“ภาวะศีลธรรมอันสูงสุด” ข้อคิดจากท่านพุทธทาส ถึงปรีดี พนมยงค์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/494351

โคทม อารียา

28 พ.ย. 2564 |07:00 น.

"ภาวะศีลธรรมอันสูงสุด" ข้อคิดจากท่านพุทธทาส ถึงปรีดี พนมยงค์

เดี๋ยวนี้ปัญหามันก็มีมากขึ้นทุกทีในโลกนี้ นักเรียนก็ขาดศีลธรรม … ครูบาอาจารย์ก็ขาดศีลธรรม … ทนายความขาดศีลธรรม ตำรวจขาดศีลธรรม ผู้พิพากษาขาดศีลธรรม กระทั่งผู้ปกครองบ้านเมืองขาดศีลธรรม นี่มันจะเป็นอย่างไร กับเจาะประเด็นร้อน โดยโคทม อารียา

เมื่ออ่านรัฐธรรมนูญในหมวดสิทธิเสรีภาพและหมวดแนวนโยบายแห่งรัฐ ก็จะพบวลีในทำนองว่า บุคคลย่อมมีสิทธิเสรีภาพเท่าที่ไม่ขัดหรือไม่กระทบกระเทือนต่อศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือวลีที่ว่า รัฐพึงอุปถัมภ์พระพุทธศาสนาและศาสนาอื่น

วลีแรกชวนให้คิดว่าศีลธรรมมาก่อนสิทธิใช่ไหม วลีที่สองชวนให้คิดว่าศาสนาหมายถึงหลายศาสนาและจะรวมถึงความเชื่อของผู้ที่ไม่นับถือศาสนาใดโดยเฉพาะด้วยหรือไม่ ในเรื่องนี้ ขออ้างอิงถึงท่านพุทธทาสและรัฐบุรุษอาวุโส นายปรีดี พนมยงค์ เพื่อจะได้ข้อคิดที่เป็นประโยชน์ 

ท่านพุทธทาสเคยบรรยายในหัวข้อ “ค่าและความจำเป็นที่ต้องมีศีลธรรม” ท่านยกปัญหาให้คิดว่า “การที่เอาเปรียบกันจนต้องทะเลาะวิวาทกัน ระหว่างนายทุนกับชาวนาอย่างนี้ ก็เพราะว่ามันขาดศีลธรรมด้วยกันทั้งสองฝ่าย … เดี๋ยวนี้ปัญหามันก็มีมากขึ้นทุกทีในโลกนี้ นักเรียนก็ขาดศีลธรรม … ครูบาอาจารย์ก็ขาดศีลธรรม … ทนายความขาดศีลธรรม ตำรวจขาดศีลธรรม ผู้พิพากษาขาดศีลธรรม กระทั่งผู้ปกครองบ้านเมืองขาดศีลธรรม นี่มันจะเป็นอย่างไร” ท่านพุทธทาสได้กล่าวว่า สิ่งที่เรียกว่าศีลธรรมมีชื่อมากมายจนสับสน เช่น “จะต้องดูว่าศีลธรรมอันดีของประชาชน คล้าย ๆ กับว่ามันมีศีลธรรมอันเลวของประชาชนอยู่ส่วนหนึ่ง” ท่านสรุปว่า “สิ่งนี้ถือความหมายในภาษาบาลีเป็นดีที่สุด คือเอาตามความหมายของคำว่า สี-ละ นั่นเอง”


“สี-ละ แปลว่า ปกติ ถ้าสิ่งใดเป็นไปเพื่อความปกติ ไม่วุ่นวาย ก็เรียกว่า สี-ละ ธรรมะที่ทำให้มีความเป็นอย่างนั้นก็เรียกว่า “ศีลธรรม” … การที่บ้านเมืองมันไม่ปกติ แล้วเราช่วยทำให้มันปกติ จะไม่เรียกว่าศีลธรรมหรืออย่างไร … บ้านเมืองมันรุงรังไปด้วยขยะนี้ จะต้องเรียกว่ามันผิดปกติ กวาดให้มันเรียบร้อย ให้มันเย็นตาเย็นใจให้มันไม่มีอันตรายเพราะสิ่งเหล่านั้น ก็ต้องเรียกว่าทำความปกติ”

ท่านพุทธทาสวิจารณ์คำว่า  “ค่า” ว่ามีสองความหมาย ความหมายที่หนึ่งเหมือนคำว่า “ราคา”  มันเกิดขึ้นเพราะความต้องการของมนุษย์ ความต้องการมันทำให้เกิดค่าขึ้นมาเท่านั้นเท่านี้  “ค่า” ในความหมายที่สอง “มันเกิดเป็นค่าขึ้นมาตามความต้องการของธรรมชาติ” 


ค่าในความหมายที่หนึ่งมีหลายประเภท ประเภทที่ 1 เป็นเรื่องวัตถุอย่างเดียว บางทีก็กำหนดความต้องการอย่างโง่เขลา เหมือนที่เขาเรียกกันว่า “ไก่กับพลอย”  ประเภทที่ 2 เป็นค่าตามความหมายทางไสยศาสตร์ ที่ต้องอาศัยความเชื่อ ยึดมั่นถือมั่นอย่างงมงายเป็นหลัก ประเภทที่ 3 เป็นค่าตามความต้องการที่แท้จริงตามหลักวิชาเศรษฐศาสตร์ และขึ้นอยู่กับความต้องการกับสิ่งที่สนองความต้องการ
ค่าในความหมายที่สองเกิดขึ้นตามความต้องการของธรรมชาติ เช่น ปัจจัยสี่ นี้เป็นธรรมชาติทางวัตถุ

ท่านพุทธทาสกล่าวว่า “บางทีก็น่าหัวที่ว่า ของจำเป็นแก่ชีวิตอย่างยิ่งมันกลับมีราคาถูกเหลือเกิน แล้วของบ้า ๆ บอ ๆ ทำไมมันถึงแพง … ข้าวสารนี้ทำไมจึงไม่มีราคาแพงเท่ากับทองคำหรือเพชรพลอย” พวกมิจฉาทิฏฐิเอาเนื้อหนัง ปากท้องเป็นหลัก พวกสัมมาทิฏฐิเอาเรื่องจิตเรื่องวิญญาณเป็นหลัก ทีนี้จะเอาอย่างไหนเป็นหลัก ถ้าเอาอย่างไหนเป็นหลักแล้วความปกติสุขเกิดขึ้น ต้องถือว่าอย่างนั้นถูกต้อง เช่น พวกมิจฉาทิฏฐิเขาต้องการให้ “อยู่ดีกินดี” พวกสัมมาทิฏฐิจะต้องการ “กินอยู่แต่พอดี” พวกมิจฉาทิฏฐิจะให้ค่าของศีลธรรมน้อยมาก พวกสัมมาทิฏฐิเห็นว่าศีลธรรมเป็นสิ่งที่สำคัญมาก เพราะศีลธรรมทำให้เกิดความปกติสุข



อย่างไรก็ตาม ศีลธรรมอาจแบ่งเป็น 3 ระดับ ในระดับที่ 1 ความต้องการอยู่ในลักษณะพอทนอยู่ได้ อย่าให้ตาย ในระดับที่ 2 เราต้องการให้เรียบร้อยและสวยงามยิ่งขึ้น เราต้องการความเจริญก้าวหน้า ความศิวิไลซ์ ในระดับที่ 3 เราต้องการศีลธรรมที่เป็นมูลฐานขั้นสูงสุดทางศาสนา เราพร้อมที่จะหมดกิเลส แต่ก็ยาก เพราะเราอยากจะสมบูรณ์ด้วยรูป รส กลิ่น เสียง เราพูดเข้าข้างตัวเองทุกคน ว่าอยากนั่งอยู่ใต้ต้นโพธิ์ แต่กลับนั่งอยู่ใต้ต้นกัลปพฤกษ์เสมอไป
ท่านพุทธทาสในการบรรยายอบรมแก่ผู้ช่วยผู้พิพากษา เรื่อง “สังคมนิยมตามหลักแห่งพระพุทธศาสนา”ความตอนหนึ่งว่า “คำว่า “ศาสนา” ก็คือภาวะสูงสุดของศีลธรรม และเป็นภาวะที่เต็มรูปของสิ่งที่เรียกว่าศีลธรรมเท่านั้น ฉะนั้น ถ้าการเมืองดีจริง ก็อยู่ในรูปของศาสนาได้ แต่โดยเหตุที่ว่า เขาเพ่งเล็งกันแต่ทางร่างกาย ทางวัตถุ การเมืองก็ไม่เป็นศาสนาที่สมบูรณ์ ศาสนาที่แท้จริงต้องเล็งถึงเรื่องทางวิญญาณหรือทางจิตใจด้วย” 

“เดิมมนุษย์อยู่กันมาอย่างผาสุกตามแบบคนป่าที่ไม่มีวัฒนธรรม แต่มีสันติภาพ นี้น่าหัว จนกระทั่งเกิดมนุษย์อุตริ … ไปเอามากักตุนไว้มาก แล้วมิหนำซ้ำยังขโมยอีก … ฉลาดในการที่จะเอาเปรียบคนอื่น จึงต้องเดือดร้อน ถึงกับจะต้องมีพระเจ้าสมมติราชขึ้นในโลก มนุษย์พูดหลุดปากออกมาว่า “พอใจ! พอใจ!” คำว่า “พอใจ” นี้ ที่เป็นภาษาบาลีว่า ราชา … คนที่ถูกสมมติว่า ราชา มาจากคำที่มีความหมายว่า พอใจ … พระราชาคนแรกที่เกิดขึ้นมาได้นั้นก็เพราะการมอบหมายของคนทั้งหมด … พระราชาก็ไม่ได้คิดว่านี้เป็นของฉัน คิดแต่ว่านี้เป็นของสังคม ซึ่งเป็นผู้มอบอำนาจแก่พระราชา เพราะฉะนั้นจึงเป็นพระราชาผู้บริสุทธิ์ ซึ่งเป็นต้นตอของพระราชาที่ประกอบด้วยทศพิธราชธรรมในระยะต่อมา”

คำว่า  “ทศพิธราชธรรม” หมายถึงระบบที่ไม่มีการเอาเปรียบ ไม่กอบโกย ในทางพุทธศาสนาบัญญัติไว้ชัดในวินัยสงฆ์ ขืนแสวงหามา ขืนกินขืนใช้ ขืนเอาไว้เกินจำเป็น ถือว่าอาบัติ เครื่องนุ่งห่มมีได้เพียง 3 ผืน เก็บอาหารไว้ค้างคืนเป็นอาบัติ กุฏิที่อยู่อาศัยมีขนาดไม่เกิน 7×12 ฟุตเท่านั้น ส่วนเศรษฐีก็ไม่ได้หมายความว่าเป็นผู้สะสม เศรษฐีก็คือผู้มีโรงทาน มหาเศรษฐีก็ต้องมีหลายโรง พระเจ้าแผ่นดินประกอบไปด้วยทศพิธราชธรรม คือมีธรรม 10 ประการสำหรับความเป็นพระราชา เขียนเป็นคำบาลีได้ 10 คำ ดังนี้

