‘คว่ำตายหงายเป็น’ใช้ฟอกเลือด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160202/221662.html

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันอังคารที่ 2 กุมภาพันธ์ 2559
‘คว่ำตายหงายเป็น’ใช้ฟอกเลือด

ไม้ดีมีประโยชน์ : ‘คว่ำตายหงายเป็น’ ใช้ฟอกเลือด : โดย…นายสวีสอง

        คว่ำตายหงายเป็น ไม้ดั้งเดิมของทวีฟแอฟริกา มีชื่อวิทยาศาสตร์ Bryophyllum pinnatum (Lam.) Oken จัดอยู่ในวงศ์กุหลาบหิน มีชื่อท้องถิ่นอื่นๆ ว่า กาลำ โพ้ะเพะ ต้นตายปลายเป็น ทองสามย่าน เป็นต้น พบขึ้นกระจายทั่วไปในเขตร้อนของโลกและกลุ่มประเทศอาเซียน เช่น ลาว เวียดนาม กัมพูชาและไทย เป็นต้น ใบเป็นใบเดี่ยว มีใบย่อย 3 ใบ เป็นรูปวงรีแกมขอบขนาน  ส่วนปลายและโคนใบจะมน  ขนาดกว้างประมาณ 2.5-5 เซนติเมตร และยาวประมาณ 5-15 เซนติเมตร ออกดอกเป็นช่อที่ปลายกิ่ง ช่อดอกยาวประมาณ 8-10 เซนติเมตร ผลจะออกเป็นพวงและมีอยู่ 4 หน่วย เป็นผลแห้ง ภายในผลมีเมล็ดมีขนาดเล็กจำนวนมาก มีลักษณะเป็นรูปกระสวยแกมรูปขอบขนานหรือรูปขอบขนานแกมรูปรี ทั้งต้นและรากมีรสเปรี้ยวฝาดเล็กน้อย ออกฤทธิ์ต่อปอดและไต ใช้เป็นยาฟอกเลือด ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ดและใบ

จัดประกวดพืชไร่นา‘ข้าว ข้าวโพด มัน’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160202/221656.html

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันอังคารที่ 2 กุมภาพันธ์ 2559
จัดประกวดพืชไร่นา‘ข้าว ข้าวโพด มัน’

เส้นทางอาชีพ : จัดประกวดพืชไร่นา ‘ข้าว ข้าวโพด มัน’ : บายไลน์ สุรัตน์ อัตตะ

      เปิดงานมาแค่ 4 วันสำหรับงานเกษตรแฟร์ ที่ม.เกษตรฯ ปีนี้ดูเหมือนว่าจะคึกคักไม่น้อย มีผู้คนหลั่งไหลมาชมงานกันอย่างล้นหลาม มีสินค้าเกษตรให้ชม ชิม ช็อปจากทั่วสารทิศจากแหล่งผลิตของเกษตรกรโดยตรง แต่อีกภาคส่วนคือการเสนอผลงานทางวิชาการที่ปีนี้ก็มีงานวิจัยเด่นๆ มากมายที่ผู้มาเที่ยวงานหรือผู้สนใจในอาชีพทางการเกษตรไม่ควรพลาด ปีนี้ถือเป็นปีแรกก็ว่าได้ที่ภาควิชาพืชไร่นา คณะเกษตรได้นำผลงานวิจัยการนำเสนอด้านพืชและมีการจัดประกวดอย่างจริงๆ จังๆ เพื่อส่งเสริมให้มีการปรับปรุงพันธุ์ เพิ่มผลผลิตและมีคุณภาพที่สูงขึ้น พืชตัวแรกได้แก่ ข้าว มีการประกวดแข่งขันใน 2 ประเภทคือ 1.ข้าวเจ้าเยื่อหุ้มเมล็ดสีม่วงเข้มคุณภาพดี 2.ข้าวรวงใหญ่เมล็ดดก กติกาสำหรับผู้ส่งเข้าประกวดนั้นจะต้องเป็นเกษตรกรหรือกลุ่มเกษตรกร โดยส่งตัวอย่างข้าวเปลือก 1 กิโลกรัม ข้าวกล้อง 1 กิโลกรัม บรรจุถุงหรือภาชนะที่ปิดสนิทและจะต้องเป็นข้าวที่ปลูกในประเทศไทย ไม่มีพันธุ์หรือวัตถุอื่นเจือปน ผู้ชนะเลิศในแต่ละประเภทจะได้รับโล่ ประกาศนียบัตร และเงินรางวัลประเภทละ 3 รางวัล
      พืชตัวที่สองได้แก่ ข้าวโพดไร่และข้าวโพดหวาน กติกาสำหรับผู้ส่งเข้าประกวดจะต้องส่งตัวอย่างฝักข้าวโพด ทั้งข้าวโพดไร่และข้าวโพดหวานที่ยังมีเปลือกหุ้มฝักสมบูรณ์จำนวน 30 ฝักต่อข้าวโพด 1 ชนิด สำหรับผู้ชนะเลิศจะได้รับโล่ ประกาศนียบัตร และเงินรางวัลประเภทละ 3 รางวัลเช่นกัน ส่วนพืชตัวที่สาม ได้แก่ มันสำปะหลัง โดยมันสำปะหลังที่ส่งเข้าประกวดจะต้องมีคุณสมบัติเป็นมันสำปะหลังที่ปลูกในประเทศไทย อายุไม่เกิน 12 เดือน หัวมันสำปะหลังครบสมบูรณ์ไม่แตกหักรวมทั้งส่วนใบและลำตัน เป็นพันธุ์รับรองจากกรมวิชาการเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ หรือหน่วยงานที่มีโครงการปรับปรุงพันธุ์มันสำปะหลังอย่างถูกต้องตามหลักวิชาการ มีเปอร์เซ็นต์แป้งและผลผลิตแป้งที่ได้จากหัวสูงสุดทั้ง 3 ต้น น้ำหนักของหัวเฉลี่ยสูงจากทั้ง 3 ต้น (3 เหง้า) และปราศจากโรค แมลงและตำหนิอื่นๆ เช่น หัวเน่า มีไส้เหลือง ไส้เน่าหรือเปลือกถลอก โดยส่งหัวมันสำปะหลังที่สมบูรณ์จำนวน 5 ต้น สำหรับผู้ชนะเลิศจะได้รับโล่ ประกาศนียบัตรและเงินรางวัลจำนวน 3 รางวัล
      เกษตรกรหรือผู้สนใจสามารถส่งพืชเข้าประกวดในแต่ละประเภทได้ในวันที่ 5 กุมภาพันธ์ เวลา 07.00-12.00 น. ณ สถานที่จัดการประกวด อาคารวชิรานุสรณ์ คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน สอบถามรายละเอียด โทร.0-2579-3130 ต่อ 1326-7, 08-1910-0005 หรือดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่ http://www.agron.agr.ku.ac.th และจะมีการประกาศผลการตัดสินและมอบรางวัลในวันเดียวกัน เชิญชวนเกษตรกรและผู้สนใจมาดูกันนะครับเผื่อจะได้ไอเดียใหม่ๆ นำกลับไปทำมาหากินกัน

‘ถั่วทนแล้ง’ต้านโรคยอดไหม้สองสายพันธุ์ผลงานวิจัยมก.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160202/221659.html

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันอังคารที่ 2 กุมภาพันธ์ 2559
‘ถั่วทนแล้ง’ต้านโรคยอดไหม้สองสายพันธุ์ผลงานวิจัยมก.
‘ถั่วทนแล้ง’ต้านโรคยอดไหม้สองสายพันธุ์ผลงานวิจัยมก.

ทำมาหากิน : ‘ถั่วทนแล้ง’ ต้านโรคยอดไหม้ สองสายพันธุ์ผลงานวิจัยมก. : โดย…สุรัตน์ อัตตะ

 

 

