เปิดรั้ว’แม่โจ้’ชี้นำความจริงภาคเกษตรไทยแห่งอนาคต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160229/223283.html

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันจันทร์ที่ 29 กุมภาพันธ์ 2559
เปิดรั้ว'แม่โจ้'ชี้นำความจริงภาคเกษตรไทยแห่งอนาคต

เปิดรั้ว’แม่โจ้’ชี้นำความจริงภาคเกษตรไทยแห่งอนาคต : ดลมนัส กาเจ

            หากย้อนไปเมื่อ 68 ปีก่อน งาน “วันเกษตรแห่งชาติ” เริ่มขึ้นครั้งแรกในปี 2491 โดยมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน กรุงเทพฯ สังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (ขณะนั้น) จัดขึ้นภายใต้ชื่องาน “ตลาดนัดเกษตรกลางบางเขน” โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อเผยแพร่ความรู้ทางการเกษตรไปสู่ประชาชน และเน้นให้บุคคลในอาชีพอื่นได้เห็นความสำคัญของอาชีพการเกษตรว่าเป็นอาชีพที่ช่วยเสริมสร้างชาติไทยให้อยู่รอด ต่อมาสมาคมนิสิตเก่ามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้รื้อฟื้นและยกระดับเป็นงาน “งานเกษตรแห่งชาติ” ในปี 2505

หลังจากปี 2510 กระทรวงเกษตรฯ ร่วมกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์กำหนดจัดงานวันเกษตรแห่งชาติเป็นประจำทุกปี จนถึงปี 2528 คณะกรรมการอำนวยการจัดงานวันเกษตรแห่งชาติ ได้มีมติให้กระจายการจัดงานวันเกษตรแห่งชาติไปยังมหาวิทยาลัยในภาคต่างๆ ที่มีคณะเกษตรตั้งอยู่ สลับกับส่วนกลางที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ปีเว้นปีโดยมีกระทรวงเกษตรฯ ยังเป็นแม่งานหลัก กระทั่งปี 2548 จึงให้มีการหมุนเวียนการจัดงานไปยังมหาวิทยาลัยที่มีคณะเกษตรทั้ง 4 ภาคเริ่มตั้งแต่ปี 2549 เป็นต้นมา และปีนี้ (2559) มาครบบรรจบถึงคิวของมหาวิทยาลัยแม่โจ้ จ.เชียงใหม่ ภายใต้แนวคิด “คนไทยใจเกษตร” จัดขึ้นระหว่างวันที่ 27 กุมภาพันธ์-วันที่ 6 มีนาคม

การจัดงานเกษตรแห่งชาติ 59 นายโอภาส กลั่นบุศย์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวในระหว่างการแถลงข่าวร่วมกับ ผศ.พาวิน มะโนชัย รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและเครือข่าย มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ก่อนหน้านี้ว่า วัตถุประสงค์เพื่อเฉลิมพระเกียรติเนื่องในโอกาสที่สมเด็จพระนางเจ้าฯ  พระบรมราชินีนาถ ทรงเจริญพระชนมพรรษา 84 พรรษา ในปี 2559 รวมทั้งเป็นการเปิดโอกาสให้มีการแลกเปลี่ยนทางวิชาการและเทคโนโลยีด้านการเกษตร การเผยแพร่ และถ่ายทอดความรู้ทางการเกษตรและเทคโนโลยี โดยเน้นนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ ให้ปี 2559 ซึ่งเป็นปีแห่งการลดต้นทุน และเกษตรอินทรีย์ โดยมีหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ 22 หน่วยงานร่วมจัดนิทรรศการในครั้งนี้ เพื่อกระตุ้นและส่งเสริมการขยายตัวของภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมเกษตร และให้ทุกภาคส่วนเห็นความสำคัญของอาชีพเกษตรกรรมในฐานะผู้ผลิตอาหารและเป็นครัวของโลกในอนาคต

สอดคล้องแนวคิดของมหาวิทยาลัยแม่โจ้ ซึ่งผศ.พาวิน กล่าวระหว่างนำสื่อมวลชนไปดูความพร้อมในการเตรียมงานว่า งานวันเกษตรแห่งชาติ 59 เป็นงานยิ่งใหญ่ที่รวบรวมองค์ความรู้ทางด้านการเกษตรในทุกรูปแบบและทุกมิติมาเผยแพร่ต่อเกษตรกรและประชาชน ซึ่งทางแม่โจ้ใช้พื้นที่กว่า 1,000 ไร่ในบริเวณมหาวิทยาลัย เนรมิตให้เป็นศูนย์กลางการเกษตรทางเลือกที่ครบวงจร เน้นให้สอดคล้องกับสภาพภูมิอากาศ กลไกการตลาด และกระแสความต้องการของผู้บริโภค โดยเฉพาะเกษตรอินทรีย์ที่มหาวิทยาลัยแม่โจ้มีจุดแข็งที่ดำเนินการมานานแล้ว อาทิ พืชที่เหมาะกับความแห้งแล้ง และตลาดต้องการ เป็นต้น

“แม่โจ้เราเป็นสถานการศึกษาที่ให้ความสำคัญกับภาคเกษตรมายาวนานถึง 82 ปีแล้ว ทำให้เรามีจุดแข็งด้านการเกษตรระดับแนวหน้าของประเทศหรือระดับโลกก็ว่าได้ ฉะนั้นเมื่อเรามีโอกาสเป็นเจ้าภาพจัดงานวันเกษตรแห่งชาติร่วมกับกระทรวงเกษตรฯ เราถือโอกาสนี้ถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการการเกษตร การประมง ที่มีการเลี้ยงสัตว์ในรูปแบบต่างๆ ไม่ว่า จะเป็นการเลี้ยงปลาด้วยแสงอาทิตย์ มีการปรับปรุงพันธุ์ใหม่ที่ตลาดต้องการ อาทิ ปลาบึกสยามแม่โจ้ รวมถึงปศุสัตว์ สมัยใหม่ที่สอดคล้องกับสภาพปัจจุบัน อย่างเกษตรอินทรีย์ การลดต้นทุนการผลิตเราทำมานานและสอนเด็กอยู่แล้ว ฉะนั้นมาชมงานนี้จะได้ความรู้นำไปใช้ในชีวิตจริง โดยเฉพาะในโซนของมหัศจรรย์พืชมีกิจกรรมหลากหลายมาก” ผศ.พาวิน กล่าว

ด้าน อ.ปรีชา รัตนัง นักวิชาการชำนาญการ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ที่ดูแลในส่วนของเกษตรอินทรีย์ ซึ่งเป็นส่วนของมหัศจรรย์พืช กล่าวว่า มหาวิทยาลัยแม่โจ้ทำเกษตรอินทรีย์มานานแล้ว ที่ผ่านมามีการผลิตเมล็ดพืชผักอินทรีย์สู่ท้องตลาด แต่เกษตรกรบางรายอาจข้องใจว่าเมล็ดพันธุ์ผลิตมาจากไหน จึงเปิดโอกาสให้ผู้สนใจแปลงเกษตรอินทรีย์ให้มาชมกัน และเมื่อเข้ามาแล้ว จะได้เรียนรู้ถึงการทำเกษตรอินทรีย์ด้วย และจะได้สัมผัสและเห็นกับตาถึงพันธุ์พืชใหม่ๆ ที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง อย่าง ถั่วแขกสีม่วง “สิรินธร 1” ถัวฟักยาวลายเสือจักรพันธ์ เป็นต้น

“ในช่วงที่จัดงานวันเกษตรแห่งชาติปี 59 เรามีพืชผักหลากหลาย มีบริษัทเมล็ดพันธุ์ชื่อดังหลายค่าย มาร่วมจัดแสดงพันธุ์พืชและเทคโนโลยีการดูแลรักษา จะมีแปลงสาธิตด้านการผลิตผัก การฝึกอบรมระยะสั้นหลายหลักสูตร และไฮไลท์สำคัญที่เราจัดเตรียมไว้เพื่อทุกท่าน คือชมตัวอย่างการทำฟาร์มเกษตรอินทรีย์ทุกขั้นตอนกระบวนการด้วย” อ.ปรีชา กล่าว

นับเป็นมิติใหม่ของงาน “วันเกษตรแห่งชาติ” ที่ได้เน้นกิจกรรมที่เป็นการเกษตรยุคใหม่ หรือเกษตรทางเลือกที่สอดคล้องกับสภาพปัจจุบันในแทบทุกมิติ หากสนใจสามารถไปชมได้โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น
สวิตเซอร์แลนด์แห่งแม่โจ้สำนักฟาร์มฯ

สำหรับงานวันเกษตรแห่งชาติ 59 ซึ่งจัดที่มหาวิทยาลัยแม่โจ้ จ.เชียงใหม่ ในครั้งนี้ นอกจากจะมีกิจกรรมการจัดนิทรรศการแปลงสาธิตด้านการเกษตรและเทคโนโลยีการเกษตร การประกวดไม้ดอก ไม้ประดับ การจัดประชุมเสวนาวิชาการ การแสดงผลงานงานวิจัย นวัตกรรมด้านการเกษตร กิจกรรมแปลงสาธิตด้านพืช ปศุสัตว์แล้ว ผู้ที่เข้าไปชมงานตื่นตาตื่นใจลานไม้ดอกหลากหลายชนิดบานสะพรั่งตระการตารอรับผู้มาเยือนราวกับดินแดนแห่งสวิตเซอร์แลนด์ ในพื้นที่ 907 ไร่ ของสำนักฟาร์มมหาวิทยาลัยแม่โจ้ ซึ่งตั้งอยู่บนเนินสูง ห่างจากตัวมหาวิทยาลัยแม่โจ้ทางทิศตะวันออกราว 6 กม.

