ออกจากราชการหันมาเลี้ยงหมู สร้างรายได้เดือนหลักแสนบาท

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160128/221301.html

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันพฤหัสบดีที่ 28 มกราคม 2559
ออกจากราชการหันมาเลี้ยงหมู สร้างรายได้เดือนหลักแสนบาท

หนักเอาเบาสู้ : ออกจากราชการหันมาเลี้ยงหมู สร้างรายได้เดือนหลักแสนบาท : โดย…โต๊ะเกษตร

                      แม้การรับราชการจะเป็นอาชีพที่มีเกียรติ และมีความมั่นคง แต่ด้วยระยะทางระหว่างที่ทำงานกับครอบครัวอยู่ห่างไกล หากเดินทางไปมาบ่อยครั้งก็ต้องใช้เงินมากพอสมควรสำหรับข้าราชการผู้น้อย อย่าง “จ.ส.ท.ธนพงศ์ ใจภักดี” หรือจ่าธนพงศ์ อดีตข้าราชการทหารบกแผนกดูแลกำลังพล สังกัดกองพลที่ 2 รักษาพระองค์ ค่ายพรหมโยธี จ.ปราจีนบุรี ประกอบกับภรรยายังมีลูกเล็ก จึงตัดสินใจลาออกจากข้าราชการเพื่อไปอยู่กับครอบครัวที่ ต.โคกไทย อ.ศรีมโหสถ จ.ปราจีนบุรี ยึดอาชีพใหม่เป็นเกษตรกรเต็มตัว ด้วยการเลี้ยงหมู่ในระบบเกษตรพันธสัญญา หรือคอนแทรคฟาร์มมิ่ง กับบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ ปรากฏว่ามีรายได้ดีกว่ารับราชการหลายเท่าตัว
                      ก่อนที่ จ่าธนพงศ์ จะตัดสินใจลาออกจากราชการ เขายอมรับว่าคิดหนักพอสมควร เพราะหากออกแล้วจะประกอบอาชีพอะไร เพราะไม่มีประสบการณ์อย่างอื่นนอกจากเป็นทหาร แต่มาคิดอีกที คนเราถ้าขยัน ไม่เกี่ยงงานหนัก ใจสู้ที่จะทำอาชีพใหม่ย่อมทำได้ อย่างโบราณว่า “ไม่มีคนจน ในหมู่คนขยัน” ในที่สุดเขาตัดสินใจที่จะเลี้ยงสุกรหรือหมู เนื่องจากครอบครัวของภรรยาเคยเลี้ยงหมูกับซีพีเอฟมาก่อน
                      “แม่ยายผมประสบผลสำเร็จในการเลี้ยงหมูในระบบคอนแทรคฟาร์มมิ่งกับซีพีเอฟ ผมจึงศึกษารายละเอียด และดูการบริหารของครอบครัวภรรยา คิดว่าไม่น่าจะยุ่งยากอะไร ประกอบกับแม่ยายก็สนับสนุนด้วย จึงตัดสินใจลาออกจากงานที่ผมรับราชการมานานถึง 22 ปี เก็บเงินมาได้ก้อนหนึ่ง แต่ไม่พอ จึงไปกู้เงินจากสถาบันการเงินมาอีกส่วนหนึ่ง ลงทุนกว่า 7 แสนบาท เข้าร่วมโครงการเกษตรพันธสัญญากับซีพีเอฟ เริ่มเลี้ยงหมูขุน 700 ตัว บนที่ดินของผมเมื่อปี 2554” จ่าธนพงศ์ เล่าที่มาก่อนตัดสินใจเลี้ยงสุกร
                      หลังจากตัดสินใจเลี้ยงสุกรกับซีพีเอฟแล้ว จ่าธนพงศ์ตั้งใจและทุ่มเทเวลาให้อาชีพใหม่จนกลายเป็นคนที่มีประสิทธิภาพการเลี้ยงที่ดี ส่งผลให้รายได้ที่ตามเป็นที่น่าพอใจ จึงขยายธุรกิจด้วยการสร้างโรงเรือนสุกรเพิ่มอีก จนถึงปัจจุบันมีโรงเรือนทั้งหมด 4 หลัง เลี้ยงสุกรขุน 2,800 ตัว ใช้เวลาเลี้ยงรุ่นละ 5 เดือน มีรายได้รุ่นละถึง 8 แสนบาท หักค่าใช้จ่ายแล้วได้รุ่นละ 6 แสนบาท
                      “หลักการเลี้ยงหมู ถ้าเข้าใจไม่ยากหรอกครับ อย่างฟาร์มเลี้ยงในโรงเรือนระบบปิดปรับอากาศ หรืออีแวป (EVAP) เราใส่ใจกับทุกๆ ขั้นตอน ทำทุกอย่างด้วยตัวเอง คือเลี้ยงหมูให้เหมือนเลี้ยงลูก เรามีหมูพันธุ์ดี เน้นให้หมูอยู่สบาย ได้กินอาหารตามความต้องการของหมู อย่าให้ขาดเพื่อลดความเครียดของหมู ส่วนเื่องการดูแลเรื่องโรค ทางซีพีเอฟได้เข้าไปให้ความรู้อย่างต่อเนื่องครับ” จ่าธนพงศ์ กล่าว
———————-
(หนักเอาเบาสู้ : ออกจากราชการหันมาเลี้ยงหมู สร้างรายได้เดือนหลักแสนบาท : โดย…โต๊ะเกษตร)

หวั่นน้ำเค็มรุกสวนผักผลกระทบภัยแล้งเมืองปทุม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160127/221275.html

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันพุธที่ 27 มกราคม 2559
หวั่นน้ำเค็มรุกสวนผักผลกระทบภัยแล้งเมืองปทุม

หวั่นน้ำเค็มรุกสวนผักผลกระทบภัยแล้งเมืองปทุม : นิธิศ นาเจริญรายงาน

            ในอดีตเกษตรกร อ.เมือง จ.ปทุมธานี นิยมทำนาปลูกข้าวหาเลี้ยงชีพ เพราะพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นที่ลุ่มรับน้ำ แต่ละปีมีระยะเวลาที่น้ำท่วมขังพื้นที่ยาวนานนับเดือนเศษ จึงไม่เหมาะจะเพาะปลูกพืชอย่างอื่น นอกจากการทำนาปลูกข้าว

แต่หลังน้ำท่วมใหญ่เมื่อปี 2554 เป็นต้นมา พื้นที่บริเวณนี้แล้งน้ำ ไม่มีน้ำท่วมขังอย่างเช่นอดีต โดยเกษตรกรในพื้นที่เชื่อว่าเป็นผลจากระบบการจัดการน้ำและภัยธรรมชาติเอลนีโญ ทำให้ไทยประสบปัญหาภัยแล้ง เกษตรกรบางส่วนจึงหันไปปลูกผักในฤดูแล้ง สลับกับทำนาปลูกข้าวในฤดูฝน