      เนื่องจากปัจจุบันถั่วลิสงเป็นพืชอีกชนิดที่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศในปริมาณสูงถึง 75,980 ตันต่อปีคิดเป็นมูลค่ากว่า 1,093.08 ล้านบาท สาเหตุเพราะว่ามีปริมาณผลผลิตยังไม่เพียงพอต่อความต้องการของประเทศ ซึ่งมีสูงถึง 144,295 ตันต่อปี แต่ผลิตได้เพียง 38,619 ตันเท่านั้น ที่เป็นเช่นนี้สาเหตุมาจากผลผลิตเฉลี่ยต่อไร่ของประเทศยังต่ำ ขณะเดียวกันถั่วลิสงเป็นพืชที่ใช้น้ำน้อยกว่าข้าว จึงเหมาะสมสำหรับการปลูกทดแทนข้าวนาปรัง โดยเฉพาะในพื้นที่ปลูกที่เป็นดินร่วน ดินร่วนปนทรายและดินทราย
      ด้วยเหตุนี้ทำให้ อ.เจตษฎา อุตรพันธ์ อาจารย์จากภาควิชาพืชไร่นา คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้ทำการพัฒนาปรับปรุงพันธุ์ถั่วลิสง จนได้พันธุ์ใหม่มีคุณสมบัติพิเศษทนแล้ง เหมาะปลูกในสภาพพื้นที่ดินร่วน ดินร่วนปนทรายและดินทรายมีชื่อว่า KUP11281 และ KUP1206-2
      อ.เจตษฎาเผยว่า ถั่วลิสงทั้งสองสายพันธุ์นี้เป็นการปรับปรุงพันธุ์ถั่วลิสงของภาควิชาพืชไร่นา คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดยวิจัยปรับปรุงพันธุ์ถั่วลิสงขนาดเมล็ดปานกลาง  มีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มผลผลิตและต้านทานต่อโรคยอดไหม้ รวมทั้งมีคุณภาพผลผลิตเป็นที่ต้องการของตลาด คณะนักวิจัยได้คัดเลือกเชื้อพันธุกรรมถั่วลิสงที่ปรับตัวได้ดีภายในประเทศมาใช้เป็นพันธุ์พ่อและแม่พันธุ์ โดยกำหนดให้ไทนาน 9 และขอนแก่น 5 ซึ่งมีคุณภาพดีเป็นพันธุ์แม่และขอนแก่น 6 ซึ่งต้านทานต่อโรคยอดไหม้เป็นพันธุ์พ่อ ผสมพันธุ์ระหว่างพันธุ์พ่อและแม่แล้วคัดเลือกและประเมินผลผลิตเบื้องต้นตามลำดับ
      “ขั้นตอนของการปรับปรุงพันธุ์ในสถานีวิจัยในสังกัดคณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ รวมทั้งในไร่นาเกษตรกรพื้นที่จ.สกลนคร นครพนมและกาฬสินธุ์และคัดเลือกสายพันธุ์ดีเด่นได้จำนวน 2 สายพันธุ์ได้แก่ KUP11281 และ KUP1206-2”
      นักวิจัยคนเดิมระบุอีกว่าสำหรับสายพันธุ์ KUP11281 ปลูกได้ทั้งในฤดูฝน (พ.ค.-ส.ค.) ฤดูปลายฝน (ส.ค.-พ.ย.) และฤดูแล้ง (ต.ค.-ก.พ.) และเหมาะสำหรับพื้นที่ปลูกที่เป็นดินร่วน ดินร่วนปนทรายและดินทราย ผลผลิตฝักแห้ง 350.5 กิโลกรัมต่อไร่ (ความชื้น 9 เปอร์เซ็นต์) ผลผลิตเมล็ดแห้ง 220 กิโลกรัมต่อไร่ เปอร์เซ็นต์กะเทาะ 68 เปอร์เซ็นต์ เมล็ดมีขนาดปานกลาง (น้ำหนัก 100 เมล็ดเท่ากับ 51.8 กรัม) วันดอกแรกบาน 28 วันหลังงอก อายุเก็บเกี่ยว 100-110 วันหลังงอก ส่วน KUP1206-2 ปลูกได้ทั้งในฤดูฝน (พ.ค.-ส.ค.) ฤดูปลายฝน (ส.ค.-พ.ย.) และฤดูแล้ง (ต.ค.-ก.พ.) เหมาะสำหรับพื้นที่ปลูกที่เป็นดินร่วน ดินร่วนปนทรายและดินทราย ผลผลิตฝักแห้ง 288.3 กิโลกรัมต่อไร่ (ความชื้น 9 เปอร์เซ็นต์) ผลผลิตเมล็ดแห้ง 178.2 กิโลกรัมต่อไร่ เปอร์เซ็นต์กะเทาะ 67 เปอร์เซ็นต์ ขนาดเมล็ดปานกลาง (น้ำหนัก 100 เมล็ดเท่ากับ 53.8 กรัม) วันดอกแรกบาน 28 วันหลังงอก อายุเก็บเกี่ยว 100-110 วันหลังงอก ต้านทานต่อโรคยอดไหม้และโรคใบจุดและราสนิม
      เกษตรกรและประชาชนที่สนใจปลูกถั่วลิสงคุณภาพดี สามารถเขาชมได้ในงานเกษตรแฟร์ระหว่างวันที่ 29 มกราคม-6 กุมภาพันธ์  ณ อาคารจักรพันธ์เพ็ญศิริ ตั้งแต่เวลา 10.00-18.00 น.ทุกวัน

 

เทศกาลโคนมแห่งชาติปี59จัดยิ่งใหญ่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160201/221639.html

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันจันทร์ที่ 1 กุมภาพันธ์ 2559
เทศกาลโคนมแห่งชาติปี59จัดยิ่งใหญ่

เทศกาลโคนมแห่งชาติปี59จัดยิ่งใหญ่สืบสานอาชีพพระราชทาน….สู่นมแห่งชาติ

            เพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯที่พระราชทานอาชีพการเลี้ยงโคนมให้แก่ปวงชนชาวไทยและแสดงความก้าวหน้าของวิทยาการด้านการเลี้ยงโคนมและอุตสาหกรรมโคนมของประเทศระหว่างวันที่ 27  มกราคม – 2 กุมภาพันธ์ 2559ที่ผ่านมา     กระทรวงเกษตรและสหกรณ์โดยองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย(อ.ส.ค)ได้จัดงานเทศกาลโคนมแห่งชาติ ประจำปี 2559 ขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ ณ บริเวณเชิงเขาตาแป้น อำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี

ดร.ณรงค์ฤทธิ์ วงศ์สุวรรณ อำนวยการองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.)   กล่าวถึงรายละเอียดการจัดงานว่า   ในการจัดงานครั้งนี้อ.ส.ค.ได้จัดขึ้นภายใต้แนวคิด  “สืบสานพระราชปณิธาน อุตสาหกรรมโคนมไทยยุคใหม่สู่นมแห่งชาติ”   โดยมีกิจกรรมในงานที่สำคัญ  คือ การจัดนิทรรศการของส่วนราชการ/หน่วยงานต่าง ๆ และการสัมมนาวิชาการเรื่องเครื่องจักรกลเกษตร และปัจจัยขับเคลื่อนความสำเร็จงาน TMR สู่ฟาร์มโคนมยุคใหม่    การนำเสนอแนวความคิดของนักศึกษาในหัวข้อ “ความยั่งยืนของอาชีพ   การเลี้ยงโคนมในมุมมอง 3 มิติคืออาชีพ ชุมชน สิ่งแวดล้อม เพื่อชิงถ้วยรางวัลพระราชทานจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี   การประกวดโคนม มีการประกวดโคนมโดยจะมีการแข่งขันชิงถ้วยพระราชทาน ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ สำหรับโคนมชนะเลิศการประกวดโคนมประเภท โคนมมาก    ท้องแรก อายุไม่เกิน 28 เดือน

โดยในวันที่  27 มกราคม 2559 ชาวโคนมยังได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี  เสด็จเป็นองค์ประธานเปิดงานพร้อมทั้งจะเสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรนิทรรศการต่างๆ ภายในบริเวณงานอีกด้วย

ดร.ณรงค์ฤทธิ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า   เป็นที่ทราบดีว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ของเรานั้นทรงพระปรีชาในหลายด้าน  ด้านกิจการโคนมก็เป็นอีกแขนงหนึ่งที่ในหลวงของเรา ทรงให้ความสำคัญและความสนใจเป็นพิเศษ โดยครั้งที่พระองค์เสด็จประพาสทวีปยุโรปในปีพุทธศักราช 2503 ทรงสนพระทัยในกิจการ       ฟาร์มโคนมของชาวเดนมาร์คเป็นอย่างมาก ด้วยทรงเห็นว่าอาชีพการเลี้ยงโคนมน่าจะเกิดประโยชน์ต่อเกษตรกรและประเทศไทย

ดังนั้น    หลังจากเสด็จฯ นิวัติประเทศไทย รัฐบาลเดนมาร์คจึงได้ถวายโครงการส่งเสริม       การเลี้ยงโคนมเป็นของขวัญแด่ล้นเกล้าทั้งสองพระองค์ เพื่อให้ดำเนินโครงการส่งเสริมการเลี้ยงโคนม             ในประเทศไทยบรรลุตามเจตนารมณ์ที่ตั้งไว้โดยได้ดำเนินการจัดตั้ง“ฟาร์มโคนม”และ“ศูนย์ฝึกอบรมการเลี้ยงโคนมไทย-เดนมาร์ค” ขึ้นที่อำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี และพระองค์ท่านพร้อมด้วย   พระเจ้าเฟรเดอริคที่ 9 แห่งประเทศเดนมาร์ค ได้เสด็จเปิดฟาร์มโคนม เมื่อวันที่ 16  มกราคม  2505   จากนั้นมาคณะรัฐมนตรีได้กำหนดให้วันที่ 17 มกราคม เป็นวันโคนมแห่งชาติจึงถือเป็นวันสำคัญยิ่ง ต่ออาชีพการเลี้ยงโคนมในประเทศไทย และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) ก็จะมีการจัดกิจกรรมเฉลิมฉลองขึ้นเป็นประจำทุกปีอย่างยิ่งใหญ่   ดังนั้น  จึงขอเชิญทุกท่านเยี่ยมชมงานเทศกาลโคนมแห่งชาติประจำปี 2559

