮือฮา..ควายมูลค่า 5 ล้าน

รู้มา เล่าไป : เก็บตกงานเกษตรแห่งชาติ ฮือฮา..ควายมูลค่า 5 ล้าน : โดย…ดลมนัส กาเจ

                    ผ่านไป 10 วันแล้วสำหรับ “งานวันเกษตรแห่งชาติ” ประจำปี 2559 ซึ่งจัดขึ้นมหาวิทยาลัยแม่โจ้ จ.เชียงใหม่ ระหว่างวันที่ 27 กุมภาพันธ์-วันที่ 6 มีนาคม ภายใต้แนวคิด “คนไทยใจเกษตร”
                    ปีนี้ถือเป็นการจัดงานที่สมบูรณ์มาก มีกิจกรรมด้านการเกษตรที่หลากหลายทั้งประชุมวิชาการ การจัดนิทรรศการ เสวนา การประกวด และอื่นๆ อีกมากมาย สร้างความรู้ ประสบการณ์การ ความเพลิดเพลินและสนุกสานให้ผู้ชมงาน โดยเฉพาะในวันที่ 2 มีนาคม ที่มหาวิทยาลัยแม่โจ้จัดการประกวดควายล้านนา ครั้งที่ 1
                    การจัดประกวดควายในครั้ง รศ.ดร.ญาณิน โอภาสพัฒนกิจ คณบดีคณะสัตวศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยแม่โจ้ บอกว่า เพื่อเผยแพร่องค์ความรู้ในเกษตรกรและผู้สนใจทั่วไปได้รู้จักการคัดเลือกควายที่มีลักษณะที่ไว้ขยายพันธุ์ อีกทั้งเป็นการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และประสบการณ์ด้านการจัดการเลี้ยง การปรับปรุงพันธุ์ การป้องกันและกำจัดโรคระบาดสัตว์ การพัฒนาด้านเทคโนโลยีอาหารสัตว์ และเทคโนโลยีการผลิตควายไทย เป็นต้น
                    ปรากฏว่ามีผู้เลี้ยงควาย เกษตรกร และชมรมอนุรักษ์ควาย จากทั่วประเทศ นำควายเข้าประกวดจำนวนมากกว่า 20 ตัว โดยการประกวดแยกเป็นควายเพศผู้ และควายเพศเมีย ปรากฏว่าควายที่ชนะเลิศเพศผู้คือ ควายชื่อใบหยก อายุ 7 ปี น้ำหนัก 1.2 ตัน เป็นควายของคุณสิริกร มะสิทธิ์ จาก จ.พิษณุโลก ส่วนรางวัลชนะเลิศเพศเมีย ได้แก่ ควายชื่อเจียวกู่หลาน อายุ 5 ปี เป็นควายของคุณสันติสุข ประสิทธิ์ศักดิ์ จาก จ.ลำพูน
                    สำหรับควาย “ใบหยก” เป็นควายที่เคยได้รับรางวัลชนะเลิศในการประกวดควายไทยมาแล้วมากกว่า 30 สนาม ทำให้ทุกวันนี้ควาย “ใบหยก” มูลค่าถึง 5 ล้านบาททีเดียว ทำให้นึกถึงเพลง “ลุงขี้เมา” ของ “แอ๊ด คาราบาว” ที่เนื้อหาตอนหนึ่งว่า “เกิดเป็นควายดีกว่าคน” ถือเป็นการเปรียบที่มีมูลอยู่บ้าง
                    การจัดประกวดควายในครั้งนี้ถือเป็นเรื่องที่ดีครับ เพราะจะได้กระตุ้นให้คนไทยเราเห็นถึงคุณค่าและความสำคัญของควาย เพราะทุกวันนี้ควายในบ้านเราลดจำนวนอย่างน่าใจหาย เนื่องจากเกษตรกรหันมาใช้เครื่องจักรกลการเกษตรแทนแรงงานควายเกือบ 100% ควายก็เลยหมดความสำคัญ ควายที่เหลือโดยเฉพาะเพศเมีย แม้แต่ควายท้อง และควายอายุน้อยยังนำมาบริโภคมากขึ้น
                    ท่านรองสรวิศ “นสพ.สรวิศ ธานีโต” รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ เคยเล่าให้ฟังว่า ในแต่ละปีควายถูกฆ่าเพื่อบริโภคปีละกว่า 2 แสนตัว ขณะที่มีลูกควายเกิดปีละประมาณ 1.5 แสนตัวเท่านั้น นอกจากนี้ไทยยังมีการส่งออกควายมีชีวิตทั้งเพศผู้และเพศเมียไปต่างประเทศ อาทิ จีน และกลุ่มอาเซียนปีที่แล้วถึง 1,624,919 ตัว
                    ทุกวันนี้มีเกษตรกรผู้เลี้ยงควายลดเหลือ 185,000 ราย จากเดิมปีที่แล้วยังมีอยู่ 393,352 ราย ถ้าปล่อยเป็นเช่นนี้ควายไทยอาจสูญพันธุ์ได้ครับ !
——————-
(รู้มา เล่าไป : เก็บตกงานเกษตรแห่งชาติ ฮือฮา..ควายมูลค่า 5 ล้าน : โดย…ดลมนัส กาเจ)