แต่มาในปีนี้วิกฤติภัยแล้งคุกคาม รัฐบาลรณรงค์ให้เกษตรกรปลูกผักใช้น้ำน้อยทดแทนการทำนาปรัง เพราะวิตกว่าน้ำจะไม่พอต่อการอุปโภคบริโภค เกษตรกรบางส่วนให้ความร่วมมือ หันไปปลูกผักอายุสั้นใช้น้ำน้อยมาระยะหนึ่ง แต่จากปัญหาวิกฤติภัยแล้งที่ยังมีแนวโน้มทวีความรุนแรงขึ้น เกษตรกรจึงกังวลว่า สวนผักที่เพาะปลูกอาจต้องประสบปัญหาน้ำเค็มรุกพื้นที่ในอีกไม่นานนับจากนี้

“หันมาปลูกผักใช้น้ำน้อยแทนการปลูกข้าวมาระยะเวลาหนึ่ง เพราะผักใช้เวลาเพียง 31-45 วัน ก็สามารถจำหน่ายได้ โดยจะมีพ่อค้าเข้ามารับซื้อถึงพื้นที่ ต่างจากการทำนาที่ต้องใช้เวลานานกว่า 4 เดือน จึงจะสามารถเก็บเกี่ยวได้ และยังต้องใช้ต้นทุนที่สูง โดยส่วนตัวแล้วเห็นว่า การปลูกผักน่าจะคุ้มค่ากว่าการปลูกข้าว ที่สำคัญคือ ปริมาณการใช้น้ำแตกต่างกันมาก ปลูกข้าวต้องนำน้ำเข้าแปลงนาจนท่วมทั่วพื้นที่ ขณะที่แปลงผักเพียงมีน้ำรดหรือมีน้ำเลี้ยงท้องร่องก็พอแล้ว แต่ที่เป็นห่วงคือ ช่วงกลางเดือนกุมภาพันธ์เป็นต้นไป จนถึงเดือนเมษายน น้ำทะเลจะรุกเข้ามาในแม่น้ำเจ้าพระยาจนถึงเมืองปทุมธานี ทำให้น้ำเค็มเข้ามาในพื้นที่การเกษตร เป็นเช่นนี้มา 2 ปีแล้ว เมื่อนำน้ำเค็มรดผักทำให้ผักตายหรือไม่ก็แคระแกร็นไม่โต” บังอร นุพงษ์ไทย เกษตรกรชาวสวนผักใน ต.บางเดื่อ อ.เมือง จ.ปทุมธานี บอกเล่าถึงปัญหาที่ประสบ

เกษตรกรหญิงรายนี้ให้ข้อมูลด้วยว่า ก่อนถึงเดือนกุมภาพันธ์จะพยายามเร่งเก็บผักที่ปลูกไว้ให้ได้ทั้งหมด เพราะคาดการณ์ว่า ปีนี้น้ำเค็มจะรุกเข้าพื้นที่อีก เพราะจากการติดตามข่าวสารมีการแจ้งเตือนว่า ปีนี้วิกฤติภัยแล้งจะรุนแรง อาจไม่มีน้ำจากเขื่อนเพียงพอที่จะปล่อยน้ำมาไล่ความเค็มจากปัญหาน้ำทะเลรุกแม่น้ำเจ้าพระยา

สอดคล้องกับ “หนู สวยงาม” เกษตรกรวัย 74 ปี ที่หันไปปลูกผักบุ้งแทนทำนาปลูกข้าว ก็แสดงความเห็นเช่นกันว่า ผักบุ้งจะไม่ทนกับน้ำเค็ม ซึ่งหากค่าความเค็มเพิ่มสูงขึ้นจากระดับปกติ แปลงผักบุ้งจะเกิดความเสียหาย คงต้องทำใจไว้ล่วงหน้า เพราะหากน้ำเค็มรุกพื้นที่แปลงผักเมื่อไหร่คงต้องยุติการปลูกผักไว้ชั่วคราว

“ถามว่ากังวลหรือไม่ ยอมรับว่ากังวล เพราะผักที่ปลูกไว้จะมีปัญหาหากน้ำเค็มรุกหนักผักจะไม่โต และหากค่าความเค็มสูงมากๆ เมื่อนำไปรดผักจะตาย ผมกังวลกลัวว่าหลังจากกลางเดือนกุมภาพันธ์ไปแล้วจะเกิดปัญหานี้ เราไม่รู้ว่าน้ำจะเค็มเมื่อไหร่ ต้องวัดดวง ดูได้อย่างเดียวคือถ้าผักตาย ผักไม่โต นั่นล่ะน้ำเค็มรุกแล้ว” เกษตรกรเจ้าของแปลงผักบุ้งวัย 74 ปี กล่าว

แต่นอกเหนือจากค่าความเค็มของน้ำที่สูงขึ้นเพราะปัญหาน้ำทะเลรุกแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งเป็นแหล่งน้ำสำคัญ ที่ชาว จ.ปทุมธานี นำไปใช้ในการทำเกษตรแล้ว ปัญหาอย่างหนึ่งที่ชาวสวนผักในพื้นที่ต้องการให้รัฐบาลยื่นมือเข้าช่วยเหลือ คือ ปัญหาราคาผักที่ตกต่ำ ซึ่งเป็นผลมาจากการกดราคาของพ่อค้าคนกลาง

“ทุกวันนี้ตลาดค้าผักสำคัญของชาว จ.ปทุมธานี คือตลาดไท และตลาดสี่มุมเมือง ซึ่งมีพ่อค้าเข้าไปรับซื้อผักจากคนปลูกถึงหน้าสวน ซึ่งราคาผักรับซื้อจะตกอยู่ประมาณ 2-3 บาทต่อกิโลกรัม แต่หากไปเดินดูในท้องตลาดจะพบว่าราคาผักที่พ่อค้ารับซื้อจากชาวสวนไปนั้น จะมีราคาตกกิโลกรัมละ 25-30 บาท” เกษตรกรชาวสวนผัก ให้ข้อมูล

จากการสอบถามเกษตรกรบางรายให้ข้อมูลว่า นอกจากการถูกกดราคาพืชผลทางการเกษตรจากกลุ่มพ่อค้าคนกลางแล้ว บางรายยังถูกโกง โดยพ่อค้าบางรายรับผักไปแล้วไม่ยอมจ่ายเงิน ซึ่งมีพฤติการณ์ที่คล้ายกันคือเข้าไปรับซื้อระบบเงินเชื่อ อ้างนำผักไปจำหน่ายก่อนแล้วจะนำเงินมาจ่ายค่าผักภายหลังจากจำหน่ายผักได้ เกษตรกรบางรายไว้ใจ เพราะซื้อขายกันบ่อยครั้ง แต่ในที่สุดก็ตกเป็นเหยื่อถูกหลอก เอาไปแล้วไม่นำเงินมาจ่ายตามที่ตกลงไว้ เกษตรกรบางรายจึงต้องนำผักไปจำหน่ายเองในตลาด ยิ่งเป็นการเพิ่มต้นทุน

ส่วนข้อกังวลในเรื่องน้ำเค็มรุกเข้าพื้นที่ปลูกผัก มีข้อมูลจากการประปานครหลวง ได้ตรวจค่าความเค็มของแม่น้ำเจ้าพระยาในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา พบว่า ค่าความเค็มของแม่น้ำเจ้าพระยาบริเวณสถานีสำแล อยู่ในพื้นที่ อ.เมือง จ.ปทุมธานี อยู่ที่ 0.16 มิลลิกรัมต่อลิตร ซึ่งค่าความเค็มดังกล่าวยังไม่กระทบต่อการนำไปใช้ทำการเกษตร เพราะพืชผักต่างๆ จะได้รับผลกระทบต่อการเจริญเติบโต หากค่าความเค็มของน้ำเกิน 2 กรัมต่อลิตร

