เมื่อภรรยา “สิระ”เปิดตัวลงส.ส.ดอนเมืองชน“เก่ง-การุณ” สนามนี้เดือดทันที

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/494759

นายหัวไทร

29 พ.ย. 2564 |18:00 น.

เมื่อภรรยา “สิระ”เปิดตัวลงส.ส.ดอนเมืองชน“เก่ง-การุณ” สนามนี้เดือดทันที

ดอนเมือง เป็นอีกสนามการเมืองที่ต้องจับตา เมื่อ “สิระ” เจนจาคะ เตรียมส่งศรีภรรยา “สรัลรัศมิ์ เจนจาคะ” ลงประชัน เก่ง การุณ โหสกุล ส.ส.เจ้าของพื้นที่แห่งพรรคเพื่อไทยงานนี้ต้องโฟกัสเป็นพิเศษ ติดตามได้จากเจาะประเด็นร้อน โดย นายหัวไทร

เป็นไปตามความคาดหมายว่า ภรรยาของ “สิระ  เจนจาคะ” ส.ส.กรุงเทพมหานคร พรรคพลังประชารัฐ จะต้องลงสมัคร ส.ส.เขตดอนเมือง

สำหรับคอการเมืองพอจะดมกลิ่นออกจากการเปิดวิวาทะกันเป็นครั้งคราวระหว่าง “สิระ เจนจาคะ” กับ ส.ส.เจ้าของพื้นที่ “เก่ง-การุณ โหสกุล” แห่งพรรคเพื่อไทย จนสนิทของ “เจ้หน่อย-สุดารัตน์ เกยุราพันธ์”


สิระเคยใช้ความพยายามในการจะสอยเก่งออกจากการเมือง ด้วยข้อกล่าวหาว่า เคยต้องคำพิพากษาของศาล และน่าจะขาดคุณสมบัติการลงสมัครรับเลือกตั้ง
     

แต่เก่ง-การุณก็โต้กลับมาเช่นกัน โดยระบุว่า ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 98 (11) บัญญัติว่าผู้ที่  “เคยต้องคำพิพากษาอันถึงที่สุดว่ากระทำการอันเป็นการทุจริตในการเลือกตั้ง” เป็นผู้ต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้ง 
   เก่ง การุณ โหสกุล ส.ส.ดอนเมือง พรรคเพื่อไทย เก่ง การุณ โหสกุล ส.ส.ดอนเมือง พรรคเพื่อไทย 

เก่ง-การุณ ยกเหตุผลมาอธิบายว่าเขามิได้เป็นผู้มีคุณสมบัติต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ ด้วยเหตุผล ดังนี้

(1) ผมไม่เคยถูกศาลฎีกาพิพากษาว่ากระทำการอันเป็นการทุจริตในการเลือกตั้ง โดยศาลฎีกาในคดีหมายเลขแดงที่ 6604/2556 วินิจฉัยเพียงว่า “การกล่าวคำปราศรัยของผมฝ่าฝืนพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งวุฒิสภา พ.ศ. 2550 มาตรา 53 (5) จึงมีคำสั่งให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งผมเป็นเวลาห้าปี และให้เลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขตเลือกตั้งที่ 12 (ดอนเมือง)ใหม่แทนผม”


(2) การกระทำที่ผมถูกกล่าวหาตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งฯ พ.ศ. 2550 มาตรา 53(5) คือการปราศรัยใส่ร้ายด้วยความเท็จ หรือจูงใจให้เข้าใจผิดในคะแนนนิยมของผู้สมัครหรือพรรคการเมืองใด อันเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 ซึ่งต่อมานายแทนคุณ จิตต์อิสระ ก็ได้ฟ้องผมต่อศาลในความผิดฐานหมิ่นประมาทแต่ได้มีการประนีประนอมยอมความและถอนฟ้องในที่สุด

(3) ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งฯ พ.ศ. 2550 มาตรา 137 ผู้กระทำความผิดตามมาตรา 53 ที่เป็นการทุจริตในการเลือกตั้งอันเป็นความผิดตามกฎหมายเลือกตั้งจะต้องถูกพิพากษาจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปี และปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงสองแสนบาท และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งมีกำหนดสิบปี แต่ผมมิได้ถูกศาลพิพากษาลงโทษจำคุกและปรับและถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งเป็นเวลาสิบปี ดังนั้น การกล่าวคำปราศรัยดังกล่าวจึงไม่ใช่การกระทำการอันเป็นการทุจริตในการเลือกตั้ง

นี่คือเหตุผลที่ เก่ง-การุณยกขึ้นมาอธิบาย และทำให้เขาลงสมัครรับเลือกตั้งได้ในการเลือกตั้งปี 2562 และสิระพยายามยกเรื่องนี้ขึ้นมา กล่าวอ้าง เพื่อสอยเก่ง-การุณลงจากเวที และให้ภรรยาลงเลือกตั้งซ่อม แต่ยังไม่สำเร็จ จึงต้องรอการเลือกตั้งครั้งต่อไป

     “สรัลรัศมิ์ เจนจาคะ” ภรรยาของสิระ เจนจาคะ ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.เขตดอนเมืองพรรคพลังประชารัฐ“สรัลรัศมิ์ เจนจาคะ” ภรรยาของสิระ เจนจาคะ ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.เขตดอนเมืองพรรคพลังประชารัฐ

“สรัลรัศมิ์ เจนจาคะ” ภรรยาของสิระ เจนจาคะ หลังจากสิระ ได้รับเลือกเป็น ส.ส.ก็จะเกาะติดลงชุมชน ลงพื้นที่ย่านหลักสี่เป็นประจำ และบรงครั้งบางโอกาสก็ก้าวข้ามไปถึงเขตดอนเมืองด้วย และในการประชุมพรรคภาคส่วนกรุงเทพมหานคร สายฝั่งธนฯสรัลรัศมิ์ ก็ไปปรากฏตัวด้วย เป็นการเปิดตัวเตรียมลงเลือกตั้งเขตดอนเมือง ซึ่งต้องไปชนกับเจ้าถิ่น “เก่ง-การุณ” แน่นอน

สรัลรัศมิ์ เจนจาคะ ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.กทม.เขตดอนเมือง กล่าวว่า ส่วนตัวไม่ได้คิดว่าจะมาเพื่อท้าชนกับใครหรือต้องเกรงกลัวใครที่เป็นเจ้าของพื้นที่ เพราะประชาชนทุกคนมีสิทธิเลือก ส่วนเหตุผลที่ต้องการเข้ามาดูแลประชาชนในเขตดอนเมือง เนื่องจากว่า ตลอดระยะเวลากว่า 3 ปีที่ผ่านมา ได้ลงพื้นที่ช่วยดูแลคนเขตหลักสี่ เป็นเขตของนายสิระ เจนจาคะ ส.ส.กทม. มาอย่างต่อเนื่อง และได้มีประชาชนชาวดอนเมืองประสานเข้ามาขอความช่วยเหลือจำนวนมาก ซึ่งตนเข้าไปดูแลมาโดยตลอด

สรัลรัศมิ์ ยกเหตุผลอธิบายถึงการลงเขตดอนเมืองว่า เห็นว่าพื้นที่เขตดอนเมืองไม่ใช่เป็นกรรมสิทธิ์ของใครหรือเป็นทรัพย์สมบัติของตระกูลใดตระกูลหนึ่ง เมื่อประชาชนในพื้นที่ไม่ได้รับการดูแลจากผู้แทนที่เขาได้เลือกไป ในการเลือกตั้งครั้งใหม่นี้ พวกเขาก็มีสิทธิเลือกให้บุคคลอื่นเข้าไปทำหน้าที่แทนได้ ในเขตดอนเมืองยังมีอีกหลายจุดที่ต้องการการพัฒนาอย่างเร่งด่วน และจะขออาสาเข้าไปทำหน้าที่ตรงนั้น เพื่อให้ชาวบ้านในพื้นที่มีชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

“ประชาชนในพื้นที่ต้องการการเปลี่ยนแปลง การผูกขาดกับคนเดิมๆ ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาไม่ต้องการเปลี่ยนแปลง แต่อาจจะเป็นเพราะไม่มีทางเลือก เพราะถ้า ส.ส.คนปัจจุบันทำหน้าที่ได้ดี คงไม่มีประชาชนในเขตดอนเมืองมาขอความช่วยเหลือจากดิฉันเป็นจำนวนมากอย่างแน่นอน”

"สรัลรัศมิ์ เจนจาคะ" ภรรยาของสิระ เจนจาคะ ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.ดอนเมือง พรรคพลังประชารัฐ“สรัลรัศมิ์ เจนจาคะ” ภรรยาของสิระ เจนจาคะ ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.ดอนเมือง พรรคพลังประชารัฐ

สรัลรัศมิ์ กล่าวอีกว่า สาเหตุสำคัญในการตัดสินใจ ลงรับสมัครเลือกตั้งในครั้งนี้ก็เพราะชาวดอนเมืองเรียกร้องมา

ส่วน “เก่ง-การุณ โหสกุล” ส.ส.ดอนเมือง พรรคเพื่อไทย กล่าวแสดงความยินดีที่สรัลรัศมิ์จะมาลงเลือกตั้งเขตดอนเมือง เพราะกว่าครึ่งชีวิตที่ตนทำหน้าที่ผู้แทน เป้าหมายสำคัญ คือ ให้คุณภาพชีวิตประชาชนดีขึ้น เมื่อมีคนอาสาจะมาทำงานให้ประชาชนจึงถือเป็นเรื่องดี ขอยกย่องคนที่ทำดีโดยไม่หวังผลประโยชน์ และอยากให้คนที่มีความพร้อมเข้ามาทำงานการเมืองให้ประชาชนมากขึ้น ไม่ว่าจะในพื้นที่ใดก็ตาม เพราะการทำงานรับใช้ประชาชนคือหัวใจหลักของประชาธิปไตย เมื่อถึงวันเลือกตั้ง ประชาชนจะเป็นคนตัดสินเองว่า อยากได้ใครเป็นผู้แทน

“แต่สิ่งที่อยากจะฝาก คือ อยากเห็นนักการเมืองที่ทำงานการเมืองอย่างสร้างสรรค์ ไม่ใช่เข้ามาแล้วมาโจมตีคนอื่น ที่สำคัญคนทำหน้าที่ผู้แทนประชาชนต้องไม่กร่าง ไม่ข่มขู่ ข้าราชการหรือประชาชน ต้องไม่อ้างตำแหน่งของตัวเองไปแสวงหาผลประโยชน์ หรือ ให้ท้ายธุรกิจผิดกฎหมาย เพราะหัวใจหลักของคนทำงานการเมืองคือต้องยึดผลประโยชน์ประชาชนเป็นที่ตั้ง” นายการุณ กล่าว
     

ทุกครั้งที่มีการเลือกตั้งในทุกระดับของดอนเมืองจะเป็นสนามที่ถูกจับตามองมาร่วม 20 ปี นับตั้งแต่เก่ง-การุณ ก้าวเข้ามาเล่นการเมือง และออกแนวโลดโผน หวือหวา เมื่อภรรยาสิระเปิดตัวลงชนกับเก่ง-การุณ สนามดอนเมืองก็ถูกโฟกัสทันที
 

#นายหัวไทร #มากกว่าข่าว

เสาไฟกินรีชนะ “ทรงชัย นกขมิ้น” ดับฝันธนาธร ยึด อบต.ราชาเทวะ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/494748

29 พ.ย. 2564 |15:00 น.

