โซลาร์เซลล์ทางเลือกสู้ภัยแล้ง สูบน้ำทุนต่ำเพื่อการเกษตร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160311/223907.html

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันศุกร์ที่ 11 มีนาคม 2559
โซลาร์เซลล์ทางเลือกสู้ภัยแล้ง สูบน้ำทุนต่ำเพื่อการเกษตร

ทำมาหากิน : โซลาร์เซลล์ทางเลือกสู้ภัยแล้ง สูบน้ำทุนต่ำเพื่อการเกษตร : โดย…โต๊ะข่าวเกษตร

                    ในสถานการณ์ที่ประเทศไทยกำลังประสบปัญหาภัยแล้ง การเจาะน้ำจากใต้ดิน หรือน้ำบาดาลก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่จะนำน้ำมาใช้ประโยชน์ได้ และเพื่อให้ประหยัดต้นทุน การใช้พลังงานแสงทิตย์ด้วยการติดตั้งแผ่นโซลาร์เซลล์ และจากการที่ ว่าที่ร้อยตรีสาคร พันงาม รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท โซล่าแม็กซ์ จำกัด ผู้เชี่ยวชาญระบบสูบน้ำด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ ดำเนินโครงการติดตั้งแผ่นโซลาร์เซลล์ พบว่าคุ้มกับการลงทุนเพียงครั้งเดียว เพราะสามารถใช้ได้ตลอดไป
                    ว่าที่ร้อยตรีสาคร บอกว่า ปัญหาภัยแล้งที่มีทั่วทุกภูมิภาคนั้น ไม่เพียงแต่ภาคเกษตรเท่านั้นที่เดือดร้อน หากบรรดาบ้านพัก รีสอร์ท ในเมืองบนภูเขา เมืองท่องเที่ยวต่างๆ ที่เคยอาศัยแหล่งน้ำจากธรรมชาติ ล้วนแต่ประสบปัญหาการขาดแคลนน้ำที่จะนำมาใช้อุปโภคบริโภคทั้งนั้น เพราะห้วยหนองคลองบึงตามธรรมชาติน้ำจะแห้งขอดเร็วกว่าปกติ เพราะผู้คนต้องการใช้น้ำมากขึ้น ประกอบกับปรากฏการณ์เอลนิโญ ส่งผลให้ฝนไม่ตกต้องตามฤดูกาลจึงทำให้เกิดภัยแล้งไปทั่วทุกภูมิภาค และภัยแล้งก็มาเร็วกว่าปกติ
                    จากการที่ได้เดินทางไปทั่วประเทศเห็นปัญหาภัยแล้งเกิดขึ้นทุกแห่ง และหลายพื้นที่มีโอกาสเข้าไปแก้ปัญหา พบว่าภัยแล้งถ้าแก้ถูกจุด สามารถแก้ปัญหาอย่างยั่งยืนได้ บางพื้นที่มีแหล่งน้ำแต่ไม่มีงบประมาณจ่ายค่าน้ำมันหรือค่าไฟในการสูบน้ำ เนื่องจากงบประมาณของท้องถิ่นมีจำกัด ถ้าจะใช้สูบน้ำต่อเนื่องตลอดทั้งปี ทางออกที่ดีคือการใช้พลังงานแสงอาทิตย์มาเป็นพลังงานดูน้ำ โซล่าแม็กซ์จึงเข้าไปแก้ปัญหาให้ชุมชนเหล่านั้น ด้วยการนำระบบโซลาร์เซลล์แปลงแสงแดดไปเป็นพลังงานไฟฟ้ามาสูบน้ำในระบบประปาหมู่บ้าน แปลงเกษตร หรือแม้กระทั่งรีสอร์ทต่างๆ ได้ผลรับเป็นอย่างดี โดยที่ไม่ต้องจ่ายค่าน้ำมันและค่าไฟฟ้าแม้แต่บาทเดียว
                    เนื่องจากระบบโซลาร์เซลล์จะทำงานด้วยการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ในพื้นที่โล่งแจ้ง รับแสงแดด แล้วแปลงแสงแดดมาเป็นกระแสไฟฟ้า ผ่านระบบกล่องควบคุมกระแสไฟฟ้า แปลงแสงแดดเป็นไฟฟ้า (อินเวอร์เตอร์) แล้วต่อตรงเข้ากับปั๊มน้ำ ใช้ได้ทั้งปั๊มน้ำบนดิน เช่นปั๊มชัก ปั๊มหอยโข่ง หรือปั๊มน้ำใต้ดินหรือปั๊มบ่อบาดาล (ซัมเมิร์ช) ซึ่งสามารถสูบน้ำใช้ตลอดทั้งวัน เมื่อมีแสงแดดปั๊มก็จะเริ่มทำงาน สูบน้ำได้ทั้งวัน ไม่จำเป็นต้องหยุดพักถ้ามีพื้นที่เก็บน้ำได้มากพอ สรุปก็คือใช้สูบน้ำเฉพาะกลางวันที่มีแสงแดด ส่วนกลางคืนก็พักปั๊ม หยุดทำงาน เท่านั้นจะจะสามารถสูบน้ำจากแหล่งน้ำต่างๆ ขึ้นมาใช้แก้ปัญหาภัยแล้งได้
                    “ในรอบปีที่ผ่านมา โซล่าแม็กซ์ ออกไปช่วยติดตั้งระบบสูบน้ำด้วยพลังงานแสงอาทิตย์หลายสิบจุดทั่วประเทศ ทั้งภาครัฐและเอกชน ทั้งการสูบน้ำประปาหมู่บ้าน สูบน้ำในแปลงนา สวนเกษตรขนาดเล็กและขนาดใหญ่ โครงการสูบน้ำในระบบบำบัดบ่อน้ำเสีย หรือแม้กระทั่งการสูบน้ำใส่ถังแชมเปญบนภูเขาสูง ทุกโครงการล้วนแต่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก สูบน้ำได้ทั้งบ่อน้ำหน้าดิน และบ่อน้ำใต้ดิน บ่อลึกขนาดไหนก็สูบได้” ว่าที่ร้อยตรีสาคร ยืนยัน
                    สำหรับโครงการที่ประทับใจ ว่าที่ร้อยตรีสาคร ยังบอกว่า มีโครงการเทพประธานธารา ของกองบิน 46 จ.พิษณุโลก เป็นโครงการที่ใช้ระบบสูบน้ำของโซล่าแม็กซ์ 2 จุด สูบบ่อน้ำหน้าดินและสูบบ่อบาดาล เพื่อใช้ในงานเกษตรของกองบิน 46 กว่า 500 ไร่ อีกโครงการหนึ่งคือ โครงการสูบน้ำประปาบนที่สูงหมู่บ้านในชนบท อ.ชาติตระการ จ.พิษณุโลก โครงการเทพประทานธาราของหน่วยมิตรประชา กองกิจการพลเรือนทหาร
                    การติดตั้งแผ่นโซลาร์เซลล์ เพื่อดูดน้ำบาดาล นับเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจในยุคที่ประเทศไทยกำลังน้ำทั้งภาคการเกษตร และที่จะใช้ในภาคอื่นๆ หากต้องการความรู้เพิ่มเติมสอบถามรายละเอียดได้ โทร.08-7081-3940
————————
(ทำมาหากิน : โซลาร์เซลล์ทางเลือกสู้ภัยแล้ง สูบน้ำทุนต่ำเพื่อการเกษตร : โดย…โต๊ะข่าวเกษตร)

พลิกพื้นที่ 10 ไร่ปลูกผักเหลียง ยก ‘เกาะแต้ว’ หมู่บ้านต้นแบบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160310/223838.html

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันพฤหัสบดีที่ 10 มีนาคม 2559
พลิกพื้นที่ 10 ไร่ปลูกผักเหลียง ยก 'เกาะแต้ว' หมู่บ้านต้นแบบ

ทำมาหากิน : พลิกพื้นที่ 10 ไร่ปลูกผักเหลียง ยก ‘เกาะแต้ว’ หมู่บ้านต้นแบบ : โดย…สุพิชฌาย์ รัตนะ

