“ซินแสเข่ง” เตือนภัย ลางร้าย แรงอาถรรพ์ “การแสดง” เหมือนการสาปแช่งให้มีอันเป็นไป #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/465492

“ซินแสเข่ง” เตือนภัย ลางร้าย แรงอาถรรพ์ “การแสดง” เหมือนการสาปแช่งให้มีอันเป็นไป  

2 พฤษภาคม 2564 – 12:47 น.

ซินแสเข่ง เตือนภัย ลางร้าย แรงอาถรรพ์ วิเคราะห์เหตุ เหมือนการสาปแช่งให้มีอันเป็นไป การแสดง ควรหลีกเลี่ยง เพราะเป็งสิ่งอัปมงคล เหมือนการให้ร้ายกับคนที่ถูกกระทำให้เป็นไป เช่นการแสดงภาพยนต์ ละคร ตลก แรงอาถรรพ์อาจทำให้อายุสั้น

ซินแสเข่ง เตือนภัย ลางร้าย แรงอาถรรพ์ วิเคราะห์เหตุ เหมือนการสาปแช่งให้มีอันเป็นไป การแสดง ควรหลีกเลี่ยง เพราะเป็งสิ่งอัปมงคล เหมือนการให้ร้ายกับคนที่ถูกกระทำให้เป็นไป เช่นการแสดงภาพยนต์ ละคร ตลก แรงอาถรรพ์อาจทำให้อายุสั้นเป็นเหตุ อาจเกิดขึ้นได้ทุกจังหวะและโอกาศของชีวิต และทำให้มีเหตุอันเป็นไปทำให้เสียชีวิต ได้ทันที เหตุนี้น้าค่อม ชวนชื่น และโรเบิร์ต สายควัน ที่มักจะแสดงกันเหมือนให้ร้ายตนเอง เหมือนเป็นลางบอกเหตุให้มีอันเป็นไป ให้กับชีวิตของตนเอง ที่จะต้องระวังถึงเป็นเรื่องของการแสดง ก็ไม่ควรก็ทำเพราะเหมือนสาปแช่งให้ตนเอง ให้เป็นไปตามวิบากกรรม 

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง
“ซินแสเข่ง” ชี้ ชะตา “รมต.สาธารณสุข อนุทิน” จะอยู่หรือไป  วิกฤติโรคระบาดโควิด 19

ซินแสเข่ง อาจารย์ชนม์ทรรศน์ ฤทัยผ่อง ผู้อำนวยการสถาบันโหราศาสตร์พยากรณ์แห่งประเทศไทย ขอไว้อาลัย น้าค่อม ชวนชื่น ตลกดังของเมืองไทย กับการเสียชีวิต บุคลากรของวงการตลก ชี้มูลเหตุที่เตือนภัยกับอาถรรพ์การแสดงที่ต้องระวังไว้ กับการแสดง เมื่อมักจะมีการแสดง หรือพูดในสิ่งที่ไม่เป็นมงคลที่จะกลายเป็นแรงอาถรรพ์ ทำให้เกิดสิ่งที่ไม่เป็นมงคลเกิดขึ้น เพราะบางครั้งไม่ใช่เรื่องที่จะนำมาเล่นเป็นเรื่องสนุก ยกตัวอย่างเช่น คุณโรเบิร์ต มักจะโดนกล่าวหาถึงชีวิตบ่อยๆ วันหนึ่งทำให้เกิดเหตุจริงเกิดขึ้นได้ เหมือนการถ่ายละครเช่นเดียวกัน หากมีการแสดงถึงตอนเสียชีวิตและมีการตั้งโรงศพและนำภาพถ่ายมาตั้งไว้ หากไม่แก้ขอขมา ก็จะทำให้เป็นอัปมงคล ตามหลักของศาสตร์แห่งฮวงจุ้ยที่ถือว่าไม่เป็นมงคลเหมือนเป็นการสาปแช่งตนเองให้มีอันเป็นไป

ซินแสเข่งได้กล่าวเพิ่มเติม ถึงวิธีการ การแก้ไข เพื่อไม่ให้มีเหตุอาถรรพ์เหมือนต้องคำสาป หรือเป็นวิบากกรรม หรือคำสาบาน ที่พูดไว้ เพื่อต้องการถอนคำพูด ถอนการแสดง เมื่อหลังจากที่ จบการแสดงในสถานที่นั้นๆแล้ว ก็ควรที่จะตั้งเครื่องเซ่นไหว้ เพื่อขอขมาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในสถานที่นั้นๆ เพื่อบอกกล่าว ว่าสิ่งที่แสดงไปนั้น เป็นเรื่องสมมติขึ้นไม่ใช่เรื่องจริง ขออย่าได้ เกิดเหตุเภทภัย หรือสิ่งอาถรรพ์ อัปมงคล ที่จะเกิดขึ้นก่อให้เกิดเหตุ กับบุคคลผู้แสดง หรือบุคคลในทีมงานหรือผู้ร่วมแสดงในทีมของข้าพเจ้า ด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการ สิ่งอาถรรพ์ก็อาจจะไม่เกิดให้ได้รับความเดือดร้อนได้

จับตา 6 พ.ค. ลุ้น ‘รุ้ง-เพนกวิน’ ปมยื่นประกันตัว ชี้ 8 เดือน 268 คดีสำหรับ “สามนิ้ว” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/465453

จับตา 6 พ.ค. ลุ้น ‘รุ้ง-เพนกวิน”ปมยื่นประกันตัว ชี้ 8 เดือน 268 คดีสำหรับ “สามนิ้ว”

1 พฤษภาคม 2564 – 18:48 น.

จับตา 6 พ.ค. ลุ้น ‘รุ้ง-เพนกวิน’ได้ประกันหรือไม่ ชี้ 8 เดือน 268 คดี สำหรับ”สามนิ้ว” ในขณะที่การเคลื่อนไหวของฝ่ายจำเลยและกลุ่มมวลชนช่วงที่ผ่านมา เข้าข่ายเป็นการกดดันศาลหรือไม่

กรณีที่ผู้ชุมนุมกลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุมเเละกลุ่มมวลชนอื่นๆไปชุมนุมที่ศาลอาญาเรียกร้องให้มีคำสั่งให้ประกันตัวในการยื่นคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราวนายพริษฐ์  ชีวารักษ์ หรือเพนกวิน จำเลยที่1คดีหมายเลขดำ อ.287/2564 (คดีฟ้องร่วมแกนนำและแนวร่วมกลุ่มราษฎร รวม 22 คน) กับคดีหมายเลขดำ อ.286/2564 (คดีม็อบเฟสต์)

และกรณีที่มารดาของน.ส.ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุลหรือรุ้ง แกนนำกลุ่มราษฎร จำเลยที่ 5 คดีหมายเลขดำ อ.287/2564  ยื่นคำร้องขอปล่อยชั่วคราว น.ส.ปนัสยา  โดยวางหลักทรัพย์ประกันจำเลยคนละ 200,000 บาท

และศาลอาญากำหนดนัดไต่สวนคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราวในวันพฤหัสบดีที่ 6 พ.ค.นี้ เวลา 10.00 น. พร้อมมีคำสั่งให้เบิกตัวจำเลยที่ 1 และที่ 5 มาในวันไต่สวนนั้น

ตามวิธีปฏิบัติในการพิจารณาว่าควรหรือไม่ควรให้ปล่อยตัวชั่วคราวหรือประกันตัวจำเลยหรือไม่นั้น  องค์คณะผู้พิพากษาศาลอาญาจะร่วมกันพิจารณากับรองอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญาเเละอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญาจะเป็นผู้วินิจฉัยในลำดับสุดท้าย 

แต่การเคลื่อนไหวของฝ่ายจำเลยและกลุ่มมวลชนช่วงที่ผ่านมา เข้าข่ายเป็นการกดดันศาลในการพิจารณาคดีหรือไม่ เริ่มมีคนตั้งข้อสงสัย เช่น การรณรงค์เเคมเปญปล่อยเพื่อนเรา ด้วยวิธีการต่างๆ  อาทิ การยืนประท้วงที่ศาลฎีกา เเละศาลอาญารวมทั้งพื้นที่อื่นๆของประเทศ, การให้สื่อบางเเขนงที่มีเเนวโน้มสนับสนุนการชุมนุมเสนอข่าวสาร รวมทั้งฝ่ายการเมืองบางส่วนมาร่วมสร้างกระแสด้วย 

คดีของ นายพริษฐ์หรือ เพนกวิน นั้นมีการยื่นประกันตัวไปแล้วไม่ต่ำกว่า9ครั้ง ตั้งแต่ถูกคุมขังระหว่างพิจารณาคดี(วันที่ 9 ก.พ.2564) และเริ่มอดอาหารประท้วงจากการตกเป็นจำเลยในคดีโดยไม่ได้รับอนุญาตให้ประกันตัวตั้งแต่วันที่ 15 มี.ค. จนถึงวันนี้อดอาหารมานานกว่า46วัน โดยดื่มแต่น้ำเปล่าและน้ำเกลือแร่

 ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ประมวลสถิติตั้งแต่เริ่มการชุมนุมของ“เยาวชนปลดแอก”จนถึง”ม็อบราษฎร” เมื่อวันที่ 18 ก.ค. 2563 -31 มี.ค. 2564 รวมเวลากว่า 8 เดือน มีประชาชนที่ถูกดำเนินคดีไปแล้วอย่างน้อย 581 คน ในจำนวน 268  คดี

เมื่อเปรียบเทียบสถิติคดีกับในช่วงสิ้นเดือน ก.พ. 2564 มีผู้ถูกดำเนินคดีเพิ่มขึ้น 199 คน และคดีเพิ่มขึ้น 61 คดี (จำนวน 268 คดีนั้นพบว่า 41 คดี ที่สิ้นสุดไปแล้ว เพราะผู้ถูกกล่าวหายินยอมให้เปรียบเทียบปรับในชั้นตำรวจ หรือในชั้นศาล เนื่องจากข้อกล่าวหามีอัตราโทษปรับ เช่น ข้อหาตามพ.ร.บ.ความสะอาดฯ, ข้อหาไม่แจ้งการชุมนุมสาธารณะ หรือข้อหากีดขวางการจราจร )

โควิดข้ามโขงลาวรับตัว ‘เอื้อยฮัก’ คลัสเตอร์หนุ่มไทย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/465439

โควิดข้ามโขงลาวรับตัว ‘เอื้อยฮัก’คลัสเตอร์หนุ่มไทย

1 พฤษภาคม 2564 – 15:15 น.

พิษโควิดข้ามโขง สาวลาวที่ลักลอบเข้าไทย ถูกนำตัวกลับไปดำเนินคดี เหตุพัวพันคลัสเตอร์หนุ่มไทย

สืบเนื่องจากการระบาดของโควิด-19 ระลอกใหม่ ใน สปป.ลาว ส่งผลให้มีผู้ติดเชื้อรายใหม่เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว นับแต่ต้นเดือน เม.ย.เป็นต้นมา จนถึงวันที่ 30 เม.ย.2564 มียอดสะสมของติดเชื้อรายใหม่มากกว่า 600 คน
    จุดระเบิดการแพร่เชื้อโควิดในลาวคือ ช่วงบุญปีใหม่ลาว หรือสงกรานต์ ที่มีกรณีหญิงสาวชาวลาว 2 คน ได้ชักชวน 2 หนุ่มไทยลักลอบเข้าเมืองไปท่องราตรีเมืองลาว โดยหญิงลาวคนหนึ่งติดเชื้อโควิด เรียกกันว่า “กรณีที่ 59” หรือ ติ๊นา สุดทิดา
    ส่วนหญิงลาวอีกคนหนึ่งที่มีสถานะเป็น “เอื้อยฮัก” (พี่สาวที่เคารพนับถือ) ของกรณีที่ 59 ได้ลอบข้ามโขงไป จ.หนองคาย พร้อมหนุ่มไทย 2 คน และตรวจพบติดเชื้อโควิดทั้ง 3 คน จึงเข้ารักษาตัวที่ รพ.หนองคาย

 โควิดข้ามโขงลาวรับตัว 'เอื้อยฮัก'คลัสเตอร์หนุ่มไทย

นางพาวะดี หรือที่รู้กันว่าเป็น เอื้อนฮักของกรณีที่ 59

++
ไทยส่งตัวกลับ
++
    ค่ำวันที่ 30 เม.ย.2564 ที่ด่านสากลสะพานมิดตะพาบลาว-ไทย แห่งที่ 1 ทางการลาว ได้รับตัว นางพาวะดี วิพากอน หรือ “ตุ๊กติ๊ก” ซึ่งรู้จักกันในฐานะ “เอื้อยฮัก” ของกรณีที่ 59 จากเจ้าหน้าที่ ตม.หนองคาย หลังจากรักษาอาการป่วยติดเชื้อโควิดหายแล้ว     

 โควิดข้ามโขงลาวรับตัว 'เอื้อยฮัก'คลัสเตอร์หนุ่มไทย

พ.อ.สายสะหมิง สีวิไล หัวหน้า ตม.ลาว 

ต่อไปนี้คือ บันทึกของ พ.อ.สายสะหมิง สีวิไล หัวหน้ากรมตำรวจตรวจคนเข้า-ออกเมือง กรมใหญ่สันติบาล กระทรวงป้องกันความสงบ
    1.สาเหตุที่ต้องรับตัว นางพาวะดี วิพากอน กลับคืน สปป.ลาว เพราะนางพาวะดี ได้ลักลอบเดินทางเข้า-ออก สปป.ลาว และร่วมมือกับกรณีที่ 59 เดินทางไปสถานที่ชุมชนต่างๆในลาว ซึ่งอาจเป็นหนึ่งในสาเหตุในการนำเอาเชื้อไวรัสโควิด-19 มาแพร่เชื้อใน สปป.ลาว ดังในสภาพปัจจุบัน
    ตำรวจลาวยังสอบสวนพบว่า นางพาวะดี เป็นผู้ชักชวนหนุ่มไทย 2 คน ลักลอบข้ามโขงเข้ามาที่แขวงสะหวันนะเขต ก่อนจะพากันเดินทางมาเที่ยวสงกรานต์ในนครหลวงเวียงจันทน์ 
    2.จากการสอบสวนของตำรวจลาว ทราบว่า วันที่ 15 เม.ย.2564 นางพาวะดี ลักลอบเดินทางออกจาก สปป.ลาว ที่บ้านหมากนาว เมืองปากงึ่ม นครหลวงเวียงจันทน์ ไปบ้านเดื่อ อ.ท่าบ่อ จ.หนองคาย  (นางพาวะดี เดินทางออกจากลาว พร้อมหนุ่มไทย 2 คน) 
    วันที่ 16 เม.ย.2564 นางพาวะดี รู้สึกไม่สบาย จึงไปตรวจสุขภาพที่ รพ.หนองคาย ผลตรวจพบติดเชื้อโควิด และทำการรักษาจนหายป่วย
    3.เมื่อทราบข้อมูลดังกล่าว กรมตำรวจ ตม.ลาว จึงประสานกับ ตม.หนองคาย เพื่อให้ส่งตัวนางพาวะดี กลับ สปป.ลาว 
    4.ภายหลังรับตัวนางพาวะดี จาก ตม.หนองคายมาแล้ว ก็จะนำตัวนางพาวะดี เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ใน สปป.ลาว โดยนางพาวะดี จะถูกดำเนินคดีเกี่ยวกับการละเมิดกฎหมายว่าด้วยการเข้า-ออก สปป.ลาว ,กฎหมายอาญา และกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและควบคุมโรค

 โควิดข้ามโขงลาวรับตัว 'เอื้อยฮัก'คลัสเตอร์หนุ่มไทย

ข่าวสาวลาว ถูกส่งตัวกลับลาวได้รับความสนใจจากคนลาวมาก

ตอนท้ายของบทบันทึก พ.อ.สายสะหมิง สีวิไล ได้กล่าวขอบคุณ ตม.ไทย ที่ช่วยนำตัวบุคคลที่ทางการ และคนลาวต้องการตัวมากที่สุด กลับคืนประเทศลาว
    “ข้าพเจ้าในนามหัวหน้ากรมตำรวจตรวจคนเข้า-เมือง ที่ได้รับมอบหมาย เป็นตัวแทนฝ่ายลาว ขอแสดงความขอบใจอย่างสูงต่อหน้าที่ ตม.ไทย ซึ่งเป็นเพื่อนบ้านใกล้เรือนเคียง ที่ดีมาโดยตลอด ได้ให้ความร่วมมือในการส่งตัว ผู้ที่รัฐบาลและสังคมลาว ต้องการตัวที่สุดในระยะนี้ หวังว่าจะได้รับความร่วมมือที่ดีแบบนี้ตลอดไป”
    อนึ่ง กรณีที่ 59 หรือนางติ๊นา ยังรักษาตัวจากการติดเชื้อโควิด อยู่ที่ รพ.มิดตะพาบ 150 เตียง และเมื่อออกจาก รพ. ก็จะถูกดำเนินคดีเช่นเดียวกับนางพาวะดี เพราะทั้งคู่ถูกสังคมลาวว่าเป็นต้นตอของคลัสเตอร์หนุ่มไทย ที่ทำให้เกิดการแพร่ระบาดของโควิด 19 ทั่วนครหลวงเวียงจันทน์

 โควิดข้ามโขงลาวรับตัว 'เอื้อยฮัก'คลัสเตอร์หนุ่มไทย

กรณีที่ 59 หรือติ๊นา สุดทิดา
    อย่างไรก็ตาม ตำรวจสันติบาลลาว จะดำเนินการสอบสวน “เอื้อยฮัก” และกรณีที่ 59 อีกครั้ง ซึ่งผลการดำเนินคดีจะเป็นเช่นใด ทางกรมตำรวจใหญ่สันติบาลลาว จะแถลงผ่านสื่อมวลชนในโอกาสต่อไป 

‘ปู’ ไม่ปล่อยให้พรรค ‘หน่อย’ โต #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/465435

‘ปู’ ไม่ปล่อยให้พรรค ‘หน่อย’ โต

1 พฤษภาคม 2564 – 14:15 น.