1.    ทานํ คือให้ทาน มีแต่การที่จะให้ ไม่รับ
2.    สีลํ คือเป็นผู้มีศีลธรรม มีความเป็นปกติไม่ถูกกิเลสบีบบังคับ
3.    ปริจฺจาตํ บริจาคเรื่องที่เลวออกไปเสีย เช่น ความเห็นแก่ตัว
4.    อาชฺชวํ คือความตรง ความซื่อตรง ตรงไปตรงมา
5.    มทฺทวํ ความอ่อนโยน นิ่มนวล แม้แก่ราษฎร
6.    ตปํ คือตบะ บังคับตัวเองอยู่เสมอ
7.    อโกธํ โกรธไม่ได้ โกรธไม่เป็น
8.    อวิหึสํ ทำให้คนอื่นเดือดร้อนไม่ได้ แม้โดยไม่เจตนา
9.    ขนฺตึ คือขันติ อดทน อดกลั้น ยอมรับไว้เป็นภาระส่วนตัวที่อดกลั้น
10.    อวิโรธนํ ไม่มีอะไรพิรุธ ไม่มีความพิรุธอุตริในแง่ใดก็ตาม

พระราชาองค์ใดประกอบด้วยทศพิธราชธรรมเช่นนี้จะมีปัญหาอะไรอีก
ได้กล่าวถึงประเด็น “ศีลธรรมอันดีงาม” มาพอสมควรแล้ว ขอเปลี่ยนมาประเด็นการอุปถัมภ์ศาสนาบ้าง

โดยขอกล่าวถึงบทบาทของนายปรีดี ที่เขียนไว้ในหนังสือ “นายปรีดี พนมยงค์ ตามทัศนะ ส. ศิวรักษ์” นายสุลักษณ์เห็นว่า แนวคิดส่วนใหญ่ของนายปรีดีเป็นเรื่องว่าด้วยโลกในปัจจุบัน คือ ทิฏฐิธัมมิกัตถประโยชน์ ไม่ใช่สาระในทางหลังจากชีวิตนี้หรือสาระที่สูงสุดทางศาสนา เมื่อพ้นจากแวดวงการเมืองแล้ว นายปรีดีได้เขียนบทความเรื่อง ความเป็นอนิจจังของสังคม ซึ่งสะท้อนความคิดเกี่ยวกับพุทธศาสนา ก่อนหน้านี้ มีคำประกาศของคณะราษฎร เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2475 ความตอนหนึ่งว่า  “สิ่งที่ทุกคนพึงปรารถนา คือ ความสุขความเจริญอย่างประเสริฐ ซึ่งเรียกเป็นคำศัพท์ว่า “ศรีอาริยะ” ก็จะพึงบังเกิดขึ้นแก่ราษฎรถ้วนหน้า”

ก่อนปี 2475 การประชุมต่าง ๆ นั้น ที่ประชุมจะนับจาก เจ้า รองลงมาเป็นเจ้าพระยา พระยา พระ หลวง ขุน แต่พอเปลี่ยนการปกครองแล้ว เรียงตามลำดับอักขรานุกรมแทน ไล่จาก ก. ข. ค. ไป นายปรีดีมีส่วนในการยกเลิกบรรดาศักดิ์ แต่ก็พลาดที่ไม่ได้ยกเลิกสมณศักดิ์ นายปรีดีได้ก่อตั้งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการเมืองเพื่ออบรมให้คนมีความรู้เรื่องธรรมะ ตราของมหาวิทยาลัยเป็นธรรมจักร คือวงล้อแห่งธรรมที่จะต้องนำอำนาจ 

นายปรีดียังเป็นผู้อุดหนุนให้เกิดพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2484 ซึ่งมีเนื้อหาสาระในทางประชาธิปไตย ในยุคนั้น คณะราษฎรยังพยายามหลอมรวมนิกายทั้งสองนิกายเข้าด้วยกัน ดังการสร้างวัดพระศรีมหาธาตุ บางเขน ที่พระยาพหลพลพยุหเสนาบวชเป็นพระภิกษุรูปแรกที่บวชจากสองนิกาย ในระหว่างที่นายปรีดีเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ในรัชกาลที่ 8 ยังได้นิมนต์ท่านพุทธทาสมาสนทนาธรรมที่ทำเนียบท่าช้างเป็นเวลาหลายวันในเดือนมิถุนายน 2485 ดังที่ท่านพุทธทาสมีบันทึกไว้ว่า “ท่านผู้สำเร็จมีความประสงค์จะให้คนจนมีความมั่นใจ ว่าตนมีความสุขเท่ากับคนมั่งมีได้ โดยทำใจให้สันโดษฐ์ตามหลักพุทธสาสนา, อยากให้แต่งเพลงชะนิดที่เป็นแก่นของพุทธศาสนา”

ไม่เพียงแต่พุทธศาสนาเท่านั้น นายปรีดียังยกย่องศาสนาอื่นด้วย ดังจะเห็นได้ว่าจุฬาราชมนตรีในสมัยที่ต้องเปลี่ยนนามสกุลให้เป็นไทย ก็เลือกใช้นามสกุลว่า “พรหมยงค์” ในสมัยที่นายปรีดีอยู่ในอำนาจ ก็เยี่ยมผู้นำคริสตัง คริสเตียนทั้งหมด ในสมัยที่เป็นรัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทยได้ไปเยี่ยมนายหะยี สุหลงผู้นำมุสลิมที่ปัตตานีด้วย สำหรับนายปรีดีแล้ว ศาสนาเป็นพาหะ เป็นหนทางสำหรับคนเชื่อ แม้คนไม่เชื่อในศาสนา ถ้าคุณเชื่อในคุณงามความดี เชื่อในธรรมะแล้ว นำธรรมะมาเป็นหนทางแห่งความประพฤติดี เพื่อประโยชน์ของตนและสังคม นายปรีดีหนุนเต็มที่
   

ทั้งท่านพุทธทาสและนายปรีดีได้ให้โอวาทและแสดงแบบอย่างในเรื่องศีลธรรมอันดีและการอุปถัมภ์ศาสนาที่เปิดกว้าง ผมหวังว่าผู้นำสมัยนี้จะรับฟังและน้อมนำไปปฏิบัติ 

ซินแสเข่ง ผ่าดวงวิกฤต คู่รักคู่หวาน “เวียร์ – เบลล่า”

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/494513

27 พ.ย. 2564 |17:00 น.

ซินแสเข่ง ผ่าดวงวิกฤต คู่รักคู่หวาน "เวียร์ - เบลล่า"

ซินแสเข่ง หมอดูเข็มทิศทองคำผ่าดวงวิกฤต คู่รักคู่หวานที่เจอวิกฤติรักร้าว 9 ปี “เวียร์ – เบลล่า” กับความรักที่หวานชื่น ทั้งคู่ ถือว่าเป็นปีคู่ที่มีดวงสมพงศ์กัน หวิดตกเกณท์ขื่นขมเพราะความมีเสน่ห์ของฝ่ายชาย มีโอกาสพังได้เพราะ ปีหน้าดวงเบลล่า ตกดวงศัตรู ขัดแย้ง

ซินแสเข่ง อ.ชนม์ทรรศน์ ฤทัยผ่อง  ผอ.สถาบันโหราศาสตร์ พยากรณ์แห่งประเทศไทยผ่าดวงวิกฤติชีวิตคู่รักวัยหวาน”เวียร์ ศุกวัฒน์” วัย 36 ปีเเละ”เบลล่า ราณี ” วัย 32  ปี คู่รักที่มีดวงสมพงศ์กันตามหลักของโหราศาสตร์จีน ถือว่าทั้งคู่เป็นคู่ดวงสมพงศ์เกื้อหนุน ส่งเสริมซึ่งกันและกัน หากได้ใช้ชีวิตคู่ร่วมกัน เปรียบเสมือนได้เพชร เม็ดงาม ที่จะต้องรักษาทะนุถนอมกันให้ดี ถือ เป็นคู่สร้าง คู่สม  จะรักกัน ยืนยาว

ดั่งคำโบราณที่ว่า ถือไม้เท้ายอดทอง ตระบอง ยอดเพชร เลยทีเดียว แต่จุดอ่อน ของความรักคู่นี้ฝ่ายหญิงจะเป็นคน กล้าได้ กล้าเสีย  ส่วนฝ่ายชาย จะเป็นคนที่มีเสน่ห์ ต่อเพศตรงข้ามด้วยเหตุนี้หากไม่ระวัง ปัญหาและอุปสรรค ความแตกแยก ก็จะเกิดขึ้นได้

“เบลล่า” เกิดวันอาทิตย์ที่ 24  ธันวาคม 2532  ปีมะเส็ง ธาตุดิน เป็นคนที่มีความพยายาม มีความอดทน  มีความตั้งใจอยากทำอะไรให้ประสบความสำเร็จก็จะตั้งเป้าหมายเอาไว้ กล้าได้กล้าเสียทะเยอทะยาน ไม่นิ่งอยู่กับที่ ดื้อรั้นใช้ความคิดของตนเองและมีชีวิตที่ต้องเหนื่อย ด้วยตนเองจึงจะประสบความสำเร็จ

“เวียร์” เกิดวันพฤหัสที่18  เมษายน 2528  ปีฉลู ธาตุไม้  เป็นคนพูดตรง ชอบช่วยเหลือคนอื่น  ทำอะไรเพื่อคนอื่นและมักจะถูกเอาเปรียบ  ใช้ความคิดของตนเอง เป็นที่ตั้ง ไม่ยอมคน  เป็นคนมีเสน่ห์ต่อเพศตรงข้าม  เตือน”เวียร์” จะต้องระวัง  อย่าเผลอไผล เพราะอาจพลาดพลั้ง ทำรักพังได้

ซินแสเข่ง  หมอดูเข็มทิศ ทองคำ กล่าว เพิ่มเติมว่า “เวียร์-เบลล่า” เป็นดวงคู่สร้างคู่สม แต่ฝ่ายชายอาจจะต้องระวังเพราะเป็นคนมีเสน่ห์ ผู้หญิงอยู่ใกล้ ผู้หญิงชอบ และปี 2565 “ดวงเบลล่า” ตกดวง  ขัดแย้ง เป็นศัตรู  เบียดเบียน หากทั้งคู่ ไม่ประคองรัก ให้ผ่าน  ปัญหา ความขัดแย้ง แตกแยก ก็จะเกิดขึ้น ได้ทันที

ซินแสเข่ง ผ่าดวงวิกฤต คู่รักคู่หวาน "เวียร์ - เบลล่า"

ล่าสุด “เวียร์ ศุกลวัฒน์” ได้เข้าไปกดถูกใจภาพที่สาว “เบลล่า” โพสต์ล่าสุดในอินตราแกรมส่วนตัว อีกทั้งทั้งคู่ยังคงกดติดตามกันอยู่ไม่ได้อันฟอลโล่กันเหมือนหลายๆคู่ที่เลิกรากันไป งานนี้ทำเอาแฟนคลับที่เชียร์คู่นี้ต่างลุ้นไปตาม ๆ กัน ว่าข่าวลือเรื่องเลิกราอาจจะยังไม่เป็นความจริง

ซินแสเข่ง ผ่าดวงวิกฤต คู่รักคู่หวาน "เวียร์ - เบลล่า"

อย่างไรก็ตามก่อนหน้านี้เพจดังอย่าง “เจ๊มอย 108” ได้โพสต์ข้อความ ว่า

“มดดำ” ได้ออกมาพูดว่า “เวียร์-เบลล่า” ยังไม่เลิกกันหรอก ถามคนรอบๆ ตัวที่ไปถ้ำนาคา จ.บึงกาฬ เบลล่าไม่เห็นจะเศร้าเลย เค้าบอกยังคุยกันอยู่ แต่จะงอนหรืออะไรกันอยู่ไม่รู้  “ป้อม วินิจ”  ที่อยู่ด้วยกันล่าสุดบอกว่า ‘เวียร์-เบลล่า’ ยังคุยกันอยู่ แต่รอสองคนพูดจะดีที่สุด

งานนี้จะจริงหรือไม่คงต้องรอฟังจากปากของทั้งคู่ ซึ่ง “เบลล่า” จะมีอีเว้นท์ในวันที่ 30 พ.ย. นี้ คงจะได้ตอบคำถามที่หลายคนสงสัยอย่างแน่นอน

มารู้จัก “แอมเนสตี้” องค์การนิรโทษกรรมสากล ของแสลงรัฐไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/494479

27 พ.ย. 2564 |13:00 น.