                    ในช่วงที่ราคายางพาราตกต่ำคนเกือบทั้งประเทศรู้จักผักเหลียงกันมากขึ้น เพราะมีการส่งเสริมให้ปลูกเสริมรายได้ให้ชาวสวนยาง แต่ความจริงแล้วที่ จ.สงขลา หลายพื้นที่มีการปลูกผักเหลียงเพื่อสร้างรายได้หลักมานานกว่า 10 ปี และที่สำคัญสวนแห่งนี้ยังถูกยกย่องให้เป็นแปลงผักเหลียงสาธิตที่เป็นต้นแบบให้ชุมชนบ้านเกาะแต้วต่อยอดไปสู่การเป็นหมู่บ้านผักเหลียงแห่งแรกของ จ.สงขลา ด้วย
                    จรัสและอัมพร เตชะพันธ์ ข้าราชการเกษียณอายุสามีภรรยาเจ้าของสวนผักเหลียงในสวนยางพาราพื้นที่ 10 ไร่ ที่เป็นต้นแบบของชุมชนเกาะแต้ว ที่วันนี้เจ้าของสวนสามารถเก็บผักเหลียงไปขายสร้างรายได้หลายหมื่นบาทต่อเดือน ขณะที่บางช่วงสามารถสร้างรายได้จากการขายผักเหลียงพุ่งไปแตะหมื่นบาทเลยทีเดียว
                    จรัส เริ่มต้นเล่าที่มาที่ไปของการปลูกผักเหลียงในสวนยางว่า ในอดีตผักเหลียงยังไม่เป็นที่รู้จักมีเจ้าหน้าที่เกษตรจังหวัดนำต้นกล้ามาให้ชาวบ้านปลูกในสวนยางแต่ไม่มีใครสนใจ แต่ด้วยจังหวะและโอกาสที่ได้ร่วมฟังการให้ความรู้การปลูกพืชแซมยางมาบ้างจึงทดลองนำร่องปลูกตามร่องยางจากเดิมปลูกประมาณ 4 ไร่ เวลาผ่านไป 2-3 ปี พอผักเหลียงสามารถเก็บยอดได้และเริ่มนำไปขายในหมู่บ้านซึ่งก็ขายได้จึงปลูกเพิ่มจนเต็มพื้นที่สวนยางที่มีอยู่ 10 ไร่ ข้อดีของการปลูกผักเหลียงในร่องสวนยางสิ่งที่เห็นชัดคือสวนยางไม่ค่อยมียุง ซึ่งเพิ่งมาทราบภายหลังว่าผักเหลียงมีสารบางอย่างที่ยุงไม่ชอบทำให้เป็นพืชที่ปลูกแล้วไล่ยุงไปด้วยในตัว เมื่อถึงเวลากรีดยางจึงทำให้ยุงไม่กัด แถมยังสร้างความร่มรื่นให้สวนและที่สำคัญมีรายได้เพิ่มจากการกรีดยาง
                    “ผักเหลียงเป็นผักที่ต้องเก็บใบยอดอย่างต่อเนื่อง ยิ่งเก็บยอดจะยิ่งแตกใหม่ ดังนั้นยิ่งขยันเก็บก็ยิ่งมีรายได้มากขึ้น” ลุงจรัส กล่าว
                    ขณะที่อัมพร ภรรยาบอกว่า วันนี้จะมีพ่อค้าแม่ค้ามารับซื้อถึงสวน บางรายก็จะโทรมาสั่งล่วงหน้าแล้วมารับในวันถัดไป โดยตลาดหลักๆจะมีการกระจายขายไปตามตลาดสดในพื้นที่ จ.สงขลา ซึ่งผักเหลียงเป็นผักพื้นบ้านของภาคใต้ที่ชาวบ้านรู้จักดี กระทั่งได้รับความนิยมอย่างกว้างขวางในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา เนื่องจากมีการนำไปจำหน่ายตามร้านอาหารชื่อดัง ทำให้เริ่มมีเกษตรกรหันมาปลูกมากขึ้น กระทั่งเมื่อเกิดปรากฏการณ์วิกฤติราคายางพาราตกต่ำที่มีการส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกยิ่งตอกย้ำให้ผักเหลียงขายดี โดยเฉพาะพื้นที่หมู่ 6 ต.เกาะแต้ว ซึ่งถูกผลักดันให้เป็นหมู่บ้านผักเหลียงแห่งแรกที่เป็นรูปธรรม “การเก็บผักเหลียงจะเน้นเก็บใบอ่อนที่มีสีเขียวอ่อนมากกว่าเก็บยอด โดยผักเหลียง 4 กำมือจะมีน้ำหนักประมาณ 1 กก. ขายได้กิโลกรัมละ 100 บาท
                    โดยผักเหลียงจะเน้นเก็บช่วงบ่ายเนื่องจากผักจะมียาง ดังนั้นต้องรอให้น้ำค้างที่เกาะตามต้นแห้งจึงจะเก็บสะดวก” ป้าอัมพร กล่าว ด้านนายชัยยุทธ บินสะมะ ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 6 ต.เกาะแต้ว บอกว่า เนื่องจากในพื้นที่มีการปลูกผักเหลียงเป็นอาชีพเสริมที่สร้างรายได้ดี จึงมีแนวคิดที่จะผลักดันให้ชุมชนบ้านเกาะแต้ว หมู่ 6 ต.เกาะแต้ว จ.สงขลา ซึ่งมีประชากรประมาณ 100 ครัวเรือน เป็นชุมชนนำร่องการปลูกผักเหลียงเต็มพื้นที่ประมาณ 100 ไร่ ให้เป็นรูปธรรมและครบวงจร ตั้งแต่การส่งเสริมการปลูก การขายและการสร้างแบรนด์ โดยเบื้องต้นกำหนดแผนงานหมู่บ้านไว้อย่างชัดเจน
                    สำหรับแผนงานชุมชนที่กำหนดไว้คือให้ชาวบ้านปลูกผักเหลียงกันทุกครอบครัวจะมีสวนผักเหลียง 100 ไร่ พร้อมกันนี้ได้เตรียมพื้นที่ริมถนนสาย 408 ทางผ่านหมูบ้านเกาะแต้ว ระยะทางประมาณ 1 กม. ก่อนถึงทางแยกอ่างทองให้เป็นตลาดจำหน่ายผักเหลียงที่สดจากสวนและผักพื้นบ้านอื่นๆ รวมถึงตลาดไข่ไก่สดจากฟาร์มไก่ของชาวบ้านในพื้นที่ซึ่งมีอาชีพเลี้ยงไก่ไข่มานานกว่า 30 ปี มาวางจำหน่วยร่วมด้วยเพื่อให้ผู้บริโภคสะดวกในการจับจ่าย
                    “ในพื้นที่หมู่ 6 เคยเดือดร้อนจากราคายางพาราตกต่ำ หลังจากที่ตัดสินใจแปลงนาข้าวให้เป็นสวนยางเมื่อหลายปีก่อนสุดท้ายต้องเผชิญปัญหาราคายางไม่เป็นใจ บทเรียนครั้งนี้จึงทำให้ต้องตัดสินใจปรับเปลี่ยนวิธีคิดอีกรอบ โดยหันมาปลูกผักเหลียงนำร่องเป็น หมู่บ้านปลูกผักเหลียงแห่งเดียวของ จ.สงขลา ที่มีพื้นที่ปลูกมากกว่า 100 ไร่” ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 6 กล่าว
                    หมู่บ้านผักเหลียงที่ผู้นำชุมชนคนนี้วางเป้าหมายไว้ คือไม่เฉพาะการขายส่งให้พ่อค้าแม่ค้าเท่านั้น แต่จะสร้างจุดเด่นใหม่ให้ชุมชนมีแบรนด์ หรือสัญลักษณ์ของพื้นที่ปลูกที่ชัดเจน และในอนาคตหมู่บ้านผักเหลียงแห่งนี้มีแผนต่อยอดไปสู่การยกระดับพื้นที่ให้เป็นชุมชนท่องเที่ยวเชิงเกษตรด้วย
———————
(ทำมาหากิน : พลิกพื้นที่ 10 ไร่ปลูกผักเหลียง ยก ‘เกาะแต้ว’ หมู่บ้านต้นแบบ : โดย…สุพิชฌาย์ รัตนะ)

ขาหมูน้ำมะพร้าวอ่อน สูตรอร่อย ‘จักรพันธ์ ทองนพเนื้อ’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160310/223837.html

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันพฤหัสบดีที่ 10 มีนาคม 2559
ขาหมูน้ำมะพร้าวอ่อน สูตรอร่อย 'จักรพันธ์ ทองนพเนื้อ'

หนักเอาเบาสู้ : ขาหมูน้ำมะพร้าวอ่อน สูตรอร่อย ‘จักรพันธ์ ทองนพเนื้อ’ : โดย…กวินทรา ใจซื่อ

