แวะดู ‘สินค้าเกษตร’ กาญจนบุรี ที่ถนนคนเดินสาย ‘ปากแพรก’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160306/223577.html

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันอาทิตย์ที่ 6 มีนาคม 2559
แวะดู 'สินค้าเกษตร' กาญจนบุรี ที่ถนนคนเดินสาย 'ปากแพรก'

ท่องโลกเกษตร : แวะดู ‘สินค้าเกษตร’ กาญจนบุรี ที่ถนนคนเดินสาย ‘ปากแพรก’ : โดย…โต๊ะข่าวเกษตร

                      กาญจนบุรี ที่ไม่เพียงเต็มไปด้วยสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติและประวัติศาสตร์ หากแต่เป็นแหล่งผลิตผลทางการเกษตรที่สำคัญ ไม่ว่าจะเป็นพืชผักปลอดสารพิษ ผลไม้นานาชนิด เช่น มะพร้าวน้ำหอม มะม่วงน้ำดอกไม้  ข้าวโพดหวาน ซึ่งเป็นพันธุ์ดั้งเดิมของกาญจนบุรี ชาวบ้านปลูกและจำหน่ายสร้างรายได้มาอย่างยาวนาน จนกระทั่งผู้ว่าฯ คนปัจจุบัน “ศักดิ์ สมบุญโต” พยายามจัดสร้างเอกลักษณ์ของเมืองโดยนำจุดเด่นแต่ละอย่างมาสร้างแรงดึงดูดใจให้แก่ผู้มาเยือน
                      “ท่องโลกเกษตร” อาทิตย์นี้ตามผู้ว่าฯ กาญจนบุรี “ศักดิ์ สมบุญโต” ตะลอนเมืองกาญจน์ ซึ่งเป็นเมืองหน้าด่านของไทยในอดีตที่พยายามเร่งผลักดัน ภายใต้โครงการส่งเสริมการท่องเที่ยวถนนปากแพรกจะเห็นได้ว่าทุกวันเสาร์บ่าย 4 โมงเย็นจนถึง 3 ทุ่ม ถนนปากแพรกถูกกั้นให้เป็นถนนคนเดิน ซึ่งเชื่อมเส้นทางตั้งแต่ถนนโต้รุ่ง ผ่านหน้าจวนผู้ว่าฯ มาถึงหน้าเมืองและเลี้ยวเข้าถนนปากแพรก ขณะนี้สิ้นสุดบริเวณหน้าบ้านสิทธิสังข์ แม้ตลาดเริ่มตั้งแต่ผู้คนก็คลาคล่ำ สังเกตสินค้าส่วนใหญ่จะเป็นเครื่องใช้เก่าๆ ภาพวาด งานศิลปะ แต่ที่ดูมากเป็นพิเศษก็คือสินค้าเกษตร พืชผักปลอดสารพิษ ผลไม้นานาชนิด เช่น มะพร้าวน้ำหอม มะม่วงน้ำดอกไม้มัน ข้าวโพดหวานที่ชาวบ้านนำผลผลิตนำมาจำหน่ายกันเอง
                      “ถนนปากแพรกถือเป็นถนนเก่าแก่ตั้งแต่ยุคก่อตั้งเมืองกาญจนบุรี ในสมัยรัชกาลที่ 3 เมื่อราว 185 ปีก่อน เพื่อเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยว จ.กาญจนบุรี ตลอดจนสร้างรายได้ให้ชุมชน พร้อมพัฒนาคุณภาพและยกระดับถนนปากแพรกถนนสายแรกของเมืองกาญจนบุรีให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงอันจะนำไปสู่การท่องเที่ยวที่ยั่งยืน” ผู้ว่าฯ กาญจนบุรีเผย พร้อมชี้ให้ดูผลิตภัณฑ์ของพ่อค้าแม่ค้าที่นำมาวางจำหน่ายบริเวณสองข้างทาง
                      แต่ละร้านมีเมนูอาหารน่าสนใจของที่นี่ก็มีให้เลือกไม่น้อย แต่ที่อร่อยเป็นเอกลักษณ์เห็นทีจะเป็นแกงป่าปลาคัง แกงคั่วหอยขม ต้มยำไก่บ้าน ผัดผักหวานน้ำมันหอย ฯลฯ ซึ่งเข้ากันดีกับบรรยากาศบนแพพักที่ผูกลอยอยู่ริมน้ำ  พร้อมกันนั้นก็มีโอกาสศึกษาพระประวัติและผลงานของสมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 19 ของประเทศไทย  ที่หอพระประวัติสมเด็จพระญาณสังวรฯ ที่ตั้งอยู่ภายในบริเวณวัดเทวสังฆาราม ทำให้รู้ว่าพระองค์เกิดและเติบโตอยู่ในชุมชนที่ชื่อว่า “ปากแพรก” และบวชเรียนอยู่ที่วัดแห่งนี้ ก่อนไปศึกษาพระธรรมต่อที่วัดบวรนิเวศวิหาร และขึ้นเป็นสมเด็จพระสังฆราชในเวลาต่อมา
                      จากข้อมูลที่ซึมซับเข้ามาจากหอพระประวัติทำให้รู้ว่า “ถนนปากแพรก” ซึ่งอยู่ไม่ห่างจากหน้าวัด มีความน่าสนใจ ด้วยความเป็นชุมชนเก่าตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 3 ที่มาสร้างเมืองกาญจนบุรี คงต้องมีบ้านเก่าๆ หรือประตูไม้บานใหญ่ๆ และมุมเก๋ๆ ให้ถ่ายรูปอยู่ไม่น้อย
                      ทว่าก้าวแรกที่เดินเข้ามายังถนนเส้นนี้ กลับเป็นภาพที่เห็นก็ชวนตื่นตาและพาตื่นใจกว่าที่คิดเอาไว้มาก เพราะบ้านเรือนเก่าของที่นี่ดูแปลกตากว่าทุกที่ที่เคยไป ซึ่งมีทั้งบ้านแบบฝรั่ง จีน ญวน และแบบไทยเรียงรายอยู่ 2 ฝั่งถนน ตามแนวกำแพงเมืองของกาญจนบุรี
                      โดยบ้านเรือนบนถนนสายนี้จะเปิดให้ผู้สนใจเยี่ยมชมได้ทุกวันเสาร์ พร้อมทั้งเล่าประวัติความเป็นมาของบ้านแต่ละหลังให้ฟังโดยละเอียด แม้บ้านบางหลังที่ยังไม่เปิดให้เยี่ยมชม ก็มีข้อมูลแสดงไว้บนแผ่นป้ายแสดงไว้อย่างน่าสนใจ
                      นอกจากเป็นบ้านเดิมของสมเด็จพระสังฆราชแล้ว กาญจนบุรียังเป็นบ้านเกิดและที่อยู่อาศัยของบุคคลสำคัญของไทยหลายคน ไม่ว่า อ.เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ ศิลปินแห่งชาติ หมอประเวศ วะสี  ราษฎรอาวุโส รวมทั้งพระยาพหลพลพยุหเสนา นายกรัฐมนตรีคนที่ 2 ของไทย แต่ที่น่าสนใจไปกว่านั้น ก็คือเรื่องราวของบ้านแต่ละหลังและเรื่องราวของผู้คนที่อาศัยในชุมชนแห่งนี้ ซึ่งผ่านเรื่องราวทางประวัติศาสตร์สำคัญ ตั้งแต่การตั้งเมืองกาญจนบุรี และในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 บ้านแต่ละหลังยังคงถ่ายทอดเรื่องราวเหล่านี้ได้เป็นอย่างดี
                      อย่างบ้าน “บ้านแต้มทอง” เป็นบ้านตึกหลังแรกของถนนปากแพรก สร้างตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 3 โดยช่างชาวจีนที่พาขึ้นเรือสำเภามา ทำให้สถาปัตยกรรมจึงเป็นแบบจีน แม้เวลาผ่านมากว่า 150 ปี แต่บ้านก็ยังคงความสมบูรณ์ รวมถึงข้าวของเครื่องใช้ไว้เหมือนของเดิมได้อย่างน่าอัศจรรย์ หรือบ้านบุญผ่อง แอนด์ บราเดอร์ (สิริโอสถ) เป็นบ้านอีกหนึ่งหลังที่น่าสนใจมาก ซึ่งในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 บ้านหลังนี้เปิดเป็นร้านขายของชำ และมีข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ อยู่อย่างครบถ้วน ทำให้ทหารญี่ปุ่นมาติดต่อขอซื้อสินค้าจากนายบุญผ่อง ซึ่งเป็นเจ้าของร้านที่ต้องขนของช่วยเชลยไปส่งที่ค่ายญี่ปุ่น จึงไปเห็นความยากลำบากของเชลยชาติต่างๆ ที่ถูกเกณฑ์มาทำทางรถไฟ จึงแอบช่วยอย่างลับๆ เช่น แอบส่งยาแก้ไข้มาลาเรีย ส่งเครื่องมือสื่อสาร รวมทั้งแอบช่วยเชลยที่หลบหนีออกมาด้วย ทำให้หลังสิ้นสุดสงครามได้รับสมญาว่า “วีรบุรษสงครามของทางรถไฟสายมรณะ” มีส่วนให้ประเทศไทยไม่ถูกปฏิบัติอย่างผู้แพ้สงคราม ซึ่งเรื่องราวของนายบุญผ่องจึงนำมาสร้างเป็นละครด้วย
                      ไม่ไกลกันนักมีร้านกาแฟ “บ้านสิทธิสังข์” ซึ่งเป็นบ้านสไตล์ยุโรปที่ผ่านการใช้งานรูปแบบต่างๆ อย่างต่อเนื่อง ทั้งเป็นร้านของของ เป็นสำนักงานทนายความ ปัจจุบันเปิดเป็นร้านกาแฟที่ตกแต่งได้อย่างเก๋ไก๋ ทว่ายังคงรูปแบบของสถาปัตยกรรมเดิมไว้ได้อย่างสวยงาม
                      จะเห็นว่าทุกบ่ายวันเสาร์ 4 โมงเย็นจนถึง 3 ทุ่ม ถนนปากแพรกถูกกั้นให้เป็นถนนคนเดิน คลาคล่ำไปด้วยผู้คนมากเป็นพิเศษ ทั้งผู้มาเยือนและคนท้องถิ่นเลือกซื้อสินค้าเกษตร พืชผักปลอดสารพิษ ผลไม้นานาชนิด เช่น มะพร้าวน้ำหอม มะม่วงน้ำดอกไม้มัน ข้าวโพดหวาน ซึ่งเป็นพันธุ์ดั้งเดิมของกาญจนบุรีที่ชาวบ้านนำมาจำหน่าย รวมทั้งของกินคาวหวาน ทั้งปลาหมึกไข่ เป็ดย่างเกลือ ผัดไทยโบราณ ข้าวหลาม ข้าวเกรียบปากหม้อ ขนมทองโยะ ขนมไทยโบราณที่หารับประทานได้ยากก็มีจำหน่ายบนถนนสายนี้ ดังนั้นกาญจนบุรีจึงนับเป็นอีกสถานที่ที่น่าสนใจที่ทุกท่านควรไปสัมผัส
—————————
(ท่องโลกเกษตร : แวะดู ‘สินค้าเกษตร’ กาญจนบุรี ที่ถนนคนเดินสาย ‘ปากแพรก’ : โดย…โต๊ะข่าวเกษตร)

