กลับบ้าน “ทักษิณ” ไม่เลือกแนวทาง “7 สิงหา” จบที่โต๊ะเจรจา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/477741

กลับบ้าน “ทักษิณ” ไม่เลือกแนวทาง “7 สิงหา” จบที่โต๊ะเจรจา

7 สิงหาคม 2564 – 17:49 น.

ม็อบสิงหา ‘ทักษิณ’ ชี้คาร์ม็อบดีกว่าม็อบอนาธิปไตย มั่นใจเจรจาจบกลับบ้าน คอลัมน์ .. ท่องยุทธภพ โดย .. ขุนน้ำหมึก

ปกติคิวของ “โทนี่” หรือ ทักษิณ ชินวัตร จะมาพบเอฟซีชินวัตร อังคารเว้นอังคาร แต่ก่อนวันถึงการนัดหมายชุมนุมใหญ่ “ม็อบ 7 สิงหา” ของ กลุ่มเยาวชนปลดแอก และเครือข่าย โดย “โทนี่” มีนัดหมายกับกลุ่มแคร์ในค่ำวันที่ 6 ส.ค.2564 ตั้งวงขันโตกความคิด พูดจาภาษาคนเมือง 

คลับเฮาส์ฉบับคนเมือง “ขันโตกความคิด” โทนี่ ต้องการสื่อสารกับคนบ้านเดียวกัน และฐานคะแนนของเขา ตั้งแต่สมัยไทยรักไทย จนมาถึงเพื่อไทย คาดเดาว่า ครั้งต่อไป คงจะถึงคิวภาคอีสาน สรุปใจความสำคัญของโทนี่ครั้งล่าสุดคือ การช่วงชิงเยาวชนคนรุ่นใหม่ และหย่าศึกเพื่อไทยกับก้าวไกล

ทักษิณหรือโทนี่รู้ดีว่า ถ้อยวลี “สู้ไปกราบไป” เป็นจุดอ่อนของเขาในสายตาเยาวชนสามนิ้ว เขาจึงต้องพยายามอธิบายให้เด็กๆ เห็นว่า ไม่ได้ขวางแนวคิดคนรุ่นใหม่ แต่กังวลเรื่องวิธีการ

กลับบ้าน "ทักษิณ" ไม่เลือกแนวทาง "7 สิงหา" จบที่โต๊ะเจรจา

คลับเฮาส์สำหรับชาวเหนือ

ปลอบใจเด็ก

การปรากฏตัวของทักษิณในนาม “โทนี่” ก็มีเป้าหมายที่จะสื่อสารกับคนรุ่นใหม่ เพราะแกนนำม็อบสามนิ้ว ล้วนแต่เติบโตในยุคทหารครองเมือง พวกเขาไม่ได้สัมผัสกับความสำเร็จของพรรคไทยรักไทย และนโยบายประชานิยม   “ผมรู้ว่าจิตลึกๆ ของคนรุ่นใหม่มองไม่เห็นอนาคตตัวเองในประเทศไทย การมองไม่เห็นอนาคตตัวเองผู้ใหญ่วันนี้ ถ้าเป็นผมจะเรียกเด็กๆเหล่านี้ไปจับเข่าคุยกัน อะไรคืออนาคตที่เขาอยากเห็น ทำได้คืออะไร ทำไม่ได้คืออะไร มันดีกว่า  เพราะเด็กคือลูกหลานเราทั้งนั้น” 

ทักษิณเสนอว่า การต่อสู้ของเยาวชนต้องมียุทธศาสตร์ มีจังหวะก้าว ฉะนั้น เขาจึงไม่เห็นด้วยกับการเคลื่อนขบวนไปวัง หรือแนวทางที่สุ่มเสี่ยง “จะประท้วงก็ประท้วงให้อยู่ความสันติ เช่น คาร์ม็อบ ผมว่าดีเข้าท่า”  ด้วยเหตุนี้ ทั้งณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำ นปช. และวรชัย เหมะ ส.ส.สมุทรปราการ จึงกระโจนเข้าร่วมคาร์ม็อบกับ “บก.ลายจุด” 

จบที่โต๊ะเจรจา

ตลอดเวลา 15 ปีที่ทักษิณ ชินวัตร จากเมืองไทยไปอยู่ต่างแดน ได้กลับเข้ามากราบแผ่นดินในช่วงสั้นๆ ก่อนที่จะปักหลักอยู่ยาวในต่างแดน 

“ทุกอย่างต้องจบลงบนโต๊ะเจรจา เพราะแม้แต่สงครามโลกยังจบลงที่โต๊ะเจรจา” คำพูดประโยคนี้ ของทักษิณ ถูกสื่อสารผ่านสำนักข่าวต่างประเทศอยู่บ่อยครั้ง ยามที่เขาถูกถามว่า จะได้กลับเมืองไทยเมื่อใด?

ล่าสุดในวงคลับเฮาส์ “ขันโตกความคิด” ทักษิณหรือโทนี่ ก็หลุดคำพูดนี้มาอีกครั้ง “…การเมืองความคิดต่างเป็นเรื่องธรรมดา แต่การแลกเปลี่ยนความคิดกันเป็นวิธีเดียวที่จะสันติ สงครามไม่เคยจบบนสนามรบ สงครามจบบนโต๊ะเจรจาทุกสงคราม”  นี่คือหลักคิดของทักษิณ ในการหาทางกลับบ้าน ซึ่งสมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ส.ส.เพื่อไทย พยายามเดินหน้าเสนอกฎหมายนิรโทษกรรมสุดซอย แต่ก็ถูก กปปส.ขวาง จนเกิดม็อบใหญ่และรัฐประหาร 2557 ตอนนั้น มีรายงานเบื้องหลังข่าวว่า ทักษิณถูกหลอก “ดีลล่ม” อะไรทำนองนี้ อันหมายถึงว่าการเจรจาไม่จบ

กลับบ้าน "ทักษิณ" ไม่เลือกแนวทาง "7 สิงหา" จบที่โต๊ะเจรจา

ยืนยันกลับบ้านแน่ ไม่มีดีลลับ 

เมื่อ “คำผกา” ตั้งคำถามว่า เมื่อไหร่จะกลับบ้าน คนเหนือคิดถึง อยากให้กลับมา “โทนี่” ตอบว่า อยากกลับตั้งแต่เมื่อวานแล้ว แต่ขอดูเวลาให้เหมาะเจาะ แล้วจะกลับเมื่อไหรจะบอก

“หลายคนไปตกใจที่ลูกขึ้นแคปชั่นคัมมิ่งซูน อันนั้นคือลูกๆ จะทำเซอร์ไพรส์ผม โดยการทำเว็บไซต์ให้ โดยเป็นเว็บที่รวบรวมข้อคิด แนวคิด และแนวทางในการดำเนินชีวิตของผมไว้ ขอเคลียร์ว่า ผมไม่มีดีลกับใครเลย นั่งรอมาหลายสิบปีไม่มีใครมาดีลเลย ทุกวันนี้มีแต่ดีลกับลูกว่าเมื่อไหร่จะมาหา..”

 เที่ยวนี้ ทักษิณพูดถึงเรื่อง “กลับบ้านแน่” ด้วยน้ำเสียงหนักแน่น ติดต่อกันหลายครั้ง คล้ายกับว่าการเจรจาบนโต๊ะจบแล้ว

เสียงจาก “clubhouse” บอกว่า “เรายังมีหวัง” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/477709

เสียงจาก “clubhouse” บอกว่า “เรายังมีหวัง”

7 สิงหาคม 2564 – 13:43 น.

