เส้นทางนักประดิษฐ์รุ่นเยาว์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160216/222500.html

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันอังคารที่ 16 กุมภาพันธ์ 2559
เส้นทางนักประดิษฐ์รุ่นเยาว์

เส้นทางอาชีพ : เส้นทางนักประดิษฐ์รุ่นเยาว์ : โดย…สุรัตน์ อัตตะ

                      ระหว่างวันที่ 2-5 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา มีโอกาสไปเดินตระเวนดูผลงานนวัตกรรมใหม่ๆ ในงานวันนักประดิษฐ์ ซึ่งทางสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี โดยปีนี้ได้ย้ายจากเมืองทองธานีมาที่ไบเทค บางนา  ปรากฏว่ามีผู้คนให้ความสนใจหลั่งไหลเข้ามาชมงานกันแน่นขนัดทุกวันตลอดการจัดงาน มีหลากหลายวัยตั้งแต่รุ่นใหญ่ยันรุ่นเยาว์ หลายโรงเรียนถึงขนาดต้องจัดรถบัสนำนักเรียนมาดูนวัตกรรมงานนี้โดยเฉพาะ
                      สิ่งประดิษฐ์ นวัตกรรมที่นำมาจัดแสดงนอกจากเป็นผลงานการวิจัยของนักวิจัย องค์กรภาครัฐและเอกชน ตลอดจนไฮเทคโนโลยีจากต่างประเทศแล้วยังมีสิ่งประดิษฐ์จากเยาวชนคนรุ่นใหม่ นักเรียน นักศึกษามาจัดแสดงอีกเพียบ ผลงานแต่ละชิ้นต้องยอมรับว่าเจ๋งเอามากๆ ที่ว่าเจ๋งหมายถึงว่าเป็นสิ่งประดิษฐ์พื้นๆ ง่ายๆ หาวัสดุได้ในท้องถิ่น ที่สำคัญสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ทันที โดยผลงานแต่ละชิ้นมีต้นทุนการผลิตไม่แพง บางชิ้นก็แค่หลักร้อย หลักพันเท่านั้นเอง
                      อย่างเช่นเครื่องดำนาของนักเรียนโรงเรียนสีคิ้ว (สวัสดิ์ผดุงวิทยา) จ.นครราชสีมา เป็นเครื่องดำนาที่ไม่มีกลไกการทำงานที่ซับซ้อนและไม่ได้ใช้เครื่องยนต์เป็นต้นกำลังในการทำงาน แต่อาศัยการลากจูงไปบนพื้นนา ซึ่งเป็นดินโคลนและจะทำให้วงล้อที่ติดตั้งใบพายหมุนไปตามการลากจูงและวงล้อดังกล่าวจะติดตั้งบนเพลาที่จะทำให้กลไกการปักดำนาทำงานและสามารถปักดำนาได้ ซึ่งก็เป็นเรื่องง่ายๆ ใกล้ตัวแต่กลับคิดไม่ถึงหรือมองข้ามไป หรืออย่างเครื่องขอดเกล็ดปลากระดี่และปลาเกล็ดอ่อนแบบโรตารี่ของนักเรียนโรงเรียนกำแพงเพชรพิทยาคม จ.กำแพงเพชร ที่นำวัสดุอุปกรณ์ตะแกรงหม้อน้ำในรถยนต์มาดัดแปลงเป็นเครื่องขอดเกล็ดปลา ซึ่งใช้เวลาเร็วกว่าการขอดเกล็ดปลาด้วยมือมาก เหมาะสำหรับพ่อค้าแม่ค้าปลาหรือผู้ที่ทำปลาร้านำไปใช้ได้เป็นอย่างดี
                      อีกชิ้นหนึ่งที่น่าสนใจคืออุปกรณ์ปอกเปลือกและผ่าหลังกุ้งของนักเรียนโรงเรียนทุ่งใหญ่วิทยาคม จ.นครศรีธรรมราช เป็นอุปกรณ์ที่ดัดแปลงมาจากกรรไกรสเตนเลสธรรมดาแล้วมาเสริมจะงอยปลายแหลมด้านบนเข้าไปเพื่อใช้ในการผ่าหลังกุ้ง ส่วนที่เป็นกรรไกรใช้ในการตัดหัวกุ้ง จุดเด่นก็คือใช้เวลาเร็วกว่าใช้มือปอก เพราะในการปอกกุ้ง 1 ตัวใช้เวลา 6 วินาที แต่ถ้าใช้แรงคนกินเวลา 19 นาทีที่สำคัญไม่เสี่ยงอันตรายจากหนวดกุ้งทิ่มตำมือด้วย
                      ส่วนอีกชิ้นหนึ่งที่เห็นแล้วชอบมากเป็นของนักเรียนโรงเรียนทุ่งใหญ่เช่นกัน เป็นเครื่องรีดสะตอที่ประยุกต์ใช้ความรู้ทางด้านฟิสิกส์และงานช่างเพื่อทุ่นแรง อำนวยความสะดวกสบายและช่วยให้กลุ่มคนที่ทำอาชีพทำสะตอดองหรือผู้สนใจสามารถลดแรงงานและเวลาในการผลิตให้น้อยลงกว่าเดิม สามารถรีดเมล็ดสะตอได้โดยสามารถแยกเปลือกและเมล็ดออกจากกันได้ในเวลาอันรวดเร็ว
                      จากการสอบถามนักประดิษฐ์รุ่นเยาว์ทั้งหลายต่างก็บอกเสียงเดียวกันว่าผลงานแต่ละชิ้นงานที่ทำขึ้นนี้ ก่อนนำมาจัดแสดงในครั้งนี้ ได้นำไปทดลองใช้งานจริงๆ ในชุมชนหรือแถวบ้านมาก่อนแล้ว ซึ่งก็ได้รับการตอบรับจากผู้ใช้เป็นอย่างดี ซึ่งผลงานของเด็กๆ เหล่านี้ผู้เกี่ยวข้องน่าจะลองนำไปต่อยอดในเชิงอุตสาหกรรมหรืออย่างน้อยก็เป็นเครื่องทุ่นแรงที่สามารถใช้ได้ในชุมชนท้องถิ่นตัวเองนั่นแหละครับ
————————-
(เส้นทางอาชีพ : เส้นทางนักประดิษฐ์รุ่นเยาว์ : โดย…สุรัตน์ อัตตะ)

เตรียมพร้อมปฏิบัติการฝนหลวงภารกิจเหนือเมฆพิชิตเอลนิโญ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160215/222469.html

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันจันทร์ที่ 15 กุมภาพันธ์ 2559
เตรียมพร้อมปฏิบัติการฝนหลวงภารกิจเหนือเมฆพิชิตเอลนิโญ

เตรียมพร้อมปฏิบัติการฝนหลวงภารกิจเหนือเมฆพิชิตเอลนิโญ : ดลมนัส กาเจ

ยังเหลือเวลาอีก 14 วัน ที่จะเข้าสู่ฤดูกาลปฏิบัติการฝนหลวง ของกรมฝนหลวงและการบินเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่จะเริ่มขึ้นในวันที่ 1 มีนาคม และจะไปสิ้นสุดในวันที่ 31 ตุลาคมของทุกปี แต่ในช่วงที่ผ่านมาประเทศไทยประสบปัญหาภัยแล้งอย่างรุนแรง น้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดกลางและขนาดใหญ่ 33 แห่งทั่วประเทศเหลือเพียง 37,546 ล้าน ลบ.ม. จากความจุ 70,370 ล้าน ลบ.ม. หรือ 53% แต่ใช้ได้จริง เพียง 14,043 ล้าน ลบ.ม. หรือ 20% เท่านั้น เนื่องจากได้รับอิทธิพลจากปรากฏการณ์เอลนีโญ ที่ทำให้ปริมาณน้ำฝนน้อยและฝนตกไม่เป็นไปตามฤดูกาล
จากสถานการณ์ดังกล่าว ทำให้กรมฝนหลวงและการบินเกษตร ต้องจัดชุดปฏิบัติการฝนหลวงเคลื่อนที่เร็วถึง 4 ชุด ออกปฏิบัติการทำฝนหลวงช่วงเดือนพฤศจิกายนจนถึง 29 กุมภาพันธ์ 2559 ก่อนที่จะถึงฤดูกาลปฏิบัติการฝนหลวงตามปกติในวันที่ 1 มีนาคม ที่จะถึงนี้ และสามารถเติมน้ำในอ่างเก็บน้ำได้กว่า 11 ล้าน ลบ.ม. เน้นที่เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ จ.ลพบุรี เพื่อเป็นน้ำต้นทุนในการผลักดันน้ำเค็มทะลักเข้าแม่น้ำเจ้าพระยาได้ระดับหนึ่ง

น้ำสำรอง เหลือ 1,347 ล้าน ลบ.ม.

ข้อมูลจาก นายฎรงค์กร สมตน ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 12 ที่รับผิดชอบในการบริหารจัดการน้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยา ระบุว่า การบริหารจัดการน้ำลุ่มน้ำเจ้าพระยา ในพื้นที่ที่สำนักงานชลประทานที่ 12 รับผิดชอบว่า ณ วันที่ 1 พฤศจิกายน 2558 มีน้ำต้นทุนใช้การได้จากเขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ มีปริมาณน้ำ 4,247 ล้าน ลบ.ม. แบ่งการบริหารจัดการน้ำตามแผน คือเพื่อการอุปโภค-บริโภค จำนวน 1,100 ล้าน ลบ.ม. เพื่อ รักษาระบบนิเวศ จำนวน 1,400 ล้าน ลบ.ม., เพื่อเกษตรกรรม (ไม้ผลและอ้อยปลูกไปแล้ว) จำนวน 400 ล้าน ลบ.ม. และยังเหลือปริมาณน้ำสำรองในช่วงเดือนพฤษภาคมถึงกรกฎาคม 2559 จำนวน 1,347 ล้าน ลบ.ม.

