เอาบ่อยู่ ล็อกดาวน์ เวียงจันทน์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/464431

เอาบ่อยู่ ล็อกดาวน์ เวียงจันทน์

21 เมษายน 2564 – 19:21 น.

นายกรัฐมนตรีลาว สั่งปิดเวียงจันทน์ หวั่นคุมโควิดไม่อยู่ 

++

วันที่ 21 เม.ย.2564 ท่านพันคำ วิพาวัน นายกรัฐมนตรีลาว มีคำสั่งด่วนที่สุด ล็อกดาวน์นครหลวงเวียงจันทน์ ตั้งแต่วันที่ 22 เม.ย. ถึง 5 พ.ค.2564 

สรุปการล็อกดาวน์เมืองหลวง ดังนี้

– ห้ามการเดินทางเข้า-ออก นครหลวงเวียงจันทน์

– หยุดการขนส่งโดยสารสาธารณะ 

– ห้ามประชาชน และคนต่างชาติที่อยู่ในลาว ออกจากบ้าน ยกเว้นออกไปซื้ออาหาร ไปหาหมอ 

– ให้ข้าราชการทำงานที่บ้าน และจัดเวรเข้าสำนักงาน 

– ห้ามจัดกิจกรรมรวมกลุ่มผู้คนจำนวนมาก ยกเว้นงานศพ 

– ปิดสถานบันเทิง ร้านอาหาร 

– ธนาคาร ปั๊มน้ำมัน ตลาดขายอาหาร รวมถึงไฟฟ้า ประปา เปิดบริการตามปกติ 

สืบเนื่องจากสถานการณ์โควิด-19 ใน สปป.ลาว เข้าสู่จุดเสี่ยงการแพร่ระบาดใหญ่ เมื่อตรวจพบผู้ติดเชื้อโควิด วันเดียว 28 กรณี 

เอาบ่อยู่ ล็อกดาวน์ เวียงจันทน์

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง
ลาวติดโควิด วันเดียว 28 ราย คลัสเตอร์บันเทิง

วันที่ 20 เม.ย.2564 ยอดผู้ติดเชื้อรายใหม่พุ่งเป็น 28 กรณี คือ นครหลวงเวียงจันทน์ 26 กรณี และแขวงจำปาสัก 2 กรณี

คณะเฉพาะกิจควบคุม ป้องกันและแก้ไขการระบาดโควิด ของลาว ได้แถลงว่า จากผู้ติดเชื้อโควิด กรณีที่ 59 นักศึกษาหญิงวัย 25 ปี ที่ได้พาคนไทย 2 คน ท่องเที่ยวไปตามสถานบันเทิง และหมู่บ้าน ในนครหลวงเวียงจันทน์ ช่วงสงกรานต์ ทางสาธารณสุขลาว ได้เก็บตัวอย่าง 294 คนมาตรวจ พบการติดเชื้อ 26 กรณี 

ผู้ติดเชื้อโควิดรายใหม่นั้นมาจากมาสถานบันเทิง และกิจกรรมงานบุญสงกรานต์

– ร้านนวด 3 คน

– ไดมอนด์คาราโอเกะ 2 คน

– มารีน่าไนท์คลับ 3 คน

– ร้านอาหารฟันนี่ 2 คน 

– บาร์แอนด์คาราโอเกะ 1 คน 

และผู้คนในหมู่บ้านที่กรณี 59 ไปเที่ยวช่วงสงกรานต์ 15 คน

ส่วนผู้ติดเชื้อโควิดในแขวงจำปาสัก 2 คนนั้น เป็นแรงงานลาวที่กลับจากเมืองไทย 

สิ่งที่ทางการลาวเป็นห่วงคือ คลัสเตอร์ “นักศึกษาหญิงลาว” ที่ได้สัมผัสกับคนไทย 2 คนที่ลักลอบข้ามโขง มาเที่ยวสงกรานต์เมืองลาว

เอาบ่อยู่ ล็อกดาวน์ เวียงจันทน์

ถั่งโถม “โทนี่-ทอน” รื้อระบอบประยุทธ์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/464390

ถั่งโถม “โทนี่-ทอน” รื้อระบอบประยุทธ์

21 เมษายน 2564 – 15:21 น.

ขาลง 3 ป. “โทนี่” ฉวยจังหวะรุกกลับ “ธนาธร” ได้ “ไอติม” มาช่วยรื้อระบอบประยุทธ์ คอลัมน์… ท่องยุทธภพ โดย… ขุนน้ำหมึก

++
ถ้าเป็นสมัยก่อน บทวิเคราะห์การเมืองของ นสพ.หัวสี บางสำนัก อาจเป็นตัวชี้วัดความมั่นคงหรือง่อนแง่นของรัฐบาลได้ แต่ในสถานการณ์ “ใครก็เป็นสื่อได้” ในทุกวันนี้ นักวิเคราะห์ข่าวการเมืองระดับเทพ ถูกแย่งชิงความน่าเชื่อถือไปเยอะแล้ว

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง…  โควิดวิกฤต แนวร่วม “โทนี่” ขยี้ประยุทธ์


ทักษิณลุยเต็มเหนี่ยว    

อย่างไรก็ตาม ภาพรวมของ “ระบอบ 3 ป.” อยู่ในห้วง “ขาลง” จับอาการได้จากการแก้ไขวิกฤตใหม่ระลอกใหม่ ดูมวลชนไม่ให้ความไว้วางใจเหมือนครั้งแรก เนื่องจากรัฐบาลประยุทธ์ มีแผลเหวอะหวะเต็มตัว     

เหมือนเสือได้กลิ่นเลือด “ทักษิณ ชินวัตร” ไม่รอช้า กระโจนเข้าร่วมขยี้แผล “พี่น้อง 3 ป.” เราจึงได้เห็นรายการ “ฝ่าวิกฤติโควิด” กับ Tony Woodsome ใน CARE clubhouse ที่มีการเผยแพร่ไปทุกช่องทาง ไม่ว่าแฟนเพจเฟซบุ๊กและยูทูบ    

ก่อนหน้านั้น “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” ร่วมกับเวบไซต์ 101 จัดห้อง Club House พูดคุยในประเด็นสถานการณ์โควิดระลอกที่สาม     

“ธนาธร” ขยี้แผลเรื่องการจัดหาวัคซีนป้องกันโควิด พูดยังไงก็เข้าเป้า เพราะรัฐบาลประยุทธ์ออกอาการไปไม่เป็น ต้องดึงภาคเอกชนมาช่วยจัดหาวัคซีน     

“โทนี่” ขยับเกมรุก พร้อมกับการจัดทัพเลือกตั้งของพรรคเพื่อไทย ทำนองเดียวกัน “ธนาธร-ปิยบุตร” ประสาน “พิธา ก้าวไกล” ลุยรื้อระบอบประยุทธ์ ด้วยการแก้รัฐธรรมนูญรายมาตรา


ธนาธร จับมือไอติม รื้อระบอบ 3 ป.

++
หยันระบอบทหาร
++
ถ้าฟัง “โทนี่” หรือทักษิณ ชินวัตร พูดในคลับเฮาส์หนล่าสุด ช่วงตอบคำถามเรื่องการเมือง โทนี่ฟาดระบอบประยุทธ์เต็มๆ    

“การบริหารจัดการไม่ได้กระจายอำนาจให้ประชาชนจริงๆ รวมศูนย์กลางอยู่ที่นายกฯ รู้หมด ทำได้ทุกเรื่อง ถ้ารวมศูนย์ไปนานๆ ประเทศไปลำบาก ในสายตาต่างประเทศ ประเทศไทยเป็นแบบอย่างที่ไม่ดีที่สร้างปรากฎการณ์ เผด็จการผงาด พม่าเลียนแบบไทย แอฟริกาเลียนแบบตาม”    

อีกตอนหนึ่ง โทนี่ดิสเครดิตกันเห็นๆ “ประยุทธ์ เป็นข้าราชการทหารมาทั้งชีวิต อยู่กับระเบียบวินัย อยู่กับการสั่งการแบบบนลงล่าง ใช้งบประมาณรัฐเป็นหลัก ไม่ใช่คนเก่งเศรษฐกิจอะไร เราต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญที่พูดแล้วประยุทธ์ฟัง”    

โทนี่รู้ว่า ชาวบ้านจำนวนไม่น้อยชื่นชอบโครงการเราชนะ หรือคนละครึ่ง แม้จะเคยเป็น “เจ้าพ่อประชานิยม” แต่โทนี่ก็ตอบคำถามในคลับเฮ้าส์เรื่องเลือกตั้งครั้งใหม่ “ผมไม่สัญญาแจกเงิน ผมไม่ชอบการแจกเงิน”    