เสาไฟกินรีชนะ "ทรงชัย นกขมิ้น" ดับฝันธนาธร ยึด อบต.ราชาเทวะ

เครือข่ายท้องถิ่นเหนือกว่า “ทรงชัย นกขมิ้น” ดับฝันธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ เบียดเด็กก้าวหน้า นั่งเก้าอี้นายก อบต.ราชาเทวะ แต่ไม่พ้นวิบากเสาไฟกินรีในมือ ป.ป.ช. คอลัมน์ท่องยุทธภพ โดยขุนน้ำหมึก

37 ปี บนถนนการเมืองท้องถิ่น “ทรงชัย นกขมิ้น” ได้รับเลือกเป็นนายก อบต.ราชาเทวะ อีกสมัย เฉือนคู่แข่งหน้าใหม่ที่มี ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ให้สนับสนุน
 

ค่ายธนาธรจะชูคำขวัญโค่นเสาไฟกินรี เดินหน้าหาเสียงคนรุ่นใหม่ “ทรงชัย นกขมิ้น” อาศัยความเป็นคนพื้นถิ่นคลองลาดกระบัง และแรงหนุนจากบ้านใหญ่ปากน้ำ จึงเอาตัวรอดมาได้


“ทรงชัย นกขมิ้น” ได้ชัยชนะในสนามเลือกตั้ง แต่ก็หนีวิบากเรื่องเสาไฟกินรีไม่พ้น ยังต้องต่อสู้พิสูจน์ข้อกล่าวหาอีกหลายยก

สนามเลือกตั้งนายก อบต.ใน จ.สมุทรปราการ ที่ได้รับความสนใจจากคนทั่วไปคือ การเลือกตั้งนายก อบต.ราชาเทวะ อ.บางพลี ซึ่งเป็นการแข่งขันระหว่าง ทรงชัย นกขมิ้น อดีตนายก อบต.ราชาเทวะ กับชุติกาญจน์ ศรทอง จากคณะก้าวหน้า ที่ได้รับการสนับสนุนจากธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ

ผลการเลือกตั้งนายก อบต.ราชาเทวะ ปรากฏว่า ทรงชัย นกขมิ้น แชมป์เก่าเฉือนชนะชุติกาญจน์ ตัวแทนคณะก้าวหน้าไปได้ตามความคาดหมาย

ช่วงหาเสียงเลือกตั้ง ชุติกาญจน์ ศรทอง ผู้สมัครนายก อบต.ราชาเทวะ ค่ายธนาธร ชูนโยบายเลิกสร้างเสาไฟกินรี เปลี่ยนเป็นเสาไฟส่องสว่าง ถนนมีคุณภาพ และแก้ปัญหารถติดในย่านราชาเทวะ

ก่อนวันเลือกตั้ง 1 วัน ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ได้ลงพื้นที่หาเสียงช่วยชุติกาญจน์ หวังเปลี่ยนการเมืองท้องถิ่น ต.ราชาเทวะ ที่ถูกผูกขาดอยู่ในตระกูลนกขมิ้น มากว่า 30 ปี แต่ธนาธรก็พบกับความผิดหวัง เมื่อโค่นแชมป์เก่าไม่สำเร็จ

‘ตระกูลนกขมิ้น’

ตระกูลนกขมิ้น แห่ง ต.ราชาเทวะ เป็นตระกูลใหญ่ มีเครือญาติเชื้อสายมอญทั้งตำบล “ทรงชัย นกขมิ้น” เป็นลูกชายเฟี้ยม นกขมิ้น อดีตกำนัน ต.ราชาเทวะ

ปี 2527 ทรงชัยได้รับเลือกเป็นผู้ใหญ่บ้านหมู่ 6 (บ้านคลองลาดกระบัง) และปี 2531 ทรงชัยก็เป็นกำนัน ต.ราชาเทวะ สืบต่อจากบิดา-กำนันเฟี้ยม

ปี 2538 ทรงชัยได้รับเลือกเป็นนายก อบต.ราชาเทวะ และครองตำแหน่งนายก อบต.ติดต่อกันมาหลายสมัย ด้วยความเป็นผู้นำท้องถิ่นที่เป็นสายตรงบ้านใหญ่อัศวเหม

ทรงชัย นกขมิ้น ชนะเลือกตั้งแต่ต้องเผชิญวิบากเสาไฟกินรีทรงชัย นกขมิ้น ชนะเลือกตั้งแต่ต้องเผชิญวิบากเสาไฟกินรี

การเลือกตั้งนายก อบต.เที่ยวนี้ ทรงชัย นกขมิ้น ใช้ชื่อกลุ่มมดงาน ออกหาเสียงเป็นทีม ด้วยคำขวัญ รักทรงชัย ใช้มดงาน ไม่แปะโลโก้กลุ่มสมุทรปราการก้าวหน้าของบ้านใหญ่ เนื่องจากสถานการณ์การเมืองท้องถิ่นเปลี่ยน มีคณะก้าวหน้าเข้ามาเป็นคู่แข่งที่น่ากลัว

ทรงชัยรู้ดีว่า ประเด็นความไม่โปร่งใสในโครงการติดตั้งเสาไฟฟ้ากินรี เป็นจุดอ่อน จะถูกคู่แข่งหยิบยกมาโจมตี เขาจึงเน้นการขายความเป็นคนท้องถิ่น และปลุกชาตินิยมเล็กๆ ในกลุ่มชาติพันธุ์ดั้งเดิม

ด้วยเครือข่ายอุปถัมภ์ในพื้นที่ ต.ราชาเทวะ ซึ่งฝ่ายกลุ่มมดงาน มีความได้เปรียบคณะก้าวหน้าที่เป็นคนต่างถิ่น ทีมทรงชัยจึงเอาชนะไปได้ แต่ก็เป็นการต่อสู้ที่เหนื่อยกว่าทุกครั้งของฝ่ายแชมป์เก่า

‘วิบากเสาไฟกินรี’

การเข้าดำรงตำแหน่งนายก อบต.ราชาเทวะอีกสมัย ของ “ทรงชัย นกขมิ้น” อาจไม่ราบรื่นเพราะกรณีการจัดซื้อจัดจ้างเสาไฟประติมากรรม หรือที่เรียกกันว่าเสาไฟกินรี กำลังอยู่ในมือ ป.ป.ช. ซึ่งได้มีมติแต่งตั้งคณะทำงานไต่สวนเบื้องต้นโครงการจัดซื้อเสาไฟประติมากรรมกินรี ของ อบต.ราชาเทวะ จำนวน 5 คณะไปเรียบร้อยแล้ว

สืบเนื่องจากกรณีสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) สรุปสำนวนการตรวจสอบโครงการจัดซื้อเสาไฟฟ้ารูปประติมากรรมกินรี ของอบต.ราชาเทวะ และมีการขยายผลการตรวจสอบทั่วประเทศที่มีการดำเนินการตั้งแต่ปี 2555-2564 กว่า 82 เรื่อง มีการออกรายงานการตรวจสอบ แจ้งข้อตรวจพบข้อสังเกตไปแล้ว 70 เรื่อง คิดเป็นงบประมาณรวมทั้งสิ้น 1,485,314,832.25 บาท

ว่ากันว่า ป.ป.ช.กำลังประสานกับ สตง. เพื่อขอรับรายงานดังกล่าวมาพิจารณา ดังนั้น อนาคตของทรงชัย นกขมิ้น บนเก้าอี้นายก อบต.ราชาเทวะ นับจากนี้ไปก็อยู่ในมือ ป.ป.ช.

“กลุ่มก้าวหน้า” ยังไม่หมดหวัง เลือกตั้ง อบต. เดินทีละก้าว กินข้าวทีละคำ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/494747

29 พ.ย. 2564 |14:00 น.

ปักธงเลือกตั้ง อบต. “กลุ่มก้าวหน้า” ยังไม่หมดหวัง เดินทีละก้าว กินข้าวทีละคำ วางรากฐานประชาธิปไตยรูปแบบใหม่

การเลือกตั้งองค์การบริหารส่วนจังหวัดเมื่อเดือนธันวาคม2563  มีพรรคการเมือง 2 พรรคส่งผู้สมัครลงชิงชัย ในสนาม อบจ. ได้แก่พรรคเพื่อไทย 25 จังหวัด พรรคประชาธิปัตย์ 2 จังหวัด กลุ่มก้าวหน้า ส่งผู้สมัครชิงเก้าอี้ 42 จังหวัด ผลปรากฏว่าคณะก้าวหน้า ภายใต้การนำของนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจไม่สามารถปักธงในสนามเลือกตั้ง นายก อบจ. ได้แม้แต่จังหวัดเดียว  

"กลุ่มก้าวหน้า" ยังไม่หมดหวัง เลือกตั้ง อบต. เดินทีละก้าว กินข้าวทีละคำ

ส่วนพรรคเพื่อไทยได้มาเพียง 9 จังหวัด และพรรคประชาธิปัตย์ รักษาเก้าอี้ ไว้ได้ที่จังหวัดสงขลา  พระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. 2562 ที่ห้ามไม่ให้ข้าราชการการเมือง ส.ส. /ส.ว. เป็นผู้ช่วยหาเสียง ทำให้ผู้สมัคร นายกฯและสมาชิก อบจ.ส่วนใหญ่ อยู่ในสังกัด บ้านใหญ่  ผู้ทรงอิทธิพลในท้องถิ่น  ผู้สมัครเกินครึ่งจึงยังรักษาเก้าอี้เอาไว้ได้  

การเลือกตั้ง นายกเทศมนตรี และสมาชิกสภาเทศบาล เมื่อเดือนมีนาคม ต้นปีที่ผ่านมา ผู้สมัครซึ่งลงในนามคณะก้าวหน้า สามารถเอาชนะเลือกตั้งนายกเทศมนตรีได้ 16 แห่งในหลายจังหวัด ส่วนมากเป็นพื้นที่ภาคเหนือและอีสาน มีสมุทรปราการแทรกมาหนึ่งจังหวัด      ดร.สติธร ธนานิธิโชติ ผู้อำนวยการ สำนักนวัตกรรมเพื่อประชาธิปไตย สถาบันพระปกเกล้าฯมองว่าศักยภาพของคณะก้าวหน้า เหมาะที่จะเล่นสนามการปกครองท้องถิ่นมากกว่าสนามใหญ่ เพราะเป็นกลุ่มการเมืองที่เน้นคนรุ่นใหม่ เน้นฐานเสียงที่เป็นอิสระในพื้นที่ ซึ่งไม่ได้ยึดโยงกับผู้นำท้องถิ่น นักการเมืองท้องถิ่น ไม่ต้องพึ่งพาการอุปภัมภ์ภายในจังหวัด ทำให้สนามเทศบาลจะเหมาะกับคณะก้าวหน้ามากกว่าสนาม อบจ. 
การเลือกตั้ง นายกฯองค์การบริหารส่วนตำบลคราวนี้ กลุ่มก้าวหน้า ได้รับชัยชนะเพิ่มมากขึ้นจากการเลือกตั้ง เทศบาล เท่าตัว แม้พื้นที่จะแตกต่าง แต่ก็สะท้อนแนวทางการเมืองที่ใกล้เคียงกันในนิยาม กลุ่มการเมืองรุ่นใหม่ ที่มีอายุไม่ถึงสามปี  
"กลุ่มก้าวหน้า" ยังไม่หมดหวัง เลือกตั้ง อบต. เดินทีละก้าว กินข้าวทีละคำ

