หนีไม่ทัน “ไป๋” ป่วย ถูกจับที่ย่างกุ้ง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/463295

หนีไม่ทัน “ไป๋” ป่วย ถูกจับที่ย่างกุ้ง

8 เมษายน 2564 – 10:31 น.

สะเทือน 2 แผ่นดิน “ไป๋ ทากุน” นายแบบผู้รักประชาธิปไตย ถูกรวบตัว ขณะที่มีอาการป่วย หลบหนีไม่ได้ 

++
เป็นข่าวใหญ่ในโซเชียลเมียนมาและไทย ตั้งแต่เช้าวันที่ 8 เม.ย.2564  มีรายงานข่าวว่า ไป๋ ทากุน (Paing Takhon) นายแบบและนักแสดงชื่อดัง ถูกตำรวจและทหารบุกจับที่บ้านพักย่านNorth Dagon กรุงย่างกุ้ง ตอนรุ่งสาง ขณะที่ “ไป๋” นอนป่วยอยู่ภายในบ้าน

อ่านข่าว…  เปิดตัว “ไป๋ 3 นิ้ว” ทีมการ์ดประชาชน

หนีไม่ทัน "ไป๋" ป่วย ถูกจับที่ย่างกุ้ง

ไป๋ ทากุน โดนจับที่บ้านพัก

ผู้จัดการส่วนตัวของนายแบบ “ไป๋” Yee Mon Kyaw โพสต์เฟซบุ๊กยืนยันข่าวจับกุมไป๋ว่า “Paing Takhon was detained by brutal military armed group this morning 5am. He was really sick currently so we couldn’t change the place on time for his safety. Please speak up for him and pray for his safety”    

ตอนค่ำวันที่ 7 เม.ย.2564 สถานีโทรทัศน์ MWD ของกองทัพเมียนมา ได้ประกาศหมายจับดารานักแสดงชาวเมียนมาอีก 20 คน และในนั้น มี ไป๋ ทากุน (Paing Takhon) รวมอยู่ด้วย ในข้อหาที่ยุยงให้มีการผละงาน (CDM)  หรือสนับสนุนรัฐบาลคู่ขนาน (CRPH) เป็นการผิดกฎหมายอาญา ม.505 (ก)  จะต้องได้รับโทษจำคุกสูงสุด 2 ปี หรือปรับ หรือทั้งจำทั้งปรับ โดยมีศิลปินดารา ผู้มีอิทธิพลในโซเซียลมีเดียของเมียนมากว่า 120 คนถูกออกหมายจับแล้ว    

ช่วงเดือน มี.ค.2564  มีรายงานข่าวว่า “ไป๋” หลับภัยไปอยู่ที่ชายแดน จนมีอาการป่วยไข้ จึงย้อนกลับมาบ้านพ่อแม่ที่ย่างกุ้ง ดังที่ผู้จัดการส่วนตัวโพสต์เฟซบุ๊ก แม้จะรู้ว่าถูกออกหมายจับ แต่ก็เคลื่อนย้ายไป๋ไม่ทัน เนื่องจากนายแบบหนุ่มป่วยอยู่

หนีไม่ทัน "ไป๋" ป่วย ถูกจับที่ย่างกุ้ง
หนีไม่ทัน "ไป๋" ป่วย ถูกจับที่ย่างกุ้ง

ถูกออกหมายจับ ตอนค่ำวันที่ 7 เม.ย.64

ไป๋ ทากุน เป็นหนึ่งในคนบันเทิงเมียนมาที่ออกมาเรียกร้องประชาธิปไตย และต่อต้านการทำรัฐประหารตั้งแต่วันแรกๆ    

วันที่ 2 ก.พ.2564 แฟนเพจเฟซบุ๊ก Paing Takhon ไป๋ ทากุน ได้โพสต์ภาพชู 3 นิ้วแสดงจุดยืนคัดค้านรัฐประหาร ต่อต้านอำนาจเผด็จการทหาร และเรียกร้องให้ปล่อยตัว อองซานซูจี    

วันที่ 10 ก.พ.2564 เป็นวันแรกที่ Paing Takhon ลงท้องถนน โดยเขาและเพื่อนดารา ไปรวมตัวที่หน้าสถานทูตสหรัฐฯ ประจำเมียนมา เรียกร้องรัฐบาลสหรัฐกดดันเผด็จการทหาร คืนประชาธิปไตยโดยเร็ว    

