ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20160311/223907.html
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20160311/223907.html
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20160310/223838.html
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20160310/223837.html
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20160310/223836.html
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20160309/223774.html
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20160309/223776.html
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20160308/223707.html


ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20160308/223706.html
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20160307/223685.html
แม้จะเป็นพืชเศรษฐกิจทางเลือกอีกประเภทหนึ่งในยุคที่ประเทศไทยกำลังประสบปัญหาภัยแล้งทวีความรุนแรงขึ้นในหลายพื้นที่ เนื่องจากอ้อยเป็นพืชที่ใช้น้ำน้อยกว่าการปลูกข้าว แต่กระนั้นปัจจุบันเกษตรกรชาวไร่อ้อยยังต้องเผชิญปัญหาการระบาดของ “ด้วงหนวดยาว” เข้าทำลายอ้อยสร้างความเสียหายและทำให้เกษตรกรได้รับความเดือดร้อนขยายวงกว้างขึ้น
ข้อมูลจากกรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พบว่าในพื้นที่ จ.ราชบุรี และกาญจนบุรี มีพื้นที่ปลูกอ้อยถูกทำลายไปแล้วหลายหมื่นไร่ ทั้งอ้อยปลูกและอ้อยตอ ส่งผลให้เกษตรกรได้ผลผลิตอ้อยลดลงกว่า 50% หากไม่เร่งควบคุมมีแนวโน้มการแพร่ระบาดอาจลุกลามไปยังแหล่งปลูกอ้อยอื่นๆ และกระทบต่ออุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลของไทยได้
ล่าสุด นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมวิชาการเกษตร ระบุถึงปัญหาการระบาดของด้วงหนวดยาวว่า กรมวิชาการเกษตรได้รับรายงานจากเกษตรกรชาวไร่อ้อยและเจ้าหน้าที่โรงงานน้ำตาล บริษัทอุตสาหกรรมมิตรเกษตร จำกัด แล้วว่าขณะนี้มีปัญหาการแพร่ระบาดของด้วงหนวดยาวทำลายอ้อยเสียหายอย่างรุนแรงโดยเฉพาะในพื้นที่ อ.โพธาราม และจอมบึง จ.ราชบุรี มีอ้อยถูกทำลายกว่า 1 หมื่นไร่ นอกจากนั้นยังพบการระบาดในพื้นที่ อ.ท่าม่วง ด่านมะขามเตี้ย และอีกหลายอำเภอใน จ.กาญจนบุรี รวมกว่า 2 หมื่นไร่ นอกจากนั้นยังพบว่าแปลงปลูกอ้อยที่มีสภาพดินเป็นดินร่วนปนทรายด้วงหนวดยาวจะเข้าทำลายสูงกว่าแปลงที่เป็นดินเหนียว และแปลงปลูกที่มีการให้น้ำจะมีผลต่อการพัฒนาวงจรชีวิตของด้วงหนวดยาว ซึ่งจะพบด้วงหนวดยาวทุกวัยในแปลงเดียวทั้งหนอนและตัวเต็มวัย