อ.แสงเดือน อินชนบท นักวิชาการเกษตร สำนักฟาร์มมหาวิทยาลัยแม่โจ้ บอกว่า พื้นที่ทั้ง 907 ไร่ ใช้จัดกิจกรรมเกษตรอินทรีย์ การผลิตเมล็ดพันธุ์พืชอินทรีย์ทั้งไม้ผล พืชผัก การเพาะเห็ด มีพืชผักหลายชนิด มีโรงเลี้ยงไส้เดือนกำจัดขยะที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย โรงงานผลิตปุ๋ยชีวภาพตามโรงเรือนเปิดดอกเห็ดหลินจืออินทรีย์ แปลงสมุนไพรอินทรีย์ กาดหมั้วครัวฮอม และจำหน่ายผลิตภัณฑ์อินทรีย์อีกด้วย

“ผู้ที่จะมาชม เรามีการจัดสรรพื้นที่และกิจกรรมให้ท่านที่มาท่องเที่ยวได้ชม แชะ ชิม ช็อป กันอย่างครบครัน โดยจะมีจักรยานมาคอยบริการให้ท่านปั่นท่องเที่ยวในทุกส่วนของสำนักฟาร์ม ได้ตลอดระยะเวลา 9 วันของการจัดงาน” อ.แสงเดือน กล่าว

บ้านพอเพียงเพื่อผู้ประสบภัยคลื่นเซาะฝั่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160228/223204.html

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันอาทิตย์ที่ 28 กุมภาพันธ์ 2559
บ้านพอเพียงเพื่อผู้ประสบภัยคลื่นเซาะฝั่ง

ท่องโลกเกษตร : ตามส.ป.ก.ล่องใต้สู่ปลายด้ามขวาน ดูบ้านพอเพียงเพื่อผู้ประสบภัยคลื่นเซาะฝั่ง : โดย…สุรัตน์ อัตตะ

                      ตามที่สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) ได้ดำเนินการจัดที่ดินตามโครงการพิเศษเพื่อความมั่นคงเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยคลื่นกัดเซาะชายฝั่งบ้านบาเฆะ ต.โคกเคียน อ.เมือง จ.นราธิวาส ภายใต้โครงการบ้านประชารัฐร่วมใจ 1 และ 2 โดยร่วมมือกับกองทัพภาคที่ 4 จังหวัดนราธิวาส และสำนักนายกรัฐมนตรี ในการจัดซื้อที่ดินเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากคลื่นกัดเซาะชายฝั่ง เมื่อเดือนธันวาคม 2557  โดยใช้งบประมาณ 19,311,275 ล้านบาทในการจัดซื้อที่ดิน 2 แปลงเพื่อจัดสรรให้แก่ผู้ประสบภัยจำนวน 50 ครอบครัวคือ บ้านบาเฆะ หมู่ 2 ต.โคกเคียน จำนวน 6 ไร่เศษ และบ้านบือราเปะ หมู่ 3 ต.โคกเคียน จำนวน 93 ไร่เศษ
                      “ท่องโลกเกษตร” อาทิตย์นี้ล่องใต้สู่ปลายด้ามขวาน ติดตามความช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากคลื่นกัดเซาะชายฝั่งบ้านบาเฆะ ต.โคกเคียน อ.เมืองนราธิวาส หลังหน่วยงานภาครัฐร่วมบูรณาการช่วยเหลือด้วยการสร้างที่อยู่อาศัยใหม่ให้แก่ผู้ประสบภัยในพื้นที่บ้านบาเฆะมาตั้งแต่เดือนมีนาคม 2558 จนแล้วเสร็จในเดือนกุมภาพันธ์ 2559 จำนวน 22 หลังคาเรือนและมีกำหนดดำเนินการก่อสร้างบ้านในที่ดินบ้านบือราเปะอีก 28 หลังตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2559 นี้เป็นต้นไปจนกว่าจะแล้วเสร็จต้นปีหน้า โดยการล่องใต้ครั้งนี้มาร่วมในพิธีมอบบ้านตามโครงการบ้านประชารัฐร่วมใจ โดยมีรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี “ม.ล.ปนัดดา ดิสกุล” เดินทางมาเป็นประธานในพิธี
                      บ้านบาเฆะเป็นหมู่บ้านเล็กๆ ตั้งอยู่ชายฝั่งทะเลอ่าวไทยห่างจากตัวเมืองนราธิวาสประมาณ 8 กิโลเมตร ชาวบ้านส่วนใหญ่มีอาชีพทำประมงพื้นบ้าน เช้าวันปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังรองท้องมื้อเช้า ณ โรงแรมที่พัก จากนั้นทั้งหมดก็มุ่งหน้าสู่บ้านบือราเปะ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ทางส.ป.ก.ได้จัดซื้อที่ดินไว้สำหรับก่อสร้างที่อยู่อาศัยให้ผู้ประสบภัยแปลงที่สอง โดยสภาพพื้นที่ในขณะนี้อยู่ระหว่างการเตรียมปรับพื้นดินเพื่อก่อสร้างที่อยู่อาศัย หลังแปลงแรกที่บ้านบาเฆะได้ดำเนินการก่อสร้างแล้วเสร็จ พร้อมอยู่อาศัย ซึ่งมีการทำพิธีมอบบ้านให้แก่ผู้ประสบภัยชุดแรกจำนวน 22 ครัวเรือนแล้ว
                      จากนั้นได้เดินทางต่อไปยังบ้านบาเฆะ ซึ่งเป็นชุมชนเล็กๆ ตั้งอยู่ริมชายฝั่งทะเลที่ถูกคลื่นกัดเซาะชายฝั่งจนบ้านเรือนได้รับความเสียหายทั้งหมด ก่อนจะอพยพมาอยู่ที่อาศัยแห่งใหม่ที่ภาครัฐได้จัดสร้างให้ห่างจากชายฝั่งทะเลเข้ามาประมาณ 1 กิโลเมตร อาแซ อาแว รองประธานกลุ่มหมู่บ้านประชารัฐบ้านบาเฆะ หนึ่งในผู้ประสบภัยที่ได้รับการช่วยเหลือเรื่องที่อยู่อาศัยจากภาครัฐเผยรายละเอียดว่า บ้านบาเฆะ เป็นชุมชนมุสลิม ชาวบ้านมีอาชีพทำประมงพื้นบ้านเป็นหลัก ปกติในช่วงเดือนมรสุมทุกๆ ปี ชาวบ้านมักจะประสบปัญหาคลื่นลมในทะเลแรงชาวบ้านไม่สามารถออกทะเลได้ ขณะเดียวกันก็มีคลื่นกัดเซาะชายฝั่งจนได้รับความเสียหาย ทำให้แผ่นดินถูกกัดเซาะหายไปในทะเลปีละไม่ต่ำกว่า 5-8 เมตร
                      “ในหลวงและสมเด็จพระราชินีก็เคยเสด็จฯ มาที่นี่นะ ถ้าจำไม่ผิดเมื่อประมาณปี 2506  ที่นี่บ้านจะถูกคลื่นซัดได้จนรับความเสียหายทุกปีในช่วงเดือนมรสุมตุลาคมถึงธันวาคม แต่ปลายปี 2557 หนักสุด คลื่นลมในทะเลแรงมาก พัดบ้านเรือนชาวบ้านพังเสียหายเกือบทั้งหมด หลังคาปลิวว่อน เครื่องมือทำประมงก็ถูกคลื่นซัดได้รับความเสียหาย ชาวบ้านต้องอพยพไปอยู่ในที่แห่งใหม่ที่ทางรัฐจัดให้อยู่ชั่วคราว”
                      อาแซเผยข้อมูลระหว่างนำคณะลงพื้นที่สำรวจความเสียหายของหมู่บ้านเดิมที่ตั้งอยู่ริมชายฝั่งทะเล พร้อมชี้ให้ดูบ้านของตัวเองที่ได้รับความเสียหายที่ปัจจุบันหลายเป็นบ้านร้างไม่ต่างจากบ้านหลังอื่นๆ หลังเดินสำรวจความเสียหายอยู่พักใหญ่ จากนั้นทั้งหมดก็ได้เดินทางมายังที่พักแห่งใหม่ที่เพิ่งก่อสร้างแล้วเสร็จ พร้อมอยู่อาศัย ภายใต้โครงการบ้านประชารัฐร่วมใจ 1 จำนวน 22 หลัง  บ้านแต่ละหลังตั้งอยู่บนเนื้อที่ 80 ตารางวามีรั้วรอบกันเป็นแนวเขต พื้นที่รอบบ้านจะปลูกพืชผักสวนครัวสำหรับไว้รับประทานเองในครัวเรือน ปัจจุบันที่ดินจัดสรรในแปลงที่ 1 นี้ พร้อมที่จะให้ผู้ประสบภัยเข้าไปอยู่อาศัยแล้ว ส่วนแปลงที่ 2 ที่จะเริ่มดำเนินการก่อสร้างในเดือนกุมภาพันธ์ปีนี้คาดว่าจะแล้วเสร็จในต้นปีหน้า
                      เปรมจิต สังขพงษ์ รองเลขาธิการส.ป.ก.กล่าวระหว่างเดินเยี่ยมชมบ้านผู้ประสบภัย โดยระบุว่า ที่ดินที่นำมาจัดสรรให้แก่ผู้ประสบภัยทั้งสองแปลงนี้เป็นที่ดินเอกชนที่ส.ป.ก.ใช้เงินกองทุนการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมมาจัดซื้อมา ดังนั้นการจัดให้เกษตรกรหรือการอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์จะเป็นการให้เช่าหรือเช่าซื้อ ซึ่งจะคิดอัตราค่าเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรมอิงตามราคาประเมินของกรมธนารักษ์ โดยในแปลงที่ 1 ที่บ้านบาเฆะนี้ ราคาประเมินอยู่ที่ไร่ละ 3.1 แสนบาทต้องเสียค่าเช่า 60 บาทต่อปี (ต่อพื้นที่ 80 ตร.ว.) ส่วนที่บ้านบือราเปะ ราคาประเมินอยู่ที่ไร่ละ 2.1 แสนบาทจะต้องเสียค่าเช่า 300 บาทต่อไร่ต่อปี แต่ในเบื้องต้นผู้ประสบภัยมีมติขอเช่าที่ดินไปก่อนเป็นเวลา 3-4 ปี หากมีความพร้อมหรือมีรายได้เพียงพอจึงเปลี่ยนเป็นเช่าซื้อต่อไป
                      จากนั้นม.ล.ปนัดดา ดิสกุล เป็นประธานในพิธีมอบสำเนาทะเบียนบ้าน พร้อมหนังสือรับรองที่ดินให้แก่ผู้ประสบภัยทั้งหมด 22 หลังในโครงการบ้านประชารัฐร่วมใจ 1 บ้านบาเฆะ ก่อนเดินเยี่ยมชมตัวบ้านของผู้ประสบภัยในแต่ละหลังและให้กำลังใจผู้ประสบภัยตลอดจนเจ้าหน้าที่จากทุกภาคส่วนที่ได้ร่วมแรงร่วมใจในการช่วยเหลือผู้ประสบภัย จนมีบ้านหลังใหม่อยู่อาศัยและได้ประกอบอาชีพตามปกติอีกครั้ง
————————
(ท่องโลกเกษตร : ตามส.ป.ก.ล่องใต้สู่ปลายด้ามขวาน ดูบ้านพอเพียงเพื่อผู้ประสบภัยคลื่นเซาะฝั่ง : โดย…สุรัตน์ อัตตะ)