ชีวิตยังมีความหวัง #ม็อบ 7 สิงหา เบนเป้า แกงหม้อใหญ่ ไ่ม่ไปสำนักพระราชวัง หลังโทนี่ส่งสัญญาณผ่าน #clubhouse

ความเคลื่อนไหว ทางการเมืองทั้งในและนอกสภา เป็นกระบวนการที่สอดประสานกันอย่างมีนัยยะ   เมื่อคนเลือกพรรค พรรคก็ต้องสนองตอบต่อศรัทธา ของคนที่เลือกเข้ามา  จากอนาคตใหม่  มาเป็นก้าวไกลและแตกออกไปเป็นกลุ่มก้าวหน้า ล้วนมีฐานที่มาจากคนรุ่นใหม่ ดอกส้มสีทอง เรยา ฟ้ารักพ่อ ส่งให้ ธนาธร กลายเป็นขวัญใจในฐานะพ่อของฟ้า จนมาสู่ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ 

เสียงจาก "clubhouse" บอกว่า "เรายังมีหวัง"

หากย้อนกลับในปี 52 ,53  ปฏิเสธไม่ได้เช่นกันว่า ในบรรดาหัวกระบวน นปช. นอกจากจตุพร พรหมพันธ์ ก็มี ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ อยู่เคียงข้างในฐานะหัวหมู่ทะลวงฟัน ขวัญใจคนเสื้อแดง ครั้นเมื่อนปช.  ถูกสลายลง  บทบาทของสมบัติ บุญงามอนงค์
ก็เด่นชัด จากกิจกรรมผูกผ้าแดง แยกราชประสงค์ – กินแม็ค- สู่คาร์ม็อบ 

เสียงจาก "clubhouse" บอกว่า "เรายังมีหวัง"

กลุ่มประชาชนไม่ทน กลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์และการเมือง กลุ่มเยาวชนปลดแอก
มีข้อเรียกร้อง 3 ข้อ คือ 1.ให้พล.อ.ประยุทธ์ลาออกจากนายกรัฐมนตรี 2.ต้องมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยตั้ง สสร. และแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ทั้งฉบับ ไม่มีข้อยกเว้น 3.ปฏิรูปสถาบันกษัตริย์  ซึ่งพรรคก้าวไกลนั้น เห็นด้วยกับข้อเสนอของกลุ่มมวลชน    ที่เคลื่อนไหวทางการเมืองทั้ง 3 ข้ออย่างชัดเจน

ขณะที่ท่วงทำนองและท่าทีของพรรคเพื่อไทย ยอมรับข้อเสนอนี้ได้เพียง เรียกร้องให้พล.อ.ประยุทธ์      ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ส่วนเรื่อง การแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น มีเงื่อนไขไม่แก้หมวดหนึ่งและหมวดสอง คือไม่แตะต้องสถาบันพระมหากษัตริย์

พรรคก้าวไกล ได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มฮาร์ดคอร์ เพราะมีดีกรีความเคลื่อนไหว   ที่เข้มข้นกว่า   ย่อมเป็นธรรมดาที่พรรคเพื่อไทยต้องปรับขบวนกัน  เพื่อไม่ให้เสียตลาดมวลชนฐานเสียงดั้งเดิมของพรรค

เสียงจาก "clubhouse" บอกว่า "เรายังมีหวัง"

ความขัดแย้งทางการเมือง ระหว่างพรรคเพื่อไทยกับพรรคก้าวไกล เกิดขึ้นมา         หลายครั้ง แม้ว่าทั้ง 2 พรรคจะมีจุดยืนและอุดมการณ์ที่เรียกตัวเองว่า เป็นฝ่ายประชาธิปไตยเหมือนกันแต่ดีกรี ความเข้มข้นไม่เท่ากันจึงปรากฏอาการ              ชิงไหวชิงพริบกัน ทั้งในและนอกสภา 

เพื่อไทยอาจเพลี่ยงพล้ำที่เห็นด้วยกับการ ตัดงบประมาณไปไว้ ในงบฯกลาง 
แต่ประสบการณ์ ขับเคลื่อนมวลชน มีมากกว่า   แม้ใครจะปรามาสว่าสู้ไป  กราบไป 
แต่สำหรับเพื่อไทยนี่ยังไม่ใช่เวลาจะหักด้ามพร้าด้วยเข่า“เพราะเราต้องมีความหวัง”   ม็อบไม่ควรบุกพระราชวัง จึงเป็นเสียงที่ดังออกมาจากคลับเฮาส์  

เสียงจาก "clubhouse" บอกว่า "เรายังมีหวัง"

ตำนาน ‘7 สิงหา’ บ้านนาบัว ‘เสียงปืนแตก’ ที่สามนิ้วไม่รู้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/477581

ตำนาน ‘7 สิงหา’ บ้านนาบัว ‘เสียงปืนแตก’ ที่สามนิ้วไม่รู้ 

6 สิงหาคม 2564 – 18:58 น.

ปัดฝุ่น ‘7 สิงหา’ ประวัติศาสตร์ชาวนาอีสานลุกขึ้นสู้ จบด้วยวันดับเสียงปืน คอลัมน์ท่องยุทธภพ โดยขุนน้ำหมึก

++
‘7 สิงหา’ นาบัว
++ 

“7 สิงหา” หรือ “วันเสียงปืนแตก” ในสายตาเยาวชนคนรุ่นใหม่ อาจเป็นประวัติศาสตร์ภาคประชาชน ที่ตื่นเต้นเร้าใจ แต่เบื้องหลัง “แตกเสียงปืน” ที่บ้านนาบัว มีเรื่องเล่าลึกกว่าที่คนหนุ่มสาวยุคดิจิตอลรับรู้กัน

ตำนาน '7 สิงหา' บ้านนาบัว 'เสียงปืนแตก' ที่สามนิ้วไม่รู้ 

วันที่ 7 ส.ค.2564 ครบรอบ 56 ปีแห่งวันเสียงปืนแตก ปัจจุบัน บ้านนาบัว อ.เรณูนคร จ.นครพนม คือหมู่บ้านประวัติศาสตร์ และหมู่บ้าน OTOP เพื่อการท่องเที่ยว  

 “ถิ่นหมู่บ้านเสียงปืนแตก นัดแรกประวัติศาสตร์ ชุมชนแห่งชนชาติผู้ไท งามไฉไลผ้ามัดหมี่ มีประเพณีลอยกระทง สุขสำราญงานลงแข่งเรือ อุ่นใจเหลือโฮมสเตย์ ล้ำเสน่ห์ล่องแพแลน้ำบัง อนุสรณ์สถานดังตั้งโดดเด่น ชุมชนเน้นรู้รักและสามัคคี ถิ่นนี้ คือ นาบัวเสียงปืนแตก”    

ผู้ที่เคยไปเที่ยวชมบ้านนาบัว จะเห็นรูปปั้น “สหายเสถียร” หรือ “กองสิน จิตมาตย์” ยืนเด่นเป็นประจักษ์พยานแห่งการต่อสู้ปฏิวัติของชาวนาอีสาน 

 

ตำนาน '7 สิงหา' บ้านนาบัว 'เสียงปืนแตก' ที่สามนิ้วไม่รู้ 

รูปปั้นสหายเสถียร 

สหายเสถียร เสียชีวิตในวัย 25 ปี และย้อนไปเมื่อปี 2507 หากเขาไม่ตัดสินใจอำลาที่มั่นกองทหาร “แนวลาวอิสระ” ที่แขวงหัวพัน ชีวิตอาจพลิกผันไปอีกทางหนึ่งก็ได้

++
ก่อนแตกเสียงปืน
++
พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) ก่อตั้งเมื่อวันที่ 1 ธ.ค.2485 ในระยะแรก ยังไม่ได้ขยายงานในเขตชนบท     

ปี 2506 กรมการเมือง พคท. มีมติให้เริ่มดำเนินการตระเตรียมสร้าง “ที่มั่นจรยุทธ์” ในเขตป่าเขา เวลานั้น “มิตร สมานันท์” หรือ เจริญ วรรณงาม เลขาธิการ พคท.ได้ย้ายศูนย์การนำมาอยู่ที่บนเทือกเขา อ.นาแก จ.นครพนม  

“มิตร สมานันท์” ทราบข่าวว่า มีคนหนุ่มแถว อ.เรณูนคร และ อ.ปลาปาก จ.นครพนม ข้ามโขงไปเป็นทหารแนวลาวอิสระ จึงติดต่อผู้นำลาวอิสระ เพื่อขอตัว “คนลาวฝั่งขวา” กลับมาช่วยงานปฏิวัติที่ภูพาน    