ปล่อยน้ำวันละ 17.76 ล้าน ลบ.ม.

สำหรับแผนและผลการระบายน้ำสะสมไปแล้วจากเขื่อนภูมิพล แผน 800 ล้าน ลบ.ม. ผล 429 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 54% เขื่อนสิริกิติ์ แผน 1,600 ล้าน ลบ.ม. ผล 825 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 52% เขื่อนแควน้อยฯ แผน 200 ล้าน ลบ.ม. ผล 97 ล้าน ลบ.ม. เป็น 48% และเขื่อนป่าสักฯ แผน 300 ล้าน ลบ.ม. ผล 145 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 48% ณ วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2559 น้ำใช้การจาก 4 เขื่อน มีปริมาณน้ำ 3,377 ล้าน ลบ.ม. และการระบายต่อวัน จากเขื่อนภูมิพล 5 ล้าน ลบ.ม. เขื่อนสิริกิติ์ 10 ล้าน ลบ.ม. เขื่อนแควน้อย 1.03 ล้าน ลบ.ม. และเขื่อนป่าสัก 1.73 ล้าน ลบ.ม. รวมอัตราการระบายต่อวัน 17.76 ล้าน ลบ.ม.

ต้องใช้เวลากักเก็บน้ำอีก2-3ปี

“ถ้าระดับน้ำในอ่างเก็บน้ำในเขื่อนต่างๆ ขณะนี้ หากฝนตกเท่าปี 2555/2556 ต้องใช้เวลาอีกอย่าง 2-3 ปีกว่าจะได้ระดับน้ำทุนปกติได้ เว้นแต่จะเกิดปาฏิหาริย์มีฝนตกหนักเหมือนปี 2554 เท่านั้น จึงจะสามารถเก็บน้ำได้ภายใน 1 ปี แต่คงยาก เพราะในปี 2554 ถือว่ามีปริมาณน้ำฝนมากที่สุดในรอบหลาบสิบปี และปีนี้จากการพยากรณ์อากาศ คาดว่าฝนจะตกช้ากว่าปกติด้วย จากเดิมจะตกราวเดือนพฤษภาคม อาจจะตกปลายเดือนมิถุนายนก็ได้” นายฎรงค์กร กล่าว

อย่างไรก็ตาม ทางสำนักงานชลประทานที่ 12 มีแนวทางการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ โดยรักษาระดับน้ำเหนือเขื่อนเจ้าพระยาให้อยู่ที่ไม่ต่ำกว่า +14.00 ม.รทก.(ระดับน้ำทะเลปานกลาง) และควบคุมปริมาณน้ำไหลผ่านเขื่อนเจ้าพระยา อัตราวันละ 75 ลบ.ม./วินาที รับน้ำเข้าพื้นที่เพื่ออุปโภค-บริโภค และอื่นๆ ผ่านประตูระบายน้ำพลเทพ, ประตูระบายน้ำบรมธาตุ รวมอัตราเฉลี่ยวันละ 37 ลบ.ม./วินาที และควบคุมปริมาณน้ำไหลผ่านประตูระบายน้ำโพธิ์พระยา 10 ลบ.ม./วินาที และส่งน้ำเข้าพื้นที่ทุ่งฝั่งตะวันตกตอนล่างลงสู่สำนักงานชลประทานที่ 11 ผ่านประตูระบายน้ำโพธิ์คอยและผักไห่-เจ้าเจ็ด อัตรา 3 ลบ.ม./วินาที

ปฏิบัติการฝนหลวงมากที่สุดในรอบ 10 ปี

จากวิกฤติขาดแคลนน้ำที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมา และอาจรุนแรงซ้ำอีกในปีนี้ ทางกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ได้มีการเตรียมพร้อม สำหรับฤดูกาลปฏิบัติการฝนหลวงที่จะเริ่มในวันที่ 1 มีนาคม 2559 ที่จะถึงนี้และคาดว่าการปฏิบัติการฝนหลวงในปีนี้จะไม้น้อยกว่าปีที่ผ่านมาซึ่งได้ออกปฏิบัติการทำฝนหลวงมากที่สุดในรอบ 10 ปี กว่า 6,000 เที่ยวบินและได้ผลกว่า 94%

ล่าสุด นายเลอศักดิ์ ริ้วตระกูลไพบูลย์ อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร พร้อม นายสุรสีห์ กิตติมณฑล รองอธิบดี และผู้บริหารกรมฝนหลวงและการบินเกษตร เดินทางไปตรวจเยี่ยมความพร้อมที่จะปฏิบัติการ ที่สนามบินนครสวรรค์ อ.เมือง จ.นครสวรรค์ นอกจากนี้ยังถือโอกาสไปสร้างขวัญกำลังใจแก่เจ้าหน้าที่ศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคกลาง ซึ่งเป็นที่ตั้งของหน่วยปฏิบัติการฝนหลวงเคลื่อนที่เร็วในการบรรเทาสถานการณ์ภัยแล้งในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา ลุ่มรับน้ำเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ และลุ่มรับน้ำอ่างเก็บน้ำลำตะคอง ตลอดจนบินสำรวจติดตามสถานการณ์การเพาะปลูกในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา สถานการณ์น้ำของเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ เขื่อนเจ้าพระยาด้วย

เครื่องบิน 33 ลำเตรียมพร้อม

นายเลอศักดิ์ บอกว่า วัตถุประสงค์ของการบินสำรวจในครั้งนี้ เพื่อสำรวจสถานการณ์น้ำบริเวณหัวงานเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ และเขื่อนเจ้าพระยา รวมถึงพื้นที่ที่ประสบภัยแล้ง เพื่อนำข้อมูลที่ได้ไปปรับแผนการปฏิบัติการฝนหลวงให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน และจากการที่ได้ออกสำรวจพื้นที่ ด้รับความร่วมมือจากนายฎรงค์กร สมตน ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 12 กรมชลประทาน ที่ร่วมบินสำรวจและให้ข้อมูลระหว่างการบินด้วย

“ขณะนี้เราเตรียมพร้อมแล้ว ที่ออกปฏิบัติการทำฝนหลวงเพื่อบรรเทาภัยแล้ง เครื่องบินลุกลำเราทำการซ่อมบำรุงอากาศยานและบริภัณฑ์ภาคพื้น รวมทั้งการบิน การฝึกบินทบทวน รูปแบบการเข้าปฏิบัติการฝนหลวงในกลุ่มเมฆลักษณะต่างๆ ช่งงนี้ถือเป็นช่วงที่เราทำการฝึกบินทบทวนของนักบินฝนหลวง เพื่อฝึกบินสร้างความคุ้นเคยกับท่าทางการบินในลักษณะต่างๆ ที่เป็นมาตรฐาน การปฏิบัติเมื่ออากาศยานเกิดเหตุฉุกเฉิน ทบทวนระบบต่างๆ ของเครื่องบิน และเพิ่มทักษะความสามารถการบินด้วยเครื่องวัดประกอบการบิน การบินกลางคืน การบินหมู่ ปฏิบัติการฝนหลวงและการบินโดยสาร ได้เริ่มฝึกบินทบทวนประจำปี ระหว่างวันที่ 9 มกราคม-27 กุมภาพันธ์ 2559” นายเลอศักดิ์ กล่าว

สำหรับเครื่องบินที่ใช้ในฝึกบินทบทวน ประกอบด้วย เครื่องบินแบบ ซีเอ็น 235 แบบซูเปอร์คิงแอร์ แบบคาซ่า และแบบคาราแวน ซึ่งทั้งหมดผ่านการซ่อมบำรุงเครื่องบินฝนหลวงก่อนออกประจำการตามหน่วยเสร็จสมบูรณ์ เมื่อวันที่ 31 มกราคม 2559 ที่ผ่านมา เป็นอย่างดี มีเครื่องบินพร้อมสนับสนุนการบินปฏิบัติการฝนหลวง จำนวน 33 เครื่อง ก่อนที่จะไปประจำการหน่วยปฏิบัติการฝนหลวงทั้ง 5 ภาค ตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2559 ตามแผนการปฏิบัติการฝนหลวงประจำปี 2559 เป็นต้นไป

เตรียมสารกว่า 6,000 ตัน

ด้าน นายสุรสีห์ บอกว่า การปฏิบัติการฝนหลวงในปี 2559 ทางกรมฝนหลวงได้เตรียมพร้อมทุกด้าน โดยเฉพาะสารที่ใช้สำหรับทำฝนหลวงนั้นได้เตรียมไว้กว่า 6,000 ตัน มีเพียงพออย่างแน่นอน ส่วนที่กรมฝนหลวงฯ ต้องมีการฝึกซ้อมทุกปีเพื่อเตรียมพร้อมนั้น เนื่องจากการบินเพื่อปฏิบัติการฝนหลวง มีความซับซ้อนมากกว่าการบินพาณิชย์ และบินยากกว่าด้วย เนื่องจากการบินพาณิชย์เมื่อเจอกับกลุ่มก้อนเมฆแล้วนักบินจะนำเครื่องเลี่ยงออกห่าง ขณะที่นักบินฝนหลวงต้องเข้าจู่โจมก้อนเมฆ ที่หนาทึบ ฉะนั้นนักบินจะต้องมีความชำนาญพิเศษ โดยเฉพาะเครื่องบิน 1 เครื่องยนต์ อย่างคาราแวน เวลาปฏิบัติการต้องเป็นฟูงอย่างน้อย 3 ลำ หากเครื่องขัดข้องนักบินต้องมีความชำนาญในการร่อนเครื่องลงให้ปลอดภัยด้วย แต่รับรองว่าเครื่องบินฝนหลวงปลอดภัยสูงมาก

หน่วยเคลื่อนเร็วเติมน้ำได้ 11 ล้าน ลบ.ม.