ดร.ณรงค์ฤทธิ์   กล่าวต่อด้วยว่า   ปัจจุบันอุตสาหกรรมนมไทยได้ก้าวหน้าไปมาก   ในส่วนของ อ.ส.ค.ได้มีนโยบายยกระดับความสามารถของบุคลากรเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันอย่างต่อเนื่อง   โดยมุ่งพัฒนาศักยภาพบุคลากรทุกระดับตั้งแต่ระดับผู้บริหารและพนักงานให้มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับกลยุทธ์การสร้างแบรนด์ (Brand) และการสื่อสารแบรนด์ให้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น เพื่อให้สามารถสร้างแบรนด์นมไทย-เดนมาร์คให้เป็นที่ยอมรับและครองใจผู้บริโภคอย่างยั่งยืน

ล่าสุด อ.ส.ค.ได้ระดมทีมจัดทำแผนการตลาดและการขายปี   59   มุ่งขยายตลาดและเพิ่มยอดขายนมไทย-เดนมาร์คสูงขึ้นทั้งภายในและต่างประเทศ    โดยเฉพาะตลาดใหม่อย่างประเทศพม่าซึ่งกำลังไปได้สวยและได้รับการตอบรับดี พร้อมวางแผนขยายตลาดในเวียดนาม และมาเลเซีย   โดยตั้งเป้ายอดขายรวมอยู่ที่ 8,482 ล้านบาท ขณะเดียวกันยังได้วางแผนยุทธศาสตร์พัฒนาแบรนด์ ปี 2560-2564 เพื่อผลักดันให้แบรนด์นมไทย-เดนมาร์คเป็นแบรนด์นมแห่งชาติให้ได้ภายใน 6 ปีข้างหน้าอีกด้วย

“ตลอดระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมา ยอดขายกลุ่มสินค้านมของ อ.ส.ค.เติบโตอย่างต่อเนื่อง    ซึ่งในปี2558 นี้ ยอดขายก็เป็นไปตามเป้าที่วางไว้ 7,900 ล้านบาท โดยอัตราการเติบโตของตลาดในประเทศอยู่ที่ 10 % ส่วนยอดขายในต่างประเทศโตขึ้น ประมาณ 20 % ซึ่งมีบางประเทศที่โตขึ้นเกือบ 30 % มีตลาดส่งออกหลัก คือ ประเทศกัมพูชา และ สปป.ลาว    อย่างไรก็ตาม การที่ อ.ส.ค.ได้เร่งพัฒนาบุคลากรและระดมทีมตลาดและฝ่ายขายร่วมพัฒนากลยุทธ์การสร้างแบรนด์     คาดว่าจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันให้กับ อ.ส.ค. สามารถชิงส่วนแบ่งและครองตลาดนมพร้อมดื่มในประเทศได้เพิ่มมากขึ้น   พร้อมก้าวสู่การเป็นผู้นำตลาดนมพร้อมดื่มของประเทศในอนาคตอันใกล้นี้” ดร.ณรงค์ฤทธิ์  กล่าว

มองหน้า..เหลียวหลัง1เดือนรุกและรับอย่างไรในเออีซี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160201/221594.html

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันจันทร์ที่ 1 กุมภาพันธ์ 2559
มองหน้า..เหลียวหลัง1เดือนรุกและรับอย่างไรในเออีซี

มองหน้า..เหลียวหลัง1เดือนรุกและรับอย่างไรในเออีซี : ดลมนัส กาเจ

           ล่วงเลยไปแล้ว 1 เดือนเต็มๆ สำหรับการรวมตัวของกลุ่มประเทศในอาเซียนเป็นหนึ่งเดียว ภายใต้กรอบประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือเออีซี เมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2558 แม้ในส่วนของประชาชนทั่วไปยังรู้สึกเฉยๆ กับการรวมตัวในครั้งนี้ แต่ภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมมีการเตรียมตัวและมองช่องทางที่จะขยายกิจการไปยังประเทศต่างๆ ในกลุ่มเดียวกัน แต่กระนั้นในบางครั้งยังขาดข้อมูลในหลายๆ ด้านที่ยังเป็นอุปสรรคกันอยู่

ล่าสุด สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ ได้เวทีสัมมนา “การเกษตรทันสมัยเพื่อความยั่งยืนในสังคม AEC” ณ อาคาร ซีพีออล อคาเดมี่ เพื่อสะท้อนให้เห็นในมุมต่างๆ ก่อนที่จะตัดสินใจจากวิทยากรที่มีคุณวุฒิและความรู้ในด้านเออีซี โดยเฉพาะเรื่อง “รุกและรับอย่างไรใน AEC”

รศ.ดร.สมภพ มานะรังสรรค์ อธิการบดีสถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ ได้สะท้อนในมุมมองว่า เออีซีหมายถึงการเคลื่อนย้ายเสรีใน 5 เรื่องคือ 1.นำเข้าเสรี : นำเข้าส่งออกเสรีเกือบหมด นั้นคือตลาดจะขยายจาก 60 ล้านคนในประเทศไทย เพิ่มเป็น 600 ล้านคนทั่วอาเซียน 2.การเคลื่อนย้ายการลงทุนเสรี : สามารถลงทุนในประเทศเพื่อนบ้านโดยถือหุ้นได้ร้อยละ 70 3.การเคลื่อนย้ายงานบริการเสรี 4.การเคลื่อนย้ายเงินทุนเสรี : ธนาคารสามารถโอนเงินได้ทันที และ5.การเคลื่อนย้ายของแรงงานฝีมือ 8 อาชีพที่ (แพทย์ ทันตแพทย์ พยาบาล วิศวกร สถาปนิก นักบัญชี นักสำรวจและการท่องเที่ยว)

ในฐานะนักวิชาการได้มีการติดตามในเรื่องการเคลื่อนย้ายเสรีทั้ง 5 เรื่อง ที่เกี่ยวข้องกับการที่ประเทศไทยจะเป็นศูนย์กลาง (ฮับ) การเกษตรได้ เพราะการพัฒนาภาคการเกษตรของไทยมีการเปิดกว้างมาตั้งแต่แผนพัฒนาประเทศฉบับที่ 1 ซึ่งมุ่งเน้นการพัฒนา 3 ด้านคือ การขยายพื้นที่ทางการเกษตร, การกระจายชนิดของผลิตภัณฑ์ ซึ่งต่อไปแนวโน้มการขับเคลื่อนของเออีซีจะผลักดันให้เกิดการโตของเมือง ซึ่งจะไม่โตเฉพาะกรุงเทพฯ แต่จะโตขยายไปจนถึงชายแดนด้วย

ด้าน นสพ.ชัย วัชรงค์ นักวิชาการอิสระ แนะว่า อยากเชิญชวนให้มองศักยภาพของสินค้าเกษตรของไทยก่อน เพราะถ้าศักยภาพของไทยสูงจะรุกหรือรับก็ดีหมด แต่ถ้าศักยภาพการเกษตรของไทยต่ำจะรุกก็ลำบาก จะตั้งรับก็มีรูรั่วมาก จะเห็นได้จากประเทศไทยมีประชากร 67 ล้านคน เรามีแรงงานภาคการเกษตรราว 19-20 ล้านคน รองจากอินโดนีเซียซึ่งมีประชากรกว่า 200 ล้านคน เป็นแรงงานเกษตรประมาณ 47 ล้านคน ส่วนเวียดนามมีแรงงานภาคเกษตรราว 19 ล้านคน แต่ถ้าแยกพื้นที่การเกษตรในอาเซียนทั้งหมดมีกว่า 820 ล้านไร่ ไทยมีพื้นที่การเกษตร 138 ล้านไร่ รองจากประเทศอินโดนีเซียมีพื้นที่การเกษตรทั้งหมด 360 ล้านไร่ ตามด้วยเมียนมาร์มีพื้นที่การเกษตรเพียง 78 ล้านไร่ ฟิลิปปินส์มีเพียง 78 ล้านไร่ เวียดนาม 68 ล้านไร่ และมาเลเซีย 49 ล้านไร่

กระนั้นเมื่อเทียบรายได้ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ หรือจีดีพี ภาคการเกษตรของไทยกับประเทศเพื่อนบ้านกลับพบว่า ในพื้นที่ 1 ไร่ต่อปี มาเลเซียเป็นอันดับ 1 ทำรายได้ไร่ละ 2.2 หมื่นบาท เวียดนามอันดับ 2 ทำได้ 1.8 หมื่นบาท ตามด้วยฟิลิปปินส์ ทำได้ 1.5 หมื่นบาท อินโดนีเซียทำได้ 1.2 หมื่นบาท ขณะที่ประเทศไทยทำได้เพียง 1.1 หมื่นบาท เมื่อหักต้นทุนแล้วไทยมีกำไรไร่ละ 1,000-2,000 บาท ถือว่ารายน้อยมาก

ฉะนั้นไทยต้องปรับโครงสร้างการผลิตคือการตั้งรับต้องตั้งรับอย่างมีประสิทธิภาพ แต่ถ้าจะรุก ต้องรุกอย่างมียุทธศาสตร์ เพราะตลาดอาเซียนจะรุกแบบหน้ากระดานไม่ได้ แต่ควรรุกแบบมีเป้าหมาย อาทิ กัมพูชา ลาว เมียนมาร์ เวียดนาม โดยเฉพาะสินค้าด้านปศุสัตว์ที่ไทยมีประสิทธิภาพการผลิตดีที่สุด

