ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20160128/221301.html
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20160128/221301.html
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20160127/221275.html
ในอดีตเกษตรกร อ.เมือง จ.ปทุมธานี นิยมทำนาปลูกข้าวหาเลี้ยงชีพ เพราะพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นที่ลุ่มรับน้ำ แต่ละปีมีระยะเวลาที่น้ำท่วมขังพื้นที่ยาวนานนับเดือนเศษ จึงไม่เหมาะจะเพาะปลูกพืชอย่างอื่น นอกจากการทำนาปลูกข้าว
แต่หลังน้ำท่วมใหญ่เมื่อปี 2554 เป็นต้นมา พื้นที่บริเวณนี้แล้งน้ำ ไม่มีน้ำท่วมขังอย่างเช่นอดีต โดยเกษตรกรในพื้นที่เชื่อว่าเป็นผลจากระบบการจัดการน้ำและภัยธรรมชาติเอลนีโญ ทำให้ไทยประสบปัญหาภัยแล้ง เกษตรกรบางส่วนจึงหันไปปลูกผักในฤดูแล้ง สลับกับทำนาปลูกข้าวในฤดูฝน
แต่มาในปีนี้วิกฤติภัยแล้งคุกคาม รัฐบาลรณรงค์ให้เกษตรกรปลูกผักใช้น้ำน้อยทดแทนการทำนาปรัง เพราะวิตกว่าน้ำจะไม่พอต่อการอุปโภคบริโภค เกษตรกรบางส่วนให้ความร่วมมือ หันไปปลูกผักอายุสั้นใช้น้ำน้อยมาระยะหนึ่ง แต่จากปัญหาวิกฤติภัยแล้งที่ยังมีแนวโน้มทวีความรุนแรงขึ้น เกษตรกรจึงกังวลว่า สวนผักที่เพาะปลูกอาจต้องประสบปัญหาน้ำเค็มรุกพื้นที่ในอีกไม่นานนับจากนี้
“หันมาปลูกผักใช้น้ำน้อยแทนการปลูกข้าวมาระยะเวลาหนึ่ง เพราะผักใช้เวลาเพียง 31-45 วัน ก็สามารถจำหน่ายได้ โดยจะมีพ่อค้าเข้ามารับซื้อถึงพื้นที่ ต่างจากการทำนาที่ต้องใช้เวลานานกว่า 4 เดือน จึงจะสามารถเก็บเกี่ยวได้ และยังต้องใช้ต้นทุนที่สูง โดยส่วนตัวแล้วเห็นว่า การปลูกผักน่าจะคุ้มค่ากว่าการปลูกข้าว ที่สำคัญคือ ปริมาณการใช้น้ำแตกต่างกันมาก ปลูกข้าวต้องนำน้ำเข้าแปลงนาจนท่วมทั่วพื้นที่ ขณะที่แปลงผักเพียงมีน้ำรดหรือมีน้ำเลี้ยงท้องร่องก็พอแล้ว แต่ที่เป็นห่วงคือ ช่วงกลางเดือนกุมภาพันธ์เป็นต้นไป จนถึงเดือนเมษายน น้ำทะเลจะรุกเข้ามาในแม่น้ำเจ้าพระยาจนถึงเมืองปทุมธานี ทำให้น้ำเค็มเข้ามาในพื้นที่การเกษตร เป็นเช่นนี้มา 2 ปีแล้ว เมื่อนำน้ำเค็มรดผักทำให้ผักตายหรือไม่ก็แคระแกร็นไม่โต” บังอร นุพงษ์ไทย เกษตรกรชาวสวนผักใน ต.บางเดื่อ อ.เมือง จ.ปทุมธานี บอกเล่าถึงปัญหาที่ประสบ
เกษตรกรหญิงรายนี้ให้ข้อมูลด้วยว่า ก่อนถึงเดือนกุมภาพันธ์จะพยายามเร่งเก็บผักที่ปลูกไว้ให้ได้ทั้งหมด เพราะคาดการณ์ว่า ปีนี้น้ำเค็มจะรุกเข้าพื้นที่อีก เพราะจากการติดตามข่าวสารมีการแจ้งเตือนว่า ปีนี้วิกฤติภัยแล้งจะรุนแรง อาจไม่มีน้ำจากเขื่อนเพียงพอที่จะปล่อยน้ำมาไล่ความเค็มจากปัญหาน้ำทะเลรุกแม่น้ำเจ้าพระยา
