โควิดวิกฤต แนวร่วม ‘โทนี่’ ขยี้ประยุทธ์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/464063

โควิดวิกฤต แนวร่วม ‘โทนี่’ ขยี้ประยุทธ์

โควิดวิกฤต แนวร่วม 'โทนี่' ขยี้ประยุทธ์

18 เมษายน 2564 – 16:24 น.

มหาวิกฤตโควิด รัฐบาลเพลี่ยงพล้ำ “โทนี่” หรือ “ทักษิณ” จึงไม่พลาด ผสมโรงทีมจตุพร

++

สงกรานต์ปีที่แล้ว ประชาชนไทยยอมรับสภาพทุกข์ยากปากหมอง ปฏิบัติตามคำสั่งล็อกดาวน์ของรัฐบาลประยุทธ์ เพื่อสู้กับโควิดระลอกแรก แต่สงกรานต์ปีนี้ โควิดระลอก 3 มาแบบไม่ทันตั้งตัว คนไทยเริ่มจะไม่ทน เพราะเหตุปัจจัยที่ทำให้เกิดโควิดรอบใหม่ มาจากปัญหาคอร์รัปชันในแวดวงคนมีสี 

ในภาวะเศรษฐกิจติดลบ รัฐบาลประยุทธ์ไม่กล้าใช้มาตรการล็อกดาวน์เหมือนปีที่แล้ว มีการเคลื่อนย้ายประชาชนข้ามจังหวัด ยอดผู้ติดเชื้อรายใหม่ จึงพุ่งสูงขึ้นต่อเนื่อง

อารมณ์ของผู้คนสะท้อนความไม่เชื่อมั่นต่อผู้นำรัฐบาล บวกถ้อยวลี “วัคซีนก็ไม่ได้ เศรษฐกิจก็ไม่ดี” ที่ดังหนาหูขึ้นทุกวัน เหมือนจะเติมเชื้อไฟให้กับม็อบ ไม่ว่าม็อบคนรุ่นใหม่หรือคนรุ่นเก่า

ชั่วโมงนี้ สถานการณ์การชุมนุมบนท้องถนน อาจดูเบาบาง เพราะกระแสข่าวโควิดระบาด กลุ่มรีเดมพยายามจะขอเสียงโหวตจัดการชุมนุม แต่ก็มีเสียงสนับสนุนไม่พอ รวมทั้งกิจกรรม “ยืน หยุด ขัง” ก็มีคนเข้าร่วมหลักสิบหลักร้อย 

อย่างไรก็ตาม กระแสม็อบเยาวชนปลดแอกปีที่แล้ว ก็เกิดขึ้นหลังโควิดระลอกแรกคลี่คลาย จึงมองข้ามการสั่งสมอารมณ์ไม่พอใจของผู้คนไปไม่ได้ 

โควิดวิกฤต แนวร่วม 'โทนี่' ขยี้ประยุทธ์

                                  จตุพร เตรียมลุย 24 เมษา

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง
อ่านเกม “แม้ว-ปู” รุกปลุกพลังแดง

++
ม็อบจตุพร

แม้ยกแรก “อดุลย์ เขียวบริบูรณ์” ประธานคณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา’35 และ “จตุพร พรหมพันธุ์” ประธาน นปช. จัดชุมนุมไทยไม่ทน สามัคคีประชาชน เพื่อประเทศไทย  ที่อนุสรณ์พฤษภาประชาธรรรม จะไม่สามารถดึงมวลชนได้มากมาย แต่ประสบความสำเร็จในแง่การกระจายข่าวสาร เพราะสื่อกระแสหลักให้ความสนใจทำข่าวเป็นจำนวนมาก

จตุพร” แถลงเบื้องต้นว่า 24 เม.ย.2564 กลุ่มสามัคคีประชาชนไทย จะจัดกิจกรรมอีกครั้ง หากสถานการณ์ระบาดของโควิดไม่คลี่คลาย คงจะหาช่องทางสื่อสารผ่านสื่อใหม่ โดยจะชี้ให้เห็นถึงความเสียหายที่ไม่ควรเกิดขึ้นตั้งแต่การรวบอำนาจและหน่วยงานบังคับบัญชาของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ต่อการจัดการการระบาดของโควิด

การไม่ปรากฏตัวของ พิภพ ธงไชย และสมาชิกกลุ่มเพื่อนอานันท์ บนเวทีสามัคคีประชาชนไทย ทำให้กิจกรรมดังกล่าว กลายเป็นเรื่องของคนเสื้อแดง

ไม่แปลกที่คนของพรรคการเมืองเก่าแก่ จะผูกโยง “ม็อบจตุพร” ไปหาการเคลื่อนไหวของทักษิณ ชินวัตร ที่กลับมาโดดเด่นในเวทีคลับเฮาส์

ถึงจตุพรจะยื่นมือไปแตะเพื่อนเดือนพฤษภา 2535 และดึงมิตรต่างสีอย่าง วีระ สมความคิด และไทกร พลสุวรรณ มาร่วมไล่ประยุทธ์ แต่มวลชนหน้าเวทีก็ยังเป็นคนหน้าเดิม 

โควิดวิกฤต แนวร่วม 'โทนี่' ขยี้ประยุทธ์

                                   โทนี่มาแล้ว ฝ่าวิกฤตโควิด

โทนี่รอขยี้
++

มาร่วมฝ่าวิกฤติโควิด กับ Tony Woodsome ใน CARE clubhouse  จากความสำเร็จและประสบการณ์ที่มี ถึงเวลาแล้ว! ที่เขาจะแชร์ทางออกจากมหาวิกฤติครั้งใหญ่ในรอบ 100 ปี เพื่อเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติและคนไทย กังวล สงสัย ใคร่รู้เรื่องอะไรเกี่ยวกับโควิด โทนี่จะตอบชัดชัด ซัดให้คลายทุกข้อ

นี่คือถ้อยคำเชิญชวนในแฟนเพจกลุ่มแคร์ ซึ่งโทนี่ หรือทักษิณ ชินวัตร จะมาพบกับเอฟซี ทางคลับเฮ้าส์ ตอนสองทุ่ม วันที่ 20 เม.ย.2564

ขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ดูจะประสบความล้มเหลวในการสื่อสารภาวะวิกฤต โดยเฉพาะในวันที่แถลงข่าวเรื่องโควิดครั้งล่าสุด กลุ่มแคร์ จึงดัน “โทนี่” หรือทักษิณ ชินวัตร ออกมาไขคำตอบเรื่องฝ่าวิกฤตโควิด
 ก่อนหน้านั้น นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช ได้เสนอแนวทางการควบคุมโควิด ด้วยความรู้การแพทย์และสาธารณสุข ไม่ใช่ใช้แต่การเมือง หรือคิดแบบคนการเมือง

“หมอมิ้ง” บอกว่า “ยิงศรต้องยิงให้ตกเป้า คำพูดในหลักการนี้คือ มีปัญหาตรงไหนก็ควบคุมตรงนั้น ควบคุมการเคลื่อนของคน แหล่งที่จะเป็นการแพร่เชื้อของโรค ผมคิดว่าเราต้องเดินอย่างเป็นแบบแผน รวดเร็วและชัดเจน วิทยาศาสตร์มีคำตอบไว้หมดแล้ว งบก็มีแล้ว เมื่อเป็นอย่างนี้ ถ้าเราจัดการได้แต่ต้นทาง ภาระในการเยียวก็จะลดลง เศรษฐกิจก็จะฟื้นกลับมาใกล้เคียงกับเดิมมากขึ้น”

พูดง่ายๆ การแก้ไขวิกฤตโควิดระลอกนี้ รัฐบาลยิงศรสะเปะสะปะ หมอมิ้งจึงย้ำว่า ควรเดินตามแนวทางการแพทย์และสาธารณสุข

สิ่งที่กลุ่มแคร์คิด ก็คือการเปรียบเทียบความเป็นผู้นำในภาวะวิกฤต ระหว่างทักษิณ ชินวัตร กับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จึงต้องช่องทางให้ “โทนี่” ได้มาพบกับเอฟซีทั้งหลาย

“ดร.สามารถ” ชี้ ค่าโดยสารรถไฟฟ้า กทม.หรือ รฟม. ถูกกว่า #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/464034

“ดร.สามารถ” ชี้ ค่าโดยสารรถไฟฟ้า กทม.หรือ รฟม. ถูกกว่า

18 เมษายน 2564 – 11:51 น.

“ดร.สามารถ” ชี้ ค่าโดยสารรถไฟฟ้า กทม.หรือ รฟม. ถูกกว่า

เมื่อวันที่ 18 เม.ย.64 “ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์” รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์ – Dr.Samart Ratchapolsitte เปรียบเทียบค่าโดยสารรถไฟฟ้า กทม.หรือ รฟม. ถูกกว่า โดยระบุว่า 

ดูกันชัดๆ อีกที

ค่าโดยสารรถไฟฟ้า

กทม.หรือ รฟม. ถูกกว่า?