สถานการณ์กล้วยในอาเซียน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160304/223466.html

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันศุกร์ที่ 4 มีนาคม 2559
สถานการณ์กล้วยในอาเซียน

ทำกินถิ่นอาเซียน : สถานการณ์กล้วยในอาเซียน : โดย … รศ.สมพร อิศวิลานนท์

                      กล้วยเป็นพืชเขตร้อนและที่มีถิ่นกำเนิดอยู่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเอเชียใต้ ก่อนที่จะมีการแพร่กระจายไปในแอฟริกาตะวันตก อเมริกากลาง และอเมริกาใต้ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กล้วยมีคุณค่าทั้งการเป็นพืชอาหารที่อุดมด้วยโภชนาการ รวมถึงการเป็นพืชวัฒนธรรม
                      กล้วยเป็นแหล่งของอาหารเสริมในชีวิตประจำวัน เพราะกล้วยอุดมด้วยโภชนาการ โดยมีองค์ประกอบของคาร์โบไฮเดรต ไวตามินต่างๆ เช่น บี 1 บี 2 บี 3 และบี 6 และแคโรทีน อีกทั้งยังเป็นแหล่งของธาตุอาหารโพแทสเซียมที่มีบทบาทสำคัญในการช่วยให้การทำงานของระบบต่างๆ ในร่างกายเป็นปกติ เช่น ระบบประสาทและกล้ามเนื้อ เป็นต้น ซึ่งผู้คนในอดีตของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเอเชียใต้ได้ใช้กล้วยเป็นแหล่งที่มาของธาตุอาหารเพื่อโภชนาการ และรวมถึงการเป็นอาหารเสริมให้ทารกทดแทนนมแม่อีกด้วย
                      นอกจากนี้กล้วยยังมีคุณค่าทางวัฒนธรรมเพราะในประเพณีของชาวเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น ประเพณีต่างๆ ทั้งในศาสนาพุทธ ศาสนาพราหมณ์ และศาสนามุสลิม ในศาสนาพุทธมีการใช้ใบกล้วยและบางส่วนของต้นกล้วยเป็นส่วนประกอบของพิธีกรรมต่างๆ เช่น พิธีการแห่ขันหมากของไทย หรือพิธีการทำขวัญนาคสำหรับงานบวช ก็จะต้องมีใบกล้วยและต้นกล้วยเป็นส่วนประกอบของพิธี เป็นต้น
                      องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติรายงานว่า ผลผลิตกล้วยทั่วโลกในปี 2556 มีประมาณ 52.24 ล้านตัน โดยประเทศผู้ผลิตกล้วยมากใน 5 ลำดับแรก ได้แก่ ฟิลิปปินส์ 8.65 ล้านตัน อินโดนิเซีย 5.36 ล้านตัน อินเดีย 2.76 ล้านตัน เม็กซิโก 2.13 ล้านตัน และเคนยา 1.40 ล้านตัน ส่วนผู้นำเข้ารายสำคัญของโลกได้แก่ ญี่ปุ่น จีน อิตาลี อิหร่าน และสหรัฐอเมริกา
                      สำหรับในภูมิภาคอาเซียนมีผลผลิตกล้วยประมาณ 18.35 ล้านตัน หรือร้อยละ 35.12 ของผลผลิตกล้วยโลกโดยมีฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย เวียดนาม ไทย และสปป.ลาว เป็นแหล่งผลิตกล้วยที่สำคัญของอาเซียน ในด้านการส่งออกกล้วยของอาเซียนในปี 2556 มีจำนวน 3.34 ล้านตันหรือร้อยละ 16.67 ของการส่งออกกล้วยโลก ในจำนวนนี้กว่าสองในสามเป็นการส่งออกกล้วยของฟิลิปปินส์ ส่วนที่เหลือเป็นการส่งออกกล้วยของไทย มาเลเซีย สปป.ลาว และเวียดนาม รวมกัน
                      ในอาเซียนแล้วกล้วยเป็นสินค้าดาวเด่นของฟิลิปปินส์โดยเฉพาะกล้วยหอม การปลูกกล้วยหอมของฟิลิปปินส์จึงเป็นการผลิตเพื่อการส่งออกไปยังตลาดนอกอาเซียนเป็นสำคัญ โดยมีมูลค่าการส่งออกในปี 2556 ถึง 963 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 34,187 ล้านบาท ซึ่งการส่งออกกล้วยของไทยมีมูลค่าเพียง 471 ล้านบาทเท่านั้น
                      ดังนั้นหากเกษตรกรไทยจะหันมาปลูกกล้วยเพื่อการส่งออกกันมากขึ้นแล้ว สิ่งจำเป็นที่เกษตรกรจะต้องคำนึงถึงได้แก่การผลิตให้ได้มาตรฐาน ได้คุณภาพ และมีความปลอดภัย อีกทั้งต้องมีราคาที่แข่งขันได้กับฟิลิปปินส์ หรือมิฉะนั้นก็จะต้องอาศัยความจำเพาะของสินค้าเช่นเลือกที่จะผลิตกล้วยไข่ หรือกล้วยหอมทองที่มีตลาดจำเพาะซึ่งต่างไปจากการผลิตกล้วยหอมส่งออกจากฟิลิปปินส์
———————-
(ทำกินถิ่นอาเซียน : สถานการณ์กล้วยในอาเซียน : โดย … รศ.สมพร อิศวิลานนท์)

พัทลุงเนรมิต’ฟาร์มโคนม’ต้นแบบ แหล่งฝึกอาชีพเกษตรกรเลี้ยงโคนม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160304/223467.html

