ซินแสเข่ง ผ่าดวงวิกฤติ ทางตัน “นายกฯ” ปะทะหนักปีชง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/467826

ซินแสเข่ง ผ่าดวงวิกฤติ ทางตัน “นายกฯ” ปะทะหนักปีชง

24 พฤษภาคม 2564 – 13:25 น.

ซินแสเข่ง ผ่าดวงวิกฤติ ทางตัน “นายกฯ” ปะทะหนักปีชง ชี้เดือนวิกฤติวัดใจ  นายกฯ จะสู้ต่อหรือจะถอย

 ซินแสเข่ง  ผ่าดวงวิกฤติ  ทางตันนายกฯ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา  ปะทะหนักปีชง  เสือสิงห์กระทิงแรด  รอขยี่ซ้ำจ่อขับไล่ บริหารล้มเหลว  ปมวัคซีนอลหม่าน  วัดดวงรัฐมนตรีสาธารณสุข  อนุทิน  ชาญวีรกูล  หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย  กลายเป็นปมขัดแย้งเป็นยาพิษให้ล่มสลาย  ชี้เป้าหมายให้ถูกโจมตีหนัก  ของพรรคฝ่ายค้าน  พวกแก้กฏหมาย และกลุ่มไล่นายกฯ  หวังยึดสภา เพราะเหตุปีชงตกดวงศัตรูให้ร้าย  อีกทั้งปัญหาดวงไม่ลงรอย  จึงกลายเป็นเรื่องใหญ่  ให้เป็นปมแตกแยก  ขุ่นเคืองให้อีดอัดใจ  เป็นเป้าหมาย  นายกฯ  ต้องลาออก

ซินแสเข่ง ผ่าดวงวิกฤติ ทางตัน "นายกฯ" ปะทะหนักปีชง

ซินแสเข่ง  ผ่าวิกฤติติดตามวิเคราะห์เจาะลึก  ผ่าดวงวิกฤติ นายกฯรัฐมนตรี ปะทะหนักเดือนมิถุนา  กับรัฐมนตรี  สาธารณะสุข  ชี้เดือนวิกฤติวัดใจ  นายกฯ จะสู้ต่อหรือจะถอย  ชี้กับปมขัดแย้ง  กลายเป็นชนวนเหตุให้ถูกโจมตีหนัก  หากไม่แก้ไขหรือปรับความเข้าใจ  รัฐบาลอยู่ยาก  จากปม  วัคซีน  อลหม่าน  ระหว่างนายกรัฐมนตรี  พล.อ.ประยุทธ  จันทร์โอชา  กับ  นายอนุทิน  ชาญวีรกูล  รัฐมนตรีสาธารณสุข  ที่เป็นเหตุปมเป้าหมายในการจัดการเรื่องของวัคซีน ที่กลายเป็นความรับผิดชอบของผู้บริหารประเทศ แทนผู้รับผิดชอบของกระทรวงสาธารณสุข  กับการบริหารจัดการเหมือนไม่ลงตัว  ทั้งที่เป็นเรื่องของ คุณอนุทิน  รมว. แต่ดูเหมือน  นายกฯ ต้องลงมากำกับและบริหารด้วยตนเอง  จนกลายเป็นเรื่องให้อึดอัดใจ  ขุ่นข้องหมองใจ  และเบียดเบียน  กับเรื่องที่ไร้สาระ  เพราะเหตุทั้งคู่ในปี  2564  ผู้นำฯ ตกดวงขัดแย้ง  เป็นศัตรู จากผู้ไม่หวังดี ก่อให้เกิดการให้ร้ายเป็นศัตรู  ทำอะไรก็ก่อให้เกิดความไม่เข้าใจ  ประกอบกับ  ดวงชะตาทั้งคู่  ตกรอบปีเบียดเบียนให้เดือดเนื้อร้อนใจ  กับเรื่องที่ไม่เป็นเรื่อง  ไร้สาระไม่เป็นเรื่องไม่เป็นราว  หากไม่แก้ไข หรือเปลี่ยนแปลงรับในสิ่งที่ทำไป  ให้รู้จักปล่อยวางไว้บ้างหรือต่างทำในสิ่งที่ให้ดีที่สุด  ให้เป็นไปตามขั้นตอนของการบังคับบัญชา  สรุปเรื่องก็ไม่ต้องตกถึงประชาชนให้ได้รับความเดือดร้อนแน่นอน

ซินแสเข่ง ผ่าดวงวิกฤติ ทางตัน "นายกฯ" ปะทะหนักปีชง

ซินแสเข่ง  กล่าวเพิ่มเติมว่า  เดือนมิถุนายน เป็นเดือนที่ต้องจับตา เพราะเป็นอุปสรรคมากที่สุดของ  นายกรัฐมนตรี  และรัฐมนตรีสาธารณสุข  ที่จะต้องวัดดวงว่าใครจะอยู่หรือจะไป  หรือจะต้องอยู่ด้วยกันทั้งคู่  เพื่อให้รัฐบาลฝ่าวิกฤตินี้ไปให้ได้  เพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหาวัคซีนให้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น  หากนายกฯ ต้องลาออก คนใหม่ก็เชื่อว่าไม่ได้เป็นอัศวินม้าขาวแน่นอน  และไม่สามารถบริหารประเทศนี้สู่เป้าหมายได้  เพราะเสือสิงห์กระทิงแรด  ที่จ้องจะแก้ไขกฏหมาย  ล้มสถาบันฯ  ไม่ยอมให้วิกฤตินี้ผ่านไปโดยไม่คิดฉวยโอกาสแน่นอน  และนั่นคืออนาคตที่มาของรัฐประหารครั้งต่อไปในปี  2565

ซินแสเข่ง ผ่าดวงวิกฤติ ทางตัน "นายกฯ" ปะทะหนักปีชง

เด็กเล็กถามหา “วัคซีนหนู” อยู่ไหน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/467804

เด็กเล็กถามหา”วัคซีนหนู”อยู่ไหน

24 พฤษภาคม 2564 – 11:05 น.

สถานการณ์ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 รุนแรงขึ้นทุกทีทั้งยอดผู้ติดเชื้อรายวันและผู้เสียชีวิต  สำหรับผู้ใหญ่ยังมีวัคซีน แต่”เด็กน้อย-เด็กเล็ก” ยังรอคอยวัคซีนสำหรับพวกเขาอยู่ 

สถานการณ์ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 รุนแรงขึ้นทุกทีทั้งยอดผู้ติดเชื้อรายวันและผู้เสียชีวิต มีคลัสเตอร์หลายจุด หลายพื้นที่ จนต้องต่อ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ออกไปอีกถึง 2  เดือน เนื่องจาก 1 เดือนเอาไม่อยู่

การระบาดของ “โควิด ” ระลอกแรก และระลอกสอง เด็กติดเชื้อไม่มาก แต่การระบาดระลอก 3  เด็กติดเชื้อมากขึ้น

จากข้อมูลกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข  การระบาดระลอกแรก เด็กอายุน้อยกว่า 15 ปี  ติดเชื้อ 500 กว่าราย  คิดเป็น 2 % ของผู้ติดเชื้อเท่านั้น

แต่ในการระบาดระลอก 3 เฉพาะเมษายนที่ผ่านมาเด็กอายุน้อยกว่า 15 ปี ติดเชื้อ 5,600 กว่าราย คิดเป็น 7.5 % ของผู้ติดเชื้อ มีจำนวนมากขึ้นกว่าเดิมมาก และอาการเด็กก็หนักขึ้น  เชื้อลงปอดด้วย และมีไข้สูงถึง  39-40 % บางรายมีตักอักเสบร่วมด้วย

โควิด สายพันธุ์อังกฤษ ที่ระบาดอยู่ในประเทศไทยขณะนี้ ทุกช่วงวัยติดเชื้อได้  เกาะทางเดินหายใจและแพร่กระจายง่ายขึ้น

แต่เมื่อกล่าวถึงวัคซีนที่ผ่านการรรับรองให้ฉีดเด็กได้  มีเพียงยี่ห้อ “ไฟเซอร์” เท่านั้น ที่ให้ฉีดให้กับเด็กอายุ 12 ปีขึ้นไป เช่น ในสหรัฐฯ,สิงคโปร์ ใช้วัคซีน”ไฟเซอร์” ฉีดในเด็กได้  ส่วน “วัคซีน” ยี่ห้ออื่นในขณะนี้ได้ขึ้นทะเบียนให้ฉีดได้กับคนอายุ 18 ปีขึ้นไปทั้งนั้น