ถั่วเหลืองในอาเซียนต้องนำเข้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160226/223098.html

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันศุกร์ที่ 26 กุมภาพันธ์ 2559
ถั่วเหลืองในอาเซียนต้องนำเข้า

ทำกินถิ่นอาเซียน : ถั่วเหลืองในอาเซียนต้องนำเข้า : โดย … รศ.สมพร อิศวิลานนท์

                      ถั่วเหลืองเป็นพืชเมล็ดที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง เพราะมีองค์ประกอบของไขมัน โปรตีน เลซิทิน กรดอมิโน รวมถึงแคลเซียมและแร่ธาตุอื่นๆ อีกหลายชนิดที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพ ทำให้มีการนำถั่วเหลืองไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ประกอบอาหารต่างๆ แพร่กระจายไปทั่วโลก สำหรับประชากรเอเชียแล้ว มีการใช้ประโยชน์ถั่วเหลืองในรูปของผลิตภัณฑ์แปรรูปเพื่อเป็นองค์ประกอบของอาหารในชีวิตประจำวัน เช่น เต้าหู้ นมถั่วเหลือง เต้าเจี้ยว ซอสถั่วเหลือง เป็นต้น
                      ถั่วเหลืองมีแหล่งกำเนิดในประเทศจีนและจีนได้มีการเพาะปลูกและใช้ประโยชน์จากถั่วเหลืองกันมาอย่างยาวนานกว่า 3,000 ปีที่ผ่านมา จากนั้นถั่วเหลืองได้แพร่กระจายสู่ประเทศเกาหลีและญี่ปุ่นเมื่อเกือบ 2,000 ปีก่อนหน้านี้ แล้วเข้าสู่ยุโรปและสหรัฐอเมริกาเมื่อประมาณ 300 ที่ผ่านมา โดยสหรัฐอเมริกาได้นำเอาพันธุ์ถั่วเหลืองไปปรับปรุงพันธุ์ใหม่ จนได้พันธุ์ที่มีเมล็ดโตให้ผลผลิตสูงตามมาและกลายเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของสหรัฐอเมริกาและอเมริกาใต้ เช่น บราซิลและอาร์เจนตินา ทำให้สหรัฐอเมริกาเป็นผู้ผลิตถั่วเหลืองที่สำคัญของโลก
                      ส่วนผู้ผลิตรองลงมา 2 ลำดับ ได้แก่ บราซิล และอาเจนตินา สำหรับจีนนั้นแม้จะผลิตถั่วเหลืองได้เป็นอันดับสี่ของโลก แต่เนื่องจากจีนมีพลเมืองมากกว่าพันล้านคนและเป็นประเทศหนึ่งที่มีการบริโภคถั่วเหลืองเป็นส่วนประกอบของอาหารในชีวิตประจำวัน การผลิตถั่วเหลืองของจีนไม่เพียงพอและต้องนำเข้าถั่วเหลืองมากเป็นอันดับหนึ่งของโลก
                      การผลิตถั่วเหลืองของโลกในปี 2556 มีประมาณ 282 ล้านตัน สำหรับในภูมิภาค อาเซียนมีผลผลิตจำนวนน้อยประมาณ 1.74 ล้านตัน หรือร้อยละ 0.61 ของผลผลิตถั่วเหลืองโลก อย่างไรก็ตามความต้องการใช้ถั่วเหลืองเพื่อการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ มีมาก เพราะประชากรในอาเซียนจำนวนไม่น้อยที่มีบรรพบุรุษเชื้อสายจีนทำให้วิถีชีวิตการบริโภคอาหารมีผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลืองเป็นองค์ประกอบในชีวิตประจำวันด้วยเช่นกัน
                      นอกจากนี้ การเติบโตของอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ในอาเซียนที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว เพราะเศรษฐกิจที่ขยายตัวของอาเซียนทำให้ประชากรของอาเซียนมีรายได้มากขึ้นมีความต้องการโปรตีนจากเนื้อสัตว์มากขึ้น กากถั่วเหลืองจึงเป็นวัตถุดิบชนิดหนึ่งในอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ โดยเฉพาะอาหารสัตว์จำพวกสัตว์ปีก
                      อาเซียนจึงเป็นภูมิภาคที่มีการนำเข้าถั่วเหลืองมากแหล่งหนึ่ง องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติรายงานว่าในปี 2556 อาเซียนมีการนำเข้าถั่วเหลืองประมาณ 5.38 ล้านตัน หรือมากกว่าที่ผลิตได้เองกว่าเท่าตัว ประเทศในกลุ่มอาเซียนที่มีการนำเข้าถั่วเหลืองมาก ได้แก่ อินโดนีเซีย ไทยและเวียดนาม และมาเลเซีย ทั้งนี้เพราะมีการผลิตได้น้อยไม่สามารถพึ่งตนเองได้ ถั่วเหลืองจึงเป็นพืชน้อยชนิดที่ไม่แข่งขันกันเองในการผลิตในอาเซียนเหมือนกับพืชเศรษฐกิจอื่นๆ
                      สำหรับประเทศไทยการผลิตถั่วเหลืองภายในประเทศมีเพียง 0.19 แสนตัน แต่มีความต้องการใช้ในประเทศเกือบ 2 ล้านตัน จึงต้องนำเข้าถั่วเหลืองจำนวนมากมาใช้ภายในประเทศ แม้ว่าประเทศไทยจะได้มีการปฎิเสธพืชจีเอมโอ แต่ถั่วเหลืองที่นำเข้าทั้งจากสหรัฐอเมิกา บราซิล และอาร์เจนตินา เป็นถั่วเหลืองที่มีการตัดแต่งพันธุกรรมเกือบทั้งสิ้น
                      ที่ผ่านมายังไม่เห็นมีใครคัดค้านว่าไม่เอาถั่วเหลืองจีเอ็มโอนำเข้า สำหรับการบริโภคเป็นอาหารเลยครับ
———————–
(ทำกินถิ่นอาเซียน : ถั่วเหลืองในอาเซียนต้องนำเข้า : โดย … รศ.สมพร อิศวิลานนท์)

