ลองของ ‘ตู่-นกเขา’ ชุมนุมทิพย์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/470202

ลองของ’ตู่-นกเขา’ ชุมนุมทิพย์

12 มิถุนายน 2564 – 15:22 น.

ดีเดย์ไล่ประยุทธ์ “ตู่” แยกเวที “ทนายนกเขา” หน้าทำเนียบรัฐบาล คนเสื้อแดงเมิน คอลัมน์ .. ท่องยุทธภพ โดย .. ขุนน้ำหมึก

แม้ในโซเชียลจะมีการติดแฮชแท็ก #ไล่ประยุทธ์ แต่สำนักวิจัยซูเปอร์โพล ของ นพดล กรรณิกา เมื่อวันที่ 12 มิ.ย.2564 ได้สอบประชาชนว่าจะเลือกใครเป็นนายกรัฐมนตรี พบว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา มาอันดับหนึ่ง ร้อยละ 30.8 ทิ้งห่างคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ที่ตามมา ร้อยละ 14.9
    ถ้าไปฟัง “ตู่โพล” หรือ “นกเขาโพล” คงได้ผลการสำรวจที่ตรงข้ามกับซูเปอร์โพล ฉะนั้น แกนนำกลุ่มไทยไม่ทน และกลุ่มประชาชนคนไทย จึงได้นัดชุมนุมใหญ่ “ไล่ประยุทธ์” หน้าทำเนียบรัฐบาล ในวันที่ 24 มิ.ย.2564 ซึ่งเป็นวันเปลี่ยนแปลงการปกครอง 

 ลองของ'ตู่-นกเขา' ชุมนุมทิพย์

เอาแน่ 24 มิ.ย.64 ไล่ประยุทธ์ 

    “ตู่” จตุพร พรหมพันธ์ และ “ทนายนกเขา” นิติธร ล้ำเหลือ บอกว่า ทั้ง 2 กลุ่มจะชุมนุมคนละเวที แต่มีข้อเรียกร้องเดียวกันคือ ขับไล่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา 
    จริงๆแล้ว ทั้งกลุ่มจตุพร และกลุ่มทนายนกเขา มีตัวละครหลังม่านเป็นกลุ่มเดียวกันคือ กลุ่มเพื่อนอานันท์ และ ครป. ไม่ว่าจะเป็นปรีดา เตียสุวรรณ์ และพิภพ ธงไชย พวกเขาแยกกันเดิน แต่ก็วาดหวังสิ่งเดียวกัน มีนายกรัฐมนตรีคนนอก และมีรัฐบาลเฉพาะกาล
    เปรียบเทียบสองกลุ่มนี้ ไม่ต่างจากวงดนตรีลูกทุ่งซอยบุปผาสวรรค์ในอดีต มีเป็นร้อยคณะ แต่นักร้อง นักดนตรี หางเครื่อง มีอยู่กลุ่มเดียว เปลี่ยนแค่ป้ายชื่อคณะเท่านั้น  

คนกันเอง
    2-3 เดือนมานี้ “กลุ่มไทยไม่ทน คณะสามัคคีประชาชนเพื่อประเทศไทย” ได้เป็นที่รู้จักของคนไทยมากขึ้น แต่ก็มีปฏิกิริยาโต้กลับมาแรงเหมือนกัน ทั้งจากฝ่ายเสื้อแดง เสื้อเหลือง และม็อบสามนิ้ว
    ขานชื่ออีกครั้ง แกนนำไทยไม่ทน ประกอบด้วยอดุลย์ เขียวบริบูรณ์ ประธานคณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา 35, จตุพร พรหมพันธุ์ ประธาน นปช., วีระ สมความคิด เลขาธิการเครือข่ายประชาชนต้านคอร์รัปชัน, ไทกร พลสุวรรณ เลขาธิการแนวร่วมอีสานกู้ชาติ และ เมธา มาสขาว เลขาธิการคณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.)
    นอกจากนี้ ก็มีแนวร่วมคนรุ่นใหม่อย่าง ธิษะณา ชุณหะวัณ  กลุ่มรัฐธรรมนูญก้าวหน้า,จอมพล รุ่งเรืองชูเลิศ องค์กรปราบปรามโกงชาติ และกลุ่มนักเรียน-นักศึกษา
    สำหรับกลุ่มประชาชนคนไทย (ปท.) ที่มี นิติธร ล้ำเหลือ,ปรีดา เตียสุวรรณ์, และ พิชิต ไชยมงคล เป็นแกนนำ ยังไม่ได้จัดกิจกรรมชุมนุมทางการเมืองเหมือนกลุ่มไทยไม่ทน แต่ทนายนกเขาก็มั่นใจว่า วันที่ 24 มิ.ย.2564 จะมีผู้เข้าร่วมชุมนุมแน่นอน
    กลุ่มจตุพร น่าจะมีพลังมากกว่ากลุ่มทนายนกเขา เนื่องจากได้ซ้อมชุมนุมใหญ่มาตั้งแต่ต้นเดือน เม.ย.นี้ และระหว่างโควิดระบาดหนัก ก็ได้จัดกิจกรรมเสวนาและปราศรัยออนไลน์ ทางช่องพีซทีวีทุกวัน

คนละทาง
    ด้านกลุ่ม นปช.สายยูดีดีนิวส์ นำโดย ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ,ธิดา ถาวรเศรษฐ์ และเหวง โตจิราการ ยังเคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกับม็อบราษฎร และม็อบสามนิ้ว
    “อรุณรุ่งของการเปลี่ยนแปลงเริ่มต้นเมื่อปีที่แล้ว เยาวชนคนรุ่นใหม่ ทำให้เพดานแห่งความกลัวแตก จนท้องฟ้าสว่างไสว แม้ว่าเด็กๆ จะต้องพบกับอันตรายถึงชีวิต ยังเดินหน้าเปิดฟ้าใหม่ ปลุกคนไทยตื่นขึ้นมา” แกนนำ นปช.สายแยกแคราย เชื่อเช่นนั้น
    ล่าสุด เมื่อวันที่ 9 มิ.ย.2564 คนเสื้อแดงได้รวมตัวกันนับพันคน ที่งานฌาปนกิจศพ จิตรา เพ่งพินิจ (ต้อย บางพลัด) ที่วัดเพลง จรัญสนิทวงศ์ 75 เสียงเพลง “สหาย” และ “แสงดาวแห่งศรัทธา” ดังกระหึ่มวัด
    ครบรอบ 89 ปี แห่งการเปลี่ยนแปลงการปกครอง กลุ่มคนเสื้อแดงก้าวหน้า ได้นัดหมายจัดกิจกรรมที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย และคาดว่า กลุ่มคนรุ่นใหม่ก็น่าจะจัดกิจกรรมรำลึกในหลายรูปแบบ
    แกนนำ นปช.สายรามอินทรา พยายามเชิญชวนเสื้อแดงให้มาหลอมรวมกับเสื้อเหลือง ขับไล่ประยุทธ์ ให้พ้นจากตำแหน่งเป็นเบื้องต้น แต่สดับเสียงจากคนเสื้อแดงทุกกลุ่ม ดูเหมือนจะไม่มีใครตอบรับมากนัก

งบประมาณกองทัพ ความมั่นคงของใคร #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/470139

งบประมาณกองทัพ ความมั่นคงของใคร

12 มิถุนายน 2564 – 01:27 น.

ในการอภิปรายงบฯปี 65ในสภาผู้แทนฯ งบฯกลาโหมถูกโจมตีมากที่สุด โดยนำไปเปรียบเทียบกับงบสาธารณสุขในยามที่บ้านเมืองกำลังเผชิญกับโควิด แล้วในความจริงเป็นอย่างไร..ที่นี่มีคำตอบ

รายการ “คมชัดลึก” วันที่ 11 มิ.ย.2564 หัวข้อ “ งบประมาณกองทัพ ความมั่นคงของใคร ” โดยมีผู้ร่วมรายการ คือ พ.ต.อ. ทวี สอดส่อง เลขาธิการพรรคประชาชาติ และ ส.ส. บัญชีรายชื่อพรรคประชาชาติ และกรรมาธิการวิสามัญพิจารณางบประมาณ และ พล.อ. สมเจตน์ บุญถนอม สมาชิกวุฒิสภา( ส.ว.) ดำเนินรายการโดย นารากร ตินายน โดยมีการพูดถึงงบประมาณของกระทรวงกลาโหม จำนวน 2 แสน 3 พันล้านบาท หลังจากมีการอภิปรายในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรเกี่ยวกับงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2565 ซึ่งงบประมาณกระทรวงกลาโหมถูกพูดถึงมากที่สุดและมีการนำไปเปรียบเทียบกับงบประมาณของกระทรวงสาธารณสุข

งบประมาณกองทัพ ความมั่นคงของใคร
งบประมาณกองทัพ ความมั่นคงของใคร

พ.ต.อ.ทวี กล่าวว่า ในส่วนของผมจะตัดงบฯของหน่วยงานไหน ต้องฟังเหตุผลความจำเป็น เราต้องยอมรับว่าวันนี้บ้านเมืองเราประสบปัญหาหลายอย่าง กรรมาธิการไม่มีฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาล ต้องเอาประชาชนเป็นศูนย์กลาง ประโยชน์ของประชาชนและประเทศชาติ

