ส่อง ‘ไฮโซลูกนัท’ ทิ้งนกหวีดลุย “คาร์ม็อบ’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/476587

ส่อง ‘ไฮโซลูกนัท’ ทิ้งนกหวีดลุย “คาร์ม็อบ’

30 กรกฎาคม 2564 – 14:20 น.

ไฮโซหมื่นล้าน “ลูกนัท” ทิ้งนกหวีด ทิ้ง ปชป. ขับรถหรูร่วม “คาร์ม็อบ” ไล่ประยุทธ์ คอลัมน์ท่องยุทธภพ โดย ขุนน้ำหมึก

คาร์ม็อบไล่ประยุทธ์ อาทิตย์ที่ 1 ส.ค.2564 “บก.ลายจุด” สมบัติ บุญงามอนงค์ ยืนยันว่า มี 10 จังหวัดเข้าร่วมกิจกรรม ขับไล่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ขบวนรถจากแต่ละถนน ล้อหมุนเข้ามาที ถ.วิภาวดี-รังสิต ระหว่างทางให้เปิดไฟกระพริบ บีบแตร มาตลอดทาง    

ที่มีสีสันในคาร์ม็อบเที่ยวนี้คือ “ไฮโซลูกนัท” ธนัตถ์ ธนากิจอำนวย แจ้งข่าวผ่านเฟซบุ๊ค Nat Thanakitamnuay แสดงเจตจำนงเข้าร่วมคาร์ม็อบ พร้อมข้อความระบุว่า “แล้วพบกัน! รถผม สีดำ ทะเบียน 8800 นะจ๊ะ”


 รถของไฮโซลูกนัทที่จะร่วมคาร์ม็อบ 

ก่อนหน้าจะเข้าร่วมคาร์ม็อบ “ไฮโซลูกนัท” ขัดแย้งกับครอบครัวอย่างรุนแรง ประเด็นคนรุ่นใหม่ปะทะคนรุ่นเก่า และข้างล่างนี้ เป็นเรื่องราวที่เขาโพสต์ไว้ในเฟซบุ๊ค    

“คนในครอบครัวคนหนึ่ง ขอให้ผมตัดขาดตัวเองออกจากครอบครัว ถ้าไม่ยอมเลิกแตะ ม.112 น่าเสียดายที่จริงๆ…เราคงไม่สามารถละทิ้งอุดมการณ์ เพื่อแลกกับข้อเสนอที่จะให้เงินมากมายให้ย้ายไปอยู่ต่างประเทศ แบบสบายๆ ได้ จึงขอยืนหยัดต่อสู้ข้างประชาชนและประชาธิปไตยที่สมบูรณ์แบบครับ”    

อีกโพสต์หนึ่ง “ไฮโซลูกนัท” ต้องตัดสินใจครั้งสำคัญในชีวิต “….เราพยายามที่สุดแล้ว แต่เขาไม่ยอมขยับแม้แต่น้อย จึงต้องขอตัดขาดแยกทางกันจากนี้เป็นต้นไป”    

เมื่อวันที่ 30 ก.ค.2564 “ไฮไซลูกนัท” ได้ให้สัมภาษณ์ จอม เพชรประดับ ผ่านช่องยูทูบของJom Petchpradab โดยเขาได้กราบขอโทษประชาชนที่ได้ร่วมกับ กปปส. ทำลายประชาธิปไตย พร้อมถกปัญหาการบังคับใช้ ม.112  

++

อดีต กปปส.

++

“ไฮโซลูกนัท” ธนัตถ์ ธนากิจอำนวย เป็นลูกชายคนโตของ กิตติ ธนากิจอำนวย ประธานกิตติคุณ บริษัท โนเบิล ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) กับ อมรพิมล ธนากิจอำนวย ลูกสาวคนกลางของ อำนวย วีรวรรณ อดีตรองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง     

ปลายปี 2556 “ไฮโซลูกนัท” ได้เข้าร่วมการชุมนุมคัดค้านนิรโทษกรรมสุดชอย ร่วมกับกลุ่ม กปปส. โดยได้รับการชักชวนจากพนิช วิกิตเศรษฐ์ และธีราภา พร้อมพันธุ์ ลูกสาวของสุเทพ เทือกสุบรรณ     

“ไฮโซนกหวีด” อาสาทำงานเบื้องหลัง คอยสนับสนุนการเดินขบวน และเคยสร้างวีรกรรมเป่านกหวีดไล่กิตติรัตน์ ณ ระนอง รมว.คลัง รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ที่สโมสรโปโลคลับ เพราะช่วงนั้น มีชาวนาฆ่าตัวตายจากโครงการรับจำนำข้าว แต่รัฐมนตรีกลับไปเตะฟุตบอล    

หลังรัฐประหาร “ไฮไซลูกนัท” เงียบหายไป กระทั่งมีการเลือกตั้งปี 2562 เขาจึงตัดสินใจลงสมัคร ส.ส.ในนามพรรคประชาธิปัตย์ เพราะเชื่อว่า “พรรคนี้ไม่เคยหลอกล่อประชาชน” และตัวเขามีความตั้งใจอยากจะเป็นนักการเมืองมืออาชีพ    

จริงๆแล้ว ไฮโซลูกนัท สนิทกับพนิช วิกฤตเศรษฐ์ และชื่นชอบอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ไม่ได้ใกล้ชิดสุเทพ เทือกสุบรรณ มาแต่แรก จึงเลือกที่จะเข้าค่ายสีฟ้า ไม่ไปค่ายลุงกำนัน   

ว่ากันว่า ความคิดความอ่านของทายาทโนเบิล ก็จัดอยู่ในกลุ่มเสรีนิยม เหมือนกลุ่มนักเรียนนอกจากอังกฤษหลายคนในค่าย ปชป.

++
อดีต ปชป.
++

ช่วงเลือกตั้ง ไฮโซลูกนัท อยู่ในกลุ่มนิวเดม (NEW DEM) ซึ่งมีพริษฐ์ วัชรสินธุ หลานชาย อภิสิทธิ์ และพรพรหม วิกิตเศรษฐ์ ลูกชายพินิช อยู่ในกลุ่มนี้ด้วย

ทายาทมหาเศรษฐีลงสมัคร ส.ส.กทม. เขต 15 มีนบุรีและคันนายาว (เฉพาะแขวงคันนายาว) เจอทั้งชาญวิทย์ วิภูศิริ พรรคพลังประชารัฐ และวิชาญ มีนชัยนันท์ พรรคเพื่อไทย ซึ่งเป็นสนามที่โหดมาก    

โค้งสุดท้าย กลุ่มนิวเดมหนุนอภิสิทธิ์ ออกแคมเปญไม่หนุน พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรี และชูอุดมการณ์ประชาธิปไตย    

ส่อง 'ไฮโซลูกนัท' ทิ้งนกหวีดลุย "คาร์ม็อบ'

ลูกนัทในวันที่หาเสียงเลือกตั้ง

อย่างไรก็ตาม ไฮโซลูกนัทพ่ายแพ้ ไปไม่ถึงฝั่งฝัน แต่ยังคงมุ่งมั่นจะเล่นการเมืองต่อไป แต่เกิดกรณี ปชป.เปลี่ยนตัวหัวหน้าพรรค และเข้าร่วมรัฐบาลประยุทธ์ จึงทำให้กลุ่มนิวเดม ลาออกจาก ปชป. รวมทั้งไฮโซลูกนัทด้วย    

เนื่องจากกลุ่มนิวเดม ในช่วงหาเสียงได้บอกประชาชนว่า จะไม่สนับสนุนการสืบทอดอำนาจของ คสช. และคัดค้านระบอบเผด็จการ จึงโบกมือลา    

จากรอยัลลิสตัวพ่อ สู่ “ขบถ” ทายาทมหาเศรษฐีหมื่นล้าน จับตาบทบาทของเขา บนเส้นทางสายใหม่ “ไล่ประยุทธ์” และปฏิรูปสถาบันฯ 

‘เต้น’ พ่วง ‘โทนี่’ ชิงเหลี่ยมไล่ประยุทธ์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/476486

‘เต้น’ พ่วง ‘โทนี่’ ชิงเหลี่ยมไล่ประยุทธ์

29 กรกฎาคม 2564 – 17:30 น.