จะเห็นได้ว่าจนถึงปัจจุบัน ยังไม่มีวัคซีนโควิดสำหรับ”เด็กเล็ก” เช่นเด็กอายุ 2 เดือน ซึ่งปกติวัยนี้ก็มีอัตราความเสี่ยงจะเสียชีวิตเยอะอยู่แล้ว  อีกทั้ง”เด็กเล็ก “ที่มีอายุต่ำกว่า 2 ขวบ ไม่สามารถใส่หน้ากากอนามัย ป้องกันชื้อโรคได้ 

ดังนั้นจะเห็นได้ว่า “เด็กเล็ก” น่าสงสารมาก วัคซีนสำหรับ”เด็กเล็ก” ก็ยังไม่มี  หน้ากากอนามัย ก็ยังใส่ไม่ได้ 

ทางแก้ตอนนี้ ทำได้เพียงรัฐฉีดวัคซีนให้คนรอบข้าง”เด็ก” เพื่อไม่ให้คนรอบข้าง นำเชื้อมาสัมผัสเด็ก

จากข้อมูล  เกือบ 100 % เด็กติดเชื้อโควิด-19 จากผู้ใหญ่ที่ติดเชื้อ  เช่น สัมผัสจากครูที่โรงเรียน หรือ พ่อ- แม่ คนในครอบครัว 

เราจึงมักเห็นภาพจุกอุกที่ “เด็กน้อย”หอบหิ้วสัมภาระตามลำพังขึ้นรถโรงพยาบาลไปรักษาตัว 

เด็กน้อย-เด็กเล็ก” จึงยังเฝ้าคอยวัคซีน สำหรับพวกเขาอยู่ 

ขบวนการ PDF ศึกกลางเมืองพม่า #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/467764

ขบวนการ PDF ศึกกลางเมืองพม่า

23 พฤษภาคม 2564 – 19:08 น.

พม่าหนีไม่พ้น สงครามกลางเมือง ขบวนการ PDF จับอาวุธโจมตีทหาร-ตำรวจรายวัน 

++

22 พ.ค.2564 กองกำลังพิทักษ์ประชาชน (People’s Defense Force-PDF) ติดอาวุธโจมตีด่านตรวจตำรวจในเมือง Demawso รัฐกะยา 

23 พ.ค. กองกำลังพิทักษ์ประชาชน (PDF) และกองกำลังติดอาวุธชาติพันธุ์ เข้ายึดสถานีตำรวจ Moebye รัฐฉาน สังหารตำรวจพม่า 15 ศพ และมีตำรวจ 4 นาย ถูกจับเป็นเชลย

สัปดาห์ที่แล้ว กองกำลังป้องกันรัฐชิน (CDF) ได้โจมตีขบวนรถบรรทุกทหารพม่า 6 คัน ฝ่ายกองทัพพม่า จึงตอบโต้ด้วยการประกาศกฎอัยการศึก และใช้กำลังทางอากาศถล่มหมู่บ้าน ที่เข้าใจว่า CDF อาศัยอยู่ ที่เมืองมินดัต รัฐชิน 

การต่อสู้ของประชาชนพม่า มิได้มีเพียงแค่รูปแบบการเดินขบวน และชุมนุมแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ หากแต่พวกเขาได้ปรับยุทธวิธีใหม่ ตาต่อตา ฟันต่อฟัน ปืนตอบปืน

ขบวนการ PDF ศึกกลางเมืองพม่า

                                           กองทัพประชาชนชิน

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง
นางงาม ‘ชิน’ จักรวาลการเมือง

++
มินอ่องหล่ายไม่ถอย

เมื่อวันที่ 21 พ.ค.2564 สถานีโทรทัศน์ฟีนิกซ์ ทีวี ของทางการจีน ออกอากาศบทสัมภาษณ์พิเศษ พล.อ.อาวุโสมิน อ่อง หล่าย ประธานสภาบริหารภาครัฐ ซึ่งผู้นำสูงสุดของกองทัพพม่า กล่าวชี้แจงภารกิจการทำงานของสภาบริหารแห่งรัฐ โดยระบุว่าปีหน้าจะได้เห็นรัฐบาลกลางที่มาจากหลายฝ่ายทางการเมืองประชาธิปไตย แต่หากสถานการณ์ไม่เอื้ออำนวยก็อาจต้องล่าช้าไปอีก 6 เดือน

ขณะเดียวกัน สภาบริหารภาครัฐ ได้ยกเลิกกำหนดอายุเกษียณของผู้บัญชาการกองทัพ ที่กำหนดไว้ 65 ปี ซึ่งจะเป็นการเปิดทางให้ พล.อ.มิน อ่อง หล่าย สามารถดำรงตำแหน่ง ผบ.สส.ต่อไปได้

เดิมที พล.อ.มิน อ่อง หล่าย จะมีอายุครบ 65 ปีในเดือน ก.ค.2564 โดยนายพลคนนี้ ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารสูงสุด ในปี 2554 

ขบวนการ PDF ศึกกลางเมืองพม่า

                             มินอ่องหล่าย ให้สัมภาษณ์สื่อจีน

++
กองทัพประชาชน

ต้นเดือน พ.ค.2564 รัฐบาลเอกภาพแห่งชาติพม่า ซึ่งมีพรรคเอ็นแอลดีของอองซาน ซูจี เป็นแกนหลัก มีการประกาศจัดตั้ง “กองกำลังพิทักษ์ประชาชน” (People’s Defense Force) 

หน้าที่ของ PDF คือปกป้องชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนและสหภาพพม่า ซึ่งในอนาคตกองกำลัง PDF หน่วยนี้ จะพัฒนากลายเป็น “กองทัพสหพันธ์สหภาพเมียนมา” 

รัฐบาลเอกภาพแห่งชาติไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดของกองกำลังที่จัดตั้งขึ้น มีรูปแบบองค์กรอย่างไร และหาอาวุธมาจากไหน หรือจะบรรลุผลสำเร็จได้อย่างไร

พลันที่ฝ่ายอองซาน ซูจี ประกาศจัดตั้งกองทัพประชาชน สภาบริหารภาครัฐ ก็ขึ้นบัญชีดำรัฐบาลเอกภาพแห่งชาติเป็น “ผู้ก่อการร้าย” หลังตั้งกองกำลังติดอาวุธ 

ดังนั้น สถานการณ์ในพม่าวันนี้ จึงมีรายงานเหตุระเบิด การปะทะกันด้วยอาวุธแทบทุกวัน เช่นเดียวกับการประท้วงต่อต้านรัฐประหาร ที่ส่งผลให้เศรษฐกิจเป็นอัมพาต

ด้านหนึ่ง รัฐบาลเอกภาพแห่งชาติ ได้ปฏิบัติการอย่างลับๆ และพวกเขาเองก็กังวลภาพลักษณ์ของกองทัพประชาชน จะแปรสภาพเป็น “กองกำลังก่อการร้าย”

ขบวนการ PDF ศึกกลางเมืองพม่า
ขบวนการ PDF ศึกกลางเมืองพม่า

                                     กองทัพประชาชนพม่า

อ่านเกม ‘นกเขา’ โยง ซ.ค.คอนเนกชั่น ‘บิ๊กแดง-พีระพันธุ์’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/467748

อ่านเกม ‘นกเขา’ โยง ซ.ค.คอนเนกชั่น ‘บิ๊กแดง-พีระพันธุ์’

23 พฤษภาคม 2564 – 16:54 น.

‘ทนายนกเขา’ คิดอ่านอะไร จึงขานชื่อ “พีระพันธุ์” หรือมองเห็น ซ.ค.คอนเนกชั่น และบิ๊กแดง  

++

สัปดาห์หน้า จตุพร พรหมพันธุ์ ในนามคณะไทยไม่ทน จะยื่นหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เรียกร้องให้ลาออก พร้อมกับจะไปพบหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์, พรรคภูมิใจไทย, พรรคชาติไทยพัฒนา เรียกร้องให้ถอนตัวออกจากรัฐบาล และไปพบสมาชิกวุฒิสภา 6 คนโดยตำแหน่ง ถามจุดยืนว่า จะปล่อยให้ประเทศไทยอยู่ในสถานการณ์แบบนี้หรือไม่?

