‘คีมตัดก้นหอย’ ฝีมือเด็กช่าง ผลงานสู่การใช้ประโยชน์จริง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160209/222018.html

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันอังคารที่ 9 กุมภาพันธ์ 2559
'คีมตัดก้นหอย' ฝีมือเด็กช่าง ผลงานสู่การใช้ประโยชน์จริง

ทำมาหากิน : ‘คีมตัดก้นหอย’ ฝีมือเด็กช่าง ผลงานสู่การใช้ประโยชน์จริง : โดย…พรนภา สวัสดี

                      ความสำเร็จในการจัดงานวันนักประดิษฐ์ ประจำปี 2559 ภายใต้แนวคิด Life&Learn ระหว่างวันที่ 2-6 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา โดยสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) นอกจากหวังให้นักประดิษฐ์ไทยได้สร้างสรรค์ผลงานประดิษฐ์คิดค้นนำสู่การเรียนรู้และพัฒนาเพื่อสร้างคุณภาพชีวิตและพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนแล้ว ยังเป็นแรงจูงใจให้เยาวชนไทยเกิดความคิดริเริ่มสร้างสรรค์สิ่งประดิษฐ์อันเกิดจากแรงบันดาลใจที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการพัฒนาชมุชน สังคมและชีวิตประจำวันได้อย่างเป็นรูปธรรม หนึ่งในนั้นคือ คีมตัดก้นหอย ผลงานนวัตกรรมของทีมนักประดิษฐ์จากวิทยาลัยเทคนิคกระบี่ สถาบันการอาชีวศึกษาภาคใต้ 2 สำนักงานคณะกรรมการอาชีวศึกษา (สกอ.) โดยมีการออกแบบที่ใช้งานง่ายและใช้วัสดุอุปกรณ์ที่หาได้ง่ายในท้องถิ่น แต่มีความจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับพ่อค้าแม่ค้าและผู้บริโภคที่รับประทานหอยก้นแหลม
                      สหรัฐ คุ้มแควน หนึ่งในทีมนักประดิษฐ์รุ่นใหม่ได้เล่าที่มาของผลงานนวัตกรรมชิ้นนี้ว่า เกิดจากการที่เรานำหอยก้นแหลมไปทำอาหารเช่น แกงคั่ว แกงอ่อม หรือเมนูอื่นๆ จะต้องตัดก้นหอยออกก่อนเพื่อให้อากาศไหลวิ่งผ่านขณะที่ดูดเนื้อหอยออกจากเปลือกได้ง่าย มิฉะนั้นเราจะจุ๊บเนื้อหอยออกมารับประทานไม่ได้
                      “เนื้อหอยจะอยู่ด้านในของเปลือก การตัดหอยก้นแหลมสามารถทำได้หลายวิธี เช่น ใช้มีดหรือคีมสับตัดก้นหอย ซึ่งหากผู้ทำไม่ชำนาญในการตัดก้นหอยอาจจะทำให้เกิดอุบัติเหตุได้เช่น มีดอาจจะสับนิ้วได้ง่าย วัสดุที่ใช้ก็เป็นเหล็กสเตนเลสมาปรับคีมตัดก้นหอย ต้นทุนอยู่ที่ 300 บาท”
                      นักประดิษฐ์คนเดิมเล่าต่อว่า ด้วยเหตุนี้ผู้วิจัยจึงสร้าง “คีมตัดก้นหอย” ขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว โดยออกแบบให้มีขนาดเล็กใช้มือบีบด้ามจับใบมีดเข้าตัดก้นหอยได้สะดวก ปลอดภัยและสามารถทำงานได้รวดเร็วมากยิ่งขึ้นและอาจจะเป็นทางเลือกให้พ่อค้าแม่ค้าที่ขายหอยหรือเจ้าของร้านอาหารให้เป็นเครื่องมือทุ่นแรงในการตัดก้นหอยได้เป็นอย่างดี
                      “เรานำคีมตัดก้นหอยไปให้พ่อค้าแม่ค้าขายหอยในตลาดสดเทศบาลเมืองกระบี่ทดลองใช้ ปรากฏว่าเขาชอบมากสามารถตัดก้นหอยได้เร็วกว่าใช้มีดสับหลายเท่า ซึ่งจากการทดลองทำดูก็พบว่าใช้เวลาในการตัดก้นหอยตัวละ 3.30 วินาที จากการทดลองตัดก้นหอยจำนวน 10 ตัว ผู้ใช้เห็นสอดคล้องกันในด้านการออกแบบและคุณลักษณะของชุดต้นแบบในระดับดีถึงดีมาก เช่นเดียวกับการนำไปใช้งานจริง ผู้ใช้มีความเห็นในระดับดีถึงดีมากเช่นกัน” สหรัฐเผยพร้อมแจงรายละเอียดขั้นตอนการใช้งาน โดยระบุว่าหลังจากนำหอยก้นแหลมไปล้างน้ำทำความสะอาดปราศจากดินโคลน คราบตะไคร่น้ำต่างๆ แล้วจับตัวหอยให้แน่นด้วยมือที่ถนัด ในขณะมืออีกข้างหนึ่งบีบกดด้ามคีมตัดก้นหอยเพื่อให้มีดวิ่งเข้าตัดก้นหอยจนขาดตามต้องการ เมื่อได้หอยที่ตัดก้นหอยแล้วก็พร้อมที่จะนำมาประกอบอาหารได้ทันที
                      อย่างไรก็ตามผลงานนวัตกรรมฝีมือเด็กช่างชิ้นนี้ นอกจากสามารถตัดก้นหอยได้สะดวก รวดเร็วและปลอดภัยแล้วยังประหยัดเวลาและเป็นการส่งเสริมการประกอบอาชีพผู้ประกอบการขายหอยเพื่อไปจำหน่ายในเชิงพาณิชย์อีกด้วย นับเป็นผลงานนวัตกรรมง่ายๆ แต่สามารถนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ได้เป็นอย่างดี
————————
(ทำมาหากิน : ‘คีมตัดก้นหอย’ ฝีมือเด็กช่าง ผลงานสู่การใช้ประโยชน์จริง : โดย…พรนภา สวัสดี)

สร้างเครือข่ายเลี้ยง’ไก่งวง’สัตว์เศรษฐกิจอีสานตอนบน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160208/222006.html

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันจันทร์ที่ 8 กุมภาพันธ์ 2559
สร้างเครือข่ายเลี้ยง'ไก่งวง'สัตว์เศรษฐกิจอีสานตอนบน

สร้างเครือข่ายเลี้ยง’ไก่งวง’สัตว์เศรษฐกิจอีสานตอนบน : โต๊ะข่าวเกษตร

              ปัจจุบัน ‘ไก่งวง’ กำลังเป็นสัตว์เศรษฐกิจทางเลือกใหม่ชนิดหนึ่งของเกษตรกรในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือหรืออีสาน โดยเฉพาะอีสานตอนบนที่นิยมเลี้ยงเพื่อสร้างรายได้อย่างเป็นกอบเป็นกำ และมีแนวโน้มเพิ่มปริมาณมากขึ้น เนื่องจากตลาดไก่งวงในพื้นที่เริ่มขยายตัวและมีราคาดี มีเกษตรกรรายย่อยที่เลี้ยงแล้วกว่า 1,200 ครัวเรือน มีไก่งวง 2.1 หมื่นตัว ที่เครือข่ายเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่งวงในพื้นที่ภาคอีสานตอนบน โดยขณะนี้พ่อค้าทั้งคนไทย สปป.ลาว และเวียดนาม มีความต้องการไม่อั้น ส่งผลให้เกษตรกรที่เลี้ยงสามารถทำเงินหล่อเลี้ยงครอบครัวได้เป็นอย่างดี

ชัชวาล ประเสริฐ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาการปศุสัตว์ที่ 4 กองส่งเสริมและพัฒนาการปศุสัตว์ กรมปศุสัตว์ บอกว่า ทางศูนย์วิจัยและพัฒนาการปศุสัตว์ที่ 4 ได้ส่งเสริมให้เกษตรกรในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน 12 จังหวัด และสร้างเครือข่ายผู้เลี้ยงไก่งวงอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2546 จากเดิมมีสมาชิกเพียง 5 ฟาร์ม ปัจจุบันมีสมาชิกเครือข่ายเกือบ 100 ฟาร์ม และมีแนวโน้มขยายตัวเพิ่มมากขึ้น ทั้งนี้ เนื่องจากไก่งวงเป็นสัตว์ที่เลี้ยงง่าย หากินเก่ง โตเร็ว แข็งแรง ทนทานต่อโรค และน้ำหนักตัวดี ประกอบกับมีราคาแพงเป็นแรงดึงดูดให้เกษตรกรหันมาเลี้ยงไก่งวงเพิ่มขึ้น สำหรับพันธุ์ไก่งวงที่นิยมเลี้ยงในภาคตะวันออกเฉียงเหนือมี 3 พันธุ์ ได้แก่ พันธุ์อเมริกันบรอนซ์ พันธุ์เบลท์สวิลล์ สมอลไวท์ และไก่งวงลูกผสม เป็นต้น

