เปิดแบบจำลองแนวคิด ‘เชิงพลวัต’ สู่การพัฒนาผลิตผลเกษตรยั่งยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160112/220310.html

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันอังคารที่ 12 มกราคม 2559
เปิดแบบจำลองแนวคิด 'เชิงพลวัต' สู่การพัฒนาผลิตผลเกษตรยั่งยืน

ทำมาหากิน : เปิดแบบจำลองแนวคิด ‘เชิงพลวัต’ สู่การพัฒนาผลิตผลเกษตรยั่งยืน : โดย…พรนภา สวัสดี

                      ผลพวงจากประชากรมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นทำให้วิกฤติในเรื่องของอาหารเป็นประเด็นสำคัญที่ประเทศต่างๆ ให้ความสนใจในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา เนื่องจากความต้องการทางอาหารนั้นมีเพิ่มมากขึ้น ทำอย่างไรให้การผลิตสินค้าทางการเกษตรเพียงพอต่อความต้องการทางอาหาร เรียนรู้ พัฒนา ก้าวไปข้างหน้าอย่างยั่งยืน
                      รศ.ดร.ศุภวัจน์ รุ่งสุริยะวิบูลย์ อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เจ้าของผลงานวิจัยแบบจำลองเชิงพลวัตสำหรับวัดประสิทธิภาพและการเติบโตผลิตภาพทางการเกษตร พยายามคิดค้นผลงานวิจัยแบบจำลองในเชิงแนวคิดพลวัตขึ้นมาเพื่อให้เกษตรกรและอุตสาหกรรมผลิตอาหารและหน่วยงานภาครัฐสามารถนำไปประยุกต์ใช้เพื่อมีให้มีการพัฒนาไปในทิศทางที่เหมาะสมและยั่งยืน
                      “ที่จริงแล้วงานวิจัยชิ้นนี้มีการพัฒนาต่อยอดมาจากงานวิจัยชิ้นก่อนๆ ที่เคยทำขึ้นมา ระยะเวลาในการดำเนินงานกว่า 2 ปี ตั้งแต่ปี 2555 จนมาเสร็จสิ้นเมื่อปี 2557 ที่ผ่านมาจากความสนใจว่าจะสร้างตัวชี้วัดอย่างไรเพื่อให้แต่ละภูมิภาคมีการพัฒนาสินค้าทางการเกษตรและสามารถผลิตได้เพียงพอต่อความต้องการอาหารของโลก”
                      นักวิจัยคนเดิมเผยต่อว่า ก่อนหน้านี้วิธีหรือแนวคิดที่ถูกนำมาใช้กับแบบจำลองไม่มีเรื่องของเวลาเข้ามาเกี่ยวข้อง ทำให้ตัวชี้วัดที่ออกมาอาจจะเกิดความคลาดเคลื่อนแบบจำลอง ที่อาศัยแนวคิดเชิงพลวัต จะคำนึงถึงเวลาในการปรับตัวของเกษตรกรหรือการปรับตัวของพื้นที่ต่างๆ ตัวชี้วัดที่ได้จากแบบจำลองที่ทำขึ้นไม่ใช่เฉพาะแค่ภาคการเกษตรที่จะสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ แต่ส่วนของอุตสาหกรรมการผลิตอื่นๆ ก็สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ถ้ามีข้อมูล ซึ่งส่งผลให้ภาครัฐสามารถนำไปกำหนดแผนเชิงนโยบาย พัฒนาอุตสาหกรรมการผลิตแต่ละตัวให้เป็นไปในทิศทางที่เหมาะสมและเกิดความยั่งยืนมากขึ้น