                    ข้าวขาหมู เป็นอาหารจานเดียวที่หากินได้ง่ายและเป็นจานโปรดของหลายคน แต่ละร้านจะมีสูตรอร่อยแตกต่างกันไป แต่ที่ จ.นครราชสีมา ร้านข้าวขาหมูชื่อดังเป็นที่รู้จักของนักชิมคือ ร้าน ป.ขาหมู ของนายจักรพันธ์ ทองนพเนื้อ ที่เปิดขายมากว่า 20 ปี
                    “จักรพันธ์” เล่าว่า หลังจบมหาวิทยาลัยกรุงเทพก็ทำงานบริษัทโฆษณาอยู่ราว 1 ปี แต่ด้วยต้องการมีธุรกิจส่วนตัว จึงลาออกแล้วมาเปิดร้านขายอาหารชื่อ ร้านปั้นแต่ง ที่บ้านเกิด จ.นครราชสีมา มีหลากเมนู รวมทั้งข้าวขาหมูมะพร้าวอ่อน
                    แต่การเปิดร้านขายอาหารที่หลากหลายทำให้ยุ่งยากกับการบริหาร จึงตัดสินใจหยุดขาย เหลือเพียงเมนูข้าวขาหมูมะพร้าวอ่อนอย่างเดียว เพราะเป็นเมนูขายดีที่สุด และเปลี่ยนชื่อร้านเป็น ป.ขาหมู
                    “จักรพันธ์” เล่าว่า เคยกินขาหมูมะพร้าวอ่อนที่กรุงเทพฯ แล้วติดใจ จึงหันมาคิดค้นสูตรเฉพาะของร้าน กว่าจะได้สูตรที่ลงตัวต้องตระเวนชิมข้าวขาหมูร้านอื่น พร้อมทดลองส่วนผสมสูตรเด็ดของร้านเองจนลงตัว ปัจจุบันจึงมีทั้งลูกค้าขาประจำและขาจรแวะเวียนมากันตลอดทั้งวัน ทั้งซื้อใส่ถุงในราคาตั้งแต่ 50 บาทขึ้นไป และเหมาทั้งขาที่มียอดขายต่ำสุดที่ 60 ขาต่อวัน
                    ส่วนวัตถุดิบสำคัญ ขาหมูสั่งซื้อจากเจ้าประจำที่ให้คัดเฉพาะขาหน้าไว้ เพราะเนื้อเยอะมันน้อย แต่ละวันช่วงบ่ายจัดเตรียมแยกน้ำแยกเนื้อมะพร้าวอ่อนไว้ ส่วนเครื่องปรุงรสมี น้ำปลา น้ำมันหอย ซีอิ๊วขาว กระเทียม รากผักชี
                    ขั้นตอนการปรุงเริ่มจากนำขาหมูเผาไฟแล้วนำมาทำความสะอาด พักไว้ให้แห้ง เตรียมเครื่องปรุงให้พร้อม แล้วนำขาหมูลงต้มเพิ่มรสชาติด้วยน้ำมะพร้าว ปรุงรสตามสูตรของทางร้าน ต้มและเคี่ยวนานประมาณ 6 ชั่วโมง จึงจะนำมาขายได้ ส่วนเมนูอื่นๆ ของร้านก็มี อาทิ แหนม หมูยอ หมูทุบ และไส้กรอก เป็นต้น
                    “ร้านเปิด 08.00-15.00 น. จะมีลูกค้าตลอดทั้งวัน ส่วนใหญ่บอกว่าชอบที่ไม่เลี่ยน ไขมันน้อย รสชาติกลมกล่อม ส่วนที่เป็นของฝากอย่างไส้กรอกรมควัน และหมูยอ ก็จะทำไว้ขายไม่มาก เพราะทางร้านไม่ใช้วัตถุกันเสีย การควบคุมคุณภาพการผลิตจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ทางร้านให้ความใส่ใจมากที่สุด”
                    ในอนาคตวางแผนเตรียมเปิดขยายบริการขายขาหมูเยอรมัน ไว้รองรับนักท่องเที่ยวที่มาท่องเที่ยวที่ จ.นครราชสีมา ด้วย คาดว่าจะเปิดให้บริการได้ในปลายปีนี้
                    สำหรับร้าน ป.ขาหมู ตั้งอยู่ที่ถนนโยธา ฝั่งตรงข้ามธนาคารออมสิน เขตเทศบาลนครนครราชสีมา หรือสอบถามเส้นทางได้ที่ จักรพันธ์ ทองนพเนื้อ โทรศัพท์ 0-4427-4446
———————
(หนักเอาเบาสู้ : ขาหมูน้ำมะพร้าวอ่อน สูตรอร่อย ‘จักรพันธ์ ทองนพเนื้อ’ : โดย…กวินทรา ใจซื่อ)

ปลูกแตงโมแซมสวนยางพารา อาชีพเสริมรายได้ดีที่บ้านนาสาร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160310/223836.html

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันพฤหัสบดีที่ 10 มีนาคม 2559
ปลูกแตงโมแซมสวนยางพารา อาชีพเสริมรายได้ดีที่บ้านนาสาร

ปลูกแตงโมแซมสวนยางพารา อาชีพเสริมรายได้ดีที่บ้านนาสาร

                    ขณะที่ราคายางพารากำลังตกต่ำทำให้ สุวรรณสาม มัชฌิม เกษตรกรชาวสวนยางพาราวัย 44 ปี ใช้พื้นที่ในสวนยาง 30 ไร่ที่ อ.บ้านนาสาร จ.สุราษฎร์ธานี ปลูกแตงโมแซมในสวน โดยเลือกพันธุ์ กินรี 101 และพันธุ์ทอนาโด หลังปลูกแตงโม 75 วัน รุ่นแรกสามารถเก็บขายได้ถึง 1.2 ล้านบาท หักต้นทุนแล้วมีกำไรถึง 6 แสนบาท สามารถนำรายได้มาจุนเจือครอบครัวในยามที่ราคายางพาราวิกฤติได้เป็นอย่างดี
                    สุวรรณสาม บอกว่า ช่วงที่ผ่านมาราคายางพาราตกต่ำอย่างต่อเนื่อง เหลือ 4 กก.100 บาท จึงมองว่าหากจะพึ่งรายได้จากสวนยางพาราคงไม่สามารถเลี้ยงครอบครัวได้ จึงหันมาปลูกแตงโมแซมในสวนยางพาราเพื่อเพิ่มรายได้เสริมในครอบครัว ซึ่งก่อนหน้านี้ราคาแตงโมจากไร่อยู่ที่กิโลกรัมละ 10 กว่าบาท แต่ช่วงนี้เป็นช่วงที่แตงโมออกสู่ตลาดมาก ราคาลงมาอยู่ที่กิโลกรัม 7-8 บาท แต่ยังได้กำไรเกินครึ่งจากที่ลงทุน เมื่อเก็บขายเสร็จได้เงินมา 1.2 ล้านบาท ขณะที่เงินลงทุนทั้งหมดอยู่ที่ 6 แสนบาท นับเป็นรายได้ที่ดีกว่าราคายางพาราอีก
                    ด้านชัยวัฒน์ เพชรฤทธิ์ พ่อค้าแตงโม วัย 49 ปี บอกด้วยว่า ได้รับเหมาสวนของสุวรรณสาม เพราะเป็นแตงโมมีคุณภาพเจ้าของสวนดูแลเป็นอย่างดี ซึ่งแตงโมแต่ละพื้นที่จากที่รับซื้อรสชาติจะแตกต่างกันอยู่ที่การดูแลรักษา ความเอาใจใส่ อีกทั้งแตงโมในพื้นที่ อ.บ้านนาสาร รสชาติอาจจะดีกว่าที่อื่นเพราะใต้พื้นผิวดินมีแร่ธาตุหรือเป็นเหมืองแร่มาก่อน
                    “ตอนนี้แตงโมราคาอาจจะลดลงบ้างเพราะออกสู่ท้องตลาดมาก และปีนี้ชาวสวนยางปลูกแตงโมกันเยอะมาก เป็นการปลูกแซมในสวนยางและได้ราคาดีกว่าราคายางอีกด้วย ใช้เวลาสั้นๆ ในการปลูกก็เก็บเกี่ยวผลผลิตได้แล้ว” ชัยวัฒน์ กล่าว

‘ชาตรามือ’ มุ่งขยายตลาด เสริมแกร่งรัฐพัฒนาสินค้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160309/223774.html

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันพุธที่ 9 มีนาคม 2559
'ชาตรามือ' มุ่งขยายตลาด เสริมแกร่งรัฐพัฒนาสินค้า