ปลูกมะนาวไร้เมล็ดช่วงแล้ง…รายได้งาม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160316/224150.html

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันพุธที่ 16 มีนาคม 2559
ปลูกมะนาวไร้เมล็ดช่วงแล้ง...รายได้งาม

เกษตรกรคนเก่ง : ปลูกมะนาวไร้เมล็ดช่วงแล้ง…รายได้งาม : โดย…พรนภา สดใส

                    มะนาวเป็นพืชเศรษฐกิจที่ปลูกกระจายกันทุกภาค แต่ละสวนก็มีเทคนิคต่างๆ เพื่อให้ดูแลง่ายและได้ผลดี เช่นเดียวกับสวนของ ฉะอองนาง คะลา เกษตรกรชาวขอนแก่น ที่ปลูกมะนาวไร้เมล็ด พันธุ์ทูลเกล้า ปลอดสาร สร้างรายได้ดี
                    “ฉะอองนาง” บอกว่า เห็นพื้นที่หลังบ้านกว้างพอจะปลูกผักสวนครัวได้ จึงคิดปลูกมะนาวพันธุ์ทูลเกล้าซึ่งไร้เมล็ด โดยซื้อต้นพันธุ์จากญาติ ต้นละ 100 บาท 10 ต้น มาปลูกในท่อปูนซีเมนต์ซึ่งช่วยกันทำกับสามี ผ่านไป 6 เดือนมะนาวออกผลเต็มต้น
                    “พื้นที่เพียง 200 ตารางวา ปลูกมะนาวไร้เมล็ดควบคู่กับพืชผักสวนครัว ชะอม ผักชีลาว ผักชีไทย โหระพา บวบเหลี่ยม ฯลฯ แต่ละวันจะเก็บผลผลิตไปขายมีรายได้จุนเจือครอบครัวไม่ขาดมือ”
                    ฉะอองนาง ยังบอกอีกว่า การปลูกมะนาวในบ่อปูนซีเมนต์สามารถปลูกให้มีขนาดทรงพุ่มเท่ากับการปลูกในแปลงดินได้และง่ายต่อการรดน้ำพรวนดิน ทั้งให้ผลผลิตดีกว่าปลูกลงดินอย่างเห็นได้ชัด โดยปลูกเพียง 10 ต้น ให้ผลผลิตมากถึง 20 กิโลกรัมต่ออาทิตย์ กิโลกรัมละ 40 บาท หรือถ้านำไปขายที่ตลาดจะขาย 3 ผล 10 บาท
                    ส่วนวิธีการปลูกนั้น  ฉะอองนาง บอกไม่ยุ่งยาก แค่ผสมดินด้วยแกลบ ขี้วัว ซังมะพร้าว ขี้เลื่อย ดินนา คลุกเคล้าให้เข้ากัน จากนั้นใช้น้ำหมักชีวภาพฉีดลงที่พื้นดินทั่วบริเวณท่อ ใช้พลาสติกคลุมหน้าดิน แล้วจึงลงดินปลูก วิธีนี้ทำให้มะนาวออกผลดีดก ผลใหญ่ โดยต้นทุนปลูกแต่ละบ่อราว 1,000 บาท ไม่รวมค่าต้นมะนาว อีกทั้งยังรับจ้างปลูกใส่บ่อปูน โดยคิดบ่อละ 300 บาท ไม่รวมค่าวัสดุอุปกรณ์
                    จากสูตรนี้ทำให้มะนาวในสวนของ “ฉะอองนาง” ผลผลิตดี ส่งขายตลาดเทศบาลนครขอนแก่นที่ได้รับการรับรองจากสำนักงานสาธารณสุขทางสิ่งแวดล้อมเทศบาลว่าปลอดสารและได้สัญลักษณ์ธงเขียวว่าปลอดภัย ส่วนท่านที่สนใจดูงานได้ที่ 666/127 ถ.กลางเมือง ซ.เมตตา ต.ในเมือง อ.เมือง จ.ขอนแก่น 40000 หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมโทร.08-5250-0939
                    ทั้งนี้ มะนาวพันธุ์ “ทูลเกล้า” พิเศษคือติดผลดกช่วงฤดูแล้ง เป็นพวง พวงละ 5-7 ผล หรืออาจถึงพวงละ 10-12 ผล ทั้งจะติดผลดกมากขึ้นเรื่อยๆ ตามอายุของต้น และให้ผลผลิตเกือบทั้งปี
——————-
(เกษตรกรคนเก่ง : ปลูกมะนาวไร้เมล็ดช่วงแล้ง…รายได้งาม : โดย…พรนภา สดใส)

เครื่องสาวไหมพลังงานแสงอาทิตย์ นวัตกรรมประยุกต์จากภูมิปัญญา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160315/224092.html

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันอังคารที่ 15 มีนาคม 2559
เครื่องสาวไหมพลังงานแสงอาทิตย์ นวัตกรรมประยุกต์จากภูมิปัญญา