‘เคบับ’ สูตรเฉพาะจากตุรกี ฝีมือคนไทยถูกปากคนกิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160226/223099.html

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันศุกร์ที่ 26 กุมภาพันธ์ 2559
'เคบับ' สูตรเฉพาะจากตุรกี ฝีมือคนไทยถูกปากคนกิน

ทำมาหากิน : ‘เคบับ’ สูตรเฉพาะจากตุรกี ฝีมือคนไทยถูกปากคนกิน : โดย…ดลมนัส กาเจ

                      จากความยากลำบากในการใช้ชีวิตในสังคมชนบท ที่ต้องอยู่กับท้องไร่ท้องนา ทำให้ สมหมาย มุ่งโป่ง ออกจากบ้านเกิดที่ ต.สระประดู่ อ.วิเชียรบุรี จ.เพชรบูรณ์ มุ่งหน้าสู่เมืองกรุง เมื่อครั้งอายุเพียง 15 ปี หวังว่าชีวิตน่าจะดีขึ้น จนวันเวลาผ่านไป เปลี่ยนอาชีพหลายอย่าง คำตอบสุดท้าย ยึดทำเลทองย่านห้างพันธุ์ทิพย์พลาซ่า ใกล้สถานทูตอินโดนีเซียประจำประเทศไทย ถนนเพชรบุรี เขตราชเทวี กรุงเทพฯ ขาย “เคบับ” หลังจากได้สูตรจากชาวตุรกีเมื่อ 5 ปีก่อน จนสามารถสร้างรายได้วันละถึง 7,000 บาท
                      สมหมาย บอกว่า เข้ากรุงเทพฯ เมื่อปี 2521 อายุเพียง 15 ปี แต่ด้วยความรู้จบภาคบังคับเพียงชั้นประถมปีที่ 4 (ป.4) จึงไม่มีโอกาสที่จะเลือกงานได้ ต้องเข้าทำงานในภาคก่อสร้าง ทำหน้าที่เป็นคนตอกปั้นจั่นเสาเข็ม เปลี่ยนมาเป็นหนุ่มโรงงานผลิตถังแก๊ส ย่านบางโพธิ์ ทำได้ปีเดียวออกมาทำเฟอร์นิเจอร์ย่านบางรัก พัฒนาฝีมือจนเป็นช่าง และหัวหน้างานในเวลาต่อมา
                      “ตอนนั้นผมเริ่มเข้าสู่วัยหนุ่ม อายุ 20 ปีต้นๆ เริ่มมีเพื่อนมากขึ้น พอดีรู้จักคนขับสามล้อเครื่องย่านประตูน้ำคนหนึ่ง มีรายได้ดี ชวนผมไปเช่ารถสามล้อเครื่อง ปรากฏว่ารายได้ดีครับ ตกวันละ 500 บาท แต่เพื่อนเก่งภาษาอังกฤษ พาฝรั่งไปเที่ยวได้เงินดีกว่า ผมตัดสินใจซื้อหนังสือภาษาอังกฤษ 75 ชั่วโมง ท่องทุกวัน วันละ 7 คำ ใช้เวลาเป็นปี พอพูดภาษาอังกฤษได้บ้างเริ่มพาฝรั่งไปเที่ยว ทำให้รายได้ดีขึ้น แต่เงินได้มาก็ไม่เหลือเพราะเที่ยวทุกคืน” สมหมาย ย้อนอดีต
                      ขณะที่สมหมายเพลิดเพลินกับงานขับสามล้อรับจ้าง พี่ชายไปสัมปทานป่าไม้ฝั่งประเทศกัมพูชา ขอให้ไปช่วย แต่วงการทำไม้สมหมายพบว่ามีแต่เล่ห์เหลี่ยม หักหลังจนชีวิตเกือบกลายจะเป็นฆาตกร เขาจึงอำลาวงการทำไม้เข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์ บวชได้ 4 พรรษา สึกออกมา กลับไปขับสามล้อเครื่องอีกครั้ง จนดวงชะตาบรรจบพบแม่ม่ายขายลูกชิ้นย่านห้างสรรพสินค้าพันธุ์ทิพย์พลาซ่า เขาจึงวางมือจากคนขับสามล้อเครื่องมาเป็นพ่อค้าขายซูชิ อยู่ใกล้กัน
                      ครั้งหนึ่งห้างพันธุ์ทิพย์พลาซ่าจัดมหกรรมอาหาร มีชาวตุรกีออกบูธขายเคบับ ซึ่งเป็นอาหารของชาวเปอร์เซีย มีลูกค้ายืนต่อคิวยาวมาก สมหมายแอบนึกในใจว่าจะทำอย่างที่จะได้สูตรเคบับมาขายบ้าง จนงานจบเขาจึงไปติดต่อกับชาวตุรีเพื่อขอสูตรมา และซื้ออุปกรณ์ทำเคบับ สุดท้ายชาวตุรกีเสนอให้หุ้นกัน เพราะสมหมายมีที่ ชาวตุรกีมีอุปกรณ์ ลงทุนเท่ากันกำไรแบ่งครึ่ง ปรากฏว่าขายได้วันละ 7,000-8,000 บาท เคบับไก่ราคา 50 บาท เคบับเนื้อ 70 บาท
                      การร่วมหุ้นได้ไม่นานชาวตุรกีห่วงสูตรทุกอย่าง ห้ามจับมีดแล่เนื้อ ทำให้สมหมายต้องแอบจำ จนวันหนึ่งถึงจุดแตกหัก ชาวตุรกีถอนหุ้น ยอมขายอุปกรณ์ให้ในราคา 6 หมื่นบาท แต่ไม่ยอมขายแป้งให้ จนเขาไปพบว่าที่ห้างฟู้ดแลนด์มีแป้งชนิดเดียวกัน เขาจึงกลับมาทดลองทำแป้งเองและสามารถขายได้ปกติ
                      “การทำเคบับจะอร่อยหรือไม่ขึ้นอยู่กับแป้ง นุ่มหรือไม่ เนื้อและไก่ต้องหมักให้ได้ที่จึงจะนุ่ม การหันไฟต้องสม่ำเสมอ ผักต้องสด ดูภาพรวมมันง่าย แต่พอลงมือจริงไม่ง่าย ผมแอบมองชาวตุรกีทำหลายเดือน แล้วมาปรับปรุงสูตรให้ถูกปากคนไทยและชาวอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นลูกค้าประจำเพราะอยู่ใกล้สถานทูตอินโดฯ ตอนหลังเปลี่ยนแป้งใหม่ เพื่อนำเข้าจากตุรกีโดยตรง ทำมาสำเร็จรูป เราปรุวเฉพาะเครื่อง แล้วมาม้วน ขายได้เลย” สมหมายกล่าว
                      แม้ช่วงแรกลูกค้าอาจหายไปบ้าง แต่วันนี้ลูกค้ากลับมาเหมือนเดิมมีลูกค้าทั้งชาวไทยและต่างประเทศ สามารถขายได้วันละอย่างน้อย 6,000-7,000 บาท หักต้นทุนแล้วสามารถอยู่ได้อย่างสบาย จากชีวิตเริ่มที่ศูนย์ แต่วันนี้ขายเคบับได้เพียง 5 ปี เขามีทุกอย่างทั้งบ้านและรถที่ไม่น้อยหน้าใครในสังคมนี้
———————–
(ทำมาหากิน : ‘เคบับ’ สูตรเฉพาะจากตุรกี ฝีมือคนไทยถูกปากคนกิน : โดย…ดลมนัส กาเจ)

