ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20160202/221662.html
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20160202/221662.html
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20160202/221656.html
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20160202/221659.html
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20160201/221639.html
เพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯที่พระราชทานอาชีพการเลี้ยงโคนมให้แก่ปวงชนชาวไทยและแสดงความก้าวหน้าของวิทยาการด้านการเลี้ยงโคนมและอุตสาหกรรมโคนมของประเทศระหว่างวันที่ 27 มกราคม – 2 กุมภาพันธ์ 2559ที่ผ่านมา กระทรวงเกษตรและสหกรณ์โดยองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย(อ.ส.ค)ได้จัดงานเทศกาลโคนมแห่งชาติ ประจำปี 2559 ขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ ณ บริเวณเชิงเขาตาแป้น อำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี

ดร.ณรงค์ฤทธิ์ วงศ์สุวรรณ อำนวยการองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) กล่าวถึงรายละเอียดการจัดงานว่า ในการจัดงานครั้งนี้อ.ส.ค.ได้จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “สืบสานพระราชปณิธาน อุตสาหกรรมโคนมไทยยุคใหม่สู่นมแห่งชาติ” โดยมีกิจกรรมในงานที่สำคัญ คือ การจัดนิทรรศการของส่วนราชการ/หน่วยงานต่าง ๆ และการสัมมนาวิชาการเรื่องเครื่องจักรกลเกษตร และปัจจัยขับเคลื่อนความสำเร็จงาน TMR สู่ฟาร์มโคนมยุคใหม่ การนำเสนอแนวความคิดของนักศึกษาในหัวข้อ “ความยั่งยืนของอาชีพ การเลี้ยงโคนมในมุมมอง 3 มิติคืออาชีพ ชุมชน สิ่งแวดล้อม เพื่อชิงถ้วยรางวัลพระราชทานจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี การประกวดโคนม มีการประกวดโคนมโดยจะมีการแข่งขันชิงถ้วยพระราชทาน ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ สำหรับโคนมชนะเลิศการประกวดโคนมประเภท โคนมมาก ท้องแรก อายุไม่เกิน 28 เดือน
โดยในวันที่ 27 มกราคม 2559 ชาวโคนมยังได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี เสด็จเป็นองค์ประธานเปิดงานพร้อมทั้งจะเสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรนิทรรศการต่างๆ ภายในบริเวณงานอีกด้วย
ดร.ณรงค์ฤทธิ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า เป็นที่ทราบดีว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ของเรานั้นทรงพระปรีชาในหลายด้าน ด้านกิจการโคนมก็เป็นอีกแขนงหนึ่งที่ในหลวงของเรา ทรงให้ความสำคัญและความสนใจเป็นพิเศษ โดยครั้งที่พระองค์เสด็จประพาสทวีปยุโรปในปีพุทธศักราช 2503 ทรงสนพระทัยในกิจการ ฟาร์มโคนมของชาวเดนมาร์คเป็นอย่างมาก ด้วยทรงเห็นว่าอาชีพการเลี้ยงโคนมน่าจะเกิดประโยชน์ต่อเกษตรกรและประเทศไทย