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันศุกร์ที่ 4 มีนาคม 2559
พัทลุงเนรมิต'ฟาร์มโคนม'ต้นแบบ แหล่งฝึกอาชีพเกษตรกรเลี้ยงโคนม

ทำมาหากิน : พัทลุงเนรมิต ‘ฟาร์มโคนม’ ต้นแบบ แหล่งฝึกอาชีพเกษตรกรเลี้ยงโคนม : โดย…สุรัตน์ อัตตะ

                      เมื่อครั้งที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนิน ไปทรงเปิดโรงงานแปรรูปผลิตภัณฑ์นมยูเอชที ของสหกรณ์โคนมพัทลุง จำกัด จ.พัทลุง วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2555  ในครั้งนั้นพระองค์มีพระราชดำรัสกับผู้ที่มาเฝ้ารับเสด็จ ความตอนหนึ่งว่า “อาชีพการเลี้ยงโคนมนี้ เป็นอาชีพที่พ่อได้พระราชทานไว้ ดังนั้นเราจะสู้ต่อ เพื่อให้อาชีพอยู่คู่แผ่นดินไทย”
                      จากวันนั้นสหกรณ์โคนมพัทลุง จำกัด กลายเป็นแหล่งผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์นมพร้อมดื่มที่ใหญ่ที่สุดในภาคใต้ ภายใต้ยี่ห้อ “นมพัทลุง” มีหลากหลายผลิตภัณฑ์เลือกดื่ม นอกจากนี้ยังเป็นผู้ผลิตนมโรงเรียน ยูเอชที และพาสเจอร์ไรซ์ รวมไปถึงเครื่องดื่มนมสดและไอศกรีมนมสดอีกด้วย ทว่าวันนี้สหกรณ์โคนมพัทลุงได้ดำเนินการก้าวมาอีกขั้น เมื่อมีการลงนามบันทึกความร่วมมือ (เอ็มโอยู) ระหว่างองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) พัทลุง และวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีพัทลุงเพื่อสร้างฟาร์มโคนมต้นแบบบนเนื้อที่กว่า 200 ไร่ ภายใต้โครงการฟาร์มโคนมเฉลิมพระเกียรติในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี
                      จำนง นิลรัตน์ รองประธานสหกรณ์โคนมพัทลุง จำกัด ซึ่งรับผิดชอบการดำเนินโครงการกล่าวถึงความคืบหน้าระหว่างคณะผู้บริหารสำนักงานคณะกรรมการอาชีวศึกษา (สอศ.) นำสื่อมวลชนลงพื้นที่ โดยระบุว่าสหกรณ์โคนมพัทลุง จำกัด ถือกำเนิดขึ้นมาตั้งแต่ปี 2525 หลังจากผู้ว่าราชการจังหวัดในขณะนั้นมีแนวคิดที่จะพัฒนาด้านอาชีพโคนมให้แก่ประชาชนในจังหวัดเพื่อเป็นอาชีพที่สามารถสร้างรายได้ได้ทุกวัน จากนั้นก็เริ่มมีการส่งเสริมการเลี้ยงโคนมมาอย่างต่อเนื่อง ในช่วงแรกจะเป็นลักษณะเกษตรกรรายย่อยไม่กี่ราย เลี้ยงโคนมไม่เกิน 10 ตัว แต่ปัจจุบันมีสมาชิกกว่า 100 รายในเขตพื้นที่ จ.พัทลุง และจังหวัดใกล้เคียง มีโคนมอยู่ในเครือจ่ายประมาณ 400-500 ตัว มีน้ำนมดินส่งให้แก่สหกรณ์เฉลี่ยวันละ 10-12 ตัน
                      รองประธานสหกรณ์คนเดิมเผยต่อว่า ขณะนี้การปรับปรุงอาคารและพื้นที่มีการดำเนินการอย่างต่อเนื่องเพื่อให้เสร็จสมบูรณ์ใช้เป็นต้นแบบของฟาร์มโคนมมาตรฐานสากล เนื่องจากสถานที่ดังกล่าวมีความพร้อมมากทั้งสถานที่เลี้ยงโคนม แปลงปลูกหญ้าสำหรับใช้เป็นอาหารโค ขณะเดียวกันในส่วนการบริหารจัดการโคนมในฟาร์มและการสนับสนุนสมาชิกในเครือข่ายก็ดำเนินการอย่างต่อเนื่อง แม้ระยะเวลาดำเนินการมากว่า 2 ปีทางโครงการจะขาดทุนทุกปีแต่ก็ต้องดำเนินการต่อไปเพื่อผลประโยชน์ของสมาชิก
                      “ถึงตอนนี้โครงการลงทุนไปแล้วประมาณ 18 ล้าน  หากรวมซื้อโคด้วยก็ประมาณ 26 ล้าน เราไม่ใด้ทำเป็นธุรกิจ แต่เน้นการช่วยเหลือสมาชิก อย่างบางครอบครัวมีโคอยู่ 4 ตัวเมื่อมีลูกออกมา น้ำนมที่ได้ลูกโคกินหมด ทำให้ไม่มีรายได้เข้ามา จึงนำมาฝากเลี้ยงไว้กับทางโครงการ เราจะเลี้ยงลูกโคตัวนั้นไว้เมื่อเขาพร้อมเมื่อไหร่ก็มารับซื้อคืนได้  ทางโครงการก็จะคิดแค่ต้นทุนค่าเลี้ยงเท่านั้นเอง เพื่อต้องการช่วยเหลือสมาชิก” จำนงค์กล่าวและย้ำว่า
                      หากสมาชิกที่นำมาฝากเลี้ยงไม่ซื้อโคกลับคืนหรือทางโครงการไม่สามารถจำหน่ายให้แก่สมาชิกรายอื่นได้ก็จะนำมาขุนเพื่อผลิตน้ำนมดิมส่งให้สหกรณ์โคนมพัทลุง จำกัด ต่อไป ปัจจุบันทางโครงการมีโคสาวที่พร้อมรีดนมอยู่ประมาณ 4-5 ตัว และคาดว่าจะมีเพิ่มจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ
                      ด้าน วิสุทธิ์ ธรรมเพชร นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) พัทลุง กล่าวระหว่างเยี่ยมชมโครงการว่า ฟาร์มโคนมเฉลิมพระเกียรติในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี แห่งนี้ ถือเป็นโครงการต้นแบบการเลี้ยงโคนมครบวงจรที่มีการร่วมมือกันระหว่าง 3 หน่วยงาน ได้แก่ สหกรณ์โคนมพัทลุงจำกัด องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) พัทลุง และวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีพัทลุงเพื่อใช้เป็นสถานที่ฝึกงานของนักศึกษาสาขาปศุสัตว์ ถ่ายทอดเทคโนโลยีการเลี้ยงโคนมแก่สมาชิก ตลอดจนใช้เป็นแหล่งศึกษาดูงานและส่งเสริมท่องเที่ยวเชิงเกษตรของจังหวัดพัทลุงในอนาคตด้วย
                      “โครงการนี้เริ่มมาได้ประมาณ 2 ปีแล้ว มีวัตถุประสงค์เพื่อใช้เป็นสถานที่ฝึกงานของนักศึกษาระดับ ปวช. ปวส. สาขาปศุสัตว์ จากวิทยาลัยเกษตรทั่วภาคใต้ แหล่งเรียนรู้ของประชาชนที่สนใจเลี้ยงโคนมและเป็นแหล่งทดแทนโคนมของสมาชิก อนาคตก็จะพัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร” นายก อบจ.พัทลุง กล่าวย้ำ
                      นับเป็นอีกก้าวความสำเร็จในการผนึกกำลังของ 3 หน่วยงานเพื่อสืบสานอาชีพพระราชทานให้แก่เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมในพื้นที่ จ.พัทลุง และจังหวัดใกล้เคียงสืบไป
———————-
(ทำมาหากิน : พัทลุงเนรมิต ‘ฟาร์มโคนม’ ต้นแบบ แหล่งฝึกอาชีพเกษตรกรเลี้ยงโคนม : โดย…สุรัตน์ อัตตะ)

พลิกพื้นที่ 2 ไร่ทำสวนเกษตรพอเพียง สร้างรายได้ระหว่างเรียน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160303/223422.html

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันพฤหัสบดีที่ 3 มีนาคม 2559
พลิกพื้นที่ 2 ไร่ทำสวนเกษตรพอเพียง สร้างรายได้ระหว่างเรียน