หญิงแดนไกลใจไม่นิ่ง ส่งสัญญาณมาถี่ๆ เพราะ “คุณหญิงหน่อย” ขยับตัวแรง ปั้นไทยสร้างไทย คอลัมน์ .. ท่องยุทธภพ โดย .. ขุนน้ำหมึก

นักวิเคราะห์การเมืองเกือบทุกสำนัก เชื่อกันว่า การแพร่ระบาดของโควิด-19 ระลอก 3 จะกลายเป็นจุดตายของรัฐบาลประยุทธ์ เพราะมีปัญหาการบริหารจัดกับโควิด-19 ราวกับเกิดวิกฤตสาธารณสุข และการจัดหาวัคซีนของรัฐบาลที่ล้มเหลว 
    เหตุปัจจัยภายนอก ส่งผลกระทบถึง “เอกภาพ” ภายในพรรคร่วมรัฐบาล มีความไม่ลงรอย กินแหนงแคลงใจระหว่างพรรคพลังประชารัฐ พรรคภูมิใจไทย และพรรคประชาธิปัตย์ 
    เฉพาะลูกพรรคภูมิใจไทย ต่างรู้สึกกล้ำกลืนฝืนทน ศุภชัย ใจสมุทร ส.ส.บัญชีรายชื่อ จึงออกมาคร่ำครวญว่า “เสี่ยหนู” อนุทิน ชาญวีรกูล กลายเป็น ตำบลกระสุนตก และกำลังจะเป็นแพะรับบาป 
    ขณะที่พรรคร่วมฝ่ายค้าน ได้ทีขยี้ขย่ม หยิบฉวยประเด็นวิกฤตโควิด โจมตีรัฐบาลประยุทธ์ และเก็บแต้มจากการช่วยเหลือประชาชนยามโควิดระบาด
    วันที่ 1 พ.ค.ของทุกปี ตรงกับวันแรงงานสากล และเป็นวันเกิด “เจ้าแม่เมืองหลวง” คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ครบรอบ 60 ปี หากมีสถานการณ์โควิดระบาด วันนี้ จะมีความคึกคักที่บ้านพัก “คุณหญิงหน่อย” แถวซอยลาดปลาเค้า 60 เพราะมีข่าวว่า ทีมงานพรรคไทยสร้างไทย จะถือโอกาสเปิดตัวพรรคใหม่
    อีกด้านหนึ่ง “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ไปอยู่ต่างแดนมาหลายปีแล้ว ไม่เคยโพสต์อะไรที่เกี่ยวกับวันกรรมกร แต่ปีนี้ อดีตนายกฯ ปู กลับแสดงความรักและห่วงใยแรงงานไทย
    “ดิฉันขอส่งกำลังใจให้ผู้ใช้แรงงานทุกคนให้ผ่านพ้นช่วงเวลาที่ยากลำบากจากวิกฤตการณ์แพร่ระบาดของโควิด-19 นี้ไปได้ด้วยกันค่ะ..เราทุกคนต้องมีความหวังค่ะ ให้ทุกท่านอดทน ต้องสู้ต่อไป อย่าเพิ่งท้อถอย แล้วเราจะผ่านความยากลำบากนี้ไปด้วยกันนะคะ”
    ช่างเป็นความบังเอิญที่น่าจับตามอง เพราะช่วงหลัง “ยิ่งลักษณ์” โพสต์แสดงความเห็นทางการเมืองถี่ขึ้น เหมือนกับพี่ชาย-ทักษิณ ชินวัตร ที่ใช้เวทีคลับเฮ้าส์มาพบปะเอฟซีเพื่อไทย 3-4 หนแล้ว

 'ปู' ไม่ปล่อยให้พรรค 'หน่อย' โต

อดีตนายกปู โพสต์ถึงกลุ่มแรงงาน

++
ตัวแทนปู
++
    ชั่วโมงนี้ พรรคเพื่อไทย ได้ระดมการช่วยเหลือประชาชน บรรเทาความเดือดร้อนจากวิกฤตโควิด โดยจัดทีมทำงานเป็น 4 ทีม เพื่อลงพื้นที่ และหนึ่งในนั้นคือ “แซนด์” ชยิกา วงศ์นภาจันทร์ ลูกสาวของ เยาวเรศ ชินวัตร
    “แซนด์” เคยเป็นทีมเลขานุการของยิ่งลักษณ์ ตั้งแต่สมัยเป็นซีอีโอเอไอเอส พอเข้ามาทำงานการเมือง แซนด์ก็ติดสอยห้อยตามมาด้วย
    ดังนั้น แซนด์ จึงใช้เฟซบุ๊ค Sand Wongnapachant เป็นสื่อกลางระหว่างยิ่งลักษณ์กับเอฟซีคนเสื้อแดง อย่างเมื่อวันที่ 21 เม.ย.2564 แซนด์ได้จัดทำคลิปประมวลภาพที่อดีตนายกฯปู เคยใส่ชุดผ้าไทยสวยๆ มาฝาก “เผื่อจะยิ้มได้ หายเครียด และคลายคิดถึงท่านกันได้บ้างค่ะ”
          แซนด์-ชยิกา มีประสบการณ์ในฐานะหัวหอกทีมงานสื่อออนไลน์ของอดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร โดยทำงานร่วมกับ “เสี่ยวิม” คนสนิทเฮียเพ้ง-พงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล
    เหล่าเอฟซีชินวัตร ต่างทราบดีว่า แซนด์เป็นคนใกล้ชิดคนแดนไกล จึงเฝ้าเกาะติดความเคลื่อนไหวของ 2 อดีตนายกรัฐมนตรี ที่อยู่ดูไบ ผ่านเฟซบุ๊คของแซนด์

++
หน่อยสร้างไทย
++
    เช้าวันกรรมกร คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ โพสต์ภาพการทำบุญวันเกิดกับครอบครัวที่บ้านพัก ผ่านเฟซบุ๊ค และช่วงบ่าย แม่ทัพไทยสร้างไทย จะออกไปช่วยเหลือประชาชนที่เดือดร้อนจากวิกฤตโควิด
    สำหรับข้อความในเฟซบุ๊ค คุณหญิงหน่อยบอกเล่าความในใจยาวเหยียด และมีใจความสำคัญว่า “…วันนี้ หน่อยครบ 60 ปีบริบูรณ์ หากนับเอาตัวเลขนี้ ก็ต้องบอกว่า หน่อยเดินทางมาถึงวัยเกษียณ เหมือนพี่น้องในวัยเดียวกัน แต่หน่อยก็ยังคงเกษียณหรือหยุดทำงานไม่ได้ เพราะพี่น้องยังทุกข์อยู่  “ทุกข์ของพี่น้อง ก็คือ ทุกข์ของหน่อย”…หน่อยไม่เคยคิดเลยว่า ในปีที่ครบรอบวันเกิด 60 ปี และครบรอบ 29 ปีในการทำงานการเมืองรับใช้พี่น้องประชาชน เราจะต้องมาพบกับมหาวิกฤต ที่ทำให้พี่น้องทุกคนยากลำบากขนาดนี้”

 'ปู' ไม่ปล่อยให้พรรค 'หน่อย' โต

คุณหญิงหน่อย ทำบุญวันเกิด
    ดังที่ทราบกัน “คุณหญิงหน่อย” วางแผนเปิดตัวพรรคไทยสร้างไทย ในช่วงวันเกิด และจัดการประชุมใหญ่กลางเดือน พ.ค.2564 เพื่อเปลี่ยนคณะกรรมการบริหารพรรคชุดเดิมให้คุณหญิงหน่อยขึ้นมาเป็นหัวหน้าพรรค แต่เมื่อโควิดระบาดหนักอย่างนี้ ก็ไม่ทราบว่าจะต้องเลื่อนต่อไปอีกหรือไม่?
    อย่างไรก็ตาม นับแต่มีการระบาดของโควิด-19 รอบที่ 3 คุณหญิงสุดารัตน์ ได้เคลื่อนไหวแสดงความเห็น และวิสัยทัศน์เกี่ยวกับเรื่องวัคซีนโควิด, การบริหารจัดการและผลกระทบด้านเศรษฐกิจ ผ่านทางสื่อออนไลน์ที่เจาะกลุ่มคนรุ่นใหม่
    “หน่อยตั้งใจจะทำภารกิจสำคัญครั้งสุดท้ายในชีวิตทางการเมือง คือการปูทางเพื่อสร้างประเทศไทยที่ดีกว่าเดิม” นี่คือคำมั่นสัญญาของนักการเมืองหญิง วัย 60 ปี ที่ตั้งใจจะสร้างพรรคไทยสร้างไทย ให้เป็นผลงานชิ้นโบแดง