อย่างไรก็ตาม จากการจัดเก็บสถิติของกรมชลประทานพบว่าในช่วงปี 2557-2558 ในช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ จากการวัดค่าความเค็มที่สถานีสำแล มีค่าความเค็มมากถึง 1 กรัมต่อลิตร ต่อเนื่องกันเป็นเวลานานกว่า 20 ชั่วโมงใน 1 วัน มีค่าความเค็มสูงสุดถึง 1.92 กรัมต่อลิตร บางช่วงเวลา และตั้งแต่กลางเดือนกุมภาพันธ์เป็นต้นไป ค่าความเค็มของน้ำเพิ่มสูงขึ้นเป็น 2 กรัมต่อลิตร ซึ่งเป็นเช่นนี้ครอบคลุมระยะทางตลอดลำแม่น้ำเจ้าพระยา 79-93 กิโลเมตร ตั้งแต่ท่าน้ำนนท์ จ.ปทุมธานี จนถึง อ.บางไทร จ.พระนครศรีอยุธยา โดยค่าความเค็มที่ตัวเลขดังกล่าวกระทบต่อการเจริญเติบโตของพืชผักที่เกษตรกรเพาะปลูกไว้

ดังนั้นจากข้อมูลของปีที่แล้ว ทำให้เกษตรกร จ.ปทุมธานี ต่างวิตกว่า ปีนี้จะเกิดปัญหาซ้ำและอาจรุนแรงกว่าปีที่ผ่านมา

‘วิรัตน์ พุ่มวิภา’ นำเลี้ยงหมูปลอดภัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160127/221221.html

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันพุธที่ 27 มกราคม 2559
'วิรัตน์ พุ่มวิภา' นำเลี้ยงหมูปลอดภัย

เกษตรกรคนเก่ง : ‘วิรัตน์ พุ่มวิภา’ นำเลี้ยงหมูปลอดภัย : โดย…ธานี กุลแพทย์

                      การผลิตอาหารปลอดภัยเพื่อผู้บริโภค นับเป็นสิ่งสำคัญที่ผู้ประกอบการปัจจุบันหันมาให้ความสนใจ ดัง วิรัตน์ พุ่มวิภา เจ้าของ “วิรัตน์ฟาร์ม” ต.กรูด อ.กาญจนดิษฐ์ จ.สุราษฎร์ธานี ในโครงการส่งเสริมอาชีพการเลี้ยงสุกรพันธุ์แก่เกษตรกรรายย่อยกับซีพีเอฟ ที่ถือว่าเป็นต้นทางสร้างหมูเนื้อปลอดภัย
                      วิรัตน์ เล่าว่า เรียนจบประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) สาขาช่างยนต์ หลังจบก็จับงานด้านช่าง กระทั่งแต่งงานซึ่งครอบครัวภรรยามีอาชีพเลี้ยงหมูพันธุ์ 120 แม่ กับซีพีเอฟอยู่แล้ว เขาจึงมีโอกาสได้ช่วยงาน
                      จากความตั้งใจจริงของวิรัตน์ทำให้ประสิทธิภาพการเลี้ยงหมูดีขึ้น ช่วยสร้างรายได้ให้ครอบครัว ต่อเมื่อปี 2544 เขาจึงขยายกิจการและทำฟาร์มของตนเอง จึงเกิดเป็น “วิรัตน์ฟาร์ม” เลี้ยงหมูพันธุ์ 150 แม่
                      ตลอดกว่า 14 ปี ที่วิรัตน์หันมาจับอาชีพเลี้ยงหมู ก็ประสบความสำเร็จมาตลอด ดังจะเห็นได้จากอัตราเข้าคลอดที่สูงเป็นอันดับต้นๆ ของเกษตรกรใน อ.กาญจนดิษฐ์ ขนาดครอกของลูกหมูเฉลี่ยกว่า 11 ตัวต่อแม่ ขณะที่อัตราเสียหายต่ำเพียงร้อยละ 2 ต่อรุ่น ลูกหมูมีน้ำหนักหย่านมสูงถึง 6.82 กิโลกรัมต่อตัว และขนาดลูกจับออกมากถึง 29.40 ต่อแม่ต่อปี
                      เมื่อถามถึงความภูมิใจ วิรัตน์ บอกว่าเขาภูมิใจที่ได้เป็นเกษตรกรต้นน้ำที่ทำหน้าที่เลี้ยงและดูแลแม่หมูอย่างดี เพื่อผลิตลูกหมูหย่านมที่ได้มาตรฐานต่อให้เพื่อนเกษตรกรในโครงการส่งเสริมเลี้ยงหมูขุนของบริษัท เมื่อต้นทางคือลูกหมูของเขาส่งไปเป็นหมูคุณภาพ สุขภาพแข็งแรง น้ำหนักได้ตามเกณฑ์ สุดท้ายผู้บริโภคก็จะได้บริโภคหมูปลอดภัย
                      ที่สำคัญการเลี้ยงหมูนี้ยังเป็นอาชีพสร้างรายได้ที่มั่นคง โดยวิรัตน์มีรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายกว่าเดือนละแสนบาท เขาสามารถนำเงินนี้มาใช้จ่ายภายในครอบครัวได้อย่างไม่ลำบาก
                      อีกทั้งที่ฟาร์มของเขายังได้รับเลือกให้เป็นศูนย์เรียนรู้อาชีพเลี้ยงหมู ที่มีเพื่อนเกษตรกรเข้ามาดูงานไม่ขาดสาย โดยเขาทำหน้าที่เผยแพร่เคล็ดลับความสำเร็จอย่างไม่หวงวิชา
———————–
(เกษตรกรคนเก่ง : ‘วิรัตน์ พุ่มวิภา’ นำเลี้ยงหมูปลอดภัย : โดย…ธานี กุลแพทย์)

ผลิต ‘เฟอร์นิเจอร์’ ผู้สูงอายุ ต่อยอดสู่โอท็อปเพื่อสังคม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160127/221220.html

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันพุธที่ 27 มกราคม 2559
ผลิต 'เฟอร์นิเจอร์' ผู้สูงอายุ ต่อยอดสู่โอท็อปเพื่อสังคม

ทำมาหากิน : ผลิต ‘เฟอร์นิเจอร์’ ผู้สูงอายุ ต่อยอดสู่โอท็อปเพื่อสังคม : โดย…โต๊ะข่าวเกษตร