                      “อย่างเรื่องของเทคโนโลยีการใช้ปัจจัยการผลิตและเรื่องขนาดทางการเกษตรที่ยังไม่เหมาะสม ซึ่งถ้าประเทศสามารถแก้จุดบอดตรงจุดต่างๆ ผลเสียต่างๆ ที่ศึกษาได้จากกลุ่มประเทศเปลี่ยนผ่านแล้วสามารถที่จะวางกลยุทธ์ของประเทศไทยให้เหมาะสมเพื่อทำให้เกิดการเติบโตไปในทิศทางที่ถูกต้อง ด้วยทรัพยากรทางการเกษตรที่มีศักยภาพและจำนวนประชากรที่มากกว่าครึ่งของโลก ข้อมูลของกลุ่มประเทศเปลี่ยนผ่านจึงมีความน่าสนใจที่จะนำมาใช้ในงานวิจัย” รศ.ดร.ศุภวัจน์ แจง
                      อย่างไรก็ตาม รศ.ดร.ศุภวัจน์ ยังย้ำด้วยว่าสำหรับกลุ่มประเทศเปลี่ยนผ่านนั้นเป็นกลุ่มที่เคยอยู่ในระบบสังคมนิยมแล้วเปลี่ยนมาเป็นระบบกลไกตลาดเสรี ถ้าสามารถเข้าใจภาพรวมได้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับภูมิภาคนี้จะเกิดประโยชน์ต่อคนทั้งโลก เช่นประเทศไทยเป็นประเทศทางการเกษตรที่สามารถศึกษาเรียนรู้ได้ว่าปัจจัยอะไรที่ทำให้กลุ่มประเทศเหล่านี้ยังพัฒนาได้ไม่ดีพอ อาทิ เทคโนโลยีทางด้านการเกษตรยังไม่มีความทันสมัยหรือเกษตรกรบางประเทศอาจจะยังไม่ได้รับการอบรมที่เพียงพอ เมื่อเทียบกับเทคโนโลยีที่ปรับตัวไป ถ้าประเทศไทยสามารถแก้จุดบอดที่ศึกษาจากกลุ่มประเทศเปลี่ยนผ่านได้จะทำให้การวางกลยุทธ์ของประเทศไทยมีความเหมาะสมและเกิดการเติบโตไปในทิศทางที่ถูกต้อง
                      “ในอนาคตมองว่าแบบจำลองที่พัฒนาขึ้นมา อาจจะนำไปประยุกต์ใช้กับอุตสาหกรรมการผลิตอื่นๆ ของประเทศไทยได้ เพราะที่จริงแล้วอุตสาหกรรมต่างๆ เป็นจุดที่นำเงินเข้ามาให้ประเทศค่อนข้างเยอะ ฉะนั้นถ้าแบบจำลองนี้ ถูกนำไปประยุกต์ใช้กับฐานข้อมูลในอุตสาหกรรมอื่นๆ ประเทศไทยจะสามารถกำหนดกลยุทธ์ต่างๆ ที่เหมาะสม และจะเป็นตัวสำคัญที่ดึงเม็ดเงินเข้ามาในประเทศได้อีกด้วย” รศ.ดร.ศุภวัจน์ กล่าวทิ้งท้าย
                      นับเป็นอีกก้าวของงานวิจัยในการนำผลสำเร็จจากการสร้างแบบจำลองแนวคิดเชิงพลวัตมาประยุกต์ใช้กับนโยบายรัฐและทุกส่วนที่เกี่ยวข้องกับการเกษตรของไทยเพื่อให้การพัฒนาไปในทิศทางที่เหมาะสมและเกิดความยั่งยืน
———————-
(ทำมาหากิน : เปิดแบบจำลองแนวคิด ‘เชิงพลวัต’ สู่การพัฒนาผลิตผลเกษตรยั่งยืน : โดย…พรนภา สวัสดี)