ดังนั้น หลังจากเสด็จฯ นิวัติประเทศไทย รัฐบาลเดนมาร์คจึงได้ถวายโครงการส่งเสริม การเลี้ยงโคนมเป็นของขวัญแด่ล้นเกล้าทั้งสองพระองค์ เพื่อให้ดำเนินโครงการส่งเสริมการเลี้ยงโคนม ในประเทศไทยบรรลุตามเจตนารมณ์ที่ตั้งไว้โดยได้ดำเนินการจัดตั้ง“ฟาร์มโคนม”และ“ศูนย์ฝึกอบรมการเลี้ยงโคนมไทย-เดนมาร์ค” ขึ้นที่อำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี และพระองค์ท่านพร้อมด้วย พระเจ้าเฟรเดอริคที่ 9 แห่งประเทศเดนมาร์ค ได้เสด็จเปิดฟาร์มโคนม เมื่อวันที่ 16 มกราคม 2505 จากนั้นมาคณะรัฐมนตรีได้กำหนดให้วันที่ 17 มกราคม เป็นวันโคนมแห่งชาติจึงถือเป็นวันสำคัญยิ่ง ต่ออาชีพการเลี้ยงโคนมในประเทศไทย และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) ก็จะมีการจัดกิจกรรมเฉลิมฉลองขึ้นเป็นประจำทุกปีอย่างยิ่งใหญ่ ดังนั้น จึงขอเชิญทุกท่านเยี่ยมชมงานเทศกาลโคนมแห่งชาติประจำปี 2559
ดร.ณรงค์ฤทธิ์ กล่าวต่อด้วยว่า ปัจจุบันอุตสาหกรรมนมไทยได้ก้าวหน้าไปมาก ในส่วนของ อ.ส.ค.ได้มีนโยบายยกระดับความสามารถของบุคลากรเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันอย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งพัฒนาศักยภาพบุคลากรทุกระดับตั้งแต่ระดับผู้บริหารและพนักงานให้มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับกลยุทธ์การสร้างแบรนด์ (Brand) และการสื่อสารแบรนด์ให้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น เพื่อให้สามารถสร้างแบรนด์นมไทย-เดนมาร์คให้เป็นที่ยอมรับและครองใจผู้บริโภคอย่างยั่งยืน
ล่าสุด อ.ส.ค.ได้ระดมทีมจัดทำแผนการตลาดและการขายปี 59 มุ่งขยายตลาดและเพิ่มยอดขายนมไทย-เดนมาร์คสูงขึ้นทั้งภายในและต่างประเทศ โดยเฉพาะตลาดใหม่อย่างประเทศพม่าซึ่งกำลังไปได้สวยและได้รับการตอบรับดี พร้อมวางแผนขยายตลาดในเวียดนาม และมาเลเซีย โดยตั้งเป้ายอดขายรวมอยู่ที่ 8,482 ล้านบาท ขณะเดียวกันยังได้วางแผนยุทธศาสตร์พัฒนาแบรนด์ ปี 2560-2564 เพื่อผลักดันให้แบรนด์นมไทย-เดนมาร์คเป็นแบรนด์นมแห่งชาติให้ได้ภายใน 6 ปีข้างหน้าอีกด้วย
“ตลอดระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมา ยอดขายกลุ่มสินค้านมของ อ.ส.ค.เติบโตอย่างต่อเนื่อง ซึ่งในปี2558 นี้ ยอดขายก็เป็นไปตามเป้าที่วางไว้ 7,900 ล้านบาท โดยอัตราการเติบโตของตลาดในประเทศอยู่ที่ 10 % ส่วนยอดขายในต่างประเทศโตขึ้น ประมาณ 20 % ซึ่งมีบางประเทศที่โตขึ้นเกือบ 30 % มีตลาดส่งออกหลัก คือ ประเทศกัมพูชา และ สปป.ลาว อย่างไรก็ตาม การที่ อ.ส.ค.ได้เร่งพัฒนาบุคลากรและระดมทีมตลาดและฝ่ายขายร่วมพัฒนากลยุทธ์การสร้างแบรนด์ คาดว่าจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันให้กับ อ.ส.ค. สามารถชิงส่วนแบ่งและครองตลาดนมพร้อมดื่มในประเทศได้เพิ่มมากขึ้น พร้อมก้าวสู่การเป็นผู้นำตลาดนมพร้อมดื่มของประเทศในอนาคตอันใกล้นี้” ดร.ณรงค์ฤทธิ์ กล่าว
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20160201/221594.html
