กลิ่นยุบสภา “พลังป้อม” ชิงดำ “โทนี่” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/469770

กลิ่นยุบสภา “พลังป้อม” ชิงดำ “โทนี่”

9 มิถุนายน 2564 – 13:19 น.

พลังประชารัฐจัดทัพเลือกตั้ง ชน “เพื่อไทย” ที่อีสาน แถม “ก้าวไกล-ไทยสร้างไทย” แย่งคะแนน “พี่โทนี่”  คอลัมน์… ท่องยุทธภพ โดย… ขุนน้ำหมึก

++
ยุบสภา อาจมาเร็วกว่าที่คาด เนื่องจากสถานการณ์การระบาดของโควิด พ่นพิษเศรษฐกิจเจ๊ง ทำเอารัฐบาลประยุทธ์ ออกอาการเครื่องรวน พรรคร่วมรัฐบาลเริ่มแสดงอิทธิฤทธิ์ 

“ผมได้ย้ำว่าในอีก 1 ปีนี้ จะต้องมีผลสำเร็จที่จับต้องเป็นรูปธรรมได้ว่าเรามีการแก้ไขปัญหาอะไรไปแล้วบ้าง และอีก 1 ปี ข้างหน้าจะทำอะไร เตรียมแผนเอาไว้”     

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง…  ยุบสภาคือความเสี่ยงของทุกฝ่าย

กลิ่นยุบสภา "พลังป้อม" ชิงดำ "โทนี่"

บิ๊กป้อม ไม่กลัวโทนี่    

ถ้อยแถลงของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 8 มิ.ย.2564 กลายเป็นพาดหัวข่าวใหญ่ในหน้า นสพ. “จับสัญญาณยุบสภา” หรือ “ได้กลิ่นยุบสภา” หรือ “มีเวลา 1 ปี”    

ในตำนานการเมืองไทย “ยุบสภา” เป็นท่าไม้ตายของนายกรัฐมนตรีมาทุกยุคทุกสมัย ผ่าทางตันกรณีพรรคร่วมรัฐบาล มีความขัดแย้ง ถึงขั้นแตกหัก    

หากมีการยุบสภา ในปลายปีนี้หรือต้นปีหน้า ภายใต้รัฐบาลรักษาการ พล.อ.ประยุทธ์ และบรรดารัฐมนตรีพรรคพลังประชารัฐ ยังจะได้คุมถุงเงิน ทั้งงบฯกลาง 571,047 ล้านบาท และยอดเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินจำเป็น 89,000 ล้านบาท รวมงบฯกลาโหมอีก 203,281 ล้านบาท    

ส่วนกระทรวงมหาดไทย โดย พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ยังได้คุมกลไกเลือกตั้ง และกุมวงเงินในงบประมาณ 316,527 ล้านบาท เงินนอกงบประมาณอีก 42 ล้านบาท    

สาเหตุที่พรรคภูมิใจไทย ไม่พอใจอย่างแรง ก็มาจากยอดเงินในบัญชีงบประมาณกระทรวงกระทรวงสาธารณสุข ที่หัวหน้าพรรคกำกับอยู่ ถูกขยับไปกองรวมที่ “งบฯกลาง-ฉุกเฉิน” เพื่อการกำจัดโรคระบาดของศูนย์บริหารโควิด (ศบค.)    

มิหนำซ้ำ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผนึกกำลัง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ และ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีมหาดไทย ยังรวบอำนาจบริหาร “เงิน-วัคซีน” และองคาพยพของการแก้ปัญหาโควิดทั้งประเทศ    

กลิ่นยุบสภา "พลังป้อม" ชิงดำ "โทนี่"

พี่โทนี่ ยังเชื่อมนต์รักประชานิยม

อนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีสาธารณสุข ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย รู้ดีว่า ถูกยึดอำนาจ แต่ก็กล้ำกลืนฝืนทน รอเวลาแยกทางกันเดิน 

++
จัดทัพสู้เพื่อไทย
++
ที่น่าจับตา การประชุมใหญ่สามัญประจำปี ครั้งที่ 1/2564 ของพรรคพลังประชารัฐ ในวันที่ 20 มิ.ย.2564 ที่ จ.ขอนแก่น ซึ่งการเลือกสถานที่ประชุมนั้น ส่อนัยยะทางการเมืองชัดเจน    

ขอนแก่นเป็นศูนย์กลางความเจริญของภาคอีสาน และพรรคมี ส.ส.เขต 2 คน และ ส.ส.บัญชีรายชื่อ       

การเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา พลังประชารัฐ ได้ ส.ส.เขตในภาคอีสานต่ำกว่าเป้าหมาย แต่แกนนำพรรคเชื่อว่า 2 ปีที่รัฐบาลประยุทธ์ ได้ดำเนินโครงการประชานิยมหลายรูปแบบ ทำให้คนอีสานจำนวนไม่น้อย หันมานิยมชมชอบพรรคมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นบัตรประชารัฐ, คนละครึ่ง และเราชนะ 

คู่แข่งสำคัญของพลังประชารัฐคือ พรรคเพื่อไทย ในฐานะแชมป์ผูกขาดหลายสมัย เนื่องจากคนอีสานส่วนใหญ่ ยังรักและศรัทธา “พี่โทนี่” ทักษิณ ชินวัตร     

ดอกผลนโยบายประชานิยม ตั้งแต่สมัยพรรคไทยรักไทย ยังเป็นจุดแข็งของพรรคเพื่อไทย ทำให้พรรคอื่นเบียดแทรกได้ยาก โดยเฉพาะสมรภูมิเลือกตั้งอีสานเหนือ และอีสานตอนกลาง    

อย่างไรก็ตาม หากมีการเลือกตั้งครั้งใหม่ พรรคเพื่อไทยจะเจอศึกหนัก เพราะมีคู่ต่อสู้ที่จะแย่งชิงฐานเสียงเดียวกันอย่างน้อย 2 พรรค
1.อิทธิพลพรรคก้าวไกลขยายตัว แม้พรรคอนาคตใหม่ จะได้ ส.ส.เขต 1 คนในภาคอีสาน แต่พรรคสีส้มก็โกยแต้มไปได้เยอะในการเลือกตั้งปี 2562 ส่งผลให้ได้ ส.ส.บัญชีรายชื่อ ภาคอีสานมากถึง 5 คน    

หากไปคลี่คะแนนการเลือกตั้งนายก อบจ.ในอีสาน พบว่า คะแนนของผู้สมัครนายก อบจ.ของคณะก้าวหน้า ยังได้เท่าเดิม แม้จะไม่ชนะเลือกตั้งท้องถิ่น แต่คะแนนนิยมก็ไม่ได้หดหายไป    

2.การเกิดใหม่ของพรรคไทยสร้างไทย ภายใต้การนำของคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ที่มีเป้าหมายอยู่ที่ภาคอีสานเช่นกัน    

เนื่องจากอีสานโพลล์ในห้วง 2-3 ปีมานี้ ได้สำรวจพบว่า “คุณหญิงสุดารัตน์” เป็นผู้ที่คนอีสานอยากให้เป็นนายกรัฐมนตรี และช่วงการหาเสียงเลือกตั้งนายก อบจ. คุณหญิงหน่อย ได้ลงพื้นที่ไปช่วยหาเสียงให้ผู้สมัครนายก อบจ. ประมาณ 5-6 จังหวัด ปรากฏว่า มีเสียงตอบรับจากชาวอีสานเป็นอย่างดี    

อีกอย่างหนึ่ง การแยกตัวออกไปจากเพื่อไทยของคุณหญิงหน่อยแตกต่างจากเนวิน ชิดชอบ เพราะสมัยโน้น เนวินเล่นเกมแตกหัก “นายใหญ่” ตรงข้ามกับคุณหญิงหน่อยที่ยังเคารพรักคนแดนไกล แต่ทนอยู่ในพรรคเดิมไม่ได้    

ดังนั้น คนอีสานมองว่า พรรคไทยสร้างไทยไม่ได้เป็นศัตรูกับพรรคเพื่อไทย ต่างจากพรรคภูมิใจไทย ที่ยังถูกมองเป็นลบมากกว่าบวก    

แกนนำพลังประชารัฐ เชื่อว่า เพื่อไทยไม่อาจสร้างกระแสแบบ “ยิ่งลักษณ์ฟีเวอร์” ได้เหมือนปี 2554 เพราะมี 2 ปัจจัยข้างต้น เป็นด่านสกัดแผนการปั้นดาวดวงใหม่ของทักษิณ หรือพี่โทนี่

วิบาก “เจ๊เปี๊ยะ” สะท้านบุรีรัมย์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/469749

วิบาก “เจ๊เปี๊ยะ” สะท้านบุรีรัมย์

9 มิถุนายน 2564 – 11:10 น.