เมื่อถูกถามถึงผู้นำประเทศคนต่อไป จะเป็นอย่างไร? โทนี่ตอบว่า “คนไทยมีคนเก่งเยอะ แต่การเมืองแบบนี้ คนเก่งๆ ไม่ค่อยกล้าเข้ามา เกิดมาเจอ 250 ส.ว.ก็เจ๊ง คือการเมืองแบบนี้ เราจะคัดคนเก่งยาก ต้องอาศัยทหารต่อไป แต่ถ้าสมมติว่า พรรคการเมืองประชาธิปไตยเสนอคนที่มีประสบการณ์ กล้าตัดสินใจและรับฟัง จะเป็นคนที่แก้ปัญหาประเทศได้มากกว่า ไม่ต้องระบุว่าควรเป็นใคร แต่เป็นคนที่พร้อมเรียนรู้สถานการณ์ มีประสบการณ์บริหารจะแก้ปัญหาประเทศได้ เท่านั้นก็ได้หมด” 

++
รื้อระบอบ 3 ป.
++
ด้าน ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ และปิยบุตร แสงกนกกุล จึงจับมือ “ไอติม” พริษฐ์ วัชรสินธุ ผุดกิจกรรมรณรงค์แก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตรา “ขอคนละชื่อรื้อระบอบประยุทธ์” ในนามกลุ่ม Re-solution     

กลุ่ม Re-solution เป็นความร่วมมือกันของ 4 องค์กรคือ 1.คณะก้าวหน้า 2.พรรคก้าวไกล 3.กลุ่มรัฐธรรมนูญก้าวหน้า และ 4.โครงการอินเตอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน หรือไอลอว์    

ดังนั้น ไอติมทำการเปลี่ยนที่อยู่และเปิดให้ส่งจดหมายเข้ามาได้ทุกช่องทาง โดยใช้บริษัทขนส่งใดก็ได้ ให้ส่งมาที่ Re-Solution สำนักงานคณะก้าวหน้า 1768 อาคารไทยซัมมิททาวเวอร์ ชั้นที่ 5 ถนนเพชรบุรีตัดใหม่ แขวงบางกะปิ เขตห้วยขวาง กรุงเทพมหานคร 10310    

หลังจาก “ไอติม” ลาออกจากพรรคประชาธิปัตย์ ก็ตั้ง “กลุ่มรัฐธรรมนูญก้าวหน้า” แตะมือกับภาคประชาชน จัดทำร่างรัฐธรรมนูญใหม่ และได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของ “คณะรณรงค์เพื่อรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน” (ครช.) เมื่อปลายปี 2562    

แนวโน้มที่ “ไอติม” จะเข้าเป็นสมาชิกพรรคก้าวไกลมีสูงมาก เพราะล่าสุด ไอติมให้สัมภาษณ์สื่อใหญ่ว่า ไม่มีทางหวนกลับพรรคประชาธิปัตย์อีกแล้ว แม้ว่า “อภิสิทธิ์” จะกลับมาเป็นหัวหน้าพรรคอีกครั้ง    

การที่ “ธนาธร-ปิยบุตร” ได้หลานชาย “เดอะมาร์ค” มาร่วมงาน ก็เท่ากับว่าได้ขยายงานแนวร่วมคนรุ่นใหม่ได้อีกระดับหนึ่ง 

ลาวติดโควิด วันเดียว 28 ราย คลัสเตอร์บันเทิง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/464358

ลาวติดโควิด วันเดียว 28 ราย คลัสเตอร์บันเทิง

21 เมษายน 2564 – 13:23 น.

ยอดผู้ติดเชื้อโควิดลาวพุ่ง วันเดียว 28 ราย พบต้นตอ “คลัสเตอร์บันเทิง” ที่มีคนไทยเข้าไปเกี่ยวข้อง

++
สถานการณ์โควิด-19 ใน สปป.ลาว เข้าสู่จุดเสี่ยงการแพร่ระบาดใหญ่ เมื่อตรวจพบผู้ติดเชื้อโควิด วันเดียว 28 กรณี ถือเป็นยอดผู้ติดเชื้อที่สูงสุดที่สุด นับแต่เกิดการระบาดโควิด-19 เมื่อปีที่แล้ว

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง…  โควิดไทย ลามเข้า “ลาว”

ลาวติดโควิด วันเดียว 28 ราย คลัสเตอร์บันเทิง

ทำสถิติสูงที่สุด นับแต่โควิดระบาด    

ตั้งแต่เดือน มี.ค.2563 จนถึงวันที่ 19 เม.ย.2564 สปป.ลาว พบผู้ติดเชื้อโควิด 60 กรณี และเคยมีผู้ติดเชื้อต่อวัน เฉลี่ย 2-3 กรณี แต่ สำหรับวันที่ 20 เม.ย.2564 ยอดผู้ติดเชื้อรายใหม่พุ่งเป็น 28 กรณี คือ นครหลวงเวียงจันทน์ 26 กรณี และแขวงจำปาสัก 2 กรณี    

คณะเฉพาะกิจควบคุม ป้องกันและแก้ไขการระบาดโควิด ของลาว ได้แถลงว่า จากผู้ติดเชื้อโควิด กรณีที่ 59 นักศึกษาหญิงวัย 25 ปี ที่ได้พาคนไทย 2 คน ท่องเที่ยวไปตามสถานบันเทิง และหมู่บ้าน ในนครหลวงเวียงจันทน์ ช่วงสงกรานต์ ทางสาธารณสุขลาว ได้เก็บตัวอย่าง 294 คนมาตรวจ พบการติดเชื้อ 26 กรณี     

ผู้ติดเชื้อโควิดรายใหม่นั้นมาจากมาสถานบันเทิง และกิจกรรมงานบุญ แยกเป็นร้านนวด 3 คน, ไดมอนด์คลับ 2 คน, มารีน่าคลับ 3 คน, ฟันนี่คาราโอเกะ 2 คน ,ร้านอาหาร 1 คน และผู้คนในหมู่บ้านที่กรณี 59 ไปเที่ยวช่วงสงกรานต์ 15 คน    

ส่วนผู้ติดเชื้อโควิดในแขวงจำปาสัก 2 คนนั้น เป็นแรงงานลาวที่กลับจากเมืองไทย 

ลาวติดโควิด วันเดียว 28 ราย คลัสเตอร์บันเทิง

ทางการลาวแถลงข่าวโควิด ประจำวัน

++
ต้นตอคลัสเตอร์บันเทิง
++
สำหรับไทม์ไลน์ผู้ติดเชื้อกรณีที่ 59 เพศหญิง อายุ 25 ปี สัญชาติลาว นักศึกษา ปัจจุบัน พักอาศัยอยู่ที่บ้านโพนสะหว่าง เมืองจันทะบุลี นครหลวงเวียงจันทน์    

6 เม.ย.2564 หนุ่มไทย 2 คน ที่เป็นเพื่อนของเอื้อยฮักของนักศึกษาหญิง ลอบขี่เรือข้ามโขงจากมุกดาหาร และเข้ามาพักอยู่โรงแรมสายแพไหม 2 แขวงสะหวันนะเขต เอื้อยฮักได้พาหนุ่มไทยทั้งสอง ไปร้องเพลงที่คาราโอเกะ  สองทุ่ม ก็นั่งรถโดยสารจากสะหวันนะเขตมานครหลวงเวียงจันทน์    

7 เม.ย. ทั้งสามคน (หญิงลาวและสองหนุ่มไทย) ถึงนครหลวงเวียงจันทน์ และเข้าพักที่โรงแรมเจือง 2 เมืองจันทะบุลี โดยนักศึกษาหญิงคนนั้นได้ไปต้อนรับ    

ระหว่างวันที่ 8-12 เม.ย.2564 นักศึกษาหญิง ได้พาเอื้อยฮัก และหนุ่มไทยทั้งสอง ไปไหว้พระที่วัดสีเมือง และกินเที่ยว ทั้งร้านอาหาร คลับบาร์ คาราโอเกะ และร้านนวด      

ลาวติดโควิด วันเดียว 28 ราย คลัสเตอร์บันเทิง

ทางการสั่งปิดสถานบันเทิง ต้นตอแพร่ระบาดระลอกใหม่

13 เม.ย. ปรากฏว่า หนุ่มไทย 2 คน มีอาการไข้ ปวดเนื้อปวดตัว แต่ไม่ได้พบกับนักศึกษาหญิง
16 เม.ย. เอื้อยฮัก และคนไทย 2 คน ออกจากโรงแรม เดินทางกลับไทย โดยว่าจ้างเรือน้อยลักลอบข้ามโขงไปขึ้นฝั่งที่ อ.ท่าบ่อ จ.หนองคาย 
17 เม.ย. นักศึกษาหญิงได้รับโทรศัพท์จากเอื้อยฮักว่าทั้งสามคน ติดเชื้อโควิด และหนึ่งในหนุ่มคนไทยนั้น มีอาการป่วยหนัก 
19 เม.ย. นักศึกษาหญิงรู้สึกไม่สบาย จึงเดินทางไปตรวจหาเชื้อโควิดที่โรงหมอมิดตะพาบ 150 เตียง ผลเป็นบวก เธอจึงถูกแยกเปลี่ยว(แยกตัวออกจากคนไข้ทั้งหมด) รักษาอาการป่วย    

กรณีที่ 59 นักศึกษาหญิงลาวคนนี้ เป็นที่โจษขานทั่วเมืองลาว กระแสโซเชียลวิพากษ์ วิจารณ์พฤติกรรมของเธออย่างมาก เพราะดูจากไทม์ไลน์ล้วนไปสถานที่บันเทิง และแหล่งที่มีกิจกรรมรื่นเริงช่วงสงกรานต์

“ซินแสเข่ง” ผ่าดวงวิกฤติ ของอดีตนักเล่าข่าว “สรยุทธ สุทัศนะจินดา” หลังประกาศหวนคืนจอ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/464335

“ซินแสเข่ง” ผ่าดวงวิกฤติ ของอดีตนักเล่าข่าว “สรยุทธ สุทัศนะจินดา” หลังประกาศหวนคืนจอ

21 เมษายน 2564 – 10:39 น.