ใช้กระถิน-ทางปาล์มน้ำมัน นวัตกรรมใหม่ปลูกกล้วยไม้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160225/223017.html

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันพฤหัสบดีที่ 25 กุมภาพันธ์ 2559
ใช้กระถิน-ทางปาล์มน้ำมัน นวัตกรรมใหม่ปลูกกล้วยไม้

ทำมาหากิน : ใช้กระถิน-ทางปาล์มน้ำมัน นวัตกรรมใหม่ปลูกกล้วยไม้ : โดย…นวลศรี โชตินันทน์

                      ที่ผ่านมาเกษตรกรจะนิยมกาบมะพร้าวใช้ในการปลูกกล้วยไม้ตัดดอกสกุลหวาย แต่ปัจจุบันกาบมะพร้าวกำลังขาดแคลน เนื่องจากพื้นที่การปลูกมะพร้าวลดลง เนื่องจากประสบปัญหาการระบาดของหนอนหัวดำและแมลงดำหนาม ทำให้กาบมะพร้าวมีราคาสูงขึ้นจากเดิมกระบะปลูกกล้วยไม้ราคากระบะละ 5-7 บาท มาเป็น 15-20 บาท กาบมะพร้าวเหมารถ 6 ล้อ จากคันละ 2,500 บาท เพิ่มกว่า 5,000 บาท ล่าสุด พุทธธินันทร์ จารุวัฒน์ วิศวกรการเกษตรชำนาญการพิเศษศูนย์วิจัยเกษตรวิศวกรรมจันทบุรี กรมวิชาการเกษตร พร้อมคณะ ศึกษาวิจัยกระถินและทางปาล์มน้ำมันเป็นวัสดุปลูกกล้วยไม้ทดแทนกาบมะพร้าว ปรากฏว่าใช้ได้เป็นอย่างดี
                      พุทธธินันทร์ บอกว่า ตามปกติเกษตรกรผู้เพาะปลูกกล้วยไม้ตัดดอกตระกูลหวายนั้น หลังจากปลูกไปแล้วทุกๆ 3-5 ปี จะต้องรื้อต้นกล้วยไม้เก่าและกาบมะพร้าวที่เป็นวัสดุปลูกออกเพื่อปลูกต้นใหม่ เนื่องจากกล้วยไม้มีจำนวนลำลูกกล้วยไม้มากและหนาแน่นขึ้น และมีการสะสมโรคในลำต้นเก่าๆ ด้วย แต่ปัจจุบันกาบมะพร้าวน้อยลง หากาบมะพร้าวไม่ได้ จะต้องทิ้งแปลงให้ว่างเปล่าส่งผลให้ขาดรายได้ไป
                      ด้วยเหตุนี้สถาบันวิจัยเกษตรวิศวกรรม กรมวิชาการเกษตร จึงศึกษาและพัฒนาหาวัสดุปลูกมาทดแทนกาบมะพร้าวเน้นไปที่วัสดุที่เหลือใช้ทางการเกษตรที่ทิ้งไป โดยคำนึงถึงคุณสมบัติที่จะช่วยให้ระบบรากและต้นกล้วยไม้เจริญงอกงามดีและต้องหาได้ง่าย ราคาถูก ทนทาน และไม่ย่อยสลายเร็วเกินไป เบื้องต้นเลือกมา 5 ชนิด ได้แก่ กระถิน ทางปาล์มน้ำมัน ทางสละ เศษเหลือทิ้งจากสับปะรด ทะลายปาล์มน้ำมันจากโรงงานสกัดน้ำมันปาล์มดิบ โดยมีวัสดุกาบมะพร้าวเป็นตัวเปรียบเทียบ
                      “เราคัดเลือกวัสดุเหลือใช้ทิ้ง หาได้ง่าย ต้นทุนต่ำ ระบายน้ำได้ดี ไม่อุ้มน้ำจนแฉะ สามารถนำมาอัดเป็นก้อนวัสดุปลูกทดแทนกาบมะพร้าว เราใช้เวลาศึกษาทดลองประมาณ 3 ปี เริ่มต้นตั้งแต่เดือนตุลาคม 2555 สิ้นสุดการทดลองในเดือนกันยายน 2558 โดยได้รับความอนุเคราะห์จากกลุ่มวิจัยปฐพีวิทยา กองวิจัยพัฒนาปัจจัยการผลิตทางการเกษตร และสวนกล้วยไม้ของคุณสุวรรณ หิรัญวรวุฒิกุล สวนกล้วยไม้สุวรรณภูมิออร์คิด ที่ ต.หนองกระทุ่ม อ.กำแพงแน จ.นครปฐม ผลการทดลองพบว่า วัสดุที่กล้วยไม้ตอบสนองได้ดีคือกระถินและทางปาล์มน้ำมันที่จะนำมาปลูกกล้วยไม้ตัดดอกสกุลดีที่สุด” พุทธธินันทร์ กล่าว
                      สำหรับการดำเนินการเริ่มจากนำตัวอย่างวัสดุทั้งหมดไปศึกษาวิธีลดขนาดและกระบวนการอัดก้อนวัสดุสำหรับปลูกกล้วยไม้ตัดดอกสกุลหวาย สำหรับต้นกระถินหรือกิ่งกระถินใช้เครื่องหั่นย่อยกิ่งไม้ และใช้เครื่องหั่นเส้นใย คือ ทะลายปาล์มน้ำมัน ทางปาล์ม ทางสละและเศษเหลือทิ้งจากสับปะรด ซึ่งมีลักษณะเป็นพืชเส้นใย เครื่องหั่นนี้พัฒนาขึ้นมาโดยสถาบันวิจัยเกษตรวิศวกรรม จากนั้นนำไปอัดเป็นก้อนวัสดุสำหรับปลูกกล้วยไม้ โดยการสร้างบล็อกโมเดลสำหรับขึ้นรูป มีขนาด 24x36x8 ซม. ซึ่งเป็นขนาดเดียวกับก้อนวัสดุปลูกกาบมะพร้าวที่ใช้กันทั่วไปในสวนกล้วยไม้ของเกษตรกร บล็อกที่ว่าใช้ปูนซีเมนต์เป็นตัวประสานให้วัสดุเหลือทิ้งที่เตรียมไว้สามารถขึ้นเป็นวัสดุปลูกได้
                      จากนั้นนำตัวอย่างก้อนวัสดุปลูกทั้งหมดไปศึกษาวิเคราะห์คุณสมบัติทางกายภาพและเคมี เพื่อทดสอบค่าต่างๆ รวมถึงศึกษาอายุและการใช้งานของก้อนวัสดุปลูกแต่ละชนิดและพบว่ากระถินและทางปาล์มน้ำมันทดแทนกาบมะพร้าวดีที่สุด
                      นอกจากนี้ยังวิจัยในส่วนของเครื่องมือผลิตกระบะวัสดุปลูกทดแทนกาบมะพร้าวในเชิงพาณิชย์ด้วย โดยผลิตเครื่องผลิตกระบะวัสดุปลูกกล้วยไม้ต้นแบบ ซึ่งมีความสามารถในการผลิต 25-30 กระบะต่อชั่วโมง กระบะวัสดุปลูกมีขนาด 20x36x8 ซม. สามารถปลูกกล้วยไม้ได้ 4 ต้น สนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ศูย์วิจัยเกษตรวิศวกรรมจันทบุรี โทรศัพท์ 0-3945-1222
————————
(ทำมาหากิน : ใช้กระถิน-ทางปาล์มน้ำมัน นวัตกรรมใหม่ปลูกกล้วยไม้ : โดย…นวลศรี โชตินันทน์)

ปรับกลยุทธ์’ริเวอร์แคว วิลเลจ’อีกก้าวการทำธุรกิจ’วีรวัฒน์’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160225/223015.html

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันพฤหัสบดีที่ 25 กุมภาพันธ์ 2559
ปรับกลยุทธ์'ริเวอร์แคว วิลเลจ'อีกก้าวการทำธุรกิจ'วีรวัฒน์'

หนักเอาเบาสู้ : ปรับกลยุทธ์ ‘ริเวอร์แคว วิลเลจ’ อีกก้าวการทำธุรกิจ ‘วีรวัฒน์’ : โดย…พรนภา สวัสดี