ปี 2507 ผู้นำแนวลาวอิสระแจ้งว่า มีคนลาวฝั่งขวาอยู่ 170 คน แต่มีผู้ประสงค์จะกลับบ้าน 97 คน จึงแบ่งเป็น 2 รุ่น รุ่นแรก 48 คน และรุ่นสอง 49 คน ในกลุ่มนี้ มี “สหายเสถียร” (กองสิน จิตมาตย์) และสหายมานินทร์ (ขุนรมย์ จิตมาตย์) รวมอยู่ด้วย

++
ปลดปล่อยลาว
++  

ในประวัติศาสตร์ชาติพันธุ์ ชาวภูไทในพื้นที่ อ.เรณูนคร และ อ.ปลาปาก จ.นครพนม เป็นชาวภูไทที่อาศัยอยู่ทางฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง ก่อนชาวภูไทจะถูกกวาดต้อนมาอยู่ฝั่งขวา ช่วงต้นกรุงรัตนโกสินทร์    

ปี 2504 เจ้าสุพานุวง ผู้นำแนวลาวอิสระ ที่นำพาประชาชนลาวต่อสู้กู้เอกราชจากฝรั่งเศส จึงมาชักชวนให้ “คนลาวฝั่งขวา” ข้ามโขงไปเป็นทหารลาวกู้ชาติ คนหนุ่มกลุ่มหนึ่ง จึงตัดสินใจไปเป็นทหารแนวลาวอิสระ ตอนแรก พวกถูกส่งไปฝึกอาวุธที่เดียนเบียนฟู แล้วถูกส่งกลับมาประจำการที่เขตปลดปล่อยซำเหนือ แขวงหัวพัน    

เมื่อผู้นำ พคท. เจรจากับผู้นำแนวอิสระ ขอตัวนักรบฝั่งขวากลับช่วยการปฏิวัติไทย พวกเขาจึงเดินทางกลับบ้าน โดยไปอาศัยอยู่บนเทือกภูพาน และจัดเป็น “หน่วยจรยุทธ์” ไปเกาะติดบ้านนาบัว และหมู่บ้านใกล้เคียง    

กระทั่งวันที่ 7 ส.ค.2508 สหายเสถียร และพวก ปะทะเจ้าหน้าที่ตำรวจบริเวณทุ่งนาบ้านนาบัว โดยสหายเสถียรถูกยิงเสียชีวิตที่ริมคันนากลางทุ่ง    

กรมการเมือง พคท. จึงถือเอา “7 สิงหา” เป็นวันประกาศการต่อสู้ด้วยกำลังอาวุธ และมีมติให้ “แตกเสียงปืน” ทั่วประเทศ    

ปี 2525-2530 พคท.ล่มสลาย ทหารป่าออกมอบตัว และยุติการสู้รบในเขตป่าเขา ซึ่งกองทัพภาคที่ 2 ได้เข้ามาพัฒนาบ้านนาบัว เป็นหมู่บ้าน ทส.ปช. พร้อมประกาศ “วันเสียงปืนดับ” ตามนโยบาย 66/2523

“ซินแสเข่ง” ผ่าดวงม็อบ 7 สิงหา “เพนกวิน” ดวงตก นายกฯอยู่อีกนาน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/477555

“ซินแสเข่ง” ผ่าดวงม็อบ7สิงหา “เพนกวิน”ดวงตก นายกฯอยู่อีกนาน

6 สิงหาคม 2564 – 15:55 น.

“ซินแสเข่ง” ผ่าดวงวิกฤติ 7 สิงหาคม เป็นราศีเดือนวอก ที่มีผลปะทะต่อดวงเมือง 21 เม.ย. 2325 เป็นปีปะทะของทุกปี ทำให้เกิดความวุ่นวาย “เพนกวิน” ตกดวงแตกแยก ระวังพลัดพราก

ซินแสเข่ง ผ่าดวงวิกฤติ เดือนมรณะปะทะดวงเมือง 7 สิงหาคม จุดเริ่มต้นของเดือนสิงหา ซึ่งเป็นราศีเดือนวอก ที่มีผลปะทะต่อดวงประเทศ ที่ตั้งดวงเมืองไว้ ในวันที่ 21 เมษายน ปี 2325 เป็นปีปะทะเดือนสิงหา ของทุกปี

ที่จะทำให้เกิดปัญหาอัปมงคล ความวุ่นวาย ตกเหตุให้เกิดอาเพท แตกแยก พลัดพราก และตายจาก ทำให้ต้องระวัง และมีผลกระทบต่อสถานการณ์ประเทศ บ้านเมืองที่จะเจอมรสุมหนัก

รวมถึงผู้นำประท้วง  เพนกวิน ตกดวงแตกแยก พลัดพราก และระวังตายจาก หากประเทศต้องการความสงบ ก็ควรหลีกเลี่ยงปัญหาที่จะก่อเหตุความรุนแรงเพราะเป็นเดือนแห่งมรณะ

ซินแสเข่ง อ.ชนม์ทรรศน์ ฤทัยผ่อง ผู้อำนวยการสถาบันโหราศาสตร์พยากรณ์แห่งประเทศไทย วิเคราะห์วิกฤติสาเหตุจุดเริ่มต้นเดือนมรณะ 7 สิงหาคม ของทุกปี ที่มีผลกระทบต่อดวงเมือง ในวันที่ 21 เมษายน 2325 กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องต่อสถานการณ์ประเทศ

บวกกับ สองปีที่ผ่านดวงเมือง ดวงโลกถูกคลุมด้วยดาวมฤตยู ดาวเสาร์ ทำให้เกิดเหตุรุนแรงต่างๆ เกิดขึ้นเช่น สงครามโลก โรคระบาด ความขัดแย้งแปรเปลี่ยน และภัยพิบัติ

ประกอบกับดวงนายกฯ ที่ต้องเข้ามารับเคราะห์ต่อสถานการณ์ เหมือนแพะรับบาปพระเคราะห์ที่เกิดขึ้น แต่สิ่งที่นายกฯ ยังคงกระพันอยู่ได้เพราะดวงนายกฯ ได้รับพลังเสริมดวงจากดวงเมืองคู่กัน ทำให้อยู่ได้นาน

แต่ก็อยู่ดวงที่มีบริวาร คณะ รมต.ที่ยังทำให้วุ่นวาย เพราะหวังผลประโยชน์บนความทุกข์ของประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากสถานการณ์ ส่งผลกระทบถึง นายกรัฐมนตรีที่รับเคราะห์แทน

ซินแสเข่ง กล่าวเพิ่มเติมว่า เดือนสิงหาคม เป็นเดือนที่มีผลกระทบต่อดวงเมืองตามหลักของโหราศาสตร์แล้ว ยังมีกระทบต่อดวงคนด้วยเช่นเดียวกัน

สำหรับผู้ที่เกิดในปีนัก-ษัตร ขาล – กุน และมะเส็ง ที่ควรระวังให้มากไม่เหมาะที่จะทำการมงคลใดๆ ให้หลีกเลี่ยง ระวังในเหตุที่จะเกิดขึ้น ทำให้แตกแยก สับสน ขัดแย้ง และเบียดเบียนให้ได้รับความเดือดเนื้อร้อนใจเกิดขึ้น

ม็อบมาแรง “7 สิงหา” บุกวัง “เพนกวิน” สืบทอดสหายดาวแดง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/477544

ม็อบมาแรง “7 สิงหา” บุกวัง “เพนกวิน” สืบทอดสหายดาวแดง

6 สิงหาคม 2564 – 14:50 น.