“ซินแสเข่ง” เจาะลึกผ่าดวงวิกฤติ “สรยุทธ สุทัศนะจินดา” ตกอยู่ในดวงแตกแยก ไม่สมหวัง วุ่นวาย อยู่ในช่วงมรสุม ยังไม่ถึงเวลาปัญหายังรออยู่ พ้นคุก แต่ไม่พ้นกรรม หากคิดจะเริ่มชีวิตใหม่ปีนี้ ก็จะเจอแต่อุปสรรค เหมือนกินยาพิษเข้าไป

“ซินแสเข่ง”   วิเคราะห์เจาะลึกผ่าดวงวิกฤติ  ตกอยู่ในดวงแตกแยก  ไม่สมหวังวุ่นวายก่อให้เกิดความสับสน  ของอดีตนักเล่าข่าวช่อง  3  “สรยุทธ  สุทัศนะจินดา”   ตกดวงปีปะทะ  แตกแยกวุ่นวาย   อยู่ในช่วงมรสุม  ยังไม่ถึงเวลาปัญหายังรออยู่   เหมือนบ่วงไม่พ้นคอ  พ้นคุก  แต่ไม่พ้นกรรม  รอบอายุเข้าเคราะห์ที่จะต้องเจอปัญหาความขัดแย้ง ตลอดทั้งปี  หากคิดจะเริ่มชีวิตใหม่ในปีนี้  ก็จะเจอแต่อุปสรรค  เหมือนกินยาพิษเข้าไป หลังจากช่อง  3  ประกาศอย่างเป็นทางการ  กับการกลับมาของนักเล่าข่าวฉาว

“ซินแสเข่ง”   อ.ชนม์ทรรศน์   ฤทัยผ่อง   ผู้อำนวยการสถาบัน  โหราศาสตร์  พยากรณ์  แห่งประเทศไทย  วิเคราะห์เจาะลึกผ่าดวง  “สรยุทธ   สุทัศนะจินดา”  ถึงดวงชะตาที่ยังไม่ถึงเวลาที่จะต้องทำอะไรอยู่ในช่วงจังหวะ  ที่ยังอยู่ในมรสุมชีวิต  ถึงได้รับการปล่อยตัว  พ้นคุก  แต่ไม่พ้นกรรม  เพราะยังอยู่ในช่วงของปีปะทะ  แตกแยก  วุ่นวายสับสน  ก่อให้เกิดเคราะห์กรรม  หากจะให้ราบรื่นต้องรอเวลา  และ จังหวะ  ใน ปี  2565   ถึงจะมีดวงที่จะเปลี่ยนแปลงไปในทางที่มั่นคงมากกว่า  เพราะช่วงจังหวะปีนี้ดวงเปลี่ยนเพียงแค่  30  %  เท่านั้น  แต่อีก  70  %  ยังเป็นลบ  เส้นทางชีวิตในช่วงระหว่างปี  2564  ยังไม่ราบรื่นเท่าที่ควร  หากมีการเปลี่ยนแปลง  ก็เหมือนกินยาพิษเข้าไปมีแต่รอวันล่มสลายของชีวิตอีกครั้ง  หลังได้รับอภัยโทษ  และได้รับการปล่อยตัวจากเรือนจำ  ในคดีโกงเงินค่าเวลาของรัฐกว่า  138  ล้านบาท และได้รับเชิญเข้าเป็นหัวหน้าทีมข่าวช่อง 3  อย่างเป็นทางการเเปิดตัวเป็นที่เรียบร้อย  ในขณะเดียวกันเช้าวันที่  20 เมษายน  2564  นายศรีสุวรรณ  จรรยา  ก็ได้ประกาศยื่นเอกสารให้ทางฝ่าย  กสทช. ได้พิจารณาทบทวนถึงพฤติกรรมของคุณสรยุทธ  ที่เคยต้องหาในคดีโกงเงินค่าเวลาของรัฐ  ว่า  เป็นการผิดจริยธรรมของผู้ที่ทำหน้าที่  คนอ่านข่าวช่อง  3  หรือไม่

“ซินแสเข่ง”  กล่าวเพิ่มเติมว่า  ช่วงจังหวะของคุณสรยุทธ  ดวงเปลี่ยนเสริมชีวิตแค่ 30 %  แตปัญหาที่จะเจอ  70 % จังหวะชีวิตคนเราที่มีความแตกต่างกัน  ถ้าหากต้องการความมั่นคงของชีวิต  ควรให้โอกาสและเวลากับชีวิตของตน  หรือควรดูฤกษ์ผานาที  อย่าพยายามที่จะเปลี่ยนลำเรือในขณะที่เรือกำลังเจอมรสุมอยู่กลางทะเล  เพราะอาจจะทำให้ตกทะเลได้เหมือนกัน

"ซินแสเข่ง"  ผ่าดวงวิกฤติ ของอดีตนักเล่าข่าว "สรยุทธ  สุทัศนะจินดา" หลังประกาศหวนคืนจอ

“ดร.สามารถ” สะกิด รฟม. แจงค่าโดยสารต่อกิโลเมตร พลาด เหตุ “คิดระยะทางผิด” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/464290

“ดร.สามารถ” สะกิด รฟม. แจงค่าโดยสารต่อกิโลเมตร พลาด เหตุ “คิดระยะทางผิด”

20 เมษายน 2564 – 18:55 น.

“ดร.สามารถ” สะกิด รฟม. แจงค่าโดยสารต่อกิโลเมตร พลาด เหตุ “คิดระยะทางผิด”

เมื่อวันที่ 20 เม.ย.64 “ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์” รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์ – Dr.Samart Ratchapolsitte โดยระบุข้อความว่า

สะกิด รฟม. แจงค่าโดยสารต่อกิโลเมตร พลาด!

เหตุ “คิดระยะทางผิด”

เมื่อวันที่ 19 เมษายน 2564 การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ได้ชี้แจงกรณีที่ผม (ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์) ได้แสดงผลการคำนวณค่าโดยสารรถไฟฟ้าต่อกิโลเมตร ซึ่งพบว่าค่าโดยสารรถไฟฟ้าสายสีเขียวถูกกว่าค่าโดยสารรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินรวมกับสายสีม่วงนั้น รฟม. แย้งว่า ข้อเท็จจริงไม่เป็นไปตามที่กล่าวอ้าง แปลความได้ว่าค่าโดยสารรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินรวมกับสายสีม่วงถูกกว่าค่าโดยสารรถไฟฟ้าสายสีเขียว

ด้วยเหตุนี้ ผมจึงจำเป็นต้องสะกิดบอก รฟม.ว่า รฟม. พลาด!

เป็นที่รู้กันโดยทั่วไปว่า ค่าโดยสารรถไฟฟ้าต่อกิโลเมตรคำนวณได้โดยใช้ค่าโดยสารหารด้วยระยะทาง แต่ในกรณีนี้ซึ่งมีการกล่าวหาว่าค่าโดยสารสูงสุดของรถไฟฟ้าสายสีเขียว 65 บาท แพงกว่าค่าโดยสารสูงสุดของรถไฟฟ้าสายอื่น จึงต้องใช้ค่าโดยสารสูงสุดหารด้วยระยะทางไกลสุด (ที่สามารถเดินทางได้ด้วยค่าโดยสารสูงสุดบนเส้นทางปกติ) เพื่อให้สามารถเปรียบเทียบค่าโดยสารสูงสุดต่อกิโลเมตรได้

ในกรณีที่เป็นประเด็นอยู่นี้ เหตุที่ทำให้การคำนวณค่าโดยสารรถไฟฟ้าต่อกิโลเมตรได้ผลไม่เท่ากันก็คือคิดระยะทางต่างกัน กล่าวคือ รฟม. คิดระยะทางเดินทางบนรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินรวมกับสายสีม่วงได้ไกลสุด 59 กิโลเมตร ด้วยค่าโดยสารสูงสุด 70 บาท แต่ผมคิดระยะทางได้ไกลสุด 44 กิโลเมตร

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง
“ดร.สามารถ” ชี้ ค่าโดยสารรถไฟฟ้า กทม.หรือ รฟม. ถูกกว่า

รฟม. คิดระยะทางอย่างไร?