พล.อ. สมเจตน์ กล่าวถึงงบประมาณของกระทรวงกลาโหมที่มีคนพูดถึงว่าสูงมากถึง 2 แสน 3 พันล้านบาท สูงเป็นอันดับสี่เมื่อเทียบกับทุกกระทรวง และสูงกว่ากระทรวงสาธารณสุข ว่า เป็นการเปรียบเทียบเฉพาะปี ต้องไปดูงบกระทรวงสาธารณสุขว่า ปีที่ผ่านมาได้รับเท่าไหร่และปีนี้ได้รับเท่าไหร่ งบประมาณกระทรวงกลาโหมปีนี้ได้รับเทียบเท่างบปี 2560 ย้อนหลังไป 4-5 ปี ถ้าเทียบกับจีดีพี เท่ากับปี 2549 เพราะฉะนั้นจึงบอกไม่ได้ว่างบหน่วยงานไหนมากกว่าหน่วยงานไหน

ส่วนที่ฝ่ายค้านชี้ว่างบฯกระทรวงกลาโหมลดลง 5.24 % แต่งงบสาธารณสุขลดลงมากกว่า พล.อ.สมเจตน์ กล่าวว่า ก็ต้องไปดูว่าการจัดสรรงบของรัฐบบาล เอางบฯสาธารณสุขไปซ่อนไว้ที่ไหน อาจไปอยูในงบกลาง ซึ่งการบริหารของนายกฯใช้ ศบค. ในการบริหาร “โควิด” จึงต้องไปดูในงบกลางว่ามีงบที่เกี่ยวข้องกับการป้องกัน“ โควิด” และเศรษฐกิจเท่าไหร่  และมีการเสนอ พ.ร.ก. เงินกู้ เพื่อมาปะผุ เสริมในเรื่องปัญหาโควิด ต้องดูภาพรวมในลักษณะนี้

งบประมาณกองทัพ ความมั่นคงของใคร

“จะไม่มองว่าเป็นทหาร เป็นพลเรือน ต้องยอมรับว่าความมั่นคงทางเศรษฐกิจ สังคม และทางทหาร รวมทั้งการเมือง มีความสำคัญเท่ากัน ต้องอยู่ในภาวะสมดุลย์ และต้องพิจารณาถึงความลำบากของประชาชนในขณะนี้ด้วย ซึ่งเป็นวาระพิเศษในการพิจารณา”

“จะไม่มองว่าเป็นทหาร เป็นพลเรือน ต้องยอมรับว่าความมั่นคงทางเศรษฐกิจ สังคม และทางทหาร รวมทั้งการเมือง มีความสำคัญเท่ากัน ต้องอยู่ในภาวะสมดุลย์ และต้องพิจารณาถึงความลำบากของประชาชนในขณะนี้ด้วย ซึ่งเป็นวาระพิเศษในการพิจารณา”

พล.อ.สมเจตน์ กล่าวว่า ต้องไปดูงบเงินกู้ที่รัฐบาลได้มา 1 ล้านล้านบาทปีที่แล้ว และปีนี้ 5 แสนล้านบาท ทั้งหมดนำมาใช้กับการแก้ปัญหาโควิด การส่งเสริมเศรษฐกิจ ไม่ได้นำมาใช้เป็นงบทหาร จะเห็นได้ว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับการแก้ไขโควิดและเศรษฐกิจอย่างยิ่ง

พิธีกรถามถึงงบกลาโหม 2 แสน 3 พันล้านบาท เมื่อดูในรายละเอียดเกี่ยวกับบุคลากรถึง 74% มีการตั้งข้อสงสัยว่า กองทัพมีจำนวนคนเยอะเกินไปหรือไม่ และยังมีงบจัดซื้ออาวุธซึ่งเป็นงบผูกพัน มีงบสร้างบ้านพัก งบฯกองทัพลดไม่ได้หรือ พล.อ.สมเจตน์ กล่าวว่า ผมว่าข้อมูลดังกล่าวไม่น่าถูกต้อง อดีตตนเป็น ผ.อ.งบประมาณกลาโหม ถ้ากองทัพใช้งบไปในเรื่องรายจ่ายประจำมากเกินไปถึง70 %อยู่ไม่ได้ผมเคยตรวจสอบพบว่ารายจ่ายประจำเพียง 58%และ 42%ใช้กับการลงทุนและค่าใช้จ่ายทั่วไปไม่ได้ใช้กำลังพลมากมายขนาดนั้น

พ.ต.อ. ทวี กล่าวว่า ที่ฝ่ายค้านบอกว่างบบุคลากรสูงถึง 74 % ดูจากข้อสรุปสมุดงบประมาณว่ารายจ่ายประจำ คือ 74% ในรายจ่ายประจำยังจ่ายให้กับสวัสดิการประชาชนผู้สูงอายุในส่วนที่เกี่ยวกับบุคลากร 40 กว่าเปอร์เซ็นต์ หรือในอดีตกระทรวงการคลังให้เงินกับผู้ปฏิบัติงานภาคใต้ได้รับเงินเพิ่ม จึงต้องมาพิจารณากันอีกครั้งในเพราะข้าราชการอื่นไม่ได้ 5 หมื่นกว่าคนส่วนมากเป็นของกองทัพบก ไม่ใช่ความผิดของกองทัพแต่เป็นการจัดในรูปปกติ ถ้าอัตราเยอะไปก็ต้องมาคุยกันว่า ลักษณะรายจ่ายอย่างนี้ปรับปรุงได้หรือไม่ เราเห็นใจบุคลากรที่เสียสละให้งบของกองทัพ งบความมั่นคงจะไปอยู่ในรายจ่ายอื่นเช่นงบลับ งบข่าว ส่วนของกลาโหมและหน่วยทหารมีเยอะ ก็ต้องมาคุยกัน

พิธีการถามว่ามีการตีแผ่ว่างบลับมีกว่า 500 ล้านบาท พล.อ.สมเจตน์ กล่าาว่า เรื่องงบลับมีไว้เพื่อภารกิจป้องกันประเทศ ภารกิจเรื่องยาเสพติด ภารกิจการข่าว ทุกหน่วยงานที่มีงบลับอยู่ต้องตั้งคณะกรรมการ 4 คน อนุมัติโครงการ ตรวจสอบการใช้เงิน สตง.สามารถเข้าไปตรวจสอบได้ งบลับที่ตนทราบตอนนี้ได้รับ470 ล้านบาทตั้งแต่ปี 2549 ก็ได้รับเท่านี้ ไม่เคยได้รับเพิ่มอีกเลยทั้งที่มีภารกิจสำคัญเพราะฉะนั้นการได้งบลับเพิ่มยากมาก การได้ข่าวต้องได้ข่าวในลักษณะปกปิด และการปกปิดที่สำคัญที่สุดคือชีวิตของกำลังพล งบลับนำไปใช้กับความสัมพันธ์อันดีกับประเทศเพื่อนบ้าน วิธีคิดของทหารในการทำสงครามที่ดีที่สุดคือการชนะสงครามโดยไม่ทำสงครามหากเกิดสงครามใช้งบร้อยล้าน พันล้าน การใช้งบของกองทัพในวงเงินไม่เกิน 500 ล้านบาทเพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่ดีเมื่อเกิดปัญหาความขัดแย้งได้พูดคุยกันจะจัดการปัญหาได้ทั้งหมด 

ส่วนการจัดซื้ออาวุธนั้นในกองทัพมีแผนยุทธศาสตร์ในการพัฒนากองทัพซึ่งการพัฒนากองทัพต้องมองไปที่ภัยคุกคามที่จะเกิดขึ้นการเตรียมกำลังของกองทัพนั้นไม่ใช่ว่าเตรียมพรุ่งนี้แล้วจะได้ทันทีจะต้องใช้เวลาในการเตรียมเพื่อต่อกรได้ซึ่งแผนพัฒนากองทัพมียุทธศา์สตร์มาก่อนปี 63 ซึ่งเกิดโควิดการสั่งซื้ออาวุธต้องใช้เวลาไม่มีประเทศไหนผลิตอาวุธไว้ก่อนพร้อมขายจะต้องไปสั่งซื้ออย่างรถถัง เรือดำน้ำ เราต้องใช้งบผูกพันสั่งซื้อ

พิธีกรถามว่าทำไมกองทัพต้องซื้ออาวุธทุกปีและเป็นงบผูกพันหยุดซื้ออาวุธสักปี 2 ปีได้หรือไม่ พล.อ.สมเจตน์ กล่าวว่าที่งบฯกองทัพถูกพูดถึงมากเพราะนายกฯเป็นทหาร การที่จะทำลายความชอบธรรมของนายกฯได้ดีที่สุด ต้องไปทำลายต้นกำเนิดของนายกฯการทำลายกองทัพก็เพื่อกระทบไปถึงนายกฯเพื่อให้มีความรู้สึกว่านายกฯนั้น มาเอาใจกองทัพมากกว่าสถานการณ์โควิดซึ่งไม่เป็นธรรมเพราะไม่ว่า พล.อ. ประยุทธ์ จะอยู่ในตำแหน่งนายกฯหรือไม่ ประเทศไทยก็ไปได้เพราะมีนายกฯคนใหม่ขึ้นมาแต่กองทัพถ้าถูกทำลายลงแล้ว ประเทศชาติอยู่ยาก

