‘สีมายา’ จากดินสู่ผืนผ้า งานทำเงินชาวบ้านหน้าถ้ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160223/222883.html

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันอังคารที่ 23 กุมภาพันธ์ 2559
'สีมายา' จากดินสู่ผืนผ้า งานทำเงินชาวบ้านหน้าถ้ำ

ทำมาหากิน : ‘สีมายา’ จากดินสู่ผืนผ้า งานทำเงินชาวบ้านหน้าถ้ำ : โดย…สุพิชฌาย์ รัตนะ

                      จากดินสู่ผืนผ้า ผลิตภัณฑ์ผ้ามัดย้อมที่มาจากสีธรรมชาติ อาจไม่ใช่เรื่องแปลกในยุคสมัยปัจจุบันที่สังคมนิยมและแสวงหาความเป็นธรรมชาติหรือใกล้เคียงธรรมชาติมากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ใดๆ ก็สามารถหาซื้อได้ไม่ยากเย็น แต่หากสีย้อมผ้าที่มาจาก “ดิน” เชื่อแน่ว่าหลายคนไม่เคยได้ยิน สินค้านี้มีให้เลือกแค่ที่นี่ที่เดียวในประเทศไทย “กลุ่มย้อมสีธรรมชาติสีมายา” ต.หน้าถ้ำ อ.เมือง จ.ยะลา
                      เนาวรัตน์ น้อยพงษ์ ประธานกลุ่มสีธรรมชาติสีมายา บอกว่า เดิมทีกลุ่มสมาชิกรวมตัวกันผลิตผ้ามัดย้อมสีจากธรรมชาติโดยทั่วๆ ไป เช่น สีจากแก่นขนุน หูกวาง ใบมังคุด ฝักราชพฤกษ์ ใบกล้วยและกาบมะพร้าว จากนั้นจึงจะนำมาตัดเย็บเป็นประเภทเสื้อยืด เสื้อเชิ้ต ผ้าคลุม ผ้าเช็ดหน้า ซึ่งรูปแบบไม่แตกต่างจากผลิตภัณฑ์ที่วางจำหน่ายตามท้องตลาดทั่วไปที่มักจะผลิตออกมาคล้ายๆ กันทำให้ต้องแข่งขันแย่งตลาดกันเอง กระทั่งพยายามคิดหาจุดขายใหม่ๆ ให้สินค้า กระทั่งได้รับคำแนะนำจากผู้รู้ในหลายๆ ด้านที่แนะนำให้เน้นการนำวัตถุดิบในท้องถิ่นที่เป็นรากเหง้าเป็นภูมิปัญญาดั้งเดิมมาใช้ประโยชน์ในด้านการผลิตเป็นแบรนด์สินค้า จากจุดนี้จึงนำสู่แนวคิดการนำดิน “สีมายา” มาสกัดเป็นสีย้อมผ้าจากธรรมชาติที่มีแค่ จ.ยะลา แห่งเดียวเท่านั้น
                      เนาวรัตน์ อธิบายต่อว่า สีมายา หรือขี้มายา คือชื่อเรียกของดินที่มาจากในถ้ำซึ่งเกิดจากการทับถมของสิ่งมีชีวิตเป็นหมื่นปีจนกลายเป็นดินและที่สำคัญในถ้ำจะมีค้างคาวอาศัยอยู่ทำให้ดินที่ได้จะมีส่วนผสมของขี้ค้างคาวไปด้วยกลายเป็นปุ๋ยอย่างดีชาวบ้านก็เลยเรียกว่า “สีมายา” ซึ่งชาวบ้านไปขุดมาวางขายเป็นปุ๋ยธรรมชาติ แต่มีจำนวนไม่น้อยที่รู้ว่าสีจากดินมีประโยชน์หากนำมาย้อมบนผืนผ้าจะได้สีสันที่เป็นเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร และที่สำคัญผ้าทุกผืนสามารถบ่งบอกเรื่องราวและแหล่งที่มาได้อย่างชัดเจน ครั้งแรกที่เริ่มต้นนำสินค้าไปทดลองจำหน่ายที่ร้านค้าจำหน่ายของที่ระลึกบริเวณวัดคูหาภิมุข หรือวัดถ้ำยะลา ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญแห่งหนึ่งของ จ.ยะลา
                      จากจุดนี้ทำให้ผ้ามัดย้อมสีธรรมชาติสีมายากลายเป็นสินค้าขายดีได้อย่างรวดเร็ว ล่าสุดกลุ่มจึงเปิดโอกาสให้ใครที่สนใจอยากเรียนรู้ก็สามารถตามไปดูกระบวนการผลิตทุกขั้นตอนถึงแหล่งผลิตได้เลยทันที ซึ่งเมื่อเห็นแล้วจะยิ่งภาคภูมิใจที่มีโอกาสเป็นเจ้าของผลิตภัณฑ์ผ้าจากสีมายาที่ไม่ง่ายเลยกว่าจะได้มาในแต่ละผืน ปัจจุบันกลุ่มมีการผลิตลวดลายจากสีมายาถึง 7 แบบ ประกอบด้วย ลายแมงมุม ลายปล้องไผ่ ลายขดลวด ลายดอกฟัก ลายข้าวหลามตัด ลายริ้วทองและลายดอกทานตะวัน ขณะที่ผ้าส่วนใหญ่จะถูกนำมาตัดเย็บเป็นสินค้าหลากหลาย แต่ที่ได้รับความนิยมสูงสุดคือ เสื้อเชิ้ตที่มีลูกค้ากลุ่มวัยกลางคนหันมาสวมใส่ออกงานสังคมในท้องถิ่นนั่นเอง
                      ประธานกลุ่มสีธรรมชาติสีมายา บอกอีกว่า สำหรับกระบวนการสกัดสีจากดินสีมายาเป็นขั้นตอนที่ต้องใช้ความพยายามสูง เริ่มจากการนำดินมาต้มจนได้สี จากนั้นก็ต้องกรองแยกเศษดินออกให้หมดเอาเฉพาะน้ำเพื่อนำไปย้อมสีผ้าตามลวดลายที่ต้องการ ขั้นตอนการกรองเป็นสิ่งที่สำคัญที่ต้องกรองแล้วกรองอีกจนกว่าจะมั่นใจว่าสะอาดจริง “การสกัดสีจากดินสีมายาจะได้สีย้อมผ้าเป็นสีโทนส้มอ่อนๆ คล้ายสีก้อนอิฐ เมื่อกรองหลายๆ ครั้งก็จะได้สีสันที่แตกต่างกันออกไปตามความเข้มอ่อนของดิน แต่ 90% โทนสีที่ได้จะจัดอยู่ในกลุ่มเอิร์ธโทนช่วยทำให้ผ่อนคลาย” เนาวรัตน์ กล่าวปลื้ม ผลิตภัณฑ์ผ้ามัดย้อมสีธรรมชาติ “สีมายา” กลายเป็นสินค้าขายดีที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวมีเรื่องราวที่สามารถบอกเล่าผ่านสีของผืนผ้าให้คนยะลาภาคภูมิใจ สนใจผลิตภัณฑ์ติดต่อได้ที่ “กลุ่มย้อมสีธรรมชาติสีมาย” ต.หน้าถ้ำ อ.เมือง จ.ยะลา โทร.0-7325-3163 หรือ 08-1368-6300 ตลอดเวลา
——————–
(ทำมาหากิน : ‘สีมายา’ จากดินสู่ผืนผ้า งานทำเงินชาวบ้านหน้าถ้ำ : โดย…สุพิชฌาย์ รัตนะ)

อย่ามองข้ามเลี้ยง ‘จิ้งหรีด’ แมลงเศรษฐกิจเงินล้านสู้ภัยแล้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160222/222830.html

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันจันทร์ที่ 22 กุมภาพันธ์ 2559
อย่ามองข้ามเลี้ยง 'จิ้งหรีด' แมลงเศรษฐกิจเงินล้านสู้ภัยแล้ง

ทำมาหากิน : อย่ามองข้ามอาชีพเลี้ยง ‘จิ้งหรีด’ แมลงเศรษฐกิจเงินล้านสู้ภัยแล้ง : โดย…ดลมนัส กาเจ