 'ปู' ไม่ปล่อยให้พรรค 'หน่อย' โต

ภารกิจสุดท้ายคือ พรรคไทยสร้างไทย 
    ไม่แปลกหรอกที่คุณหญิงหน่อย ออกตัวเร็วและแรง จึงทำให้ใครบางคนหวาดระแวง กลัวมาแข่งบารมี เลยต้องส่งภาพ ส่งเสียงจากแดนไกลบ่อยครั้งขึ้นกว่าในอดีต

‘หนู’ เชิญยิ้ม ยังไงก็ไม่ถอน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/465367

‘หนู’ เชิญยิ้ม ยังไงก็ไม่ถอน

30 เมษายน 2564 – 16:47 น.

คลัสเตอร์ทองหล่อ ทำเอา “เสี่ยหนู” และ “บ้านใหญ่บุรีรัมย์” ยอมกลืนเลือด

หลัง “ลุงตู่” ออกโรงขู่ “พรรคร่วมรัฐบาล” ก็แทบไม่มีปฏิกิริยาใดๆ ออกมาจากแกนนำ 2 พรรคใหญ่ มีแต่กองเชียร์ค่ายภูมิใจไทย พยายามปกป้อง “เสี่ยหนู” อนุทิน ชาญวีรกูล ว่าเป็นแพะรับบาป อันเนื่องมาจากการหยุดการระบาดของโควิดไม่ได้ และการจัดหาวัคซีนป้องกันโควิดที่ล่าช้า
    เมื่อวันที่ 30 เม.ย.2564 ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจําสํานักนายกรัฐมนตรี หรือ “น้องกวาง” สายบ้านใหญ่ศรีสะเกษ ได้อรรถาธิบายแทน “เสี่ยหนู” ว่า พรรคภูมิใจไทยไม่ติดใจกรณีนายกรัฐมนตรีรวบอำนาจในการแก้ปัญหาโควิด และการทำงานร่วมกันเป็นเวลาเกือบ 2 ปี เป็นไปด้วยดี มีการพูดคุยหารือกันโดยตลอด และยังจะทำงานร่วมกันต่อไป เพื่อแก้ไขสถานการณ์นี้ให้ได้โดยเร็ว
    สรุปสั้นๆ พรรคภูมิใจไทยจะไม่ถอนตัวจากรัฐบาลประยุทธ์ ตามที่พรรคฝ่ายค้านบางพรรคพยายามเรียกร้องให้ “เสี่ยหนู” ตัดสินใจสละเรือ เพื่อเห็นแก่บ้านเมือง

 'หนู' เชิญยิ้ม ยังไงก็ไม่ถอน

3 แกนนำแห่งค่ายสีน้ำเงิน

++
ไม่ถอนตัว
++
    เมื่อวันที่ 29 เม.ย.2564 ชาดา ไทยเศรษฐ์ ส.ส.อุทัยธานี พรรคภูมิใจไทย ได้แสดงความเห็นผ่านเฟซบุ๊ค “Chada Thaised” มาผิดฟอร์มขาใหญ่ โดยแสดงตัวเป็นองครักษ์พิทักษ์นายกรัฐมนตรี หลังฝ่ายค้านเรียกร้องให้ลาออก
    “..วันนี้ดูข่าวฝ่ายค้านเสนอให้นายกประยุทธ์ลาออกแล้วเศร้า การเมืองไทยไร้การพัฒนา วิธีคิดของนักการเมืองยังไม่ไปไหนวังวนเดิมๆ คุณคิดแค่ว่าฝ่ายค้านต้องไล่รัฐบาลด่านายกให้นายกลาออก ถามกันตรงๆวันนี้ถ้านายกลาออกบ้านเมืองจะวุ่นวาย กว่าจะได้นายกคนใหม่ใช้เวลาเท่าไหร่ในสถานการณ์ ขณะนี้บ้านเมืองจะวุ่นขนาดไหนคุณคิดได้แค่นี้..”
    ท่าทีของ “ชาดา” น่าสนใจ เพราะได้โพสต์หลัง “บิ๊กตู่” แสดงภาวะผู้นำในสถานการณ์วิกฤต โควิด ดูช่างแตกต่างจาก “ศุภชัย ใจสมุทร” และ ส.ส.บางคนของค่ายนี้
    หากประเมินจากคณิตศาสตร์การเมือง วันนี้ พรรคภูมิใจไทย มีเสียง ส.ส. จำนวน 61 คน ถือเป็นพรรคอันดับ 2 แทนที่พรรคประชาธิปัตย์ ในรัฐบาลประยุทธ์ และเป็นพรรคอันดับ 3 ในรัฐสภา รองจากพรรคเพื่อไทย และพรรคพลังประชารัฐ
    การเลือกตั้งทั่วไป 2562 พรรคภูมิใจไทย ส่ง ส.ส.เขต ครบ 350 เขต ได้คะแนนเลือกตั้ง มากกว่า 3 ล้าน 7 แสนคะแนน ทำให้ได้ ส.ส.รวม 51 คน (ไม่นับรวม ส.ส.อนาคตใหม่ที่ย้ายเข้ามาตอนหลัง) แยกเป็น ส.ส.บัญชีรายชื่อ 13 คน และ ส.ส.เขต 38 คน 
    ตัวเลข ส.ส.เขต เพียง 38 คนนั้น ถือได้ว่า ไม่ได้กระเตื้องขึ้นจากปี 2554 มากนัก หากใช้ระบบการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญ 2540 คือ บัตร 2 ใบ ค่ายสีน้ำเงินก็จะได้ ส.ส.บัญชีรายชื่อไม่ถึง 5 คน
    แม้เวลานี้ ภูมิใจไทยจะได้ ส.ส.พรรคอนาคตใหม่หรือพรรคก้าวไกล จำนวน 10 คน มาร่วมงาน และจะได้มาเพิ่มอีก 4 คนนั้น พูดกันตามตรง ส.ส.เหล่านี้ ไม่ใช่ “ส.ส.ดาวฤกษ์” เหมือน ส.ส.เขตส่วนใหญ่ของค่ายนี้
 แวดวงการเมืองรู้ดีว่า ส.ส.อนาคตใหม่ ไม่ต่างจากสามล้อถูกหวย ได้กระแสธนาธรช่วยหนุน จึงได้เป็น ส.ส.แบบไม่คาดฝัน

 'หนู' เชิญยิ้ม ยังไงก็ไม่ถอน

วันนี้ ภูมิใจไทยต้องถอย

 การเลือกตั้งครั้งที่แล้ว “เนวิน ชิดชอบ” หาจุดขายให้ภูมิใจไทย ด้วยนโยบายกัญชาเพื่อการแพทย์ และมอบให้ “เสี่ยหนู” เล่นบทแทงกั๊ก เอาใจฝ่ายประชาธิปไตย และคนเสื้อแดง จึงมีคนรุ่นใหม่จำนวนไม่น้อยที่เลือกพรรคภูมิใจไทย
    วันที่ค่ายสีน้ำเงินตัดสินใจร่วมรัฐบาลประยุทธ์ ทำให้ฝ่ายประชาธิปไตยจำนวนไม่น้อยผิดหวัง และปลายปีที่แล้ว ทีมคนหนุ่มค่ายภูมิใจไทย เล่นบทหัวหอกแก้รัฐธรรมนูญ หวังซื้อใจม็อบเยาวชนปลดแอก แต่แกนนำเด็กๆ พาเกมโอเวอร์ ชูธงทะลุเพดาน “นายใหญ่อีสานใต้” ก็สั่งถอย
    มาถึงวันนี้ “คลัสเตอร์ทองหล่อ” ฉุดเรตติ้งพรรคให้ตกต่ำ มินับประเด็นเรื่องวัคซีนโควิดที่ล่าช้า “เสี่ยหนู” จึงต้องให้ “น้องกวาง” ออกมาแจงสี่เบี้ยยาวเหยียดแต่สรุปได้สั้นๆว่า “ยังไงก็ไม่ถอนตัว” จากพรรคร่วมรัฐบาล

เจาะ “ตู่ทีวี” มวยตู้การเมือง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/465353

เจาะ “ตู่ทีวี” มวยตู้การเมือง

30 เมษายน 2564 – 14:57 น.