ทำมาหากิน : ‘ชาตรามือ’ มุ่งขยายตลาด เสริมแกร่งรัฐพัฒนาสินค้า : โดย…ธานี กุลแพทย์

                    ผลิตภัณฑ์ชาไทยภายใต้ แบรนด์ “ชาตรามือ” มาจากวิสัยทัศน์ของนายดิฐพงศ์ เรืองฤทธิเดช ผู้ก่อตั้งโรงงานใบชาสยามเมื่อปี 2537 ด้วยทุนจดทะเบียน 6.3 ล้านบาท ดำเนินกิจการรับซื้อใบชาจากเกษตรกรมุ่งผลิตชาดีมีคุณภาพ ที่ปัจจุบันมีสัดส่วนการจำหน่ายในประเทศ 60% และส่งออกต่างประเทศ 40%
                    นายดิฐพงศ์ เรืองฤทธิเดช กรรมการผู้จัดการโรงงานใบชาสยาม เล่าว่า ก่อนตั้งโรงงานได้นำเข้าใบชาจากต่างประเทศ เพราะขณะนั้นชาไทยคุณภาพยังด้อยและขาดการพัฒนา ต่อมาเมื่อตั้งโรงงานรับซื้อใบชาขึ้นที่ ต.เวียงกาหลง อ.เวียงป่าเป้า จ.เชียงราย จึงผลิตเป็นแบรนด์ “ตรามือ” มีสินค้าหลัก ประกอบด้วย ชาแดง ชาเขียว ชาอู่หลง พร้อมพัฒนาคุณภาพในทุกๆ ด้าน
                    การเลือกทำเลตั้งโรงงานที่ ต.เวียงกาหลง นายดิฐพงศ์ บอกว่า เนื่องจากจะได้ใบชาสดจากตัวแทนที่รับซื้อกว่า 10 ราย ซึ่งอยู่ใน อ.เวียงป่าเป้า และดอยวาวี ทำให้สะดวกต่อการตรวจสอบความชื้น ตรวจสอบเศษสิ่งปลอมปน ตรวจสอบคุณภาพการผลิต ขณะเดียวกันก็จัดตั้งระบบ จีเอ็มพี, เอชเอซีซีพี ขึ้นในโรงงาน
                    ปัจจุบันโรงงานใบชาสยาม มีผลิตภัณฑ์ที่จำหน่าย คือชาแดง ชาเขียว ชาอู่หลง โดยแบ่งเป็นชาปรุงสำเร็จ 40% ชาเขียวปรุงสำเร็จ 40% ผลิตภัณฑ์อื่นๆ 20% สัดส่วนจำหน่ายในประเทศ 60% และส่งออกต่างประเทศ 40% อาทิ กลุ่มประเทศยุโรป สหรัฐอเมริกา
                    “เราทำการตลาดเชิงรุก ทั้งจัดโปรโมชั่น เสนอสินค้าผ่านเว็บไซต์ http://www.cha-thai.com ซึ่งเป็นหน้าที่ทีมงานทางกรุงเทพฯ ส่วนโรงงานผลิตตามคำสั่งซื้อโดยใช้แรงงานในพื้นที่ควบคุมกระบวนการผลิตทั้งหมด ตั้งแต่รับวัตถุดิบ การผลิต บรรจุ”
                    เพื่อเป็นการพัฒนาใบชาแบรนด์ “ตรามือ” ให้ได้คุณภาพมาตรฐานตลาดทั้งในและต่างประเทศ ปี 2557 โรงงานใบชาสยาม จึงเข้าร่วมโครงการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมแปรรูปการเกษตรในภูมิภาค (One Province One Agro-Industrial Product) OPOAI กระทรวงอุตสาหกรรม ใน 2 แผนงาน คือแผนที่ 1 การบริหารจัดการโลจิสติกส์ และแผนที่ 2 การปรับปรุงคุณภาพและพัฒนางาน
                    โดยแผนที่ 1 การบริหารจัดการโลจิสติกส์ พัฒนาใน 2 ส่วน คือ 1.ปรับปรุงระบบการจัดการสินค้าให้มีการจัดวางที่มีประสิทธิภาพ และเบิกจ่ายสินค้าได้เพิ่มขึ้น จากเดิม 1 นาที เบิกได้ 50 กล่อง เป็น 104 กล่อง เพิ่มขึ้นร้อยละ 52 และ 2.พื้นที่คลังวัตถุดิบ ทางคลังสามารถเพิ่มพื้นที่การจัดเก็บวัตถุดิบเป็น 2,512,000 กิโลกรัม หรือเพิ่มขึ้น 300% ซึ่งช่วยลดต้นทุนการขนถ่ายสินค้าในคลังได้ 45% คิดเป็นมูลค่า 26,325 บาทต่อปี
                    ส่วนแผนที่ 3 ปรับปรุงคุณภาพและพัฒนางาน แผนนี้ได้ปรับปรุงเรื่องความสูญเสียจากการไม่มีมาตรฐานการตรวจด้านเคมี และความสูญเสียจากการไม่มีมาตรฐานการตรวจด้านประสาทสัมผัสในผลิตภัณฑ์ชา ซึ่งภายหลังการดำเนินงานพบว่ามูลค่าการเสียโอกาสในการขายสินค้า คิดเป็นมูลค่ากว่า 2 แสนบาทต่อปีห้วงเวลาที่ผ่านมา ได้ลดลงเป็นศูนย์
                    ด้านนายประสงค์ นรจิตร์ หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า โครงการโอพีโอเอไอ  มุ่งพัฒนาขีดความสามารถการแข่งขันให้แก่สถานประกอบการ เพื่อลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต โดยให้ความรู้ คำปรึกษา แนะนำด้านบริหารจัดการ ยกระดับการผลิตและผลิตภัณฑ์ให้ได้มาตรฐานสากล ฯลฯ โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งนี้ ให้สถานประกอบการแข่งขันได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน
————————-
(ทำมาหากิน : ‘ชาตรามือ’ มุ่งขยายตลาด เสริมแกร่งรัฐพัฒนาสินค้า : โดย…ธานี กุลแพทย์)

‘ดอกขจร’ ปลูกง่าย-ได้ราคา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160309/223776.html

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันพุธที่ 9 มีนาคม 2559
'ดอกขจร' ปลูกง่าย-ได้ราคา

เกษตรกรคนเก่ง : ‘ดอกขจร’ ปลูกง่าย-ได้ราคา : โดย…โต๊ะข่าวเกษตร

                    เป็นพืชผักสวนครัวพื้นบ้านอีกชนิดที่ในช่วงหน้าแล้งชาวบ้านนิยมปลูกสำหรับดอกสลิด หรือดอกขจร เพราะนำไปทำอาหารได้หลายเมนู อีกทั้งตลาดต้องการ ดังที่นายสมัย ขวาลำธาร เกษตรกร จ.ขอนแก่น ที่ปลูกเป็นอาชีพเสริมแต่สร้างรายได้ไม่แพ้พืชผักชนิดอื่น
                    นายสมัย บอกว่า ปลูกดอกขจรส่งขายมากว่า 10 ปี จากเดิมที่ปลูกพืชสวนครัว เช่น พริก ผักชี หน่อไม้ฝรั่ง ส่งขายให้แม่ค้าที่มารับซื้อแต่ราคาไม่ดี จึงเริ่มมองหาพืชชนิดใหม่มาปลูกเสริม จนมีโอกาสเข้าร่วมอบรมของสำนักงานชลประทาน ซึ่งนำเกษตรกรที่ประสบความสำเร็จมาพูดคุย ทำให้รู้ว่ามีบางรายปลูกดอกขจรควบคู่ไปกับการทำนา สร้างรายดี
                    “ตอนแรกมีญาติชวนปลูก แต่ไม่สนใจจนเมื่อไปอบรมจึงเห็นว่าดอกขจรให้ผลผลิตหมุนเวียนทั้งปีจึงสนใจจึงขอพันธุ์จากญาติมาปลูก”
                    นายสมัย จึงปรับพื้นที่กว่า 1 งาน ปลูกดอกขจรแทนปลูกพืชสวนครัวอื่นๆ ระยะแรกเป็นแปลงทดลองเพื่อศึกษาความแตกต่างของช่อดอก รสชาติ เรียนรู้การปลูกเพราะเป็นไม้เลื้อยจึงต้องทำค้างให้ เริ่มให้ดอกเดือนที่ 4 หลังปลูก เก็บผลผลิตขายได้ 8 เดือน อีก 4 เดือนคือช่วงฤดูหนาวผลผลิตจะน้อย ในช่วงที่ยังไม่ให้ผลผลิตจะพักต้น พร้อมบำรุงให้สมบูรณ์เพื่อให้ได้ผลผลิตเต็มที่เมื่อถึงฤดู
                    โดยปลูก 200 ต้น ระยะห่าง 1.5 เมตร คูณ 1.5 เมตร สิ่งสำคัญการทำค้างให้เถาเลื้อยต้องทำค้างแนวนอน พร้อมกับบำรุงดินด้วยปุ๋ยชีวภาพ รดน้ำวันเว้นวัน
                    “เป็นพืชอายุยาวเก็บผลผลิตได้หลายปี ขึ้นอยู่กับการดูแล การตัดแต่งกิ่งจะช่วยให้ผลผลิตดีถือว่าปลูกง่าย ศัตรูพืชมีน้อย จึงไม่ต้องใช้สารเคมี ส่วนการตลาดยังมีความต้องการอีกมาก มีแม่ค้ามารับซื้อถึงสวนในราคากิโลกรัมละ 50-60 บาท”
                    ดอกขจรจึงเป็นผักพื้นบ้านที่ตลาดยังให้ความต้องการต่อเนื่อง สำหรับเกษตรกรที่สนใจสอบถามข้อมูลได้ที่นายสมัย ขวาลำธาร บ้านหนองงูเหลือม เลขที่ 45 หมู่ 3  ต.หนองตูม อ.เมือง จ.ขอนแก่น
————————-
(เกษตรกรคนเก่ง : ‘ดอกขจร’ ปลูกง่าย-ได้ราคา : โดย…โต๊ะข่าวเกษตร)