                      ท่ามกลางที่ประเทศไทยกำลังประสบกับวิกฤติภัยแล้งอย่างกว้างขวาง ถึงขนาดรัฐบาลต้องประกาศขอความร่วมมือจากเกษตรกรให้งดการทำนาปรัง และมีการส่งเสริมอาชีพอื่นทดแทนไม่ว่าจะเป็นการปลูกพืชที่ใช้น้ำน้อย
                      ในจำนวนอาชีพเสริมที่ใช้น้ำน้อยนั้น คือการเลี้ยงจิ้งหรีด เป็นอีกหนึ่งอาชีพที่ไม่ควรจะมองข้าม เนื่องจากเป็นอาชีพที่ใช้น้ำน้อยมาก เลี้ยงง่าย ตลาดต้องการสูง สามารถสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรเป็นอย่างดี จะเห็นจากบางหมู่บ้านที่เลี้ยงจิ้งหรีด มีเงินหมุนเวียนเดือนละนับล้านบาท โดยมีผู้ประกอบการไปรับซื้อถึงที่ ส่วนหนึ่งใช้บริโภคภายในประเทศ และอีกส่วนส่งออก
                      สอดคล้องกับก่อนหน้านี้ ทางองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ หรือเอฟเอโอ  ออกรายงานอย่างเป็นทางการว่า หนึ่งในหนทางดีที่สุดในการเลี้ยงประชากรโลกที่คาดว่าจะมีกว่า 9,000 ล้านคนในปี ค.ศ.2050 คือ “แมลง” ซึ่งจะช่วยลดแรงกดดันต่อป่าไม้และทะเล แหล่งอาหารหลักของคนเราไม่ให้รับศึกหนักมากไปกว่านี้ และปริมาณอาหารที่ผลิตได้ ณ วันนี้มีไม่เพียงพอแน่นอน
                      เอฟเอโอ เคยระบุว่า แมลงบางชนิดต้องเป็นอาหารคน เนื่องจากความต้องการแหล่งอาหารอย่างยั่งยืนเพิ่มสูงขึ้น ที่สำคัญกระบวนการเผาผลาญอาหารเป็นน้ำหนักตัวของปศุสัตว์และสัตว์ปีก ไม่ดีเท่ากับแมลง อย่างจิ้งหรีด ต้องการอาหารเพียง 2 กิโลกรัม สำหรับการทำน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม กระบวนการเปลี่ยนผ่านทางชีวภาพที่มีต้นทุนต่ำ แถมช่วยลดการปนเปื้อน และปล่อยก๊าซเรือนกระจก, ก๊าซแอมโมเนีย น้อยกว่าโค กระบือ และสุกร ตลอดจนใช้ที่ดินและน้ำน้อยกว่าการเลี้ยงปศุสัตว์ รวมถึงการใช้ทรัพยากรน้ำที่น้อยด้วย
                      ขณะที่ประเทศไทยก็ได้มีสถาบันการศึกษา หน่วยงานของรัฐ และบริษัทเอกชนบางแห่งก็มีการส่งเสริมในการเลี้ยงแมลงมาบ้างแล้ว โดยเฉพาะจิ้งหรีด อย่างคณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ได้มีกิจกรรมจัดอบรมเชิงปฏิบัติการเรื่อง “การแปรรูปอาหารจากแมลง” เน้นไปที่ชนิดและคุณค่าทางอาหารของแมลงกินได้ เป็นต้น
                      ล่าสุด นายพิศาล พงศาพิชณ์ รองเลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) ระบุว่า ทางคณะกรรมาธิการยุโรป หรืออีซี ได้ประกาศยอมรับกฎระเบียบฉบับใหม่เกี่ยวกับอาหารที่ใช้เทคโนโลยีใหม่ (Novel food) เพื่อให้สถานประกอบการสามารถนำเข้า Novel food ไปยังยุโรปได้สะดวกขึ้น ซึ่งกฎระเบียบดังกล่าว จะเริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2561 และได้กำหนดให้แมลงเป็น Novel food ด้วย ถือเป็นการเปิดช่องทางให้แก่อุตสาหกรรมอาหารจากวัตถุดิบแมลง ที่จะเป็นโอกาสให้เกษตรกรผู้เลี้ยงจิ้งหรีดของไทยที่จะขยายตลาดส่งออกได้มากขึ้น จึงจำเป็นต้องเร่งจัดทำมาตรฐานจีเอพี ฟาร์มจิ้งหรีด เพื่อเสริมขีดความสามารถการแข่งขันให้แก่สินค้าแมลงของไทยในตลาดโลก
                      “ปัจจุบันไทยเป็นประเทศที่มีศักยภาพและมีความชำนาญในการเพาะเลี้ยงจิ้งหรีดในเชิงพาณิชย์ โดยมีฟาร์มจิ้งหรีดประมาณ 2 หมื่นแห่ง ส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อาทิ จ.ขอนแก่น กาฬสินธุ์ และมหาสารคาม สำหรับพันธุ์จิ้งหรีดที่เกษตรกรนิยมเลี้ยงมี 3 สายพันธุ์ ได้แก่ พันธุ์สะดิ้ง ทองดำ และจิ้งหรีดขาว โดยมีกำลังผลิตสูงถึง 7,500 ตัน/ปี คิดเป็นมูลค่าจิ้งหรีดสดและแปรรูปรวมกว่า 900 ล้านบาท” นายพิศาล กล่าว
                      รองเลขาธิการ มกอช. ระบุอีกว่า ในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา ได้มีการพัฒนาผลิตภัณฑ์จิ้งหรีดแปรรูปมากมาย เช่น สแน็คฟู้รสชาติต่างๆ ทั้ง รสต้มยำ รสวาซาบิ จิ้งหรีดกรอบ รวมทั้งจิ้งหรีดชนิดโปรตีนผง เพื่อนำไปแปรรูป เป็น เค้ก คุกกี้ ส่งออกไปยังประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งลาว จีน และสหภาพยุโรป หรืออียู ทางผู้ประกอบการได้ประสานมายัง มกอช. เพื่อให้ออกข้อกำหนดมาตรฐานการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับฟาร์มจิ้งหรีด หรือฟาร์มจิ้งหรีดจีเอพี ขณะนี้อยู่ระหว่างเร่งเสนอให้คณะกรรมการมาตรฐานสินค้าเกษตรพิจารณาการจัดทำมาตรฐานฟาร์มจิ้งหรีด เพื่อสนับสนุนการเพาะเลี้ยง การแปรรูปและการส่งออกจิ้งหรีดไปต่างประเทศต่อไป
                      ด้าน นายราฟาเอล ซาโมซิโน กรรมการผู้จัดการบริษัท อีโค่ อินเซ็ค ฟาร์มมิ่ง จำกัด ผู้รับซื้อจิ้งหรีดเพื่อนำไปแปรรูเป็นจิ้งหรีดผง ส่งออกยุโรป มีสำนักงานอยู่ที่ อ.สันป่าตอง จ.เชียงใหม่ บอกว่า ปัจจุบันทางอียูให้การยอมรับการบริโภคแมลงเพิ่มมากขึ้นแล้ว โดยเฉพาะจิ้งหรีดมีแนวโน้มความต้องการสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในรูปแบบของแป้งจิ้งหรีดหรือจิ้งหรีดผง นำไปทำคุกกี้ และพาสต้า ถือเป็นอาหารโปรตีนชั้นเลิศและมีรสชาติดีด้วย
                      “ช่วงนระยะ 2 ปี ตลาดแป้งจิ้งหรีดในยุโรปเติบโตขึ้นมากอย่าง ประเทศอังกฤษ มีการนำเข้าสูงที่สุด แต่ชาวยุโรปไม่นิยมบริโภคจิ้งหรีดสดเหมือนกับคนไทย แต่ยังไม่ยอมรับการบริโภคเป็นตัว เนื่องจากไม่คุ้นเคยนั่นเอง ทางบริษัท อีโค่ อินเซ็คฯ มีแผนส่งออกแป้งจิ้งหรีดไปยุโรปเดือนละไม่น้อยกว่า 200 กิโลกรัม ขายในราคากิโลกรัมละ 900-1,000 บาท” นายราฟาเอล กล่าว
                      การเลี้ยงจิ้งหรีดนับเป็นอีกทางเลือกของเกษตรกร โดยเฉพาะช่วงที่กำลังประสบปัญหาภัยแล้ง เนื่องจากใช้น้ำน้อยมาก แต่สามารถสร้างรายได้เป็นอย่างดี
——————-
อาชีพเสริมรายได้หลัก
                      นายเพ็ชร วงศ์ธรรม ผู้ใหญ่บ้านบ้านแสงตอ ต.บัวใหญ่ อ.น้ำพอง จ.ขอนแก่น บอกว่า ในหมู่บ้านเลี้ยงจิ้งหรีดทั้งหมด 66 ครอบครัว จากทั้งหมด 99 ครอบครัว เดิมทีเลี้ยงเป็นอาชีพเสริมหลังทำนา แต่ปัจจุบันกลายเป็นรายได้หลัก มีเงินสะพัดในหมู่บ้านเดือนละกว่า 1.6 ล้านบาท อย่างของตนเลี้ยงมาแล้ว 3 ปี เริ่มจาก 4 บ่อ ขนาด 2.80×3 เมตร เลี้ยงได้ 40-45 วัน จับขายได้รุ่นละ 300-400 กิโลกรัม ขายในราคากิโลกรัมละ 90-100 บาท ปัจจุบันมี 180 บ่อ ผลิตได้รุ่นละ 13-14 ตัน มีรายได้ปีละกว่า 1 ล้านบาท
                      “การที่จิ้งหรีดเป็นแมลงที่เลี้ยงง่าย ใช้พื้นที่และปริมาณน้ำน้อย ไม่ต้องใช้เทคโนโลยีและต้นทุนในการเลี้ยงที่สูง จึงเหมาะสมกับพื้นที่แห้งแล้งหรือเขตชนบท ซึ่งเกษตรกรสามารถเลี้ยงได้ปีละ 8 รุ่น จิ้งหรีดทองลายใช้เวลาเลี้ยง 40-50 วัน ราคาขายส่งกิโลกรัมละ 80-100 บาท ส่วนจิ้งหรีดทองดำใช้ระยะเวลาเลี้ยงประมาณ 30-45 วัน ราคาขายส่งอยู่ที่กิโลกรัมละ 120-150 บาท อย่างของผมทำตลาดเองส่งไป จ.กาฬสินธุ์ ตลาดไท ตลาดโรงเกลือ จ.สระแก้ว และจตุจักร กรุงเทพฯ” นายเพ็ชร กล่าว
——————-
(ทำมาหากิน : อย่ามองข้ามอาชีพเลี้ยง ‘จิ้งหรีด’ แมลงเศรษฐกิจเงินล้านสู้ภัยแล้ง : โดย…ดลมนัส กาเจ)