ชนะศึกท้องถิ่นพัทลุง ปชป.ฮึกเหิม แม่ทัพใหญ่สายตรง “ชิดชอบ” ติดบ่วงคดีใหม่ ปชป.ก็ฝันหวาน คอลัมน์… ท่องยุทธภพ โดย… ขุนน้ำหมึก

++
คดีเสียบบัตรเอื้ออาทร ได้บทสรุปจาก ป.ป.ช. มี 3 ส.ส.ภูมิใจไทย และ 1 ส.ส.พลังประชารัฐถูกกล่าวหาว่า มีพฤติการณ์เสียบบัตรลงคะแนนแทนกัน โดยคดีอาญา ป.ป.ช.จะส่งให้อัยการเพื่อส่งฟ้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง และความผิดจริยธรรมร้ายแรง ป.ป.ช.จะส่งให้ศาลฎีกาโดยตรงเลย

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง… ป.ป.ช.ฟัน 4 ส.ส.เสียบบัตรแทนกัน ภท. 3 ราย – พปชร. 1 ราย

วิบาก "เจ๊เปี๊ยะ" สะท้านบุรีรัมย์

นาที-พิพัฒน์ รัชกิจประการ    

บอกกันตรงๆ พรรคภูมิใจไทยสะเทือนเลื่อนลั่นทั่วภาคใต้ เนื่องจาก นาที รัชกิจประการ อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ พร้อมกับ ส.ส.พัทลุง คือ ฉลอง เทอดวีระพงศ์ และ ภูมิศิษฐ์ คงมี เป็นกำลังหลักในการศึกเลือกตั้งหนที่แล้ว     

ใครก็รู้ว่า “เจ๊เปี๊ยะ” นาที รัชกิจประการ เป็นแม่ทัพใหญ่ของค่ายบุรีรัมย์ และสร้างผลงานอันลือลั่น “ล้มช้าง-ล้มเสาไฟฟ้า” ที่สนามพัทลุง    

หลังเลือกตั้ง เจ๊เปี๊ยะเกือบได้เป็นรัฐมนตรี แต่เจอกรรมเก่าเรื่องแจ้งบัญชีทรัพย์สิน เลยต้องเปลี่ยนตัวให้สามี “โกเกี๊ยะ” พิพัฒน์ รัชกิจประการ นั่งเก้าอี้รัฐมนตรีท่องเที่ยวและกีฬาแทน กรณีแจ้งบัญชีทรัพย์สินอันเป็นเท็จ ส่งผลให้เจ๊เปี๊ยะ หลุดจากตำแหน่ง ส.ส.บัญชีรายชื่อ เมื่อกลางปีที่แล้ว    

อย่างไรก็ตาม ต้นปี 2564 ครม.มีมติแต่งตั้ง นาที รัชกิจประการ เป็นประธานคณะที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรี (อนุทิน ชาญวีรกูล) และล่าสุด ภูมิใจไทยเพิ่งส่ง “นาที” ไปนั่งเก้าอี้รองประธานกรรมาธิการ (กมธ.) คนที่ 4 พิจารณาร่างพระราชบัญญัติ งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2565     

มีข้อน่าสังเกตว่า การแต่งตั้งเจ๊เปี๊ยะ เป็นประธานที่ปรึกษารองนายกฯ มีขึ้นหลังความปราชัยในสนามเลือกตั้งนายก อบจ.พัทลุง ของทีมงานภูมิใจไทยเมืองลุง

วิบาก "เจ๊เปี๊ยะ" สะท้านบุรีรัมย์

ไม่มีตำแหน่ง ส.ส. แต่มีหัวโขนประธานที่ปรึกษารองนายกฯ

++
พัทลุงโมเดล
++
ผลการเลือกตั้งปี 2562 พรรคภูมิใจไทยได้ ส.ส.เขต 8 คนจากภาคใต้ ประกอบด้วย ภูมิศิษฏ์ คงมี ส.ส.พัทลุง เขต 1, ฉลอง เทอดวีระพงศ์ ส.ส.พัทลุง เขต 2, สฤษฎ์พงษ์ เกี่ยวข้อง ส.ส.กระบี่, คงกฤษ ฉัตรมาลีรัตน์ ส.ส.ระนอง, ณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ ส.ส.สงขลา เขต 7, พิบูลย์ รัชกิจประการ ส.ส.สตูล เขต 1, วรศิษฏ์ เลียงประสิทธิ์ ส.ส.สตูล, อับดุลอาซิม อาบู ส.ส.ปัตตานี เขต 2    

ด้วยเหตุนี้ อนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีสาธารณสุข จึงให้ความสำคัญกับเจ๊เปี๊ยะ จัดกิจกรรม “ภูมิใจไทยสัญจร” ครั้งที่ 1 ได้นำ 7 รัฐมนตรี 51 ส.ส. ลงพื้นที่เมืองพัทลุง เมื่อวันที่ 10 ต.ค.2562    

เป็นที่รู้กันทั่วเมืองพัทลุงว่า จบศึกผู้แทนฯ เป้าหมายต่อไปของเจ๊เปี๊ยะ คือการส่งคนเข้าไปนั่งเก้าอี้นายก อบจ. และสภา อบจ. ฉะนั้น ภูมิใจไทยสัญจรก็เป็นอีเวนท์หาเสียงทางอ้อม สำหรับการเลือกตั้งท้องถิ่น    

ปลายปีที่แล้ว ผลการเลือกตั้งนายก อบจ.พัทลุง สร้างความเจ็บช้ำให้เจ๊เปี๊ยะอย่างมาก เมื่อวิสุทธิ์ ธรรมเพชร กลุ่มพลังพัทลุง เอาชนะภุชงค์ วรศรี กลุ่มภูมิใจพัทลุง ด้วยคะแนนทิ้งห่างกัน 4 หมื่นคะแนน    

เบื้องหลังชัยชนะของตระกูล “ธรรมเพชร” ก็คือการรวมพลังของค่าย ปชป.พัทลุง สางแค้นเก่า หลังพ่ายภูมิใจไทยในสนามเลือกตั้ง ส.ส. 

++
สายตรงบุรีรัมย์
++
ว่ากันว่า กรณีเสียบบัตรแทนกันที่เกิดขึ้นในสภาฯ ทำเอา “นายใหญ่บุรีรัมย์” หัวเสียมาก คาดไม่ถึงว่า ลูกน้องจะมาตายน้ำตื้นด้วยเรื่องเล็กๆน้อยๆแค่นี้    

บังเอิญว่า ตระกูล “ชิดชอบ” กับ “รัชกิจประการ” นั้น มีความสนิทแนบแน่นกันมานาน รู้ตารู้ใจกันดี โกเกี๊ยะ-พิพัฒน์ รัชกิจประการ ช่วยงานการเมืองของเนวิน ชิดชอบ มาตั้งแต่ปี 2548    

ปี 2551 เนวิน เป็นแม่ทัพพรรคพลังประชาชน และตั้ง “กลุ่มเพื่อนเนวิน” โกเกี๊ยะก็เข้าสังกัดนี้ พร้อมส่งเจ๊เปี๊ยะไปเป็นเลขานุการประธานรัฐสภา (ชัย ชิดชอบ)    

แม้คดีเสียบบัตรแทนกัน ยังมีเวลาต่อสู้กันในชั้นศาล แต่ก็เหมืองบ่วงบาศก์มัด “ทีมเจ๊เปี๊ยะ” ขยับตัวได้ไม่ง่ายเหมือนเก่า    

ชัยชนะของตระกูล “ธรรมเพชร” ก็คือชัยชนะของ ปชป.ภาคใต้ ที่หมายทวงคืนเก้าอี้ ส.ส.ที่ถูกค่ายเจ๊เปี๊ยะแย่งชิงไปเมื่อปี 2562

‘กรุงเทพมหานคร’ ติดอันดับ 3 เมืองที่ผู้คนทำงานหนักที่สุดในโลก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/469704

‘กรุงเทพมหานคร’ ติดอันดับ 3 เมืองที่ผู้คนทำงานหนักที่สุดในโลก

8 มิถุนายน 2564 – 19:55 น.

ผลสำรวจชี้ “กรุงเทพมหานคร” ติดอันดับ 3 เมืองที่ผู้คนเมืองทำงานหนัก และขาดสมดุลในการใช้ชีวิตมากที่สุดในโลก ขณะที่องค์การอนามัยโลก ชี้การทำงานล่วงเวลานำไปสู่การเสียชีวิตก่อนวัยอันควร โดยมีตัวเลขผู้เสียชีวิต 7 หมื่นรายต่อปี

เมื่อไม่นานมานี้ มีผลสำรวจของ Kisi บริษัทเทคโนโลยีให้คำปรึกษาด้านการทำงาน ที่ได้ทำผลสำรวจทั่วโลกในหัวข้อ “Cities with the Best Work-Life Balance 2021” เพื่อค้นหาว่าเมืองไหนในโลกที่มีการทำงานที่สมดุลที่สุดแห่งปี 2021 และอีกหัวข้อคือ ” Cities with the Overworked 2021” หรือเมืองที่มีประชากรที่มีชั่วโมงการ “ทำงาน” ที่ยาวนาน และชีวิตไลฟ์สไตล์ขาดความสมดุลมากที่สุด

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

“หอสมุดเมืองกรุงเทพฯ” จุดเปลี่ยนเพื่อ “มหานครแห่งการอ่าน”

โดยผลสำรวจเมืองที่มีชั่วโมงการทำงานที่ยาวนาน และชีวิตคนในเมืองขาดความสมดุลมากที่สุดในโลก พบว่า กรุงเทพมหานคร เมืองหลวงของประเทศไทยติดอันดับ 3 ของผลสำรวจชุดนี้ด้วย ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่น่าวิตกของวัยทำงานชาวกรุง

เช็ค 5 อันดับ “เมืองที่มีชั่วโมงทำงานยาวนานที่สุดในโลก”

สำหรับ 5 อันดับเมืองที่เมืองที่มีชั่วโมงการทำงานที่ยาวนานและชีวิตคนในเมือง ขาดความสมดุลมากที่สุดในโลก มีดังนี้