‘มะลิอ่องยักษ์’น้ำว้ากลายพันธุ์ อาชีพยามว่าง’พัชนี ตุษยะเดช’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160308/223707.html

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันอังคารที่ 8 มีนาคม 2559
'มะลิอ่องยักษ์'น้ำว้ากลายพันธุ์ อาชีพยามว่าง'พัชนี ตุษยะเดช'

ทำมาหากิน : ‘มะลิอ่องยักษ์’ น้ำว้ากลายพันธุ์ อาชีพยามว่าง ‘พัชนี ตุษยะเดช’ : โดย…ดลมนัส กาเจ

                    ที่จริงพื้นที่กว่า 100 ไร่ ที่ ต.หนองปรือ อ.จอมบึง จ.ราชบุรี “อ.พัชนี ตุษยะเดช” 1 ใน 10 โหรหญิงยอดนิยม และผู้เชี่ยวชาญด้านลายมือของเมืองไทย เก็บเงินซื้อไว้เพื่อเก็งกำไร แต่ในระหว่างที่รอขายเห็นว่าพื้นที่เหมาะแก่การเพาะปลูก จึงใช้เวลาในยามว่างไปทำการเกษตร ปลูกกล้วยน้ำว้าพันธุ์ “มะลิอ่องยักษ์” ออกผลดกและโต เนื้อเหนียว ผลผลิตออกมาขายได้หมดในราคาหวีละ 50-80 บาท
                    อ.พัชนี บอกว่า ปกติจะมีอาชีพเป็นโหรดูลายมือกว่า 20 ปีแล้ว และอยู่ 1 ใน 10 โหรหญิงยอดนิยมของเมืองไทย บางช่วงก็เปิดคอร์สสอนดูลายมือด้วย พอได้เงินก็ซื้อเก็บไว้ หากมีกำไรก็จะขายต่อในลักษณะซื้อมา-ขายไป แต่ที่ ต.หนองปรือ อ.จอมบึง ซื้อมานานแล้วกว่า 100 ไร่ เป็นพื้นที่เหมาะแก่การเกษตร เพราะด้านหลังมีบ่อน้ำกว่า 20 ไร่ จึงใช้เวลาว่างไปทำการเกษตร เริ่มตั้งแต่ปลูกข้าวโพดหวาน แต่ขาดทุน จึงหันมาปลูกอ้อย แม้จะมีกำไรบ้าง แต่ไม่คุ้มกับการลงทุน พอดีปีที่แล้ว (2558) ไปหาคนที่รู้จักกัน ที่ อ.ไทรโยค จ.กาญจนบุรี ไปเห็นต้นกล้วยน้ำว้ามีลูกดก และขนาดใหญ่ พอได้ชิมรสชาติพบว่าหวานจัด เนื้อเหนียว และไม่มีเมล็ด จึงขอแยกหน่อกลับมาปลูก 3 หน่อ พอออกผลพบว่าใหญ่มาก และดกด้วย ไปถามผู้รู้ต่างบอกว่าเป็นกล้วยน้ำพันธุ์มะลิอ่อง น่าจะกลายพันธุ์ในทางที่ดี ออกผลลูกใหญ่จึงตั้งชื่อว่า “มะลิอ่องยักษ์” เพื่อจำได้ง่าย
                    ช่วงจังหวะพอดีที่ปัจจุบันกระแสการบริโภคกล้วยน้ำว้าสูงมาก เพราะเป็นผลไม้ที่มีประโยชน์มาก ผลวิจัยในวงการแพทย์แผนโบราณและแผนปัจจุบันยืนยันว่า กล้วยน้ำว้ามีสรรพคุณในการลดความเสี่ยงในการเป็นโรคหลายอย่าง และยังบรรเทาอาการเจ็บป่วยของโรคบางโรคด้วย เพราะมีวิตามินซี แคลเซียมสูงมาก หากบริโภควันละ 4 ลูก จะได้แคลเซียมพอดี รวมทั้งโพแทสเซียม มีโปรตีนครบเหมือนนมแม่ และมีฮิสโตแฟนอีกด้วย เมื่อรับประทานแล้วทำให้หลับสบาย ทำให้ อ.พัชนี ตัดสินใจขยายการปลูกกล้วยมะลิอ่องยักษ์ 400-500 ต้น ผลผลิตออกหลายคนตะลึง เนื่องจากผลใหญ่มาก วัดแล้วกล้วย 1 ผล มีความยาว 6-7 นิ้ว มีขนาดเส้นรอบวงกว้าง 8 นิ้ว น้ำหนักผลละ 300 กรัม เมื่อชั่งทั้งหวีจะได้ 4-4.3 กก.
                    จากการนำไปบริโภคผลกล้วยที่ปลูกใหม่ อ.พัชนี ยืนยันว่า มีรสชาติหวานอร่อยเหมือนมะลิอ่อง เพียงแต่มีขนาดผลใหญ่กว่า เนื้อเหนียว สีไส้ขาว เปลือกบาง ผลสวยด้วย ที่สำคัญสามารถนำไปแปรรูปเป็นอาหารหวานได้หลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นเมนูกล้วยเชื่อม กล้วยตาก หรือกล้วยทับ ก็ได้รสชาติอร่อยเด็ดไม่แพ้กล้วยน้ำว้าทั่วไป ที่สำคัญหากนำผลกล้วยไปอบในตู้ไมโครเวฟสัก 10 นาที รสชาติกล้วยน้ำว้ายักษ์จะมีรสหวานอร่อยยิ่งขึ้นอีกด้วย
                    หลังจากนำไปขายที่หมู่บ้านเสนาวิลล่า ย่านแฮปปี้แลนด์ บางกะปิ และอีกส่วนหนึ่งไปขายย่านประชานิเวศน์นับร้อยหวี ในราคา 3 หวีแรกที่ออกจากต้นขายหวีละ 80 บาท ที่เหลือหวีละ 50 บาท ปรากฏว่าขายได้หมดในเวลาอันรวดเร็ว ทำให้ อ.พัชนี ตัดสินใจขยายหน่อใหม่เพื่อปลูกเองและจำหน่ายให้เกษตรกรใกล้เคียงด้วย ปัจจุบันมีการขยายพื้นที่ปลูกได้กว่า 1 หมื่นต้น ในพื้นที่ประมาณ 30 ไร่ เนื่องจากปลูกถี่ เพราะเน้นในการขยายหน่อเพื่อนำไปปลูกให้เต็มที่ทั้ง 100 ไร่ เพราะมั่นใจว่าตลาดกล้วยน้ำว้ายังมีอนาคตอย่างแน่นอน
                    นับเป็นพืชเศรษฐกิจอีกชนิดหนึ่งที่น่าสนใจและเป็นอีกหนึ่งทางเลือกให้แก่เกษตรกร หากเกษตรกรสนใจ ต้องการทราบรายละเอียดของกล้วยน้ำว้า “มะลิอ่องยักษ์” สามารถสอบถาม อ.พัชนี ตุษยะเดช ได้ โทร.08-6125-5000 และ 08-6128-8000
——————–
(ทำมาหากิน : ‘มะลิอ่องยักษ์’ น้ำว้ากลายพันธุ์ อาชีพยามว่าง ‘พัชนี ตุษยะเดช’ : โดย…ดลมนัส กาเจ)