สถานการณ์เดือด ม็อบ ” 7 สิงหา ” เคลื่อนพลประชิดวัง “วันเสียงปืนแตก”  คอลัมน์ท่องยุทธภพ โดยขุนน้ำหมึก

ในที่สุด อานนท์ นำภา ที่ติดเงื่อนไขการประกันตัว ก็ออกตัวไม่ขอเป็น “ผู้นำ” ม็อบ 7 สิงหา ไปพระบรมมหาราชวัง อ้างว่าใจไม่ถึง ปล่อยให้เด็กๆ กลุ่มเยาวชนปลดแอกเป็นผู้นำแทน

ตอนนี้ เครือข่าย “ม็อบ 7 สิงหา” ประกอบด้วยคณะรณรงค์เพื่อรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน(ครช.), กลุ่มฟื้นฟูประชาธิปไตย (DRG),ขบวนการริมสระ, เครือข่ายรามคำแหงเพื่อประชาธิปไตย,ทะลุฟ้า,เยาวชนปลดแอก,ศาลายาเพื่อประชาธิปไตย,สหภาพคนทำงาน และSUPPORTER THAILAND    

ด้านหนึ่ง 7 ส.ค.2564 ในมิติทางการเมืองนอกสภา เป็นวันครบรอบ 1 ปี ของ “คณะประชาชนปลดแอก” ซึ่งมีการประกาศจัดตั้งองค์กรต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย โดยกลุ่มเยาวชนคนรุ่นใหม่    

วันนั้น(7 ส.ค.2563) ที่บริเวณหน้าอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ทัตเทพ เรืองประไพกิจ และจุฑาทิพย์ ศิริขันธ์  ตั้งโต๊ะแถลงข่าวเปิดตัว “คณะประชาชนปลดแอก” อย่างเป็นทางการ    

จากคณะประชาชนปลดแอก ได้แตกยอดเป็นคณะราษฎร, เยาวชนปลดแอก, แนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม ฯลฯ ที่ได้ยกระดับข้อเรียกร้องจาก “ไล่ประยุทธ์” ทะลุเพดาน สู่การปฏิรูปสถาบันกษัตริย์    

ในรอบหลายปีมานี้ กลุ่มเยาวชนคนรุ่นใหม่ มักจะเลือก “วันเชิงสัญลักษณ์” อย่าง 24 มิถุนา หรือ 7 สิงหา เป็นวันจัดกิจกรรมการเมืองนอกสภา

++
ดาวแดงโมเดล
++
สำหรับ 7 สิงหาคม 2508 ที่เรียกกันว่า “วันเสียงปืนแตก” เมื่อ 56 ปีที่แล้ว ที่บ้านนาบัว อ.เรณูนคร จ.นครพนม มีการปะทะกัน ระหว่างตำรวจกับผู้ปฏิบัติงานของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) เป็นครั้งแรก และ พคท. ให้ถือเป็นวันแห่งการต่อสู้ด้วยอาวุธ เปิดสงครามสู้รบกับทหารรัฐบาลนับแต่นั้นเป็นต้นมา

ม็อบมาแรง "7 สิงหา" บุกวัง "เพนกวิน" สืบทอดสหายดาวแดง

 เพนกวิน ขอสืบทอดปณิธานสหายธง แจ่มศรี   

พคท.รับเอา “ความคิดเหมาเจ๋อตง” เป็นความชี้นำของพรรค ตั้งแต่ปี 2492 เน้นจัดตั้งชาวนาที่เป็น “ทัพหลวง” มีเป้าหมายโค่นล้ม “นายทุน ขุนศึก ศักดินา”     

พคท.ได้ยุติการต่อสู้ด้วยอาวุธ และกองทัพปลดประชาชนแห่งประเทศไทย(ทปท.) สลายตัวเป็นผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย ตั้งแต่ปี 2525 แต่ “แนวทาง 7 สิงหา” ได้ถูกรื้อฟื้นใหม่ในการเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดงบางกลุ่ม และส่งทอดมาถึงเยาวชนคนรุ่นใหม่

++
สหายโดมปฏิวัติ
++
ปลายปี 2563 อุดมการณ์คอมมิวนิสต์ ถูกเผยแพร่ผ่านเฟซบุ๊ก “เยาวชนปลดแอก” (Free YOUTH) มีการโชว์รูปสัญลักษณ์ “ค้อนเคียว” ตามมาด้วย “ฟอร์ด” ทัตเทพ เรืองประไพกิจเสรี เลขาธิการเยาวชนปลดแอก ได้ออกมาสนับสนุนแนวคิดดังกล่าว     

ขณะที่ “เพนกวิน” พริษฐ์ ชิวารักษ์ และ “รุ้ง” ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล แกนนำแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม ได้ชี้แจงผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า จุดยืนเรื่องอุดมการณ์คอมมิวนิสต์ เป็นของกลุ่มเยาวชนปลดแอกเอง ไม่ใช่ของแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม     

จริงๆแล้ว “เพนกวิน” ก็มีความเชื่อและความศรัทธาในอุดมการณ์คอมมิวนิสต์ และแนวทางการปฏิวัติ จึงร่วมกับณัฐชนน ไพโรจน์ และ “รุ้ง” ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล ขับเคลื่อน “พรรคโดมปฏิวัติ”

ม็อบมาแรง "7 สิงหา" บุกวัง "เพนกวิน" สืบทอดสหายดาวแดง


ภาพเมื่อครั้ง เพนกวิน จัดกิจกรรมรับน้องปี 2563

ตั้งแต่เข้าเรียนปี 1 เพนกวินปลุกธรรมศาสตร์ ด้วยกิจกรรมทางการเมืองในชื่อพรรคใต้เตียง มธ. ก่อนจะหันมาสร้าง “พรรคโดมปฏิวัติ” (Dome Revolution)    

ย้อนไปในงานศพ “ธง แจ่มศรี” หรือสหายประชา ธัญญไพบูลย์ เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) คนที่ 4 ที่วัดพระประโทณเจดีย์วรวิหาร อ.เมือง จ.นครปฐม “เพนกวิน” ในนามพรรคโดมปฏิวัติ ได้เดินทางไปเคารพศพลุงธง    

“เราขอสดุดีปณิธาน และการอุทิศตนของสหายประชา และถึงแม้ลมหายใจของสหายจะหมดลงแล้ว แต่เราเชื่อว่าจิตวิญญาณของสหาย ยังคงอยู่ในใจคน” เป็นข้อความที่เพนกวินโพสต์ไว้ในหน้าเพจพรรคโดมปฏิวัติ พร้อมมีภาพเพนกวิน และเพื่อนชูกำปั้น ต่อหน้าหีบศพธง แจ่มศรี    

อุดมการณ์คอมมิวนิสต์ และแนวทาง 7 สิงหา…โค่นนายทุน ขุนศึก ศักดินา จึงฟุ้งกระจายอยู่ในกลุ่มเยาวชนปลดแอก

“ทักษิณ” สะเทือน “ก้าวไกล” หักเพื่อไทย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/477478

“ทักษิณ” สะเทือน “ก้าวไกล” หักเพื่อไทย

5 สิงหาคม 2564 – 21:05 น.

ยังไม่จบ “ก้าวไกล-ก้าวหน้า” กร้าวใส่ “เพื่อไทย-ทักษิณ” ค้านในค้าน แค้นในแค้น คอลัมน์ท่องยุทธภพ โดยขุนน้ำหมึก

++

‘โทนี่’ ตกยุค

++

ความขัดแย้งระหว่างพรรคเพื่อไทย กับพรรคก้าวไกล ไม่ได้เกิดเฉพาะกรณีงบกลาง ย้อนไปดูข่าวช่วงแก้รัฐธรรมนูญ เรื่องบัตรใบเดียว หรือบัตร 2 ใบ ก็มีวิวาทะกันร้อนแรง ลามไปถึงกองเชียร์ของแต่ละฝ่าย

ทั้งสองพรรค จัดอยู่ในฝ่ายประชาธิปไตย พวกเดียวกัน มีฐานมวลชนกลุ่มเดียวกัน เพื่อไทยได้ “รากหญ้า” และก้าวไกล ได้ “คนหนุ่มสาว”

“สหายใหญ่” ภูมิธรรม เวชยชัย และ “สหายจรัส” นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช คงคุ้นเคยทฤษฎีเก่าๆ ว่าด้วยวิธีประชาธิปไตยที่ใช้แก้ความขัดแย้งภายในหมู่ประชาชนคือ “สามัคคี-วิจารณ์-สามัคคี” เริ่มจากที่จะสามัคคีกัน ผ่านการวิจารณ์หรือการต่อสู้ แก้ความขัดแย้งให้ตกไป แล้วบรรลุซึ่งความสามัคคีใหม่บนรากฐานใหม่