หนีไม่ทัน "ไป๋" ป่วย ถูกจับที่ย่างกุ้ง

ไป๋ ในวันเข้าร่วมการประท้วงเผด็จการทหาร 

วันที่ 11 ก.พ.2564 ตรงกับวันตรุษจีน Paing Takhon แต่งกายแบบคนจีน ไปตั้งวงกินหมูกระทะ ที่หน้าสถานทูตจีน ประจำเมียนมา เรียกร้องรัฐบาลจีนให้หยุดสนับสนุนกองทัพเมียนมา    

วันที่ 17 ก.พ.2564 เป็นวันที่มีการชุมนุมใหญ่ต้านการทำรัฐประหารโดยกองทัพเมียนมา ที่แยกเจดีย์สุเล ย่างกุ้ง ไป๋ ทากุน นายแบบชื่อดังของเมียนมา ได้เข้าร่วมชุมนุม พร้อมกับทีมการ์ดประชาชน ที่มีการเตรียมพร้อมเผชิญหน้ากับการสลายการชุมนุมจากตำรวจและทหาร    

หลังจากนั้น ไป๋ รู้ตัวว่าตกเป็นเป้าหมายการไล่ล่าจับกุมของตำรวจเมียนมา จึงหลบออกจากย่างกุ้งไปอยู่แถวชายแดน ก่อนจะมีอาการป่วย และย้อนกลับไปที่ย่างกุ้ง ซึ่งหน่วยข่าวของสภาบริหารภาครัฐ ทราบข่าวจึงออกหมายจับ และเข้าจับกุมตัวเขาทันที

คมชัดลึก Exclusive เปิดใจรัฐมนตรี ป้ายแดง “ชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/463236

คมชัดลึก Exclusive เปิดใจรัฐมนตรี ป้ายแดง “ชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์”

7 เมษายน 2564 – 16:57 น.

คมชัดลึก Exclusive โดย นารากร ติยายน ผู้ดำเนินรายการ สัมภาษณ์ นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) รัฐมนตรีป้ายแดง ที่มาเปิดใจถึงทิศทางการทำงานจะนำพากระทรวง ดีอีเอส เดินหน้าและพัฒนาต่อไปอย่างไร

#ถือว่าเป็นรัฐมนตรีใหม่ บทบาทการเป็น ส.ส กับ การเป็นรัฐมนตรี ต่างกันอย่างไร 

– ก็คิดว่าไม่ได้ต่างกัน เพราะที่ผ่านมาก็ทำงานการเมืองร่วมกับพรรครัฐบาลมาอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นนโยบาย หรือคนทำงานต่างๆก็รู้จักคุ้นเคยกันอยู่แล้ว ทำงานได้ไม่มีปัญหา ไม่รู้สึกตื่นเต้น หรือ แปลกอะไร เพราะทำงานกันอยู่แล้ว  ในฐานะที่เป็นเลขาวิปฯ ก็เข้าใจกลไกต่างๆ ที่สำคัญ ถึงเป็นรัฐมนตรีใหม่ แต่รัฐบาลก็เป็นรัฐบาลเดิม นโยบายเดิม  สิ่งต่างๆที่รัฐบาลทำ ก็ทำต่อเนื่องไป ไม่ต้องปรับเปลี่ยนอะไร

# ก่อนที่จะมาเป็นรัฐมนตรี ก็มีข่าวชื่อคนอื่น รวมถึง คุณชัยวุฒิ ในขณะที่มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึงความเหมาะสม ในส่วนตัวคุณชัยวุฒิ รู้สึกอย่างไร
-ดีใจที่อย่างน้อย ก็มีคนให้เกียรติเสนอชื่อ ไม่มีอะไร ตนพร้อมในการทำงานการเมือง  มีประสบการณ์จากทั้งในภาคธุรกิจ และการเมือง รวมถึงในพรรคพปชร . ก็มีบทบาทมาตั้งแต่แรก ช่วยงานในการบริหารพรรค ก็เป็นธรรมดาที่จะมีคนรู้จัก และสนับสนุน