อันดับ1 ฮ่องกง : ประเทศจีน

อันดับ2 สิงคโปร์ : ประเทศสิงโปร์

อันดับ3 กรุงเทพมหานคร : ประเทศไทย

อันดับ4 บัวโนสไอเรส :ประเทศอาร์เจนตินา

อันดับ5 โซล : ประเทศเกาหลีใต้

เช็ค 5 อันดับ “เมืองที่มี Work-Life Balance ที่สุดในโลก”

กลับมาที่ การจัดอันดับของ Kisi บริษัทเทคโนโลยีให้คำปรึกษาด้านการทำงาน ยังได้มีการจัดอันดับ 5 อันดับแรกเมืองที่มีการทำงานสมดุลดีที่สุดในโลก ซึ่งเมืองจากประเทศสแกนดิเนเวีย ติดเข้ามาถึง 4 เมือง ได้แก่

อันดับ1 เฮลซิงกิ :ประเทศฟินแลนด์

อันดับ2 ออสโล :ประเทศนอร์เวย์

อันดับ3 ซูริค :ประเทศสวิตเซอร์แลนด์

อันดับ4 สตอกโฮล์ม : ประเทศสวีเดน

อันดับ5 โคเปนเฮเก้น : ประเทศเดนมาร์ก

โดยมี เมืองซูริค ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เมืองเดียวที่ไม่ได้อยู่ในสแกนดิเนเวีย แต่เข้ามาติดอันดับเมืองแห่งความสมดุลของการทำงานได้ปัจจัยที่นำมาจัดอันดับ พิจารณาที่อะไร

Kisi บริษัทเทคโนโลยีให้คำปรึกษาด้านการทำงาน ใช้หลากหลายปัจจัยมาวิเคราะห์ในการมาจัดอันดับ ซึ่งรวมๆ แล้ว มี 18 ปัจจัยในการรวมดัชนี เช่น ตั้งแต่ชั่วโมงการทำงาน จำนวนวันลาขั้นต่ำ สิทธิในการลาคลอดหรือเลี้ยงดูลูก รวมไปถึงปัจจัยสนับสนุนด้านอื่นๆ ในแต่ละเมือง เช่น การเข้าถึงระบบสาธารณสุขในเมือง ผลกระทบและการเยียวยาในยุคโควิด-19 ความปลอดภัยในเมือง คุณภาพของอากาศในเมือง เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม ปัจจัยสำคัญที่สุดในการวิเคราะห์ว่าทำงานหนักมากเกินไปหรือไม่นั้น ต้องดูที่ “ช่วงระยะเวลาในการทำงาน” โดยงานวิจัยนี้วางมาตรฐานของการทำงานเอาไว้ว่า หากใครที่ทำงานตั้งแต่ 48 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ขึ้นไปจะถือว่าเป็นคนที่ทำงานหนัก (Overworked)

คิดง่ายๆ คือ การทำงาน 6 วันต่อสัปดาห์ เฉลี่ยวันละ 8 ชั่วโมงขึ้นไป ซึ่งหากคำนวณออกมาแล้วพบว่าคนกรุงเทพมหานคร ทำงานมากกว่า 48 ชั่วโมงต่อสัปดาห์

ทำงานที่สมดุล ต้องไม่เกิน 40 ชั่วโมง/สัปดาห์

งานวิจัยชิ้นนี้อ้างอิงข้อมูลจากองค์การแรงงานระหว่างประเทศหรือ International Labour Organization (ILO : ไอแอลโอ) ที่ระบุว่า การทำงานที่สมดุลคือการทำงานสัปดาห์ละ 40 ชั่วโมง หรือคิดเป็นการทำงานวันละ 8 ชั่วโมง และทำงานเพียง 5 วันต่อสัปดาห์ ดังนั้น หากทำงานด้วยชั่วโมงการทำงานที่น้อยกว่านี้ ก็หมายถึงคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นนั่นเอง

นอกจากนี้การทำงานที่ยาวนานเกินกว่าที่ร่างกายและจิตใจจะรับไหว ยังส่งผลให้เกิดพฤติกรรมที่ทำให้พยายามลดความเครียดลง แต่กลับเป็นพฤติกรรมที่เลวร้ายต่อสุขภาพทั้งสิ้น เช่น การสูบบุหรี่, การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์, การทานอาหารที่ไม่มีประโยชน์ , ขาดการออกกำลังกาย และการนอนหลับที่ไม่มีคุณภาพ

ผลสำรวจสอดคล้องกับข้อมูลของ WHO

องค์การอนามัยโลก (WHO) เพิ่งจะเปิดเผยข้อมูลว่า การทำงานล่วงเวลา ส่งผลต่อสุขภาพระยะยาวและเป็นหนึ่งในต้นเหตุที่ทำให้ผู้คนเสียชีวิตก่อนวัยอันควร และนำไปสู่พฤติกรรมที่ทำลายสุขภาพ และทำให้ชีวิตไร้สมดุล

คนที่ทำงาน 55 ชั่วโมงขึ้นไปในแต่ละสัปดาห์ มีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหลอดเลือดสมองสูงขึ้นประมาณร้อยละ 35 และมีความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตจากโรคหัวใจสูงขึ้น 17% เมื่อเทียบกับคนที่ทำงานสัปดาห์ละ 35 – 40 ชั่วโมง

องค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุไว้ในการศึกษาที่ตีพิมพ์ในวารสาร Environment International ที่เผยแพร่เมื่อช่วงเดือน พ.ค. 2021 ซึ่งชั่วโมงการทำงานที่มากเกินไป เป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดการเสียชีวิตกว่า 70,000 รายต่อปี แม้ว่าการทำงานจะไม่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพโดยตรง แต่การทำงานล่วงเวลาได้นำไปสู่อัตราการเกิดโรคร้ายมากขึ้น เช่น หัวใจล้มเหลว และโรคหลอดเลือดสมอง

ดร.เทดรอส อาดานอม เกเบรเยซุส ผู้อำนวยการองค์การอนามัยโลก (WHO) ได้เรียกร้องให้รัฐบาลต่างๆ และภาคธุรกิจหาวิธีปกป้องสุขภาพของคนทำงานให้มากขึ้น

อีกทั้งในการศึกษานี้ ยังมีคำแนะให้นายจ้างมีความยืดหยุ่นมากขึ้นในการกำหนดเวลาและตกลงกับพนักงานเกี่ยวกับจำนวนชั่วโมงการทำงานสูงสุด เพื่อไม่ให้พนักงานต้องทำงานมากกว่า 55 ชั่วโมงในหนึ่งสัปดาห์

ที่มา :springnews

ชิงเมืองหลวง “ชัชชาติ – แป๊ะ” ลื่น “เปลือกส้ม” ล้มตึง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/469667

ชิงเมืองหลวง “ชัชชาติ-แป๊ะ” ลื่น “เปลือกส้ม” ล้มตึง

8 มิถุนายน 2564 – 15:27 น.

โหมโรงสู่ทำเนียบเสาชิงช้า “ชัชชาติ” นำ “แป๊ะ” แต่ประมาท “ค่ายสีส้ม” ไม่ได้

++
แปรวิกฤตเป็นโอกาส คำนี้ใช้ได้เลยกับพรรคการเมือง และกลุ่มการเมืองท้องถิ่น ที่ออกไปช่วยเหลือประชาชนในยามวิกฤตโควิด  

ดังนั้น คนเมืองหลวงจึงได้เห็น “จิตอาสา” เฉพาะกิจมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มเพื่อนชัชชาติ, กลุ่มจักรทิพย์คนทำงาน และกลุ่มเปลือกส้ม 

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง… 
ชิงผู้ว่าฯ กทม.ด่านหิน “บิ๊กแป๊ะ”
“ชัชชาติ” ปฏิเสธข่าวลือถอนตัวชิงผู้ว่าฯกทม.  

ชิงเมืองหลวง "ชัชชาติ-แป๊ะ" ลื่น "เปลือกส้ม" ล้มตึง

บิ๊กแป๊ะ ยังเดินต่อ

อย่างที่ทราบกัน เซียนการเมืองต่างวิเคราะห์ว่า ภายในปีนี้จะมีการเลือกผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ฉะนั้น “นิด้าโพล” ของสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) จึงทำการสำรวจของประชาชน เรื่อง “อยากได้ใครเป็นผู้ว่าฯ กทม.” มาแล้ว 2 ครั้ง    

ล่าสุด มีการแถลงนิด้าโพลครั้งที่ 3 เรื่องอยากได้ใครเป็นผู้ว่าฯ กทม. ปรากฏว่า ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ได้ร้อยละ 23.84 และ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ร้อยละ 12.57    

ชัชชาติออกสตาร์ทเปิดตัวชิงผู้ว่าฯ กทม. ตั้งแต่ปี 2562 ส่วน “บิ๊กแป๊ะ” จักรทิพย์ เพิ่งออกเดินหาเสียงเมื่อไม่กี่เดือนมานี้เอง    

ที่สำคัญ จากการสำรวจของนิด้าโพล ยังพบคนกรุงเทพฯ ร้อยละ 30.62 ระบุว่า ยังไม่ตัดสินใจ ตัวเลขนี้สำคัญมาก แสดงว่า โอกาสยังเปิดกว้างสำหรับผู้สมัครรายอื่นๆ 

ชิงเมืองหลวง "ชัชชาติ-แป๊ะ" ลื่น "เปลือกส้ม" ล้มตึง

เพื่อนชัชชาติ

++
ไม่ง่ายเกมนี้
++
ดังที่รู้กัน ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ไม่ลงสนามในนามพรรคเพื่อไทย และใช้ชื่อ “เพื่อนชัชชาติ” เป็นการขับเคลื่อนสะสมคะแนนนิยม ซึ่งพฤติกรรมการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ของคนกรุง ก็เคยเลือกผู้สมัครอิสระแบบ “มหาจำลอง” หรือ “ดร.โจ” มาแล้ว     

คู่ขนานไปกับชัชชาติ คือพรรคเพื่อไทย ที่ตั้งคณะกรรมการประสานพื้นที่เขตเลือกตั้งทั่วประเทศ เฉพาะพื้นที่กรุงเทพฯ แบ่งเป็น 6 โซน ช่วงโควิดระบาด พ่วงด้วยการเปิดตัว “ว่าที่ผู้สมัคร ส.ก.”    