ทำมาหากิน : พลิกพื้นที่ 2 ไร่ทำสวนเกษตรพอเพียง ‘เอกพงศ์’ สร้างรายได้ระหว่างเรียน : โดย…สุรัตน์ อัตตะ

                      การนำองค์ความรู้ด้านการเกษตรมาประยุกต์ใช้ในระหว่างเรียน เป็นอีกตัวอย่างความสำเร็จของนักศึกษาในระดับ ปวช.ปี 3 สาขาพืชศาสตร์ วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีพัทลุง “เอกพงศ์ ขุนทอง” อายุ 18 ปี เจ้าของรางวัลโครงการชีววิถีเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนปี 2558 แห่งบ้านควนกุฎ หมู่ 15 ต.ควนมะพร้าว อ.เมือง จ.พัทลุง ที่ปัจจุบันมีรายได้ระหว่างเรียนจากการพลิกฟื้นที่ประมาณ 2 ไร่เศษรอบๆ บ้านพักอาศัยทำเกษตรพอเพียงตามแนวพระราชดำริเกษตรทฤษฎีใหม่ มีรายได้เฉลี่ยวันละ 300-500 บาท หรือเดือนละไม่ต่ำกว่า 2 หมื่น นำมาใช้เป็นทุนการศึกษาและช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายในครอบครัวได้เป็นอย่างดี
                      ไม่ใช่เด็กกำพร้าพ่อแม่แต่ก็ไม่ต่างกันเมื่อเอกพงศ์ต้องอาศัยอยู่กับคุณปู่สุดใจ ขุนทอง มาตั้งแต่เล็ก เมื่อพ่อและแม่จำต้องมาต่อสู้ชีวิตในเมืองหลวงด้วยอาชีพค้าขายผลไม้ ไม่ได้กลับบ้านเกิดตั้งแต่นั้นมา  จากจุดนี้เองทำให้เขาได้เรียนรู้สั่งสมประสบการณ์การทำเกษตรที่ได้รับการถ่ายทอดจากผู้เป็นปู่อย่างเต็มที่ แต่หลังจากที่ปู่มีอุบัติเหตุจนทำให้ต้องเสียขาไปข้างหนึ่ง ไม่สามารถทำงานได้ตามปกติ ภาระจึงตกแก่เอกพงศ์ในการหาเงินเลี้ยงครอบครัวและดูแลตัวเองด้วย
                      “หนึ่งในกิจกรรมของปู่คือการตอนกิ่งมะนาวขาย จึงเรียนรู้จากการเป็นลูกมือของปู่และผมได้ค่าจ้างจากการเอากิ่งตอนปลูกใส่ถุงกิ่งละบาท มีอยู่ครั้งหนึ่งผมอยากได้เงินก้อนจึงไปขอปู่ แกบอกว่าเงินก้อนไม่มี ถ้าจะเอาก็เอาลูกมะนาวและกิ่งตอนไปขายเอาเอง” เอกพงศ์ย้อนอดีตให้ฟัง จากนั้นเปลี่ยนจากการเป็นลูกมือคุณปู่มาเป็นผู้ปฏิบัติเอง เริ่มจากการตอนกิ่งมะนาวโดยใช้มะนาวพันธุ์ทูลเกล้าและแป้นพวงที่ปลูกในวงบ่อ ก่อนขยายมาทำเลี้ยงเป็ด เลี้ยงไก่ไข่ เลี้ยงปลา เลี้ยงแพะและเลี้ยงสุกร พร้อมกับพลิกพื้นที่รอบบ้านเป็นสวนสมรมปลูกทุกอย่างที่กิน กินทุกอย่างที่ปลูก เหลือจากรับประทานกินก็เอาไปจำหน่ายในตลาดหมู่บ้านและใกล้เคียง
                      ผลจากการซึมซับวิถีเกษตรมาตั้งแต่เด็กหลังจากจบมัธยมปลายจากโรงเรียนพัทลุงพิทยาคม จากนั้นจึงเขาศึกษาต่อในระดับ ปวช.ที่วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีพัทลุง เนื่องจากอยู่ใกล้บ้าน ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ที่สำคัญยังได้สานต่อกิจกรรมเกษตรพอเพียง ซึ่งเป็นช่องทางเดียวในการหารายได้เลี้ยงครอบครัว หลังคุณปู่ประสบปัญหาขาพิการไม่สามารถทำงานต่อไปได้ ขณะเดียวกันยังเป็นการนำองค์ความรู้การเกษตรสมัยใหม่ที่ได้จากการเรียนในวิทยาลัยมาปรับใช้ในการทำเกษตรที่บ้านด้วย จึงไม่แปลกสวนสมรมเกษตรพอเพียงที่บ้านเอกพงศ์จึงเต็มไปด้วยเกษตรกรรมจากภูมิปัญญาและเกษตรกรสมัยใหม่ที่นำมาประยุกต์ใช้อย่างสอดคล้องและลงตัว
                      “ถ้ามีโอกาสผมจะเรียนต่อในระดับที่สูงขึ้นไปเรื่อยๆ และก็ตั้งใจว่าหากเรียนจบมาก็จะมาพัฒนาสวนเกษตรที่บ้านนี่แหละ จะไม่ไปไหน ไม่ไปเป็นลูกจ้างใคร เพราะคิดว่าสุดท้ายก็ต้องกลับมาอยู่บ้านอยู่ดี แล้วเรามาเริ่มต้นที่บ้านตั้งแต่วันนี้ไม่ดีกว่าหรือ ถ้าถามความคิดของผมตอนนี้ก็ต้องบอกว่าอยากให้คนที่เรียนเกษตรกลับมาทำเกษตรที่บ้านตนเองมากที่สุด มาเริ่มทำจากพื้นที่เล็กๆ แล้วค่อยๆ ขยับขยายต่อไป ที่สำคัญได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตากับคนในครอบครัวด้วย” เอกพงศ์กล่าวย้ำ
                      อ.จรูญ รงครัตน์ หัวหน้าแผนกวิชาพืชศาสตร์ วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีพัทลุง สำนักงานคณะกรรมการอาชีวศึกษา (สอศ.) ซึ่งเป็นอาจารย์ที่ปรึกษายอมรับว่าเอกพงศ์เป็นเด็กที่ขยันอดทนและเชื่อฟังครูบาอาจารย์ แม้จะเรียนไม่เก่ง หลังว่างจากการเรียนก็จะมาทำงานที่บ้านทันที เนื่องจากระยะห่างจากบ้านกับวิทยาลัยอยู่ไม่ไกลมากนัก ขณะเดียวกันที่บ้านของเอกพงศ์ทางวิทยาลัยก็จะใช้เป็นสถานที่ดูงานของคณะที่มาเยี่ยมชมวิทยาลัยด้วย บางครั้งที่ได้รับคำแนะนำ ติชมจากผู้ที่มาเยี่ยมชมการทำเกษตรพอเพียงที่บ้าน เอกพงศ์ก็จะนำมาปรับปรุงแก้ไขเพื่อให้มีความสมบูรณ์มากขึ้น
                      “วิทยาลัยได้สนับสนุนเขาอยู่ 2 โครงการ คือ โครงการชีววิถีเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน และโครงการของ มกอช.สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ โดยให้เงินทุนมาสนับสนุนโครงการร่วมกับวิทยาลัย” อาจารย์ที่ปรึกษาคนเดิมกล่าว พร้อมย้ำว่า วิทยาลัยพยายามให้นักศึกษาทุกคนดูแบบอย่างของเอกพงศ์ ขุนทอง ในการดำเนินชีวิตระหว่างการศึกษาว่าจะต้องมีพื้นที่ปฏิบัติจริงควบคู่กันไปด้วย เพื่อจะนำความรู้ที่ได้นำไปทดลองปฏิบัติจริงในพื้นที่ของเราเอง
                      ปัจจุบันสวนเกษตรพอเพียงของเอกพงศ์นอกจากสร้างรายได้ให้ตนเองและครอบครัวแล้วยังเป็นแหล่งเรียนรู้ศึกษาดูงานของผู้สนใจทั้งในพื้นที่และต่างถิ่นไม่เว้นแต่ละวัน ล่าสุดได้รับรางวัลโครงการชีววิถีเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนระดับประเทศประจำปี 2558 สนใจเยี่ยมชมสวนติดต่อเจ้าของสวนโดยตรงโทร.08-7630-6465 หรือวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีพัทลุง ในวันและเวลาราชการ
———————-
(ทำมาหากิน : พลิกพื้นที่ 2 ไร่ทำสวนเกษตรพอเพียง ‘เอกพงศ์’ สร้างรายได้ระหว่างเรียน : โดย…สุรัตน์ อัตตะ)