ขณะที่ นายไกรสิน วงศ์สุรไกล กรรมการบริหารสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย มองว่า สมาชิกในเออีซีทั้ง 10 ประเทศเป็นทั้งประเทศคู่ค้า และคู่แข่ง ในฐานะผู้ประกอบการไทยต้องยอมรับว่า การหาวัตถุดิบภายในประเทศเป็นเรื่องยาก และมีราคาค่อนข้างแพง ผู้ประกอบการส่วนใหญ่จึงต้องมอง 2 ด้านคือ ที่ไหนมีวัตถุดิบ และที่ไหนมีตลาด แต่การจะเข้าไปหาวัตถุดิบ หรือตลาดในประเทศสมาชิกอีกทั้ง 9 ประเทศ ต้องมองว่าในประเทศนั้นมีจุดแข็งเรื่องไหน มีเจ้าถิ่นหรือไม่ มีสินค้าแบบเดียวกับเราหรือไม่เปล่า ไทยมีกรอบของเขตการค้าเสรี หรืออาฟต้า กับประเทศไหนบ้าง ที่จะสามารถเข้าไปหาโอกาสทางการค้าและการลงทุนได้

“เราต้องมองว่า เออีซี ทำให้เกิดการเคลื่อนไหวทางการค้าและบริการจริงขนาดไหน และภาษีที่เปลี่ยนเป็น 0% จริงหรือไม่ เช่น การส่งสินค้าเข้าประเทศมาเลเซีย ด่านศุลกากรทางมาเลเซียเก็บตามอัตราองค์การการค้าโลก (ดับเบิลยูทีโอ) เนื่องจากขาดหลักฐาน เพราะความเป็นจริงภาษี 0% ไม่ได้เป็นอัตโนมัติ แต่จะต้องไปดำเนินการขอรับสิทธิที่กรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ หรือใบรับรองแหล่งสินค้าอาเซียน จึงจะได้ 0% จะเห็นได้ว่า “การเข้าสู่เออีซี เมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2558 เป็นช่วงเศรษฐกิจขาลง ซึ่งมีอุปสรรคและปัญหามากมาย เราจึงควรที่จะวิเคราะห์อย่างละเอียดแยกเป็นประเทศอาเซียนที่มีชายแดนติดกัน และมีความใกล้เคียงกันมากกว่า” นายไกรสิน กล่าว

หากจะประเมินข้อมูลจากผู้ทรงคุณวุฒิจะเห็นได้ว่า การรวมตัวเป็นเออีซี ใครก็ตามที่คิดจะทำการค้าการลงทุนในประเทศกลุ่มเดียวกันไม่ใช่เรื่องง่ายอย่างที่คิด หากแต่ต้องเรียนรู้อีกในหลายๆ เรื่องจึงจะทำได้ โดยเฉพาะเรื่องภาษี 0% เป็นต้น
เกษตรทันสมัยมุมมอง “ศุภชัย เจียรวนนท์”

อีกครั้งที่ “ศุภชัย เจียรวนนท์” รองประธานกรรมการ เครือเจริญโภคภัณฑ์ / กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานคณะผู้บริหาร บริษัททรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ออกมาแสดงทัศนะในการพัฒนาด้านการเกษตรบนเวทีสัมมนา เรื่อง “การเกษตรทันสมัยเพื่อความยั่งยืนในสังคม เออีซี” ในหัวข้อ “การเกษตรทันสมัย และความรับผิดชอบต่อสังคม” สรุปได้ว่าการเกษตรสมัยใหม่ต้องรับผิดชอบต่อสังคม

“คำจำกัดความคำว่า ความยั่งยืน คือการพัฒนาความเป็นอยู่ ระบบเศรษฐกิจ ความมั่นคงชีวิต การพัฒนามิติทางสังคม คุณค่าทางสังคม ความปลอดภัย การอยู่ร่วมกันอย่างมีสันติสุข และสิ่งแวดล้อม เพราะสิ่งแวดล้อมกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่เปลี่ยนแปลงหลายๆ อย่าง และกระทบด้านการเกษตรมากด้วย ที่เรารู้จักกันดีก็คือภาวะโลกร้อน สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องกับทุกบริษัทในโลก เครือเจริญโภคภัณฑ์ โดยเฉพาะเครือเจริญโภคภัณฑ์อาหาร หรือซีพีเอฟ มีการพัฒนาการเลี้ยงหมูเลี้ยงไก่ให้เป็นไปตามเงื่อนไขของการปฏิบัติที่ดี แต่ก็ยังมีหลายเรื่องที่เราต้องพัฒนาอย่างต่อเนื่อง การเกษตรของบ้านเราก็จะต้องมีการปรับเปลี่ยนตามความต้องการของตลาดโลก ที่ต้องการสินค้าที่มีที่มาที่ไป ปลอดภัยและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม” ศุภชัย กล่าว

อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมามีการศึกษาพบว่าปัญหาการเหลื่อมล้ำในประเทศไทยส่วนใหญ่เกิดจากภาคเกษตรกับภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะเกษตรกรมีรายได้ที่ต่ำ และคิดว่าเป็นแรงงาน ทั้งที่ความจริงคือธุรกิจขนาดเล็กสุด หรือธุรกิจครอบครัว แต่กลับต้องเผชิญกับความเสี่ยงทั้งภัยแล้ง น้ำท่วม โรคระบาด และสารพัดปัญหา อีกทั้งทุกครั้งที่จะเพาะปลูกก็ต้องลงทุนตั้งแต่การเตรียมแปลง ค่าเมล็ดพันธุ์ ปุ๋ย สารกำจัดศัตรูพืช ซึ่งเป็นการลงทุนที่ต้องทำทุกๆ ครั้งการของการผลิต คำถามคือ ธุรกิจครอบครัวขนาดเล็กจะทำอย่างไรกับภาวะที่ผลผลิตล้นตลาด หรือกรณีเมื่อเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือเออีซีแล้ว สินค้าเกษตรสามารถถ่ายเทระหว่างประเทศสมาชิกได้ง่าย เกษตรกรรายย่อยจะทำอย่างไร ซึ่งภาวะแบบนี้บริษัทขนาดใหญ่ยังพอที่จะปรับตัวได้

ปัจจุบันภาคการเกษตรกรไทยขาด 3 เรื่อง คือ องค์ความรู้ เทคโนโลยีต่างๆ ขาดการบริหารจัดการและขาดความเข้าใจตลาดรวมถึงและการสร้างแบรนด์เป็นของตัวเอง ทำให้ประเทศไทยมีกว่า 200 อำเภอที่รายได้ประชากรอยู่ในเกณฑ์ต่ำ หรือมีฐานะยากจน ส่วนใหญ่อยู่ที่ภาคเหนือและภาคอีสาน ที่ยังขาดในเรื่องของสิทธิ์ในที่ทำกิน จึงเกิดปัญหาการบุกรุกป่า ถือเป็นปัญหาระดับโลก เพราะความไม่ชัดเจนว่าควรทำกินในพื้นไหน จึงกลายเป็นเรื่องของการต่อรอง ภาครัฐจะเข้าไปใช้กฎหมายก็อาจกลายเป็นรังแกชาวบ้านที่ยากจน ขณะที่ชาวบ้านก็ต้องการความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น และอยากส่งให้ลูกเรียนสูงๆ จึงกู้เงิน กลายเป็นว่าการกู้เงินในภาคเกษตรเป็นส่วนหนึ่งของรายได้ในชีวิตประจำวัน

ดังนั้นจะเห็นว่าปัญหาของเกษตรกรมีหลายมิติ ฟังดูแล้วเหมือนจะหมดความหวัง แต่ความจริงแล้วมีวิธี ซึ่งในต่างประเทศนำมาแก้ไขปัญหาเหล่านี้จนทำให้ปัญหาลดลงและแม้จำนวนเกษตรกรจะลดลงเหลือเพียงไม่กี่เปอร์เซ็นต์ก็มีความเข้มแข้งได้ โดยในส่วนของยุโรปซึ่งประเทศไทยใช้เป็นแบบอย่างในการพัฒนานั้น ใช้เรื่องของระบบสหกรณ์มาแก้ไขปัญหา 3 เรื่องหลักของเกษตรกรที่กล่าวมาคือ องค์ความรู้ การบริหารจัดการ และการตลาดเป็นต้น

ตาม มก.ตะลุยเมืองสังทอง สปป.ลาว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160131/221486.html

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันอาทิตย์ที่ 31 มกราคม 2559
ตาม มก.ตะลุยเมืองสังทอง สปป.ลาว

ท่องโลกเกษตร : ตาม มก.ตะลุยเมืองสังทอง สปป.ลาว ดูความก้าวหน้าพัฒนา ‘เกษตรยั่งยืน’ : โดย…สุรัตน์ อัตตะ