ไอเอสเอสพีแนะจุดแข็งเอสเอ็มอีไทยใช้คลาวด์ขยายฐานอาเซียน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160221/222803.html

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันอาทิตย์ที่ 21 กุมภาพันธ์ 2559
ไอเอสเอสพีแนะจุดแข็งเอสเอ็มอีไทยใช้คลาวด์ขยายฐานอาเซียน

ไอเอสเอสพีแนะจุดแข็งเอสเอ็มอีไทยใช้คลาวด์ขยายฐานลูกค้าในอาเซียน

            ไอเอสเอสพี วิเคราะห์ปัจจัยหนุนจุดแข็งธุรกิจเอสเอ็มอีไทย ในปี 2559 ต้องนำเทคโนโลยีใหม่ๆ มาใช้เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยเฉพาะการนำคลาวด์มาเป็นตัวขับเคลื่อนธุรกิจของตนเองและเศรษฐกิจของประเทศ พร้อมย้ำการนำคลาวด์มาใช้บริหาร ทำให้ธุรกิจเอสเอ็มอีไทยเติบโตอย่างรวดเร็ว หากกล้าเปลี่ยน ธุรกิจไทยจะสามารถแข่งขันในตลาดเออีซีได้อย่างง่ายดาย

นายบัณฑิต ว่องวัฒนะสิน กรรมการผู้จัดการบริษัท อินเตอร์เนต โซลูชั่น แอนด์ เซอร์วิส โพรวายเดอร์ จำกัด หรือไอเอสเอสพี กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยได้ก้าวเข้าสู่ความเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนอย่างเต็มตัว ผู้ประกอบการขนาดเล็กและขนาดกลาง จำเป็นต้องวิเคราะห์การตลาดของประเทศ เพื่อกำหนดกลยุทธ์หรือทิศทางในการก้าวเข้าสู่การแข่งขันในตลาดที่ใหญ่กว่าในประเทศได้ซึ่งจุดแข็งของประเทศไทยในตอนนี้คือ 1.เป็นฐานการผลิต 2.มีวัตถุดิบ 3.มีแรงงานที่มีฝีมือเฉพาะด้าน อาทิ ด้านบริการท่องเที่ยว, ผลิตภัณฑ์ความงาม และงานฝีมือ ซึ่งเป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติแต่สิ่งที่ขาดและจำเป็นต้องให้ความสำคัญ คือการนำเทคโนโลยีมาช่วยเพิ่มมูลค่าของสินค้าหรือบริการ ซึ่งจะพบว่าผู้ประกอบการไทยไม่ได้นำเรื่องระบบไอทีเข้าไปเกี่ยวข้องกับธุรกิจเท่าที่ควร ทำให้การแข่งขันกับประเทศต่างๆ ในอาเซียนเป็นเรื่องยาก

“เมื่อเปิดเสรีอาเซียนแล้ว ไม่ว่าจะเป็นแรงงาน เงินทุน ทุกอย่างจะเข้ามาประเทศไทยได้หมด คนที่ได้เปรียบคือคนที่จัดการทุกอย่างได้ถูกและรวดเร็วที่สุดไอเอสเอสพีมั่นใจว่าบริการคลาวด์จะช่วยเสริมธุรกิจของคนไทยที่พร้อมที่จะเปลี่ยนแปลง และนำไปสู่การแข่งขันในระดับภูมิภาคของอาเซียน ซึ่งเป็นตลาดที่ท้าทาย เพราะจากที่ผ่านมาประเทศไทยส่งสินค้าไปขายในอาเซียนเพียง 18-19 เปอร์เซ็นต์ จากกลุ่มคนกว่า 600 ล้านคน ซึ่งเป็นสัดส่วนที่น้อยมาก จึงอยากให้ผู้ประกอบการไทยหันมาให้ความสำคัญกับตลาดตรงนี้โดยอาศัยจุดแข็งและข้อได้เปรียบที่มีมาประยุกต์ใช้กับเทคโนโลยีให้เกิดประสิทธิผล”

ที่ผ่านมาอาจมองว่าประเทศไทยได้เปรียบด้านฐานของการผลิตที่ดี อยู่ในทำเลที่เป็นศูนย์กลางของด้านโลจิสติกส์แต่การแข่งขันของธุรกิจในอนาคตจะเป็นเรื่องของออนไลน์หมด ความได้เปรียบดังกล่าวจึงไม่ใช่ปัจจัยสำคัญ เท่ากับการวางแผนเรื่องระบบปริหารจัดการข้อมูลที่ดีซึ่งประเทศไทยค่อนข้างเสียเปรียบในเรื่องความรู้ความเข้าใจด้านไอทีหากเทียบกับสิงคโปร์และมาเลเซีย แต่การที่มีบริการคลาวด์ออกมาในปัจจุบัน ทำให้ผู้ประกอบการสามารถที่จะเข้ามาใช้เทคโนโลยี หรือซอฟต์แวร์เพื่อการบริหารจัดการ อย่างเรื่อง ระบบการสำรองข้อมูล ระบบบัญชี ระบบบริหารจัดการคลังสินค้า ฯลฯ ผ่านบริการคลาวด์ โดยที่ไม่จำเป็นต้องมีบุคลากรทางด้านไอที ซึ่งสามารถเริ่มใช้งานได้อย่างง่ายและรวดเร็ว ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะต่อไปจะเป็นการแข่งขันกันด้วยเรื่องเวลา และเรื่องของการจัดการให้ได้มีประสิทธิภาพสูงสุด

นายบัณฑิต กล่าวต่อว่า อยากให้คนทำธุกิจในเมืองไทยมองเห็นความสำคัญของการนำเอาเทคโนโลยีคลาวด์มาใช้ เพราะโดยมากธุรกิจจะมองที่ยอดขายเป็นสำคัญ แต่ไม่ค่อยให้ความสำคัญกับระบบบริหารจัดการหลังบ้าน ซึ่งจริงๆ แล้วค่าใช้จ่ายต้นทุนที่เกิดจากการบริหารจัดการที่ไม่ดีล้วนแต่เป็นต้นทุนธุรกิจทั้งนั้น ดังนั้นเมื่อเปิดเออีซีแล้ว เรื่องการบริหารจัดการจึงเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด ความได้เปรียบเสียเปรียบในอดีต ที่เป็นกลยุทธ์ในการจัดการธุรกิจที่จำเป็นต้องใช้เงินลงทุนสูง อย่างระบบการสำรองข้อมูล, ระบบบัญชี, ระบบบริหารคลังสินค้า, การจัดเก็บข้อมูลฐานลูกค้า, การจัดการหน้าเว็บไซต์ ฯลฯ แต่ในปัจจุบันผู้ประกอบการสามารถใช้งานระบบเหล่านี้ได้ผ่านบริการคลาวด์ได้อย่างง่ายดาย และจะได้ระบบจัดการที่เหมือนบริษัทใหญ่ที่มีระบบไอทีขององค์กรเอง โดยไม่ต้องมีเซิร์ฟเวอร์หรือระบบไอทีเอง อยู่ที่ไหนก็ใช้ซอฟต์แวร์ได้ เพียงแค่มีอุปกรณ์เชื่อมต่อ

เวียดนามผู้นำส่งออก ‘พริกไทย’ ในอาเซียน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160219/222652.html

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันศุกร์ที่ 19 กุมภาพันธ์ 2559
เวียดนามผู้นำส่งออก 'พริกไทย' ในอาเซียน