# ในแวดวงการเมือง ชื่อชัยวุฒิ อาจจะคุ้นเคย แต่ในส่วนของประชาชน ยังไม่รู้จัก อาจเพิ่งเคยได้ยิน

-ไม่น่าแปลกใจ เพราะผม เว้นวรรค การเมือง หลายปี เคยเป็นกรรมการบริหารพรรคชาติไทย พอยุบพรรค ก็หยุดไป 5ปี ต่อเนื่องมีการยึดอำนาจอีก ก็ทำให้ เว้นวรรคไป เกือบ 10 ปี  โดยในช่วงที่เว้นวรรค ก็ทำงานเบื้องหลัง บ้าง งานธุรกิจบ้าง

# พอมีชื่อว่าได้รับ ตำแหน่งรัฐมนตรีดีอีเอส แน่นอน คิดหรือไม่ว่า เพราะคุณสมบัติอะไรทำให้นายกฯไว้วางใจ
-น่าจะเป็นประสบการณ์ ในการทำงาน ทั้งด้านธุรกกิจ และการเมือง  อีกด้านก็อาจจะเพราะจบการศึกษา ด้านวิศวกรรม ทำให้มีความรู้ทางด้านวิชาการ ที่พอจะประสานงานในเรื่องต่างๆ ในกระทรวง
จากที่เคยเป็นอาจารย์ ในมหาวิทยา และเคยทำงานอยู่บริษัทด้านพลังงาน  เป็นผู้บริหารองค์กรที่ทำเกี่ยวกับ โรงไฟฟ้า ก็ใช้ประสบการณ์ ในการทำงาน และมีเพื่อนและรู้จักคนที่อยู่ในวงการ ดิจิทัล ก็ดึงเข้ามาเป็นคณะทำงาน เป็นที่ปรึกษา ซึ่งเชื่อว่า ด้วยประสบการณ์ และ ทีมงาน จะขับเคลื่อนงานในกระทรวงไปด้วยดี 

คมชัดลึก Exclusive เปิดใจรัฐมนตรี ป้ายแดง "ชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์"

#อยากให้เล่าถึงบรรยากาศวันแรกที่เข้าไปในกระทรวง 
– ก็ไม่มีอะไร ก็เหมือนเข้าไปทำงาน ไม่ตื่นเต้น เข้าไปก็แนะนำตัว ข้าราชการ ก็มาแนะนำตัว  ผมก็เน้นว่า ต้องการทราบถึงเรื่องที่เร่งด่วน ที่เป็นปัญหา ที่ต้องการให้รัฐมนตรี  ดำเนินการ ผลักดัน เข้า ครม. เพื่อให้เรื่องต่างๆ เดินหน้าไปได้ เขาก็จะนำเสนอมา เพื่อให้เรานำเรื่องไปเดินหน้าไปได้

# เรื่องเร่งด่วน ที่ต้องการให้รัฐมนตรีแก้ไข เช่นเรื่องอะไรบ้าง 
– เขาอยากจะทำ เรื่อง บัตรประชาชนอิเล็กทรอนิกส์  National Digital ID  ต่อไปเอากล้องส่องที่หน้าของเรา ก็จะสามารถยืนยันตัวตนได้ ต่อไปการทำธุรกรรม ออนไลน์ ก็จะสามารถยืนยันตัวตนได้ ในอนาคต สามารถตรวจสอบข้อมูลจากใบหน้าเพราะมี ฐานข้อมูลของกรมการปกครอง อยู่แล้ว  กรณีนี้ เป็นเพียง ตัวอย่างของงานเร่งด่วน ที่มีความเกี่ยวข้องกัน 2 กระทรวง คือ มหาดไทย กับ กระทรวง ดีอีเอส

# แล้วจะแตกต่างจากบัตรเดิม อย่างเดิม อย่างไร
– ในส่วนบัตรประชาชนเหมือนเดิม แต่กระทรวงส่งเสริมให้ประชาชน นำเทคโนโลยีดิจิทัลไปใช้ทำธุรกรรม ธุรกิจต่างๆได้ อย่างสะดวก และแพร่หลาย ต่อไป เวลาการติดต่อทำธุรกิจระหว่างกัน สามารถ ยืนยันตัวตันได้ทันที  ต่อไป จะขยายจากเรื่องการทำธุรกรรม ไปเรื่องโซเซียลมีเดีย หากต้องการโพสต์ หรือ พูดคุย ก็ต้องมีการยืนยันตัวตนด้วย แอคเคาท์ ต่างๆ จะมาหลอกลวงกันไม่ได้  ซึ่งควรจะหมดไปจากสังคมไทย ถ้าเรามีระบบการยืนยันตัวตน และต่อไป แอคเคาท์ ต่างๆ ที่ใช้ยืนยันตัวตนในโซเซียลมีเดีย พยายามลดเรื่อง แอคเคาท์ ปลอมให้มากที่สุด

#เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว นายกฯ สั่งการให้มีการพัฒนาแอปพลิเคชั่นของแต่ละหน่วยงาน กระทรวงดีอีเอส จะมีส่วนในการส่งเสริม ในการพัฒนาแอพฯ ของแต่ละหน่วยงานอย่างไร
– โดยหลัก แอพฯของแต่ละหน่วยงาน ก็เป็นหน้าที่ของแต่ละกระทรวงอยู่แล้ว แต่เราก็จะส่งคนเข้าไปเป็นคณะกรรมการ  หรือที่ปรึกษา เพื่อผลักดันให้เรื่องนี้ให้เกิดขึ้น เพราะเป็นโครงการในภาพรวม ที่รัฐบาลเรียกว่า E service รัฐบาลดิจิทัล ต่อไป เป้าหมายคือการติดต่อราชการ การขออนุญาตกับหน่วยงานราชการ  ต้องเป็นออนไลน์ ทั้งหมด  เพื่อให้ผู้ประกอบการธุรกิจสามารถดำเนินงานได้อย่างรวดเร็ว และโปร่งใส ตรวจสอบได้ 

# รัฐบาล ดิจิทัล ต้องมี โครงสร้างพื้นฐาน ระบบเครือข่าย ให้ทั่วถึงทุกพื้นที่ ทางกระทรวงจะต้องพัฒนาอะไรบ้าง 
-เป็นหน้าที่ของกระทรวง อยู่แล้ว เพราะเรากำกับดูแลเรื่องโทรคมนาคม ระบบการสื่อสาร เป็นหน้าที่ ทำงานร่วมกับ กสทช. ที่สำคัญ เรามีหน่วยงานหลักของกระทรวง คือ บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ NT National Telecom ที่ กสท .รวมกับ TOT ซึ่งจะเป็นหน่วยงานหลักในการวางรากฐาน โครงสร้างพื้นฐาน ของระบบเทคโนโลยี ดิจิทัล การสื่อสารทั้งหมด ให้กับรัฐบาล  ซึ่ง ผมต้องไปปรับโครงสร้างองค์กร ให้เข้มแข็ง ทำงานได้เต็มที่ ให้เป็นองค์กร ที่ไม่เป็นภาระให้กับรัฐบาล เช่น การไฟฟ้า 

# เมื่อพูดถึงเรื่องการเชื่อมข้อมูลระหว่างหน่วยงานราชการ เราจะใช้เวลาในการเชื่อมข้อมูลนานเท่าไหร่
-คงตอบเรื่องเวลาไม่ได้เพราะมีหลายหน่วยงาน หลายเงื่อนไข แต่มันเริ่มจากคอนเซปต์รวม ว่าเราต้องทำให้ทุกอย่าง ออนไลน์ ทั้งหมด เมื่อเป็นออนไลน์ แล้ว ทั้งหมด ก็จะเชื่อมกันได้เอง แต่เนื่องจากในปัจจุบัน บางระบบยังไม่เป็นออนไลน์ ทำให้ไม่สามารถเชื่อมกันได้  นอกจากนี้ ยังมีข้อจำกัดเรื่องกฏหมาย เพราะแต่ละหน่วยงานมีกฎหมายของตัวเอง อาจต้องมีการแก้กฎหมาย กฎระเบียบ อยู่ระหว่างหารือกัน 