เสื้อแดงมาแล้ว “ณัฐวุฒิ” ลั่นกลองศึกไล่ประยุทธ์ รับลูก “โทนี่” ป้องกันค่ายสีส้มชิงรากหญ้า… คอลัมน์ท่องยุทธภพ โดยขุนน้ำหมึก

ได้เวลา “เสื้อแดง” เตรียมลงสู่ถนน เมื่อ “เสี่ยเต้น” ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำ นปช. ส่งสัญญาณติดแฮชแท็ก #ไล่ประยุทธ์ ร่วมกัน ในทุกแพลตฟอร์มออนไลน์ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

ช่างสอดรับกับการเคลื่อนไหวของ “โทนี่” ทักษิณ ชินวัตร ในรอบสัปดาห์นี้ ที่ออกปากร้องขอ “3 ป.” ได้เวลาพักผ่อนแล้ว

ครั้งแรก “ทักษิณ” พูดกับนักข่าวกลุ่มหนึ่งผ่านเพจ The room 44 ฝากไปถึง “พี่น้อง 3 ป.” ว่า “ถ้าจบในเวลาอันสมควร ก็กลับไปอยู่กับลูกกับเมีย ได้ใช้เงินสบายๆ แต่ถ้าอยู่ไปโดยที่เขาไม่พึงปรารถนา มันไม่ดีอยู่ไปก็ไม่มีความสุข เดินไปไหนคนก็ซุบซิบ กลับไปอยู่กับลูกกับเมียดีกว่าสบาย ตอนนี้ตังค์ก็มีเยอะแล้ว ไปใช้เงินสบายดีกว่า”

เป็นครั้งแรกในรอบหลายปี ที่ “ทักษิณ” พูดถึง “พี่น้อง 3 ป.” แบบไม่มีกั๊ก ทำให้นึกถึงบรรยากาศปี 2552-2553 สมัยม็อบเสื้อแดงแรงฤทธิ์ ทักษิณจะโฟนอินมาปลุกระดมประชาชนให้ลุกขึ้นมาต่อสู้กับระบอบอำมาตย์(เผด็จการทหาร)

“คนที่ดูแข็งแรงที่สุดคือ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีมหาดไทย พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ ก็ไม่ค่อยแข็งแรงแล้ว พล.อ.ประยุทธ์ ก็เรื่องในหัวเยอะ ก็ควรจะกลับไปสบายดีกว่า ให้รุ่นหลังเถอะ 70 กว่าแล้ว แค่ห่วงใยบ้านเมืองก็พอแล้วอย่าคิดมาก”

ทำนองเดียวกัน ในคลับเฮาส์กลุ่มแคร์วันอังคารที่ผ่านมา มีคนถามว่า “เป็นไปได้ไหมที่คุณประยุทธ์จะลงแบบสวยๆ” ทักษิณตอบว่า “…ไม่กี่วันก่อนเห็นท่านนายกฯ พูดว่าเป็นทหาร ไม่ละทิ้งประชาชนแน่นอน แต่ผมไม่แน่ใจว่าประชาชนจะละทิ้งท่านรึเปล่านะ…”

++

เต้น’ออกรบ

++

สมัยที่ “เสี่ยเต้น” ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ยังอยู่ในเรือนจำ ก็มีปรากฏการณ์ “ม็อบสามนิ้ว” ของเยาวชนคนรุ่นใหม่ สร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับคนเสื้อแดงเป็นอย่างยิ่ง

เมื่อเสี่ยเต้นได้อิสรภาพ ได้แสดงจุดยืนหนุนขบวนการคนรุ่นใหม่ ได้ใจกองเชียร์ม็อบสามนิ้วไปเต็มๆ เช่นเดียวกับธิดา ถาวรเศรษฐ และเหวง โตจิราการ ที่เคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกับม็อบราษฎร และม็อบสามนิ้ว

วันที่ 29 ก.ค.2564 ได้เวลา “เสี่ยเต้น” ชวนประชาชนติดแฮชแท็ก #ไล่ประยุทธ์ เป็นจังหวะก้าวแรก ก่อนที่จะเปิดเกมรุกต่อไป

“ผมยืนยันว่าสถานการณ์มาถึงวันนี้ หากไม่มีความเปลี่ยนแปลงเราจะสิ้นหวัง พล.อ.ประยุทธ์ จะอยู่ในฐานะนายกรัฐมนตรีจนครบ 4 ปี และหลังการเลือกตั้งครั้งถัดไป ก็จะกลับมาโดยกติกาที่ผูกมัดกับตัวเองไว้ เป็นนายกรัฐมนตรีอีกไม่ต่ำกว่า 4 ปี”

ดังนั้น เลขาธิการ นปช. จึงชักธงรบ “เราต้องการความเปลี่ยนแปลงทันที จึงขอใช้วาระนี้ ประกาศให้ทราบโดยทั่วกันว่าผมจะขับไล่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป”

พลันที่ “โทนี่” ออกปากไล่ “3 ป.” กลับบ้าน “เสี่ยเต้น” ก็ลุกขึ้นมาประกาศ “ไล่ประยุทธ์” ดูช่างสอดรับกัน เหมือนว่ามีการเขียนสคริปต์ล่วงหน้า

จับตา นปช.ภาค 3

++

แดงคืนชีพ

++

ขณะที่ “จตุพร พรหมพันธุ์” พยายามผลักดัน “กลุ่มไทยไม่ทน” ลงท้องถนน ปรากฏว่า ไม่มีเสียงตอบรับจากคนเสื้อแดงเท่าที่ควร

ต่างจาก “ณัฐวุฒิ” ที่ยังมีภาพเป็น “พระเอก” ของคนเสื้อแดง ฉะนั้น เสี่ยเต้นจึงฝากข่าวไปมิตรร่วมรบว่า “..ภารกิจของเรายังไม่จบ เกือบร้อยศพของพี่น้องเรา ยังไม่ได้รับความยุติธรรม นึกถึงวันแรกที่ท่านตัดสินใจออกมายืนต่อสู้ทางการเมือง นึกถึงบรรยากาศที่เราได้ยืนเคียงข้างกันในวันเวลาเหล่านั้น แล้วเดินออกมายืนเคียงข้างกันอีกครั้ง”

'เต้น' พ่วง 'โทนี่'  ชิงเหลี่ยมไล่ประยุทธ์

ณัฐวุฒิ เตรียมลุย

นับแต่ขบวนการสามนิ้วลงสู่ถนนราชดำเนิน ภาพที่ผู้คนเห็นคือ ส.ส.พรรคก้าวไกล จะเป็นพี่เลี้ยง “เยาวชนปีกซ้าย” แม้จะมี ส.ส.พรรคเพื่อไทย เข้าไปร่วมแจมบ้างก็เหมือนยังมีช่องว่างอยู่

หากประเมินจากจุดยืนและอุดมการณ์ “ม็อบสามนิ้ว” กับพรรคก้าวไกล คือขบวนการเดียวกัน และยังมีความต่างจาก “ทักษิณ” ในแง่ของอุดมการณ์ทางการเมือง

ด้วยเหตุนี้ ทักษิณจึงต้องตรึงกำลัง “คนเสื้อแดง” เอาไว้ใกล้กับพรรคเพื่อไทย ไม่ให้ “ทัพสีส้ม” มาฉกมวลชนรากหญ้าไป

การขยับแรงของเสี่ยเต้น ก็เพื่อภารกิจ “กลับบ้าน” ของโทนี่ และฟื้นฐานมวลชนสำหรับการยุบสภาในอนาคต

‘ประยุทธ์’ ลาออก เกม ‘นอกสภา’ ไม่จบ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/476451

‘ประยุทธ์’ ลาออก เกม ‘นอกสภา’ ไม่จบ

29 กรกฎาคม 2564 – 14:05 น.

ทางตันการเมือง “ประยุทธ์” ลาออก “สามนิ้ว” ไม่หยุด ยกระดับ “ม็อบ 7 สิงหา” ฝ่าทะลุเพดาน…คอลัมน์ท่องยุทธภพ โดยขุนน้ำหมึก

พันธมิตรฝ่ายประชาธิปไตย ประกาศนัดหมายชุมนุมใหญ่ 7 ส.ค.2564 หรือ “ม็อบ 7 สิงหา” แต่ยังอุบเป้าหมายที่จะเคลื่อนขบวนไป

“อานนท์ นำภา” โพสต์เฟซบุ๊คเชิญชวน “เตรียมตัวให้พร้อมกว่าเดิม ชุดกันน้ำผสมแก๊สน้ำตา หน้ากากกันแก๊ส และน้ำเกลือ #ม็อบ 7 สิงหา ฝ่าแนวกั้นให้ได้ ให้มันจบที่รุ่นเรา”

'ประยุทธ์' ลาออก  เกม 'นอกสภา' ไม่จบ

ม็อบ 7 สิงหา เป้าหมายที่มากกว่าประยุทธ์

เนื่องจากหนที่แล้ว ม็อบสามนิ้วฝ่าแนวกระสุนยาง แก๊สน้ำ ไปไม่ถึงทำเนียบรัฐบาล ฉะนั้น หนนี้ จึงปลุกเร้าจิตใจให้ “ฝ่าแนวกั้นให้ได้”

อย่างไรก็ตาม สุดสัปดาห์นี้ จะมี “คาร์ม็อบ” ในทั่วประเทศ นำโดย “บก.ลายจุด” สมบัติ บุญงามอนงค์ แต่ที่มีสีสันหน่อย ก็คือ คาร์ม็อบที่มหาสารคาม เพราะจะมี “รถแห่ดนตรีสด” ระดับชั้นนำของประเทศเข้าร่วม

++

ทหารนำการเมือง

++

บรรดาแกนนำม็อบสามนิ้ว หรือฝ่ายประชาธิปไตย จะเรียกร้องให้ข้าราชการ ยุติการรับใช้รัฐบาลประยุทธ์ และหันมาร่วมมือกับประชาชน สร้างประชาธิปไตยใหม่ แต่ดูเหมือนว่า เสียงเพรียกหา “ข้าราชการขบถ” ยากที่จะเป็นจริงได้