ว่ากันว่า พรรคเพื่อไทยจะไม่ส่งผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. เพื่อเปิดทางให้ชัชชาติ ตามความเห็นชอบของคนแดนไกล    

ด้าน พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา อดีต ผบ.ตร. ยังเดินหน้าหาเสียงเตรียมตัวลงสมัครผู้ว่าฯ กทม. โดยไม่สังกัดพรรค โดยมี “จักรทิพย์คนทำงาน” เป็นจิตอาสาช่วยเหลือและเยียวยาผู้รับผลกระทบการแพร่ระบาดของโควิด    

แม้ พล.ต.อ.จักรทิพย์ บอกว่า จะลงสมัครผู้ว่าฯ กทม. ไม่สังกัดพรรค แต่การปรากฏตัวของ หิมาลัย ผิวพรรณ ที่เดินข้างกาย “บิ๊กแป๊ะ” หลายคนก็นึกถึง ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรฯ ในฐานะรองหัวหน้าพรรค พปชร.     

สนามเลือกตั้งเมืองหลวง ไม่ว่าระดับชาติหรือท้องถิ่น ชี้ขาดที่ “กระแส” ต่อให้มีทีมงานแข็ง และมีอำนาจแฝงหนุน หากกระแสคนเมืองไม่ตอบรับ ก็มีโอกาสพ่ายแพ้สูง    

หากมองกระแสในนาทีนี้ ชัชชาติยังเหนือกว่าจักรทิพย์ ก็ต้องรอดูโฉมหน้าผู้ท้าชิงจากพรรคอื่น จะมีคนดี-เด่น-ดัง มาลงสนามหรือไม่? 

ชิงเมืองหลวง "ชัชชาติ-แป๊ะ" ลื่น "เปลือกส้ม" ล้มตึง

กลุ่มเปลือกส้ม

++
เกมลับลวงพราง
++
ต้นเดือน พ.ค.2564 พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล ร่วมกับ ส.ส.กทม.  ลงพื้นที่ช่วยเหลือประชาชน แถวบางคอแหลมและยานนาวา ซึ่งวันนั้น มีการเปิดตัว “กลุ่มเปลือกส้ม” จิตอาสาที่ทำงานสนับสนุนพรรคก้าวไกล    

สุภกร ตันติไพบูลย์ธนะ เป็นหัวหน้ากลุ่มเปลือกส้ม โดยการเลือกตั้งปี 2562 สุภกร เป็นหัวหน้าคณะทำงานกรุงเทพฯ ของพรรคอนาคตใหม่    

ก่อนหน้าจะเล่นการเมือง สุภกร เคยดำรงตำแหน่ง Senior Sales Executive บริษัท ทีเอส วีฮิเคิล เทค จำกัด ซึ่งเป็นหนึ่งในกลุ่มบริษัท ไทยซัมมิท ผู้บุกเบิกอุตสาหกรรมผลิตชิ้นส่วนยานยนต์    

ไม่น่าแปลกที่มูลนิธิไทยซัมมิท จะโดดมาช่วยกลุ่มเปลือกส้ม ทำการช่วยเหลือชาวบ้านในยามที่โควิดระบาด    

ตอนนี้ พรรคก้าวไกลยังไม่เปิดตัวผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. แต่ก็จัดทีมผู้สมัคร ส.ก.ของพรรคลงพื้นที่อย่างคึกคัก หากพรรคก้าวไกล เปิดตัวคนรุ่นใหม่ และมีชื่อเสียงในแวดวงธุรกิจ ก็เชื่อว่า จะแย่งแต้มจาก 30% ได้ไม่ยาก    

ข่าวลือเรื่องชนาพรรณ จึงรุ่งเรืองกิจ เบอร์ 2 ของไทยซัมมิท ก็ยังล่องลอยอยู่ในกลุ่มเอฟซีก้าวหน้า และก้าวไกล ไม่ได้หายไป

เดิมพันสูง “หน่อย” ลงสนามวัดฝีมือ “พงศกร” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/469650

เดิมพันสูง “หน่อย” ลงสนามวัดฝีมือ “พงศกร”

8 มิถุนายน 2564 – 13:10 น.

ไหวมั้ย พรรคน้องใหม่ “พงศกร” แบกรับภารกิจสานฝัน “คุณหญิงหน่อย” คอลัมน์… ท่อวยุทธภพ โดย… ขุนน้ำหมึก

++
ได้ฤกษ์เสียที เมื่อคณะผู้ก่อการพรรคไทยสร้างไทย ได้มีมติแต่งตั้ง “คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์” เป็นประธานพรรค พร้อมจัดตั้งสาขาพรรค 8 สาขา ภายในเดือน ก.ค.นี้ เพื่อเตรียมความพร้อมเข้าสู่สนามการเลือกตั้ง ส.ส.ทั้ง 350 เขต ทั่วประเทศ

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง… “ไทยสร้างไทย” แถลงข่าว พร้อมเข้าสู่สนามการเลือกตั้ง 350 เขต

เดิมพันสูง "หน่อย" ลงสนามวัดฝีมือ "พงศกร"

คุณหญิงหน่อย เดินหน้าไทยสร้างไทย

แกนนำพรรคคนสำคัญที่น่าจับตาคือ พงศกร อรรณนพพร หนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งพรรคไทยสร้างไทย และอาจได้รับตำแหน่งเลขาธิการพรรคฯ     

“พงศกร” ลงสนามการเมืองครั้งแรกในฤดูเลือกตั้ง 2539 และได้เป็น ส.ส.ขอนแก่น สมัยแรก พรรคชาติพัฒนา จึงได้เรียนรู้งานการเมืองมาจาก “น้าชาติ” พอสมควร พื้นที่เลือกตั้งของพงศกร จะอยู่แถวบ้านไผ่ เมืองพล ชนบท และรอยต่อขอนแก่น-นครราชสีมา     

ปี 2544 พงศกรย้ายจากพรรคชาติพัฒนา มาสังกัดพรรคไทยรักไทย จึงอยู่กับ “ทักษิณ” มาจนถึงปลายปีที่แล้ว ได้ตัดสินใจลาออกพรรคเพื่อไทยมาสร้างพรรคใหม่

เดิมพันสูง "หน่อย" ลงสนามวัดฝีมือ "พงศกร"

พงศกร อดีต ส.ส.หลายสมัย แม่ทัพลุยสมรภูมิ

++
รู้ไส้รู้พุง
++
ยุคไทยรักไทยรุ่งเรือง ‘พงศกร’ มีบทบาทสำคัญในพื้นที่ขอนแก่น และส่งภรรยา-ดวงแข อรรณนพพร เป็น ส.ส.ขอนแก่นอีกคน แถมได้เป็นรัฐมนตรีช่วยกระทรวงศึกษาธิการ ในรัฐบาลของสมัคร สุนทรเวช    

ปี 2561 พงศกรได้ลาออกจากสมาชิกพรรคเพื่อไทย เพราะมีภารกิจจาก “เจ๊แดง” ให้ไปตั้งพรรคเพื่อธรรม โดยสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ เป็นหัวหน้าพรรค และพงศกร เป็นเลขาธิการพรรค    

ปี 2562 “คนแดนไกล” ปรับแผนใหม่ ตั้งพรรคไทยรักษาชาติ พงศกร จึงลาออกจากเพื่อธรรม มาลงสมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยรักษาชาติ แต่ศาลรัฐธรรมนูญตัดสินยุบพรรคก่อนวันเลือกตั้ง    

แม้ตัวเขาจะชวดได้เป็น ส.ส. แต่ก็ไม่เสียใจ เมื่อ “ทายาททางการเมือง” 2 คน ได้รับเลือกตั้งเป็น ส.ส.ขอนแก่น คือ “ข้าวฟ่าง” สรัสนันท์ อรรณนพพร ลูกสาวคนที่ 2 ส.ส.ขอนแก่น เขต 8 (โคกโพธิ์ไชย,แวงใหญ่,แวงน้อย และพล) และน้องชาย-บัลลังก์ อรรณนพพร สส.ขอนแก่น เขต 10 (บ้านไผ่,บ้านแฮด และพระยืน)     

ทุกวันนี้ สรัสนันท์ และบัลลังก์ ยังสังกัดพรรคเพื่อไทย แต่ในอนาคตทั้งคู่จะย้ายมาพรรคไทยสร้างไทยหรือไม่? โปรดติดตาม  

++
สัมพันธ์คุณหญิงหน่อย
++
ปลายปี 2562 มีการเลือกตั้งซ่อม ส.ส.เขต 7 ขอนแก่น สมพงษ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย จึงแต่งตั้งพงศกร อรรณนพพร เป็นผู้อำนวยการการเลือกตั้ง จ.ขอนแก่น    