#ในส่วนภาคเอกชน ต้องการทราบว่ามีนโยบาย ที่จะให้เอกชน เข้าถึงข้อมูลบางอย่าง เพื่อสามารถนำไปพัฒนาแอพฯ ได้หรือไม่ 
-โดยหลักการ ข้อมูลเบื้องต้น ที่ นำไปใช้งาน ไม่มีการปิดกั้นอยู่แล้ว แต่อาจจะเป็นที่ระบบ หรือหน่วยงานที่ไปขอ ยังไม่มีการเข้าใจกัน  เรามีหน่วยงาน คือ คณะกรรมการส่งเสริม ธุรกรรมทางอิเลคทรอนิคส์ ทางกระทรวงดูแลอยู่แล้ว มีกฎหมาย กำกับดูแล อยู่แล้ว ผมจะเข้าไปให้ดีขึ้น เพื่อให้เอกชน ทำงานอย่างราบรื่น รวมถึง พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ที่ปัจจุบัน มีการกระจายไปอยู่ในระบบดิจิทัลต่างๆ ต้องมีการคุ้มครอง เพราะถ้ามีคนนำข้อมูลไปใช้ในทางมิชอบ เราต้องมีสิทธิดำเนินคดีตามกฎหมาย  และสุดท้าย คือเรื่องรักษาความมั่นคงปลอดภัย ไซเบอร์  cyber security ป้องกันการโจมตี ทางcyber เพื่อก่อความวุ่นวาย ใน บ้านเมือง  เช่น การ แฮกค์ ระบบ ขนส่ง ระบบสาธารณูปโภค 
ต้องมีหน่วยงาน ที่มากำหนดมารตรการ กำหนดแนวทางปฏิบัติ วางหลักเณฑ์  เมื่อเกิดปัญหา ก็จะเข้าไปช่วยแก้ปัญหา รวมถึงการป้องกัน ว่าจะมีใครจะเข้าทำอะไร ต้องมีการอัพเดทเทคโนโลยี ตลอดเวลา ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่าง จัดตั้งองค์กรนี้ ซึ่งขณะนี้ มีการมองไปถึงอนาคตที่ต่อสู้กันทางเทคโนโลยีมากกว่าอาวุธ 

#มีกองทุนสำหรับการพัฒนาดีอีเอส กองทุนนี้จะช่วยเหลือเอกชน อย่างไรบ้าง
-กองทุนนี้ ได้มาจากสัมปทานคลื่นความถี่ ของเอกชน ซึ่ง กสทช.จะแบ่งเงินมาให้ 15% ต่อปี ซึ่งจะมาเพื่อส่งเสริมโครงการต่างๆ  ล่าสุด ได้อนุมัติ งบประมาณ นำไปส่งเสริมในการพัฒนาวิจัย การใช้ 5 G มาปรับใชักับภาคการเกษตร อุตสาหกรรม ต่อไปจะได้ขยายไปส่งเสริม หน่วยงานภาคเอกชน องค์กร มหาวิทยาลัยโดยให้งบประมาณไปพัฒนา 

#ขอบข่ายการทำงาน ของกระทรวง ดีอีเอส ค่อนข้าง กว้าง ขวาง ถ้าทุกระบบ สามารถรวมกันได้ จะทำให้เศรษฐกิจเดินทางหน้าได้
– เราไม่ได้มองแต่ด้านเศรษฐกิจ แต่เราคำนึงถึงภาคสังคมเพื่อสังคมอีกด้วย  เช่น สื่อลามกอนาจาร การหลอกลวงทางออนไลน์

#จะดูแลด้านลบของโซเซียลเมีเดีย อย่างไร 
-เราต้องบังคับใช้กฎหมายก่อน ในฐานะที่เราเป็นกระทรวง  มีกฎหมาย พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์  ถ้ามีใครนำเข้าเรื่องผิดกฏหมาย ต้องปิดกั้น  แต่จะปิดกั้น ในบางข้อมูล แต่ถ้าเป็นเรื่องของการหลอกลวง จะปิดกั้นทั้งหมด เช่นการพนันออนไลน์ ก็มีหน่วยงานที่ดูแลอยู่แล้ว ที่ประสานกับเฟซบุ๊ก โดยรวบรวมข้อมูล แจ้งความตำรวจ ส่งศาลพิจารณาออกคำสั่ง ปิดกั้น