มารู้จัก "แอมเนสตี้" องค์การนิรโทษกรรมสากล ของแสลงรัฐไทย

กระแสต้าน “แอมเนสตี้” ในไทยแรงขึ้นตามลำดับ ถึงขั้นไล่พ้นประเทศโดยหาว่าแทรกแซงประเทศไทย ขณะที่นายกฯ บอกว่ากำลังให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบองค์กรนี้..มาถึงตอนนี้หลายคนคงอยากรู้จัก แอสเนสตี้ แล้วว่าเป็นใคร มีบทบาทอย่างไร และมีใครบ้างเป็นผู้ขับเคลื่อน

เป็นเรื่องแล้วเมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ เด้งรับลูกสั่งตรวจสอบ “แอมเนสตี้” ว่ามีความผิดอะไรหรือไม่และอยู่ในไทยอย่างถูกต้องหรือเปล่า และถ้าผิดกฏหมายต้องยกเลิก เพราะไม่ต้องการให้ใครมาทำร้ายประเทศไทย  

นายกรัฐมนตรี ยังบอกว่า ในเรื่องของเอ็นจีโอกำลังดำเนินการทางกฎหมายในการที่จะทำให้เหมือนกับต่างประเทศโดยจะต้องมีการขึ้นทะเบียนควบคุม แจ้งที่มาของแหล่งเงินต่าง ๆ ซึ่งขณะนี้กฎหมายอยู่ระหว่างเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร 


อธิบายง่าย ๆ ก็คือ ล้วงตับให้ชัดเจนกันไปเลยว่าได้รับท่อนำเลี้ยงจากไหน 

กระแสต่อต้านไม่เอา”แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล”หรือองค์การนิรโทษกรรมสากล โดยเฉพาะ “แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย” (Amnesty International Thailand) ของคนไทยบางส่วนแรงขึ้นถึงขนาดไล่ให้ออกจากประเทศไทย 

อาทิ กลุ่มอดีตประธานหมู่บ้านคนเสื้อแดง ได้ล่ารายชื่อประชาชนจำนวน 1 ล้านรายชื่อเพื่อขับไล่ “แอมเนสตี้”

นอกจากนี้ยังมีการรณรงค์ตั้งแคมเปญในเว็บไซต์ change.org เพื่อล่ารายชื่อไม่เอา “แอมเนสตี้”  โดยไม่พอใจปมแสดงความเห็นเชิงก้าวก่ายศาลไทย โดยผู้รณรงค์ตั้งเป้าให้ได้จำนวน 15,000 รายชื่อ

สืบเนื่องจาก “แอมเนสตี้” ประกาศแคมเปญ  write for right เขียนจดหมายล้านฉบับถึงทั่วโลก จี้ทางการไทยให้หยุดดำเนินคดีกับ น.ส.ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุลหรือรุ้ง แกนนำม็อบสามนิ้ว ซึ่งถูกมองว่าการกระทำเช่นนี้แสดงให้เห็นว่า “แอมเนสตี้” จงใจไม่ปฏิบัติตามกฎหมายของประเทศไทย รวมถึงคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ที่ระบุว่าการกระทำของ น.ส. ปนัสยา กับพวก เป็นการล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข  

การกระทำของ “แอมเนสตี้” ดังกล่าวยังถูกมองว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการ
สนับสนุนบุคคลหรือกลุ่มบุคคลกระทำการจาบจ้วงสถาบัน

กลุ่มบุคคลต่าง ๆ ที่ออกมาต่อต้าน “แอมเนสตี้” ยังต้องการให้รัฐบาลให้ความสำคัญเรื่องดังกล่าวโดยเร่งด่วน หากพบข้อมูลหลักฐานเชื่อได้ว่า “แอมเนสตี้” มีจุดมุ่งหมายแทรกแซงกิจการความมั่นคงของประเทศ ให้ขับไล่องค์กรนี้พ้นออกไปจากประเทศไทย

มาถึงตอนนี้หลายคนคงอยากรู้จักแล้วว่า “แอมเนสตี้” เป็นใคร 


“แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย” (Amnesty International Thailand)ได้เคยโพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กอธิบายองค์การของตนเองว่า”แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล” คือขบวนการของคนธรรมดามากกว่า 10 ล้านคนทั่วโลกที่ร่วมกันสร้างความเปลี่ยนแปลงด้านสิทธิมนุษยชนเพื่อสังคมที่เท่าเทียมและยุติธรรมสำหรับทุกคน เป็นอีกหนึ่งองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรหรือเอ็นจีโอ ที่เข้ามาบทบาทในประเทศไทย จากการทำกิจกรรมรณรงค์ต่าง ๆ เพื่อเรียกร้องสิทธิให้แก่ผู้ที่ถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนมาเป็นเวลาหลายทศวรรษ 


และได้สรุป 6 ข้อ เพื่อให้คนรู้จัก”แอมเนสตี้” มากขึ้น

-จุดกำเนิด 

มาจาก ปีเตอร์ เบเนนสัน ทนายความชาวอังกฤษผู้เขียนบทความเรียกร้องปล่อยตัวนักศึกษาชาวโปรตุเกสสองคนที่โดนรัฐบาลเผด็จการจับติดคุกเพียงเพราะดื่มเหล้าและชนแก้วสดุดีเสรีภาพ ดังนั้นจึงทำให้สำนักงานใหญ่ของ “แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล”ตั้งอยู่ ณ กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ

 “แอมเนสตี้” เข้ามามีบทบาทในไทยจากเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ 2519

 จดหมายนับแสนฉบับที่ถูกส่งมายังรัฐบาลไทยเพื่อเรียกร้องให้มีการปล่อยตัวนักศึกษาและประชาชนที่ถูกจับกุมจากการประท้วง ซึ่งจดหมายเหล่านั้นมาจากผู้สนับสนุนแอมเนสตี้ทั่วโลก

– เงินสนับสนุนของ “แอมเนสตี้”

เงินทุนสำหรับการจัดกิจกรรมมาจากการรับบริจาคของบุคคลทั่วไปที่มีความสนใจด้านสิทธิมนุษยชน และค่าสมัครสมาชิกในแต่ละปีเพราะ”แอมเนสตี้” เป็นองค์กรอิสระที่ไม่แสวงหาผลกำไร และปฏิเสธที่จะรับเงินสนับสนุนจากรัฐบาล หรือแหล่งทุนอื่นๆ

-เป็นองค์กรที่ไม่ฝักใฝ่ทางการเมือง

“แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล” เป็นองค์กรที่รณรงค์ในประเด็นเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนโดยไม่ฝักใฝ่อุดมการณ์ทางการเมืองหรือลัทธิใด ๆ เน้นทำงานเกี่ยวกับการรณรงค์เพื่อให้เกิดความเท่าเทียมและการให้ความรู้เกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนแก่ประชาชนทั่วไปเท่านั้น เนื่องจาก “แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล” มีพันธกิจเพียงเพื่อให้สังคมเกิดการตระหนักถึงสิทธิมนุษยชน

-มีสำนักงานกระจายตัวอยู่ทั่วโลก

– “แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล” มีสมาชิกและผู้สนับสนุนกว่า 10 ล้านคนในกว่า150 ประเทศทั่วโลกและมีสำนักงานกระจายตัวอยู่กว่า 70 ประเทศ ที่มีสำนักงานกระจายตัวอยู่ในหลายประเทศเพื่อสามารถทำให้ทราบได้ว่าสถานการณ์ของโลก ณ ตอนนี้เป็นอย่างไร

-ทำงานด้านสิทธิมนุษยชนมาแล้วกว่า 60 ปี

ตลอดระยะเวลาทำงานเพื่อสังคมที่ผ่านมา “แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล” ยืนหยัดต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนมาแล้วกว่า 6 ทศวรรษ นอกจากนี้”แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล” ยังคงทำหน้าที่เป็นนักปกป้องสิทธิมนุษยชนให้กับบุคคลที่ถูกละเมิด เพราะเรามีความเชื่อมั่นว่า มนุษย์ทุกคนเกิดมาล้วนมีความเท่าเทียม ไม่ควรมีใครถูกกดให้ต่ำลง

หากฟังจากคำอธิบายของ “แอมเนสตี้” เองก็ดูดี 


แต่ควรมาดูข้อมูลให้รอบด้านมากขึ้นโดยเฉพาะที่เกี่ยวกับ”แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย” ที่เคลื่อนไหวอยู่ในประเทศไทยในขณะนี้

นายนันทิวัฒน์ สามารถ อดีตรองผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวบอกว่า “แอมเนสตี้” มีสองส่วน “แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล” สำนักงานภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และแปซิฟิกจดทะเบียนกับกระทรวงแรงงาน

ส่วน”แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย”จดทะเบียนเป็นสมาคมกับกระทรวงมหาดไทย โดยรับเงินสนับสนุนมาจากต่างประเทศ มีพนักงานคนไทยกว่า 20 คน

ขณะที่อาจารย์เทพมนตรี   ลิมปพยอม นักวิชาการอิสระด้านประวัติศาสตร์และนักเทววิทยา  ได้โพสต์เฟซบุ๊กให้เห็นถึงความเชื่องโยงของ “แอมเนสตี้ ” กับกลุ่มที่เคลื่อนไหวทางการเมืองกลุ่มม็อบสามนิ้ว และ ส.ส. ก้าวไกล บางคน 

โดยระบุว่า กรรมการ “แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย”  ที่แท้ก็ เพื่อนจ่านิว 

วศิน พงษ์เก่า 1 ใน คณะกรรมการแอมเนสตี้ คือ เพื่อนซี้ ไผ่ ดาวดิน และเป็นกลุ่มดาวดินที่เชื่อมโยงอีสานเรคคอร์ด วนเวียนอยู่ในผู้คนเหล่านี้

นายณพัทธ์ นรังศิยา 1 ในคณะกรรมการแอมเนสตี้ ไทยแลนด์ เพื่อนซื้ รังสิมันต์ โรม ส.ส. พรรคก้าวไกล

