ปลูกพืชเศรษฐกิจแซมสวนยางพาราทางเลือกเพื่ออยู่รอดของเกษตรกร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160118/220738.html

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันจันทร์ที่ 18 มกราคม 2559
ปลูกพืชเศรษฐกิจแซมสวนยางพาราทางเลือกเพื่ออยู่รอดของเกษตรกร

ปลูกพืชเศรษฐกิจแซมสวนยางพาราทางเลือกเพื่ออยู่รอดของเกษตรกร : ยุพิน พงษ์ทองรายงาน

             หนึ่งในโครงการแก้ปัญหายางพาราครบวงจรของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์นั้น พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ระบุว่า การแก้ปัญหายางพาราเพื่อให้เกิดความอย่างยั่งยืนในอนาคต รัฐบาลได้อนุมัติเงินจำนวน 1 หมื่นล้านบาท สำหรับโครงการสนับสนุนสินเชื่อเกษตรกรชาวสวนยางรายย่อยเพื่อประกอบอาชีพเสริม โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรประกอบอาชีพเสริมในสวนยาง ช่วยให้มีรายได้เพิ่มเติมนอกเหนือจากการทำสวนยางพาราเพียงอย่างเดียว

ปัจจุบันมีเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ 159,270 ราย ได้รับอนุมัติเงินสนับสนุนในการประกอบอาชีพเสริมจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) แล้ว 96,563 ราย และเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2558 ที่ผ่านมา ขอขยายวงเงินเพิ่มและได้รับงบประมาณเพิ่มอีก 5,000 ล้านบาท รวมทั้งสิ้น 1.5 หมื่นล้านบาท ขณะนี้เหลือเงินประมาณ 2,861 ล้านบาท ทั้งนี้จะมีการขยายระยะเวลารับสมัครเกษตรกรเข้าร่วมโครงการเพิ่มเติม ตั้งแต่วันที่ 15 มกราคม 2559 เป็นต้นไป

จากการติดตามผลการดำเนินโครงการปรากฏว่า ร้อยละ 61 ของเกษตรกรมีความสนใจประกอบอาชีพเสริมด้านปศุสัตว์/ร้อยละ 13 ปลูกไม้ผล ไม้ยืนต้น ไม้ประดับ/ร้อยละ 10 ปลูกพืชไร่/ร้อยละ 9 ทำประมง และอื่นๆ อีกร้อยละ 7 ได้แก่ การแปรรูปสินค้าเกษตร เป็นต้น ซึ่งเมื่อปลายปี 2558 ที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรีได้ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมความสำเร็จของเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการใน จ.สุราษฎร์ธานีแล้ว

ดูเหมือนการว่า โครงการส่งเสริมให้ชาวสวนยางพาราปลูกพืชเศรษฐกิจแซมในสวนยางพารานั้น หลายภาคส่วนต่างสนับสนุนเป็นอย่างดี จะเห็นได้จากในวงเสวนาโต๊ะกลม เรื่อง “พลิกวิกฤตเป็นโอกาสแก้ปัญหายางพารา” จัดโดยสมาคมสื่อมวลชนเกษตรแห่งประเทศไทย ร่วมกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ณ ห้องประชุม อาคารสารนิเทศ 50 ปี มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ต่างเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งที่จะให้มีการส่งเสริมปลูกพืชเศรษฐกิจแซมในสวนยางพารา เพื่อเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกร

นายอุทัย สอนหลักทรัพย์ นายกสมาคมสหพันธ์ชาวสวนยางแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ตามนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการให้ชาวสวนยางทำสวนยางแบบผสมผสานแทนการปลูกพืชเชิงเดี่ยว เพื่อลดความเสี่ยงเรื่องราคายางที่มีแนวโน้มตกต่ำนั้น เป็นความฝันมายาวนาน โดยส่วนตัวพร้อมให้การสนับสนุน ส่วนหนึ่งเพื่อให้ชาวสวนยางที่ปลูกในพื้นที่ไม่มีเอกสารสิทธิ สามารถอยู่ร่วมกับป่าได้ อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันนโยบายรัฐบาลต้องการโค่นยางเหล่านี้ เป็นเรื่องที่น่าเสียดาย

“ส่วนตัวผมไม่ชอบวิธีการแทรกแซงราคายางพารา การแทรกแซงนั้นสามารถใช้ได้ชั่วคราวช่วงที่ราคาตกต่ำเท่านั้น แต่ไม่ควรจะใช้นาน เนื่องจากจะกลายเป็นภาระรัฐบาล การส่งเสริมให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนโครงสร้างสวนอย่างยั่งยืนนั้น มีความจำเป็นและต้องเร่งดำเนินการอย่างจริงจัง อย่างการส่งเสริมปลูกพืชเศรษฐกิจในสวนยางพาราก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่ง” นายอุทัย กล่าว

นายกสมาคมสหพันธ์ชาวสวนยางแห่งประเทศไทย ระบุอีกว่า การทำป่ายางแทนสวนยางสามารถปลูกพืชสมุนไพร ที่สามารถนำไปสร้างมูลค่าเพิ่มได้ โดยการโค่นต้นยางหรือปลูกใหม่ไร่ละ 40 ต้น จากเดิมที่ปลูกไร่ละ 70 ต้น วิธีการนี้จะทำให้ชาวสวนยางได้น้ำยางในอัตราใกล้เคียงกัน ซึ่งผู้เชี่ยวชาญ ต้องศึกษาเรื่องนี้อีกครั้ง การปรับโครงสร้างสวนยางดังกล่าวสามารถเริ่มต้นได้เลย ส่วนหนึ่งเพื่อรองรับปัญหาราคาตกต่ำที่คาดว่าจะเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องตามราคาน้ำมันดิบที่มีแนวโน้มปรับตัวลดลง และภาวะเศรษฐกิจโลกยังไม่ฟื้นตัว โดยสามารถนำงบประมาณที่รัฐบาลใช้แทรกแซงราคายางในขณะนี้มาส่งเสริมการปลูกปลูกพืชอย่างอื่นที่จะให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น เป็นต้น

เช่นเดียวกับ นายประสิทธิ์ หมีดเส็น กรรมการบริหารการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ระบุว่า เป็นเรื่องที่ดีที่จะส่งเสริมให้ชาวสวนยางมีรายได้นอกเหนือจากการขายยาง ในเรื่องนี้รัฐบาลพยายามที่จะดำเนินการมาโดยตลอด แต่ไม่ประสบผลสำเร็จ เพราะเกษตรกรโค่นทิ้งทั้งต้นสะตอ เหนียง และเหลียง การเป็นสวนยางเชิงเดี่ยวที่สร้างผลกระทบทั้งระบบ โดยเฉพาะกับคนกรีดยางที่ไม่มีรายได้เลยในขณะนี้ ส่วนเจ้าของสวนยังพอมีรายได้บ้างแม้จะน้อย หาก กยท.จะส่งเสริมเรื่องนี้ต่อ ต้องดำเนินการควบคู่ไปกับการเพิ่มมูลค่าให้ยางพาราด้วย

ด้าน ดร.จงรัก วัชรินทร์รัตน์ คณบดีคณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า จากการศึกษาของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เรื่องการทำสวนป่ายาง หรือปลูกยางพาราร่วมกับพืชชนิดอื่นๆ นั้น สามารถทำได้ แต่ต้องเป็นต้นไม้ที่มีความเหมาะสมกับพื้นที่นั้นๆ หรือกับสภาพแสงโดยเกษตรกรสามารถเลือกปลูกได้ตามอายุของต้นยางที่เปลี่ยนไป

“การทำป่ายางผสมผสานช่วยไม่ให้เกิดการชะล้างของหน้าดินเร็วเกินไป และสร้างรายได้เสริมแก่ชาวสวนยางได้ด้วย วิธีการนี้เกษตรกรสามารถเริ่มดำเนินการได้ทันทีในสวนยางที่มีอยู่ โดยวิธีการริดกิ่งหรือใบที่ไม่จำเป็นทิ้งไปปล่อยให้แสงรอดผ่านมายังต้นไม้ที่ปลูกเสริม หรือโค่นต้นยางออกให้เหลือเพียง 40 ต้นต่อไร่ จากปัจจุบัน 70 ต้นต่อไร่ ซึ่งปริมาณน้ำยางที่ได้จะใกล้เคียงกัน” คณบดีคณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ยืนยัน

การปลูกพืชเศรษฐกิจแซมในสวนยางพารานับเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่จะสามารถเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกรได้ ในยุคที่ราคายางพาราตกต่ำอย่างปัจจุบัน