ทำมาหากิน : เครื่องสาวไหมพลังงานแสงอาทิตย์ นวัตกรรมประยุกต์จากภูมิปัญญา : โดย…สุรัตน์ อัตตะ

                      ความต้องการเส้นไหมเพื่อใช้ในการแปรรูปผลิตภัณฑ์นับวันยิ่งเพิ่มปริมาณมากขึ้นเรื่อยๆ ขณะเดียวกันการใช้ภูมิปัญญาชาวบ้านการสาวไหมที่ใช้แรงคนในการผลิต จึงไม่ทันกับความต้องการ และยังส่งผลทำให้วงจรไหมกลายเป็นดักแด้ผีเสื้อภายในเวลาอันรวดเร็ว จนไม่สามารถนำรังไหมมาใช้ประโยชน์ได้อีก ด้วยเหตุนี้ทำให้ทีมนักวิจัยจากคณะเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ นำโดย รศ.ดร.ชูชาติ พยอม และดร.ศุภัชย แก้วจันทร์ จึงได้คิดค้นนวัตกรรมเครื่องสาวไหมโดยใช้พลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยจากสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแหง่ชาติ (วช.) จำนวน 3 แสนบาท มาทดลองประดิษฐ์เครื่องสาวไหมใช้พลังงานแสงอาทิตย์เพื่อทดแทนแรงงานคนในทุกขั้นตอนการผลิต
                      อาจารย์เอกราช นาคนวล หนึ่งในทีมวิจัยเครื่องสาวไหมพลังงานแสงอาทิตย์ให้ข้อมูลระหว่างนำนวัตกรรมเครื่องสาวไหมพลังานแสงอาทิตย์มาจัดแสดงในงานมหกรรมงานวิจัยส่วนภูมิภาคประจำปี 2559 ระหว่างวันที่ 3-5 มีนาคม 2559 ที่ผ่านมา ณ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี โดยระบุว่าเดิมทีชาวบ้านสาวไหมโดยใช้นวัตกรรมจากภูมิปัญญาชาวบ้าน ซึ่งได้ปริมาณการผลิตไม่มากนัก เฉลี่ย 1-2 กระด้งต่อวัน และไม่ทันกับการเปลี่ยนแปลงวงจรของตัวไหมที่จะกลายเป็นดักแด้ผีเสื้อ  ส่งผลให้ชาวบ้านเริ่มลดจำนวนการเลี้ยงไหม เนื่องจากไม่คุ้มค่าในการลงทุน ทั้งที่ จ.สุรินทร์ ถือเป็นแหล่งผลิตเส้นไหมและผลิตภัณฑ์จากไหมที่สำคัญของประเทศ จึงทำให้ทีมนักวิจัยพยายามคิดค้นนวัตกรรมการสาวไหมโดยใช้เทคโนโลยีอย่างง่าย การทำงานที่ไม่สลับซับซ้อนนักและมีขั้นตอนการผลิตไม่แตกต่างไปจากวิถีเดิมๆ ของชาวบ้านมากนัก