“ปิยบุตร แสงกนกกุล” ซ้ายฝรั่งเศส ก็คงคิดไม่ต่างกัน จึงโพสต์เฟซบุ๊คเรื่อง “การดีเบต ไม่ได้ทำให้ฝ่ายประชาธิปไตยอ่อนแอ” ที่ระบุว่า “การวิจารณ์พรรคเพื่อไทยไม่ได้ทำให้เสียแนวร่วม การวิจารณ์พรรคก้าวไกลไม่ได้ทำให้เสียแนวร่วม การดีเบตไม่ได้ทำให้ฝ่ายประชาธิปไตยอ่อนแอเลย แต่จะช่วยให้เราเห็นเฉด เห็นความคิดเห็นที่แตกต่างกันมากขึ้น”

"ทักษิณ" สะเทือน "ก้าวไกล" หักเพื่อไทย

ปิยบุตร เตือนเพื่อไทย-ทักษิณ

ส่วนประเด็นที่ปิยบุตรเขียนเรื่อง “ชวนมองภูมิทัศน์ใหม่การเมืองไทย” กลับชวนให้คิดว่า ฝ่ายก้าวหน้า-ก้าวไกล กำลังมองว่า ฝ่ายเพื่อไทยหรือทักษิณ อาจจะพ้นยุคไปแล้ว

หากมองในอีกมิติหนึ่ง ภาพจำที่คนทั่วไปนึกถึง 2 พรรคการเมืองนี้ก็คือ “ทักษิณ ชินวัตร” กับ “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” ทั้งคู่ถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง แต่ก็ยังมีอิทธิพลทางความคิดเหนือพรรคทั้งสอง และกลายเป็นคู่แข่งไปโดยปริยาย

++

อย่าผูกขาด

++

“ปิยบุตร” มองว่า ความเห็นที่แตกต่างกันระหว่างพรรคก้าวไกล กับ พรรคเพื่อไทย เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องแรก มีมาตั้งแต่ครั้งเป็นพรรคอนาคตใหม่ อยากชวนให้มองว่าเป็นเรื่องปกติ เพราะถ้าคิดเหมือนกันหมด ก็คงไปอยู่พรรคเดียวกัน วิธีคิด วิธีเดิน ชัดเจนว่าคนละแบบกัน และก็อยากให้ชวนมองด้วย เรื่องภูมิทัศน์ทางการเมืองที่เปลี่ยนไป ที่ฟูมฟักคำว่า “ฝ่ายประชาธิปไตย” ขึ้นมา

ในบทความของปิยบุตร ยังได้ย้อนภาพอดีตของพรรคการเมืองในเครือข่ายทักษิณ ชินวัตร ที่โดดเด่นเป็น “ธงนำ” ของฝ่ายประชาธิปไตย มาตั้งแต่หลังรัฐประหาร 2549

เลือกตั้ง 2550 พรรคพลังประชาชน ต่อสู้กับพรรคการเมืองที่คนเสื้อเหลืองหนุนหลัง ปี 2554 พรรคเพื่อไทย ก็สู้กับพรรคประชาธิปัตย์ และพรรคภูมิใจไทย ซึ่งถูกมองว่าเป็นพรรคสืบทอดอำนาจ 3 ป.ยุคแรก

"ทักษิณ" สะเทือน "ก้าวไกล" หักเพื่อไทย

ทักษิณ วิ่งหาฐานเสียงเดิมของตัวเอง

“การเลือกตั้งปี 2562 มีตัวละครทางการเมืองใหม่ๆ เกิดขึ้น และก็มีความคิดที่สนับสนุนประประชาธิปไตย ที่แสดงออกผ่านการเลือกตั้ง 2562 โดยการไม่เอา คสช. ไม่เอา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา..” จึงมีคำว่า พรรคฝ่ายประชาธิปไตย ไม่ผูกขาดอยู่พรรคเดียว

ปิยบุตร ชี้ว่า “ภูมิทัศน์การเมือง ‘ฝ่ายประชาธิปไตย’ จากปี 2549 ถึงวันนี้เปลี่ยนไปแล้ว รูปแบบที่ว่ามาจากการเลือกตั้งเป็นเสียงข้างมาก ชนะเลือกตั้งมาแล้วเป็นฝ่ายประชาธิปไตย ซึ่งไม่ใช่แค่นั้น แต่ในด้านเนื้อหาต้องมี เช่น ฟังเสียงประชาชน เปิดเสรีภาพในการวิจารณ์”

คู่หูของธนาธร พยายามบอกว่า พรรคการเมืองเครือข่ายทักษิณแค่ชนะเลือกตั้งแล้ว บอกว่าเป็นฝ่ายประชาธิปไตยไม่ได้ ยังจะต้องดูเนื้อหาด้วย เหมือนจะชี้ว่า ครั้งหนึ่ง พรรคไทยรักไทย ก็ถูกวิจารณ์ว่าเป็น “เผด็จการรัฐสภา”

“วันนี้ ไม่มีทางที่เราจะใส่แว่นมองแบบปี 2549 ได้แล้ว ฝ่ายประชาธิปไตยแบบไหน ประชาชนเป็นคนตัดสินใจ” ปิยบุตรสรุป

วันแตกหัก ‘7 สิงหา’ ม็อบไปวังเปิดตัว ‘อานนท์’ นำทัพ ตาต่อตา ฟันต่อฟัน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/477390

วันแตกหัก ‘7 สิงหา’ ม็อบไปวังเปิดตัว ‘อานนท์’ นำทัพ ตาต่อตา ฟันต่อฟัน 

5 สิงหาคม 2564 – 13:15 น.

จับตา ” 7 สิงหา ” ม็อบปลดแอก เผชิญหน้า “ม็อบปกป้องสถาบัน” สถานการณ์องศาเดือด คอลัมน์ท่องยุทธภพ โดยขุนน้ำหมึก

ทันทีที่เพจเยาวชนปลดแอก และเพจกลุ่มฟื้นฟูประชาธิปไตย ประกาศนัดเคลื่อนพล “ม็อบ 7 สิงหา” ไปพระบรมมหาราชวัง ได้ก่อให้เกิดปฏิกิริยาโต้กลับจากหลายฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับแนวทางดังกล่าว    

แม้กระทั่ง “ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ” แกนนำคาร์ม็อบเสื้อแดง ยังแสดงความห่วงใยอย่างสูงสุด แปลความได้ว่า ไม่เห็นด้วยกับการเคลื่อนม็อบไปวัง    

“อานนท์ นำภา” อธิบายถึงความจำเป็นต้องยกระดับการต่อสู้ เมื่อวันที่ 3 ส.ค.2564 ที่ลานหน้าหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร    

“จากนี้อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด คุณไม่มีทางห้ามพระอาทิตย์ไม่ให้ขึ้นได้ ห้ามความคิดคนไม่ได้ จะใช้อาวุธความรุนแรงมากแค่ไหน ก็ฆ่าเราตายไม่หมด การต่อสู้ต่อไปนี้จะมีความหมายมาก เพราะไม่ใช่อีเวนต์ กิจกรรมแบบสัมมนา การชุมนุม คือการเอาชีวิตและความเจ็บปวดเข้าแลก เสี่ยงกับกระสุนและโควิด ที่เขาเรียกว่าสู้ตาย การสยบยอมต่อผู้กดขี่ ไม่มีอีกแล้ว”    

พูดง่ายๆ กลุ่มเยาวชนคนหนุ่มสาว ยังดำรงเป้าหมายสูงสุดคือ การปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ แม้จะถูกวิพากษ์จากฟากฝั่งเดียวกันว่า “เลยธง” 

++
สันติวิธีเพดานสูงสุด
++    

เมื่อวันที่ 3 ส.ค.2564 ที่ลานหน้าหอศิลปวัฒนธรรมฯ สี่แยกปทุมวัน กรุงเทพฯ ในวาระครบรอบ 1 ปี การชุมนุมเสกคาถาผู้พิทักษ์ปกป้องประชาธิปไตย ซึ่งปีที่แล้ว อานนท์ นำภา ได้ขึ้นเวทีอ่านข้อเสนอปฏิรูปสถาบันฯ อย่างเป็นทางการ    

นับจากนั้นเป็นต้นมา การเคลื่อนไหวของเยาวชนคนรุ่นใหม่ ไม่ว่าจะใช้ชื่อกลุ่มอะไร ก็ชูธงปฏิรูปสถาบันฯ กระทั่งแกนนำจำนวนหนึ่ง ถูกดำเนินคดี ม.112 และต้องเข้าไปอยู่เรือนจำมาระยะหนึ่ง