เป็นที่ถกเถียงกันมากว่าค่าโดยสารรถไฟฟ้าของ กทม.หรือของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ถูกกว่า หาคำตอบได้จากบทความนี้

รถไฟฟ้าภายใต้การกำกับดูแลของ กทม.คือรถไฟฟ้าสายสีเขียว มีเส้นทางดังนี้

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง
“ดร.สามารถ” ชี้ หั่นค่าโดยสารสายสีเขียว เหลือ 25 บาท ‘ทำได้จริงหรือ’
 

1. เส้นทางหลัก

ประกอบด้วยช่วงหมอชิต-อ่อนนุช ระยะทาง 17 กิโลเมตร และช่วงสนามกีฬาแห่งชาติ-สะพานตากสิน ระยะทาง 6.5 กิโลเมตร กทม.ได้ให้สัมปทานแก่บริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือบีทีเอส เป็นเวลา 30 ปี ตั้งแต่ปี 2542-2572 โดยบีทีเอสเป็นผู้ลงทุนเองทั้งหมด 100% ทั้งงานโยธาและงานระบบไฟฟ้าและเครื่องกล เป็นเงินประมาณ 53,000 ล้านบาท และต้องแบกรับภาระความเสี่ยงเองทั้งหมดด้วย

2. ส่วนต่อขยาย

2.1 ส่วนต่อขยายที่ 1

ประกอบด้วยช่วงสะพานตากสิน-บางหว้า ระยะทาง 7.5 กิโลเมตร และช่วงอ่อนนุช-แบริ่ง ระยะทาง 5.3 กิโลเมตร กทม.จ้างบีทีเอสให้เดินรถตั้งแต่ปี 2555-2585

2.2 ส่วนต่อขยายที่ 2

ประกอบด้วยช่วงแบริ่ง-เคหะสมุทรปราการ ระยะทาง 12.6 กิโลเมตร และช่วงหมอชิต-คูคต ระยะทาง 17.8 กิโลเมตร กทม.จ้างบีทีเอสให้เดินรถตั้งแต่ปี 2559-2585

หาก กทม.ขยายสัมปทานให้บีทีเอสเป็นเวลา 30 ปี ตั้งปี 2573-2602 โดยจะต้องพ่วงส่วนต่อขยายให้บีทีเอสรับผิดชอบด้วยตั้งแต่วันที่จะลงนามสัญญาจนถึงปี 2602 บีทีเอสจะต้องเก็บค่าโดยสารสูงสุดไม่เกิน 65 บาท จะต้องแบ่งรายได้ให้ กทม.ไม่น้อยกว่า 2 แสนล้านบาท และถ้าได้ผลตอบแทนเกิน 9.6% จะต้องแบ่งรายได้ให้ กทม.เพิ่มเติมอีก ทั้งนี้ บีทีเอสจะต้องรับภาระหนี้แทน กทม.ถึงปี 2572 และจะต้องรับภาระความเสี่ยงเองทั้งหมด

รถไฟฟ้าภายใต้การกำกับดูแลของ รฟม.ที่เปิดให้บริการแล้วคือสายสีน้ำเงินและสายสีม่วง

1. สายสีน้ำเงิน

1.1 เส้นทางหลัก

ช่วงหัวลำโพง-บางซื่อ ระยะทาง 20 กิโลเมตร รฟม.ได้ให้สัมปทานแก่บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือบีอีเอ็มเป็นเวลา 25 ปี จากปี 2547-2572 เส้นทางนี้ใช้เงินลงทุนทั้งหมด 115,812 ล้านบาท โดย รฟม.ลงทุนงานโยธาเป็นเงิน 91,249 ล้านบาท คิดเป็น 79% และบีอีเอ็มลงทุนงานระบบไฟฟ้าและเครื่องกล เช่น ขบวนรถ ติดตั้งระบบสื่อสาร อาณัติสัญญาณ และระบบตั๋ว เป็นเงิน 24,563 ล้านบาท คิดเป็น 21%

1.2 ส่วนต่อขยาย

ประกอบด้วยช่วงบางซื่อ-ท่าพระ ระยะทาง 11.08 กิโลเมตร และหัวลำโพง-บางแค (หลักสอง) ระยะทาง 15.9 กิโลเมตร เป็นการลงทุนรูปแบบเดียวกันกับเส้นทางหลัก กล่าวคือ รฟม.ลงทุนงานโยธา และบีอีเอ็มลงทุนงานระบบไฟฟ้าและเครื่องกล

รฟม.ได้ขยายสัมปทานเส้นทางหลักให้บีอีเอ็มออกไปอีก 20 ปี จากปี 2573-2592 โดยพ่วงส่วนต่อขยายให้บีอีเอ็มเป็นผู้รับผิดชอบด้วยตั้งแต่ปี 2560-2592 มีการลงนามในสัญญาขยายสัมปทานไปแล้วเมื่อปี 2560 โดยบีอีเอ็มเก็บค่าโดยสารสูงสุดได้ไม่เกิน 42 บาท หากได้ผลตอบแทนไม่เกิน 9.75% ไม่ต้องแบ่งรายได้ให้ รฟม. แต่ถ้าได้เกิน จะต้องแบ่งให้ รฟม. ทั้งนี้ บีอีเอ็มไม่ต้องช่วยแบกภาระหนี้แทน รฟม. แต่ต้องแบกรับภาระความเสี่ยงเองทั้งหมด

2. รถไฟฟ้าสายสีม่วง

รถไฟฟ้าสายสีม่วงช่วงเตาปูน-บางใหญ่ ระยะทาง 23 กิโลเมตร มีบทบาทหน้าที่เหมือนรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินส่วนต่อขยาย เนื่องจากมีเส้นทางต่อจากสายสีน้ำเงินที่เตาปูน รถไฟฟ้าสายนี้ รฟม.ลงทุนเองทั้งหมด 100% เป็นเงิน 62,903 ล้านบาท และต้องแบกรับภาระความเสี่ยงเองทั้งหมดด้วย โดยได้จ้างบีอีเอ็มให้เดินรถตั้งแต่ปี 2559-2592 เหตุที่ รฟม.ต้องลงทุนเองทั้งหมดเป็นเพราะรถไฟฟ้าสายนี้มีผู้โดยสารน้อย เอกชนจึงไม่สนใจมาร่วมลงทุน

ค่าโดยสารรถไฟฟ้า กทม.หรือ รฟม.ถูกกว่า?

เพื่อความเป็นธรรม การเปรียบเทียบค่าโดยสารจะต้องเปรียบเทียบต่อระยะทาง 1 กม. ปรากฏว่าได้ผลดังนี้

1. รถไฟฟ้า กทม. หรือสายสีเขียว

ค่าโดยสารสูงสุด 65 บาท เดินทางได้ไกลสุดคือจากคูคต-เคหะสมุทรปราการ ระยะทาง 53 กิโลเมตร คิดเป็นค่าโดยสารเฉลี่ย 1.23 บาทต่อกิโลเมตร

2. รถไฟฟ้า รฟม. หรือสายสีน้ำเงินและสายสีม่วง

ค่าโดยสารสูงสุด 70 บาท เดินทางได้ไกลสุดคือจากคลองบางไผ่ (บางใหญ่)-หัวลำโพง ระยะทาง 44 กิโลเมตร กล่าวคือจากคลองบางไผ่-เตาปูน ระยะทาง 23 กิโลเมตร ใช้รถไฟฟ้าสายสีม่วง ค่าโดยสาร 42 บาท และจากเตาปูน-หัวลำโพง ระยะทาง 21 กิโลเมตร ใช้รถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน ค่าโดยสาร 28 บาท คิดเป็นค่าโดยสารเฉลี่ย 1.59 บาทต่อกิโลเมตร

สรุป

1. ค่าโดยสารรถไฟฟ้า กทม. หรือสายสีเขียวเฉลี่ย 1.23 บาทต่อกิโลเมตร

2. ค่าโดยสารรถไฟฟ้า รฟม. หรือสายสีน้ำเงินรวมกับสายสีม่วงเฉลี่ย 1.59 บาทต่อกิโลเมตร

3. สรุปได้ว่า ค่าโดยสารรถไฟฟ้า กทม.หรือสายสีเขียวถูกกว่าค่าโดยสารรถไฟฟ้า รฟม. หรือสายสีน้ำเงินรวมกับสายสีม่วง 36 สตางค์ต่อกิโลเมตร ซึ่งหากคำนึงถึงสัดส่วนการลงทุนในเส้นทางหลัก ค่าโดยสารรถไฟฟ้า รฟม.ควรถูกกว่า เพราะรัฐร่วมลงทุนมากกว่า

"ดร.สามารถ" ชี้ ค่าโดยสารรถไฟฟ้า กทม.หรือ รฟม. ถูกกว่า

32 ปี ว้าแดง ตัวแปรศึกชิงพม่า #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/464005

32 ปี ว้าแดง ตัวแปรศึกชิงพม่า

17 เมษายน 2564 – 18:49 น.

ครบรอบ 32 ปี ว้าแดง ตัวแปรในเกมชิงอำนาจ ระหว่างกองทัพเมียนมากับรัฐบาลเงาซูจี  

++

วันที่ 17 เม.ย.2564 เป็นวันครบรอบ 32 ปี การก่อตั้ง “กองทัพสหรัฐว้า” (United Wa State Army – UWSA) ไม่มีการเฉลิมฉลองใดๆ เช่นปีที่แล้ว เนื่องสถานการณ์โควิดระบาด เขตปกครองพิเศษว้า รัฐฉานเหนือ เผชิญกับการระบาดของโควิดรุนแรงพอประมาณ จนต้องขอความช่วยเหลือจากจีน

ในเฟซบุ๊คอู ญีราน โฆษกกองทัพสหรัฐว้า โพสต์ข้อความสั้นๆ “ยกย่อง และยินดี ในสันติภาพที่ได้มาบรรจบ ครบรอบ 32 ปีในวันนี้”

เมื่อวันที่ 25 มี.ค.2564 สำนักข่าว The Kachin Post รายงานว่า เป่าโหย่วเฉียง ประธานพรรคสหรัฐว้า (United Wa State Party- UWSP) และผู้บัญชาการกองทัพสหรัฐว้า (United Wa State Army – UWSA) เพิ่งเดินทางกลับมาถึงเมืองปางซาง เมืองหลวงของเขตปกครองพิเศษ หมายเลข 2 หลังจากใช้เวลาเกือบ 3 เดือนอยู่ในเมืองคุนหมิง มณฑลยูนนาน ประเทศจีน เพื่อรักษาสุขภาพ

แหล่งข่าวเปิดเผยว่า เปาโหย่วเฉียง ได้เดินทางเข้าไปในจีนเมื่อตอนปลายปีที่แล้ว หลังเพิ่งเกิดการระบาดของโควิด-19 ในเขตว้าได้ไม่นาน ด้วยเหตุนี้ เมื่อเกิดการรัฐประหารขึ้น โดยกองทัพเมียนมา เมื่อวันที่ 1 ก.พ.2564 สหรัฐว้าจึงเงียบ ไม่แสดงท่าทีใดๆ เกี่ยวกับการรัฐประหารครั้งนี้ออกมาให้บุคคลทั่วไปได้รับทราบ