รฟม. ไม่ได้บอกรายละเอียดว่าเป็นการเดินทางจากสถานีไหนไปถึงสถานีไหน แต่ผมคาดว่าคงเป็นการเดินทางจากคลองบางไผ่ (บางใหญ่)-หลักสอง (บางแค) โดยเดินทางจากคลองบางไผ่-เตาปูน ระยะทาง 23 กิโลเมตร ใช้รถไฟฟ้าสายสีม่วง ค่าโดยสาร 42 บาท และจากเตาปูน-หลักสอง ระยะทาง 36 กิโลเมตร ใช้รถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน ค่าโดยสาร 28 บาท (ยกเว้นค่าแรกเข้า 14 บาท) รวมระยะทางทั้งหมด 59 กิโลเมตร ซึ่งเป็นการเดินทางอ้อมในช่วงเตาปูน-หลักสอง เพราะต้องนั่งรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินผ่านถนนรัชดาภิเษก หัวลำโพง เยาวราช ลอดแม่น้ำเจ้าพระยา ไปโผล่ที่ท่าพระ ไปจนถึงหลักสอง

ผู้โดยสารทั่วไปจะไม่เลือกเส้นทางดังกล่าว เพราะเสียเวลาโดยใช่เหตุ แต่เขาจะเลือกเดินทางจากเตาปูนโดยใช้รถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน วิ่งผ่านถนนจรัญสนิทวงศ์ ท่าพระ ไปจนถึงหลักสอง ระยะทางประมาณ 21 กิโลเมตร ซึ่งสั้นกว่าเส้นทางที่วิ่งผ่านถนนรัชดาภิเษกถึง 15 กิโลเมตร ดังนั้น ระยะทางรวมทั้งหมดจากคลองบางไผ่-หลักสอง เท่ากับ 44 กิโลเมตร ไม่ใช่ 59 กิโลเมตร

ดร.สามารถ คิดระยะทางอย่างไร?

ดร.สามารถ คิดระยะทางที่สามารถเดินทางได้ไกลสุดด้วยค่าโดยสารสูงสุด 70 บาท คือจากคลองบางไผ่-หัวลำโพง ได้ระยะทาง 44 กิโลเมตร กล่าวคือจากคลองบางไผ่-เตาปูน ระยะทาง 23 กิโลเมตร ใช้รถไฟฟ้าสายสีม่วง ค่าโดยสาร 42 บาท และจากเตาปูน-หัวลำโพง ระยะทาง 21 กิโลเมตร ใช้รถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน ค่าโดยสาร 28 บาท (ยกเว้นค่าแรกเข้า 14 บาท)

เปรียบเทียบระยะทางระหว่าง รฟม. กับ ดร.สามารถ

รฟม. คิดระยะทางจากคลองบางไผ่-หลักสอง ได้ 59 กิโลเมตร ซึ่งเป็นทางอ้อมผ่านถนนรัชดาภิเษก คงไม่มีผู้โดยสารคนใดใช้ทางอ้อมนี้ ที่ถูกต้องจะต้องใช้เส้นทางที่สั้นกว่าโดยวิ่งผ่านถนนจรัญสนิทวงศ์ได้ระยะทางประมาณ 44 กิโลเมตร

ดร.สามารถ คิดระยะทางจากคลองบางไผ่-หัวลำโพงได้ 44 กิโลเมตร ซึ่งเท่ากับระยะทางจากคลองบางไผ่-หลักสอง (ผ่านถนนจรัญสนิทวงศ์)

ดังนั้น สรุปได้ว่า ด้วยค่าโดยสาร 70 บาท จะสามารถเดินทางได้ไกลสุด 44 กิโลเมตร

ระหว่างรถไฟฟ้าสายสีเขียวกับรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินรวมกับสายสีม่วง สายไหนถูกกว่า?

รถไฟฟ้าสายสีเขียว

ค่าโดยสารสูงสุด 65 บาท เดินทางได้ไกลสุดคือจากคูคต-เคหะสมุทรปราการ ระยะทาง 53 กิโลเมตร คิดเป็นค่าโดยสารเฉลี่ย 1.23 บาทต่อกิโลเมตร

สายสีน้ำเงินรวมกับสายสีม่วง

ค่าโดยสารสูงสุด 70 บาท เดินทางได้ไกลสุด 44 กิโลเมตร คือจากคลองบางไผ่-หัวลำโพง หรือจากคลองบางไผ่-หลักสอง (ผ่านถนนจรัญสนิทวงศ์) คิดเป็นค่าโดยสารเฉลี่ย 1.59 บาทต่อกิโลเมตร

จากการเปรียบเทียบจะเห็นได้ว่าค่าโดยสารรถไฟฟ้าสายสีเขียวถูกกว่าค่าโดยสารรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินรวมกับสายสีม่วง 36 สตางค์ต่อกิโลเมตร

ระหว่างรถไฟฟ้าสายสีเขียวกับรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน สายไหนถูกกว่า?

รฟม. ได้แถลงข่าวไปก่อนหน้านี้ (วันที่ 17 เมษายน 2564) ว่า รถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินมีค่าโดยสารเฉลี่ย 0.88 บาทต่อกิโลเมตร แต่ผมเห็นต่าง เพราะเป็นการคิดที่คลาดเคลื่อน เนื่องจาก รฟม. คิดระยะทางได้ 48 กิโลเมตร จึงใช้ค่าโดยสารสูงสุด 42 บาท หารด้วยระยะทาง 48 กิโลเมตร ได้ค่าโดยสารเฉลี่ย 0.88 บาทต่อกิโลเมตร

การใช้ระยะทาง 48 กิโลเมตรนั้นไม่ถูกต้อง เพราะเป็นระยะทางยาวทั้งหมดของเส้นทางรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน ซึ่งในความเป็นจริง ผู้โดยสารที่เสียค่าโดยสารสูงสุด 42 บาท ไม่ได้ต้องการที่จะเดินทางให้ครบทุกสถานีหรือตลอดระยะทาง 48 กิโลเมตร แต่เขาต้องการที่จะเดินทางตามความจำเป็นของเขาจากสถานีหนึ่งไปอีกสถานีหนึ่ง ซึ่งเขาสามารถเดินทางได้ไกลสุดจากหลักสอง-สุทธิสาร ระยะทาง 26 กิโลเมตร ดังนั้น จะได้ค่าโดยสารเฉลี่ย 1.62 บาทต่อกิโลเมตร ไม่ใช่ 0.88 บาทต่อกิโลเมตร ตามที่ รฟม. แถลง

เมื่อเปรียบเทียบกับค่าโดยสารรถไฟฟ้าสายสีเขียวเฉลี่ย 1.23 บาทต่อกิโลเมตร พบว่าค่าโดยสารรถไฟฟ้าสายสีเขียวถูกกว่าค่าโดยสารรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน 39 สตางค์ต่อกิโลเมตร

สรุป

1. ค่าโดยสารรถไฟฟ้าสายสีเขียวถูกกว่าค่าโดยสารรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน 39 สตางค์ต่อกิโลเมตร

2. ค่าโดยสารรถไฟฟ้าสายสีเขียวถูกกว่าค่าโดยสารรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินรวมกับสายสีม่วง 36 สตางค์ต่อกิโลเมตร

"ดร.สามารถ" สะกิด รฟม. แจงค่าโดยสารต่อกิโลเมตร พลาด  เหตุ "คิดระยะทางผิด"

ไทยป่วน ลอบข้ามโขง สาวลาวติดโควิด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/464286

ไทยป่วน ลอบข้ามโขง สาวลาวติดโควิด

20 เมษายน 2564 – 18:43 น.

หนุ่มไทยลอบข้ามแดนติดโควิด ท่องราตรีฝั่งซ้าย นักศึกษาสาวติดเชื้อ ทางการลาวหวั่นคลัสเตอร์บันเทิงลาม  

++

โควิดเมืองไทยสะเทือนแผ่นดินลาว เหตุจากการลักลอบข้ามโขงของแรงงานลาวและคนไทย ส่งผลให้ช่วงเดือนเมษายน พบผู้ติดเชื้อโควิดในลาวแล้ว 9 กรณี 

วันที่ 20 เม.ย.2564 คณะเฉพาะกิจป้องกัน ควบคุม และแก้ไขการระบาดของโควิด-19 ได้แถลงข่าวการพบผู้ติดเชื้อโควิดรายใหม่ 2 คน เป็นกรณีที่ 59 และกรณีที่ 60 ของ สปป.ลาว

สำหรับไทม์ไลน์ของกรณีที่ 59 ได้รับความสนใจจากคนลาวจำนวนมาก เนื่องผู้ป่วยเป็นนักศึกษาสาว ที่ได้สัมผัสกับคนไทย 2 คน ที่ลักลอบข้ามโขงเข้าไปเที่ยวเมืองลาว เมื่อกลับถึงไทยแล้ว จึงทราบข่าวว่า พวกเขาติดเชื้อโควิด 

จากนั้น นักศึกษาหญิงลาวคนดังกล่าว จึงไปตรวจหาเชื้อโควิดที่โรงหมอ และผลตรวจเป็นบวก เธอจึงเข้ารักษาอาการป่วยที่โรงหมอมิดตะพาบ

เนื่องจากมีกระแสข่าวโจมตีนักศึกษาหญิงลาวเยอะ เธอจึงไลฟ์เฟซบุ๊คชี้แจงเรื่องการต้อนรับคนไทยที่ข้ามมาเที่ยวลาว ในฐานะทูตวัฒนธรรม แต่คนลาวก็เข้าคอมเมนท์วิจารณ์มากมาย จนเธอต้องปิดเฟซบุ๊คหนี