นี่เป็นการรุกใหญ่ของคณะไทยไม่ทน ที่เกิดจากความร่วมมือของแกนนำ นปช.กับอดีตแนวร่วมพันธมิตรฯ 

ด้านหนึ่ง กลุ่มประชาชนคนไทย น่าจะขยับตามไปด้วย เนื่องจากมีเป้าหมายร่วมกันคือ เรียกร้องให้ พล.อ.ประยุทธ์ และรัฐบาลเสียสละลาออก

เมื่อวันที่ 17 พ.ค.2564 “ทนายนกเขา” นิติธร ล้ำเหลือ ได้ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการเจาะลึกทั่วไทย อินไซด์ไทยแลนด์ ทางช่อง 9 อสมท. เกี่ยวกับการเคลื่อนไหว “ไม่เอาลุงตู่” และเมื่อถูกถามว่า จะเสนอชื่อใครเป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่

ทนายนกเขา” ขานชื่อ ศุภชัย พานิชภักดิ์ ,ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ,แพทย์หญิงภัททิรา ทางรัตนสุวรรณ ,วิรไท สันติประภพ และพีระพันธ์ สาลีรัฐวิภาค 

น่าสนใจว่า มีอยู่ 2 รายชื่อคือ ศุภชัย พานิชภักดิ์ และพีระพันธ์ สาลีรัฐวิภาค เป็นอดีตสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ และเป็นเลือดน้ำเงิน-ขาว หรือศิษย์เก่าเซนต์คาเบรียล 

อ่านเกม 'นกเขา' โยง ซ.ค.คอนเนกชั่น 'บิ๊กแดง-พีระพันธุ์'

                       ทนายนกเขา ยังเดินหน้าเสนอรัฐบาลสร้างชาติ

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง
11 ปี ‘แดง’ กระจุย ทางใครทางมัน

++
ซ.ค.คอนเนกชั่น

เป็นที่รับรู้กันมานานว่า เครือข่ายศิษย์เก่าสถาบันการศึกษาชั้นนำทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นสวนกุหลาบ, เซนต์คาเบรียล, ธรรมศาสตร์, จุฬา, เกษตรศาสตร์, รามคำแหง ฯลฯ ล้วนนำไปสู่การสร้างระบบอุปถัมภ์ชนิดหนึ่ง

ถ้ายังจำกันได้ วันที่ 17 ธ.ค.2549 สมาคมศิษย์เก่าโรงเรียนเซนต์คาเบรียล โรงเรียนเซนต์คาเบรียล และสมาคมผู้ปกครองและครูเซนต์คาเบรียล ได้จัดงาน Saint Gabriel’s Union is Strength น้ำเงินและขาว พลังแห่งเกียรติยศ” เพื่อเชิดชูศิษย์เก่าเซนต์คาเบรียล 

เนื่องจากปีนั้น พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี พร้อมกับรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีอีกหลาย เป็นศิษย์เก่าเซนต์คาเบรียล อาจเรียกว่าเป็น “รัฐบาลเซนต์คาเบรียล” โดยแท้

ระยะหลัง คอลัมนิสต์สายทหาร-การเมือง เริ่มพูดถึง “พี่น้อง ซ.ค.” คู่ใหม่คือ พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี กับ พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ อดีต ผบ.ทบ.
 พีระพันธุ์เป็นนักเรียนเซนต์คาเบรียล รุ่นพี่ 1 ปี แต่ พล.อ.อภิรัชต์ รักใคร่กอดคอกันกลม เหมือนเป็นเพื่อนรุ่นพี่ ทั้งคู่ต่างก็เป็นลูกทหาร

บิ๊กแดง” เป็นลูกชาย “บิ๊กจ๊อด” พล.อ.สุนทร คงสมพงษ์ ส่วนพีระพันธุ์ เป็นลูกชาย พล.ท.ณรงค์ สาลีรัฐวิภาค ผู้ริเริ่มการขุดเจาะน้ำมันที่ อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ และก่อตั้งปั๊มน้ำมันสามทหาร 

ปัจจุบัน พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ มีตำแหน่งเป็นรองเลขาพระราชวัง ระดับ 11 สำนักพระราชวัง แต่ด้วยบุคลิกส่วนตัวที่เป็นมิตรกับทุกคน ได้พบปะกับผู้คนหลากหลายกลุ่ม และการที่มีเพื่อนรุ่นพี่ชื่อพีระพันธุ์ จึงมีข่าวลึกๆลับๆ อยู่บ่อยครั้ง

ทำไม “ทนายนกเขา” จึงขานชื่อ “นายกคนนอก” อย่างศุภชัย พานิชภักดิ์ และพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ซึ่งเป็นศิษย์เก่าเซนต์คาเบรียลทั้งคู่ 

ฤาว่าอดีตแกนนำ คปท. ได้ข้อมูลใหม่ จึงชักม้าออกรบ ด้วยข้อเสนอที่ดูเหมือนย้อนยุคไปไกลถึงปี 2535

อ่านเกม 'นกเขา' โยง ซ.ค.คอนเนกชั่น 'บิ๊กแดง-พีระพันธุ์'

                                   พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค

++
ซ.ค.รุ่นใหญ่

จริงๆแล้ว สายเลือดน้ำเงิน-ขาว ที่ต้องพูดถึงอีกคนหนึ่งคือ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ เจ้าของรหัส SG 5534 และได้ชื่อว่า สุภาพบุรุษเซนต์คาเบรียล

ว่ากันว่า “ซ.ค.คอนเนกชั่น” ปรากฏชัดในรายชื่อกรรมการมูลนิธิป่ารอยต่อ 5 จังหวัด ทั้ง “เสี่ยคราม” ปัฐวาท สุขศรีวงศ์ ,ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล และ ศิริธัช โรจนพฤกษ์ 

7 ปีที่แล้ว “ซ.ค.คอนเนกชั่น” ได้เป็นที่ประจักษ์แก่สายตาผู้คนทั่วไป ในนาม “คณะที่ปรึกษา คสช.” และยังพ่วงด้วยสายสัมพันธ์พิเศษ ที่ก่อรูปขึ้นโดย พล.อ.ประวิตร ผ่านมูลนิธิอนุรักษ์ป่ารอยต่อ 5 จังหวัด ที่มีสำนักงานอยู่ภายในกรมทหารราบที่ 1 มหาดเล็กรักษาพระองค์ฯ (ร.1 รอ.)

นอกจากเครือข่ายมูลนิธิป่ารอยต่อ “บิ๊กป้อม” ยังมี “บิ๊กกี่” พล.อ.นพดล อินทปัญญา เพื่อนรักร่วมรุ่นเตรียมทหารรุ่นที่ 6 เป็นมือประสานสิบทิศ

บิ๊กกี่เป็นยอดฝีมือ และตัวละครลับของบิ๊กป้อม นักเคลื่อนไหวภาคประชาชน “สีเสื้อ” ที่มั่นอกมั่นใจข้อมูลประเภทวงใน พึงระวังเกมโต้กลับจากขาใหญ่ ซ.ค.

11 ปี ‘แดง’ กระจุย ทางใครทางมัน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/467673

11 ปี ‘แดง’ กระจุย ทางใครทางมัน

22 พฤษภาคม 2564 – 18:46 น.

11 ปี พฤษภา 53 ถึงเวลา “แดง” กระจุยกระจาย แยกทางกันไปตามวิถีนักเลือกตั้ง

ท่ามกลางสถานการณ์โควิดระบาดหนัก ขบวนการไล่รัฐบาลประยุทธ์ ก็ไม่หยุดจัดกิจกรรมอภิปรายออนไลน์ 
    เมื่อวันที่ 19 พ.ค.2564 เนื่องในโอกาสครบรอบ 11 ปี เหตุการณ์การสลายการชุมนุมคนเสื้อแดง แกนนำ นปช. 2 ก๊ก ได้แยกกันจัดพิธีทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้แก่ผู้เสียชีวิต
    นปช.กลุ่มจตุพร พรหมพันธุ์ ร่วมกับพะเยาว์ อัคฮาด มารดาของกมนเกด อัคฮาด พยาบาลอาสาที่เสียชีวิตจากกระสุนปืนภายในวัดปทุมวนาราม จัดงานทำบุญภายในสถานีโทรทัศน์พีซทีวี รามอินทรา 40

11 ปี 'แดง' กระจุย ทางใครทางมัน

ตู่ อยู่ที่สถานีพีซทีวี ไล่ประยุทธ์ 

    ส่วน นปช.กลุ่มณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ได้จัดงานทำบุญที่สำนักข่าวยูดีดีนิวส์ แคราย นนทบุรี โดยมีธิดา ถาวรเศรษฐ และนพ.เหวง โตจิราการ เป็นแม่งาน