ตลอดช่วงการหาเสียง 1 เดือน พงศกรได้ทำงานเคียงข้าง “คุณหญิงสุดารัตน์” ในฐานะประธานยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย แม้คุณหญิงหน่อยจะทุ่มเต็มที่ แต่ก็พ่ายกลยุทธ์ของพรรคพลังประชารัฐ
ความปราชัยหนนั้น สร้างความเจ็บปวดให้แก่กองเชียร์เพื่อไทยในอีสานพอสมควร ตามมาด้วยรอยร้าวในพรรคเพื่อไทย     

ต้นปี 2563 พงศกร เป็นโต้โผเลี้ยงขอบคุณเพื่อน ส.ส. และคุณหญิงหน่อย ที่ไปช่วยหาเสียงเลือกตั้งซ่อม ในบ้านพักของประธานยุทธศาสตร์พรรคฯ และการรวมตัวของ ส.ส.ที่บ้านคุณหญิงหน่อย ถูกจับตามองจากสื่อมวลชน แต่พงศกรได้ชี้แจงว่า งานเลี้ยงไม่มีนัยยะทางการเมือง    

ชื่อของพงศกร อาจไม่โดดเด่นในสายตาคนทั่วไป แต่หากมองย้อนไปช่วงที่มีการตั้งพรรคเพื่อธรรม เขาถูกดันขึ้นเป็นเลขาธิการพรรค แสดงว่า คนแดนไกลย่อมเห็นฝีไม้ลายมือ     

เท่าที่ตรวจสอบรายชื่อคณะผู้ก่อการพรรคไทยสร้างไทย ก็เห็นแต่พงศกรคนเดียว ที่มีหน่วยก้านดี มีประสบการณ์ต่อสู้ในสมรภูมิ ส.ส.เขต มากกว่าคนอื่นๆ    

รู้ว่าทางข้างหน้าไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ แต่คุณหญิงสุดารัตน์ และพงศกร ก็ต้องเดินหน้าต่อไป  

‘สมศักดิ์’ โชว์ รับวัคซีนครบ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/469580

‘สมศักดิ์’ โชว์ รับวัคซีนครบ

7 มิถุนายน 2564 – 17:47 น.

ยังไม่ตาย “สมศักดิ์ เจียมฯ” โชว์รับวัคซีนโมเดอร์นา ครบ 2 เข็ม

++

ปลายเดือน พ.ค.นี้ มีข่าวครึกโครม “กต.ประสานฝรั่งเศสให้ส่งตัว สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล กลับไทย” 

เรื่องมีอยู่ว่า นักข่าวประจำทำเนียบตะโกนถาม ดอน ปรมัตถ์วินัย รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีต่างประเทศ กรณีกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม(ดีอีเอส) แจ้งความเอาผิด สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ผู้หลบหนีหมายจับคดีอาญา ม.112 ที่ลี้ภัยอยู่ในประเทศฝรั่งเศสว่า 

รัฐมนตรีต่างประเทศตอบสั้นๆว่า ไม่ได้ตามเรื่องนี้ จึงไม่รู้เรื่อง แต่ทางกระทรวงการต่างประเทศมีหน่วยงานที่รับผิดชอบเรื่องนี้ และกำลังประสานงานกับทางการฝรั่งเศสในการติดตามตัวสมศักดิ์กลับมาดำเนินคดีในไทย

ต้นทางของเรื่องนี้คือ ชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) ให้สัมภาษณ์กรณีของสมศักดิ์ว่า ดีอีเอสได้ประสานไปยังตำรวจให้ดำเนินคดีในความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ และความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 แล้ว และเชื่อมั่นว่าในที่สุดจะดำเนินคดีเอาตัวคนผิดมาลงโทษในเมืองไทย โดยใช้กลไกส่งตัวผู้ร้ายข้ามและช่องทางอื่นที่มีตามกฎหมายระหว่างประเทศ 

++
ล่าสมศักดิ์ยาก
++

ประเด็นการขอส่งผู้ร้ายข้ามแดนนั้น ต้องตรวจสอบว่า ไทยมีสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนกับประเทศต่างๆ รวมถึงการสืบสิทธิ์จากสหราชอาณาจักร (เครือจักรภพอังกฤษ) รวมแล้ว 14 ประเทศ ได้แก่ สหราชอาณาจักร เบลเยียม สหรัฐอเมริกา แคนาดา ออสเตรเลีย มาเลเซีย ฟิจิ อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ จีน เกาหลีใต้ ลาว บังกลาเทศ และกัมพูชา

จะเห็นได้ว่า 14 ประเทศที่ไทยมีสนธิสัญญาด้วย ไม่มีประเทศฝรั่งเศส ซึ่งเป็นถิ่นพำนักของ สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล

แม้จะไม่มีสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนระหว่างกัน การขอตัว หรือขอให้ส่งตัว ก็ยังเกิดขึ้นได้โดยใช้ “หลักต่างตอบแทน” ประกอบกับสนธิสัญญาความช่วยเหลือกันในเรื่องอื่นๆ เช่น สนธิสัญญาว่าด้วยความช่วยเหลือซึ่งกันและกันในเรื่องทางอาญา ซึ่งไทยมีสนธิสัญญานี้กับ 6 ประเทศ ได้แก่ สหรัฐอเมริกา แคนาดา สหราชอาณาจักร นอร์เวย์ อินเดีย และฝรั่งเศส

อย่างไรก็ตาม สำหรับข้อห้ามการส่งผู้ร้ายข้ามแดน มีด้วยกันหลายข้อ คือเป็นความผิดทางการเมือง เพราะถือว่าไม่เป็นอาชญากรรมที่แท้จริง แต่เป็นการกระทำผิดเพราะมีแนวคิดไม่ตรงกับผู้มีอำนาจบริหารประเทศในขณะนั้น เป็นความผิดต่อกฎหมายพิเศษ เช่น กฎหมายการล่าสัตว์ กฎหมายป่าไม้ กฎหมายการพิมพ์ ความผิดต่อศาสนา ความผิดเกี่ยวกับกฎหมายทหาร เป็นต้น

ข้อยกเว้นทั้งหมดนี้ อาจทำให้ไทย ยากที่จะมีโอกาสได้ตัวสมศักดิ์ มาดำเนินคดีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 


                           เข็มที่ 1 สมศักดิ์รับวัคซีนโมเดอร์นา

++
รับวัคซีนโมเดอร์นา
++

ดังที่รู้กัน สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล นักวิชาการอิสระได้เดินทางหลบหนีออกจากไทย ช่วงก่อนหน้าการรัฐประหาร 22 พ.ค.2557 ผ่านกัมพูชา และมีปลายทางอยู่ที่ปารีส ฝรั่งเศส
 สมศักดิ์ไม่ได้ไปร่วมก่อตั้งองค์กรเสรีไทย ที่มีเครือข่ายทักษิณ ชินวัตร ซึ่งหลบภัยอยู่ในต่างแดนจัดตั้งขึ้นมา เพื่อต่อต้าน คสช. จากนั้นไม่นาน สมศักดิ์ได้สถานะผู้ลี้ภัย
 ปี 2561 สมศักดิ์ล้มป่วยกะทันหัน ต้องรักษาตัวอยู่แรมปี จึงฟื้นคืนสู่สภาพปกติ 

ปลายปี 2563 สมศักดิ์มีบทบาททางความคิดต่อเยาวชน นักเรียน นักศึกษาที่ออกมาเคลื่อนไหวเรียกให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และปฏิรูปสถาบันฯ 

วันที่ 24 เม.ย.2564 สมศักดิ์ โพสต์ภาพรับการฉีดวัคซีนป้องกันโควิดยี่ห้อโมเดอร์นา ผ่านเฟซบุ๊ค Somsak Jeamteerasakul พร้อมข้อความ “ฉีดแล้ว เข็มแรก ยังไม่ตาย อยู่สบายดี

วันที่ 5 มิ.ย.2564 สมศักดิ์ โพสต์ภาพรับการฉีดวัคซีนเข็มที่ 2 

“……ฉีดยาเข็มที่สอง 5 มิถุนายน 2564 คำของเพลโต้นั้นเกี่ยวอะไร? อันที่จริงก็ไม่เกี่ยว แต่เนื่องจากผมกำลังดูวิดีโอเรื่องหนึ่ง มีการโค๊ตคำนี้มาอธิบาย แล้วมันติดอยู่ในหัว จะว่าไปก็เกี่ยวอยู่บ้าง เพราะกำลังคิดถึงชีวิตที่ผ่านมาและกำลังจะผ่านไป ความขัดแย้งของคนที่เคลื่อนไหวตอนนี้ ฯลฯ แล้วกลับมาคิดถึงคำนี้ (เอ มันเกี่ยวยังไงหว่า?)…”

'สมศักดิ์' โชว์ รับวัคซีนครบ

                            เข็มที่ 2 สมศักดิ์รับวัคซีน

ราก “รองฯตู้” ค่ายถาวรฟาร์ม 40 ปี ปากน้ำโพ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/469561

ราก “รองฯตู้” ค่ายถาวรฟาร์ม 40 ปี ปากน้ำโพ

7 มิถุนายน 2564 – 16:00 น.