                      นักวิจัยคนเดิมเปิดเผยต่อว่า สำหรับจุดเด่นของนวัตกรรมชิ้นนี้สามารถสาวได้รอบที่สม่ำเสมอและปรับความเร็วรอบได้ตามความเหมาะสมเพื่อให้สอดคล้องกับไหมสายพันธุ์ต่างๆ ขณะที่สาวไหมเครื่องก็จะบิดเกลียวเส้นไหมไปในตัว ทำให้เส้นไหมมีความเหนียวและได้ขนาดที่เท่ากันตลอดความยาวของเส้นไหม โดยเครื่องสาวไหมพลังงานแสงอาทิตย์นี้สามารถสาวไหมพื้นที่ได้หลากหลายสายพันธุ์ ไม่ว่าจะเป็นพันธุ์นางลาย พันธุ์เหลืองสุรินทร์ ยกว้นไหมอีรี่ เนื่องจากยังมีปัญหาอุณหภูมิที่เหมาะสม ทำให้เส้นไหมจะขาดบ่อยในขณะที่สาว
                      “เครื่องนี้ได้ต่อยอดมาจากของเดิมเป็นเครื่องสาวไหมไฟฟ้า แต่ชาวบ้านไม่ชอบกลัวอันตราย ก็เลยพัฒนามาเป็นเครื่องสาวไหมใช้มอเตอร์ดีซี เป็นพลังงานไฟฟ้ากระแสตรง โดยใช้พลังงานแสงอาทิตย์ จุดเด่นของมันก็คือควบคุมรอบได้และปริมาณการสาวมากกว่าชาวบ้านถึง 8 เท่า ปกติชาวบ้านสาวได้ 1-2 กระด้งต่อวัน ถ้าใช้กับเครื่องนี้จะได้ปริมาณเพิ่มขึ้น 8-10 เท่าต่อวัน ที่สำคัญพลังงานที่ใช้กรณีเราชาร์จแบตเตอรี่เต็มสามารถใช้ได้นานถึง 16 ชั่วโมง”
                      อาจารย์เอกราชยังอธิบายถึงขั้นตอนการใช้งานของเครื่อง โดยแค่เปิดสวิตช์กุญแจ จากนั้นก็ปรับความเร็วของรอกจะให้หมุนช้าหรือเร็ว ส่วนขั้นตอนการผลิตนั้น เริ่มจากนำรังไหมมาต้มเพื่อให้กาวแตกตัวแล้วรอกขึ้นมาสาวได้ทันทีโดยอัตโนมัติ ซึ่งแบบเดิมจะใช้มือในการสาว ขณะเดียวกันเราก็จะนั่งคอยดู กวนรังไหมในหม้อต้มเพื่อให้เส้นไหมขึ้นรอกอย่างเป็นระเบียบ ซึ่งช่วยลดแรงงานคนและสามารถทำได้ในปริมาณที่มาก ภายในเวลาอันจำกัด
                      “ส่วนประกอบหลักก็ไม่มีะไรมาก มีชุดแผงโซลาร์เซลล์ แบตเตอรี่และตัวมอเตอร์ดีซี และคูเลย์กลไกภายใน ส่วนเครื่องกรอก็ประยุกต์มาจากหลักการเดิมของชาวบ้าน คือถอดแบบเครื่องสาวไหมของชาวบ้านมาใช้เกือบทั้งหมด” นักวิจัยคนเดิม กล่าว และย้ำว่า สำหรับต้นทุนการผลิตเครื่องตัวนี้อยู่ที่ประมาณ 3 หมื่นบาท และเป็นที่ยอมรับของชาวบ้าน หลังนำไปทดลองใช้งานในหมู่บ้านผลิตเส้นไหมหลายแห่งใน จ.สุรินทร์ ในช่วงที่ผ่านมา
                      นับเป็นอีกนวัตกรรมที่ดัดแปลงมาจากภูมิปัญญาชาวบ้านที่ใช้งานง่าย มีประสิทธิภาพ ต้นทุนการผลิตไม่สูงนัก น่าจะเป็นอีกทางเลือกให้แก่เกษตรกรที่ผลิตเส้นไหมได้เป็นอย่างดี
————————–
(ทำมาหากิน : เครื่องสาวไหมพลังงานแสงอาทิตย์ นวัตกรรมประยุกต์จากภูมิปัญญา : โดย…สุรัตน์ อัตตะ)