“เท่าที่ได้รับรายงานปีการผลิต 2558/59 นี้ ในพื้นที่ จ.กาญจนบุรี มีการปลูกอ้อยราว 7.5 แสนไร่ ส่วนที่ จ.ราชบุรี มีการปลูกอ้อย ประมาณ 2 แสนไร่ จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่าอ้อยที่ถูกด้วงหนวดยาวเข้าทำลายจะทำให้ผลผลิตลดลงในอ้อยปลูกประมาณ 43% และอ้อยตอเสียหายกว่า 50% ส่งผลให้เกษตรกรไม่สามารถไว้ตออ้อยได้ และกระทบต่อปริมาณอ้อยที่เป็นวัตถุดิบป้อนเข้าสู่โรงงานน้ำตาลด้วย ทั้งน้ำหนักอ้อยและเปอร์เซ็นต์ความหวาน ที่สำคัญยังทำให้รายได้ของเกษตรกรลดลงค่อนข้างมาก” นายสมชาย กล่าว
อย่างไรก็ตามกรมวิชาการเกษตรเร่งประสานความร่วมมือกับกลุ่มเกษตรกรไร่อ้อย โรงงานน้ำตาลในพื้นที่ รวมถึงองค์การบริหารส่วนท้องถิ่นและกรมส่งเสริมการเกษตร เร่งวางมาตรการแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของด้วงหนวดยาวอย่างเร่งด่วน โดยให้ความรู้ด้านการป้องกันกำจัดด้วงหนวดยาวโดยวิธีผสมผสานแก่เกษตรกร คือ การใช้วิธีกลร่วมกับการใช้ศัตรูธรรมชาติและการใช้สารเคมี ซึ่งมีการบูรณาการให้คำแนะนำและถ่ายทอดความรู้ให้เกษตรกรชาวไร่อ้อยที่ประสบปัญหาและสนใจแล้วกว่า 250 ราย พร้อมหารือแนวทางแก้ไขปัญหาการระบาดของด้วงหนวดยาวอย่างยั่งยืนด้วย
ด้น นายสุรพล สุขพันธ์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรกาญจนบุรี กรมวิชาการเกษตร กล่าวถึงแนวทางป้องกันกำจัดด้วงหนวดยาวอ้อยด้วยวิธีผสมผสานว่า สำหรับการป้องกันกำจัดด้วงหนวดยาวในอ้อยปลูก ก่อนที่จะปลูกอ้อยเกษตรกรต้องไถพรวนหลายๆ ครั้ง แล้วเก็บหนอนด้วงหนวดยาวตามรอยไถออกเพื่อกำจัดหนอนขณะทำการปลูก จากนั้นเลือกใช้สารเคมีป้องกันกำจัดอย่างถูกต้องตามหลักวิชาการ โดยใช้สารฟิโพรนิล ชนิดน้ำ อัตรา 80 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ 320 มิลลิลิตรต่อไร่ ฉีดพ่นบนท่อนพันธุ์พร้อมปลูก หรือหากใช้เครื่องปลูกอ้อยสามารถผสมสารเคมีในถังน้ำที่ติดกับเครื่องปลูกก็ได้
นอกจากนี้ยังสามารถใช้สารฟิโพรนิลชนิดเม็ด อัตรา 6 กก.ต่อไร่ โรยบนท่อนพันธุ์พร้อมปลูก หรือถ้าใช้เครื่องปลูกอ้อยสามารถใส่สารเคมีในถังใส่สารที่ติดกับเครื่องปลูกได้ ซึ่งในการใช้สารเคมีต้องมีความชื้นในดินด้วย และเกษตรกรควรมีการใช้เชื้อราเขียว Metarhizium sp. อัตรา 10 กก.ต่อไร่ โดยโรยเชื้อราดังกล่าวบนท่อนพันธุ์พร้อมปลูกซึ่งการใช้เชื้อราเขียวจะมีประสิทธิภาพสูงเมื่อดินมีความชื้น และต้องหมั่นตรวจแปลงปลูกอ้อยของตนเองอยู่เสมอ
ส่วนในอ้อยตอให้ใช้สารเคมีป้องกันกำจัดตามคำแนะนำโดยเปิดร่องอ้อยแล้วพ่นสารให้ชิดกออ้อยแล้วกลบ หรือใช้สารเคมีร่วมกับเครื่องผ่าตออ้อย และควรใช้เชื้อราเขียว Metarhizium sp. ในอ้อยตอโดยเปิดร่องอ้อยแล้วโรยเชื้อราเขียวให้ชิดกออ้อยแล้วกลบดิน อีกทั้งยังควรเฝ้าระวังและกำจัดด้วงหนวดยาวตัวเต็มวัยเมื่อฝนเริ่มตกในช่วงเดือนมีนาคม-เมษายน โดยเฉพาะช่วงฝนตกซ้ำครั้งที่ 2 ด้วงหนวดยาวจะออกจากดักแด้เป็นตัวเต็มวัย ให้จับเก็บตัวเต็มวัยก่อนที่จะวางไข่เพื่อตัดวงจรชีวิตหนอน โดยทำกับดักหลุมในแปลงตามคำแนะนำ หรือเดินเก็บตัวเต็มวัยในแปลงช่วงค่ำ