11 ปี 'แดง' กระจุย ทางใครทางมัน

เต้น ปักหลักที่ยูดีดี นิวส์
    กลุ่ม นปช. กำเนิดจากม็อบพีทีวี ที่มีแกนนำยุคแรก อาทิ วีระกานต์ มุสิกพงศ์, จตุพร พรหมพันธุ์, ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ และจักรภพ เพ็ญแข
    นปช.ยุคแรก นำโดย วีระ มุสิกพงศ์, จตุพร พรหมพันธุ์, ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ, ชินวัฒน์ หาบุญพาด, นพ.เหวง โตจิราการ และอริสมันต์ พงศ์เรืองรอง
    มาถึงวันนี้ แกนนำ นปช. ต่างแยกย้ายกันไปตามวิถีคนการเมือง จตุพรพยายามแสวงหาความร่วมมือกับ “เพื่อนเก่า” สมัยพฤษภา 35 ต่างจากณัฐวุฒิ ที่ขยับเข้าไปหาคนรุ่นใหม่หรือม็อบ 3 นิ้ว

++
2 ความคิด 2 แนวทาง
++
    ดังที่ทราบกัน จตุพร พรหมพันธุ์ แตะมืออดุลย์ เขียวบริบูรณ์ ประธานญาติวีรชนพฤษภา 35 ประกาศชักธงไล่รัฐบาลประยุทธ์ ด้วยกิจกรรมไทยไม่ทน สามัคคีประชาชน
    แนวร่วมต่างขั้วของจตุพร ประกอบด้วย วีระ สมความคิด, ไทกร พลสุวรรณ, สมบูรณ์ ทองบุราณ และการุณ ใสงาม 
    แม้กลุ่มเพื่อนอานันท์ และพิภพ ธงไชย จะไม่ได้มาขึ้นเวทีไทยไม่ทน แต่ในทางลึก พวกเขาเหล่านี้ ก็พูดคุยแลกเปลี่ยนกันเป็นประจำ
    ด้านหนึ่ง นิติธร ล้ำเหลือ และปรีดา เตียสุวรรณ์ ได้เปิดแนวรบไล่ประยุทธ์อีกทางหนึ่ง ทั้งสองกลุ่มก็คือพันธมิตรเฉพาะกิจ ล้มระบอบประยุทธ์
    ฟากหนึ่ง วีระกานต์ มุสิกพงศ์, ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ, นพ.เหวง โตจิราการ และธิดา ถาวรเศรษฐ ยังเดินไปบนทางสายเดิม ซึ่งเกาะเกี่ยวอยู่กับ “นายใหญ่”
    ณัฐวุฒิแสดงจุดยืนเคียงข้างม็อบสามนิ้ว เขาจึงได้รับความเคารพนับถือจากกลุ่มเด็กๆ ขณะที่จตุพร กลับถูกหวาดระแวง เพราะแกนนำม็อบคนรุ่นใหม่ ไม่พอใจท่าทีของจตุพร กรณีวิจารณ์ม็อบสามนิ้วที่แตะต้องสถาบันฯ 

++
ขวัญชัย-อานนท์
++
    สำหรับ “แดงภูธร” ก็แตกกระสานส่านเซ็น บางกลุ่มยังทำงานกับ ส.ส.เพื่อไทย บางกลุ่มย้ายขั้วไปรับใช้รัฐบาลประยุทธ์ บางกลุ่มไปสังกัดพรรคก้าวไกล บางกลุ่มยืนหยัดอยู่กับม็อบสามนิ้ว ฯลฯ
    อย่าง “ขวัญชัย ไพรพนา” ขาใหญ่แดงอุดรฯ เลือกที่จะเดินไปบนถนนสายนักเลือกตั้ง โดยการเป็นพันธมิตรกับ “ศราวุธ เพชรพนมพร” ส.ส.อุดรธานี พรรคเพื่อไทย และ “วิเชียร ขาวขำ” นายก อบจ.อุดรธานี ผลักดันให้ภรรยาได้เป็น ส.ส.อุดรธานี และลูกชาย เป็น ส.อบจ.อุดรธานี
    วันนี้ ขวัญชัย มีตำแหน่งเป็น “ผู้ช่วย ส.ส.” อาภรณ์ สาราคำ ส.ส.อุดรธานี เขต 4 พรรคเพื่อไทย (อ.หนองหาน, อ.ประจักษ์ศิลปาคม และ อ.เมืองอุดรธานี)
    ด้านชมรมคนรักอุดร ก่อเกิดมาครั้งแรกจากการเป็น “สมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ชมรมคนรักอุดร” ก่อนจะขยับเป็นองค์กรการเมืองเสื้อแดง เมื่อขวัญชัยยุติบทบาทแกนนำเสื้อแดง ได้กลับมานั่งบริหารสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ชมรมคนรักอุดร พร้อมดูแลลูกน้องให้จัดรายการวิทยุออนไลน์ บอกข่าวเล่าความ เปิดเพลง และโฆษณาขายสมุนไพร
    เจ้าพ่อหมู่บ้านเสื้อแดงอย่าง อานนท์ แสนน่าน ได้ร่วมมือกับรัฐบาลประยุทธ์ จัดตั้งเครือข่ายวิสาหกิจชุมชนท้องถิ่น “เรารักประเทศไทย” ตามโครงการหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง โดย “แรมโบ้ สุภรณ์” หรือ เสกสกล อัตถาวงศ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำนายกรัฐมนตรี เป็นผู้ประสานงาน
    ในอนาคตอันใกล้นี้ กลุ่มแดงวิทยุชุมชน นำโดย สมชาติ นาคบรรจง, ชินวัฒน์ หาบุญพาด, จุติพงษ์ พุ่มมูล และผุสดี กลิ่นทอง หรือ อาจารย์เป้า สิงห์บุรี จะเปิดตัว “พรรคพลัง” นัยว่าเป็นพรรคการเมืองใหม่ของคนเสื้อแดง

7 ปี 3 ป.สิ้นรักกันแล้วดัน ‘ดร.ซุป’ สร้างชาติ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/467657

7 ปี 3 ป.สิ้นรักกันแล้วดัน ‘ดร.ซุป’ สร้างชาติ

22 พฤษภาคม 2564 – 15:26 น.

คนรุ่นใหม่อาจไม่รู้จัก “ดร.ซุป” แต่เหตุใดแนวร่วมคนเสื้อเหลือง จึงหันมาชูแทน “บิ๊กตู่” คอลัมน์ .. ท่องยุทธภพ โดย .. ขุนน้ำหมึก

ครบรอบ 7 ปี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เข้าสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ด้วยการรัฐประหารเมื่อ 22 พ.ค.2557 และย่างเข้าสู่ปีที่ 15 สำหรับ “พี่น้อง 3 ป.” ก้าวสู่วงจรอำนาจพิเศษ นับแต่มีการรัฐประหารเมื่อ 19 ก.ย.2549
    พ.ศ.นี้ บนเส้นทางนายกรัฐมนตรีของ พล.อ.ประยุทธ์ กลับเต็มไปด้วยเสียงขับไล่ ทั้งจากฝ่ายตรงข้าม และฝ่ายเดียวกัน
    ล่าสุด “กลุ่มประชาชนคนไทย” โดยอดีตแกนนำพันธมิตรฯ และกลุ่มเพื่อนอานันท์ ลุกขึ้นมาเรียกร้องให้ “ประยุทธ์” เสียสละลาออกจากตำแหน่ง หลังตลอด 7 ปีที่ผ่านมา ไม่สามารถปฏิรูปประเทศและแก้ไขวิกฤตของประเทศชาติได้ เพื่อเปิดโอกาสให้รัฐสภาเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ภายใต้รัฐธรรมนูญปี 2560 มาตรา 272 วรรคสอง 
    ปรีดา เตียสุวรรณ์ และ “ทนายนกเขา” นิติธร ล้ำเหลือ ขานชื่อ “ศุภชัย พานิชภักดิ์” อดีตเลขาธิการการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนา (UNCTAD) และอดีตผู้อำนวยการใหญ่องค์การการค้าโลก (WTO) ว่าสมควรจะเป็นนายกรัฐมนตรี ในรัฐบาลสร้างชาติ
    ปรีดาและนิติธร พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า หมดเวลาของ “ประยุทธ์” แล้ว แม้ก่อนหน้านั้น พวกเขาเคยสนับสนุน คสช. แต่วันเวลาที่ผ่านไป คสช.ไม่ได้ปฏิรูปประเทศตามคำสัญญา