เส้นทางอาชีพ : วิจัยเพื่อพัฒนาท้องถิ่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160308/223706.html

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันอังคารที่ 8 มีนาคม 2559
เส้นทางอาชีพ : วิจัยเพื่อพัฒนาท้องถิ่น

เส้นทางอาชีพ : วิจัยเพื่อพัฒนาท้องถิ่น : โดย…สุรัตน์ อัตตะ

                    การจัดงานมหกรรมวิจัยส่วนภูมิภาคครั้งที่ 4 ประจำปี 2559 ของสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) และเครือข่ายองค์กรบริหารงานวิจัยแห่งชาติ (คอบช.) ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี อ.เมือง จ.อุบลราชธานี ในระหว่างวันที่ 3-5 มีนาคม ภายใต้แนวคิด “วิจัยเพื่ิอการพัฒนาท้องถิ่น” ก็นับเป็นความสำเร็จอีกครั้งในการที่นำผลงานวิจัยจากทุกภาคส่วนทั้งหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการศึกษาที่เกี่ยวข้องกับสภาพชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนในภาคมาจัดแสดงให้ผู้คนที่สนใจได้ดูกันและนำไปประยุกต์ใช้กับอาชีพของตนเองได้เป็นอย่างดี
                    เพราะงานวิจัยหลายชิ้นเป็นเรื่องง่ายๆ ที่เกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตของคนภูมิภาคนี้โดยตรง ที่สำคัญการจัดงานครั้งนี้ยังมีการจัดโซนการเจรจาทางธุรกิจสำหรับเอกชนที่สนใจที่จะนำผลงานวิจัยไปต่อยอดอีกด้วย ฟังข้อมูลจากคุณสุกัญญา ธีระกูรณ์เลิศ รักษาราชการแทนเลขาธิการคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ก็ต้องบอกว่าการทำงานวิจัยยุคนี้ไม่ได้แค่ทำเสร็จแล้วก็จบกัน แต่ทุกผลงานวิจัยจะต้องจับต้องได้ จะต้องให้เป็นประโยชน์กับชุมชน สังคม ตลอดจนประเทศชาติด้วย
                    ถามว่าทำไมต้องมาจัดงานในภูมิภาค ก็เพื่อความสะดวกในการเดินทางไปดู ไปเยี่ยมชมผลงานของคนในพื้นที่ ซึ่งคุณสุกัญญาบอกว่าปกติรัฐบาลและวช.ได้จัดใหญ่มหกรรมงานวิจัยอยู่แล้วปีละครั้งอยู่แล้วที่กรุงเทพฯ ประมาณเดือนสิงหาคมของทุกปี แต่การตระเวนจัดตามภูมิภาคนี้เป็นการอำนวยความสะดวกให้คนในพื้นที่ในการเดินทางมาเยี่ยมชม อีกทั้งยังเป็นการนำเสนอผลงานวิจัยหลักที่เกี่ยวของในพื้นที่ภูมิภาคนั้นๆ ซึ่งเป็นเรื่องที่ใกล้ตัวของพวกเขาด้วย
                    การจัดงานมหกรรมวิจัยส่วนภูมิภาคนั้นเกิดขึ้นครั้งแรกเมื่อปี 2556 ที่มหาวิทยาลัยขอนแก่น สมัยที่คุณหมอสุทธิพร จิตต์มิตรภาพ เป็นเลขาธิการ เนื่องจากมองว่าเป็นการนำองค์ความรู้ ผลงานวิจัยให้ใกล้ชิดชาวบ้านมากขึ้น แทนที่จะมุ่งแต่เฉพาะกลุ่มคนบางกลุ่มที่มีองค์ความรู้อยู่แล้วหรือนักวิชาการด้วยกัน จากนั้นก็ได้ตระเวนจัดมาอย่างต่อเนื่องทุกปี โดยปีถัดมา 2557 จัดที่ภาคเหนือ มีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่เป็นเจ้าภาพ ก่อนลงใต้จัดที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์เมื่อปีที่แล้วโดยชูประเด็นเรื่องยางพารา
                    มาปีนี้จัดที่มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานีโดยร่วมกับมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี แต่จุดเด่นของปีนี้ ซึ่งแตกต่างจากทุกปีที่ผ่านมา เนื่องจากเป็นปีที่เริ่มต้นของการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน ทำให้มีการนำผลงานวิจัยของสถาบันการศึกษาจากประเทศเพื่อนบ้านอย่างสปป.ลาวและเวียดนามมานำเสนอด้วย ก็นับเป็นอีกก้าวของรัฐบาล ภายใต้การดำเนินงานของวช.และองค์กรเครือข่ายที่ตอบโจทย์ของปัญหางานวิจัยจับต้องได้และชิดใกล้ชาวบ้านเพื่อก้าวสู้การพัฒนาไปพร้อมๆ กันตามแนวทางนโยบายของรัฐบาลที่เรียกว่า “ประชารัฐ” นั่นล่ะครับ
——————–
(เส้นทางอาชีพ : วิจัยเพื่อพัฒนาท้องถิ่น : โดย…สุรัตน์ อัตตะ)

‘ด้วงหนวดยาว’มหันตภัยร้ายซ้ำเติมเกษตรกร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160307/223685.html

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันจันทร์ที่ 7 มีนาคม 2559
'ด้วงหนวดยาว'มหันตภัยร้ายซ้ำเติมเกษตรกร

‘ด้วงหนวดยาว’มหันตภัยร้ายซ้ำเติมเกษตรกร : โต๊ะข่าวเกษตร

            แม้จะเป็นพืชเศรษฐกิจทางเลือกอีกประเภทหนึ่งในยุคที่ประเทศไทยกำลังประสบปัญหาภัยแล้งทวีความรุนแรงขึ้นในหลายพื้นที่ เนื่องจากอ้อยเป็นพืชที่ใช้น้ำน้อยกว่าการปลูกข้าว แต่กระนั้นปัจจุบันเกษตรกรชาวไร่อ้อยยังต้องเผชิญปัญหาการระบาดของ “ด้วงหนวดยาว” เข้าทำลายอ้อยสร้างความเสียหายและทำให้เกษตรกรได้รับความเดือดร้อนขยายวงกว้างขึ้น

ข้อมูลจากกรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พบว่าในพื้นที่ จ.ราชบุรี และกาญจนบุรี มีพื้นที่ปลูกอ้อยถูกทำลายไปแล้วหลายหมื่นไร่ ทั้งอ้อยปลูกและอ้อยตอ ส่งผลให้เกษตรกรได้ผลผลิตอ้อยลดลงกว่า 50% หากไม่เร่งควบคุมมีแนวโน้มการแพร่ระบาดอาจลุกลามไปยังแหล่งปลูกอ้อยอื่นๆ และกระทบต่ออุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลของไทยได้

ล่าสุด นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมวิชาการเกษตร ระบุถึงปัญหาการระบาดของด้วงหนวดยาวว่า กรมวิชาการเกษตรได้รับรายงานจากเกษตรกรชาวไร่อ้อยและเจ้าหน้าที่โรงงานน้ำตาล บริษัทอุตสาหกรรมมิตรเกษตร จำกัด แล้วว่าขณะนี้มีปัญหาการแพร่ระบาดของด้วงหนวดยาวทำลายอ้อยเสียหายอย่างรุนแรงโดยเฉพาะในพื้นที่ อ.โพธาราม และจอมบึง จ.ราชบุรี มีอ้อยถูกทำลายกว่า 1 หมื่นไร่ นอกจากนั้นยังพบการระบาดในพื้นที่ อ.ท่าม่วง ด่านมะขามเตี้ย และอีกหลายอำเภอใน จ.กาญจนบุรี รวมกว่า 2 หมื่นไร่ นอกจากนั้นยังพบว่าแปลงปลูกอ้อยที่มีสภาพดินเป็นดินร่วนปนทรายด้วงหนวดยาวจะเข้าทำลายสูงกว่าแปลงที่เป็นดินเหนียว และแปลงปลูกที่มีการให้น้ำจะมีผลต่อการพัฒนาวงจรชีวิตของด้วงหนวดยาว ซึ่งจะพบด้วงหนวดยาวทุกวัยในแปลงเดียวทั้งหนอนและตัวเต็มวัย

