สัมผัสตลาดนัดสีเขียวหลังจวนผู้ว่าฯ สินค้าปลอดสารเมืองเพชร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160124/221081.html

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันอาทิตย์ที่ 24 มกราคม 2559
สัมผัสตลาดนัดสีเขียวหลังจวนผู้ว่าฯ สินค้าปลอดสารเมืองเพชร

ท่องโลกเกษตร : สัมผัสตลาดนัดสีเขียวหลังจวนผู้ว่าฯ แหล่งสินค้าปลอดสารของเมืองเพชร : โดย…กัมปนาท ขันตระกูล

                      ทุกวันอังคารตลอดแนวของบริเวณถนนริมน้ำข้างๆ จวนผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรี ซึ่งอยู่ต.คลองกระแชง เขตเทศบาลเมืองเพชรบุรี จะจอแจไปด้วยผู้คน ที่ต่างเดินทางมาเพื่อหาซื้อสินค้าเกษตรปลอดสาร ในรูปแบบของเกษตรกรพบปะกับผู้ซื้อโดยตรง ทำให้บรรยากาศตั้งแต่เช้ายันถึงบ่ายแก่ๆ จะคึกคักไปด้วยผู้คน ส่วนใหญ่เป็นผู้ที่หันมาใส่ใจต่อสุขภาพ และเลือกที่จะรับประทานอาหารที่ปลอดสารพิษ หลังจากสถานที่แห่งนี้สำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัดเพชรบุรี ร่วมกับเทศบาลเมืองเพชรบุรี จัดตั้งตลาดนัดอาหารปลอดภัย หรือ “ตลาดนัดสีเขียว” นั่นเอง
                      “ตลาดนัดสีเขียว” บริเวณถนนริมน้ำข้างจวนผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรีนั้น เริ่มมาตั้งแต่ปี 2555 โดยสำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัดเพชรบุรี และเทศบาลเมืองเพชรบุรี สร้างขึ้นมาเพื่อเป็นแหล่งจำหน่ายสินค้าที่มีคุณภาพ ปลอดภัยจากสารปนเปื้อน โดยสินค้าที่นำมาจำหน่ายจะแบ่งโซนอย่างเป็นระเบียบ อาทิ โซนพวกพืชผัก ผลไม้ อาหารแห้ง อาหารสำเร็จรูป โดยมีเจ้าหน้าที่จากสำนักงานเกษตรสหกรณ์จังหวัดเพชรบุรี จะเป็นผู้เก็บตัวอย่างพืชผัก ผลไม้ และอาหารที่วางจำหน่ายในตลาดสีเขียวไปตรวจหาสารเคมี เพื่อสร้างความมั่นใจให้ผู้บริโภค และหากตรวจพบจะไม่ให้นำสินค้ามาขาย จะให้โอกาสนำไปแก้ไขจนกว่าจะปลอดสารเคมี จึงจะสามารถนำสินค้ามาขายได้อีก และพืชผัก ผลไม้เหล่านี้ เป็นสินค้าที่เกษตรกรปลูกขึ้นเอง
                      ส่วนสินค้าจำพวกอาหารสำเร็จรูป และอาหารแห้ง ผู้จำหน่ายจะปรุงหรือผลิตเอง ปัจจุบันตลาดแห่งนี้กำลังได้รับความนิยมเพราะความมั่นใจของผู้บริโภคว่าสินค้าในตลาดแห่งนี้ปลอดภัยจริง โดยผู้ที่นำสินค้ามาขายยืนยันว่าเป็นสินค้าที่ผลิตเองอีกด้วย
                      สุธิดา แดงแสง ประธานกลุ่มมุสลิมเบเกอรี่ บอกว่า สินค้าจำพวกเบเกอรี่ที่มาวางจำหน่ายจะเป็นการผลิตขึ้นมาถูกหลักศาสนาอิสลาม และสินค้าทั้งหมดผ่านการคัดเลือกในโครงการหนึ่งผลิตภัณฑ์ หนึ่งตำบล หรือโอท็อป จากชุมชน ที่ทำเองทั้งหมด จำหน่ายในราคาย่อมเยาเพราะไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง ส่วนสินค้าเด่นของกลุ่มคือเค้กบดินที่ได้รับคัดสรรเป็นโอท็อปห้าดาว 2 ปีซ้อน
                      เช่นเดียวกับ ก้าน พุ่มศรีเมือง เกษตรกร วัย 67 ปี จากหมู่ 2 ต.โรงเข้ อ.บ้านลาด จ.เพชรบุรี ที่นำพืชผักมาจำหน่าย บอกว่า พืชผักจำพวกถั่วฝักยาว แตงกวา มะเขือ ฟักทอง มะนาว ชะอม พืชผัก ล้วนแต่ปลูกเอง เพราะมีอาชีพเป็นเกษตรกรมานานแล้ว
                      “พืชผักที่ฉันเอามาขายฉันปลูกเองกับมือที่บ้าน และฉันขายไม่แพงขายในราคาส่ง เพราะฉันปลูกเอง” ก้าน ยืนยัน
                      จากการสอบถามผู้บริโภคที่มาเลือกซื้อสินค้า ต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า ต้องการได้พืชผักที่ปลอดภัย บริโภคแล้วมีประโยชน์ต่อสุขภาพ และมั่นใจว่าสินค้าในตลาดแห่งนี้ปลอดสารเคมีจริง เนื่องจากเคยเห็นเจ้าหน้าที่มาตรวจสารเคมีในตลาดเป็นประจำ
                      ศิริรัตน์ ศรีจันทร์ ข้าราชการเกษียณ จากหมู่ 2 ต.ช่องสะแก อ.เมือง จ.เพชรบุรี ผู้ที่หาซื้อสินค้าเกษตรในตลาดแห่งนี้เป็นประจำ บอกว่า ที่มาเลือกซื้อสินค้า พืชผัก ผลไม้ ที่ตลาดหลังจวนผู้ว่าฯ เพราะมั่นใจว่าเป็นสินค้าปลอดสารพิษ นำไปบริโภคแล้วไม่มีพิษมีภัยกับร่างกาย เพราะตัวเองต้องการดูแลสุขภาพ โดยเฉพาะการรับประทานอาหารปลอดสารพิษ ทำให้สุขภาพดีไม่เจ็บป่วย และไม่ต้องเสียเงินค่ารักษาพยาบาลอีกด้วย
                      ส่วน อัจฉรา ทองดี ข้าราชการเกษียณอีกคนหนึ่ง จากหมู่ 5 ต.บ้านหม้อ อ.เมือง จ.เพชรบุรี ยืนยันว่า ที่เลือกไปซื้อสินค้าที่ตลาดนัดสีเขียวก็เพื่อสุขภาพของตัวเอง และมั่นใจว่าสินค้าในตลาดแห่งนี้ปลอดสารพิษจริง เนื่องจากมีเจ้าหน้าที่ตรวจประจำ ทำให้มั่นใจว่าปลอดภัยแน่นอน
                      “ฉันเป็นลูกค้าประจำของตลาดแห่งนี้ เพราะมั่นใจว่าสินค้าในตลาดสีเขียวบริโภคได้อย่างปลอดภัย ที่นี่จะมีเจ้าหน้าที่มาสุ่มตรวจประจำ และคิดว่ายังคงใช้บริการต่อไป เนื่องจากนอกเสียจากเป็นผลผลิตที่ปลอดสารแล้ว ราคายังถูกอีกด้วย ที่สำคัญสินค้าแต่ละอย่างยังสด เพิ่งออกจากสวนมาหมาดๆ” อัจฉรา กล่าวอย่างมั่นใจ
                      จากการที่ผู้บริโภคมีความมั่นใจว่าเป็นสินค้าปลอดภัยทำให้มีลูกค้าขาประจำตลาดแห่งนี้เพิ่มขึ้นทุกวัน ล่าสุดจึงมีการเปิดตลาดเพิ่มอีก 1 วัน คือในวันศุกร์ ที่สำคัญสมาชิกเครือข่ายเกษตรอินทรีย์ ที่กำลังจะยกฐานะเป็นสหกรณ์บริการสินค้าเกษตรอินทรีย์เพชรบุรีในอนาคต หลายรายได้นำสินค้าปลอดสารพิษมาจำหน่ายที่ตลาดแห่งนี้ และต่อไปทางสหกรณ์บริการสินค้าเกษตรอินทรีย์เพชรบุรีจะมีการตรวจสอบสารพิษในสินค้าที่นำมาจำหน่ายอย่างเข้มข้น ฉะนั้นขอให้ผู้บริโภคมั่นใจได้ว่าซื้อสินค้าที่ตลาดแห่งนี้บริโภคแล้วปลอดภัยแน่นอน
                      ตลาดนัดอาหารปลอดภัย หรือ “ตลาดนัดสีเขียว” เมืองเพชร ถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกของผู้บริโภคที่จะสรรหาสินค้าเกษตรที่ปลอดภัย สด และราคาถูกจากผู้ผลิตเองอีกด้วย
———————-
(ท่องโลกเกษตร : สัมผัสตลาดนัดสีเขียวหลังจวนผู้ว่าฯ แหล่งสินค้าปลอดสารของเมืองเพชร : โดย…กัมปนาท ขันตระกูล)