การเลือกตั้งเทศบาลที่ผ่านมา พบว่ามีการเขย่าของการเมืองในพื้นที่เลือกตั้ง  แชมป์เก่า แพ้เลือกตั้ง จากกลุ่มการเมืองเดิมๆ กันเองในพื้นที่ แยกตัวออกมาแข่งกันเอง  ไม่ได้ถูกล้มโดยกลุ่มใหม่ๆ อย่างคณะก้าวหน้า แต่มีการผสมผสานในทีมเลือกตั้ง ที่มีคนรุ่นใหม่ๆ เข้ามา สร้างการสนับสนุนจากคนรุ่นใหม่ๆ ในพื้นที่ เช่นนักธุรกิจ ผู้ประกอบรุ่นใหม่ นักเคลื่อนไหวนักพัฒนารุ่นใหม่ในจังหวัด 
การเลือกตั้งอบต.ที่ผ่านมา แม้หลายฝ่ายปรามาสว่า เป็นความพ่ายแพ้ซ้ำซาก ของกลุ่มก้าวหน้าในสนามการเมืองท้องถิ่น แต่เก้าอี้ที่เพิ่มขึ้นในสนามอบต. บอกให้รู้ว่าประชาธิปไตยในแบบก้าวหน้า ได้หยั่งรากลงไป ในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นขนาดเล็กที่สุด สำเร็จแล้ว ส่วนจะพัฒนาเติบโต จนมีรากแก้วหรือไม่  ก็ขึ้นกับว่า ก้าวหน้าจะยืนระยะได้นานเท่าไร เหมือนที่หลายคน กล่าวไว้  จะพัฒนาประชาธิปไตย ต้องใช้เวลา แม้ว่าจะผ่านมาเกือบศตวรรษแล้วก็ตาม 

อ่านหมากการเมือง หลังเสร็จศึกเลือกตั้งอบต.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/494752

29 พ.ย. 2564 |14:00 น.

อ่านหมากการเมือง หลังเสร็จศึกเลือกตั้งอบต.

ตรวจแถวพรรคการเมือง หลังเสร็จศึกเลือกตั้งอบต. คณะก้าวหน้า คือตัวอย่างแรกของร่างทรงก้าวไกล ส่งผู้สมัคร 196 อบต. คว้ามาได้ 38 ที่นั่ง ถือว่าไม่ประสบความสำเร็จการเมืองสนามเล็ก เมื่อมองพรรคการเมืองขนาดใหญ่อาจมีผลแตกต่างกัน ติดตามได้ที่เจาะประเด็นร้อน เมฆาในวายุ

จบภารกิจหย่อนบัตรเลือกตั้งนายกและสมาชิกอบต.ทั่วไทย 5,300แห่ง (นายก อบต.ทั้งหมด 5,300 คน และ สมาชิกสภา อบต. 56,641 คน )ไปแล้ว ผลคะแนนอย่างไม่เป็นทางการปรากฏแล้ว     ใครเป็นใคร ใกล้ชิดขั้วการเมืองใดบ้างนั้น คนการเมืองย่อมรู้ดีและน่าจะเป็นลายแทงเบื้องต้นเกี่ยวกับฐานคะแนน

แต่ที่แน่ๆคณะก้าวหน้า ส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งอบต. 196 อบต. ใน 50 จังหวัดทั่วประเทศ คว้าเก้าอี้มาได้ 38 ที่นั่ง หรือคิดเป็น 19.4 เปอร์เซนต์ ถือว่าไม่ประสบความสำเร็จในการสนามเลือกตั้งท้องถิ่น 

สำหรับ 85 พรรคการเมืองที่ยังอยู่ในทะเบียนระบบของกกต.เกี่ยวกับการวางแผนเลือกตั้งส.ส.งวดหน้า

รู้ๆกันอยู่ว่า อบต.คือเซลล์การเมืองที่แทรกในหมู่บ้าน ตำบลทั่วไทย หากนักการเมือง-พรรค-กลุ่มการเมืองใดๆเชื่อมสัมพันธ์กับผู้บริหารอบต.ที่ชนะเลือกตั้งครั้งนี้ไว้ได้อย่างแนบแน่น การหาแต้มในหมู่บ้านตำบลนั้นๆก็สะดวกไประดับหนึ่งสำหรับสนามผู้แทนราษฎร

ขณะเดียวกัน พรรคต่างๆที่กกต.รับรองว่ายังเคลื่อนไหวทำกิจกรรมพรรคการเมืองภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันนั้น  แน่นอนว่า น่าจะมีบางพรรคที่ส่อแววจอดป้ายหน้าหากไม่ขยับจังหวะตามกติกาที่วางไว้ แต่เชื่อเลยว่าปีหน้าฟ้าใหม่นั้น หลากพรรคขยับจังหวะกันแบบรัวๆ 

อ่านเพิ่มเติมคลิก >> เช็คที่นี่ “ผลเลือกตั้งอบต.” นายกฯอบต.และสมาชิก 5พันกว่าแห่งทั่วประเทศ

ภาพ”มิตรแท้-มิตรเทียม”จะเริ่มฉายแววในแวดวงการเมืองว่าเบื้องต้นแกนนำพรรคใดแตะมือหลวมๆกับขั้วใดบ้าง และปักหมุดว่า คู่แข่งอย่างเป็นทางการและไม่เป็นทางการ คือ ใครและพรรคใด  

โดยเป้าหลักที่น่าจะโดนถล่มคือ”พรรคพลังประชารัฐ” นำโดยพลเอกประวิตร  วงษ์สุวรรณ โดยแกนนำหลักที่ร่วมสังฆกรรมล้อมพปชร.เพื่อปิดประตูตีแมวคือ”พรรคเพื่อไทย-พรรคก้าวไกล” โดยมีแนวร่วมคือพรรคร่วมฝ่ายค้านและพรรคน้องใหม่ที่จ้องตัดแต้มพรรคของลุงป้อมใน 400 เขตเลือกตั้ง ที่สะเทือนไปยัง 100 ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์พปชร.อย่างเลี่ยงไม่ได้

แม้การจับมือทุบพปชร.ของเพื่อไทยและก้าวไกลนั้น แต่สองพรรคนี้ก็ยังซ่อนดาบในรอยยิ้มที่จะต้องชิงแต้มกันเอง  พรรคเพื่อไทยนั้นน่าจะสะดวกกว่าพรรคอื่นกับกติกาคราวนี้ แต่ต้องเตะตัดขาพรรคก้าวไกลที่เป็นคู่แข่งลำดับต้นสำหรับขั้วการเมืองเดียวกัน งานนี้รอดูว่าพรรคก้าวไกลจะส้มหล่นเหมือนโอกาสที่พรรคอนาคตใหม่ได้รับจากการหย่อนบัตรคราวที่แล้วหรือไม่(ยุบพรรคไทยรักษาชาติและพื้นที่นั้นๆพรรคเพื่อไทยไม่ส่งผู้สมัครส.ส.)

“ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า” เลขาธิการพรรคพปชร.ฟุ้งล่าสุดว่า       บ่หยั่น พร้อมแล้วกับ 350 เขตเดิม รอเพียง 50 เขตใหม่เท่านั้น   แต่หากมองไปยังขุนพลของ”ลุงป้อม”ยามนี้ หากเพ่งดีๆจะพบว่า ส.ส.บางชีวิตของพปชร.ส่อเค้าเดินหน้าลำบาก

อาทิ “เอกราช ช่างเหลา” ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์และแกนนำอีสานเหนือ ที่สื่อท้องถิ่นรายงาน

ล่าสุด(https://www.esanbiz.com/content/61a1db087aefbceece39dbdf )  ว่า ผลพวงจากคดีทุจริตสหกรณ์ออมทรัพย์ครูขอนแก่นหลายร้อยล้านบาทที่เอกราชไปเกี่ยวพันนั้นเริ่มบังเกิดผลแล้ว

“ร้อยเอกธรรมนัส”ก็ยังลูกผีลูกคนหากยังสังกัดพปชร.เพราะหัวหน้าพรรคย้ำแล้วว่า แคนดิเดตสร.1ของพปชร.คือ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งหลากสื่อยังรายงานตรงกันว่า นายพลนอกราชการ-ผู้กองนอกราชการยังอยู่ในภาวะ”ผีไม่เผา เงาไม่เหยียบ”  แม้ภาพวันนี้”ลุงป้อม”ย้ำชัดว่า พปชร.หนุน”ลุงตู่” และ3ป.อยู่กันแบบชั่วฟ้าดินสลายก็ตาม

วันที่ 8 ธ.ค.ลุ้นคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญที่จะตัดสินสถานภาพ ส.ส. 5 อดีตแกนนำกปปส. หลังถูกศาลอาญาพิพากษาจำคุกและเพิกถอนสิทธิ์เลือกตั้ง โดยหนึ่งในนั้นคือ”พุทธิพงษ์ ปุณณกันต์”อดีตรมว.ดีอีเอสและแกนนำพปชร. “ธนิกานต์ พรพงศาโรจน์” ส.ส.กทม.ที่โดนสั่งยุติการปฏิบัติหน้าที่จากกรณีเสียบบัตรแทนกัน “สิระ เจนจาคะ” ส.ส.กทม.ที่รอลุ้นผลในวันที่ 22 ธ.ค. ว่าศาลรัฐธรรมนูญจะชี้ชะตา”คุณสมบัติ ส.ส.”ในคดีเคยต้องคำพิพากษาฉ้อโกง รอลุ้นว่า “ปารีณา ไกรคุปต์”ส.ส.ราชบุรี ในคดีถือครองที่ดินโดยมิชอบนั้นผลจะออกมาแบบใด “วิรัช รัตนเศรษฐ” แกนนำพรรคและครอบครัว ที่ต้องไปสู้คดีโกงงบสนามฟุตซอล


รวมทั้งข่าวปั่นช่วงนี้ว่า เร็วๆนี้มุ้งนั้นมุ้งนี้ในพปชร.เตรียมตีกรรเชียงชิ่ง”ลุงป้อม”เพื่อกลับไปค่ายเดิมเมื่อวันวาน

เมื่อมองไปยังรายชื่อส.ส.ข้างต้น-มุ้งต่างๆในพปชร.เพื่อเทียบเคียงกับราคาคุยดังกล่าวของผู้กองคนดังโวไว้นั้นจะเข้าเป้าหรือไม่…

วิญญูชนนำไปวิเคราะห์กันเอาเอง

สถานการณ์ด้านอื่นๆนั้น หากมองไปยังพรรคร่วมรัฐบาล -พรรคร่วมฝ่ายค้านในยามนี้ แน่นอนว่าส.ส.หลายชีวิตปันใจกันเห็นๆ และรอสักระยะจะมองเห็นว่า”ใครจะเปลี่ยนสีเสื้อ-ย้ายพรรคบ้าง”  เพราะข้อกำหนดในการย้ายพรรคของรัฐธรรมนูญ 2560 คือ “หากมีเหตุยุบสภาต้องสังกัดพรรค 30 วันก่อนถึงวันเลือกตั้ง   ซึ่งเมื่อมีการยุบสภา   รัฐธรรมนูญ 2560 กำหนดว่า  ต้องกำหนดวันเลือกตั้งไม่น้อยกว่า 45 วัน แต่ไม่เกิน 60 วัน   ระยะเวลาดังกล่าวเพียงพอที่จะทำให้ ส.ส. ย้ายจากพรรคการเมืองหนึ่งไปอีกพรรคการเมืองหนึ่งได้”