                      เศรษฐกิจของต่างประเทศที่เปลี่ยนผัน ทำให้ต้องปรับกลยุทธ์ มองหาตลาดลูกค้าใหม่ พัฒนาสิ่งใกล้ตัวหาความแปลกใหม่ สร้างความน่าสนใจ ไม่ใช่แค่ที่พัก แต่พร้อมด้วยกิจกรรมที่หลากหลาย การพัฒนาที่ไม่มีคำว่าหยุดอยู่กับที่
                      ด้วยแนวคิดผู้บริหารหนุ่มคนรุน่ใหม่ วีรวัฒน์ เจียรจิตเลิศ ผู้จัดการฝ่ายพัฒนาธุรกิจ ริเวอร์แคววิลเลจ วัย 28 ปี เผยว่า ริเวอร์แคววิลเลจ โฮเทล ที่ จ.กาญจนบุรี เปิดให้บริการมากว่า 38 ปีแล้ว แต่น้อยคนที่จะรู้จัก ด้วยก่อนหน้านี้คนไทยไม่ค่อยมีกำลังจ่ายในเรื่องของการท่องเที่ยวมากนัก กลุ่มลูกค้าของโรงแรมจึงเป็นกลุ่มชาวต่างชาติทางฝั่งยุโรปเป็นส่วนมาก ก่อนหน้านี้กลุ่มลูกค้าหลักที่เข้ามาพักเป็นนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ อาทิ รัสเซีย ออสเตรเลีย เป็นส่วนใหญ่ แต่ช่วงนี้เศรษฐกิจของต่างประเทศไม่ค่อยดีนัก อัตราการเข้ามาท่องเที่ยวและเข้าพักจึงมีจำนวนลดลงถึง 70% การปรับกลยุทธ์ มองหาตลาดกลุ่มลูกค้าใหม่ๆ จึงเป็นเรื่องที่สำคัญ
                      “ในปีที่ผ่านมา 80% ของคนไทยมีกำลังจ่ายในการท่องเที่ยว และมีความสนใจที่จะเข้ามาเที่ยวใน จ.กาญจนบุรี เพิ่มมากขึ้น การหันมาพัฒนาตลาดในประเทศถือเป็นความท้าทาย ความน่าสนใจของการพัฒนาให้กิจการก้าวไปข้างหน้าอีกหนึ่งก้าว กิจกรรมที่เข้ามาช่วยดึงความสนใจของนักท่องเที่ยว ไม่ได้มีแค่เพียงบ่อน้ำร้อนเท่านั้น แต่มีการจัดกิจกรรมเอ็กซ์ตรีมเพิ่มเข้ามาถึง 10 อย่าง เป็นการท่องเที่ยวที่เหมาะสำหรับคนทุกเพศ ทุกวัย ทั้งคนที่รักสุขภาพ และคนที่ชอบในกิจกรรมท้าทาย”
                      สำหรับพื้นที่โรงแรม 400 กว่าไร่ ประกอบด้วยตัวโรงแรม 40 ไร่ ตัวกิจกรรม 30 ไร่ ที่เหลือเป็นสวน เป็นต้นไม้ ความงามทางธรรมชาติ บรรยากาศของป่าเขา โดยห้องพักทางโรงแรมมีไว้รองรับลูกค้าถึง 271 ห้อง มีหลายรูปแบบให้เลือกได้ตามความชอบ ระดับราคาตามแต่ละรูปแบบ และการทำกิจกรรม เฉลี่ยอยู่ที่ 3,000 บาท ถ้าเป็นกรุ๊ปทัวร์ หรือกลุ่มสัมมนา โรงแรมมีห้องสำหรับไว้จัดประชุมถึง 4 ห้อง พร้อมทั้งสิ่งอำนวยความสะดวก กิจกรรมอีกมากมาย
                      “ริเวอร์แคววิลเลจยังคงเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจจากลูกค้าที่เคยเข้ามาใช้บริการทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ถือว่าเป็นผลตอบรับที่ดี ซึ่งการปรับตัวในเรื่องของการดูแล การบริการกลุ่มลูกค้าชาวต่างชาติ และกลุ่มลูกค้าคนไทย ไม่มีความแตกต่างกัน”
                      ด้วยความที่เป็นคนใส่ใจในทุกรายละเอียด แม้แต่สิ่งเล็กๆ น้อยๆ หรือคำติชมของลูกค้า ทำให้ตลอดเวลาการทำงานพยายามศึกษา และนำมาพัฒนา ปรับปรุงให้โรงแรมมีความทันสมัยอยู่เสมอ เพื่อรองรับความต้องการของกลุ่มลูกค้าที่มีความเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา  นับด้วยระยะทางที่ไม่ไกลจากกรุงเทพฯ มากนัก น่าจะเป็นอีกแห่งที่น่าสนใจรอทุกท่านไปสัมผัส
————————
(หนักเอาเบาสู้ : ปรับกลยุทธ์ ‘ริเวอร์แคว วิลเลจ’ อีกก้าวการทำธุรกิจ ‘วีรวัฒน์’ : โดย…พรนภา สวัสดี)

รวม ‘สแน็คเห็ด’ จากฟาร์ม เพิ่มค่าอร่อยมุ่งสุขภาพดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160224/222918.html

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันพุธที่ 24 กุมภาพันธ์ 2559
รวม 'สแน็คเห็ด' จากฟาร์ม เพิ่มค่าอร่อยมุ่งสุขภาพดี

ทำมาหากิน : รวม ‘สแน็คเห็ด’ จากฟาร์ม เพิ่มค่าอร่อยมุ่งสุขภาพดี : โดย…ธานี กุลแพทย์

                      ความนิยมบริโภคเห็ดที่มีอย่างต่อเนื่องและเพิ่มมากขึ้นในโหมดอาหารจานสุขภาพ ทำให้หนุ่มเมืองโคราช “ศุภชัย คงธนะรุ่ง” วัย 26 ปี เห็นโอกาสตลาดจะสดใสจึงเปิดฟาร์มเห็ด ด้วยแนวคิดนอกจากขายผลิตผลเห็ดสดแล้ว ยังแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ได้อีกหลากหลายเมนู
                      ศุภชัย คงธนะรุ่ง ย้อนให้ฟังว่าสนใจเรื่องเห็ดมานาน เพราะนอกจากมีคุณค่าทางโภชนาการแล้วยังมีสรรพคุณช่วยเสริมภูมิคุ้มกันในร่างกาย ลดความเสี่ยงโรคมะเร็ง เบาหวาน หลอดเลือดหัวใจอุดตัน เมื่อเรียนจบวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน ปี 2556 ได้เปิดฟาร์มเห็ดภูฐาน ชื่อ “ฟาร์มเห็ดคุณยุ่ง” เริ่มจากซื้อก้อนเห็ดจากเกษตรกร 1,000 ก้อน เก็บผลผลิตครั้งแรกได้ 40 กิโลกรัม จึงนำไปขายในมหาวิทยาลัย ด้วยความสดใหม่ทำให้ได้ราคาสูง และจำหน่ายหมดในเวลาไม่ถึงหนึ่งชั่วโมง จากนั้นเห็ดสดจากฟาร์มของเขาจึงขายดีมาตลอด
                      ต่อเมื่อความต้องการของผู้บริโภคเพิ่มขึ้น ปีถัดมา ศุภชัย จึงคิดขยายช่องทางการตลาดโดยใช้เวลา 3 เดือนลองผิดลองถูกแปรรูปเห็ดเป็นผลิตภัณฑ์ในโหมดอาหารกินเล่นในสูตรเฉพาะของตัวเองควบคู่ไปกับการขายเห็ดสด มุ่งกลุ่มลูกค้ารักสุขภาพ เน้นการผลิตที่ได้มาตรฐาน สะอาด อร่อย อาทิ เห็ดทอดงาดำ 5 รสชาติ ข้าวเกรียบเห็ดงาดำ คุกกี้เห็ดกรอบ เป็นต้น
                      โดยสูตรที่คิดขึ้นที่โดดเด่นคือน้ำมันน้อย กรอบนาน ไม่เหนียว อยู่นาน 1 เดือน แต่ละสูตรมีส่วนผสมเนื้อเห็ดกว่าร้อยละ 50 เพื่อให้ลูกค้าได้สัมผัสเนื้อ กลิ่นของเห็ด และความอร่อย ซึ่งการันตีทุกเมนูโดนใจและถูกปากลูกค้าแน่นอน
                      เกือบ 2 ปีของสแน็คเห็ด ศุภชัย บอกว่า มีกลุ่มลูกค้าติดต่อให้ไปขายในงานโอท็อปทั่วประเทศ ร้านค้าของฝากในจังหวัดต่างๆ รวมถึงขอซื้อสูตร บางรายแนะนำให้จัดทำแฟรนด์ไซส์ขาย แต่ต้องปฏิเสธไปหลายรายเพราะลูกค้าต้องการปริมาณมาก ซึ่งกำลังการผลิตมีไม่เพียงพอ
                      “ที่ผ่านมาต่อเดือนจะผลิตได้เต็มที่ 200 กิโลกรัม โดยให้ลูกค้าสั่งจองล่วงหน้า เพราะเราจะผลิตตามออเดอร์ เพื่อให้มั่นใจว่าลูกค้าจะได้ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ”
                      อย่างไรก็ตาม เพื่อทางเลือกของลูกค้า ศุภชัย บอกล่าสุด ได้ผลิตน้ำเห็ดหลินจือแดงพร้อมดื่มเพื่อสุขภาพ และดอกเห็ดหลินจือแดงอบแห้ง ตอนนี้วางจำหน่ายแล้ว ชาวโคราชหาซื้อได้ที่ร้านขนมไทยไพรจิต หลังย่าโม ต่างจังหวัดสั่งได้ทางข้อความ
                      ปัจจุบันศุภชัยทำธุรกิจเห็ดครบวงจร ตั้งแต่ผลิตก้อนเห็ด ปลูก ขาย และแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ โดยแบ่งบริหารจัดการเป็น 2 ส่วน ส่วนที่ 1 ฟาร์มเห็ดคุณยุ่ง ผลิตก้อนเชื้อและส่งดอกเห็ดสด ส่วนที่ 2 โคราชดอกเห็ด จะรับดอกเห็ดมาแปรรูป
                      “กำลังการผลิตต่อวันจะทำเท่าที่ทำได้ ในอนาคตจะขยายฟาร์มทำเป็นอุตสาหกรรมขนาดเล็ก เตรียมจดทะเบียนพาณิชย์ ขอ อย. และส่งผลิตภัณฑ์คัดสรรสินค้าโอท็อป ทั้งคิดค้นสูตรการแปรรูปที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะ เพื่อสร้างจุดเด่นให้ผลิตภัณฑ์”
                      ผู้สนใจจะเยี่ยมชมฟาร์ม หรือต้องการซื้อหาผลิตภัณฑ์ เข้าไปได้ทางเฟซบุ๊กที่ฟาร์มเห็ดคุณยุ่ง โคราช หรือโทรศัพท์สอบถามรายละเอียดได้ที่ 08-3374-7244
——————–
(ทำมาหากิน : รวม ‘สแน็คเห็ด’ จากฟาร์ม เพิ่มค่าอร่อยมุ่งสุขภาพดี : โดย…ธานี กุลแพทย์)