40 ปี ตระกูล “นิโรจน์” ผูกขาดเทศบาลปากน้ำโพ จับตา “รองฯ ตู้” จะรับไม้ต่อได้หรือไม่

++
หวือหวาตามประสาโซเชียล ใครต่อใคร พากันแชร์ภาพ “หล่อทะลุแมสก์” ของ จตุรวิทย์ นิโรจน์ธนรัฐ รองนายกเทศมนตรีนครนครสวรรค์ หรือที่เรียกกันว่า “รองฯตู้” 

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง…. ไม่ธรรมดา เปิดวาร์ป-ส่องประวัติรองนายกฯนครสวรรค์

ราก "รองฯตู้" ค่ายถาวรฟาร์ม 40 ปี ปากน้ำโพ

รองฯตู้ ตอนหาเสียงเลือกตั้ง

เบื้องต้น ทุกคนก็ทราบว่า “รองฯตู้” เป็นลูกชาย จิตตเกษมณ์ นิโรจน์ธนรัฐ นายกเทศมนตรีนครนครสวรรค์ กับรัสรินทร์ นิโรจน์ธนรัฐ     

ที่น่าสนใจมากไปกว่านั้น หลายคนอาจเกิดไม่ทันความยิ่งใหญ่ของ “ถาวร นิโรจน์” ปู่ของจตุรวิทย์ ซึ่งเป็นเจ้าของกิจการเดินรถสายเหนือในชื่อ “ถาวรฟาร์ม” และอดีตนายกเทศมนตรีเมืองนครสวรรค์    

หนังสือพิมพ์หัวสีสมัยก่อน มักเรียก ถาวร นิโรจน์ ว่า “เจ้าพ่อรถทัวร์สายเหนือ” และแฟนบอลไทยในอดีต ก็ต้องรู้จักสโมสรฟุตบอลถาวรฟาร์ม แหล่งผลิตนักเตะระดับประเทศ

ราก "รองฯตู้" ค่ายถาวรฟาร์ม 40 ปี ปากน้ำโพ

จิตตเกษมณ์ นิโรจน์ธนรัฐ นายกเล็กปากน้ำโพ 4 สมัย

++
ทีมพัฒนาบ้านเมือง
++
60 กว่าปีที่แล้ว ถาวร นิโรจน์ ทำมาค้าขายอยู่ในตลาดปากน้ำโพ และมีกิจการเดินรถ สายตลาดปากน้ำโพ-ลาดยาว ทั้งรับส่งคน และขนส่งสินค้า จากนั้น ได้มาทำฟาร์มเลี้ยงไก่ “ถาวรฟาร์ม”     

เมื่อถนนพหลโยธิน ได้รับการพัฒนาเป็นถนนลาดยาง ถาวรจึงเปิดบริษัทถาวรฟาร์ม ทำธุรกิจเดินรถสายเหนือ สมัยโน้น มีแข่งกันอยู่ 2 รายคือ ถาวรฟาร์ม และทันจิตต์     

ปี 2523 ถาวร รวมทีมการเมืองท้องถิ่นปากน้ำโพเป็น “กลุ่มพัฒนาบ้านเมือง” ลงสนามเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาลเมืองนครสวรรค์ โดยชนะยกทีมติดติดกัน 5 สมัย    

สรุปว่า ถาวร นิโรจน์ เคยดำรงตำแหน่งประธานสภาเทศบาลนครสวรรค์ 1 สมัย และนายกเทศมนตรีนครสวรรค์ 5 สมัย    

ราก "รองฯตู้" ค่ายถาวรฟาร์ม 40 ปี ปากน้ำโพ

รองฯตู้ จะรับไม้ต่อหรือไม่

ปี 2547 ถาวรวางมือ ได้ส่งต่อให้ลูกชาย จิตตเกษม  นิโรจน์ (เปลี่ยนชื่อ-นามสกุลเป็น จิตตเกษมณ์  นิโรจน์ธนรัฐ) เป็นนายกเทศมนตรีนครนครสวรรค์อีก 4 สมัย    

จากปี 2523 จนถึงปี 2564 เทศบาลปากน้ำโพตกอยู่ใต้การบริหารของ “ถาวร” และ “จิตตเกษม” เป็นเวลา 41 ปี น่าจะได้มีการบันทึกว่า กลุ่มพัฒนาบ้านเมือง ครองอำนาจในเทศบาลนานที่สุดในประเทศไทย    

ถาวร นิโรจน์ จากโลกนี้ไป เมื่อวันที่ 2 ก.พ. 2551 และได้รับพระราชทานเพลิงศพเมื่อวันที่ 25 ส.ค.2551 ณ เมรุวัดนครสวรรค์    

สำหรับการเลือกตั้งนายกเทศมนตรีเทศบาลนครนครสวรรค์ และสมาชิกสภาเทศบาลฯ เมื่อวันที่ 28 มี.ค.2564 จิตตเกษมณ์  นิโรจน์ธนรัฐ ชนะคู่แข่งขาดลอย พร้อมนำลูกทีมพัฒนาบ้านเมือง ชนะยกทีม ทั้ง 4 เขต    

วันนี้ จิตตเกษมณ์ ดึงลูกชาย จตุรวิทย์ นิโรจน์ธนรัฐ มานั่งเก้าอี้รองนายกเทศมนตรีนครนครสวรรค์ เขาจะส่งไม้ต่อให้ “รองฯตู้” เหมือนตอนที่ถาวรวางมือหรือไม่? เป็นเรื่องที่ชาวนครสวรรค์จะตัดสินใจในอนาคต

อัปเดต “วัคซีน ทั้ง 7” ที่ไทยเลือกใช้ ไปถึงไหนกันแล้ว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/469551

อัปเดต “วัคซีน ทั้ง 7” ที่ไทยเลือกใช้ ไปถึงไหนกันแล้ว

7 มิถุนายน 2564 – 15:45 น.

ลุ้น เป้าหมายฉีดวัคซีน 100 ล้านโดส ภายในสิ้นปีนี้จะสำเร็จหรือไม่ กับการอัปเดต วัคซีนทั้ง 7 ยี่ห้อ ที่ไทยเลือกใช้

เป้าหมายของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา คือ จัดหาวัคซีนป้องกันโควิด-19 ให้ได้ 150 ล้านโดส แบ่งเป็น ในปี 2564 จัดหาให้ได้ 100 ล้านโดส เดินหน้าฉีดวัคซีนให้ประชาชนครอบคลุม 50 ล้านคน หรือ 70 % ของประชากรทั้งหมด ภายในสิ้นปี2564นี้ ซึ่งต้องติดตามอย่างใกล้ชิดว่าท้ายที่สุดวันที่ 31 ธันวาคม 2564 ตัวเลขจะออกมาเท่าไหร่ ส่วนอีก 50 ล้านโดส จะเป็นการจัดหาในปี 2565

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : เช็กด่วน รพ.เอกชน เคาะราคากลาง ฉีดวัคซีน ‘โมเดอร์นา’ แล้ว

เช็กความเคลื่อนไหวของ “วัคซีน 7 ยี่ห้อ” ที่ประเทศไทยใช้ ซึ่งเป็นข้อมูลในเดือนมิถุนายน 2564 มีดังนี้

เริ่มที่ “แอสตร้าเซนเนก้า” วัคซีนหลักของประเทศ ที่มีจำนวนมากที่สุด แอสตร้าเซนเนก้า ทำสัญญากับรัฐบาลไทยเรียบร้อย ว่ามีการจัดหาวัคซีนยี่ห้อนี้ 61 ล้านโดส

วันที่ 2 มิ.ย. 2564 บริษัท สยามไบโอไซเอนซ์ จำกัด ในฐานะผู้ผลิตวัคซีนให้กับบริษัทแอสตร้าเซนเนก้า ได้ส่งมอบวัคซีนล็อตแรก จำนวน 1.8 ล้านโดส ให้กับบริษัทแอสตร้าเซนเนก้า จากนั้น วันที่ 4 มิถุนายน 2564 บริษัทแอสตร้าเซนเนก้า ได้ส่งมอบวัคซีนให้รัฐบาลไทย โดยกระทรวงสาธารณสุข มีพิธีรับอย่างเป็นทางการ

ต่อกันที่ “ซิโนแวค” ที่ก่อนหน้านี้ รัฐบาลจีนกับไทย มีการส่งมอบวัคซีนให้กันแล้วรวมจำนวน 6 ล้านโดส ขณะที่เดือนมิถุนายน – กันยายน 2564 วัคซีนจากซิโนแวค จากประเทศจีนจะทยอยเข้ามาไทยอีกรวม 11 ล้านโดส

อย่างไรก็ตาม จะมีการจัดหาวัคซีนซิโนแวคอีก 8 ล้านโดส เพื่อให้ครบตามเป้าหมาย 100 ล้านโดสในปี2564นี้

นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรมว.สาธารณสุข กล่าวว่า ในเดือนมิถุนายน 2564 มีวัคซีนทั้งแอสตร้าเซนเนก้า และซิโนแวค 3.54 ล้านโดส และจะมีวัคซีนของแอสตร้าเซนเนก้า ทยอยส่งมอบให้สัปดาห์ที่ 3 และ สัปดาห์ที่ 4 ของเดือนนี้ อีก 3.42 ล้านโดส ทำให้ตั้งแต่เริ่มฉีดวัคซีนจนถึงเดือนมิถุนายนนี้ จะฉีดวัคซีนให้ประชาชนได้ประมาณ 10 ล้านโดส

ขณะที่ วัคซีนไฟเซอร์ (Pfizer) ซึ่งคิดค้นโดยบริษัทไฟเซอร์ ร่วมกับบริษัทสัญชาติเยอรมันชื่อ ไอโบเอ็นเท็ค (BioNTech) อยู่ในขั้นตอนระหว่างเจรจาเงื่อนไขสัญญา จัดหา 20 ล้านโดส ซึ่งนพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค เปิดเผยเมื่อวันที่ 4 มิ.ย.ที่ผ่านมาว่า ในสัปดาห์นี้จะมีการจองซื้อวัคซีนไฟเซอร์ โดยตามแผนคาดว่า ไฟเซอร์จะเริ่มนำเข้ามาไทย ในช่วงไตรมาส ที่ 3 ของปีนี้ (เดือนมิถุนายน – สิงหาคม)