แอ่วเหนือสำรวจ ‘ตลาดนัดเกษตร’ สีเขียว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160313/223993.html

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันอาทิตย์ที่ 13 มีนาคม 2559
แอ่วเหนือสำรวจ 'ตลาดนัดเกษตร' สีเขียว

ท่องโลกเกษตร : แอ่วเหนือสำรวจ ‘ตลาดนัดเกษตร’ สีเขียว ผนึกเครือข่ายครอบครัววิทยุ ม.ก.สู่ชุมชน : โดย…สุรัตน์ อัตตะ

                    ทุกวันเสาร์แรกของเดือนจะคลาคล่ำไปด้วยผู้คนมาจับจ่ายใช้สอยพืชผักปลอดสารพิษที่ผู้ผลิตในเครือข่ายครอบครัวสถานีวิทยุกระจายเสียงมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จังหวัดเชียงใหม่ (วิทยุม.ก.เชียงใหม่) หมู่ 5 ต.ป่าไผ่ อ.สันทราย จ.เชียงใหม่ นำวางจำหน่ายภายในบริเวณสถานีที่ถูกแปรสภาพให้เป็นตลาดนัดย่อมๆ เพื่อเป็นสถานที่นัดเจอระหว่างผู้ผลิตกับผู้บริโภคมาอย่างยาวนานกว่า 3 ปีแล้ว ขณะที่พื้นที่บางส่วนของสถานีจัดแบ่งให้เป็นแปลงสาธิตของสมาชิกในเครือข่าย โดยผลผลิตก็จะนำมาจำหน่ายด้วยเช่นกัน
                    “ท่องโลกเกษตร” อาทิตย์นี้ติดตามคณะผู้บริิหารและกรรมการสถานีวิทยุ ม.ก. นำโดย ผศ.อนุพร สุวรรณวาจกกสิกิจ ผู้อำนวยการสถานี และรศ.ดร.พิชัย ทองดีเลิศ กรรมการแอ่วเหนือเพื่อสำรวจตลาดนัดสีเขียว จัดโดยสมาชิกเครือข่ายสถานีวิทยุ ม.ก.เชียงใหม่ ที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องกว่า 3 ปี เช้าตรู่วันเสาร์ต้นเดือนแผงค้าพืชผักและผลไม้ตั้งเรียงรายอยู่ภายใต้สถานี ขณะที่ชาวบ้านในพื้นที่ทั้งเป็นลูกค้าประจำและต่างถิ่นต่างทยอยเข้ามาจับจ่ายใช้สอยสินค้าตามที่ต้องการ สินค้าที่นำมาจำหน่ายส่วนใหญ่จะเป็นพืชผักผลไม้ อุปกรณ์ประกอบอาชีพการเกษตร ตลอดจนนวัตกรรมที่คิดค้นจากภูมิปัญญาชาวบ้านแบบง่ายที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ทันที ได้แก่ การใช้ขันอาบน้ำปลูกถั่วงอก การใช้ขวดน้ำดัดแปลงดักแมลงวันทองในสวนผลไม้ ไม่เพียงเท่านั้นยังมีกิจกรรมการดีๆ อาทิ การสอนวิธีขยายพันธุ์มะม่วง  โดยกลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้ปลูกมะม่วงแม่แตง ซึ่งการจัดตลาดนัดแต่ละครั้งจะมีกิจกรรมที่แตกต่างกันไป
                    ผศ.อนุพร สุวรรณวาจกกสิกิจ ผู้อำนวยการสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (สถานีวิทยุ ม.ก.) กล่าวถึงการจัดกิจกรรมตลาดนัดเกษตรสีเขียวเพื่อเป็นการพบปะกันระหว่างสมาชิกเครือข่ายสถานีวิทยุ ม.ก.เชียงใหม่ และเป็นช่องทางการตลาดให้แก่เกษตรกรที่มีอาชีพด้านการเกษตร โดยผลผลิตของสมาชิกจะเป็พืชผักผลไม้ปลอดสารเคมี  เกษตรกรบางรายก็ได้รางวัลเกษตรกรดีเด่นระดับชาติมาแล้ว
                    “อย่าง ครูปทุม สุริยา เกษตรกรดีเด่นแห่งชาติก็นำผลผลิตจากศูนย์เรียนรู้มาขายด้วย แล้วก็ยังเป็นวิทยากรสอนการจัดทำบัญชีฟาร์มให้ผู้สนใจที่มาจับจ่ายซื้อสินค้าในตลาดนัดด้วย ใครที่มานอกจากได้จับจ่ายสินค้าเกษตรปลอดสารแล้วยังได้ความรู้จากกิจกรรมต่างๆ เช่น การสอนตอนกิ่งมะนาว การทำเครื่องเพาะถั่วงอกโดยใช้ขันตักน้ำและอีกมากมายที่จะได้รับความรู้จากตลาดแห่งนี้” ผศ.อนุพร เผยระหว่างเดินเยี่ยมชมตลาด
                    ผอ.สถานีวิทยุ ม.ก. ระบุอีกว่า หลังตลาดนัดเกษตรสีเขียวดำเนินการมาเกือบ 3 ปีเต็ม ทำให้มีสมาชิกในเครือข่ายมากขึ้นเรื่อยๆ แต่ที่ผ่านมาทำได้เพียงการจัดตลาดนัดเพื่อให้ผู้ผลิตนำผลผลิตมาจำหน่ายแก่ผู้บริโภคโดยตรง ไม่ผ่านพ่อค้าคนกลางและไม่ต่างไปจากตลาดนัดทั่วไป แต่จากนี้ไปตลาดแห่งนี้จะยกระดับเป็นตลาดนัดเกษตรสีเขียวที่มีผลผลิตมาขายตามความต้องการของลูกค้าด้วย เนื่องจากสถานีจะทำวิจัยสำรวจความต้องการของผู้ซื้อและผู้ขายเพื่อจะได้มีข้อมูลอ้างอิงที่ถูกต้องด้วย