ขณะที่ นายรัฐกร วรุณสุขะศิริ รักษาราชการแทนผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคกลาง สรุปผลปฏิบัติการฝนหลวงเคลื่อนที่เร็วว่า ได้เริ่มบินปฏิบัติการตั้งแต่ วันที่ 20 มกราคม 2559 จนถึงวันที่ 27 มกราคม 2559 สามารถขึ้นบินปฏิบัติการได้ 5 วัน 28 เที่ยวบิน ใช้สารฝนหลวงทั้งสิ้น 25.6 ตัน ตรวจพบฝนตกทั้ง 5 วัน สามารถเติมน้ำในเขื่อนในอ่างเก็บน้ำได้ 11 ล้าน ลบ.ม. โดยเฉพาะป่าสักชลสิทธิ์ 1.6 ล้าน ลบ.ม. มีฝนตกในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา พื้นที่รับน้ำเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ รวมทั้งในพื้นที่ จ.นครสวรรค์ ลพบุรี เพชรบูรณ์ พิจิตร อุทัยธานี สระบุรี และพื้นที่รับน้ำเขื่อนลำตะคอง จ.นครราชสีมา เป็นต้น

การปฏิบัติการฝนหลวงนับเป็นอีกหนึ่งภารกิจ ที่จะสามารถบรรเทาความแห้งแล้ง อันเกิดมาจากอิทธิพลของปรากฏการณ์เอลนีโญ ที่ทำให้ฝนตกไม่เป็นไปตามฤดูกาล และนับวันจะทวีจะทวีความรุนแรงอีกด้วย

ร่วมฟื้นปศุสัตว์ ‘บ้านดาคุน’ ต่อวิถีอาชีพเกษตรกร ‘พม่า’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160214/222350.html

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันอาทิตย์ที่ 14 กุมภาพันธ์ 2559
ร่วมฟื้นปศุสัตว์ 'บ้านดาคุน' ต่อวิถีอาชีพเกษตรกร 'พม่า'

ท่องโลกเกษตร : ร่วมฟื้นปศุสัตว์ ‘บ้านดาคุน’ ต่อวิถีอาชีพเกษตรกร ‘พม่า’ : โดย…ธานี กุลแพทย์

                     จากที่สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์ ประสบปัญหาน้ำท่วมครั้งใหญ่ในเดือนกรกฎาคม 2558 ปีที่ผ่านมา ซึ่งนับเป็นอุทกภัยครั้งรุนแรงที่สุดในรอบ 50 ปี ส่งผลให้มีพื้นที่ได้รับผลกระทบกว่า 2.53 ล้านไร่ มีพื้นที่เกษตรกรรมเสียหายมากกว่า 141,000 ไร่ โดยช่วงเวลานั้นทางรัฐบาลเมียนมาร์ได้ประกาศพื้นที่ภัยพิบัติใน 4 รัฐ คือ รัฐชิน รัฐยะไข่ เขตมาเกว และเขตสะกาย
                     ทั้ง 4 เขตที่ว่า มีประชาชนได้รับผลกระทบกว่า 2.1 แสนคน หรือประมาณ 5.4 หมื่นครัวเรือน ซึ่งส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรมใน 3 โหมด คือทำนา ปลูกยาสูบ และปศุสัตว์ โดยเฉพาะปศุสัตว์ที่เฉลี่ยเลี้ยงครัวเรือนละ 3-4 ตัวนั้น ที่เหลือจากการล้มตายไปก็จะขาดแคลนอาหารอย่างหนัก สภาพนี้ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของเกษตรกรผู้เลี้ยง ต่อเนื่องถึงกลุ่มที่ทำนา ซึ่งอาศัยแรงงานจากสัตว์เหล่านี้
                     หลังเหตุการณ์นั้น ช่วงเดือนกันยายน 2558 ทำให้ทีมจัดการภัยพิบัติฉุกเฉินขององค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลก (World Animals Protection) นำโดย นสพ.ณฤทธิ์ศร ผลเพิ่ม หรือ “หมอน็อต” ผู้จัดการฝ่ายเทคนิคและการดูแลสัตว์ในยามภัยพิบัติฉุกเฉิน ได้ประสานกรมปศุสัตว์ ประเทศเมียนมาร์ นำทีมลงพื้นที่เข้าไปให้ความช่วยเหลือแก่สัตว์ในเขตมาเกว และเขตมัณฑะเลย์ ซึ่งมีปศุสัตว์ประสบปัญหานับหมื่นๆ ตัว
                     เบื้องต้นได้มอบอาหารผสมอัดก้อน น้ำ ถาดอาหาร อุปกรณ์การเกษตรที่เสียหาย รวมถึงมอบยาให้แก่ทางกรมปศุสัตว์เพื่อใช้รักษาสัตว์ที่บาดเจ็บและป่วยจากอุทกภัยครั้งดังกล่าว โดยในเขตมาเกว ได้มอบอาหารผสมอัดก้อน 3,600 ก้อน ถาดอาหาร 1,800 ถาด พร้อมยา และอุปกรณ์การเกษตรต่างๆ 11 ลัง ส่วนเขตมัณฑะเลย์ มอบ 4,000 ก้อน และถาดอาหาร 2,000 ถาด พร้อมยาและอุปกรณ์ 33 ลัง โดยคิดเป็นค่าช่วยเหลือเพื่อการนี้เป็นจำนวนเงิน 536,400 บาท
                     “ท่องโลกเกษตร” ปลายเดือนมกราคมที่ผ่านมา ได้หนีหนาวเมืองไทยตามทีมจัดการภัยพิบัติฉุกเฉินขององค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลก ที่มี “หมอน็อต” นำทีม พร้อมการปฏิบัติภารกิจทูตองค์กรฯ ครั้งแรกในต่างประเทศของ “โตโน่” ภาคิน คำวิลัยศักดิ์ และทีมเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์เขตมัณฑะเลย์ ตัวแทนของ ดร.ยัน เนียง ซอ ผู้จัดการกรมปศุสัตว์เมียนมาร์ ได้นำลงพื้นที่บ้านดาคุน เมืองมินจัน ซึ่งอยู่ห่างจากตัวเมืองมัณฑะเลย์ไปกว่า 200 กิโลเมตร เพื่อรับทราบผลการช่วยเหลือ หลังผ่านไป 6 เดือน
                     นสพ.ณฤทธิ์ศร บอกว่า ที่เลือกหมู่บ้านดาคุนนี้ เป็นไปตามหลักเกณฑ์การให้ความช่วยเหลือขององค์กร ที่ดูจากจำนวนสัตว์ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติมีจำนวนมาก ส่งผลต่อการดำรงชีพ วิถีชุมชน อีกทั้งทางเมียนมาร์ต้องการความช่วยเหลือ และมองว่าองค์กรสามารถช่วยเหลือสัตว์ ช่วยชาวบ้านได้จริง
                     โดย ดร.ทัน มิน เจ้าหน้าที่ปศุสัตว์เมียนมาร์ ตัวแทนหน่วยงานด้านอาหารและการเกษตรของยูเอ็น ซึ่งทำงานร่วมกับทีมจัดการภัยพิบัติฉุกเฉินขององค์กร เสริมว่า ชุมชนแห่งนี้ มีประชากรกว่า 300 ครัวเรือน เกือบทั้งหมดทำปศุสัตว์ และมีสัตว์ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ที่ผ่านมาหลายพันตัว ทั้งตาย เจ็บป่วย ขาดแคลนอาหาร ชาวบ้านช่วงนั้นประกอบอาชีพได้ไม่เต็มที่ รายได้ฝืดเคือง ต่อเมื่อองค์กรได้เข้ามาช่วยเหลือ ทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของเกษตรกรที่นี่มีแนวโน้มดีขึ้น
                     ตัน อ่อง วัย 57 ปี เกษตรกรทำนา 5 ไร่ และมีวัว 4 ตัว หนึ่งในจำนวนผู้ได้รับความช่วยเหลือ บอกว่า นาเสียหายหมด วัวเกือบไม่รอดเพราะไม่มีอาหาร รัฐเข้ามาช่วยเหลือไม่ถึง กระทั่งองค์กรพิทักษ์สัตว์โลกเข้ามาช่วยเรื่องอาหาร ยา อุปกรณ์การเกษตร ความรู้เรื่องการดูแลสัตว์เลี้ยง ทั้งวิธีทำอาหารให้สัตว์ ซึ่งตัวเขาเองและครอบครัวได้ทำตามตลอด ถึงเวลานี้วัวที่สภาพแย่ก่อนนั้น สมบูรณ์แข็งแรงทุกตัวและพร้อมจะลุยงานหนักได้ต่อไป
                     เช่นเดียวกับ นางอู ถั่น วัย 49 ปี ครอบครัวประกอบอาชีพทำนา บนพื้นที่ 11 ไร่ และเลี้ยงวัวไว้ 6 ตัว จากเหตุการณ์นั้น นาข้าวเสียหาย วัวของเธอขาดอาหารหนัก ป่วยเป็นโรคกีบเท้าเปื่อย และยากลำบากต่อการขนย้ายหนีน้ำ ต่อเมื่อได้รับการช่วยเหลือจากองค์กรด้านต่างๆ รวมทั้งคำแนะนำให้เตรียมโคก หรือเนินดินที่ความสูงเหนือระดับน้ำท่วมให้วัวได้อาศัย ซึ่งเธอได้ทำตาม และยอมรับว่าถึงตอนนี้รู้สึกปลอดภัยในอาชีพและชีวิตการเป็นเกษตรกรเพิ่มขึ้น
                     ด้าน “โตโน่” ภาคิน คำวิลัยศักดิ์ ทูตองค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลก ซึ่งลงพื้นที่ร่วมสังเกตการณ์ติดตามผลการช่วยเหลือ บอกว่า องค์กรไม่ได้เพียงช่วยสัตว์ประสบภัย ด้วยการจัดน้ำ จัดยา มอบอาหารสัตว์ให้เท่านั้น ยังมีการทำงานด้านการจัดการภัยพิบัติอย่างครอบคลุม ทั้งร่วมฟื้นฟูสภาพที่อยู่อาศัย เตรียมความพร้อมให้ชาวบ้าน เพราะสิ่งนี้เป็นการลดความเสี่ยงอย่างเห็นผลที่สุด
                     ที่สำคัญภารกิจครั้งนี้ จะเป็นประโยชน์ เป็นข้อคิดในการจัดการภัยพิบัติ เพื่อเตรียมรับมือกับอุทกภัยอันอาจเกิดขึ้นได้ทุกเวลา ไม่เว้นแม้แต่ประเทศไทย
———————-
(ท่องโลกเกษตร : ร่วมฟื้นปศุสัตว์ ‘บ้านดาคุน’ ต่อวิถีอาชีพเกษตรกร ‘พม่า’ : โดย…ธานี กุลแพทย์)