ทำกินถิ่นอาเซียน : เวียดนามผู้นำส่งออก ‘พริกไทย’ ในอาเซียน : โดย … รศ.สมพร อิศวิลานนท์

                      พริกไทยเป็นสินค้าที่ชาวตะวันตกนิยมกันมากเมื่อ 4-5 ศตวรรษที่ผ่านมา เพราะพริกไทยรวมถึงเครื่องเทศ เมื่อนำไปปรุงอาหารจะได้กลิ่นรสที่เป็นที่ชื่นชอบของผู้รับประทาน ทำให้สินค้าพริกไทยและเครื่องเทศเป็นที่ต้องการของชาวยุโรปและชาวอาหรับในขณะนั้นและมีราคาสูง ทำให้ผู้ทำการค้าในยุคนั้นได้รับผลตอบแทนดี เกิดเส้นทางการค้าเครื่องเทศใหม่จากเอเชียอาคเนย์ สู่ชาติยุโรปและตะวันออกกลาง
                      การปลูกพริกไทยในดินแดนแถบแหลมมะลายูและรวมถึงบางส่วนของหมู่เกาะชวามีมานานแล้ว ทั้งนี้ มีอินโดนีเซียและมาเลเซียเป็นแหล่งผลิตที่สำคัญในขณะนั้น นอกจากในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แล้วยังมีอินเดียและศรีลังกาเป็นแหล่งผลิตและส่งออกพริกไทยในเอเชียด้วยเช่นกัน อย่างไรก็ตาม ในช่วงระยะเวลาต่อมาได้มีการแพร่กระจายของการปลูกพริกไทยขึ้นทั้งในอเมริกาใต้โดยเฉพาะในบราซิลมีผลทำให้ความจำเพาะของพริกไทยที่เป็นเครื่องเทศที่สำคัญจากเอเชียได้ลดน้อยลงไป
                      องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติรายงานว่า ในปี 2523 ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีพื้นที่เก็บเกี่ยวพริกไทยประมาณ 0.41 ล้านไร่ ให้ผลผลิตโดยรวม 88,558 ตัน ในจำนวนนี้เป็นผลผลิตของอินโดนีเซียและมาเลเซียรวมกันถึงร้อยละ 77 และที่เหลือเป็นการผลิตพริกไทยของไทย เวียดนาม กัมพูชาและบรูไน รวมกันอีกร้อยะ 23 ส่วนฟิลิปปินส์ไม่มีข้อมูลการผลิตที่ชัดเจนหรือมีน้อยมาก ผลผลิตพริกไทยของอาเซียนได้ขยายตัวเพิ่มขึ้นเป็น 110,799 ตัน ในปี 2536 และได้เพิ่มขึ้นเป็น 286,234 ตัน ในปี 2556
                      ประเทศในอาเซียนที่มีการขยายตัวของการผลิตพริกไทยมากในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมาได้แก่ ประเทศเวียดนาม จากที่เคยผลิตได้ 9,750 ตันในปี 2536 ได้ขยายตัวเพิ่มขึ้นเป็น 163,000 ตันในปี 2556 ทำให้เวียดนามกลายเป็นประเทศผู้ผลิตพริกไทยรายใหญ่ของอาเซียนและของโลกหรือมีสัดส่วนถึงร้อยละ 57 ของปริมาณผลผลิตในอาเซียน รองลงมา ได้แก่ อินโดนีเซียมีสัดส่วนร้อยละ 31 ส่วนประเทศอื่นๆ ในอาเซียนผลิตได้เพียงเล็กน้อย
                      ผลผลิตพริกไทยของอาเซียนมีการส่งออกถึงร้อยละ 74 เวียดนามนับได้ว่าได้ก้าวขึ้นเป็นผู้นำการส่งออกพริกไทยของอาเซียนในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา โดยในปี 2556 มีสัดส่วนการส่งออกถึงร้อยละ 62.54 ของการส่งออกพริกไทยของอาเซียน
                      สำหรับประเทศไทยพื้นที่ปลูกและเก็บเกี่ยวมีไม่มากนัก ในปี 2547 ประเทศไทยมีพื้นที่เก็บเกี่ยวพริกไทย 19,700 ไร่ และมีผลผลิต 12,952 ตัน อย่างไรก็ตามในปี 2556 พบว่าพื้นที่เก็บเกี่ยวได้ลดลงเหลือ 5,206 ไร่ และมีผลผลิตเพียง 2,791 ตัน พริกไทยจึงเป็นพืชที่มีการเพาะปลูกหดตัวในประเทศไทย จากที่เคยเป็นผู้ส่งออกจำนวน 6,156 ตัน ในปี 2535 กลับเป็นว่าในปี 2556 ประเทศไทยได้เป็นผู้นำเข้าพริกไทยถึง 2,538 ตัน
                      การเป็นประชาคมอาเซียน ได้มีข้อตกลงในการลดภาษีพริกไทยของทุกประเทศลงเป็นศูนย์นับจากปลายปี 2558 เป็นต้นมา จึงเป็นโอกาสดีของประเทศเวียดนามและเกษตรกรสวนพริกไทยชาวเวียดนามที่จะได้ประโยชน์จากการเปิดเสรีทางการค้า
———————–
(ทำกินถิ่นอาเซียน : เวียดนามผู้นำส่งออก ‘พริกไทย’ ในอาเซียน : โดย … รศ.สมพร อิศวิลานนท์)

‘สบู่ฟักข้าว-รีสอร์ท’ วิถีสร้างอาชีพชุมชนมั่นคง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160219/222653.html

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันศุกร์ที่ 19 กุมภาพันธ์ 2559
'สบู่ฟักข้าว-รีสอร์ท' วิถีสร้างอาชีพชุมชนมั่นคง

ทำมาหากิน : ‘สบู่ฟักข้าว-รีสอร์ท’ วิถีสร้างอาชีพชุมชนมั่นคง : โดย…โต๊ะข่าวเกษตร

                      “แก่งละว้า” อ.บ้านไผ่ จ.ขอนแก่น เป็นแหล่งน้ำสาธารณะสำคัญครอบคลุมเขตพื้นที่ อ.บ้านไผ่ และอ.ชนบท รวมไปถึงพื้นที่ตอนกลางของจังหวัด ทั้งเป็นสถานที่พักผ่อน เป็นบึงน้ำขนาดใหญ่ที่เปรียบเสมือนเส้นเลือดในการทำมาหากิน ด้วยทำเลที่ตั้งอันสวยงามนี้ ได้เกิดเป็นกลุ่มธุรกิจบริการที่สร้างงาน สร้างรายได้ให้แก่ชุมชน ซึ่ง “ชิคาโก้ไอซ์แลนด์รีสอร์ท” คือหนึ่งกลุ่มที่สร้างขึ้นเพื่อตอบโจทย์และต่อยอดด้วยใช้วัตถุดิบในพื้นที่สร้างสรรค์เป็นผลิตภัณฑ์
                      เหตุนี้จึงเป็นโจทย์สำคัญที่กลุ่มนักศึกษา คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยขอนแก่น (มข.) ได้ลงพื้นที่ ทำความเข้าใจรวมทั้งหารือร่วมกับผู้ประกอบการในชุมชนเพื่อนำไปสู่แนวทางการวิจัยและสร้างการมีส่วนร่วมเพื่อให้สามารถเข้าสู่ตลาดการแข่งขันในระดับพื้นที่และการชูจุดเด่นของชุมชนเป็นสิ่งดึงดูดให้นักท่องเที่ยวมาใช้บริการในสัดส่วนที่เพิ่มมากยิ่งขึ้น
                      น.ส.นนทพร ภควณิชย์ ชั้นปีที่ 4 สาขาการจัดการ คณะวิทยาการจัดการ มข. กล่าวว่า หลังจากได้หารือร่วมกับชุมชนและเจ้าของสถานประกอบการ ทีมนักศึกษาที่รับผิดชอบต่างได้ข้อสรุปที่ตรงกันว่า รีสอร์ทแห่งนี้ยังไม่เป็นที่รู้จักของคนทั่วไป จึงจำเป็นต้องมีการพัฒนาด้านประชาสัมพันธ์ การสร้างจุดเด่น เพื่อนำไปสู่การจัดการท่องเที่ยวโดยชุมชนบนพื้นฐานการผสมผสานการฟื้นฟูอนุรักษ์สภาพแวดล้อม สร้างอัตลักษณ์ ก่อนเข้าสู่การสร้างจุดเด่นของรีสอร์ท
                      “ขณะเดียวกันในรีสอร์ทแห่งนี้ยังปลูกฟักข้าว มีผลิตภัณฑ์ที่ทำจากฟักข้าว จึงได้จัดทำแผนการผลิตผลิตภัณฑ์สบู่จากฟักข้าวซึ่งทางผู้ประกอบการสนใจ จนเป็นที่มาของผลิตภัณฑ์สบู่ฟักข้าว ที่นอกจากจำหน่ายให้ลูกค้าภายนอกแล้ว ยังมีสบู่ที่เหลือจากการตัดเพื่อขายเชิงพาณิชย์ ทางกลุ่มผู้ศึกษาได้เสนอให้ผู้ประกอบการนำมาใช้ในห้องพักของรีสอร์ทอีกด้วย”
                      น.ส.นนทพร กล่าวอีกว่า การผลิตสบู่ฟักข้าวเพื่อขายเชิงพาณิชย์ มี 4 กลิ่น คือ ลาเวนเดอร์ มะลิ ข้าวหอม และไม่แต่งกลิ่น จากการสำรวจพบว่ากลิ่นที่ลูกค้าชื่นชอบ ได้แก่ กลิ่นลาเวนเดอร์ กลิ่นมะลิ ไม่แต่งกลิ่น และกลิ่นข้าวหอมตามลำดับ
                      “ทางกลุ่มได้ลงพื้นที่หาร้านขายปลีกเพื่อวางขายผลิตภัณฑ์สบู่ฟักข้าว ขณะเดียวก็มีปรับเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์ โดยเริ่มจากกล่องพลาสติกสี่เหลี่ยมผืนผ้าและติดฉลาก แต่บรรจุภัณฑ์ยังไม่ดึงดูดใจผู้บริโภคเท่าที่ควร อีกทั้ง วัสดุที่ทำบรรจุภัณฑ์ยังไม่ตรงตามความต้องการของผู้โภค เราจึงเปลี่ยนแปลงรูปแบบบรรจุภัณฑ์ใหม่โดยเลือกใช้วัสดุที่เป็นกระดาษแข็งทำเป็นรูปทรงสามเหลี่ยม ลวดลายมีความสวยงาม มีสีสันมากกว่าเดิม ซึ่งจะช่วยสร้างความแตกต่างจากคู่แข่งขันและดึงดูดผู้บริโภคมากยิ่งขึ้น ทั้งยังช่วยลดต้นทุนบรรจุภัณฑ์ได้อีกทางด้วย”
                      ด้านนางขวัญญาดา สิงคลีบุตร ผู้จัดการชิคาโก้ กล่าวว่า นักศึกษาได้เข้ามาทำแผนกำหนดแนวทางการพัฒนาภายใต้ความสามารถของคนในท้องถิ่นได้อย่างถูกทิศทางและสร้างทรัพยากรการท่องเที่ยวให้สอดคล้องกับสภาพที่เป็นอยู่จริงของท้องถิ่น โดยหลังจากมีการเปิดตัวกิจกรรมการท่องเที่ยวภายในรีสอร์ททำให้มีลูกค้าเข้าพักและผู้ใช้บริการรีสอร์ทมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น
———————–
(ทำมาหากิน : ‘สบู่ฟักข้าว-รีสอร์ท’ วิถีสร้างอาชีพชุมชนมั่นคง : โดย…โต๊ะข่าวเกษตร)