                    “สถานีได้เชิญอาจารย์พิชัย (รศ.ดร.พิชัย ทองดีเลิศ) จากภาควิชาส่งเสริมและนิเทศศาสตร์เกษตร คณะเกษตร ซึ่งท่านเป็นกรรมการในบอร์ดวิทยุด้วย มาสำรวจวิจัยในเชิงลึกเพื่อใช้เป็นฐานข้อมูลสำหรับการอ้างอิงในเชิงวิชาการและใช้การปรับปรุงพัฒนาตลาดให้มีมาตรฐานและครบวงจรสามารถใช้เป็นต้นแบบให้ตลาดนัดอื่นๆ ได้ด้วย”
                    ธวัชชัย จันทร์ดี กรรมการวิสาหกิจชุมชนผู้ปลูกมะม่วงแม่แตง อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ ซึ่งเป็นสมาชิกเครือข่ายสถานีวิทยุ ม.ก.เชียงใหม่ ซึ่งเป็นหนึ่งในเกษตรกรผู้ผลิตที่นำผลิตผลทางการเกษตรมาจำหน่ายเป็นประจำทุกเดือน โดยครั้งนี้นำผลไม้ในสวนข้างบ้าน อาทิ มะละกอ ฝรั่ง กล้วย ฟักข้าวและบางส่วนเป็นผลิตผลจากโครงการหลวง อาทิ หอม กระเทียม พริก ฯลฯ ซึ่งได้รับการอุดหนุนจากผู้บริโภคเป็นอย่างดี
                    “ผู้ซื้อส่วนใหญ่เป็นลูกค้าประจำ เจอกันบ่อยๆ บางส่วนก็เป็นลูกค้าที่ฟังจากรายการวิทยุ ม.ก. ลูกค้าที่มาซื้อไม่ใช่ซื้อสินค้าแล้วกลับทันทีเหมือนตลาดนัดทั่วไป แต่จะมีการพูดคุยแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันระหว่างผู้ซื้อกับผู้ขายด้วย ข้อดีของที่นี่คือ ลูกค้าจะไม่มีการต่อรองราคาเพราะเขารู้ว่าเป็นสินค้าจากเกษตรกรโดยตรง ไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง ที่สำคัญเป็นสินค้าปลอดภัยไม่ใช้สารเคมีในทุกขั้นตอนการผลิต” พ่อค้าคนเดิมระบุ
                    ขณะที่ศักดิ์ชัย รัตนพราว สมาชิกครอบครัวม.ก.เชียงใหม่ เจ้าของผลงานนวัตกรรมเด่นหลายอย่าง อาทิ เครื่องเพาะถั่วงอก โดยใช้ขันพลาสติกนำมาประกอบเข้าด้วยกันเพื่อใช้ในการเพาะถั่วงอกสำหรับรับประทานในครัวเรือน และการดัดแปลงขวดน้ำพลาสติกมาทำเป็นเครื่องดักแมลงวันทองที่มาทำลายผลไม้ในสวน ถึงแม้ศักดิ์ชัยจะไม่นำผลงานมาจำหน่ายในครั้งนี้แต่ก็ได้ตั้งกลุ่มเสวนาขั้นตอนการประดิษฐ์ พร้อมถ่ายทอดเคล็ดลับต่างๆ ให้ผู้สนใจมาร่วมรับฟังอย่างตั้งอกตั้งใจ
                    สำหรับสถานีวิทยุ ม.ก.เชียงใหม่ เริ่มขึ้นโดยมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ทำหนังสือถึงอธิบดีกรมกสิกรรม ขอใช้ที่ดินของสถานีทดลองกสิกรรมแม่โจ้ (ปัจจุบันเป็นที่ตั้งของศูนย์วิจัยพืชไร่เชียงใหม่) เพื่อเป็นที่ก่อสร้างที่ทำการสถานีพร้อมห้องส่งกระจายเสียงและติดตั้งเสาอากาศของสถานีวิทยุ ม.ก. การติดตั้งเสาอากาศและติดตั้งเครื่องส่งตั้งแต่เดือนกรกฎาคม พ.ศ.2507 จนแล้วเสร็จและทดลองออกอากาศในเดือนพฤศจิกายน 2507 รศ.พร สุวรรณวาจกกสิกิจ ได้กำหนดเอาวันที่ 22 มกราคม 2508 เป็นวันเปิดสถานีอย่างเป็นทางการหลังจากทดลองออกอากาศไปและได้รับความนิยมเป็นอย่างสูงจากผู้ฟังและได้ย้ายมาอยู่ที่ 301/1 หมู่ 5 ต.ป่าไผ่ อ.สันทราย จ.เชียงใหม่ ตั้งแต่วันที่ 23 เมษายน 2533 จนถึงปัจจุบันและมีเครือข่ายส่งกระจายเสียงไปยังภูมิภาคต่างๆ ภาคเหนือ ม.ก.เชียงใหม่, ภาคอีสาน ม.ก.ขอนแก่น และภาคใต้ ม.ก.สงขลา
———————
(ท่องโลกเกษตร : แอ่วเหนือสำรวจ ‘ตลาดนัดเกษตร’ สีเขียว ผนึกเครือข่ายครอบครัววิทยุ ม.ก.สู่ชุมชน : โดย…สุรัตน์ อัตตะ)