วิทยุมก.ยกระดับ ‘ตลาดนัดเกษตรสีเขียว’ ส่งผลผลิตตรงจากเกษตรกร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160212/222241.html

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันศุกร์ที่ 12 กุมภาพันธ์ 2559
วิทยุมก.ยกระดับ 'ตลาดนัดเกษตรสีเขียว' ส่งผลผลิตตรงจากเกษตรกร

ทำมาหากิน : วิทยุ มก.ยกระดับ ‘ตลาดนัดเกษตรสีเขียว’ ส่งผลผลิตตรงจากเกษตรกร : โดย…สุรัตน์ อัตตะ

                      ไม่ใช่แค่ตัวกลางการสื่อสารข้อมูลข่าวสารด้านการเกษตรเท่านั้น แต่สถานีวิทยุแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จ.เชียงใหม่ (วิทยุ มก.เชียงใหม่) ยังใช้พื้นที่บริเวณรายรอบสถานีใน ต.ป่าไผ่ อ.สันทราย จ.เชียงใหม่ จัดกิจกรรมเสริมความรู้ให้แก่ผู้ฟังและเกษตรกรในเครือข่าย ด้วยการเปิดตลาดนัดเกษตรสีเขียว เพื่อเป็นช่องทางการตลาดให้แก่เกษตรกรผู้ผลิตสินค้าเกษตรปลอดสารพิษ พร้อมเปิดเวทีเสวนาแลกเปลี่ยนเรียนรู้วิชาการด้านการเกษตรจากวิทยากรผู้เชี่ยวชาญด้านการเกษตรหลากหลายแขนง ปราชญ์ชาวบ้าน รวมถึงเกษตรกรที่นำสินค้ามาจำหน่ายในงาน ซึ่งจัดขึ้นเป็นประจำใทุกวันเสาร์แรกของเดือนมากว่า 3 ปีแล้ว
                      “ผมแฟนพันธุ์แท้วิทยุ มก. ฟังมาตลอด พอเขาเปิดตลาดก็มาเลย มาทุกเดือน ผมชอบที่นี่ เพราะต่างจากตลาดนัดที่อื่นๆ คือไม่ใช่มาขายของอย่างเดียว แต่ได้มาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ฟังอบรมเสวนาได้อัพเดตข้อมูลข่าวสารด้านการเกษตรด้วย ถือเป็นการมาพบปะพูดคุยกันเดือนละครั้ง” บัญชาการ พลชมชื่น เจ้าของแผงจำหน่ายผลิตภัณฑ์น้ำข้าวกล้องงอกและลำไยอบแห้งในตลาดนัดเกษตรสีเขียวของสถานีวิทยุ มก.เชียงใหม่ กล่าวถึงข้อดีของตลาดนัดเกษตรแห่งนี้ ที่ไม่ได้เป็นแค่ตลาดนัดจำหน่ายสินค้าเกษตรเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีกิจกรรมทางด้านการเกษตรอื่นๆ ในการเสริมความรู้ให้แก่ผู้ซื้อและผู้ขายอีกด้วย
                      บัญชาการ เปิดเผยต่อว่า ปกติผลิตภัณฑ์ของเขาจะวางจำหน่ายเป็นประจำอยู่ที่บ้านใน ต.ชมภู อ.สารภี และที่ตลาดชุมชน  แต่จะมาจำหน่ายที่นี่เพียงแค่เดือนละครั้ง ทุกวันเสาร์แรกของแต่ละเดือน ที่ทางเจ้าของพื้นที่เปิดให้บริการ จึงอยากฝากไปยังสถานีวิทยุ มก.เชียงใหม่ ในฐานะเจ้าของพื้นที่ด้วยว่า น่าจะเปิดให้บริการตลาดนัดแบบนี้ในทุกสัปดาห์เพื่อผู้ซื้อและผู้ขายจะได้มาเจอกันบ่อยขึ้น ทั้งยังเป็นช่องทางการตลาดจำหน่ายสินค้าเกษตรให้แก่เกษตรกรในเครือข่ายของสถานีเพิ่มขึ้นด้วย
                      “น้ำข้าวกล้องงอกขวดละ 10 บาท ส่วนลำไยอบแห้งถุงละ 20 บาท มาแต่ละครั้งมีกำไรประมาณ 5-6 ร้อย ถ้ามองแค่กำไรอย่างเดียวคงไม่มา แต่มันได้อะไรมากกว่าที่อื่น อย่างเช่นเวลาลูกค้ามาซื้อเขาจะถามโน่นถามนี่ วิธีการทำ เราก็อธิบายไป คุยกันไป ไม่ใช่ซื้อต่อรองราคา ตกลงกันแล้วก็จบเหมือนตลาดนัดอื่น” บัญชาการ ให้มุมมอง
                      สอดคล้องมุมมอง พิชัย เชี่ยววิชา ประธานกลุ่มเกษตรปลอดสารพิษ ซึ่งเป็นเครือข่ายสถานีวิทยุ มก.เชียงใหม่ ยอมรับว่าตลาดนัดเกษตรสีเขียวที่จัดขึ้นเป็นประจำในทุกวันเสาร์แรกของเดือนนั้น จะเป็นอีกหนึ่งช่องทางการตลาดให้แก่ชาวบ้านที่ทำเกษตร เนื่องจากผลิตภัณฑ์ที่นำวางจำหน่ายที่นี่จะต้องเป็นเกษตรปลอดสารพิษที่ชาวบ้านได้รับฟังข้อมูลจากทางสถานีวิทยุมก.แล้วนำไปทดลองปฏิบัติจริง จนเกิดผลสำเร็จแล้วนำมาจำหน่ายให้ผู้บริโภคที่ใส่ใจในเรื่องสุขภาพ  นอกจากนี้เจ้าของสถานที่ก็ไม่ได้คิดค่าเช่าแผงเหมือนกับตลาดนัดทั่วไป เพียงแต่ตั้งกล่องรับบริจาคจากผู้ค้าเพื่อเป็นค่าใช้จ่าย ค่าน้ำค่าไฟและจ้างคนงานดูแล ทำความสะอาด ไม่ได้แสวงกำไร แต่เป็นการช่วยเหลือเกษตรกรในเรื่องการตลาดมากกว่า
                      “เรารวมกลุ่มมาปีกว่าแล้ว ตอนนี้มีสมาชิกอยู่ประมาณ 30 ราย ที่เป็นเครือข่ายของวิทยุ มก. ปลูกพืชผักปลอดสารพิษ จนประสบความสำเร็จแล้วก็นำผลผลิตมาขายที่นี่ ก็ได้รับความสนใจจากผู้บริโภคพอสมควร มีทั้งพืชผักปลอดสาร ผักพื้นบ้าน มีให้เลือกหลากหลายมาก ที่สำคัญมาจากแหล่งผลิตที่เป็นเกษตรกรโดยตรง” ประธานกลุ่มเกษตรปลอดสารพิษกล่าวย้ำ
                      ด้าน ผศ.อนุพร สุวรรณวาจกกสิกิจ ผู้อำนวยการสถานีวิทยุ มก. หรือเคยูเรดิโอพลัส กล่าวถึงตลาดนัดเกษตรสีเขียวเกิดขึ้นเมื่อ 3 ปีที่แล้ว หลังจากมีการก่อตั้งครอบครัว มก. จึงมีการจัดตั้งคณะกรรมการภาคประชาชนเพื่อให้เข้ามามีส่วนร่วมในการทำงานกับสถานี ซึี่งตั้งอยู่ตามภูมิภาคต่างๆ ทั้ง 4 ภูมิภาค แต่ที่ มก.เชียงใหม่ภาคประชาชนมีความเข้มแข็ง ทำให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างรวดเร็ว
                      “หลังมีครอบครัว มก.เมื่อ 3 ปีที่แล้ว ก็ได้ตั้งคณะกรรมการภาคประชาชนขึ้นมาร่วมกันทำงาน จากนั้นมีการตั้งชมรมต่างๆ ขึ่้นมา เช่น ชมรมสมุนไพร ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ มีการเสวนาประจำเดือนและมีตลาดนัดประจำเดือนทุกวันเสาร์แรกของเดือน เพื่อเป็นช่องทางการตลาดให้แก่สมาชิกในเครือข่ายของชมรม” ผอ.วิทยุ มก.เผย พร้อมย้ำว่า หลังตลาดนัดเกษตรสีเขียวประสบความสำเร็จมีผู้สนใจมาใช้บริการมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง จึงอาจจะเป็นไปได้ว่าจะเปิดให้บริการตลาดนัดเกษตรสีเขียวในทุกเสาร์ตามคำเรียกร้องของสมาชิกในเครือข่าย ทั้งนี้ก็ต้องขึ้นอยู่กับคณะกรรมการสถานีเป็นผู้พิจารณา ซึ่งจะมีการประชุมกันในเสาร์ที่ 5 มีนาคม 2559 ที่จะถึงนี้
———————-
(ทำมาหากิน : วิทยุ มก.ยกระดับ ‘ตลาดนัดเกษตรสีเขียว’ ส่งผลผลิตตรงจากเกษตรกร : โดย…สุรัตน์ อัตตะ)