“ด้วงหนวดยาวตัวเต็มวัย 1 ตัว สามารถวางไข่ได้ถึง 400 ฟองต่อปี ซึ่งสามารถแพร่ขยายพันธุ์เพิ่มจำนวนได้อย่างรวดเร็ว ดังนั้นทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องจำเป็นต้องร่วมมือกันป้องกันกำจัดด้วงหนวดยาวอ้อยอย่างจริงจังและต่อเนื่องเพื่อควบคุมพื้นที่ระบาดให้อยู่ในวงจำกัด ก่อนที่จะแพร่ขยายลุกลามและสร้างเสียหายเพิ่มมากขึ้น ซึ่งอาจกระทบต่ออุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลของไทยได้ในอนาคต” นายสุรพลกล่าว
อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันมีเกษตรกรและชาวบ้านหลายรายพลิกวิกฤติเป็นโอกาส โดยไปขุดหนอนและเก็บด้วงหนวดยาวตัวเต็มวัยในไร่อ้อยมาจำหน่ายให้ผู้บริโภค ซึ่งนิยมนำไปประกอบอาหารถือเป็นแหล่งโปรตีนชั้นดี มีการซื้อขายอยู่ที่กิโลกรัมประมาณ 300-400 บาท เป็นช่องทางสร้างรายได้ให้เกษตรกรอีกทางหนึ่ง
หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการป้องกันกำจัดด้วงหนวดยาวด้วยวิธีผสมผสาน สามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรกาญจนบุรี โทร.0-3455-2035 หรือสถาบันวิจัยพืชไร่และพืชทดแทนพลังงาน กรมวิชาการเกษตร โทร.0-2579-3930-1
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20160307/223686.html
ในที่สุดทุกภาคส่วนทั้งหน่วยงานของรัฐ สถาบันการศึกษาและภาคเอกชน ออกมาเสนอแนะเพื่อหาทางออกแก้วิกฤติภัยแล้งที่กำลังคุกคามประเทศไทยในขณะนี้ ซึ่งล่าสุด พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ระบุว่า สถานการณ์น้ำใน 4 เขื่อนหลักของลุ่มน้ำเจ้าพระยา (เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อย และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์) ณ วันที่ 1 มีนาคม 2559 ยังคงเหลือน้ำใช้การได้จนถึงเดือนมิถุนายน ประมาณ 2,945 ล้านลูกบาศก์เมตร
สำหรับอ่างเก็บน้ำในอีก 10 เขื่อน ประกอบกับเขื่อนอุบลรัตน์ เขื่อนแม่งัด เขื่อนห้วยหลวง เขื่อนคลองศรียัด เขื่อนบางพระ เขื่อนกระเสียว เขื่อนลำปาว เขื่อนแม่กวง เขื่อนจุฬาภรณ์ และเขื่อนลำพระเพลิง อยู้ขั้นวิกฤต กระทรวงเกษตรฯ มีการหารือมาตรการติดตามเฝ้าระวังและปรับแผนบริหารจัดการน้ำเพื่อให้แผนการใช้น้ำสอดคล้องกับสถานการณ์ ขณะที่พื้นที่ประกาศเป็นพื้นที่ประสบภัยแล้งได้เพิ่มเติมจากเดิมที่ครอบคลุม 47 อำเภอ 21 ตำบล 1,902 หมู่บ้าน เพิ่มอีกในพื้นที่ จ.นครราชสีมา อีก 10 อำเภอ 62 ตำบล 659 หมู่บ้าน กระทรวงเกษตรฯ เร่งดำเนินการช่วยเหลือตามตรการช่วยเหลือเกษตรกรที่ประสบภัยแล้งทั้ง 8 มาตรการอย่างต่อเนื่อง