จากจอแดง “พีซทีวี” เป็น “จอมวยตู้” วันพรุ่งนี้ “จตุพร” กำลังจะปลุก “มวยตู้การเมือง” ไล่ประยุทธ์อีกรอบ คอลัมน์… ท่องยุทธภพ โดย… ขุนน้ำหมึก

++
แม้จะถูกหยามหยัน ทั้งจากพวกเดียวกัน และฝั่งตรงข้าม ก็ไม่ยอมท้อและถอย “จตุพร พรหมพันธุ์” ประธาน นปช. ยังเดินหน้าจัดเวทีออนไลน์ไล่ประยุทธ์ โดยใช้สถานีโทรทัศน์พีซทีวี เป็นแม่ข่ายถ่ายทอดทุกแพล็ตฟอร์ม

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง… ผีไม่เผา “เต้น” สายโทนี่ “ตู่” สายชินไม่เอา

เจาะ "ตู่ทีวี" มวยตู้การเมือง

เวทีสามัคคีประชาชน

ในนามคณะสามัคคีประชาชน “เดอะตู่” จะจัดรายการอภิปรายชำแหละระบอบประยุทธ์ ที่ปกครองประเทศไทยมากว่า 7 ปี วันที่ 1-2 พ.ค.2564 โดยแบ่งเป็น 2 ภาค โดยภาคแรก บ่ายโมงถึงสี่โมงเย็น จะมีหมู่มิตรคณะสามัคคีประชาชน ไทยไม่ทน เปิดเวทีปราศรัย ส่วนภาคสอง ช่วงสี่โมงเย็นเป็นต้นไป จะเป็นเวทีแขกรับเชิญ ทั้งนักการเมืองและนักวิชาการการเข้ามาร่วมด้วย    

ครั้งที่ผ่านมา “เดอะตู่” ได้ต้อนรับ “ขาใหญ่สายจีน” ไพศาล พืชมงคล มาขึ้นเวทีสามัคคีประชาชน ก็เรียกเสียงฮือฮาไม่น้อย เพราะระดับ “ซือแป๋การเมือง” ขยับแต่ละครั้ง ย่อมถูกจับตามอง    

จริงๆ แล้ว ขาใหญ่เจ้าประจำของตู่ จตุพร อีกรายหนึ่งก็คือ “พญาไม้” เผด็จ ภูรีปติภาณ นักหนังสือพิมพ์อาวุโส ฉายา “มิสเตอร์คอนเนกชั่น” เพราะรู้จักทุกฝักฝ่าย อยู่ยงคงกระพันมากว่า 4 ทศวรรษ

เจาะ "ตู่ทีวี" มวยตู้การเมือง

สตูดิโอพีซีทีวี รามอินทรา 40

++
รวมดาววันฝนตก
++
เวทีสามัคคีประชาชน ฉลองวันกรรมกร “เดอะตู่” เปิดเผยชื่อบรรดาแขกรับเชิญที่ฝ่ายความมั่นของ “ลุงตู่” ต้องมอนิเตอร์ทุกนาที ได้แก่ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย, วันมูหะมัดนอร์ มะทา หัวหน้าพรรคประชาชาติ,ธีรภัทร์ เสรีรังสรรค์, นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.พรรคเพื่อไทย ,พิชัย นริพทะพันธุ์ รองหัวหน้าเพื่อไทยฝ่ายเศรษฐกิจ ,ประพัฒน์ จงสงวน ,พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง เลขาธิการพรรคประชาชาติ, วิโรจน์ ลักขณาอดิศร ส.ส.พรรคก้าวไกล และมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ หรือ เต้ พระรามเจ็ด ส.ส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคไทยศรีวิไลย์     

เห็นรายชื่อข้างต้นนี้ พูดได้คำเดียวว่า รวมดาวรวมพล…วันฝนตกห่าใหญ่จริงๆ ใครที่ปรามาสเวทีคณะสามัคคีประชาชน ไทยไม่ทน ของตู่ จตุพร คงต้องคิดใหม่เสียแล้ว

“หากไม่สามัคคีกันก็ถูกแบ่งแยกแล้วปกครอง อยู่ในสภาพสังคมไร้อนาคตเหมือนเดิม จึงขอบอกว่า เจตนารมณ์ของคณะสามัคคีประชาชนคือ เปิดประตูทุกบาน ใช้หลักแสวงจุดร่วม สงวนจุดต่าง ต้อนรับทุกคนในฐานะปัจเจกมาร่วมกันมาไล่ประยุทธ์ออกไป”    

เจาะ "ตู่ทีวี" มวยตู้การเมือง

สนามมวยพีซทีวี

วันนี้ จตุพรไม่ต่างโปรโมเตอร์มวย ที่ระดมนักชกรุ่นใหญ่จากหลายค่าย มาชกออกจอตู้ ซึ่งหลายคน อาจไม่รู้ว่า ช่องพีซทีวีเป็นที่มั่น “มวยตู้” ที่แฟนมวยทั้งประเทศรู้จักกันดี 

++
ที่มั่นมวยตู้
++
แกนนำเสื้อแดงหลายคนมองว่า “ตู่ จตุพร” ดื้อรั้นดังทุรังแบกรับค่าใช้จ่ายสถานีโทรทัศน์ดาวเทียมช่องพีซทีวี เพราะอุตสาหกรรมสื่อยุคดิจิตอล โทรทัศน์ดาวเทียมกลายเป็นสื่อตกยุคตกสมัย ไม่มีใครสนใจลงทุนกันแล้ว    

สำหรับประธาน “ตู่” ก็คิดต่างจากคนอื่น เขาดิ้นรนหาทุนมาสร้างรวงรังใหม่ ที่ซอยรามอินทรา 40 หรือซอยนวลจันทร์ 40 แยก33/1 จนสำเร็จเสร็จสิ้นตั้งแต่ปีที่แล้ว    


สนามมวยพีซทีวี

กลางปี 2562 “จตุพร” พร้อมด้วย อารี ไกรนรา, เจ๋ง ดอกจิก, สุริยา ชินพันธ์, วิโชติ วัณโณ และศักดิ์รพี พรหมชาติ ทำพิธีวางศิลาฤกษ์อาคารที่ทำการสถานีโทรทัศน์พีซทีวี บนเนื้อที่ 3 ไร่ โดยมีการก่อสร้างเป็นอาคารชั้นเดียว คล้ายสตูดิโอบันทึกรายการทีวีทั่วไป    

ปลายปี 2563 จตุพรร่วมกับกลุ่มโปรโมเตอร์มวย ปรับสตูดิโอพีซทีวี เป็นเวทีมวยตู้ใช้ชื่อ “ศึกพีชทีวี ต้นกล้ามวยไทย” จัดมวยทุกๆ วันจันทร์ ถ่ายทอดสดทางช่องพีชทีวี    

ต้นปี 2564 ทีมงานศึกจ้าวมวยไทย เวทีสยามอ้อมน้อย จำเป็นต้องย้ายสนามจากแถวอ้อมน้อย เพราะโควิดระบาดหนัก จึงมาจัดที่สตูดิโอสนามมวยพีชทีวี เป็นการแข่งขันในระบบปิด (ไม่ให้มีแฟนมวยเข้าชมการแข่งขันในสนาม) ถ่ายทอดทางช่อง 3 และช่องอมรินทร์ทีวี    

นับแต่โควิดระบาดหนัก “จตุพร” จึงย้ายเวทีสามัคคีประชาชน มาไว้ในสตูดิโอพีซทีวี ซึ่งเคยเป็นเวทีมวยไทย ที่จัดการชกแบบจอตู้     

เรียกว่าจากสังเวียนมวยไทย มาสู่สังเวียนมวยการเมือง รวมดาวยอดนักชกจากหลายค่ายมาไล่ถล่ม “บิ๊กตู่” ค่าย 3 ป. ใครจะอยู่ ใครจะไป..ต้องชมกันยาวๆ 

ฝ่าโควิด ทหารมะกันบุกลาว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/465284

ฝ่าโควิด ทหารมะกันบุกลาว

29 เมษายน 2564 – 19:28 น.