ณพัทธ์ นรังศิยา หนึ่งในขบวนการประชาธิปไตยใหม่ (NDM) ซึ่งมี นายรังสิมันต์ โรม, น.ส.ชนกนันท์ รวมทรัพย์, นายกรกช แสงเย็นพันธ์, น.ส.ชลธิชา แจ้งเร็ว, นายณพัทธ์ นรังศิยา, นายธีระชัย ศาลเจริญกิจถาวร, นายกรกนก คำตา, นายรัฐพล ศุภโสภณ, นายปณต ศรีโยธา, นายกันต์ แสงทอง, นัชชชา กองอุดม, นายอภิสิทธิ์ ทรัพย์นภาพันธ์ และ นายปกรณ์ อารีกุล

สำหรับ คณะกรรมการของ “แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย” ประกอบไปด้วย ฐิติรัตน์ ทิพย์สัมฤทธิ์กุล ประธานกรรมการ  วศิน พงษ์เก่า กรรมการ ณพัทธ์ นรังศิยา กรรมการ  นาซานีน ยากะจิ กรรมการเยาวชน  ศศวัชร์ คมนียวนิช เหรัญญิก

ส่วนผู้อำนวยการ “แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย” คือนางปิยนุช โคตรสาร 

นายวัลลภ ตังคณานุรักษ์ หรือครูหยุย ส.ว. ได้ชี้ให้เห็นถึงการเคลื่อนไหวของ”แอมเนสตี้” ไว้อย่างน่าสนใจ ว่า “แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล” หรือองค์การนิรโทษกรรมสากล ถือเป็นองค์กรแม่ มีหลักในการดูแลกรณีการถูกละเมิดสิทธิมนุษยชน 

แต่ “แอมเนสตี้ในประเทศไทย” เป็นองค์กรลูกที่ไม่ตรงไปตรงมา เพราะยืนอยู่ฝั่งต่อต้านรัฐบาลและไปพิทักษ์สิ่งที่ผิด ย่ำยีสิ่งที่ถูกต้อง ทำหน้าที่ไม่ถูกต้อง ผิดหลักการ ใช้เป็นเครื่องมือย่ำยีทำลายประเทศตนเอง เชื่อว่าในอนาคตองค์กรก็จะล่มสลายไปเอง ซึ่งหลักการขององค์กรแม่นั้นถือว่ามีความตั้งใจดี แต่คนนำไปยืนผิดจุด เป็นเรื่องที่น่าเสียดาย องค์กรมีหลักการดี แต่ผิดที่คน

อะไรที่วางตัวไม่เป็นกลางถือว่าผิด และไม่ควรมีบทบาทแบบนี้องค์กรแม่ต้องตระหนัก เมื่อองค์กรลูกทำไม่ถูกต้องก็ต้องรีบแก้ไขปัญหาโดยด่วน ตอนนี้คนไทยก็ขับไล่องค์กรลูกที่ทำผิดหลักการสำคัญดังนั้นต้องรีบจัดการ เช่น เปลี่ยนคนในองค์กรลูก ถ้าไม่เปลี่ยนคน ก็ต้องไม่มีองค์กรลูกในประเทศไทย 

หากมีการทำผิดเกิดขึ้นทางกระทรวงมหาดไทยต้องประสานกระทรวงการต่างประเทศ ทำเรื่องไปถึงองค์กรหลักเพื่อให้แก้ไขปัญหา แต่หากองค์กรหลักไม่ดำเนินการ  ต้องจัดการโดยกฎหมายไทย เพราะเรื่องนี้องค์กรไม่มีปัญหา แต่คนมีปัญหา

เมื่อดูข้อมูลจากทั้งหมดแล้วน่าจะสรุปได้ว่า ตัวขององค์กรคือ “แอมเนสตี้”  ซึ่งเดิมเคยมีความน่าเชื่อถือ มีผลงานที่ได้รับการยอมรับ  แต่กลับมีปัญหาในระยะหลังเพราะตัวคนที่ได้รับคัดเลือกเข้าเป็นกรรมการบางคนมีสายสัมพันธ์ โยงใยกับทางการเมืองทั้งที่ “แอมเนสตี้”ประกาศว่าเป็นองค์กรที่ไม่ฝักใฝ่ทางการเมือง จึงขัดแย้งกันโดยสิ้นเชิง 

ศึก “เลือกตั้งท้องถิ่น” วัดความนิยมพรรคการเมือง ดันท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/494473

นายหัวไทร

27 พ.ย. 2564 |12:00 น.

ศึก "เลือกตั้งท้องถิ่น" วัดความนิยมพรรคการเมือง ดันท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ

เข้าสู่โค้งสุดท้ายของการรณรงค์หาเสียง “เลือกตั้งท้องถิ่น” ของผู้สมัครเวลา 18.00 น.ของวันนี้ “หมาก็หยุดเห่า” สำหรับการหาเสียงเลือกตั้ง นายกฯอบต.จำนวน 5329 แห่ง ส.อบต หมู่บ้านละ 1 คนของแต่ละ อบต.

“เลือกตั้งท้องถิ่น2564” เข้าสู่โค้งสุดท้ายของวันเลือกตั้ง 28พย.2564 ของการรณรงค์หาเสียงของผู้สมัคร ที่ต้องยุติการหาเสียงเวลา 18.00 น.ของวันนี้ “หมาก็หยุดเห่า” สำหรับการหาเสียงเลือกตั้ง นายกฯอบต.จำนวน  5329 แห่ง ส.อบต หมู่บ้านละ 1 คนของแต่ละ อบต.

การเลือกตั้งครั้งนี้จะเกิดการเปลี่ยนแปลงหรือไม่ขึ้นอยู่กับประชาชนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งในแต่ละแห่ง โดยมีหลายปัจจัยเป็นตัวกำหนดแพ้-ชนะ ปัจจัยหนึ่งคือ “กระสุนดินดำ” ที่น่าจะยิงกันพรุนไปแล้วในช่วงสัปดาห์สุดท้ายนี้

การเลือกตั้งท้องถิ่นขนาดเล็กอย่างอบต.ทั้ง 5329 แห่งระหว่างผู้สมัครเก่าที่ครองอำนาจมากกว่า 8 ปีตามคำสั่ง คสช.ที่ 85/2560ในขณะที่ผู้สมัครใหม่ที่จะนำเสนอนโยบายเพื่อนนำไปสู่การเปลี่ยนแปลง Change We Believe in ก็ต้องมียุทธศาสตร์ ยุทธวิธีในการนำเสนอ เพื่อเรียกร้องความสนใจจากเจ้าของสิทธิ์

แต่ทุกสนามเลือกตั้งจาก ผู้สมัครนายก อบต.และ ส อบต.จากการลงพื้นที่ในทุกภูมิภาค เหนือ  กลาง ใต้ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ทุนยังเป็นปัจจัย-เครื่องมือชี้ขาดในชัยชนะของผู้สมัคร กกต. กลาง และ กกต.จังหวัด ที่ส่งผู้ตรวจการเลือกตั้งไปลงพื้นที่ตรวจสอบคงมีคำตอบพื้นฐาน “ไม่พบการทุจริตในการซื้อสิทธิ์และขายเสียง” ทั้งๆที่ชาวบ้านร้านตลาดพูดกันให้แซด แต่อย่างน้อยก็เป็นระบบเลือกตั้งท้องถิ่นที่ผูกพันกับชนบทไทยมายาวนานร่วม 20 ปี 


  
น่าสนใจว่าการเลือกตั้งท้องถิ่นขนาดเล็กในระดับรากหญ้า การเมืองใหญ่ระดับชาติยังลงไปจับ เพราะจะเป็นฐานเสียงต่อไปในอนาคต ผลการเลือกตั้งที่จะออกมาส่วนหนึ่งจะเป็นดีชนีวัดความนิยมในพรรคการเมือง หรือต่อนักการเมืองระดับชาติที่เข้าไปสนับสนุนการท้องถิ่น

ยังเหลือท้องถิ่นอีก 2 แห่ง ที่ยังไม่ได้เลือกตั้งทั้งผู้บริหาร และสภา คือ การเลือกตั้ง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (ผู้ว่าฯกทม.)และสมาชิกสภา กทม. (สก.)จำนวน 55 คน ที่จะเป็นตัวชี้วัดคะแนนนิยมของพรรคการเมืองสนามใหญ่ด้วยเช่นกัน ซึ่งเวลานี้ว่าที่ผู้สมัครก็ทยอยเปิดตัว เปิดสังกัด แต่รัฐบาลยังไม่ไฟเขียวให้เลือกตั้ง โดยไม่มีเหตุผลอธิบาย

เช่นเดียวกับการเลือกตั้งนายกฯเมืองพัทยาและ สมาชิกสภาเมืองพัทยาจำนวน 24 คน ก็ยังไม่มีกำหนดวันเลือกตั้ง คราบไคร้ของ คสช.ยังเกาะติดอยู่กับทั้งสององค์กรท้องถิ่นนี้ เพราะทั้งผู้บริหาร และสภาท้องถิ่นทั้งสองแห่งนี้มาจากการแต่งตั้งของ คสช.

วันอาทิตย์ที่ 28 พฤศจิกายน 2564 เวลา 08.00-17.00 น.ไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งในหน่วยเลือกตั้งใกล้บ้านที่ท่านมีสิทธิ์ใช้บัตร  2 ใบ  1) เลือก นายก อบต ทึ่เราคิดว่าใช้   2) เลือก ส.อบต. 1 คน  ในหมู่บ้านของเรา

ช่วยกันออกแรงผลัก-ดัน นะครับ…..
จากการศึกษาการกระจายอำนาจ ดูเหมือนว่าบ้านเราแม้จะมีความก้าวหน้า แต่เดินไปอย่างช้า เกือบ 20 ที่มีกฎหมายแผนแม่บทกระจายอำนาจ แต่หลายเรื่องหลายประเด็น ยังไม่มีการปฏิบัติตามแผนแม่บท รัฐบาลกลางก็ยังหวงอำนาจ ไม่ยอมถ่ายโอนภารกิจตามแผนแม่บท

ผลการพิจารณาศึกษา เรื่องการจัดตั้งองค์กรปกครองท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ ของคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาอุปสรรคและปัญหาของการถ่ายโอนภารกิจให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ได้นำโครงสร้างการจัดตั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ ของกรุงเทพมหานคร และเมืองพัทยา ที่เป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษแล้ว มาเป็นต้นแบบ

ได้มีพิจารณาการจัดตั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษอื่นๆตามความเหมาะสมอีกหลายแห่ง โดยเน้นรูปแบบพิเศษเชิงพื้นที่ ครอบคลุมพื้นที่ทั้งจังหวัด เช่นจังหวัดภูเก็ต

การปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษในลักษณะจังหวัดจัดการตนเอง เช่น ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส 
การปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษเชิงพื้นที่ ในบางส่วนของจังหวัด เช่น นครเกาะสมุย, นครแหลมฉบัง, นครแม่สอด, เมืองทุ่งสง, เมืองหัวหิน 
ทึ่บอกว่าให้ช่วยกันผลักดัน เพราะโดยส่วนตัวเชื่อว่า “อนาคตท้องถิ่น คืออนาคตประเทศไทย” ถ้าองค์ปกครองส่วนท้องถิ่นได้รับการสนับสนุนและส่งเสริมให้เป็นองค์กรที่เข้มแข็ง จะเป็นองค์กรแห่งความหวัง
รัฐบาลกลางจะต้องมีความจริงใจในการกระจายอำนาจ ไม่ใช่มีนโยบายในการกระจายอำนาจ “ลดอำนาจรัฐ เพิ่มอำนาจประชาชน” แต่ในทางปฏิบัติกลับทำตรงข้ามกัน ไม่จริงจังและจริงใจกับท้องถิ่น


ยกตัวอย่างว่า ถ้ารัฐบาลเห็นความสำคัญของท้องถิ่น ให้บทบาทกับท้องถิ่นในการควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด 19 จัดสรรงบประมาณผ่านลงไปในท้องถิ่น ผมเชื่อเหลือเกินว่า ควบคุมได้นานแล้ว เพราะท้องถิ่นเป็นองค์กรที่ใกล้ชิดประชาชนมากที่สุด รู้ปัญหาของท้องถิ่น
แต่รัฐบาลกลับให้บทบาทสำคัญกับหน่วยงาน หรือองค์กรที่เป็นตัวแทนจากรัฐบาลกลาง เช่น จังหวัด อำเภอ เป็นต้น ถามว่า ในแต่ละวัน ผู้ว่าฯและนายอำเภอจะลงพื้นที่ได้สักกี่แห่ง แต่นายกฯอบต.วันหนึ่งขับรถวนตำบลได้หลายรอบ
นายอำเภอ ผู้ว่าฯ ส่วนใหญ่ก็นั่งอยู่ในห้องแอร์บนศาลากลาง และที่ว่าการอำเภอ ก็ขอข้อมูลจากท้องถิ่นนั้นแหละ หรือไม่ก็ขอจากกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน อสม.


ภารกิจหลายเรื่องถ้ารัฐบาลมอบให้ท้องถิ่นทำก็ไม่ใช่เรื่องยาก แต่รัฐบาลนี้กลับไม่ให้ความสำคัญกับท้องถิ่น หวงอำนาจ การถ่ายโอนภารกิจเขียนไว้ในกฎหมายรัฐบาลยังไม่ทำเลย
ถามตรงๆว่า 245 ภารกิจที่เขียนไว้ในแผนแม่บทและกำหนดระยะเวลาไว้ด้วยว่า ต้องถ่ายโดนให้แล้วเสร็จในปีไหน เวลานี้ถ่ายโอนไปแล้วกี่ภารกิจ เหลืออีกกี่ภารกิจที่ยังไม่ถ่ายโอน เพราพเหตุผลอะไร
ที่ผ่านมาก็มักจะอ้างว่าท้องถิ่นไม่พร้อม ซึ่งไม่เป็นความจริง เพราะก่อนถ่ายโอนภารกิจก็มีการประเมินความพร้อมของท้องถิ่น และส่วนใหญ่ผ่านเกณฑ์ประเมินหมด
ร้ายไปกว่านั้น บางภารกิจถ่ายโอนให้ท้องถิ่น แต่ไม่โอนงบ ไม่โอนบุคลากร ไม่โอนเครื่องไม้เครื่องมือไปให้ ส่วนตัวผมเองอยากได้รัฐบาลที่รู้จักท้องถิ่น ให้ความสำคัญกับท้องถิ่น สนับสนุนท้องถิ่นให้เข้มแข็ง
เงินอุดหนุนท้องถิ่น ก็ปล่อยให้ “วิ่งได้วิ่งเอา” ใครเข้าถึงอำนาจท้องถิ่นนั้นก็จะได้งบมากหน่อย เสนอโครงการก็ผ่าน ท้องถิ่นไหนไม่รู้จักใครในส่วนกลางเสนอของบ เสนอโครงการมาก็ถูกแช่แข็งหมด หรือไม่ก็เรียกค่าหัวคิวจนงานออกมาไร้คุณภาพ
ขออนุญาตบ่นไว้นิดหน่อย

เห็นคุณเทพไท เสนพงศ์ ออกมาแถลงถึงผลการศึกษา และเสนอจัดตั้งองค์กรปกครองท้องถิ่นรูปแบบพิเศษเพิ่มขึ้นทั้งในเชิงพื้นที่และครอบคลุมทั้งจังหวัด อย่างจังหวัดจัดการตนเอง ซึ่งจะครอบคลุมทั้งจังหวัด เช่น ภูเก็ต เชียงใหม่ สมุทรปราการ น่าน ปัตตานี พูดกันมามากกว่า 15 ปี ก็ยังไม่เห็นเกิดเสียที ปัญหาใหญ่อยู่ที่ฝ่ายการเมือง ทั้งไม่เข้าใจ และไม่จริงใจต่อการกระจายอำนาจ มีแต่คำพูดสวยหรูเวลาหาเสียงเลือกตั้งเท่านั้นเอง
พรรคท้องถิ่นไทยมีนโยบายชัดเจนในเรื่องเหล่านี้ก็เป็นเพียงพรรคเล็ก ไม่มีพลังอำนาจมากพอในการผลักดันให้เกิดเป็นมรรคเป็นผล 

เรื่อง : นายหัวไทร  

วัดบารมี “ประวิตร” แม่ทัพเมืองกรุง ปะทะขุนศึกฝั่งธนฯ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/494411

26 พ.ย. 2564 |19:00 น.

วัดบารมี "ประวิตร" แม่ทัพเมืองกรุง ปะทะขุนศึกฝั่งธนฯ

ได้ฤกษ์แม่ทัพใหญ่ “ประวิตร” ชิงเปิดตัวว่าผู้สมัคร ส.ส.กทม.ฝั่งธนบุรี เจอค่ายเพื่อไทยวางตัวขุนศึกบางบอน ร.ต.อ.เฉลิม ใจถึงพึ่งได้ แลนด์สไลด์ทั้งกรุงธนฯ คอลัมน์ท่องยุทธภพ โดยขุนน้ำหมึก

เดินหน้าไปรอใคร “ประวิตร” แม่ทัพใหญ่พลังประชารัฐ อาสาคุมทัพเมืองหลวง ลดปัญหาความขัดแย้งภายในพรรค แถมชิงเปิดตัวผู้สมัคร ส.ส.ฝั่งธนบุรี

“ประวิตร” รู้ดีสนามฝั่งธนฯ พลังประชารัฐ มี ส.ส.คนเดียว จึงเปิดเกมรุก ขณะที่เพื่อไทย, ประชาธิปัตย์ และก้าวไกล ก็จัดทีมพร้อมลงสนาม

ที่น่าสนใจ “ประวิตร” จะโคจรมาเจอขุนศึกบางบอน ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ผู้รับผิดชอบกรุงเทพฯ โซนที่ 6 (ฝั่งธนบุรี) ค่ายเพื่อไทย

วันที่ 27 พ.ย.2564 ที่โรงแรมรอยัลริเวอร์ เชิงสะพานกรุงธนฯ เขตบางพลัด กทม. พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ในฐานะหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ จะเปิดตัวผู้สมัคร ส.ส.ฝั่งธนบุรี 11 เขต (เพิ่มจากเดิม 9 เขต)

จริงๆแล้ว พล.อ.ประวิตร ได้มอบหมาย ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า เลขาธิการพรรค และนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ เหรัญญิกพรรค ประสานกับจักรพันธ์ พรนิมิต ส.ส.กทม. ในฐานะหัวหน้าภาคกทม. จัดทีมผู้สมัคร ส.ส.กทม.มาระยะหนึ่งแล้ว

วันที่ 9 พ.ย.2564 นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ ได้ลงพื้นที่เขตบางพลัด ก็มีการแนะนำตัวผู้สมัคร ส.ส.ไปแล้วบางส่วน อาทิเช่น พ.ต.ท.วันชัย ฟักเอี้ยง,ศันสนะ สุริยะโยธิน และกฤชนนท์ อัยยปัญญา

เลือกตั้งปี 2562 บัตรใบเดียว ส.ส.กรุงเทพมหานคร ลดจาก 33 คน เหลือ 30 คน แต่การเลือกตั้งครั้งใหม่ บัตร 2 ใบ ส.ส.กทม.จะเพิ่มเป็น 34 คน เฉพาะฝั่งธนบุรี จะมี ส.ส. 11 คน จากเดิม 9 คน

‘สมรภูมิฝั่งธนฯ”

เลือกตั้ง ส.ส.ครั้งที่แล้ว “ประวิตร” ไม่ได้ลงมาดูแลผู้สมัคร ส.ส.โดยตรง เฉพาะสนามกรุงเทพฯ เป็นหน้าที่ของ ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ และพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์

สนามเลือกตั้งฝั่งธนบุรี มี 9 เขตเลือกตั้ง ปรากฏว่า จักรพันธ์ พรนิมิตร เป็นหนึ่งเดียวของ ค่ายพลังประชารัฐ ที่ได้เป็น ส.ส.กทม.เขต 30 (บางกอกน้อย-บางพลัด)

ที่น่าประหลาดใจคือ อดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ในโซนฝั่งธนฯ สอบตกหมด และผู้สมัคร ส.ส.โนเนม พรรคอนาคตใหม่ ชนะเลือกตั้งถึง 6 คน และพรรคเพื่อไทย ได้ 2 คน

เบื้องหลังชัยชนะของพรรคอนาคตใหม่ ก็มาจากค่ายทักษิณ ได้ส่งผู้สมัคร ส.ส.ในนามพรรคไทยรักษาชาติหลายคนทางฝั่งธนฯ เมื่อ ทษช.ถูกยุบ คะแนนส่วนนี้จึงเทไปที่ค่ายสีส้ม

ผู้สมัคร ส.ส.พลังประชารัฐ ก็เป็นคนหน้าใหม่ทั้งหมด แต่หลายเขตก็ได้ลุ้น เช่นเขต 28 (บางแค) กฤชนนท์ อัยยปัญญา พปชร. แพ้ ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ อนาคตใหม่ แค่ร้อยกว่าคะแนน

สำหรับว่าผู้สมัคร ส.ส.พลังประชารัฐ โซนฝั่งธนบุรี เข้าใจว่า ส่วนใหญ่จะเป็นคนเก่า และที่น่าจับตาคือ พ.ต.ท.วันชัย ฟักเอี้ยง อดีตผู้สมัคร ส.ส.เพื่อไทย เขต 27 (ทวีวัฒนา,ตลิ่งชัน) ที่ย้ายมาสังกัดพรรคพลังประชารัฐ

เหนืออื่นใด สนามกรุงเทพฯ แพ้ชนะวัดกันที่กระแส ไม่ใช่ตัวผู้สมัคร ส.ส. ซึ่งอดีต ส.ส.กี่สมัยก็สอบตก หากพรรคไม่มีกระแส เหมือนกรณีของค่าย ปชป.เมื่อครั้งที่แล้ว

‘ขุนศึกฝั่งธนฯ’

เมื่อ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รับบทแม่ทัพเมืองหลวงเต็มตัว ก็ต้องเจอกับจอมเก๋า ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ที่ปรึกษาคณะยุทธศาสตร์ พรรคเพื่อไทย