ไทยผู้นำผลิต-ส่งออกน้ำตาลของอาเซียน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160212/222238.html

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันศุกร์ที่ 12 กุมภาพันธ์ 2559
ไทยผู้นำผลิต-ส่งออกน้ำตาลของอาเซียน

ทำกินถิ่นอาเซียน : ไทยผู้นำผลิต-ส่งออกน้ำตาลของอาเซียน : โดย … รศ.สมพร อิศวิลานนท์

                      ในปี 2557 อาเซียนมีปริมาณการผลิตน้ำตาลที่มาจากการแปรรูปอ้อย โดยรวม 19.23 ล้านตัน เป็นผลผลิตจากประเทศไทยเกินกว่าครึ่ง และรองลงมา 3 ลำดับ ได้แก่ อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม ที่เหลือเป็นการผลิตจากเมียนมาร์ ลาว และกัมพูชา ส่วนมาเลเซีย สิงคโปร์ และบรูไน มีการผลิตเพียงเล็กน้อยจนถึงไม่มีการผลิต
                      ในด้านการบริโภค หรือการใช้ประโยชน์น้ำตาลทรายในอาเซียน มีปริมาณการบริโภคโดยรวม 14.34 ล้านตัน ประเทศอินโดนีเซียเป็นประเทศผู้บริโภคน้ำตาลรายใหญ่ของอาเซียน หรือประมาณหนึ่งในสามของปริมาณการบริโภคน้ำตาลของอาเซียน รองลงมาได้แก่ ไทย ฟิลิปปินส์ เวียดนาม และมาเลเซีย
                      การเข้าสู่ประชาคมอาเซียนเมื่อสิ้นเดือนธันวาคม 2558 เป็นต้นมา มีผลให้ตลาดการค้าน้ำตาลทรายในอาเซียนกำลังปรับตัวเข้าสู่การเป็นตลาดเสรีมากขึ้น ฟิลิปปินส์และอินโดนีเซียที่เคยจัดสินค้าน้ำตาลอยู่ในกลุ่มของสินค้าที่มีความอ่อนไหวสูง โดยที่ฟิลิปปินส์เรียกเก็บภาษีในอัตราร้อยละ 38 และอินโดนีเซียเรียกเก็บภาษีในอัตราร้อยละ 30-40 นั้น ฟิลิปปินส์ได้ตกลงที่จะลดระดับภาษีการนำเข้ามาเป็นร้อยละ 5 อินโดนีเซียได้ตกลงที่จะลดภาษีการนำเข้ามาเป็นร้อยละ 5-10
                      ส่วนไทย บรูไน สิงคโปร์ และมาเลเซีย ได้ลดภาษีลงเป็นศูนย์มาตั้งแต่ปี 2553 สำหรับกลุ่มประเทศอาเซียนใหม่ ได้แก่ สปป.ลาว และกัมพูชา ตกลงที่จะลดอัตราภาษีลงเป็นศูนย์ภายใต้การเข้าสู่ประชาคมอาเซียนเมื่อสิ้นปี 2558 เป็นต้นไป และที่จะจัดเก็บอัตราภาษีที่ร้อยละ 5 ได้แก่ เมียนมาร์ และเวียดนาม
                      อย่างไรก็ตาม การที่อาเซียนผลิตน้ำตาลทรายได้มากกว่าการบริโภคหรือการใช้ประโยชน์ ทำให้อาเซียนมีปริมาณอุปทานการผลิตส่วนเกินเกือบ 5 ล้านตัน ที่จะต้องส่งออกไปยังตลาดนอกอาเซียน ซึ่งส่วนมากก็เป็นการส่งออกไปในตลาดนอกอาเซียนแต่อยู่ในเอเซียเป็นสำคัญ
                      ประเทศไทยจัดได้ว่าเป็นแหล่งผลิตและแหล่งส่งออกน้ำตาลทรายที่สำคัญของอาเซียน ประมาณว่า ร้อยละ 58.71 ของผลผลิตน้ำตาลทรายในอาเซียนเป็นการผลิตจากไทย อีกทั้งไทยยังเป็นประเทศผู้ส่งออกที่สำคัญของอาเซียนอีกด้วย โดยจากปริมาณการส่งออกน้ำตาลทรายของอาเซียนทั้งหมด 10.23 ล้านตันนั้น เป็นการส่งออกน้ำตาลทรายของไทยถึงร้อยละ 85.92 ตลาดผู้นำเข้าน้ำตาลที่สำคัญในอาเซียน ได้แก่ อินโดนีเซีย มาเลเซีย และสิงคโปร์ ทั้งนี้เพราะอินโดนีเซียมีประชากรมากและการผลิตไม่เพียงพอกับการใช้ประโยชน์ภายในประเทศ ส่วนมาเลเซียและสิงคโปร์เป็นผู้นำเข้า เพราะขาดแหล่งเพาะปลูกอ้อยในประเทศ
                      หากย้อนดูอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายของไทยที่ได้ขยายตัวเติบโตจนมีเสถียรภาพและมีการผลิตส่วนเกินจำนวนมากจนเป็นผู้ส่งออกน้ำตาลทรายลำดับ 2 ของโลก รองจากประเทศบราซิลได้นั้น เกิดจากการรวมภาคการผลิตอ้อยและภาคการผลิตน้ำตาลเข้าด้วยกันภายใต้พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) อ้อยและน้ำตาลทราย พ.ศ.2527
                      เนื่องเพราะก่อนหน้านั้นประเทศไทยก็เคยประสบปัญหาการผลิตน้ำตาลทรายไม่เพียงพอกับความต้องการใช้ภายในประเทศ และต้องนำเข้าอยู่เป็นประจำ อีกทั้งราคาน้ำตาลก็ไม่มีเสถียรภาพ พ.ร.บ.อ้อยและน้ำตาลทราย พ.ศ.2527 ได้เป็นเครื่องมือในการจัดระบบการผลิตและการจำหน่ายอ้อยและน้ำตาลทรายโดยนำผลประโยชน์ของชาวไร่อ้อย โรงงานและผู้บริโภคมาสร้างความเป็นธรรม รวมถึงเสถียรภาพด้านราคา
                      ปัจจุบันไทยมีพื้นที่เพาะปลูกอ้อยประมาณ 9.3 ล้านไร่ มีผลผลิตอ้อย 103 ล้านตัน โดยผลิตเป็นน้ำตาลทรายชนิดต่างๆ ได้โดยรวม 11.29 ล้านตัน ผลผลิตดังกล่าวถูกใช้ภายในประเทศร้อยละ 22.14 และเป็นการส่งออกร้อยละ 77.86 ของผลผลิตน้ำตาลที่ผลิตได้
———————-
(ทำกินถิ่นอาเซียน : ไทยผู้นำผลิต-ส่งออกน้ำตาลของอาเซียน : โดย … รศ.สมพร อิศวิลานนท์)

สอนวิธีเพาะเลี้ยงปลาช่อนในบ่อ ใช้เวลาเพียง 4 เดือนได้เงินแสน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160211/222173.html

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันพฤหัสบดีที่ 11 กุมภาพันธ์ 2559
สอนวิธีเพาะเลี้ยงปลาช่อนในบ่อ ใช้เวลาเพียง 4 เดือนได้เงินแสน

ทำมาหากิน : สอนวิธีเพาะเลี้ยงปลาช่อนในบ่อ ใช้เวลาเพียง 4 เดือนได้เงินแสน : โดย…ทีมข่าวเกษตร