ล่วงเลยไปแล้ว 1 เดือนเต็มๆ สำหรับการรวมตัวของกลุ่มประเทศในอาเซียนเป็นหนึ่งเดียว ภายใต้กรอบประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือเออีซี เมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2558 แม้ในส่วนของประชาชนทั่วไปยังรู้สึกเฉยๆ กับการรวมตัวในครั้งนี้ แต่ภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมมีการเตรียมตัวและมองช่องทางที่จะขยายกิจการไปยังประเทศต่างๆ ในกลุ่มเดียวกัน แต่กระนั้นในบางครั้งยังขาดข้อมูลในหลายๆ ด้านที่ยังเป็นอุปสรรคกันอยู่
ล่าสุด สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ ได้เวทีสัมมนา “การเกษตรทันสมัยเพื่อความยั่งยืนในสังคม AEC” ณ อาคาร ซีพีออล อคาเดมี่ เพื่อสะท้อนให้เห็นในมุมต่างๆ ก่อนที่จะตัดสินใจจากวิทยากรที่มีคุณวุฒิและความรู้ในด้านเออีซี โดยเฉพาะเรื่อง “รุกและรับอย่างไรใน AEC”
รศ.ดร.สมภพ มานะรังสรรค์ อธิการบดีสถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ ได้สะท้อนในมุมมองว่า เออีซีหมายถึงการเคลื่อนย้ายเสรีใน 5 เรื่องคือ 1.นำเข้าเสรี : นำเข้าส่งออกเสรีเกือบหมด นั้นคือตลาดจะขยายจาก 60 ล้านคนในประเทศไทย เพิ่มเป็น 600 ล้านคนทั่วอาเซียน 2.การเคลื่อนย้ายการลงทุนเสรี : สามารถลงทุนในประเทศเพื่อนบ้านโดยถือหุ้นได้ร้อยละ 70 3.การเคลื่อนย้ายงานบริการเสรี 4.การเคลื่อนย้ายเงินทุนเสรี : ธนาคารสามารถโอนเงินได้ทันที และ5.การเคลื่อนย้ายของแรงงานฝีมือ 8 อาชีพที่ (แพทย์ ทันตแพทย์ พยาบาล วิศวกร สถาปนิก นักบัญชี นักสำรวจและการท่องเที่ยว)
ในฐานะนักวิชาการได้มีการติดตามในเรื่องการเคลื่อนย้ายเสรีทั้ง 5 เรื่อง ที่เกี่ยวข้องกับการที่ประเทศไทยจะเป็นศูนย์กลาง (ฮับ) การเกษตรได้ เพราะการพัฒนาภาคการเกษตรของไทยมีการเปิดกว้างมาตั้งแต่แผนพัฒนาประเทศฉบับที่ 1 ซึ่งมุ่งเน้นการพัฒนา 3 ด้านคือ การขยายพื้นที่ทางการเกษตร, การกระจายชนิดของผลิตภัณฑ์ ซึ่งต่อไปแนวโน้มการขับเคลื่อนของเออีซีจะผลักดันให้เกิดการโตของเมือง ซึ่งจะไม่โตเฉพาะกรุงเทพฯ แต่จะโตขยายไปจนถึงชายแดนด้วย
ด้าน นสพ.ชัย วัชรงค์ นักวิชาการอิสระ แนะว่า อยากเชิญชวนให้มองศักยภาพของสินค้าเกษตรของไทยก่อน เพราะถ้าศักยภาพของไทยสูงจะรุกหรือรับก็ดีหมด แต่ถ้าศักยภาพการเกษตรของไทยต่ำจะรุกก็ลำบาก จะตั้งรับก็มีรูรั่วมาก จะเห็นได้จากประเทศไทยมีประชากร 67 ล้านคน เรามีแรงงานภาคการเกษตรราว 19-20 ล้านคน รองจากอินโดนีเซียซึ่งมีประชากรกว่า 200 ล้านคน เป็นแรงงานเกษตรประมาณ 47 ล้านคน ส่วนเวียดนามมีแรงงานภาคเกษตรราว 19 ล้านคน แต่ถ้าแยกพื้นที่การเกษตรในอาเซียนทั้งหมดมีกว่า 820 ล้านไร่ ไทยมีพื้นที่การเกษตร 138 ล้านไร่ รองจากประเทศอินโดนีเซียมีพื้นที่การเกษตรทั้งหมด 360 ล้านไร่ ตามด้วยเมียนมาร์มีพื้นที่การเกษตรเพียง 78 ล้านไร่ ฟิลิปปินส์มีเพียง 78 ล้านไร่ เวียดนาม 68 ล้านไร่ และมาเลเซีย 49 ล้านไร่
กระนั้นเมื่อเทียบรายได้ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ หรือจีดีพี ภาคการเกษตรของไทยกับประเทศเพื่อนบ้านกลับพบว่า ในพื้นที่ 1 ไร่ต่อปี มาเลเซียเป็นอันดับ 1 ทำรายได้ไร่ละ 2.2 หมื่นบาท เวียดนามอันดับ 2 ทำได้ 1.8 หมื่นบาท ตามด้วยฟิลิปปินส์ ทำได้ 1.5 หมื่นบาท อินโดนีเซียทำได้ 1.2 หมื่นบาท ขณะที่ประเทศไทยทำได้เพียง 1.1 หมื่นบาท เมื่อหักต้นทุนแล้วไทยมีกำไรไร่ละ 1,000-2,000 บาท ถือว่ารายน้อยมาก