ด้าน นายสุรพล จารุพงศ์ โฆษกกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ย้ำอีกครั้งว่า กระทรวงเกษรฯ ขอความร่วมมือจากทุกภาคส่วนทุกกิจกรรมที่ใช้น้ำพร้อมขอให้ร่วมแรงร่วมใจกันรณรงค์ให้ใช้น้ำอย่างประหยัดอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะคนเมืองหลวงและปริมณฑล ต้องตระหนักถึงการประหยัดน้ำให้มากเนื่องจากภาคการเกษตรส่วนใหญ่เสียสละงดการใช้น้ำเพื่อการทำนาปรังแล้ว
เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (มก.) เปิดพื้นที่สาธารณะจัดประชุมเสวนา TRF Public Forum : เกษตรน้ำน้อย…ทางออกของเกษตรกร ณ ห้องประชุมสุธรรม อารีกุล อาคารสารนิเทศ 50 ปี มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่ง รศ.ดร.สิรี ชัยเสรี รักษาการแทนรองอธิการบดีฝ่ายวิจัย บอกว่า การจัดงานในครั้งนี้ยกงานวิจัยที่ประสบความสำเร็จและมีโอกาสทางการตลาดสูง เพื่อเป็นทางออกแก่เกษตรกร ภายใต้สภาวะวิกฤติน้ำแล้ง ร่วมเป็นวิทยากร และนำเสนอผลงานวิจัยเพื่อเป็นทางออกให้เกษตรกร โดย ศ.ดร.พีระศักดิ์ ศรีนิเวศน์ จากคณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ นำผลวิจัยเรื่องถั่ว
ดร.พงษ์ศักดิ์ สุทธินันท์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นำผลงานวิจัยเรื่องน้ำ, ดร.ทวีศักดิ์ ภู่หลำ ผู้จัดการบริษัท ผลิตภัณฑ์ข้าวโพดหวาน จำกัด นำเสนอให้มีการปลูกข้าวโพดหวาน, ผศ.ดร.อมรรัตน์ โมฬี จากสำนักวิชาเทคโนโลยีการเกษตร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี นำผลงานวิจัยเรื่องไก่โคราช, รศ.ดร.ศิริพร กิรติการกุล จากคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ นำผลงานวิจัยเรื่องไก่ประดู่หางดำ, อ.วีระ ภาคอุทัย จากสำนักงานประสานความร่วมมือพัฒนาภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มหาวิทยาลัยขอนแก่น นำผลงานวิจัยเรื่องพริก เมื่อวันที่ 2 มีนาคม ณ ห้องประชุมสุธรรม อารีกุล อาคารสารนิเทศ 50 ปี มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ หาทางออกให้เกษตรกรในสภาวะวิกฤติน้ำแล้ง
ขณะที่ผู้ประกอบการภาคเอกชนเริ่มมีการตื่นตัวในการประหยัดน้ำกันบ้างแล้ว อย่าง บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ ก็เดินหน้ามาตรการอนุรักษ์และใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพในทุกหน่วยงาน พร้อมปันน้ำให้เกษตรกรพืชสวนพืชไร่รอบโรงงานแปรรูปและฟาร์มเลี้ยงสัตว์ ช่วยลดผลกระทบภัยแล้ง ทั้ง นายสุชาติ วิริยะอาภา รองกรรมการผู้จัดการซีพีเอฟ บอกว่า จากการติดตามข้อมูลน้ำอย่างต่อเนื่องควบคู่กับการสำรวจและรวบรวมข้อมูลการใช้น้ำของชุมชนรอบข้าง ทั้งภาคครัวเรือน ภาคเกษตร และภาคอุตสาหกรรม ในพื้นที่แหล่งน้ำเดียวกัน และนำเครื่องมือที่เป็นสากลมาใช้ประเมินและบริหารจัดการความเสี่ยงด้านน้ำได้อย่างเหมาะสม