ก่อนหน้านี้ เฮียเพ้ง-พงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล ในฐานะแม่ทัพใหญ่เมืองหลวง ได้แบ่งโซนความรับผิดชอบให้ขุนพลขุนศึกดังนี้ โซน 1 พงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล , โซน 2 พวงเพ็ชร ชุณละเอียด ,โซน 3 วิชาญ มีนชัยนันท์ ,โซน 4 พิชัย นริพทะพันธ์ , โซน 5 กิตติรัตน์ ณ ระนอง และโซน 6 (ฝั่งธนบุรี) ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง

พิจารณาจากรายชื่อ 6 ขุนศึกขุนพลข้างต้น ก็จะพบว่า ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ขุนพลฝั่งธนฯ และวิชาญ มีนชัยนันท์ ขุนพลฝั่งตะวันออกนั้นเคยร่วมงานกับคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ มาก่อน ส่วน พงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล ,พวงเพ็ชร ชุณละเอียด ,พิชัย นริพทะพันธ์ และ กิตติรัตน์ ณ ระนอง ไม่เคยมีบทบาทดูแลสนามเมืองหลวงมาก่อน

เลือกตั้ง ส.ส.ครั้งที่แล้ว ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ไม่ได้ไปดูแลเขตอื่น โดยขลุกอยู่ในเขต 26 (บางบอน-หนองแขม) เพราะตั้งใจจะดันลูกชาย วัน อยู่บำรุง เป็น ส.ส.สมัยแรกให้ได้

โชคดีที่กระแสลุงตู่มาแรง ทำให้ค่าย ปชป.อ่อนยวบ ตระกูลม่วงศิริ ที่เป็นคู่แข่งของวัน อยู่บำรุง ก็พลอยร่วงตามไปด้วย

ศึกเลือกตั้งครั้งหน้า คนแดนไกลทุ่มสร้างเพื่อไทยพรรคเดียว คงได้เห็นบทบาทของ ร.ต.อ.เฉลิมมากขึ้น และคนฝั่งธนฯ คงได้ฟังลีลาปราศรัยแบบเฉลิมอีกครั้ง

กองเชียร์คงได้ลุ้นสนุก ระหว่างการหาม พล.อ.ประวิตร ขึ้นเวทีปราศรัย กับลีลาลูกเล่นแบบเฉลิมยังจะเรียกคะแนนคนรุ่นใหม่ได้หรือไม่

“เลือกตั้งอบต. 2564” วันอาทิตย์ที่ 28 พ.ย. นี้ พร้อมกันทั่วประเทศ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/494408

26 พ.ย. 2564 |18:00 น.

จับตา “เลือกตั้งอบต. 2564” ชี้ชะตาอนาคตการเมืองไทย จากสนามเล็ก สู่สนามใหญ่ 28 พฤศจิกายนนี้ ไปใช้สิทธิเลือกตัั้ง พร้อมกันทั่วประเทศ

08.00-17.00 น. วันที่28 พฤศจิกายนที่จะถึงนี้ เป็นวันที่ กกต.กำหนดไว้สำหรับการเลือกตั้งอบต. 2564 ทั้งนายกฯและสมาชิก องค์การบริหารส่วนตำบล มีการคาดการณ์กันว่า การเลือกตั้งครั้งนี้จะมีความคึกคักอย่างมาก เหตุผลมาจากการเลือกตั้งที่มีพร้อมกันทุกจังหวัดทั่วประเทศ ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

ช่วงที่ว่างเว้นการเลือกตั้งมานาน  คนรักษาการ ทำงานแบบงานประจำ ทำให้ประชาชนเบื่อหน่าย การนำเสนอนโยบาย ของผู้สมัครหน้าใหม่อาจ จูงใจการมาใช้สิทธิของประชาชน  แต่การเลือกตั้งครั้งนี้ ไม่ได้หมายความว่าผู้ที่เป็นอดีตนายก อบต. จำนวนมากจะรักษาตำแหน่งเดิมไว้ได้  ดูจากผลการเลือกตั้งเทศบาลที่ผ่านมาพบว่ามีพลิกล็อก มีการล้มช้าง ผู้สมัครคนดังระดับบิ๊กเนม หลายพื้นที่สอบตก  เลือกตั้ง อบต. อาจมีปรากฏการณ์ ที่ไม่ต่างกัน
 

การเลือกตั้งท้องถิ่นที่ผ่านมา  มาพร้อมกับ คดีอุกฉกรรจ์ คุกคามทำร้าย ผู้สมัครรับเลือกตั้ง ปรากฏขึ้นอย่างน้อยในพื้นที่บ้านใหญ่ อย่างนครปฐม  และเพชรบุรี ล่าสุดที่นครศรีธรรมราช  เลือกตั้งท้องถิ่นก่อนหน้านี้ ดูเป็นเรื่องธรรมดา  แต่ในคราวนี้ ไม่ค่อยมีรายงานข่าวอย่างว่า มากนัก นับได้เพียงไม่กี่ชิ้น  การแข่งขันของการเมืองในระดับท้องถิ่นว่ากันว่าจำลองมาจากสนามเลือกตั้งใหญ่ มีหน้าใหม่เสนอตัว จำนวนมาก

การเมืองระดับชาติอยู่ในกำมือของ สามป. เรื่องนี้ มีประจักษ์พยาน จากการบริหารประเทศมาแล้วสามปี นายกรัฐมนตรี ขอเวลาพลิกโฉมประเทศไทย กำหนดไว้5 ปี
การเลือกตั้ง ทุกระดับชั้น ย่อมมีความหมาย  ยิ่งมีกระทรวงมหาดไทย อยู่ในมือ ความพยายามจัดฐานการเลือกตั้งใหญ่ครั้งหน้า  จะสำเร็จหรือไม่ 

ผลการเลือกตั้งอบต.2564 ในวันที่ 28 พฤศจิกายนนี้ จะเป็นดัชนีชี้วัด รัฐบาลจะต้องพยายามรักษาฐานการเมืองระดับท้องถิ่น ยึดกุมสภาพไว้ให้ได้ 
 

เลือกตั้ง นายกองค์การบริหารส่วนตำบล และสมาชิกองค์การบริหารส่วนตำบล ถือเป็นจุดเริ่มต้นการวัดกระแสการเมืองระดับประเทศอีกครั้ง  เพราะหากยังจำกันได้ เมือคราวเลือกตั้ง นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด มีการวัดกระแสความนิยมระหว่างรัฐบาล กับกลุ่มประชาธิปไตยหัวก้าวหน้า แต่ผลก็ปรากฏมาอย่างที่รู้กัน   การเมืองท้องถิ่นยังอยู่ภายใต้อิทธิพลของบ้านใหญ่ ในแต่ละพื้นที่  มาครั้งนี้ กลุ่มก้าวหน้า หมายหมั้นว่า จะแก้มือ ระดมทุกสรรพกำลัง ลงพื้นที่จากเหนือจรดใต้ พิสูจน์การมีส่วนร่วมทางการเมืองในระดับรากหญ้าของสังคมไทย เข้าใกล้ยุทธศาสตร์ การเมืองระดับชาติ แล้ว หรือไม่  

210 ทีม อบต. “ธนาธร” ชี้ชะตาคณะก้าวหน้า พ่วงค่ายก้าวไกล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/494365

26 พ.ย. 2564 |14:00 น.

210 ทีม อบต. "ธนาธร" ชี้ชะตาคณะก้าวหน้า พ่วงค่ายก้าวไกล

โค้งสุดท้ายเลือกตั้ง อบต. “ธนาธร” ส่งนายก อบต. 210 ทีม วัดใจคนรากหญ้า คาดหวังสนามอีสาน 130 อบต. ถ้าชนะเกินครึ่ง เขย่าฐานทักษิณ คอลัมน์ท่องยุทธภพ โดยขุนน้ำหมึก

เลือกตั้งท้องถิ่นสนามสุดท้ายของคณะก้าวหน้า “ธนาธร” ลุ้นผู้สมัครนายก อบต. 210 ทีมทั่วประเทศ จะฝ่าด่านกระสุนเงินและอิทธิพลเข้าไปบริหาร อบต.ได้

อบจ.พ่ายยับ 42 จังหวัด เทศบาลก็ชนะเป็นหย่อมๆ “ธนาธร” ยังเดินหน้าเปลี่ยนแปลงประเทศไทย หวังเจาะฐานรากหญ้า ปูทางสู่ชัยชนะในอนาคต

วันอาทิตย์ที่ 28 พ.ย.2564 สนามเลือกตั้ง อบต. จะเป็นตัวชี้วัด “ธนาธร” และพลพรรคสีส้มจะไปต่อไหวมั้ย ในสนามเลือกตั้งระดับชาติ

ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า เปิดเผยว่า แม้คณะก้าวหน้าจะไม่ได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งท้องถิ่นครั้งแรกอย่าง อบจ. เมื่อปลายปี 2563 ก็ตาม แต่ก็ยังคงเดินหน้าเปลี่ยนประเทศไทยจากฐานราก

กระทั่งเลือกตั้งในระดับเทศบาล จึงได้เป็นฝ่ายบริหารถึง 16 เทศบาล มีผลงานประจักษ์ชัด ไม่ว่าจะเป็นน้ำประปาดื่มได้, เทคโนโลยีรับเรื่องร้องเรียนแก้ปัญหาให้ประชาชน, จัดการขยะก้าวหน้า, ท่องเที่ยวชุมชน เป็นต้น

สำหรับการ เลือกตั้ง อบต. คณะก้าวหน้าสนับสนุนผู้สมัคร 210 ทีม ทุกภูมิภาคทั่วประเทศ เดินหน้ารณรงค์หาเสียงผ่าน 9 นโยบายหลัก 42 นโยบายย่อย ขณะที่ผู้สมัครนายก อบต.ส่วนใหญ่ยังหาเสียงด้วยกลยุทธ์เดิมๆ อาศัยเครือญาติ และเครือข่ายระบบอุปถัมภ์ของนักการเมืองระดับชาติ

หากสแกน 210 ทีม อบต.ก้าวหน้าของ “ธนาธร” พบว่า มี 138 ทีมที่ลงสมัครนายก อบต.ในภาคอีสาน นี่คือยุทธศาสตร์เลือกตั้งที่สำคัญ และเป็นบททดสอบการเอาชนะใจรากหญ้าอีสาน เพื่อสรุปบทเรียนในสนามเลือกตั้ง ส.ส.ของพรรคก้าวไกล

‘ชนบ้านใหญ่แดนบูรพา’

ผลการเลือกตั้งนายก อบจ.ภาคตะวันออก ทำให้ “ธนาธร” ผิดหวังพอประมาณ เนื่องจากตอนเลือกตั้ง ส.ส. พรรคอนาคตใหม่ สามารถเอาชนะทีมบ้านใหญ่ ได้เก้าอี้ ส.ส.ชลบุรี และจันทบุรี รวมถึง 6 ที่นั่ง แต่พอถึงเลือกตั้งนายก อบจ. กลับแพ้บ้านใหญ่ขาดลอย