ข้าวโพดหวานลูกผสม ‘ชัยนาท 2’ สายพันธุ์ใหม่ล่าสุดให้ผลผลิตสูง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160122/220970.html

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันศุกร์ที่ 22 มกราคม 2559
ข้าวโพดหวานลูกผสม 'ชัยนาท 2' สายพันธุ์ใหม่ล่าสุดให้ผลผลิตสูง

ทำมาหากิน : ข้าวโพดหวานลูกผสม ‘ชัยนาท 2’ สายพันธุ์ใหม่ล่าสุดให้ผลผลิตสูง : โดย…โต๊ะเกษตร

                      หลังจากที่ศูนย์วิจัยพืชไร่ชัยนาท ได้มีการปรับปรุงสายพันธุ์ข้าวโพดหวานอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดประสบผลสำเร็จในการปรับปรุงพันธุ์ข้าวโพดหวานลูกผสมพันธุ์ใหม่ “ข้าวโพดหวานลูกผสมพันธุ์ชัยนาท 2” มีลักษณะเด่นให้ผลผลิตฝักสดสูง และสามารถปรับตัวได้ดีกับสภาพแวดล้อมได้ดี ทางคณะกรรมการวิจัยปรับปรุงพันธุ์พืช กรมวิชาการเกษตรได้รับรองสายพันธุ์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว
                      นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมวิชาการเกษตร บอกว่า ตามที่กรมวิชาการเกษตรได้ดำเนินการพัฒนาและปรับปรุงพันธุ์ข้าวโพดหวานอย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มทางเลือกให้แก่เกษตรกรนำไปปลูก เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตนั้น ศูนย์วิจัยพืชไร่ชัยนาทได้ปรับปรุงพันธุ์ข้าวโพดหวานลูกผสมพันธุ์ใหม่สำเร็จอีก 1 พันธุ์ คือ “ข้าวโพดหวานลูกผสมพันธุ์ชัยนาท 2” ซึ่งคณะกรรมการวิจัยปรับปรุงพันธุ์พืช กรมวิชาการเกษตร ได้ประกาศเป็นพันธุ์รับรองของกรมวิชาการเกษตรแล้ว หลังจากที่ผ่านมาทางกรมวิชาการเกษตร ได้มีการปรับปรุงสายพันธุ์ข้าวโพดฝักสดที่ได้รับการรับรองพันธุ์ พร้อมแนะนำและส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกเพื่อสร้างรายได้มาแล้วหลายพันธุ์ อาทิ ข้าวโพดหวานลูกผสมพันธุ์สงขลา 84-1 ข้าวโพดหวานลูกผสมพันธุ์ชัยนาท 86-1 และข้าวโพดข้าวเหนียวลูกผสมพันธุ์ชัยนาท 84-1 เป็นต้น
                      สำหรับข้าวโพดหวานพันธุ์ใหม่นี้ เดิมชื่อ ซีเอ็นเอสเฮช 7566 เกิดจากการผสมระหว่างสายพันธุ์แท้เบอร์ 75 หรือสายพันธุ์แท้ไฮบริกซ์ 4 (เอส) 1บี-บี-บี-บี กับสายพันธุ์แท้เบอร์ 66 หรือสายพันธุ์แท้ ซีเอ็น-เอสเอสดับเบิ้ลยู 59 (เอส)-11-1-บี-บี-บี-บี ที่ศูนย์วิจัยพืชไร่ชัยนาท ได้ดำเนินการผ่านการทดสอบการให้ผลผลิตในแปลงเปรียบเทียบเบื้องต้น แปลงเปรียบเทียบมาตรฐาน และเปรียบเทียบในท้องถิ่น ตลอดจนปลูกเปรียบเทียบในไร่เกษตรกรตั้งแต่ปี 2553-2556 และผ่านการศึกษาข้อมูลจำเพาะของพันธุ์ข้าวโพดหวานในช่วงปีดังกล่าวด้วย
                      ลักษณะเด่นของข้าวโพดหวานลูกผสมพันธุ์ชัยนาท 2 คือ ให้ผลผลิตฝักสดทั้งเปลือกสูงถึงไร่ละ 2,897 กก. และผลผลิตฝักสดปอกเปลือกไร่ละ 1,965 กก. ขณะที่พันธุ์ชัยนาท 86-1 ซึ่งเป็นพันธุ์เปรียบเทียบให้ผลผลิตฝักสดทั้งเปลือกไร่ละ 2,779 กก. ผลผลิตฝักสดปอกเปลือกไร่ละ 1,805 กก. และพันธุ์ไฮบริกซ์ 3 ให้ผลผลิตฝักสดทั้งเปลือกไร่ละ 2,673 กก. และผลผลิตฝักสดปอกเปลือกไร่ 1,751 กก.
                      นอกจากนี้ ยังสามารถปรับตัวได้ดีกับสภาพแวดล้อม มีความต้านทานปานกลางต่อโรคใบไหม้แผลใหญ่ โดยข้าวโพดพันธุ์นี้ มีอายุเก็บเกี่ยว ประมาณ 70-73 วัน ขนาดฝัก 4.8×18 ซม. มีจำนวนแถว 16-18 แถว มีอัตราแลกเนื้ออยู่ที่ 46% มีความหวาน 13.4% บริกซ์ ทั้งยังมีคุณภาพด้านการรับประทานดีใกล้เคียงกับพันธุ์ไฮบริกซ์ 3 เหมาะสำหรับการบริโภคฝักสดและโรงงานอุตสาหกรรม
                      ที่สำคัญสามารถปลูกได้ทั่วไปทั้งเขตน้ำฝนในเขตภาคกลาง อาทิ จ.นครสวรรค์ ลพบุรี สุพรรณบุรี และสระบุรี และในเขตภาคตะวันตก อย่าง จ.กาญจนบุรี และสามารถปลูกได้ในพื้นที่ชลประทานเขตภาคเหนือ ทั้ง จ.เชียงใหม่ และสุโขทัย รวมทั้งภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เช่น จ.ขอนแก่น โดยสามารถปลูกได้ทั้งก่อนและหลังฤดูทำนา โดยพื้นที่ 1 ไร่ ใช้เมล็ดพันธุ์ในอัตรา 1.5 กก. และมีการจัดการดูแลง่ายเหมือนกับการปลูกข้าวโพดหวานทั่วไป แต่มีจุดด้อยคือไม่ต้านทานต่อโรคราน้ำค้าง เกษตรกรที่อยู่ในพื้นที่ที่มีโรคดังกล่าวระบาด ควรป้องกันกำจัดตามคำแนะนำของกรมวิชาการเกษตรก่อน
                      ปัจจุบันกรมวิชาการเกษตรได้มอบหมายให้ศูนย์วิจัยพืชไร่ชัยนาท เร่งผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวโพดหวานลูกผสมพันธุ์ชัยนาท 2 เพิ่มมากขึ้น เพื่อรองรับความต้องการของเกษตรกรที่จะนำพันธุ์ไปปลูก สนใจสอบถามได้ที่ ศูนย์วิจัยพืชไร่ชัยนาท อ.เมือง จ.ชัยนาท โทร.0-5640-5080-1
———————-
(ทำมาหากิน : ข้าวโพดหวานลูกผสม ‘ชัยนาท 2’ สายพันธุ์ใหม่ล่าสุดให้ผลผลิตสูง : โดย…โต๊ะเกษตร)

ราคายางพาราในอาเซียน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160122/220964.html

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันศุกร์ที่ 22 มกราคม 2559
ราคายางพาราในอาเซียน