ทั้งนี้เพื่อช่วยลดความเสี่ยงในการขาดน้ำสำหรับการผลิตและช่วยลดผลกระทบต่อชุมชน ขณะเดียวกันบริษัทมีมาตรการเตรียมความพร้อมตั้งแต่การหาแหล่งน้ำสำรองที่เชื่อถือได้ การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำในทุกขั้นตอนให้ดียิ่งขึ้นด้วย การวางแผนการใช้น้ำให้สอดคล้องกับแผนการผลิต จัดทำแผนฉุกเฉินหากเกิดภาวะขาดแคลนน้ำเพื่อไม่ให้ธุรกิจหยุดชะงักและไม่กระทบต่อชุมชนรอบข้าง และประสานติดตามข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด
นอกจากนี้ซีพีเอฟ ยังนำน้ำที่ผ่านระบบบำบัดซึ่งมีคุณภาพกลับมาใช้ในส่วนอื่นๆ นอกกระบวนการผลิตในโรงงาน เช่น รดต้นไม้และสนามหญ้า ใช้ทำความสะอาดพื้นบริเวณรอบโรงงาน ล่าสุดกำลังศึกษาเทคโนโลยีการบำบัดน้ำที่ช่วยให้โรงงานสามารถนำน้ำหลังบำบัดกลับมาใช้ในกระบวนการผลิตได้อีก
เช่นเดียวกับบริษัทพรีเมียร์ โพรดักส์ จำกัด (มหาชน) ในกลุ่มบริษัทพรีเมียร์ผู้ดำเนินธุรกิจคิดและสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์บริการเพื่อคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อม นายมณฑล หรรษคุณารมณ์ กรรมการผู้จัดการ บมจ.พรีเมียร์โพรดักส์ แนะนำว่า วิธีหนึ่งที่จะช่วยแก้ปัญหาภัยแล้งได้คือการนำน้ำกลับมาใช้ใหม่ แต่ปัจจุบันประเทศไทยยังไม่เป็นที่นิยมนำวิธีนี้มาใช้เท่าที่ควร คือเทคโนโลยีการนำน้ำกลับมาใช้ใหม่ เป็นกระบวนการที่นำน้ำใช้แล้วจากภาคครัวเรือน ภาคการเกษตร ภาคอุตสาหกรรม หรือกิจกรรมใดๆ มาบำบัดด้วยเทคโนโลยีที่มีคุณภาพจนได้น้ำที่สามารถกลับมาใช้ใหม่ในลักษณะต่างๆ ที่เหมาะสมเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด
อีกวิธีหนึ่งที่จะช่วยลดภาวะภัยแล้งได้อย่างแน่นอน คือทางดียวกับบริษัทบริษัทพรีเมียร์ นำองค์ความรู้และความเชี่ยวชาญเรื่องการจัดการน้ำด้วยการปรับน้ำใช้ในโรงงานพรีเมียร์โพรดักส์ อ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี ใช้ระบบบำบัดน้ำเสียเหลือศูนย์ ด้วยระบบ Biofil ซึ่งเป็นกระบวนการบำบัดน้ำเสียที่เกิดขึ้นจากการผสมผสานเทคโนโลยีการกรองน้ำด้วยเมมเบรน และการบำบัดน้ำเสียด้วยกระบวนการทางชีวภาพ ทำให้ได้ระบบบำบัดที่มีประสิทธิภาพสูงสุดและไม่จำเป็นต้องใช้ถังตกตะกอนทำให้ช่วยลดขนาดของทั้งระบบให้เล็กลง ประหยัดพื้นที่และค่าใช้จ่าย โดยน้ำทิ้งที่ผ่านการบำบัดแล้วมีคุณภาพสูง สามารถนำกลับมาใช้ประโยชน์ได้สูงสุดเช่นกัน
นับเป็นหลายมุมมองที่จะช่วยแก้วิฤกติภัยภัยแล้ง หากทุกภาคส่วนให้ความร่วมมือตามแผนต่างๆ ที่กำหนดไว้ ประเทศไทยอาจพ้นวิกฤติได้ จนกว่าจะเข้าสู่ฤดูฝนที่จะถึงนี้