                      ปัญหาเรื่องสุขภาพของผู้สูงอายุที่เพิ่มมากขึ้น สวนทางกับวิถีชีวิตของลูกหลานที่ต้องออกไปทำงานนอกบ้าน ทำให้มีเวลาดูแลน้อยลง เป็นเหตุผลสำคัญทำให้ ผศ.ดร.สุรกานต์ รวยสูงเนิน คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น และทีมวิจัย มีแนวคิดผลิตเฟอร์นิเจอร์ในหลากรูปแบบเพื่อคนกลุ่มนี้ โดยเน้นผู้อาศัยที่อยู่ในสภาพแวดล้อมกึ่งเมืองกึ่งชนบท อีกทั้งเตรียมพัฒนาต่อยอดสู่ผลิตภัณฑ์โอท็อป สร้างอาชีพ สร้างรายได้ให้แก่ชุมชน
                      จากการลงพื้นที่พูดคุยกับชาวบ้านชุมชนโนนม่วง ต.ศิลา อ.เมือง จ.ขอนแก่น 100 หลังคาเรือน พบว่าผู้สูงอายุส่วนใหญ่พบปัญหาเฟอร์นิเจอร์ที่ใช้อยู่ไม่เหมาะสมกับอาการเจ็บป่วย บางชิ้นสร้างภาระแก่ผู้สูงอายุ จึงเกิดไอเดียออกแบบผลิตภัณฑ์เครื่องเรือนที่เหมาะสำหรับผู้สูงอายุ ในโครงการ “พัฒนาแบบเครื่องเรือนเพื่อใช้ในชีวิตประจำวันสำหรับผู้สูงอายุในชนบท”
                      ผศ.ดร.สุรกานต์ กล่าวว่า ผู้สูงอายุในสังคมกึ่งเมืองกึ่งชนบท ส่วนใหญ่มีฐานะยากจน ประกอบอาชีพเกษตรกรรมเป็นหลัก จากการลงพื้นที่พบว่ากว่าร้อยละ 90 มีทั้งที่อยู่กับลูกหลานและอยู่ลำพัง เมื่อพูดคุยเรื่องความต้องการแบ่งตามอาการเจ็บป่วย คือ พอช่วยเหลือตัวเองได้ สายตามองเห็นไม่ชัด ภาวะน้ำหนักตัวเกิน ภาวะกล้ามเนื้ออ่อนแรงและอัมพฤกษ์ จากข้อมูลจึงนำมาออกแบบเฟอร์นิเจอร์ เน้นวัสดุที่หาง่ายในท้องถิ่น การออกแบบที่เรียบง่ายและซ่อมแซมกันเองได้ สอดคล้องกับการใช้สอยในชีวิตประจำวัน
                      โดยการออกแบบต้องเหมาะสมกับขนาดร่างกาย ความปลอดภัย ลดข้อจำกัดด้านร่างกาย และออกแบบโดยยึดของใช้ที่ผู้สูงอายุใช้อยู่ เช่น เตียงนอน แคร่ ซึ่งจะออกแบบให้ไม่สูงจากพื้นบ้าน มีราวยึดที่แข็งแรง เสาไม้สำหรับใช้กางมุ้ง ที่วางพัดลม กล่องเก็บเครื่องใช้ ยารักษาโรค ด้านเก้าอี้พับก็ออกแบบให้มีน้ำหนักมาก รองรับน้ำหนักผู้สูงอายุ ส่วนเก้าอี้นั่งดูโทรทัศน์ก็พร้อมออกกำลังกายได้ ทั้งหมดล้วนเป็นนวัตกรรมที่มุ่งหวังให้ผู้สูงอายุได้ใช้ประโยชน์จริง แก้ปัญหาข้อจำกัดด้านร่างกาย
                      “ต้องปรับปรุงพัฒนา ทั้งเรื่องขนาด ความแข็งแรง ราคา และสามารถให้ลูกหลานหรือคนในชุมชนที่มีความรู้เรื่องงานช่างสามารถซ่อมแซมและต่อยอดนำไปประกอบอาชีพ สร้างสินค้าให้เป็นผลิตภัณฑ์โอท็อปเพื่อผู้สูงอายุได้ อีกทั้งสร้างรายได้ในชุมชนด้วย” ผศ.ดร.สุรกานต์ แจง
                      ส่วนการต่อยอดไปสู่การเป็นผลิตภัณฑ์โอท็อปเพื่อตอบไลฟ์สไตล์ของกลุ่มผู้สูงอายุนั้น ผศ.ดร.สุรกานต์ มองว่า ในต่างประเทศมีการออกแบบและคิดค้นมานานแล้ว สำหรับประเทศไทยเพิ่งได้รับการยอมรับเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา ในอนาคตจึงมีแนวคิดนำองค์ความรู้เหล่านี้ไปอบรมให้แก่ชาวบ้านในชุมชนที่สนใจ เพื่อที่บุคคลเหล่านี้จะนำภูมิรู้ที่ได้ไปสร้างอาชีพ สร้างรายได้เสริมเลี้ยงดูครอบครัวในอนาคต
                      สำหรับผู้สนใจในรายละเอียดเฟอร์นิเจอร์ รวมถึงการเข้าร่วมอบรมพัฒนาฝีมือ สามารถติดต่อสอบถามไปได้ที่ ผศ.ดร.สุรกานต์ รวยสูงเนิน คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น (มข.) หรือโทรศัพท์ 0-4336-2046 ได้ทุกวันในเวลาราชการ
———————–
(ทำมาหากิน : ผลิต ‘เฟอร์นิเจอร์’ ผู้สูงอายุ ต่อยอดสู่โอท็อปเพื่อสังคม : โดย…โต๊ะข่าวเกษตร)

เกษตรแฟร์ชูความรู้สู้ภัยแล้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160127/221219.html

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันพุธที่ 27 มกราคม 2559
เกษตรแฟร์ชูความรู้สู้ภัยแล้ง