ฉะนั้นไทยต้องปรับโครงสร้างการผลิตคือการตั้งรับต้องตั้งรับอย่างมีประสิทธิภาพ แต่ถ้าจะรุก ต้องรุกอย่างมียุทธศาสตร์ เพราะตลาดอาเซียนจะรุกแบบหน้ากระดานไม่ได้ แต่ควรรุกแบบมีเป้าหมาย อาทิ กัมพูชา ลาว เมียนมาร์ เวียดนาม โดยเฉพาะสินค้าด้านปศุสัตว์ที่ไทยมีประสิทธิภาพการผลิตดีที่สุด
ขณะที่ นายไกรสิน วงศ์สุรไกล กรรมการบริหารสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย มองว่า สมาชิกในเออีซีทั้ง 10 ประเทศเป็นทั้งประเทศคู่ค้า และคู่แข่ง ในฐานะผู้ประกอบการไทยต้องยอมรับว่า การหาวัตถุดิบภายในประเทศเป็นเรื่องยาก และมีราคาค่อนข้างแพง ผู้ประกอบการส่วนใหญ่จึงต้องมอง 2 ด้านคือ ที่ไหนมีวัตถุดิบ และที่ไหนมีตลาด แต่การจะเข้าไปหาวัตถุดิบ หรือตลาดในประเทศสมาชิกอีกทั้ง 9 ประเทศ ต้องมองว่าในประเทศนั้นมีจุดแข็งเรื่องไหน มีเจ้าถิ่นหรือไม่ มีสินค้าแบบเดียวกับเราหรือไม่เปล่า ไทยมีกรอบของเขตการค้าเสรี หรืออาฟต้า กับประเทศไหนบ้าง ที่จะสามารถเข้าไปหาโอกาสทางการค้าและการลงทุนได้
“เราต้องมองว่า เออีซี ทำให้เกิดการเคลื่อนไหวทางการค้าและบริการจริงขนาดไหน และภาษีที่เปลี่ยนเป็น 0% จริงหรือไม่ เช่น การส่งสินค้าเข้าประเทศมาเลเซีย ด่านศุลกากรทางมาเลเซียเก็บตามอัตราองค์การการค้าโลก (ดับเบิลยูทีโอ) เนื่องจากขาดหลักฐาน เพราะความเป็นจริงภาษี 0% ไม่ได้เป็นอัตโนมัติ แต่จะต้องไปดำเนินการขอรับสิทธิที่กรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ หรือใบรับรองแหล่งสินค้าอาเซียน จึงจะได้ 0% จะเห็นได้ว่า “การเข้าสู่เออีซี เมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2558 เป็นช่วงเศรษฐกิจขาลง ซึ่งมีอุปสรรคและปัญหามากมาย เราจึงควรที่จะวิเคราะห์อย่างละเอียดแยกเป็นประเทศอาเซียนที่มีชายแดนติดกัน และมีความใกล้เคียงกันมากกว่า” นายไกรสิน กล่าว
หากจะประเมินข้อมูลจากผู้ทรงคุณวุฒิจะเห็นได้ว่า การรวมตัวเป็นเออีซี ใครก็ตามที่คิดจะทำการค้าการลงทุนในประเทศกลุ่มเดียวกันไม่ใช่เรื่องง่ายอย่างที่คิด หากแต่ต้องเรียนรู้อีกในหลายๆ เรื่องจึงจะทำได้ โดยเฉพาะเรื่องภาษี 0% เป็นต้น
เกษตรทันสมัยมุมมอง “ศุภชัย เจียรวนนท์”
อีกครั้งที่ “ศุภชัย เจียรวนนท์” รองประธานกรรมการ เครือเจริญโภคภัณฑ์ / กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานคณะผู้บริหาร บริษัททรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ออกมาแสดงทัศนะในการพัฒนาด้านการเกษตรบนเวทีสัมมนา เรื่อง “การเกษตรทันสมัยเพื่อความยั่งยืนในสังคม เออีซี” ในหัวข้อ “การเกษตรทันสมัย และความรับผิดชอบต่อสังคม” สรุปได้ว่าการเกษตรสมัยใหม่ต้องรับผิดชอบต่อสังคม