 ทนายอานนท์ ประกาศแตกหัก   

ช่วงที่แกนนำอย่างอานนท์ นำภา, เพนกวิน-พริษฐ์ ชิวารักษ์, ไผ่-จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา ฯลฯ ระหว่างการยื่นคำขอปล่อยตัวชั่วคราว การชุมนุมของเยาวชนแผ่วลง และมีความแตกแยกในภายกลุ่มแนวร่วม โดยเฉพาะกลุ่มอาชีวะ     

เมื่อแกนนำได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว “อานนท์-เพนกวิน-ไผ่” ได้กลับเข้ามาเคลื่อนไหวจัดการชุมนุมอีกครั้ง โดยไม่สนใจเงื่อนไขการประกันตัวของศาล    

แม้ปากของอานนท์ จะบอกว่า ผู้ชุมนุมทุกคนคือแกนนำ แต่โดยพฤตินัย อานนท์หรือเพนกวิน ก็คือแกนนำตัวจริง ดังนั้น อานนท์จึงประกาศว่า นับจากนี้ไป การชุมนุมจะใช้ “สันติวิธีเพดานสูงสุด” แปลว่า ตาต่อตา ฟันต่อฟัน บวกเป็นบวก   

“อย่ามาขู่ใช้กฎอัยการศึก ถ้าเห็นประชาชนเป็นข้าศึก เป็นศัตรู ประกาศเลย ได้เห็นดีกัน ทุกวันนี้คนสู้อย่างหลังชนฝาที่สุดแล้ว ไม่ออกมา ก็รอความตายอยู่บ้าน ไม่ต่อสู้ไม่มีทางที่วัคซีนดีๆ จะเข้ามา เรากำลังต่อสู้เพื่อสร้างอนาคตไปด้วยกัน”

++
ม็อบชนม็อบ
++    

พลันที่ม็อบสามนิ้ว มีเป้าหมายบุกไปที่พระบรมมหาราชวัง เพจศูนย์รวมประชาชนปกป้องสถาบัน ได้โพสต์ข้อความว่า “ประกาศวันที่ 7 สิงหาคม 2564 มึงออกมากูออกมาต้าน!!! ถึงเวลาแล้วกูจะไม่ทน!!!”    

ศูนย์รวมประชาชนปกป้องสถาบัน (ศปปส.) โดยจักรพงศ์ กลิ่นแก้ว นั้น เป็นองค์กรร่ม ที่มีหลายเครือข่ายปกป้องสถาบัน รวมถึงศูนย์ประสานงานนักศึกษาอาชีวะ ประชาชน ปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ (ศอปส.)    

วันแตกหัก '7 สิงหา' ม็อบไปวังเปิดตัว 'อานนท์' นำทัพ ตาต่อตา ฟันต่อฟัน 

กลุ่มปกป้องสถาบันฯ

“จักรพงศ์” เรียนจบจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ช่วงปี 2556 สมัยเป็นนักศึกษา ได้ไปร่วมชุมนุมต้านนิรโทษกรรมสุดซอย ที่เวที กปปส.แจ้งวัฒนะ    

ปลายปีที่แล้ว ม็อบสามนิ้วเริ่มชูธงปฏิรูปสถาบัน จักรพงศ์ กลิ่นแก้ว จึงออกมาเคลื่อนไหวต่อต้าน ในนามกลุ่มศูนย์ประสานงานนักศึกษาอาชีวะ ประชาชน ปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ (ศอปส.)    

น่าจับตา การเผชิญหน้าของ 2 กลุ่ม ระหว่างกลุ่มเยาวชน กับกลุ่มปกป้องสถาบัน ซึ่งต่างฝ่ายต่างก็มี “พลังอาชีวะ” เป็นตัวขับเคลื่อน

งบกลางร้อน “เพื่อไทย” สอนน้อง “ก้าวไกล” อย่าระแวง ควรแยกมิตรแยกศัตรู #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/477262

งบกลางร้อน “เพื่อไทย” สอนน้อง “ก้าวไกล” อย่าระแวง ควรแยกมิตรแยกศัตรู

4 สิงหาคม 2564 – 16:55 น.

ฝ่ายค้านแตก ปม “ตีเช็คเปล่าให้ประยุทธ์” ร้าวลึก “ก้าวไกล-เพื่อไทย” กังขาดีลลับ คอลัมน์ท่องยุทธภพ โดย ขุนน้ำหมึก

อาการระหองระแรง ระหว่างพรรคเพื่อไทยกับพรรคก้าวไกล เป็นความขัดแย้งในฝ่ายเดียวกัน ที่ดำรงอยู่มานานแล้ว ด้านหนึ่งเป็นการต่อสู้ทางความคิด “เก่ากับใหม่” และเพดานที่แตกต่างกัน    

ล่าสุด กรณีนำเงินงบประมาณที่ปรับลดจำนวน 16,362 ล้านบาทไปไว้ที่งบกลาง พรรคเพื่อไทย สมรู้ร่วมคิดกับพรรคพลังประชารัฐ แต่พรรคก้าวไกลค้าน เพราะทำแบบนี้เท่ากับ “ตีเช็คเปล่าให้ประยุทธ์”    

เรื่องมีอยู่ว่าในกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.)งบประมาณรายจ่ายประจำปี งบประมาณ พ.ศ.2565 กมธ.เสียงข้างมากเห็นชอบปรับลดจำนวน 1.6 หมื่นล้านบาท เข้างบกลาง

ซึ่ง กมธ.พรรคเพื่อไทย ที่เห็นชอบได้แก่ ประเสริฐ จันทรรวงทอง, ไชยา พรหมา,ยุทธพงศ์ จรัสเสถียร ,พิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน ,ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ ,อุบลศักดิ์ บัวหลวงงาม,บุญแก้ว สมวงศ์,พรเพ็ญ บุญศิริวัฒนกุล ,จิรายุ ห่วงทรัพย์ ,คมเดช ไชยศิวามงคล ,เกรียง กัลป์ตินันท์, วรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล ,พวงเพ็ชร ชุนละเอียด, อภิชาต ตีรสวัสดิชัย และศรัณย์วุฒิ ศรัณย์เกตุ    

ประเสริฐ จันทรรวงทอง ส.ส.นครราชสีมาและเลขาธิการพรรคเพื่อไทย อธิบายว่า งบกลางนั้น จะนำมาแก้ไขปัญหาและเยียวยา ผู้ได้รับผลกระทบจากการระบาดของผู้ติดเชื้อโควิด-19 ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชนสูงสุด ไม่ได้นำไปให้รัฐบาลใช้เพื่อการอื่น   

ดูเหมือนว่า ส.ส.พรรคก้าวไกล ไม่สนใจยังเดินหน้าวิจารณ์การทำหน้าที่ กมธ.ของพรรคเพื่อไทย พร้อมเปิดคลับเฮาส์ ตอบทุกประเด็นงบกลาง-เตะ 16,000 ล้านเข้าปากประยุทธ์ และมีถ้อยคำหลุดออกมาจากวงคลับเฮาส์ก้าวไกลดังนี้

“เผื่อใครยังสงสัยอยู่ว่า งบกลางคืออะไร? ทำไมไม่ควรเทงบที่ตัดได้ไปลงงบกลาง? ตัดงบอื่นอย่างดิบดีเป็นเดือนแต่กลับโอนเข้างบกลางดื้อๆ เช่นนี้ ไม่ต่างอะไรจากการไถนามาให้ประยุทธ์ 16,323 ล้านบาท”    

งบกลางร้อน "เพื่อไทย" สอนน้อง "ก้าวไกล" อย่าระแวง ควรแยกมิตรแยกศัตรู

“การที่เห็นความไม่ชอบมาพากลเกิดขึ้น แล้วต้องทำเป็นมองไม่เห็น เออออห่อหมก เงียบเนียนตามกันไป แบบนี้มันไม่เรียกว่า “สามัคคี” แต่อาจถูกเข้าใจได้ว่า ร่วมกันก่อการ”    