สอดคล้องกับ “หนู สวยงาม” เกษตรกรวัย 74 ปี ที่หันไปปลูกผักบุ้งแทนทำนาปลูกข้าว ก็แสดงความเห็นเช่นกันว่า ผักบุ้งจะไม่ทนกับน้ำเค็ม ซึ่งหากค่าความเค็มเพิ่มสูงขึ้นจากระดับปกติ แปลงผักบุ้งจะเกิดความเสียหาย คงต้องทำใจไว้ล่วงหน้า เพราะหากน้ำเค็มรุกพื้นที่แปลงผักเมื่อไหร่คงต้องยุติการปลูกผักไว้ชั่วคราว
“ถามว่ากังวลหรือไม่ ยอมรับว่ากังวล เพราะผักที่ปลูกไว้จะมีปัญหาหากน้ำเค็มรุกหนักผักจะไม่โต และหากค่าความเค็มสูงมากๆ เมื่อนำไปรดผักจะตาย ผมกังวลกลัวว่าหลังจากกลางเดือนกุมภาพันธ์ไปแล้วจะเกิดปัญหานี้ เราไม่รู้ว่าน้ำจะเค็มเมื่อไหร่ ต้องวัดดวง ดูได้อย่างเดียวคือถ้าผักตาย ผักไม่โต นั่นล่ะน้ำเค็มรุกแล้ว” เกษตรกรเจ้าของแปลงผักบุ้งวัย 74 ปี กล่าว
แต่นอกเหนือจากค่าความเค็มของน้ำที่สูงขึ้นเพราะปัญหาน้ำทะเลรุกแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งเป็นแหล่งน้ำสำคัญ ที่ชาว จ.ปทุมธานี นำไปใช้ในการทำเกษตรแล้ว ปัญหาอย่างหนึ่งที่ชาวสวนผักในพื้นที่ต้องการให้รัฐบาลยื่นมือเข้าช่วยเหลือ คือ ปัญหาราคาผักที่ตกต่ำ ซึ่งเป็นผลมาจากการกดราคาของพ่อค้าคนกลาง
“ทุกวันนี้ตลาดค้าผักสำคัญของชาว จ.ปทุมธานี คือตลาดไท และตลาดสี่มุมเมือง ซึ่งมีพ่อค้าเข้าไปรับซื้อผักจากคนปลูกถึงหน้าสวน ซึ่งราคาผักรับซื้อจะตกอยู่ประมาณ 2-3 บาทต่อกิโลกรัม แต่หากไปเดินดูในท้องตลาดจะพบว่าราคาผักที่พ่อค้ารับซื้อจากชาวสวนไปนั้น จะมีราคาตกกิโลกรัมละ 25-30 บาท” เกษตรกรชาวสวนผัก ให้ข้อมูล
จากการสอบถามเกษตรกรบางรายให้ข้อมูลว่า นอกจากการถูกกดราคาพืชผลทางการเกษตรจากกลุ่มพ่อค้าคนกลางแล้ว บางรายยังถูกโกง โดยพ่อค้าบางรายรับผักไปแล้วไม่ยอมจ่ายเงิน ซึ่งมีพฤติการณ์ที่คล้ายกันคือเข้าไปรับซื้อระบบเงินเชื่อ อ้างนำผักไปจำหน่ายก่อนแล้วจะนำเงินมาจ่ายค่าผักภายหลังจากจำหน่ายผักได้ เกษตรกรบางรายไว้ใจ เพราะซื้อขายกันบ่อยครั้ง แต่ในที่สุดก็ตกเป็นเหยื่อถูกหลอก เอาไปแล้วไม่นำเงินมาจ่ายตามที่ตกลงไว้ เกษตรกรบางรายจึงต้องนำผักไปจำหน่ายเองในตลาด ยิ่งเป็นการเพิ่มต้นทุน
ส่วนข้อกังวลในเรื่องน้ำเค็มรุกเข้าพื้นที่ปลูกผัก มีข้อมูลจากการประปานครหลวง ได้ตรวจค่าความเค็มของแม่น้ำเจ้าพระยาในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา พบว่า ค่าความเค็มของแม่น้ำเจ้าพระยาบริเวณสถานีสำแล อยู่ในพื้นที่ อ.เมือง จ.ปทุมธานี อยู่ที่ 0.16 มิลลิกรัมต่อลิตร ซึ่งค่าความเค็มดังกล่าวยังไม่กระทบต่อการนำไปใช้ทำการเกษตร เพราะพืชผักต่างๆ จะได้รับผลกระทบต่อการเจริญเติบโต หากค่าความเค็มของน้ำเกิน 2 กรัมต่อลิตร