                      ปัจจุบัน “ปลาช่อน” เป็นที่นิยมของผู้บริโภค เนื่องจากรสชาติอร่อย ก้างน้อย สามารถนำไปประกอบอาหารหลายอย่าง แต่นับวันปลาช่อนในแหล่งธรรมชาติลดน้อยลง ทำให้กรมประมงได้ร่วมกับสำนักงานพัฒนาการวิจัยเกษตร จัดโครงการพัฒนาการเพาะเลี้ยงปลาช่อนให้แก่เกษตรกรขึ้นมา โดยดึงหน่วยงานอื่นทำงานอย่างบูรณาการ ล่าสุดเริ่มแล้วในพื้นที่ จ.กำแพงเพชร เกษตรกรที่ร่วมโครงการสามารถนำไปประกอบอาชีพแล้ว
                      นายสนธิพันธ์ ผาสุขดี ผู้อำนวยการกองวิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืด กรมประมงได้ร่วมกับสำนักงานพัฒนาการวิจัยเกษตร จัดโครงการพัฒนาการเพาะเลี้ยงปลาช่อนให้เกษตรกรในพื้นที่ จ.กำแพงเพชร โดยมีการจัดทีมนักวิจัยจากกองวิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืด ลงพื้นที่นำความรู้ในเรื่องของเทคโนโลยีการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำไปถ่ายทอดให้เกษตรกรกลุ่มเป้าหมายซึ่งก็ถือว่าโครงการดังกล่าวได้ผลตอบรับเป็นอย่างดี เกษตรกรส่วนใหญ่สามารถเพาะเลี้ยงปลาช่อนเป็นรายได้หลักในการหาเลี้ยงครอบครัวได้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว
                      สำหรับโครงการนี้เกิดขึ้นภายใต้ความร่วมมือและการสนับสนุนจากหลายหน่วยงาน เช่น กรมพัฒนาที่ดินที่ขุดบ่อเลี้ยงปลาให้แก่องค์การบริหารส่วนท้องถิ่น (อบต.) มีการของบสร้างโรงเพาะฟักขนาดเล็กรวมทั้งยังของบในการสร้างบ่อเพาะไรแดงเพื่อที่จะนำมาเป็นอาหารในการอนุบาลปลา รวมถึงกรมทรัพยากรน้ำบาดาลที่มีการจัดสรรปริมาณน้ำให้เกษตรกรมีน้ำเพียงพอในการใช้งาน ทำให้มีแนวโน้มในการขายรวมถึงการขยายผลผลิตให้เพิ่มมากขึ้นต่อไปได้
                      ส่วนกองวิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดในฐานะหน่วยงานหลักของกรมประมงที่รับผิดชอบดูแลโครงการดังกล่าว มีการคัดเลือกทีมนักวิชาการที่มีความเชี่ยวชาญในด้านการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ให้เข้ามาช่วยในการถ่ายทอดความรู้ให้แก่เกษตรกรอย่างละเอียด ไม่ว่าจะเป็นการสาธิตวิธีการฉีดฮอร์โมนปลาช่อน การอนุบาลลูกปลาที่ถูกต้องรวมไปถึงเรื่องการบริหารจัดการคุณภาพน้ำและโรคต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับสัตว์น้ำ
                      นอกจากนี้มีการแนะนำให้เกษตรกรโดยเฉพาะเกษตรกรที่เลี้ยงปลาช่อนให้มีการเลี้ยงปลาสลับชนิดพันธุ์กันเนื่องจากโรคสัตว์น้ำบางชนิดจะเกิดขึ้นกับปลาเกล็ด บางชนิดจะเกิดขึ้นกับปลาหนัง ดังนั้นจึงควรเลี้ยงสลับกันไปเพื่อเป็นการตัดวงจรโรคที่อาจจะเกิดขึ้น
                      ด้านนายวินัย จั่นทับทิม ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืด ซึ่งเป็นหัวหน้าทีมนักวิจัย บอกว่า การฝึกอบรมเกษตรกรในโครงการมีการแนะนำข้อมูลความรู้ถ่ายทอดให้เกษตรกรอย่างละเอียด โดยในการเลี้ยงปลานั้นจะแนะนำให้เกษตรกรเลี้ยงปลาช่อน 2 รุ่น รุ่นละ 4 เดือน หลังจากนั้นให้เลี้ยงปลาชนิดอื่น เช่น ปลานิล สลับกันไปมาเพื่อเป็นการตัดวงจรการเกิดโรคปลาช่อน อีกทั้งยังแนะนำให้เกษตรกรมีบ่อพักน้ำบำบัดด้วยพืชน้ำหมุนเวียน เพื่อนำน้ำกลับมาใช้ได้ใหม่อีก ซึ่งปัจจุบันเกษตรกรรุ่นที่ 1 ที่ผ่านการอบรม สามารถเพาะพันธุ์ปลาช่อนได้แล้วจำนวน 2 รุ่นและจำหน่ายลูกพันธุ์ให้กลุ่มสมาชิกราคาตัวละ 50 สตางค์ หรือขายให้เกษตรกรทั่วไปราคาตัวละ 1.50 บาท เกษตรกรนำไปเลี้ยงเพียง 4 เดือนจะได้เงินเป็นหลักแสนบาท
                      “ตอนนี้ท่าน ดร.วิมล จันทรโรทัย อธิบดีกรมประมงมีนโยบายในการบริหารจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำในประเทศ ให้ประชาชนทุกระดับมีสัตว์น้ำไว้กินไว้ใช้ รวมถึงการสร้างอาชีพให้ประชาชนมีรายได้หาเลี้ยงครอบครัว โครงการนี้จึงเป็นโครงการที่น่ายินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้รับผลตอบรับเป็นอย่างดีจากเกษตรกร เนื่องจากเกษตรกรสามารถเพาะพันธุ์ลูกปลาได้เอง ส่งผลให้ต้นทุนการเลี้ยงต่ำลง นอกจากนี้กรมประมงได้ให้ความสำคัญในเรื่องของการลดต้นทุนอาหาร ด้วยการของบประมาณสำหรับงานวิจัยสูตรอาหารที่ใช้วัตถุดิบจากท้องถิ่นในการนำมาผสมเป็นอาหาร อาทิ กากน้ำตาล หรือมันสำปะหลัง เพื่อเป็นการช่วยลดต้นทุนให้กลุ่มเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงปลาช่อนต่อไปในอนาคตอีกด้วย” นายวินัย กล่าว
                      นับเป็นอีกหนึ่งโครงการดีๆ สำหรับเกษตรกร ให้มีช่องทางในการสร้างอาชีพที่สามารถเลี้ยงครอบครัวได้
———————-
(ทำมาหากิน : สอนวิธีเพาะเลี้ยงปลาช่อนในบ่อ ใช้เวลาเพียง 4 เดือนได้เงินแสน : โดย…ทีมข่าวเกษตร)

‘หมอนเต่านำโชค’ ไอเดียคน ‘หนองหอย’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160211/222171.html

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันพฤหัสบดีที่ 11 กุมภาพันธ์ 2559
'หมอนเต่านำโชค' ไอเดียคน 'หนองหอย'