                      นโยบายรัฐบาล สปป.ลาว ที่ต้องการเนรมิตเมือง “สังทอง” เป็นเมืองเกษตรอินทรีย์เพื่อผลิตอาหารป้อนประชากรในนครหลวงเวียงจันทน์ได้ก้าวหน้ามาอีกขั้นหลังสภาหอการค้าและอุตสาหกรรมแห่งชาติลาวลงนามบันทึกความร่วมมือทางวิชาการกับมหาวิทยาเกษตรศาสตร์ ประเทศไทย เมื่อปี 2557 จากนั้นได้คัดเลือกเกษตรกรตัวแบบของเมืองสังทองจำนวน 9 รายมาฝึกอบรมกระบวนการผลิตการเกษตรครบวงจร ณ วิทยาเขตกำแพงแสน เมื่อปีที่แล้วก่อนกลับไปเป็นเกษตรกรแกนนำ เพื่อขยายผลสู่เกษตรกรในพื้นที่ต่อไป
                      “ท่องโลกเกษตร” อาทิตย์นี้ข้ามฝั่งไปยัง สปป.ลาว ตามคณะผู้บริหารมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์กว่า 20 ชีวิต นำโดยนายกสภามหาวิทยาลัย “รศ.ดร.วิโรจ อิ่มพิทักษ์” เพื่อดูความก้าวหน้าการพัฒนาเมืองสังทองที่สภาหอการค้าและอุตสาหกรรมแห่งชาติลาวร่วมกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ถ่ายทอดเทคโนโลยีด้านการเกษตรและองค์ความรู้สู่เกษตรกรในพื้นที่ ภายใต้รูปแบบ “สังทองโมเดล” และการลงนามความร่วมมือ (เอ็มโอยู) ระหว่างสถานีวิทยุ มก. และวิทยุกระจายเสียงแห่งชาติลาวในการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารด้านการเกษตรสู่พี่น้องเกษตรกรชาวลาวด้วย
                      “สะบายดี” คำกล่าวต้อนรับของ ดาววอน พะจันทะวง รองประธานสภาหอการค้าและอุตสาหกรรมแห่งชาติ สปป.ลาว แก่คณะผู้บริหารมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ทันที่ที่เดินทางไปถึงยังสำนักงานสภาหอการค้า ซึ่งตั้งอยู่ใจกลางนครหลวงเวียงจันทน์ จากนั้นแต่ละฝ่ายกล่าวถึงวัตถุประสงค์ในการประชุมร่วมกันในครั้งนี้
                      โดย รศ.ดร.วิโรจ ชี้แจงว่าการเดินทางมาครั้งนี้เพื่อเยี่ยมเยียนและติดตามงานความร่วมมือกับทางสภาหอการค้าตามที่ได้ลงนามความร่วมมือเมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2514 ในการจัดตั้งศูนย์เรียนรู้และศูนย์สื่อของสำนักส่งเสริมและฝึกอบรม มก.ที่เมืองสังทองและการได้นำเกษตรกรแกนนำจำนวน 9 รายมาฝึกอบรมที่ ม.เกษตรฯ กำแพงแสน เป็นระเวลาเวลา 4 เดือน รวมทั้งมาแสวงหาความร่วมมือในการแลกเปลี่ยนรายการทางด้านการเกษตรระหว่างสถานีวิทยุ มก.และวิทยุกระจายเสียงแห่งชาติลาวในการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารด้านการเกษตรสู่พี่น้องเกษตรกรชาวลาว โดยการพัฒนาบุคลากรด้านการผลิตรายการและด้านเทคนิคร่วมกัน พร้อมทั้งแสดงความยินดีในโอกาสเข้ารับตำแหน่งของรองประธานสภาหอการค้าคนใหม่ ดาววอน พะจันทะวง ด้วย
                      “สิ่งที่ มก.กับสภาหอการค้าต้องพัฒนาร่วมกัน 3 อย่างคือ 1.พัฒนาสังคมอย่างเป็นระบบ การถ่ายทอดเทคโนโลยีองค์ความรู้ไปสู่ชุมชน 2.การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ เช่นการฝึกอบรมเกษตรกรแกนนำ การให้ทุนนักศึกษาเรียนต่อในระดับปริญญาโทและเอก และ 3.การจัดตั้งศูนย์ยุทธศาสตร์เออีซี ระหว่างสภาหอการค้ากับ มก.ที่เน้นการเกษตร อาหาร ดิน ป่าไม้ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม” รศ.ดร.วิโรจ กล่าวชี้แจงในที่ประชุม
                      จากนั้นในช่วงบ่ายคณะทั้งหมดจึงได้เดินทางสู่เมืองสังทอง ห่างจากนครหลวงเวียงจันทน์ไปทางทิศตะวันตกประมาณ 60 กิโลเมตร ตั้งอยู่ริมแม่น้ำโขงฝั่งตรงข้ามกับ อ.สังคม จ.หนองคาย เพื่อติดตามความก้าวหน้าในการดำเนินงาน โดยใช้เวลาเดินทางประมาณ 45 นาทีและทันทีที่เดินทางไปถึงที่ว่าการเมืองสังทอง รับฟังบรรยายสรุปสภาพพื้นที่ของเมือง อาชีพ รายได้ของประชาชน ตลอดจนนโยบายรัฐบาลในการพัฒนาจาก บัวคำ ศรีสงคราม รองเจ้าเมืองสังทอง
                      บัวคำให้ข้อมูลว่าสังทองถูกจัดให้เป็นเมืองยากจนที่สุดในแขวงนครหลวงเวียงจันทน์ แต่มีภูมิอากาศและสภาพพื้นที่เหมาะสมกับการประกอบอาชีพการเกษตรสูงมาก เป็นเมืองที่มีศักยภาพแต่ยังขาดการบริหารจัดการที่ดี ส่วนเส้นทางคมนาคมจากนครหลวงเวียงจันทน์มายังเมืองสังทองก็มีความสะดวก โดยรัฐบาลไทยสมัยนายชวน หลีกภัย เป็นนายกรัฐมนตรีได้ให้ความช่วยเหลือในการสร้างถนนลาดยางตลอดเส้นทางจากนครหลวงเวียงจันทน์มายังเมืองสังทองและมีทำเลที่ตั้งริมฝั่งแม่น้ำโขงตรงข้ามกับ อ.สังคม จ.หนองคาย มีจัดผ่านแดนชั่วคราวที่มีการเปิดให้ทำมาค้าขายของประชาชนทั้งสองฝั่งมาอย่างยาวนานด้วย
                      ขณะที่ สมเด็ด บุบผาคำ เกษตรอำเภอเมืองสังทอง ระบุว่า ชาวเมืองสังทองส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม ได้แก่ทำไร่ ทำนา ปลูกพืช เลี้ยงสัตว์ ปลูกไม้ผล ชาวบ้านยังคงมีวิถีชีวิตแบบดั้งเดิม เช่น ใช้ควายไถนา ใช้ปุ๋ยที่ผลิตเองจากมูลโค กระบือที่เลี้ยงไว้  ผลผลิตที่ได้จะบริโภคในครัวเรือน บางส่วนก็นำมาจำหน่ายในตลาดชุมชนและชาวบ้านส่วนใหญ่มีฐานะยากจน
                      “เมืองสังทองมีลำน้ำไหลผ่านสองสายคือลำน้ำสังและลำน้ำตอน ทั้งสองก็จะไหลลงสู่แม่น้ำโขง พอหน้าแล้งน้ำจะแห้งขอดทำให้มีปัญหามากในช่วงนี้” สมเด็ดเผยข้อมูล จากนั้นลงสำรวจสถานที่ก่อสร้างศูนย์เรียนรู้และถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตร โดยจุดแรกตั้งอยู่ด้านหลังที่ว่าการเมืองสังทองและจุดต่อมาตั้งอยู่ริมถนนเมืองสังทอง-นครหลวงเวียงจันทน์ ห่างจากที่ว่าการเมืองสังทองประมาณ 5 กิโลเมตร ก่อนจบภารกิจในวันแรก
                      วันต่อมาคณะผู้บริหาร มก.เดินทางไปยังที่ทำการวิทยุกระจายเสียงแห่งชาติลาวเพื่อแสวงหาความร่วมมือ (เอ็มโอยู) ระหว่างสถานีวิทยุ มก.กับวิทยุกระจายเสียงแห่งชาติ สปป.ลาว โดยมี สีพา นงนาลาด อธิบดีวิทยุแห่งชาติ สปป.ลาว และคณะต้อนรับ โดย ผศ.อนุพร สุวรรณวาจกกสิกิจ ผอ.สถานีวิทยุ มก. กล่าวถึงวัตถุประสงค์ในการเยี่ยมเยือนครั้งนี้เพื่อแลกเปลี่ยนรายการทางการเกษตรเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตเกษตรกรชาวลาวและร่วมมือในการพัฒนาบุคลากรด้านการผลิตรายการและด้านเทคนิค พร้อมทั้งจัดทำหลักสูตรฝึกอบรมร่วมกัน โดยใช้เครือข่ายวิทยุ มก.เป็นศูนย์กลางในการประชาสัมพันธ์กิจกรรม ในฐานะที่ สปป.ลาว เป็นประธานอาเซียนในปีนี้ด้วย
                      นับเป็นอีกก้าวของความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์และสภาหอการค้าและอุตสาหกรรมแห่งชาติ สปป.ลาว ในการพัฒนาและถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการเกษตรร่วมกันเพื่อความผาสุกอย่างยั่งยืนของพี่น้องเกษตรกรทั้งสองแผ่นดิน
—————————
(ท่องโลกเกษตร : ตาม มก.ตะลุยเมืองสังทอง สปป.ลาว ดูความก้าวหน้าพัฒนา ‘เกษตรยั่งยืน’ : โดย…สุรัตน์ อัตตะ)