7 ปี 3 ป.สิ้นรักกันแล้วดัน 'ดร.ซุป' สร้างชาติ

ปรีดา เตียสุวรรณ์ หนุนศุภชัย แทนประยุทธ์

++
บนถนนการเมือง
++
    คนรุ่นใหม่ อาจจะรู้จัก “ดร.ซุป” ศุภชัย พานิชภักดิ์ ในบทบาทของเลขาธิการ UNCTAD และผู้อำนวยการใหญ่ WTO แต่ไม่ทราบว่า ดร.ซุป เคยผ่านถนนสายการเมืองมาแล้ว พร้อมกับบทเรียนสุดเจ็บช้ำ
    ปี 2529 แวดวงการเมืองไทย รู้สึกมีความหวัง เมื่อ “ศุภชัย” ผู้อำนวยการสำนักผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ตำแหน่งขณะนั้น) พกดีกรีปริญญาเอกทางด้านเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยมีชื่อเสียงของเนเธอร์แลนด์ และลูกศิษย์นักเศรษฐศาสตร์เจ้าของรางวัลโนเบล ศาสตราจารย์แจน ทินเบอร์เกน ลาออกจากแบงก์ชาติ ลุยสนามเลือกตั้ง

7 ปี 3 ป.สิ้นรักกันแล้วดัน 'ดร.ซุป' สร้างชาติ

ดร.ซุป ดาวรุ่งการเมืองยุคปี 2529 

    เทคโนแครตอย่าง ศุภชัย พานิชภักดิ์ สวมเสื้อพรรคประชาธิปัตย์ ไม่มีประสบการณ์การเล่นการเมือง ถูกวางตัวให้เป็นผู้สมัคร ส.ส.กทม. เขต 8 (บางกะปิ มีนบุรี และหนองจอก) ซึ่งเจ้าของพื้นที่เดิมคือ พรรคประชากรไทย ของสมัคร สุนทรเวช 
    จริงๆแล้ว “ดร.ซุป” ควรจะได้ลงสมัคร ส.ส.ในเขตใจกลางกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นโซนปลอดภัย แต่อดีต ส.ส.กทม. ของ ปชป.หลายคน ไม่ยอมเปิดทางให้คนหน้าใหม่ เลยต้องไปวัดดวงที่เขตขอบกรุง 
    ผลเลือกตั้งในเขต 8 (ส.ส. 3 คน) “ดร.ซุป” หลุดเข้ามาได้คนเดียว เหลืออีก 2 ที่นั่งตกเป็นของพรรคประชากรไทย และเขาได้รับการแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีช่วยคลัง 
    พ.ศ.โน้น ศุภชัยในช่วงรับตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยคลังใหม่ๆนั้น ดูสดใส แต่ผ่านไปปีเศษ กลับหน้ามือเป็นหลังมือ เพราะศุภชัยก็ไม่ปรากฎผลงานอะไรที่เด่นชัด ไม่ได้แสดงฝีไม้ลายมือสมกับที่ตั้งความหวังไว้เลย 

++
ผิดที่ผิดทาง
++
    จะว่าไปแล้ว รัฐบาลเปรม ก็อุดมไปด้วยเทคโนแครต แต่ “ดร.ซุป” โชคร้ายที่ตัดสินเลือกสังกัดพรรคประชาธิปัตย์ ที่ทะเลาะกันตั้งแต่การแบ่งโควตารัฐมนตรีไม่ลงตัว จนวันสุดท้ายที่มีการประกาศยุบสภา ปี 2531 
    ช่วงที่ศุภชัยเข้าไปสังกัดพรรค ปชป. เป็นยุคที่มีความขัดแย้งกันอย่างรุนแรง จนเกิด “กลุ่ม 10 มกรา” ว่ากันว่าบนความขัดแย้งของคนในพรรคนี้ ศุภชัยกลืนไม่เข้าคายไม่ออกอย่างยิ่ง 
    นักวิเคราะห์การเมืองแห่ง นสพ.ผู้จัดรายการเดือน (เดือน ก.ค.2531) วิเคราะห์สาเหตุของความล้มเหลวของศุภชัยว่า “…เพราะความไร้เดียงสา หรือเป็นคนดีเกินไปนั่นแหละก็เลยตามพวกเขี้ยวลากดินทั้งหลายไม่ทัน”
    “ศุภชัยนั้นเป็นคนเก่งคนหนึ่ง ว่ากันว่าเขาชอบใช้เวลาว่างโขกหมากรุกฝรั่ง ฝีมือการโขกนั้นไม่เป็นสองรองใคร แต่บนวิถีทางการเมืองศุภชัยจะต้องยอมรับว่าได้เดินหมากผิดไปแล้วตาหนึ่ง ซึ่งผลไม่ใช่จะบั่นทอนอนาคตทางการเมืองของเขาเพียงผู้เดียว หากเป็นการทำลายความหวังของคนรุ่นใหม่ที่มีฝีมืออีกจำนวนมากให้ต้องเข็ดขยาด ไม่อยากเข้าสู่เส้นทางการเมือง”
    อย่างไรก็ตาม “ศุภชัย” ได้กลับสู่ถนนการเมืองอีกครั้ง รับตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี ด้านเศรษฐกิจ ในรัฐบาลชวน หลังเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ และรองนายกรัฐมนตรี ควบรัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์ 

คนกันเอง ‘พิภพ-จตุพร’ ชูอำนาจพิเศษ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/467590

คนกันเอง ‘พิภพ-จตุพร’ชูอำนาจพิเศษ

21 พฤษภาคม 2564 – 19:05 น.

29 ปี พฤษภาทมิฬ อดีตแกนนำเหลือง-แดง คิดตรงกัน

29 ปีที่แล้ว ก่อนจะถึงวันรบแตกหัก และเหตุการณ์นองเลือด บนถนนราชดำเนิน ควรย้อนกลับไปดูจุดเริ่มต้นของ “ขบวนการประชาธิปไตย” พ.ศ.โน้น 
    ปลายปี 2534 มีการชุมนุมใหญ่คัดค้านการสืบทอดอำนาจของ รสช. ที่ท้องสนามหลวง จัดโดย คณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.) และ สหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนท) ซึ่งวันนี้ มีตัวแทนพรรคการเมืองได้ขึ้นเวทีปราศรัยด้วย
    หลัง พล.อ.สุจินดา คราประยูร ตัดสินใจเป็นนายกรัฐมนตรี แทนพ่อเลี้ยงณรงค์ วงศ์วรรณ สงครามท้องถนน ได้เริ่มบทใหม่ มี พล.ต.จำลอง ศรีเมือง นำทัพเคลื่อนไหวต้าน “สุจินดา” คู่ขนานฝ่ายประชาธิปไตยคือ ครป. และ สนนท.
    พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ หัวหน้าพรรคความหวังใหม่ ฝ่ายค้านสมัยนั้น ขยับเกมในสภาฯ ดุเดือด ประสานการเคลื่อนไหวนอกสภาแบบลับๆ     