หนักเอาเบาสู้ : ‘หมอนเต่านำโชค’ ไอเดียคน ‘หนองหอย’ : โดย…โต๊ะข่าวเกษตร

                      การแปรรูปผ้าไหม ผ้าฝ้าย เป็นตุ๊กตาหลากสไตล์ของกลุ่มแม่บ้านหนองหอย อ.หนองเรือ จ.ขอนแก่น โดยนายเอกลักษณ์ เชื้อผาเต่า เลขาฯ กลุ่ม คนรุ่นใหม่ ออกแบบมุ่งสวยงาม แปลกใหม่ ไม่เหมือนใคร ใช้ประโยชน์ได้จริงและราคาถูก โดยเฉพาะ “หมอนเต่านำโชค” ได้รับความนิยม ถือเป็นกลุ่มเดียวในอีสานที่ผลิตจำหน่าย
                      เอกลักษณ์ บอกว่า เริ่มต้นจากจำหน่ายผ้าผืน ทั้งตัดเย็บเป็นชุดๆ แต่ตลาดไม่คึกคัก จนเห็นแม่ออกแบบตัดเย็บตุ๊กตาหมอนเต่า จึงมีแนวคิดทำขาย เริ่มทำจริงจังปี 2550 ช่วงแรกวางขายกับผลิตภัณฑ์อื่นๆ ปรากฏว่ามีลูกค้าสนใจมาก ส่วนหนึ่งเพราะลูกค้าเชื่อว่าการซื้อเต่า ปล่อยเต่า ทำให้อายุยืน ชีวิตมั่นคง จึงซื้อเป็นของขวัญ ของฝากในวันปีใหม่ ทำให้เป็นสินค้าขายดี
                      โดยขั้นตอนการทำเริ่มจากออกแบบตัวเต่า มีส่วนประกอบ คือ หลัง ท้อง ขา หาง คอ กลีบรอบตัว จากนั้นนำผ้าทั้งหมดมาเย็บแล้วนำไปยัดนุ่นให้ได้ขนาดพอเหมาะก่อนเย็บประกอบเป็นตัว
                      “ยากที่สุดคือการยัดนุ่นให้ได้ขนาดพอเหมาะ ไม่แข็งหรือนิ่มเกินไป ต้องดูไม่ให้บิดเบี้ยว มีขนาดเท่ากัน ต้องพิถีพิถันเลือกสีผ้าให้แต่ละรอยต่อมีความสวยงาม สีสันสดใส กลมกลืน เป็นงานทำมือที่ต้องอาศัยความละเอียด ประณีต ช่างสังเกต มีฝีมือในการเย็บ เพราะในกลุ่ม 12 คน มีที่ทำหมอนเต่าได้เพียง 3 คนเท่านั้น”
                      สำหรับผลิตภัณฑ์มี 3 ขนาด คือ ขนาดเล็ก กลางและใหญ่ ส่วนราคาขายมีทั้งแบบขายส่งและขายปลีก โดยเฉพาะขนาดใหญ่ได้รับความนิยมมากสุด เพราะนำไปใช้ประโยชน์ได้ เป็นทั้งเบาะรองนั่ง หมอนหนุน หมอนอิง
                      “กลุ่มเปิดตัวหมอนเต่าในงานแสดงสิค้าโอท็อปซิตี้ ที่เมืองทองธานี โดยทำไปกว่า 600 ตัว จำหน่ายหมดในเวลาอันรวดเร็ว ลูกค้าส่วนใหญ่จะนำไปเป็นของขวัญของฝากในวันปีใหม่ ยอดขายครั้งนั้นทะลุเป้ากว่า 2 แสนบาท”
                      ส่วนตลาดอื่นๆ มีส่งจำหน่ายที่ จ.อุดรธานี ศูนย์แสดงสินค้าโอท็อป ศาลากลางขอนแก่น ศูนย์แสดงสินค้าหนองเรือ โดยต้องผลิตส่งเดือนละกว่า 400 ตัว
                      “การทำหมอนเต่าเราจะระดมกำลังทำในช่วงที่ต้องออกงาน สินค้าไม่มีในสต็อก ลูกค้าซื้อตั้งแต่ 3-10 ตัวขึ้นไป จึงทำให้กลุ่มมีอาชีพเสริมช่วงว่างจากทำนา อีกทั้งในกลุ่มยังมีผลิตภัณฑ์อื่น ทั้งปลอกหมอน เบาะรองนั่ง หมอนหนุน ที่นอนลูกระนาด ทำให้แต่ละคนจะมีรายได้เฉลี่ย 9 พัน-1 หมื่นบาท”
                      อนาคต “เอกลักษณ์” เตรียมเปิดร้านและสถานที่แสดงสินค้าใน อ.หนองเรือ เพื่อให้เป็นศูนย์แสดงสินค้า ค้าปลีกและส่ง ส่วนท่านที่สนใจผลิตภัณฑ์ฝีมือชาวบ้าน เขาบอกไปได้ที่ 86 หมู่ 6 ต.จระเข้ อ.หนองเรือ จ.ขอนแก่น หรือโทรศัพท์สอบถาม 08-8080-1456
———————
(หนักเอาเบาสู้ : ‘หมอนเต่านำโชค’ ไอเดียคน ‘หนองหอย’ : โดย…โต๊ะข่าวเกษตร)

‘กล้วยน้ำว้า’ แซมยาง สร้างชีวิตเกษตรกรมั่นคง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160210/222089.html

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันพุธที่ 10 กุมภาพันธ์ 2559
'กล้วยน้ำว้า' แซมยาง สร้างชีวิตเกษตรกรมั่นคง

เกษตรกรคนเก่ง : ‘กล้วยน้ำว้า’ แซมยาง สร้างชีวิตเกษตรกรมั่นคง : โดย…โต๊ะข่าวเกษตร

                       ด้วยมองว่า “กล้วย” เป็นพืชให้คุณประโยชน์ทั้งต้น “สุเมธี ทิพย์อาสน์” เกษตรกรรุ่นใหม่วัย 25 ปี ใช้ผืนดินกว่า 30 ไร่ ต.ผาอินทร์แปลง อ.เอราวัณ จ.เลย ปลูก “กล้วยน้ำว้า” นำผลผลิตส่งขาย ทำขนม เลี้ยงสัตว์ต่างๆ สร้างรายได้มั่นคง
                       “สุเมธี” เล่าว่า เป็นชาว อ.ชุมแพ จ.ขอนแก่น แต่มาทำงานรับดูแลสวนยางพาราให้เกษตรกรที่ จ.เลย ทุกวันจะเห็นพ่อค้ามารับซื้อกล้วยน้ำว้าที่นี่ไปขายส่ง จึงมีแนวคิดขอใช้พื้นที่ว่างจากเจ้าของสวนยางปลูกกล้วยน้ำว้าแซมในพื้นที่
                       “เริ่มปลูกจริงจังปี 2555 เพราะเห็นว่าเป็นพืชที่น่าสนใจ ราคาขายส่งหวีละ 15-18 บาท ถือว่าราคาดี เหตุผลหนึ่งอาจมาจากน้ำท่วมปี 2554 ทำให้พื้นที่การเกษตรของภาคกลางได้รับความเสียหาย ขณะที่ความต้องการของตลาดมีมาก จึงตัดสินใจปลูกในสวนยางบนพื้นที่กว่า 30 ไร่” สุเมธี แจง
                       พร้อมบอกอีกว่า เพราะกล้วยปลูกและดูแลง่าย นำไปแปรรูปได้หลายอย่าง จึงวางระบบการปลูกเชิงธุรกิจ ทั้งระบบน้ำ วางระบบการเพาะปลูกให้มีผลผลิตขายตลอดทั้งปี ศึกษาและวางระบบการตลาด รวมถึงการดูแลรักษาป้องกันศัตรูพืชแบบชีวภาพให้ครอบคลุม
                       โดยเขาเลือกปลูกกล้วย 3 สายพันธุ์ คือกล้วยน้ำว้า กล้วยหอม และกล้วยหอมอีสาน โดยกล้วยน้ำว้ามุ่งนำไปแปรรูป รับประทานผลสด ส่วนกล้วยหอมให้ทันขายช่วงตรุษจีน และกล้วยหอมอีสานนำไปแปรรูปเป็นกล้วยตาก กล้วยอบน้ำผึ้ง กล้วยอบเนย เป็นต้น
                       ปัจจุบันขายส่งกล้วยสัปดาห์ละ 3 ตัน กว่า 7,000 หวี ทั้งเป็นพ่อค้ารับซื้อควบคู่และสนับสนุนให้เกษตรกรปลูกกล้วยอินทรีย์ พร้อมคิดค้นสูตรปราบแมลงศัตรูพืชชีวภาพ ใช้น้ำชีวภาพ เพื่อเพิ่มปริมาณผลผลิตกล้วยโดยตั้งเป้า 1 เครืออย่างต่ำต้องมี 15-18 หวี
                       อย่างไรก็ตาม สุเมธี ฝากถึงเกษตรกรที่อยากรู้รายรายละเอียด เขายินดีให้คำปรึกษา พร้อมมีต้นพันธุ์กล้วยทุกสายพันธุ์ และคู่มือการปลูกให้ด้วย สนใจโทรสอบถามได้ที่ 09-3379-9047 หรือหากจะเดินทางไปดูศึกษาจากของจริงที่ 124 หมู่ 3 ต.ผาอินทร์แปลง อ.เอราวัณ จ.เลย เจ้าของสวนก็ยินดีให้ความรู้
——————-
(เกษตรกรคนเก่ง : ‘กล้วยน้ำว้า’ แซมยาง สร้างชีวิตเกษตรกรมั่นคง : โดย…โต๊ะข่าวเกษตร)

‘รากไม้’ ศิลปะสร้างรายได้ กลุ่มรักษ์กะลา จ.ปัตตานี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160210/222092.html

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันพุธที่ 10 กุมภาพันธ์ 2559
'รากไม้' ศิลปะสร้างรายได้ กลุ่มรักษ์กะลา จ.ปัตตานี

ทำมาหากิน : ‘รากไม้’ ศิลปะสร้างรายได้ กลุ่มรักษ์กะลา จ.ปัตตานี : โดย…พรนภา สวัสดี