‘กัลยาฟาร์ม’ศูนย์เรียนรู้ครบวงจร จากวิถีเกษตรสู่งานวิจัยเด่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160117/220616.html

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันอาทิตย์ที่ 17 มกราคม 2559
'กัลยาฟาร์ม'ศูนย์เรียนรู้ครบวงจร จากวิถีเกษตรสู่งานวิจัยเด่น

ท่องโลกเกษตร : ‘กัลยาฟาร์ม’ ศูนย์เรียนรู้ครบวงจร จากวิถีเกษตรสู่งานวิจัยเด่น : โดย…ทีมข่าวเกษตร

                      “การศึกษาที่มีประสิทธิภาพที่สุดคือการสอนให้เรารู้จักเอาความรู้ไปประยุกต์ใช้แม้ว่าสิ่งที่เราต้องไปเจออาจไม่เคยได้เรียนมา แต่การรู้วิธีแก้ปัญหาก็เป็นทักษะหนึ่งที่เราได้มาจากการศึกษา เราตัดสินใจที่จะเริ่มต้นจากสิ่งที่คิดว่ายากที่สุดคือความท้าทายให้พวกเราฝ่าฟันอุปสรรคจนบรรลุเป้าหมาย ซึ่งแน่นอนว่าเราภูมิใจ และเกิดความมั่นใจที่พร้อมจะเผชิญกับอุปสรรคอื่นๆ แล้ว” เป็นคำกล่าวที่กลุ่มนักศึกษาคณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยขอนแกน (มข.) ได้ถ่ายทอดเรื่องราวเอาไว้ จากผลการดำเนินงานร่วมกับชาวชุมชน ภายใต้ชื่อกลุ่มการศึกษากิจการฟาร์มโคนมกัลยาฟาร์ม
                      ฟาร์มโคนมกัลยาฟาร์มตั้งอยู่ บ้านนาขาม ต.พังทุย อ.น้ำพอง จ.ขอนแก่น เป็นอีกหนึ่งสถานที่ภายใต้กรอบวิชาการเรียนรู้ที่คณะวิทยาการจัดการ มุ่งหวังในการเสริมสร้างประสบการณ์ให้นักศึกษาทุกชั้นปี ให้เพียบพร้อมไปด้วยความรู้ในด้านวิชาการและภาคปฏิบัติ ที่เน้นหนักในการลงมือปฏิบัติงานจริงในพื้นที่เพื่อนำไปสู่การสร้างงานและบุคลากรที่ตรงกับความต้องการของตลาดหลังสำเร็จการศึกษา ซึ่งฟาร์มโคนมแห่งนี้ถือเป็นแหล่งเรียนรู้ทักษะด้านการเกษตรที่ครบวงจรที่เกิดขึ้นจากความร่วมมือระหว่างผู้ประกอบการกับนักศึกษา ที่ร่วมกันพัฒนาระบบบริหารจัดการภายใต้กรอบแนวคิดและเทคนิคทางวิชาการ ภายใต้เป้าหมายที่จะศึกษา 5 ประเด็นหลัก ประกอบด้วย ระบบการจัดการฟาร์ม ต้นทุนการผลิตน้ำนมดิบสูง อาหารหยาบขาดแคลน ประสิทธิภาพของการผลิตน้ำนมลดลง และการจัดการด้านสุขภาพโคนม นำมาวิเคราะห์เพื่อเสนอแนวทางในการแก้ปัญหาและบริหารจัดการระบบที่ดียิ่งขึ้น
                      อัจฉรา สูงยาง นักศึกษาคณะวิทยาการจัดการ มข. เผยว่า ได้ดำเนินงานร่วมกับผู้ประกอบการหรือเจ้าของกิจการแห่งนี้ทำให้เกิดแนวคิดใหม่จุดประกายให้กลายเป็นประสบการณ์ตรงที่หายาก ซึ่งแนวทางการดำเนินการร่วมกันนั้นเริ่มจากการตั้งเป้าหมายและทำงานกันอย่างตั้งใจเพื่อให้ได้ผลงานที่คิดว่าฟาร์มแห่งนี้จะได้รับประโยชน์สูงสุด โดยเฉพาะกับการเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตน้ำนมให้สูงขึ้น รวมทั้งการจัดระบบการจัดการฟาร์มให้มีประสิทธิภาพ ซึ่งต้องค้นคว้าหาความรู้ด้านการเกษตรและการปศุสัตว์ที่มาจากบุคคลและแหล่งความรู้ รวมทั้งขอความรู้ทั้งจากปศุสัตว์จังหวัด ผู้เชี่ยวชาญโคนมคณะเกษตรศาสตร์ โรงผสมอาหารสัตว์ ศูนย์เกษตรกรโคนมในพื้นที่ เพราะการจัดการระบบปศุสัตว์ที่มีประสิทธิภาพเป็นความรู้ใหม่ และเมื่อได้แผนการดำเนินงานและแนวทางการจัดการมาแล้ว กลุ่มนักศึกษาทั้ง 7 คน ก็เริ่มต้นกับการทำงานตั้งแต่การปลูกหญ้า หมักหญ้ากันเอง
                      “ยอมรับว่าเป็นงานหนักที่ทุกคนไม่เคยมีประสบการณ์ และด้วยเหตุผลสำคัญประการหนึ่งซึ่งเหมือนเป็นความต้องการร่วมกัน คือ ฟาร์มแห่งนี้ทำมานานด้วยภูมิปัญญาและรูปแบบเดิม ซึ่งเจ้าของกิจการกำลังให้ความสนใจในการพัฒนาเพื่อเพิ่มผลผลิตและยังอยู่ในกระบวนการของการเป็นฟาร์มตัวอย่างอีกด้วย ตลอดระยะเวลา 3 เดือนของการเข้าศึกษากระบวนการเพื่อนำมาสู่ข้อสรุปนั้น ยังเป็นเวลาที่ทุกคนได้เรียนรู้ที่จะอยู่กับผู้อื่นซึ่งไม่เคยรู้จักกันมาก่อน ได้เห็นวิถีชีวิตของเกษตรกรรุ่นพ่อรุ่นแม่ที่มีฐานะแต่ไม่แสดงออกให้เห็นความฟุ่มเฟือย ใช้ชีวิตแบบพอเพียงใช้ภูมิปัญญาบวกกับความอดทนสั่งสมมา หลายอย่างในการปฏิบัติที่ได้พบเห็นและเรียนรู้ไม่มีในตำรา” นักศึกษาคนเดิมกล่าว
                      นักศึกษาคนเดิมเผยต่อว่า หลังจากที่ทุกคนได้เรียนรู้ถึงการดำเนินการของฟาร์มทำให้ทุกคนมองถึงปัญหาร่วมกันไปที่ระบบการจัดการและอาหารสัตว์ โดยหลังการศึกษาด้วยเครื่องมือแล้วกัลยาฟาร์มมีระบบการจัดการที่เป็นไปตามมาตรฐาน เช่น ขนาดพื้นที่ อุปกรณ์ การดูแลสุขภาพสัตว์เลี้ยง
                      ขณะที่ กัญญาภัทร ตรีไชยกุล นักศึกษาคณะวิทยาการจัดการอีกรายกล่าวเพิ่มเติมว่า จากผลการศึกษาของกลุ่มนำมาซึ่งแนวทางปฏิบัติของฟาร์มที่นำมาสู่การลดต้นทุนด้วยการให้แนวทางของสูตรอาหารโคนมที่มีความเหมาะสม การถนอมอาหารสัตว์ที่มีคุณค่าอาหารสูงแทนการให้อาหารแบบเดิม และการจัดการขั้นตอนการดูแลโรงเรือนระบบฟาร์มต่างๆ จนสามารถแสดงผลต่างของค่าใช้จ่ายที่ลดลงในขณะที่โคนมตัวอย่างสามารถให้ปริมาณน้ำนมได้มากขึ้น
                      อย่างไรก็ตามกิจการฟาร์มโคนมกัลยาฟาร์มวันนี้กลายเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านการเกษตรที่ได้มอบประสบการณ์ที่ดีทั้งด้านวิชาการและวิถีเกษตรให้แก่นักศึกษา ซึ่งเกิดขึ้นจากผลงานที่นักศึกษาทุกคนได้ร่วมกันทำไว้เป็นสิ่งที่มีคุณค่าต่อกิจการที่จะนำไปเพื่อพัฒนาการบริหารจัดการ ในขณะที่นักศึกษาได้เก็บเกี่ยวความรู้ ความทรงจำของมิตรไมตรี จนกลายเป็นฟาร์มโคนมต้นแบบของการเรียนรู้ที่จะถ่ายทอดเทคโนโลยีในด้านต่างๆ ให้ผู้ที่ต้องการศึกษาค้นคว้าวิถีเกษตรที่แท้จริงได้อย่างครอบคลุมที่สุด
———————–
(ท่องโลกเกษตร : ‘กัลยาฟาร์ม’ ศูนย์เรียนรู้ครบวงจร จากวิถีเกษตรสู่งานวิจัยเด่น : โดย…ทีมข่าวเกษตร)