รวยด้วยปลูกกล้วยหอมทอง ป้อนห้าง-เซเว่นฯ วันละ 10 ตัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160218/222587.html

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันพฤหัสบดีที่ 18 กุมภาพันธ์ 2559
รวยด้วยปลูกกล้วยหอมทอง ป้อนห้าง-เซเว่นฯ วันละ 10 ตัน

ทำมาหากิน : รวยด้วยปลูกกล้วยหอมทอง ป้อนห้าง-เซเว่นฯ วันละ 10 ตัน : โดย…ดลมนัส กาเจ

                      จากการที่สามีภรรยา “เกรียงศักดิ์-เสาวณี วิเลปนะ” เกิดมาในครอบครัวที่มีอาชีพเกษตรกร ทำสวนส้มอยู่ในย่าน อ.หนองเสือ จ.ปทุมธานี เป็นทุนเดิม ทำให้ทั้งคู่เลือกเรียนด้านการเกษตรที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก วิทยาเขตบางพระ อ.บางพระ จ.ชลบุรี จบมาเลือกทางเดินตามรอยของครอบครัว ปลูกกล้วยหอมทองในสวนส้มร้างในทุ่งรังสิต เริ่มจาก 30 ไร่ ขยายเป็น 3,000 ไร่ พร้อมขยายพื้นที่ให้ลูกไร่อีกส่วนหนึ่งผลิตกล้วยหอมทองส่งตลาดวันละ 10 ตัน ในนามบริษัท คิง ฟูดส์ จำกัด โดยทั้งคู่เป็นผู้บริหารเอง ตั้งเป้าอีก 4 ปี จะขยายพื้นที่ปลูกถึง 1 หมื่นไร่
                      เกรียงศักดิ์ เล่าว่า เมื่อครั้งที่สวนส้มเขียวหวานในทุ่งรังสิตกำลังเฟื่องฟู ครอบของเขาก็ปลูกส้มในพื้นที่ 30 ไร่ แต่หลังจากที่ส้มรังสิตประสบปัญหาผลส้มร่วงอันเกิดมาจากโรคกรีนนิ่ง ทำให้เกษตรกรชาวสวนส้มย่านทุ่งรังสิต ย้ายทำเลใหม่ไปปลูกที่ภาคเหนือ โดยเฉพาะที่ จ.กำแพงเพชร แต่ครอบครัวของเขายังรักถิ่นปักหลักจะอยู่ที่ อ.หนองเสือ ต่อไป จึงหาพืชตัวอื่นมาทดแทนส้ม ด้วยการเลือกปลูกกล้วยหอมทอง ซึ่งเป็นพืชที่ได้รับความนิยมปลูกมากที่สุดในยุคนั้น เริ่มต้นส่งผลผลิตผ่านพ่อค้าคนกลางที่รับซื้อเพื่อส่งต่อยังยังตลาดสี่มุมเมือง จากนั้นเริ่มเข้าสู่การเป็นผู้ขายเองโดยเช่าแผงค้าที่ตลาดไท และมีการขยายตลาดเพิ่มอย่างต่อเนื่อง
                      “พื้นที่เราปลูก 30 ไร่ ในปี 2539 ไม่เพียงพอต่อความต้องการ เราขยายพื้นที่ปลูกเพิ่มขึ้นเป็นลำดับตามความต้องการของตลาด ด้วยการหาพื้นที่ปลูกใหม่เพิ่มขึ้นทั้งที่ จ.ปทุมธานี พระนครศรีอยุธยา สระบุรี และนครนายก ตอนนี้มีพื้นที่ปลูกกล้วยหอมทองเองกว่า 3,000 ไร่ แต่ตลาดก็ยังต้องการสูง ต้องขยายโอกาสให้เกษตรกรที่ต้องการเป็นลูกไร่เพื่อปลูกกล้วยหอมทองส่งในพื้นที่ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นจันทบุรี กาญจนบุรี สุพรรณบุรี และชุมพร เราจะรับซื้อเครือละ 180-200 บาท หรือราว กก.ละ 20 บาท” เกรียงศักดิ์ กล่าว
                      ด้านเสาวณี ซึ่งดูแลด้านการตลาด บอกว่า ตลาดเริ่มเติบโตหลังจากที่ไปเช่าแผงค้าที่ตลาดไทและเติบโตอย่างต่อเนื่อง จึงจดทะเบียนตั้ง บริษัท คิง ฟูดส์ จำกัด ตั้งสำนักงานอยู่ที่ ต.บึงคำพร้อย อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี เพื่อเป็นผู้ผลิตและจำหน่ายกล้วยหอมทองอย่างครบวงจร เน้นขยายสู่ตลาดบน จนประสบความสำเร็จ สามารถผลิตกล้วยหอมทองคุณภาพป้อนตลาดห้างสรรพสินค้ารายใหญ่ๆ อาทิ โลตัส เดอะมอลล์ แม็คโคร บิ๊กซี สายการบินใหญ่อีก 3 สายการบิน คือ การบินไทย บางกอกแอร์เวย์ และสายการบิน LSG ตลอดจนเครือไมเนอร์ กรุ๊ป หรือไอศกรีมสเวนเซ่นส์ ทั้งในรูปแบบกล้วยหวี และกล้วยแพ็กวันละ 10 ตัน
                      ล่าสุด เสาวณี บอกว่า บริษัทซีพี ออลล์ จำกัด ซื้อเพื่อวางขายในร้านเซเว่นอีเวฟเว่น วันละ 5 หมื่นแพ็ก ขณะที่เซเว่นต้องการกล้วยหอมทองแพ็กถึงวันละ 1 แสนแพ็ก และทราบมาว่าเซเว่นยังมีความต้องการกล้วยหอมทองแพ็กมากถึงวันละ 2 แสนแพ็ก แต่ปัจจุบันเซเว่นมีกล้วยหอมทองแพ็กป้อนเพียง 8 หมื่นแพ็กต่อวันจากซัพพลายเออร์ทั้งหมดที่มีอยู่ในปัจจุบัน บริษัทจึงตั้งเป้าว่าในปี 2563 จะขยายพื้นที่ปลูกให้ถึง 1 หมื่นไร่ เพื่อมุ่งสู่ตลาดต่างประเทศต่อไป
                      นั่นยอมแสดงให้เห็นว่า กล้วยหอมทองยังเป็นที่ต้องการของตลาดอีกมากทั้งตลาดในประเทศและต่างประเทศ สนใจปลูกกล้วยหอมอย่างไรที่ตลาดต้องการ สมาคมสื่อมวลชนเกษตรแห่งประเทศไทยร่วมกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์สัมมนาเชิงวิชาการ “กล้วย…พืชเศรษฐกิจเงินล้าน…” เสาร์ที่ 27 กุมภาพันธ์ ณ อาคารวิทยบริการ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน กรุงเทพฯ สอบถามได้ที่โทร.0-2940-5426 หรือ 08-6340-1713
———————–
(ทำมาหากิน : รวยด้วยปลูกกล้วยหอมทอง ป้อนห้าง-เซเว่นฯ วันละ 10 ตัน : โดย…ดลมนัส กาเจ)