“คำจำกัดความคำว่า ความยั่งยืน คือการพัฒนาความเป็นอยู่ ระบบเศรษฐกิจ ความมั่นคงชีวิต การพัฒนามิติทางสังคม คุณค่าทางสังคม ความปลอดภัย การอยู่ร่วมกันอย่างมีสันติสุข และสิ่งแวดล้อม เพราะสิ่งแวดล้อมกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่เปลี่ยนแปลงหลายๆ อย่าง และกระทบด้านการเกษตรมากด้วย ที่เรารู้จักกันดีก็คือภาวะโลกร้อน สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องกับทุกบริษัทในโลก เครือเจริญโภคภัณฑ์ โดยเฉพาะเครือเจริญโภคภัณฑ์อาหาร หรือซีพีเอฟ มีการพัฒนาการเลี้ยงหมูเลี้ยงไก่ให้เป็นไปตามเงื่อนไขของการปฏิบัติที่ดี แต่ก็ยังมีหลายเรื่องที่เราต้องพัฒนาอย่างต่อเนื่อง การเกษตรของบ้านเราก็จะต้องมีการปรับเปลี่ยนตามความต้องการของตลาดโลก ที่ต้องการสินค้าที่มีที่มาที่ไป ปลอดภัยและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม” ศุภชัย กล่าว
อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมามีการศึกษาพบว่าปัญหาการเหลื่อมล้ำในประเทศไทยส่วนใหญ่เกิดจากภาคเกษตรกับภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะเกษตรกรมีรายได้ที่ต่ำ และคิดว่าเป็นแรงงาน ทั้งที่ความจริงคือธุรกิจขนาดเล็กสุด หรือธุรกิจครอบครัว แต่กลับต้องเผชิญกับความเสี่ยงทั้งภัยแล้ง น้ำท่วม โรคระบาด และสารพัดปัญหา อีกทั้งทุกครั้งที่จะเพาะปลูกก็ต้องลงทุนตั้งแต่การเตรียมแปลง ค่าเมล็ดพันธุ์ ปุ๋ย สารกำจัดศัตรูพืช ซึ่งเป็นการลงทุนที่ต้องทำทุกๆ ครั้งการของการผลิต คำถามคือ ธุรกิจครอบครัวขนาดเล็กจะทำอย่างไรกับภาวะที่ผลผลิตล้นตลาด หรือกรณีเมื่อเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือเออีซีแล้ว สินค้าเกษตรสามารถถ่ายเทระหว่างประเทศสมาชิกได้ง่าย เกษตรกรรายย่อยจะทำอย่างไร ซึ่งภาวะแบบนี้บริษัทขนาดใหญ่ยังพอที่จะปรับตัวได้
ปัจจุบันภาคการเกษตรกรไทยขาด 3 เรื่อง คือ องค์ความรู้ เทคโนโลยีต่างๆ ขาดการบริหารจัดการและขาดความเข้าใจตลาดรวมถึงและการสร้างแบรนด์เป็นของตัวเอง ทำให้ประเทศไทยมีกว่า 200 อำเภอที่รายได้ประชากรอยู่ในเกณฑ์ต่ำ หรือมีฐานะยากจน ส่วนใหญ่อยู่ที่ภาคเหนือและภาคอีสาน ที่ยังขาดในเรื่องของสิทธิ์ในที่ทำกิน จึงเกิดปัญหาการบุกรุกป่า ถือเป็นปัญหาระดับโลก เพราะความไม่ชัดเจนว่าควรทำกินในพื้นไหน จึงกลายเป็นเรื่องของการต่อรอง ภาครัฐจะเข้าไปใช้กฎหมายก็อาจกลายเป็นรังแกชาวบ้านที่ยากจน ขณะที่ชาวบ้านก็ต้องการความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น และอยากส่งให้ลูกเรียนสูงๆ จึงกู้เงิน กลายเป็นว่าการกู้เงินในภาคเกษตรเป็นส่วนหนึ่งของรายได้ในชีวิตประจำวัน
ดังนั้นจะเห็นว่าปัญหาของเกษตรกรมีหลายมิติ ฟังดูแล้วเหมือนจะหมดความหวัง แต่ความจริงแล้วมีวิธี ซึ่งในต่างประเทศนำมาแก้ไขปัญหาเหล่านี้จนทำให้ปัญหาลดลงและแม้จำนวนเกษตรกรจะลดลงเหลือเพียงไม่กี่เปอร์เซ็นต์ก็มีความเข้มแข้งได้ โดยในส่วนของยุโรปซึ่งประเทศไทยใช้เป็นแบบอย่างในการพัฒนานั้น ใช้เรื่องของระบบสหกรณ์มาแก้ไขปัญหา 3 เรื่องหลักของเกษตรกรที่กล่าวมาคือ องค์ความรู้ การบริหารจัดการ และการตลาดเป็นต้น
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20160131/221486.html
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20160129/221373.html