ทำกินถิ่นอาเซียน : ราคายางพาราในอาเซียน : โดย … รศ.สมพร อิศวิลานนท์

                      ยางธรรมชาติ หรือยางพารา ที่กำลังมีปัญหาด้านราคาที่ตกต่ำอย่างต่อเนื่องในวันนี้ มีแหล่งกำเนิดอยู่ในทวีปอเมริกาใต้และคนพื้นเมืองได้รู้จักการใช้ประโยชน์ในครัวเรือนมาก่อนหน้าที่ชาวยุโรปจะเข้าไปพบและนำมาคิดค้นเพื่อการผลิตเป็นสิ่งประดิษฐ์เป็นของใช้
                      การแพร่กระจายของการใช้ยางพาราเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วในยุคของการปฏิวัติอุตสาหกรรมในยุโรปในช่วงปลายพุทธศตวรรษ 2300 เรื่อยมา เพราะได้มีการค้นพบวิธีทำให้ยางคงรูปได้ ทำให้เกิดสิ่งประดิษฐ์ใหม่ๆ ตามมา โดยเฉพาะการนำมาใช้ในองค์ประกอบของเครื่องจักรกลต่างๆ และยุทโธปกรณ์ ทำให้ความต้องการยางพาราขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
                      แรงกดดันจากการขาดแคลนอุปทานในยุคนั้น ทำให้เซอร์คลีเมนส์นำยางมาทดลองเพาะปลูกในถิ่นเอเชีย โดยเริ่มที่อินเดีย และต่อมาขยายไปในอาณานิคมของอังกฤษและฮอลแลนด์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อีกทั้งได้พบว่าในคาบสมุทรแหลมมลายูเป็นแหล่งที่ยางเติบโตได้ดี ทำให้การเพาะปลูกยางพาราขยายไปอย่างกว้างขวางทั้งในมาเลเซียและอินโดนีเซีย ในช่วงต้นพุทธศตวรรษ 2400 สำหรับประเทศไทยมีการนำยางเข้ามาทดลองปลูกที่ จ.ตรัง เป็นแห่งแรก ในช่วงกลางพุทธศตวรรษ 2400 ซึ่งต่อมาได้มีการขยายการเพาะปลูกกันอย่างกว้างในภาคใต้ของไทย
                      องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติได้รายงานว่า พื้นที่เก็บเกี่ยวยางพาราของโลกในปี 2556 มีประมาณ 64.47 ล้านไร่ เพิ่มขึ้นมาจากปี 2547 ซึ่งมีพื้นที่เพียง 50 ล้านไร่ หรือประมาณร้อยละ 29 ในขณะที่ผลผลิตยางพาราของโลกในปี 2556 มีประมาณ 11.97 ล้านตัน เพิ่มขึ้นจากปี 2547 ซึ่งมีจำนวน 8.94 ล้านตัน หรือร้อยละ 33.89 ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา
                      ปัจจุบันยางพารามีแหล่งเพาะปลูกและผลิตที่สำคัญอยู่ในภูมิภาคกลุ่มประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน โดยในปี 2556 อาเซียนมีพื้นที่เก็บเกี่ยวยางโดยรวมประมาณ 49.92 ล้านไร่ หรือร้อยละ 77.58 และมีผลผลิตรวม 9.05 ล้านตัน หรือร้อยละ 75.61 ของผลผลิตยางพาราโลก ประเทศที่มีผลผลิตรวมมากที่สุดได้แก่ ไทย รองลงมา อินโดนีเซีย และมาเลเซีย โดยใน 3 ประเทศนี้มีผลผลิตรวมกันมีถึง 7.8 ล้านตัน หรือร้อยละ 86.19 ของผลผลิตในชาติอาเซียน และร้อยละ 65.16 ของผลผลิตยางพาราโลก
                      กระนั้นการใช้ประโยชน์ยางพาราในกลุ่มผู้ผลิตในอาเซียนเพื่อเป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมแปรรูปภายในประเทศมีไม่มากนัก ประมาณการอยู่ที่ 1.79 ล้านตันเท่านั้น หรือร้อยละ 19.77 อาเซียนจึงมีผลผลิตส่วนเกินถึง 6.01 ล้านตัน จะส่งออกในรูปของ ยางแผ่นรมควัน ยางแท่ง หรือน้ำยาง เป็นต้น
                      สินค้ายางพาราจึงเป็นสินค้าที่แข่งขันกันเองของกลุ่มประเทศผู้ผลิตในอาเซียน อุปทานที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา เนื่องจากการขยายพื้นที่เพาะปลูกเพิ่มขึ้น เพราะเกษตรกรเห็นว่าสินค้ายางพารามีระดับราคาที่เคลื่อนไหวสูงขึ้นในช่วงเวลานั้น ได้ส่งผลกระทบต่อระดับราคาในปัจจุบัน และยิ่งเมื่อเศรษฐกิจโลกอยู่ในภาวะที่ชะลอตัว แน่นอนว่าความต้องการสินค้าต่างๆ ที่ใช้ยางพาราเป็นส่วนประกอบ ย่อมจะชะลอตัวลงตามมาด้วย
                      นอกจากนี้ยางพารายังมีคู่แข่งที่สำคัญได้แก่ ยางสังเคราะห์ ที่นำเอาผลผลิตพลอยได้จากกระบวนการกลั่นปิโตรเลียมมาใช้ ระดับราคาน้ำมันที่ลดต่ำลงอย่างมากย่อมทำให้ต้นทุนในการผลิตยางสังเคราะห์ถูกลง ยิ่งเป็นแรงกดดันต่อระดับราคายางพาราให้ตกต่ำลงไปด้วยอีกเช่นกัน
                      ราคายางพาราที่ตกต่ำลงในช่วงเวลานี้เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นตามวัฏจักรการเคลื่อนไหวของราคายางพาราที่นอกเหนือไปจากการเคลื่อนไหวตามฤดูกาล ในหนึ่งช่วงของการเคลื่อนไหวของราคาตามวัฏจักรนี้ใช้เวลาอย่างน้อยไม่ต่ำกว่า 7-8 ปี กว่าจะกลับฟื้นสู่ระดับสมดุลใหม่
                      ดังนั้น ใครที่ไปให้สัญญากับเกษตรกรว่าจะยกระดับราคาสินค้ายางพาราให้กลับสู่ในสภาพราคาสูงๆ ได้ จึงต้องพึงระวัง เพราะจะต้องใช้เงินและทรัพยากรในการจัดการจำนวนมากมายทีเดียว กว่าจะให้มาตรการเห็นผลเกิดขึ้นได้
———————-
(ทำกินถิ่นอาเซียน : ราคายางพาราในอาเซียน : โดย … รศ.สมพร อิศวิลานนท์)

เชื้อเพลิงพืชเกษตร ‘อัดแท่ง’ ต้นแบบพลังงานสิ่งแวดล้อม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160122/220968.html

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันศุกร์ที่ 22 มกราคม 2559
เชื้อเพลิงพืชเกษตร 'อัดแท่ง' ต้นแบบพลังงานสิ่งแวดล้อม

ทำมาหากิน : เชื้อเพลิงพืชเกษตร ‘อัดแท่ง’ ต้นแบบพลังงานสิ่งแวดล้อม : โดย…ธานี กุลแพทย์