ผันชีวิตลูกจ้างสู่ผู้ประกอบการ เส้นทางอาชีพ ‘สมพล สืบสมาน’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160218/222586.html

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันพฤหัสบดีที่ 18 กุมภาพันธ์ 2559
ผันชีวิตลูกจ้างสู่ผู้ประกอบการ เส้นทางอาชีพ 'สมพล สืบสมาน'

หนักเอาเบาสู้ : ผันชีวิตลูกจ้างสู่ผู้ประกอบการ เส้นทางอาชีพ ‘สมพล สืบสมาน’ : โดย…โต๊ะข่าวเกษตร

                      หนุ่มใหญ่วัย 50 เศษ จากเชียงใหม่ ดีกรีนิติศาสตรบัณฑิตจากมหาวิทยาลัยรามคำแหง ที่หันมาเอาดีทางด้านอาหาร “สมพล สืบสมาน” หลังจากได้ฝึกปรือวิชาความรู้ในหลายเมนูจนติดใจระหว่างเป็นลูกจ้างร้านคุณหย่า ย่านมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เพื่อหารายได้ระหว่างเรียน เมื่อกว่า 30 ปีที่แล้ว กระทั่งมาเป็นเจ้าของร้านเกาเหลาเลือดหมู จิงจูไฉ่ ย่านสวนหลวง ร.9 ในปัจจุบัน
                      สมพลมีฝีมือในการทำอาหารที่ถ่ายทอดมาจากคุณหย่าแทบทุกอย่างขณะที่ยังเรียนไม่จบ กระทั่งปี 2528 เขาจึงแยกจากคุณหย่ามาเปิดร้านเล็กๆ ที่สามแยกมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ห่างจากร้านคุณหย่าไม่มากนัก ช่วงแรกเน้นขายเกาเหลาเลือดหมู-กวยจั๊บน้ำข้น สูตรเก่าเยาวราช ใส่ผักจิงจูไฉ่และข้าวต้ม กระทั่งเรียนจบและแต่งงาน จึงไปทำงานเป็นพนักงานบริษัทได้ระยะหนึ่ง ก่อนจะลาออกมาเปิดร้านอาหารอีกครั้งในปี 2545 ที่ตลาดเช้าใกล้ประตูทางเข้าสวนหลวง ร.9 จนถึงทุกวันนี้
                      หลังการเปิดร้านเน้นเกาเหลาเลือดหมู ก๋วยจั๊บน้ำข้นสูตรเก่าเยาวราชใส่ผักจิงจูไฉ่ และข้าวต้มปลา และเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ กว่า 10 รายการ อาทิ เกาเหลาเลือดหมู-กวยจั๊บน้ำข้น สูตรเก่าเยาวราชใส่ผักจิงจูไฉ่-กระเพาะปลาน้ำแดง-ข้าวผัดปู-ก๋วยเตี๋ยวหลอดทรงเครื่อง-เปาะเปี๊ยะสดปู-ก๋วยเตี๋ยวปลาต้มยำน้ำข้นสูตรสมุนไพร-เย็นตาโฟทรงเครื่อง-ข้าวต้มปลา-ตือฮวนเกี๊ยวไฉ และข้าวเหนียวยัดไส้จูกบี้
                      นอกจากเมนูหลักแล้ว ยังมีเมนูรองที่ขึ้นชื่ออย่าง “บะกุดเต๋” ซึ่งเขาได้สูตรต้นตำรับมาจากสิงคโปร์ เมื่อครั้งที่ทำธุรกิจแพ็กอาหารแห้งส่งให้ร้านอาหารไทยในสิงคโปร์ เมื่อกว่า 20 ปีก่อน
                      ทุกเมนูจะเน้นอาหารเพื่อสุขภาพ โดยเฉพาะเมนูต้นตำรับเกาเหลาเลือดหมู จะใส่ผักจิงจูไฉ่ เป็นสมุนไพรที่บำรุงตับ ไต หัวใจ ปอด บำรุงประสาทและขับของเสีย ถือเป็นสมุนไพรชั้นดีและหายาก ในแต่ละวันจะขายได้อย่างวันธรรมดาขายวันละกว่า 200 ชาม ถ้าเป็นวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ขายได้วันละถึง 400 ชาม ลูกค้าส่วนใหญ่ที่เป็นลูกค้าประจำคือคนที่มาออกกำลังกายที่สวนหลวง ร.9 และอีกส่วนหนึ่งเป็นขาจร โดยขายตั้งแต่เวลา 05.00-11.00 น.
                      ปัจจุบันนอกจากจะเปิดร้านเป็นของตัวเองแล้ว ยังให้คำแนะนำการเปิดร้านเกาเหลาเลือดหมู ข้าวต้นปลา(ฟรี) สำหรับผู้ผ่านการอบรมหลักสูตรต่างๆ ในโครงการ “คม ชัด ลึก ฝึกอาชีพ” ล่าสุดเมื่อเร็วๆ นี้ได้ไปดำเนินการวางแผนการเปิดร้านเกาเหลาเลือดหมู ข้าวต้มปลาให้แก่ลูกศิษย์ในโครงการ ที่ จ.ภูเก็ต โดยชื่อร้านนายหัวชวน ซึ่งไม่คิดค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น
                      นับเป็นอีกตัวอย่างความสำเร็จในการต่อสู้ชีวิต ไม่ยอมแพ้ในโชคชะตาและยังเจียดเวลามาสอนเมนูอาหารในโครงการ “คมชัดลึกฝึกอาชีพ” มากว่าทศวรรษ
———————–
(หนักเอาเบาสู้ : ผันชีวิตลูกจ้างสู่ผู้ประกอบการ เส้นทางอาชีพ ‘สมพล สืบสมาน’ : โดย…โต๊ะข่าวเกษตร)

‘ปทุม สุริยา’ เกษตรกรดีเด่น ฝ่าวิกฤตินาร้างด้วยระบบบัญชี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160217/222531.html

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันพุธที่ 17 กุมภาพันธ์ 2559
'ปทุม สุริยา' เกษตรกรดีเด่น ฝ่าวิกฤตินาร้างด้วยระบบบัญชี

เกษตรกรคนเก่ง : ‘ปทุม สุริยา’ เกษตรกรดีเด่น ฝ่าวิกฤตินาร้างด้วยระบบบัญชี : โดย…โต๊ะข่าวเกษตร