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20160129/221372.html
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20160128/221424.html
องค์การสวนสัตว์ จัดฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการการจัดการข้อมูลด้วยระบบสารสนเทศเพื่อเก็บรวบรวมข้อมูลทางด้านสัตว์ป่า ใช้ระบบข้อมูลชนิดพันธุ์นานาชาติ (International Species Information System : ISIS) และระบบการจัดการสารสนเทศสวนสัตว์ (Zoological Information Management Ststem : ZIMS) หวังบูรณาการเพื่อประโยชน์การบริหารจัดการด้านสัตว์ป่า
สำนักอนุรักษ์และวิจัย จัดประชุมเชิงปฏิบัติการ “Zoological Park Organization ZIMS Workshop” ให้แก่พนักงานทะเบียนสัตว์ ขององค์การสวนสัตว์ และคุ้มเสือแม่ริม (Tiger Kingdom) โดยมี Mr.Joshua Courteau ผู้เชี่ยวชาญจาก Member Relationship and Training ของ ISIS มาเป็นวิทยากร
ปัจจุบันสวนสัตว์ทั้ง 7 แห่งที่อยู่ภายใต้การดูแลขององค์การสวนสัตว์ ได้เข้าร่วมเป็นสมาชิก ISIS ครบทุกแห่ง (สวนสัตว์ดุสิต สวนสัตว์เปิดเขาเขียว สวนสัตว์เชียงใหม่ สวนสัตว์นครราชสีมา สวนสัตว์สงขลา สวนสัตว์ขอนแก่น และ สวนสัตว์อุบลราชธานี) ซึ่งจะเชื่อมโยงความสำคัญในด้านการบริหารจัดการสัตว์ที่อยู่ในความดูแลของสวนสัตว์เป็นจำนวนมาก โดยสัตว์ป่าทุกตัวในสวนสัตว์จะต้องได้รับการจัดการข้อมูลด้วยระบบสารสนเทศ เพื่อเก็บรวบรวมข้อมูลทางด้านสัตว์ป่า โดยใช้ระบบข้อมูลชนิดพันธุ์นานาชาติ และ ระบบการจัดการสารสนเทศสวนสัตว์ เป็นการจัดระบบการเก็บข้อมูลการบันทึกการจัดการสัตว์และเชื่อมโยงเข้าระบบจัดการสารสนเทศของทั่วโลก เพื่อให้สวนสัตว์ทุกแห่งขององค์การสวนสัตว์มีระบบการจัดการข้อมูลตามข้อกำหนดของมาตรฐานสมาคมสวนสัตว์และสถานแสดงพันธุ์สัตว์น้ำโลก (WAZA)
นายสุเมธ กมลนรนาถ ผู้อำนวยการสำนักอนุรักษ์และวิจัย กล่าวว่า การจัดระบบสารสนเทศด้านสัตว์ป่าในสวนสัตว์ เป็นสิ่งสำคัญที่ทุกสวนสัตว์จะต้องมีการพัฒนาทั้งในด้านบุคลากร อุปกรณ์ ระบบ และวิธีการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องให้ได้มาตรฐานสากล รวมถึงการเพิ่มประสิทธิภาพด้านแผนการจัดการประชากรสัตว์ เพื่อให้สัตว์ที่อยู่ภายใต้การดูแลขององค์การสวนสัตว์ได้รับการบันทึกข้อมูลประวัติสัตว์และเชื่อมโยงเข้ากับระบบการจัดการทั่วโลก
“สวนสัตว์ทุกแห่งขององค์การสวนสัตว์ ได้ดำเนินการจัดการข้อมูลด้วยระบบสารสนเทศเพื่อเก็บรวบรวมข้อมูลด้านสัตว์ป่า โดยใช้ระบบ ISIS และ ZIMS ซึ่งเป็นการจัดระบบการเก็บข้อมูลการบันทึกการจัดการสัตว์และเชื่อมโยงเข้ากับระบบการจัดการสารสนเทศทั่วโลก เพื่อให้สวนสัตว์ทุกแห่งมีระบบการจัดการข้อมูลเป็นไปตามระบบมาตรฐานโลก โดยแยกกลุ่ม Species สัตว์เป็น 5 ชนิด คือ สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม สัตว์ปีก สัตว์เลื้อยคลาน สัตว์สะเทิน และ สัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง” นายสุเมธ กล่าว
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20160128/221302.html