ตื่นข่าวทหารมะกันนำโควิดเข้าประเทศ ทางการลาวชี้แจงแล้ว เข้ามาขุดกระดูกทหารจีไอ สมัยสงครามอินโดจีน 

++

ท่ามกลางสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 ใน สปป.ลาว ที่มียอดผู้ติดเชื้อรายใหม่เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ช่วงค่ำวันที่ 28 เม.ย.2564 ในโซเชียลลาว ได้มีการแชร์คลิประบุว่า ทหารสหรัฐอเมริกา กำลังเดินลงจากเครื่องบินบรรทุกทหารลำใหญ่ พร้อมอธิบายว่า ทหารสหรัฐฯ บุกนครหลวงเวียงจันทน์ จะมาช่วยเหลือประเทศลาว

คนบางกลุ่มก็ตกใจ เพราะกลัวทหารสหรัฐจะนำเชื้อโควิดเข้ามาเผยแพร่อีก จึงรู้สึกไม่พอใจรัฐบาลลาวที่ปล่อยให้มีคนต่างชาติเข้าประเทศ

ฝ่าโควิด ทหารมะกันบุกลาว
ฝ่าโควิด ทหารมะกันบุกลาว

                ทหารสหรัฐ 65 คน มาทำภารกิจขุดหากระดูกทหาร

จริงๆแล้ว แฟนเพจเฟซบุ๊ค AeroLaos ได้เผยแพร่คลิปอีกชุดหนึ่ง ตั้งแต่ช่วงเย็นวันเดียวกัน โดยอธิบายว่า “C-17 Globe Master III ,USA บินขึ้นจาก Alaskan US National Guard สู่สนามบินสากลวัดไต เที่ยวบินดังกล่าวเป็นทีมงาน MAI ทหารสหรัฐอเมริกา เพื่อมนุษยธรรม เคยปฏิบัติร่วมกับคณะวิชาการฝ่ายลาวมาแล้ว..”

MIA ย่อมาจาก Missing In Action ใช้เรียกทหารหรือบุคลากรทางทหารที่สูญหายระหว่างการปฏิบัติหน้าที่ในยามสงคราม

เมื่อวันที่ 29 เม.ย.2564 สำนักข่าวสถานีวิทยุแห่งชาติ สปป.ลาว ได้นำเสนอข่าว “ความเป็นจริง ที่คณะวิชาการสหรัฐอเมริกาเดินทางเข้ามา สปป.ลาว

สำนักข่าวดังกล่าวได้รายงานว่า หน่วยงานวิชาการทหารสหรัฐฯ ที่ได้เดินทางมาใน สปป.ลาว เมื่อวันที่ 28 เม.ย.2564 โดยเครื่องบิน C-17 จำนวน 65 คน ซึ่งประชาชนลาวได้วิพากษ์วิจารณ์มากมาย ทั้งบวกและลบ คณะคุ้มครองสื่อมวลชน ได้สอบถามข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จึงทราบว่า คณะวิชาการทหารกลุ่มนี้คือ ทีมงาน MAI ที่เข้ามาขุดค้นกระดูกทหารสหรัฐฯ ซึ่งการเดินทางเข้ามาลาวครั้งนี้ ได้ปฏิบัติตามมาตรการสาธารณสุขของคณะเฉพาะกิจควบคุม ป้องกันโควิด โดยจะมีการตรวจสุขภาพและกักตัว 14 วัน ก่อนจะลงปฏิบัติงานในพื้นที่เมืองบัวละพา แขวงคำม่วน

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง
วัคซีนฟรี  1.4 ล้านโดส จีนช่วยลาว

++
กระดูกอเมริกัน

ทางการลาวกับสหรัฐฯ ได้ร่วมมือกันตั้งแต่ปี 2535 เกี่ยวกับความร่วมมือในการค้นหาซากกระดูกและสิ่งหลงเหลือของบรรดาทหารอเมริกันที่เสียชีวิตและหายสาบสูญไปเมื่อครั้งสงครามอินโดจีน

Missing In Action (MIA) เป็นแนวทางหนึ่งของรัฐบาลลาว เป็นวิถีทางมนุษยธรรม เพราะคำนึงถึงความเจ็บปวดของครอบครัวทหารที่หายสาบสูญในสงคราม และในแต่ละปี ทางการลาวก็สามารถช่วยเหลือพวกเขาในการเก็บกู้ชิ้นส่วนหรือว่าสิ่งหลงเหลือของ MIA ปีหนึ่งไม่ต่ำกว่า 20-30 ศพ และได้ดำเนินการอยู่ในทุกแขวง

ซากกระดูกและสิ่งหลงเหลือของทหารอเมริกันที่ถูกค้นพบนั้น ทางการลาวก็จะส่งมอบให้กับทางการสหรัฐเป็นประจำทุกครั้งที่ได้สิ้นสุดการดำเนินงานร่วมกันในแต่ละระยะคือทุก 6 เดือน ส่วนทางการสหรัฐจะส่งซากกระดูกและสิ่งหลงเหลือนี้ไปยังเกาะฮาวาย เพื่อพิสูจน์ DNA ของทหารอเมริกันที่เสียชีวิตดังกล่าวต่อไป

ฝ่าโควิด ทหารมะกันบุกลาว

               พิธีส่งมอบกระดูกทหารสหรัฐ ในเมืองลาว เมื่อหลายปีก่อน

“ซ้อต่าย” พันล้านหลังม่าน อบจ. บุรีรัมย์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/465235

“ซ้อต่าย” พันล้านหลังม่าน อบจ.บุรีรัมย์

29 เมษายน 2564 – 13:55 น.

เบื้องหลังกรุทรัพย์สิน “เนวิน-ซ้อต่าย” พันล้าน คือเส้นทางการเมือง-การกีฬา ขุมทองท้องถิ่นบุรีรัมย์  คอลัมน์… ท่องยุทธภพ โดย… ขุนน้ำหมึก

++
นับแต่ “คลัสเตอร์ทองหล่อ” ส่งผลสะเทือนถึงพรรคภูมิใจไทย และ “บ้านใหญ่บุรีรัมย์” ไม่ต่างจากปี 2539 เมื่อคนชั้นกลางแสดงความไม่พอใจ “นักเลือกตั้งภูธร” สายอีสานใต้ ถึงขั้นนักวิชาการเรียกว่า ระบอบยียาธิปไตย

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง…  ป.ป.ช. เปิดสมบัติ “เนวิน-กรุณา ชิดชอบ” รวยเฉียดพันล้าน


ซ้อต่าย สะใภ้ชิดชอบ

วันก่อน สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เผยแพร่บัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองท้องถิ่น รายของนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ทั้งกรณีพ้นจากตำแหน่ง และกรณีเข้ารับตำแหน่งใหม่หลังการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 20 ธ.ค.2563    

สำหรับ จ.บุรีรัมย์ ได้มีการเผยแพร่บัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของกรุณา ชิดชอบ (ภรรยาเนวิน ชิดชอบ อดีตนักการเมืองชื่อดัง) กรณีพ้นจากตำแหน่งนายก อบจ.บุรีรัมย์ เมื่อวันที่ 26 ต.ค. 2563    

“กรุณา” แจ้งว่ามีทรัพย์สิน 736,783,634 บาท ได้แก่ เงินสด 5 แสนบาท เงินฝาก 7,804,736 บาท เงินลงทุน 139,263,701 บาท ที่ดิน (พื้นที่ จ.เชียงใหม่ และบุรีรัมย์ รวม 47 แปลง) 500,057,500 บาท โรงเรือนและสิ่งปลูกสร้าง 49,133,333 บาท สิทธิและสัมปทาน 4,954,363 บาท ทรัพย์สินอื่น (ราคาตั้งแต่สองแสนบาทขึ้นไป) 35,070,000 บาท มีหนี้สิน 14,959 บาท (เป็นเงินเบิกเกินบัญชี)    

“เนวิน” แจ้งมีทรัพย์สิน 259,116,335 บาท ได้แก่ เงินสด 1.5 ล้านบาท เงินฝาก 5,375,058 บาท เงินลงทุน 27,573,500 บาท ที่ดิน (ในพื้นที่ จ.บุรีรัมย์ ทั้งหมด 31 แปลง) 194,072,850 บาท สิทธิและสัมปทาน 6,094,927 บาท ทรัพย์สินอื่น 24.5 ล้านบาท มีหนี้สิน 1,921 บาท (เป็นเงินเบิกเกินบัญชี) รวมทั้งคู่มีทรัพย์สินทั้งสิ้น 995,899,969 บาท มีหนี้สินทั้งสิ้น 16,881 บาท    

“ซ้อต่าย” กรุณา ชิดชอบ เริ่มลุยสนามเลือกตั้งครั้งแรก ในช่วงขาลงของ “เนวิน ชิดชอบ” และบ้านใหญ่ศิลาชัย เธอน่าจะจดจำภาพความตกต่ำในชีวิตการเมืองได้เป็นอย่างดี คอลัมนิสต์ นสพ.หัวสี พากันถากถางสามีของเธอสาหัสสากรรจ์    

สไตล์นักเลงการเมืองแบบเนวิน ไม่โต้ตอบ เดินก้มหน้าผ้าขาวม้าคลุมหัว ออกหาเสียงพบปะหัวคะแนนหามรุ่งหามค่ำ จนพาตัวเขาและภรรยาเข้าสภาฯได้สำเร็จ     