                      แม้กรมตรวจบัญชีสหกรณ์จะไม่มีบทบาทในการส่งเสริมด้านการเพาะปลูก ประมง และปศุสัตว์โดยตรงก็ตาม แต่ด้วยหน้าที่ส่งเสริมองค์ความรู้ทางบัญชี ซึ่งถือเป็นเครื่องมือสำคัญในการนำมาใช้ควบคุมบริหารจัดการทางการเกษตรสู่ความสำเร็จในการวางแผนการผลิตและการเงิน ส่งผลให้เกิดเกษตรกรที่มีความเข้มแข็งในการทำการเกษตรบนพื้นที่นาร้างที่ไม่มีแหล่งน้ำถาวรและเสี่ยงต่อน้ำท่วมฉับพลันได้อย่างประสบความสำเร็จ
                      ปทุม สุริยา ครูบัญชีอาสากรมตรวจบัญชีสหกรณ์ เกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ สาขาบัญชีฟาร์ม ปี 2552 เดิมมีอาชีพรับราชการครูแต่มีความสนใจในการประกอบอาชีพทางการเกษตรด้วย เพราะมีพื้นที่นาสำหรับการเพาะปลูก แต่ด้วยปัญหาไม่มีแหล่งน้ำถาวรและเป็นพื้นที่เสี่ยงต่อน้ำท่วมฉับพลัน นางปทุม จึงนำองค์ความรู้ทางบัญชีที่ได้รับการอบรมจากกรมตรวจบัญชีสหกรณ์และได้รับการคัดเลือกให้เป็นครูบัญชีอาสามาใช้ในการแก้ไขปัญหาพื้นที่นาร้างด้วยการจดบันทึกทุกกิจกรรมที่ทำลงไปในการฟื้นฟูพื้นที่นาร้าง จนสามารถเห็นถึงปัจจัยที่จะทำให้เกิดแหล่งน้ำที่ถาวรและปรับปรุงสภาพดินให้มีความอุดมสมบูรณ์สามารถเพาะปลูกได้ และหาวิธีป้องกันไม่ให้เกิดน้ำท่วมในพื้นที่นาได้จากการวิเคราะห์ข้อมูลทางบัญชีสู่การนำมาปรับเปลี่ยนพื้นที่ทำการเกษตรสู่ความสำเร็จ
                      ปัจจุบัน “ปทุม” นำองค์ความรู้ทางบัญชีมาต่อยอดให้เกิดรายได้ที่หลากหลายมากยิ่งขึ้นโดยการปลูกพืชผสมผสานร่วมกับการทำนา เพื่อลดความเสี่ยงจากการมีรายได้ทางเดียวจากการทำนา ซึ่งองค์ความรู้ทางบัญชีสามารถทำให้มองเห็นแนวทางในการบริหารจัดการการทำเกษตรได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะบัญชีไม่ใช่แค่เพียงการจดบันทึกรายรับรายจ่ายเท่านั้น แต่ข้อมูลกิจกรรมที่จดบันทึกไว้เมื่อนำมาวิเคราะห์ จะสามารถทำให้มองเห็นถึงแนวทางในการปรับเปลี่ยนวิถีการทำเกษตร และการตัดสินใจว่าจะขยายหรือลดพื้นที่ในการเพาะปลูกเพื่อให้สมดุลกับปัจจัยภายนอกด้านปัจจัยการผลิต สิ่งแวดล้อมและการตลาด
————————-
(เกษตรกรคนเก่ง : ‘ปทุม สุริยา’ เกษตรกรดีเด่น ฝ่าวิกฤตินาร้างด้วยระบบบัญชี : โดย…โต๊ะข่าวเกษตร)

ปรับกลยุทธ์ชู ‘หอม-นุ่ม’ เพิ่มค่า ‘ผ้าไทย’ รับเออีซี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160217/222530.html

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันพุธที่ 17 กุมภาพันธ์ 2559
ปรับกลยุทธ์ชู 'หอม-นุ่ม' เพิ่มค่า 'ผ้าไทย' รับเออีซี

ทำมาหากิน : ปรับกลยุทธ์ชู ‘หอม-นุ่ม’ เพิ่มค่า ‘ผ้าไทย’ รับเออีซี : โดย…ธานี กุลแพทย์

                      ลวดลายที่สวยงามเป็นเอกลักษณ์ การอนุรักษ์ลายโบราณประยุกต์เข้ากับสมัยใหม่ บวกคุณภาพที่ได้มาตรฐาน ทำให้ผลิตภัณฑ์ “จิดาภาผ้าไทย” เครือข่ายกลุ่มผ้าไหมบ้านหนองโก ต.ดอนกอก อ.นาโพธิ์ จ.บุรีรัมย์ ตอบโจทย์และได้รับความนิยมจากลูกค้าทั้งในและต่างประเทศ อีกทั้งเพื่อรองรับการเปิดเสรีอาเซียน จึงปรับกลยุทธ์การผลิตที่มุ่งความหอม ความนุ่มของผลิตภัณฑ์ด้วยเทคโนโลยี “นาโน” เพื่อเป็นทางเลือกของลูกค้าเพิ่มขึ้น
                      นายโชติช่วง นาดา รองประธานจิดาภาผ้าไทย กล่าวว่า จิดาภาผ้าไทย เป็นลูกข่ายของกลุ่มผ้าไหมบ้านหนองโก ซึ่งผลิตผ้าไหมมานับสิบปีจนเป็นที่รู้จักของคนทั่วไป โดยเฉพาะลวดลายที่สวยงาม แต่ยังคงความเป็นผ้าไหมมัดหมี่แบบดั้งเดิมไว้ ทั้งพัฒนาลวดลายใหม่ๆ ให้เข้ากับยุคสมัย ซึ่งผลิตภัณฑ์ส่วนใหญ่นอกจากส่งขายให้โครงการศิลปาชีพสวนจิตรลดาแล้ว ยังออกขายตามบูธต่างๆ จึงเป็นที่มาของแบรนด์ “จิดาภาผ้าไทย” ดังกล่าว
                      “เราพัฒนาต่อยอดผ้าไหมเพื่อตอบโจทย์ลูกค้าในยุคสมัยใหม่ จึงมุ่งเรื่องความนุ่มและความหอม เนื่องจากผ้าไหมส่วนใหญ่เมื่อย้อมและทอเรียบร้อยแล้วจะค่อนข้างแข็ง จึงนำนวัตกรรมใหม่ นาโนไมโครแคปซูล เข้ามาใช้เป็นการนำกลิ่นสกัดจากธรรมชาติดัดแปลงหมักกับผ้าไหม ทำให้ผลิตภัณฑ์ผ้าไหมมีกลิ่นหอมและนุ่มยิ่งขึ้น” รองประธาน แจง
                      พร้อมระบุถึงนวัตกรรมนาโนนี้เกิดจากการที่อุตสาหกรรมภาค 6 ได้จัดอบรมให้ชาวบ้านหนองโกในทุกกลุ่มผลิต เพื่อยกระดับมาตรฐานผลิตภัณฑ์ โดยเฉพาะการเปิดเออีซี ซึ่งคาดว่าจะมีลูกค้าเพิ่มขึ้น ทว่า ปัจจุบันเหลือเพียง “จิดาภาผ้าไทย” ที่ยังคงผลิตด้วยวิธีนี้อยู่ เนื่องจากกรรมวิธีในการผลิตยุ่งยาก ต้องอาศัยความประณีต ยิ่งในขั้นตอนสุดท้ายที่นำกลิ่นมาอบหรือหมักกับผ้า 30 นาที ต้องพิถีพิถันมาก
                      “เริ่มนำผ้าไหมมีกลิ่นหอมออกจำหน่ายได้ 4 ปี ผลตอบรับดีมาก ต่อมาเลยกลายเป็นเอกลักษณ์ของจิดาภาผ้าไทย ราคาขายเริ่มตั้งแต่ 150 บาท ขึ้นอยู่กับลายและความต้องการของลูกค้า”
                      โดยกลุ่มผลิตภัณฑ์ผ้าไหมที่อบกลิ่น 4 กลิ่นคือ กลิ่นกุหลาบ มะลิ วาเลนเดอร์ ตะไคร้ ซึ่งทุกกลิ่นสกัดจากสารธรรมชาติ และผลิตด้วยมือทุกขั้นตอน หรือที่เรียกผ้าไหมกระทบมือ ทำให้การันตีได้ถึงความนุ่มของเนื้อผ้าในทุกชิ้นงาน
                      “ผ้าไหมเหล่านี้จะมีความนุ่ม กลิ่นหอม ไม่อับ ทั้งยังทำให้ผ้าตัวอื่นหอมตามไปด้วย แถมเก็บรักษาง่าย ตรงนี้ลูกค้าจะชอบมาก”
                      ด้านการตลาด นายโชติช่วง กล่าวว่า เป็นการตระเวนออกบูธตามจังหวัดต่างๆ 80 เปอร์เซ็นต์ อีก 20 เปอร์เซ็นต์ มีลูกค้าชาวไทยสั่งสินค้าส่งไปจำหน่ายยังต่างประเทศ อาทิ สวีเดน เยอรมนี ฝรั่งเศส สหรัฐอเมริกา
                      อย่างไรก็ตามแม้ตอนนี้ “จิดาภาผ้าไทย” จะยังไม่ได้ส่งสินค้าไปต่างประเทศโดยตรง แต่ในอนาคตนั้น นายโชติช่วง บอกว่า จะมุุ่งไปที่ตลาดอาเซียน เพราะชื่นชอบผ้าไหมเหมือนกัน โดยเน้นพัฒนาในเรื่องคุณภาพให้ตรงกับความต้องการของลูกค้าให้ได้มากที่สุด ปัจจุบันนอกจากมีหน่วยงานภาครัฐ เอกชน สั่งสินค้าเป็นจำนวนมากแล้ว ก็เริ่มมีออเดอร์จากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาต่อเนื่องเพิ่มขึ้นเช่นกัน
————————-
(ทำมาหากิน : ปรับกลยุทธ์ชู ‘หอม-นุ่ม’ เพิ่มค่า ‘ผ้าไทย’ รับเออีซี : โดย…ธานี กุลแพทย์)