รู้มาเล่าไป : เกษตรแฟร์ชูความรู้สู้ภัยแล้ง : โดย…ดลมนัส กาเจ

                      ตอนนี้บ้านเราประสบปัญหากับภาวะแห้งและขาดแคลนน้ำเพื่อการเกษตรค่อนข้างจะรุนแรงมาตั้งแต่ปี 2558 และปีนี้เองก็รุนแรงไม่แพ้กัน สาเหตุคือส่วนหนึ่งได้รับอิทธิพลของเอลนีโญ และภาวะโลกร้อน
                      วันก่อนได้พูดคุยกับ ดร.ดำรงค์ ศรีพระราม รักษาการแทนรองอธิการมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ อาจารย์ดำรง บอกว่า ภาวะโลกร้อนนั้น ทำให้โลกวิกฤติแล้งได้ เมื่อปลายปีที่ผ่านมา การประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศสมัยที่ 21 (COP21) ที่ฝรั่งเศสมีการมีการตกลงที่จะให้มีการควบคุมอุณหภูมิไม่ให้เพิ่มสูงเกิน 1.5 องศาเซลเซียสจากยุคก่อนปฏิวัติอุตสาหกรรม
                      เนื่องเพราะทั่วโลกกำลังได้รับผลกระทบจากโลกร้อนกันแล้ว ฉะนั้นคนที่อยู่บนโลกนี้ต้องศึกษาให้แน่นอนว่าจากภาวะโลกร้อนจะเกิดอะไรขึ้น และทุกคนต้องปรับตัวเพื่อความอยู่รอด โดยเฉพาะภาคการเกษตร
                      “ถ้าคนเราไม่ปรับตัวก็อยู่ลำบาก หน่วยงานของรัฐก็ต้องรับมือกับเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้น ทางมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เอง เรากำลังขับเคลื่อนในเรื่องนี้อยู่ เพื่อเป็นการเตรียมพร้อมที่จะรองรับสถานการณ์ของโลกร้อน และปรากฏการณ์เอลนีโญ เรามีการพัฒนาปรับปรุงสายพันธุ์พืชสวน พืชไร่ที่ทนแล้ง โดยมีการนำพืชพื้นเมืองดั้งเดิมที่ทนกับภาวะแห้งแล้ง มาผสมกับพืชที่ให้ผลผลิตดี มาเป็นพืชลูกผสม ต่อไปภาคการเกษตรจะเป็นยุคของการปลูกพืชลูกผสมมากขึ้น เพราะสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงไปแล้ว” ดร.ดำรงค์ กล่าว
                      เพื่อสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน รักษาราชการแทนรองอธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บอกว่า “เกษตรแฟร์” ปีนี้ที่จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 29 มกราคม-6 กุมภาพันธ์ 2559 ในรั้วมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์นั้น งานด้านงานนิทรรศการ และการเสวนาที่จะจัดขึ้น ณ อาคารจักรพันธ์เพ็ญศิรินั้น จะเน้นการเสนอเนื้อหาทางวิชาการที่เกี่ยวข้องกับภัยแล้งทั้งหมด ตั้งแต่สาเหตุคืออะไรที่ทำให้เกิดภัยแล้ง การแก้ปัญหา เพื่อความอยู่รอดในภาวะวิกฤติจะทำอย่างไร ภายใต้แนวคิด “เกษตรศาสตร์นำไทยสู้ภัยแล้ง” รวมถึงการย้อนถึงสถานการณ์น้ำในอดีต วิธีการบริหารจัดการน้ำเพื่อการเกษตรสำหรับเกษตรกร การเพาะพืชในช่วงฤดูแล้ง เป็นต้น
                      นอกจากนี้ จะมีการแสดงนิทรรศการที่เกี่ยวกับนวัตกรรมต่างๆด้านการเกษตรที่เป็นงานวิจัยของนักวิจัยของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์หลายรายการ ไม่ว่าจะเป็นเครื่อมือทางการเกษตร นวัตกรรมการให้น้ำระบบต่างๆ การอบรมอาชีพเสริมสู้ภัยแล้ง เช่น การเลี้ยงไส้เดือน ไก่สายพันธุ์ต่างๆ ที่มหาวิทยาลัยเกษตรฯ พัฒนาสายพันธุ์ขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นไก่เบตงเคยู ไก่ดำภูพาน โดยจะมีวิทยากรคอยให้ความรู้ตามจุดต่างๆ
                      นอกจากนี้ ยังมีพันธุ์พืชต่างๆ ที่ทนแล้ง ผลผลิตทางการเกษตร โดยเฉพาะไร่ พืชสวน อาทิ พริกต่างๆ ถั่วฝักยาว และอื่นๆ อีกมากมาย สนใจไปชมได้ครับ !
———————–
(รู้มาเล่าไป : เกษตรแฟร์ชูความรู้สู้ภัยแล้ง : โดย…ดลมนัส กาเจ)

‘องค์การสวนสัตว์’ผุดโครงการพ่อแม่บุญธรรมสัตว์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160126/221269.html

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันอังคารที่ 26 มกราคม 2559
'องค์การสวนสัตว์'ผุดโครงการพ่อแม่บุญธรรมสัตว์
'องค์การสวนสัตว์'ผุดโครงการพ่อแม่บุญธรรมสัตว์

‘องค์การสวนสัตว์’สร้างจิตสำนึกการอนุรักษ์สัตว์ป่า ผุดโครงการพ่อแม่บุญธรรมสัตว์

 

 

            “โครงการพ่อแม่บุญธรรมสัตว์” เป็นหนึ่งในโครงการที่องค์การสวนสัตว์จัดตั้งขึ้นเพื่อเปิดโอกาสให้หน่วยงานภาครัฐ เอกชน และประชาชนทั่วไปได้เข้ามามีส่วนร่วมในการเป็นพ่อ-แม่บุญธรรมอุปถัมภ์สัตว์ที่อยู่ในความดูแล ขององค์การสวนสัตว์ กว่า 2,000 ชนิด และยังถือเป็นโครงการที่สืบสานพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ที่ทรงห่วงใยการอนุรักษ์ทรัพยากรสัตว์ป่าให้คงอยู่อย่างยั่งยืนต่อไป ซึ่งองค์การสวนสัตว์ได้นำมาพัฒนา ปรับปรุง และเสริมสร้างการปลูกจิตสำนึกด้านการอนุรักษ์สัตว์ป่า ขยายพันธุ์ และพัฒนาคุณภาพชีวิตสัตว์ป่า ให้กับเด็กและเยาวชน

วัตถุประสงค์ในการดำเนินโครงการพ่อแม่บุญธรรมสัตว์ เพื่อเปิดโอกาสให้หน่วยงานภาครัฐ เอกชน และประชาชนทั่วไปได้เข้ามามีส่วนร่วมในการเป็นพ่อแม่บุญธรรมอุปถัมภ์สัตว์ที่อยู่ในความดูแลขององค์การสวนสัตว์ ทั้ง 7 แห่ง และ 1 โครงการ ที่มีอยู่มากกว่า 2,000 ชนิด โดยจะนำรายได้ไปใช้ในกิจกรรมด้านการดูแลสวัสดิภาพสัตว์ป่าภายในสวนสัตว์ต่างๆ ทั้งนี้ การเข้าร่วมโครงการสามารถเลือกประเภทกลุ่มสัตว์ที่ต้องการอุปถัมภ์ได้ ๔ กลุ่มคือ สัตว์ปีก สัตว์ขนาดใหญ่ สัตว์ขนาดกลาง และ สัตว์ขนาดเล็ก ซึ่งถือเป็นการร่วมทำบุญและเกิดการต่อยอดงานด้านการอนุรักษ์สัตว์ป่า และงานด้านการให้การศึกษาที่จะเป็นประโยชน์กับเด็ก เยาวชน และประชาชนทั่วไป

นอกจากนี้ โครงการพ่อ-แม่บุญธรรมสัตว์ ยังเป็นกิจกรรมส่งเสริมสังคม (CSR) ที่มุ่งเน้นงาน           ตามภารกิจหลักขององค์การสวนสัตว์ โดยเฉพาะงานด้านการอนุรักษ์ ขยายพันธุ์ และพัฒนาคุณภาพชีวิตสัตว์ป่า  เพื่อส่งเสริมให้เป็นแหล่งเรียนรู้นอกห้องเรียนตามธรรมชาติให้แก่เด็กและเยาวชนให้คงอยู่ตลอดไป ทั้งนี้ ผู้สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดได้ที่ สำนักพัฒนาธุรกิจ องค์การสวนสัตว์ 02 282 7111-3 ต่อ 153-154

ปัจจุบัน องค์การสวนสัตว์มีสวนสัตว์ที่อยู่ในความดูแล 7 แห่ง 1 โครงการ คือ สวนสัตว์ดุสิต           สวนสัตว์เปิดเขาเขียว สวนสัตว์เชียงใหม่ สวนสัตว์นครราชสีมา สวนสัตว์สงขลา สวนสัตว์ขอนแก่น                  สวนสัตว์อุบลราชธานี และ โครงการคชอาณาจักร จังหวัดสุรินทร์

 

 

นำร่องตั้งโรงงานแปรรูปหมอนยางพารา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160126/221265.html

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันอังคารที่ 26 มกราคม 2559
นำร่องตั้งโรงงานแปรรูปหมอนยางพารา
นำร่องตั้งโรงงานแปรรูปหมอนยางพารา

กองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร นำร่องหนุนชาวสวนยางตั้งโรงงานแปรรูปหมอนยางพาราสู้วิกฤติราคาตกต่ำ

 

 

 

26ม.ค.2559 นายวัชระพันธุ์ จันทรขจร  เลขาธิการสำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร เปิดเผยภายหลังเป็นประธานเปิดศูนย์เรียนรู้การแปรรูปยางพาราเพื่อเพิ่มมูลค่าผลผลิต โดยแปรรูปเป็นหมอนเพื่อสุขภาพ ที่ ต.ทุ่งสัง อ.ทุ่งใหญ่ จ.นครศรีธรรมราช  ว่า  การจัดตั้งศูนย์เรียนรู้ดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายประชารัฐ ที่จะสร้าง  Smart Farmer และเป็นหนึ่งในกระบวนการแก้ปัญหาราคายางพาราตกต่ำ ที่เกษตรกรจำเป็นต้องปรับตัวและสร้างมูลค่าเพิ่มของผลผลิต  โดยเชื่อว่า ศูนย์เรียนรู้ดังกล่าวจะเป็นต้นแบบในการนำไปใช้กับชุมชนชาวสวนยางในพื้นที่อื่นๆ และขยายผลการสนับสนุนในด้านอื่นๆ อาทิ การร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเกษตรกรศาสตร์กำแพงแสน เพื่อนำองค์ความรู้ มาพัฒนาศักยภาพของชาวสวนยาง

ด้านนายธงชัย สุวรรณวิหค กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ  สำนักงานกองทุนกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร กล่าวว่า  โครงการดังกล่าวดำเนินการภายใต้กรอบนโยบายประชารัฐและแนวคิด  Tri Party ที่ภาครัฐ ชุมชน และภาคเอกชน ร่วมส่งเสริมให้สมาชิกกองทุนฟื้นฟูฯ โดยเฉพาะชาวสวนยาง  มีโอกาสเรียนรู้ เข้าถึงเทคโนโลยี ในการทำหมอนยางพารา ที่ถูกต้องตามความต้องการของตลาด และส่งเสริมให้ชาวสวนยางสามารถเป็นผู้ประกอบการ หรือ SME ขนาดครอบครัว เพื่อเพิ่มศักยภาพในการพึ่งพาตนเองและมีความมั่นคงในอาชีพของเกษตรกร  โดยเป้าหมายที่ต้องการไปให้ถึงคือ การรวมกลุ่มของชาวสวนยางเป็น วิสาหกิจชุมชนที่มีโรงงานน้ำยางข้นเป็นของตนเอง เพื่อให้กระบวนการเพิ่มมูลค่ายางพาราครบวงจร สามารถกำหนดราคาได้เอง แทนที่จะถูกควบคุมโดยกลุ่มทุนขนาดใหญ่เหมือนอดีตที่ผ่านมา

 

ไม้ดีมีประโยชน์ : ‘หว้า’ยาต้านมะเร็ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160126/221206.html

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันอังคารที่ 26 มกราคม 2559
ไม้ดีมีประโยชน์ : ‘หว้า’ยาต้านมะเร็ง

ไม้ดีมีประโยชน์ : ‘หว้า’ ยาต้านมะเร็ง : บายไลน์ นายสวีสอง

       หว้าเป็นพรรณไม้ยืนต้น มีต้นกำเนิดในเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉลียงใต้ได้แก่ ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย มีชื่อวิทยาศาสตร์ Syzygium cumini (L.) Skeels จัดอยู่ในวงศ์ชมพู่ ชาวฮินดูจะเรียกว่า “จามาน” หรือ “จามูน” ลักษณะ ลำต้นสูง 10-35 เมตร เปลือกต้นค่อนข้างเรียบสีน้ำตาล ใบเดี่ยว ออกตรงข้าม รูปไข่หรือรูปรี กว้าง 3-7 เซนติเมตร ยาว 8-14 เซนติเมตร มีจุดน้ำมันที่บริเวณขอบใบ ดอกช่อ สีขาวหรือสีเหลืองอ่อน ออกที่ซอกใบหรือปลายยอด ฐานรองดอกเป็นรูปกรวย กลีบเลี้ยง 4 กลีบ กลีบดอก 4 กลีบ เกสรตัวผู้มีจำนวนมาก ออกดอกและติดผลราวเดือนธันวาคม-มิถุนายน ผลเป็นผลสด มีสีม่วงดำผิวเรียบมัน มีขนาด 1 เซนติเมตร ผลแก่ราวเดือนพฤษภาคม เมล็ด มี 1 เมล็ดมีคุณค่าทางโภชนาการสูงอุดมไปด้วยวิตามินซีและแร่ธาตุ นิยมนำผลสุกมารับประทานเป็นผลไม้  มีสรรพคุณทางยา ช่วยย่อยอาหาร ลดการจับตัวของลิ่มเลือดและต้านมะเร็ง ขยายพันธุ์ด้วยวิธีเพาะเมล็ด

มก.โชว์น้ำหมักมูล‘ไส้เดือนดิน’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160126/221205.html

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันอังคารที่ 26 มกราคม 2559
มก.โชว์น้ำหมักมูล‘ไส้เดือนดิน’
มก.โชว์น้ำหมักมูล‘ไส้เดือนดิน’

มก.โชว์น้ำหมักมูล ‘ไส้เดือนดิน’ เพาะเลี้ยงสาหร่ายสร้างรายได้

 

 