ในบรรดา 20 กองกำลังติดอาวุธชาติพันธุ์ กองทัพสหรัฐว้า ถือว่าเป็นกองกำลังที่แข็งแกร่งที่สุด เพราะมีกำลังพลมากกว่า 3 หมื่นคน พร้อมอาวุธยุทโธปกรณ์ทันสมัย ที่สั่งซื้อมาจากจีน 

2 ปีที่แล้ว สหรัฐว้า จัดงานฉลอง 30 ปี แห่งวันสันติภาพ มีการสวนสนามและแสดงแสนยานุภาพของกองทัพสหรัฐว้า จนกองทัพเมียนมา ให้ความสนใจในอาวุธใหม่ๆของว้าอย่างใกล้ชิด

32 ปี ว้าแดง ตัวแปรศึกชิงพม่า

                                 เปาโหย่วเฉียง ผู้นำว้าแดง

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง
ท้ารบ ‘ซูจี’ ดันรัฐบาลเงา เขย่า ‘มินอ่องหล่าย’

 

อดีตคอมมิวนิสต์พม่า
++

ว้าแดงเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่อาศัยอยู่ตามแนวพรมแดนเมียนมา-จีน และมีการรวมกลุ่มจับอาวุธต่อสู้เพื่อความเป็นอิสระ ขอแยกตัวออกจากเมียนมา

ในอดีต ชนชาติว้า เป็นกองกำลังติดอาวุธของพรรคคอมมิวนิสต์พม่า (Communist Party of Burma : CPB) 
 ปี 2532 สมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์พม่า (CPB) เชื้อสายว้า ได้ประกาศแยกตัวมาจัดตั้ง “กองทัพสหรัฐว้า” (United Wa State Army) และทำสัญญาสันติภาพกับรัฐบาลทหารเมียนมา โดยมีสิทธิปกครองตนเอง 

นับแต่กองทัพสหรัฐว้าเซ็นสัญญาสันติภาพกับรัฐบาลสหภาพเมียนมา พวกเขาได้ปกครองพื้นที่เขตพิเศษหมายเลข 2 แบบเป็นอิสระมาโดยตลอด หน่วยงานปกครองของเมียนมา ไม่ว่าเป็นทหารหรือตำรวจ ไม่สามารถเข้าไปแทรกแซงได้ การติดต่อระหว่างสหรัฐว้ากับรัฐบาลเมียนมา เป็นคล้ายรูปแบบทางการทูตระหว่างประเทศ แม้ว่าตามรัฐธรรมนูญเมียนมา กำหนดให้สหรัฐว้าเป็นส่วนหนึ่งของสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาก็ตาม

เขตปกครองพิเศษว้า (Wa Self-Administered Division) ตั้งอยู่ชายแดนเมียนมา-จีน รัฐฉานเหนือ ฝั่งตะวันออกของแม่น้ำสาละวิน ตรงข้ามกับเขตปกครองตนเองชนชาติไต ลาหู่ และว้า เมิ่งเหลียน จังหวัดผูเอ่อร์ มณฑลยูนนาน

สหรัฐว้า มีเมืองปางซาง เป็นเมืองหลวง ปกครอง 6 หัวเมืองใหญ่ในรัฐฉาน (ฝั่งตะวันออกสาละวิน) เลขาธิการใหญ่ เปา โหย่วเฉียง เป็นผู้นำสูงสุดของพรรคสหรัฐว้า และกองทัพสหรัฐว้า  

32 ปี ว้าแดง ตัวแปรศึกชิงพม่า
32 ปี ว้าแดง ตัวแปรศึกชิงพม่า

                        กองทัพสหรัฐว้า มีกำลังพล 3 หมื่นกว่าคน

โครงสร้างกองทัพสหรัฐว้า แบ่งออกเป็น 2 ส่วนคือ ว้าเหนือ และว้าใต้

พื้นที่ว้าภาคเหนือ คือ กองบัญชาการใหญ่ปางซาง มี 4 กองพล ประกอบด้วย กองพลที่ 318 กองพลที่ 418 กองพลที่ 468 กองพลที่ 618 เมืองมังแสง-หนองเข็ด 

32 ปี ว้าแดง ตัวแปรศึกชิงพม่า

                                เขตปกครองพิเศษว้าเหนือ/ใต้

พื้นที่ว้าภาคใต้ คือ เขตงาน 171 กองบัญชาการเมืองยอน มี 5 กองพลน้อย ประกอบด้วย 

-กองพลน้อยที่ 248 โหป่าง-โหยอด (ด้านตรงข้าม อ. ฝาง จ.เชียงใหม่) 

-กองพลน้อยที่ 518 เมืองยอน (ด้านตรงข้าม อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่) 

 -กองพลน้อยที่ 772 เมืองเต๊าะ เมืองทา เมืองจ๊อด (ด้านตรงข้าม อ.เวียงแหง จ.เชียงใหม่)

-กองพลน้อยที่ 775 โห้ยอ้อ-ปุ่งป่าแขม (ด้านตรงข้าม อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่) 

-กองพลน้อยที่ 778 คายโหลง-ตากแดด-น้ำกั๊ด (ด้านตรงข้าม อ.ปางมะผ้า จ.แม่ฮ่องสอน) 

อนึ่ง วันที่ 15 – 17 เม.ย.2562 ศูนย์กลางพรรคสหรัฐว้า/กองทัพสหรัฐว้า (UWSP/UWSA) จัดงานเฉลิมฉลองอย่างยิ่งใหญ่ ครบรอบปีที่ 30 แห่งวันสันติภาพ ณ เมืองปางซาง เขตปกครองพิเศษว้า โดยมีตัวแทนรัฐบาลเมียนมา กองทัพเมียนมา และรัฐบาลจีน ได้เข้าร่วมรับชมการแสดงแสนยานุภาพด้วย

32 ปี ว้าแดง ตัวแปรศึกชิงพม่า

         คณะกรรมการบริหารพรรคสหรัฐว้า ที่มาจากพรรคคอมมิวนิสต์พม่า

ม็อบยิ่งเยอะ “ลุงตู่” ยิ่งอยู่ยาว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/463985

ม็อบยิ่งเยอะ “ลุงตู่”ยิ่งอยู่ยาว 

17 เมษายน 2564 – 15:21 น.

ม็อบยิ่งเยอะ “ลุงตู่”ยิ่งอยู่ยาว 

ประกาศศึกยกสองแล้ว จตุพร พรหมพันธ์ุ แกนนำนปช.จะนำม็อบ “สามัคคีประชาชน”มาขับไล่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อีกรอบ 

ก่อนนี้ ความเคลื่อนไหวทางโซเชี่ยลองม็อบเด็ก ทั้งแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม ทั้งเยาวชนปลดแอก(รีเด็ม) ต่างพากันสอบถามสมาชิกว่าสะดวกจะนัดชุมนุมกันเมื่อไหร่ 

สถานการณ์ม็อบวันนี้อาจจะดูไม่น่ากลัวสำหรับรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ เนื่องจากแกนนำสำคัญๆของ คณะราษฎร ถูกจองจำกันจนจะหมด  

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง
แพ้ทั้งในกระดาน และนอกกระดาน
 

ยังเหลือเพียงกลุ่มของ มายด์ ภัสราวลี เท่านั้นที่คาดว่า อัยการส่งฟ้องในเดือนพฤษภาคมนี้ ในความผิดข้อหา112 แน่นอนว่า ทนายความของม็อบยอมรับว่าหากข้อหานี้ โอกาสได้รับการประกันตัวนั้นแทบไม่มี 

หมายความว่า ศาลจะใช้ดุลยพินิจพิจารณาเป็นมาตรฐานเดียวกัน เมื่อแกนนำอย่าง เพนกวิ้น พริษฐ์ หรือรุ้ง ปนัสยา ไผ่ จตุภัทร ไมค์ ภาณุพงษ์ และทนายอานนท์ ไม่ได้รับการประกันตัว. จึงไม่แปลกหากศาลจะไม่ให้ มายด์ ได้รับการประกันตัว 

วันนี้คนที่สนับสนุนม็อบจึงพากันคิดหนักว่า จะขับเคลื่อนอย่างไรต่อไป เพราะรัฐบาลถือว่าเป็นต่อ ขณะที่ เพนกวิ้น อาการเริ่มหนักเพราะอดอาหารมาเป็นเวลา1เดือน แต่เชื่อเถอะอยา่างไรเรือนจำคงไม่ปล่อยให้ เพนกวิน เสียชีวิต   

ดังนั้นบรรดาแกนนำที่อยู่เบื้องหลัง จึงเปลี่ยนแผนใหม่ด้วยการเรียกร้องให้ เพนกวิ้น ยุติการอดอาหาร เป็นการหาบันไดมาพาดให้ลง เพื่อจะได้รวบรวมพลังในการสู้รอบต่อไป 

เรียกว่าม็อบเด็กทำอะไร รัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ ไม่ได้ ยิ่งม็อบเด็กจะทะลุฟ้าด้วยแล้ว ยิ่งทำให้คนที่รักสถาบัน โดยเฉพาะกลุ่มทุนยักษ์ หันมาให้การสนับสนุนรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ นี่ไม่นับรวมขุนศึกที่ภักดิ์ดีเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว 

ทีนี้พอม็อบ จตุรพ ออกมายิ่งมาสร้างเครดิตให้พล.อ.ประยุทธ์ เพราะว่าจตุพรและคณะไม่มีเครดิตในการเคลื่อนไหวที่จะเอาเหตุผลอะไรมาโจมตีพล.อ.ประยุทธ์ โดยเฉพาะเมื่อหวนนึกถึงผลงานในอดีตของจตุพร ที่มีวีรกรรมเผาบ้านเผาเมืองด้วยแล้ว ยิ่งไม่ได้รับการสนับสนุน 

คือเฉพาะที่พล.อ.ประยุทธ์ จะต้องกอบกู้เศรษฐกิจและวิกฤติโควิดนี่ รัฐบาลยังแทบจะเอาตัวไม่รอด ลำพังปัญหาเหล่านี้ถาโถม สักวันหนึ่งพล.อ.ประยุทธ์ ก็ต้องยุบสภาหนีเพราะแก้ปัญหาไม่ได้ 

แต่เมื่อมีม็อบออกมา กลายเป็นว่ามาสร้างความชอบธรรมให้พล.อ.ประยุทธ์ อยู่ต่อเพราะบรรดาทุนใหญ่และชนชั้นกลาง ไม่ต้องการกลับไปสู่ยุคทักษิณ ชินวัตร หรือยุค ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ อย่างแน่นอน 

นี่คือบทสรุปที่ว่ารักสงบจบที่ลุงตู่ ยิ่งมีม็อบเยอะ ยิ่งเป็นการต่ออายุให้อยู่ยาวๆไปอีก.