ขณะเดียวกัน ศูนย์ยังได้ฝึกอบรมและสนับสนุนองค์ความรู้ด้านการจัดการเลี้ยงดูไก่งวง พันธุ์ไก่งวง เพื่อเป็นแนวทางช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและพัฒนาคุณภาพไก่งวงป้อนตลาด ทั้งยังส่งเสริมให้ผลิตอาหารไก่งวงต้นทุนต่ำ 4-5 สูตร เพื่อช่วยลดต้นทุนการผลิตให้แก่เกษตรกรรายย่อย และยังส่งเสริมการแปรรูปผลิตภัณฑ์เพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้า เช่น ไก่งวงรมควัน ไส้อั่วไก่งวง และลาบไก่งวง เป็นต้น ซึ่งทำให้มีรายได้สูงขึ้น

นอกจากนั้น ยังเสริมสร้างเครือข่ายตลาดไก่งวงด้วย โดยสมาชิกเครือข่ายได้ประชุมหารือกันตลอด เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลทั้งด้านการผลิตและการตลาด และมีการตั้งราคาอ้างอิงการซื้อไก่งวงในพื้นที่ โดยราคาจำหน่ายไก่งวงมีชีวิตเฉลี่ยอยู่ที่กิโลกรัมละ 150-200 บาท จากเดิมราคากิโลกรัมละ 50-60 บาท ทำให้สมาชิกมีความเชื่อมั่นในการผลิตไก่งวงคุณภาพเพิ่มขึ้น ซึ่งในปีที่ผ่านมา มีเกษตรกรเครือข่ายบางรายมีรายได้จากการผลิตและจำหน่ายไก่งวงกว่า 1.5 ล้านบาท ขณะนี้พ่อค้าจาก สปป.ลาวและเวียดนามมีความต้องการนำเข้าไก่งวงจากไทยค่อนข้างมาก ทำให้ผู้เลี้ยงมีโอกาสทางการตลาดเพิ่มขึ้น

ด้าน อภิรัตน์ มาตรนอก เจ้าของ “ฟาร์มไก่งวงหำหด” และตัวแทนกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่งวง จ.ร้อยเอ็ด บอกว่า เริ่มเลี้ยงไก่งวงมาตั้งแต่ปลายปี 2553 เพราะเห็นว่ามีโอกาสทางการตลาดสูง แต่มีการทำตลาดอย่างจริงจังในช่วงปี 2557-2558 ทั้งผลิตลูกไก่งวงส่งให้แก่เกษตรกรเครือข่ายไปเลี้ยงเป็นพ่อแม่พันธุ์และเปิดรับซื้อลูกไก่งวงคืน ขณะเดียวกันยังส่งเสริมให้เกษตรกรเครือข่ายเลี้ยงขุนไก่งวงป้อนตลาดด้วย ปัจจุบันฟาร์มไก่งวงหำหดมีแม่พันธุ์ไก่งวง 200-300 ตัว และพ่อพันธุ์ 50-60 ตัว มีกำลังผลิตลูกไก่งวงได้อย่างน้อย 40 ตัว/แม่/ปี หรือปีละประมาณ 8,000-12,000 ตัว

สำหรับไข่ไก่งวงราคาอยู่ที่ฟองละ 50 บาท ลูกไก่งวงแรกเกิด (อายุ 1-3 วัน) ราคา 60-80 บาท/ตัว ไก่งวงเล็กอายุ 1 เดือน ราคา 150-200 บาท/ตัว ไก่งวงอายุ 2 เดือน ตัวละ 250-300 บาท ขณะที่แม่พันธุ์พร้อมใช้งาน (อายุ 28 สัปดาห์ขึ้นไป) ราคาตัวละ 800-1,000 บาท และพ่อพันธุ์ไก่งวงพันธุ์ดีราคาอยู่ที่ 1,500-2,000 บาท ขึ้นอยู่กับขนาดของพ่อแม่พันธุ์ รวมถึงลักษณะสมบูรณ์ตรงตามสายพันธุ์และลักษณะทางเศรษฐกิจ เช่น ขนเป็นมัน ตัวใหญ่ แข็งแรง ขาตั้งตรง ปราดเปรียว หน้าตาแจ่มใส การเจริญเติบโต และมีอัตราการแลกเนื้อดี เป็นต้น

“ตอนนี้ไก่งวงขุนผลิตออกมาไม่พอกับความต้องการของตลาดเพราะมีตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศมีความต้องการสูงมากโดยเฉพาะ สปป.ลาว ในช่วงเดือนตุลาคม-ธันวาคม พ่อค้าแม่ค้าจาก สปป.ลาว จะมีความต้องการนำเข้าไก่งวงจากไทยปริมาณมาก เพื่อนำไปชำแหละขายในช่วงเทศกาลปีใหม่และงานบุญต่างๆ โดยราคาซื้อขายไก่งวงที่ฝั่ง สปป.ลาวอยู่ที่กิโลกรัมละ 280-300 บาท” อภิรัตน์ กล่าว

เจ้าของฟาร์มไก่งวงหำหดบอกด้วยว่า ในปี 2558 ที่ผ่านมา ส่งออกไก่งวงเนื้อไปยัง สปป.ลาวกว่า 5,000 ตัว ในราคากิโลกรัมละ 130-140 บาท และในปี 2559 พ่อค้าแม่ค้าจากฝั่ง สปป.ลาว ได้มาติดต่อและมีออเดอร์ไก่งวงมาแล้ว โดยเสนอราคารับซื้อไม่ต่ำกว่ากิโลกรัมละ 160 บาท แต่ไม่สามารถผลิตป้อนให้ได้ตามออเดอร์เนื่องจากไก่งวงขุนมีน้อย ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาดในประเทศ หากส่งออกไปพ่อแม่พันธุ์ไก่งวงในประเทศจะลดลงมาก ดังนั้น จึงจำเป็นต้องรักษาพ่อแม่พันธุ์เอาไว้

อภิรัตน์  ยอมรับด้วยว่า ปีนี้พ่อแม่พันธุ์ไก่งวงในประเทศไทยลดลงกว่า 50% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา ขณะเดียวกันยังผลิตลูกไก่ได้ค่อนข้างยากด้วย เนื่องจากได้รับผลกระทบจากสภาพการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ ซึ่งส่งผลต่อการฟักไข่ของแม่ไก่งวง สามารถแก้ปัญหาได้โดยใช้ตู้ฟักแทน หากเกษตรกรรายย่อยที่ไม่มีตู้ฟักไข่อาจได้รับความเดือดร้อนจากปัญหานี้

“ปัจจุบันร้านอาหารในภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีเมนูไก่งวงขึ้นโต๊ะให้บริการลูกค้าอย่างแพร่หลาย เนื่องจากเนื้อไก่งวงมีรสชาติดี ส่งผลให้ไก่งวงมีราคาสูงและมีความต้องการเพิ่มขึ้น จนผลิตได้ไม่พอขาย อนาคตฟาร์มไก่งวงหำหดมีแผนเพิ่มจำนวนแม่พันธุ์เป็น 500-700 ตัว และพ่อพันธุ์ 100-150 ตัว พร้อมขยายเครือข่ายเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่งวงเพิ่มขึ้น เพื่อขยายกำลังผลิตลูกไก่งวงและไก่งวงขุนป้อนตลาดด้วย” อภิรัตน์ กล่าว

“ไก่งวง” นับเป็นสัตว์เศรษฐกิจตัวใหม่ที่น่าสนใจ เพราะตลาดยังต้องการสูงทั้งในประเทศและประเทศเพื่อนบ้านอีกด้วย หากสนใจการ “เลี้ยงไก่งวง” อภิรัตน์ฝากบอกว่า สามารถติดต่อได้ที่ โทร. 09-1020-2059, 08-1977-6550, 08-1977-6559 หรือศูนย์วิจัยและพัฒนาการปศุสัตว์ที่ 4 ต.แวงน่าง อ.เมือง จ.มหาสารคาม โทร.0-4377-7600

ปลูกมะพร้าวหอมป้อนโลตัสตรุษจีนยอดพุ่งกว่า3เท่าตัว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160208/222007.html

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันจันทร์ที่ 8 กุมภาพันธ์ 2559
ปลูกมะพร้าวหอมป้อนโลตัสตรุษจีนยอดพุ่งกว่า3เท่าตัว