ไล่ๆ กันมา คือ วัคซีนยี่ห้อ จอห์นสันแอนด์จอห์นสัน (J&J) อยู่ระหว่างเจรจาเงื่อนไขสัญญาเช่นเดียวกันกับไฟเซอร์ ตามแผนจัดหาจำนวน 5 ล้านโดส คาดว่าได้ลงนามจองซื้อต่อจากไฟเซอร์ และเริ่มได้รับในช่วงปลายปี หรือ ไตรมาส 4 ปีนี้ (เดือนกันยายน-พฤศจิกายน)

ส่วนอีก 3 ยี่ห้อ คือโมเดอร์นา, ซิโนฟาร์ม และสปุ๊กนิต วี อยู่ระหว่างดำเนินการ

“โมเดอร์นา” คือ วัคซีนทางเลือก ตัวแรกที่โรงพยาบาลเอกชนสามารถสั่งมาฉีดให้ลูกค้าได้ คาดว่า โมเดอร์นาจะเข้าไทยมาล็อตแรกในเดือนตุลาคม ปีนี้ประมาณ 4 ล้านโดส ส่วนราคาในการฉีดนั้น ทางสมาคมโรงพยาบาลเอกชน ยืนยันจะเป็นราคาเดียวกันทั่วประเทศ ล่าสุดเคาะว่าเข็มละ 1,900 บาท

อีกยี่ห้อที่ได้รับความสนใจจากคนไทยมาก คือ “ซิโนฟาร์ม” เป็น “วัคซีนทางเลือก” อีกตัว ที่ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์เป็นผู้จัดหา คาดราคาถูกกว่าโมเดอร์นาว่า ซึ่งภายในเดือนมิถุนายน 2564 ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์คาดว่าจะได้รับวัคซีนจากปักกิ่งจำนวน 1 ล้านโดส ย้ำวัคซีนนี้ไม่ใช่วัคซีนฟรีที่รัฐบาลฉีดให้ประชาชน มีแผนกระจายวัคซีนให้กับกลุ่มติดต่อจองซื้อกับทางราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์เท่านั้น

ช่วงปลายเดือนเมษายน 2564 วัคซีน “สปุ๊กนิต วี” ถูกพูดถึงมากอีกยี่ห้อ หลังพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ออกมาบอกว่า ประธานาธิบดีรัสเซีย นายวลาดิมีร์ ปูติน ยินดีสนับสนุนไทยในการจองซื้อวัคซีนยี่ห้อ โดยอยู่ระหว่างขั้นตอนดำเนินการ แต่ขณะนี้ยังไม่ค่อยมีรายละเอียดและได้รับการพูดถึงมากนัก

นี่เป็นภาพรวมของวัคซีนแต่ละยี่ห้อที่ประเทศไทยเลือกใช้ เพื่อสู้กับวิกฤตโควิด-19 การฉีดวัคซีนได้เร็ว และครอบคลุมจะช่วยลดการสูญเสีย ฟื้นฟูเศรษฐกิจ ฟื้นฟูประเทศให้กลับมาโดยเร็ว หลังจากทุกอย่างชะงักจะครบ 2 ปีแล้ว

กรุงเทพร้อน “อู๊ดด้า” ออนทัวร์เจอทีมหลานแม้ว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/469519

กรุงเทพร้อน “อู๊ดด้า” ออนทัวร์เจอทีมหลานแม้ว

7 มิถุนายน 2564 – 12:30 น.

ขอบกรุงคึกคัก ปชป.ชิงเปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.คนแรก เจอทีม “หลานแม้ว” คอลัมน์… ท่องยุทธภพ โดย… ขุนน้ำหมึก

++
ตามแคมเปญ “เลือดใหม่ไหลเข้า เลือดเก่าไหลกลับ” ของ จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าประชาธิปัตย์ เดินหน้าอย่างมีจังหวะก้าว ไม่ได้ประมาทต่อสถานการณ์การเมืองปัจจุบัน

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง… “จุรินทร์ ออนทัวร์” เปิดตัว “กิตพล เชิดชูกิจกุล” ลง ส.ส.เขตสวนหลวง-ประเวศ

กรุงเทพร้อน "อู๊ดด้า" ออนทัวร์เจอทีมหลานแม้ว

จุรินทร์ ชิงเปิดตัวอดีตประธานสภา กทม. ลงสนาม ส.ส.    

เริ่มจาก ยุคล ชนะวัฒน์ปัญญา อดีต ส.ส.จันทบุรี 3 สมัย ที่ลาออกไปอยู่พลังประชารัฐ ก็กลับประชาธิปัตย์ “จุรินทร์” บอกว่า เปรียบเสมือนเลือดเก่าไหลกลับ และยังมีเลือดใหม่ที่เข้ามาร่วมอุดมการณ์กับพรรค    

วันที่ 5 มิ.ย.2564 หัวหน้าจุรินทร์ พร้อมด้วยองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรค ดูแล กรุงเทพฯ เดินทางไปที่วัดทุ่งเศรษฐี เขตประเวศ เพื่อเปิดตัว กิตพล เชิดชูกิจกุล เป็นผู้สมัคร ส.ส.เขตสวนหลวง-ประเวศ แทนสามารถ มะลูลีม อดีต ส.ส.หลายสมัย ถือเป็นการเปิดตัวผู้สมัคร ส.ส.คนแรกของพรรคในพื้นที่เมืองหลวง     

จากนี้ไป พรรค ปชป.จะทยอยเปิดตัวผู้สมัครสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) ที่เป็นคนรุ่นเก่าและรุ่นใหม่ของพรรค    

วันเดียวกัน นิด้าโพลล์ ได้เปิดเผยผลสำรวจหัวข้อประชาชนจะเลือกให้เป็นผู้ว่าฯ กทม. พบว่า อันดับ 1 ร้อยละ 30.62 ยังไม่ตัดสินใจ ,อันดับ 2 ร้อยละ 23.84 ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ,อันดับ 3 ร้อยละ 12.57 พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ,อันดับ 4 ร้อยละ 10.59 พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง     

ส่วนสองพรรคการเมืองใหม่ อันดับ 5 ร้อยละ 5.33 ผู้สมัครจากพรรคเพื่อไทย และอันดับ 9 ร้อยละ 1.75 ผู้สมัครจากพรรคประชาธิปัตย์    

สาเหตุที่ ปชป.ตกมาอยู่อันดับท้ายๆ เนื่องจากพรรคยังไม่ขยับเปิดตัวว่าที่ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. มีข่าวลือว่าคนโน้น คนนี้ แต่ตัวจริงยังไม่โผล่

กรุงเทพร้อน "อู๊ดด้า" ออนทัวร์เจอทีมหลานแม้ว

แซนด์ หลานทักษิณ ลงพื้นที่กับว่าที่ผู้สมัคร ส.ก.เขตสวนหลวง

++
สายขอบกรุง
++
ผลการเลือกตั้ง ส.ส.กรุงเทพมหานคร ปี 2564 เขต 20 สวนหลวง, ประเวศ (เฉพาะแขวงหนองบอน และแขวงดอกไม้) พลิกความคาดหมาย เมื่อ มณฑล โพธิ์คาย พรรคอนาคตใหม่ เอาชนะแชมป์เก่า สามารถ มะลูลีม พรรค ปชป.ขาดลอย (ปัจจุบัน มณฑล โพธิ์คาย ได้ย้ายมาสังกัดพรรคภูมิใจไทย)    

ก่อนการเลือกตั้งหนที่แล้ว มีข่าวว่า ค่าย ปชป. จะสูญเสียนักการเมืองท้องถิ่น ตระกูล “เชิดชูกิจกุล” คือ กิตพล และ ธนวัฒน์ ไปอยู่พรรคพลังประชารัฐ แต่สุดท้ายก็ยังอยู่ช่วยหาเสียงให้สามารถ มะลูลีม     

กิตพล เชิดชูกิจกุล เป็น ส.ก.เขตประเวศ มาหลายสมัย และได้เป็นประธานสภา กทม. ชุดที่แล้ว ซึ่งตระกูลนี้ มีฐานเสียงแน่นหนา ได้รับการยอมรับจากชาวบ้าน ไม่ว่าชาวมุสลิมหรือชาวพุทธ    

วันที่ “กัปตันอู๊ดด้า” มาเปิดตัวกิตพล เป็นผู้สมัคร ส.ส.เขต 20 สวนหลวง และประเวศ ก็มีอดีต ส.ส.โซนนี้ อย่างสามารถ มะลูลีม และนาตยา เบญจศิริวรรณ มาให้กำลังใจ

กรุงเทพร้อน "อู๊ดด้า" ออนทัวร์เจอทีมหลานแม้ว

ธกร เลาหพงศ์ชนะ

++
หลานสาวแม้ว
++
แม้จะถูกตัดสิทธิ์ทางการเมืองในฐานะกรรมการบริหารพรรคไทยรักษาชาติ แต่ “แซนด์” ชยิกา วงศ์นภาจันทร์ ลูกสาวของเยาวเรศ ชินวัตร และหลานสาวทักษิณ ก็ยังทำงานในพื้นที่ ร่วมกับชนินทร์ รุ่งธนเกียรติ รองโฆษกพรรคเพื่อไทย ,ปิยะวรรณ จระกา ว่าที่ผู้สมัคร ส.ก.เขตสวนหลวง ,ปริญญา จระกา ประธานโซนศรีนครินทร์ และธกร เลาหพงศ์ชนะ อดีตผู้สมัคร ส.ส. พรรคไทยรักษาชาติ    