ยางตกวัดดังตรังใช้ที่ดินวัดปลูกมะนาวเงินล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160115/220606.html

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันศุกร์ที่ 15 มกราคม 2559
ยางตกวัดดังตรังใช้ที่ดินวัดปลูกมะนาวเงินล้าน

เจ้าอาวาสวัดดังตรังหดหู่ยางราคาตกทำคนเข้าวัดน้อย หันจับมือกรรมการวัด-ชาวบ้าน ตั้งกลุ่ม “กลุ่มมะนาวมั่งมีศรีสุข มะนาวเงินล้าน” ใช้พื้นที่วัดสร้างรายได้เสริม

           เมื่อวันที่  15 ม.ค. พระครูปัญญาวัชราภรณ์ เจ้าอาวาสวัดนาเมืองเพชร อำเภอสิเกา จังหวัดตรัง กล่าวว่า ช่วงภาวะเศรษฐกิจยางพาราตกต่ำ ชาวบ้านเดือดร้อนไปทั่วฃทำให้มีคนทำบุญน้อยลง และนำปิ่นโตมาวัดก็น้อย เนื่องจากข้าวของมีราคาแพง ตนในฐานะพระนักพัฒนาเห็นแล้วก็รู้สึกไม่สบายใจ จึงหาวิธีช่วยให้ชาวบ้านมีรายได้เสริม และเล็งเห็นว่าพื้นที่บริเวณวัดมีที่ว่างสามารถนำมาทำประโยชน์อะไรได้อีกมาก จึงได้นำโครงการเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มาปรับใช้ และโชคดีได้มีโอกาสรู้จักกับญาติโยมท่านหนึ่งแนะนำวิธีการปลูกมะนาวในท่อปูนซิเมนต์ เมื่อตนนำไปหารือกับกรรมการวัด และชาวบ้านในพื้นที่ ในที่สุดก็สามารถรวมกลุ่มกันได้15คน โดยตั้งชื่อว่า กลุ่มมะนาวมั่งมีศรีสุข มะนาวเงินล้าน

ทั้งนี้ ได้นำมะนาวพันธุ์แป้นพิจิตร 1มาปลูก 60 ต้น สามารถตอนกิ่งขายได้ปีละ 4 ครั้ง และตัดได้ครั้งละประมาณ 600 กิ่ง ในราคากิ่งละ 100 บาท โดยมีพ่อค้ามารับซื้อถึงที่ และตัดได้ทุกเดือน เนื่องจากมะนาวสามารถใช้ประโยชน์เฉพาะกิ่งได้ถึง 8 ปี รวมทั้งผลมะนาวอีกด้วย เมื่อคำนวณแล้วจะทำให้มีเงินเข้ากลุ่มเดือนละ 6 หมื่นบาท ทำให้สมาชิกทุกคนมีรายได้เสริม และสามารถขยายผลการปลูกมะนาวในพื้นที่ตนเองหรือเพื่อนบ้านได้อย่างไม่จำกัด เฉพาะในวัดนาเมืองเพชร หากผู้ใดสนใจปลูกมะนาว ก็จะแจกให้ฟรี แต่ต้องเตรียมพื้นที่และอุปกรณ์ให้พร้อม เมื่อคณะกรรมการลงไปตรวจสอบ แล้วถ้าทุกอย่างผ่านหลักเกณฑ์ ก็จะมอบพันธุ์มะนาวให้ปลูก เพื่อสร้างรายได้เสริมกับครอบครัวต่อไป

มาเลเซียพยายามพึ่งตนเอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160115/220525.html

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันศุกร์ที่ 15 มกราคม 2559
มาเลเซียพยายามพึ่งตนเอง

ทำกินถิ่นอาเซียน : มาเลเซียพยายามพึ่งตนเอง : โดย … รศ.สมพร อิศวิลานนท์

                      ประเทศมาเลเซียเป็นหนึ่งในกลุ่มประเทศอาเซียนที่มีการผลิตข้าวไม่เพียงพอกับความต้องการภายในประเทศและต้องมีการนำเข้าข้าวเป็นประจำทุกปีมานานนับตั้งแต่ในยุคที่เป็นอาณานิคมของอังกฤษ และอังกฤษในยุคนั้นได้ใช้คาบสมุทรมลายูหรือมาเลเซียในปัจจุบันเป็นแหล่งของการผลิตและการค้าสินค้ายางพาราและปาล์มน้ำมันซึ่งเป็นสินค้าเกษตรส่งออกที่สำคัญ
                      สำหรับสินค้าข้าวแม้จะเป็นพืชดั้งเดิมที่มีการเพาะปลูกเพื่อการยังชีพและเป็นอาหารของครัวเรือนในชนบท แต่การผลิตสินค้าดังกล่าวในคาบสมุทรมลายูไม่ค่อยได้รับความสนใจจากผู้ครอบครองอาณานิคมเท่าไรนัก ผลผลิตข้าวในมาเลเซียจึงไม่เพียงพอกับความต้องการบริโภคภายในประเทศ
                      หลังจากที่มาเลเซียได้รับเอกราชจากอังกฤษในปี 2500 แม้ว่าได้จัดทำแผนการพัฒนาประเทศไปพร้อมๆ กับการพัฒนาการเกษตร เช่น การชลประทาน ระบบสินเชื่อ ไปพร้อมๆ กับการพัฒนาระบบการจัดการไร่นาทำให้พื้นที่ปลูกข้าวได้ขยายตัวและรวมถึงการใช้พื้นที่เพาะปลูกข้าวได้มากกว่าหนึ่งครั้งในรอบปี หรือเพิ่มจากร้อยละ 87 ในช่วงปี 2514-2518 มาเป็นร้อยละ 92 ในช่วงปี 2519-2523 ก็ตาม แต่เนื่องจากมาเลเซียมีประชากรเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจาก 7 ล้านคนในปี 2500 มาเป็น 30 ล้านคนในปัจจุบัน ประกอบกับพื้นที่เพาะปลูกข้าวของมาเลเซียมีจำกัด ทำให้ระดับการพึ่งพิงตนเองเรื่องข้าวของมาเลเซียถดถอยลงในช่วงกว่าทศวรรษที่ผ่านมา
                      จะเห็นได้จากในช่วงปี 2553-2557 มาเลเซียผลิตข้าวได้เฉลี่ยปีละ 1.73 ล้านตันข้าวสาร แต่ความต้องการเฉลี่ยปีละ 2.79 ล้านตัน ต้องนำเข้าเฉลี่ยปีละ 0.99 ล้านตันข้าวสาร ทำให้มาเลเซียเหลือที่พึ่งตนเองเพียงร้อยละ 62 ปัจจุบันมาเลเซียมีพื้นที่เพาะปลูกข้าวประมาณ 4.30 ล้านไร่ 70% ปลูกในคาบสมุทรมลายูในพื้นที่รัฐเกดะห์ รัฐกลันตัน รัฐเประ รัฐปะลิส และปีนัง
                      นโยบายด้านข้าวของมาเลเซียรัฐได้ให้การคุ้มครองทั้งด้านผู้ผลิตและด้านผู้บริโภคข้าวภายในประเทศทั้งในอดีตและในปัจจุบัน โดยองค์การข้าวเปลือกและข้าวแห่งชาติ หรือที่เรียกว่าเบอร์นาส (BERNAS) ซึ่งย่อมาจากภาษามาเลย์ว่า Padiberas Nasional Berhad มีหน้าที่สำคัญคือ 1.สร้างความมั่นใจให้แก่ชาวนาว่าจะได้รับราคาที่ยุติธรรม 2.สร้างความมั่นใจให้แก่ผู้บริโภคว่าจะซื้อข้าวได้ในราคาที่ยุติธรรม 3.ให้ข้อแนะนำในการจัดการถือครองและจัดหาอุปทานข้าวให้มีเพียงพอกับสถานการณ์ฉุกเฉิน 4.ให้ข้อแนะนำเชิงนโยบายที่นำไปสู่การพัฒนาอุตสาหกรรมข้าวเปลือกและข้าวสารของประเทศทั้งระบบ รวมถึงการประสานและติดตามการจัดทำโครงการตามนโยบายของรัฐที่เกี่ยวกับอุตสาหกรรมข้าวของประเทศ
                      นอกจากนี้ เบอร์นาสยังเป็นองค์การที่ได้รับมอบอำนาจในการบริหารราคาข้าวนับตั้งแต่การรับซื้อข้าวเปลือกจากชาวนาในระดับราคาประกัน การจัดการควบคุมระบบการสีแปรรูปข้าว การจัดการควบคุมระดับขายส่งและขายปลีก การจัดสำรองข้าวเพื่อภาวะฉุกเฉินของประเทศ การเป็นผู้ตัดสินใจนำเข้าข้าวของมาเลเซีย รวมถึงการมีอำนาจในการออกกฎระเบียบควบคุมและจัดการการตลาดและแปรรูปข้าวทั้งระบบอีกด้วย ทำให้อุตสาหกรรมการค้าข้าวของมาเลเซียในภาพรวมยังอยู่ในรูปแบบของการควบคุมกำกับโดยภาครัฐอยู่นั่นเอง
                      ดังนั้น ภายใต้ของการเป็นประชาคมอาเซียนมาเลเซียก็จะยังไม่เปิดตลาดนำเข้าข้าวให้เป็นตลาดการค้าเสรีอย่างแน่นอน
———————-
(ทำกินถิ่นอาเซียน : มาเลเซียพยายามพึ่งตนเอง : โดย … รศ.สมพร อิศวิลานนท์)