ปลูกมะพร้าวหอมป้อนโลตัสตรุษจีนยอดพุ่งกว่า3เท่าตัว

              หลังจากที่โมเดิร์นเทรด และคอนวีเนียนสโตร์ หรือร้านสะดวกซื้อ รับซื้อสินค้าเกษตรมากขึ้น โดยเฉพาะมะพร้าวน้ำหอม ทำให้เกษตรกรสนใจหันมาปลูกมะพร้าวเพิ่มขึ้น ทั้งในรูปแบบของบริษัท และเกษตรกรรายย่อย เนื่องจากมีตลาดรองรับชัดเจน โดยเฉพาะช่วงเทศกาลตรุษจีน จะมีความต้องการเพิ่มถึง 3 เท่าตัว อย่าง “บริษัท เอ แอนด์ เจ ผลไม้ไทย จำกัด” ก็อีกรายหนึ่งใช้พื้นที่กว่า 700 ไร่ ที่ อ.ดำเนินสะดวก จ.ราชบุรี และเครือข่ายอีกส่วนหนึ่งปลูกมะพร้าวน้ำหอมป้อนให้แก่ห้างเทสโก้ โลตัส” ปีละกว่า 1.2 ล้านผล ขณะที่เทสโก้ โลตัส โดยปกติจะรับซื้อมะพร้าวน้ำหอมประมาณสัปดาห์ละ 3-4 หมื่นผล แต่สำหรับช่วงเทศกาลตรุษจีน จะรับซื้อเพิ่มขึ้นถึงสัปดาห์ละมากกว่า 1 แสนผล

สรรค์ชัย ปวุติภัทรพงศ์ กรรมการบริษัท เอ แอนด์ เจ ผลไม้ไทย จำกัด เจ้าของสวนและผลผลิตมะพร้าวน้ำหอมที่ส่งขายให้แก่เทสโก้ โลตัส บอกว่า ปัจจุบันมีพื้นที่ปลูกมะพร้าวหอม 700 ไร่ ที่ส่งให้เทสโก้ โลตัส 3 รูปแบบ คือ มะพร้าวควั่น มะพร้าวเจีย และมะพร้าวหัวโต โดยยอดที่จัดส่งในรอบปี 2558 จำนวน 1.2 ล้านลูก ส่วนรูปแบบที่ขายดีที่สุดคือ มะพร้าวควั่น โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลตรุษจีน จะมียอดขายมากกว่าปกติถึง 3 เท่าตัว เพราะมะพร้าวน้ำหอมเป็นหนึ่งในของไหว้ที่ได้รับความนิยมมาก ซึ่งปกติเทสโก้ โลตัส รับซื้อมะพร้าวน้ำหอมประมาณสัปดาห์ละ 3-4 หมื่นผล แต่ช่วงเทศกาลตรุษจีน จะรับซื้อเพิ่มขึ้นถึงสัปดาห์ละมากกว่า 1 แสนผล

“มะพร้าวน้ำหอมดื่มแล้วดีต่อสุขภาพ ทำให้การบริโภคมะพร้าวจึงเป็นที่นิยมเพิ่มขึ้นทุกปี ไม่ว่าจะเป็นตลาดบริโภคมะพร้าวสด หรือตลาดน้ำมะพร้าวแปรรูปบรรจุขวด ทั้งตลาดในประเทศและต่างประเทศ จึงมีการเติบโตอย่างต่อเนื่องทุกปี พอมาเป็นคู่ค้ากับเทสโก้ โลตัส ทำให้เราได้เรียนรู้มาตรฐานหลายๆ อย่าง ไม่ว่าจะเป็น การวางแผนการปลูกตามความต้องการของตลาด ร่วมกับเทสโก้ โลตัส และลูกสวน ที่มีอยู่กว่า 45 สวน หรือราว 1,000 ไร่ การที่เทสโก้ โลตัส ช่วยลดปัญหาผลิตผลล้นหรือขาดตลาด ขณะที่เกษตรกรเองมีมาตรฐานด้านคุณภาพที่ต้องควบคุมการผลิตให้ได้ อาทิ ขนาด น้ำหนัก รูปทรง รอยช้ำแดง ค่าความหวาน เพื่อให้ได้ตามมาตรฐาน และตอนนี้ชาวสวนของเรา ยิ้มได้ เพราะมีรายได้ที่มั่นคงขึ้น”

ด้าน พรเพ็ญ นาถพิริยรัตน์ รองประธานกรรมการฝ่ายกำกับดูแลคุณภาพสินค้า เทสโก้ โลตัส กล่าวว่า เทสโก้ โลตัส เน้นการรับซื้อผลผลิตตรงจากเกษตรกรไทย เน้นส่งเสริมนโยบายประชารัฐ สร้างความมั่นคงเข้มแข็งให้เกษตรกรไทย เพื่อให้เกษตรกรสามารถพัฒนาสินค้าคุณภาพดีและมีความปลอดภัยร่วมกัน ซึ่งในปัจจุบันมะพร้าวน้ำหอมที่ขายในเทสโก้ โลตัส เรารับซื้อจากบริษัทเอ แอนด์ เจ ผลไม้ไทย ซึ่งเป็นคู่ค้ากับเทสโก้ โลตัสมาตั้งแต่ เดือนมีนาคม 2558

ปัจจุบันเทสโก้ โลตัส รับซื้อมะพร้าวน้ำหอมจากเกษตรกรประมาณสัปดาห์ 1.2 แสนผล โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลตรุษจีนถือเป็นฤดูขาย มะพร้าวน้ำหอมเป็นที่ต้องการของตลาด เป็นของไหว้ประเภทผลไม้ที่ขาดไม่ได้ เพราะมีความหมายดี สื่อถึงการอยู่ร่วมกัน ดังนั้นในช่วงเทศกาลมะพร้าวน้ำหอมจึงมียอดขายมากกว่าเดิมถึง 3 เท่า

สำหรับแหล่งปลูกมะพร้าวน้ำหอมที่สำคัญของประเทศไทยที่ให้รสชาติของมะพร้าวน้ำหอมหวานอร่อยไม่เหมือนใคร อยู่ใน 4 จังหวัด คือ สมุทรสงคราม สมุทรสาคร ราชบุรี และนครปฐม ปัจจุบันมะพร้าวน้ำหอมในพื้นที่เขตอ.ดำเนินสะดวก จ.ราชบุรี จะได้รับความนิยมมากที่สุด

เทสโก้ โลตัส นับเป็นอีกตลาดหนึ่งที่รองรับสินค้าเกษตรจากเกษตรกร ที่ส่งผลให้บรรเทาการล้นตลาดของสินค้าเกษตรได้ระดับหนึ่ง ที่ไม่เพียงจะรับมะพร้าวน้ำหอมเพียงอย่างเดียว หากแต่ยังซื้อผลไม้ชนิดอื่นๆ ตามฤดูกาลอีกด้วย

โต้ลมหนาวยอดดอยช้าง ชม ‘ลีซอ’ ปลูกกาแฟคุณภาพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160207/221897.html

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันอาทิตย์ที่ 7 กุมภาพันธ์ 2559
โต้ลมหนาวยอดดอยช้าง ชม 'ลีซอ' ปลูกกาแฟคุณภาพ