ชัยชนะฝ่ากระแสยี้ของเนวิน ลบคำติฉินนินทาไปได้ระดับหนึ่ง ทำให้ บรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทยเวลานั้น รับตระกูล “ชิดชอบ” กลับเข้าพรรคในช่วงเลือกตั้ง 2544


ผู้อยู่เบื้องหลังตัวจริง

++
คุมท้องถิ่น
++
“กรุณา สุภา” ดีกรีนักเรียนนอก ลูกสาวพ่อเลี้ยงคะแนน สุภา เจ้าของบริษัท เชียงใหม่คอนสตรั๊คชั่น จำกัด ในฐานะสะใภ้บ้านใหญ่ศิลาชัย ย่อมไม่ธรรมดา     

“ซ้อต่าย” เริ่มชีวิตการเมืองเป็น ส.ส.สมัยแรก ปี 2539 สังกัดพรรคเอกภาพ ก่อนจะย้ายไปอยู่พรรคชาติไทย และพรรคไทยรักไทย    

ปี 2549-2550 “เนวิน” เกิดความขัดแย้งกับพี่เขย- พ.ต.อ.ชวลิต ชิดชอบ นายก อบจ.บุรีรัมย์ สมัยนั้น และนำมาซึ่งการเลือกตั้งนายก อบจ.บุรีรัมย์ ในปี 2551    

เมื่อคุยกับนอมินีไม่รู้เรื่อง เนวินจึงตัดสินใจส่งภรรยา-กรุณา มาคุม อบจ.บุรีรัมย์ โดยแข่งขันกับอุษณีย์ ชิดชอบ อดีต ส.ว.บุรีรัมย์ ภรรยา พ.ต.อ.ชวลิต ชิดชอบ และเป็นพี่สาวเนวิน ผลเลือกตั้งทีมของ “ซ้อต่าย” เอาชนะไปได้ขาดลอย    

ปี 2555 แม้จะเป็นรัฐบาลยิ่งลักษณ์ และเสื้อแดงแรงฤทธิ์ แต่ ซ้อต่าย ก็คว้าเก้าอี้นายก อบจ.บุรีรัมย์ไปครอง ซึ่งในห้วงเวลาที่ซ้อต่าย เป็นนายก อบจ.สมัยแรก และสมัยที่ 2 เนวินได้วางยุทธศาสตร์สร้างบุรีรัมย์ให้เป็นเมืองกีฬา    

แม้ภาพรวมในสนามเลือกตั้ง พลพรรคเนวินจะตกเป็นรองพรรคเพื่อไทย แต่ “นายใหญ่บุรีรัมย์” ก็สร้างชื่อจากกลยุทธ์กีฬานำการเมือง จนเป็นที่ยอมรับของคนชั้นกลาง 


เนวิน ผู้สร้างซ้อต่าย

++
นอมินีศิลาชัย
++
เลือกตั้งนายก อบจ.บุรีรัมย์ ปลายปีที่แล้ว “ซ้อต่าย” เปลี่ยนใจไม่ลงสนามป้องกันแชมป์ ขอเล่นบท “ผู้นำหลังม่าน” โดยส่ง “ภูษิต เล็กอุดากร” อดีต ส.อบจ.บุรีรัมย์ เขต อ.พลับพลาชัย 3 สมัย ที่มีศักดิ์เป็นหลานชายของเนวิน ชิดชอบ ลุยสนามแทน    

“ซ้อต่าย” บอกเหตุผลที่ไม่ลงสนามว่า อยากจะดูแลครอบครัว และธุรกิจของตระกูล “ชิดชอบ” ทั้งสโมสรฟุตบอล รวมถึงสนามแข่งรถช้างอินเตอร์เนชั่นแนลเซอร์กิต    

ด้านหนึ่ง ซ้อต่ายก็เพิ่งพ้นบ่วงกรรมจาก ปปช. สมัยที่เป็นนายก อบจ.บุรีรัมย์ จึงไม่อยากให้คู่แข่งเปิดแผลซ้ำในสนามเลือกตั้ง จึงส่งคนสนิทลงแทน    

ว่ากันว่า ภูษิต เล็กอุดากร เป็นคนวงใน ได้เข้ามาช่วยงานด้านธุรกิจฟุตบอลมาตั้งแต่ยุคแรกๆ และเป็นคนที่ “เนวิน-ซ้อต่าย” ไว้วางใจที่สุด

พปชร.ชูธงเลือกตั้งบัตร 2 ใบ “แก้สมการการเมือง-ลดต่อรอง” -ภท. เสียเปรียบ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/465234

พปชร.ชูธงเลือกตั้งบัตร 2 ใบ” แก้สมการการเมือง-ลดต่อรอง”-ภท. เสียเปรียบ 

29 เมษายน 2564 – 13:55 น.

 1 ใน 5 ประเด็นที่พรรคพลังประชารัฐ ชูธงในการเลือกตั้งครั้งหน้า คือ การใช้บัตรเลือกตั้ง 2 ใบซึ่งน่าจะทำให้พรรคการเมืองใหญ่อย่างพรรคพลังประชารัฐ ได้ ส.ส.มากกว่าเดิมจะได้แก้”สมการ-ลดการต่อรอง”ทางการเมือง ไม่ให้ซ้ำรอยเดิมที่พรรคพลังประชารัฐเผชิญอยู่ในปัจจุบัน

27 เมษายน 2564 นายไพบูลย์ นิติตะวัน ส.ส.บัญชีรายชื่อ ในฐานะรองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) นำรายชื่อ ส.ส. พรรคจำนวน 110 คน ยื่นต่อนายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา เพื่อขอให้แก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตรา 5 ประเด็น  ซึ่งหนึ่งในนั้น คือ การแก้ระบบเลือกตั้งจากบัตรใบเดียวเปลี่ยนเป็น 2 ใบ

และแก้ไขการแบ่งเขตเลือกตั้ง ส.ส. กลับมาเป็น 400 เขตและบัญชีรายชื่อ 100 คน เหมือนรัฐธรรมนูญปี 2540

 นายไพบูลย์ อ้างว่า พรรคพลังประชารัฐเสนอให้ใช้บัตรเลือกตั้ง 2 ใบเพื่อลดความขัดแย้ง หลังมีการโจมตีว่าพรรคพลังประชารัฐได้ประโยชน์จากบัตรเลือกตั้งใบเดียว  แต่พรรคฯต้องการให้ประเทศและกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญเดินหน้าไปได้

แต่ลองมามองดูกันว่า ระบบเลือกตั้งใช้บัตร 2 ใบ แยกกัน บัตรหนึ่งใช้เลือกตั้ง ส.ส. เขต อีกบัตรหนึ่งใช้เลือกตั้ง ส.ส. บัญชีรายชื่อ (ซึ่งก็คือการเลือกพรรค) พรรคการเมืองแบบไหนได้ประโยชน์  

คำตอบ ก็คือ พรรคการเมืองใหญ่อย่าง พรรคพลังประชารัฐนั่นแหล่ะที่ได้ประโยชน์ ส่วนพรรคขนาดกลาง และพรรคขนาดเล็กเสียเปรียบ  

และหากใช้กติกา “บัตรใบเดียว” และระบบเลือกตั้งแบบจัดสรรปันส่วนผสม อาจเกิดกรณีได้เฉพาะ ส.ส.เขต แต่ไม่ได้ ส.ส.บัญชีรายชื่อเลย พรรคพลังประชารัฐ จึงไม่อยากเป็นแบบ“พรรคเพื่อไทย”ในการเลือกตั้งครั้งที่แล้ว จึงต้องกลับไปใช้ระบบเลือกตั้ง 2 ใบ ทั้งเขต และบัญชีรายชื่อ

“พรรคเพื่อไทย” ซึ่งเป็น“พรรคการเมืองใหญ่” คราวนี้ก็หนุนระบบเลือกตั้งแบบบัตรเลือกตั้ง 2 ใบเช่นกัน อีกทั้ง“พรรคเพื่อไทย”มีบทเรียนจากการเลือกตั้งทั่วไปครั้งหลังสุดเมื่อปี 2562 ที่ใช้“ระบบเลือกตั้งใบเดียว”ตามกติการัฐธรรมนูญปี 60 เกิดกรณีผู้มีสิทธิเลือกตั้งต้องตัดสินใจเลือกระหว่างพรรคเพื่อไทยกับพรรคอนาคตใหม่ และมีจำนวนมากตัดสินใจเลือกพรรคอนาคตใหม่