กระเป๋าใยตาล ‘โหนดทิ้ง’ หัตถกรรมหรู ‘โกอินเตอร์’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160115/220529.html

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันศุกร์ที่ 15 มกราคม 2559
กระเป๋าใยตาล 'โหนดทิ้ง' หัตถกรรมหรู 'โกอินเตอร์'

ทำมาหากิน : กระเป๋าใยตาล ‘โหนดทิ้ง’ หัตถกรรมหรู ‘โกอินเตอร์’ : โดย…พรนภา สวัสดี

                      จากคุณสมบัติที่เหนียวของใยตาลผลผลิตผลของตาลโตนดซึ่งคนยุคก่อนทำเป็นเชือกผูกเรือ มาถึงปัจจุบันได้กลายเป็นกระเป๋าคุณภาพ สุดหรู หลากสไตล์ แบรนด์ “โหนดทิ้ง” แห่ง จ.สงขลา ที่โดนใจทั้งลูกค้าคนไทยและต่างชาติ สร้างรายได้ สร้างชื่อเสียงให้ท้องถิ่นไม่น้อย
                      ปิยธิดา รุ่งสุวรรณ หรือใหม่ ย้อนให้ฟังถึงที่มาของหัตถกรรมจากใยตาลว่า ในรุ่นของตนเองนั้นเป็นเจเนอเรชั่นที่ 2 ทว่า ก่อนจะมาถึงปัจจุบัน ในรุ่นปู่ของเธอได้ใช้ใยตาลนี้ทำเชือกผูกเรือ ซึ่งเป็นภูมิปัญญาชาวบ้านที่มีมาเป็นร้อยๆ ปี จนปี 2514 คุณลุงของเธอเห็นว่าเชือกผูกเรือผลิตผลจากเส้นใยของตาลโตนดมีความเหนียวและแข็งแรงทนทาน จึงนำมาสานเป็นกระเป๋า แต่ช่วงนั้นการตลาดยังไม่ค่อยดีและการผลิตก็ทำได้ช้า จึงไม่เป็นที่ต้องการของตลาดเลยต้องหยุดไป
                      ต่อเมื่อปี 2540 คุณแม่ของเธอได้กลับมาสานต่องานหัตถกรรมนี้ พร้อมตั้งกลุ่ม “โหนดทิ้ง” มีสมาชิกแรกเริ่มราว 10 คน ร่วมกันคิดหาวิธีจะทำอย่างไรเพื่อให้ผลิตได้เร็วและได้มากที่สุด จนได้เครื่องตีใยตาลและเครื่องทอเข้ามาช่วยจึงสามารถตอบโจทย์ลูกค้าได้ ถึงตอนนี้ผลิตภัณฑ์จึงมีทั้งแบบสานและแบบทอกว่า 40 รายการ ภายใต้แบรนด์ “โหนดทิ้ง” ปิยธิดา เล่า พร้อมรับว่าแม้จะมีเครื่องมือเข้ามาช่วย แต่แรงงานคนก็ยังเป็นหัวใจของงานหัตถกรรมกลุ่มในปัจจุบัน
                      “ที่ใช้ชื่อกลุ่มว่า โหนดทิ้ง นั้นมาจาก คำว่า “โหนด” เป็นคำภาษาไทย ที่แปลว่า ต้นตาลโตนด ส่วน คำว่า “ทิ้ง” คือ ของเหลือทิ้งไม่มีมูลค่า แต่เรานำมาเพิ่มมูลค่าได้” ปิยธิดา อธิบายถึงชื่อกลุ่ม
                      สำหรับตลาดเป้าหมายนั้น ปิยธิดา บอกว่า ได้แบ่งเป็น 2 ตลาด คือในประเทศและต่างประเทศ โดยในประเทศจะมีกลุ่มเป้าหมายคือคนวัยทำงานเป็นหลัก ขณะที่ชิ้นงานแต่ละชิ้นเน้นประณีต สวยงาม คงทน และผลิตจากใยตาลเพียวๆ โดยเฉพาะในโหมดกระเป๋าออกงานกลางคืน หรือ “กระเป๋าคุณนาย” เป็นที่นิยมมาก ส่วนที่ถักทอด้วยใยตาลแล้วมีหนังแท้ผสม จะเป็นที่นิยมของตลาดต่างประเทศ
                      “ตลาดต่างประเทศ มีทั้ง เอเชีย ยุโรป อาทิ จีน ญี่ปุ่น อเมริกา ส่วนประเทศแถบอาเซียนนั้น เพิ่งจะเริ่มได้มีโอกาสไปออกบูธที่ มาเลเซีย ลาว และเวียดนาม ซึ่งก็ได้รับความสนใจไม่น้อย”
                      ด้านสนนราคา ปิยธิดา ยอมรับว่า ผลงานแต่ละชิ้นนั้นคุณภาพระดับสากล อีกทั้ง ความสวยงามไม่เป็นรอง มีการพัฒนารูปแบบ มีดีไซน์ใหม่ๆ อยู่เสมอเพื่อเป็นทางเลือกให้แก่ลูกค้า ทว่าด้วยค่าแรงงานที่ค่อนข้างสูง เพราะต้องใช้แรงงานที่มีฝีมือและมีความชำนาญเฉพาะทาง จึงทำให้เกณฑ์ราคาผลิตภัณฑ์ต่ำสุดอยู่ที่ 900 บาท และสูงสุด 3,500 บาท
                      “ผลิตภัณฑ์ของเรา การันตีด้วยรางวัลมากมาย ทั้งรางวัลภูมิปัญญาท้องถิ่นไทย หมู่บ้านหัตถกรรมดีเด่น ผลิตภัณฑ์เด่น จ.สงขลา และรางวัลหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ ระดับ 4 ดาว”
สำหรับท่านที่สนใจผลิตภัณฑ์ใยตาลฝีมือกลุ่ม “โหนดทิ้ง” ปิยธิดา บอกให้ติดต่อไปได้ที่ 09-3942-2658 Facebook: Nodething http://www.nodething.com หรือที่บ้านเลขที่ 15 หมู่ 4 ต.จะทิ้งพระ อ.สทิงพระ จ.สงขลา
———————-
(ทำมาหากิน : กระเป๋าใยตาล ‘โหนดทิ้ง’ หัตถกรรมหรู ‘โกอินเตอร์’ : โดย…พรนภา สวัสดี)

ยึดทำเลย่าน ‘นิมมานเหมินทร์’ คำตอบสุดท้ายเปิด ‘บ้านส้มตำ’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160114/220451.html

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันพฤหัสบดีที่ 14 มกราคม 2559
ยึดทำเลย่าน 'นิมมานเหมินทร์' คำตอบสุดท้ายเปิด 'บ้านส้มตำ'

หนักเอาเบาสู้ : ยึดทำเลย่าน ‘นิมมานเหมินทร์’ คำตอบสุดท้ายเปิด ‘บ้านส้มตำ’ : โดย…ดลมนัส กาเจ