เมื่อ 40 กว่าปีที่แล้ว “3 จอมพล 1 พันเอก” ต้องลี้ภัยไปต่างแดน ประชาธิปไตยเบ่งบาน ไม่มี “ผู้นำในเครื่องแบบทหาร” ก็จริง แต่ “รัฐราชการรวมศูนย์” ยังดำรงอยู่ และฝังลึกในสังคมไทยมายาวนาน

7 ปี ภายใต้ ระบอบประชาธิปไตยแบบไทย เอื้อต่อ “รัฐราชการรวมศูนย์” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี จึงคุ้นชินกับการใช้อำนาจในทุกสถานการณ์ เมื่อเกิดเหตุโรคระบาดใหม่ พล.อ.ประยุทธ์ ก็รวบอำนาจมาอยู่ในมือ ตั้งกลไก “ศบค.” บริหารจัดการโควิดทั้งระบบ

ถึงจะมีเสียงวิจารณ์เรื่องการรวบอำนาจ แก้ปัญหาโควิดไม่ได้ แต่ “พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548” หรือ “พ.ร.ก.ฉุกเฉิน” ก็เป็นอาวุธสำคัญในการจัดการม็อบ

ฝ่ายความมั่นคงประเมินว่า วิกฤตโควิด กลายเป็นจังหวะและโอกาสของฝ่ายม็อบสามนิ้ว ที่จะเปิดเกมรุกใหญ่ โดยไม่หวั่นการระบาดของโควิด แม้นายกรัฐมนตรี จะลาออก แต่ม็อบก็ไม่หยุดชุมนุม

พรรคการเมืองบางปีก เสนอให้นายกรัฐมนตรีลาออก เพื่อลดกระแสความไม่พอใจของประชาชน และจัดตั้งรัฐบาลเฉพาะกาล เชื่อว่า ม็อบก็จะแผ่วลง

มาถึงวันนี้ พันธมิตรฝ่ายประชาธิปไตย มีธงการเคลื่อนไหว “ทะลุเพดาน” ไปแล้ว ถ้า พล.อ.ประยุทธ์ ลาออกจริง ม็อบสามนิ้วก็จะยกระดับเรียกร้องให้สูงขึ้น และพุ่งเป้าที่การปฏิรูปสถาบันฯ

เวลานั้น ฝ่ายอนุรักษ์นิยมคงไม่ปล่อยให้ม็อบสามนิ้ว เคลื่อนไหวจาบจ้วงสถาบันเบื้องสูงโดยเสรี โอกาสที่จะเกิดการเผชิญหน้าแตกหัก และอาจนำไปสู่การเกิดจลาจล

++

ไม่เอาทางลัด

++

ดังที่ทราบกัน แกนนำม็อบราษฎร อย่าง “เพนกวิน” พริษฐ์ ชิวารักษ์ เคยแถลงไว้ชัดว่า การเปลี่ยนม้ากลางศึก เปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรี ถ้าไม่ใช่นายกฯ ที่มาจากประชาชน พวกเขาก็ไม่เอา

ปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการคณะก้าวหน้า จึงให้สัมภาษณ์สื่อสนับสนุนแนวคิดเยาวชนคนรุ่นใหม่ ที่ไม่เอา “นายกรัฐมนตรีพระราชทาน”

'ประยุทธ์' ลาออก  เกม 'นอกสภา' ไม่จบ

พล.อ.ประยุทธ์ ยังคุมอำนาจเบ็ดเสร็จ

อาจารย์ป๊อก กล่าวว่า การที่เยาวชนคนรุ่นใหม่ไม่เอานายกฯพระราชทาน สะท้อนไปถึงข้อเรียกร้องเรื่องระบอบประชาธิปไตย ที่พระมหากษัตริย์เป็นประมุข อยู่ใต้รัฐธรรมนูญ หรือที่เรียกกันว่า Constitutional-Parliamentary Monarchy ด้วย

มิหนำซ้ำ อาจารย์ป๊อกยังชี้เป้าว่า “นายกฯ นอกบัญชี” ตามรัฐธรรมนูญ 2556 มาตรา 272 ก็คือการติดตั้งนายกฯ พระราชทานเข้าไปในรัฐธรรมนูญ

ไม่น่าแปลกใจ ที่เครือข่ายคณะก้าวหน้า จะออกมาปั่นกระแส “ไม่เอานายกฯ พระราชทาน” หลัง ม.จ.จุลเจิม ยุคล โพสต์เฟซบุ๊ควิจารณ์รัฐบาลประยุทธ์

จับ ‘เทอะ อยู่นา’ ศิลปินลาวรุ่นใหม่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/476352

จับ ‘เทอะ อยู่นา’ ศิลปินลาวรุ่นใหม่

28 กรกฎาคม 2564 – 18:58 น.

สะท้านลาว-ไทย ตำรวจจับ “เทอะ อยู่นา” ศิลปินคนดัง ผู้มีอิทธิพลในกลุ่มคนลาวรุ่นใหม่ รวมถึงชาวอีสาน คอลัมน์ท่องยุทธภพ โดย ขุนน้ำหมึก

หลายปีมานี้ ชาวไทยจำนวนไม่น้อยรู้จักชื่อเสียงของ “เทอะ อยู่นา” ศิลปินเพลงรุ่นใหม่ และเจ้าของช่องยูทูบ/เพจ Una Studio ที่มีผู้ติดตามหลายล้านคน และกว่า 40% เป็นคนไทย

ความสำเร็จในธุรกิจสื่อออนไลน์ของ เทอะ อยู่นา ทำให้เขาเป็นผู้มีอิทธิพลต่อเยาวชนคนรุ่นใหม่ลาว มีหนุ่มสาวจำนวนมากเดินตามรอยเทอะ กลายเป็นยูทูบเบอร์ สร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำ

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว “เทอะ อยู่นา” หรือ สีพอน วงจินดา ได้หายตัวไป ไม่มีความเคลื่อนไหวในเฟซบุ๊คส่วนตัว Thur Una จึงมีเสียงถามไถ่ว่า เขาหายไปไหน มีคนสังเกตเห็นว่า เทอะหยุดความเคลื่อนไหวบนเฟซบุ๊คไปตั้งแต่ 20 ก.ค.2564

เมื่อวันที่ 28 ก.ค.2564 วิทยุเอเชียเสรี ภาคภาษาลาว หรือสำนักข่าว Rfa Laos ได้พาดหัวข้อ “เทอะ อยู่นา ศิลปิน ถูกตำรวจจับ ไม่ทราบข้อหา” โดยรายละเอียดของเนื้อข่าวนั้น Rfa Laos ได้รับการยืนยันจากตำรวจเมืองเซโปนคนหนึ่งว่า มีการจับกุม “เทอะ” นำตัวจากบ้านพักที่บ้านนาบ่อ เมืองเซโปน แขวงสะหวันนะเขต ไปสอบสวนที่สำนักงานป้องกันความสงบ (ปกส.) หรือกองบัญชาการตำรวจ แขวงสะหวันนะเขต

ขณะที่สื่อใน สปป.ลาว ทั้งภาครัฐ และภาคเอกชน ไม่มีสำนักใดเสนอข่าวการหายตัวไปของเทอะ อยู่นา เพราะทุกสำนักข่าวต้องรอข่าวแถลงจากทางการเท่านั้น

++

ขบถดนตรี

++

“เทอะ อยู่นา” มีชื่อจริงว่า “สีพอน วงจินดา” เกิดที่บ้านขอนยาง เมืองอาดสะพอน แขวงสะหวันนะเขต พออายุได้ 3 ขวบ ครอบครัวก็ย้ายมาอยู่บ้านนาบ่อ เมืองเซโปน จนถึงปัจจุบัน

เทอะ เรียนจบ ม.7 โรงเรียนมัธยมสมบูรณ์นาบ่อ เมืองเซโปน และได้รับทุนไปเรียนต่อกฎหมายธุรกิจที่เมืองดานัง เวียดนาม เรียนได้ 1 ปี 6 เดือน ก็ถอนตัวมาเล่นดนตรีอาชีพ ตอนที่เรียน ม.1 เทอะซื้อกีตาร์มือสี่ ราคา 25 พันกีบ เขาเล่นกีตาร์ เล่นคีย์บอร์ด โดยเรียนรู้ดนตรีด้วยตัวเอง อาศัยถามผู้รู้ผ่านเฟซบุ๊ก จนสามารถเรียบเรียงดนตรีได้หลังจากจบ ม.7 จึงซื้อกล้องมาถ่ายคลิป ทำเอ็มวีเพลง และตั้งค่ายเพลงเล็กๆ ที่เมืองเซโปน

จุดที่ทำให้เทอะ เป็นที่รู้จักคนสองฝั่งโขงคือ “ผู้ไทนิวส์” ที่นำเสนอในรูปแบบคลิปข่าวไร้สาระ ที่ซ่อนสาระอนุรักษ์ภาษาถิ่น ภาษาผู้ไท และให้ความบันเทิง

จาก “ผู้ไทนิวส์” เทอะได้ปั้นนักร้อง “สิลิพอน สีปะเสิด” หรือพอน อยู่นา และเม อยู่นา โดยบันทึกเสียงเพลงเผยแพร่ผ่านช่องยูทูบ และเฟซบุ๊ค จนได้รับความนิยมทั้งลาวและไทย