เมื่อเหตุการณ์นองเลือดจบลง จึงเกิดรัฐบาลชั่วคราว ดำเนินการจัดการเลือกตั้ง ในวันที่ 13 ก.ย.2535 และส่งมอบให้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง บริหารประเทศ
    ปี 2536 พิภพ ธงไชย ในนามมูลนิธิเด็ก ตั้งกองทุน “รวมทุนน้ำใจไทย” เพื่อช่วยเหลือญาติวีรชนพฤษภา 35 ต่อมา พิภพได้รับเลือกเป็นรองประธาน ครป. ได้เข้าร่วมเคลื่อนไหวกับขบวนการประชาชนกลุ่มต่าง ๆ เช่น สมัชชาคนจน และกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมบ้านกรูด-บ่อนอก 
    ปี 2539-2540 พิภพในฐานะประธาน ครป. เคลื่อนไหวสนับสนุนการร่างรัฐธรรมนูญ 2540 แต่ในปี 2549 พิภพสร้างความประหลาดใจให้แก่เพื่อนพ้องน้องพี่ ด้วยการเป็นแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) 
    การชุมนุมขับไล่รัฐบาลทักษิณสมัยนั้น มีการเสนอให้มีนายกรัฐมนตรี ที่มาตามช่องทางมาตรา 7 ก่อนสถานการณ์จะพลิกผัน มีการทำรัฐประหารยึดอำนาจ ล้มล้างรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง
    พิภพโลดแล่นในวิถีผู้นำมวลชนเสื้อเหลืองอยู่หลายปี และห่างหายไปจากยุทธจักร ช่วงที่มีการยึดอำนาจอีกครั้ง ระยะหลัง พิภพได้ร่วมวงเสวนากับมิตรสหาย ที่ผูกพันกันมาแต่ยุคพฤษภา 2535 ไม่ว่าจะเป็น จตุพร พรหมพันธุ์ ,ประสาร มฤคพิทักษ์, ปรีดา เตียสุวรรณ์ ,อดุลย์ เขียวบริบูรณ์ และสุริยะใส กตะศิลา 
    ร้านอาหารของอดุลย์ เขียวบริบูรณ์ ย่านสามเสน และบ้านพักของปรีดา เตียสุวรรณ์ แถวบางนา เป็นจุดนัดพบของ “คนเดือนพฤษภา 35” แนวคิดการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย กลับมาเป็นหัวข้อหลักในการสนทนา 
    พวกเขาระบุว่า 7 ปีที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรีนั้น ได้ทำให้เศรษฐกิจทรุดตัวและเกิดการผูกขาด การปฏิรูปตำรวจไม่สำเร็จ การปฏิรูปการศึกษาทำไม่ได้ การปรองดองล้มเหลว และการปฏิรูปการเมืองที่ไม่ขยับ แต่กลับมีสภาพการเมืองแบบเก่า ที่เป็นปัญหาที่เรื้อรังมาตั้งแต่ปี 2490
    แนวคิดรัฐบาลสร้างชาติ จึงอุบัติขึ้นมา เหมือนโมเดลเก่าๆ ในประวัติศาสตร์การเมืองไทยในรอบ 50 ปีนี้ รัฐบาลสัญญา, รัฐบาลธานินทร์ และรัฐบาลอานันท์ 

จังหวะก้าวการเคลื่อนมวลชน จึงแยกเป็น 2 สายคือ สายแรก จตุพร พรหมพันธุ์ ร่วมมือกับอดุลย์ เขียวบริบูรณ์ จัดเวทีไทยไม่ทน สามัคคีทุกสีเสื้อ ไล่รัฐบาลประยุทธ์ แต่ไม่ระบุว่า ประยุทธ์ออกไปแล้ว ใครจะมาเป็นนายกรัฐมนตรี
    สายที่สอง นิติธร ล้ำเหลือ ,ปรีดา เตียสุวรรณ์ และพิชิต ไชยมงคล กลุ่มประชาชนคนไทย (ปท.) ออกมาจุดพลุชื่อ ศุภชัย พานิชภักดิ์ เป็นนายกรัฐมนตรี ที่มาจากช่องทางรัฐธรรมนูญ 2560 
    พิภพ ธงไชย ไม่ได้ไปขึ้นเวทีไทยไม่ทน ไล่ประยุทธ์ แต่ออกแถลงการณ์ส่วนตัวสนับสนุนแนวคิดนายกรัฐมนตรีคนนอก ของกลุ่ม “นิติธร-ปรีดา” 
    การชักธงรบ คัดค้านการสืบทอดอำนาจของกลุ่มอำนาจ 3 ป. ของพิภพ ดูเหมือนก้าวหน้า แต่กลับล้าหลัง เมื่อเสนอช่องทางการได้มาซึ่งนายกรัฐมนตรีคนนอก
    หากย้อนมองทางเดิน “3 ป.” ที่เริ่มต้นจากหลังรัฐประหาร 19 กันยา เมื่อ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา เป็นผู้บัญชาการทหารบก และส่งไม้ต่อให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา 
    เส้นทางอำนาจของบูรพาพยัคฆ์ คู่ขนานไปกับการเคลื่อนไหวของภาคประชาชนเสื้อเหลือง และเสื้อฟ้า พิภพและมิตรสหาย ก็รับรู้อยู่แก่ใจ แต่ยังเสนอทางออกแบบย้อนยุค

วัคซีนหาย คนการเมืองอ่างทอง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/467583

วัคซีนหาย คนการเมืองอ่างทอง

21 พฤษภาคม 2564 – 16:51 น.

จริงมั้ย วัคซีนหายที่อ่างทอง เรื่องของ “คนกันเอง” ต้องเคลียร์ใจ

เป็นข่าวใหญ่ สื่อออนไลน์ก็พาดหัวข่าวกันสนุก ไม่ว่าจะเป็น “วัคซีนหาย” หรือ “วัคซีนมีเส้น” 
    เรื่องของวัคซีนป้องกันโควิด ที่เทศบาลเมืองอ่างทอง ตกเป็นข่าวเมื่อวันก่อน สืบเนื่องมาจาก เตือนใจ ทรงไตร นายกเทศมนตรีเมืองอ่างทอง ทราบว่า บุคลากรเทศบาลและผู้นำชุมชน ที่ได้รับวัคซีนนำร่อง จำนวน 33 คน ถูกยกเลิกการฉีด และไม่ทราบว่าจะได้ฉีดอีกเมื่อไหร
    นายกฯ เตือนใจ จึงออกมาโวยว่า โควตาของเทศบาลนั้นหายไปไหน? จึงมีเสียงร่ำลือว่า ขาใหญ่ฮุบวัคซีนไปฉีดให้พวกตัวเอง
    สำหรับ เตือนใจ ทรงไตร เพิ่งเข้ารับตำแหน่งนายกเทศมนตรีเมืองอ่างทอง เมื่อไม่นานมานี้ ตอนเลือกตั้ง “นายกเล็กอ่างทอง” ก็เป็นการต่อสู้กันระหว่าง อรวรรณ  สุวพันธุ์  หลานสาวของ ชัย  สุวพันธุ์ อดีตนายกเทศมนตรีเมืองอ่างทอง 9 สมัยกับ เตือนใจ  ทรงไตร  อดีตประธานสภา อบจ.อ่างทอง ซึ่งผลการเลือกตั้ง เตือนใจเฉือนชนะอรวรรณ
    จริงๆแล้ว เตือนใจ ก็เป็นนักการเมืองท้องถิ่น ที่อยู่ในเครือข่ายกลุ่มสำนึกรักบ้านเกิดของ “นายกตี๋” สุรเชษ นิ่มกุล นายก อบจ.อ่างทอง และเมื่อเลือกตั้ง ส.อบจ. อ่างทอง ปลายปีที่แล้ว จักรกฤษณ์ ทรงไตร ลูกชายของเตือนใจ ทรงไตร ก็ได้เป็น ส.อบจ.อ่างทอง กลุ่มนายกตี๋
    ทั้ง “นายกตี๋” และเตือนใจ ก็เคารพนับถือ “เฮียตือ” สมศักดิ์ ปริศนานันทกุล อดีต ส.ส.อ่างทอง หลายสมัย ปัญหาวัคซีนหาย จึงเป็นเรื่องที่เคลียร์ใจกันไม่ยาก

++
ลูกเฮียตือ
++
    พลันที่อ่างทอง มีข่าวใหญ่ “วัคซีนหาย” หรือ “วัคซีนมีเส้น” ก็สะเทือน “บ้านใหญ่วิเศษไชยชาญ” ร้อนถึง “ลูกแบด” ภราดร ปริศนานันทกุล ลูกชายเฮียตือ ต้องโพสต์เฟซบุ๊คชี้แจง
    “เป็นผมบางทีก็ยากเหมือนกันนะ บางทีโทรมาขอข้อมูล ขอความมั่นใจ ฉีดดีไม่ฉีดดี ผมก็นั่งหาข้อมูลมาหักล้างกับข้อมูลลบ สร้างความมั่นใจให้เขา บางทีต้องนั่งคิด ทำยังไงให้คนเลิกกลัววัคซีน และออกมาฉีดเยอะๆ ..”