                      “ความรู้ท่วมหัว ต้องเอาตัวให้รอด” ความคิดหนึ่งกระตุ้นโสตประสาทส่วนลึกของสาวใหญ่วัย 48 ปี จากเมืองรถม้า “กัญจน์อมร นวรัตน์” เจ้าตำรับอาหารสีสาน “สูตรคุณแคท” ให้ฮึดสู้อีกครา หลังที่ล้มลุกคลุกคลานมาหลายตลบ ราว “แมวเก้าชีวิต” ล่าสุดเธอตัดสินเลือกทำเลทองย่านถนนนิมมานเหมินทร์ ซอย 17 กลางเทศบาลนครเชียงใหม่ เปิดร้านอาหารอีสาน “บ้านส้มตำ”
กัญจน์อมร หรือ “คุณแคท” เติบโตมาจากครัวของข้าราชการทหารที่ จ.ลำปาง แต่ไปเริ่มต้นชีวิตการทำงานเป็นมนุษย์เงินเดือนในกรุงเทพฯ เป็นพนักงานบริษัทเอกชนของชาวเกาหลี ในตำแหน่งเลขานุการ ระหว่างนั้นเธอคิดเสมอว่า “วันหนึ่งอยากมีร้านไก่ย่างส้มตำเป็นของตัวเอง เพราะชอบอาหารสไตล์นี้
                      คุณแคท เก็บหอมรอมริบเงินเดือนและโบนัสมาได้ก้อนหนึ่ง แล้วลาออกจากงานไปเปิดร้าน “ไก่ย่างสมุนไพรโบราณ-ส้มตำรสเด็ด” ย่านร่มเกล้า เขตลาดกระบัง กรุงเทพฯ ในนามร้าน “ส้มตำคุณแคท” และระหว่างนั้นเองเธอมีโอกาสไปเป็นวิทยากรสอนอาหารอีสาน “สูตรคุณแคท” ในโครงการ “คม ชัด  ลึก ฝึกอาชีพ” ตั้งแต่ยุคต้นจนถึงปัจจุบัน
                      ท่ามกลางลูกค้าไปอุดหนุนอย่างเนืองแน่น ร้านส้มตำคุณแคท ต้องล้มเลิก เพราะการเคหะแห่งชาติต้องการที่คืนเพื่อสร้างอาคารพาณิชย์ ต้องย้ายหาที่ใหม่ที่มีค่าเช่าแสนจะแพง จนไม่สามารถยืนหยัดอยู่ได้ เธอต้องไปเปิดร้านใหม่ ย่านถนนสายไหม กรุงเทพฯ เป็นร้านขนาด 25 โต๊ะ
                      ขณะที่กิจการกำลังดำเนินไปด้วยดี เธอกลับล้มป่วยหมอตรวจพบก้อนเนื้อร้ายในมดลูกในระยะเริ่มต้น ที่ต้องผ่าตัดและกลับมานอนพักฟื้นใช้เวลาหลายเดือน ค่าเช่าไม่ส่ง อุปกรณ์หากินในร้านลูกน้องขนไปหมด ต้องเริ่มต้นใหม่ ไปขายส้มตำล็อกเล็กๆ ในโรงพยาบาลพระมงกุฎ ขายดี แต่เพื่อแม่ค้าด้วยกันไม่ค่อยชอบหน้า จนไม่สามารถจะทนแรงกดดันได้ ต้องออกไป
                      “ตอนนั้นกลุ้มใจ ประคองตัวด้วยการไปเป็นวิทยากรบ้าง ที่ปรึกษาร้านอาหารบ้าง ทำอาหารตามงานเลี้ยง ก็พอเลี้ยงตัวเองได้” คุณแคทย้อนอดีตครั้งหนึ่งของชีวิต
                      ฟ้าหลังฝนมาเยือนอีกครั้งหลังจากที่เธอได้พบกับหนุ่มจากแดนอาทิตย์อุทัย และคบกันจนรู้ใจ ทำให้เธอฝันไกลถึง “ร้านไทย” ใจกลางมหานครโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น จะเน้นอาหารอีสาน
                      จากนั้นเธอไปเรียนทำอาหารไทยเพิ่มเติมที่มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต หวังได้ประกาศนียบัตร เพื่อเป็นใบเบิกทางเข้าไปประกอบอาชีพในแดนซามูไร แต่ความฝันต้องล้มสลาย ทางการญี่ปุ่นไม่ยอมออกใบรับรองการทำงานหรือ “เวิร์กเพอร์มิต” ทั้งที่ไปสำรวจทำเลย่านชินชุกุ และคิบะเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เมื่อครั้งที่ใช้วีซ่าเป็นนักท่องเที่ยวอยู่ในญี่ปุ่นเป็นแรมเดือน
                      ในที่สุดเธอตัดสินใจกลับมาเมืองไทย โดยเพื่อนชายที่รู้ใจมอบเงินก้อนหนึ่งยึดทำเลทองเปิดร้าน “บ้านส้มตำ” ในพื้นที่ 150 ตารางวา ย่านถนนนิมมานเหมินทร์ ซอย 17 ใจกลางเทศบาลนครเชียงใหม่ และจะเปิดเป็นทางการในวันที่ 23 มกราคมนี้
————————
(หนักเอาเบาสู้ : ยึดทำเลย่าน ‘นิมมานเหมินทร์’ คำตอบสุดท้ายเปิด ‘บ้านส้มตำ’ : โดย…ดลมนัส กาเจ)

วิถีดำนารับมือแล้ง ใช้น้ำน้อย-ให้ผลผลิตสูง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160114/220452.html

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันพฤหัสบดีที่ 14 มกราคม 2559
วิถีดำนารับมือแล้ง ใช้น้ำน้อย-ให้ผลผลิตสูง