จับ 'เทอะ อยู่นา'  ศิลปินลาวรุ่นใหม่

อาณาจักรUna ที่บ้านนาบ่อ เมืองเซโปน แขวงสะหวันนะเขต

นอกจากนี้ เทอะยังได้ผลิตหนังสั้นเรื่อง “บ้านบุ่งนาวาง” , “เดือนสาม” , “บังบด” ฯลฯ ซึ่งในวันที่เทอะ ถูกตำรวจลาวจับกุม เขากำลังถ่ายทำหนังสั้นเรื่องใหม่ชื่อ “บุนสวน”

เทอะ ทำธุรกิจสื่อในนาม Una Studio Co.,Ltd รับจ้างผลิตงานสารคดี และมีรายได้จากโฆษณาช่องยูทูบ เดือนละหลายแสนบาท เมื่อไม่นานมานี้ เขาได้ลงทุนสร้างสตูดิโอแห่งใหม่ที่บ้านนาบ่อ เรียกว่า อาณาจักรของเทอะ อยู่นา

ทุกวันนี้ ช่องยูทูบ Una Studio มีคนติดตาม 1 ล้านกว่าคน และเพจ Una Studio ก็มีคนกดไลค์ 1.8 ล้านคน

++

การเมืองลาว

++

3 ปีที่แล้ว เทอะ อยู่นา เคยถูกตักเตือนจาก ปกส.(ตำรวจ) นครไกสอนพมวิหาน แขวงสะหวันนะเขต กรณีร่วมกับเน็ตไอดอลลาว “เจ้พอใจ” เจ้าของร้านทองตลาดเซโน และ “หมวย ปากเซ” จัดกิจกรรมมินิคอนเสิร์ตหาทุนสร้างโรงเรียน โดยไม่ขออนุญาตใช้สถานที่

จริงๆแล้ว “หมวย ปากเซ” จับมือ “เจ้พอใจ” ได้วิพากษ์สังคมลาวและวิจารณ์การทำงานของเจ้าหน้าที่รัฐบางกลุ่ม โดยหยิบประเด็น “ข้อยบ่มีเงินจ้างเข้าเฮ็ดเวียก” มาพูดผ่านสื่อใหม่ ทำให้คนลาวอีกกลุ่มหนึ่งไม่พอใจ มองว่า สองสาวกำลังสร้างความปั่นป่วนวุ่นวาย

จับ 'เทอะ อยู่นา'  ศิลปินลาวรุ่นใหม่

เทอะและภรรยา

ในที่สุด นางฮวยเฮือง ไชยะบุลี หรือหมวย ปากเซ ถูกตำรวจจับกุมในข้อหาโฆษณาต่อต้าน สปป.ลาว และศาลพิพากษา จำคุก 5 ปี

เวลานั้น คนลาวบางกลุ่มได้โจมตี “เทอะ” ว่าเป็นพวกเดียวกันกับ “หมวย ปากเซ” และถูกมองว่าเป็น “กลุ่มคนบ่ดี” แต่เทอะมีเอฟซีทั้งลาว-ไทย เสมือนผนังทองแดงกำแพงเหล็กปกป้อง จึงรอดพ้นจากการจ้องทำลายของอีกฝ่ายหนึ่ง

ฉะนั้น การจับกุม “เทอะ” ครั้งนี้ อาจมีเบื้องหน้าเบื้องหลัง ที่ต้องรอความชัดเจนจากคำแถลงของทางตำรวจแขวงสะหวันนะเขตอีกครั้ง

สู้ไปกราบไป สามนิ้วไม่เอา ‘โทนี่’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/476316

สู้ไปกราบไป สามนิ้วไม่เอา ‘โทนี่’

28 กรกฎาคม 2564 – 14:55 น.

สามนิ้วโตไม่ทัน “ทักษิณ” เคลียร์ปม “สู้ไปกราบไป” มีข้อจำกัดไม่ทะลุเพดาน คอลัมน์ท่องยุทธภพ โดยขุนน้ำหมึก

คืนวันอังคารที่ 27 ก.ค.2564 รายการ Care Talk x Care ClubHouse มีความคึกคักเหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา คราวนี้ “โทนี่” เสนอแนวทางเพื่อให้ประชาชนได้ก้าวเดินไปสู่วิถีชีวิตใหม่ หลังวิกฤตโควิด

เอาเข้าจริง คนฟังและสื่อออนไลน์ ก็ไม่ได้ใส่ใจเรื่องโทนี่พูดเท่าไหร่ ทุกคนจะมารอฟังช่วงตอบคำถาม ที่มักเกี่ยวข้องสถานการณ์การเมืองปัจจุบัน

คำถามที่ว่า จะกลับบ้านเมื่อไหร่ ก็ยังมีคนถามอีกจนได้ โดยถามว่า มีสัญญาณดีๆ ในการกลับประเทศหรือยัง “ทักษิณ ชินวัตร” หรือโทนี่ ตอบยิ้มๆ ว่า “ยังไม่มีเสียงตอบรับจากผู้เรียก ถึงเวลา ผมไปเอง”

ก่อนวันเกิดครบรอบ 72 ปี “ทักษิณ” พูดคุยกับนักข่าวกลุ่มหนึ่งที่แฟนเพจ The room 44 ก็มีคำถามว่า จะกลับมาเป็นนายกฯหรือไม่? ทักษิณก็ตอบเหมือนที่พูดในแคร์คลับเฮาส์ และถูกจี้ถามว่า จะกลับเมื่อไหร่ เขาก็ตอบทันที

“อะไรจะเกิดก็เกิด ผมเสี่ยงตายกับชีวิตมาเยอะแล้ว เสี่ยงคุกมันเรื่องเล็ก เมื่อสปิริตออฟไทม์มันให้ ผมจะบินกลับไปทันที ไม่ต้องเตรียมพิธีรีตอง ง่ายๆเลยขึ้นเครื่องบินก็ลงจบ อะไรจะเกิดก็ไม่เป็นไร เกิดได้หมด จะเอาผมเข้าคุกก็เอา จะเอาอย่างไรบอก ไม่มีปัญหาสักเรื่อง”

เชื่อว่า ทักษิณรู้อยู่แก่ใจ จะกลับได้หรือไม่? กลับแบบไหน? มีเงื่อนไขอะไรบ้าง ซึ่งไม่ใช่เวลานี้แน่นอน แต่ทักษิณก็ตอบแบบเอาใจกองเชียร์ และปลุกความหวังให้กับลูกพรรคเพื่อไทย

++

สู้ไปกราบไป

++

บรรดาเยาวชนคนรุ่นใหม่ที่ติดตามฟัง “พี่โทนี่” ผ่านคลับเฮาส์กลุ่มแคร์มาหลายๆครั้ง เชื่อว่า หลายคนยังคลางแคลงใจในจุดยืน และท่าทีของทักษิณ ต่อประเด็นการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์

สู้ไปกราบไป  สามนิ้วไม่เอา 'โทนี่'

ทักษิณ พยายามเคลียร์ใจกลุ่มสามนิ้ว

คืนอังคารที่ผ่านมา จึงมีคำถามมาว่า “ใน twitter มีการถล่มพี่โทนี่อยู่ว่า สู้ไปกราบไป เป็นรอยัลลิสต์ จุดยืนของพี่โทนี่ตอนนั้นกับตอนนี้ ยังเหมือนเดิมไหม?”

ทักษิณหรือโทนี่ ตอบเรื่องนี้ยาวมาก แต่ก็คงไม่สะใจชาวสามนิ้ว เพราะอดีตนายกรัฐมนตรีคนนี้ มีข้อจำกัดในเรื่องนี้

“…ผมเป็นนักเรียนนายร้อย เรียนเตรียมทหารมา จะให้ผมเป็นคนอีกประเภทหนึ่ง ผมคงไม่ใช่ ผมเป็นคนที่อยู่กับระบบและเคารพระบบ แต่ระบบที่ไม่ดีและมีปัญหา ต้องนำไปสู่การแก้ไข

ผมเป็น ‘นักแก้ไขเปลี่ยนแปลง’ มากกว่า ‘นักปฏิวัติ’..”