วัคซีนหาย คนการเมืองอ่างทอง

สมศักดิ์ และภราดร ปริศนานันทกุล

    ส.ส.ภราดร ขอระบายความรู้สึกส่วนตัวเรื่องวัคซีนป้องกันโควิด ที่กำลังมีปัญหามากมาย ในฐานะผู้แทนชาวบ้าน กลายเป็นกระโถนท้องพระโรง
    “บางทีโทรมาบ่นโดนลัดคิว ก็วิ่งเช็คให้ ผิดพลาดอะไร บางทีโดนใส่ไข่ ต้องสนิทกับนักการเมืองถึงได้ฉีดวัคซีน วัคซีนมีเส้น  เหอะๆๆ ลูกน้องผมยังไม่ได้ฉีดเลย ผมจะไปเอาที่ไหนมาแจก บางทีก็ต้องทนๆไป ให้เขาด่า ให้เขาเข้าใจผิด ทั้งที่ไม่รู้เรื่องอะไรเล้ยย..” 
    จะว่าไปแล้ว ส.ส.ภราดร กับนายกฯ เตือนใจ ก็ไม่ใช่ใครอื่น รู้จักกันดี แต่ในฐานะฝ่ายบริหารเทศบาลฯ ต้องแอ๊กชั่น เมื่อลูกน้อง 33 คน ไม่ได้ฉีดวัคซีน 

++
บารมีเฮียตือ
++
    อ่างทองในรอบ 3 ทศวรรษ “เฮียตือ” สมศักดิ์ ปริศนานันทกุล ผูกขาดตำแหน่ง ส.ส. แทบจะไม่มีใครกล้าแข่งขันด้วย
          หนุ่มตลาดศาลเจ้าโรงทองได้แต่งงานกับ “รวีวรรณ” ลูกสาวเจ้าของโรงสีวิเศษไชยชาญเจริญกิจ และการได้เป็นลูกเขยเศรษฐีอ่างทอง “บักชิว แซ่ฉั่ว” ทำให้ “เฮียตือ” มีต้นทุนสูงพอที่จะก้าวสู่สนามการเมือง
          ปี 2523 ลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาจังหวัด และเลือกตั้งปี 2529 สมศักดิ์ ขยับไปเล่นสนามการเมืองระดับชาติ ได้เป็นส.ส.สมัยแรก นับจากนั้นมา “เฮียตือ” ก็เติบโตทางการเมืองและเป็นขุนกระบี่คู่บารมี บรรหาร ศิลปะอาชา
    เฮียตือ มีบุตรและธิดา 4 คนคือ ภราดร, กรวีร์, ภคิน และธนยา แต่ที่เล่นการเมืองมีชื่อเสียงในยามนี้คือ “แบด ภราดร” และ “แชมป์ กรวีร์”

วัคซีนหาย คนการเมืองอ่างทอง

ทายาทเฮียตือ

    ภราดร เป็นส.ส.ครั้งแรก เมื่อลงเลือกตั้งซ่อมแทนเฮียตือ ปี 2551 ส่วนกรวีร์เป็นเลขานุการ นายก อบจ.อ่างทองอยู่หลายปี และเป็น ส.ส.สมัยแรก เมื่อเลือกตั้งปี 2554 คู่กับพี่ชาย แต่เป็น ส.ส.คนละเขต
    เลือกตั้งปี 2562 สนามอ่างทอง จำนวน ส.ส.ลดเหลือ 1 คน ภราดร เป็น ส.ส.เขต ส่วนกรวีร์ เป็น ส.ส.บัญชีรายชื่อ

‘ซินแสเข่ง’ เปิดประเด็น ลูกตาย 3 ลงท้ายด้วย 14 วัน อาถรรพ์หรือ วิบากกรรม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/467580

‘ซินแสเข่ง’ เปิดประเด็น ลูกตาย 3 ลงท้ายด้วย 14 วัน อาถรรพ์หรือ วิบากกรรม

21 พฤษภาคม 2564 – 16:39 น.

“ซินแสเข่ง” ผ่าดวง เปิดประเด็น  อาถรรพ์  ลูกตาย 3  ลงท้ายด้วย  14  วัน และป่วยด้วยลิ้นหัวใจรั่ว  อีก 1  จะด้วย อาถรรพ์หรือ  วิบากกรรม

“ซินแสเข่ง”   ผ่าดวงวิกฤติ  วิเคราะห์เปิดประเด็น  อาถรรพ์  ลูกตาย 3  ลงท้ายด้วย  14  วัน และป่วยด้วยลิ้นหัวใจรั่ว  อีก 1  จะด้วย อาถรรพ์หรือ  วิบากกรรม  สร้างบ้านทับที่ป่าช้าเก่า  มีผลต่อผู้อยู่อาศัย  หากไม่แก้ไข  อาจตายเพิ่ม  อีกทั้ง  เหตุจากเสาไฟฟ้าหน้าบ้านเป็นอัปมงคลตามศาสตร์ฮวงจุ้ยก็เป็นอีกส่วนหนึ่ง  ที่อาจทำให้มีผลต่อบุตร  ทำให้เจ็บป่วย พิการและมีอันเป็นไป

“ซินแสเข่ง”  อ.ชนม์ทรรศน์  ฤทัยผ่อง  ผู้อำนวยการ  สถาบัน  โหราศาสตร์  พยากรณ์แห่งประเทศไทย   ได้ติดตามเรื่องราวสาเหตุการเสียชีวิตของทารก  3  ชีวิต  และป่วยด้วยลิ้นหัวใจรั่วอีก  1  ที่เชื่อว่าเกิดมาจากเหตุอาถรรพ์บางอย่างเกี่ยวกับที่อยู่อาศัยที่อยากให้มีการแก้ไข  และตามที่มีกระแสบางคนที่พูดว่า  มาจากสาเหตุ  แม่กินลูก  ซึ่งเรื่องนี้ให้ตัดไป เพราะเป็นไปไม่ได้  แต่เหตุที่น่าสนใจ  คือ  บ้านที่สร้างทับที่ป่าช้าเก่า  ก่อนสร้างบ้านได้ทำอะไรหรือไม่  เพื่อแก้อาถรรพ์ที่จะเกิดขึ้น  บ้านเลขที่  5  และ เด็กเสียชีวิตที่ลงท้ายด้วยเลข 14  วัน  ซึ่งเมื่อบวกกันแล้ว  1 + 4  ก็ตกเลข  5  เหมือนกัน  เลข 5  นี้เป็นเลขที่เกี่ยวข้องกับ  การมึสิ่งศักดิ์สิทธิ์  หรือสิ่งที่เป็นวิญญาณ  ลึกลับ  อาถรรพ์ สถานที่ศักดิ์สิทธิ์  เช่น  พระ โบสถ์  วิหาร  หรือ  พระคัมภีร์  หากไม่ขอขมากรรมอาจมีเหตุร้ายเกิดขึ้นในครอบครัว  หรือการตั้งศาลที่ไม่ถูกต้องมีวิญญาณหรือสิ่งชั่วร้ายมาแฝง  และ  จากต้นเสาไฟฟ้าหน้าบ้านเหมือนธูปก้านเดียว  ที่ทำให้บ้านหลังนั้นมีเหตุร้ายเกิดขึ้น  กับเด็กที่เกิดมา  เจ็บป่วยไม่สบาย  ล้มหายตายจากได้  เพราะถ้าเสียชีวิตคนเดียวก็อาจจะคิดว่าเป็นเรื่องธรรมดา  แต่เสียชีวิต 3  คน  เชื่อเป็นเรื่องอาถรรพ์มากกว่า

“ซินแสเข่ง”  แนะวิธีแก้ไข  อาถรรพ์ในบ้านหลังนี้ว่า  ควรนิมนต์พระมาทำบุญบ้าน เพื่ออุทิศส่วนบุญส่วนกุศล  และจัดเครื่องเซ่นไหว้ขอขมากรรม  ในสิ่งที่ทำไปโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์  หรือการสร้างบ้านอยู่อาศัย  หรือให้ทำพิธีตั้งศาล เพื่อเชิญวิญญาติภูติผี  สัมภเวสี  โอปะติกะ  เจ้ากรรมนายเวร  ให้ได้อยู่อาศัยให้เป็นที่เป็นทางไม่ให้มารบกวนคนในบ้าน  และส่วนเรื่องเสาไฟฟ้าหน้าบ้าน  ซึ่งตามหลักของศาสตร์แห่ง  ฮวงจุ้ย  หากปรับเปลี่ยนประตูทางเข้าบ้านใหม่ได้  ก็น่าจะช่วยในการหลบหลีกไม่ให้มีผลกระทบต่อบ้านหลังนี้

โควิด-19 “สายพันธุ์อินเดีย” อันตรายแค่ไหน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/467573

โควิด-19 “สายพันธุ์อินเดีย” อันตรายแค่ไหน

21 พฤษภาคม 2564 – 15:19 น.