                      การพัฒนาศักยภาพเชิงธุรกิจเครือข่ายคลัสเตอร์พลังงานเพื่อสิ่งแวดล้อม เป็นภารกิจหลักของโครงการสนับสนุนเครือข่ายเอสเอ็มอีใน 18 กลุ่มจังหวัด หนึ่งในนั้นคือ บริษัท เอส.วาย.เอส เพลเลท มิลล์ จำกัด ผู้ผลิตเชื้อเพลิงจากพืชเกษตรเหลือใช้อัดแท่ง กลุ่มพื้นที่ภาคกลาง ที่สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ สสว. ให้การสนับสนุน เตรียมต่อยอดเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันรองรับเปิดเออีซี
                      นายจาตุรงค์ ชาติสถาพร กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอส.วาย.เอส เพลเลท มิลล์ จำกัด นักบริหารหนุ่มวัย 32 ปี หนึ่งในผู้ประกอบการพลังงานชีวมวล ที่ได้รับการสนับสนุนจาก สสว.ในการส่งเสริมการเชื่อมโยงธุรกิจ เสริมสร้างและพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการเอสเอ็มอี มองว่า จากพื้นฐานเดิมของธุรกิจเป็นโรงสีข้าว ต่อเมื่อเห็นช่องทางธุรกิจจึงนำวัสดุการเกษตรเหลือใช้ เช่น แกลบ รำข้าว ชานอ้อย ขี้เลื่อย ฯลฯ มาแปรรูปเป็นสินค้าเชื้อเพลิงชีวมวลอัดแท่ง ด้วยเครื่องอัดแท่ง จำนวน 2 เครื่อง กำลังผลิต 900-1,000 กิโลกรัมต่อชั่วโมง ผลิตได้ 50 ตันต่อวัน
                      “สินค้าเชื้อเพลิงอัดแท่งนี้ จะป้อนให้ลูกค้าประเภทโรงงานอุตสาหกรรมอาหารกระป๋อง น้ำมันพืช มีฐานลูกค้าหลักอยู่ที่ จ.สมุทรสาคร สมุทรปราการ นครปฐม และราชบุรี ซึ่งจะมีราคาถูกกว่าการใช้พลังงานจากก๊าซแอลพีจี หรือน้ำมันเตา”
                      ทว่า ปัญหาของธุรกิจคือ วัตถุดิบมีความชื้นไม่คงที่ ค่าความร้อนไม่คงที่ มีน้ำหนักเบา ทำให้ต้นทุนค่าขนส่งสูง อีกทั้งขนาดและรูปร่างเชื้อเพลิงไม่คงที่ บวกกับราคาพลังงานในปัจจุบันมีความผันผวน โดยเฉพาะราคาน้ำมันและก๊าซแอลพีจี มีราคาถูกลง จึงเริ่มที่แข่งขันกับพลังงานดั้งเดิมได้ยากขึ้น แต่จากการได้รับการสนับสนุนจาก สสว.ทำให้ลดต้นทุนได้ถึง 8 หมื่นบาทต่อเดือน ด้านการตลาดสามารถตั้งเป้าการผลิตเพิ่มขึ้นถึง 100% จนมีความมั่นใจขยายธุรกิจด้วยการขยายโรงงาน ลงทุนซื้อเครื่องจักรเพิ่ม โดยใช้เงินลงทุนกว่า 10 ล้านบาท ตั้งเป้าหมายคืนทุนในเวลา 4-5 ปี โดยรายได้จะมาจากกำไรจากวัตถุดิบในการอัด 10-15% และรายได้ 20% โดยเฉลี่ยจากยอดขาย 10 ล้านบาทต่อเดือน
                      ด้าน นางสาลินี วังตาล ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม กล่าวว่า การดำเนินงานโครงการสนับสนุนเครือข่าย เอสเอ็มอีใน 18 กลุ่มจังหวัดในปี 2558 สสว.ได้มุ่งเน้นการส่งเสริมให้เกิดการรวมกลุ่มเป็นคลัสเตอร์เพื่อประชุมหารือการจัดทำแผนพัฒนาเครือข่ายอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งปัจจุบันกลุ่มคลัสเตอร์ที่ดำเนินการจัดทำแผนแล้วเสร็จประมาณ 30 แผน
                      “มีผู้ประกอบการที่เข้าสู่กระบวนการพัฒนาศักยภาพเชิงธุรกิจผ่านกิจกรรมพัฒนาและเสริมสร้างความเข้มแข็งเครือข่าย อาทิ การสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ผลิตภัณฑ์ การส่งเสริมการตลาดเชิงรุก การลดต้นทุนในการดำเนินธุรกิจ การพัฒนาตราสินค้า การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ฯลฯ ประมาณ 3,000 ราย” นางสาลินี แจง
                      พร้อมย้ำว่า ในปี 2559 จะดำเนินการต่อเนื่องให้บรรลุเป้าหมาย คือ การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้แก่ผู้ประกอบการไม่น้อยกว่า 1 หมื่นราย สร้างโอกาสทางการตลาด รวมถึงมีการขยายตัวทางเศรษฐกิจไม่น้อยกว่า 1,000 ราย และสามารถลดต้นทุนในการดำเนินธุรกิจไม่น้อยกว่า 150 ล้านบาท
———————-
(ทำมาหากิน : เชื้อเพลิงพืชเกษตร ‘อัดแท่ง’ ต้นแบบพลังงานสิ่งแวดล้อม : โดย…ธานี กุลแพทย์)

หันมาเลี้ยงจิ้งหรีดขาย เสริมรายได้ชาวสวนยาง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160121/220899.html

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันพฤหัสบดีที่ 21 มกราคม 2559
หันมาเลี้ยงจิ้งหรีดขาย เสริมรายได้ชาวสวนยาง

ทำมาหากิน : หันมาเลี้ยงจิ้งหรีดขาย เสริมรายได้ชาวสวนยาง : โดย…สุวรรณี บัณฑิศักดิ์

                      วิกฤติราคายางพาราตกต่ำ ยังเป็นปัญหาหลักสำหรับเกษตรกรชาวสวนยางในพื้นที่ภาคใต้ แต่หลายครอบครัวก็พยายามต่อสู้ดิ้นรนเพื่อให้ได้มาซึ่งรายได้เลี้ยงตัวเองและครอบครัว อย่างสามีภรรยาเกษตรกรชาวสวนยาง ลุงลิขิต บุญมาก อายุ 63 ปี และป้าวิญญา บุญมาก อายุ 62 ปี เกษตรกรชาวสวนยางพารา บ้านควนพระ หมู่ 2 ต.ท่าเรือ อ.บ้านนาเดิม จ.สุราษฎร์ธานี เลี้ยงเพาะขยายพันธุ์จิ้งหรีดขายได้ราคางามจนสามารถปลดหนี้ ธ.ก.ส. หนี้กองทุนหมู่บ้านและหนี้เงินล้าน ได้โดยไม่ต้องพึ่งพารายได้จากสวนยางพารา แถมยังมีเงินเหลือส่วนหนึ่งเก็บสะสมไว้ใช้ยามจำเป็นอีกด้วย
                      โดยได้เพาะเลี้ยงขยายพันธุ์จิ้งหรีดขาวและจิ้งหรีดดำในปล่องซีเมนต์ ขายให้กลุ่มนักตกปลาและกลุ่มผู้เลี้ยงนก มีรายได้ประมาณวันละ 500 บาท สร้างกำไรงาม สามารถนำเงินรายได้มาปลดหนี้สิน ธ.ก.ส. หนี้กองทุนหมู่บ้านและหนี้เงินล้าน ที่ทั้งคู่ต้องปลดหนี้กว่าปีละ 80,000 บาท โดยไม่ต้องพึ่งพารายได้จากสวนยางพารา
                      ลุงลิขิต บอกว่า ตนมีอาชีพเป็นเกษตรกรชาวสวนยางตั้งแต่บรรพบุรุษเมื่อรายได้จากยางพาราตกต่ำ ไม่พอเลี้ยงครอบครัวจึงยกรายได้จากการขายยางพาราให้ลูกสาว จากนั้นหันมาขายน้ำชากาแฟในช่วงเช้า ต่อมามีญาติแนะนำให้ทดลองเพาะเลี้ยงจิ้งหรีดขาย จึงทดลองเพาะขยายพันธุ์จากปล่องซีเมนต์ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 60 เซนติเมตรจำนวน 2 บ่อ จนมีความชำนาญจึงเพิ่มปริมาณการเลี้ยงขึ้นในปล่องขนาดใหญ่เส้นผ่าศูนย์กลาง 120 เซนติเมตร โดยทำมา 2 ปีจนปัจจุบันนี้มีจำนวนถึง 14 ปล่อง สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตจากการเพาะจิ้งหรีดขายได้วันละ 300-400 บาท บางวันขายได้สูงถึงวันละ 800 บาท
                      นอกจากนั้นยังมีเงินเก็บอีกจำนวนหนึ่งไว้ใช้ยามฉุกเฉินอีกด้วยเนื่องจากทั้งคู่อายุมากแล้ว ทั้งนี้หากจะเปรียบเทียบรายได้จากการขายผลผลิตยางพาราในปัจจุบันนี้ต้องยอมรับว่าการประกอบอาชีพเสริมด้วยการเพาะจิ้งหรีดขายมีรายได้ดีกว่าการทำสวนยางพารา ซึ่งตลาดยังมีความต้องการอีกมาก เนื่องจากเป็นที่นิยมของกลุ่มนักตกปลาและกลุ่มผู้เลี้ยงนก
                      “เกษตรกรรายใดต้องการนำไปเพาะขยายพันธุ์ขาย ตนก็มีไข่จิ้งหรีดขายในราคากระบะละ 300 บาท และสามารถเพาะขายได้ถึง 2,500 บาทต่อ 1 ปล่อง โดยใช้เวลา 45 วัน นอกจากนั้นมูลของจิ้งหรีดยังกวาดเก็บมาเป็นปุ๋ยขายในราคา กก.ละ 30 บาทอีกด้วย”
                      ลุงลิขิต ยอมรับว่า สำหรับการเลี้ยงจิ้งหรีดนั้นง่ายมาก ขนาดตัวเล็กก็จะให้กินอาหารที่ใช้เลี้ยงหมู ใบมัน มะละกอสุก และผลไม้เกือบทุกชนิด แต่การเพาะเลี้ยงจิ้งหรีดเกษตรกรจะต้องศึกษาให้เข้าใจถึงวิธีการเลี้ยงและให้น้ำจิ้งหรีดกินที่เหมาะสม มิฉะนั้นจิ้งหรีดตายทำให้ขาดทุนได้
                      ด้านกุศล บุญกล่อม ผู้จัดการ ธ.ก.ส. สาขาบ้านนาเดิมกล่าวถึงลุงลิขิต บุญมาก และป้าวิญญา บุญมาก เป็นลูกค้า ธ.ก.ส.มานานและเป็นลูกค้าชั้นดี ธ.ก.ส.จะให้การสนับสนุนเรื่องเงินทุนในการเพาะเลี้ยงจิ้งหรีดเพิ่ม แต่ทั้ง 2 คนปฏิเสธโดยบอกว่าตอนนี้รายได้ดีพอสามารถเลี้ยงครอบครัวและส่งเงินกู้ได้อย่างไม่ขัดสนไม่ต้องกู้เพิ่ม
                      “สำหรับการเลี้ยงจิ้งหรีดสร้างรายได้เสริมนั้น ยังขาดการสนับสนุนจากภาคราชการอย่างจริงจัง ซึ่งตนเห็นว่าเป็นทางเลือกทางหนึ่งของเกษตรกรชาวสวนที่จะประกอบอาชีพเสริม พร้อมร้องขอเกษตรกรชาวสวนอย่าเพิ่งสิ้นหวังกับสวนยางพารา ให้หันมามองหาการทำอาชีพเสริมแบบภูมิปัญญานำมาทดลอง เช่น การเลี้ยงไก่ชน หรืออื่นๆ ที่สามารถเสริมรายได้มาจุนเจือครอบครัวในยุคราคายางพาราตกต่ำ” ผู้จัดการธ.ก.ส.คนเดิมกล่าวย้ำ
                      การเลี้ยงจิ้งหรีดนับเป็นทางเลือกอีกอาชีพที่สร้างรายได้เสริมให้แก่ชาวสวนยางในห้วงเวลาที่ราคายางกำลังตกต่ำอยู่ในขณะนี้
———————–
(ทำมาหากิน : หันมาเลี้ยงจิ้งหรีดขาย เสริมรายได้ชาวสวนยาง : โดย…สุวรรณี บัณฑิศักดิ์)