โทนี่ยอมรับตัวเองเติบโตมาในแวดวงราชการทหาร-ตำรวจ ไม่ใช่ผู้ที่มีแนวคิดอุดมการณ์การเมืองปีกซ้าย แต่ก็พร้อมจะเปลี่ยนแปลง ไม่ยึดติดกับโลกใบเก่า

“ผมจะเปลี่ยนแปลงด้วยสมอง ผมจะไม่เปลี่ยนแปลงด้วยกำลัง ถ้าในอนาคตจะมีอะไรที่ผมทำเพื่อประเทศได้ในภายภาคหน้า ชาติต้องมาก่อน ‘ชาติคือประชาชน’ …

“ส่วนอย่างอื่นเป็นส่วนประกอบ เมื่อกาลเวลาเปลี่ยน คนต้องยอมเปลี่ยน ผมฝากเด็กรุ่นใหม่ more for less, less for more อย่าใจแคบ การเป็นคนที่ใจแคบจะไม่ได้อะไรเลย ถ้าใจกว้างโอกาสเติบโตจะมีสูง…

“ใครอยู่ในหน้าที่อะไรก็ตาม ถ้าไม่เปลี่ยนแปลงมันพังหมด You have to change before you are forced to change ผมคิดว่าคนในทุกระดับ ทุกองค์กร ทุกอำนาจ ต้อง plan your own change ไม่เช่นนั้นจะเปลี่ยนไม่ได้ดี …”

คำตอบของทักษิณ ดูเป็นนามธรรม ต้องตีความ และไม่โดนใจเยาวชนสามนิ้ว จะให้โทนี่มาบอกว่า สนับสนุนข้อเสนอของกลุ่มเยาวชนปลดแอกเรื่องปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ ก็คงไม่ใช่แน่

++

สามนิ้วไม่รู้จักโทนี่

++

ถ้ายังจำกันได้ เพจเยาวชนปลดแอก เคยทำภาพทักษิณก้มกราบ พร้อมการอธิบายความว่า “สู้ไป กราบไป” ซึ่งก่อให้เกิดวิวาทะระหว่างกลุ่มสามนิ้ว กับเอฟซีทักษิณ ถึงขั้นผีไม่เผาเงาไม่เหยียบ

เหมือนผู้ใช้บัญชีเฟซบุ๊ค Thanapol Eawsakul ได้นำลิงก์คลิปข่าวของวอยซ์ทีวีมาแปะหน้าเฟซบุ๊ค และเขียนสเตตัสแสบๆคันๆ

ทักษิณ ใช้ช่องทางสื่อมากขึ้นในช่วงนี้

“ในคลิปนี้พยายามฉายภาพความรุ่งเรืองในอดีตของทักษิณ แล้วมาเทียบกับความล้มเหลวของรัฐบาลประยุทธ์ จันทร์โอชา อันนี้ก็ไม่ว่ากัน ถ้าไม่เชียร์ทักษิณ แล้วจะเชียร์ใคร”

ตอนท้าย ชี้เป้าว่า “…ที่สะดุดมีอยู่ตรงที่มีหน้าธนินท์ เจียรวนนท์ โผล่ในความสำเร็จของทักษิณนี่แหละ เชื่อเหลือเกินว่า ถ้าทักษิณ กลับมาได้ ธนินท์ เจียรวนนท์ ก็ยังรวยเหมือนเดิมนี่แหละ เพียงแต่เปลี่ยนรูปแบบ แบ่งกันกิน แบ่งกันใช้บ้าง”

ไม่ใช่ครั้งแรกที่กองเชียร์ก้าวหน้าหรือก้าวไกล ออกโรงดิสเครดิตทักษิณ เพราะสนามเลือกตั้งครั้งหน้า เพื่อไทยต้องบดบี้กับก้าวไกลอย่างหนัก

“ซินแสเข่ง” ผ่าดวงวิเคราะห์ “อนุชา-ธนกร” สองโฆษกรัฐบาล “ลุงตู่” ไตรมาส 3 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/476313

“ซินแสเข่ง” ผ่าดวงวิเคราะห์ “อนุชา-ธนกร” สองโฆษกรัฐบาล”ลุงตู่”ไตรมาส 3

28 กรกฎาคม 2564 – 14:28 น.

“ซินแสเข่ง” ผ่าดวงวิเคราะห์ “อนุชา-ธนกร” สองโฆษกรัฐบาล”ลุงตู่” ไตรมาส 3 พบรอบอายุเข้าเคราะห์ด้วยกันทั้งคู่ กับเรื่องที่ไม่เป็นเรื่อง แต่ดวง “ธนกร” มีภาษีดีกว่า อีกทั้งไม่ทำให้เรือรัฐบาลลุงตู่ล่มได้

“ซินแสเข่ง”ผ่าวัดดวง “อนุชา-ธนกร” สองโฆษกรัฐบาล”ลุงตู่”ไตรมาส3

ซินแสเข่ง หรืออาจารย์ชนม์ทรรศน์ ฤทัยผ่อง ผู้อำนวยการ สถาบัน โหราศาสตร์ พยากรณ์ แห่งประเทศไทย  ผ่าดวงวิเคราะห์ ใครดวงดี เหมาะตำแหน่งโฆ รัฐบาลลุงตู่ ไตรมาศ 3 สามารถรับแรงปะทะจากฝ่ายตรงกันข้ามได้โดยไม่บาดเจ็บ

และสามารถแก้ไขสถานการณ์ได้ดี ระหว่าง คุณธนกร วังบุญคงชนะ วัย 48 ปี กับ คุณอนุชา บูรพชัยศรี วัย 55 ปี ต้องฝีปากกล้าสามารถต่อกรกับคู่ต่อสู้ได้โดยไม่กลัวบาดเจ็บ 

ซินแสเข่ง ผ่าดวงวิเคราะห์อีกว่า ตามดวงแล้วราศีปี ถือว่าอยู่ในช่วงเข้าเคราะห์ด้วยกันทั้งคู่ กับเหตุที่จะทำให้มีเรื่องหงุดหงิดใจ ทะเลาะเบาะแว้ง ไม่ได้ดั่งใจที่คาดหวัง แต่ราศีของคุณธนกร จะเหนือกว่าเพราะมีดวงอุปถัมภ์

อีกทั้งรอบปีเป็นช่วงจังหวะและโอกาศของคุณธนกรที่จะเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดี การพูดเจรจาจะมีวาทะที่ทำให้คนเข้าใจได้มากกว่า เป็นคนไม่ยอมคนใช้ความคิดของตนเอง และดื้อเงียบสามารถปรับตัวเองได้ทุกสถานการณ์

ต่างกับ คุณอนุชา ตกดวงขัดแย้งเป็นศัตรู หากเดินด้วยกัน จะพารัฐบาลล่มได้ ทั้งดวงของตนเองก็มีความขัดแย้งในตนเองอยู่แล้ว และทำอะไรเพื่อคนอื่นและมักจะถูกเอาเปรียบ สรุปได้ว่า คุณธนกร เป็นโฆษกรัฐบาลก็จะสามารถปะทะคู่ต่อสู่ได้หายห่วง

ซินแสเข่ง สรุปเพิ่มเติมว่า ทั้งดวงนายกฯตู่ รองนายกฯอนุทิน รมต.สาธารณะสุข อีกทั้งคุณอนุชา ก็ไม่ต่างกัน ทำอะไรในช่วงระหว่างนี้มีแต่ผิด เป็นศัตรู ขัดแย้งก่อให้เกิดไม่ไว้วางใจอิจฉาริษยา นินทาว่าร้าย ไม่ประสงค์ดี

“หากถอยตั้งหลักบ้างอย่ารุกมากเกินไปก็ไม่บาดเจ็บ คุมเชิงไว้ ให้คนอื่นที่มีหน้าที่รับมือบ้างก็จะข่วยแก้สถานการณ์จากร้ายกลายเป็นดีได้”ซินแสเข่ง วิเคราะห์ดวงสองโฆษกรัฐบาล   

ต้อง “หยุดทะเลาะกัน” จับมือร่วมใจสู้ฝ่าวิกฤติโควิด ทางรอดของคนไทยทุกคน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/476219

ต้อง “หยุดทะเลาะกัน” จับมือร่วมใจสู้ฝ่าวิกฤติโควิด ทางรอดของคนไทยทุกคน

27 กรกฎาคม 2564 – 20:25 น.

ต้อง “หยุดทะเลาะกัน” จับมือร่วมใจสู้ฝ่าวิกฤติโควิด ทางรอดของคนไทยทุกคน เมื่อโควิดไม่ได้เลือกปฏิบัติว่าจะเป็นคนจน คนร่ำรวย หรือเศรษฐี ล้วนยืนอยู่บนจุดเสี่ยง ท่ามกลางวงล้อมของเชื้อไวรัสที่เรามองไม่เห็น

ไม่ใช่เรื่องน่ายินดี ที่วันนี้(27ก.ค. 2564) ประเทศไทยขึ้นอันดับ1 ของโลกในการมีผู้ติดเชื้อโควิด-19 รายใหม่ และไทยขึ้นอันดับ 2 ของโลกที่มีผู้เสียชีวิตรายวันจากเจ้าวายร้ายไวรัสโควิด-19

ต้อง "หยุดทะเลาะกัน" จับมือร่วมใจสู้ฝ่าวิกฤติโควิด ทางรอดของคนไทยทุกคน
ต้อง "หยุดทะเลาะกัน" จับมือร่วมใจสู้ฝ่าวิกฤติโควิด ทางรอดของคนไทยทุกคน

ขณะที่ตัวเลขความเป็นจริงผู้ป่วยโควิด-19 อยู่ที่ 175,699 คน เป็นผู้ป่วยติดเตียง แต่เรามีแพทย์ พยาบาบาล บุคลากรทางการแพทย์ อยู่ปัจจุบันไม่ถึง 200,000 คน ถ้าไม่ได้รับความร่วมมือจากประชาชนจากทุกภาคส่วนในสังคมไทย เราจะเผชิญกับวิกฤติ ครั้งใหญ่ที่สุด เมื่อจำนวนคนป่วยโรคโควิด-19 กับจำนวนบุคลากรทางการแพทย์จะไม่สมดุลย์กัน

ต่อให้มีการเพิ่มเตียงในโรงพยาบาบลสนามกี่แสนเตียง แต่ไม่มีบุคลากรทางการแพทย์คอยดูแลผู้ติดเชื้อโควิด-19 เตียงเหล่านี้ก็ไม่มีความหมาย 