การเลือกตั้งครั้งหน้าด้วยระบบเลือกตั้งใหม่มีส.ส.เขต 400คนและส.ส.บัญชีรายชื่อ100คน และใช้บัตรเลือกตั้ง 2 ใบ  ทาง“พรรคพลังประชารัฐ” เชื่อว่าจะได้ ส.ส. ของพรรคเข้าสภาได้มากกว่าปัจจุบัน

ถึงแม้ว่า“พรรคเพื่อไทย”จะได้ประโยชน์จากระบบบัตร2ใบด้วยก็ตาม 

แต่ทาง“พลังประชารัฐ”ประเมินแล้วคุ้มเพราะเสียงของ“พรรคก้าวไกล” หรือพรรคอนาคตใหม่ในอดีตที่เคยได้ประโยชน์จากการเลือกตั้งระบบบัตรใบเดียว จะหดหายไปเยอะ ขณะที่“พรรคเล็ก”ที่สร้างความปั่นป่วนให้รัฐบาลจะไม่เกิดขึ้นจำนวนมากมายอย่างที่ผ่านมา

อีกทั้ง“พรรคเพื่อไทย” เลือกตั้งครั้งหน้า น่าจะอ่อนลงไปเยอะเพราะมีข่าวว่าจะมี ส.ส. ของพรรคเพื่อไทย ย้ายมาอยู่กับพรรรคพลังประชารัฐเป็นสิบคน และยังมีข่าวว่าอีกหลายสิบคนจะย้ายไปอยู่พรรคอื่น

และอย่าแปลกใจที่เมื่อนักข่าวนำเรื่องที่มีการเสนอระบบเลือกตั้งบัตร 2 ใบ ไปถามความเห็น นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย  นายอนุทิน บอกว่า พรรคภูมิใจไทยไม่เห็นด้วย และคงไม่สนับสนุนเพราะของเดิมดีอยู่แล้ว ไปแก้ทำไม  

เหตุก็เพราะทำให้”พรรคขนาดกลาง” อย่างพรรคภูมิใจไทย เสียเปรียบ”พรรคการเมืองใหญ่” ในระบบที่ใช้บัตรเลือกตั้ง 2 ใบ โดยเฉพาะในพื้นที่อีสาน อาจทำให้พรรคภูมิไทยได้ ส.ส. น้อยลงและหากได้เข้าร่วมรัฐบาล พรรคภูมิใจไทย ก็จะไม่มีอำนาจต่อรองเหมือนในปัจจุบันที่มี ส.ส. ของพรรคจำนวนมาก

น่าสนใจว่าหากเลือกตั้งครั้งหน้า “ระบบใช้บัตรเลือกตั้ง 2 ใบ” เกิดขึ้นจริง  “สมการการเมือง” จะเปลี่ยนไปขนาดไหน

นักศึกษาพม่า บนทางปืน 2 ยุค #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/465175

นักศึกษาพม่า บนทางปืน 2 ยุค

28 เมษายน 2564 – 19:48 น.

นักศึกษาพม่ายุค Gen Z เข้าป่าฝึกอาวุธกับทหารกะเหรี่ยง ตามรอยนักศึกษาพม่า ABSDF ยุค 1988 

++

เมื่อเร็วๆนี้ สำนักข่าวต่างประเทศ ได้นำเสนอสกู๊ปข่าวการฝึกอาวุธของนักศึกษาพม่า ในเขตที่มั่นของกองกำลังติดอาวุธชาติพันธุ์กะเหรี่ยง ติดแนวพรมแดนพม่า-ไทย

ผ่านการชุมนุมประท้วงเผด็จการทหารมาแต่เดือน ก.พ.2564 ทำให้นักศึกษากลุ่ม United Defense Force (UDF) ได้ข้อสรุปว่า การต่อสู้ด้วยมือเปล่า มีแต่จะถูกทหาร-ตำรวจพม่าเข่นฆ่าเหมือนผักปลา พวกเขาจึงรวมตัวประมาณ 250 คน ในนี้เป็นผู้หญิง 20 คน เข้ารับการฝึกอาวุธและยุทธวิธีการรบจากกองกำลังติดอาวุธชาติพันธุ์ ในรัฐกะเหรี่ยง

มอง มอง แกนนำนักศึกษาพม่ากลุ่ม UDF เปิดเผยว่า มีนักศึกษาและแนวร่วมผู้ประท้วงกลุ่มอื่น ได้เข้าป่าฝึกอาวุธกับกองกำลังติดอาวุธชาติพันธุ์ในรัฐต่างๆ อีกนับพันคน เพื่อเป้าหมายเดียวกันคือ ต่อสู้เพื่อประชาชนและโค่นล้มเผด็จการทหาร

นักศึกษาพม่า บนทางปืน 2 ยุค

                    พล.ต.เนอดา โบเมียะ ผบ.กองกำลัง KNDO

พล.ต.เนอดา โบ เมี้ยะ ผู้บัญชาการกองกำลังพิทักษ์กะเหรี่ยงแห่งชาติ (Karen National Defense Organization : KNDO) ลูกชายนายพลโบเมี้ยะ อดีตผู้นำสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง(KNU) ให้สัมภาษณ์สื่อต่างชาติว่า เราฝึกการรบให้กับคนที่ต้องการฝึกและต้องการต่อสู้กับรัฐบาลทหารพม่า และเราเหมือนลงเรือลำเดียวกัน ช่วยเหลือกัน เพื่อความอยู่รอด และต่างก็มีเป้าหมายโค่นล้มรัฐบาลทหาร เพื่อก่อตั้งรัฐบาลประชาธิปไตยขึ้นมาใหม่ 

มีรายงานข่าวว่า นักศึกษาพม่าหลายกลุ่มได้ติดต่อขอเข้าร่วมการฝึกอาวุธกับกองกำลังติดอาวุธชาติพันธุ์ในรัฐฉาน และรัฐยะไข่ 

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง
‘บอจ่อ แฮ’ กะเหรี่ยงสายแข็ง ดับสูญเผด็จการพม่า

++
กองทัพ ABSDF 

มีข้อน่าสังเกตว่า คนหนุ่มสาวพม่าที่ได้เข้าไปฝึกอาวุธในเขตป่าเขา กลับไม่มีการพูดถึงกองทัพนักศึกษาพม่า(ABSDF) หลายคนอาจลืมไปแล้วว่า เมื่อ 30 ปีที่แล้ว นักศึกษาพม่าที่แตกพ่ายจากการล้อมปราบในเหตุการณ์ 8-8-88 ได้มุ่งหน้าสู่ป่าเขา เพื่อก่อการจับอาวุธต่อต้านเผด็จการทหาร

นักศึกษาพม่า บนทางปืน 2 ยุค

                        นักศึกษาพม่า ยุค 1988 ที่เข้าป่าจับปืน

นักศึกษาพม่ายุค 1988 ได้เข้าไปลี้ภัยอยู่แถบชายแดนไทยและจีน ด้วยการสนับสนุนจากกองกำลังชาติพันธุ์ จึงได้จัดตั้งองค์กร “แนวร่วมประชาธิปไตยของมวลนักศึกษาพม่า” (The All Burma Students’ Democratic Front : ABSDF) หรือที่รู้จักกันในชื่อ “กองทัพนักศึกษาพม่า” ไม่มีพื้นที่ปกครองของตนเอง แต่เคลื่อนไหวและตั้งฐานทัพอยู่ในหลายรัฐเช่น รัฐมอญ, รัฐกะเหรี่ยง, รัฐฉาน รัฐชินและรัฐคะฉิ่น

ที่มั่นหลักของกองทัพนักศึกษาพม่า (ABSDF) จะอยู่ในรัฐคะฉิ่น และรัฐกะเหรี่ยง ทหารกองทัพเอกราชคะฉิ่น (KIA) และทหารสหภาพแห่งกะเหรี่ยง (KNU) ได้ให้การฝึกติดอาวุธให้แก่นักศึกษา โดยมุ่งหวังให้พวกเขาเหล่านั้นเป็นอีกแรงหนึ่งที่จะล้มระบอบเผด็จการทหาร

กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยของมวลนักศึกษาพม่า(ABSDF) ได้ร่วมมือกับกองกำลังชาติพันธุ์ เพื่อสนับสนุนเป้าหมายของพวกเขา ในการสร้างประเทศที่ปกครองแบบสหพันธรัฐ

ปัจจุบัน  กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยของมวลนักศึกษาพม่า(ABSDF) เป็น 1 ใน 10 กลุ่มติดอาวุธชาติพันธุ์ที่ได้ลงนามข้อตกลงหยุดยิงทั่วประเทศ(NCA)กับรัฐบาลพม่า สมัยรัฐบาลเต็งเส่ง เมื่อวันที่ 15 ต.ค.2558

นักศึกษาพม่า บนทางปืน 2 ยุค

                        นักศึกษาพม่ายุค Gen Z เข้าป่าฝึกอาวุธ