ท้ารบ ‘ซูจี’ ดันรัฐบาลเงา เขย่า ‘มินอ่องหล่าย’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/463981

ท้ารบ ‘ซูจี’ ดันรัฐบาลเงา เขย่า ‘มินอ่องหล่าย’

17 เมษายน 2564 – 14:53 น.

ยุทธศาสตร์โลกล้อมพม่า “ซูจี” ตั้งรัฐบาลเงาชิงความชอบธรรม “มินอ่องหล่าย” ผูกมิตรนักรบชาติพันธุ์ ใต้ร่มธงจีน

เป็นไปตามความคาดหมาย พรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย(NLD) ที่รวมตัวกันในนามคณะกรรมการสภาสหภาพ (CRPH) เดินหน้ายุทธศาสตร์การเมืองนำการทหาร ชิงความชอบธรรมในประชาคมโลกกับรัฐบาลทหารเมียนมา หรือสภาบริหารภาครัฐ (SAC) ด้วยการประกาศจัดตั้ง “รัฐบาลเอกภาพแห่งชาติ” (National Unity Government-NUG) เมื่อวันที่ 16 เม.ย. 2564

รัฐบาลเอกภาพแห่งชาติ (NUG) ประกอบด้วย ส.ส.พรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย(NLD) และตัวแทนจากองค์กรทางการเมืองกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยง ชิน และคะฉิ่น

โครงสร้างรัฐบาลเอกภาพแห่งชาติ(NUG) มี วิน มยินต์ ประธานาธิบดี ,อองซาน ซูจี ที่ปรึกษาแห่งรัฐ , ดูว่า ละฉี รองประธานาธิบดี(ผู้นำการเมืองคะฉิ่น) และ มานวินตานข่าย (ผู้นำการเมืองกะเหรี่ยง) นายกรัฐมนตรี นอกจากนี้ มี ส.ส.พรรคเอ็นแอลดี และตัวแทนกลุ่มชาติพันธุ์เป็นรัฐมนตรี 

โฆษก NUG ได้แถลงข่าวกับสื่อมวลชนเมียนมาผ่านทางวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ว่า ขณะนี้มีหลายประเทศในโลกตะวันตก รวมทั้งประเทศอาหรับในภูมิภาคตะวันออกกลางที่มีประสบการณ์เปลี่ยนแปลงทางการเมืองในช่วงอาหรับสปริง เตรียมประกาศให้การรับรองรัฐบาลเงา (NUG) ในฐานะรัฐบาลที่มีความชอบธรรมของเมียนมา

มินโกหน่าย ผู้นำนักศึกษาพม่า ยุค 1988 ประกาศผ่านคลิปวิดีโอไลฟ์บนเว็บไซต์พับลิค วอยซ์ ทีวี เรียกร้องให้ทุกฝ่ายให้การต้อน “รัฐบาลของประชาชน” และ “เรากำลังดำเนินความพยายามเพื่อขุดรากถอนโคนระบอบการปกครองของทหาร ดังนั้น เราจำเป็นต้องเสียสละมหาศาล” 

ท้ารบ 'ซูจี' ดันรัฐบาลเงา เขย่า 'มินอ่องหล่าย'

                                  รัฐบาลเอกภาพแห่งชาติ

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง
จีนเอาไง พม่าถล่ม ‘คะฉิ่น’

++
ไม่มีกองทัพ
++

วันเดียวกันกับที่มีการประกาศตั้งรัฐบาลเอกภาพแห่งชาติ (NUG) พล.ต.ทุนเมี๊ยตไหน่ ผู้นำสูงสุดของสหสันนิบาติแห่งชาวอาระกัน/กองทัพอาระกัน (ULA/AA) ได้ทวีตข้อความในทวิตเตอร์ของเขาว่า ตัวเขา และกองทัพอาระกัน ไม่สามารถเข้าร่วมกับ NUG ตามคำเชิญของ CRPH ได้ 

ปฏิกิริยาจากกองกำลังติดอาวุธชาติพันธุ์ต่อ NUG ค่อนข้างเงียบเชียบ ยกเว้นแนวร่วมปลดปล่อยรัฐปะหล่อง/กองทัพปลดปล่อยแห่งชาติตะอาง (PSLF/TNLA) ที่ออกแถลงการณ์ต้อนรับรัฐบาลของประชาชน

ก่อนหน้านี้ CRPH ได้พูดคุยกับผู้นำชาติพันธุ์บางกลุ่มเรื่อง “กองทัพสหพันธรัฐ” และมวลชนที่ออกมาเคลื่อนไหวบนท้องถนน ต่างเรียกหากองกำลังติดอาวุธชาติพันธุ์ ซึ่งช่วงนี้ จะมีการเขียนป้ายคำขวัญเรียกหากองทัพเอกราชคะฉิ่น(KIA) และสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง (KNU) มากเป็นพิเศษ

วันที่ 3 เม.ย.2564 พล.อ.เจ้ายอดศึก ประธานสภากอบกู้รัฐฉาน (RCSS/SSA) ในฐานะหัวหน้าทีมขับเคลื่อนกระบวนการสันติภาพ (PPST) ได้ประชุมผ่านระบบออนไลน์กับ 9 ผู้นำกลุ่มชาติพันธุ์ เพื่อหารือถึงสถานการณ์ภายในประเทศเมียนมา 

การประชุมครั้งนี้ ตัวแทน 10 กลุ่มชาติพันธุ์ ได้หารือถึงแนวทางการช่วยเหลือและสนับสนุนการเคลื่อนไหวของประชาชนผู้ร่วมการปฏิวัติฤดูใบไม้ผลิ (Spring Revulation) 

การขยับตัวของ “เจ้ายอดศึก” ยังไม่มีความชัดเจนเรื่องกองทัพสหพันธรัฐ หลายฝ่ายเชื่อว่า ผู้นำชาติพันธุ์ติดอาวุธ กำลังเฝ้าดูบทบาทมหาอำนาจตะวันตกกับรัฐบาลเงาของซูจีอยู่

พวกเขาไม่ผลีผลามกระโจนสู่สมรภูมิรบ โดยไม่มีหลักประกันแห่งชัยชนะ

ท้ารบ 'ซูจี' ดันรัฐบาลเงา เขย่า 'มินอ่องหล่าย'

                กองทัพสหรัฐว้า ยังสงบนิ่งแต่ใกล้ชิดกองทัพพม่า

++
กำปั้นเหล็ก
++

พล.อ.อาวุโส มินอ่องหล่าย ประธานสภาบริหารภาครัฐ (SAC) ยังคุมสถานการณ์ด้านความมั่นคงไว้ได้ แม้ในทางการเมืองทั้งในและนอกประเทศ จะตกเป็นรอง

กองทัพเมียนมากับกองกำลังติดอาวุธชาติพันธุ์ ทั้งสู้รบสลับกับการพูดคุยกันมานานกว่า 3 ทศวรรษ นายทหารเมียนมาถนัดในการเจรจาต่อรองผลประโยชน์กับผู้นำกลุ่มชาติพันธุ์ติดอาวุธ 

วันที่ 8 เม.ย.2564 สภาบริหารภาครัฐ (SAC) จึงส่งคณะนายทหารฝ่ายพูดคุยเพื่อสันติภาพเดินทางไปยังบ้านไฮ เขตเมืองเกซี แขวงล๋อยแหลม รัฐฉานตอนใต้ เพื่อเข้าพบและหารือกับผู้นำระดับสูงของพรรคก้าวหน้ารัฐฉาน/กองทัพรัฐฉาน (SSPP/SSA) 

พรรคก้าวหน้ารัฐฉาน (SSPP/SSA) หรือกองทัพไทใหญ่เหนือ นำโดย ป่างฟ้า เคยเป็นส่วนหนึ่งของพรรคคอมมิวนิสต์พม่า และได้แยกตัวออกมาตั้งกองกำลังของตัวเอง โดยได้รับการสนับสนุนจากกองทัพสหรัฐว้า (UWSA)
 3-4 ปีมานี้ ทหารของพรรคก้าวหน้ารัฐฉาน (SSPP/SSA) ได้ทำการสู้รบกับทหารของสภากอบกู้รัฐฉาน (RCSS/SSA) อยู่เป็นประจำ จนชาวบ้านในรัฐฉานเรียกว่า สงครามไทใหญ่ และไม่ค่อยพอใจที่ทหารไทใหญ่ฝ่ายเหนือกับฝ่ายใต้รบกันเอง

แม้แต่ในเวลานี้ ทหารไทใหญ่เหนือ (SSPP/SSA) ยังเปิดศึกโจมตีทหารใหญ่ใต้(RCSS/SSA) ของเจ้ายอดศึก ในพื้นที่แขวงจ้อกแม แขวงสีป้อ รัฐฉานตอนเหนือ

พล.อ.อาวุโส มินอ่องหล่าย ประธานสภาบริหารภาครัฐ (SAC) ยังรู้สึกมั่นใจว่า คุมสถานการณ์ในประเทศได้ และไม่คิดว่า กองทัพสหพันธรัฐ จะเกิดขึ้นได้ในเร็ววันนี้