เชื่อว่าทุกวันนี้คนไทยจิตตก กับภาพคนป่วย ตายคาถนน ตายคาบ้าน คนป่วยบางคนถูกขับออกจากบ้านให้ไปอยู่ข้างนอก คนป่วยบางคนถูกคนในครอบครัวนำไปทิ้งที่วัด ไม่ต่างจากเมื่อครั้งเกิดโรคเอดส์ระบาดเมื่อปี2527

แต่การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 มันร้ายแรงกว่าไวรัสทุกชนิดทีเคยเกิดขึ้นในประเทศไทย  อย่างโรคเอดส์ โรคไข้หวัดนก โรคซาร์ ทุกวันนี้เราไม่รู้ว่าในอนาคตโควิดจะเปลี่ยนเจน กลายพันธุ์ไหนตามเข้ามาอีก ขณะที่สายพันธุ์เดลตาได้กระจายทั่วประเทศ 

ถ้าวันนี้ เราไม่ร่วมมือกัน เอื้ออาทร ช่ยเหลือกัน ไม่ว่าจะยากดีมี หรือร่ำรวยก็ไม่รอด   

วันนี้สถานการณ์แพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 ถึงขั้นวิกฤติขนาดนี้แล้ว พวกเราคนไทยต้องหยุดทะเลาะกัน  หันหน้ามาร่วมมือกัน ช่วยเหลือกัน เอื้ออาทร ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน คนยากจน คนร่ำรวยระดับเศรษฐีโควิดไม่ละเว้น ถึงเวลาต้องจับมือกัน ช่วยเหลือกันให้เร็วที่สุด เราช้าไม่ได้ เพื่อต่อสู้กับโควิด จะเป็นทางรอดของคนไทยทุกคน

เมื่อปีที่แล้ว บ้านเมืองของเรามี “ตู้ปันสุข” ที่เคยมีก็รีบทำ แบ่งปันกัน อุปกรณ์ทางการแพทย์ก็ระดมกันเต็มที่ คนที่ยังไม่ป่วยก็ดูแลรักษาสุขภาพของตัวเองให้ปลอดภัยจากทุกโรค เพื่อตัวเราเอง เพื่อคนที่เรารัก เพื่อครอบครัว เพื่อเพื่อนร่วมงาน เพื่อนายจ้างที่ดี และที่สำคัญเพื่อลดภาวะงานของบุคลากรทางการแพทย์

เพราะทุกวันนี้นักรบด่านของเราปฏิบัติหน้าที่ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อให้คนไทยหายป่วย เมื่อพวกเราทุกคนที่ยังไม่ป่วยก็ดูแลตัวเอง

อย่าลืมว่า แม้มีทรัพย์สินเงินทองหมื่นล้านแสนล้าน หากต้องอยู่ในเมืองไทย อย่าคิดว่าจะมีเตียงวีไอพีเอาไว้ให้ เพราะแม้มีเตียงพิเศษเอาไว้ให้นอนรักษาตัวแต่ ณ วันนี้บุคลากรทางการแทพย์งานล้นมือ จะเอามาจากไหน

เราคนไทยทุกคน ควร “หยุดทะเลาะกัน” ต้องจับมือ ร่วมใจสู่ฝ่าวิกฤติโควิดเพื่อให้เรารอดไปด้วยกัน

กมลทิพย์ ใบเงิน เรียบเรียง

ศึกบางซื่อ ‘หนู’ ปะทะ ‘วิน’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/476210

ศึกบางซื่อ ‘หนู’ ปะทะ ‘วิน’

27 กรกฎาคม 2564 – 19:09 น.

ยุบ-ไม่ยุบศูนย์ฉีดวัคซีนบางซื่อ “ภูมิใจไทย-กทม.” เปิดเกมชิงไหวชิงพริบ บนสถานการณ์วิกฤตโควิด คอลัมน์ท่องยุทธภพ โดย ขุนน้ำหมึก

พลันที่มีข่าวศูนย์ปฏิบัติการ ศูนย์บริหารสถานการณ์ โควิด-19 (ศปก.ศบค.) เสนอแนะให้ศูนย์ฉีดวัคซีนสถานีกลางบางซื่อ ทบทวนการจัดระเบียบที่เหมาะสม หรืออาจต้องชะลอการฉีดวัคซีนช่วงนี้ เพื่อลดความแออัดหนาแน่น

ฝั่งพรรคภูมิใจไทยรู้ข่าวก็ควันออกหู “ภราดร ปริศนานันทกุล” ส.ส.อ่างทอง ที่ไม่พอใจ ศบค.มาก่อนหน้านี้ โพสต์เฟซบุ๊คทำนองว่า ศบค.เตรียมจะยุบศูนย์ฉีดวัคซีนบางซื่อ รวมสื่อสายเซราะกราว ก็ออกมารับลูก “สิ้นคิด ยุบศูนย์ฉีดบางซื่อ”

ด้วยเหตุนี้ จึงมีคนแห่ไปสถานีกลางบางซื่อล้นหลาม เพราะมีคนปล่อยข่าวว่า จะปิดศูนย์แล้ว พวกเขาเดินทางมาจากจังหวัดใกล้เคียง อาทิ นครปฐม, ราชบุรี, เพชรบุรี, สุพรรณบุรี ฯลฯ ซึ่งไม่ได้มีแค่กรุงเทพฯ และปริมณฑล

ในที่สุด อนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีสาธารณสุข ยืนยันว่า สถานีกลางบางซื่อ เป็นพื้นที่ของการรถไฟแห่งประเทศไทย ไม่มีเหตุอะไรที่จะต้องยุบ เพียงแต่จะมีการลงทะเบียนผ่านระบบ เพื่อลดความแออัด ส่วนกรณีการวอล์คอิน ก็จะเปิดให้เฉพาะบางกลุ่มเท่านั้น

ศึกบางซื่อ  'หนู' ปะทะ 'วิน'

หมอหนู เยี่ยมชมศูนย์ฉีดวัคซีนบางซื่อ

++

ชิงฐานเสียง

++

คืนวันจันทร์ที่ 26 ก.ค.2564 สื่อออนไลน์บางสำนัก(สายเซราะกราว) รายงานว่า “…มีความพยายาม ที่จะยกเลิกการจัดฉีดวัคซีนที่สถานีกลางบางซื่อแห่งนี้ จากนั้นจะนำบริการฉีดวัคซีนไปทำการฉีดในส่วนบริการของกรุงเทพมหานครแทน

ทั้งนี้ หากมีการเสนอจาก ศบค.ให้ ลด หรือ เลิก การฉีดวัคซีน ที่สถานีกลางบางซื่อ มีความเป็นไปได้ที่อาจจะต้องลดจำนวนการฉีดวัคซีน ที่สถานีกลางบางซื่อ หรือปิดศูนย์ฉีดที่สถานีกลางบางซื่อ เพื่อลดความหวาดระแวงทางการเมือง แล้วจัดทีมแพทย์ ไปฉีดวัคซีนให้กับประชาชนในต่างจังหวัดเพิ่มขึ้นแทน”

โปรดสังเกตคำว่า “เพื่อลดความหวาดระแวงทางการเมือง แล้วจัดทีมแพทย์ ไปฉีดวัคซีนให้กับประชาชนในต่างจังหวัดเพิ่มขึ้นแทน” ซึ่งจริงๆแล้ว วงประชุม ศบค.ชุดเล็ก ได้มีข้อเสนอให้ลดความแออัดของประชาชน ก็ถูกตีความเป็นเรื่อง “ความหวาดระแวงทางการเมือง”

นี่คือ เกมชิงไหวชิงพริบทางการเมือง ท่ามกลางมหาวิกฤตโควิด ที่มีชีวิตประชาชนเป็นเดิมพัน

ภราดร ปริศนานันทกุล สายลุยของค่ายสีน้ำเงิน โพสต์เฟซบุ๊คอธิบายความสำคัญของศูนย์ฉีดวัคซีนกลางบางซื่อ และชี้เป้าไปที่กรุงเทพมหานคร

“สถานีบางซื่อเกิดขึ้นเพราะความไร้ระบบของการฉีดวัคซีนใน กทม. เบียดแบ่งเอาโควต้าวัคซีนของคนต่างจังหวัด เพื่อฉีดให้คน กทม. สุดท้ายคน กทม. ก็ไม่ได้ฉีดเท่าที่ควร กลุ่มเสี่ยงอายุ60+7โรคเสี่ยง ไม่ได้ฉีด เอาไปฉีดใคร? วัคซีนไปไหน? จุดฉีดของ กทม. 25จุด อยู่ที่ไหน ฉีดวันละเท่าไร และฉีดใคร? ไม่มีใครรู้!!! ฉีดจริงจัง หรือฉีดแค่ทำท่า เหมือนฉีดไหว้เจ้า รึเปล่า?? ทำไมคนรู้จักและมารับวัคซีนแต่ที่บางซื่อ นี่น่าจะเป็นคำตอบ”

ศึกบางซื่อ  'หนู' ปะทะ 'วิน'

อัศวิน เยี่ยมศูนย์ฉีดวัคซีนของ กทม.