พิธีกรถาม พ.ต.อ.ทวี ว่ามีความจำเป็นต้องวางยุทธศาสตร์ล่วงหน้า จำเป็นต้องมีงบประมาณเตรียมไว้และเป็นงบผูกพันเพราะไม่ได้จ่ายครั้งเดียวทยอยจ่าย พ.ต.อ .ทวี กล่าวว่า มีงบของกลาโหมประมาณ 2 พันล้านบาทที่ใช้ไม่ทันแล้วนำมาคืน แล้วไม่มีการตั้งของบใหม่ ฝ่ายค้านจึงสงสัยว่ามีความจำเป็นจริงหรือไม่ งบซื้ออาวุธนั้นๆและเป็นงบผูกพันข้ามปีกว่า30% มีจำนวนถึง 1 ล้านล้านบาทซึ่งต้องจ่ายอย่างเดียวเปลี่ยนแปลงไม่ได้ ดังนั้นปีนี้จะขอว่าถ้าตั้งงบปี 65 ก็ให้ซื้ออาวุธปี 65 เพราะถ้าเป็นงบผูกพันจะทบทวนได้หรือไม่เพราะปีนี้ประชาชนกำลังอดอยาก ประชาชนกำลังเผชิญกับความหิวโหย คนตายวันละ 20-30คนดังนั้นต้องทำทุกวิถีทางดังนั้นงบกองทัพต้องมาชี้แจงอะไรที่มีความจำเป็นน้อยขอไว้ก่อนได้หรือไม่ช่วยกันทำให้เศรษฐกิจดีขึ้นก่อน

พิธีกรถามว่า ความมั่นคงในมุมมองของกองทัพคือการมีอาวุธยุทโธปกรณ์ไว้ป้องกันประเทศแต่ในมุมมองของประชาชนความมั่นคงคือเรื่องเศรษฐกิจ เรื่องปากท้อง เรื่องสุขภาพมากกว่าเป็นมุมมองที่แตกต่างหรือไม่ พล.อ. สมเจตน์ กล่าวว่า เป็นมุมมองที่แตกต่างกัน ใครทำหน้าที่อะไร ทุกคนก็ต้องการทำหน้าที่ในภารกิจที่ตนเองรับผิดชอบให้ดีที่สุด กองทัพมีหน้าที่ในการป้องกันประเทศ กองทัพต้องพยายามเสริมสร้างขีดความสามารถของกองทัพให้สูงขึ้น มีแนวคิดยุทธศาสตร์ในการนำเสนอ รัฐบาลต่างหากที่จะมองภาพรวม กองทัพคำนึงถึงความรู้สึกของประชาชนอยู่เสมอ เช่น เรือดำน้ำซึ่งมีการเซ็นสัญญาก่อนเกิดโควิด กองทัพก็ถอยเรื่องเรือดำน้ำ    

รู้จัก “โกมล” เบื้องลึกยูโร 2020 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/470108

รู้จัก “โกมล” เบื้องลึกยูโร 2020

11 มิถุนายน 2564 – 18:50 น.

โกมล จึงรุ่งเรืองกิจ เป็นใคร? จึงควักเงิน 280 ล้าน ซื้อลิขสิทธิ์บอลยูโร ให้คนไทยดูฟรีๆ คอลัมน์ .. ท่องยุทธภพ โดย .. ขุนน้ำหมึก

นาทีนี้ เชื่อว่าคนไทยทั้งประเทศอยากรู้จัก “โกมล จึงรุ่งเรืองกิจ” ผู้จ่ายเงิน 280 ล้านบาท ซื้อลิขสิทธิ์ฟุตบอลยูโร 2020 ยกให้ช่อง NBT ถ่ายทอดสด ตามแคมเปญ “คืนความสุขให้คนไทยดูโร” นักข่าวสายกีฬาคงงงๆ ว่า ทำไมต้องไปแถลงข่าวถ่ายทอดสดฟุตบอลยูโร 2020 ที่สนามกอล์ฟไพน์เฮิร์สท กอล์ฟ แอนด์ คันทรีคลับ อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี แต่เมื่อไปฟังการแถลงจบ ก็ถึงบางอ้อ
    เนื่องจาก โกมล จึงรุ่งเรืองกิจ ผู้ควักเงินซื้อลิขสิทธิ์บอลยูโร แบบไม่หวังทำธุรกิจใดๆ นั้น เป็นประธานบริษัท ไพน์เฮิร์สท กอล์ฟคลับ จำกัด และประธานกรรมการ บริษัท ซัมมิทฟุตแวร์ จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายรองเท้ายี่ห้อ แอโร่ซอฟ 
    หากไปคลี่สาแหรก “จึงรุ่งเรืองกิจ” หรือคนแซ่จึง  โหลยช้วง แซ่จึง กับบ่วยเชียง แซ่โป่ว มีบุตร 5 คน คือ สรรเสริญ จุฬางกูร, พัฒนา จึงรุ่งเรืองกิจ, โกมล จึงรุ่งเรืองกิจ ,สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจและ อริสดา จึงรุ่งเรืองกิจ
    ดังนั้น โกมล จึงเป็นพี่ชายของสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีอุตสาหกรรม และมีศักดิ์เป็นอาของ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ อดีตหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ 
    ว่ากันว่า “โกมล” เป็นคนที่เข้าถึงได้ยากสุดคนหนึ่ง แต่วงการสื่อหุ้นจะยกให้เขาเป็นบุคคลที่ “Low Profile” แต่ “High Profit”  เป็นคนทำธุรกิจแบบเรียบง่าย ไม่ชอบเปิดตัว
    โกมลเป็นเจ้าของธุรกิจรองเท้า “แอร์โรซอฟท์” ที่ผลิตเดือนละ 2 ล้านคู่ ส่งออกไปขายต่างประเทศเป็นหลักที่ 70% โดยมีตลาดหลักอยู่ที่ตะวันออกกลาง นอกจากนี้ เขามีธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ เป็นเจ้าของอพาร์ตเม้นต์ให้เช่าหลายหมื่นยูนิต ย่านรังสิต เป็นเจ้าของรับเหมาก่อสร้าง ไปจนถึงโรงงานผลิตเคมีสำหรับงานเคลือบหลังคากระเบื้อง

รู้จัก "โกมล" เบื้องลึกยูโร 2020

โกมล จึงรุ่งเรืองกิจ 

สนามกอล์ฟการเมือง

    กว่า 20 ปีที่แล้ว สนามกอล์ฟไพน์เฮิร์สท กอล์ฟ แอนด์ คันทรีคลับ อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี เป็นของนักการเมืองกลุ่มหนึ่ง มีรัฐมนตรี และ ส.ส.สมัยโน้น มาออกรอบตีกอล์ฟเป็นประจำ
    ปี 2534 บริษัท ซัมมิทโอโตซีท อินดัสตรี จำกัด เข้ามาขอซื้อกิจการสนามกอล์ฟไพน์เฮิร์สท กอล์ฟ แอนด์ คันทรีคลับ อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี เนื่องจากสรรเสริญ จุฬางกูร ชอบเล่นกอล์ฟมาก อยากจะมีสนามกอล์ฟส่วนตัวสักแห่ง โดยมอบให้ โกมล จึงรุ่งเรืองกิจ เป็นคนดูแล
    ปัจจุบัน โกมลมอบให้ลูกชายคนโต “โฟม” พงศ์กวิน จึงรุ่งเรืองกิจ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ นั่งประธานสนามกอล์ฟไพน์เฮิร์สท กอล์ฟ แอนด์ คันทรีคลับ

รู้จัก "โกมล" เบื้องลึกยูโร 2020

พงศ์กวิน จึงรุ่งเรืองกิจ

บินเดี่ยว “บิลลี่” ฤาทิ้งรังก้าวไกล #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/470064

บินเดี่ยว “บิลลี่” ฤาทิ้งรังก้าวไกล

11 มิถุนายน 2564 – 14:34 น.

แพ้เปลือกส้ม “ส.ส.บิลลี่” บินหนี “พิธา” เปิดตัว ส.ก.ไม่สนเจ้าของพื้นที่

++
ชัดแล้วชัดอีก 4 ส.ส.เจ้าเก่า ขวัญเลิศ พานิชมาท ส.ส.ชลบุรี ,คารม พลพรกลาง ส.ส.บัญชีรายชื่อ ,เอกภพ เพียรพิเศษ และพีรเดช คำสมุทร ส.ส.เชียงราย โหวตเห็นด้วย พ.ร.ก.กู้เงิน 5 แสนล้าน สวนมติพรรคก้าวไกล แถมระหว่างการอภิปรายก็นั่งอยู่ฝั่งพรรคภูมิใจไทย

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง…  เปิดปูม “9 ก้าวไกล” ไม่แก้ ม.112

บินเดี่ยว "บิลลี่" ฤาทิ้งรังก้าวไกล

ส.ส.บิลลี่ ไปไหนมาไหน ไม่มีสีส้ม

อีกรายที่ไม่ปรากฏตัวในสภาฯ คือ จิรวัฒน์ อรัณยกานนท์ ส.ส.กทม. ซึ่งไม่แสดงตัวว่าจะย้ายพรรค แต่คนแถวเขตทวีวัฒนา และตลิ่งชัน ก็แอบเห็น ส.ส.จิรวัฒน์ หรือ “ทนายบิลลี่” ไม่ติดโลโก้พรรคก้าวไกลมานานหลายเดือนแล้ว    

ถ้ายังจำกันได้ ตอนที่พรรคก้าวไกล เสนอแก้ไข ม.112  และให้ ส.ส.ลงชื่อรับรอง ปรากฏว่า มี ส.ส. 9 คน ไม่ยอมลงชื่อด้วย หนึ่งในนั้นคือ จิรวัฒน์ อรัณยกานนท์ ส.ส.กทม.    