สำหรับการเลือกตั้ง อบต. คณะก้าวหน้า คาดหวังไว้สูงกับ 3 อบต.ภาคตะวันออกคือ อบต. ปลวกแดง ,อบต.มาบยางพร จ.ระยอง และอบต. บ่อวิน จ.ชลบุรี เพราะพื้นที่ดังกล่าวอยู่โซนอุตสาหกรรม ผู้ใช้สิทธิ์เลือกตั้งเป็นหนุ่มสาวชาวโรงงานที่นิยมชมชอบธนาธร และค่ายสีส้ม

ผู้สมัครนายก อบต. 3 แห่งของคณะก้าวหน้า ได้แก่ ชูเกียรติ เทพอารีนันท์ อบต.บ่อวิน อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี ,สมภพ จันทวงษ์ อบต.ปลวกแดง อ.ปลวกแดง จ.ระยอง และพินิจ จาริยศิลป์ อบต.มาบยางพร อ.ปลวกแดง จ.ระยอง

คู่แข่งของผู้สมัครนายก อบต.ทั้ง 3 แห่ง ของคณะก้าวหน้า ล้วนเป็นเครือข่ายของบ้านใหญ่และมีอิทธิพลในพื้นที่ หากคณะก้าวหน้าเอาชนะได้ ก็ถือว่าเป็นก้าวแรกที่น่าจับตายิ่ง

‘อีสานคือจุดเปลี่ยน’

คณะก้าวหน้ามีชัย ในสนามเลือกตั้งระดับเทศบาลตำบล 12 แห่ง ส่งผลให้ “ธนาธร” ตัดสินใจส่งผู้สมัครนายก อบต.ในภาคอีสานมากเป็นพิเศษ คือ 138 ทีมจากทั้งหมด 210 ทีม

ธนาธร และทีมงานคณะก้าวหน้า นำผลคะแนนเลือกตั้ง ส.ส.ปี 2562 ที่ผู้สมัคร ส.ส.พรรคอนาคตใหม่ ได้คะแนนเป็นอันดับ 2 รองจากพรรคเพื่อไทย ในหลายสิบจังหวัดภาคอีสาน จึงส่งผู้สมัครนายก อบจ.ในสนามเลือกตั้งภาคอีสานมากเป็นพิเศษ

แม้ผู้สมัครนายก อบจ.ของคณะก้าวหน้า จะไม่ได้รับเลือกตั้ง แต่ก็มีคะแนนเป็นอันดับ 2 ยกตัวอย่างที่นครราชสีมา ยลดา หวังศุภกิจโกศล ภรรยาวีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล รมช.คมนาคม ชนะขาดลอย เพราะเปิดดีลกับทุกพรรคในโคราช ได้ 6 แสนคะแนน แต่ สาธิต ปิติวรา คณะก้าวหน้า หาเสียงเพียวๆไม่พึ่งเครือข่าย ยังได้ 2 แสน 5 หมื่นคะแนน

ธนาธรและเพื่อนร่วมอุดมการณ์ เคยร่วมเคียงข้างคนเสื้อแดงต่อสู้เรียกร้องประชาธิปไตย ในช่วงเหตุการณ์พฤษภาคม 2553 จึงรู้ดีว่า คนเสื้อแดงนั้น แยกออกเป็น 2 กลุ่มคือ แดงทักษิณ กับแดงก้าวหน้า ซึ่งในภาคอีสาน มีคนเสื้อแดงที่จัดอยู่ในกลุ่มแดงก้าวหน้านั้นอยู่มิใช่น้อย

กลุ่มคนเสื้อแดงก้าวหน้าในอีสาน ได้หันหลังให้ทักษิณ และสนับสนุนธนาธร มาแต่เริ่มก่อตั้งพรรคอนาคตใหม่ อย่างวิเชียรชนินทร์ สินธุไพร แกนนำแดงร้อยเอ็ด ที่เป็นกำลังหลักในการขับเคลื่อนค่ายสีส้ม

ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล สายอีสาน ไม่ว่าจะเป็น อภิชาติ ศิริสุนทร,องค์การ ชัยบุตร และคำพอง เทพาคำ ล้วนเป็นนักเคลื่อนไหวภาคประชาชน มาแต่ยุคสมัชชาคนจน จนมาถึงยุคคนเสื้อแดง

วันนี้ แดงก้าวหน้าได้เปลี่ยนมาเป็นส้มก้าวหน้า และเป็นกำลังสำคัญทำให้ยึดเทศบาลตำบลได้ถึง 12 แห่ง ซึ่งการเลือกตั้ง อบต.ที่กำลังจะมีขึ้นในวันที่ 28 พ.ย.นี้ คณะก้าวหน้า ก็คาดว่า 130 ทีมในอีสาน น่าจะได้เก้าอี้นายก อบต.มากกว่าครึ่งหนึ่ง

หากคณะก้าวหน้า ประสบความสำเร็จในสนาม อบต.อีสาน ย่อมส่งผลดีต่อพรรคก้าวไกลในวันข้างหน้า

ส่องไทม์ไลน์ “ลุงตู่”ปลดชนวนระเบิดเวลาการเมืองหลังปีใหม่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/494256

เมฆาในวายุ

26 พ.ย. 2564 |05:00 น.

ส่องไทม์ไลน์  "ลุงตู่"ปลดชนวนระเบิดเวลาการเมืองหลังปีใหม่

ไทม์ไลน์ยุบสภาจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ ไม่ใช่แค่นับแต่กม.ลูกเลือกตั้งผ่านสภา หากแต่”ลุงตู่” ประเมินสถานการณ์แล้วนับแต่หลังปีใหม่มีกับดักระเบิดเวลารออยู่ชนิดต้องปลดชนวนไปด้วยกันหรือพร้อมตายหมู่ ติดตามได้จากเจาะประเด็นร้อนโดย เมฆาในวายุ

ชัดเจนท่อนหนึ่งแล้วกับกระแสข่าวการยุบสภาในช่วงปีหน้าที่ปั่นกันมาหลายวัน (หลังการแก้ไขกฎหมายลูกประกอบรัฐธรรมนูญสองฉบับจบลง  เพราะรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขเพิ่มเติมเกี่ยวกับบัตรเลือกตั้งสองใบ/จำนวนส.ส.เขต 400 คน-ปาร์ตี้ลิสต์ 100 คนบังคับใช้แล้ว )

ประมุขฝ่ายบริหารคือผู้ที่มีอำนาจในการประกาศยุบสภา

ดังนั้นความชัดเจนนี้บังเกิดในช่วงเย็นวันที่ 24 พ.ย.พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์ภายหลังเป็นประธานการประชุมสภากลาโหม ครั้งที่ 11/2564 ถึงความชัดเจนหากร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.และ พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมืองเสร็จแล้วจะยุบสภาหรือไม่ว่า “ไม่ ยังไม่มีการยุบสภา”

ส่วนจะอยู่จนกว่าการประชุมเอเปคปี 2565 เสร็จสิ้นใช่หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า” ก็สุดแล้วแต่ ทางราชการก็ว่ากันไป การเมืองก็ว่ากันไป เราก็อยู่ไปตามกฎหมาย บ้านเมืองของเรา ซึ่งบ้านเมืองมีปัญหาเยอะที่จะต้องแก้ไข อยากให้ไปดูว่าได้แก้อะไรไปแล้วบ้าง ปัญหาอุปสรรคที่ค้างคาในอดีตก็แก้ไปเยอะ สิ่งใหม่ๆเราก็เดินหน้าประเทศไปเยอะ…”


ถอดห้วงเวลาในการแก้กฎหมายลูกสองฉบับที่ต้องเดินตามรอยกติกาหลักที่บังคับใช้แล้วนั้น พบว่า เบื้องต้นกฎหมายลูกสองฉบับนี้ใช้เวลาราว 4-6 เดือน กว่าจะเสร็จสิ้นในทุกขั้นตอน          

แน่นอนว่าขั้วตรงข้าม”ลุงตู่”จะเลี้ยงกระแสรอเวลาไปพลางๆเพื่อรอกฎหมายลูกสองฉบับนี้เสร็จสิ้นกระบวนความ  เพราะหากเร่งเครื่องการเมืองไล่บี้”ลุงตู่”ในยามนี้  แม้กติกาหลักจะแก้ไขแล้วแต่กติการองที่ใช้ประกอบการเลือกตั้งงวดหน้ายังไม่ดำเนินการ หากเครื่องร้อนและน็อคก่อนเวลา ต้องกลับไปใช้กติการองฉบับเดิมไปก่อน ซึ่งคงไม่มีใครต้องการเพราะจะยุ่งยิ่งกว่ายุ่ง….

แปลว่าขั้วตรงข้าม”ลุงตู่” จะงัดกลยุทธ์ขี่ม้าเลียบค่ายหาจังหวะป่วนเป็นช่วงๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลเกมในย่านเกียกกาย   เพราะหากสภาล่มบ่อยๆมิใช่ภาพที่ดีนัก

แม้องค์ประชุมสภาผู้แทนราษฎรจะต้องมีส.ส.ฝ่ายค้าน-รัฐบาลร่วมรับผิดชอบ แต่โดยนัยที่รู้กันอยู่ว่าส.ส.รัฐบาลต้องเป็นตัวยืนเพื่อมิให้เหตุสภาล่มเกิดขึ้น แม้ฝ่ายค้านจะตีรวนแค่ไหนก็ตาม แต่หากลองไปไล่เรียงดีๆบางครั้งส.ส.รัฐบาลบางคนที่โดดร่ม เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้สภาล่ม  และตรงนี้เป็นหนึ่งในเหตุผลที่ 3ป. สั่งไปยังส.ส.พลังประชารัฐและขอความร่วมมือพรรคร่วมรัฐบาลว่าอย่าให้เกิดเหตุสภาล่มบ่อยๆไม่อย่างนั้นสัญญาณยุบสภามาไวกว่าที่คาด


จังหวะการเมืองปีหน้านั้น หากไล่ดีๆจะพบว่า ห้วงปีหน้านั้นชัดเจนแล้วว่า พรรคร่วมฝ่ายค้านจะอภิปรายทั่วไปในไตรมาสแรก-อภิปรายไม่ไว้วางใจครม.ชุดนี้ในช่วงกลางปี-อภิปรายร่างกฎหมายงบประมาณประจำปีที่ตอนนี้ส่อแววขาดดุลงบประมาณเพิ่มขึ้นเพราะ”ลุงตู่”ขยายกรอบเพดานหนี้สาธารณะบ่อยครั้ง (ล่าสุดเมื่อวันที่24พ.ย. พลเอกประยุทธ์เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินการคลังของรัฐ ครั้งที่ 2/2564          


ได้มีมติให้ขยายกรอบอัตรายอดคงค้างของภาระหนี้ที่รัฐบาลต้องชดเชยตามตามมาตรา 28 ในพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) วินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 จาก 30% เพิ่มเป็น 35% ของกรอบงบประมาณรายจ่ายประจำปี เป็นระยะเวลา 1 ปี