กระจกสีผสานศิลปะพ่นทราย งานสร้างรายได้คน ‘ควนโนรี’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160129/221373.html

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันศุกร์ที่ 29 มกราคม 2559
กระจกสีผสานศิลปะพ่นทราย งานสร้างรายได้คน 'ควนโนรี'

ทำมาหากิน : กระจกสีผสานศิลปะพ่นทราย งานสร้างรายได้คน ‘ควนโนรี’ : โดย…พรนภา สวัสดี

                      วัสดุจากแถบยุโรป มาผสมผสานเป็นลวดลายวัฒนธรรมของประเทศไทย ด้วยฝีมือจากกลุ่มอาชีพงานกระจกสีและงานพ่นทรายบ้านควนโนรี ต.ควนโนรี อ.โคกโพธิ์ จ.ปัตตานี นำโดยเพ็ญพิมล แก้วแกมเพชร ประธานกลุ่มมาร่วมสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณค่าในจังหวัดบ้านเกิด
                      เพ็ญพิมล แก้วแกมเพชร ประธานกลุ่มอาชีพงานกระจกสีและงานพ่นทรายบ้านควนโนรี วัย 46 ปี ย้อนอดีตเมื่อหลายปีก่อนใน จ.ปัตตานี ไม่มีงานประเภทนี้ เมื่อได้รับโอกาสเข้าไปศึกษาเรียนรู้อาชีพที่ศูนย์ศิลปาชีพบางไทร ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ จ.พระนครศรีอยุธยา จึงนำความรู้ที่ได้กลับมาสร้างงานในพื้นที่บ้านเกิด โดยเริ่มจากทำเป็นงานแบบเล็กๆ เพียงคนเดียวกว่า 3 ปี เนื่องจากไม่มีคนรู้จักงานประเภทนี้ ด้วยอยากจะหาโอกาส หารายได้ให้เด็ก เยาวชน และคนในชุมชนที่สนใจ จึงพัฒนามาเป็นกลุ่มอาชีพ ทำให้ได้ศึกษาเรียนรู้วิธีการทำอย่างจริงจังจนสามารถนำมาพัฒนาสร้างรายได้ให้ตัวเองและครอบครัว ภายใต้สัญลักษณ์รูปมือที่รองรับดอกบัว จึงเป็นสิ่งที่แทนความหมายของความรู้สึกได้เป็นอย่างดี
                      “งานกระจกสี ศิลปะสมัยโกธิค รุ่งเรืองในแถบยุโรป เป็นงานที่บอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับศาสนาคริสต์ ซึ่งส่วนมากจะเห็นอยู่ในโบสถ์ เครื่องมือ และวัสดุมีราคาค่อนข้างสูง มีน้อยคนที่จะรู้จักวิธีการทำ” เพ็ญพิมล แจงพร้อมบอกว่า
                      กระจกสีเป็นวัสดุสำคัญของงานนั้น สั่งมาจากร้านค้าในกรุงเทพฯ ที่นำเข้ามาจากยุโรป เป็นร้านเดียวกันกับที่ศูนย์ศิลปาชีพบางไทรนำมาใช้ ที่มีคุณภาพและไว้ใจได้ เพราะได้รับคำแนะนำมาจากอาจารย์ที่เป็นผู้สอนอาชีพให้ตอนที่ศึกษาอยู่ที่นั่น
                      “ทุกครั้งที่มีปัญหา หรือต้องการความช่วยเหลือ มีอาจารย์คนนี้ที่คอยให้คำปรึกษา ให้การช่วยเหลือตลอด จึงมั่นใจว่าทุกอย่างที่ได้รับจากคำแนะนำ มีคุณภาพและดีที่สุดแน่นอน”
                      ปัจจุบันนำงานกระจกสีมาสร้างเป็นผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับวัฒนธรรมของประเทศไทย ใช้ตัวกระจกของแถบยุโรป แต่นำมาผลิตเป็นลวดลายที่แสดงถึงวัฒนธรรมในแต่ละพื้นที่ของประเทศไทย อาทิ แก้วน้ำ ที่มีการใส่ลวดลายของนกพิราบคาบกิ่งมะกอก ซึ่งบ่งบอกถึงสันติภาพของชายแดนใต้
                      เพ็ญพิมล ระบุอีกว่า กลุ่มเป้าหมายของผลิตภัณฑ์ไม่ได้เน้นเฉพาะเพียงคนกลุ่มใดเป็นหลัก แต่ต้องการให้คนที่มีรายได้ในทุกระดับสามารถซื้อได้ มีชิ้นงานหลากหลายแบบ ราคาอยู่ในระดับที่เหมาะสม ตั้งแต่ 50 บาทไปจนถึงหลักหมื่น แล้วแต่รูปแบบ การใส่สีและรายละเอียดของลวดลายที่ใส่ลงบนชิ้นงาน ตอนนี้ที่มีราคาสูงที่สุดเป็นงานโคมไฟภาพประดับพ่นทรายและภาพประดับพ่นทรายรูปสัตว์มงคล ราคาอยู่ที่หลักหมื่น
                      ส่วนงานโคมไฟภาพประดับพ่นทราย เป็นงานที่ใช้ไอเดีย สร้างสรรค์ภาพ ลงบนงานกระจกธรรมดา อาทิ งานกระจกเงา กระจกใส กระจกใสเขียว และกระจกสีชา ที่นำมาใส่ลวดลายเข้าไป เป็นการเพิ่มมูลค่า ทำให้งานมีรูปแบบที่หลากหลายมากขึ้น
                      “ตอนนี้การวางจำหน่ายผลิตภัณฑ์อยู่ในรูปแบบของการออกบูธตามงานต่างๆ ทั้งในชุมชน จังหวัดและต่างจังหวัด ถือได้ว่างานเสน่ห์ปัตตานีครั้งนี้เป็นงานใหญ่ที่สุดที่นำผลิตภัณฑ์มาจำหน่ายให้เป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้น ซึ่งได้รับโอกาสจากพาณิชย์จังหวัด” ประธานกลุ่มแจง
                      พร้อมยอมรับว่า ผลิตภัณฑ์เพิ่งได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นสินค้าโอท็อป แม้ยังไม่ได้มีการคัดสรรดาว แต่มีการจดทะเบียนเป็นมาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน (มผช.) กับอุตสาหกรรมจังหวัด ซึ่งการจดทะเบียนเป็นการรองรับว่าผลิตภัณฑ์ผ่านมาตรฐานตามที่หน่วยงานกำหนด ด้วยกำลังผลิตที่ยังไม่เพียงพอ ทำให้ผลิตภัณฑ์ยังไม่มีการวางจำหน่ายในต่างประเทศ แต่มั่นใจว่าในอนาคตจะมีการส่งออกยังต่างประเทศแน่นอน โดยผู้ประกอบการคนไทยที่เปิดกิจการอยู่ในประเทศมาเลเซีย
                      สนใจผลิตภัณฑ์หรือรายละเอียดวิธีการทำติดต่อกลุ่มอาชีพงานกระจกสีและงานพ่นทราย ควนโนรี ต.ควนโนรี อ.โคกโพธิ์ จ.ปัตตานี โทร.08-9736-2543, 09-3719-4851 ได้ทุกวัน
—————–
(ทำมาหากิน : กระจกสีผสานศิลปะพ่นทราย งานสร้างรายได้คน ‘ควนโนรี’ : โดย…พรนภา สวัสดี)

ฟิลิปปินส์ผู้นำเข้าข้าวรายใหญ่ในอาเซียน (1)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160129/221372.html

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันศุกร์ที่ 29 มกราคม 2559
ฟิลิปปินส์ผู้นำเข้าข้าวรายใหญ่ในอาเซียน (1)

ทำกินถิ่นอาเซียน : ฟิลิปปินส์ผู้นำเข้าข้าวรายใหญ่ในอาเซียน (1) : โดย … รศ.สมพร อิศวิลานนท์