เนื่องจากกลุ่มติดอาวุธชาติพันธุ์ที่มีอำนาจต่อรองสูงคือ พรรคสหรัฐว้า/กองทัพสหรัฐว้า(UWSP/UWSA) ซึ่งมีกำลังพล 30,000 นาย พร้อมอาวุธยุทโธปกรณ์ที่ทันสมัย ยังสงบนิ่ง และไม่มีปฏิกิริยาใดๆ ต่อการรัฐประหาร

ที่สำคัญ ประชากรในเขตปกครองพิเศษชนชาติว้า ไม่ได้จัดการชุมนุมประท้วง และพวกเขาไม่มีความรู้สึกว่าตัวเองเป็นส่วนหนึ่งของเมียนมา

เหนืออื่นใด กองทัพสหรัฐว้า(UWSA) และกองทัพไทใหญ่เหนือ (SSPP/SSA) มีความใกล้ชิดกับจีนเป็นพิเศษ เพราะในอดีต พวกเขาเป็นสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์พม่า ที่ได้รับการสนับสนุนจากพรรคคอมมิวนิสต์จีน 

รัฐบาลเอกภาพแห่งชาติ ของออง ซานซูจี ก็หวังที่จะเห็นการรวมตัวของกลุ่มชาติพันธุ์เป็น “กองทัพสหพันธรัฐ” แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย

ตราบใดที่กลุ่มชาติพันธุ์ติดอาวุธภาคเหนือยังพึ่งพาจีน กองทัพสหพันธรัฐก็ยังไกลเกินฝัน

ท้ารบ 'ซูจี' ดันรัฐบาลเงา เขย่า 'มินอ่องหล่าย'

                          มินอ่องหล่าย ยังคุมสถานการณ์ได้

จะทำอย่างไร เมื่อไทม์ไลน์ อันตรายกว่าโควิด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/463975

จะทำอย่างไร เมื่อไทม์ไลน์ อันตรายกว่าโควิด

17 เมษายน 2564 – 14:05 น.

กลายเป็นประเด็นวิพากษ์วิจารณ์ในโลกออนไลน์ และอ๊อฟไลน์มากขึ้น ว่าจะทำอย่างไร เมื่อไทม์ไลน์ อันตรายกว่าโควิด

ในช่วงของการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ระลอก3 มีประชาชนได้รับผลกระทบเป็นจำนวนมาก การแพร่ระบาดกระจายวงกว้างออกไปอย่างรวดเร็ว แต่มีคนอีกกลุ่มที่ได้รับผลกระทบไม่แพ้กัน คือ บุคคลและสถานที่ซึ่งไปปรากฏอยู่ในไทม์ไลน์ของผู้ป่วย บางคนถึงกับเปลี่ยนชีวิตไปเลย

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : “เซเว่น” ขานรับ ศบค. ปรับเวลาเปิดปิดใน 18 จังหวัดควบคุมสูงสุด คุมเข้มมาตรการป้องกันโควิด – 19

แต่ก็มีสิ่งที่ปรากฏทำให้เห็นอีกว่า การเปิดเผยไทม์ไลน์ของผู้ป่วยโควิด-19 เต็มไปด้วยความเหลื่อมล้ำ ล่าช้า เปลี่ยนแปลงบ่อย ไม่ชัดเจน มีความคาดเคลื่อนเป็นอย่างมาก ทำให้เกิดคำถามว่า การเปิดเผยไทม์ไลน์ ส่งผลต่อการควบคุมโรคได้จริงหรือไม่

โดยหลักการ การป้องกันควบคุมโรค ประกอบด้วย 2 ส่วน คือ การป้องกันโรค (prevention) และการควบคุมโรค (control) การป้องกันโรค หมายถึง มาตรการและกิจกรรมที่ดำเนินการก่อนที่จะเกิดโรคหรือภัย เพื่อไม่ได้เกิดโรค หรือภัยดังกล่าว

ส่วนการควบคุมโรคนั้น หมายถึง มาตรการและกิจกรรมที่ดำเนินการหลังจากที่เกิดโรคหรือภัยขึ้นแล้ว โดยมีวัตถุประสงค์ที่ให้โรคหรือภัยนั้นสงบโดยเร็ว ก่อให้เกิดความเสียหายต่อชีวิตและความเป็นอยู่ (เช่น ความเจ็บป่วย ความพิการ การตาย ความสูญเสียทางสังคม และ ความสูญเสียทางเศรษฐกิจ) น้อยที่สุด และไม่เกิดขึ้นอีก

ภาพที่เห็นเป็นประจำหลังการเปิดเผยไทม์ไลน์ของผู้ป่วย คือ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องปฏิบัติการป้องกันโรคให้กับบุคคลและสถานที่ตามที่ปรากฏในไทม์ไลน์ มีการสอบสวนโรค กักตัว ทำความสะอาดสถานที่ เพื่อเป็นการป้องกันโรคให้กับบุคคลที่เกี่ยวข้อง ส่วนใหญ่จะเป็นการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่สาธารณสุข

แต่ถ้าบุคคล สถานที่ ที่ปรากฏใน ไทม์ไลน์ เป็นชนชั้นที่มีอำนาจ เช่น มีการกระทำผิดกฎหมาย มีเรื่องราวที่เปิดเผยไม่ได้ เรื่องก็จะเงียบไป ไม่เหมือนไทม์ไลน์ของชาวบ้านหรือชนชั้นล่าง เช่น พ่อกำนัน ก็จะกลายเป็นข่าวให้ติดตาม

หลายครั้งที่มีการประกาศไทม์ไลน์ผิดพลาดจนกระทบต่อ ร้านค้าและกิจการนั้นๆ กลับไม่ได้รับความสนใจหรือแสดงความรับผิดชอบต่อการกระทำนั้นๆ ปล่อยให้ร้านค้าหรือกิจการที่มีชื่อปรากฏในไทม์ไลน์ ก้มหน้ารับผลกระทบโดยไม่ใยดี

ประกอบกับการแจ้งไทม์ไลน์ที่ไม่ละเอียด เวลาที่คาดเคลื่อน มองแล้วไม่ส่งผลต่อการป้องกันโรคอย่างเต็มประสิทธิ์ภาพ กว่าจะประกาศไทม์ไลน์ การติดตามป้องกันโรคหรือประชาชนในเส้นทางที่ผู้ป่วยใช้เดินทางคงรับเชื้อกันไปแล้ว

เป็นไปได้หรือไม่ที่เราจะเน้นประกาศจำนวนผู้ป่วยและพื้นที่ ที่พบผู้ป่วยก่อนจะประกาศไทม์ไลน์ เพื่อให้ประชาชนทราบและป้องกันตนเองในขั้นสูงสุด ในพื้นที่ที่มีผู้ป่วย โดยไม่ต้องแบ่งแยก สถานที่และเวลา

มิฉะนั้น อาจจะมีผู้ได้รับผลกระทบจากไทม์ไลน์ ถึงขั้นเสียชีวิต หรือบ้านแตกสาแหรกขาด เช่น ไทม์ไลน์นั่งคีย์หวยบ้านพ่อกำนันโดยไม่สวมแมส ก็เป็นได้

ลาวป่วน โควิดลาม ลอบข้ามโขง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/463933

ลาวป่วน โควิดลาม ลอบข้ามโขง

16 เมษายน 2564 – 18:44 น.

สถานการณ์โควิดเพื่อนบ้าน พบแรงงานลาวลอบข้ามแดน นำเชื้อโควิดจากฝั่งขวาไปแพร่ฝั่งซ้าย

++

สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ใน สปป.ลาว เริ่มกลับมาอีกครั้งในช่วงก่อนสงกรานต์ เมื่อกรณีที่ 50 เป็นนักธุรกิจไทย ลอบข้ามแดนจากไทยเข้ามาลาว ตรวจพบเชื้อโควิด ถัดจากนั้น กรณีที่ 53 เป็นแรงงานหญิงลาวกลับจากกรุงเทพฯ ผ่านด่านสากลช่องเม็ก-วังเต่า ไปพักที่ศูนย์กักกันเมืองปะทุมพอน แขวงจำปาสัก ตรวจพบเชื้อโควิด 

ล่าสุด วันที่ 16 เม.ย.2564 คณะเฉพาะกิจเพื่อป้องกัน ควบคุมและแก้ไขการระบาดของโควิด-19 ได้แถลงว่า พบผู้ติดเชื้อรายใหม่ 1 คน เป็นกรณีที่ 54 ของ สปป.ลาว 

ลาวป่วน โควิดลาม ลอบข้ามโขง
ลาวป่วน โควิดลาม ลอบข้ามโขง

                          แขวงสาละวัน เพิ่งพบผู้ติดเชื้อโควิดรายแรก

แม้จะเป็นเพียงกรณีเดียว แต่ก็สร้างความแตกตื่นในโซเชียลคนลาว เพราะกรณีที่ 54 เป็นแรงงานลาว ที่ลักลอบข้ามแดนมาจากประเทศเสี่ยง และเพื่อนร่วมเดินทางกับกรณีที่ 54 ทางการยังหาตัวไม่พบ ซึ่งทั้งคู่ลักลอบข้ามแดนมาด้วยกัน 

ในโซเชียลฝั่งซ้ายพบว่า ชาวลาวติดตามข่าวการแพร่ระบาดของโควิดในประเทศไทย ด้วยความวิตกกังวล เนื่องจากชายแดนลาว-ไทย แต่เหนือจรดใต้ มีช่องทางธรรมชาติ หรือด่านประเพณี เป็นช่องว่างให้มีการลักลอบข้ามแดนอยู่บ่อยๆ 

ขณะนี้ แรงงานลาวที่ตกค้างอยู่ในไทย ต่างหวาดกลัวการแพร่ระบาดโควิด-19 จึงหาทางกลับบ้าน โดยช่องทางธรรมชาติ