เมื่อโควิด-19 “สายพันธุ์อินเดีย” ถูกตรวจพบในคลัสเตอร์แคมป์คนงานที่หลักสี่ เรามาชวนไปทำความรู้จักเชื้อโควิด-19 สายพันธุ์อินเดีย กันว่า แท้ที่จริงแล้ว มีอันตรายมากน้อยแค่ไหน ทำไมโลกจึงจับตาอย่างเป็นกังวล

ถือว่าต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด สำหรับการพบผู้ติดเชื้อโควิด-19 สายพันธุ์อินเดีย ในประเทศไทย หลังจากเดิมที ศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) ได้เปิดเผยว่าพบผู้ป่วย โควิด-19 “สายพันธุ์อินเดีย” ในประเทศไทยแล้วในสถานกักกันโรค โดยเป็นคนไทยมาจากปากีสถานนั้น

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง…
ด่วน พบคนงานติดเชื้อโควิด-19 สายพันธุ์อินเดีย 15 ราย

พบโควิดสายพันธุ์อินเดีย 15 ราย แคมป์คนงานหลักสี่ 

ล่าสุดวันที่ 21 พ.ค.2564 มีรายงานอัพเดทว่า ศบค.รับทราบรายงานพบผู้ติดเชื้อโควิดสายพันธุ์อินเดีย จำนวน 15 ราย ที่แคมป์คนงานหลักสี่ ขณะนี้อยู่ในการดูแลของ รพ. และส่งทีมสอบสวนโรคลงไปแล้ว โดยกระทรวงสาธารณสุข เตรียมแถลงข่าวชี้แจงรายละเอียดในวันนี้ ช่วงเวลา 15.00 น. โดย นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค และ นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์  

ชวนทุกๆ คนไปทำความรู้จัก “โควิด-19 สายพันธุ์อินเดีย” เกิดการกลายพันธุ์ทั้งแบบ Double Mutant และTriple Mutant Variant ส่งผลให้อันตรายกว่าเชื้อไวรัสโควิด-19 สายพันธุ์ดั้งเดิม และด้วยการระบาดอย่างหนักในประเทศอินเดียทำให้ทั่วโลกต่างให้ความสนใจในการศึกษาเพื่อเตรียมรับมือป้องกันการแพร่ระบาดของสายพันธุ์ดังกล่าว   

“สายพันธุ์อินเดีย” คืออะไร
ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ (หมอยง) หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้โพสเฟซบุ๊ก (Yong Poovorawan) ว่า สำหรับประเทศไทยการพบ “สายพันธุ์อินเดีย” ในสถานที่กักกันผู้ที่เดินทางมาจากต่างประเทศไม่ใช่เรื่องแปลกและเป็นเรื่องน่าวิตกกังวลแต่อย่างใด ทุกคนเข้ามาได้มีการตรวจ ถ้าตรวจพบก็จะกักกันจนปลอดภัยไม่ให้มาระบาดในประเทศไทย

“สายพันธุ์อินเดีย” เป็นเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่พบเป็นครั้งแรกในประเทศอินเดียตั้งแต่เดือนตุลาคมปี 2563 เชื้อไวรัสโควิด “สายพันธุ์อินเดีย” ตัวนี้มีชื่อว่า “B.1.617” จากการศึกษาทางทฤษฎีพบว่าการกลายพันธุ์ของโควิด“สายพันธุ์อินเดีย” ในครั้งนี้อาจมีแนวโน้มทำให้ประสิทธิภาพการทำงานของวัคซีนลดลงได้ แต่ยังไม่มีการยืนยันทฤษฎีดังกล่าวอย่างแน่ชัด

ทั้งนี้ “สายพันธุ์อินเดีย” กลายพันธุ์ 2 จุด (Double Mutant)  คือ E484Q และ L452R ส่งผลให้มีความสามารถในการกระจายตัวที่สูงมากขึ้น รวมถึง“สายพันธุ์อินเดีย” กลายพันธุ์ 3 จุด (Triple Mutant Variant) เป็นชนิด B.1.618 หรือที่เรารู้จักกันในชื่อ “โควิดสายพันธุ์เบงกอล” เกิดจากการหายไปของหนามตำแหน่ง H146 และ Y145 และมีการกลายพันธุ์ในตำแหน่ง E484K และ D614G

การแพร่ระบาดของ “สายพันธุ์อินเดีย”
สำหรับการกลายพันธุ์ของ“สายพันธุ์อินเดีย” นั้น ดร.เจเรมี คามิลล์ นักไวรัสวิทยาจากมหาวิทยาลัยลุยเซียนาสเตตของสหรัฐ กล่าวว่า ลักษณะการกลายพันธุ์บางอย่างของไวรัสสายพันธุ์อินเดีย มีความคล้ายคลึงกับที่พบในสายพันธุ์บราซิลและสายพันธุ์แอฟริกาใต้  ถึงแม้ว่าในขณะนี้ ทางผู้เชี่ยวชาญเผยว่ายังไม่มีหลักฐานสรุปได้แน่ชัดเกี่ยวกับเชื้อกลายพันธุ์ใหม่นี้ แต่ความน่ากังวลคือ มีการกลายพันธุ์ที่สำคัญในตำแหน่ง E484K ที่เป็นจุดสำคัญในการหลบเลี่ยงภูมิคุ้มกัน(แอนติบอดี) ซึ่งแอนติบอดีเป็นสิ่งเดียวที่จะต่อสู้กับไวรัสได้ หลังจากคนผู้นั้นได้รับวัคซีนหรือเคยผ่านการติดเชื้อมาแล้ว

แต่หากนำ สายพันธุ์อินเดียมาเทียบกับสายพันธุ์จากอังกฤษ หรือที่เรียกว่าไวรัสสายพันธุ์เคนต์ (B.1.1.7) ซึ่งตรวจพบได้มากที่สุดภายในประเทศ ณ ขณะนี้รวมทั้งแพร่กระจายไปยังกว่า 50 ประเทศทั่วโลก

“ผมคิดว่าสายพันธุ์อินเดียไม่น่าจะร้ายแรง หรือติดต่อได้ง่ายเท่าสายพันธุ์สหราชอาณาจักร เราไม่ควรจะตื่นตระหนก”  ดร.เจเรมี กล่าว

ขณะที่ทางด้าน ดร. เจฟฟรีย์ บาร์เร็ตต์ จากสถาบันเวลล์คัมแซงเกอร์ของสหราชอาณาจักร เผยว่า มีการพบเชื้อกลายพันธุ์ของอินเดียตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว หากเป็นตัวการที่ทำให้เกิดการระบาดรอบสองจริง ก็เท่ากับว่ามันใช้เวลาในการแพร่กระจายนานหลายเดือนมากกว่าจะมาถึงจุดนี้ ซึ่งหมายความว่าไวรัสสายพันธุ์อินเดียติดต่อกันได้ยากกว่าสายพันธุ์เคนต์  

โควิดในอินเดียพุ่งสูง เหตุสายพันธุ์กลายพันธุ์         
อย่างไรก็ตาม ขณะนี้หลายประเทศทั่วโลกมีคำสั่งห้ามผู้เดินทางจากประเทศอินเดีย เดินทางเข้าประเทศเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด 19 สายพันธุ์อินเดียแล้ว แต่ก็ยังคงมีบางประเทศที่ยังไม่มีมาตรการดังกล่าว

สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า นักวิทยาศาสตร์กำลังศึกษาสาเหตุที่ทำให้จำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19 ในอินเดียพุ่งสูงในขณะนี้ โดยเฉพาะประเด็นที่ว่า สาเหตุมาจากสายพันธุ์ B.1.617 ที่พบครั้งแรกในอินเดียใช่หรือไม่ ซึ่งสายพันธุ์นี้ปัจจุบันพบในราว 17 ประเทศทั่วโลก

ซาฮิด จามีล นักไวรัสวิทยาอาวุโสของอินเดีย กล่าวว่า สายพันธุ์ B.1.617 มีการกลายพันธุ์สำคัญสองตำแหน่งที่โปรตีนหนามของไวรัสส่วนที่เกาะติดกับเซลส์มนุษย์

องค์การอนามัยโลก (WHO)กล่าวว่า B.1.617 พบครั้งแรกในอินเดียเมื่อเดือน ธ.ค.ที่ผ่านมา แม้สายพันธุ์ก่อนหน้านั้นจะพบตั้งแต่เดือน ต.ค. WHO จัดให้B.1.617 เป็น “สายพันธุ์ที่ต้องติดตาม”หมายความว่า อาจกลายพันธุ์ทำให้ไวรัสติดต่อง่ายขึ้น เป็นเหตุให้เกิดโรคที่รุนแรงขึ้น หรือหลบเลี่ยงภูมิคุ้มกันได้

ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