13 มีนาคม… รำลึกรักษ์…ช้างไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160313/223997.html

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันอาทิตย์ที่ 13 มีนาคม 2559
13 มีนาคม... รำลึกรักษ์...ช้างไทย

13 มีนาคม… รำลึกรักษ์…ช้างไทย : โดย…เม่นแคระ

                    ประวัติศาสตร์ชาติไทยได้จารึกไว้ว่า “ช้าง” ถือเป็นสัตว์คู่บ้านคู่เมืองมาช้านาน ได้เข้ามามีส่วนในการปกป้องเอกราชและความเป็นชาติให้แก่ชาวไทยมาหลายยุคหลายสมัย กล่าวโดยย่อคือ เป็นสัตว์คู่บารมีของพระมหากษัตริย์ไทย โดยในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ สยามประเทศเคยใช้ธงชาติเป็นรูปช้างเผือก ช้างเผือกจึงได้รับการยกย่องเสมือนเจ้านายชั้นเจ้าฟ้า
                    เป็นผู้ปกป้องเอกราชแห่งชาติไทย ประวัติศาสตร์ชาติไทยได้จารึกไว้ว่าช้างได้เข้ามามีส่วนในการปกป้องเอกราชและความเป็นชาติให้แก่ชาวไทยหลายยุคหลายสมัย โดยเฉพาะในสมัยพระบาทสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ได้ทำยุทธหัตถีและทรงประกาศเอกราชแห่งความเป็นชาติ ซึ่งช้างทรงในพระองค์ท่านนับว่าเป็นช้างไทยที่ได้รับเกียรติอันสูงสุด โดยได้รับพระราชทานยศให้เป็นถึง “เจ้าพระยาปราบหงสาวดี”
                    อีกทั้งสร้างความสัมพันธไมตรีระหว่างประเทศ โดยในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) เสด็จประพาสสิงคโปร์ และอินโดนีเซีย ได้พระราชทานช้างสำริดแก่ทั้ง 2 ประเทศนี้
                    ทว่า มาถึงยุคปัจจุบันประชากรช้างในประเทศไทยมีจำนวนลดน้อยลงอย่างมาก มาจากหลากหลายเหตุผล ทั้งภัยธรรมชาติ ที่สำคัญภัยจากน้ำมือมนุษย์ หากไม่มีการอนุรักษ์และกระตุ้นเตือนจิตสำนึกของประชาชนให้ระลึกถึงความสำคัญแล้ว ช้างไทยอาจสูญพันธุ์ไปในที่สุด
                    เพื่อให้คนไทยได้ตระหนักถึงความสำคัญ และการดำรงอยู่ของช้างไทย รวมทั้งเป็นการประชาสัมพันธ์เพื่อให้ประชาชนทุกคนหันมาช่วยกันอนุรักษ์ช้าง คณะรัฐมนตรีจึงมีมติเห็นชอบกำหนดให้ทุกๆ วันที่ 13 มีนาคมของทุกปี เป็น “วันช้างไทย”
                    ทั้งนี้ “วันช้างไทย” เริ่มขึ้นจากคณะอนุกรรมการประสานงานการอนุรักษ์ช้างไทย ซึ่งเป็นหน่วยงานประสานงานองค์การภาครัฐและเอกชนที่ทำงานเกี่ยวกับการอนุรักษ์ช้างไทย คณะกรรมการเอกลักษณ์ของชาติ สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เนื่องจากเล็งเห็นว่า หากมีการสถาปนาวันช้างไทยขึ้น จะช่วยให้ประชาชนคนไทยหันมาสนใจช้าง รักช้าง หวงแหนช้าง ตลอดจนให้ความสำคัญต่อการให้ความช่วยเหลืออนุรักษ์ช้างมากขึ้น
                    คณะอนุกรรมการจึงได้พิจารณาหาวันที่เหมาะสม ครั้งแรกได้พิจารณาเอาวันที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงทำยุทธหัตถีมีชัยชนะเหนือพระมหาอุปราชา แต่วันดังกล่าวถูกใช้เป็นวันกองทัพไทย จึงได้พิจารณาวันอื่นและเห็นว่า วันที่ 13 มีนาคม ซึ่งเป็นวันที่คณะกรรมการคัดเลือกสัตว์ประจำชาติ มีมติให้ช้างเผือกเป็นสัญลักษณ์ของประเทศไทยนั้น มีความเหมาะสม จึงนำเสนอมติตามลำดับขั้นเข้าสู่คณะรัฐมนตรี (ครม.)
                    ครม.ได้มีมติเมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ.2541 เห็นชอบให้ วันที่ 13 มีนาคมของทุกปี เป็น “วันช้างไทย” ดังกล่าว และได้ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีลงในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ.2541
                    ผลจากการที่ประเทศไทยมี “วันช้างไทย” นับเป็นการยกย่องให้เกียรติว่าเป็นสัตว์ที่มีความสำคัญอีกครั้ง นอกเหนือจากเกียรติที่ช้างเคยได้รับในอดีต ไม่ว่าจะเป็นช้างเผือกในธงชาติ ช้างเผือกที่เป็นสัญลักษณ์ของประเทศ หรือสัตว์คู่พระบารมีของพระมหากษัตริย์
                    ฉะนั้น ทุกวันที่ 13 มีนาคมของทุกปี หน่วยงานรัฐและเอกชนได้มีการจัดกิจกรรมมากมาย ให้เยาวชน ประชาชน นักเรียน นิสิต นักศึกษา นักท่องเที่ยวได้ชมฟรี
                    เพื่อส่งเสริมให้เห็นคุณค่าของช้างไทย เห็นความสำคัญของวันช้างไทย และช่วยกันอนุรักษ์ไว้ตราบเท่านานแสนนาน
———————
(13 มีนาคม… รำลึกรักษ์…ช้างไทย : โดย…เม่นแคระ)

ข้าวสำรองฉุกเฉิน ‘อาเซียนบวกสาม’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160311/223904.html

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันศุกร์ที่ 11 มีนาคม 2559
ข้าวสำรองฉุกเฉิน 'อาเซียนบวกสาม'