‘ถั่วแขกสีม่วงสิรินธร เบอร์ 1’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160224/222919.html

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันพุธที่ 24 กุมภาพันธ์ 2559
'ถั่วแขกสีม่วงสิรินธร เบอร์ 1'

รู้มา เล่าไป : ‘ถั่วแขกสีม่วงสิรินธร เบอร์ 1’ : โดย…ดลมนัส กาเจ

                      นับเป็นการเพิ่มทางเลือกให้แก่เกษตรกรผู้ปลูกพืชผักสวนครัว ซึ่งเมื่อวันที่ 5 มกราคม ที่ผ่านมา ทางกรมวิชาการเกษตรได้ออกหนังสือรับรอง สำหรับพันธุ์พืช “ถั่วแขก” ตามมูลนิธิชัยพัฒนา ได้ยื่นหนังสือขอรับรองพันธุ์พืชขึ้นทะเบียนตามพระราชบัญญัติพันธุ์พืช พ.ศ. 2518 กับกรมวิชาการเกษตร เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2558
                      ถั่วแขกที่ว่านี้ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้เสด็จฯ ไปยังศูนย์พัฒนาพันธุ์พืชจักรพันธ์เพ็ญศิริ อ.แม่สาย จ.เชียงราย
                      เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2558 และได้พระราชทานนามว่า “ถั่วแขกสีม่วงสิรินธร เบอร์ 1”
                      สำหรับ “ถั่วแขกสีม่วงสิรินธร เบอร์ 1” เป็นถั่วฝักยาวสำหรับบริโภค มีลักษณะการเจริญเติบโตแบบขึ้นค้าง ใบ เป็นแบบสามเหลี่ยม ใบมีสีเขียวแต้มม่วง ใบย่อยส่วนปลายมีความกว้าง 10.5 ซม.และยาว 13.25 ซม. ก้านใบมีสีม่วง ด้านหลังใบและท้องใบมีขนเล็กน้อย ดอก/ช่อดอก มีตำแหน่งข้อที่ดอกแรกบานพบข้อที่ 4-5 สีกลีบคู้ข้างและสีกลีบกลางมีสีม่วง
                      ฝักและเมล็ด มีลักษณะเป็นฝักสดสีม่วง รูปร่างปลายฝักแหลม มีความยาวประมาณ 14.50 ซม. มีความกว้างฝักประมาณ 0.89 ซม. น้ำหนักฝักประมาณ 8.17 กรัม ลักษณะฝักโค้งเล็กน้อย ผิวฝักเรียบ รูปร่างเมล็ดเป็นรูปไต เมล็ดมีสีครีมลายกระ สีขั้วเมล็ดสีครีม จำนวนเมล็ดต่อฝัก 8-10 เมล็ด น้ำหนัก 100 เมล็ดเท่ากับ 21.98 กรัม มีอายุการเก็บเกี่ยวเพียง 45 วันจัดอยู่ในวงศ์ LEGUMINOSAE
                      เป็นถั่วที่ได้มาจากการผสมข้ามระหว่างถั่วแขกสายพันธุ์แม่ CMB001 กับสายพันธุ์พ่อ CMB013 ซึ่งเป็นพันธุกรรมจากแหล่งรวบรวมพันธุ์ถั่วแขกของสาขาพืชผัก มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ลักษณะสายพันธุ์แม่จะเป็นถั่วแขกเลื้อย ฝักกลม สีเขียว ให้ผลผลิตสูง ออกดอกเร็ว ส่วนสายพันธุ์พ่อ เป็นถั่วแขกพันธุ์พุ่ม ฝักกลม ปลายเรียวแหลม ฝักมีสีม่วงเข้ม ผลผลิตต่ำ ทำการผสมข้ามเมื่อปี 2551 ณ สำนักฟาร์ม มหาวิทยาลัยแม่โจ้ อ.สันทราย จ.เชียงใหม่ ปลูกคัดเลือกจำนวน 7 รอบ ได้ถั่วแขกที่มีลักษณะคงที่ทางพันธุกรรม
                      จากนั้นทำการปลูกทดสอบรวมกับสายพันธุ์อื่นๆ เพื่อเก็บข้อมูลลักษณะประจำพันธุ์ ณ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ในปี 2557-2558 ได้นำไปปลูก ณ ศูนย์พัฒนาพันธุ์พืชจักรพันธ์เพ็ญศิริ อ.แม่สาย จ.เชียงราย
                      สมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เคยเล่าว่า ถั่วชนิดนี้เป็นพันธุ์พืชที่คิดค้น ปรับปรุง และพัฒนาพันธุ์โดยนักวิจัยของหน่วยงานทั้งภาครัฐ-เอกชน และเกษตรกร เจ้าของหรือนักปรับปรุงพันธุ์พืชสามารถขอให้กรมวิชาการเกษตรให้การรับรองเป็นพันธุ์พืชขึ้นทะเบียนตามพระราชบัญญัติพันธุ์พืช พ.ศ. 2518 ได้
                      ทั้งนี้เพื่อแสดงความเป็นเจ้าของพันธุ์ที่คิดค้นได้ ซึ่งจะช่วยส่งเสริมให้มีการคิดค้น และปรับปรุงพันธุ์พืชใหม่ๆ ให้เป็นเกียรติประวัติแก่ผู้ปรับปรุงพันธุ์พืช อันจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาภาคเกษตรของประเทศไทยต่อไปครับ!
——————–
(รู้มา เล่าไป : ‘ถั่วแขกสีม่วงสิรินธร เบอร์ 1’ : โดย…ดลมนัส กาเจ)

เกษตรกรนักคิด ทำแปลงจีพีเอสู่ระบบอินทรีย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160224/222920.html

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันพุธที่ 24 กุมภาพันธ์ 2559
เกษตรกรนักคิด ทำแปลงจีพีเอสู่ระบบอินทรีย์