“การใช้จ่ายเงินกู้ 1 ล้านล้านบาท ที่เหมือนจะหมดไปแล้ว ของ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นไง มันสมควรไหม ที่จะเอาเงินอีก 1.6 หมื่นล้านบาท ไปให้คนๆ นี้ใช้อีก”

++
อ้วนออกโรง
++    

ข้างฝ่ายรุ่นใหญ่ ภูมิธรรม เวชยชัย ที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ได้โพสต์เฟซบุ๊คแสดงความเห็นเหมือน “พี่เตือนน้อง”    

“การแสดงความเห็นวิจารณ์การตัดคืนงบประมาณไปสู่งบกลาง เพื่อให้รัฐบาลหรือผู้มีอำนาจหน้าที่ ไปใช้ในการแก้วิกฤติโควิด ที่กำลังรุนแรง แต่กลับถูกมองด้วยความแคลงใจจากบางส่วน อยากเสนออีกแง่มุมมองให้พิจารณา มากกว่าโยนข้อหากล่าวหาให้ร้ายกัน เพราะนั่นจะเป็นการบั่นทอนการทำงานร่วมกันโดยไม่จำเป็น”    

“อ้วน” คนเดือนตุลา ที่พลิกผันมาเป็นนักการเมือง ยังย้ำว่า “วิกฤติที่สุดวันนี้คือวิกฤติโควิด” ชีวิตและความทุกข์ของประชาชนวันนี้หนักหนาสุดจะกล่าว”

งบกลางร้อน "เพื่อไทย" สอนน้อง "ก้าวไกล" อย่าระแวง ควรแยกมิตรแยกศัตรู

“ไม่อยากให้เอาการเมืองมาใช้จน เป็นอุปสรรคไปขวาง ความพยายามช่วยเหลือและแก้ไขปัญหาให้ประชาชนขอเสนอข้อคิดให้กับผู้ที่หวังดีต่อบ้านเมือง…”    

อีกตอนหนึ่ง “อ้วน” ผู้ผ่านประสบการณ์การต่อสู้ของคนรุ่นใหม่ในยุคสงครามเย็น ย่อมเข้าใจความคิดความอ่านของ ส.ส.หนุ่มสาว แห่งพรรคก้าวไกล จึงบอกว่า    

“มีกันไม่มากนัก พยายามสงวนข้อแตกต่างและร่วมมือกันให้มากขึ้น น่าจะเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมมากกว่า…อย่าให้ความยึดมั่นของตน เป็นอุปสรรคทำลายความร่วมมือกัน ของภาคประชาชนเลย เพราะ…หนทางข้างหน้า ยังอีกยาวไกล ผมคิดอย่างนี้จริงๆ”

7 คนไทย “เก็บเห็ด” ได้ฉีดวัคซีน ลาว แถลงแล้ว ‘บ่มีมูลความจริง’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/477222

7คนไทย “เก็บเห็ด” ได้ฉีดวัคซีน ลาว แถลงแล้ว ‘บ่มีมูลความจริง’

4 สิงหาคม 2564 – 13:05 น.

“เก็บเห็ด” สปป.ลาว แขวงจำปาสักแถลงโต้สื่อไทย “บ่มีมูลความจริง” กรณีฉีดวัคซีนให้ 7คนไทยที่ถูกจับ คอลัมน์ท่องยุทธภพ โดย ขุนน้ำหมึก

ในที่สุด ข่าว “เก็บเห็ดลาวได้ฉีดวัคซีน” กลายเป็นปมปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เมื่อแขวงจำปาสัก แถลงโต้ข่าวสื่อไทยผ่านสถานีโทรทัศน์แห่งชาติ เมื่อค่ำวันที่ 3 ส.ค.2564

ว่ากันตามจริง ต้นตอของข่าวนี้ก็คือ อภัย วุฒิโสภากร นายอำเภอสิรินธร จ.อุบลราชธานี ที่ให้สัมภาษณ์สื่อทีวี ทำนองว่า  7คนไทยที่ถูกลาวจับ ข้อหาเข้าเมืองผิดกฎหมาย โชคดีจะได้ฉีดวัคซีน หลังถูกตัว 14 วันแล้ว

7คนไทย "เก็บเห็ด" ได้ฉีดวัคซีน ลาว แถลงแล้ว 'บ่มีมูลความจริง'

ตามมาด้วยในโลกออนไลน์มีการแชร์หนังสือ อ้างเป็นหนังสือราชการ ที่ลงนามโดยนายอำเภอสิรินธร ที่ระบุว่า คนไทยทั้ง 7 คน จะได้รับการฉีดวัคซีน

ถัดมา อภัย วุฒิโสภากร นายอำเภอสิรินธร อธิบายว่า ข้อมูลเรื่องการจะฉีดวัคซีนให้คนไทยนั้น มาจากข้อมูลจากฝ่ายทหารไทยกับทหาร สปป.ลาว ระหว่างเจรจาขอตัวคนไทยกลับ ทางทหารลาวพูดว่า ก่อนส่งตัวคนไทยกลับ อาจจะได้วัคซีนให้ 7 คนไทยคนละเข็มก็ได้ นายอำเภอสิรินธรก็คาดการณ์ว่าจะเป็นตามนั้น จึงได้พูดกับสื่อ โดยไม่มีการยืนยันจากแขวงจำปาสักอย่างเป็นทางการ

++

ลาวแถลงโต้

++

ค่ำวันที่ 3 ส.ค.2564 ช่วงข่าวค่ำ สถานีโทรทัศน์แห่งชาติลาว ได้นำเสนอคำชี้แจงกรณีคนไทยถูกจับกุมที่ชายแดนไทย-ลาว โดยอ้างถ้อยแถลงคณะกรรมการเฉพาะกิจควบคุม ป้องกันโควิด แขวงจำปาสัก ได้แจ้งให้ทราบว่า คนไทยทั้ง 7 คน ได้ถูกนำไปกักตัวอยู่ศูนย์ควบคุมโควิด หลัก 21 เมืองปะทุมพอน แขวงจำปาสัก

“ปัจจุบันนี้ เจ้าหน้าที่ของลาว กำลังดำเนินการเจรจากับไทย เพื่อส่งพวกเขากลับคืนประเทศแบบถูกต้องตามกฎหมาย และสนธิสัญญาระหว่างสองประเทศ..”

7คนไทย "เก็บเห็ด" ได้ฉีดวัคซีน ลาว แถลงแล้ว 'บ่มีมูลความจริง'

สถานีโทรทัศน์แห่งชาติลาว โต้สื่อไทย

ส่วนกรณี “สื่อราชอาณาจักรไทย” ได้ออกข่าวว่า พลเมืองของไทยได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 ที่ สปป.ลาวนั้น สถานีโทรทัศน์แห่งชาติลาว แถลงว่า “ข่าวนี้ บ่มีมูลความจริงแต่ประการใด บ่มีการสักวัคซีนให้พวกเขาทั้ง 7 คน ที่หลงเข้ามาอยู่ใน สปป.ลาว ฉะนั้น ขอแจ้งให้รับทราบตามนี้ด้วย”

++

ข้อเท็จจริง

++

สำนักข่าวสารปะเทดลาว รายงานข่าวเรื่องคนไทย 7 คน ถูกทหารลาวจับกุม บริเวณชายแดนลาว-ไทย อย่างเป็นทางการ อิงตามข้อมูล กองบัญชาการทหารแขวงจำปาสัก แจ้งให้ทราบว่า วันที่ 1 ส.ค.2564 กำลังทหารกอง ค.522 ได้กักตัวคนไทย 7 คน ชาย 2 คน หญิง 5 คน ทั้งหมดสัญชาติไทย อาชีพชาวนา อยู่บ้านสุขเกษม อ.สิรินธร จ.อุบลราชธานี

เจ้าหน้าที่ทหารกอง ค.552 รายงานว่า เช้าวันที่ 1 ส.ค.นี้ ได้ลาดตระเวนตามแนวชายแดน พบคนไทยทั้ง 7 คน ที่ข้ามแดนมาเก็บเห็ด ทางช่องทางธรรมชาติ ช่องหมากที (บ้านป้อง เมืองโพนทอง ตรงข้ามบ้านนาวังลม อ.สิรินธร) ซึ่งจุดนี้เป็นเส้นทางลักลอบข้ามแดนของแรงงานที่ผิดกฎหมาย ทำให้ทหารลาวเข้าจับกุม