ไทยป่วน ลอบข้ามโขง สาวลาวติดโควิด

                 สาธารณสุขลาว แถลงด่วนกรณีหนุ่มไทยลอบข้ามแดน

ไทม์ไลน์
++

ผู้ติดเชื้อกรณีที่ 59 เพศหญิง อายุ 25 ปี สัญชาติลาว นักศึกษา ปัจจุบัน พักอาศัยอยู่ที่บ้านโพนสะหว่าง เมืองจันทะบุลี นครหลวงเวียงจันทน์

6 เม.ย.2564 หนุ่มไทย 2 คน ที่เป็นเพื่อนของเอื้อยฮักนักศึกษาหญิง ลอบขี่เรือข้ามโขงจากมุกดาหาร ซึ่งเป็นการเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย และเข้ามาพักอยู่โรงแรมสายแพไหม 2 แขวงสะหวันนะเขต เอื้อยฮักได้พาหนุ่มไทยทั้งสอง ไปร้องเพลงที่คาราโอเกะ  สองทุ่ม ก็นั่งรถโดยสารจากสะหวันนะเขตมานครหลวงเวียงจันทน์

 7 เม.ย. ทั้งสามคน (หญิงลาวและสองหนุ่มไทย) ถึงนครหลวงเวียงจันทน์ และเข้าพักที่โรงแรมเจือง 2 เมืองจันทะบุลี โดยนักศึกษาหญิงคนนั้นได้ไปต้อนรับ

ระหว่างวันที่ 8-12 เม.ย.2564 นักศึกษาหญิง ได้พาเอื้อยฮัก และหนุ่มไทยทั้งสอง ไปกินเที่ยว ทั้งร้านอาหาร คลับบาร์ คาราโอเกะ และร้านนวด  

13 เม.ย. ปรากฏว่า หนุ่มไทย 2 คน มีอาการไข้ ปวดเนื้อปวดตัว แต่ไม่ได้พบกับนักศึกษาหญิง

16 เม.ย. เอื้อยฮัก และคนไทย 2 คน ออกจากโรงแรม เดินทางกลับไทย โดยว่าจ้างเรือน้อยลักลอบข้ามแดน ไปขึ้นฝั่งที่ อ.ท่าบ่อ จ.หนองคาย 

17 เม.ย. นักศึกษาหญิงได้รับโทรศัพท์จากเอื้อยฮัก ว่าทั้งสามคน ติดเชื้อโควิด และหนึ่งในหนุ่มคนไทยนั้น มีอาการหนัก

19 เม.ย. นักศึกษาหญิงรู้สึกไม่สบาย จึงเดินทางไปตรวจหาเชื้อโควิดที่โรงหมอมิดตะพาบ 150 เตียง ผลเป็นบวก เธอจึงถูกแยกเปลี่ยว(แยกตัวออกจากคนไข้ทั้งหมด) รักษาอาการป่วย

20 เม.ย. คณะเศรษฐศาสตร์และบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยแห่งชาติ (ดงโดก) ได้ออกหนังสือด่วนเรื่องรายงานผลตรวจเชื้อโควิดของนักศึกษา โดยระบุว่า นางมอนมีนา สุดทิดา นักศึกษา ปี 4 สาขาการตลาด โดยตัวนักศึกษาติดเชื้อโควิดจากผู้หญิงที่มาจากแขวงสะหวันนะเขต ซึ่งมีผัวเป็นคนไทย 

อนึ่ง กรณีที่ 60 ก็เป็นหญิงลาว วัย 28 ปี เดินทางไปเสริมจมูก ที่กรุงเทพฯ และลักลอบข้ามเรือกลับนครหลวงเวียงจันทน์ มีอาการไข้ ไปตรวจจึงพบติดเชื้อโควิด

ไทยป่วน ลอบข้ามโขง สาวลาวติดโควิด

                 ไทม์ไลน์ ของนักศึกษาลาว ที่สัมผัสหนุ่มไทย 2 คน

ไผเป็นไผ “หน่อย ยลดา” แป้งมันการเมือง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/464256

ไผเป็นไผ “หน่อย ยลดา” แป้งมันการเมือง

20 เมษายน 2564 – 15:03 น.

นาทีนี้ การเมืองโคราชต้อง “แป้งมันหมื่นล้าน” และ “แม่หน่อย เอี่ยมเฮง” ผู้มากคอนเนกชั่น 
++
เป็นข่าวฮือฮา จู่ๆ หนี้หมื่นล้านหายไปภายใน 2 ปี เรื่องของนักการเมืองคู่ขวัญแห่งเมืองย่าโม นั่นคือ “กำนันป้อ” วีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล รมช.คมนาคม และ “แม่หน่อย” ยลดา หวังศุภกิจโกศล นายก อบจ.นครราชสีมา 

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง…  “เน-หนู” เอาไง คุณนายแป้งมัน ปะทะ “หมอแหยง”

ไผเป็นไผ "หน่อย ยลดา" แป้งมันการเมือง

หน่อย ยลดา นายก อบจ.โคราช    

วันที่ 19 เม.ย.2564 สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้เปิดเผยบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินของ ยลดา หวังศุภกิจโกศล กรณีเข้ารับตำแหน่งนายก อบจ.นครราชสีมา เมื่อวันที่ 25 ม.ค.2564 ซึ่งเธอมีหนี้สินเป็นเงินกู้ยืมจากธนาคารและสถาบันการเงินอื่นเพียง 35,500,000 บาท    

ก่อนหน้านี้ “วีรศักดิ์” คู่สมรสของ “ยลดา” เคยแจ้งบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน กรณีเข้ารับตำแหน่ง รมช.พาณิชย์ เมื่อเดือน ส.ค. 2562 โดยแจ้งว่า มีหนี้สินรวมกันสองคน 11,138,404,713 บาท     

เมื่อยลดา แจ้งว่ามีหนี้สิน 35 ล้านบาท นั่นเท่ากับว่า หนี้สินประมาณ 1.1 หมื่นล้านบาท ได้หายไปเกือบทั้งหมด ซึ่งก็รอการเปิดเผยบัญชีทรัพย์สินของสามี-วีรศักดิ์ อีกครั้ง หลังสลับตำแหน่งจาก รมช.พาณิชย์ มาเป็น รมช.คมนาคม     

จริงๆแล้ว ตระกูล “หวังศุภกิจโกศล” เป็นผู้ประกอบการธุรกิจแป้งมันรายใหญ่ที่สุดของประเทศ และเข้าสู่วงการเมืองนานหลายปีแล้ว แต่เพิ่งมามีชื่อเสียงโด่งดังช่วงสองสามปีมานี้เอง    

เมื่อ “กำนันป้อ” วีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล อาสาเป็นแม่ทัพโคราช พรรคภูมิใจไทย นำ ส.ส.เข้าสภาฯ ตามเป้าหมาย จึงได้รับตำแหน่ง รมช.พาณิชย์ ก่อนจะสับเปลี่ยนมาเป็น รมช.คมนาคม     

ที่ฮือฮา ก็ตอนเลือกตั้งท้องถิ่น “แม่หน่อย” ยลดา หวังศุภกิจโกศล คู่ชีวิตกำนันป้อ ลงสมัครนายก อบจ.นครราชสีมา ปรากฏว่า แม่หน่อยนำโด่งม้วนเดียวจบ เพราะเปิดดีลกับทุกก๊กการเมืองในโคราชได้เบ็ดเสร็จ

++
แป้งมันหมื่นล้าน
++
พลันที่กระโจนเข้าสู่สังเวียนการเมือง “กำนันป้อ” ได้ลาออกจากตำแหน่งบริหารกลุ่มธุรกิจแป้งมันในเครือเอี่ยมเฮง ประกอบด้วยบริษัท แป้งมันเอี่ยมเฮงอุตสาหกรรม จำกัด ,บริษัท แป้งมันเอี่ยมอีสานอุตสาหกรรม จำกัด ,บริษัท เอี่ยมรุ่งเรืองอุตสาหกรรม จำกัด และบริษัท เอี่ยมเฮง โมดิฟาย สตาร์ช จำกัด    

จะว่าไปแล้ว ฉายา “แป้งมันพันล้าน” ยังน้อยไป เมื่อเทียบกับเม็ดเงินลงทุนในธุรกิจนี้ น่าจะเรียกว่า “แป้งมันหมื่นล้าน” มากกว่า    

ลำพังบทบาทการเป็นกำนัน ต.กุดโบสถ์ อ.เสิงสาง คงไม่ได้ทำให้วีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล ได้เก้าอี้รัฐมนตรี หากไม่ได้เป็นเจ้าของโรงงานแป้งมันหมื่นล้าน และปูทางหนุนเครือญาติเข้าสู่การเมืองมานานกว่า 20 ปีแล้ว    

ไผเป็นไผ "หน่อย ยลดา" แป้งมันการเมือง

กำนันป้อ วีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล

กำนันป้อ มีส่วนผลักดันให้ “จิตรวรรณ หวังศุภกิจโกศล” เป็น ส.ส.นครราชสีมา 2 สมัย และสามีของจิตรวรรณคือ “สมศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล” ก็ได้เป็น ส.ว.นครราชสีมา    