อย่างไรก็ตาม จากการจัดเก็บสถิติของกรมชลประทานพบว่าในช่วงปี 2557-2558 ในช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ จากการวัดค่าความเค็มที่สถานีสำแล มีค่าความเค็มมากถึง 1 กรัมต่อลิตร ต่อเนื่องกันเป็นเวลานานกว่า 20 ชั่วโมงใน 1 วัน มีค่าความเค็มสูงสุดถึง 1.92 กรัมต่อลิตร บางช่วงเวลา และตั้งแต่กลางเดือนกุมภาพันธ์เป็นต้นไป ค่าความเค็มของน้ำเพิ่มสูงขึ้นเป็น 2 กรัมต่อลิตร ซึ่งเป็นเช่นนี้ครอบคลุมระยะทางตลอดลำแม่น้ำเจ้าพระยา 79-93 กิโลเมตร ตั้งแต่ท่าน้ำนนท์ จ.ปทุมธานี จนถึง อ.บางไทร จ.พระนครศรีอยุธยา โดยค่าความเค็มที่ตัวเลขดังกล่าวกระทบต่อการเจริญเติบโตของพืชผักที่เกษตรกรเพาะปลูกไว้
ดังนั้นจากข้อมูลของปีที่แล้ว ทำให้เกษตรกร จ.ปทุมธานี ต่างวิตกว่า ปีนี้จะเกิดปัญหาซ้ำและอาจรุนแรงกว่าปีที่ผ่านมา
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20160127/221221.html
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20160127/221220.html
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20160127/221219.html
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20160126/221269.html
“โครงการพ่อแม่บุญธรรมสัตว์” เป็นหนึ่งในโครงการที่องค์การสวนสัตว์จัดตั้งขึ้นเพื่อเปิดโอกาสให้หน่วยงานภาครัฐ เอกชน และประชาชนทั่วไปได้เข้ามามีส่วนร่วมในการเป็นพ่อ-แม่บุญธรรมอุปถัมภ์สัตว์ที่อยู่ในความดูแล ขององค์การสวนสัตว์ กว่า 2,000 ชนิด และยังถือเป็นโครงการที่สืบสานพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ที่ทรงห่วงใยการอนุรักษ์ทรัพยากรสัตว์ป่าให้คงอยู่อย่างยั่งยืนต่อไป ซึ่งองค์การสวนสัตว์ได้นำมาพัฒนา ปรับปรุง และเสริมสร้างการปลูกจิตสำนึกด้านการอนุรักษ์สัตว์ป่า ขยายพันธุ์ และพัฒนาคุณภาพชีวิตสัตว์ป่า ให้กับเด็กและเยาวชน
วัตถุประสงค์ในการดำเนินโครงการพ่อแม่บุญธรรมสัตว์ เพื่อเปิดโอกาสให้หน่วยงานภาครัฐ เอกชน และประชาชนทั่วไปได้เข้ามามีส่วนร่วมในการเป็นพ่อแม่บุญธรรมอุปถัมภ์สัตว์ที่อยู่ในความดูแลขององค์การสวนสัตว์ ทั้ง 7 แห่ง และ 1 โครงการ ที่มีอยู่มากกว่า 2,000 ชนิด โดยจะนำรายได้ไปใช้ในกิจกรรมด้านการดูแลสวัสดิภาพสัตว์ป่าภายในสวนสัตว์ต่างๆ ทั้งนี้ การเข้าร่วมโครงการสามารถเลือกประเภทกลุ่มสัตว์ที่ต้องการอุปถัมภ์ได้ ๔ กลุ่มคือ สัตว์ปีก สัตว์ขนาดใหญ่ สัตว์ขนาดกลาง และ สัตว์ขนาดเล็ก ซึ่งถือเป็นการร่วมทำบุญและเกิดการต่อยอดงานด้านการอนุรักษ์สัตว์ป่า และงานด้านการให้การศึกษาที่จะเป็นประโยชน์กับเด็ก เยาวชน และประชาชนทั่วไป