หนักเอาเบาสู้ : วิศวกร…เกษตรอินทรีย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160303/223421.html

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันพฤหัสบดีที่ 3 มีนาคม 2559
หนักเอาเบาสู้ : วิศวกร...เกษตรอินทรีย์

หนักเอาเบาสู้ : วิศวกร…เกษตรอินทรีย์ : โดย…โต๊ะข่าวเกษตร

                      จบวิศวะแต่ไปปลูกผัก จะไปรอดหรือไม่? คำถามเหล่านี้เกิดขึ้นบ่อยครั้งจากคนใกล้ชิดและเพื่อนๆ ทั้งของอภิชาต ศุภจรรยารักษ์ และศิริพรรณ คำแน่น สามีภรรยา ซึ่งจบปริญญาโทแต่เลือกทำเกษตรอินทรีย์แทนการเป็นมนุษย์เงินเดือน และ 2 ปีที่ล้มลุกคลุกคลานกว่าจะพากันข้ามผ่านอุปสรรคไม่ง่ายเลย
                      ทันทีที่จบการศึกษาปริญญาโท สาขาวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี อภิชาต หรือเน ในวัย 30 ปีเศษ เลือกจะไม่กรอกใบสมัครงานด้วยเหตุผลอยากมีอาชีพอิสระ และมองว่าอาชีพเกษตรกรเหมาะกับตัวเองมากที่สุด ขณะที่ศิริพรรณ คำแน่น หรือฝน วัย 29 ปีภรรยา จบปริญญาโทสาขาเดียวกัน เข้าสู่วงเวียนมนุษย์เงินเดือนต่อมาเมื่อแต่งงานจึงเดินตามฝันไปกับสามี
                      เริ่มต้นจากการปลูกหญ้าเนเปียร์ขายพร้อมปลูกผักสลัดแปลงเล็กๆ ทว่าไม่ประสบผลสำเร็จ นำมาซึ่งความผิดหวังเล็กๆ แต่ทั้งคู่ก็ไม่ได้ท้อแท้กลับเดินหน้าต่อ ทำให้ได้มาพบกับ สมประสงค์ นาคดี หัวหน้ากลุ่มชุมชนป่าละอู อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งทำเกษตรอินทรีย์ จึงเข้าร่วมเป็นสมาชิกกลุ่ม ช่วยกันผลิตพืชผักอินทรีย์ส่งขายให้พ่อค้าคนกลางและบริษัทต่างๆ
                      ต่อมาเมื่อสมประสงค์ ได้รู้จักอรุษ นวราช ผู้บริหารสามพราน ริเวอร์ไซด์ ผู้ริเริ่มโครงการสามพรานโมเดล ที่มุ่งส่งเสริมให้เกษตรกรหันมาทำเกษตรอินทรีย์ ทำให้ชุมชนป่าละอูเข้าเป็นเครือข่ายของโครงการ ขายผลผลิตตรงกับผู้บริโภคโดยไม่ต้องผ่านพ่อค้าคนกลาง ทุกอย่างเริ่มดีขึ้นเรื่อยๆ ชีวิตเริ่มมีหวัง
                      “ทำให้ผมมองเห็นอนาคต เห็นช่องทางตลาด เพราะผมไม่เคยเจอพ่อค้าที่บอกให้ลูกค้ากำหนดราคาเอง และรับซื้อแบบประกันราคาทั้งปี แต่โครงการนี้ให้โอกาสเกษตรกร”
                      ปัจจุบันบนเนื้อที่ 1 งานเขียวขจีไปด้วยพืชผักชิดต่างๆ โดยเฉพาะผักสลัด ซึ่งนอกจากส่งเข้าห้องครัวโรงแรมสามพราน ริเวอร์ไซด์แล้ว ส่วนหนึ่งนำมาจำหน่ายที่ตลาดสุขใจ จ.นครปฐม ในวันเสาร์-อาทิตย์ ส่วนกำลังการผลิตอยู่ที่ 30-40 กิโลกรัมต่อสัปดาห์ รายได้ต่อเดือนเฉลี่ย 1.2 หมื่นบาท
                      อย่างไรก็ตาม แม้ตัวเลขรายได้จะน้อยกว่ามนุษย์เงินเดือน แต่รายจ่ายก็ไม่มาก ยิ่งเมื่อเทียบกับสิ่งที่ได้รับ พวกเขาบอกว่าคุ้มมากที่ตัดสินใจมาทำเกษตรอินทรีย์ ตั้งเป้าว่าจะผลิตให้ได้ 100 กก.ต่อสัปดาห์ สำหรับในอนาคตตั้งใจไว้ว่าจะเอาดีด้านผักสลัดแทนการปลูกผักชนิดอื่น ทั้ง แรดิช หัวไชเท้าฝรั่ง สวิสชาร์ด ซึ่งเป็นพืชที่ดีมีคุณประโยชน์อันดับหนึ่งของโลก
———————-
(หนักเอาเบาสู้ : วิศวกร…เกษตรอินทรีย์ : โดย…โต๊ะข่าวเกษตร)

แปรรูปข้าวสู่ผลิตภัณฑ์ เสริมแกร่ง ‘โรงสี’ สู้ตลาด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160302/223363.html

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันพุธที่ 2 มีนาคม 2559
แปรรูปข้าวสู่ผลิตภัณฑ์ เสริมแกร่ง 'โรงสี' สู้ตลาด

ทำมาหากิน : แปรรูปข้าวสู่ผลิตภัณฑ์ เสริมแกร่ง ‘โรงสี’ สู้ตลาด : โดย…ธานี กุลแพทย์