ค่ายภูมิใจไทย ฝังใจเรื่อง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา รวบอำนาจมาไว้ที่ ศบค. และตั้ง “บิ๊กเล็ก” พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ เลขาธิการ สมช. เป็นประธานศูนย์ปฏิบัติการ ศบค. และดึงพล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าฯ กทม. มาอยู่ “วงใน”

ส่วน “อนุทิน” รมว.สาธารณสุข และ สาธิต ปิตุเตชะ รมช.สาธารณสุข อยู่ “วงนอก” แต่ต้องกลายเป็น “จำเลย” ในหลายกรณี คนภูมิใจไทยมองแบบนี้ แต่ประชาชนคิดอย่างไร ก็รู้อยู่แก่ใจดี

++

อนุทิน-อัศวิน

++

เหตุใด “ภราดร” เป็นเดือดเป็นแค้น กทม.มากนัก ต้องย้อนไปดูแผน “ฮับวัคซีน” ของกระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงคมนาคม ร่วมกันเปิดศูนย์ฉีดวัคซีนที่สถานีกลางบางซื่อ โดยเพจเฟซบุ๊คของพรรคภูมิใจไทย ถึงกับทำอินโฟกราฟฟิกชูศูนย์ฉีดวัคซีนบางซื่อ เป็นผลงานของพรรค

วันที่ 31 พ.ค.2564 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กดปุ่มเปิด “วาระแห่งชาติ” ฉีดวัคซีนโควิด-19 ทั่วประเทศ ที่จุดฉีดวัคซีนสถานีกลางบางซื่อ และ “หมอหนู” ประกาศให้ประชาชนวอล์คอินเข้ามาฉีดวัคซีนที่บางซื่อได้เลย

ต่อมา “บิ๊กตู่” เบรกสาธารณสุขไม่ให้มีการฉีดวอล์คอินที่สถานีกลางบางซื่อ พร้อมกับให้จัดสรรวัคซีนให้ กทม. และประกันสังคม ช่วยกันฉีดวัคซีนให้ทั่วถึง

ส.ส.ภูมิใจไทยทราบข่าวไม่พอใจ ดาหน้ามาอัด “บิ๊กตู่” และ “ศบค.” ที่ล้มแผนวอล์คอิน และต้องแบ่งวัคซีนไปให้ กทม. และประกันสังคม โดยมองว่า เป็นเกมการเมือง ของพรรคพลังประชารัฐ

เมื่อกระจายฉีดวัคซีนไปได้ไม่นาน เกิดปัญหาวัคซีนขาดแคลน จึงเบรกแผนการฉีดของ กทม. โดยให้ศูนย์ฉีดวัคซีนที่สถานีกลางบางซื่อ เป็นจุดบริการแห่งเดียว

แสนสงสารประชาชนไทย ที่ต้องมาเจอ “โควิดการเมือง” และ “วัคซีนการเมือง” โดยที่พวกเขาไม่ได้มีส่วนรู้เห็นด้วยเลย

แกะรอย ‘ทอน’ ‘นายกฯ พระราชทาน’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/476140

แกะรอย ‘ทอน’ ‘นายกฯ พระราชทาน’

27 กรกฎาคม 2564 – 11:55 น.

ลือลั่นโซเชียล “นายกฯพระราชทาน” ทำไม “คณะก้าวหน้า” ชงเองกินเอง ในวันที่มีข่าว “ทักษิณกลับแน่” คอลัมน์ท่องยุทธภพ โดยขุนน้ำหมึก

ในโซเชียลจุดกระแส “นายกฯคนนอก” (กรณีพิเศษ) ตั้งแต่คืนวันอาทิตย์ที่ 25 ก.ค.2564 ตามมาด้วยติดแฮชแท็ก “ไม่เอานายกฯพระราชทาน” ลามไปถึงกลุ่มการเมืองต้องออกแถลงการณ์ด่วน ต้านนายกฯคนนอก(ทุกกรณี)

ตกค่ำวันที่ 26 ก.ค.2564 มีข่าวแจกจากฝ่ายรัฐบาล อ้างแหล่งข่าวระดับสูงจากหน่วยงานความมั่นคง ระบุว่า เรื่องนายกฯพระราชทาน หรือเปลี่ยนตัวนายกฯนั้น ไม่เป็นความจริง 100%

แถมยังบอกว่า “ภายใน 1 ปีครึ่งนี้ พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ลาออกหรือยุบสภาแน่นอน โดยเฉพาะตอนนี้ที่สถานการณ์การแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 กำลังวิกฤตหนัก ไม่เหมาะอย่างยิ่งที่จะมีการเลือกตั้ง และหาเสียง”

แหล่งข่าวคนเดียวกันวิเคราะห์ว่า ความเคลื่อนไหวของ ม.จ.จุลเจิม ยุคล เป็นเพียงการแสดงความคิดเห็น การให้ข้อเสนอแนะเรื่องการบริหารจัดการวัคซีน และการแก้ไขปัญหาโควิดเท่านั้น แต่กลับมีการนำมาเต้าข่าวและสร้างเรื่อง เพื่อหวังให้เป็นประเด็นการเมือง

ใครเต้าข่าว? ใครปั่นกระแส? หาคำตอบได้ไม่ยาก หากเข้าไปส่องเฟซบุ๊ค หรือทวิตเตอร์ของคนบางกลุ่ม ก็จะเห็นร่องรอย และได้คำตอบ

บางคนที่ใกล้ชิดแกนนำคณะก้าวหน้า ได้เล่นซีรีส์นายกฯพระราชทานผ่านเฟซบุ๊ค ราวกับว่า จะมีการแต่งตั้งนายกฯ คนนอก ในเร็ววันนี้ เพียงแค่เห็น ม.จ.จุลเจิม ยุคล ลุกขึ้นมา พร้อมวลี “สมแล้วที่คนไล่รัฐบาลกัน” ก็ตั้งวงวิเคราะห์ว่า มีสัญญาณพิเศษ เปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรี

++

ก้าวหน้าผสมโรง

++

คณะก้าวหน้า ภายใต้การนำของ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ และปิยบุตร แสงกนกกุล ได้ออกแถลงการณ์เรื่อง “บทเรียนนายกฯพระราชทาน ข้อเสนอที่ทำลายกระบวนการประชาธิปไตย” สอดรับกระแสโซเชียล “ไม่เอานายกฯ พระราชทาน”

ตอนหนึ่งของแถลงการณ์ชิ้นนั้น ได้อ้างถึงที่มาของกระแสนายกฯคนนอก “ท่ามกลางกระแส “ดีล” “ตกลง” “รอมชอม” “ประนีประนอม” “เกี้ยเซียะ” ฯลฯ ของคนบางกลุ่มบางพวกหรืออย่างไรไม่ทราบได้ แต่ที่แน่ คือปฏิเสธไม่ได้ว่าข้อเรียกร้องจากยุคดึกดำบรรพ์นี้ ฟื้นกลับมาจากข่าวลือและกระแสดังกล่าว”

คณะก้าวหน้า ยอมรับว่า นี่คือ “ข่าวลือ” แต่ก็ลงทุนเขียนแถลงการณ์ยาวเหยียด เหมือนตีปลาหน้าไซ แต่ฝ่ายตรงข้าม กลับมองว่า “ชงเอง กินเอง”

จริงๆแล้ว ในหมู่ปัญญาชนฝ่ายก้าวหน้า ได้มีการพูดถึง “ดีลลับ” การประนีประนอมของกลุ่มชนชั้นนำกับกลุ่มทุนการเมืองมานานแล้ว ยิ่งมีข่าว “ทักษิณกลับบ้านแน่” ยิ่งทำให้พวกเขาสุมหัวคิดกันใหญ่ และหวาดระแวงในปีกพรรคเพื่อไทย และองคาพยพ “ชินวัตร”

ดังนั้น คณะนำของพรรคก้าวไกล และคณะก้าวหน้า จึงพยายามเน้นย้ำหลักการนายกรัฐมนตรี ต้องมาจากการเลือกตั้งของประชาชน แม้แต่ “ทักษิณ” จะกลับมาเป็นนายกฯ ก็ต้องผ่านกระบวนการเลือกตั้ง เหาะข้ามฟ้ามาจากดูไบไม่ได้

ในถ้อยแถลงของคณะก้าวหน้า จึงประกาศว่า ไม่เพียงแต่คัดค้าน “นายกฯพระราชทาน” หากแต่ “นายกฯคนนอก” ที่มาตามรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 272 วรรคสอง ซึ่งเปิดทางให้มีนายกรัฐมนตรีนอกบัญชีได้ คณะก้าวหน้าและม็อบสามนิ้วก็ไม่เอา

“ผมเชื่อว่าสายลมของการเปลี่ยนแปลงมาถึงประเทศไทยแล้ว การเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น ปัญหาอยู่ที่จะช้าหรือเร็วเท่านั้นเอง ความต้องการการเปลี่ยนแปลง มันเกิดขึ้นแล้ว และมันกำลังท้าทายอำนาจที่ไม่ได้มาจากประชาชน-อำนาจจารีตอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน”

แกะรอย 'ทอน'  'นายกฯ พระราชทาน'

นี่คือข้อความในทวิตเตอร์ของธนาธร เมื่อไม่นานมานี้ และสะท้อนให้เห็นว่า ทำไมเขาจึงต้องปั้นกระแส “นายกฯพระราชทาน”