รวมถึงส่งลูกชายลงสมัคร ส.ส.นครราชสีมา ในสีเสื้อพรรคเพื่อไทย เมื่อปี 2557 ซึ่งลูกกำนันป้อชนะเลือกตั้ง แต่น่าเสียดาย เลือกตั้งหนนั้นเป็นโมฆะ    

หัวเรี่ยวหัวแรงในการสร้างฐานมวลชนของตระกูล “หวังศุภกิจโกศล” คือ “แม่หน่อย” ยลดา หวังศุภกิจโกศล ประธานที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ชมรม TO BE NUMBER ONE เอี่ยมเฮง    

ชาวไร่มันสำปะหลังในพื้นที่ อ.หนองบุญมาก อ.ครบุรี และ อ.เสิงสาง จะรู้จัก “แม่หน่อย เอี่ยมเฮง” เป็นอย่างดี  

++
แป้งมันสายอุบลฯ
++
จริงๆ แล้ว “สมศักดิ์-จิตรวรรณ หวังศุภกิจโกศล” เล่นการเมืองมาก่อน แต่ไม่ดังเปรี้ยงปร้างโดยพวกเขาก่อตั้ง บริษัท เอี่ยมบูรพา จำกัด และตั้งโรงงานแป้งมันเอี่ยมบูรพา อ.วัฒนานคร จ.สระแก้ว เมื่อปี 2540 เพื่อรับซื้อหัวมันแถวชายแดนไทย-กัมพูชา มาผลิตแป้งมัน    

วันนี้ “จิตรวรรณ” ได้ขยายโรงงานไปทางอีสานใต้ มีฐานใหญ่อยู่ที่โรงงานแป้งมันเอี่ยมอุบล อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี รวมทั้งเอี่ยมอำนาจเจริญ และเอี่ยมกันทรลักษณ์    

เลือกตั้งปี 2562 จิตรวรรณ หวังศุภกิจโกศล เป็นผู้สมัครระบบบัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย รับผิดชอบสนามเลือกตั้ง ฝั่งอุบลราชธานี ตอนเหนือ 4 เขตเลือกตั้ง แม้จะพ่ายแพ้ แต่ก็เก็บเกี่ยวคะแนนมาให้พรรคได้ไม่น้อยเลย    

การขยายฐานธุรกิจควบคู่ฐานการเมือง เป็นยุทธศาสตร์ของกำนันป้อ จากนครราชสีมา ขยับไปอุบลราชธานี และอำนาจเจริญ     

ก่อนการปรับคณะรัฐมนตรีหนที่แล้ว มีข่าวลือว่า สรอรรถ กลิ่นประทุม แม่ทัพภาคกลาง จะดันบุญลือ ประเสริฐโสภา มาแทนกำนันป้อ แต่ผู้มากบารมีบุรีรัมย์ ก็ไม่กล้าเปลี่ยนตัวผู้เล่น    

ในที่ “แม่หน่อย” ได้เป็นนายก อบจ.โคราช ตระกูล “หวังศุภกิจโกศล” ก็ไม่ได้เป็นสองรองใครแล้ว เพราะสามารถดีลได้กับทุกพรรค ทั้งพลังประชารัฐ เพื่อไทย และชาติพัฒนา     

ถ้าผู้มากบารมีเล่นเกมเขย่าเก้าอี้กำนันป้อบ่อยๆ ก็อย่านึกว่า ตระกูลแป้งมันจะไม่มีทางไป  

สงครามเงา ‘โอ๊ค’ โหนโทนี่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/464155

สงครามเงา ‘โอ๊ค” โหนโทนี่

19 เมษายน 2564 – 16:50 น.

โทนี่มาแรง “โอ๊ค” ขอโหนกระแสบ้าง เปิดแนวรบสื่อดิจิตอล ทะลวงป้อมค่าย “3 ป.” 

++

ไม่แปลกใจที่พักนี้ “โอ๊ค” พานทองแท้ ชินวัตร ลูกชายอดีตนายกรัฐมนตรี จะกระโจนเข้าสู่สงครามข่าวสารอีกครั้งหนึ่ง หลังเงียบไปพักใหญ่ๆ

โอ๊ค” ใช้เฟซบุ๊ค และทวิตเตอร์ Oak Panthongtae Shinawatra สร้างกระแสโซเชียลมานานนับสิบปีแล้ว กระทั่ง มีคนสงสัยว่า โอ๊คเขียนเองหรือไม่ เพราะใครตามเฟซบุ๊กและทวิตเตอร์โอ๊ค จะเห็นเลยว่า โอ๊คเองก็คมและบ้าพอตัวเหมือนกัน

ช่วงรัฐบาลยิ่งลักษณ์ โอ๊คเล่นโซเชียลหนัก สร้างวาระเอง เปิดประเด็นเอง และได้ตอบโต้กลับไปยังสังคมที่คาใจในตัวเขาบ้าง 

เมื่อ คสช.ครองอำนาจ โอ๊คใช้เฟซบุ๊คและทวิตเตอร์ เป็นเครื่องมือต่อต้านผู้มีอำนาจ จึงมีแฟนคลับมากมาย ด้วยลีลาการเหน็บแนม กระแทกแดกดันฝ่ายตรงข้าม ที่ถูกใจใช่เลย

สองปีมานี้ โอ๊คเล่นโซเชียลน้อยลง อาจเพราะยังติดบ่วงคดีความอยู่ แต่ปลายปีที่แล้ว โอ๊คเริ่มกลับแขวะ “พี่น้อง 3 ป.” บ้าง นิดๆหน่อยๆ 

สงครามเงา 'โอ๊ค" โหนโทนี่

                                  โอ๊ค ไม่เคยทิ้งเวทีการเมือง

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง
โควิดวิกฤต แนวร่วม ‘โทนี่’ ขยี้ประยุทธ์

++
ยุคจันทร์ส่องหล้า

มีข้อน่าสังเกตว่า โอ๊คเริ่มกลับมาใช้เฟซบุ๊คและทวิตเตอร์ วิจารณ์การเมือง ช่วงต้นปี 2564 ซึ่งตรงกับช่วง 4 ขุนศึกค่ายจันทร์ส่องหล้า “เพ้ง อ้วน มิ้ง เลี้ยบ” เข้ามารีโนเวทพรรคเพื่อไทย พร้อมกับการเปิดตัว “โทนี่” หรือทักษิณ ชินวัตร ภาคคลับเฮ้าส์

วันที่ 16 มี.ค.2564 “โอ๊ค” โพสต์เฟซบุ๊คช่วยปั่นกระแส “โทนี่” ทันที “ผมมีโอกาสเดินทางกับคุณพ่อไป ตปท. ตอนเป็นนายกหลายครั้ง เพิ่งจะมีโอกาสได้ฟังเทคนิคการเจรจาระดับสูงจากพ่อ ตอนมาฟังคลับเฮ้าส์พร้อมๆกับ Tony’s FC วันนี้เอง ฟังแล้วก็คิดถึง และเสียดายหลายๆอย่างที่เราย้อนเวลาไม่ได้ เพื่อนๆล่ะครับ เสียดายโอกาสของประเทศไทย ที่หายไปกันบ้างหรือเปล่า?”

พลันที่มีข่าว “ลุงป้อม” แจกขันให้คนไทยไว้เล่นน้ำสงกรานต์ “โอ๊ค” ก็ไม่รีรอ ขอใส่เต็มเหนี่ยว “เทศกาลสงกรานต์ ลุงถือโอกาสแจกขัน แนะนำอาชีพใหม่ให้คนไทย #เนียนนะลุง คนไทยเคยทำมาค้าขาย พอลุงยึดอำนาจ เปลี่ยนเป็น ขายรถ ขายบ้าน ขายที่ ขายสมบัติเก่ากินกันเป็นแถว อยู่มา 7ปี ลุงแจกขันทีนึง 2ล้านใบ หากอยู่จนครบเทอม คนไทยถือขันกันทั้งประเทศ แล้วใครจะเป็นคนหยอดเงินครับลุง”

ดังนั้น ไม่ใช่เรื่องแปลกที่ “โอ๊ค” จะกระซวก “ลุงตู่” เรื่องการแก้ไขโควิดระบาดที่ไม่มีทิศทาง “ลุงบอกจะแถลงข่าว คนทั้งประเทศก็รอฟัง นึกว่าจะนำเสนอทางรอดจาก #Covid19 ลุงพูดไปบ่นไป ฟังก็ไม่รู้เรื่อง วัคซีนก็ไม่มา สาระก็ไม่มี ลุงนำพาประเทศฝ่าโควิด เหมือนตาบอดคลำทาง ไม่เห็นแสงสว่างปลายอุโมงค์ ประเทศไทย อยากมีบัณฑิต ทำได้ง่ายนิดเดียว ลุงก็ลุกจากเก้าอี้สิครับ ลาออกไปซะ จะได้มีบัณฑิตมาบริหารประเทศบ้าง #ผนงรจตกม คำๆ นี้ ใกล้จะเป็นความจริงขึ้นมาทุกทีแล้วครับ”