ท่องโลกเกษตร : โต้ลมหนาวยอดดอยช้าง ชม ‘ลีซอ’ ปลูกกาแฟคุณภาพ : โดย…ดลมนัส กาเจ

                     แดดยามสายถูกตัดเหลี่ยมด้วยยอดดอยช้างที่ตระหง่านอยู่เบื้องหน้า และเป็นช่วงจังหวะที่สภาพอากาศแปรปรวนอันเกิดมาจากบริเวณความกดอากาศสูงกำลังแรงจากประเทศจีน และยังคงแผ่ลงมาปกคลุมประเทศไทยตอนบน ประจวบกับกระแสลมฝ่ายตะวันตกจากประเทศเมียนมาร์เคลื่อนผ่านภาคเหนือตอนบนพอดี ทำให้บนยอดดอยช้างมีสภาพอากาศหนาวเย็นและมีหมอก ขณะที่คณะของเรากว่า 20 คน นำโดย บัญญัติ คำนูณวัฒน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บมจ.ซีพี ออลล์ ผู้บริหารเซเว่นอีเลฟเว่น กำลังออกจากที่พักมุ่งหน้าสู่แปลงกาแฟอาราบิก้าของชาวเขาเผ่าลีซอ ที่ปลูกเป็นผืนใหญ่นับหมื่นๆ ไร่ ทั่วอาณาบริเวณของดอยช้าง ที่มีลักษณะคล้ายช้างกำลังเดิน ณ หมู่บ้านดอยช้าง ต.วาวี อ.แม่สรวย จ.เชียงราย
                     รถยนต์กระบะขับเคลื่อน 4 ล้อ (โฟร์วีลไดรฟ์) 4 คัน ขยับตัวช้าๆ ไต่ขึ้นสู่ยอดดอยตามเส้นทางคอนกรีตอันคับแคบและคดโค้งตลอดแนวทาง สู่ถนนลูกรัง เป้าหมายหลักเพื่อไปสัมผัสกับวิถีชีวิตชาวเขาเผ่าลีซอ ที่ปลูกกาแฟอาราบิก้าปลอดสารป้อนให้ บมจ.ซีพี ออลล์ เป็นวัตถุดิบชงเป็นกาแฟสดในร้านกาแฟสด “ออลล์ คาเฟ่” (All Cafe) ที่ขายในร้านสะดวกซื้อเซเว่นอีเลฟเว่น และร้านกาแฟมวลชน นั่นเอง
                     เราถึงบนยอดสูงกว่า 1,400 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล ท่ามกลางอากาศที่หนาวเย็น พอลงจากรถเหลือบสายตามองเบื้องล่างเห็นไร่กาแฟอาราบิก้าเป็นผืนใหญ่สุดลูกตา ว่ากันว่า ทั่วอาณาบริเวณของดอยช้างมีเกษตรกรที่เป็นชาวเขาเผ่ามูเซอ ลีซอ จีนฮ่อ และอาข่า ปลูกกาแฟอาราบิก้ากว่า 3 หมื่นไร่ สร้างรายให้แก่เกษตรกรปีละเกือบ 1,000 ล้านบาท
                     สมคิด และภานิตา วนาลีโกศล สามีภรรยาชาวเขาเผ่าลีซอ เล่าว่า เดิมทีบรรพบุรุษปลูกฝิ่นเลี้ยงชีพ แต่มารุ่นคุณพ่อรัฐบาลส่งเสริมการปลูกกาแฟพันธุ์อาราบิก้า ปลูกผักและไม้ผลเมืองหนาว หลังจากพวกเขาโตเป็นหนุ่มเป็นสาวก็ปลูกกาแฟตามคุณพ่อ โดยเขาเองมีพื้นที่กว่า 20 ไร่ สลับกับปลูกพืชผักด้วย แต่ยอมรับว่าช่วงแรกปลูกกาแฟขายให้พ่อค้าคนกลาง ถูกกดราคาเพียง กก.ละ 7 บาทเท่านั้น
                     “ผมมานั่งคำนวณ จะเลี้ยงครอบครัวลำบาก เพราะกาแฟราคาถูก จึงตัดสินใจไปขายแรงงานที่ไต้หวัน 3 ปี ให้คุณแม่กับภรรยาช่วยดูแลสวนกาแฟให้ พอกลับมาเมื่อ 3 ปีที่แล้ว ทางบริษัท ซีพี รีเทลลิงค์ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทลูก บมจ.ซีพี ออลล์ มาส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกกาแฟอย่างถูกวิธี และเน้นให้ปลอดสารเคมี และรับซื้อเมล็ดกาแฟในราคา กก.ละ 20 บาท ถือว่าราคาดีมาก” สมคิด เล่าให้ฟัง
                     หลังจากบริษัท ซีพี รีเทลลิงค์ มาส่งเสริมแล้ว พื้นที่ 20 ไร่ ที่ปลูกกาแฟนั้น สามารถสร้างได้ให้แก่ครอบครัวสมคิด หักค่าลงทุนแล้วจะมีกำไรปีละไม่ต่ำกว่า 4 แสนบาท ถือว่ารายได้ดี สำหรับเกษตรกรที่อยู่บนดอย สามารถที่จะซื้อรถยนต์และสิ่งอำนวยความสะดวกในบ้านได้ อย่างปีนี้ราคาสูงขึ้นอีก บริษัทรับซื้อ กก.ละ 22 บาท
                     “เดิมทีพวกเราปลูกกาแฟจะใช้ปุ๋ยเคมี สารเคมี ทำให้ดินเสื่อมเห็นได้ชัด พอ ซีพี รีเทลลิงค์ มาส่งเสริม เน้นใช้ปุ๋ยหมัก ผสมปุ๋ยเคมีบ้าง ส่วนยาฆ่าแมลงจะใช้น้ำหมักชีวภาพ เพราะโดยปกติกาแฟไม่ค่อยมีแมลงศัตรูพืชอยู่แล้ว ปรากฏว่าไม่เพียงจะให้ดินดีขึ้นอย่างเดียว แต่ยังลดต้นทุนอีกด้วย” ภานิตา กล่าว
                     ด้าน บัญญัติ บอกว่า ปัจจุบันบนดอยช้างมีพื้นที่ปลูกกาแฟกว่า 3 หมื่นไร่ เนื่องจากชาวเขาได้ผันอาชีพมาปลูกกาแฟมากขึ้น โดยเฉพาะกาแฟพันธุ์อาราบิก้า ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่ดี ทนทานต่อโรคราสนิม ดูแลง่าย ให้ผลผลิตสูง เพราะดอยช้างเป็นพื้นที่สูงระหว่าง 1,200-1,500 เมตร สภาพแวดล้อมมีความเหมาะสมต่อการปลูกกาแฟอาราบิก้าเป็นอย่างยิ่ง เพราะอุณหภูมิเฉลี่ยที่เหมาะสมอยู่ระหว่าง 18-22 องศาเซลเซียส จะช่วยให้เมล็ดกาแฟเจริญเติบโตและพัฒนาสารอาหารที่พอเพียง ถือเป็นภูมิประเทศที่เหมาะสมสำหรับการปลูกกาแฟพันธุ์นี้
                     “ทาง ซีพี ออลล์ เราได้ส่งเสริมเกษตรกรปลูกกาแฟพันธุ์อาราบิก้าในพื้นที่กว่า 1 หมื่นไร่ มีเกษตรกรบนดอยช้างกว่า 300 ครัวเรือน ที่ร่วมโครงการ ซึ่งการปลูกกาแฟอาราบิก้ามีวิธีการปลูกที่ไม่ยุ่งยากหากมีสภาพดินที่ดี ดอยช้างเป็นดินภูเขาไฟเก่าจึงปลูกพืชได้ดี ปลูก 3 ปีก็จะสามารถเก็บผลผลิตได้แล้ว พอต้นกาแฟช่วงอายุ 4-6 ปี จะให้ผลผลิตมาก โดยเกษตรกรสามารถเริ่มเก็บผลผลิตได้ในช่วงเดือนพฤศจิกายน-กุมภาพันธ์ของทุกปี และในแต่ละปีสามารถเก็บเมล็ดกาแฟได้ 500 ตัน ถ้าต้นกาแฟมีอายุนานถึง 30 ปี หนึ่งฤดูสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ถึง 4-5 รอบ” บัญญัติ กล่าว
                     สำหรับเมล็ดที่ส่งเสริมเกษตรกรปลูกนั้น ซีพี รีเทลลิงค์ บริษัทในกลุ่มซีพี ออลล์ เป็นผู้รับซื้อจากเกษตรกรนำมาชงเป็นกาแฟสดจำหน่ายใน “ออลล์ คาเฟ่” ภายในร้านเซเว่นอีเลฟเว่น ซึ่งปัจจุบันมีจำนวน 2,000 สาขา และร้านกาแฟมวลชน ซึ่งเป็นร้านกาแฟสร้างอาชีพต้นแบบ สำหรับประชาชนที่สนใจจะทำธุรกิจกาแฟที่มีประมาณ 50 สาขา ทั่วประเทศ เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถดื่มกาแฟดีในราคาที่เป็นธรรม และเป็นกาแฟที่ปลูกในพื้นที่เหมาะสมด้วย
                     นอกจาก ซีพี ออลล์ จะรับซื้อเมล็ดกาแฟจากดอยช้างแล้ว บัญญัติยังบอกว่า เซเว่นฯ ยังเป็นช่องทางในการจำหน่ายสินค้าเอสเอ็มอีภาคเกษตรอีกกว่า 119 รายการสินค้า อาทิ กล้วยหอมทอง มะพร้าวน้ำหอม มะม่วง ผลไม้อบกรอบ และสินค้าเกษตรแปรรูปต่างๆ เป็นต้น
                     คณะของเราใช้เวลากว่า 3 ชั่วโมง อยู่กับการเก็บข้อมูล บันทึกภาพงาม ในไร่กาแฟอาราบิก้า ก่อนไปชมกระบวนการตาก และอำลาดอยช้างเข้าสู่สังคมเมืองเหมือนเดิม
———————-
(ท่องโลกเกษตร : โต้ลมหนาวยอดดอยช้าง ชม ‘ลีซอ’ ปลูกกาแฟคุณภาพ : โดย…ดลมนัส กาเจ)

วิจัยผลิตภัณฑ์แปรรูปยางพารา ต่อยอดงานสู่ภาคอุตสาหกรรม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160205/221798.html

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันศุกร์ที่ 5 กุมภาพันธ์ 2559
วิจัยผลิตภัณฑ์แปรรูปยางพารา ต่อยอดงานสู่ภาคอุตสาหกรรม

ทำมาหากิน : วิจัยผลิตภัณฑ์แปรรูปยางพารา ต่อยอดงานสู่ภาคอุตสาหกรรม : โดย…โต๊ะข่าวเกษตร