สู้ชีวิตเย็บจักรข้างถนน สู่ตึกแถวขายเสื้อมือสอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160121/220898.html

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันพฤหัสบดีที่ 21 มกราคม 2559
สู้ชีวิตเย็บจักรข้างถนน สู่ตึกแถวขายเสื้อมือสอง

หนักเอาเบาสู้ : สู้ชีวิตเย็บจักรข้างถนน สู่ตึกแถวขายเสื้อมือสอง : โดย…กวินทรา ใจซื่อ

                      ถนนอนามัย ถนนสายรองเส้นทางใจกลางเมืองขอนแก่น มีทางโค้งและซอยย่อยมากมาย ที่นี้มีร้านขายเสื้อผ้ามือสองที่ได้รับความนิยมมาก ลูกค้ามีทุกระดับในสนนราคาไม่แพง ทั้งหมดนี้มาจากฝีมือด้านการค้าของหญิงแกร่ง “วีวงศ์ แข็งแรง”
                      “วีวงศ์ แข็งแรง” ในวัย 61 ปีวันนี้ เป็นชาวมุกดาหาร คลุกคลีกับผ้ามาทั้งชีวิต ญาติแนะนำให้มาหาช่องทางทำกินที่ขอนแก่น จึงมาตั้งจักรอยู่ริมถนนรับซ่อมแซมผ้า ด้วยฝีมือละเอียดประณีต ราคาไม่แพง ไม่นานก็มีลูกค้าประจำมากมาย มองเห็นลู่ทางการค้าขายเสื้อผ้ามือสอง นำเงินทุนส่วนหนึ่งไปซื้อที่ตลาดนัดจตุจักร ปรากฏได้รับความนิยม ต่อเมื่อมีเงินลงทุนเพิ่มขึ้นจึงเดินทางไปคัดผ้าที่ตลาดโรงเกลือ จากแผงรับปะเปลี่ยนผ้าริมทาง เก็บเงินทองซื้อตึกแถวพร้อมเปิดหน้าบ้านขายเสื้อผ้ามือสองคุณภาพดี มีลูกค้าเข้าออกตลอดเวลา
                      “ขายผ้ามือสองมานาน 30 ปีแล้ว สินค้าที่ร้านรับมาจากตลาดโรงเกลือ เดิมไปคัดผ้าเอง ตอนนี้ให้พ่อค้าที่ติดต่อซื้อขายกันประจำคัดเลือกและส่งมาให้ จุดเด่นของสินค้าที่ร้านคือคัดเฉพาะผ้าหัวกระสอบเกรดเอ จึงไม่ต่างกับสินค้าใหม่ ลูกค้าจะบอกกันปากต่อปาก หลายคนเป็นลูกค้าขาประจำที่ซื้อกันทุกปี หลักๆ จะเน้นวางขายหน้าบ้านเพราะช่วยลดต้นทุนได้”
                      เทคนิคการค้าขายผ้ามือสองของวีวงศ์ คือเน้นเกรดผ้าที่สวยที่สุดของกระสอบเพราะผ้าที่ได้จะมีคุณภาพไม่ต่างจากผ้ามือหนึ่ง คุณภาพดี ล้วนเป็นแฟชั่นเสื้อกันหนาวมียี่ห้อเป็นที่ต้องการของลูกค้า ผลิตมาจากเกาหลี ญี่ปุ่น และยุโรป หลากหลายรูปแบบคละกัน การตัดเย็บประณีต ออกแบบทันสมัย เนื้อผ้าสร้างความอบอุ่นได้ดี
                      ส่วนราคาขายกำหนดจากการออกแบบ เนื้อผ้า ยี่ห้อ สถานที่การผลิต ลูกค้าเลือกดู เลือกซื้อได้ตามชอบใจ หากพบว่ามีร่องรอยชำรุด หรือใส่ไม่ได้ ก็เปลี่ยนกับทางร้านได้ มีราคาเริ่มต้นที่ 100 บาทขึ้นไป ที่สำคัญสำหรับคนค้าขายคือต้องใส่ใจลูกค้า พูดจาไพเราะ และมีความซื่อสัตย์ ตลอดทั้งวันจึงมีลูกค้ากลุ่มใหญ่จากหลายสาขาอาชีพเข้ามาเลือกซื้อ มีทั้งซื้อใส่เอง นำไปขายต่อ
                      “หากทำเป็นอาชีพเสริมก็ต้องเลือกผ้าเป็น ดูตลาดเป็น บางคนไม่ถนัดค้าขายก็คิดแต่เรื่องกำไร ขอให้เริ่มต้นทำด้วยใจรักก่อน สร้างความไว้ใจให้ลูกค้า จะได้บอกกันปากต่อปาก ส่วนสินค้าที่ร้านป้า หากรู้ว่าจะรับไปขายก็จะถามสถานที่วางขาย เพื่อจะได้ดูกลุ่มลูกค้า และแนะนำสินค้า ส่วนราคาขายปลีกเริ่มที่ 80 บาท ขายส่ง 10 ตัวขึ้นไปราคา 50-200 บาท ดูตามเกรด”
                      ทุกอาทิตย์วีวงศ์จะมีสินค้าใหม่เปิดกระสอบที่ร้าน ให้ลูกค้าเลือกซื้อหาไปสวมใส่ และนำไปขายต่อเป็นอาชีพเสริม ลองเข้าไปเลือกซื้อและขอคำแนะนำได้ที่ร้าน เลขที่ 94/7 หมู่ 4 ถ.อนามัย อ.เมือง จ.ขอนแก่น
———————–
(หนักเอาเบาสู้ : สู้ชีวิตเย็บจักรข้างถนน สู่ตึกแถวขายเสื้อมือสอง : โดย…กวินทรา ใจซื่อ)

พบแมงมุมพิษร้ายแรงชนิดที่3ในไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160120/220913.html

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันพุธที่ 20 มกราคม 2559
พบแมงมุมพิษร้ายแรงชนิดที่3ในไทย

จุฬาฯ ค้นพบ ‘แมงมุมสันโดษเมดิเตอร์เรเนียน’ ครั้งแรกในไทย ชี้เป็นชนิดที่ 3 มีพิษร้ายแรง ทำให้เกิดการตายของเนื้อเยื่อ หากแผลติดเชื้อลุกลาม จะนำไปสู่การเสียชีวิต