ทำนายไว้ล่วงหน้าเลยว่า ช่วงปลายไตรมาสที่สอง-ต้นไตรมาสที่สามของปีหน้า จะพบกระแสข่าว”การย้ายค่ายแบบเซอร์ไพรส์การเมืองที่จะบังเกิดหลายคราว”  และภาพจะชัดเจนหลังศึกซักฟอกครั้งสุดท้ายยุติ (การเมืองไทยเป็นเช่นนี้เสมอจากบันทึกการเมืองเมื่อวันวาน)เพราะคนการเมืองมองออกว่า ควรแทงหวยกับเจ้ามือรายใด เพื่อโอกาสที่จะได้รับรางวัลนั้นๆ (พรรคร่วมรัฐบาลตอนนี้มี 18พรรค 271 ชีวิต  

ส่วนพรรคร่วมฝ่ายค้านมี 211 ส.ส. จาก 7 พรรค และหนึ่งเสียงของ”มิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ ” อดีตหัวหน้าพรรคเศรษฐกิจใหม่ )   โดยเฉพาะ”งูเห่าการเมืองเวอร์ชั่นล่าสุด”นั้นพบว่า ส.ส.บางคนฝังตัวอยู่ในพรรคก้าวไกลแต่หัวใจอยู่ค่ายสีน้ำเงิน  บางคนมีชื่ออยู่พรรคฝ่ายค้านแต่มติการไว้วางใจ-ไม่ไว้วางใจเสนาบดีคราวที่แล้วมันก็อ่านรหัสออกว่า  “ผู้แทนราษฎรเหล่านี้วันหน้าจะแตะมือกันอย่างไรทางการเมือง”

และเป็นไปได้ยิ่งว่าเร็ววันนี้จะพบพรรคใหม่ๆจากคนการเมืองในวันวานที่แยกตัวจากต้นสังกัดมาเลือกเส้นทางลุยของตัวเอง เพราะเวลาของรัฐบาลพลเอกประยุทธ์  เหลืออยู่ราว 1 ปีเศษ(เลือกตั้ง24มี.ค.2562-ครบวาระสี่ปี 23มี.ค.2566  (อายุรัฐบาลตามกติกาคือ 4 ปี)) และยิ่งกระแสการทำนายทายทักว่าลุงตู่อาจอยู่ไม่ครบวาระลอยมาเสมอๆเพราะเส้นทางในและนอกพรรคที่หนุน”ลุงตู่นั้นพบว่าสารพันปัญหาสะสมไว้คล้ายMine Land (กับระเบิด)หากลุงตู่พลาดก้าวใด รับรองว่าเละตุ้มเป๊ะ

แม้กระบอกเสียงรัฐบาล”ธนกร วังบุญคงชนะ”และแรมโบ้อีสาน”เสกสกล อัตถาวงศ์”จะออกตัวแทนลุงตู่มาเป็นระยะว่า สี่ปีนี้ไทยแลนด์มีประมุขฝ่ายบริหารชื่อ”พลเอกประยุทธ์”แต่ลุงตู่ก็ออกตัวแนวแทงกั๊กว่า ไม่รู้ว่าจะอยู่ครบเทอมไหม อะไรจะเกิดก็ว่าไปตามกติกาและการเมือง

แต่ใครที่จะลงแข่งขันสนามส.ส.งวดหน้า เวลาที่เหลืออยู่ จะเรียกว่ามากก็พูดได้ไม่เต็มปาก  เพราะหนึ่งปีเศษนั้น การที่จะทำให้สังคมรู้จักทั่วประเทศ 400 เขตเลือกตั้งนั้น เอาเข้าจริงแล้ว มันใช่ย่อยเสียเมื่อไหร่…

พรรคและว่าที่พรรคการเมืองยามนี้ที่มองเห็นภาพชัดๆ คือ “วินท์ สุธีรชัย” อดีตส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ออกมาตั้งกลุ่มรวมไทยยูไนเต็ดที่พร้อมจะเปลี่ยนภสภาพเป็นพรรครวมไทยยูไนเต็ด เพื่อมา สร้างการเมืองในแนวทางตัวเอง

“คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์” บิ๊กเนมแห่งพรรคไทยสร้างไทยทยอยทาบคนบ้านเดียวกันและต่างขั้วมาร่วมงาน

“กรณ์ จาติกวณิช” หัวหน้าพรรคกล้า ทาบทามและเปิดตัวคนการเมืองที่สอบตกงวดที่แล้วและอกหักกับสังกัดเดิมมาร่วมขบวนปั้นพรรค

ตอนนี้คนการเมืองที่ยังรีรอ เช่น “จาตุรนต์ ฉายแสง”ที่แตะมือ”เศกสิทธิ์ ไวนิยมพงศ์”  รวมทั้งคนเสื้อแดงและอดีตสมาชิกพรรคเพื่อไทยและไทยรักษาชาติ  แยกตัวมาสร้าง”พรรคเส้นทางใหม่”ที่รับรู้มาหลายเพลาแล้วนั้น “เสี่ยอ๋อย”ก็ยังไม่ขยับให้แน่ชัดว่าจะเอาอย่างไรกันแน่ เพราะบัตรเลือกตั้งสองใบ มันเอื้อกับพรรคใหญ่บางพรรค และยิ่งฐานคะแนนจะต้องแชร์กับต้นสังกัดเดิมแล้วนั้น โอกาสของเสี่ยอ๋อยก็น้อยลงเรื่อยๆ แม้คนเดือนตุลาที่เป็นเพื่อนร่วมอุดมการณ์ยังเปิดประตูรับเสี่ยอ๋อยกลับสังกัดเดิม/”นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ” อดีตส.ส.พัทลุง 8 สมัย จากค่ายสีฟ้าจ่อย้ายสังกัดและมีแววแตะมือสร้างพรรคใหม่กับ”กลุ่มสี่กุมาร”ที่ไขก๊อกจากพรรคพลังประชารัฐ

เพียงเท่านี้ก็ฝุ่นตลบและส่อแววการแข่งขันเเบบแพ้ไม่ว่า เสียหน้าไม่ได้ และรอชมฉากทัศน์ใหม่การเมืองในห้วงหลังปีใหม่เกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของคนการเมืองว่า จะเปลี่ยนสีเสื้อ-ย้ายพรรค-แสดงจุดยืนทางการเมืองอย่างไร

ปีหน้าการเมืองไทยคงสนุกนึก…….

พรรคกล้า “เราเป็นพรรคใหม่มีทรัพยากรจำกัด” กรณ์​ จาติกวณิช​ 

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/494225

29 พ.ย. 2564 |07:00 น.

พรรคกล้า "เราเป็นพรรคใหม่มีทรัพยากรจำกัด" กรณ์​ จาติกวณิช​ 

อดีตรมว.คลัง ​ “กรณ์ จาติกวณิช”​ หลังลาออกจากพรรคประชาธิปัตย์เพื่อมาตั้งพรรคการเมืองใหม่ ในนาม “พรรคกล้า”​ ถึงวันนี้ มีความกล้าลงสู้ศึกเลือกตั้งที่กำลังมาถึง สัมผัสเบื้องลึกนิยาม”ความกล้า” ได้จากเจาะประเด็นร้อน โดย อสนีบาต

อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง​ กรณ์ จาติกวณิช​ หลังลาออกจากพรรคประชาธิปัตย์ เพื่อมาตั้งพรรคการเมืองใหม่​ วันนี้ในฐานะหัวหน้าพรรคกล้า​ อีกหนึ่งพรรคการเมืองที่เพิ่งเกิดใหม่​ เปิดเผยถึงความพร้อมที่จะลงสมัครรับเลือกตั้งทั้งในส่วนของ​ ส.ส.​ และ​ กทม.​ 

นายกรณ์​ เริ่มบทสนทนาด้วยการให้คำนิยามความเป็น “พรรคกล้า” ว่าคือที่รวมกันของคนรุ่นใหม่ที่คิดบวก​ คนที่แม้ไม่มีประสบการณ์ทางการเมืองแต่เคยสร้างเนื้อสร้างตัว​ มีจิตสาธารณะเพื่อเข้ามาช่วยกันสร้างโอกาสให้คนไทย​และประเทศชาติ

โดยความตั้งใจและเป้าหมายของพรรค​ จะเน้นสร้างโอกาสทำมาหากินแก้ปัญหาปากท้อง​ พัฒนาเศรษฐกิจ​ ยกระดับประเทศให้มีมาตรฐานสากลในทุกๆด้าน​ 

กรณ์ จาติกวณิช  หัวหน้าพรรคกล้า กรณ์ จาติกวณิช หัวหน้าพรรคกล้า

ด้านความพร้อมในการส่งผู้สมัครเลือกตั้ง​ ส.ส.​ สนามใหญ่ทั่วประเทศ​ นายกรณ์​ ยอมรับว่า​ พรรคคงไม่สามารถส่งครบทั้ง​ 400​ เขต​ 

“เพราะเป็นพรรคใหม่ที่มีทรัพยากรจำกัด ต้องบริหารทรัพยากรของเราตามความเหมาะสม​ เราจะส่งในกรณีที่ผู้สมัครตรงสเป็คของเรา​ ชัดเจนในอุดมการณ์ของเรา​ เข้าใจแนวทางการทำงานของพรรค​ และลงในเขตที่เรามองว่ามีโอกาสชนะ​ ความคาดหวังอาจจะน้อยกว่าพรรคใหญ่​ แต่ผมเชื่อว่าจำนวน​ ส.ส.ที่เราทำได้แน่นอนคือระหว่าง​ 30​ คน​ เป็นจำนวนที่ทำให้เราทำในเรื่องที่เราคิดอยากทำในสภาหรือรัฐบาลได้”

ในขณะที่​ ​”สนามเล็ก” การเมืองระดับท้องถิ่น” พื้นที่กรุงเทพมหานคร​ (กทม.)​ นายกรณ์​ ก็ตั้งใจว่าจะส่งผู้สมัครสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร​ (สก.)​ ด้วยเช่นกันโดยเตรียมไว้ 20​ กว่าเขต​ 

“อาจจะไม่ส่งครบทุกเขตแต่ความตั้งใจของเราคือส่งผู้สมัครลงในระดับท้องถิ่น​ กทม.​ ด้วยเหตุผลที่เป็นเมืองหลวง​ ส่วนผู้สมัครเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.​ ก็ตั้งใจจะส่ง​ เตรียมไว้แล้วแต่ยังไม่ได้ตัดสินใจในขั้นสุดท้ายว่าเป็นคนไหน​ ผมมองว่าเรายังมีเวลาไม่ต้องเร่งด่วนเปิดตัว”

พรรคกล้า "เราเป็นพรรคใหม่มีทรัพยากรจำกัด" กรณ์​ จาติกวณิช​ 

ในฐานะหัวหน้าพรรคกล้า​ นายกรณ์​ ให้ความเห็นถึงรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขใหม่ว่า​​ เสียดายโอกาสของประชาชนที่หลายๆคนเสียงจะต้องตกน้ำไปในระบบใหม่​ 