                      จากวิกฤติราคายางพาราตกต่ำรัฐบาลเร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วน โดยนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมมาใช้ในการสร้างมูลค่าเพิ่มของยางพารา เพื่อสนองนโยบายของรัฐบาลในการใช้ประโยชน์จากยางพาราเพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว ซึ่งปัจจุบันมีผลงานวิจัยและพัฒนาที่มีศักยภาพในการนำไปใช้ประโยชน์ในด้านต่างๆ และสามารถขยายผลสู่ภาคอุตสาหกรรม
                      ด้วยเหตุนี้ รศ.อาซีซัน แกสมาน ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนานวัตกรรมยางพารา และผศ.ดร.อดิศัย รุ่งวิชานิวัฒน์ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ได้พัฒนากระบวนการผลิตน้ำยางข้นชนิดครีม โดยใช้สารก่อครีมกลุ่มไฮดรอกซีเอทิลเซลลูโลส ร่วมกับสบู่แอมโมเนียมลอเรต ซึ่งเป็นสภาวะที่เหมาะสมในการเตรียมน้ำยางครีม ตั้งทิ้งไว้ 1 วัน เกษตรกรจะได้น้ำยางข้นชนิดครีมที่พร้อมนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ได้ โดยไม่ต้องใช้เครื่องจักรที่มีความซับซ้อน เงินลงทุนไม่มาก
                      นอกจากนี้นักวิจัยยังทดลองขยายสเกลการผลิตน้ำยางข้นชนิดครีมในระดับอุตสาหกรรมที่ปริมาณ 4,000 ลิตร มีคุณสมบัติใกล้เคียงกับน้ำยางข้นที่ได้จากกระบวนการปั่นแยก และทดลองประยุกต์ใช้น้ำยางข้นดังกล่าวในการทำน้ำยางเคลือบสระเพื่อกักเก็บน้ำ ด้วยการพ่นลงบนพื้นผิวที่เป็นผ้าเพื่อง่ายต่อการใช้งาน และถ่ายทอดเทคโนโลยีนี้ให้กลุ่มเกษตรกรทำผลิตภัณฑ์ง่ายๆ เช่น บ่อเลี้ยงปลาดุก บ่อปลูกมะนาว หรือหมอนยางพารา เป็นต้น
                      “เป้าหมายของเราคือให้กลุ่มเกษตรกรสามารถพึ่งพาตัวเองได้บนฐานกระบวนการวิจัยในการพัฒนาสูตรน้ำยางและเครื่องมือการผลิตอย่างง่ายๆ และเหมาะสม แล้วนำมาสร้างมูลค่าเพิ่มให้ยางพาราด้วยการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ ไม่ใช่ขายแต่น้ำยางสดเท่านั้น ซึ่งเกษตรกรสามารถกำหนดราคาขายผลิตภัณฑ์เองได้ รวมถึงการสร้างเครือข่ายชาวบ้านในลักษณะของเอสเอ็มอีและวิสาหกิจชุมชน นอกจากนี้ยังลดต้นทุนการผลิต สร้างเงินสร้างงานในพื้นที่โดยการสร้างโรงงานของตัวเอง ลดค่าใช้จ่ายในการขนส่ง เกิดการจ้างงาน ทำให้ชาวสวนและประชาชนในพื้นที่มีรายได้เพิ่มขึ้น มีโอกาสและทางเลือกมากขึ้น”
                      ณัญญา แก้วหนู ผู้บริหารบริษัท 42 เนเจอรัลรับเบอร์ จำกัด กล่าวเสริมว่า แรกเริ่มได้รวมกลุ่มชาวบ้านทำผลิตภัณฑ์จากยางพาราในนามกลุ่มแปรรูปผลิตภัณฑ์ยางพาราตำบลคลองเปียะ อ.จะนะ จ.สงขลา ต่อมาได้จดทะเบียนตั้งบริษัทและพัฒนาสูตรน้ำยางพาราร่วมกับนักวิจัย สกว. และมีที่ปรึกษาด้านการออกแบบและการตลาด ปัจจุบันบริษัทรับจ้างผลิตหมอนยางพาราตามออเดอร์ซึ่งมีอยู่ 4 ราย เน้นการส่งขายในประเทศ และกำลังมีแผนส่งออกไปขายที่จีนอีก 2 ราย ซึ่งคาดว่าผลการเจรจาจะชัดเจนหลังตรุษจีนนี้ ทั้งนี้กำลังการผลิตของบริษัทอยู่ที่วันละ 50 ใบ ใช้น้ำยางข้น 500 กิโลกรัม โดยรับซื้อน้ำยางสดจากเกษตรกรในพื้นที่ราคาประมาณกิโลกรัมละ 38 บาท สูงกว่าหน้าโรงงานกิโลกรัมละ 50 สตางค์ เพื่อช่วยเหลือชาวสวนยาง นอกจากนี้ยังผลิตถุงมือผ้าเคลือบยางสำหรับใช้ในการทำเกษตรกรรมด้วย
                      ด้านสุไลมาน ดือราโอ หัวหน้ากลุ่มวิสาหกิจชุมชนสายบุรี จ.ปัตตานี ย้ำด้วยว่า กลุ่มได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีจากนักวิจัยในการใช้น้ำยางข้นชนิดครีมมาพัฒนาสูตรน้ำยางคอมปาวด์ และผลิตเป็นสินค้าแปรรูปต่างๆ โดยเฉพาะบ่อเลี้ยงปลาดุก ซึ่งขอใช้สิทธิ์ผลงานวิจัยจากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์แล้ว ปัจจุบันสามารถทำวงบ่อปลูกมะนาวขายวงละ 300 บาท โดยใช้น้ำยางคอมปาวด์ 2.5 กิโลกรัมต่อวง ยอดขายเฉลี่ยเดือนละ 1,000 วง โดยบ่อที่ผลิตขึ้นมีราคาถูกกว่าบ่อซีเมนต์ น้ำหนักเบา เคลื่อนย้ายสะดวก และช่วยดูดความร้อน ทำให้อุณหภูมิของน้ำที่ใช้เลี้ยงปลาสูงขึ้น ปลาเติบโตเร็ว สามารถขายได้ในเวลาเพียง 2 เดือนครึ่ง
———————-
(ทำมาหากิน : วิจัยผลิตภัณฑ์แปรรูปยางพารา ต่อยอดงานสู่ภาคอุตสาหกรรม : โดย…โต๊ะข่าวเกษตร)

ฟิลิปปินส์ผู้นำเข้าข้าวรายใหญ่ในอาเซียน (จบ)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160205/221797.html

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันศุกร์ที่ 5 กุมภาพันธ์ 2559
ฟิลิปปินส์ผู้นำเข้าข้าวรายใหญ่ในอาเซียน (จบ)

ทำกินถิ่นอาเซียน : ฟิลิปปินส์ผู้นำเข้าข้าวรายใหญ่ในอาเซียน (จบ) : โดย … รศ.สมพร อิศวิลานนท์