ลาวป่วน โควิดลาม ลอบข้ามโขง

                       แม่น้ำโขง ช่วง อ.เขมราฐ กับเมืองละคอนเพ็ง

ไทม์ไลน์ กรณีที่ 54
++ 

ผู้ป่วยติดเชื้อโควิด กรณีที่ 54 ท้าวนวน วัย 32 ปี อยู่ที่บ้านนาเตย เมืองคงเซโดน แขวงสาละวัน มีอาชีพขายผัก อยู่ที่ตลาดลาดพร้าว กรุงเทพฯ

ลาวป่วน โควิดลาม ลอบข้ามโขง

                ท้าวนวน ขายผักอยู่ลาดพร้าว กลับลาว ตรวจพบเชื้อโควิด

วันที่ 11 เม.ย.2564

-ท้าวนวนออกจากลาดพร้าว ตอนกลางคืน โดยนั่งรถทัวร์จากหมอชิต มาถึง อ.เขมราฐ จ.อุบลราชธานี และลักลอบข้ามแดน ทางด่านประเพณีปากสะพาน เมืองละคอนเพ็ง แขวงสาละวัน โดยเรือหางยาว ร่วมกับเพื่อนชาวลาว(ไม่รู้จักชื่อ) เพศหญิง 1 คน เมื่อถึงฝั่งลาว ก็มีคนมารับตัวทั้งคู่ด้วยรถฮุนได และไปนอนพักที่บ้านเจ้าของรถ

วันที่ 12 เม.ย.2564 

-เวลา 09.00 น. เจ้าของรถฮุนได ได้ขับรถมาส่งท้าวนวน อยู่ที่เมืองคงเซโดน แขวงสาละวัน
-เวลา 10.00 น. เมียของท้าวนวน ได้รับตัวเขากลับบ้านนาเตย เมืองคงเซโดน แขวงสาละวัน
-เวลา 10.20 น. ผู้ร่วมเดินทางเพศหญิง ได้แยกไปขึ้นรถโดยสารจากเมืองคงเซโดน มุ่งหน้าสู่หลัก 35 แขวงสะหวันนะเขต ซึ่งไม่รู้ทะเบียนรถ และประเภทรถโดยสาร

วันที่ 13 เม.ย.2564 

-นายบ้านหรือผู้ใหญ่บ้าน ทราบข่าวว่า ท้าวนวนลักลอบเข้าเมือง จึงได้นำตัวไปจำกัดบริเวณที่ศูนย์โคกสะหวาด เมืองคงเซโดน เพื่อตรวจหาเชื้อโควิด

วันที่ 14 เม.ย.2564

-เจ้าหน้าที่สาธารณสุขเมืองคงเซโดน เก็บตัวอย่างท้าวนวน ส่งไปตรวจที่โรงหมอจำปาสัก 
วันที่ 15 เม.ย.2564
-ทางโรงหมอจำปาสักแจ้งผลตรวจ ท้าวนวนติดเชื้อโควิด จึงถูกนำตัวเข้ารักษาตัวที่โรงหมอแขวงสาละวัน 

ลาวป่วน โควิดลาม ลอบข้ามโขง

                                         ไทม์ไลน์ท้าวนวน

สำหรับกลุ่มผู้สัมผัสใกล้ชิด เบื้องต้น มี 32 คน ทางสาธารณสุขแขวงสาละวัน ได้เก็บตัวอย่างส่งตรวจแล้ว และนำพวกเขามากักบริเวณ 14 วัน พร้อมรอผลตรวจ

ส่วนผู้ที่ร่วมเดินทางร่วมกับท้าวนวนหรือกรณีที่ 54 คือเพศหญิงวัยกลางคน ที่นั่งรถโดยสารจากเมืองคงเซโดน ไปหลัก 35 ทางการขอให้ไปแสดงตัวกับอำนาจการปกครองท้องถิ่น เพื่อเก็บตัวอย่างตรวจหาเชื้อ รวมถึงคนในรถโดยสารคันดังกล่าว ต้องรีบไปเจ้าหน้าที่สาธารณสุข เพื่อเก็บตัวอย่างตรวจหาเชื้อ พร้อมกับเจ้าของรถฮุนได และเจ้าของบ้านที่ให้กรณีที่ 54 พักนอน

เทียบคานธี ‘เพนกวิน-รุ้ง’ เลิกอดอาหาร #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/463919

เทียบคานธี’เพนกวิน-รุ้ง’เลิกอดอาหาร

16 เมษายน 2564 – 15:01 น.

มีเสียงเรียกร้องให้ “เพนกวิน-รุ้ง” เลิกอดอาหาร เพื่อต่อสู้ในระยะยาว เปรียบเทียบกรณีคานธี

++

โควิดระลอกใหม่รุนแรงมาก ยอดผู้ติดเชื้อรายใหม่ทะลุพันกว่า 2 วันติดต่อกันแล้ว หลายคนอาจลืมติดตามข่าวกรณี “เพนกวิน” พริษฐ์ ชิวารักษ์ และ “รุ้ง” ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล ได้ประกาศอดอาหาร เพื่อประท้วงความอยุติธรรม ขณะที่ถูกคุมขังอยู่ภายในเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร ระหว่างการพิจารณาคดี ม.112

วันที่ 16 เม.ย.2564 แฟจเพจกลุ่มราษฎร ได้สรุปว่า “เพนกวิน”อดอาหาร 32 วัน และ “รุ้ง” อดอาหาร 17 วัน ซึ่งวันเดียวกันนี้ “คณะราษมัม” หมายถึงกลุ่มแม่ และครอบครัวของผู้ถูกคุมขัง ได้ส่งมอบ “จดหมาย” จากเพื่อนร่วมอุดมการณ์ประชาธิปไตยให้ทนายความ มอบให้ถึงมือเพนกวิน และรุ้ง เพื่อให้ยุติการอดอาหาร 

สืบเนื่องจากแอดมินเพจราษฎร ได้โพสต์ว่า “วันนี้ต้องการจดหมาย 112 ฉบับ ขอให้เพนกวินรุ้งเลิก อดอาหาร” โดยพวกเขามีเหตุผลว่า “หลายวันมานี้ มวลชนจำนวนมากออกมาช่วยกันส่งเสียงเรียกร้องให้พวกเขายุติการอดอาหาร รักษาชีวิตไว้ แม้ความยุติธรรมยังมาไม่ถึง”

ผ่านไป 6 ชั่วโมง ปรากฏว่า มีจดหมายจากเพื่อนร่วมอุดมการณ์ประชาธิปไตยไม่ต่ำกว่า 50,000 ฉบับ ที่ส่งเข้ามาทั้งในเฟซบุ๊กและทวิตเตอร์ จากเดิมที่แอดมินเพจราษฎร คาดหวังเพียง 112 ฉบับ แต่กลับได้รับการตอบรับอย่างท่วมท้น

เทียบคานธี'เพนกวิน-รุ้ง'เลิกอดอาหาร

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง
‘เพนกวิน’ ประกาศอดข้าวประท้วง มวลชนเดือดเขวี้ยงขวดน้ำ
 

คานธี-เพนกวิน
++

จากตัวอย่างของจดหมายที่ผู้รักประชาธิปไตย เขียนถึง “เพนกวิน” และ “รุ้ง” ให้ยุติการอดอาหารนั้น ส่วนใหญ่จะยกตัวอย่างการอดอาหารของ “คานธี” มาเปรียบเทียบกับกรณีของสองเยาวชน

หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 มหาตมะคานธี ในวัย 73 ปี เรียกร้องให้อังกฤษที่ยังคงไม่คืนเอกราชให้แก่อินเดีย ปล่อยตัวผู้นำคนสำคัญรวมทั้งตัวเขา ด้วยการอดอาหารประท้วง 21 วัน และในที่สุดอังกฤษประกาศคืนเอกราชให้อินเดีย ในปี 2491

นัยว่า คานธีอดอาหารเป็นช่วงๆ รวมทั้งหมด 18 ครั้ง เพื่อเป็นสัญลักษณ์ในการต่อสู้กับอำนาจของเจ้าอาณานิคม และการอดอาหารของคานธี ก็อยู่ในการดูแลรับผิดชอบของราชฑัณฑ์อังกฤษ

สำหรับ “เพนกวิน” อดอาหารมากว่า 30 วัน และนานกว่าการอดอาหารของคานธี ซึ่งการประกาศอดอาหารของเพนกวิน ก็เพื่อร้องขอสิทธิการประกัน ให้เป็นไปตามหลักจริยธรรมที่ถูกต้อง  ดังนั้น

ฝ่ายผู้รักประชาธิปไตยที่เขียนจดหมายถึงเพนกวิน ต่างบอกว่า การยุติการอดอาหารมิได้หมายความว่า เราแพ้ แต่หมายถึงการรักษาชีวิตไว้เพื่อสู้ต่อไป

“ใบตองแห้ง” คอลัมนิสต์และพิธีกรรายการวิเคราะห์ข่าวชื่อดัง โพสต์ผ่านเฟซบุ๊ค Atukkit Sawangsuk ขอร้องให้ทั้งสองคนยุติการอดอาหาร “เหตุผลสำคัญคืออยากให้รักษาสุขภาพไว้ต่อสู้ยาวๆ เพราะสถานการณ์ปัจจุบันเราไม่ได้แพ้แต่ต้องยืนหยัดอีกระยะ แล้วก็ไม่ใช่จะบอกว่า อย่าอดเลย ไม่มีประโยชน์ เพราะผมเห็นว่าที่เพนกวินอดอาหารมานานกว่าคานธี รวมทั้งวิถีการต่อสู้ในศาล การปฏิเสธกระบวนการยุติธรรมของจำเลยทุกคน และการเคลื่อนไหวต่างๆ เช่น ยืนหยุดขัง มีประโยชน์ยิ่ง..”