“ในส่วนของพรรคการเมือง​ เราแค่ต้องปรับยุทธศาสตร์ของเรา​ ไม่ว่าอย่างไรการแข่งขันก็ต้องเกิดไม่ว่าพรรคเก่าหรือใหม่​ ถ้าเราคิดว่ามีของดี​ คนดี​ นโยบายดี​ เราก็เชื่อว่าประชาชนพร้อมสนับสนุนเรา​ ไม่ว่าเราจะเป็นพรรคเล็กหรือพรรคใหญ่” 

“จุดเด่น​พรรคกล้าคือ คนของเรา​ ความตั้งใจของเราถึงแม้ว่าหลายๆคนไม่เคยลงสมัครเลือกตั้งมาก่อน​ ผมคิดว่าตรงนั้นไม่ได้เป็นอุปสรรคของเขาในการเสียสละมาทำงานเพื่อบ้านเมือง​ ประสบการณ์ที่หลากหลายของคนพรรคกล้า​ นี่คือจุดขายที่สำคัญ” นายกรณ์​ กล่าวถึงข้อเด่นของพรรคกล้า

อย่างไรก็ตาม​ สถานการณ์การเมืองในปัจจุบัน​ อดีต รมว.คลัง​ ให้ความเห็นว่า​ รัฐบาลเหมือนอยู่ไปวันๆ​ ซึ่งอาจทำให้ประชาชนออกมาเรียกร้องให้มีการเลือกตั้งเร็วขึ้น​ 

“ประชาชนไม่รู้รัฐบาลมีแผนจะทำอะไรให้กับเขา​ การที่รัฐบาลจะอยู่ในอำนาจเป็นธรรมชาติของผู้ที่มีอำนาจ​ แต่คำถามคือมีอำนาจแล้วจะใช้ทำอะไรให้กับประชาชนและบ้านเมือง​ วันนี้ความรู้สึกทั่วไปคงเห็นเหมือนกันว่าอยู่ไปวันๆ​ ถ้าเช่นนั้นการเรียกร้องของประชาชนให้มีการเลือกตั้งโดยเร็วอาจจะมีมากขึ้น”

ทั้งนี้​ การออกมาชุมนุมเรียกร้องของเยาวชนคนรุ่นใหม่​ นายกรณ์​ แนะนำนักการเมืองว่าควรรับฟังและทำความเข้าใจ​ ขณะเดียวกันทางกลุ่มผู้ชุมนุมก็ต้องเคารพ​สิทธิของผู้อื่นด้วย

“ต้องฟัง​ ทำความเข้าใจ​ เรียนรู้เพราะว่าเขาเองก็มีความคิดที่นักการเมืองรุ่นเก่าอาจไม่คุ้นเคย​ นี่เป็นเรื่องที่ปกติ​ ช่วง​ 10-20​ ปี​ ก่อนหน้านี้เราบ่นด้วยซ้ำไปว่าทำไมนักศึกษาไม่สนใจการเมืองเหมือนยุคก่อนๆ​ วันนี้เขาสนใจแล้ว​ อาจทำให้ชีวิตนักการเมืองยากขึ้น​ ท้าทายมากยิ่งขึ้น​แต่มันก็เป็นโอกาสของเราที่จะรับฟัง​ เรียนรู้​ ที่สำคัญคือความฝัน​ ความหวังของเขาว่าเขาต้องการอะไร

“การเคลื่อนไหวเป็นสิทธิตามประชาธิปไตย​ เคลื่อนไหวขับไล่รัฐบาลก็เป็นสิทธิในหลักประชาธิปไตย​ ผมคิดว่าคงไม่มีใครเกี่ยง​ แต่ประเด็นคือการเคารพสิทธิของผู้อื่น​ เคารพกฎหมาย​ เป็นหลักสำคัญในการใช้สิทธิเช่นกัน​ตรงนี้ต้องหาความพอดีให้ได้​ เข้าใจว่าบางทีอารมณ์พาไป” 

อดีต​ รมว.คลัง​ กล่าวอีกว่า​​ ข้าราชการดีๆเก่งๆมีเยอะ​แต่ถูกระบบครอบงำจนไม่สามารถทำงานรับใช้ประชาชนและบ้านเมืองได้ตามความตั้งใจ​ 

“การปฏิรูประบบราชการสำคัญที่สุด​ และยุคนี้เป็นยุคที่มีโอกาสจะทำได้เพราะเรามีเทคโนโลยี​ วิธีการปฏิรูประบบราชการในความคิดของพรรคกล้าก็คือการใช้เทคโนโลยีมาสร้าง​ Government Technology​ พูดง่ายๆ คือ รัฐบาลคลิกเดียว​ เพิ่มความโปร่งใส​ เพิ่มประสิทธิภาพ​ ลดต้นทุนค่าใช้จ่าย​ ทำให้ข้าราชการสามารถทำตามความตั้งใจที่จะช่วยเหลือประชาชนได้​ เราเรียนรู้จากประเทศอื่นได้​ หลายประเทศไปไกลแล้ว​  ข้อดีของเทคโนโลยีคือใช้ที่ไหนได้ก็ใช้ที่อื่นได้​ ประเทศไทยเองไม่ได้ขาดการพัฒนาไปเสียทีเดียว​ จะเห็นว่ากรมสรรพากร​ กรมศุลกากร​ ก็เริ่มที่จะมีเทคโนโลยีเข้ามาประยุกต์ใช้อำนวยความสะดวกให้กับประชาชนผู้เสียภาษีมากขึ้น​ หรือล่าสุดรัฐบาลออกแบบแอพ​เป๋าตังขึ้นมา​ เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการเยียวยาอย่างแม่นยำให้กับประชาชนที่เดือดร้อนในช่วงโควิด​ นั่นก็คือ​ Govtech แต่มันหยุดแค่นี้ไม่ได้​  ต้องเอาระบบราชการเข้ามาอยู่ในระบบเดียวกันเพื่อที่เราจะได้มีศูนย์รวมข้อมูล​ ประชาชนไม่ต้องวิ่งหลายหน่วยงาน​ ต้องมี​ Digital Foot Print หรือหลักฐานทางดิจิทัลเป็นเครื่องมือสำคัญในการป้องกันการทุจริตคอร์รัปชั่น”​ หัวหน้าพรรคกล้า​ กล่าว

สุดท้าย​ นายกรณ์​ ให้นิยาม​ 3​ คำ​ อธิบายความเป็น​” พรรคกล้า” ได้แก่​ซื่อสัตย์​ ปฏิบัติ​ เสียสละ​ 

“ใครจะมาทำงานการเมือง​ ปฏิเสธความซื่อสัตย์ต่อคำพูดตัวเอง​ ปฏิเสธความซื่อสัตย์ต่อบ้านเมืองไม่ได้​ ซื่อสัตย์ยังไม่ล้าสมัย​ สิ่งที่การเมืองขาดคือคนที่ทำจริง​ คนคิดดีเยอะ​ พูดเก่งยิ่งเยอะใหญ่​ แต่คนลงมือทำจริงๆน้อย​ ฉะนั้นปฏิบัติจึงสำคัญ​ และเสียสละ​ ผมคิดว่าใครที่จะมาทำงานรับใช้ประชาชนต้องมีความพร้อมที่จะเสียสละเพื่อส่วนรวม​ 3​ เรื่องนี้ถ้ามีคุณสมบัติในตัวนักการเมืองโอกาสที่จะเดินผิดน้อย” นายกรณ์​ กล่าวปิดท้าย

พปชร.เร่งปั๊มว่าที่ผู้แทนฯ ฝันนี้”ลุงป้อม”แตะฝั่ง…?

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/494614

29 พ.ย. 2564 |00:00 น.

พปชร.เร่งปั๊มว่าที่ผู้แทนฯ ฝันนี้"ลุงป้อม"แตะฝั่ง...?

ชัดมาอีกชั้นในช่วงเปิดตัวว่าที่ผู้สมัครส.ส.กทม.-ผู้สมัครส.ก.พรรคพปชร.ภายหลัง” ลุงป้อม”หัวหน้าพปชร. ย้ำว่า”รักกันจนตาย”กับ”ลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ นายกรัฐมนตรี แปลว่า”ลุงป้อม-ลุงตู่”ยังแทคทีมลุยสนามการเมืองไปด้วยกัน พบกับเจาะประเด็นร้อน โดยเมฆาในวายุ

ชัดมาอีกชั้นในช่วงเปิดตัวว่าที่ผู้สมัครส.ส.กทม.-ผู้สมัครส.ก.พรรคพลังประชารัฐเมื่อช่วงเย็นวันที่27พ.ย. หลังจาก”พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ” รองนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ย้ำว่า“รักกันจนตาย”กับ”พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา” นายกรัฐมนตรี แปลว่า”ลุงป้อม-ลุงตู่”ยังแทคทีมลุยสนามการเมืองไปด้วยกัน ไม่มีเหตุ”น้ำแยกสาย ไผ่แยกกอ”ดั่งข่าวลือลอยลมรายวัน

ลุงป้อมยังชี้ช่องว่าหลังเลือกตั้งอบต.จบลงแล้ว ความชัดเจนว่าผู้ว่าฯกทม.จะลงคะแนนในวัน-เวลาใดนั้น พบว่า พปชร.ไม่ส่งผู้สมัครพ่อเมืองหลวง?!? แต่พปชร.จะหนุนผู้สมัครผู้ว่าฯกทม.แบบอิสระ-ผู้สมัคร ส.ก.แทน

ชัดอีกว่าหย่อนบัตรเลือกผู้แทนราษฎรงวดหน้า สนามกทม.ที่ตอนนี้มี 30ส.ส. น่าจะขยายเป็น 34 ส.ส. และในตอนนี้พปชร.สะสมไว้ 12 ส.ส. โดย”ลุงป้อม”หวังว่างวดหน้าจะได้เพิ่ม”หนึ่งเท่าตัว” รวมทั้งในพื้นที่ต่างจังหวัดด้วย

ว่าที่ 24 ผู้แทนฯเมืองหลวงค่าย”ลุงป้อม”จากโควต้าเบื้องต้น 34 คนนั้น  นับว่าไม่ใช่ตัวเลขน้อยๆเลยทีเดียวสำหรับเวทีส.ส.ที่ชี้เป็นชี้ตายคะแนนนิยมของพรรคนั้นๆโดยยึดโยงกับความเชื่อมั่นขั้นต้นว่า คนเมืองหลวงมองว่าพรรคที่ได้ส.ส.อันดับหนึ่งในเขตกทม.คือ“ว่าที่แกนนำรัฐบาล”หรือ“ว่าที่แกนนำฝ่ายค้านเพื่อไปคานอำนาจ” แต่ข้อนี้จะบ่งชี้ได้ชัดนั้นต้องวัดผลจากผลเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.และส.ก.ให้สะเด็ดน้ำก่อนจึงจะมองได้กระจ่างอีกขั้นหนึ่งว่า “แนวโน้มการเมืองสนามใหญ่วันข้างหน้าคนเมืองหลวงจะให้น้ำหนักไปด้านใด…”