                      วันศุกร์ที่แล้วพูดถึงการปฏิรูปการผลิตข้าวของฟิลิปปินส์ช่วงปี 2522-2524 และปี 2530 ทำให้ฟิลิปปินส์สามารถพึ่งพิงตนเองเรื่องข้าวได้อย่างสมบูรณ์ แต่ด้วยประชากรที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว พื้นที่การเพาะปลูกมีจำกัด ทำให้การผลิตข้าวในฟิลิปปินส์ไม่เพียงพอต่อการบริโภคในเวลา ประกอบกับการผลิตข้าวในฟิลิปปินส์มีต้นทุนการผลิตข้าวในระดับที่สูง ความมีจำกัดของที่ดินที่เหมาะสมต่อการเพาะปลูกข้าว รวมถึงการที่ฟิลิปปินส์ต้องประสบกับภัยธรรมชาติโดยเฉพาะพายุใต้ฝุ่นอยู่มากครั้งในแต่ละปี
                      สิ่งเหล่านี้ล้วนแต่สร้างความแปรปรวนต่ออุปทานผลผลิตข้าวของประเทศและเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ฟิลิปปินส์ต้องหันไปพึ่งพิงการนำเข้าข้าวเพื่อสร้างความมั่นคงด้านอาหารในประเทศและเพื่อรักษาเสถียรภาพของราคาสินค้าข้าวภายในประเทศมิให้แปรปรวนมากเกินไป
                      นอกจากนี้ฟิลิปปินส์ใช้มาตรการทางภาษีเพื่อให้การปกป้องกับภาคการผลิตข้าวในประเทศ ถึงแม้ว่าฟิลิปปินส์จะเข้าสู่ประชาคมอาเซียนในสิ้นปี 2558 เป็นต้นไป ทั้งนี้อัตราภาษีนำเข้าข้าวที่รัฐบาลจัดเก็บยังคงไว้ในอัตราร้อยละ 40 สำหรับการนำเข้าภายในโควตาจำนวน 350,000 ตัน ส่วนการนำเข้าข้าวนอกโควตาได้จัดเก็บภาษีในอัตราร้อยละ 50 อีกทั้งยังคงสินค้าข้าวไว้ในบัญชีสินค้าที่มีความอ่อนไหวสูงอีกด้วย
                      หลังจากที่ประธานาธิบดีเบนิกโน อากิโนที่ 3 ขึ้นดำรงตำแหน่งในปี 2553 ได้ให้คำมั่นในการสร้างความมั่นคงด้านอาหารโดยเฉพาะสินค้าข้าวให้แก่ประชากรของฟิลิปปินส์ โดยจะดำเนินการให้เกิดการพึ่งพิงตนเองเรื่องข้าวให้ได้อย่างสมบูรณ์ในปี 2556
                      อย่างไรก็ตาม ในข้อเท็จจริงแล้วในช่วงสองปีที่ผ่านมาฟิลิปปินส์ยังต้องนำเข้าข้าวและนำเข้าข้าวเพิ่มมากขึ้นจาก 1 ล้านตันในปี 2556 มาเป็น 1.8 ล้านตันในปี 2557 หรือเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 80 โดยมีสาเหตุสำคัญเนื่องจากการประสบกับภาวะภัยแล้งและวาตภัยจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศโลก
                      มีผู้วิเคราะห์ไว้ว่าการที่ฟิลิปปินส์จะพึ่งพิงตนเองได้นั้น จะต้องลงทุนเพื่อการพัฒนาด้านชลประทาน การสร้างความเข้มแข็งในการจัดการไร่นาให้แก่เกษตรกร การลงทุนวิจัยในการพัฒนาเทคโนโลยีด้านการผลิต การพัฒนาในด้านเครื่องจักรกลการเกษตร รวมถึงการจัดการความสูญเสียในช่วงเก็บเกี่ยวและหลังการเก็บเกี่ยวให้เกิดขึ้นในวงกว้าง ทั้งนี้เพื่อเพิ่มผลิตภาพการผลิตข้าวรวมถึงการลดต้นทุนเพื่อสร้างความสามารถในการแข่งขัน
                      นอกจากนี้รัฐบาลฟิลิปปินส์จะต้องปฏิรูปกลไกตลาดข้าวให้เอกชนเข้ามามีบทบาททดแทนบทบาทของสำนักงานอาหารแห่งชาติ รวมถึงการสนับสนุนด้านสินเชื่อการเกษตรเพื่อให้เกษตรกรขนาดเล็กเข้าถึงได้อย่างกว้างขวาง อีกทั้งภาคการผลิตข้าวของฟิลิปปินส์จะต้องพัฒนาให้มีผลผลิตต่อเนื้อที่เพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่าร้อยละ 19 จากสถานภาพที่เป็นอยู่ หรืออาจจะต้องเพิ่มพื้นที่เพาะปลูกข้าวให้ได้เพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่าร้อยละ 19 หรือมิฉะนั้นก็ต้องพัฒนาพื้นที่ที่ไม่มีชลประทานในฟิลิปปินส์ให้เป็นพื้นที่ชลประทานให้หมด ซึ่งโอกาสที่จะทำให้สถานการณ์ที่กล่าวถึงเกิดขึ้นได้จริงจึงเป็นไปได้ยาก
                      ฟิลิปปินส์จึงยังไม่สามารถพึ่งพิงตนเองในเรื่องข้าวได้ตามเป้าหมายของรัฐบาลและจะต้องเป็นผู้พึ่งพิงการนำเข้าข้าวรายใหญ่ของอาเซียนต่อเนื่องไปทุกปี เนื่องจากการเพิ่มขึ้นของประชากรและการมีพื้นที่เพาะปลูกข้าวจำกัด ทำให้การขยายตัวของอุปทานผลผลิตข้าวตามไม่ทันกับการขยายตัวของอุปสงค์เพื่อการบริโภคข้าวภายในประเทศ
———————-
(ทำกินถิ่นอาเซียน : ฟิลิปปินส์ผู้นำเข้าข้าวรายใหญ่ในอาเซียน (จบ) : โดย … รศ.สมพร อิศวิลานนท์)

คนวังถั่วยึด ‘ปั้นหม้อ’ เลี้ยงชีพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160204/221735.html

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันพฤหัสบดีที่ 4 กุมภาพันธ์ 2559
คนวังถั่วยึด 'ปั้นหม้อ' เลี้ยงชีพ

หนักเอาเบาสู้ : คนวังถั่วยึด ‘ปั้นหม้อ’ เลี้ยงชีพ : โดย…จิติมา จันพรม

                      อาชีพปั้นหม้อทุกวันนี้แทบจะเลือนหาย แต่ที่บ้านวังถั่ว หมู่ 5 ต.วังชัย อ.น้ำพอง จ.ขอนแก่น ยังมีชาวบ้านยึดอาชีพนี้หลายครอบครัว ด้วยประสงค์ส่งต่อให้ลูกหลานร่วมอนุรักษ์ นอกเหนือจากสร้างรายได้เลี้ยงชีพมายาวนานเกือบศตวรรษ
                      หนึ่งนั้นคือ นางศรี อ้นไธสง วัย 55 ปี พื้นเพเป็นชาว จ.นครราชสีมา บอกว่า ยึดทำเครื่องปั้นดินเผามาตั้งแต่รุ่นพ่อ หลังครอบครัวย้ายมาตั้งรกรากและสร้างหมู่บ้านอยู่ริมลำน้ำพอง เพราะเห็นว่าเป็นทำเลที่ดี มีดินเหนียวมาก จึงได้ชวนพี่น้องญาติมาอยู่ด้วย เพราะต่างก็ถนัดในอาชีพนี้
                      โดยเมื่อก่อนเธอจะนำไปเร่ขายตามหมู่บ้านต่างอำเภอ ทว่า ได้เลิกเร่ขายมา 8 ปีแล้ว และหันมาทำขายส่งอย่างเดียว ซึ่งจะมีออเดอร์จากพ่อค้าต่างจังหวัด เช่น เลย หนองคาย อุดรธานี
                      “ที่ได้รับความนิยมที่สุดคือ กระถางต้นไม้ กระถางดินทั่วไป หม้อดินทุกขนาด กระถางธูป ราคาขายส่ง 20-60 บาท แต่มีบางงานที่รับทำตามแบบ เช่น อ่างบัว จะมีราคาตั้งแต่ 200-300 บาท” รวมทั้ง นายปอก บัวบู่ วัย 59 ปี ช่างปั้นดินเผาและถือว่าเป็นผู้ที่เชี่ยวชาญการตีหม้อแบบโบราณ มาตั้งแต่เด็ก บอกว่า ทำหม้อแบบโบราณโดยต้องตีหม้อดินมาตั้งแต่เด็กหรือตั้งแต่เรียนจบชั้น ป.4 สร้างรายได้ให้ตนเองมาโดยตลอด ถือว่าเป็นงานที่ดีทำอยู่กับบ้าน ทั้งเป็นอาชีพที่พ่อแม่ปู่ย่าตายายได้ทิ้งไว้ให้ เฉลี่ยรายได้วันละ 200-300 บาท
                      “ปัจจุบันมีคนทำน้อยมาก เด็กๆ ไม่ค่อยสานทำต่อ เราต้องช่วยกันส่งต่ออาชีพนี้ไม่ให้สูญหายไป”
                      ด้าน บุญสวน แสนแก้ว วัย 41 ปี เขาบอกว่า ทำอาชีพนี้เมื่อ 6 ปีที่ผ่านมา ตอนนี้รับทำออเดอร์โดยจะปั้นทุกแบบตามที่ลูกค้าสั่ง ตั้งแต่ราคา 10 บาทจนถึงหลัก 100 บาท แล้วแต่ขนาด
                      โดยทุกคนต่างกล่าวเป็นเสียงเดียวกันถึงดินเหนียววัตถุดิบหลัก ว่าใช้ดินเหนียวริมแม่น้ำพอง โดยจะจ้างรถสิบล้อไปขนคันละ 250 บาท แล้วนำมานวดด้วยเครื่องก่อนขึ้นรูปที่ใบหนึ่งใช้เวลา 1.30 นาที จึงนำไปวางเรียงผึ่งลมให้แห้ง 2 วัน จากนั้นจึงทำการเผาเฉลี่ยสัปดาห์ละครั้ง โดยเชื้อเพลิงที่ใช้จะใช้ไม้ไผ่ที่มีผู้ตัดมาขายมาส่งให้ถึงที่ ราคาเฉลี่ยคันละ 800 บาท
                      ส่วน นายสุรศักดิ์ อ้นไทสง ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 5 บอกว่า หมู่บ้านวังถั่วมีทั้งหมด 60 ครัวเรือน ในอดีตแทบทุกครัวเรือนต่างก็ประกอบอาชีพทำเครื่องปั้นดินเผา แต่ระยะหลังมีหลายครอบครัวได้เลิกไป เหลือคนที่ทำจริงขณะนี้ 20 ครอบครัว และปัจจุบันได้ตั้งเป็นกลุ่มอาชีพเครื่องปั้นดินเผาบ้านวังถั่ว เพื่อให้การประกอบอาชีพมีความมั่นคง
——————–
(หนักเอาเบาสู้ : คนวังถั่วยึด ‘ปั้นหม้อ’ เลี้ยงชีพ : โดย…จิติมา จันพรม)

‘บลอนด์ดาคิแตน’ เนื้อนุ่ม โคพันธุ์ใหม่ทางเลือกเกษตรกร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160204/221736.html