                       วัตถุดิบในท้องถิ่นที่หลายคนมองข้าม นำมาคิดประดิษฐ์เป็นสิ่งใหม่ที่แตกต่างสร้างเป็นอาชีพ ถ่ายทอดเอกลักษณ์ของ จ.ปัตตานี วัฒนธรรมของคนใต้ สร้างรายได้ให้เด็ก เยาวชน และคนในชุมชน สร้างการมีส่วนร่วมช่วยอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ
                       นายสาหะซูไลมัน อันอดับ ประธานกลุ่มอาชีพบ้านรักษ์กะลา วัย 32 ปี กล่าวว่า หลังเรียนจบ ปวส. สาขาคอมพิวเตอร์ธุรกิจ จากโรงเรียนวชิราโปลีเทคนิค จ.สงขลา ได้กลับมาทำงานในจังหวัดบ้านเกิด เริ่มจากเป็นอาสาพัฒนาชุมชน แต่ด้วยใจรักในงานศิลปะ บวกกับพบเห็นวัตถุดิบในท้องถิ่นมีอยู่มากจึงชวนเพื่อนๆ ร่วมผลิตชิ้นงาน แรกๆ ได้รับความสนใจน้อย ต่อเมื่อมีผู้สนใจเห็นคุณค่างานศิลปะเพิ่มมากขึ้น จึงตั้งเป็นกลุ่มอาชีพบ้านรักษ์กะลา เพื่อให้เด็ก เยาวชน คนในชุมชนได้มองเห็นความสำคัญจากสิ่งที่มีอยู่ใกล้ตัว ส่งเสริมอาชีพและสร้างรายได้
                       “คนกลุ่มนี้ส่วนมากมีอาชีพหลักอยู่แล้ว บางคนมีรายได้จากประมง แต่ช่วงที่มีลมมรสุม ออกทะเลไม่ได้ งานตรงนี้จึงเป็นรายได้เสริมเข้าไปช่วยเหลือค่าใช้จ่ายให้เขาได้” นายสาหะซูไลมัน แจง
                       พร้อมบอกว่า เพราะวัตถุดิบในท้องถิ่นที่มีอยู่มาก ทว่า หลายคนกลับมองข้าม จึงมีความคิดนำมาแปรรูปให้เป็นผลิตภัณฑ์สร้างรายได้ สร้างการมีส่วนร่วมอนุรักษ์ให้แก่เด็ก เยาวชน คนในชุมชน โดยวัสดุที่มีอยู่ โดยเฉพาะรากไม้ที่เหลือจากการทำเฟอร์นิเจอร์ นำมาประดิษฐ์เป็นผลิตภัณฑ์ชิ้นเล็กๆ ใช้สำหรับใส่ของ รวมถึงกะลามะพร้าว เปลือกหอย ที่นำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ได้
                       “บางกลุ่มอาชีพจะเน้นเป็นสิ่งประดิษฐ์ชิ้นใหญ่ จำพวกเฟอร์นิเจอร์ แต่เราสร้างเป็นกลุ่มเยาวชน แค่คิดประดิษฐ์ ทำเป็นชิ้นงาน ที่สร้างความร่วมมือ สร้างรายได้บ้างก็พอ โดยเน้นให้ตลาดมีความหลากหลาย ชิ้นงานเข้าถึงคนทุกกลุ่ม แต่ที่เราเน้นเป็นหลัก คือ โรงแรม รีสอร์ท โดยสิ่งประดิษฐ์ทุกชิ้นจะถ่ายทอดกลิ่นอาย เสน่ห์ เอกลักษณ์ของภาคใต้ให้มากที่สุด” ประธานกลุ่มแจง
พร้อมย้ำว่า ขณะนี้ผลิตภัณฑ์มีจำหน่ายตามบูธที่ทางหน่วยงานรัฐ เอกชน จัดขึ้นในบริเวณแหล่งท่องเที่ยวภาคใต้ ส่วนการส่งออกต่างประเทศยังไม่มีจำหน่าย
                       นายสาหะซูไลมัน กล่าวเสริมว่า ขณะนี้ผลิตภัณฑ์เพิ่งเข้าสู่กระบวนการคัดสรรดาว การส่งออกต้องผ่านหลายขั้นตอน ต้องได้รับใบอนุญาตจากทางโอท็อป และผ่าน 3-5 ดาว แต่ถ้าสามารถหาตลาดเองได้จะเป็นผลดี ตลาดเป็นสิ่งสำคัญ บางครั้งมีของเยอะ แต่ไม่มีตลาด ก็เป็นจุดด้อย ไม่อยากรอแค่หน่วยงานของรัฐ ต้องการยืนด้วยลำแข้งของตัวเอง
                       “กำลังศึกษาตลาดมาเลเซีย แล้วจะพัฒนาต่อยอดไปประเทศในอาเซียนเรื่อยๆ ผสมผสานระหว่างเอกลักษณ์ของไทยและต่างประเทศ สร้างความแตกต่างบนผลิตภัณฑ์ แลกเปลี่ยนวัฒนธรรม จุดเด่นของกันและกัน”
                       ทั้งนี้ งานศิลปประดิษฐ์ ต้องใช้ฝีมือ ความประณีตสูง จึงต้องปลูกฝังให้เด็ก เยาวชน คนในชุมชน มีใจรักในงานศิลปะ เสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจ ให้เห็นคุณค่าของวัตถุดิบในชุมชน
                       สำหรับท่านที่สนใจผลงาน วิธีการทำ นายสาหะซูไลมันบอกให้ติดต่อได้ที่กลุ่มอาชีพบ้านรักษ์กะลา 27/5 หมู่ 1 ต.บ้านกลาง อ.ปะนาเระ จ.ปัตตานี โทร. 08-9876-6603, 08-0698-4217
——————-
(ทำมาหากิน : ‘รากไม้’ ศิลปะสร้างรายได้ กลุ่มรักษ์กะลา จ.ปัตตานี : โดย…พรนภา สวัสดี)

‘ครูบัญชีอาสา’ ฝ่าวิกฤติยาง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160209/222017.html

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันอังคารที่ 9 กุมภาพันธ์ 2559
'ครูบัญชีอาสา' ฝ่าวิกฤติยาง

เส้นทางอาชีพ : ‘ครูบัญชีอาสา’ ฝ่าวิกฤติยาง : โดย…สุรัตน์ อัตตะ surat_a@nationgroup.com

                      นายสมปอง อินทร์ทอง อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กล่าวว่า    จากปัญหาความเดือดร้อนของเกษตรกรชาวสวนยางพาราที่ได้รับผลกระทบจากราคายางพาราตกต่ำในขณะนี้ รัฐบาลได้ดำเนินการให้ความช่วยเหลือในเบื้องต้นอย่างเร่งด่วน และดำเนินการมาตรการแก้ไขปัญหาในระยะยาวเพื่อส่งเสริมให้เกษตรมีภูมิคุ้มกัน และมีความพร้อมต่อวิกฤติการณ์ต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นทั้งด้านปัจจัยความเปลี่ยนแปลงจากกลไกตลาด รวมถึงธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
                      โครงการส่งเสริมองค์ความรู้ทางบัญชีสู่เกษตรกรของกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ก็น่าจะเป็นแนวหนึ่งในทางแก้ปัญหาอย่างยั่งยืนให้ตัวเกษตรกร ตามที่ท่านอธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ “สมปอง อินทรีทอง” ออกมายืนยันอย่างหนักแน่นถึงความพร้อมในการมีส่วนร่วมเข้าไปดูแลและให้การช่วยเหลือตามนโยบายรัฐบาล โดยขณะนี้เดินหน้าโครงการส่งเสริมองค์ความรู้ทางบัญชีสู่เกษตรกรมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อใช้เป็นเครืองมือสร้างภูมิคุ้มกันให้เกษตรกรในสถานการณ์ที่อาจจะก่อให้เกิดวิกฤติขึ้นในอนาคต
                      จะเห็นว่าที่ผ่านมากรมตรวจบัญชีสหกรณ์ เผยแพร่องค์ความรู้ทางบัญชีสู่เกษตรกร โดยการส่งเสริมจากเจ้าหน้าที่และสร้างเครือข่ายครูบัญชีอาสา เพื่อเป็นการต่อยอดการรณรงค์การทำบัญชีให้เกิดขึ้นในวิถีชีวิตของเกษตรกรสู่ครัวเรือนและขยายผลในระดับชุมชน ทำให้เกิดตัวอย่างของเกษตรกรที่สามารถนำองค์ความรู้ทางบัญชีมาเป็นเครื่องมือในการสร้างความแข็งแกร่งให้แก่ตนเอง และรอดพ้นจากวิกฤติราคายางพาราที่เกิดขึ้นในขณะนี้ อีกทั้งยังเชิดชูเกษตรกรที่ประสบความสำเร็จจากการทำบัญชีและยกเป็นต้นแบบให้เกษตรกรรายอื่นๆ นำไปเป็นแบบอย่างในการปรับวิถีการเกษตรให้รอดพ้นจากวิกฤติทางการตลาดอีกด้วย
                      ตัวอย่างเช่น นายจิต เพชรกาล เกษตรกรดีเด่น ปี 2550 เป็นครูบัญชีอาสา จ.สงขลา ผู้ปลูกยางพารามากว่า 30 ปี ซึ่งไม่ได้รับผลกระทบจากวิกฤติราคายางพาราตกต่ำในขณะนี้ ถือเป็นตัวอย่างของเกษตรกรที่นำบัญชีมาใช้สร้างความสำเร็จ เนื่องจากมีการจดบันทึกข้อมูลในการทำการเกษตรอยู่เป็นประจำ ทำให้สามารถวิเคราะห์ข้อมูลทางบัญชีและมองเห็นโอกาสและวิกฤติที่อาจเกิดขึ้นกับการทำสวนยางพาราในอนาคต เห็นถึงกลไกการตลาดด้านยางพาราที่มีโอกาสราคาขึ้นและลงตามปัจจัยของปริมาณผลผลิตที่เพิ่มขึ้นและความต้องการของอุตสาหกรรมยางพารา รวมถึงราคาน้ำมันที่ลดลงทำให้อุตสาหกรรมหันไปใช้ยางสังเคราะห์ โดยนายจิตนำข้อมูลทางบัญชีมาวิเคราะห์และวางแผนในการบริหารจัดการพื้นที่การเกษตรของตนเองให้มีกิจกรรมที่ก่อให้เกิดรายได้นอกเหนือจากการทำสวนยางพารา
                      จึงเป็นตัวอย่างความสำเร็จที่เห็นได้เป็นรูปธรรมของการบันทึกบัญชีและการทำบัญชี ซึ่งมีความสำคัญต่อการบริหารจัดการการเกษตรให้ประสบความสำเร็จอย่างยั่งยืน
————————
(เส้นทางอาชีพ : ‘ครูบัญชีอาสา’ ฝ่าวิกฤติยาง : โดย…สุรัตน์ อัตตะ surat_a@nationgroup.com)