“ผมเห็นด้วยกับการแก้ไขมาตรา 112 แต่มันยังมีมิติบางมุมในทางเนื้อหาและวิธีการแก้ไขซึ่งอาจจะเห็นต่างจากพรรค” ส.ส.บิลลี่ชี้แจง พร้อมบอกเรื่องนี้ สังคมยังแบ่งข้าง มีทั้งเห็นด้วย ไม่เห็นด้วย “ในความเห็นของผมของนักการเมือง คือเราต้องหาความประนีประนอมของทั้งสองฝ่าย ในกรณีที่มีความขัดแย้งทางการเมืองที่รุนแรง”    

มีอาชีพทนายความ จึงมีเรียกตัวเองว่า “ทนายบิลลี่” และเป็นพิธีกรร่วมรายการกฎหมายหน้าหนึ่ง ทีวีรัฐสภา    

“ทนายบิลลี่” จิรวัฒน์ อรัณยกานนท์ ส.ส.กทม. เขต 27 (ตลิ่งชัน,ทวีวัฒนา และหนองค้างพลู) เป็นบุตร ดร.พรชัย อรัณยกานนท์ ผู้ก่อตั้งและเป็นอธิการบดีคนแรกวิทยาลัยทองสุข กับ สุนีย์ อรัณยกานนท์     

พิธา เปิดตัวผู้สมัคร ส.ก. ไม่สน ส.ส.บิลลี่

ทนายบิลลี่ลงสนามการเมืองระดับชาติครั้งแรก สังกัดอนาคตใหม่ เขตเลือกตั้งที่ 27 ตอนนั้น ไม่มีใครคิดหรอกว่า เขาจะล้มแชมป์เก่า เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ พรรคประชาธิปัตย์ ได้อย่างเหลือเชื่อ 

บินเดี่ยว "บิลลี่" ฤาทิ้งรังก้าวไกล

++
เปลือกส้มมาแล้ว
++
นับแต่มีปัญหาขัดแย้งกับพรรคก้าวไกล ในเชิงอุดมการณ์ “ส.ส.บิลลี่” เหมือนบินเดี่ยวไปไหนมาไหน ไม่มี “สีส้ม” ติดตัว หากไปส่องเฟซบุ๊กทนายบิลลี่-จิรวัฒน์ อรัณยกานนท์ ก็ยังลงพื้นที่พบปะชาวบ้านอย่างสม่ำเสมอ 

งูเห่ายั้วเยี้ย เลื้อยหนี “พี่โทนี่” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/470041

งูเห่ายั้วเยี้ย เลื้อยหนี “พี่โทนี่”

11 มิถุนายน 2564 – 11:46 น.

ใกล้ฤดูเลือกตั้ง งูเห่าหารังใหม่ สิ้นมนต์แล้วหรือ “พี่โทนี่” คอลัมน์… ท่องยุทธภพ โดย… ขุนน้ำหมึก

++
กลายเป็นเรื่องปกติของสภาฯ ชุดนี้ ยามที่มีร่างกฎหมายสำคัญๆ ของรัฐบาลเข้าสู่สภาฯ ถึงตอนโหวตลงมติ ก็จะพบว่า จำนวนเสียง ส.ส.ฝ่ายค้าน ขาดหายไปทุกครั้ง 

ล่าสุด ผลการลงมติ ที่สภาผู้เเทนราษฎรได้อนุมัติ พ.ร.ก.เงินกู้ 5 แสนล้านบาท ไปด้วยคะเเนน เห็นด้วย 270 ราย ไม่เห็นด้วย 196 ราย งดออกเสียง 1 ราย ไม่ลงคะแนนเสียง 2 จากจำนวน ส.ส.ผู้ร่วมลงมติทั้งสิ้น 469 คน 
อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง…  กลิ่นยุบสภา “พลังป้อม” ชิงดำ “โทนี่”
    

งูเห่ายั้วเยี้ย เลื้อยหนี "พี่โทนี่"

จักรพรรดิ ไชยสาส์น

เมื่อสำนักข่าวต่างๆ ตรวจสอบรายชื่อ ส.ส.ฝ่ายค้าน ปรากฏว่า 4 ส.ส.หน้าเก่า ค่ายสีส้มลงมติเห็นด้วย แต่ที่มีเสียงโหวกเหวกโวยวายจากกองเชียร์เสื้อแดงคือ ส.ส.เพื่อไทย 7 คน หายไปจากที่ประชุมสภา    

งานนี้ ประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรคเพื่อไทย ต้องออกมาชี้แจงสื่อทันควัน โดยระบุว่า สมบัติ ศรีสุรินทร์ ส.ส.สุรินทร์ ลาตรวจสุขภาพ มีใบแพทย์นัดชัดเจน และ สมคิด เชื้อคง ส.ส.อุบลราชธานี ลาไปงานศพอาที่เลี้ยงดูมาตั้งแต่เด็กๆ    

ส่วนที่เหลืออย่าง ไตรรงค์ ติธรรม ส.ส.บึงกาฬ ,ศรัณย์วุฒิ ศรัณย์เกตุ ส.ส.อุตรดิตถ์ ,อนุรักษ์ ตั้งปณิธานนท์ ส.ส.มุกดาหาร และพรพิมล ธรรมสาร ส.ส.ปทุมธานี กำลังดำเนินการโทรประสานขอทราบเหตุผล     

งานนี้ ประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรคเพื่อไทย ต้องออกมาชี้แจงสื่อทันควัน โดยระบุว่า สมบัติ ศรีสุรินทร์ ส.ส.สุรินทร์ ลาตรวจสุขภาพ มีใบแพทย์นัดชัดเจน และ สมคิด เชื้อคง ส.ส.อุบลราชธานี ลาไปงานศพอาที่เลี้ยงดูมาตั้งแต่เด็กๆ    

“เสี่ยประเสริฐ” บอกว่า หาก ส.ส.คนใดไม่มีเหตุผลเพียงพอที่สามารถพิสูจน์ได้ พรรคมีมาตรการอย่างเด็ดขาดแน่นอน

งูเห่ายั้วเยี้ย เลื้อยหนี "พี่โทนี่"

ไตรรงค์ ติธรรม

++
เจาะเรียงตัว
++
ในจำนวน ส.ส.เพื่อไทย 7 คน ที่ขาดประชุมดังกล่าว ตัดสมบัติ ศรีสุรินทร์ และสมคิด เชื้อคง ออกไป ก็เหลือ 5 คน ที่น่าวิเคราะห์เจาะลึก    

“จักรพรรดิ์ ไชยสาส์น” ส.ส.อุดรธานี เขต 6 ลูกชายคนที่ 2 ของ “อีดี้จวบ” ประจวบ ไชยสาส์น และเป็นพี่ชายของ ต่อพงษ์ ไชยสาส์น อดีต ส.ส.อุดรฯ และอดีต รมช.สาธารณสุข รัฐบาลยิ่งลักษณ์    

อนุรักษ์ ตั้งปณิธานนท์

“ไตรรงค์ ติธรรม” ส.ส.บึงกาฬ เขต 2 เป็นผู้แทนฯ 3 สมัย คนสนิทของ พินิจ จารุสมบัติ อดีต ส.ส.หนองคาย เคยลงสมัคร ส.ส.หนองคาย (ช่วงที่ยังไม่แยกเป็น จ.บึงกาฬ) แต่สอบตก    

งูเห่ายั้วเยี้ย เลื้อยหนี "พี่โทนี่"

เส้นทางการเมืองของไตรรงค์ ผู้ยิ่งใหญ่แห่ง อ.เซกา น่าขีดเส้นใต้ เนื่องจากท้องถิ่นบึงกาฬ ได้ขั้วอำนาจใหม่คือ แว่นฟ้า ทองศรี นายก อบจ.บึงกาฬ ภรรยาของทรงศักดิ์ ทองศรี รมช.มหาดไทย    

“อนุรักษ์ ตั้งปณิธานนท์” ส.ส.มุกดาหาร เขต 1 อดีตนายกเทศมนตรีเมืองมุกดาหาร ปี 2550 ลาออกมาลงสมัคร ส.ส.ครั้งแรก พรรคมัชฌิมาธิปไตย และปี 2554 ลงสมัคร ส.ส.ในนามพรรคเพื่อไทย ได้รับการเลือกตั้ง    

หากมองตามสภาพแวดล้อมทางการเมือง ส.ส.อนุรักษ์ ไม่น่าจะย้ายพรรค เพราะสนามเลือกตั้งมุกดาหาร กระแสทักษิณยังแรง ฐานเสื้อแดงยังแน่น    

“ศรัณย์วุฒิ ศรัณย์เกตุ” ส.ส.อุตรดิตถ์ ส.ส.หนวดงามรายนี้ ยอมรับว่า ได้รับการติดต่อจากผู้ใหญ่ในพรรคฝั่งรัฐบาลให้ย้ายพรรคจริง แต่ไม่รับข้อเสนอ เพราะเลือกฝั่งประชาธิปไตย

นิทานเซราะกราว “ราชสีห์” กับ “หนู” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/469939

นิทานเซราะกราว “ราชสีห์” กับ “หนู”

10 มิถุนายน 2564 – 15:35 น.