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันพฤหัสบดีที่ 4 กุมภาพันธ์ 2559
'บลอนด์ดาคิแตน' เนื้อนุ่ม โคพันธุ์ใหม่ทางเลือกเกษตรกร

ทำมาหากิน : ‘บลอนด์ดาคิแตน’ เนื้อนุ่ม โคพันธุ์ใหม่ทางเลือกเกษตรกร : โดย…โต๊ะข่าวเกษตร

                      ปัจจุบันความต้องการบริโภคเนื้อโคคุณภาพนับวันจะเพิ่มขึ้น ทำให้เกษตรกรหันมาพัฒนาและยกระดับการผลิตโคเนื้อคุณภาพเพื่อสนองความต้องการของตลาดภายในประเทศที่กำลังขยายตัว ทั้งตลาดโมเดิร์นเทรด และร้านปิ้งย่าง โดยเฉพาะโคพันธุ์กำแพงแสน บราห์มัน ชาร์โรเลส์ ซิมเมทอล และแองกัส ที่ได้รับความนิยมสูง ล่าสุดกรมปศุสัตว์ได้ส่งเสริมให้เกษตรกรใช้น้ำเชื้อแช่แข็งโคเนื้อพันธุ์ “บลอนด์ดาคิแตน” (Blonde d’Aquitaine) เพื่อผลิตลูกโคเนื้อคุณภาพป้อนเข้าสู่ตลาด โดยมีคุณสมบัติพิเศษ เนื้อนุ่ม และไขมันต่ำ
                      นสพ.สรวิศ ธานีโต รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ บอกว่า โคเนื้อพันธุ์บลอนด์ดาคิแตนเป็นโคเนื้อสายพันธุ์ฝรั่งเศส มีขนาดลำตัวใหญ่และลำตัวยาว มีช่องอกและสะโพกใหญ่ มีกล้ามเนื้อเด่นชัด แม่โคมีความสูงเฉลี่ย ประมาณ 150 ซม. น้ำหนักระหว่าง 850-1,000 กก. และมีกระดูกเชิงกรานกว้างทำให้คลอดลูกง่ายแม้ว่าลูกโคจะมีขนาดใหญ่ ส่วนพ่อโคสูงเฉลี่ย 160 ซม. น้ำหนักอยู่ระหว่าง 1,200-1,500 กก. โคเนื้อพันธุ์นี้มีนิสัยเชื่อง เขามีลักษณะโค้งลง สีเหมือนเปลือกข้าวโพด จมูกสีชมพู กีบสีซีด ให้เนื้อคุณภาพดี เนื้อมีความละเอียดและนุ่มมาก ทั้งยังมีไขมันน้อย จึงเป็นที่นิยมของผู้บริโภคเนื้อไขมันต่ำ
                      ที่สำคัญโคเนื้อพันธุ์นี้มีความทนทานต่อสภาพภูมิอากาศที่หลากหลาย สามารถเลี้ยงได้ในพื้นที่ที่อากาศเย็นจัดถึง -30 องศาเซลเซียส จนถึงร้อนจัดหรือประมาณ 40 องศาเซลเซียส ซึ่งไม่ส่งผลกระทบต่อการกินอาหาร เป็นอีกหนึ่งพันธุ์ที่น่าสนใจซึ่งสามารถนำมาพัฒนาพันธุ์โคเนื้อไทยได้ดี เพราะมีทั้งพันธุกรรมด้านการสร้างกล้ามเนื้อ การเจริญเติบโต ความสามารถในการทนอากาศร้อน และปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมและรูปแบบการเลี้ยงในประเทศไทยได้
                      ด้าน นสพ.อภิรักษ์ อุทธา หัวหน้าศูนย์ผลิตน้ำเชื้อแช่แข็งพ่อพันธุ์ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จ.ขอนแก่น บอกเพิ่มเติมว่า ทางกรมปศุสัตว์ได้นำตัวอ่อนหรือเอมบริโอ (Embryo) โคเนื้อพันธุ์บลอนด์ดาคิแตนจากประเทศฝรั่งเศส เข้ามาฝากอุ้มบุญในแม่โคเนื้อของไทยเมื่อปี 2550 เพื่อสร้างพ่อพันธุ์โคเนื้อคุณภาพ เป็นการเพิ่มทางเลือกให้เกษตรกรที่ต้องการเลี้ยงโคเนื้อคุณภาพแต่มีปัญหาด้านการจัดการ โดยเน้นกลุ่มแม่โคที่มีสายเลือดยุโรป อาทิ พันธุ์ชาร์โรเลส์ แองกัส และซิมเมนทอล เป็นต้น เพื่อให้สามารถผลิตลูกโคเนื้อคุณภาพสูงป้อนตลาดได้
                      ล่าสุดตอนนี้ทางกรมปศุสัตว์มีพ่อพันธุ์โคเนื้อพันธุ์บลอนด์ดาคิแตน จำนวน 3 ตัว อยู่ในการดูแลของศูนย์ผลิตน้ำเชื้อแช่แข็งพ่อพันธุ์ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยพ่อพันธุ์ 2 ตัว สามารถรีดน้ำเชื้อได้แล้ว มีกำลังการผลิตน้ำเชื้อแช่แข็งเพื่อรองรับความต้องการของเกษตรกรได้ปีละกว่า 3 หมื่นโดส ส่วนอีก 1 ตัว อายุได้ประมาณ 6 เดือน หากโตเต็มที่และใช้งานได้ คาดว่า จะมีกำลังการผลิตน้ำเชื้อแช่แข็งได้ไม่น้อยปีละกว่า 4.5 หมื่นโดส
                      อย่างไรก็ตามที่ผ่านมา ทางกรมปศุสัตว์ได้ผลิตน้ำเชื้อแช่แข็งโคเนื้อพันธุ์บลอนด์ดาคิแตน และให้การสนับสนุนน้ำเชื้อที่ผลิตได้ให้แก่หน่วยงานของกรมปศุสัตว์ไปแล้วกว่า 132,394 โดส แยกเป็น ศูนย์วิจัยการผสมเทียมและเทคโนโลยีชีวภาพสระบุรี 2,389 โดส, ชลบุรี 3,276 โดส, นครราชสีมา 11,503 โดส, ขอนแก่น 300 โดส, เชียงใหม่ 4,608 โดส, พิษณุโลก 2,870 โดส, ราชบุรี 22,012 โดส, สุราษฎร์ธานี 22,154 โดส, สงขลา 43,776 โดส และศูนย์วิจัยการผสมเทียมและเทคโนโลยีชีวภาพอุบลราชธานี 19,506 โดส นอกจากนี้มีเกษตรกรนำน้ำเชื้อแช่แข็งโคเนื้อพันธุ์บลอนด์ดาคิแตนไปผสมเทียมแม่โคเนื้อในฟาร์มแล้ว ส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่ภาคใต้
                      โคเนื้อพันธุ์ “บลอนด์ดาคิแตน” นับเป็นอีกหนึ่งทางเลือกของเกษตรกร หากสนใจสอบถามได้ที่ศูนย์ผลิตน้ำเชื้อแช่แข็งพ่อพันธุ์ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ต.ท่าพระ อ.เมือง จ.ขอนแก่น โทร.0-4326-3017
——————–
(ทำมาหากิน : ‘บลอนด์ดาคิแตน’ เนื้อนุ่ม โคพันธุ์ใหม่ทางเลือกเกษตรกร : โดย…โต๊ะข่าวเกษตร)

‘ของเล่น’ จากเศษกระดาษ งานไอเดียสู่สินค้าโอท็อป

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160203/221671.html

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันพุธที่ 3 กุมภาพันธ์ 2559
'ของเล่น' จากเศษกระดาษ งานไอเดียสู่สินค้าโอท็อป