วิถีเกษตร วิถีไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160112/220309.html

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันอังคารที่ 12 มกราคม 2559
วิถีเกษตร วิถีไทย

เส้นทางอาชีพ : วิถีเกษตร วิถีไทย : สุรัตน์ อัตตะ surat_a@nationgroup.com

                      ผ่านไปอีกปีสำหรับการรวมพลคน Aggie Day คืนสู่เหย้าหรือรวงทองคืนทุ่ง ปี 59 โดยสมาคมศิษย์เก่าคณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จัดขึ้น ณ บริเวณอาคารวชิรานุสรณ์ คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน ภายในงานนอกจากมีพิธีมอบรางวัลประกาศเกียรติคุณนิสิตเก่าดีเด่นคณะเกษตรประจำปี 2558 แล้วยังมีการเสวนาทางวิชาการในหัวข้อ “วิถีเกษตร วิถีไทย” โดยวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ อาทิ รศ.สมพร อิศวิลานนท์ นักวิชาการสถาบันคลังสมองของชาติ ดร.เอนก ลิ้มศรีวิไล นักปรับปรุงพันธุ์ปาล์ม และลุงขวัญชัย รักษาพันธ์ ปราชญ์เกษตรเมืองแปดริ้ว มาให้มุมมองการขับเคลื่อนภาคเกษตรไทยตั้งแต่อดีต ปัจจุบันและอนาคต  ผลกระทบจากการเข้าสู่ประชาคมอาเซียนจากนี้ไปจะมีทิศทางเป็นอย่างไร แต่สิ่งหนึ่งที่ทุกคนมองคล้ายๆ กันก็คือการสร้างความเป็นเอกลักษณ์ของสินค้าและจะต้องไม่แห่ตามกันปลูกพืช ทั้งที่เป็นความคิดของเกษตรกรเองหรือเป็นนโยบายรัฐบาล จนเกิดปัญหาอย่างที่เป็นอยู่กับยางพาราในเวลานี้
                      รศ.สมพร มองตั้งแต่การปฏิวัติเขียวถึงแม้ประเทศไทยจะส่งสินค้าออกเพิ่มขึ้น แต่มีการขยายพื้นที่เพาะปลูกพืชไร่เข้าไปในพื้นที่ป่ามากขึ้นด้วย ไม่ว่าจะเป็นข้าวโพด มันสำปะหลัง หลังจากมีการค้าเสรีเกิดขึ้นในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา ถึงแม้จะมีการรวมกลุ่มเศรษฐกิจโดยมีเป้าหมายเพื่อลดภาษีศุลกากรระหว่างกันภายในกลุ่มที่ทำข้อตกลงให้เหลือน้อยที่สุดหรือเป็น 0%  การได้มาของสินค้าจะต้องคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม การใช้แรงงานที่ไม่เป็นธรรม อย่างกรณี ทางยุโรป สหรัฐอเมริกา กีดกันสินค้าประมงจากประเทศไทย เพราะเขากล่าวหาว่าประเทศไทยไม่ปฏิบัติตามกฎไอยูยู  ไม่เฉพาะประมง พืชเกษตรก็เช่นกัน หากการขยายพื้นที่ปลูกรุกล้ำพื้นที่ป่า การแบนสินค้าจากผู้บริโภคก็จะตามมาด้วย ประเด็นเหล่านี้ประเทศผู้ผลิตสินค้าภาคเกษตรจะต้องคำนึง
                      ขณะที่ลุงขวัญมองว่า เราต้องอยู่อย่างพอเพียงตามแนวพระราชดำริพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ข้าวหนึ่งเมล็ดได้มาไม่ง่าย กว่าจะได้มาชาวบ้านลำบากมาก ผ่านหลายขั้นตอนกว่าจะได้ข้าวมา จึงไม่ควรรับประทานข้าวให้เหลือ ถามว่าชาวนาเจริญขึ้นหรือไม่ในปัจจุบันก็ต้องบอกว่าเจริญขึ้น เจริญมากด้วยเป็นไปตามความเจริญของประเทศ ความเจริญไม่สามารถหยุดนิ่งได้ หม่อมเจ้าสิทธิพรบอกไว้ มีรอยไถเกษตรกรเมื่อไหร่ความเจริญก็เกิดขึ้นเมื่อนั้น
                      ถึงเวลาแล้วที่สังคมไทยจะต้องหันกลับมามองความจริงให้ทะลุ อย่าหลงอยู่ในโมหภูมิ จงเชื่อในสัจธรรมข้อนี้ เงินทองเป็นของมายา ข้าวปลาสิเป็นของจริงตามที่หม่อมเจ้าสิทธิพรกล่าวไว้ ไม่ว่าประเทศเจริญหรือเกษตรกรจะอยู่ดีกินดีมีความมั่งคั่งมากแค่ไหน สุดท้ายก็อยู่ที่ข้าวปลาอาหาร ไม่ใช่เงินตราแน่นอน ซึ่งสอดคล้องมุมมองของ ศ.ระพี สาคริก ในการกล่าวปาฐกถาช่วงหนึ่งว่าความมั่งคั่งของเกษตรกรไม่ใช่อยู่ที่เงินตรา แต่อยู่ที่ข้าวปลาอาหาร การผลิตอาหารของประเทศไทยจะต้องมีเอกลักษณ์ความเป็นไทย เพราะเป็นสิ่งเดียวเท่านั้นที่จะสู้คู่แข่งได้ เพราะถ้าเป็นอย่างอื่นเขาสามารถพัฒนาทัดเทียมกันได้
                      อย่างไรก็ตามจะเห็นแล้วว่าจากมุมมองแต่ละท่านก็ล้วนยืนยันได้ว่าประเทศไทยทิ้งภาคเกษตรไม่ได้ ภาคการเกษตรจะยังคงอยู่คู่กับคนไทย ประเทศไทยไปอีกนานเท่านาน เพราะมันคือวิถีชีวิตของคนไทยที่มีมาตั้งแต่อดีตจนปัจจุบันและอนาคตต่อไปด้วย!
———————-
(เส้นทางอาชีพ : วิถีเกษตร วิถีไทย : สุรัตน์ อัตตะ surat_a@nationgroup.com)