รวมทั้งยังเห็นชอบขอสนับสนุนเงินจากงบกลางเงินสำรองจ่ายกรณีฉุกเฉินและจำเป็นอีกส่วนหนึ่ง เพื่อรองรับการดำเนินโครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าว ปีการผลิต 2564/65 และโครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกยางพารา เนื่องจากในปีงบประมาณ 2565 มีการตั้งงบชดเชยคืนมาตรา 28 เพียง 7.6 หมื่นล้านบาท ทำให้มีวงเงินไม่เพียงพอดำเนินโครงการดังกล่าว โดยเพิ่มเป็น 35% ตุนเพิ่มอีก 1.5 แสนล้านบาท รองรับจ่ายเงินประกันข้าวให้ชาวนา พร้อมบี้สำนักงบตั้งชดเชยเพิ่มเป็น 4%)

ตรงนี้ก็เป็นแผลที่ขั้วตรงข้ามหาเหตุทิ้งหมัดตรงใส่ปลายคาง”ลุงตู่”ว่าไร้น้ำยาบริหารบ้านเมือง

และยังจะลุ้นผลการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญอีกช็อตว่า “ลุงตู่ดำรงตำแหน่งสร.1ครบวาระแปดปีในช่วงเดือนส.ค.ปีหน้าหรือไม่

ไทม์ไลน์เหล่านี้เกิดขึ้นก่อนที่จะจัดการประชุมสุดยอดผู้นำเอเปคในช่วงปลายปีซึ่งไทยเป็นเจ้าภาพ

แน่นอนว่าความต้องการของ”ลุงตู่”นั้นต้องลากเรือเหล็กไปให้ถึงวันนั้นก่อน จากนั้นค่อยมาเคาะแผนชีวิตในช่วงหน้าว่าจะเดินหมากเยี่ยงใด  

แม้จะต้องเหนื่อยกับจังหวะการเมืองที่ขั้วตรงข้ามและอาจมีแนวร่วมจากคนบนเรือเหล็กบางคน-บางพรรคผสมโรงในเวลาอันใกล้ที่จะขย่มเครดิตลุงตู่ไปเรื่อยๆก็ตาม

เพราะคำว่า“ก็สุดแล้วแต่”จากปาก”ลุงตู่”นั้น แปลว่าหากใครบางคนบนเรือเหล็กไปร่วมสังฆกรรมนอกรอบกับขั้วตรงข้ามนั้น(อย่าลืมว่า”ลุงตู่” ย้ำแล้วว่ายังอยู่กับพปชร.นัยว่าสยบข่าวลือแยกขั้วตั้งพรรคใหม่)

การปิดเกมเร็วเพื่อดัดหลังกบฏจะมาไวกว่าที่คาด

ซินแสเข่ง ผ่าดวงวิกฤติ “สุเทพ” บทบาททางการเมืองถึงทางตัน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/494272

25 พ.ย. 2564 |21:00 น.

ซินแสเข่ง ผ่าดวงวิกฤติ "สุเทพ" บทบาททางการเมืองถึงทางตัน

ซินแสเข่ง ผ่าดวงวิกฤติ “สุเทพ” มีคดีความติดตัวจนตายถึงบั้นปลายชีวิต เหตุเพราะชะตากรรมตกดวงขัดแย้งเป็นศัตรู ถึงฐานดวงทรัพย์มั่งมีมั่นคง แต่ดวงชะตาการเมืองถึงทางตัน ลุ้นโชคช่วยบุญนำปี65 ลาภลอยได้รับตำแหน่ง สวนทางกับดวงชะตา “เอนก” เจอมรสุมชีวิตปีหน้า

ซินแสเข่ง อาจารย์ ชนม์ทรรศน์ ฤทัยผ่อง ผู้อำนวยการ สถาบัน โหราศาสตร์ พยากรณ์ แห่งประเทศไทย ผ่าดวงวิเคราะห์เจาะลึกวิกฤติ ส่งท้ายบั้นปลายชีวิต อาจดวงดี เพรามีดาวเกตุเสริมดวงได้รับตำแหน่งถึงแม้นการเมือง แม้นจะเป็นจุดทางตันของชีวิต แต่ได้ดาวเสริมดวง สุเทพ เทือกสุบรรณ วัย 72 -73 ปี ผู้กอตั้งพรรครวมพลังประชาชนชาติไทย หรือ รปช. 

เปิดทางรับตำแหน่งในบั้นปลาย หากไม่มีคดีความมาเป็นอุปสรรค เพราะดวงชะตาเหมือนมีทางสองแพร่ง หากดีก็ดีสุดๆ แต่ถ้าเลวก็เลวสุดๆได้เหมือนกัน

เพราะดวงชะตาต้องมีคดีความติดตัวจนสุดท้ายแห่งชีวิต อีกทั้งต้องไม่เบียดเบียนตนเองให้เดือดเนื้อร้อนใจ เพราะความเจ้าทุกข์ที่ชอบช่วยเหลือคนอื่นจนตัวเองได้รับความเดือดร้อน

อีกทั้งได้กำลังเสริมที่ดี นั่งเป็นหัวหน้าพรรค ปชร. เอนก เหล่าธรรมทัศน์ วัย 68 /69 ปี เกิดวันพุธที่ 20 มกราคม 2497 คาบลูกปีเก่า ปี 96 มะเส็ง ธาตุน้ำ เสริมดวงชะตา คุณสุเทพฯ บุญนำหนุนให้ได้นั่งเป็นหัวหน้าพรรค รปช. 

แต่ปี 2565 เส้นทางชีวิตอาจไม่ราบรื่น เพราะมรสุมจะเกิดเหตุดาวเสาร์โคจรเข้ากุมดวงชะตาตกดวงศัตรู จากบุคคลที่ไม่หวังดี อิจฉาริษยา

ซินแสเข่ง ผ่าดวงวิกฤติ "สุเทพ" บทบาททางการเมืองถึงทางตัน

ถูกเอาเรื่องไปนินทาว่าร้ายพูดให้เสียหาย ยุแหย่ให้เกิดความแตกอยก ให้ร้ายป้ายสี ไม่หวังดี ต้องฟังหูไว้หูอย่าเชื่อคนง่าย อย่าตัดสินใจพบาด เพราะอาจทำให้เกิดความขัดแย้งและล่มสลายได้

ซินแสเข่ง สรุปถึงเส้นทางการเมือง คุณสุเทพ เทือกสุบรรณ หากไม่เครียดจนเกินไป และพยายามหลีกเลี่ยงปัญหาคดีความ เพราะการทำตนเป็นคนกล้าได้กล้าเสีย ทะเยอทะยานไม่นิ่งอยู่กับที่ รักใครรักจริงให้ความซื่อสัตย์และจริงใจ
ซินแสเข่ง ผ่าดวงวิกฤติ "สุเทพ" บทบาททางการเมืองถึงทางตัน

แต่ในดวงชะตารับรู้ และชอบที่จะช่วยเหลือคนอื่น จนเรื่องถึงตัว และทำคุณคนไม่ขึ้นเพราะเหมือนเป็นกรรมเก่า อาจต้องปล่อยวางบ้าง และบั้นปลายชีวิตจะมีความสุข

ซินแสเข่ง เตือนลางร้ายรัฐบาล เร่งพิธีบวงสรวง เทวรูปพระคลังฯ หน้าก.คลัง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/494259

25 พ.ย. 2564 |20:00 น.

ซินแสเข่ง เตือนลางร้ายรัฐบาล เร่งพิธีบวงสรวง เทวรูปพระคลังฯ หน้าก.คลัง

ซินแสเข่ง เตือนเร่งพิธีบวงสรวงขอขมา เทวรูปพระคลังจำลอง องค์ประดิษฐาน หน้าก.คลัง เหตุสีแดงคล้ายเลือดไหลอาบตั้งแต่พระเศียรถึงองค์เทวรูปพระคลังในพระคลังมหาสมบัติ ถึงแม้นพิสูจน์ว่าเป็นสนิมเหล็ก แต่ต้องเหตุเตือนภัยลางร้ายรัฐบาล-ประเทศชาติ ไม่เชื่ออย่าลบหลู่

ซินแสเข่ง อ.ชนม์ทรรศน์ ฤทัยผ่อง ผู้อำนวยการ สถาบัน โหราศาสตร์ พยากรณ์ แห่งประเทศไทย ผ่าดวงวิกฤติอาเพศถึงหน้ากระทรวงการคลัง

เมื่อองค์จำลองเทวรูปพระคลังในมหาสมบัติ เกิดเหตุไม่คาดคิด เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2564 เจ้าหน้าที่ได้พบองค์จำลองฯ มีสีแดงคล้ายเลือดไหลอาบตั้งแต่พระเศียรถึงองค์

เนื่องจากเหตุหลอดไฟเหนือเศียรเป็นสนิม สร้างความตื่นตระหนกหวาดผวาแก่ข้าราชการที่พบเห็นเป็นอย่างมาก ซึ้งเป็นเสมือนลางร้ายเทวดาบอกเหตุอาเพศเตือนภัยให้ระวัง ภัยพิบัติต่อบ้านเมือง ตกเหตุกุลียุค 

เป็นเสมือนเทพเทวดาให้มาเตือนภัย ถึงกระทรวงการคลัง หากคนที่ไม่เชื่อก็ไม่เชื่อ หรือคิดเป็นเรื่องธรรมดา แต่ในทางหลักของโหราศาสตร์บ่งบอกเหมือนกับเป็นลางบอกเหตุ 

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ตั้งแต่วันลอยกระทง วันแห่งดาวมฤตยู จุดเริ่มต้นวันแห่งมรณะ ความหายนะ และเกิดเหตุสุริยุปราคา ลางร้ายเตือนภัยตลอดมา

ซินแสเข่ง กล่าวอีกว่า ถึงเหตุอัปมงคลต่อเทวรูปเทวดาอันศักดิ์สิทธิ์ที่เคารพนับถือ ของข้าราชการในกระทรวงในครั้งนี้ หากจะแก้ไขเช็คทำความสะอาดก็สามารถทำได้

 ซินแสเข่ง แนะนำ อีกว่า สิ่งที่จะต้องทำก็ควรที่จะต้องทำพิธีบวงสรวงขอขมา ตามประเพณี เพราะเทวรูปดังกล่าวเป็นเสมือนตัวแทนองค์เทวดาทรงเครื่องกษัตริยาธิราช และประดิษฐานบนวิมาน ที่สักการะบูชา

หากมีสิ่งใดที่ทำให้มัวหมองไม่เป็นมงคลจะทำให้เกิดเหตุถึง สถานที่ ดวงเมือง และประเทศชาติ

ซินแสเข่ง กล่าวเพิ่มเติม ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาในบ้านเมือง ปี 2563-2564 มีแต่เหตุอัปมงคลมาโดยตลอด การทำพิธีตอกมุด คณะราษฏร การกระทำที่ลบหลู่ต่อสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ และการเดินทางของดวงดาวมฤตยูที่เป็นการบอกถึงเหตุภัยต่างๆ ที่จะเกิดขึ้น

“จนมาถึงเดือนใกล้สุดท้ายของปีเก่า แต่กลับมีเหตุเตือนภัยวันลอยกระทง วันมรณะ วันอุบาทว์ และเหตุสนิมที่คล้ายเลือดไหลอาบองค์เทวรูปเป็นเหตุอัปมงคล ที่จะต้องเร่งแก้ไข และระวังภัยที่จะเกิดขึ้นรุนแรง”ซินแสเข่ง กล่าวในที่สุด