 สรุปว่า เพนกวินอดอาหารนานกว่าคานธี และควรยุติการอดอาหาร เพื่อการต่อสู้ในระยะยาว

เทียบคานธี'เพนกวิน-รุ้ง'เลิกอดอาหาร

                       คานธี อดอาหารประท้วง 21 วัน

วิวาทะผู้ลี้ภัย
++

ประเด็นเรื่องการร้องขอให้ “เพนกวินรุ้ง” ยุติการอดอาหารนั้น ได้เกิดวิวาทะในหมู่ผู้ลี้ภัยต่างแดน ทำเอาสะท้านสะเทือนทั้งปีกซ้ายไทย

เมื่อวันที่ 15 เม.ย.2564 สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล นักวิชาการที่ลี้ภัยอยู่ในฝรั่งเศส ได้โพสต์แนะนำให้ “เพนกวิน” เลิกอดอาหาร ตอนนี้เข้าขีดอันตรายแล้ว

ด้าน นิธิวัต วรรณศิริ หรือสหายจอม สมาชิกวงไฟเย็น ที่ลี้ภัยอยู่ในฝรั่งเศสเช่นเดียวกัน ได้โพสต์เฟซบุ๊คส่วนตัว วิจารณ์สมศักดิ์ว่า “นั่นล่ะครับที่มาของฉายา ศาสดาลัทธิโทษเหยื่อ ที่ผมตั้งให้สมศักดิ์..”

สหายจอม ไม่เห็นด้วยกับวิธีคิดแบบสมศักดิ์ ที่ให้เพนกวินถอย และเสนอแนะว่า “ถ้าสมศักดิ์ ยังมีแรงจะสื่อสารกดดันทางจิตใจต่อใครให้ล้มเลิกการกระทำของตนอยู่ โปรดใช้แรงนั้นกดดันผู้กดขี่ แทนกดดันเหยื่อดีกว่าไหม ถึงจะมาในรูปความหวังดี ก็ตาม แต่มันเหมือนบอกให้ทรยศต่อสัจจะและอุดมการณ์ประกาศของตนเองลงเสีย เพื่อรักษาชีวิตยืนยาว”
 หมายความว่า หากเพนกวินยุติการอดอาหาร ก็เหมือนทรยศต่อสัจจะและอุดมการณ์ที่ประกาศไว้

อย่างไรก็ตาม มีผู้เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยกับสหายจอมเยอะพอสมควร และสมศักดิ์ก็ไม่ได้โต้ตอบอะไร เนื่องจากสหายจอมกับสมศักดิ์ มีวิวาทะกันมาแต่สมัยที่วงไฟเย็นยังอยู่เมืองลาว

เทียบคานธี'เพนกวิน-รุ้ง'เลิกอดอาหาร

จีนเอาไง พม่าถล่ม ‘คะฉิ่น’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/463857

จีนเอาไง พม่าถล่ม ‘คะฉิ่น’

15 เมษายน 2564 – 17:38 น.

สงครามกลางเมืองยังไกล พี่ใหญ่ “จีน” เปิดน่านฟ้าให้ “ทัพพม่า” ถล่มคะฉิ่น

มีข้อน่าสังเกต สื่อออนไลน์ในไทยรายงานข่าวการสู้รบในภาคเหนือของเมียนมามากขึ้น ควบคู่ไปกับข่าวการชุมนุมประท้วงเผด็จการทหารหรือสภาบริหารภาครัฐ (SAC) ทำให้คนไทยเริ่มรู้จัก “องค์กรอิสรภาพคะฉิ่น/กองทัพเอกราชคะฉิ่น” (KIO/KIA) 

นับแต่เกิดรัฐประหาร ทหารกองทัพเอกราชคะฉิ่น (KIA) ได้ทำการสู้รบกับทหารกองทัพเมียนมาหรือตั๊ดมะด่อต่อเนื่อง ทั้งในรัฐคะฉิ่น และรัฐฉานตอนเหนือ

ช่วงก่อนสงกรานต์ กองทัพเมียนมา ได้ส่งเครื่องบินเข้าโจมตีที่มั่นของกองทัพเอกราชคะฉิ่น (KIA) ในเทือกเขาติดพรมแดนจีน ซึ่งพื้นที่เคลื่อนไหวของ KIA อยู่ตรงข้ามกับเขตปกครองตนเองชนชาติลีซอ นู่เจียง และเขตปกครองตนเองชนชาติไตและจิ่งพัว เต๋อหง มณฑลยูนนาน

ขณะเดียวกัน ทหาร KIA ดำเนินสงครามจรยุทธ์ตอบโต้ทหารเมียนมา ทั้งซุ่มโจมตีขบวนรถลำเลียง,เข้าตีฐานย่อย และยึดสถานีตำรวจ 

หลังการทำรัฐประหาร ประชาชนผู้รักประชาธิปไตยในรัฐคะฉิ่น ได้ออกมาชุมนุมประท้วงและเดินขบวนเรียกร้องประชาธิปไตย ขณะที่ตำรวจ-ทหารของสภาบริหารภาครัฐ (SAC) ได้ดำเนินการสลายการชุมนุม มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต

ด้วยเหตุนี้ พ.อ.หน่อ ปู่ โฆษกลุ่มองค์กรอิสรภาพคะฉิ่น/กองทัพเอกราชคะฉิ่น (KIO/KIA) เรียกร้องให้กองทัพเมียนมา หลีกเลี่ยงการปราบปรามที่โหดร้าย และให้กำลังประชาชนอย่ากลัวเผด็จการ และขอให้พยายามต่อไปเพื่อทำให้เป้าหมายสำเร็จ

ชาวคะฉิ่นจึงถือป้าย We Support KIA เรียกร้องให้กองทัพเอกราชคะฉิ่น ออกมายืนเคียงข้างประชาชนเมียนมา

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง
ทหารพม่า ทุบจานดาวเทียม ปิดสื่อปราบโหด

จีนเอาไง พม่าถล่ม 'คะฉิ่น'

                           นายพลกันมอ ผบ.กองทัพเอกราชคะฉิ่น

กลุ่มติดอาวุธภาคเหนือ
++

กลุ่มติดอาวุธชาติพันธุ์มากกว่า 20 กลุ่มในเมียนมา มีหลายองค์กร ไม่เป็นเอกภาพ แต่สำหรับองค์กร Myanmar Peace Commission and Federal Political Negotiation Consultative Committee หรือ FPNCC ถูกจับตามองมากที่สุด

เนื่องจาก FPNCC ประกอบด้วยกองกำลังติดอาวุธ 7 กลุ่ม ได้แก่ 1.กองทัพสหรัฐว้า(UWSA)2.กองทัพเอกราชคะฉิ่น (KIA) 3.กองทัพโกก้าง (MNDAA) 4.พรรคก้าวหน้ารัฐฉาน หรือกองทัพไทใหญ่เหนือ (SSPP/SSA )5.กองทัพตะอาง หรือปะหล่อง (TNLA) 6.กองทัพเมืองลา(NDAA) 7.กองทัพอาระกัน (AA)

ทุกวันนี้ องค์กรเอกราชคะฉิ่น/กองทัพเอกราชคะฉิ่น(KIO/KIA) มีกองบัญชาการตั้งอยู่ที่เมืองหล่ายจ่า รัฐคะฉิ่น ติดพรมแดนเมียนมา-จีน โดยมี เอ็น ปาละ ดำรงตำแหน่งประธาน KIO และนายพลกันมอ เป็นผู้บัญชาการทหาร KIA

คะฉิ่น เป็นกลุ่มชาติพันธุ์หนึ่งอยู่ในสหภาพเมียนมา มีประวัติเรียกร้องอิสรภาพจากเมียนมานมายาวนาน และวันที่ 5 ก.พ.2494 ถือเป็นวันก่อตั้งกองทัพเอกราชคะฉิ่น (KIA) โดยมีปฏิบัติการทางทหารเพื่อต่อต้านรัฐบาลเมียนมา 

ต่อมา องค์กรเอกราชคะฉิ่นแตกเป็น 2 กลุ่ม โดยกลุ่มหนึ่งเข้าสวามิภักดิ์ต่อกองทัพเมียนมา แต่อีกกลุ่มหนึ่งไปอยู่ใต้ร่มธงของพรรคคอมมิวนิสต์พม่า 

เมื่อพรรคคอมมิวนิสต์พม่าล่มสลาย กลุ่มสหายนักรบคะฉิ่น ได้แยกตัวมาตั้งองค์กรเอกราชคะฉิ่น/กองทัพเอกราชคะฉิ่น (KIO/KIA) และปี 2537 KIA จึงเจรจายุติการสู้รบกับกองทัพเมียนมา

จีนเอาไง พม่าถล่ม 'คะฉิ่น'

                   นายกันมอ พบกับ พล.อ.อาวุโสมินอ่องหล่าย ปี 2562

จุดเปลี่ยนเกม
++

กองทัพเอกราชคะฉิ่น (KIA) ตกลงหยุดยิงสองฝ่ายกับกองทัพเมียนมา เป็นเวลา 17 ปี แต่ปี 2561 กองทัพเมียนมา ได้เปิดการโจมตีเมืองหล่ายจ่า จึงเกิดสงครามใหญ่ มีผู้อพยพนับแสนคนที่ไปอาศัยอยู่ตามแนวชายแดนเมียนมา-จีน

ปี 2562 อองซาน ซูจี สมัยเป็นประธานที่ปรึกษาแห่งรัฐ ได้จัดประชุมสันติภาพปางโหลง ศตวรรษที่ 21 ได้เชิญตัวแทนกองกำลังติดอาวุธชาติพันธุ์ FPNCC รวมถึง KIA เข้าร่วมประชุมด้วย แม้ว่า FPNCC ยังไม่ลงนามยุติการสู้รบ

ปี 2563 สถานการณ์โควิดระบาด พล.อ.อาวุโส มิน อ่องหล่าย ผบ.สส. ได้ส่งตัวแทนกองทัพเมียนมา นำเวชภัณฑ์การแพทย์เพื่อป้องกันโควิดไปมอบให้ พล.อ.กันมอ ผบ.กองทัพเอกราชคะฉิ่น