ทำมาหากิน : ‘ของเล่น’ จากเศษกระดาษ งานไอเดียสู่สินค้าโอท็อป : โดย…โต๊ะข่าวเกษตร

                       แนวคิดจะช่วยสังคมลดปริมาณขยะจากเศษกระดาษ ทำให้ “วิฑูรย์ ไตรรัตน์วงศ์” ชาวขอนแก่น ได้ออกแบบของเล่นจากกระดาษเหลือใช้เหล่านี้รังสรรค์เป็นงานศิลปะ โดยนำ “ไดโนเสาร์” เอกลักษณ์ของจังหวัดมาเป็นจุดขายให้ผลิตภัณฑ์ภายใต้แบรนด์ “เด็กเด็กเปเปอร์มาเช่”
                       วิฑูรย์ ไตรรัตน์วงศ์ บอกว่า เดิมทำงานเป็นนักเทคนิคการแพทย์ ต่อเมื่อปี 2552 ได้ลาออกมาทำอาชีพส่วนตัวในโหมดของเล่นเด็ก จนมาเป็นงานเปเปอร์มาเช่ในปัจจุบัน
                       “สนใจเรื่องของเล่นเด็ก บวกกับเห็นว่าผู้คนทุกวันนี้ใช้ทรัพยากรสิ้นเปลืองโดยเฉพาะกระดาษ ผลิตภัณฑ์เปเปอร์มาเช่น่าจะตอบโจทย์ได้ดีกว่าอย่างยิ่งช่วยลดปริมาณขยะลงได้ จึงได้ศึกษาอย่างจริงจังทั้งขั้นตอน วิธีทำ ออกแบบให้ทันสมัยเหมาะกับการนำไปใช้ประโยชน์ และพัฒนาการของเด็ก”
                       โดยเฉพาะการผลิตผลิตภัณฑ์ของเล่นที่เหมาะสำหรับเด็กนั้น วิฑูรย์ ยอมรับว่าคิดอยู่นาน ก่อนมาลงตัวที่นำไดโนเสาร์มาสร้างจุดขาย ภายใต้แบรนด์ เด็กเด็กเปเปอร์มาเช่ ขณะที่ขั้นตอนการผลิต เขาได้ศึกษาเองทั้งจากหนังสือ ยูทูบ ก่อนลงมือทำจนได้ผลงานที่มีเอกลักษณ์ ได้รับมาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน (มผช.) จากกระทรวงอุตสาหกรรม และเป็นสินค้าโอท็อปของขอนแก่นมากว่า 3 ปี
                       “ส่วนมากจะผลิตตามคำสั่งซื้อของลูกค้า นอกจากไดโนเสาร์แล้ว ยังมีหมู ยีราฟ วัว กลุ่มเป้าหมายอยู่ที่เด็กเป็นหลัก ฉะนั้น การออกแบบจึงไม่เน้นเหมือนจริง แต่เน้นที่ประโยชน์เป็นของเล่นที่ส่งเสริมพัฒนาการของเด็กที่มีสีสัน ลวดลายสะดุดตา แข็งแรง น้ำหนักเบา รับน้ำหนักได้ดี ไม่อันตรายกับเด็ก” เจ้าของผลงาน แจง พร้อมบอกว่าปัจจุบันมีจำหน่ายที่ศูนย์โอท็อปจังหวัด และเผยแพร่ทาง http://www.papermache.in.th
                       โดยเฉพาะของเล่นในโหมด “ไดโนเสาร์” นั้นจะเน้นไปที่ “ภูเวียงโกซอรัส สิรินธรเน่” ที่คอและหางยาว อีกหนึ่งผลิตภัณฑ์ที่สวยงามของแบรนด์เด็กเด็กเปเปอร์มาเช่ อีกทั้ง ยังมีไดโนเสาร์หลากสายพันธุ์ที่ค้นพบในขอนแก่น ถูกนำมาสร้างสรรค์จากกระดาษเหลือใช้นี้ด้วยสำหรับเป็นของเล่นเด็กและของตกแต่งบ้าน
                       วิฑูรย์ บอกอีกว่า จะออกแบบของเล่นที่เหมาะสำหรับพัฒนาการของเด็กแต่ละวัย รวมถึงการเปิดคอร์สอบรม มีกลุ่มเป้าหมาย 2 กลุ่ม คือ ผู้สนใจทั่วไปเพื่อเป็นแนวทางในการทำอาชีพ และสอนให้เด็กในโรงเรียน กลุ่มนี้จะเน้นให้การศึกษาเรื่องการดูแลสิ่งแวดล้อม การรู้จักนำวัสดุเหลือใช้มาทำเป็นของเล่น เห็นประโยชน์ของสิ่งที่อยู่รอบตัว ถือเป็นการพัฒนาเด็กและเยาวชน
                       ทั้งนี้ มีหลักสูตรเปเปอร์มาเช่เบื้องต้น ที่เหมาะสำหรับผู้เริ่มต้นและศิลปะเพื่อการเรียนการสอนไม่ซับซ้อน เปเปอร์มาเช่ขึ้นรูปทรงอิสระ เปเปอร์มาเช่จากโครงสร้างวัสดุรีไซเคิล เปเปอร์มาเช่ขึ้นรูปจากแม่พิมพ์ และเปเปอร์มาเช่เทคนิคก้าวหน้า โดยใช้เทคนิคอื่นๆ เช่น เยื่อกระดาษ เพื่อการสร้างผลงานที่มีความแตกต่าง
                       สำหรับผู้สนใจผลิตภัณฑ์ หรือต้องการเรียนเพื่อต่อยอดเป็นอาชีพ ติดตามผลงานได้ทางเว็บไซต์ข้างต้น หรือสอบถามได้ที่นายวิฑูรย์ ไตรรัตน์วงศ์ เลขที่ 488/52 หมู่ 14 ต.ศิลา อ.เมือง จ.ขอนแก่น โทรศัพท์ 08-9840-7905
——————–
(ทำมาหากิน : ‘ของเล่น’ จากเศษกระดาษ งานไอเดียสู่สินค้าโอท็อป : โดย…โต๊ะข่าวเกษตร)

ใช้ร่องสวนยางปลูก ‘สละ’ สร้างเงินเกษตรกรพัทลุง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160203/221672.html

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันพุธที่ 3 กุมภาพันธ์ 2559
ใช้ร่องสวนยางปลูก 'สละ' สร้างเงินเกษตรกรพัทลุง

เกษตรกรคนเก่ง : ใช้ร่องสวนยางปลูก ‘สละ’ สร้างเงินเกษตรกรพัทลุง : โดย…กันยา ขำนุรักษ์

                       เกษตรกรหนุ่มเมืองพัทลุง สุรัตน์ แก้วดำ ใช้ร่องสวนยางพาราเพียง 4 ไร่ ปลูกสละอินโดเป็นตัวหลักสร้างรายได้กว่าปีละ 2 แสน
                       เกษตรกรพัทลุงไม่รอความช่วยเหลือจากรัฐเพียงฝ่ายเดียว ใช้เวลาหาความรู้พัฒนาตนเองอยู่ตลอดเวลา เพื่อหาแนวทางการใช้พื้นที่ที่มีอยู่ ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อให้เกิดรายได้หลายช่องทาง แม้จะมีวิกฤติราคายางพาราราคาตกต่ำ หรือปัญหาภัยแล้ง ก็มีช่องทางอื่นสร้างรายได้มาจุนเจือครอบครัว
                       นายสุรัตน์ แก้วดำ เกษตรกรหนุ่มวัย 36 ปี อยู่บ้านเลขที่ 364 หมู่ 5 ต.เกาะเต่า อ.ป่าพะยอม จ.พัทลุง ใช้พื้นที่สวนยางพาราที่เปิดกรีดแล้ว จำนวน 4 ไร่ เปลี่ยนมาเป็นพื้นที่เกษตรแบบผสมผสาน ทำบ่อเลี้ยงปลา ปลูกสละอินโด ซึ่งพืชแต่ละชนิดต่างให้ผลผลิตที่ดี ไม่ส่งผลกระทบต่อการให้ผลผลิตของยางพารา และยังสามารถสร้างรายได้เพิ่มจากเดิมอีกหลายเท่า โดยเฉพาะสละอินโด ที่สร้างรายได้ถึงปีละ 2.5 แสนบาท พร้อมทั้งมีตลาดรองรับในท้องถิ่น และจังหวัดใกล้เคียง
                       โดยสุรัตน์บอกว่า ได้นำพันธุ์สละอินโดเข้ามาปลูกในสวนยางพาราเมื่อ 5 ปีก่อน เพราะว่าคิดว่ายางพาราน่าจะราคาตกต่ำ จึงได้ซื้อต้นสละอินโดมาปลูกแซมในร่องยางพารา โดยได้ซื้อมาในราคาต้นละ 40 บาท จำนวน 1,000 ต้น ใช้เวลาปลูก 2 ปีก็ให้ผลผลิต ซึ่งการปลูกสละในสวนยางนั้น ไม่กระทบกับการกรีดยาง พืชทั้งสองชนิดสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างดี
                       “ขณะนี้สละอินโดได้ให้ผลผลิตแล้ว โดยมีพ่อค้ามารับซื้อถึงสวนในราคากิโลกรัมละ 70 บาท หากขายปลีกจะขายในราคากิโลกรัมละ 80 บาท รายได้ต่อปีประมาณ 2.5 แสนบาท ถึงขณะนี้ผลผลิตนั้น ไม่เพียงพอต่อความต้องการของผู้บริโภค”
                       นอกจากนี้ สุรัตน์ ยังเสริมว่า เขายังผลิตต้นพันธุ์จำหน่ายในราคาต้นละ 25 บาท เป็นการสร้างรายได้เพิ่มอีกทางหนึ่งด้วยโดยจุดเด่นของการปลูกสละอินโดในสวนยางพารานั้นสามารถรักษาความชุ่มชื้นในดินได้ดี อีกทั้งใช้น้ำน้อย และยังทำให้ยางพาราให้ผลผลิตดีขึ้นด้วย
——————–
(เกษตรกรคนเก่ง : ใช้ร่องสวนยางปลูก ‘สละ’ สร้างเงินเกษตรกรพัทลุง : โดย…กันยา ขำนุรักษ์)