ทำกินถิ่นอาเซียน : ข้าวสำรองฉุกเฉิน ‘อาเซียนบวกสาม’ : โดย … รศ.สมพร อิศวิลานนท์

                    ปัจจุบันภัยธรรมชาติที่จะเกิดขึ้นและคุกคามต่อความมั่นคงด้านอาหารในภูมิภาคอาเซียน นับวันจะมีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ เช่น ความแห้งแล้ง อุทกภัย และรวมถึงการเกิดแผ่นดินไหว เป็นต้น อันเป็นสาเหตุนำมาซึ่งความเสียหายต่อผลผลิตข้าว ซึ่งเป็นอาหารจานหลักของคนในเอเชีย ภัยธรรมชาติดังกล่าวจัดเป็นความเสี่ยงร่วมกันในภูมิภาคเอเชียและควบคุมไม่ได้
                    การตระหนักถึงความเสี่ยงนี้ได้นำไปสู่การดำเนินการร่วมมือกันของประเทศสมาชิกในภูมิภาค เพื่อเตรียมความพร้อมในกรณีฉุกเฉินหากบังเกิดขึ้น ทั้งนี้ความร่วมมือที่ผ่านมาได้มีการดำเนินการในรูปของโครงการระบบสำรองข้าวฉุกเฉินภายใต้กรอบของอาเซียนมาตั้งแต่ปี 2522 เพื่อสำรองข้าวในยามที่ภูมิภาคประสบกับภาวะขาดแคลนอาหาร และต่อมาโครงการดังกล่าวได้ขยายตัวครอบคุมถึงประเทศจีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ หรือที่เรียกว่า อาเซียนบวกสาม ตามมา
                    ในกลุ่มประเทศอาเซียนบวกสาม ซึ่งมีประชากรราวครึ่งหนึ่งของประชากรในเอเชีย ประเทศที่มีการผลิตข้าวเพียงพอและส่งเป็นสินค้าออกในอาเซียนได้แก่ ไทย เวียดนาม เมียนมาร์ และกัมพูชา ส่วน สปป.ลาวอาจจะมีการนำเข้าเล็กน้อยในบางครั้ง สำหรับประเทศที่ต้องนำเข้าข้าวเกือบ 100 เปอร์เซ็นต์ในอาเซียน ได้แก่ สิงคโปร์ และบรูไน ส่วนอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และมาเลเซีย ยังมีผลผลิตไม่เพียงพอต่อความต้องการและต้องนำเข้าข้าวเพื่อมาเสริมกับผลผลิตในประเทศ ทั้งนี้ปริมาณการนำเข้าจะมีความแปรปรวนไปในแต่ละปี ขึ้นอยู่กับความแปรปรวนของผลผลิตภายในของแต่ละประเทศดังกล่าว
                    สำหรับจีนนั้น มีการผลิตข้าวมากเป็นอันดับหนึ่งของโลก แต่การมีประชากรจำนวนมากของจีนทำให้การผลิตมีไม่เพียงพอกับการบริโภค จึงต้องเป็นผู้นำเข้ารายใหญ่ของโลกด้วยเช่นกัน ขณะที่ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ต่างก็เป็นประเทศผู้นำเข้าข้าว เพราะมีการผลิตภายในประเทศไม่เพียงพอ แม้จะมีนโยบายเพื่อการพึ่งตนเองก็ตาม
                    การผลิตข้าวในกลุ่มภูมิภาคเอเซียนบวกสาม แม้ภายในภูมิภาคจะยังมีอุปทานข้าวส่วนเกินอยู่บ้าง แต่มีจำนวนไม่สูงนักประมาณ 7.9 ล้านตันข้าวสาร แต่การที่ตลาดข้าวเป็นตลาดที่บางหรือมีการซื้อขายกันน้อยหากเทียบกับปริมาณการผลิตและการบริโภคของโลก อีกทั้งยังมีความแปรปรวนของราคา เนื่องจากความไม่แน่นอนในด้านอุปทานผลผลิต การเกิดวิกฤติข้าวแพงในปี 2552 จึงเป็นปัจจัยเร่งให้เกิดความร่วมมือเพื่อการสำรองข้าวฉุกเฉินมากขึ้น
                    การจัดตั้งองค์กรสำรองข้าวฉุกเฉินของอาเซียนบวกสาม จึงเป็นความร่วมมือด้านการสร้างความมั่นคงทางอาหารทั้งในระยะสั้นและระยะยาวภายในภูมิภาค เพื่อเตรียมความพร้อมในการรับมือกับภาวะฉุกเฉินและความเสี่ยงจากภัยพิบัติด้านต่างๆ อันจะสั่นคลอนต่อความมั่นคงด้านอาหารในภูมิภาค นอกจากนี้โครงการดังกล่าวยังเป็นต้นแบบให้แก่กลุ่มประเทศต่างๆที่ประชากรบริโภคข้าวเป็นอาหารจานหลักอึกด้วย
                    ที่ผ่านมาในกลุ่มอาเซียนบวกสามมีการสำรองข้าวฉุกเฉินไว้ประมาณ 2 แสนตัน ซึ่งยังมีจำนวนน้อย โดยการสำรองข้าวนั้นไม่ได้สำรองในรูปของข้าวอย่างเดียว แต่จะเป็นการสำรองในรูปของเงินเพื่อนำไปซื้อข้าวบริจาคอีกทางหนึ่งด้วย
                    โจทย์ที่ท้าทายความร่วมมือในภูมิภาคอาเซียนบวกสาม จึงอยู่ที่ว่า ทำอย่างไรจะให้มีปริมาณข้าวสำรองในภาวะฉุกเฉินในภูมิภาคให้เพิ่มมากขึ้นไปกว่านี้
———————-
(ทำกินถิ่นอาเซียน : ข้าวสำรองฉุกเฉิน ‘อาเซียนบวกสาม’ : โดย … รศ.สมพร อิศวิลานนท์)