ธกร เลาหพงศ์ชนะ เคยเป็นผู้สมัคร ส.ส.กรุงเทพฯ เขต 20 (สวนหลวง ประเวศ) พรรคไทยรักษาชาติ แต่พรรคถูกยุบไปก่อนจะถึงวันเลือกตั้ง ซึ่งตัวเขามีสิทธิ์ลงสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.ได้อีก เพราะไม่ใช่กรรมการบริหารพรรค    

สำหรับ “เดียร์” ธกร เลาหพงศ์ชนะ เป็นทายาทรุ่นที่ 3 ของตระกูล “เลาหพงศ์ชนะ” เคยเป็นบริหารระดับสูงบริษัทเจ้าพระยาประกันภัย     

เหนืออื่นใด “เดียร์” เป็นหลานชายของปรีชา เลาหพงศ์ชนะ อดีต ส.ส.อุบลราชธานี และอดีตแกนนำกลุ่มวังพญานาค ที่เคยยิ่งใหญ่สมัยพรรคไทยรักไทย     

“แซนด์” ชยิกา วงศ์นภาจันทร์ ลูกสาวเยาวเรศ ชินวัตรนั้น มีประสบการณ์ในฐานะทีมงานสื่อออนไลน์ของอดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร โดยทำงานร่วมกับ “เสี่ยวิม” คนสนิทเฮียเพ้ง    

วันนี้ แซนด์เปรียบเสมือนที่ปรึกษาส่วนตัวของเยาวเรศ และไม่พลาดที่จะช่วย “น้าปู” ที่อยู่แดนไกล โดยการเคลื่อนไหวผ่านสื่อโซเชียล    

แม้ว่าในทางกฎหมาย “แซนด์” จะไปดำรงตำแหน่งทางการเมืองไม่ได้ แต่เธอก็สามารถเล่นบท “กองเชียร์” เหมือนยงยุทธ ติยะไพรัช สมัยพรรคเพื่อชาติ    

คนแถวประเวศ และสวนหลวง จึงเห็นแซนด์-ชยิกา วงศ์นภาจันทร์ พาคุณแม่-เยาวเรศ ชินวัตร ลงพื้นที่พบปะชาวบ้าน ร่วมกับ ธกร เลาหพงศ์ชนะ     

แค่โหมโรงการเมืองสนามเมืองกรุง ก็มีความครึกครื้น เมื่อค่าย ปชป. ขอลุยกู้วิกฤตศรัทธา จากการเลือกตั้งสมัยที่แล้ว

รู้จัก ‘โบว์’ ตีขิมนางครวญ ‘สามนิ้ว’ โตไม่ทัน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/469443

รู้จัก ‘โบว์’ ตีขิมนางครวญ ‘สามนิ้ว’ โตไม่ทัน

6 มิถุนายน 2564 – 15:53 น.

ทัวร์สามนิ้วลง “โบว์” หลายคนอาจไม่ทันรู้จัก “สาวตีขิม” สู้เผด็จการ

++

ชั่วโมงนี้ ประเด็นที่ร้อนแรงในปีกประชาธิปไตย คงหนีไม่พ้นทัวร์ลง “โบว์” ณัฏฐา มหัทธนา แกนนำกลุ่มพลังมด สืบเนื่องมาจากโบว์ แสดงความเห็นเสนอรัฐบาลไทยไม่ควรรับวัคซีนบริจาคจากสหรัฐอเมริกา 

ข้อเสนอข้างต้น ทำให้ “พลเมืองสามนิ้ว” ไม่พอใจ และลากเรื่องเก่าๆ มาด่าโบว์สาดเสียเทเสีย โบว์ได้ทวีตข้อความผ่านทวิตเตอร์ Bow Nuttaa Mahattana อธิบายความว่า “เมื่อไม่เห็นด้วยแล้วนำเสนอความเห็นต่างกันในเนื้อหาก็จบ ให้เกียรติกันแลกเปลี่ยนเรื่องอื่นต่อได้ แต่เมื่อไม่เห็นด้วยแล้วเริ่มที่การด่าทอ ไม่จบที่เนื้อหา ละเมิด โจมตีตัวบุคคล ก็จะไม่เกิดการแลกเปลี่ยนต่อไป ถ้าเป็นความสัมพันธ์ก็จบ เป็นการรณรงค์ก็พัง ปัญหาเท่าเดิม เพิ่มเติมคือความเกลียดชัง

อันที่จริง พลเมืองสามนิ้วที่เป็นสาวก “ตลาดหลวง” ก็ถล่มโบว์มาหลายรอบแล้ว ถึงขึ้นขับสาวนักกิจกรรมคนนี้ออกจากฝ่ายประชาธิปไตย

“ถ้าการเห็นต่างไม่จบที่การเสนอความเห็นแย้ง แต่นำสู่การโจมตีตัวบุคคล นั่นไม่ใช่ฝ่ายประชาธิปไตย แต่เป็นฝ่ายเอาแต่ใจ อย่าสับสนค่ะ” โบว์สวนกลับเบาๆ

ขณะที่ “ผู้ใหญ่” ฝ่ายประชาธิปไตย พยายามออกมาเตือนสติเยาวชนคนรุ่น Gen Y Gen Z ว่า ไม่ควรผลักโบว์ให้ไปอยู่อีกฝ่ายหนึ่ง และต้องเข้าใจว่า โบว์คือผู้ต่อต้าน คสช.รุ่นแรกๆ

รู้จัก 'โบว์' ตีขิมนางครวญ 'สามนิ้ว' โตไม่ทัน

                                         โบว์ สามนิ้วรุ่นพี่

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง
ป่วนกรุง ‘3 พ.’ ล้างบาง ขั้วอำนาจเก่า 

++
สาวตีขิม
++

โบว์” ณัฏฐา อาจมีวิถีที่ต่างจากนักกิจกรรมต้านเผด็จการ อย่างรังสิมันต์ โรม และจ่านิว-สิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ เธอไม่ได้เคลื่อนไหวการเมืองสมัยเรียนที่คณะอักษรศาสตร์ เอกภาษาอังกฤษ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และไม่เคยมีครูบาอาจารย์เป็นผู้ชี้แนะแนวทาง

รัฐประหาร 2 หนซ้อน (ปี 2549 และ 2557) เป็นแรงผลักดันให้โบว์ ต้องออกมานั่งตีขิมข้างถนน จัดกิจกรรม “เปิดหมวกช่วยนักโทษการเมือง” และจัดงานเชิงสัญลักษณ์ “ไผ่ต้านลม 6 เดือนแห่งการจองจำ” โดยการชักชวนของทนายอานนท์ นำภา

สืบเนื่องจาก “ไผ่ ดาวดิน” หรือ “จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา” นักศึกษาที่ออกมาคัดค้านการรัฐประหาร ถูกจับกุมในคดีเกี่ยวกับ ม.112 โบว์จึงมานั่งขิมข้างทาง “นางครวญ” แด่ศรัทธา เสรีภาพ และความยุติธรรม 

หลังจากนั้น โบว์ได้เข้าร่วมทำกิจกรรมต่อต้านเผด็จการ ร่วมกับรังสิมันต์ โรม ,จ่านิว และทนายอานนท์ นำภา

สาวตีขิม บนเส้นทางประชาธิปไตย

++
คนอยากเลือกตั้ง
++

เดือนพฤษภาคม 2561 คนเสื้อแดง นัดทำกิจกรรมรำลึก 8 ปี สลายการชุมนุม 2553 พร้อมกับ “กลุ่มคนอยากเลือกตั้ง” นัดเดินขบวนใหญ่ เรียกร้องให้มีการเลือกตั้ง และ คสช.ถอยกลับเข้ากรมกอง

กลุ่มคนอยากเลือกตั้ง เป็นองค์กรที่รวมตัวกันหลวมๆ โดยมีนักกิจกรรมด้านสิทธิมนุษยชนเป็นผู้ปฏิบัติงาน และอาจารย์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์กลุ่มหนึ่งเป็นที่ปรึกษา

แกนนำที่เปิดหน้าเปิดตา มีอยู่ 3 คนคือ รังสิมันต์ โรมสิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ และณัฏฐา มหัทธนา

กลุ่มคนอยากเลือกตั้ง ใช้ชื่อกิจกรรมว่า “22 พฤษภา เราจะหยุดระบอบ คสช.” ซึ่งจะเริ่มชุมนุมค้างคืน ตั้งแต่เย็นวันที่ 21 พ.ค.2561 ที่สนามฟุตบอลมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ก่อนจะเดินขบวนไปทำเนียบรัฐบาลในตอนเช้า

การเดินขบวนของคนอยากเลือกตั้ง ถูกสกัดไว้ที่หน้ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งการขับเคลื่อนของคนอยากเลือกตั้ง พ.ศ.นั้น ก็เป็นเชื้อไฟการเมืองให้เกิดพรรคการเมืองชื่อ “อนาคตใหม่” 

หลังจากโบว์ก้าวมาเป็นแกนนำกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง สปอตไลท์ก็สาดจับมาที่ตัวเธอ เนื่องจากเป็นผู้หญิงคนเดียวที่โดดเด่นออกมาท้าทายอำนาจเผด็จการ