แปลงขยะเกษตรสู่ ‘แก๊สชีวภาพ’ ลดรายจ่ายเพิ่มรายได้ครัวเรือน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160216/222501.html

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันอังคารที่ 16 กุมภาพันธ์ 2559
แปลงขยะเกษตรสู่ 'แก๊สชีวภาพ' ลดรายจ่ายเพิ่มรายได้ครัวเรือน

ทำมาหากิน : แปลงขยะเกษตรสู่ ‘แก๊สชีวภาพ’ ลดรายจ่ายเพิ่มรายได้ครัวเรือน : โดย…ทีมข่าวเกษตร

                      ทีมนักวิจัย มทร.ศรีวิชัย นำของเสียจากสัตว์เลี้ยงและวัสดุเหลือใช้จากการเกษตรมารีไซเคิลของเสียผลิตแก๊สชีวภาพ (biogas)  ใช้งานได้จริงไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม เป็นอีกทางเลือกหนึ่งของแหล่งพลังงานในอนาคตที่คาดว่าจะนำมาแทนพลังงานที่มีในธรรมชาติ
                      อ.นพดล โพชกำเหนิด อาจารย์ประจำคณะศิลปศาสตร์มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย สงขลา และทีมงานผู้คิดไอเดียในการนำของเสียจากการเลี้ยงสัตว์และจากการเกษตรไปใช้ให้เกิดประโยชน์โดยการนำมาผลิตแก๊สชีวภาพสำหรับใช้ในภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจเกษตรเพื่อเป็นการลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ให้แก่ครัวเรือนและการประกอบธุรกิจ นอกจากนั้นยังสามารถลดปัญหาการปล่อยของเสียออกสู่สิ่งแวดล้อม ทำให้ชุมชนและผู้ประกอบการมีความเข้มแข็งสามารถพึ่งพาตนเองและเกิดการพัฒนาที่ยั่งยืนเป็นการสร้างนวัตกรรมแก๊สชีวภาพจากวัสดุต้นทุนต่ำ
                      “วัสดุหลักที่ใช้ในการเก็บวัตถุดิบเพื่อให้เกิดการย่อยสลายสารอินทรีย์ในสภาวะไร้อากาศนั้นจะใช้ถุงพลาสติกชนิดโพลีเอทิลีนชนิดความหนาแน่นต่ำมาเป็นอุปกรณ์สำหรับกักเก็บมูลขนาด 7-8 ลูกบาศก์เมตร เพื่อทำการหมักให้ได้แก๊สมีเทนจำนวนวันละประมาณ 2-3 ลูกบาศก์เมตร เพื่อให้เพียงพอต่อการหุงต้มแทนแก๊สได้ไม่น้อยกว่าเดือนละ 1 ถัง รวมทั้งยังได้กากที่ผ่านการย่อยสลายแล้วมาใช้ประโยชน์เป็นปุ๋ยอินทรีย์อีกด้วย”
                      นักวิจัยคนเดิมเผยต่อว่า การสร้างและใช้งานบ่อหมักแก๊สชีวภาพนั้นจะต้องทำความเข้าใจกับชาวบ้านให้รับรู้ถึงประโยชน์และการดูแลรักษาให้ถูกวิธี โดยเริ่มจากการอบรมให้ความรู้พื้นฐานแก๊สชีวภาพและสาธิตขั้นตอนการสร้างบ่อหมักรวมไปถึงการให้ความรู้พื้นฐานการนำมูลสัตว์ที่ได้จากการย่อยสลายในบ่อหมักไปใช้ประโยชน์อบรมการประกอบถุงหมักพลาสติกชนิดแอลดีพีอี โดยเริ่มจากการนำถุงพลาสติกชนิดแอลดีพีอี หนา 0.25 มม. กว้าง 2.75 เมตร ยาว 6 เมตร มาแผ่บนพื้นเพื่อติดชุดส่งแก๊สจากตัวถุง จากนั้นพับขอบของถุงเป็นรูปสามเหลี่ยมแล้วตัดปลายที่พับเป็นรูปสามเหลี่ยมให้มีขนาดความกว้างเพียงเล็กน้อยไม่เกิน 1 ซม. หลังจากนั้นติดชุดส่งแก๊สโดยให้ต่อตรงพีวีซีเกลียวในขนาด ¾ นิ้ว อยู่ด้านในถุง และเกลียวนอกพีอีขนาด ¾ นิ้ว อยู่นอกถุง ทำการหมุนต่อตรงพีวีซีและเกลียวนอกให้แน่น
                      หลังจากต่อกับสายส่งแก๊สพีอีขนาด 25 มม. ความยาวประมาณ 1 เมตรและปิดปลายท่อด้วยถุงพลาสติก ผูกท่อพีวีซีขนาด 4 นิ้ว ที่ปลายทั้งสองของถุงแอลดีพีอี แล้วรัดด้วยยางในรถจักรยานยนต์เก่าโดยให้ท่อพีวีซีเข้าไปในถุงประมาณ 2 ใน 3 ส่วน ทำการเติมลมเข้าไปในถุงโดยใช้ไอเสียจากรถยนต์โดยการสอดปลายท่อพีวีซีเข้าที่ปลายท่อไอเสียส่วนปลายท่อพีวีซีอีกฝั่งหนึ่งให้ปิดด้วยถุงพลาสติกเพื่อป้องกันลมออกเป่าลมจนกระทั่งถุงพองตัวเต็มที่และตรวจสอบการรั่วของถุง นำถุงหมักแอลดีพีอีลงหลุม จัดวางตำแหน่งของชุดส่งแก๊สให้เหมาะสม
                      อ.นพดล อธิบายอีกว่า จากนั้นเติมเข้าไปในถุงประมาณ 1,500-2,000 ลิตร ใช้วงบ่อเป็นช่องเติมมูลและบ่อล้น ที่ปลายท่อพีวีซีทั้งสองด้านโดยตำแหน่งของช่องเติมมูลจะต้องสูงกว่าบ่อล้นเทปูนลงในวงบ่อเพื่อป้องกันการรั่วซึมของมูลและกากใช้ไม้ขัดบริเวณปลายท่อพีวีซีเพื่อให้ปลายท่อเกิดการเคลื่อนที่ไปมาระหว่างการเติมมูล จากนั้นประกอบชุดปรับแรงดันและดักน้ำทำการประกอบชุดปรับแรงดันกับปลายสายส่งแก๊สเติมน้ำให้ท่วมปลายท่อพีวีซีีที่อยู่ในขวดน้ำเพื่อป้องกันการรั่วของแก๊สที่อยู่ในถุงหมักและต่อสายส่งแก๊สไปยังจุดที่จะใช้แก๊ส เติมมูลสัตว์ลงไปประมาณ 2,000 กิโลกรัม โดยผสมกับน้ำ ทิ้งไว้ประมาณ 2-3 สัปดาห์จะมีแก๊สที่สามารถจุดติดไฟได้ และหลังจากเริ่มใช้แก๊สแล้วให้เติมมูลโคสดผสมน้ำ วันละประมาณ 1 ปี๊บก็จะมีแก๊สที่สามารถใช้งานได้จริงไว้ใช้ในครัวเรือนได้อย่างยาวนาน
                      จากผลการดำเนินการโครงการนวัตกรรมแก๊สชีวภาพทั้งสิ้นกว่า 100 บ่อ ร่วมกับภาคี และชุมชนต่างๆ ให้สามารถสร้างนวัตกรรมแก๊สชีวภาพได้ โดยในทางเศรษฐกิจสามารถลดค่าใช้จ่ายในการใช้แก๊สหุงต้ม อย่างน้อยประมาณ 28,400 บาทต่อเดือน หรือเท่ากับประมาณ 340,800 บาทต่อปีและลดค่าใช้จ่ายในการซื้อปุ๋ยเคมีจากการใช้กากที่ผ่านการย่อยสลายแล้วมาใช้ประโยชน์เป็นปุ๋ยอินทรีย์
                      นอกจากนี้ยังทำให้สิ่งแวดล้อม ทำให้ชุมชนอยู่ดีมีสุขมีความเอื้อเฟื้อและช่วยเหลือซึ่งกันและกันและช่วยลดมลภาวะจากกลิ่นเหม็น รวมทั้งแมลงที่บินไปสร้างความรบกวนเพื่อนบ้านที่อยู่ในชุมชน และเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มจากทรัพยากรและของเสียในชุมชนได้ดีเยี่ยมทำให้ชุมชนและผู้ประกอบมีความเข้มแข็งสามารถพึ่งพาตนเองและมีความยั่งยืน สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ อ.นพดล โพชกำเหนิด โทร.08-6689-0920
————————-
(ทำมาหากิน : แปลงขยะเกษตรสู่ ‘แก๊สชีวภาพ’ ลดรายจ่ายเพิ่มรายได้ครัวเรือน : โดย…ทีมข่าวเกษตร)