ปรากฏการณ์ดังกล่าวนั้นสะท้อนในเวลาข้างหน้าว่า สามพรรคที่ปักธงไว้ในกทม.นั้น จะต้องรักษาเก้าอี้-ขยายฐานเสียง-สู้กับพรรคอื่นๆที่จะขอเบียด  โดยพรรคที่พอจะมีลุ้นในพื้นที่นี้คือพรรคกล้า-พรรคไทยสร้างไทย-พรรคประชาธิปัตย์  ส่วนพรรคอื่นๆที่ไม่ได้เอ่ยถึงนั้น ตามสถิติแล้วพรรคเหล่านั้นคะแนนที่ได้นั้นหลุดอันดับ1-5จากจำนวนผู้สมัครส.ส.ในเขตนั้นๆ

เลือกตั้งคราวที่แล้วพื้นที่กทม.มี 30ผู้แทนฯนั้น พปชร.คว้าได้ 12 ที่นั่ง พรรคเพื่อไทย 9 ส.ส. พรรคอนาคตใหม่ (ก้าวไกลในตอนนี้) 9 คน โดยพรรคประชาธิปัตย์สูญพันธุ์ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ส.ส.เมืองกรุง… และ”สองในสาม”นั้นพบว่าเป็นคนหน้าใหม่ที่เบียดอดีตส.ส.ตกเก้าอี้ได้…(เลือกตั้งส.ส.กทม.หลายครั้งที่ผ่านมา จะพบว่าจำนวนส.ส.หน้าใหม่จะเข้ารัฐสภาได้50-60เปอร์เซ็นต์)

หากมองไปยังกลเกมหย่อนบัตรคราวที่แล้ว หากไปมองลึกๆจะพบว่า พปชร.คว้าชัยมาได้เพราะไปคว้าอดีตส.ก.หลายสมัยจากค่ายสีฟ้ามาลงสนาม (ณัฏฐพล  ทีปสุวรรณ อดีตผอ.พรรคประชาธิปัตย์และพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ อดีตส.ส.กทม.-รองผู้ว่าฯกทม. เป็นคนกวาดต้อนแนวร่วมให้ย้ายมาอยู่กับพปชร.ในตอนนั้น) และวิธีนี้พรรคภูมิใจไทยก็ใช้เช่นกัน แต่ผลลัพธ์แตกต่างกัน เพราะค่ายสีน้ำเงินไร้ผู้แทนฯและแกนนำพรรคแทบถอดใจกับสนามนี้  แต่พปชร.ยังพอแทรกขึ้นมาได้จากวิธีนี้ 

และอย่าลืมแคมเปญช่วงสุดท้ายของเลือกตั้งครั้งนั้น+บริบทการเมืองโดยรวมด้วย เพราะพปชร.ยิงแคมเปญ”เลือกความสงบ จบที่ลุงตู่”   อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าปชป.ในตอนนั้นประกาศ“ชัดๆ เลยนะครับ ผมไม่สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯ ต่อ แน่นอน เพราะการสืบทอดอำนาจสร้างความขัดแย้ง และขัดกับอุดมการณ์ของประชาธิปัตย์ที่ว่าประชาชนเป็นใหญ่ 5 ปีที่ผ่านมาเศรษฐกิจย่ำแย่ ประเทศเสียหายมามากพอแล้ว” 

ขณะที่พรรคเพื่อไทยเสียพื้นที่ให้พรรคไทยรักษาชาติ(แตกแบงก์พันเป็นแบงก์ร้อย)ตามยุทธศาสตร์คนแดนไกล แค่เมื่อทษช.โดนยุบพรรค พท.ไม่มีผู้สมัครในเขตที่ทษช.ลงแข่งขัน ทำให้เกิดการเทแต้มให้พรรคแนวร่วมไม่เอาลุงตู่/กระแสธนาธรฟีเวอร์ที่ระบาดดั่งไวรัลสีส้มจนแต้มของพรรคอนาคตใหม่แตะฝั่ง ฯลฯ

และเอาเข้าจริงๆแล้ว”12ส.ส.เมืองหลวง”ค่ายลุงป้อมนั้นชนะคู่แข่งกี่คะแนน..ลองไปไล่เรียงดูกับผลเลือกตั้ง26มี.ค.2562กันเอาเองและคราวนี้การลุ้นให้ชนะใจคนในเขตนั้นๆอีกคราวจะลำบากไหม และเมื่อบวกกับความฝันของ”ลุงป้อม”เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมานั้น  ต้องประเมินว่า

1.ผลงานพรรคและรัฐบาลมีอะไรไปขายชาวบ้านบ้าง

 2.คู่แข่งทางการเมืองที่มากขึ้นและพร้อมปะทะแบบแพ้ไม่ได้ 3.กระแสคนเมืองหลวงที่เดาใจลำบาก

4.จังหวะการไหลเข้า-ไหลออกของนักการเมืองที่ต้องประเมินเหตุล่วงหน้า เพราะเหลือเวลา1ปีเศษๆจะถึงเวทีเลือกตั้งส.ส.

5.สถานการณ์บ้านเมือง/วิธีบริหารงานของรัฐบาล/กลเกมในรัฐสภาที่เป็นปัจจัยประกอบในแต่ละห้วงเวลา

ถอดรหัสตัวเลขการเมืองบนความฝันเพิ่มผู้แทนฯหนึ่งเท่าตัวของ”ลุงป้อม”นั้น มองตอนนี้”น่าจะเหนื่อยยิ่งกว่าเหนื่อย…”

อัจฉริยะหมอลำ “เฉลิมพล” ก้าวสู่นายก อบต.ท่าลาด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/494654

28 พ.ย. 2564 |22:00 น.

อัจฉริยะหมอลำ "เฉลิมพล" ก้าวสู่นายก อบต.ท่าลาด

ต้องเรียกนายกหำ “เฉลิมพล” จากสุดยอดนักร้องหมอลำ ผู้ใหญ่บ้านดีเด่น ก้าวสู่นายก อบต.ท่าลาด ด้วยคะแนนเสียงท่วมท้น คอลัมน์ท่องยุทธภพ โดยขุนน้ำหมึก

ลุ้นจนนาทีสุดท้าย “เฉลิมพล” คว้าชัยตามคาด กลายเป็นหมอลำคนแรกของประเทศไทย ที่ได้รับเลือกเป็นนายก อบต.

จากผู้ใหญ่บ้านดีเด่น “เฉลิมพล” ขยับสู่เก้าอี้นายก อบต.ท่าลาด เดินเคาะประตูบ้าน ขอแรงใจไทบ้าน จนล้มทีมผู้บริหารเก่าสำเร็จ

ผู้ใหญ่หำ “เฉลิมพล” หอมกลิ่นการเมืองมานานแล้ว เกือบตัดสินใจสมัคร ส.ส.เมื่อ 10 ปีที่แล้ว ก่อนจะผันตัวเองมาเป็นนักปกครอง และวันนี้ ก้าวสู่นักบริหารท้องถิ่นเต็มตัว

สองทุ่มเศษคืนวันที่ 28 พ.ย.2564 เฟซบุ๊ค ผญบ.โอ้ ภูมินทร์ มาลาคำ โพสต์ว่า “จ้วดดดดสิครับ รออะไร” ส่งสัญญาณถึงผลการเลือกตั้งนายก อบต.ท่าลาด อ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี

สอดรับกับกระแสข่าวผลการนับคะแนนการเลือกตั้งนายก อบต.ท่าลาด อย่างไม่เป็นทางการ ปรากฏว่า เฉลิมพล มาลาคำ ชนะบุญช่วย วงศ์คำเหลา

“เฉลิมพล” สุดยอดหมอลำชื่อดัง ได้กระโจนเข้าสู่ถนนการเมืองท้องถิ่น ออกเดินหาเสียงด้วยความมุ่งมั่น นับแต่ลาออกจากผู้ใหญ่บ้าน จนประสบความสำเร็จในที่สุด

‘ล้มแชมป์เก่า’

การต่อสู้ชิงตำแหน่งเก้าอี้นายก อบต.ท่าลาด ระหว่าง “เฉลิมพล มาลาคำ” อดีตผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 11 กับ บุญช่วย วงศ์คำเหลา ตัวแทนกลุ่มบริหารเก่า คำสอน วงศ์คำเหลา อดีตนายก อบต.ท่าลาด ถือว่าเป็นมวยคู่เอก

“เฉลิมพล” ได้เปรียบที่เป็นนักร้องหมอลำ มีชื่อเสียงระดับประเทศ แต่ตระกูลวงศ์คำเหลา เป็นนักการเมืองท้องถิ่นมานาน และบริหาร อบต.ท่าลาดมาก่อน

ผลงานของผู้ใหญ่หำ ระหว่างดำรงตำแหน่งที่ยกเงินเดือนให้กับผู้สูงอายุในหมู่บ้านทุกเดือน โดยไม่เคยรับเงินไว้กับตัวแม้แต่หนเดียว กลายเป็นเครื่องหมายการันตีคนทำงานเพื่อส่วนรวม ชาวบ้านได้พูดกันปากต่อปาก

‘อดีตผู้ใหญ่บ้าน’

30 ปีที่แล้ว “เฉลิมพล” ได้ฉายาหมอลำอัจฉริยะ เป็นนักร้องหมอลำแถวหน้าของประเทศ มีผลงานกลอนลำและเพลงดังมากมาย ส่วนใหญ่เฉลิมพลจะแต่งเองร้องเอง นอกจากนั้น เฉลิมพลยังแสดงภาพยนตร์อีกหลายสิบเรื่อง

เฉลิมพล มาลาคำ เกิดที่บ้านหนองบัว ต.หนองบัว อ.ท่าตูม จ.สุรินทร์ เมื่อแต่งงานกับสาวอุบลฯ ได้ย้ายครอบครัวไปลงหลักปักฐานใหม่ที่หมู่บ้านท่าเจริญ หมู่ที่ 11 ต.ท่าลาด อ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี

เฉลิมพล มาลาคำ ไปใช้สิทธิ์เลือกตั้ง เช้าวันที่ 28 พ.ย.2564เฉลิมพล มาลาคำ ไปใช้สิทธิ์เลือกตั้ง เช้าวันที่ 28 พ.ย.2564

เฉลิมพลยุบวงดนตรี หันมาทำธุรกิจรีสอร์ท และรับงานแสดงอยู่บ้าง ปี 2557 เฉลิมพล ได้รับเลือกตั้งให้เป็นผู้ใหญ่บ้านของหมู่บ้านท่าเจริญ หมู่ที่ 11 ต.ท่าลาด คนในวงการจึงเรียกว่า ผู้ใหญ่หำ

ปี 2562 เฉลิมพล ได้รับรางวัลผู้ใหญ่บ้านยอดเยี่ยม หรือผู้ใหญ่บ้านแหนบทองคำ จนกระทั่งพ้นจากตำแหน่ง เนื่องจากครบวาระ 6 ปี เมื่อเดือน เม.ย.2563 เมื่อมีการเลือกตั้งผู้ใหญ่บ้านใหม่ ภูมินทร์ มาลาคำ ลูกชายเฉลิมพล วัย 29 ปี ได้รับเลือกเป็นผู้ใหญ่บ้านคนใหม่สืบสานงานต่อจากพ่อ

โดยส่วนตัว เฉลิมพล มาลาคำ รู้จักกับ กิตติ์ธัญญา วาจาดี ส.ส.อุบลราชธานี เขต 3 (อ.วารินชำราบ) มาแต่เป็น ส.จ.เปิ้ล ส.อบจ.อุบลฯ เขต 1 วารินชำราบ ดังนั้น คนแถววารินชำราบ จะเห็นเฉลิมพลไปปรากฏตัวในงานสังคม พร้อมกับ ส.ส.เปิ้ลอยู่บ่อยๆ

เฉลิมพลเคยฝันอยากเป็น ส.ส. แต่ชะตาพลิกผัน วันนี้เฉลิมพลได้เป็นนายก อบต. นับจากนี้ไปคนทั้งประเทศต้องเรียกเขาว่า “นายกหำ”

เดือดดอนเมือง “การุณ โหสกุล” ปะทะมาดามหลีคู่ชีวิตสิระ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/494646

28 พ.ย. 2564 |20:00 น.