ทำมาหากิน : วิถีดำนารับมือแล้ง ใช้น้ำน้อย-ให้ผลผลิตสูง : โดย…ทีมข่าวเกษตร

                      นับเป็นความสำเร็จอีกก้าวของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยวิทยาลัยพัฒนศาสตร์ ป๋วย อึ๊งภากรณ์ จับมือปราชญ์ชาวบ้านด้านเกษตรปลูกข้าว เปิดตัว “นวัตกรรมการดำนาน้ำน้อย” นวัตกรรมการดำนำที่ใช้น้ำน้อยกว่าปกติถึง 3 เท่า แต่ได้ผลผลิตสูงสุด 6 ตันต่อไร่ โดยตั้งเป้าหมายเผยแพร่องค์ความรู้ดังกล่าวแก่เกษตรกรไทยรับมือน้ำแล้งปี 2559
                      รศ.ดร.ชาลี เจริญลาภนพรัตน์ รองอธิการบดีฝ่ายการนักศึกษาและการเรียนรู้ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) กล่าวว่า ในปี 2559 ประเทศไทยมีแนวโน้มในการเข้าสูภาวะวิกฤติการณ์น้ำแล้ง ซึ่งจากข้อมูลของกรมชลประทาน พบว่าน้ำต้นทุนในอ่างเก็บน้ำของเขื่อนต่างๆ ลดระดับลง โดยปัจจุบันน้ำในอ่างเก็บน้ำของเขื่อนขนาดกลางและขนาดใหญ่ 33 แห่งทั่วประเทศ เหลือน้ำเพียง 43,384 ลูกบาศก์เมตร จากความจุ 70,370 ลูกบาศก์เมตร ในจำนวนนี้มีน้ำที่สามารถใช้ได้จริง 19,881 ลูกบาศก์เมตร ซึ่งจากข้อมูลดังกล่าวจะส่งผลต่อทั้งภาคอุตสาหกรรม ภาคครัวเรือน รวมถึงภาคการเกษตร โดยเฉพาะภาคการเกษตรที่เป็นอุตสาหกรรมหลักของประเทศมีโอกาสได้รับผลกระทบสูง ดังนั้นประเทศไทยต้องหาแนวทางในการรับมือปัญหาดังกล่าวเพื่อป้องกันวิกฤติการณ์น้ำแล้ง ดังนั้นมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในฐานะสถาบันการศึกษาชั้นนำของประเทศจึงมีแนวคิดในการพัฒนาองค์ความรู้ การวิจัย ฯลฯ เพื่อแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น โดยเมื่อเร็วๆ นี้ ได้ค้นพบแนวทางนวัตกรรมการดำนำรูปแบบใหม่ที่ใช้ปริมาณน้ำในการปลูกเข้าที่น้อยกว่าวิธีปัจจุบันที่ใช้กันมายาวนาน โดยร่วมกับ ดร.เกริก มีมุ่งกิจ ปราชญ์ชาวบ้านด้านเกษตรปลูกข้าว พัฒนา “นวัตกรรมการดำนาน้ำน้อย” การดำนาแบบใหม่ให้สามารถรองรับและต่อสู้กับสภาวะภัยแล้งให้ชาวนาได้อย่างยั่งยืน
                      ด้าน ผศ.ดร.จิตติ มงคลชัยอรัญญา คณบดีวิทยาลัยพัฒนศาสตร์ ป๋วย อึ๊งภากรณ์ กล่าวว่า รายละเอียดเกี่ยวกับ “นวัตกรรมการดำนาน้ำน้อย” ประกอบไปด้วย 4 ขั้นตอนหลัก เริ่มจากการปรับปรุงดินให้สมบูรณ์ โดยการใช้ใบไม้แห้งและมูลสัตว์ จากนั้นใช้ต้นกล้าข้าวที่มีอายุ 15 วันปลูกโดยวิธีการดำมีระยะห่างต่อหลุม 50X50 ซม. เพื่อให้ข้าวแตกกอได้อย่างสะดวกและไม่ใช้ระบบน้ำขัง แต่ปล่อยน้ำในบางช่วงตามความต้องการของพืช และให้ดินชุ่มชื้นอยู่เสมอเสมือนการปลูกผัก
                      ผศ.ดร.จิตติ กล่าวต่อว่า การปลูกข้าวด้วย “นวัตกรรมการดำนาน้ำน้อย” จะใช้น้ำเพียง 500 ลูกบาศก์เมตรต่อไร่ต่อฤดูกาล ซึ่งจะได้ผลผลิตที่มีคุณภาพสูงถึง 6 ตัน ขณะที่การปลูกข้าวโดยปกติที่จะปล่อยน้ำขังในนาข้าวจะใช้น้ำประมาณ 1,500 ลูกบาศก์เมตรต่อไร่ต่อฤดูกาล แต่จะได้ผลผลิตเพียง 1 ตัน ซึ่งหากเปรียบเทียบกันแล้วจะพบว่าการปลูกข้าวน้ำน้อยจะใช้น้ำน้อยกว่าปกติถึง 3 เท่า แต่ได้ผลผลิตมากกว่าถึง 6 เท่า อย่างไรก็ตาม ปริมาณการใช้น้ำและผลผลิตที่ได้ด้วยวิธีการดังกล่าวจะแปรผันตามสภาพแวดล้อมของพื้นที่นั้นๆ ด้วย ทั้งนี้ “นวัตกรรมการดำนาน้ำน้อย” ถือเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรไทยเป็นอย่างมาก ที่ช่วยลดต้นทุนในการผลิตและสร้างรายได้เพิ่ม ขณะเดียวกันก็เป็นอีกกลไกหนึ่งที่ช่วยขับเคลื่อนและพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ
                      ทั้งนี้ ปัจจุบันวิทยาลัยพัฒนศาสตร์ ป๋วย อึ๊งภากรณ์ สร้างศูนย์เรียนรู้ด้านอาหาร พลังงาน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อเปิดโอกาสให้นักเรียน นักศึกษา ตลอดจนประชาชนที่สนใจ เข้ามาร่วมอบรมและเรียนรู้ด้านนวัตกรรมการเกษตรในรูปแบบต่างๆ อาทิ การทำไบโอแก๊ส การปลูกผักแบบเกษตรอินทรีย์ โดยในอนาคตคาดว่าจะเปิดให้ผู้สนใจเข้าร่วมอบรมในโครงการทำบ้านดิน การปลูกป่า ฯลฯ อันสอดรับกับปณิธานของ ศ.ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ที่ให้ความสำคัญในการพัฒนาชนบทที่เป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาประเทศ
————————
(ทำมาหากิน : วิถีดำนารับมือแล้ง ใช้น้ำน้อย-ให้ผลผลิตสูง : โดย…ทีมข่าวเกษตร)

ใครเป็นใคร8คณะกรรมการยางแห่งประเทศไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160113/220436.html

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันพุธที่ 13 มกราคม 2559
ใครเป็นใคร8คณะกรรมการยางแห่งประเทศไทย

ใครเป็นใคร8คณะกรรมการยางแห่งประเทศไทย

            ถือเป็นงานหินที่รออยู่สำหรับการพิสูจน์ฝีมือของ 8 คณะกรรมการยางแห่งประเทศไทย(กยท.) ที่คณะรัฐมนตรีมีมติแต่งตั้งให้เข้ามาคลี่คลายปัญหาราคายางพาราที่ตกต่ำอยู่ในขณะนี้ ซึ่งทันทีหลังจากการแต่งตั้งมีเสียงติติงและข้อกังวลว่ากรรมการชุดนี้มือถึงหรือไม่ โดยเฉพาะ “พล.อ.ฉัตรเฉลิม เฉลิมสุข” ประธานคณะกรรมการ ดูเหมือนจะงานเข้ามากที่สุด เพราะไม่ทันไรก็โดนรับน้องจาก “ถาวร เสนเนียม” อดีต ส.ส.ประชาธิปัตย์ปรามาสว่า เป็น “ทหาร” อาจจะไม่มีความเชี่ยวชาญในการเข้ามาแก้ปัญหายางพาราที่เป็นเรื่องระดับประเทศ

มาถึงตรงนี้ “คม ชัด ลึก” เอกซเรย์รายชื่อคณะกรรมการยางแห่งประเทศไทยทั้ง 8 คนว่าใครเป็นใคร มีดีกรี และโปรไฟล์ในระดับปึ้กแค่ไหน

เริ่มที่ “พล.อ.ฉัตรเฉลิม เฉลิมสุข” ประธานกรรมการ ปัจจุบันเกษียณอายุราชการแล้ว และนั่งเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) นายทหารผู้นี้เป็นอดีตนักเรียนเตรียมทหารรุ่น 15 นักเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้ารุ่น 26 มีเพื่อนร่วมรุ่นเป็นรัฐมนตรีในรัฐบาล คือ “บิ๊กต๊อก” พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม รวมทั้ง พล.อ.ปรีชา จันทร์โอชา ปลัดกระทรวงกลาโหม น้องชาย “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)

เส้นทางชีวิตราชการของ พล.อ.ฉัตรเฉลิม เติบโตมาในสายยุทธการ กระทั่งรับตำแหน่งเจ้ากรมยุทธการทหารบก ก่อนขึ้นเป็นรองเสนาธิการทหารบก หรือรองเสธ.ทบ. และผงาดขึ้นเป็นเสธ.ทบ.ต่อจาก “บิ๊กโด่ง” พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร นายทหารรุ่นพี่ ซึ่งวันนี้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม

การได้รับความไว้วางใจให้นั่งตำแหน่งประธานบอร์ดการยาง เป็นคำสั่งสายตรงจาก “บิ๊กตู่” เพราะ “พล.อ.ฉัตรเฉลิม” มีภาพความโปร่งใส มือสะอาด เป็นนักเจรจา อีกทั้งยังมีจิตวิทยาสูงในการพูดคุยโน้มน้าว แถมความสามารถทางภาษาก็ดี เนื่องจากเคยไปดำรงตำแหน่งผู้ช่วยทูตทหารที่ประเทศเยอรมนี นอกจากนั้นยังมีความรู้ความชำนาญในเรื่องนอกวงการทหาร และยังเคยได้รับความไว้วางใจให้ไปนั่งเป็นบอร์ด ปตท.มาแล้ว

ช่วงแรกๆ หลังจาก คสช.เข้าควบคุมอำนาจการปกครองใหม่ๆ พล.อ.ฉัตรเฉลิมเคยให้สัมภาษณ์สื่อต่างประเทศยักษ์ใหญ่อย่างซีเอ็นเอ็นแทน พล.อ.ประยุทธ์มาแล้วด้วย

คุณสมบัติขนาดนี้จึงไม่แปลกที่ผู้ใหญ่ในรัฐบาลจะมอบความไว้วางใจ ทว่าประเด็นปัญหาราคายางพารา ไม่ได้เป็นแค่ปมเงื่อนเกี่ยวกับราคาผลิตผลทางการเกษตรที่เชื่อมโยงกับเศรษฐกิจเท่านั้น แต่ยังมีผลประโยชน์มหาศาลและการเมืองอยู่เบื้องหลังด้วย จึงต้องจับตาว่า พล.อ.ฉัตรเฉลิม จะรับมือได้สมกับที่ผู้ใหญ่ไว้ใจหรือไม่ ต้องติดตาม