       ปัจจุบันจำนวนขยะอินทรีย์ชนิดต่างๆ ที่มาจากการเกษตร อุตสาหกรรมเกษตร รวมทั้งของเสียจากบ้านเรือนมีปริมาณเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ  การกำจัดขยะส่วนใหญ่จะใช้วิธีการฝังกลบและเผาทำลายซึ่งส่งผลเสียต่อสุขภาพและสภาพแวดล้อมเป็นอย่างมาก ดังนั้นการจัดการขยะเหลือทิ้งทางการเกษตรโดยเทคโนโลยีไส้เดือนดิน จึงเป็นทางออกหนึ่งในการนำไส้เดือนดินมาใช้ในการเปลี่ยนแปลงคุณสมบัติทางเคมีและทางกายภาพของขยะเหลือทิ้งให้เป็นแหล่งธาตุอาหารและฮอร์โมนที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตโดยตรงของพืช โดยเฉพาะการเพาะเลี้ยงสาหร่าย Chlorella sp.
       รศ.ดร.สาวิตรี จันทรานุรักษ์ นักวิจัยจากภาควิชาเทคโนโลยีชีวภาพ คณะอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เปิดเผยว่าสาหร่าย Chlorella sp. นั้นเป็นสาหร่ายสีเขียวเซลล์เดียวขนาดเล็กพบในแหล่งน้ำธรรมชาติทั่วไป และมีความสำคัญต่อระบบนิเวศในด้านการเป็นผู้ผลิตลำดับแรกในห่วงโซ่อาหาร โดยการนำมาใช้ประโยชน์ส่วนใหญ่จะใช้เป็นอาหารเสริมสุขภาพสำหรับมนุษย์และเป็นอาหารของลูกสัตว์น้ำเศรษฐกิจ เช่นลูกกุ้ง ลูกปลา และหอยสองฝา นอกจากนี้ยังใช้เป็นอาหารของไรแดงและแพลงตอนสัตว์ เนื่องจากสาหร่าย Chlorella sp. มีคุณค่าทางอาหารสูง ผลิตโปรตีน วิตามิน สารเคมีอื่นๆ และไม่ทำให้น้ำเสีย อีกทั้งยังพบว่าสาหร่ายชนิดนี้สามารถสร้างสารต้านแบคทีเรีย สารต้านไวรัสและสารยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง โดยการสร้างสารสีแคโรทีนนอยด์ ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระได้
       “การเพาะเลี้ยงสาหร่ายโดยทั่วไปจะใช้อาหารสังเคราะห์ในการเลี้ยง แต่อาหารเหล่านี้นับวันมีราคาสูงขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ต้นทุนการเพาะเลี้ยงสาหร่ายมีราคาสูงตามไปด้วย ดังนั้นการลดต้นทุนการผลิตโดยการใช้วัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรชนิดต่างๆ นำมาใช้เป็นอาหารเพาะเลี้ยงไส้เดือนดินโดยการผลิตปุ๋ยหมักมูลไส้เดือนดินถือเป็นอีกแนวทางหนึ่งในการลดต้นทุนในการเาพเลี้ยงสาหร่ายและยังเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มของวัสดุเหลือทิ้งต่างๆ ให้ใช้เกิดประโยชน์สูงสุดด้วย”
       นักวิจัยคนเดิมระบุอีกว่า สำหรับน้ำหมักมูลไส้เดือนดินที่นำมาใช้ในการเพาะเลี้ยงสาหร่ายนั้น เกิดจากการนำเอาปุ๋ยหมักมูลไส้เดือนดินมาหมักแบบให้อากาศในของเหลวผสมที่ประกอบด้วยน้ำ รำข้าว และกากน้ำตาลเพื่อเพิ่มปริมาณจุลินทรีย์และโปรโตซัวที่มีประโยชน์ โดยจุลินทรีย์ต่างๆ เหล่านี้จะย่อยสลายธาตุอาหารในปุ๋ยหมักให้อยู่ในรูปที่ละลายน้ำเช่น ฮอร์โมน วิตามิน เอนไซน์ ธาตุอาหารอะมิโนแอซิดและเกลือแร่ที่พืชต้องการในทุกช่วงการเจริญเติบโต ส่วนประโยชน์ของน้ำหมักมูลไส้เดือนดินก็จะช่วยในการเจริญเติบโตของพืชรวมทั้งเพิ่มความสมบูรณ์ในดินและยังสามารถขับไล่แมลงศัตรูพืชได้ เนื่องจากมีแบคทีเรียและจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ช่วยในการขับไล่เชื้อราที่ทำให้เกิดโรคราดำบนผลไม้ ใบไม้และจุดสีดำ รวมทั้งการฆ่าตัวอ่อนของเพลี้ย
       “การเตรียมน้ำหมักมูลไส้เดือนจะใช้อัตราส่วนกากน้ำตาลประกอบด้วยรำข้าว ปุ๋ยและน้ำ 0.1:10:100 น้ำปุ๋ยหมักไส้เดือนดินใส่ลงในผ้าขาวบางที่มีรูพรุน เตรียมน้ำกลั่นใส่ภาชนะที่ใช้สำหรับหมักต่อสายให้อากาศเพื่อช่วยเพิ่มปริมาณของจุลินทรีย์ในน้ำหมักให้มากขึ้น เมื่อสิ้นสุดการหมักอุณหภูมิในน้ำหมักจะคงที่เท่ากับอุณหภูมิสิ่งแวดล้อม” รศ.ดร.สาวิตรีกล่าวทิ้งท้าย
       สำหรับเกษตรกรและประชาชนที่สนใจในการเพาะเลี้ยงสาหร่าย Chlorella sp. ในน้ำหมักมูลไส้เดือนดินสามารถชมและขอคำแนะนำได้ในงานเกษตรแฟร์ระหว่างวันที่ 29 มกราคม-6 กุมภาพันธ์ เวลา 10.00-18.00 น. ณ อาคารจักรพันธ์เพ็ญศิริ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน

 

พัฒนาพืชทนแล้ง…สู้ภาวะโลกร้อน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160125/221160.html

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันจันทร์ที่ 25 มกราคม 2559
พัฒนาพืชทนแล้ง...สู้ภาวะโลกร้อน