นิทานอีสานใต้ “หนูช่วยราชสีห์” เกมลับลวงล่อของใคร เรื่องนี้ต้องขยาย คอลัมน์… ท่องยุทธภพ โดย… ขุนน้ำหมึก

++
พักนี้ ผู้ติดตามข่าวสารการเมือง อาจต้องไปหานิทานอีสปมาอ่าน เพราะรัฐมนตรีบางคนพยายามนำนิทานเรื่องราชสีห์กับหนู มาเปรียบเปรยกับความสัมพันธ์ของพรรคร่วมรัฐบาล

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง… สะพัด “นายกฯ” จ่อปรับ “อนุทิน” พ้น รมว.สธ.

นิทานเซราะกราว "ราชสีห์" กับ "หนู"

คนชอบเล่านิทานอีสป

ในนิทานที่เล่ากันมา ราชสีห์ถูกหนูรบกวน เลยตะปบเจ้าหนู หวังจะฆ่าหนูให้ตายแต่หนูวอนขอชีวิต ราชสีห์เลยปล่อยไป วันถัดมา ราชสีห์ติดบ่วงของนายพราน หนูก็มาช่วยกัดแทะเชือกจนขาด สุดราชสีห์ก็เป็นอิสระ    

บังเอิญหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย มีชื่อเล่นว่า “หนู” นิทานอีสปเรื่องนี้ จึงถูกนำมาโยงเข้ากับเรื่องการเมืองบ่อยครั้ง    

หลังศึกอภิปรายงบประมาณ 2565 อนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์สื่อว่า “พรรคภูมิใจไทยไม่ได้อภิปรายอย่างราชสีห์แล้วโหวตอย่างหนู เพราะหนูนี่แหละที่ช่วยราชสีห์ ในนิทานอีสปไม่เคยบอกว่าราชสีห์ช่วยหนู มีแต่หนูที่ช่วยราชสีห์ และการโหวตร่างพ.ร.บ.งบฯปี 2565 ก็เรียบร้อยดี เพราะเป็นพรรคร่วมรัฐบาล ซึ่งการอภิปรายเป็นการเสนอความคิดเห็นเพื่อนำไปสู่การปฏิบัติที่ถูกต้อง ถือว่าแฟร์ดี”     

หากเปรียบเวทีสภาเป็นเวทีมวย ปรากฏว่า นักมวย ค่ายศิษย์เนวิน เจอกองเชียร์โห่กันเกรียวกราว เพราะชกไม่สมศักดิ์ศรี    

เนื่องจากระหว่างศึกงบประมาณฯ ส.ส.ค่ายภูมิใจไทย โชว์ลีลา “ฝ่ายค้านในรัฐบาล” เรียกคะแนนนิยมจากฝั่งประชาธิปไตย แต่ก่อนโหวตลงมติรับ-ไม่รับ ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ กลับออกลีลาพลิ้ว ทำเอาหัวหน้าพรรคก้าวไกลฉุน จึงอภิปรายเหน็บแนมว่า “อภิปรายอย่างราชสีห์ โหวตอย่างหนู”

คำพูดของอนุทินที่ว่า “หนูนี่แหละที่ช่วยราชสีห์” ฟังดูแล้วเหมือนทวงบุญคุณใครสักคน?

++
ไม่แตกแถว
++
กลยุทธ์ในสภา “อนุทิน” มักอ้างว่า ส.ส.ภูมิใจไทย ที่วิพากษ์วิจารณ์นายกฯ ประยุทธ์ “รวบอำนาจ” หรือ “ริบอำนาจ” เป็นเรื่องการแสดงความเห็น ในฐานะผู้แทนประชาชน    

เมื่อมีการวิเคราะห์บทบาทของภูมิใจไทย เหมือนตีกรรเชียงถอยหนีจากเรือเหล็ก ฝั่งบุรีรัมย์ก็อรรถาธิบายว่า “จากการโหวตของพรรคภูมิใจไทย ที่เทใจผ่านงบปี 2565 แบบไม่มีแตกแถว” สะท้อนคำพูดที่ว่า หนูจะช่วยราชสีห์    

“ขณะเดียวกันก็ปรากฏภาพความซี้ย่ำปึ้กระหว่างเสี่ยหนูกับบิ๊กตู่ ทั้งในสภา และนอกสภา เรียกว่าบรรยากาศ 2 พรรคกำลังชื่นมื่น ร่วมทุกข์ ร่วมสุข..”    

จากถ้อยแถลงจากฝั่งบุรีรัมย์ข้างต้น ก็มีคำถามตามมาว่า “ซี้ย่ำปึ้ก” จริงหรือ? ทำไม พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี จึงให้สัมภาษณ์ทำนอง “เสียความรู้สึก” กับ ส.ส.พรรคร่วมรัฐบาล    

การอภิปราย พ.ร.ก.เงินกู้ 5 แสนล้าน ลูกชาย “เฮียตือ อ่างทอง” กรวีร์ ปริศนานันทกุล ส.ส.ภูมิใจไทย ก็กระซวกนายกฯ ประยุทธ์อีกตามเคย “การกู้เงินในนาทีนี้ไม่ใช่สิ่งสำคัญที่สุด สิ่งสำคัญกว่านั้นคือ ต้องกู้หน้านายกฯ และรัฐบาล และสิ่งสำคัญที่สุดคือ ต้องกู้ความเชื่อมั่น ถ้ากู้ความเชื่อมั่นกลับมาไม่ได้ ต่อให้กู้เงินอีกเท่าไรก็แก้ปัญหาไม่ได้”

นิทานเซราะกราว "ราชสีห์" กับ "หนู"

ฝ่ายค้านในฝ่ายรัฐบาล

++
อาการหลงหนู
++
เมื่องาน “มหกรรมกัญชา กัญชง 360 องศา เพื่อประชาชน” ที่ สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จ.บุรีรัมย์ “อนุทิน” ได้กล่าวถึงเพลง “หนูกัญชา” ซึ่งแต่งโดย แอ๊ด คาราบาว โดยยกเนื้อเพลงท่อนหนึ่งว่า “ฉันเคยอ่านนิทานอีสป ที่ในตอนจบ หนูช่วยราชสีห์”     

แอ๊ด คาราบาว ได้ยกย่องอนุทินเปรียบเสมือนหนู และประชาชนทุกคนเปรียบเสมือนราชสีห์ที่ยิ่งใหญ่ ในวันนี้ที่ราชสีห์ช่วยหนูให้เข้ามาเป็นสมาชิกสภาผู้แทนฯ ดังนั้น หนูเองก็จะต้องช่วยเหลือราชสีห์กลับคืน ในการทำให้ราชสีห์ลืมตาอ้าปาก    

ย้อนไปช่วงก่อนจัดตั้งรัฐบาล ระหว่างขั้วพลังประชารัฐ กับขั้วเพื่อไทย กำลังแข่งกันฟอร์มรัฐบาล พรรคภูมิใจไทย ก็วางตัวเป็น “ทางเลือกที่สาม” ไม่เข้าข้างไหน    

อนุทินแอบไปคุยกับนักข่าวบางกลุ่มว่า ตนและพรรคภูมิใจไทย เปรียบเสมือนหนู จะช่วยราชสีห์ ปลดล็อกตั้งรัฐบาลได้ ไม่ว่าราชสีห์ฝั่งพลังประชารัฐ หรือเพื่อไทย    

จะว่าแล้ว อนุทินก็เล่นลับลวงพรางเอาใจกองเชียร์ ทั้งที่ “ผู้มีบารมีเหนือพรรค” ได้ทำข้อตกลงกับ “บ้านป่ารอยต่อ” ไว้ล่วงหน้าแล้ว

“ก้าวไกล” ใกล้จบ นักเลือกตั้งดับฝัน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/469899

“ก้าวไกล” ใกล้จบ นักเลือกตั้งดับฝัน 

10 มิถุนายน 2564 – 11:26 น.