“ประสิทธิ์ หมีดเส็น”  ก่อนหน้านี้ดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการ รักษาการในตำแหน่งผู้อำนวยการ สำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง (สกย.) ไม่ธรรมดาสำหรับกรรมการที่ได้รับการแต่งตั้งคนนี้ เพราะถือเป็นผู้ที่คร่ำหวอดในวงการยางพาราตัวจริง ซึ่งในช่วงที่ยางพาราอยู่ในภาวะตกต่ำ เขาคนนี้ถือเป็นหัวเรือใหญ่ของ สกย. ในการเร่งสร้างความรู้ความเข้าใจให้เกษตรกรชาวสวนยางปรับตัวเพื่ออยู่รอดได้ ตั้งแต่ให้ความรู้เรื่องการลดต้นทุนการผลิต สนับสนุนให้ใช้ยางพันธุ์ดีที่ให้ผลผลิตสูง คือ พันธุ์ RRIT 251 และพันธุ์ RRIT 408 ส่งเสริมให้ผสมปุ๋ยใช้เองตามค่าวิเคราะห์ดินในแต่ละพื้นที่ ควบคู่กับการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ นอกจากนี้ยังได้แนะนำให้เกษตรกรน้อมนำแนวพระราชดำริปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มาประยุกต์ใช้ในการทำสวนยางพารา ภายใต้โครงการ “สวนยางผสมผสานตามแนวพระราชดำริปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง”

“สังข์เวิน ทวดห้อย” ไม่มีชางสวนยางคนไหนในพื้นที่ภาคตะวันออกจะไม่รู้จัก กำนันแห่งตำบลเขาชะเมา อ.เขาชะเมา จ.ระยอง ในฐานะประธานเครือข่ายสำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยางภาคตะวันออก ทุกครั้งที่ชาวสวนยางมีปัญหาในการต่อสู้เรียกร้องเรื่องราคายางพาราตกต่ำ เขาคนนี้จะเป็นแกนนำในการนำชาวสวนยางภาคตะวันออกออกมาเรียกร้องต่อรัฐบาล โดยในปี 2513 กำนันคนดังกล่าวเคยเป็นหัวเรือใหญ่ในการนัดชาวสวนยางภาคตะวันออกมาร่วมชุมนุมกับชาวสวนยางทั่วประเทศ เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลช่วยเหลือราคายางพาราตกต่ำ

“เสนีย์ จิตตเกษม” ข้าราชการนักปกครอง ดีกรีระดับผู้ว่าราชการจังหวัดที่ไม่ธรรมดา เพราะผ่านงานปกครองและพัฒนามานับไม่ถ้วน เรียกว่ากว่า 30 ปีผ่านงานระดับหินมามากมาย โดยมีรางวัลข้าราชการดีเด่นการันตีมากมาย อาทิ ปี 2521 ปลัดอำเภอผู้มีผลงานดีเด่น กองทัพภาคที่ 2 ส่วนหน้า จังหวัดสกลนคร ปี 2522 รางวัลข้าราชการขวัญใจประชาชน จ.อุดรธานี

ปี 2526 รางวัลข้าราชการพลเรือนดีเด่น พ.ศ.2526 สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) ปี 2550 รางวัลกระบวนงานรณรงค์วิถีชีวิตแบบประชาธิปไตยเพื่อสนับสนุนการเลือกตั้ง ส.ส. ปี 2550 ดีเด่นอันดับ 1 ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ปี 2551 รางวัลผู้ว่าราชการจังหวัดที่สนับสนุนการมีส่วนร่วมของภาคเอกชนในการบริหารงานจังหวัดแบบบูรณาการ หรือรางวัลสำเภาทอง ประจำปี 2551 พร้อมรางวัล คนดีศรีสะเกษ จากสำนักคณะสงฆ์ จ.ศรีสะเกษ ซึ่งเชื่อว่าประสบการณ์จากการทำงานในตำแหน่งต่างๆ จะช่วยให้เข้ามาแก้ปัญหาราคายางได้อย่างแน่นอน

“ธีรพงศ์ ตันติเพชราภรณ์” จบการศึกษาปริญญาตรี สาขาส่งเสริมการเกษตรและสหกรณ์ ประสบการณ์ทำงานมากมาย โดยเฉพาะตำแหน่งรองประธานสหกรณ์ปาล์มน้ำมันจังหวัดพังงา และรองประธานเครือข่ายชาวสวนยางแห่งประเทศไทย กรรมการคนนี้ถือเป็นผู้คร่ำหวอดในวงการยางพารา และปาล์มน้ำมัน ซึ่งการเข้ามาเป็นคณะกรรมการยางแห่งประเทศไทยในครั้งนี้เชื่อว่าจะเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงในการนำพาพี่น้องเกษตรกรชาวสวนยางให้พ้นจากวิกฤติในครั้งนี้

“ธนวรรธน์ พลวิชัย”  นักเศรษฐศาสตร์ชื่อเสียงโด่งดัง ดีกรีระดับดอกเตอร์ ส่วนใหญ่จะคุ้นหน้าคุ้นตาในฐานะนักวิเคราะห์เศรษฐกิจ ปัจจุบันดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ที่ผ่านมาเคยดำรงตำแหน่งเศรษฐกร ฝ่ายนโยบายเศรษฐกิจ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ผู้ช่วยผู้จัดการและวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ไทยฟูจิ นอกจากนี้ยังเคยดำรงตำแหน่งกรรมการอาหารแห่งชาติ กรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ ภาคเอกชน เรียกว่าเป็นนักวิชาการระดับแถวหน้าของเมืองไทย ซึ่งไม่แปลกใจที่ ดอกเตอร์หนุ่มผู้นี้เข้ามานั่งในตำแหน่งกรรมการการยางแห่งประเทศไทย เพราะความรู้แน่นเหลือเกิน

“สาย อิ่นคำ” หนึ่งในคณะกรรมการอีกคนที่เป็นผู้แทนสถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง เกษตรกรหนุ่มใหญ่ผู้นี้ถือเป็นแกนนำที่มีบทบาทและเป็นตัวแทนเกษตรกรยางพาราภาคเหนือ ตัวจริงเสียงจริง โดยเฉพาะพื้นที่ จ.พะเยา ไม่มีเกษตรกรคนไหนไม่รู้จักชื่อ “สาย อิ่นคำ” ทั้งนี้ การเข้ามาดำรงตำแหน่งคณะกรรมการยางแห่งประเทศไทยครั้งนี้ถือว่าเป็นหนึ่งในความหวังของพี่น้องเกษตรกรสวนยางภาคเหนืออย่างแท้จริง
“ธนวรรธน์ พลวิชัย” ผู้ประกอบกิจการยาง เชี่ยวชาญด้านการค้า เป็นนักวิชาการที่มีความเชี่ยวชาญด้านการค้าของมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และที่สำคัญยังเป็นประธานบอร์ดกองสลากด้วย

มาถึงกรรมการคนสุดท้าย “พิชัย ถิ่นสันติสุข” ต้องบอกว่าไม่ธรรมดาอีกเช่นกัน เพราะดำรงตำแหน่งงานด้านพลังงานมามากมาย เช่น ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมพลังงานทดแทนแห่งประเทศไทย ประธานกลุ่มบริษัทราชาอิควิปเมนท์ จำกัด กรรมการบริหารสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ฯลฯ ถือเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานตัวจริง และก่อนหน้านี้เคยเป็นหัวเรือใหญ่ในการเสนอแนวทางขับเคลื่อนนโยบายพลังงานทดแทนของไทยกับ พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง หัวหน้าฝ่ายเศรษฐกิจ คสช. มาแล้ว

ขมิ้นชันอินทรีย์ ของดีเกษตรกรชัยภูมิ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160113/220380.html

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันพุธที่ 13 มกราคม 2559
ขมิ้นชันอินทรีย์ ของดีเกษตรกรชัยภูมิ