                      สภาวะตลาดที่เปลี่ยนไปตามเศรษฐกิจประเทศ ทำให้กิจการโรงสีข้าวของ สุทิน กองทอง ที่ต่อสู้ชีวิตจากพนักงานก้าวสู่การเป็นผู้ประกอบการ จำต้องปรับกลยุทธ์โรงสีตาม ทั้งเสริมแกร่งด้วยแปรรูปข้าวเป็นผลิตภัณฑ์ และขอรับการสนับสนุนจากภาครัฐ มุ่งขยายตลาดที่มั่นคงในอนาคต
                      สุทิน กองทอง กรรมการผู้จัดการโรงสีข้าวเกริก เล่าว่า อดีตเป็นพนักงานโรงสีข้าว ก่อนผันตัวมาเป็นเจ้าของธุรกิจในปี 2526 ด้วยการสีข้าวเหนียวส่งขายจังหวัดใกล้เคียง กระทั่งปี 2549 จึงมาทำโรงสีข้าวออร์แกนิกที่ได้รับการรับรองตามมาตรฐาน GMP, HACCP แต่ด้วยตลาดขยายตัวน้อยมาก จึงเปลี่ยนมาส่งเสริมการปลูกข้าวญี่ปุ่น และสีข้าวญี่ปุ่นแทน ทั้งต่อยอดธุรกิจด้วยนำรำข้าวหอมนิลและข้าวญี่ปุ่นมาสกัดเย็น แปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อาหารเสริมความงาม แบรนด์ “ถาดทอง” ส่งขายทั้งในและต่างประเทศ มียอดขายเติบโต 5-10% ต่อปี
                      ด้วยวิสัยทัศน์ที่ไม่หยุดนิ่งของสุทิน จึงได้รับความช่วยเหลือจากกระทรวงอุตสาหกรรม ส่งทีมที่ปรึกษาให้คำแนะนำเพื่อลดต้นทุนการผลิตมุ่งแข่งขันได้ในตลาดค้าข้าวและผลิตภัณฑ์แปรรูป โดยเฉพาะรองรับการเปิดเสรีอาเซียน ล่าสุด กระทรวงอุตสาหกรรม นำโดย นายประสงค์ นรจิตร์ หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงอุตสาหกรรม พร้อมคณะสื่อมวลชน ลงพื้นที่เยี่ยมกิจการโรงสีข้าวเกริก ซึ่งตั้งอยู่ 136 หมู่ 12 ต.ป่าอ้อดอนชัย อ.เมือง จ.เชียงราย
                      สุทิน บอกว่า โรงสีจะรับซื้อข้าวจากเกษตรกรที่ทำคอนแทร็กฟาร์มมิ่ง กับโรงสี โดยทางโรงสีได้จัดหาเมล็ดพันธุ์ข้าวญี่ปุ่น ปุ๋ย-ยาปราบศัตรูพืช นักวิชาการ ประกันราคา รับซื้อผลผลิต ซึ่งมี 500-700 ครอบครัว พื้นที่ 4,000 ไร่ ผลผลิตเฉลี่ยต่อไร่ 800-1,200 กิโลกรัม ราคาจำหน่าย 40-42 บาทต่อกิโลกรัม มียอดขาย 6-10 ล้านบาทต่อปี มีตลาดส่งออกอยู่ที่ออสเตรเลีย และอยู่ระหว่างการพัฒนาตลาดอื่นๆ โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์แปรรูปจากรำข้าว
                      ความแข็งแกร่งของโรงสีข้าวเกริกเพิ่มขึ้นไปอีก เมื่อเข้าร่วมโครงการพัฒนาขีดความสามารถแข่งขันของอุตสาหกรรมแปรรูปการเกษตรในภูมิภาค (One Province One Agro-Industrial Product) OPOAI จำนวน 1 แผนงาน คือ แผนงานที่ 4 การลดต้นทุนพลังงาน มีเป้าหมายต้องการผลิตสินค้าที่ดีมีคุณภาพให้แก่ลูกค้า เนื่องจากแรงงานเป็นปัญหาใหญ่ เพราะคนที่ทำนาในปัจจุบันอายุ 40 ปีขึ้นไป จึงต้องหาวิธีการลดต้นทุน และจากการที่ปรึกษาได้เข้าสำรวจสภาพปัจจุบันพบว่า มีการใช้พลังงานมาก และยังไม่มีมาตรการลดต้นทุน
                      ทีมที่ปรึกษาจึงเสนอ 3 มาตรการประหยัดพลังงาน คือ 1.จัดเวลาใช้งานเครื่องจักรเพื่อลดค่าใช้จ่ายไฟฟ้า 2.ปรับปริมาณอากาศที่ใช้เผาไหม้เชื้อเพลิงให้เหมาะสมของเตาเผาที่ใช้อบแห้งข้าว และ 3.เปลี่ยนขนาดเครื่องจักรต้นกำลังให้เหมาะสมกับงาน
                      “ผลการดำเนินมาตรการ ช่วยลดค่าไฟฟ้าของโรงสีได้ถึง 1,115,156.00 บาทต่อปี คิดเป็นร้อยละ 19.96 ของค่าใช้จ่ายด้านพลังงานทั้งหมด” เจ้าของโรงสีแจง
                      ด้าน นายประสงค์ นรจิตร์ กล่าวว่า โครงการ OPOAI เริ่มปี 2550 มุ่งพัฒนาขีดความสามารถการแข่งขันให้แก่สถานประกอบการ เพื่อลดต้นทุน, เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตให้ได้รับมาตรฐาน, กำหนดให้มีกลยุทธ์ขับเคลื่อนการตลาด และสร้างมูลค่าเพิ่มให้ผลิตภัณฑ์ อันเป็นการบูรณาการร่วมกันของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐ เอกชน สถาบันการศึกษา เพื่อให้สถานประกอบการแข่งขันได้อย่างมั่นคง และยั่งยืน
———————–
(ทำมาหากิน : แปรรูปข้าวสู่ผลิตภัณฑ์ เสริมแกร่ง ‘โรงสี’ สู้ตลาด : โดย…ธานี กุลแพทย์)

ชมพูพันธุ์ทิพย์บานสะพรั่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160302/223365.html

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันพุธที่ 2 มีนาคม 2559
ชมพูพันธุ์ทิพย์บานสะพรั่ง

รู้มา เล่าไป : ชมพูพันธุ์ทิพย์บานสะพรั่ง : โดย…ดลมนัส กาเจ

                      เปิดเรียบร้อยแล้วครับ งาน “เทศกาลชมพูพันธุ์ทิพย์บานสะพรั่ง” ในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน จ.นครปฐม โดยมี รศ.ดร.วิโรจ อิ่มพิทักษ์ นายกสภามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เป็นประธานเปิดงาน เมื่อ 4 วันก่อน โดยมี ดร.จงรัก วัชรินทร์รัตน์ รักษาการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และผู้บริหาร ร่วมอย่างคับคั่ง
                      การจัดงาน “เทศกาลชมพูพันธุ์ทิพย์บานสะพรั่ง” ครั้งนี้ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน ร่วมกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานสมุทรสงคราม และสำนักงานท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดนครปฐม ได้ร่วมจัดขึ้นมา โดยปัจจุบันทางการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยได้บรรจุอุโมงค์ชมพูพันธุ์ทิพย์ ณ ถนนวัฒนา เสถียรสวัสดิ์แห่งนี้ ไว้ในปฏิทินการท่องเที่ยวของประเทศไทยด้วย ถือเป็นการสอดคล้องตามนโยบาย Green University หรือมหาวิทยาลัยสีเขียว ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ส่วนกิจกรรมในการให้บริการแก่นักท่องเที่ยวนั้น หลากหลายมากครับ อาทิ การจัดบริการรถไบโอดีเซล นำเที่ยวถนนชมพูพันธุ์ทิพย์และชมศูนย์การเรียนรู้ต่างๆ ภายในวิทยาเขตกำแพงแสน ตามโครงการเที่ยวไม่ไกลไปกำแพงแสน การจัดบริการรถจักรยานเพื่อให้ยืมปั่นชมความงามตลอดเส้นทาง การจำหน่ายของที่ระลึก และต้นชมพูพันธุ์ทิพย์ เพื่อนำไปเป็นที่ระลึกและนำไปปลูก นอกจากนี้นิสิตและบุคลากรของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสนทุกคน ร่วมกันเป็นเจ้าภาพในการต้อนรับนักท่องเที่ยวผู้มาเยือนอีกด้วย
                      ต้นชมพูพันธุ์ทิพย์ หรือตาเบบูญ่าสีชมพู (Pink Trumpet) บนถนนชมพูพันธุ์ทิพย์ มาจากวิสัยทัศน์ของ ศ.ระพี สาคริก อธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์คนที่ 7 และ ศ.ดร.วัฒนา เสถียรสวัสดิ์ รองอธิการบดีวิทยาเขตกำแพงแสนคนแรก ได้มีนโยบายเรื่องการปลูกต้นไม้ใหญ่เพื่อบังลม และเพื่อความร่มรื่นสวยงาม โดยปลูกทั้งสองฟากถนนต่างๆ ในวิทยาเขตกำแพงแสน คือ ต้นชมพูพันธุ์ทิพย์ (Tabebuia rosea Dc.)
                      สำหรับต้นชมพูพันธุ์ทิพย์ที่ว่านี้ ศ.ระพี นำมาจากประเทศสิงคโปร์ และมีการปลูกในปี พ.ศ.2520 ตั้งแต่ประตูทางเข้าถนนชลประทาน ผ่านหน้าโรงเรียนสาธิตฯ ไปสุดท้ายด้านหลังแปลงปลูกอ้อยของภาควิชาพืชไร่ คณะเกษตร กำแพงแสน ติดถนนจันทรุเบกษา
                      ที่ผ่านมามีการดูแล ปลูกซ่อมแซมทดแทนมาโดยตลอด ปัจจุบันมีต้นชมพูพันธุ์ทิพย์บนถนนวัฒนา เสถียรสวัสดิ์ ทั้งสิ้น 407 ต้น ขึ้นเรียงรายตลอดแนวทางยาว 2.8 กิโลเมตร บนถนนวัฒนา เสถียรสวัสดิ์ (ชมพูพันธุ์ทิพย์) มาถึงปีนี้มีอายุ 38 ปี
                      หากใครไปสัมผัสจะพบว่าถนนเส้นนี้ถือเป็นถนนสายสีชมพูที่สวยที่สุดของประเทศไทย ทางมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ขอเชิญประชาชนร่วมงานเทศกาลชมพูพันธุ์ทิพย์บานสะพรั่งที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน จนถึงวันที่ 6 มีนาคม 2559 ครับ
———————–
(รู้มา เล่าไป : ชมพูพันธุ์ทิพย์บานสะพรั่ง : โดย…ดลมนัส กาเจ)

ปลูกองุ่นแบบ ‘ก้างปลา’ ลดต้นทุน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160302/223366.html

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันพุธที่ 2 มีนาคม 2559
ปลูกองุ่นแบบ 'ก้างปลา' ลดต้นทุน