                      20 ม.ค. 59  ที่ตึกเคมี 2 คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แถลงข่าว “การค้นพบแมงมุมสันโดษเมดิเตอร์เรเนียน Mediterranean recluse spider ครั้งแรกในประเทศไทย” โดยทีมผู้วิจัยจากศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านกีฏวิทยา ภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ นำโดยนายนรินทร์ ชมภูพวง นิสิตปริญญาเอก ระหว่างการลงพื้นที่สำรวจในบริเวณถ้ำ ภายในเขตพื้นที่โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องจากพระราชดำริฯ (อพ.สธ.) อ.ไทรโยค จ.กาญจนบุรี
                      นายนรินทร์ กล่าวว่า แมงมุมสันโดษเมดิเตอร์เรเนียน มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Loxosceles rufescens เป็นการค้นพบครั้งแรกในประเทศไทย จัดอยู่ในกลุ่มแมงมุมที่มีพิษร้ายแรงอันดับต้นๆ ของโลก ซึ่งพิษของแมงมุมจะส่งผลทำให้เกิดการตายของเนื้อเยื่อบริเวณที่ถูกกัด และหากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันถ่วงที ปล่อยให้แผลติดเชื้อลุกลาม จะนำไปสู่การเสียชีวิตได้ โดยเฉพาะในกลุ่มของเด็ก ผู้สูงอายุ หรือผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่องที่ต้องระมัดระวัง ไม่ไปจับหรือสัมผัสแมงมุมดังกล่าว สำหรับลักษณะของแมงมุมชนิดนี้ส่วนใหญ่จะมีลักษณะสีเหลืองน้ำตาล บนตัวจะไม่มีลวดลายและเม็ดสี มีลำตัวของแมงมุมสีน้ำตาลเข้มมองแล้วคล้ายกับไวโอลีน จึงเป็นที่มาเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า แมงมุมไวโอลีน ขนาดลำตัวจากส่วนฐานของเขี้ยวถึงปลายท้องประมาณ 7.0 – 7.5 มิลลิเมตร ลำตัวมีลักษณะแบนเรียวลู่คล้ายลูกศรในบริเวณส่วนบนที่เป็นที่ตั้งของตา แมงมุมชนิดนี้มีตา 3 คู่ รวม 6 ตา โดย 1 คู่ อยู่ด้านบน อีก 2 คู่ ขนานกันด้านล่าง ขามี 4 คู่ เรียวและยาวไปทางด้านข้าง ส่วนท้องมีลักษณะรีมีขนกระจายอยู่ทั่วท้อง ซึ่งการระบุและจำแนกชนิดของแมงมุมอย่างชัดเจนและแน่นอนต้องศึกษาลักษณะของอวัยวะสืบพันธุ์ของตัวผู้หรือตัวเมีย
                      ทั้งนี้ แมงมุมชนิดดังกล่าว มีถิ่นกำเนิดมาจากประเทศในเขตทะเลเมดิเตอร์เรเนียน และมีการแพร่กระจายในหลายประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา เม็กซิโก ประเทศในแถบยุโรป รัสเซีย และออสเตรเลีย ส่วนเอเชียจะพบในไต้หวัน ญี่ปุ่น จีน แต่ในกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรืออาเซียนยังไม่มีการพบแมงมุมชนิดดังกล่าว นอกจากประเทศไทย ที่พบเฉพาะภายในถ้ำแห่งนี้เท่านั้น ประมาณ 500 ตัว และเมื่อสำรวจในพื้นที่บริเวณใกล้เคียงอีกจำนวน 5 ถ้ำ ก็ยังไม่พบแมงมุมชนิดดังกล่าว นอกจากนั้นตามลักษณะของแมงมุมชนิดนี้ที่ชอบหลบซ่อนตามซอกมุม ที่แคบ หากินตอนกลางคืน ไม่มีนิสัยดุร้าย ไม่วิ่งเข้าหาคน และถ้าอยู่ที่ไหนแล้วดีก็จะอยู่ที่นั้นไปตลอด ทำให้ทราบได้ว่าแมงมุมจะไม่มีการกระจายไปยังที่อื่นๆ
                      นายนรินทร์ กล่าวต่อไปว่า จากการสันนิษฐานตามแหล่งที่พบแมงมุมสันโดษเมดิเตอร์เรเนียน หรือถ้ำที่พบนั้น จะอยู่กับเส้นทางรถไฟสายมรณะ จึงเป็นไปได้ว่าแมงมุมชนิดนี้อาจจะเข้ามาอยู่ในประเทศไทยตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่สอง โดยอาจจะมาในระหว่างที่มีการขนส่งวัสดุใกล้กับยุทโธปกรณ์จากญี่ปุ่นมายังไทยเพราะถ้ำนี้เป็นสถานที่เก็บอุปกรณ์ในการก่อสร้างรถไฟ และตามรายงานของญี่ปุ่นพบแมงมุมชนิดนี้ก่อนสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง หลังจากนี้ ทีมวิจัยจะมีการศึกษาวิจัย สำรวจพื้นที่ตามเส้นทางรถไฟสายมรณะว่าจะพบแมงมุมสันโดษเมดิเตอร์เรเนียนหรือไม่ เพื่อพิสูจน์การเข้ามาของแมงมุมชนิดนี้ในประเทศไทยว่าแพร่มาตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่สองจริงหรือไม่
                      “ขณะนี้ประเทศไทยมีแมงมุมที่มีพิษร้ายแรง ทั้งหมด 3 ชนิด ได้แก่ แมงมุมแม่ม่ายสีน้ำตาล ที่สามารถพบกระจายทั่วประเทศไทย แมงมุมแม่ม่ายหลังเพลิงยังไม่พบกระจายมาก ครั้งแรกพบที่ จ.ฉะเชิงเทรา และแมงมุมสันโดษเมดิเตอร์เรเนียน ที่พบเฉพาะในถ้ำ ภายในเขตพื้นที่โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องจากพระราชดำริฯ (อพ.สธ.) อ.ไทรโยค จ.กาญจนบุรี ซึ่งตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ประเทศไทยยังไม่พบผู้เสียชีวิตจากการได้รับพิษจากแมงมุม หรือถูกแมงมุมกัด ส่วนก่อนหน้านี้ที่มีการกล่าวว่ามีผู้เสียชีวิตจากแมงมุมก็ได้รับการยืนยันว่าไม่ใช่เป็นพิษจากแมงมุมแต่เกิดจากอาการแทรกซ้อนอื่นๆ” นายนรินทร์ กล่าวและว่า ปัจจุบันยังไม่มีเซรุ่มในการรักษา หากโดนกัดจากการไปสัมผัสโดยตรงหรือถูกตัวแมงมุมโดยบังเอิญที่มีแมงมุมอาศัยอยู่ ซึ่งจะมีลักษณะอาการเป็นตุ่มแดงคล้ายยุงกัด ควรรักษาแผลให้สะอาด และขอให้ไปพบแพทย์โดยเร็ว หรือถ้าให้ดีให้จับแมงมุมที่กัดไปด้วย เพื่อจะได้รักษาอย่างถูกต้องตามอาการ
                      อย่างไรก็ตาม แมงมุมเป็นสัตว์ที่ไม่ทำร้ายใครถ้าไม่ไปยุ่ง และมีความสำคัญต่อระบบนิเวศมาก เนื่องจากเป็นสัตว์ที่กินแมลงจะช่วยควบคุมการเติบโตของแมลง ดังนั้น เมื่อพบเห็นแมงมุมอย่าฆ่าหรือไปทำร้าย ส่วนกรณีที่หลายฝ่ายกังวลว่า เมื่อมีการเผยแพร่ข่าวนี้ออกไปแล้วจะทำให้ผู้ที่ชื่นชอบ นักสะสมแมงมุมเข้าไปในพื้นที่เพื่อจับแมงมุมออกมาเลี้ยง หรือจำหน่ายนั้น ไม่ต้องวิตกกังวลเพราะพื้นที่ดังกล่าวอยู่ในการดูแลของทหาร อีกทั้ง การพบแมงมุมชนิดนี้ ยังจำกัดในวงแคบและไม่กระจายในประเทศไทย ดังนั้น ไม่อยากให้ประชาชนตื่นตระหนกกับแมงมุมสันโดษเมดิเตอร์เรเนียน แต่ขอให้ทราบถึงสถานะและการกระจายตัวของแมงมุมชนิดนี้เพื่อเฝ้าระวัง เพราะถึงแมงมุมชนิดนี้จะมีชื่อเสียงในด้านพิษที่รุนแรง แต่ข้อมูลจากการวิจัย และการเก็บสถิติเป็นเวลากว่า 10 ปีในต่างประเทศ พบว่า คนที่โดนแมงมุมชนิดนี้กัดมีเพียงร้อยละ 10 เท่านั้นที่เกิดแผลรุนแรงจนต้องได้รับการรักษาทางการแพทย์ และในประเทศบราซิลมีรายงานอัตราการตายของคนที่ถูกแมงมุมชนิดนี้กัดถือว่าต่ำ มีเพียง 0.05 หรือ 47 ราย จากทั้งหมด 91,820 คน และในประเทศไทยยังไม่มีผู้ถูกแมงมุมชนิดนี้กัด หรือทำร้าย แต่หากพบแมงมุมมีลักษณะดังกล่าวและไม่มั่นใจว่าแมงมุมชนิดนี้หรือไม่ สามารถส่งตัวอย่างมาเพื่อตรวจสอบและยืนยันได้ที่ศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านกีฏวิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ โทร. 02-218-5272

แกล้งกล้วยออกปลีกลางต้น วิถีเกษตร ‘ปิยะพงษ์ วงศรีลา’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160120/220820.html

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันพุธที่ 20 มกราคม 2559
แกล้งกล้วยออกปลีกลางต้น วิถีเกษตร 'ปิยะพงษ์ วงศรีลา'

เกษตรกรคนเก่ง : แกล้งกล้วยออกปลีกลางต้น วิถีเกษตร ‘ปิยะพงษ์ วงศรีลา’ : โดย…กวินทรา ใจซื่อ