++

บทเรียน 2549

++

ธนาธร และคณะ ได้ยกบทเรียนการชุมนุมของ “กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย” ในปี 2548-2549 ซึ่งเวลานั้น กลุ่มพันธมิตรฯ ชูธงกู้ชาติ พร้อมสร้างวาทกรรม “ถวายคืนพระราชอำนาจ” และเรียกร้อง “นายกรัฐมนตรี” มาตรา 7 ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 มาเป็นข้ออ้าง ว่ามีบัญญัติเรื่องนี้ไว้

“นายกฯ พระราชทาน จึงเป็นสิ่งที่ขัดแย้งกับการปกครองในระบอบประชาธิปไตย การจุดเรื่องนี้ขึ้นมาในครั้งนั้น มีจุดประสงค์เพื่อใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง เพื่อขับไล่ทักษิณและสิ่งที่เรียกว่า “ระบอบทักษิณ” ซึ่งในที่สุดก็ปูทางไปสู่จุดจบของระบอบประชาธิปไตยคือ รัฐประหาร 19 กันยายน 2549”

ในวันนี้ ยังไม่มี “องค์กรใด” เสนอนายกฯพระราชทาน มีแต่ “กลุ่มทนายนกเขา” ชูธงรัฐบาลสร้างชาติ โดยกระบวนการสรรหานายกรัฐมนตรี ตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560

ทั้งหลายทั้งปวงการจุดกระแสนายกฯพระราชทาน เที่ยวนี้ของคณะก้าวหน้า ก็เป็นการเตะสกัด “การกลับมาของโทนี่” ด้วยความระแวงแคลงใจในเรื่อง “ดีลลับ” ที่เล่าลือกันนั่นเอง

Tony Day ฉลองกลับ “ไทย” แน่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/476057

Tony Day ฉลองกลับ “ไทย” แน่

26 กรกฎาคม 2564 – 17:40 น.

ฝ่ามรสุมโควิด “ทักษิณ” ฉลองแซยิดข้ามฟ้า ลดการเมือง แต่โชว์แนวทางแก้วิกฤตเศรษฐกิจ คอลัมน์ .. ท่องยุทธภพ โดย .. ขุนน้ำหมึก

นับแต่มีรัฐประหาร 2557 น่าจะเป็นปีแรกที่การฉลองวันเกิด “ทักษิณ ชินวัตร” มีความคึกคักมากเป็นพิเศษ โดยเฉพาะในเมืองไทย  เมื่อวันที่ 25 ก.ค.2564 ทักษิณ พูดคุยกับคนเสื้อแดงในสหรัฐฯ ได้บอกกล่าวผ่านระบบ ZOOM เกี่ยวกับวันเกิดปีนี้ว่า

“คงไม่ไปไหน เพราะว่าลูกกับหลานมาอยู่เต็มเลย ก็เลยคิดว่าจะทานข้าวกันเอง กับลูกหลาน กับสต๊าฟที่บ้านพัก ไม่มีอะไรมาก เพราะว่ามันเกิดปีนี้ มันครบ 6 รอบ อาจจะถือเป็นวันแซยิดใหญ่หน่อย พรรคพวกที่เมืองไทยก็ไปทำบุญ ทำวัดวาอารามให้เยอะเลย..”

วันอังคารที่ 27 ก.ค.นี้ ทักษิณในนาม “โทนี่” จะมาพบกับเอฟซีในรายการ Care Talk x Care ClubHouse หัวข้อ ROADMAP to New Normal : วางเส้นทางสู่วิถีใหม่ ต้องยอมรับว่า “โทนี่” สื่อสารผ่านคลับเฮาส์ มีเสียงตอบค่อนข้างดี แต่ก็มีฝ่ายต้านเยอะ ซึ่งชื่อของทักษิณ ยังเปรียบเสมือนผีคอยหลอกหลอนอยู่เหมือนเดิม

ขาใหญ่ทำบุญ

เช้าวันที่ 26 ก.ค.2564 พวงเพ็ชร ชุนละเอียด ,สุณีย์ เหลืองวิจิตร และวิม รุ่งวัฒนจินดา คนสนิทของ “เฮียเพ้ง” ร่วมกับอดีตแกนนำพรรคไทยรักษาชาติ, พายัพ ชินวัตร และ คณาพจน์ โจมฤทธิ์ ผู้อำนวยการโครงการคิดเพื่อไทย ร่วมกันทำบุญเพื่อเป็นสิริมงคลเนื่องในโอกาสวันคล้ายวันเกิดทักษิณ 

 Tony Day ฉลองกลับ "ไทย" แน่

สายเฮียเพ้ง ฉลองวันเกิดโทนี่

อีกจุดหนึ่ง เยาวเรศ ชินวัตร น้องสาวทักษิณ ตัวแทนสมาคมชาวเหนือแห่งประเทศไทย ร่วมทำบุญวันคล้ายวันเกิดพี่ชาย ที่วัดบางนาใน  ที่มีสีสัน ก็เห็นจะเป็นเหล่าเอฟซีทักษิณ ในนามแฟนเพจเฟซบุ๊ก  “ดร.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี FC” จัดกิจกรรมส่งความสุขให้กับผู้ยากไร้ในเมืองหลวง โดยเหมารถเข็นของพ่อค้าแม่ค้ารายย่อยที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 มาแจกประชาชนบริเวณ ถ.ราชดำเนิน

 “พวกเราจะตระเวนเหมารถเข็นขายอาหารอีกหลายจุดในกรุงเทพมหานคร เพื่อส่งมอบความสุข และหวังว่าจะช่วยแบ่งเบาภาระพี่น้องคนไทยในยามยากได้ไม่มากก็น้อย ใครเจอรถเข็น ด้อมพี่โทนี่ จุดไหก็เข้าไปรับอาหารได้ฟรีนะคะ”

 Tony Day ฉลองกลับ "ไทย" แน่

เหล่าเอฟซี เหมารถเข็น เลี้ยงคนยากไร้ฟรี 

ไม่ทิ้งแดงอเมริกา

คนเสื้อแดงอเมริกาหรือ RED USA ที่มีฐานกำลังอยู่ในเมืองลอสแอนเจลิส รัฐแคลิฟอร์เนียโดยแกนนำชื่อ เชาว์ ซื่อแท้ ที่ทำงานร่วมกับ สุนัย จุลพงศธร อดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทย มาแต่สมัยจัดตั้งองค์กรเสรีไทย ทุกปี กลุ่มเรดยูเอสเอ จะจัดงานฉลองวันเกิดให้ทักษิณ ซึ่งปีนี้ ทักษิณได้สื่อสารผ่านระบบ ZOOM เข้ามาพูดคุยกับคนเสื้อแดงอเมริกา และมีการไลฟ์ผ่านยูทูบช่องสุนัยทีวี  สังเกตได้ว่า ทักษิณไม่คุยประเด็นเรื่องการเมือง แม้สุนัยจะพยายามโปรโมตล่วงหน้าให้ทุกคนมารอฟัง “บิ๊กเซอร์ไพรส์” จากปากอดีตนายกฯ 

“สรุปแล้วว่าเราจะต้องรีบจัดการให้เราเข้าสู่ภาวะ New Normalโดยเร็วที่สุด โดยการมีวัคซีนที่เพียงพอ มีระบบตรวจได้ง่ายและราคาถูก วันนี้บ้านเราเหมือนงมเข็มในมหาสมุทรทุกเรื่อง แม้แต่การตรวจก็ลำบาก วัคซีนก็หายาก การรักษาก็ไม่รู้จะใช้ยาอะไร มันไม่มีระบบวิจัยที่ชัดเจน แล้วเอาหมอมาพูดช่วยรัฐบาล เพื่อระบายวัคซีนซิโนแวค ซึ่งไม่ได้พูดตามหลักวิชาการ จึงทำให้คนไทยสับสน”

ทักษิณได้ชี้จุดบกพร่องในการบริหารจัดการปัญหาโควิดของรัฐบาลประยุทธ์ และเสนอทางแก้เรื่องเศรษฐกิจ  “ถ้ารัฐบาลทำขั้นตอนให้ครบทุกอย่าง รวมทั้งการเยียวยา เพราะวันนี้ธุรกิจ SMEs พ่อค้า แม่ค้าแม่ค้า ร้านอาหาร การท่องเที่ยวทั้งหลาย  ตายหรือบาดเจ็บสาหัสกันหมด เพราะฉะนั้นต้องรีบเยียวยาให้ธุรกิจเหล่านี้ มาเป็นนักรบทางเศรษฐกิจใหม่ จะได้มาช่วยทำให้เศรษฐกิจและการเสียภาษีดีขึ้น” ทักษิณไม่พูดถึงเรื่องประยุทธ์ลาออก หรือเปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรี แต่เสนอแนวคิดการแก้โควิดเป็นหลัก 

“หลักการคือต้องทำให้ครบกระบวนการ โดยเร็วที่สุด 6 เดือนต้องจบ ถ้าไม่จบคือเหนื่อย และหนี้ครัวเรือนก็จะทะยานขึ้นไปอีก เสร็จแล้วก็ต้องวางวิสัยทัศน์อนาคต”

อาจเป็นไปได้ว่า ทักษิณสรุปจากหนที่แล้ว พูดเรื่องการเมืองในคลับเฮาส์ กลายเป็นพาดหัวสื่อออนไลน์ทุกสำนัก โดยไม่มีใครสนใจเนื้อหาสาระของเขาเลย