เกษตรกรคนเก่ง : ปลูกองุ่นแบบ ‘ก้างปลา’ ลดต้นทุน : โดย…กวินทรา ใจซื่อ

                      ไม้ผลเศรษฐกิจที่เกษตรกรนิยมปลูกหนึ่งในนั้นคือ องุ่นไร้เมล็ด เพราะให้ผลผลิตคุ้มค่า ใช้เวลาปลูกไม่นาน ขายได้ราคา มีกลุ่มผู้บริโภคมาก ดังสวนของ นางปานนภา ปาซ่อนกลิ่น ชาว อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา ที่ปลูกพันธุ์แบล็คโอปอล รับประทานผลสด
                      เดิมปานนภาทำสวนน้อยหน่า มะขามหวาน มะม่วง และไม้ผลอื่นๆ แต่ประสบปัญหาเรื่องราคา เพราะช่วงที่ผลผลิตของสวนอื่นๆ ออกมาพร้อมกัน ทำให้ขายไม่ได้ราคา จนเห็นเพื่อนเกษตรกรในพื้นที่ปลูกองุ่นขาย จึงสนใจพร้อมซื้อกิ่งพันธุ์มาปลูกในพื้นที่ 2 ไร่
                      “แรกๆ ถือว่าปลูกยาก เพราะมีปัญหาเชื้อราน้ำค้าง เพลี้ยไฟ ต้องดูแลใกล้ชิดโดยใช้สารอินทรีย์ ทั้งยาสูบ สะเดา พืชสมุนไพรเพื่อไล่แมลง ตามที่เจ้าหน้าที่กรมวิชาการเกษตร แนะนำ เพราะต้องการเน้นการผลิตแบบอินทรีย์ ปลอดสารพิษ”
                      อีกทั้งได้เดินทางศึกษาดูงานนำเทคนิคการปลูกองุ่นแบบก้างปลา หลังจากมีผู้ให้คำแนะนำว่าจะให้ผลผลิตสูงและลดต้นทุน จากนั้นจึงนำความรู้ที่ได้มาปรับใช้ในสวน
                      “จากเดิมปลูกในโรงเรือนยาว 45 เมตร ปลูก 40 ต้น ให้ผลผลิตราว 200 กิโลกรัม เมื่อปลูกแบบก้างปลาในโรงเรือนเดิม ตัดต้นองุ่นเหลือเพียง 7 ต้น พบว่าผลผลิตได้มากกว่า 350 กิโลกรัม เดิมต้องจ้างคนงาน 14 คนดูแล ตอนนี้ใช้เพียงแรงงานในครอบครัวดูแลทั้งตัดกิ่ง เก็บกิ่ง แต่งกิ่ง ใส่ปุ๋ย บำรุงต้นอื่นๆ ให้เสร็จเพียงวันเดียว ทำให้ลดค่าจ้างแรงงานได้ครั้งละ 5,000 บาท”
                      โดยที่สวนของเธอจะเน้นผลผลิตที่ครบอายุเก็บเกี่ยว เมื่อเก็บผลผลิตแล้วจะพักต้นงดให้น้ำ 20 วัน เพื่อบังคับให้ออกดอก จากนั้นจึงให้น้ำ ใส่ปุ๋ย บำรุงต้น โดยผลผลิตจะโตเต็มที่ใน 120 วัน จึงเก็บผลผลิตได้ตามออเดอร์ของลูกค้า ในราคากิโลกรัมละ 250 บาท
                      “จะทยอยตัดองุ่นตามคำสั่งซื้อของลูกค้า เพื่อให้องุ่นเข้าสีเองตามธรรมชาติและสุกคาต้น องุ่นจึงจะมีรสหวาน กรอบ อร่อยตามธรรมชาติ ถือเป็นมาตรฐานที่เราใช้ควบคุมการผลิตให้ได้คุณภาพ”
                      ผู้สนใจจะเที่ยวชมสวน และหาความรู้การปลูกองุ่น ไปได้ที่สวนคุณปาน เลขที่ 8/3 หมู่ 6 บ้านคลองเดื่อ ต.หมูสี อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา โทรศัพท์สอบถามได้ 08-9081-4679
———————–
(เกษตรกรคนเก่ง : ปลูกองุ่นแบบ ‘ก้างปลา’ ลดต้นทุน : โดย…กวินทรา ใจซื่อ)

‘พลังคู่กะเทาะล้างทรีอินวัน’ นวัตกรรมตอบสนองชุมชน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160301/223296.html

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันอังคารที่ 1 มีนาคม 2559
'พลังคู่กะเทาะล้างทรีอินวัน' นวัตกรรมตอบสนองชุมชน

ทำมาหากิน : ‘พลังคู่กะเทาะล้างทรีอินวัน’ นวัตกรรมตอบสนองชุมชน : โดย…พรนภา สวัสดี

                      ด้วยความคิดที่สร้างสรรค์และอยากจะช่วยแก้ปัญหาให้คนในชุมชนกับผลงานนวัตกรรมเด่นพลังคู่กะเทาะล้าง 3 in 1 ของนักเรียนโรงเรียนกาญจนดิษฐ์ อ.กาญจนดิษฐ์ จ.สุราษฎร์ธานี ที่ต้องการพัฒนาให้สิ่งประดิษฐ์มีประสิทธิภาพ และร่วมอนุรักษ์พลังงาน ซึ่งเป็นผลงานนวัตกรรม 1 ในกว่า 300 ผลงานที่นำมาจัดแสดงในงานวันนักประดิษฐ์ประจำปี 2559 ระหว่างวันที่ 2-6 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ณ ไบเทค บางนา
                      นันทิดา นวลเสน่ห์ หนึ่งในทีมนักประดิษฐ์รุ่นใหม่เจ้าของผลงาน พลังคู่กะเทาะล้าง 3 in 1 เล่าถึงที่มาของงานชิ้นนี้ว่า เกิดจากการที่ชาวบ้านส่วนใหญ่ใน อ.กาญจนดิษฐ์ ประกอบอาชีพการทำกุ้งแห้งและการทำไข่เค็มซึ่งเป็นอาชีพที่มีชื่อเสียง แต่ด้วยวิธีการทำที่มีความยุ่งยาก บวกกับส่งผลต่อปัญหาหลายอย่าง ทำให้เกิดความคิดที่จะเข้ามาช่วยแก้ปัญหาตรงนี้ โดยวิธีการที่ชาวบ้านใช้ทำกุ้งแห้ง คือ การนำตัวกุ้งที่ตากแห้งแล้วมาใส่ในถุงผ้าป่านแล้วฟาดขึ้นลงกับพื้น ซึ่งวิธีการนี้ทำให้เกิดผลกระทบตามมาหลายอย่าง อาทิ ตัวกุ้งไม่สะอาด ขาดเป็นท่อน การทำต้องใช้ระยะเวลานาน ด้วยลักษณะที่ต้องก้มต้องเงยอยู่บ่อยครั้งทำให้ชาวบ้านเกิดอาการปวดกล้ามเนื้อ
                      “เครื่องมือขนาดเล็กที่สามารถผลิตใช้ในครัวเรือน มีราคาต่ำและมีประสิทธิภาพ เครื่องพลังคู่กะเทาะล้าง 3 in 1 ช่วยแก้ปัญหาให้ชาวบ้านกาญจนดิษฐ์ได้” หนึ่งในทีมนักประดิษฐ์รุ่นใหม่แจง
                      สำหรับสิ่งประดิษฐ์พลังคู่กะเทาะล้าง 3 in 1 ประกอบไปด้วยชุดเครื่องล้างไข่เค็มที่สามารถล้างหอยแครงได้ และชุดกะเทาะเปลือกกุ้งแห้ง ยังสามารถกะเทาะเปลือกถั่วลิสงได้อีกด้วย สิ่งประดิษฐ์เพียงหนึ่งชิ้นที่สามารถใช้งานได้หลายรูปแบบ โดยพลังคู่กะเทาะล้าง 3 in 1 เป็นเครื่องมือที่อาศัยพลังงานกลจากการหมุนสว่านมือ ที่ทำให้สามารถทำงานพร้อมกันได้ทั้ง 2 ชุด ในเวลาเพียงไม่กี่วินาที โดยชุดกะเทาะเปลือกกุ้งแห้งมีการติดตั้งใบพัดขวดน้ำพลาสติกเอาไว้ที่หม้อนึ่งซึ้งชั้นที่ 2 เมื่อหมุนสว่านมือจะทำให้ชุดซี่ตีหมุนมาเจอกับตัวกุ้ง กะเทาะตัวกุ้งและหัวกุ้งแยกออกจากกัน จากการหมุนทำให้เกิดแรงลมช่วยปัดกวาดเศษหัวและเปลือกกุ้งที่ไม่ได้ใช้ให้ตกลงสู่ด้านล่าง
                      นันทิดา เล่าว่า จากการเข้าแข่งขันในงานของสำนักงานคณะกรรมวิจัยแห่งชาติ (วช.) ในครั้งที่ผ่านมา คณะกรรมการได้ให้คำแนะว่ามีพลังงานส่วนหนึ่งที่เกิดขึ้นแต่ไม่ได้ถูกนำมาใช้ จึงเกิดความคิดต่อยอดนำพลังงานตรงนั้นมาใช้ในส่วนของเครื่องล้างไข่เค็มที่ประดิษฐ์ขึ้น เพื่่อลดการสูญเสียพลังงานไปโดยสูญเปล่าเพื่อเป็นการร่วมอนุรักษ์พลังงาน โดยพลังงานในส่วนที่เหลือจะส่งมาทางสเตอร์ผ่านโซ่กำลัง ส่งมายังชุดเครื่องล้างไข่เค็ม ทำให้ชุดเครื่องล้างไข่เค็มทำงานใน 1 ครั้งสามารถล้างไข่เค็มได้ถึง 7 ฟอง ใช้ระยะเพียงแค่ 8 วินาที ส่วนระบบน้ำล้างสามารถใช้น้ำในการล้างได้มากกว่า 10 ครั้ง ด้วยเพราะเป็นระบบน้ำหมุนเวียน ทำให้การปล่อยน้ำทิ้ง เมื่อผ่านตัวกรองแล้วสามารถสูบน้ำกลับขึ้นมาใช้ใหม่ได้
                      “โดยปกติส่วนใหญ่วิธีการล้างไข่เค็มด้วยการใช้แรงคนนั้นต้องใช้ระยะเวลานานพอสมควรกว่าจะล้างดินที่พอกไข่เค็มออกได้สะอาด ซึ่งวิธีการที่ได้จากเครื่องพลังคู่กะเทาะล้าง 3 in 1 นี้ สามารถประหยัดพลังงานคนได้ถึง 7 เท่า” นักประดิษฐ์รุ่นใหม่แจงพร้อมบอกว่า
                      จากการที่นำเครื่องพลังคู่กะเทาะล้าง 3 in 1 นี้ ไปให้ชาวบ้านในชุมชนที่หมู่บ้านปากกะแดะ ปรากฏว่าได้รับผลตอบรับที่ดี ชาวบ้านมีความพึงพอใจเครื่องนี้มาก เพราะช่วยลดปัญหาการปวดกล้ามเนื้อ ลดระยะเวลาการทำและได้ผลผลิตที่มากขึ้น
                      อย่างไรก็ตามผลงานสิ่งประดิษฐ์ใหม่ๆ จากเยาวชนที่มีความคิดสร้างสรรค์ สามารถช่วยแก้ปัญหาให้คนในชุมชนท้องถิ่นตนเองได้ เป็นผลงานที่ช่วยร่วมอนุรักษ์พลังงานถือเป็นสิ่งที่น่าชื่นชมและให้การสนับสนุน
————————-
(ทำมาหากิน : ‘พลังคู่กะเทาะล้างทรีอินวัน’ นวัตกรรมตอบสนองชุมชน : โดย…พรนภา สวัสดี)