                      การทำเกษตรอินทรีย์ผสมผสานของ “ปิยะพงษ์ วงศรีลา” วัย 33 ปี เกษตรกร ต.นาใน อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร ที่ทำมาเกือบ 4 ปี มีพืชผักสวนครัว ไม้ยืนต้นกว่า 100 ชนิด บนเนื้อที่กว่า 5 ไร่ ทำให้มีผลผลิตขายทั้งปี โดยเฉพาะกล้วยน้ำว้าซึ่งเป็นรายได้หลักใช้เทคนิคปลูก “บังคับออกปลีกลางต้น”
                      โดยในพื้นที่ปลูกทั้งกล้วยไข่ กล้วยหอม เดิมใช้วิธีปลูก ดูแลรักษาและให้กล้วยน้ำว้าแทงปลีตามธรรมชาติ แต่กล้วยจะมีต้นสูงใหญ่ ทำให้ต้องหาไม้มาค้ำยัน เก็บเกี่ยวยาก และหากมีลมพายุต้นกล้วยก็จะหักโค่น ทำให้ผลผลิตเสียหายขายไม่ได้ราคา จนปี 2554 พบข้อมูลของมหาวิทยาลัยแม่โจ้ ที่ได้ศึกษาวิธีบังคับกล้วยให้แทงเครือกลางลำต้นจึงนำองค์ความรู้มาทดลองทำ พบว่าได้ผลดี ทั้งจัดการง่าย ส่วนผลผลิตที่ได้ก็ไม่ต่างจากการแทงเครือแบบธรรมชาติ
                      ปิยะพงษ์ เริ่มทดลองแกล้งกล้วยจากกล้วยน้ำว้าก่อน โดยเลือกต้นที่มีอายุ 7-8 เดือน เพราะเป็นช่วงที่กล้วยสมบูรณ์ ต้นใหญ่พร้อมจะออกปลี ทั้งต้องสังเกตที่ใบธง หากใบธงชูก้านใบ มีลักษณะม้วนหลวม เป็นระยะที่เหมาะในการเจาะลำต้น โดยให้เจาะห่างจากพื้น 160 เซนติเมตร ระดับความสูงที่พอเหมาะสำหรับการจัดการดูแลและการเก็บเกี่ยวผลผลิต
                      “จากนั้นใช้มีดคมเจาะเป็นสี่เหลี่ยมเข้าไปให้ถึงกลางลำต้น แล้วใช้ฟิวเจอร์บอร์ดปิดด้านบน เพื่อบังคับให้ปลีกล้วยทะลุออกกลางลำต้น ราว 2 อาทิตย์ ปลีกล้วยจะแทงออกมา จากนั้นใส่ปุ๋ยคอก รดน้ำบำรุงให้ต้นสมบูรณ์ เมื่อทดลองใช้วิธีนี้พบว่าดูแลง่าย เก็บผลผลิตได้เร็ว ทุ่นเวลา ไม่ต้องทำค้ำยัน ทำให้มีเวลาไปดูแลเรื่องอื่นได้มากขึ้น” ปิยะพงษ์แจง ทั้งบอกว่าอนาคตจะทดลองกับกล้วยไข่ และกล้วยหอม
                      อีกทั้งปิยะพงษ์ยังได้รวบรวมเกษตรกรในหมู่บ้านที่สนใจทำเกษตรผสมผสาน รวมกันเป็นกลุ่มวิสาหกิจชุมชนเกษตรสวนกระแส ปัจจุบันมีสมาชิก 12 คน มีกิจกรรม ทั้งทดลองหาวิธีใหม่ๆในการเพิ่มผลิต ลดเวลาทำงาน แลกเปลี่ยนเรียนรู้ ศึกษาดูงาน ทำให้มีพลังต่อรองกับพ่อค้าคนกลาง กำหนดราคาสินค้า พร้อมเปิดพื้นที่เป็นศูนย์เรียนรู้เกษตรทฤษฎีใหม่ไว้ให้ผู้สนใจเข้ามาศึกษาด้วย
——————–
(เกษตรกรคนเก่ง : แกล้งกล้วยออกปลีกลางต้น วิถีเกษตร ‘ปิยะพงษ์ วงศรีลา’ : โดย…กวินทรา ใจซื่อ)

‘เมธี’ เมล็ดมะม่วงแปรรูป ยอดของฝาก-ต้นตำรับการอบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160120/220821.html

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันพุธที่ 20 มกราคม 2559
'เมธี' เมล็ดมะม่วงแปรรูป ยอดของฝาก-ต้นตำรับการอบ

ทำมาหากิน : ‘เมธี’ เมล็ดมะม่วงแปรรูป ยอดของฝาก-ต้นตำรับการอบ : โดย…ธานี กุลแพทย์

                      นับเป็นความสำเร็จอีกก้าวของเมล็ดมะม่วงหิมพานต์แปรรูปแบรนด์ “เมธี” นำโดย นายเมธี-นางบุญมา จตุเมธเมธี แห่งเมืองภูเก็ต ที่มุ่งมั่นพัฒนาธุรกิจครอบครัว จนก้าวสู่เบอร์หนึ่งของประเทศในสินค้าประเภทนี้ ด้วยความโดดเด่นด้านคุณภาพ รสชาติ ที่โดนใจผู้บริโภค ทั้งการเข้าร่วมโครงการของรัฐเพื่อปรับปรุงมาตรฐานสินค้า เป็นแรงผลักที่ทำให้แบรนด์ของฝากจากแดนใต้นี้บรรลุเป้าหมายยิ่งขึ้น
                      โดยเฉพาะการเข้าร่วมโครงการของกระทรวงอุตสาหกรรม One Province One Agro-Industrial Product (OPOAI) หรือโครงการพัฒนาขีดความสามารถการแข่งขันของอุตสาหกรรมส่วนภูมิภาค ซึ่งได้ อาภา วราภิวัฒนกุล ผู้จัดการทั่วไป บริษัท เมธีภูเก็ต จำกัด หลานสาว เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงสำคัญ
                      อาภา บอกว่า บริษัทเป็นเจ้าแรกๆ ใน จ.ภูเก็ต ที่แปรรูปเมล็ดมะม่วงหิมพานต์ โดยคุณลุงและคุณป้าอดีตช่างทองได้พลิกชีวิตมาสู่อาชีพนี้เมื่อปี 2515 ด้วยแนวคิดนำมะม่วงหิมพานต์ ซึ่งปลูกมากในภาคใต้มาแปรรูปเป็นสินค้า โดยเฉพาะในโหมดของเมล็ดที่นำมาคั่วหรืออบ จากนั้นทั้งคู่ได้ต่อสู้กับปัญหาอุปสรรค กระทั่งนำมาสู้ซึ่งผลิตภัณฑ์แบรนด์ “เมธี” มีทั้งเมล็ดมะม่วงอบหลากรส น้ำมะม่วงหิมพานต์ น้ำพริกมะม่วงฯกุ้งเสียบ แกงไตปลา ฯลฯ
                      “ตลอดเกือบ 40 ปีที่บริษัทดำเนินธุรกิจนี้ นับว่าประสบผลสำเร็จด้วยดี ทั้งชื่อเสียงด้านคุณภาพ รสชาติความอร่อย โดยเฉพาะวิธีการแปรรูปซึ่งเราเป็นเจ้าแรกและเจ้าเดียวที่ใช้วิธีการอบ จนได้รับการกล่าวขานว่าเป็นต้นตำรับของ จ.ภูเก็ต” อาภา กล่าว
                      ปัจจุบันสินค้าเม็ดมะม่วงแปรรูปมียอดจำหน่ายกว่า 2.5 หมื่นกิโลกรัมต่อปี มีการตลาดกับกลุ่มนักท่องเที่ยวแบ่งเป็นสัดส่วนในประเทศร้อยละ 95 และต่างประเทศร้อยละ 5 โดยสถานที่จำหน่ายคือร้านขายของฝากเมธีในตัวเมืองภูเก็ตทั้ง 2 สาขา
                      ทว่า ในความสำเร็จนั้น อาภายอมรับว่าก็มีปัญหาเช่นกัน โดยเฉพาะเรื่องประสิทธิภาพการผลิต และการตลาด เหตุนี้ในปี 2558 จึงเข้าร่วมโครงการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมส่วนภูมิภาค (OPOAI) ใน 2 แผนงาน
                      เริ่มจากแผนที่ 2 คือ เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ได้มีการปรับปรุง 2 ส่วน คือ 1.เพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการบรรจุอัตโนมัติ หลังปรับปรุงสามารถลดของเสียได้จาก 20% เหลือ 0% คิดเป็นมูลค่าปีละ 532,000 บาท และ 2.เพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการบรรจุอัตโนมัติแบบฟิล์มหด ก่อนปรับปรุงเกิดของเสีย 50% หลังปรับปรุงแล้วอัตราการเกิดของเสียเป็น 0 คิดเป็นมูลค่าปีละ 355,800 บาทต่อปี
                      และแผนที่ 6 กลยุทธ์ขับเคลื่อนการตลาด ซึ่งทีมที่ปรึกษาได้สำรวจ วิเคราะห์ ประเมิน ให้คำปรึกษาแนะนำเชิงลึก ทั้งศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภค แนะนำแผนกลยุทธ์การตลาดระยะสั้นเพื่อกระตุ้นยอดขาย 5% ระยะกลางเพื่อพัฒนาบรรจุภัณฑ์ ระยะยาวเพื่อพัฒนาสินค้าและเปิดช่องทางการจำหน่ายใหม่
                      “เราได้พัฒนาบรรจุภัณฑ์ใหม่เพื่อเพิ่มมูลค่าใน 3 รูปแบบ คือ แบบกล่อง แบบซอง แบบขวด อีกทั้งเราได้เปิดช่องทางการตลาดใหม่ในร้านคิงเพาเวอร์ ซึ่งจากการเข้าร่วมโครงการสามารถเพิ่มยอดขายได้ร้อยละ 17.57”
                      ทั้งนี้ อาภา ยอมรับว่า แผนการประชาสัมพันธ์ผลิตภัณฑ์จนเป็นที่รู้จักกันทั่วไป นอกจากยึดหลักความพอเพียง ความเชื่อมั่นในตัวสินค้าแล้ว การใช้ระบบโซเชียลเน็ตเวิร์กเป็นอีกหนทางที่เพิ่มยอดขายได้ต่อเนื่องเช่นกัน
——————–
(ทำมาหากิน : ‘เมธี’ เมล็ดมะม่วงแปรรูป ยอดของฝาก-ต้นตำรับการอบ : โดย…ธานี กุลแพทย์)