นอกจากนี้ โครงการพ่อ-แม่บุญธรรมสัตว์ ยังเป็นกิจกรรมส่งเสริมสังคม (CSR) ที่มุ่งเน้นงาน ตามภารกิจหลักขององค์การสวนสัตว์ โดยเฉพาะงานด้านการอนุรักษ์ ขยายพันธุ์ และพัฒนาคุณภาพชีวิตสัตว์ป่า เพื่อส่งเสริมให้เป็นแหล่งเรียนรู้นอกห้องเรียนตามธรรมชาติให้แก่เด็กและเยาวชนให้คงอยู่ตลอดไป ทั้งนี้ ผู้สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดได้ที่ สำนักพัฒนาธุรกิจ องค์การสวนสัตว์ 02 282 7111-3 ต่อ 153-154
ปัจจุบัน องค์การสวนสัตว์มีสวนสัตว์ที่อยู่ในความดูแล 7 แห่ง 1 โครงการ คือ สวนสัตว์ดุสิต สวนสัตว์เปิดเขาเขียว สวนสัตว์เชียงใหม่ สวนสัตว์นครราชสีมา สวนสัตว์สงขลา สวนสัตว์ขอนแก่น สวนสัตว์อุบลราชธานี และ โครงการคชอาณาจักร จังหวัดสุรินทร์
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20160126/221265.html
26ม.ค.2559 นายวัชระพันธุ์ จันทรขจร เลขาธิการสำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร เปิดเผยภายหลังเป็นประธานเปิดศูนย์เรียนรู้การแปรรูปยางพาราเพื่อเพิ่มมูลค่าผลผลิต โดยแปรรูปเป็นหมอนเพื่อสุขภาพ ที่ ต.ทุ่งสัง อ.ทุ่งใหญ่ จ.นครศรีธรรมราช ว่า การจัดตั้งศูนย์เรียนรู้ดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายประชารัฐ ที่จะสร้าง Smart Farmer และเป็นหนึ่งในกระบวนการแก้ปัญหาราคายางพาราตกต่ำ ที่เกษตรกรจำเป็นต้องปรับตัวและสร้างมูลค่าเพิ่มของผลผลิต โดยเชื่อว่า ศูนย์เรียนรู้ดังกล่าวจะเป็นต้นแบบในการนำไปใช้กับชุมชนชาวสวนยางในพื้นที่อื่นๆ และขยายผลการสนับสนุนในด้านอื่นๆ อาทิ การร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเกษตรกรศาสตร์กำแพงแสน เพื่อนำองค์ความรู้ มาพัฒนาศักยภาพของชาวสวนยาง
ด้านนายธงชัย สุวรรณวิหค กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ สำนักงานกองทุนกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร กล่าวว่า โครงการดังกล่าวดำเนินการภายใต้กรอบนโยบายประชารัฐและแนวคิด Tri Party ที่ภาครัฐ ชุมชน และภาคเอกชน ร่วมส่งเสริมให้สมาชิกกองทุนฟื้นฟูฯ โดยเฉพาะชาวสวนยาง มีโอกาสเรียนรู้ เข้าถึงเทคโนโลยี ในการทำหมอนยางพารา ที่ถูกต้องตามความต้องการของตลาด และส่งเสริมให้ชาวสวนยางสามารถเป็นผู้ประกอบการ หรือ SME ขนาดครอบครัว เพื่อเพิ่มศักยภาพในการพึ่งพาตนเองและมีความมั่นคงในอาชีพของเกษตรกร โดยเป้าหมายที่ต้องการไปให้ถึงคือ การรวมกลุ่มของชาวสวนยางเป็น วิสาหกิจชุมชนที่มีโรงงานน้ำยางข้นเป็นของตนเอง เพื่อให้กระบวนการเพิ่มมูลค่ายางพาราครบวงจร สามารถกำหนดราคาได้เอง แทนที่จะถูกควบคุมโดยกลุ่มทุนขนาดใหญ่เหมือนอดีตที่ผ่านมา
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20160126/221206.html

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20160126/221205.html
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20160125/221160.html