สงครามเงา 'โอ๊ค" โหนโทนี่

                    ภาพเก่าสมัยโอ๊ค ติดตามพ่อในฐานะนายกฯ

++

เจ้าพ่อสื่อแดง

ในแวดวงคนเสื้อแดง รู้ดีว่า สถานีโทรทัศน์ดาวเทียม ชื่อ ดีเอ็นเอ็น ,เอเชียอัพเดท และพีเพิลแชนแนล หรือเรียกกันง่ายๆว่า “จอแดง” นั้น อยู่ภายใต้การบริหารหลังม่านของ “โอ๊ค” ซึ่งช่วงเสื้อแดงแรงฤทธิ์ “โอ๊ค” เดินงานการเมืองเต็มตัว 

ปี 2552 โอ๊คเปิดตัวเป็นผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการสถานีโทรทัศน์ดาวเทียม “วอยซ์ทีวี” 

สมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ “โอ๊ค” เปิดหน้าชนเต็มตัว ทั้งสื่อโซเชียล และทีวีดาวเทียม “ถ้าผมเลือกได้ ผมขอทำหน้าที่องครักษ์พิทักษ์อาปู และจะขอทำหน้าที่ จนกว่าผู้ที่มีใจรักประชาธิปไตยจะเป็นฝ่ายชนะ คุณพ่อผมได้กลับบ้าน”

ปี 2561 ช่องวอยซ์ทีวี บอกลาความเป็นทีวีดิจิตอล กลับไปเป็นทีวีดาวเทียม และทีวีออนไลน์ ลดขนาด ลดองค์กร แถมช่องทีวีดาวเทียม “จอแดง” ที่ออกอากาศอยู่ตึกอิมพีเรียล ลาดพร้าว ก็เลิกรา ชนิดช็อคแฟนเสื้อแดง

โอ๊ค” แค่ปรับตัวตามกระแสสื่อ เพราะยุคสื่อดิจิตอล มีหลากหลายช่องทาง ที่จะนำเสนอข่าวสาร ไม่จำเป็นต้องยึดติดกับ “สื่อเก่า” อย่างทีวีดิจตอลหรือทีวีดาวเทียม

สงครามเงา 'โอ๊ค" โหนโทนี่

                              โอ๊คขอร่วมรีโนเวทพรรคเพื่อไทย

ศึกอีสาน ส่อง ‘สร้างไทย’ หนามตำใจ ‘เพื่อแม้ว’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/464130

ศึกอีสาน ส่อง ‘สร้างไทย’ หนามตำใจ ‘เพื่อแม้ว’

19 เมษายน 2564 – 14:09 น.

รัฐบาลติดเชื้อโควิด ยุบสภาเมื่อไหร่ก็ได้ ส่องอีสาน เที่ยวหน้า “ไทยสร้างชาติ” ก้างขวางคอค่ายเพื่อไทย

++

หากไม่มีสถานการณ์โควิดระบาดระลอกใหม่ ความเคลื่อนไหวของ “นักเลือกตั้ง” คงคึกคัก เพราะมีวาระการประชุมใหญ่ประจำปีของพรรคการเมือง ทั้งพรรคเพื่อไทย, พรรคพลังประชารัฐ และพรรคภูมิใจไทย รวมถึงการประชุมใหญ่นัดแรกของพรรคไทยสร้างไทย หรือพรรคสร้างไทย 

เมื่อโควิดมา นักเลือกตั้งก็ล่าถอย ปล่อยให้รัฐบาลประยุทธ์บริหารจัดการแบบกระพร่องกระแพร่ง จึงมีการเมืองเรื่องโควิดผุดขึ้นมาแทน เหมือนละครคั่นเวลา

พูดถึงพรรคไทยสร้างไทย ของ “คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์” หลายคนอาจสงสัยว่า มีฐานเสียงอยู่ในนครบาล จะทะลวงเขตภูธรได้ไหม เราคงต้องหาไปคำตอบกัน

หากพิจารณาแก่นแกนของพรรค ก็จะพบชื่อ “พงศกร อรรณนพพร” อดีต ส.ส.ขอนแก่น ซึ่งปัจจุบัน ก็มีลูกสาวและน้องชาย เป็น ส.ส.ขอนแก่น พรรคเพื่อไทย นัยว่า “พงศกร” นี่แหละถูกวางตัวเป็นแม่ทัพใหญ่ภาคอีสาน 

แน่นอน คู่แข่งของพรรคไทยสร้างไทย ย่อมหนีไม่พ้นพรรคเพื่อไทย เมื่อพิจารณาจากการจัดทัพใหม่ของค่าย “คนแดนไกล” จะเห็นว่า ค่าย “คุณหญิงหน่อย” พอมีโอกาสเบียดแทรกได้เหมือนกัน

ลองพลิกไปดูข้อมูลการจัดทัพอีสานของพรรคเพื่อไทย ที่แบ่งออกเป็น 4 โซนคือ

โซนอีสานเหนือ : อุดรธานี หนองคาย บึงกาฬ หนองบัวลำภู เลย สกลนคร นครพนม และมุกดาหาร ไชยา พรหมา ประธาน เอกธนัช อินทร์รอด รองประธาน มนพร เจริญศรี เลขานุการ 

โซนอีสานกลาง : ขอนแก่น ชัยภูมิ กาฬสินธ์ ร้อยเอ็ด และมหาสารคาม ศักดา คงเพชร ประธาน ประยุทธ์ ศิริพาณิชย์ และเชิดชัย ตันติศิรินทร์ ที่ปรึกษา มุกดา พงษ์สมบัติ เลขานุการ

โซนอีสานใต้ (1) : ยโสธร ศรีสะเกษ อำนาจเจริญ และอุบลราชธานี เกรียง กัลป์ตินันท์ ประธาน พงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล ที่ปรึกษา 

โซนอีสานใต้ (2) : นครราชสีมา บุรีรัมย์ และสุรินทร์ ประเสริฐ จันทรรวงทอง ประธาน สมบัติ ศรีสุรินทร์ ที่ปรึกษา คุณากร ปรีชาชนะชัย เลขานุการ

จะเห็นได้ว่า ค่ายคนแดนไกลให้ความสำคัญกับโซนอีสานใต้ เพราะศึกเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา โซนนี้ถูกพรรคภูมิใจไทย และพรรคพลังประชารัฐ เบียดชิงเก้าอี้ไปได้เยอะ จึงมีชื่อ “เฮียเพ้ง” มาคุมสนามเอง 

ศึกอีสาน ส่อง 'สร้างไทย' หนามตำใจ 'เพื่อแม้ว'

                              คุณหญิงหน่อย มั่นใจฐานเสียงอีสาน

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง
เพื่อ ‘แม้ว’ ลุย’เพ้ง-แจ๋น’คุมทัพเมืองหลวง

++
ล้มค่ายเนวิน

แม้โซนอีสานใต้ทั้ง 2 ส่วน จะมีชื่อ เกรียง กัลป์ตินันท์ และประเสริฐ จันทรรวงทอง เป็นแม่ทัพ แต่แม่ทัพใหญ่ก็คือ “เฮียเพ้ง” พงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล

อีสานใต้ตอนบน ค่ายเพื่อไทย มีจุดอ่อนที่ศรีสะเกษ เพราะภูมิใจไทย ทุ่มสรรพกำลังลงไปเยอะ รวมถึงอำนาจเจริญ ก็ไม่ง่ายเหมือนเก่า ด้วยเหตุนี้ “เสี่ยเบี้ยว” เกรียง กัลป์ตินันท์ จึงต้องดึงเฮียเพ้งมาเป็นที่ปรึกษา

ศึกอีสาน ส่อง 'สร้างไทย' หนามตำใจ 'เพื่อแม้ว'

                      ประเสริฐ จันทรรวงทอง เด็กปั้นเฮียเพ้ง

อีสานใต้ตอนล่าง เป็นโจทย์ที่ยากของ “เฮียเสริฐ สีคิ้ว” เด็กปั้นของเฮียเพ้ง ทั้งบุรีรัมย์ และโคราช ส่วนสุรินทร์ เพื่อไทยยังยึดครองพื้นที่ส่วนใหญ่ไว้ได้ สมัยหน้า ค่ายเนวินไม่ยอมแพ้ง่ายๆหรอก 

ค่ายเพื่อไทยรู้ดีว่าหากจะสู้กับเนวิน ก็ต้องได้แม่ทัพระดับเฮียเพ้ง จึงจะสู้ไหว?