ไม่มีมิตรแท้และศัตรูถาวร นักเลือกตั้งต่างขั้วรวมหัว “รื้อระบบเลือกตั้ง” ดับฝันพรรคก้าวไกล คอลัมน์… ท่องยุทธภพ โดย… ขุนน้ำหมึก

++
ขณะที่พรรคก้าวไกล ชวนประชาชนร่วมลงชื่อ “รื้อระบอบประยุทธ์” ฟากฝ่ายนักเลือกตั้งก็เตรียม “รื้อระบบเลือกตั้ง” ทั้งพรรคพลังประชารัฐ, พรรคประชาธิปัตย์, พรรคภูมิใจไทย และพรรคชาติไทยพัฒนา ได้เห็นพ้องต้องกันในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ประเด็นระบบเลือกตั้ง เปลี่ยนจากจัดสรรปันส่วนผสม กลับไปใช้ “บัตรเลือกตั้ง 2 ใบ”

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง… พปชร.ชูธงเลือกตั้งบัตร 2 ใบ” แก้สมการการเมือง-ลดต่อรอง”-ภท. เสียเปรียบ  

"ก้าวไกล" ใกล้จบ นักเลือกตั้งดับฝัน 

จากอนาคตใหม่ สู้ก้าวไกล เลือกตั้งครั้งหน้าไม่ง่าย

เช้าวันที่ 10 มิ.ย.2564 ชินวรณ์ บุณยเกียรติ ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์รายการเจาะลึกทั่วไทยอินไซด์ไทยแลนด์ ถึงความคืบหน้าในการแก้ไขรัฐธรรมนูญของ 3 พรรคคือ ประชาธิปัตย์, ภูมิใจไทย และชาติไทยพัฒนา เตรียมเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตรา 6 ฉบับ     

ที่น่าสนใจคือ ประเด็นระบบเลือกตั้ง ที่จะเปลี่ยนจาก “บัตรใบเดียว” จัดสรรปันส่วนผสม เป็น “บัตรเลือกตั้ง 2 ใบ” แบ่งเป็น ส.ส.เขต 400 คน และส.ส.บัญชีรายชื่อ 100 คน เหมือนรัฐธรรมนูญปี 2540    

สอดคล้องกับไพบูลย์ นิติตะวัน ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ ที่บอกว่า พรรคเสนอให้ใช้บัตรเลือกตั้ง 2 ใบ เพื่อลดความขัดแย้ง หลังมีการโจมตีว่าพรรคพลังประชารัฐได้ประโยชน์จากบัตรเลือกตั้งใบเดียว  แต่พรรคต้องการให้ประเทศและกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญเดินหน้าไปได้    

การเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญ ประเด็นบัตร 2 ใบนั้น พรรคเพื่อไทย ได้จุดพลุเรื่องนี้มาแต่ปีที่แล้ว ซึ่งเวลานั้น ส.ส.ฝั่งรัฐบาลยังไม่เห็นด้วย ผ่านมาถึงปีนี้ พรรคร่วมรัฐบาลต่างเห็นดีให้กลับไปใช้ระบบเลือกตั้งบัตร 2 ใบ    

เรื่องนี้มีคำตอบ เนื่องจากบรรดาเผ่าพันธุ์ “นักเลือกตั้ง” เห็นพ้องต้องกันว่า พรรคการเมืองที่ได้ผลประโยชน์จาก “บัตรใบเดียว” เต็มเม็ดเต็มหน่วยคือ พรรคอนาคตใหม่หรือพรรคก้าวไกล  

"ก้าวไกล" ใกล้จบ นักเลือกตั้งดับฝัน 

จากอนาคตใหม่ สู้ก้าวไกล เลือกตั้งครั้งหน้าไม่ง่าย

++
ดับฝันคู่แข่ง
++
อย่างที่เห็นกันอยู่ในเวลานี้ กลุ่มแคร์ พยายามปลุกผี “พี่โทนี่” ผ่านเวทีคลับเฮาส์ เพื่อดึงความสนใจจากคนรุ่นใหม่ เพราะรู้ดีว่า ในสนามเลือกตั้งครั้งต่อไป พรรคก้าวไกลจะเป็นก้างขวางคอของพรรคเพื่อไทย    

พูดกันตรง ๆ ฐานเสียงของเพื่อไทยกับก้าวไกล ก็คือ ผู้รักประชาธิปไตย ไม่เอาเผด็จการ หากมีการเลือกตั้งครั้งใหม่ ใช้กติกาเลือกตั้งแบบเดิม พรรคเพื่อไทย ย่อมเสียเปรียบพรรคก้าวไกล    

ปลายปีที่แล้ว พรรคเพื่อไทย ชงแก้ไขรัฐธรรมนูญ เสนอยกเลิกอำนาจวุฒิสภาในการเลือกนายกรัฐมนตรีตามมาตรา 272 โดยพรรคเสนอเพิ่มเติมว่า นายกรัฐมนตรีนอกจากเลือกจากบัญชีของพรรคการเมืองแล้ว สามารถเลือกจาก ส.ส.ได้ด้วย     

รวมถึงการแก้ไขระบบเลือกตั้ง โดยแก้ไขระบบเลือกตั้งให้เป็นไปตามแนวทางของรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540 คือใช้บัตร 2 ใบ (เลือกคนและเลือกพรรค)    

อิทธิฤทธิ์สูตรจัดสรรปันส่วนผสม หรือกติกาเลือกตั้งสูตรพิสดาร ทำให้ไม่ได้ ส.ส.บัญชีรายชื่อ แม้แต่คนเดียว    

ย้อนไปดู ผลการเลือกตั้ง ส.ส.ปี 2562 โดยกติกาใหม่ ระบบจัดสรรปันส่วนผสม ใช้บัตรเลือกตั้งใบเดียว พรรคเพื่อไทย ได้ป็อบปูลาร์โหวต 7,920,630 เสียง ส.ส.เขต 136 คน แต่ไม่มี ส.ส.บัญชีรายชื่อแม้แต่คนเดียว    

ส่วนพรรคอนาคตใหม่(พรรคก้าวไกล) ได้ 6,265,950 เสียง ส.ส.เขต 30 คนและ ส.ส.บัญชีรายชื่อ 50 คน    

จากผลคะแนนป็อบปูลาร์โหวต พรรคเพื่อไทยกับพรรคอนาคตใหม่(พรรคก้าวไกล) ตัวเลขใกล้เคียงกันมาก พรรคหนึ่งไม่ได้ ส.ส.บัญชีรายชื่อ แต่อีกพรรคหนึ่งได้ ส.ส.บัญชีรายชื่อ 50 คน    

ต้องยอมรับว่า สมัยที่ใช้รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540 ระบบเลือกใช้บัตร 2 ใบ (เลือกคนและเลือกพรรค) ผลการเลือกตั้ง 6 ม.ค.2544 พรรคไทยรักไทย ได้ ส.ส.เขต 200 คน ส.ส.บัญชีรายชื่อ 48 คน รวม 248 คน     

เลือกตั้ง 6 ก.พ.2548 พรรคไทยรักไทย ได้ ส.ส.เขต 310 คน ส.ส.บัญชีรายชื่อ 67 คน รวม 377 คน เป็นรัฐบาลพรรคเดียว    

ฉะนั้น พรรคเพื่อไทยจึงดันเต็มที่ เพื่อให้แก้ไขรัฐธรรมนูญในประเด็นระบบเลือกตั้ง และเป็นความบังเอิญที่พรรคร่วมรัฐบาล ก็เห็นดีเห็นงามด้วย    

นักเลือกตั้งเก๋าเกมจากทุกพรรค ต่างมีศัตรูร่วมคือ พลพรรคสีส้ม ที่มี พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เป็นหัวแถว และธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ รับบทกองเชียร์ขอบสนาม

“ซินแสเข่ง” ผ่าดวงวิกฤติ “เจี๊ยบ อมรัตน์” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/469841

“ซินแสเข่ง” ผ่าดวงวิกฤติ “เจี๊ยบ อมรัตน์”

9 มิถุนายน 2564 – 21:02 น.

“ซินแสเข่ง” ผ่าดวงวิกฤติ “เจี๊ยบ อมรัตน์” สาวใจใหญ่ ชื่อเป็นอุปสรรค เลขประจำตัวตกดาวเสาร์ทุกข์โทษ ความวินาส และสูญเสีย อีกทั้งตกรอบอายุเข้าเคราะห์ มีเรื่องให้ได้รับความเดือดร้อน ก่อปัญหาให้เกิดความขัดแย้ง

“ซินแสเข่ง” ผ่าดวงวิกฤติ ลูกสาวอดีตกำนันดังนครปฐม เจี๊ยบ นางอมรัตน์ ส.ส.ชอบล่อเป้าแห่งพรรคก้าวไกล ผ่าดวงวิเคระห์เจาะลึกดวงชะตา ที่เป็นคนพูดตรงขวานผ่าซากระรานไม่ยอมคน มีความคิดของตนเองเป็นใหญ่ ดื้อรั้นอยากรู้อยากเห็น ใช้ความคิดของตนเองเป็นที่ตั้ง มีเจ้าทุกข์ชอบช่วยเหลือผู้อื่น เป็นสาวใจใหญ่ ชื่อเป็นอุปสรรค เลขประจำตัวตกดาวเสาร์ทุกข์โทษ ความวินาส และสูญเสีย อีกทั้งตกรอบอายุเข้าเคราะห์ มีเรื่องให้ได้รับความเดือดร้อน ก่อปัญหาให้เกิดความขัดแย้ง ทะเลาะเบาะแว้งให้เกิดขึ้น 

"ซินแสเข่ง" ผ่าดวงวิกฤติ  "เจี๊ยบ อมรัตน์"

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง
ลาแล้ว ‘เจี๊ยบ นครปฐม’ สมัยสุดท้าย
 