มก.สานฝันปั้น ‘สังข์ทองโมเดล’ สู่เมืองเกษตรอินทรีย์รับเออีซี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160119/220753.html

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันอังคารที่ 19 มกราคม 2559
มก.สานฝันปั้น 'สังข์ทองโมเดล' สู่เมืองเกษตรอินทรีย์รับเออีซี

ทำมาหากิน : มก.สานฝันปั้น ‘สังข์ทองโมเดล’ สู่เมืองเกษตรอินทรีย์รับเออีซี : โดย…สุรัตน์ อัตตะ

                      นับเป็นความสำเร็จอีกก้าวของการลงนามความร่วมมือบันทึกทำข้อตกลงระหว่างมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์กับสภาหอการค้าและอุตสาหกรรมแห่งชาติ สปป.ลาว ในการจัดตั้ง “ศูนย์ส่งเสริมการเกษตรและอาชีพเมืองสังข์ทอง” หรือ “สังข์ทองโมเดล” โดยการริเริ่มของอดีตผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมและฝึกอบรม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน “ผศ.อนุพร สุวรรณวาจกกสิกิจ” ที่ปัจจุบันรั้งตำแหน่งผู้อำนวยการสถานีวิทยุแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (สถานีวิทยุ มก.) หลังจากส่งทีมงานนักวิชาการเข้าไปสำรวจพื้นที่การเกษตรเมืองสังข์ทอง จากนั้นคัดเลือกเกษตรกรตัวแบบเมืองสังข์ทองจำนวน 10 รายมาฝึกอบรมการทำนาปลูกข้าวด้วยนวัตกรรมสมัยใหม่ที่โรงเรียนข้าวและชาวนา มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตแพงแสน เมื่อปี 2558 เพื่อหวังให้เป็นเกษตรกรแกนนำของเมืองสังข์ทอง สปป.ลาวต่อไป
                      “การร่วมมือจัดตั้งศูนย์ดังกล่าวนี้ก็เพื่อเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ทั้งทางด้านการฝึกอบรมแก่ประชาชนที่สนใจและการถ่ายทอดเทคโนโลยีทางการเกษตรและวิชาชีพผ่านวีดิทัศน์และสื่อในรูปแบบต่างๆ ที่สนองต่อความต้องการของประชาชนในพื้นที่ ตลอดจนการให้บริการวิชาการด้านต่างๆ เพื่อเพิ่มรายได้ให้แก่ประชาชน พัฒนาคุณภาพชีวิตและนำพาชาวเมืองสังข์ทองให้รอดพ้นจากความยากจน มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นและประชาชนในพื้นที่สามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน ตามแผนงานที่รัฐบาล สปป.ลาว ได้วางเอาไว้” ผศ.อนุพร เผยเป้าหมายความร่วมมือเมื่อครั้งนำคณะผู้บริหาร มก.เยือนเมืองสังข์ทองเมื่อปีที่แล้ว
                      ปัจจุบันการดำเนินกิจกรรมภายใต้ความร่วมมือของทั้งสองหน่วยงานมีความก้าวหน้าตามลำดับ ไม่ว่าจะเป็นการส่งเกษตรกรตัวแบบของเมืองสังข์ทองมาฝึกทำนาที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน การถ่ายทอดเทคโนโลยีทางการเกษตรและวิชาชีพผ่านวิดีทัศน์และสื่อต่างๆ การให้ทุนการศึกษาระดับมหาบัณฑิตของมหาวิทยาลัยเพื่อต่อยอดองค์ความรู้ด้านการเกษตรให้แก่นักศึกษา สปป.ลาว เพื่อนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ในการพัฒนาเมืองสังข์ทองต่อไป ในขณะระดับเจ้าหน้าที่ก็มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันอยู่ตลอดเวลาเพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้
                      อย่างไรก็ตามระหว่างวันที่ 20-21 มกราคม นายกสภามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ รศ.ดร.วิโรจ อิ่มพิทักษ์ นำคณะผู้บริหารมหาวิทยาลัย พร้อมด้วยหน่วยงานในเครือข่ายพันธมิตรอย่าง ธ.ก.ส.เดินทางสู่เมืองสังข์ทอง สปป.ลาว อีกครั้งเพื่อติดตามความคืบหน้าการดำเนินงานและเยี่ยมชมความสำเร็จในด้านต่างๆ ของเกษตรกรตัวแบบ อาทิ ข้าว พืชผัก การเพาะเห็ด เป็นต้น หลังผ่านการฝึกอบรมจากประทเศไทยเพื่อนำไปถ่ายทอดให้แก่เกษตรกรในพื้นที่ นอกจากนี้ยังมีการหารือถึงปัญหาและอุปสรรคต่างๆ ที่ผ่านมาและกิจกรรมที่จะมีต่อใปนอนาคตด้วย
                      “การหารือของคณะท่านนายกสภา มก. กับสภาการค้า สปป.ลาว ครั้งนี้เป็นการต่อยอดความร่วมมือจากครั้งที่แล้ว โดยเสนอประเด็นเพิ่มเติมใน 3 ประเด็นคือ 1.การจัดการองค์ความรู้เรื่องยางพารา 2.ความร่วมมือที่จะมีต่อไปในอนาคตกับ มก.และ 3.การริเริ่มใช้เครือข่ายสถานีวิทยุ มก. เพื่อตกลงในความร่วมมือระหว่างกันในด้านการแลกเปลี่ยนรายการวิทยุกระจายเสียง ระหว่างกัน การร่วมมือในการพัฒนาบุคลากรด้านผลิตรายการและด้านเทคนิคและการให้ความช่วยเหลือในด้านเนื้อหาทางการเกษตร เพื่อการผลิตรายการ” ผอ.สถานีวิทยุ มก. หนึ่งในคณะผู้บริหารเผยประเด็นการหารือในการเดินทางไปเยือน สปป.ลาวครั้งนี้ พร้อมกับย้ำว่าเป็นการเตรียมความพร้อมในทางวิชาการระหว่างสองหน่วยงานเพื่อรองรับการเป็นเจ้าภาพจัดประชุมประชาคมอาเซียนของ สปป.ลาว ในฐานะประธานอาเซียนปี 2559 ด้วย
                      สำหรับเมืองสังข์ทองตั้งอยู่ทางทิศเหนือของนครหลวงเวียงจันทน์ ประมาณ 60 กิโลเมตรฝั่งตรงข้ามกับ อ.สังคม จ.หนองคาย สภาพพื้นที่โดยทั่วไปเป็นภาคเกษตรกว่าร้อยละ 70 มีทั้งนาข้าวและเลี้ยงสัตว์ โดยแบ่งการปกครองออกเป็น 35 หมู่บ้าน มีจำนวนประชากร 38,000 คน ประชาชนส่วนใหญ่มีอาชีพเกษตรกรรมแบบดั้งเดิม ทำให้รัฐบาล สปป.ลาว มีนโยบายส่งเสริมให้ประชาชนชาวเมืองสังข์ทองอยู่ดีกินดีและมีรายได้ที่เพิ่มขึ้น โดยมีแผนให้เป็นเมืองเกษตรอินทรีย์เพื่อผลิตสินค้าเกษตรป้อนนครเวียงจันทน์
———————-
(ทำมาหากิน : มก.สานฝันปั้น ‘สังข์ทองโมเดล’ สู่เมืองเกษตรอินทรีย์รับเออีซี : โดย…สุรัตน์ อัตตะ)