“เท่าที่ได้รับรายงานปีการผลิต 2558/59 นี้ ในพื้นที่ จ.กาญจนบุรี มีการปลูกอ้อยราว 7.5 แสนไร่ ส่วนที่ จ.ราชบุรี มีการปลูกอ้อย ประมาณ 2 แสนไร่ จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่าอ้อยที่ถูกด้วงหนวดยาวเข้าทำลายจะทำให้ผลผลิตลดลงในอ้อยปลูกประมาณ 43% และอ้อยตอเสียหายกว่า 50% ส่งผลให้เกษตรกรไม่สามารถไว้ตออ้อยได้ และกระทบต่อปริมาณอ้อยที่เป็นวัตถุดิบป้อนเข้าสู่โรงงานน้ำตาลด้วย ทั้งน้ำหนักอ้อยและเปอร์เซ็นต์ความหวาน ที่สำคัญยังทำให้รายได้ของเกษตรกรลดลงค่อนข้างมาก” นายสมชาย กล่าว

อย่างไรก็ตามกรมวิชาการเกษตรเร่งประสานความร่วมมือกับกลุ่มเกษตรกรไร่อ้อย โรงงานน้ำตาลในพื้นที่ รวมถึงองค์การบริหารส่วนท้องถิ่นและกรมส่งเสริมการเกษตร เร่งวางมาตรการแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของด้วงหนวดยาวอย่างเร่งด่วน โดยให้ความรู้ด้านการป้องกันกำจัดด้วงหนวดยาวโดยวิธีผสมผสานแก่เกษตรกร คือ การใช้วิธีกลร่วมกับการใช้ศัตรูธรรมชาติและการใช้สารเคมี ซึ่งมีการบูรณาการให้คำแนะนำและถ่ายทอดความรู้ให้เกษตรกรชาวไร่อ้อยที่ประสบปัญหาและสนใจแล้วกว่า 250 ราย พร้อมหารือแนวทางแก้ไขปัญหาการระบาดของด้วงหนวดยาวอย่างยั่งยืนด้วย

ด้น นายสุรพล สุขพันธ์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรกาญจนบุรี กรมวิชาการเกษตร กล่าวถึงแนวทางป้องกันกำจัดด้วงหนวดยาวอ้อยด้วยวิธีผสมผสานว่า สำหรับการป้องกันกำจัดด้วงหนวดยาวในอ้อยปลูก ก่อนที่จะปลูกอ้อยเกษตรกรต้องไถพรวนหลายๆ ครั้ง แล้วเก็บหนอนด้วงหนวดยาวตามรอยไถออกเพื่อกำจัดหนอนขณะทำการปลูก จากนั้นเลือกใช้สารเคมีป้องกันกำจัดอย่างถูกต้องตามหลักวิชาการ โดยใช้สารฟิโพรนิล ชนิดน้ำ อัตรา 80 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ 320 มิลลิลิตรต่อไร่ ฉีดพ่นบนท่อนพันธุ์พร้อมปลูก หรือหากใช้เครื่องปลูกอ้อยสามารถผสมสารเคมีในถังน้ำที่ติดกับเครื่องปลูกก็ได้

นอกจากนี้ยังสามารถใช้สารฟิโพรนิลชนิดเม็ด อัตรา 6 กก.ต่อไร่ โรยบนท่อนพันธุ์พร้อมปลูก หรือถ้าใช้เครื่องปลูกอ้อยสามารถใส่สารเคมีในถังใส่สารที่ติดกับเครื่องปลูกได้ ซึ่งในการใช้สารเคมีต้องมีความชื้นในดินด้วย และเกษตรกรควรมีการใช้เชื้อราเขียว Metarhizium sp. อัตรา 10 กก.ต่อไร่ โดยโรยเชื้อราดังกล่าวบนท่อนพันธุ์พร้อมปลูกซึ่งการใช้เชื้อราเขียวจะมีประสิทธิภาพสูงเมื่อดินมีความชื้น และต้องหมั่นตรวจแปลงปลูกอ้อยของตนเองอยู่เสมอ

ส่วนในอ้อยตอให้ใช้สารเคมีป้องกันกำจัดตามคำแนะนำโดยเปิดร่องอ้อยแล้วพ่นสารให้ชิดกออ้อยแล้วกลบ หรือใช้สารเคมีร่วมกับเครื่องผ่าตออ้อย และควรใช้เชื้อราเขียว Metarhizium sp. ในอ้อยตอโดยเปิดร่องอ้อยแล้วโรยเชื้อราเขียวให้ชิดกออ้อยแล้วกลบดิน อีกทั้งยังควรเฝ้าระวังและกำจัดด้วงหนวดยาวตัวเต็มวัยเมื่อฝนเริ่มตกในช่วงเดือนมีนาคม-เมษายน โดยเฉพาะช่วงฝนตกซ้ำครั้งที่ 2 ด้วงหนวดยาวจะออกจากดักแด้เป็นตัวเต็มวัย ให้จับเก็บตัวเต็มวัยก่อนที่จะวางไข่เพื่อตัดวงจรชีวิตหนอน โดยทำกับดักหลุมในแปลงตามคำแนะนำ หรือเดินเก็บตัวเต็มวัยในแปลงช่วงค่ำ

“ด้วงหนวดยาวตัวเต็มวัย 1 ตัว สามารถวางไข่ได้ถึง 400 ฟองต่อปี ซึ่งสามารถแพร่ขยายพันธุ์เพิ่มจำนวนได้อย่างรวดเร็ว ดังนั้นทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องจำเป็นต้องร่วมมือกันป้องกันกำจัดด้วงหนวดยาวอ้อยอย่างจริงจังและต่อเนื่องเพื่อควบคุมพื้นที่ระบาดให้อยู่ในวงจำกัด ก่อนที่จะแพร่ขยายลุกลามและสร้างเสียหายเพิ่มมากขึ้น ซึ่งอาจกระทบต่ออุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลของไทยได้ในอนาคต” นายสุรพลกล่าว

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันมีเกษตรกรและชาวบ้านหลายรายพลิกวิกฤติเป็นโอกาส โดยไปขุดหนอนและเก็บด้วงหนวดยาวตัวเต็มวัยในไร่อ้อยมาจำหน่ายให้ผู้บริโภค ซึ่งนิยมนำไปประกอบอาหารถือเป็นแหล่งโปรตีนชั้นดี มีการซื้อขายอยู่ที่กิโลกรัมประมาณ 300-400 บาท เป็นช่องทางสร้างรายได้ให้เกษตรกรอีกทางหนึ่ง

หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการป้องกันกำจัดด้วงหนวดยาวด้วยวิธีผสมผสาน สามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรกาญจนบุรี โทร.0-3455-2035 หรือสถาบันวิจัยพืชไร่และพืชทดแทนพลังงาน กรมวิชาการเกษตร โทร.0-2579-3930-1

ดิ้นสุดฤทธิ์หาแนวทางสู้ภัยแล้งถึงคราวทุกภาคส่วนต้องร่วมมือ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160307/223686.html

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันจันทร์ที่ 7 มีนาคม 2559
ดิ้นสุดฤทธิ์หาแนวทางสู้ภัยแล้งถึงคราวทุกภาคส่วนต้องร่วมมือ

ดิ้นสุดฤทธิ์หาแนวทางสู้ภัยแล้ง ถึงคราวทุกภาคส่วนต้องร่วมมือ : ดลมนัส กาเจ

            ในที่สุดทุกภาคส่วนทั้งหน่วยงานของรัฐ สถาบันการศึกษาและภาคเอกชน ออกมาเสนอแนะเพื่อหาทางออกแก้วิกฤติภัยแล้งที่กำลังคุกคามประเทศไทยในขณะนี้ ซึ่งล่าสุด พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ระบุว่า สถานการณ์น้ำใน 4 เขื่อนหลักของลุ่มน้ำเจ้าพระยา (เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อย และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์) ณ วันที่ 1 มีนาคม 2559 ยังคงเหลือน้ำใช้การได้จนถึงเดือนมิถุนายน ประมาณ 2,945 ล้านลูกบาศก์เมตร

สำหรับอ่างเก็บน้ำในอีก 10 เขื่อน ประกอบกับเขื่อนอุบลรัตน์ เขื่อนแม่งัด เขื่อนห้วยหลวง เขื่อนคลองศรียัด เขื่อนบางพระ เขื่อนกระเสียว เขื่อนลำปาว เขื่อนแม่กวง เขื่อนจุฬาภรณ์ และเขื่อนลำพระเพลิง อยู้ขั้นวิกฤต กระทรวงเกษตรฯ มีการหารือมาตรการติดตามเฝ้าระวังและปรับแผนบริหารจัดการน้ำเพื่อให้แผนการใช้น้ำสอดคล้องกับสถานการณ์ ขณะที่พื้นที่ประกาศเป็นพื้นที่ประสบภัยแล้งได้เพิ่มเติมจากเดิมที่ครอบคลุม 47 อำเภอ 21 ตำบล 1,902 หมู่บ้าน เพิ่มอีกในพื้นที่ จ.นครราชสีมา อีก 10 อำเภอ 62 ตำบล 659 หมู่บ้าน กระทรวงเกษตรฯ เร่งดำเนินการช่วยเหลือตามตรการช่วยเหลือเกษตรกรที่ประสบภัยแล้งทั้ง 8 มาตรการอย่างต่อเนื่อง