ศึกอีสาน ส่อง 'สร้างไทย' หนามตำใจ 'เพื่อแม้ว'

                          เฮียเพ้ง คุมทัพอีสานใต้ พรรคเพื่อไทย

++
ขอชิงอีสาน

ช่วงปลายปี 2562 มีการเลือกตั้งซ่อมขอนแก่น เขต 7 พงศกร อรรณนพพร เป็นผู้อำนวยการการเลือกตั้ง และทำงานใกล้ชิดกับคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ แม้ธนิก มาสีพิทักษ์ พรรคเพื่อไทย จะพ่ายสมศักดิ์ คุณเงิน พรรคพลังประชารัฐ ก็ไม่ได้เสียหายมากนัก เพราะสนามเลือกตั้งซ่อม ฝ่ายกุมอำนาจรัฐย่อมได้เปรียบ

ผ่านมาถึงศึกเลือกตั้งนายก อบจ. “คุณหญิงหน่อย” ได้เดินทางไปช่วยผู้สมัครนายก อบจ.แถวอีสานเหนือ และอีสานกลาง เหมือนเป็นการกรุยทางสร้างแบรนด์ใหม่ 

“พงศกร” เป็นนักการเมืองดาวฤกษ์ โตมาจากกงสี “หจก.อื้องี่กี่” ที่ดำเนินธุรกิจค้าพืชไร่รายใหญ่ รับเหมาก่อสร้าง และปั๊มน้ำมัน ในพื้นที่ อ.หนองสองห้อง และพื้นที่ใกล้เคียง ก่อนจะหันมาสมัคร ส.ส. ในสังกัดพรรคชาติพัฒนา และเป็น ส.ส.สมัยแรก ปี 2539

ปี 2544 พงศกร ย้ายมาอยู่พรรคไทยรักไทย ได้เป็น ส.ส.ขอนแก่น 4 สมัย และส่งต่อให้ภรรยา ดวงแข อรรณนพพร ลง ส.ส.เขตแทน 

ชั่วโมงนี้ “ข้าวฟ่าง” สรัสนันท์ อรรณนพพร ลูกสาว และบัลลังก์ อรรณนพพร น้องชายของพงศกร ยังเป็น ส.ส.ขอนแก่น เพื่อไทย ในวันหน้าก็คงต้องขยับออกจากค่ายเก่า

ด้วยชื่อชั้นคุณหญิงหน่อย ที่แวะเวียนมาอีสานบ่อย ทีมงานพรรคไทยสร้างชาติเชื่อว่า พื้นที่อีสานเหนือ และอีสานกลาง ยังขอเบียดแทรกค่ายคนแดนไกลได้ 

อย่างน้อย อีสานโพลล์ในรอบ 2-3 ปีมานี้ คุณหญิงหน่อยยังติดชื่อนักการเมืองอันดับต้นๆ ที่คนอีสานอยากให้เป็นนายกรัฐมนตรี

ศึกอีสาน ส่อง 'สร้างไทย' หนามตำใจ 'เพื่อแม้ว'

                          พงศกร(ขวาสุด) พาคุณหญิงหน่อยทัวร์อีสาน

ตรึงชายแดน สกัดโควิดข้ามโขง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/464072

ตรึงชายแดน สกัดโควิดข้ามโขง

18 เมษายน 2564 – 18:29 น.

ลาวสะเทือน ส่งตำรวจน้ำสกัด “แรงงานคืนถิ่น” ลักลอบข้ามโขง ห่วงแพร่เชื้อโควิด 

สืบเนื่องจากวันที่ 17 เม.ย.2564 คณะเฉพาะกิจป้องกัน ควบคุมและแก้ไขโควิดระบาดของลาว ได้แถลงข่าวว่า พบผู้ติดเชื้อโควิดรายใหม่ 4 คน ซึ่งเป็นแรงงานลาวที่กลับมาจากเมืองไทย สร้างความแตกตื่นให้ชาวลาวเป็นอย่างมาก

ชาวลาวผู้ติดเชื้อโควิด 4 คน แยกเป็นชาวแขวงสะหวันนะเขต 2 คน ,แขวงคำม่วน 1 คน และแขวงบอลิคำไซ 1 คน 

รายแรก หญิงวัย 25 ปี ชาวเมืองหินบูน แขวงคำม่วน มีอาชีพแม่บ้านในร้านอาหารที่กรุงเทพฯ เดินทางจากสถานีขนส่งหมอชิต ถึงนครพนม เมื่อวันที่ 14 เม.ย.2564 และได้ข้ามแดนผ่านด่านสากลสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 3 

รายที่สอง ชายวัย 32 ปี ชาวเมืองสองคอน แขวงสะหวันนะเขต มีอาชีพขายที่นอน อยู่แถววงเวียนใหญ่ และพาหุรัด กรุงเทพฯ เดินทางจากหมอชิตถึงมุกดาหาร เมื่อวันที่ 7 เม.ย.2564 และข้ามแดนผ่านด่านสากลสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 2 

รายที่สาม ชายวัย 24 ปี ชาวเมืองสองคอน แขวงสะหวันนะเขต มีอาชีพลูกจ้างร้านอาหาร แถวรามคำแหง เดินทางจากหมอชิตถึงมุกดาหาร เมื่อวันที่ 15 เม.ย.2564 และข้ามแดนผ่านด่านสากลสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 2

รายที่สี่ หญิงวัย 25 ปี ชาวเมืองบอลิคัน แขวงบอลิคำไซ ทำงานอยู่ที่ อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี แต่วันเดินทางกลับลาวนั้น นั่งเครื่องบินจากหาดใหญ่ มาที่อุดรธานี ก่อนจะนั่งรถตู้มาที่ จ.บึงกาฬ และลักลอบเข้าเมือง โดยจ้างเรือน้อยพาข้ามแม่น้ำโขง จากฝั่งบึงกาฬมาขึ้นฝั่งเมืองปากกะดิง แขวงบอลิคำไซ 

จากข้อมูลของกระทรวงสาธารณสุขลาวพบว่า ช่วงบุญปีใหม่ลาวหรือสงกรานต์ปีนี้ มีแรงงานลาวกลับมาจากเมืองไทย ตรวจพบเชื้อโควิดรวมทั้งหมด 7 ราย 

ด้วยเหตุนี้ จึงมีกระแสเรียกร้องจากประชาชนผ่านโซเชียล ให้รัฐบาลลาวส่งตำรวจและทหารไปป้องกันชายแดนลาว-ไทย เพื่อสกัดกั้นการลักลอบข้ามแดนของแรงงานลาว

โดยเฉพาะช่วงที่มีแม่น้ำโขงกั้นเขตแดน ปรากฏว่า มีการลักลอบข้ามแดนอยู่บ่อยๆ แถวแขวงเวียงจันทน์, แขวงบอลิคำไซ, แขวงคำม่วน, แขวงสะหวันนะเขต, แขวงสาละวัน และแขวงจำปาสัก

อย่างไรก็ตาม ช่วงก่อนสงกรานต์ มีคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีลาว กำชับให้เจ้าแขวง ที่มีชายแดนติดกับประเทศเสี่ยง ให้สั่งการนายบ้าน(ผู้ใหญ่บ้าน) ตำรวจและทหาร ดูแลเข้มงวดการเดินทางเข้า-ออกอยู่แล้ว 

ตรึงชายแดน สกัดโควิดข้ามโขง
ตรึงชายแดน สกัดโควิดข้ามโขง

                    เรือตำรวจน้ำลาว พร้อมสกัดแรงงานลาวกลับบ้าน

มาตรการเข้ม
++

สำหรับการแพร่ระบาดของโควิดรอบใหม่นี้ ทางการลาว ไม่ได้มีคำสั่งล็อกดาวน์ทั้งประเทศ แต่มอบให้แต่ละแขวง ดำเนินการออกคำสั่งควบคุมและป้องกันโควิดตามสถานการณ์ 

กรณีแรงงานลาวจากไทย มีทั้งผ่านด่านสากล และลักลอบเข้าเมือง มีจำนวนหนึ่งติดเชื้อโควิด ทำให้แขวงสะหวันนะเขต, แขวงสาละวัน, แขวงคำม่วน และแขวงบอลิคำไซ ออกมาตรการพิเศษ เพื่อสกัดกั้นการลักลอบข้ามแดน

1.ห้ามบุคคลใดนำเรือน้อยไปรับแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้าน ถ้าฝ่าฝืนครั้งที่ 1 จะทำการปรับไหม 5 ล้านกีบ พร้อมทำบันทึกกล่าวตักเตือน ถ้ายังมีครั้งต่อไป จะปฏิบัติตามกฎหมายบ้านเมือง

2.ถ้ามีแรงงานลักลอบเข้ามา และกลับบ้านโดยไม่ผ่านศูนย์กักกัน แรงงานคนนั้นและครอบครัว จะต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมด รวมค่าตรวจหาเชื้อ ค่ารักษาพยาบาล และค่าใช้ต่างๆ

นับจากเกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 ตั้งแต่ต้นปีที่แล้ว จนถึงปัจจุบัน พบการติดเชื้อโควิดในลาว 58 กรณี และอยู่ในระหว่างการรักษาตัว 9 กรณีคือ นครหลวงเวียงจันทน์ 3 คน, จำปาสัก 1 คน, สาละวัน 1 คน ,สะหวันนะเขต 2 คน ,คำม่วน 1 คน และบอลิคำไซ 1 คน

ตรึงชายแดน สกัดโควิดข้ามโขง
ตรึงชายแดน สกัดโควิดข้ามโขง
ตรึงชายแดน สกัดโควิดข้ามโขง

          เจ้าหน้าที่สารณสุขลาว นำตัวผู้สัมผัสใกล้ชิดคนป่วยไปกักบริเวณ