พัฒนาพืชทนแล้ง…สู้ภาวะโลกร้อน ทางเลือกภาคเกษตรแห่งอนาคต : โดย…ดลมนัส กาเจ

     กระทรวงเกษตรและสหกรณ์สรุปถึงสถานการณน้ำในอ่างเก็บน้ำที่สำคัญของประเทศ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดภาวะแห้งแล้ง จนไม่สามารถที่จะทำนาปรังได้ตามปกติในปัจจุบันว่า อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลาง 481 แห่ง มีปริมาตรน้ำใช้การได้ 17,660 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 35 ขณะที่อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ในลุ่มน้ำเจ้าพระยา 4 แห่ง คือเขื่อนภูมิพล สิริกิติ์ แควน้อยบำรุงแดน และป่าสักชลสิทธิ์ มีปริมาตรน้ำใช้การได้รวม 3,600 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 20 ส่วนปริมาณน้ำไหลลงอ่างรวมวันละ 3.73 ล้าน ลบ.ม. ปริมาณน้ำระบายรวมวันละ 15.69 ล้าน ลบ.ม. ขณะที่แหล่งน้ำอื่นๆ ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ไร่นานอกเขตชลประทาน ทั้ง 352,528 บ่อ มีปริมาตรน้ำ 187.46 ล้าน ลบ.ม. หรือ 53% ของความจุทั้งหมด (ณ 13 ม.ค.59) อ่างเก็บน้ำขนาดเล็ก ทั้งประเทศอีก 4,789 แห่ง มีปริมาตรน้ำรวม 1,102.01 ล้าน ลบ.ม. หรือ 61% ของความจุทั้งหมด
     ล่าสุด พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้สั่งการให้กรมฝนหลวงและการบินเกษตรติดตามและดำเนินการด้านปฏิบัติฝนหลวงเพื่อบรรเทาปัญหาภัยแล้งอย่างใกล้ชิด โดยกรมฝนหลวงฯ ได้เตรียมจัดชุดปฏิบัติการพิเศษ 4 ชุด ใช้เครื่องบิน 8 ลำ ที่ จ.นครสวรรค์ คาดว่าจะสามารถเริ่มปฏิบัติการฝนหลวง เพื่อเติมน้ำในเขื่อนได้ในช่วงวันที่ 20-24 มกราคมนี้ โดยมีพื้นที่เป้าหมายคือเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ จ.ลพบุรี เขื่อนศรีนครินทร์ เขื่อนวชิราลงกรณ จ.กาญจนบุรี เขื่อนทับเสลา จ.อุทัยธานี และเขื่อนกระเสียว จ.สุพรรณบุรี
     ในส่วนของการช่วยเหลือนั้น นายโอฬาร พิทักษ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร ในฐานะแม่งาน ระบุว่า ได้ดำเนินการใน 2 มาตรการ คือส่งเสริมความรู้ไปแล้วจำนวน 38,645 ราย และสนับสนุนปัจจัยการผลิตเพื่อลดรายจ่ายในครัวเรือน ภายใต้โครงการสร้างรายได้จากพืชทดแทนนาปรัง ในพื้นที่ 22 จังหวัดลุ่มน้ำเจ้าพระยา ส่งมอบปัจจัยการผลิตแล้ว จำนวน 37,521 ราย อีกมาตรการหนึ่ง คือเสนอโครงการตามความต้องการของชุมชนเพื่อบรรเทาผลกระทบภัยแล้ง โครงการตามแผนพัฒนาอาชีพเกษตรกรตามความต้องการของชุมชนเพื่อบรรเทาภัยแล้ง ปี 2558/59 กรณีพืชน้ำน้อยทั้งประเทศ เป็นต้น
     ขณะที่ นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมวิชาการเกษตร บอกว่า ได้เดินหน้าฝ่าวิกฤติภัยแล้ง ภายใต้โครงการบูรณาการมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้งปี 2558/59 เบื้องต้นกรมวิชาการเกษตรได้สนับสนุนมาตรการส่งเสริมความรู้และปัจจัยการผลิตเพื่อลดรายจ่ายในครัวเรือน โดยจัดฝึกอบรมและถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตพืชใช้น้ำน้อยแก่เจ้าหน้าที่กรมวิชาการเกษตร 60 ราย และกลุ่มเกษตรกรในพื้นที่ 22 จังหวัดลุ่มน้ำเจ้าพระยาที่ได้รับผลกระทบ
     พร้อมกันนั้นสนับสนุนปัจจัยการผลิตและเมล็ดพันธุ์ชั้นพันธุ์ขยายให้แก่เกษตรกรที่ได้รับคัดเลือก จำนวน 220 ตัน แยกเป็น เมล็ดพันธุ์ถั่วเขียว 100 ตัน ถั่วเหลือง 100 ตัน ถั่วลิสง 20 ตัน และเชื้อไรโซเบียม 5.5 ตัน เพื่อนำไปผลิตเป็นเมล็ดพันธุ์ชั้นพันธุ์จำหน่าย ขณะนี้เกษตรกรเริ่มทยอยปลูกไปแล้ว คาดว่าจะได้เมล็ดพันธุ์ชั้นพันธุ์ไม่น้อยกว่า 2,200 ตัน เป็นเมล็ดพันธุ์ถั่วเหลือง 1,000 ตัน ถั่วเขียว 1,000 ตัน และถั่วลิสง 200 ตัน
     อย่างไรจากการประเมินถึงสถานการณ์ภัยแล้งที่เกิดขึ้นในประเทศไทยในช่วง 2 ปีที่ผ่านจนถึงปัจจุบันถือว่าอยู่ในภาวะวิกฤติที่สุดในกว่าทศวรรษที่ผ่านมา สาเหตุหลักประการหนึ่งเกิดมาจากการผิดพลาดในการบริหารงานจัดการน้ำในรัฐบาลชุดก่อน อีกประการเกิดเหตุการณ์เอลนีโญที่ทำให้ฝนตกไม่เป็นไปตามฤดูกาล และอีกสาเหตุหนึ่งที่น่าเป็นห่วงจากมาจากภาวะโลกร้อนที่ลุกลามไปทั่วทุกภูมิภาคของโลก และนับวันที่จะทวีความรุนแรงมากขึ้น จะกระทบโดยตรงต่อภาคการเกษตร ทางออกจำเป็นอย่างที่ทุกภาคส่วนจะต้องบูรณาการ เพื่อเตรียมพร้อมที่จะรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศของโลก โดยเฉพาะเรื่องภัยแล้งที่อาจจะรุนแรงขึ้นได้ในอนาคต
     ในมุมมองของ รศ.ดร.บัญชา ขวัญยืน รักษาราชการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (มก.) ต่อสถานการณ์ภัยแล้งว่า ปีนี้ไม่น่าจะรุนแรงมากกว่าปีที่แล้ว เพราะจากการประมวลภาพรวมของน้ำในมหาสมุทร และสภาพภูมิอากาศ คาดการณ์ว่าในเดือนพฤษภาคม 2559 ฝนจะเริ่มตกแล้ว หากมีปริมาณมากเหมือนปี 2554 อ่างเก็บน้ำของเขื่อนต่างๆ พอจะมีน้ำต้นทุนสำรองไว้สำหรับการเกษตรในปีหน้าได้ แต่หากปริมาณน้อยเหมือนปีที่ผ่านต้องใช้เวลาในการกักเก็บอย่างน้อยอีก 2-3 ปี
     “ที่บางคนเข้าใจว่า ปรากฏการณ์เอลนีโญ เป็นเหตุทำให้เกิดภัยแล้ง จริงๆ แล้วเกี่ยวข้องน้อย คือปรากฏการณ์เอลนีโญจะทำให้ฝนตกไม่เป็นไปตามฤดูกาล ที่น่ากลัวคือภาวะโลกร้อน ที่เพิ่มขึ้นทุกปี เดิมเราโค่นป่ามาเยอะ แต่ประเทศเพื่อนบ้านอย่างเมียนมาร์และ สปป.ลาว ป่ายังอุดมสมบูรณ์ทำให้ประเทศไทยมีผลพลอยได้ด้วย แต่ตอนนี้ประเทศเพื่อนบ้านมีการโค่นป่าหันมาพัฒนาภาคการเกษตร ต่อไปน้ำฝนอาจมีน้อย” รศ.ดร.บัญชา กล่าว
     ในฐานะที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เป็นสถาบันการศึกษาที่มีการเรียนการสอนที่เน้นด้านการเกษตรมายาวนาน ก็จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องหันมาวิจัยพัฒนาและปรับปรุงพันธุ์พืชเศรษฐกิจ ให้สอดคล้องกับสภาพภูมิอาการที่เปลี่ยนแปลง โดยเน้นพัฒนาพืชให้ทนแล้ง เพื่อเป็นทางเลือกให้แก่ประเทศชาติที่จะไปส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกต่อไป มิฉะนั้นภาคเกษตรของไทยมีปัญหาแน่นอนหากไม่รับมือตั้งแต่วันนี้
     “เมื่อน้ำมีน้อย การเพาะปลูกพืชสวน พืชไร่ ต่อไปเกษตรกรต้องจัดหาแหล่งน้ำเป็นของตัวเอง อาทิ การขุดสระรองรับน้ำในฤดูฝน เลี้ยงปลาด้วย เพื่อเพิ่มรายได้และบริโภคเอง หรือเจาะน้ำบาดาลก็ได้ น้ำที่เคยใช้สายลากรดต้นไม้ ต้องหันมาใช้ระบบน้ำหยด ที่ประหยัดน้ำกว่า เกษตรกรรายย่อย ต้องหันมาปลูกพืชผสมผสาน ปัญหาคือเกษตรกรในภาคกลางที่ยังเช่าที่ทำนา ตรงนี้จะลงทุนทำสระน้ำเองก็ไม่คุ้มเพราะไม่ใช่ที่ของตัวเอง” รักษาราชการแทนอธิการบดี มก. ระบุถึงภาคเกษตรไทย
     ก็เป็นอีกแนวทางหนึ่งในการพัฒนาภาคการเกษตรเพื่อเป็นการเตรียมรับสถานการณ์แล้งที่จะเกิดขึ้นในปีต่อๆ ไปในอนาคต