                      ข้าวเป็นพืชอาหารจานหลักของประชากรฟิลิปปินส์มาอย่างยาวนาน การที่ฟิลิปปินส์มีภูมิประเทศส่วนใหญ่ประกอบด้วยหมู่เกาะต่างๆ ไม่น้อยกว่า 7,000 เกาะในมหาสมุทรปาซิฟิก ทำให้ฟิลิปปินส์มีพื้นที่ราบลุ่มสำหรับการเพาะปลูกข้าวจำกัดและผลิตข้าวได้ไม่เพียงพอกับความต้องการภายในประเทศ
                      ในภาพรวมแล้วฟิลิปปินส์มีพื้นที่เพาะปลูกข้าวประมาณ 30 ล้านไร่ ในจำนวนนี้อยู่ในเกาะลูซอนประมาณครึ่งหนึ่งของพื้นที่เพาะปลูกข้าวทั้งหมด ในปี 2557 มีผลผลิตข้าวโดยรวมประมาณ 11.86 ล้านตันข้าวสาร (ประมาณ 18 ล้านตันข้าวเปลือก) ในด้านการบริโภคฟิลิปปินส์มีความต้องการข้าวเพื่อการบริโภคภายในประเทศประมาณ 12.5 ล้านตันข้าวสาร อย่างไรก็ตามในช่วงจากปี 2553-2557 ฟิลิปปินส์มีการนำเข้าข้าวเฉลี่ยปีละประมาณ 1.58 ล้านตันข้าวสาร
                      การนำเข้าข้าวของฟิลิปปินส์เพื่อเพิ่มอุปทานให้เพียงพอกับอุปสงค์ภายในประเทศมาอย่างต่อเนื่องเกือบทุกปีนับตั้งแต่ปี 2503 เป็นต้นมา ด้านหนึ่งเป็นเพราะการมีพื้นที่เพาะปลูกข้าวจำกัดและต้องเผชิญกับภัยธรรมชาติค่อนข้างสูงเกือบทุกปี ในอีกด้านหนึ่งเป็นเพราะฟิลิปปินส์มีประชากรเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจาก 32.25 ล้านคนในปี 2517 เป็น 102.16 ล้านคนในปี 2557 หรือเพิ่มขึ้นกว่า 3 เท่าตัว ในช่วงครึ่งศตวรรษที่ผ่านมาทำให้สถานการณ์การผลิตพืชอาหารจานหลักโดยเฉพาะข้าวของฟิลิปปินส์ตามไม่ทันกับการเพิ่มขึ้นของประชากร
                      การค้นพบข้าวพันธุ์ IR8 หรือข้าวพันธุ์มหัศจรรย์ในปลายทศวรรษ 2500 ซึ่งเป็นข้าวพันธุ์ไม่ไวต่อช่วงแสง สามารถปลูกได้ทุกฤดูกาล ตอบสนองต่อปุ๋ยเคมีได้ดีหากมีการเพาะปลูกในพื้นที่ชลประทาน ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในระบบการเพาะปลูกข้าวของฟิลิปปินส์ตามมา โดยประธานาธิบดี เฟอร์ดินัน มาร์กอส ในขณะนั้นได้ให้การสนับสนุนอย่างสำคัญในการส่งเสริมข้าวพันธุ์ใหม่ดังกล่าวให้แพร่กระจาย เนื่องจากต้องการให้ฟิลิปปินส์สามารถพึ่งพิงตนเองเรื่องข้าวได้อย่างสมบูรณ์
                      ทั้งนี้ได้จัดให้เกษตรกรได้รับการสนับสนุนเทคโนโลยีสมัยใหม่ อาทิ พันธุ์ข้าว สินเชื่อเพื่อจัดหาปัจจัยการผลิต ปุ๋ยเคมีในราคาอุดหนุน พร้อมๆ กับการยกระดับราคาข้าวเปลือกที่รัฐรับซื้อ
                      นโยบายดังกล่าวเป็นปัจจัยสนับสนุนให้ผลผลิตข้าวในฟิลิปปินส์ขยายตัวเพิ่มขึ้นไปพร้อมๆ กับการเพิ่มขึ้นของผลผลิตต่อไร่ ผลผลิตข้าวเปลือกได้เพิ่มจาก 355 กก.ต่อไร่ เฉลี่ยในช่วงปี 2519-2523 มาเป็น 509 กก.ต่อไร่ เฉลี่ยในช่วงปี 2539-2543 และปรับตัวเพิ่มขึ้นเป็น 645 กก.ต่อไร่เฉลี่ยช่วงปี 2553-2557
                      ขณะที่ผลผลิตข้าวของฟิลิปปินส์ได้เพิ่มขึ้นจากเฉลี่ยปีละ 7.27 ล้านตันข้าวสาร (ประมาณ 12.2 ล้านตันข้าวเปลือก) ในช่วงปี 2529-2533 มาเป็น 11.35 ล้านตันข้าวสาร (17.46 ล้านตันข้าวเปลือก) ในช่วงปี 2553-2557 แต่กระนั้นการผลิตข้าวในฟิลิปปินส์ยังมีต้นทุนการผลิตค่อนข้างสูง
                      การปฏิรูปการผลิตข้าวของฟิลิปปินส์ในสมัยนั้น ได้เป็นผลให้ฟิลิปปินส์สามารถพึ่งพิงตนเองเรื่องข้าวได้อย่างสมบูรณ์ในช่วงเวลาสั้นๆ ของช่วงปี 2522-2524 และปี 2530 เท่านั้น แต่ด้วยประชากรที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว พื้นที่การเพาะปลูกมีจำกัด ทำให้การผลิตข้าวในฟิลิปปินส์ไม่เพียงพอต่อการบริโภคในเวลาต่อมาถึงปัจจุบัน (อ่านต่อวันศุกร์หน้า)
—————–
(ทำกินถิ่นอาเซียน : ฟิลิปปินส์ผู้นำเข้าข้าวรายใหญ่ในอาเซียน (1) : โดย … รศ.สมพร อิศวิลานนท์)

อสส.พัฒนาระบบข้อมูลชนิดพันธุ์สัตว์เชื่อมโยงสู่ระบบมาตรฐานโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160128/221424.html

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันพฤหัสบดีที่ 28 มกราคม 2559
อสส.พัฒนาระบบข้อมูลชนิดพันธุ์สัตว์เชื่อมโยงสู่ระบบมาตรฐานโลก

อสส.พัฒนาระบบข้อมูลชนิดพันธุ์สัตว์เชื่อมโยงสู่ระบบมาตรฐานโลก

             องค์การสวนสัตว์ จัดฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการการจัดการข้อมูลด้วยระบบสารสนเทศเพื่อเก็บรวบรวมข้อมูลทางด้านสัตว์ป่า ใช้ระบบข้อมูลชนิดพันธุ์นานาชาติ (International Species Information System : ISIS) และระบบการจัดการสารสนเทศสวนสัตว์ (Zoological Information Management Ststem : ZIMS) หวังบูรณาการเพื่อประโยชน์การบริหารจัดการด้านสัตว์ป่า

สำนักอนุรักษ์และวิจัย จัดประชุมเชิงปฏิบัติการ “Zoological Park Organization ZIMS Workshop” ให้แก่พนักงานทะเบียนสัตว์ ขององค์การสวนสัตว์  และคุ้มเสือแม่ริม (Tiger Kingdom) โดยมี Mr.Joshua Courteau ผู้เชี่ยวชาญจาก Member Relationship and Training ของ ISIS มาเป็นวิทยากร

ปัจจุบันสวนสัตว์ทั้ง 7 แห่งที่อยู่ภายใต้การดูแลขององค์การสวนสัตว์ ได้เข้าร่วมเป็นสมาชิก ISIS ครบทุกแห่ง (สวนสัตว์ดุสิต สวนสัตว์เปิดเขาเขียว สวนสัตว์เชียงใหม่ สวนสัตว์นครราชสีมา สวนสัตว์สงขลา        สวนสัตว์ขอนแก่น และ สวนสัตว์อุบลราชธานี) ซึ่งจะเชื่อมโยงความสำคัญในด้านการบริหารจัดการสัตว์ที่อยู่ในความดูแลของสวนสัตว์เป็นจำนวนมาก โดยสัตว์ป่าทุกตัวในสวนสัตว์จะต้องได้รับการจัดการข้อมูลด้วยระบบสารสนเทศ เพื่อเก็บรวบรวมข้อมูลทางด้านสัตว์ป่า โดยใช้ระบบข้อมูลชนิดพันธุ์นานาชาติ และ ระบบการจัดการสารสนเทศสวนสัตว์ เป็นการจัดระบบการเก็บข้อมูลการบันทึกการจัดการสัตว์และเชื่อมโยงเข้าระบบจัดการสารสนเทศของทั่วโลก เพื่อให้สวนสัตว์ทุกแห่งขององค์การสวนสัตว์มีระบบการจัดการข้อมูลตามข้อกำหนดของมาตรฐานสมาคมสวนสัตว์และสถานแสดงพันธุ์สัตว์น้ำโลก (WAZA)

นายสุเมธ กมลนรนาถ ผู้อำนวยการสำนักอนุรักษ์และวิจัย กล่าวว่า การจัดระบบสารสนเทศด้านสัตว์ป่าในสวนสัตว์ เป็นสิ่งสำคัญที่ทุกสวนสัตว์จะต้องมีการพัฒนาทั้งในด้านบุคลากร อุปกรณ์ ระบบ และวิธีการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องให้ได้มาตรฐานสากล รวมถึงการเพิ่มประสิทธิภาพด้านแผนการจัดการประชากรสัตว์ เพื่อให้สัตว์ที่อยู่ภายใต้การดูแลขององค์การสวนสัตว์ได้รับการบันทึกข้อมูลประวัติสัตว์และเชื่อมโยงเข้ากับระบบการจัดการทั่วโลก