เกษตรกรคนเก่ง : ขมิ้นชันอินทรีย์ ของดีเกษตรกรชัยภูมิ : โดย…กวินทรา ใจซื่อ

                      การปลูกขมิ้นชันอินทรีย์ของกลุ่มเกษตรกรบ้านท่ามะไฟหวาน อ.แก้งคร้อ จ.ชัยภูมิ โดยให้เกษตรกร ลด ละ เลิก ใช้สารเคมี มุ่งความปลอดภัยของผู้บริโภค เกษตรกร ทั้งช่วยลดต้นทุนผลิตด้วย
                      นางสุนันทา โรจน์เรืองไร บ้านเลขที่ 7 หมู่ 11 ต.ท่ามะไฟหวาน อ.แก้งคร้อ จ.ชัยภูมิ เกษตรกรปลูกขมิ้นชัน เล่าว่า เพราะเกษตรกรในพื้นที่เริ่มมีปัญหาเรื่องสุขภาพอันเนื่องมาจากใช้สารเคมีในการเพาะปลูกพืชผล จึงเป็นที่มาของการรวมกลุ่มชาวบ้าน 3 หมู่ คือ หมู่ 4 หมู่ 6 และหมู่ 11 ปลูกสมุนไพรรักษาโรค อาทิ ขมิ้นชัน หญ้าปักกิ่ง มะขามป้อม รางจืด ฟ้าทะลายโจร และกระเจี๊ยบ หนึ่งในโครงการพัฒนาการผลิตพืชสมุนไพรด้วยระบบเกษตรอินทรีย์ โดยการสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)
                      “จากกระแสความต้องการขมิ้นชันอินทรีย์ของตลาดที่มีสูง จึงเลือกปลูกร่วมกับสมุนไพรอื่นๆ ในพื้นที่ 179 ไร่ หมุนเวียนไปตามฤดูกาล และนำไปขายที่โครงการตลาดกลางวัตถุดิบสมุนไพร จ.มหาสารคาม โดยไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง” สุนันทาเล่า พร้อมบอกว่าในการนำไปขายแต่ละเที่ยวนั้นอยู่ที่หลักพันกิโลกรัม
                      สำหรับขมิ้นชันจะคัดพันธุ์มาจาก จ.เพชรบูรณ์ นำมาล้างด้วยน้ำปูนใสเพื่อป้องกันเชื้อรา เพลี้ยโรคหัวเน่า เป็นภูมิปัญญาชาวบ้าน จากนั้นก็เตรียมดิน บำรุง ปรับปรุงสภาพดิน ก่อนนำหัวขมิ้นชันลงปลูกที่ระยะห่างระหว่างแถว 75-80 ซม. ระยะห่างระหว่างต้น 30 ซม.
                      ปลูก 8-9 เดือนจึงเก็บเกี่ยวผลผลิต โดยเริ่มปลูกเมษายน เก็บเกี่ยวมกราคมของทุกปี ซึ่งเป็นช่วงที่หัวขมิ้นชันจะแห้งสนิทและมีตัวยาสารออกฤทธิ์ที่มีคุณภาพ
                      “ผลผลิตขมิ้นชันของกลุ่ม ปัจจุบันได้มาตรฐานเกษตรอินทรีย์ ดังนั้น เกษตรกรจึงมีการจดบันทึกการปลูก ผลผลิตผ่านการรับรอง สร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภค จึงเป็นที่ต้องการของตลาดดังกล่าว”
                      สำหรับผู้สนใจต้องการเรียนรู้ หรือเลือกซื้อสมุนไพรอินทรีย์ติดต่อได้ที่ นางสุนันทา โรจน์เรืองไร หมู่ 11 ต.ท่ามะไฟหวาน หรือโทรศัพท์สอบถาม 08-7794-6006
———————-
(เกษตรกรคนเก่ง : ขมิ้นชันอินทรีย์ ของดีเกษตรกรชัยภูมิ : โดย…กวินทรา ใจซื่อ)

‘หมอนหลอด’ เพื่อสุขภาพ แก้แผลกดทับฝีมือเด็ก มข.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160113/220382.html

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันพุธที่ 13 มกราคม 2559
'หมอนหลอด' เพื่อสุขภาพ แก้แผลกดทับฝีมือเด็ก มข.

ทำมาหากิน : ‘หมอนหลอด’ เพื่อสุขภาพ แก้แผลกดทับฝีมือเด็ก มข. : โดย…ทีมข่าวเกษตร

                      ด้วยเห็นว่าปัจจุบันมีผู้ป่วยที่มีปัญหาต้องนอนติดเตียงอยู่เป็นจำนวนมาก เหตุนี้เป็นแรงผลักให้ นายธนากร ชัยวงศา นักศึกษามหาวิทยาลัยขอนแก่น พร้อมเพื่อนร่วมทีม คิดทำอุปกรณ์ “หมอนหลอดเพื่อสุขภาพ” ช่วยแก้ปัญหาแผลกดทับในผู้ป่วยที่ต้องนอนนานๆ ได้เป็นผลสำเร็จ
                      นายธนากร ชัยวงศา นักศึกษาชั้นปีที่ 4 สาขาการจัดการ คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยขอนแก่น (มข.) ย้อนให้ฟังถึงความเป็นมาของหมอนหลอดเพื่อสุขภาพว่า มาจากการศึกษารายวิชาสหกิจศึกษา ซึ่งการเรียนวิชานี้มหาวิทยาลัยจะให้นักศึกษาปฏิบัติงานจริงในสถานประกอบการ โดยครั้งนี้ตนเองและเพื่อนอีก 3 คน เข้าฝึกปฏิบัติงานที่ร้านอินเตอร์ม่านหลุยส์ อ.เมือง จ.ขอนแก่น
                      โดยตลอดระยะเวลาของการฝึกปฏิบัติงานจริงนั้น เกิดแรงบันดาลใจนำวัสดุเหลือใช้มาเพิ่มมูลค่า จนได้ข้อสรุปเป็นการทำหมอนหลอดเพื่อสุขภาพที่หุ้มด้วยเศษผ้าที่เหลือจากกระบวนการตัดเย็บผ้าม่าน
                      ทั้งนี้ หมอนดังกล่าวมีความแตกต่างจากหมอนเพื่อสุขภาพทั่วไป เพราะมีการบรรจุหลอดกาแฟที่ถูกตัดเป็นชิ้นอัดแน่นภายในถุงหมอน ซึ่งหมอนหลอดเป็นนวัตกรรมที่ได้รับการการันตีจากแผนกหลังคลอด โรงพยาบาลศรีนครินทร์คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ว่ามีคุณสมบัติอากาศถ่ายเทสะดวกทำให้ไม่ร้อนไม่เกิดแผลกดทับปรับรูปรองรับอวัยวะได้เป็นอย่างดีตามสรีระ ไม่มีไรฝุ่นซึ่งก่อให้เกิดอาการภูมิแพ้ สามารถเปลี่ยนไส้หมอน และถอดทำความสะอาดได้ง่าย
                      “การพัฒนาผลิตภัณฑ์หมอนหลอด เราได้ศึกษาจากผลงานวิจัยของโรงพยาบาลศรีนครินทร์ ซึ่งมีการรับรองผลการวิจัยแล้วว่า หลังผ่าคลอดแผลของผู้ป่วยที่ใช้หมอนหลอดจะหายเร็วขึ้นและไม่เป็นแผลกดทับ จากนั้นได้นำหมอนหลอดที่ผลิตไปทดสอบกับผู้ป่วยอาสาสมัครที่โรงพยาบาลศรีนครินทร์ แผนกสูติ-นรีเวช ห้องพักหลังคลอด พร้อมทั้งเก็บข้อมูล โดยการสัมภาษณ์พูดคุยกับหมอ พยาบาล ผู้ป่วยอาสาสมัคร เสียงสะท้อนส่วนใหญ่ตอบกลับมาว่าเป็นผลิตภัณฑ์ที่ใช้ได้ผลจริง ยิ่งทำให้เรามั่นใจในคุณภาพมากขึ้น” นายธนากร กล่าว
                      พร้อมระบุว่า ผลิตภัณฑ์หมอนหลอดเพื่อสุขภาพเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มจากเศษผ้าที่เหลือจากการผลิตผ้าม่านช่วยสร้างรายได้เพิ่มให้แก่ผู้ประกอบการซึ่งมีทักษะในการตัดเย็บ พร้อมทั้งกำลังคนและเครื่องจักรเป็นต้นทุนเดิมอยู่แล้ว เพียงแต่เพิ่มสายการผลิตหมอนหลอดเพื่อสุขภาพเข้าไป
                      นายธนากร กล่าวอีกว่า หลังจากการประดิษฐ์คิดค้นหมอนหลอดเพื่อสุขภาพมาแล้ว มีการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ผ่านช่องทางต่างๆ ทั้งการออกร้านแสดงสินค้าในงานหรือกิจกรรมต่างๆ การทำการตลาดออนไลน์ ผ่านเว็บไซต์ ปรากฏว่าหมอนหลอดเพื่อสุขภาพมีกระแสตอบรับเป็นอย่างดี
                      ส่วนท่านใดที่สนใจในผลิตภัณฑ์สามารถติดต่อไปได้ที่สาขาการจัดการ คณะวิทยาการจัดการ มข.
                      “การตั้งราคาขายที่ต่ำกว่าตลาดเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้ประความสำเร็จนอกเหนือจากคุณภาพของสินค้า ที่เราตั้งราคาต่ำกว่าเนื่องจากต้นทุนการผลิตที่ต่ำ และต้นทุนส่วนใหญ่เป็นค่าตัดเย็บซึ่งเป็นจุดแข็งของร้านอยู่แล้ว จึงทำให้ผลิตภัณฑ์มีความได้เปรียบทางการแข่งขันค่อนข้างสูง” นายธนากร กล่าวในตอนท้าย
———————-
(ทำมาหากิน : ‘หมอนหลอด’ เพื่อสุขภาพ แก้แผลกดทับฝีมือเด็ก มข. : โดย…ทีมข่าวเกษตร)