“ซินแสเข่ง”อาจารย์ชนม์ทรรศน์  ฤทัยผ่อง  ผู้อำนวยการสถาบันโหราศาสตร์พยากรณ์แห่งประเทศไทย วิเคราะห์เจาะลึกผ่าดวงวิกฤติ นางอมรัตน์ ช่วงจังหวะคุณพ่อเสีย แต่ไม่วายทิ้งท้ายกับเฟสบุ๊คส่วนตัวด้วยวาทะ “จะไม่ว่างอีกหลายวัน ฝากใครก็ได้ด่าแทนไปก่อน # นายกเฮงซวย ”  ว่าถึงเวลาที่ต้องทำใจให้นิ่ง เพราะเป็นช่วงไว้ทุกข์บุพการี แต่นางก็ไม่วาย ทิ้งท้ายให้ฮือฮา ทั้งที่อยู่ในช่วงไว้ทุกข์ให้กับคุณพ่อที่จากไป เพราะรอบอายุเข้าเคราะห์ จึงกลายเป็นคนมีเรื่องให้หงุดหงิดไม่สบายใจ กับเรื่องที่ไม่เป็นเรื่อง เพราะความเป็นคนดื้อรั้น ใช้ความคิดของตนเองเป็นที่ตั้ง ซึ่งความจริงแล้ว นางเป็นคนที่รักสวยรักงาม แต่เพราะความเป็นคนที่ถือว่าตนเองเป็นคนเก่ง เป็นคนเลือกเส้นทางชีวิตเอง ว่าจะไปทางไหนไม่อยู่ในกรอบการเมือง เพราะเอาความคิดของตนเป็นใหญ่ จึงเลือกทางเดินผิด ถ้าเลือกเส้นทางตนเองให้ถูกมีแนวคิด เป็นของตนเอง เชื่อได้ว่ามีโอกาศก้าวไปสู่การเมืองที่สดใส อีกทั้งเลขประจำตัว  4 7 5 ตกดาวเสาร์ หมายถึงทุกข์โทษ ยืดเยื้อความวินาส การสูญเสีย หวาดระแวง อิจฉาทรุดโทรมและล้มละลาย

“ซินแสเข่ง” สรุปถึงเส้นทางการเมืองของเจี๊ยบ นางอมรัตน์ เมื่อบุพการีจากไปใครจะมาเป็นแบคให้ อนาคตทางการเมืองต่อไปมีโอกาศเสื่อมถอยนับแต่นี้เป็นต้นไปไม่มีใครเกรงใจใคร  ถึงยามที่ต้องต่อสู้ด้วยตนเอง อดีตและอนาคตต่างกัน อุปสรรคจะเกิดขึ้นให้พิสูจน์ได้ แต่เชื่อว่าถ้ามีโอกาศพลิกชีวิตของตนเอง แล้วจะรู้ว่าอนาคตไม่น่าไว้ใจใคร เลือกทางเดินผิด คิดจนตัวตาย เลือกทางเดินล่ม คิดจนล่มสลาย เลือกทางเดินทำลาย คิดจนชีวาวาย ไม่อยากสาย ต้องรู้โชคชะตา

พลิกปูม “บิ๊กติ๊ก พล.อ.ปรีชา จันทร์โอชา” ยามเจอมรสุมชีวิต #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/469840

พลิกปูม “บิ๊กติ๊ก พล.อ.ปรีชา จันทร์โอชา”ยามเจอมรสุมชีวิต

9 มิถุนายน 2564 – 20:27 น.

พลิกปูม”บิ๊กติ๊ก พล.อ.ปรีชา จันทร์โอชา”ยามเจอมรสุมชีวิตที่ผ่านมาหลายครั้งที่เจอแต่ฝ่าไปได้ ครั้งนี้หนักหนาจะจบลงอย่างไร

เจอมรสุมครั้งใหญ่เข้ากับชีวิตเสียแล้วเมื่อ ป.ป.ช.ชี้ว่า“บิ๊กติ๊ก พล.อ. ปรีชา จันทร์โอชา”จงใจยื่นบัญชีทรัพย์สินเป็นเท็จ

พล.อ.ปรีชา เกิดวันที่ 8 กรกฎาคมพ.ศ.2499 ปัจจุบันอายุ 65 ปีเป็นบุตรของ พ.อ.ประพัฒน์ กับนางเข็มเพชร จันทร์โอชา มีชื่อเล่นว่า“ติ๊ก”แต่สื่อมวลชนนิยมเรียกว่า“บิ๊กติ๊ก”

เป็นน้องชายของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี

สมรสกับนางผ่องพรรณ มีบุตรชายคือ ว่าที่ร้อยตรีปฏิพัทธ์ จันทร์โอชา นายทหารสังกัดกองทัพภาคที่ 3

โรงเรียนเตรียมทหารเคยได้มอบรางวัลเกียรติยศจักรดาวให้ พล.อ. ปรีชา ในปี 2559 

และองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึกได้มอบเหรียญเกียรติคุณชั้นที่1ให้แก่ พล.อ. ปรีชาในปี 2560

ลำดับสาแหรกของ พล.อ. ปรีชา

การศึกษา

บิ๊กติ๊ก พล.อ.ปรีชา สำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนวัดนวลนรดิศ โรงเรียนเตรียมทหารรุ่นที่ 15 และโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้ารุ่นที่ 26

ในปี 2557ได้รับแต่งตั้งเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.)และเป็นที่มาของคดีนี้เมื่อเขาต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินฯต่อ ป.ป.ช.ในตำแหน่งสนช.

เป็น สนช.ที่ขาดประชุมมากถึง 394 วันจาก 400 วัน

นายวีระ สมความคิด เลขาธิการเครือข่ายประชาชนต้านคอร์รัปชั่น(คปต.)ได้เคยออกมาเปิดเผยและตั้งคำถามว่าพล.อ.ปรีชา ในฐานะสมาชิกสนช.ขาดการประชุมเป็นประจำ

พร้อมระบุว่าตำแหน่ง สนช.ถือเป็นตำแหน่งข้าราชการทางการเมือง เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ รัฐต้องจ่ายเงินเดือน เบี้ยประชุม รวมถึงผลประโยชน์ตอบแทนอื่นๆอีกมากมาย

มีเจ้าหน้าที่ของรัฐคนใดบ้างที่สามารถลางานได้มากถึง 394 วันจากจำนวนวันทำงานทั้งหมด 400 วันโดยไม่ถูกไล่ออกจากราชการก็คงมีแต่พล.อ.ปรีชา น้องชายนายกฯประยุทธ์ คนนี้คนเดียวเท่านั้น

ถ้าอ้างว่าติดราชการงานอื่นจนไม่มีเวลามาทำงานก็ควรมาลาออกไป กระทรวงการคลังจะได้ไม่ต้องเสียหายไม่ต้องเสียงบประมาณแผ่นดินอันเป็นเงินภาษีอากรของประชาชนมาจ่ายเป็นเงินเดือนแสนสองหมื่นบาท

อย่างไรก็ตามเรื่องนี้คณะอนุกรรมการจริยธรรมของ สนช.ได้สรุปผลสอบออกมาว่าไม่เข้าข่ายผิดจริยธรรมเนื่องจากการลาประชุมเป็นไปตามข้อบังคับและมีภารกิจของหน่วยงานที่ตนเองเป็นผู้บังคับบัญชาระดับสูงไม่สามารถมอบหมายให้ผู้อื่นดำเนินการแทนได้จึงมีความจำเป็นต้องลาประชุม

เดือนพฤษภาคม 2562 พล.อ.ปรีชา ลาออกจากตำแหน่งสนช.เพื่อไปสมัครเป็น ส.ว.  

ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งสำคัญของเส้นทางทหารอาชีพนั่ง“ปลัดกระทรวงกลาโหม”

วันที่28 สิงหาคม2558 ได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯแต่งตั้งให้พล.อ.ปรีชาดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงกลาโหมแทน พล.อ. ศิริชัย ดิษฐกุล ที่เกษียณอายุราชการโดยดำรงตำแหน่งในวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ.2558

ในขณะดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงกลาโหมพล.อ.ปรีชา ได้มีคำสั่งบรรจุแต่งตั้งบุตรชายของตนเองเข้ารับราชการทหาร โดยเป็นการแต่งตั้งนายปฏิพัทธ์ จันทร์โอชา บุตรชายคนรองที่จบสาขานิเทศศาสตร์ เข้ารับราชการทหารในตำแหน่งรักษาราชการนายทหารปฏิบัติการกิจการพลเรือน กองทัพภาคที่ 3 และติดยศเป็นว่าที่ร้อยตรี

อีกทั้งพล.อ.ปรีชาในฐานะปลัดกระทรวงกลาโหมยังเป็นผู้ลงนามในคำสั่งเมื่อวันที่ 11 เมษายน 2559 ท่ามกลางข้อกังขาจากหลายฝ่ายว่ากรณีดังกล่าวมีการเปิดรับสมัครเข้ารับราชการทหารอย่างเป็นทางการและผ่านขั้นตอนต่างๆเช่น การสอบคัดเลือก,การสอบสัมภาษณ์เข้ามาหรือไม่และมีการวิพากษ์วิจารณ์ถึงความเหมาะสมของการดำเนินการดังกล่าว

“คงเพราะเรานามสกุลจันทร์โอชา เลยโดนเพ่งเล็งทั้งๆที่ลูกนายทหารชั้นผู้ใหญ่ก็มีเข้ามาเป็นนายทหารกันจำนวนมากเมื่อมีตำแหน่งว่าง แต่ก็ไม่อยากคิดว่าเป็นเรื่องการเมือง”พล.อ.ปรีชา ตัดพ้อผ่านสื่อในครั้งนั้นและยืนยันว่าลูกชายมีคุณสมบัติครบถ้วนถูกต้อง หากจะผิดหรือจะโดนโจมตีก็คงเป็นเพราะใช้นามสกุลจันทร์โอชา