ด้าน นายสุรพล จารุพงศ์ โฆษกกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ย้ำอีกครั้งว่า กระทรวงเกษรฯ ขอความร่วมมือจากทุกภาคส่วนทุกกิจกรรมที่ใช้น้ำพร้อมขอให้ร่วมแรงร่วมใจกันรณรงค์ให้ใช้น้ำอย่างประหยัดอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะคนเมืองหลวงและปริมณฑล ต้องตระหนักถึงการประหยัดน้ำให้มากเนื่องจากภาคการเกษตรส่วนใหญ่เสียสละงดการใช้น้ำเพื่อการทำนาปรังแล้ว

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (มก.) เปิดพื้นที่สาธารณะจัดประชุมเสวนา TRF Public Forum : เกษตรน้ำน้อย…ทางออกของเกษตรกร ณ ห้องประชุมสุธรรม อารีกุล อาคารสารนิเทศ 50 ปี มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่ง รศ.ดร.สิรี ชัยเสรี รักษาการแทนรองอธิการบดีฝ่ายวิจัย บอกว่า การจัดงานในครั้งนี้ยกงานวิจัยที่ประสบความสำเร็จและมีโอกาสทางการตลาดสูง เพื่อเป็นทางออกแก่เกษตรกร ภายใต้สภาวะวิกฤติน้ำแล้ง ร่วมเป็นวิทยากร และนำเสนอผลงานวิจัยเพื่อเป็นทางออกให้เกษตรกร โดย ศ.ดร.พีระศักดิ์ ศรีนิเวศน์ จากคณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ นำผลวิจัยเรื่องถั่ว

ดร.พงษ์ศักดิ์ สุทธินันท์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นำผลงานวิจัยเรื่องน้ำ, ดร.ทวีศักดิ์ ภู่หลำ ผู้จัดการบริษัท ผลิตภัณฑ์ข้าวโพดหวาน จำกัด นำเสนอให้มีการปลูกข้าวโพดหวาน, ผศ.ดร.อมรรัตน์ โมฬี จากสำนักวิชาเทคโนโลยีการเกษตร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี นำผลงานวิจัยเรื่องไก่โคราช, รศ.ดร.ศิริพร กิรติการกุล จากคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ นำผลงานวิจัยเรื่องไก่ประดู่หางดำ, อ.วีระ ภาคอุทัย จากสำนักงานประสานความร่วมมือพัฒนาภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มหาวิทยาลัยขอนแก่น นำผลงานวิจัยเรื่องพริก เมื่อวันที่ 2 มีนาคม ณ ห้องประชุมสุธรรม อารีกุล อาคารสารนิเทศ 50 ปี มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ หาทางออกให้เกษตรกรในสภาวะวิกฤติน้ำแล้ง

ขณะที่ผู้ประกอบการภาคเอกชนเริ่มมีการตื่นตัวในการประหยัดน้ำกันบ้างแล้ว อย่าง บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ ก็เดินหน้ามาตรการอนุรักษ์และใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพในทุกหน่วยงาน พร้อมปันน้ำให้เกษตรกรพืชสวนพืชไร่รอบโรงงานแปรรูปและฟาร์มเลี้ยงสัตว์ ช่วยลดผลกระทบภัยแล้ง ทั้ง นายสุชาติ วิริยะอาภา รองกรรมการผู้จัดการซีพีเอฟ บอกว่า จากการติดตามข้อมูลน้ำอย่างต่อเนื่องควบคู่กับการสำรวจและรวบรวมข้อมูลการใช้น้ำของชุมชนรอบข้าง ทั้งภาคครัวเรือน ภาคเกษตร และภาคอุตสาหกรรม ในพื้นที่แหล่งน้ำเดียวกัน และนำเครื่องมือที่เป็นสากลมาใช้ประเมินและบริหารจัดการความเสี่ยงด้านน้ำได้อย่างเหมาะสม

ทั้งนี้เพื่อช่วยลดความเสี่ยงในการขาดน้ำสำหรับการผลิตและช่วยลดผลกระทบต่อชุมชน ขณะเดียวกันบริษัทมีมาตรการเตรียมความพร้อมตั้งแต่การหาแหล่งน้ำสำรองที่เชื่อถือได้ การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำในทุกขั้นตอนให้ดียิ่งขึ้นด้วย การวางแผนการใช้น้ำให้สอดคล้องกับแผนการผลิต จัดทำแผนฉุกเฉินหากเกิดภาวะขาดแคลนน้ำเพื่อไม่ให้ธุรกิจหยุดชะงักและไม่กระทบต่อชุมชนรอบข้าง และประสานติดตามข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด

นอกจากนี้ซีพีเอฟ ยังนำน้ำที่ผ่านระบบบำบัดซึ่งมีคุณภาพกลับมาใช้ในส่วนอื่นๆ นอกกระบวนการผลิตในโรงงาน เช่น รดต้นไม้และสนามหญ้า ใช้ทำความสะอาดพื้นบริเวณรอบโรงงาน ล่าสุดกำลังศึกษาเทคโนโลยีการบำบัดน้ำที่ช่วยให้โรงงานสามารถนำน้ำหลังบำบัดกลับมาใช้ในกระบวนการผลิตได้อีก

เช่นเดียวกับบริษัทพรีเมียร์ โพรดักส์ จำกัด (มหาชน) ในกลุ่มบริษัทพรีเมียร์ผู้ดำเนินธุรกิจคิดและสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์บริการเพื่อคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อม นายมณฑล หรรษคุณารมณ์ กรรมการผู้จัดการ บมจ.พรีเมียร์โพรดักส์ แนะนำว่า วิธีหนึ่งที่จะช่วยแก้ปัญหาภัยแล้งได้คือการนำน้ำกลับมาใช้ใหม่ แต่ปัจจุบันประเทศไทยยังไม่เป็นที่นิยมนำวิธีนี้มาใช้เท่าที่ควร คือเทคโนโลยีการนำน้ำกลับมาใช้ใหม่ เป็นกระบวนการที่นำน้ำใช้แล้วจากภาคครัวเรือน ภาคการเกษตร ภาคอุตสาหกรรม หรือกิจกรรมใดๆ มาบำบัดด้วยเทคโนโลยีที่มีคุณภาพจนได้น้ำที่สามารถกลับมาใช้ใหม่ในลักษณะต่างๆ ที่เหมาะสมเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด

อีกวิธีหนึ่งที่จะช่วยลดภาวะภัยแล้งได้อย่างแน่นอน คือทางดียวกับบริษัทบริษัทพรีเมียร์ นำองค์ความรู้และความเชี่ยวชาญเรื่องการจัดการน้ำด้วยการปรับน้ำใช้ในโรงงานพรีเมียร์โพรดักส์ อ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี ใช้ระบบบำบัดน้ำเสียเหลือศูนย์ ด้วยระบบ Biofil ซึ่งเป็นกระบวนการบำบัดน้ำเสียที่เกิดขึ้นจากการผสมผสานเทคโนโลยีการกรองน้ำด้วยเมมเบรน และการบำบัดน้ำเสียด้วยกระบวนการทางชีวภาพ ทำให้ได้ระบบบำบัดที่มีประสิทธิภาพสูงสุดและไม่จำเป็นต้องใช้ถังตกตะกอนทำให้ช่วยลดขนาดของทั้งระบบให้เล็กลง ประหยัดพื้นที่และค่าใช้จ่าย โดยน้ำทิ้งที่ผ่านการบำบัดแล้วมีคุณภาพสูง สามารถนำกลับมาใช้ประโยชน์ได้สูงสุดเช่นกัน

นับเป็นหลายมุมมองที่จะช่วยแก้วิฤกติภัยภัยแล้ง หากทุกภาคส่วนให้ความร่วมมือตามแผนต่างๆ ที่กำหนดไว้ ประเทศไทยอาจพ้นวิกฤติได้ จนกว่าจะเข้าสู่ฤดูฝนที่จะถึงนี้