งานวิจัยขายได้ที่คลองผดุงฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160301/223295.html

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันอังคารที่ 1 มีนาคม 2559
งานวิจัยขายได้ที่คลองผดุงฯ

เส้นทางอาชีพ : งานวิจัยขายได้ที่คลองผดุงฯ : โดย…สุรัตน์ อัตตะ surat_a@nationgroup.com

                      เมื่อก่อนมักมองกันว่า งานวิจัยเป็นของสูง อยู่แต่บนหิ้งจับต้องไม่ได้ ไม่ก็เป็นผลงานนวัตกรรมที่สลับซับซ้อนรับรู้กันในหมู่นักวิชาการหรือผู้ที่เกี่ยวข้องเท่านั้น คนทั่วไปมักเข้าใจยาก แต่ปัจจุบันกลับตรงกันข้าม เมื่อผู้บริหารหน่วยงานวิจัยของประเทศอย่างสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) และเครือข่ายองค์กรบริหารงานวิจัยแห่งชาติ (คอบช.) ร่วมกับกระทรวงพลังงาน ได้สนองนโยบายรัฐบาลด้วยการนำผลงานวิจัยและสิ่งประดิษฐ์มาแปลงเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อชุมชน สังคมและประเทศไทยมาอย่างต่อเนื่อง
                      เป็นที่น่ายินดี ที่ วช.และ คอบช.ร่วมกับกระทรวงพลังงาน ได้พร้อมใจกันจัดโครงการตลาดนัดชุมชน ณ คลองผดุงกรุงเกษม ข้างทำเนียบรัฐบาลตามนโยบายของรัฐบาล เพื่อเปิดพื้นที่ค้าขายสำหรับเกษตรกรและผู้ประกอบการรายย่อย โดยเน้นการส่งเสริมสินค้าและผลิตภัณฑ์และบริการของขายในด้านต่างๆ ระหว่างวันที่ 5-27 มีนาคม 2559 เพื่อให้นักวิจัยและนักประดิษฐ์ ที่มีผลิตภัณฑ์จากผลการวิจัย ผลงานประดิษฐ์คิดค้นที่มีความพร้อมในการขายผลิตภัณฑ์ ได้นำมาเสนอและขายผลิตภัณฑ์ให้แก่ประชาชนที่เข้าชมงาน
                      สุกัญญา ธีระกูรณ์เลิศ รองเลขาธิการคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ รักษาราชการแทนเลขาธิการคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ บอกว่า งานนี้ได้รับมอบหมายจากรัฐบาลในการดำเนินการจัดกิจกรรมตลาดนัดชุมชน โดยร่วมกับกระทรวงการพลังงาน มีกิจกรรมส่งเสริมการสร้างมูลค่าในลักษณะต่างๆ และนำเสนอผลผลิตจากการวิจัยพร้อมใช้ พร้อมขายที่เหมาะกับตลาดชุมชน และการนำผลงานวิจัยมานำเสนอให้เยี่ยมชม และพร้อมจำหน่ายโดยรอบพื้นที่กว่า 70 ผลงาน เช่น ครีมบำรุงผิวจากสารสกัดทานาคาผสมวิตามินอี นวัตกรรมน้ำมันหอมระเหยจากข้าวตอก ผ้าทอพื้นบ้านจากเส้นด้ายใยลูกตาล การผลิตส้มโอพันธุ์ทับทิมสยาม ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารสารสกัดส้มแขกและชาเขียว มะม่วงน้ำดอกไม้สีทอง น้ำข้าวกล้องงอก ผลิตภัณฑ์ปลาหนังขาว ผลิตภัณฑ์จากหญ้าแฝก ข้าวหมากสมุนไพรสูตรคอลลาเจน ผลิตภัณฑ์จากข้าวซ้อมมือ ฯลฯ
                      นอกจากนี้ยังมีการฝึกอบรมถ่ายทอดองค์ความรู้การวิจัยเพื่อสร้างความรู้และอาชีพ เช่น การทำกระเป๋าจากเนกไท น้ำปรุงใบข้าวหอม ไหมไทย สบู่ข้าวหมกไหมไทย แป้งร่ำผัดหน้าข้าวหอม ไหมไทย การทำข้าวปั้นญี่ปุ่น อาหารเช้า ผลิตภัณฑ์ข้าวตังหน้าต่างๆ การทำขนมลูกชุบ ข้าวตอกหอม สินค้านวัตกรรมต่อยอดมรดกทางวัฒนธรรม และผลิตภัณฑ์หัตถกรรมจากใบหญ้าแฝก ซึ่งการจัดกิจกรรมในครั้งนี้ วช.คาดหวังว่าจะเป็นการสร้างมูลค่าจากผลิตภัณฑ์จากผลงานวิจัยและสิ่งประดิษฐ์ และเพิ่มช่องทางการขยายผลจากการวิจัยไปสู่การใช้ประโยชน์ในส่วนต่างๆ ทั้งชุมชน สังคม และเชิงพาณิชย์ได้ต่อไปนั่นเอง
————————-
(เส้นทางอาชีพ : งานวิจัยขายได้ที่คลองผดุงฯ : โดย…สุรัตน์ อัตตะ surat_a@nationgroup.com)