กระทั่งกลางเดือนสิงหาคม2560 พล.อ.ปรีชาได้ออกมาเปิดเผยว่าลูกชายคนเล็กได้ลาออกจากราชการทหารแล้วเนื่องจากอยากไปศึกษาต่อด้านสาขานิเทศศาสตร์ที่ประเทศอังกฤษและถูกหลายฝ่ายจับตามองจนทำให้รู้สึกกดดันเนื่องจากเป็นหลานชายของนายกรัฐมนตรี

ปม“ฝายแม่ผ่องพรรณ”

พอเข้าเดือนกันยายน 2559 ถือเป็นอีกครั้งที่ชื่อของ“บิ๊กติ๊ก”ถูกสังคมตรวจสอบอีกครั้งภายหลังจากกรณีที่มีการนำชื่อนางผ่องพรรณ จันทร์โอชา ภรรยาไปตั้งเป็นชื่อฝายใน จ.เชียงใหม่ ซึ่งมีการมองว่าเป็นการใช้ทรัพยากรของรัฐเพื่อประโยชน์ส่วนตนซึ่งนางผ่องพรรณได้ออกมาชี้แจงว่าฝายที่จัดทำขึ้นนั้นเป็นความตั้งใจเพื่อให้ชาวบ้านไว้ใช้ประโยชน์ส่วนการตั้งชื่อฝายเป็นเรื่องที่ชาวบ้านตั้งให้

กรณีบริษัทบุตรชายคนโต

นอกจากนี้ยังมีกรณีที่พบว่าห้างหุ้นส่วนจำกัดคอนเทมโพรารี คอนสตัครชั่น ซึ่งมีนายปฐมพล จันทร์โอชา บุตรชายคนโต พล.อ.ปรีชา เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการเป็นคู่สัญญารับเหมาก่อสร้างหน่วยงานในกองทัพภาคที่ 3 หลายโครงการนอกจากนี้ยังถูกตั้งคำถามเรื่องที่บริษัทดังกล่าวมีที่ตั้งอยู่ในบ้านพักข้าราชการ

ซึ่งเรื่องนี้พล.อ.ปรีชา บอกว่าอยากให้สื่อมวลชนไปดูข้อเท็จจริงว่าบุตรชายของตนได้ทำตามขั้นตอนถูกต้องหรือไม่ในฐานะที่ตนเป็นทหารเก่าเขาจะทำอะไรก็แล้วแต่ต้องยึดความถูกต้องและเป็นไปตามระเบียบตามที่หน่วยงานต่างๆกำหนดไว้ไม่ได้ไปวิ่งเต้นหรือใช้เส้นสายหรือการไปประมูลใช้ชื่อของตนหรือของคนอื่น

ล่าสุดก็จะเจอเข้ากับอุปสรรคครั้งใหญ่ในชีวิตเข้าแล้วกับข้อกล่าวหายื่นบัญชีทรัพย์สินเป็นเท็จจะจบลงอย่างไรต้องติดตามชม 

เราจะคิดและจะเรียนแบบไหนดี “ตรีนุช” ตั้งคำถามผอ.เขตทั่วประเทศ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/469806

เราจะคิดและจะเรียนแบบไหนดี “ตรีนุช” ตั้งคำถามผอ.เขตทั่วประเทศ

9 มิถุนายน 2564 – 18:20 น.

ไม่บ่อยนักที่ผู้บริหารระดับรัฐมนตรีสื่อสารกับฝ่ายปฏิบัติ ในรูปแบบนี้ ..เราจะคิดและจะเรียนแบบไหนดี “ตรีนุช” ตั้งคำถามผอ.เขตทั่วประเทศ หลังยืนยัน14มิ.ย.นี้ไม่เลื่อนเปิดเทอมแน่นอน

“เราจะคิดและจะเรียนแบบไหนดี”

คำถามจาก นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในที่ประชุมผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาทั่วประเทศ (ผอ.สพท.) เมื่อวันพุธที่ 9 กรกฎาคม 2564

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : หลอกครูและคนทั้งประเทศ ‘เลื่อนการเปิดเทอมทิพย์’ อีกแล้ว

ขณะที่เหลือเวลาอีก 5 วัน โรงเรียนทั่วประเทศจะเปิดเทอมเพื่อทำการเรียนการสอนในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2564 จากที่มีการเลื่อนมาแล้ว 2 ครั้ง ถ้าคุณต้องตอบคำถามนี้ คุณจะตอบอย่างไร

เบื้องต้น ไม่ทราบว่า เป็นการถามนำ หรือถามให้คิด แต่เมื่อได้ยินคำถามแล้วทำให้รู้สึกหมดหวังกับอนาคตของการศึกษาไทยและลูกหลานของคนไทยทุกคน ที่ฝากไว้ในมือของรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่ไว้วางให้ “ตรีนุช เทียนทอง” มาเป็นผู้นำปฏิรูปการศึกษาไทย

ในระหว่างการประชุม ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ยอมรับว่า การจัดการเรียนการสอน ทั้ง 5 รูปแบบ (On Site, On Air, Online, On Hand, On Demand) จับต้องไม่ได้ ไม่มีคุณภาพ

ตรีนุช ยังโยนคำถามกลับไปที่ผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษาและผู้อำนวยการโรงเรียนทั่วประเทศว่าถึงเวลาที่ “ต้องถอดบทเรียน” จากการจัดการเรียนการสอนปีที่ผ่านมา เพื่อนำมาสรุปเป็นบทเรียนของ สพฐ. และเน้นย้ำ โรงเรียนแต่ละแห่ง ต้องไม่ทำเหมือนเขตพื้นที่การศึกษา 

โรงเรียนต้องมีรูปแบบการจัดการเรียนตามความแตกต่าง ของนักเรียน โรงเรียน ต้องศึกษาว่า ค้นพบอะไร ทำอย่างไร ทุกโรงเรียนจึงมีความหลากหลาย ตามบริบท ของพื้นที่นั้นๆ เมื่อเขตนำของโรงเรียนมาสกัด ก็จะได้ภาพรวมของเขตพื้นที่

“ยืนยันว่าวันที่  14 มิถุนายน 2564 ต้องเปิดเรียน แต่ทุกโรงเรียนต้องมีแผนมารองรับ การเรียนแบบ On Site หรือแบบใดๆ ห้ามมีการหยุดการเรียน โควิดจะอยู่หรือไปเด็กไทยต้องได้เรียนหนังสือ “ ตรีนุช กล่าวด้วยสีหน้าเชื่อมั่น

ถ้าสังเกตและตั้งใจฟัง ตลอดเวลาของการประชุมทางไกล ของผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการ นำโดย ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พูดคำว่า “จะพยายาม” และคำว่า “จะทำ” เป็นจำนวนมาก ทำให้ผู้ใต้บังคับบัญชาส่วนใหญ่ มองว่าเป็นการแสดงออกถึงความวิตกกังวลและไม่มั่นใจ เป็นอย่างมากในการบริหารการจัดการศึกษาของไทย

เราจะคิดและจะเรียนแบบไหนดี "ตรีนุช" ตั้งคำถามผอ.เขตทั่วประเทศ

อีกประเด็นคำถามที่มีความสำคัญไม่น้อยกว่ากัน เรื่อง ของเวลาเรียน และการเรียนชดเชย รวมทั้งรูปแบบการสอนชดเชย ที่ทุกคนต่างสงสัย โดยเฉพาะฝ่ายปฏิบัติ ไล่เรียงมาตั้งแต่ผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษา ผู้อำนวยการโรงเรียน ครูและพ่อแม่ผู้ปกครอง รวมถึงนักเรียน

เวทีประชุมทางไกลครั้งนี้  ผู้บริหารระดับสูงของศธ. อย่าง “นายกวินทร์เกียรติ นนธ์พละ” รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน( รองเลขาธิการ กพฐ.) รับผิดชอบดูแลสำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา ได้กล่าวย้ำถึงกรณีการนับเวลาเรียน และการสอนชดเชย ว่า การนับเวลาเรียนนับเฉพาะการจัดการเรียนการสอนในรูปแบบ On Site เท่านั้น

และการสอนชดเชยสามารถทำได้ 2 รูปแบบ คือ 1. เพิ่มจำนวนเวลาเรียนในแต่ละวันให้ครบตามโครงสร้างเวลาเรียนที่กำหนด 2. เพิ่มการเรียนในวันหยุดให้ครบตามโครงสร้างเวลาเรียนที่กำหนด หรือทั้ง 2 รูปแบบผสมผสานกันจนกว่าจะครบตามโครงสร้างเวลาเรียนที่กำหนด ( 200 วันต่อปี)

สรุปว่าในการประชุมผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาทั่วประเทศ (ผอ.สพท.) ของตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ  ไม่รู้จะเรียนแบบไหน ไม่รู้จะคิดอะไร แต่ก็ยังยึดมั่นในหลักการ หลักเกณฑ์ และโครงสร้าง ไม่มีการปรับ ไม่มีการเปลี่ยน ไม่ได้สั่งอะไร ไม่ได้บอกอะไร ขอให้เป็นดุลพินิจของสถานศึกษา

รับรู้กันแบบนี้แล้ว ผอ.เขตพื้นที่การศึกษา-ผอ.รร.-ครู-พ่อแม่ผู้ปกครองนักเรียน แต่ท่านละมีคำตอบ สำหรับคำถามจาก”ตรีนุช” แล้วหรือยัง