กองทัพเอกราชคะฉิ่น (KIA) มีกำลังพลนับหมื่นคน มีอาวุธทันสมัย เพราะองค์กรเอกราชคะฉิ่น(KIO) ได้จัดเก็บภาษีข้ามแดนไปยังประเทศจีน และเปิดสัมปทานป่าไม้ เหมืองหยก และธุรกิจกาสิโน ให้ทุนจีน จึงสามารถจัดหาอาวุธดีๆ มาใช้ในกองทัพได้

ปฏิบัติการทางอากาศของกองทัพเมียนมา ที่ส่งเครื่องบินเข้าทิ้งระเบิดที่มั่นของ KIA บริเวณพรมแดนเมียนมา-จีน เมื่อก่อนสงกรานต์ จึงมีเสียงโวยวายจากฝ่ายต่างประเทศของ KIO ว่า เหตุใดจีนจึงให้กองทัพเมียนมา ใช้น่านฟ้าจีนโจมตี KIA

ฤานี่เป็นกลยุทธ์ของจีน ในฐานะมหาอำนาจ ผู้ดูแลทั้งกองทัพเมียนมา และกองกำลังติดอาวุธชาติพันธุ์ในเมียนมา

จีนเอาไง พม่าถล่ม 'คะฉิ่น'

         นายพลกันมอ และอองซานซูจี สมัยประชุมสันติภาพปางโหลง ปี 2562

เพื่อ ‘แม้ว’ ลุย ‘เพ้ง-แจ๋น’ คุมทัพเมืองหลวง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/463840

เพื่อ ‘แม้ว’ ลุย’เพ้ง-แจ๋น’คุมทัพเมืองหลวง

15 เมษายน 2564 – 14:38 น.

เพื่อไทยในสถานการณ์พร้อมสู้รบ ดัน “เฮียเพ้ง” พ่วง “เจ๊แจ๋น” คุมเมืองหลวงแทน “คุณหญิงหน่อย”

นับแต่ คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ และอดีตทีมยุทธศาสตร์ โบกมือลาไปตั้งพรรคใหม่ ก็มีข่าวว่า ทางพรรคเพื่อไทยเตรียมการจัดทัพใหญ่ วางตัวผู้สมัคร ส.ส.ทั้ง 350 เขต 

ล่าสุด สมพงษ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ได้ลงนามคำสั่งที่ 0001/2564 เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการประสานพื้นที่เขตเลือกตั้งทั่วประเทศ

สมรภูมิเมืองกรุงจะได้รับความสนใจมากเป็นพิเศษ เนื่องจาก “เจ้าแม่เมืองหลวง” ยกทีมบางส่วนไปสร้างรังใหม่ พรรคเพื่อไทย จึงได้แบ่งความรับผิดชอบพื้นที่กรุงเทพมหานครเป็น 6 โซน

โซน 1 เขตพระนคร ,ป้อมปราบศัตรูพ่าย, สัมพันธวงศ์, ดุสิต, ปทุมวัน, บางรัก สาทร, บางคอแหลม ,ยานนาวา, คลองเตย และวัฒนา มี พงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล เป็นประธาน กิตติ ลิ่มสกุล เป็นที่ปรึกษา 

โซน 2 เขตดินแดง, ห้วยขวาง, พญาไท, ราชเทวี, จตุจักร, บางซื่อ ,หลักสี่, จตุจักร,ลาดพร้าว และวังทองหลาง มี พวงเพ็ชร ชุณละเอียด เป็นประธาน สุธรรม แสงประทุม เป็นที่ปรึกษา ประเดิมชัย บุญช่วยเหลือ เป็นเลขานุการ 

โซน 3 เขตดอนเมือง, สายไหม,บางเขน,บึงกุ่ม,คันนายาว,มีนบุรี, คันนายาว และบางกะปิ มีวิชาญ มีนชัยนันท์ เป็นประธาน และอนุสรณ์ ปั้นทอง เป็นรองประธาน

โซน 4 คลองสามวา, หนองจอก,ลาดกระบัง,สะพานสูง, ประเวศ,สวนหลวง,บางนา และ พระโขนง มี พิชัย นริพทะพันธ์ เป็นประธาน นพดล ปัทมะ เป็นที่ปรึกษา และ ธีรรัตน์ สำเร็จวานิช เป็นเลขานุการ 

โซน 5 คลองสาน, บางกอกใหญ่,ธนบุรี, จอมทอง, ราษฎร์บูรณะ, ทุ่งครุ และบางขุนเทียน มีกิตติรัตน์ ณ ระนอง เป็นประธาน ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง เป็นที่ปรึกษา และกมลพัฒน์ ปุงบางกะดี เป็นเลขานุการ 

โซน 6 บางบอน, หนองแขม,ทวีวัฒนา,ตลิ่งชัน, บางแค ,ภาษีเจริญ,ตลิ่งชัน, บางพลัดและ บางกอกน้อย มี ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง เป็นประธาน และสุภาภรณ์ คงวุฒิปัญญา เป็นเลขานุการ

มองเผินๆ คล้ายการแบ่งความรับผิดชอบให้กับ 6 แม่ทัพ ไม่ผูกขาดอยู่ในมือคนใดคนหนึ่ง แต่ลึกๆแล้ว คงหนีไม่พ้น “เฮียเพ้ง” พงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล ในฐานะแม่ทัพตัวจริง

เพื่อ 'แม้ว' ลุย'เพ้ง-แจ๋น'คุมทัพเมืองหลวง

                               เฮียเพ้งรับบทแม่ทัพเมืองหลวง

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง
อ่านเกม “แม้ว-ปู” รุกปลุกพลังแดง
 

เจ๊แจ๋นมาแล้ว
++

เมื่อ “เฮียเพ้ง” ขยับเป็นแม่ทัพใหญ่ ก็ต้องมีขุนพลหญิงคู่ใจ “เจ๊แจ๋น” พวงเพ็ชร ชุนละเอียด มาช่วยประสานงานในพื้นที่ เพราะนักการเมืองหญิงคนนี้ สไตล์ใจถึงพึ่งได้ และมากด้วยคอนเน็กชั่น

สมัยที่ “เฮียเพ้ง” รับงานมาจาก “คนแดนไกล” ให้ปั้นพรรคไทยรักษาชาติ ก็ได้ “เจ๊แจ๋น” ช่วยดำเนินการด้านธุรการ ตั้งแต่เปลี่ยนจากพรรคไทยรวมพลังเป็นพรรคไทยรักษาชาติ และเป็นประธานกรรมการสรรหาผู้สมัคร ส.ส. 

เมื่อพรรคไทยรักษาชาติถูกยุบ เจ๊แจ๋นก็ว่างงาน เหมือนเฮียเพ้ง แต่เธอก็ยังมีกิจกรรมทางสังคมมากมาย ตามประสาคนเพื่อนเยอะ

ปลายปีที่แล้ว “เจ๊แจ๋น” จัดพิธีรับส่งพระราหู ที่บ้านพักภายในหมู่บ้านสวนบางเขน ซอยวิภาวดี 60 โดยมีเพื่อนพ้องน้องพี่จากหลากหลายวงการเข้าร่วมงานกันเกือบพันคน รวมถึง ส.ส.รุ่นน้องจากพรรคภูมิใจไทย และพรรคก้าวไกล (กลุ่มที่กำลังย้ายไปพรรคภูมิใจไทย)

หลังพรรคเพื่อไทย มีการปรับโครงสร้างพรรคใหม่ ไร้เงาสาย “คุณหญิงหน่อย” ก็ปรากฏชื่อผู้บริจาคเงินให้พรรคเพื่อไทยอย่าง พงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล 2 ล้านบาท ตามด้วยพวงเพ็ชร ชุนละเอียด 1 ล้านบาท (ข้อมูล กกต. ประจำเดือน พ.ย.2563) 

เพื่อ 'แม้ว' ลุย'เพ้ง-แจ๋น'คุมทัพเมืองหลวง

                              เจ๊แจ๋น ขุนพลหญิงข้างกายเฮียเพ้ง

คนหลังม่าน
++

เมื่อ “บ้านจันทร์ส่องหล้า” ต้องการปฏิรูปพรรคเพื่อไทย “เฮียเพ้ง” พงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล จึงถูกเลือกให้มารับภารกิจนี้ เริ่มจากตั้งกลุ่มแคร์ และขยับมาที่พรรคเพื่อไทย ด้วยการดันประเสริฐ จันทรรวงทอง ส.ส.นครราชสีมา เป็นเลขาธิการพรรคเพื่อไทย 

หลายคนอาจไม่ทราบว่า “เฮียเพ้ง” มีความใกล้ชิดกับกลุ่ม นปช. ทั้งจตุพร พรหมพันธุ์ ,ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ, ธิดา ถาวรเศรษฐ ,เหวง โตจิราการ ฯลฯ จึงให้ความเคารพนับถือเฮียเพ้ง มาแต่ยุคแดงทั้งแผ่นดิน

ทุกปี ในงานวันเกิดของเฮียเพ้ง บรรดาแกนนำ นปช. จะตบเท้าไปอวยพรเฮียผู้มีแต่ให้ และเมื่อเฮียเพ้งกลับมาดูแลพรรคเพื่อไทย จะสังเกตได้ว่า พรรคได้ให้ความสำคัญกับกิจกรรมรำลึก 10 เมษา และพฤษภา 2553 มากกว่ายุคคุณหญิงหน่อย

เหนืออื่นใด “เต้น” ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ที่นำทัพ นปช.สายภักดีนายใหญ่ ไปตั้งกอง บัญชาการที่แยกแคราย นนทบุรี ได้ขยับจัดกิจกรรมการเมือง เป็นสะพานเชื่อมระหว่างคนเสื้อแดงกับม็อบสามนิ้ว และคำปราศรัยของเต้น ก็ได้ใจเยาวชนคนหนุ่มสาวยุคปัจจุบัน

พรรคเพื่อไทยยุคใหม่ ขยับเข้าใกล้ม็อบสามนิ้วอย่างมีจังหวะก้าว พร้อมการกลับมาของคนเสื้อแดง