“สวนสัตว์ทุกแห่งขององค์การสวนสัตว์ ได้ดำเนินการจัดการข้อมูลด้วยระบบสารสนเทศเพื่อเก็บรวบรวมข้อมูลด้านสัตว์ป่า โดยใช้ระบบ ISIS และ ZIMS ซึ่งเป็นการจัดระบบการเก็บข้อมูลการบันทึกการจัดการสัตว์และเชื่อมโยงเข้ากับระบบการจัดการสารสนเทศทั่วโลก เพื่อให้สวนสัตว์ทุกแห่งมีระบบการจัดการข้อมูลเป็นไปตามระบบมาตรฐานโลก โดยแยกกลุ่ม Species สัตว์เป็น 5 ชนิด คือ สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม สัตว์ปีก สัตว์เลื้อยคลาน สัตว์สะเทิน และ สัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง” นายสุเมธ กล่าว

แพปลาชุมชนอานิสงส์ ‘อ่างคลองหลวง’ อาชีพใหม่เพิ่มรายได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160128/221302.html

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันพฤหัสบดีที่ 28 มกราคม 2559
แพปลาชุมชนอานิสงส์ 'อ่างคลองหลวง' อาชีพใหม่เพิ่มรายได้

ทำมาหากิน : แพปลาชุมชนอานิสงส์ ‘อ่างคลองหลวง’ อาชีพใหม่เพิ่มรายได้ชาวบ้านคลอง : โดย…สุรัตน์ อัตตะ

                      เกาะจันทร์ได้ชื่อว่าเป็นอำเภอที่มีความแห้งแล้งกันดารมากที่สุดของ จ.ชลบุรี ชาวบ้านส่วนใหญ่มีฐานะยากจนประกอบอาชีพทำนา ปลูกข้าว ทำไร่อ้อยและไร่มันสำปะหลังปีละครั้ง แต่หลังจากมีอ่างเก็บน้ำคลองหลวงรัชชโลทร อันเนื่องมาจากพระราชดำริเกิดขึ้นในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ทำให้น้ำท่าอุดมสมบูรณ์ ชาวบ้านเปลี่ยนจากไร่อ้อย ไร่มันหันมาปลูกไม้ผลแทน จากการทำนาปีละครั้งหันมาทำนาปรังเพิ่มขึ้น  ทำให้เริ่มมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ไม่เพียงเท่านั้นอานิสงส์จากอ่างยังสร้างอาชีพเสริมรายได้ด้วยการทำประมง จับสัตว์น้ำในอ่างเก็บน้ำเพื่อจำหน่ายอีกทางหนึ่งด้วย โดยเฉพาะชาวบ้านในชุมชนบ้านคลอง ต.เกาะจันทร์ อ.เกาะจันทร์
                      “หลังอ่างสร้างเสร็จมาเกือบ 2 ปี ชาวบ้านที่นี่ก็มีรายได้เพิ่มขึ้นจากการจับสัตว์น้ำขาย ปลาที่จับได้ก็มีหลายชนิด เช่น ปลาช่อน ปลายี่สก ปลาตะเพียน  ส่วนราคาขายก็แตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับขนาดและชนิดของปลา ก็เป็นรายได้ที่จะนำมาใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน จากเมื่อก่อนที่มีรายได้ทางเดียวคือการขายผลผลิตทางการเกษตร ข้าวอ้อยและมัน ปีละครั้งเท่านั้น” ละเอียด เกิดวิธี รองประธานผู้จับสัตว์น้ำบ้านคลองวัย 60 ปีย้อนอดีตให้ฟัง ก่อนจะมีอาชีพเสริมการทำประมงมารองรับหลังจากการสร้างอ่างคลองหลวงแล้วเสร็จ จนสามารถเก็บกักน้ำได้และมีการปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำนานาชนิดลงไปโดยกรมประมง
                      ละเอียด เล่าต่อว่า ระยะแรกที่มีการจับสัตว์น้ำเพื่อจำหน่ายยังไม่มีตลาดรองรับที่ชัดเจน ตลาดส่วนใหญ่จะมีพ่อค้าแม่ค้าปลาจากต่างถิ่นมารับซื้อ ทำให้เกิดปัญหาถูกกดราคาและขายตัดราคากันเอง จากนั้นจึงมีแนวคิดในการแก้ปัญหาดังกล่าวโดยการรวมกลุ่มชาวบ้านทำแพปลาชุมชน โดยมีเจ้าหน้าที่ของโครงการชลประทานและสำนักงานพัฒนาชุมชนอำเภอเกาะจันทร์มาให้คำแนะนำในการจัดตั้งกลุ่มผู้จับสัตว์น้ำและแพปลาชุมชนเพื่อใช้เป็นสถานที่รับซื้อขายสัตว์น้ำทุกชนิดที่จับมาได้จากอ่าง ก่อนจำหน่ายต่อให้พ่อค้าแม่ค้าที่มารับซื้ออีกทอดหนึ่ง
                      “ถึงตอนนี้กลุ่มเราเกิดขึ้นมายังไม่ถึงปี ก่อตั้งเมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2558 โดยชาวบ้านมาร่วมลงหุ้นหุ้นละ 100 บาท ขณะนี้มีอยู่จำนวน 803 หุ้น มีสมาชิกจำนวนทั้งสิ้น 70 คน เพราะบางคนก็มีหลายหุ้น วัตถุประสงค์การจัดตั้งกลุ่มจับสัตว์น้ำขึ้นมาก็เพื่อเป็นตัวกลางระหว่างผู้ซื้อกับผู้ขาย โดยกลุ่มจะรับซื้อปลาจากสมาชิก จากนั้นก็จะขายต่อให้พ่อค้าแม่ค้าที่มารอรับซื้ออีกทอดหนึ่งเพื่อแก้ปัญหาการถูกกดราคาจากพ่อค้าแม่ค้าและขายตัดราคากันเอง”
                      รองประธานคนเดิมระบุอีกว่าแต่ละวันจะมีชาวบ้านนำปลาที่จับได้จากในอ่างมาขายเฉลี่ย 700-1,000 กิโลกรัม ส่วนใหญ่จะเป็นปลานิล ปลาตะเพีน ปลาช่อน ปลายี่สก โดยกลุ่มจะเปิดรัับซื้อทุกวััวตั้งแต่ 8 โมงเช้าถึง 2 ทุ่ม และกลุ่มมีรายได้จากการจำหน่ายสัตว์น้ำเฉลี่ย 4-5 พันบาทต่อวัน โดยจะตัดรายได้จากการจำหน่ายปลาเข้ากลุ่มไว้ 10% เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการกลุ่ม
                      ขณะที่ ชยันต์ เมืองสง ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาแหล่งน้ำขนาดใหญ่ กรมชลประทานกล่าวถึงกลุ่มผู้จับสัตว์น้ำบ้านคลองว่าเป็นหนึ่งในการเสริมสร้างอาชีพที่โครงการให้การสนับสนุน โดยร่วมกับหน่วยราชการที่เกี่ยวข้องเช่น กรมประมงในการปล่อยพันธุ์สัตว์ลงในอ่างเก็บน้ำ หรือกรมพัฒนาชุมชนให้คำแนะนำการรวมกลุ่มของชาวบ้านจนประสบความสำเร็จ โดยกรมชลประทานจัดสร้างอาคารที่ทำการกลุ่มให้ 1 หลังเพื่อใช้ในการดำเนินกิจการของกลุ่ม พร้อมจัดเจ้าหน้าที่ควบคุมดูแลการทำประมงร่วมกับชาวบ้านเพื่อป้องกันการลักลอบการทำประมงจากบุคคลต่างถิ่น
                      “เราแค่เป็นพี่เลี้ยงคอยสนับสนุนให้คำแนะนำเท่านั้น ชาวบ้านจะต้องดูแลกันเอง ตั้งกฎกติกาขึ้นมาเพื่อรักษาผลประโยชน์ของเขาเอง  อย่างเรือที่ทำการประมงอยู่ตอนนี้ประมาณ 200 ลำต้องเป็นเรือพายเท่านั้น เราจะไม่อนุญาตให้เรือติดเครื่องยนต์ทำประมงในอ่างเก็บน้ำ หรือมีการควบคุมเครื่องมือจับสัตว์น้ำใช้ได้เฉพาะบางประเภทเท่านั้น ที่สำคัญสัตว์น้ำที่จับได้จะต้องนำมาขายให้แพปลาชุมชน” ผู้อำนวยการคนเดิมกล่าวถึงมาตรการป้องกันเพื่อความยั่งยืนในอาชีพทำประมงในอ่างเก็บน้ำ
                      การรวมกลุ่มผู้จับสัตว์น้ำบ้านคลองและแพปลาชุมชน นับเป็นอีกทางเลือกด้านอาชีพเสริมรายได้ที่เป็นผลอานิสงส์จากการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำคลองหลวงรัชชโลทร อันเนื่องมาจากพระราชดำรินั่นเอง
———————-
(ทำมาหากิน : แพปลาชุมชนอานิสงส์ ‘อ่างคลองหลวง’ อาชีพใหม่เพิ่มรายได้ชาวบ้านคลอง : โดย…สุรัตน์ อัตตะ)