เดือดดอนเมือง "การุณ โหสกุล" ปะทะมาดามหลีคู่ชีวิตสิระ

แค่โหมโรงเลือกตั้งก็ร้อนแรง “การุณ โหสกุล” เจ้าถิ่นดอนเมือง พร้อมชนคนหลักสี่ มาดามหลี สรัลรัศมิ์ เจนจาคะ เกมนี้มีเบื้องหลัง สิระรู้ดีกว่าใคร คอลัมน์ท่องยุทธภพ โดยขุนน้ำหมึก

เปิดเกมหาเสียงกันแล้ว “การุณ โหสกุล” ถูกท้าทายจาก สรัลรัศมิ์ เจนจาคะ ภรรยาสิระ เจนจาคะ ส.ส.กทม. ซึ่งพร้อมจะลงสังเวียนเลือกตั้งเขตดอนเมือง

เอ่ยชื่อเขตดอนเมือง ก็ต้องยกให้ “การุณ โหสกุล” หรือเก่ง ดอนเมือง ชีวิตมีสีสันเยอะ เลือกตั้งครั้งที่แล้ว คู่แข่งรุมหักโค่นเสี่ยเก่ง แต่ก็ไม่สำเร็จ

ครั้งหน้า “การุณ โหสกุล” เจอกับ มาดามหลี สรัลรัศมิ์ ภรรยาสิระ เจนจาคะ ยิ่งกว่ามวยถูกคู่คนดูถูกใจ สนามดอนเมืองร้อนเป็นไฟแน่

ควันหลงจากงาน พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ พบปะกับ ส.ส.กทม. 12 คน ที่โรงแรมรอยัลริเวอร์ บางพลัด เมื่อวันที่ 27 พ.ย.2564 ปรากฏว่า มีการเปิดตัว มาดามหลี-สรัลรัศมิ์ เจนจาคะ เป็นว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.กทม.เขตดอนเมือง พรรคพลังประชารัฐ

คำให้สัมภาษณ์ของมาดามหลีเผ็ดร้อนไม่แพ้สามี-สิระ เจนจาคะ ส.ส.กทม.เขตหลักสี่ พรรคพลังประชารัฐ ทำเอา การุณ โหสกุล ต้องตอบโต้ผ่านเฟซบุ๊คส่วนตัวตามสไตล์เก่ง ดอนเมือง

วันที่ 28 พ.ย.2564 การุณ โหสกุล ส.ส.กทม. เขตดอนเมือง พรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์สื่อแบบนิ่งๆ ไม่หวือหวาเหมือนโซเชียล ในฐานะคนดอนเมือง ยินดีต้อนรับทุกคนที่อาสามาทำงานเพื่อส่วนรวม

ตอนท้าย ส.ส.เก่ง การุณ ได้พูดถึงนักการเมืองแบบรวมๆว่า คนทำหน้าที่ผู้แทนประชาชนต้องไม่กร่าง ไม่ข่มขู่ข้าราชการหรือประชาชน ต้องไม่อ้างตำแหน่งของตัวเองไปแสวงหาผลประโยชน์

‘คนโตดอนเมือง’

ชีวิต “การุณ โหสกุล” ยิ่งกว่าละครวิทยุในอดีต เก่ง การุณ เป็นลูกแม่สุบรรณ โหสกุล แม่ค้าขายส้มตำหาบเร่ เก่งเติบโตในย่านชุมชนแออัดดอนเมือง พ่อเสียชีวิตไปตั้งแต่เก่งอายุ 7 ขวบ

เก่ง การุณ จบการศึกษาจากวิทยาลัยเทคโนโลยีช่างฝีมือปัญจวิทยา ยึดอาชีพขับมอเตอร์ไซค์รับจ้างกับรับจ้างส่งเอกสารตามบริษัทขนส่งสินค้า ไม่รู้ชีวิตพลิกผันยังไง ได้เข้าทำงานบริษัท และกลายเป็นเจ้าของบริษัทขนส่งสินค้า จนร่ำรวย

บนถนนการเมือง เก่ง การุณ เป็นหัวคะแนนของห้างทอง ธรรมวัฒนะ พรรคประชากรไทย ก้าวเข้ามาเป็นสมาชิกสภาเขตดอนเมือง และประธานสภาเขตดอนเมือง ต่อมาเป็น สมาชิกสภากรุงเทพฯ เขตดอนเมือง ในนามพรรคชาติไทย

เลือกตั้ง 2550 เก่ง การุณ ย้ายมาอยู่ค่ายทักษิณ ชินวัตร ได้รับเลือกตั้งเป็น ส.ส.สมัยแรก และเลือกตั้ง 2554 ก็ชนะเลือกตั้งอีกหน ก่อนจะถูกศาลตัดสิทธิ์ทางการเมือง 5 ปี เมื่อปี 2556

เลือกตั้ง 2562 เก่ง การุณ ลงสนามเขต 10 ดอนเมือง ต้องเจอคู่แข่งพรรคประชาธิปัตย์ ธัญญ์นิธิ ชวรัตน์นิธิโชติ หรือเช็ง สุพรรณ คนดังในวงการพระเครื่อง ได้รับการสนับสนุนจากเฉลิมชัย ศรีอ่อน แถมยังมี กนกนุช กลิ่นสังข์ อดีต ส.ก.ดอนเมือง คู่ปรับเก่าของเก่ง การุณ สวมเสื้อพลังประชารัฐ

ผลเลือกตั้ง การุณ ค่ายเพื่อไทยได้ 30,800 คะแนน ,กนกนุช กลิ่นสังข์ ค่ายพลังประชารัฐ ที่ได้ 22,060 คะแนน ส่วน ธัญญ์นิธิ ชวรัตน์นิธิโชติ ได้แค่ 14,061 คะแนน สรุปว่า เก่ง ดอนเมือง ยังอยู่ยงคงกระพัน ด้วยฐานเสียงเพื่อไทยและคะแนนนิยมส่วนตัว

‘เธอคือมาดามหลี’

ถ้าใครติดตามข่าวสารการเมือง คงเห็นข่าว สิระ เจนจาคะ เปิดศึกกับ “การุณ โหสกุล” มาหลายระลอก เนื่องจากสิระมีฐานเสียงอยู่ที่เขตหลักสี่ ติดกับเขตดอนเมือง ที่มั่นใหญ่ของเก่ง การุณ

เลือกตั้งสมัยที่แล้ว สิระ เจนจาคะ เฉือนชนะสุรชาติ เทียนทอง อดีต ส.ส.กทม.ค่ายเพื่อไทย ไปได้แบบหืดจับ สมัยหน้า ถ้ากระแสลุงตู่ไม่ดี สิระก็เหนื่อยเป็นร้อยเท่า

อีกด้านหนึ่ง การุณ โหสกุล กับสุรชาติ เทียนทอง เป็นคู่หูที่ทำงานการเมืองช่วยเหลือเกื้อกูลกันมาโดยตลอด สิระจึงต้องหาทางบั่นทอนกำลังการสนับสนุนจากฝั่งดอนเมือง ด้วยการส่งมาดามหลี คู่ชีวิตลงชนกับเก่ง การุณ

มาดามหลี-สลัลรัศมิ์ เจนจาคะมาดามหลี-สลัลรัศมิ์ เจนจาคะ

สำหรับ สรัลรัศมิ์ เจนจาคะ ได้ทำงานมวลชนในพื้นที่หลักสี่มานานแล้ว ในฐานะประธานกตตร.สน.ทุ่งสองห้อง และประธานศูนย์ประสานงานมาดามหลี เพื่อเด็กและสตรี เธอจึงมีความพร้อมที่จะลุยสนามเลือกตั้ง

ลองย้อนไปฟังคำให้สัมภาษณ์ของ สรัลรัศมิ์ เจนจาคะ ที่บอกว่า พื้นที่เขตดอนเมือง ไม่ใช่เป็นกรรมสิทธิ์ของใคร หรือเป็นทรัพย์สมบัติของตระกูลใดตระกูลหนึ่ง ย่อมไม่ใช่เรื่องแปลกที่คนอย่างเก่ง การุณ จะของขึ้น

มาดามหลียังพูดถึงสาเหตุการตัดสินใจลงสนามการเมือง เพราะคนดอนเมืองเรียกร้องมา เพราะประชาชนในพื้นที่ต้องการการเปลี่ยนแปลง

ยิ่งกว่ามวยถูกคู่ แค่มาดามหลีโหมโรงก็ทำเอา “การุณ โหสกุล” ทนไม่ไหว ถึงกับใช้ภาษาลูกทุ่งๆในโซเชียล คนดอนเมืองคงอยากมีการเลือกตั้งในวันพรุ่งนี้เลย จะได้รู้ว่า ใครตัวจริงของเขตดอนเมือง

นายกฯตู่ “ใจร้อน หรือใจลอย กับแรงกดดันทางการเมือง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/494626

นายหัวไทร

28 พ.ย. 2564 |19:00 น.

นายกฯตู่ “ใจร้อน หรือใจลอย กับแรงกดดันทางการเมือง

นับจากเดือนพฤศจิกายนเป็นต้นไปเป็นห้วงเวลาที่ พล.อ.ประยุทธ์ ตกอยู่ในสภาวะทางการเมืองยิ่งอีกครั้ง สัญญาณอันสะท้อนถึงแรงกดดันอย่างต่อเนื่องและรุนแรงยิ่งขึ้นเป็นลำดับ ถึงขั้นใจลอยเดินสะดุดครั้งแล้วครั้งเล่า คอลัมน์เจาะประเด็นร้อน โดยนายหัวไทร

เดือนพฤศจิกายน ไม่รู้เป็นเพราะ “ใจร้อน” หรือ “ใจลอย” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ถึงเดินสะดุดบ่อย จนเกือบหัวทิ่มมาสอง-สามครั้งแล้ว ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์อ้างว่า “ใจร้อน” คิดโน้นคิดนี้หลายเรื่อง และยืนยันว่าสุขภาพ ร่างกายยังแข็งแรงดี
     

แต่ปมหนึ่งที่ต้องคิดคือ จะอยู่ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีจนหมดวาระของสภา 4 ปี ในเดือนมีนาคมปี 2566 หรือจะยุบสภาก่อน
     

ประเด็นยุบสภาก่อนหมดวาระมาจากการที่มีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ มีการแก้ไขกติกาการเลือกตั้งใหม่ โดยกำหนดให้ ส.ส.มี 500 คน เป็น ส.ส.เขต 400 คน ส.ส.บัญชีรายชื่อ 100 คน จากเดิม ส.ส.เขตมี 350 คน ส.ส.บัญชีรายชื่อมี 150 คน นอกจากนี้ยังกำหนดให้ใช้บัตรสองใบในการเลือกตั้ง คือเลือกพรรคกับเลือกคนให้แยกกัน