เกษตรกรคนเก่ง : เกษตรกรนักคิด ทำแปลงจีพีเอสู่ระบบอินทรีย์ : โดย…โต๊ะข่าวเกษตร

                      “เมื่อเราต้องการให้พ่อ แม่ พี่ น้อง ได้กินของที่ปลอดภัยจึงวางแผนปลูกพืชผัก ไม้ผล ยางพารา เพื่อเป็นรายได้ ปลูกพืชสมุนไพร ไม้หายาก เป็นแหล่งเรียนรู้ โดยตั้งใจไม่ใช้สารเคมีเลย”
นี่เป็นแนวคิดของ น.ส.สุชัญญานมาศ สุขาพันธ์ เกษตรกรและประธานศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงบ้านเขาดิน ต.ดินอุดม อ.ลำทับ จ.กระบี่ ที่พลิกผืนดิน 15 ไร่ ให้เป็นแปลงเกษตรปลอดสาร จนได้รับการรับรองมาตรฐานการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับพืช (จีเอพี) และกำลังเข้าสู่ระบบการผลิตพืชอินทรีย์ เพื่อการรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ของกรมวิชาการเกษตรต่อไป
                      สุชัญญานมาศ กล่าวว่า เมื่อคิดเช่นนี้จึงศึกษาหาข้อมูล ฝึกอบรม ทั้งได้รับการถ่ายทอดความรู้และเทคโนโลยีจากเจ้าหน้าที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรกระบี่ ในปี 2551 จากนั้นได้นำความรู้มาปรับใช้ในพื้นที่ ซึ่งกว่าจะเปลี่ยนให้คืนสู่ความอุดมสมบูรณ์ต้องใช้เวลากว่า 6 ปี เพราะเดิมพื้นที่นี้รุ่นพ่อทำเกษตรโดยพึ่งสารเคมีมาตลอด
                      ต่อเมื่อผืนดินคืนสู่สภาพที่ดี ส่งให้ผลผลิตต่างๆ มีระยะเก็บเกี่ยวนานขึ้น ที่สำคัญผลผลิตได้การรับรองแปลงจีพีเอ ซึ่งการันตีคุณภาพ ทำให้จำหน่ายได้ราคาสูง ดังในปี 2557 มีรายได้หลักจากยางพาราราว 1 แสนบาท ขณะที่พืชร่วมสวนยาง สร้างรายได้ไม่ต่ำกว่า 3-4 แสนบาท นับเป็นรายได้ที่เธอพอใจ
                      ทุกวันนี้ เธอเน้นขายผลผลิตในชุมชน เหลือก็แบ่งปันสนับสนุนโรงเรียนในพื้นที่บ้าง พร้อมกันนี้ได้เปิดพื้นที่เป็นศูนย์เรียนรู้ฯ ถ่ายทอดความรู้ด้านเกษตรให้แก่นักเรียน ผู้สนใจ เข้าศึกษาวิถีแห่งความพอเพียงตามรอยพ่อหลวง นำไปปรับใช้ในการดำเนินชีวิตและสร้างอาชีพ ที่เน้นสุขภาพดี มีความสุข เลี้ยงครอบครัวได้ และแบ่งปันให้แก่ชุมชนและสังคม
                      สำหรับเกษตรกร หรือผู้ที่ต้องการแลกเปลี่ยนเรียนรู้วิถีทำเกษตรปลอดภัย ติดต่อเธอได้โดยตรงที่ 08-1781-4808 และ 09-8016-2379
——————–
(เกษตรกรคนเก่ง : เกษตรกรนักคิด ทำแปลงจีพีเอสู่ระบบอินทรีย์ : โดย…โต๊ะข่าวเกษตร)

เส้นทางอาชีพ : นิคมฮาลาลปานาเระ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160223/222882.html

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันอังคารที่ 23 กุมภาพันธ์ 2559
เส้นทางอาชีพ : นิคมฮาลาลปานาเระ

เส้นทางอาชีพ : นิคมฮาลาลปานาเระ : โดย…สุรัตน์ อัตตะ surat_a@nationgroup.com

                      เห็นกระแสคัดค้านของภาคประชาสังคมการจัดตั้ง “นิคมอุตสาหกรรมอาหารฮาลาล” ที่บ้านห้วยโจ้ ต.ดอยหล่อ อ.ดอยหล่อ จ.เชียงใหม่ ก็อดเสียดายไม่ได้หากโครงการเป็นอันต้องล้มเลิกไป เพราะนอกจากจะทำให้ประเทศไทยก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำครัวของโลกแล้ว การสร้างงานสร้างอาชีพใหัคนในพื้นที่ก็จะตามมาอีกมหาศาล เห็นได้จากนิคมอุตสาหกรรมอาหารฮาลาล จ.ปัตตานี ตั้งอยู่บนเนื้อที่ 165 ไร่ใน ต.บ้านน้ำบ่อ อ.ปานาเระ ที่เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2547 จนถึงปัจจุบัน
                      เป็นนิคมที่ร่วมดำเนินงานระหว่างการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) กับบริษัท ฟาตอนี อินดัสทรี จำกัด แต่ภายหลังได้แจ้งขอยุติดำเนินโครงการเนื่องจากสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ กระทั่งรัฐบาลโดยคณะกรรมการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ (คปต.) มอบหมายให้ ศอ.บต. เป็นเจ้าภาพหลักในการแก้ไขปัญหาและพัฒนานิคมอุตสาหกรรมฮาลาล จ.ปัตตานี ดังกล่าวต่อไป
                      วันก่อนมีโอกาสสนทนากับคุณศรายุทธ เจียรมาศ ปลัด (ป.อาวุโส) อ.ปานาเระ ถึงความคืบหน้าในการดำเนินงานของนิคมอาหารฮาลาลแห่งนี้ที่ถูกยกให้เป็นศูนย์บริการเบ็ดเสร็จครบวงจรอุตสาหกรรมอาหารฮาลาล โดยชาวบ้านพร้อมที่จะให้ความร่วมมือกับภาครัฐในการเข้าไปพัฒนานิคม เพื่อสร้างงาน สร้างรายได้ สร้างอาชีพและสัญลักษณ์ฮาลาลให้เกิดขึ้นในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้โดยเร็ว หลังมีการพัฒนาและปรับปรุงสาธารณูปโภค เช่น น้ำ ไฟ และถนน ทำให้มีความสะดวกขึ้น บริเวณรอบๆ ก็จะมีการผลิตสินค้าโอท็อป สำคัญที่สุดชาวบ้านในพื้นที่จะได้มีงานทำ
                      ปานาเระ ถือเป็นอีกอำเภอของ จ.ปัตตานี ที่มีความสมบูรณ์ไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติ จนเป็นที่มาของป่า นา เล หมายถึงพื้นที่ข้างหลังภูเขา ระหว่างกลางเป็นที่นา ด้านหน้าติดทะเลอ่าวไทย ชาวบ้านส่วนใหญ่มีอาชีพการเกษตรและทำประมงพื้นที่ บางส่วนก็มีอาชีพรับจ้าง ดังนั้นการมีนิคมอาหารฮาลาลในพื้นที่จะช่วยในการสร้างงาน สร้างอาชีพให้คนในพื้นที่เพิ่มขึ้นด้วย คุณศรายุทธบอกว่า ชาวบ้านใน อ.ปานาเระ ตอนนั้น นอกจากทำสวนยางพารา ทำนาและประมงพื้นบ้านที่ทำกันมานานแล้วยังมีการเลี้ยงไก่เนื้อ ไก่ไข่เพื่อส่งขายให้นิคมเพื่อแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ ต่อไป บางส่วนก็เข้ามาทำงานในนิคม
                      ก็นับเป็นความโชคดีของชาวบ้านปานาเระ ที่มีนิคมฮาหารฮาลาลอยู่ในพื้นที่ และโชคดีซ้ำสองเมื่อมีฟาร์มตัวอย่างตามพระราชดำริที่บ้านป่าตาเขียว ต.บ้านกลาง ถืือเป็นแหล่งสร้างงานสร้างอาชีพให้คนในพื้นที่ อันนำมาซึ่งรายได้ โดยไม่จำเป็นต้องเดินทางไปหางานทำในต่างถิ่น ทั้งสองสิ่งนี้คือความภูมิใจของคนปานาเระ ปลัดศรายุทธ กล่าวทิ้งท้ายไว้อย่างนั้น
——————–
(เส้นทางอาชีพ : นิคมฮาลาลปานาเระ : โดย…สุรัตน์ อัตตะ surat_a@nationgroup.com)