จากนั้นทหารลาว ได้นำตัวคนไทย 7 คน มาสอบสวนที่กอง ค.522 ที่บ้านวังเต่า เมืองโพนทอง จากนั้น นำตัวพวกเขาทั้งหมดไปมอบให้ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง ประจำด่านสากลวังเต่า พร้อมโทรศัพท์ 6 เครื่อง

เจ้าหน้าที่สาธารณสุขลาว ได้ทำการเก็บตัวอย่างหาเชื้อโควิด-19 แล้วส่งคนไทย 7 คน ไปอยู่ศูนย์กักกัน หลัก 21 เมืองปะทุมพอน แขวงจำปาสัก เพื่อจำกัดบริเวณ 14 วัน ก่อนจะนำตัวมาส่งที่ด่าน ตม.วังเต่า เพื่อผลักดันกลับประเทศไทย

คาร์ม็อบ ‘ทักษิณ’ โหนกระแสสู่ ‘เลือกตั้ง’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/477151

คาร์ม็อบ ‘ทักษิณ’โหนกระแสสู่ ‘เลือกตั้ง’

3 สิงหาคม 2564 – 20:03 น.

คาร์ม็อบทักษิณ “วรชัย” ปลุกแดงปากน้ำ ประสาน “ณัฐวุฒิ” จัดทัพใหม่ ชิงมวลชนค่ายสีส้ม คอลัมน์ท่องยุทธภพ โดย ขุนน้ำหมึก

คาร์ม็อบทั่วประเทศ หรือม็อบ 1 สิงหา จบไปแล้ว “บก.ลายจุด” สมบัติ บุญงามอนงค์ สรุปไว้น่าสนใจ “มวลชนยังคงอยู่ทุกจังหวัด รอวันลุกขึ้นสู้ เมื่อสัญญาณพลุไฟได้จุดขึ้น ,แนวร่วมมีมากมาย สองข้างทางโบกมือต้อนรับ..”

จากนี้ไป ฝ่ายความมั่นคง จะได้เฝ้าจับตามอง “ม็อบ 7 สิงหา” ซึ่งจะเป็นการเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ของเครือข่ายเยาวชนคนรุ่นใหม่ ทั้งเยาวชนปลดแอก, ราษฎร, แนวร่วมธรรมศาสตร์และการเมือง ฯลฯ

วรชัย เหมะ กลับมาอีกครั้ง

วันเดียวกันนั้น “วรชัย เหมะ” อดีต ส.ส.สมุทรปราการ ในฐานะแกนนำ นปช. ได้ประกาศจัดคาร์ม็อบ 7 สิงหา โดยมีจุดเริ่มต้นที่ห้างอิมพีเรียลสําโรง โดยจะเคลื่อนขบวนไปสมทบกับคาร์ม็อบของมวลชนกลุ่มต่างๆ ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย

นี่แสดงให้เห็นว่า 7 สิงหา จะมีคาร์ม็อบของคนเสื้อแดง ออกมาแสดงพลังไล่ประยุทธ์ ออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง

วรชัย เหมะ เป็นแกนนำ นปช. สายเพื่อไทย และตัดขาดความสัมพันธ์กับจตุพร พรหมพันธุ์ ไปแล้ว ในช่วงที่มีการเลือกตั้งนายก อบจ.เชียงใหม่ โดย “ตู่ จตุพร” ไปช่วยหาเสียงให้คู่แข่งของค่ายเพื่อไทย

ในอดีต “แดงปากน้ำ” มี สงคราม กิจเลิศไพโรจน์ เจ้าของห้างอิมพีเรียล และวรชัย เหมะ เป็นแกนนำ ตอนหลัง สงครามแยกตัวออกไปตั้งพรรคเพื่อชาติ ทำให้แดงปากน้ำ ขาดความเป็นเอกภาพ

นัยว่า สงครามอาจยุติบทบาทการนำพรรคเพื่อชาติ กลับพรรคเพื่อไทย เช่นเดียวกับยงยุทธ ติยะไพรัช ที่จะต้องรับบทกองเชียร์ค่ายเดิม เมื่อมีสัญญาณตีธง จาก “คนแดนไกล” ให้หลอมใจสู้กันอีกครั้ง

“ทักษิณ ชินวัตร” จึงพูดเต็มปากเต็มคำว่า “จะกลับไทยแน่นอน” หลังเลือกตั้งครั้งหน้า

++

สายเพื่อไทย

++

การเลือกตั้งปี 2562 วรชัย เหมะ ลงสนามในนามเพื่อไทย แต่สอบตก เช่นเดียวกับ ส.ส.สมุทรปราการ ค่ายเพื่อไทยอีกหลายคน

สาเหตุหลักที่เพื่อไทยปากน้ำพ่ายยกจังหวัด มีสาเหตุจากผู้สมัคร ส.ส.พรรคอนาคตใหม่(พรรคก้าวไกล) แบ่งคะแนนไปเยอะ เฉพาะเขตเลือกตั้งของวรชัย ปรากฏว่า ผู้สมัคร ส.ส.พรรคอนาคตใหม่ชนะ และได้เป็น ส.ส. ชนิดหักปากกาเซียน

ถ้ามีการเลือกตั้งครั้งต่อไป คู่แข่งสำคัญของเพื่อไทย ก็ยังเป็นพรรคก้าวไกล และ “บ้านใหญ่อัศวเหม” ในสีเสื้อพลังประชารัฐ

สภาพการณ์แบบนี้ มิใช่มีแค่สนามเลือกตั้งสมุทรปราการ ในสนามอื่นๆ (ยกเว้นภาคใต้) ก็เป็นการขับเคี่ยวอย่างดุเดือด ระหว่างเพื่อไทยกับก้าวไกล

“วรชัย” จึงต้องขยับคาร์ม็อบ ปลุกพลังคนเสื้อแดง และสร้างแนวร่วมกับกลุ่มเยาวชนรุ่นใหม่ หากค่ายเพื่อไทย “นิ่ง” เกินไป มวลชนก็จะเทไปหาค่ายก้าวไกล

++

ก้าวต่อไปของเต้น

++

หลังคาร์ม็อบยกแรกของ “เต้น” ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำ นปช. ได้เขียนบันทึกไว้ในเฟซบุ๊ค ส่วนตัวว่า “คาร์ม็อบ 1 สิงหาคมคือ พลังบริสุทธิ์มหาศาลที่ข้ามพ้นข้อจำกัดโรคระบาด เพื่อแสดงฉันทามติขับไล่พล.อ.ประยุทธ์พ้นตำแหน่งนายกฯ..”

ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ เตรีมประกาสองค์กรต่อสู้ใหม่

ด้วยประสบการณ์จากสมรภูมิแดงทั้งแผ่นดิน “เต้น” จึงเตือนสติเยาวชนคนรุ่นใหม่ ให้ยึดแนวทางสันติวิธี หลีกเลี่ยงความรุนแรง “ผมเคยอยู่ท่ามกลางควันปืนคลื่นเลือด รู้ว่าคนพวกนี้อำมหิตเห็นชีวิตคนร่วงหล่นไม่ใยดี จากนี้ไปทุกอย่างจะแหลมคมมากขึ้น หวังว่าทุกขบวนจะเดินด้วยสติและปัญญาที่มีอยู่เต็มเปี่ยม ปลอดภัยและสำเร็จ

ส่วน “เครือข่ายไล่ประยุทธ์” (อ.ห.ต.) ณัฐวุฒิ บอกว่า “ผมขอเวลาทำงานอีกไม่กี่วันจะกำหนดรูปแบบการเคลื่อนไหว และนัดหมายแสดงพลังครั้งใหญ่ต่อไป”

จังหวะก้าวของเต้น และวรชัย ไม่ต่างกัน ล้วนมีเป้าหมาย “ปลุกแดงรากหญ้า แสวงหาแนวร่วมสามนิ้ว” ไม่ต่างจาก “โทนี่” ที่ใช้คลับเฮาส์เป็นเวที ดึงคนรุ่นใหม่ให้มาสนใจค่ายเพื่อไทย