ปมเกี่ยวกับ “กฎหมายลูก” 2 ฉบับที่จะต้องแก้ไขให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ คือ พรป.ว่าด้วยพรรคการเมือง และ พรป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง

ซึ่งยังทีรายละเอียดวิธีการนับคะแนน มีรายละเอียดเกี่ยวกับเบอร์ผู้สมัคร จะใช้เบอร์เดียวกันทั่วประเทศ หรือเขตใครเขตมัน หรือจังหวัดใครจังหวัดมัน และรายละเอียดเกี่ยวกับการคำนวณคะแนนที่แต่ละพรรคจะมี ส.ส.ควรเขียนไว้ในกฎหมาย ไม่ใช่ให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)ไปคิดเอง ทำเอง และที่สูตรคิดให้มีบัตรเขย่ง มี ส.ส.จากพรรคจิ๋ว ที่คะแนนไม่ถึงเกณฑ์ เข้ามาในสภา
     

พรป.ทั้งสองฉบับ กกต.ยกร่างไว้ก่อนแล้ว เวลานี้อยู่ในขั้นตอนการทำความเห็นจากประชาชน ซึ่งเมื่อเสร็จจากทำความเห็นจากประชาชนแล้ว ก็จะส่งให้ ครม.พิจารณา ซึ่ง ครม.ก็จะส่งให้คณะกรรมการกฤษฏีกาพิจารณาก่อนส่งให้สภาผู้แทนราษฏรให้ความเห็นชอบ

ส่วนพรรคฝ่ายค้าน ทั้งพรรคเพื่อไทย และพรรคก้าวไกล ก็ยกร่างกฎหมาย พรป.ทั้งสองฉบับเสร็จแล้วเช่นเดียวกัน เตรียมเสนอเข้าประกบของ กกต. แต่ยังไม่เห็นร่างของพรรคร่วมรัฐบาลอื่นๆ ซึ่งน่าจะยึดฉบับของ กกต.เป็นหลัก
     

ประเด็นคือ ขบวนการออกกฎหมายทั้งสองฉบับจะใช้เวลานานแค่ไหนถึงจะแล้วเสร็จ


นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีกำกับดูแลด้านกฎหมายยืนยันว่าน่าจะเรียบร้อยในเดือนกรกฎาคม 2565 แต่ไม่ได้อธิบายถึงกรอบเวลาว่าต้องทำอะไร ช่วงไหนบ้าง

ขณะที่พรรคเพื่อไทย พรรคก้าวไกล ยืนยันว่าเพียง 4 เดือนก็จบแล้ว

หากนับจากเดือนธันวาคม 2564 ไปยังมีนาคม 2565 ก็น่าจะเรียบร้อยแล้วเท่ากับชี้ให้เห็นว่าเดือนมีนาคม-เมษายน 2565 จะเป็นหมุดหมายสำคัญทางการเมือง


คำถามก็คือ ธงของเดือนกรกฎาคม 2565 ที่ปักโดย นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กับธงของเดือนมีนาคม 2565 ซึ่งขีด โดยพรรคเพื่อไทย พรรคก้าวไกล อย่างไหนจะมีความเป็นไปได้กว่า

คำถามนี้คำตอบที่ทิ่มแทงไปนังพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เพราะจะเป็นเงื่อนเวลาในการใช้กติกาใหม่ในการเลือกตั้ง

โดยสากลเมื่อมีการแก้ไขกติกาการเลือกตั้งแล้ว ก็ควรจะยุบสภาเพื่อจัดการเลือกตั้งตามกติกาใหม่ ซึ่งอันนี้อาจเป็นเหตุให้ พล.อ.ประยุทธ์เดินสะดุดบ่อยหลังมีการประกาศและบังคับใช้รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 แก้ไขเพิ่ม เติม พ.ศ.2564 ออกมาเมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน นั่นเท่ากับเป็นสัญญาณอันแหลมคมยิ่งในทางการเมือง

ฝ่ายเสนาธิการ และ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อาจเก่งในเรื่องการเตะถ่วง หน่วงดึงเวลาต่างๆในทางการเมือง เช่น หน่วงเหนี่ยวเรื่องการเลือกตั้งท้องถิ่น จัดการเลือกตั้งทีละขยัก จนถึงป่านนี้ 8 ปีผ่าน กทม.ยังไม่รู้ว่าจะเลือกตั้งเมื่อไหร่ เมืองพัทยาก็เช่นกัน ไม่มีใครให้คำตอบอะไรได้เลย

พล.อ.ประยุทธ์ อาจเล่นบทเช่นนั้นได้ในห้วง 5 ปีแรกหลังรัฐประหารเมื่อเดือน พฤษภาคม 2557 เพราะมี ม. 44 อยู่ในมือ แต่หลังการเลือกตั้งเมื่อเดือนมีนาคม 2562 ก็มิใช่แล้ว

นับจากเดือนพฤศจิกายนเป็นต้นไปจึงเป็นห้วงเวลาที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ตกอยู่ในสภาวะทางการเมืองยิ่งอีกครั้ง สัญญาณอันสะท้อนถึงแรงกดดันอย่างต่อเนื่องและรุนแรงยิ่งขึ้นเป็นลำดับ ถึงขั้นใจลอยเดินสะดุดครั้งแล้วครั้งเล่า


คำตอบของการเลือกตั้งจึงอยู่ที่เดือนมีนาคม-เมษายน และ พล.อ.ประยุทธ์ก็ไม่ควรใช้ยุทธวิธี “ยื้อ”อีกต่อไป
 #นายหัวไทร #มากกว่าข่าว

ทิศทางพัฒนา สายตาหมอพลเดช “ปฏิรูปกฎหมาย ทำอะไรกันนะ”

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/494576

28 พ.ย. 2564 |13:00 น.

ทิศทางพัฒนา สายตาหมอพลเดช “ปฏิรูปกฎหมาย ทำอะไรกันนะ”

กฎหมายอาจสร้างปัญหาให้สังคมได้เช่นกัน หากกฎหมายนั้นเป็นกฎหมายที่ไม่เคารพหลักนิติธรรม ไม่มีคุณภาพ หรือมีจำนวนมากเกินไป จนกลายเป็นการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของประชาชนตามจำนวนกฎหมายที่เพิ่มมากขึ้น… ติดตามได้จากเจาะประเด็นร้อน โดย พลเดช ปิ่นประทีป

สังคมจำเป็นต้องมีกฎหมายเพื่อกำหนดกฎเกณฑ์อันเป็นกติกาให้สังคมถือปฏิบัติเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยและเป็นเครื่องมือสำคัญของรัฐในการดำเนินนโยบายสาธารณะในนิติรัฐ รัฐและเจ้าหน้าที่ของรัฐจะกระทำการใดที่กระทบสิทธิและเสรีภาพของประชาชนได้ก็ต่อเมื่อมีอำนาจตามกฎหมายที่ปวงชนหรือผู้แทนปวงชนให้ความเห็นชอบ

แต่กฎหมายอาจสร้างปัญหาให้สังคมได้เช่นกัน หากกฎหมายนั้นเป็นกฎหมายที่ไม่เคารพหลักนิติธรรม ไม่มีคุณภาพ หรือมีจำนวนมากเกินไป จนกลายเป็นการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของประชาชนตามจำนวนกฎหมายที่เพิ่มมากขึ้น นอกจากนั้นอาจทำให้ประชาชนเข้าถึงกฎหมายได้โดยยาก สร้างภาระค่าใช้จ่ายแก่ประชาชนและภาคธุรกิจ และเป็นที่มาของการทุจริตและประพฤติมิชอบของผู้บังคับใช้กฎหมาย

ในแผนปฏิรูปประเทศด้านกฎหมาย มุ่งให้เกิดผลอันพึงประสงค์ในการมีกฎหมายที่ดีและมีเพียงเท่าที่จำเป็นเพื่อขจัดปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้นจากกฎหมาย อันเป็นไปตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญมาตรา 258 ค. โดยมีการกำหนดเป้าหมายงาน 10 อย่าง (ท่านที่สนใจสามารถค้นหาดูได้) 
ในแผนนี้ เขาคาดหวังผลสัมฤทธิ์สำคัญ 2 อย่าง คือ 

1) กฎหมายและกระบวนงานที่ล้าสมัยทั้งหลายแหล่ ก่อให้เกิดความเหลื่อมล้ำและไม่เป็นธรรม สร้างภาระแก่ประชาชนและเป็นอุปสรรคต่อการประกอบอาชีพ ได้รับการยกเลิกหรือแก้ไขปรับปรุง ครบทั้ง 100%

2) ประชาชนมีความสะดวกในการเข้าถึง รับรู้และปฏิบัติตามกฎหมาย

สำหรับแผนปฏิรูปประเทศด้านกฎหมาย มีประเด็นสำคัญที่ส่งผลกระทบวงกว้าง (big rock)ที่ควรจับตาและตัวชี้วัดเป้าหมายที่ประชาชนอยากเห็น  ได้แก่

1.มีกลไกปรับปรุง ยกเลิกกฎหมายที่เป็นอุปสรรค


–  บัญชีรายชื่อกฎหมายที่ล้าสมัย และแผนดำเนินการยกเลิกเป็นรายปี

2.จัดให้มีกลไกทางกฎหมายเพื่อเปลี่ยนโทษทางอาญาเป็นโทษปรับเป็นพินัย


– จำนวนและรายชื่อกฎหมายที่มีการปรับเปลี่ยนโทษอาญาเป็นโทษปรับตามวัตถุประสงค์

3.กลไกกำหนดให้ส่วนราชการบังคับใช้กฎหมายและใช้เทคโนโลยีมาดำเนินการ


– จำนวนและรายชื่อหน่วยงานที่บริการประชาชนด้วยเทคโนโลยี

4.ให้มีกลไกช่วยเหลือประชาชนในการจัดทำและเสนอกฎหมาย


– จำนวนและรายชื่อหน่วยงานที่ให้บริการประชาชนในด้านจัดทำกฎหมาย 

5.จัดทำประมวลกฎหมายเพื่อรวมเรื่องเดียวกันมาไว้ด้วยกัน


– จำนวนและรายชื่อประมวลกฎหมายที่ได้จัดทำแล้วเสร็จ

6.กฎหมายตามแผนปฏิรูปประเทศ 


– จำนวนและรายชื่อกฎหมายเชิงปฏิรูปที่ดำเนินการแล้วเสร็จในขั้นตอนทางนิติบัญญัติ

…………………………………………………..


Key Message


 “ปฏิรูปกฎหมาย คาดหวังสิ่งใด”


–  บัญชีรายชื่อกฎหมายที่ล้าสมัย และแผนดำเนินการยกเลิกเป็นรายปี
– จำนวนและรายชื่อกฎหมายที่มีการปรับเปลี่ยนโทษอาญาเป็นโทษปรับเป็นพินัย
– จำนวนและรายชื่อหน่วยงานที่บริการประชาชนด้วยเทคโนโลยี
– จำนวนและรายชื่อหน่วยงานที่ให้บริการประชาชนด้านจัดทำกฎหมาย 
– จำนวนและรายชื่อประมวลกฎหมายที่ได้จัดทำแล้วเสร็จ
– จำนวนและรายชื่อกฎหมายเชิงปฏิรูปที่ดำเนินการแล้วเสร็จในขั้นตอนทางนิติบัญญัติ