#ถ้าศาลออกคำสั่งปิด กระทรวงดีอีเอส สามารถปิดได้เลยหรือไม่
-กระทรวงต้องส่งคำสั่งนั้นไปที่แพลตฟอร์ม  เพื่อดำเนินการปิดกั้น ต้องเป็นเจ้าของระบบ เป็นผู้ดำเนินการปิดกั้น ซึ่งยังเป็นปัญหาที่เจ้าของระบบ ยังไม่มีการดำเนินการปิดกั้นตามศาลสั่งทั้งหมด เนื่องจากบริษัทต่างประเทศมีนโยบาย ที่ต่างกับประเทศไทย ทำให้เรา คอนโทรลได้อย่าง 

#จากปัญหาที่ เจ้าของแพลตฟอร์ม อยู่ต่างประเทศ จะมีทางหรือไม่ ที่เราจะพัฒนาให้คนไทย สร้างแพลตฟอร์ม โซเซียลมีเดีย ขึ้นมา 
-นี่เป็นส่วนหนึ่ง เชื่อว่า ผู้ประกอบการหลายคนพยายามคิด แต่ต้องยอมรับความจริงว่า อาจจะช้าเกินไป เพราะคนจะติดอยู่กับระบบหนึ่ง จะเปลี่ยนไปอีกระบบที่มีคนใช้น้อยกว่า มันจะเปลี่ยนยาก  ซึ่งเป็นปัญหาของทั้งโลก ขณะนี้กำลังศึกษาอยู่ ยกตัวอย่างเช่น เวียดนาม บังคับให้เฟซบุ๊ก ต้องตั้งสำนักงาน และย้ายระบบคอมพิวเตอร์ทั้งหมด มาตั้งที่เวียดนาม ซึ่งเท่ากับต้องใช้กับต้องเป็นไปตามกฎหมายของประเทศนั้น ซึ่งจะควบคุมได้ง่ายขึ้น แต่ในเมืองไทย อยู่ในระหว่างการศึกษาว่าจะดำเนินการได้มากน้อยแค่ไหน ต้องดูข้อกฎหมายว่าต้อง ออกกฎระเบียบอย่างไร  จะมีผลกระทบอย่างไร ซึ่งถ้าเราเข้มข้นมาก ก็จะเป็นการไปจำกัดสิทธิเสรีภาพประชาชน หรือ แม้แต่ผู้ประกอบการเอง หากเราเข้มข้น มาก ก็จะไม่อยากย้ายมาไทย 

คมชัดลึก Exclusive เปิดใจรัฐมนตรี ป้ายแดง "ชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์"

#การเก็บภาษีจากแพลตฟอร์มออนไลน์เพื่อนำรายได้เข้าประเทศ
-ต่อไปทำธุรกิจออนไลน์ ต้องเสียภาษีอย่างน้อย vat 7% ที่ผ่านมา ซื้อของออนไลน์ จากต่างประเทศ ไม่เสีย vat ทำให้ราคาถูกกว่าปกติ ทำให้เกิดความได้เปรียบเสียเปรียบ ระหว่างการประกอบธุรกิจ  นอกจากนั้นเรื่องการกำกับดูแลการขายของออนไลน์จากต่างประเทศ ไม่มีคุณภาพ  ต้องวางรากฐานว่า ในอนาคตเราจะอยู่กับ เทคโนโนโลยีดิจิทัลอย่างไร ต้องปรับทุกภาคส่วนเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงในอนาคต

#อยากให้พัฒนา อีคอมเมิร์ซ ของคนไทย 
– ทุกวันนี้ เกือบทุกแอปพลิเคชั่น จะเป็นชองต่างชาติ ทั้งหมด ทำให้เกิดการเอาเปรียบผู้ประกอบการคนไทย ซึ่งเราต้องมาดูแล ต้องสร้างความเป็นธรรมให้เกิดขึ้น กับนักธุรกิจคนไทย ให้แข่งขัน กับเขา ได้

#ต้องมีกรอบเวลาในการพัฒนาหรือไม่
-ต้องให้เสร็จในรัฐบาลนี้ ซึ่งยังเหลือเวลาอีกประมาณ 2 ปี  แต่อาจจะมีข้อจำกัดในบางประการ ซึ่งต้องค่อยๆแก้ปัญหาไป เชื่อว่า คนที่เข้ามาเป็นรัฐบาลคิดเหมือนกัน คือ ต้องการดูแลให้ผู้ประกอบการ ในไทยให้แข่งขันได้ สร้างความเป็นธรรม แต่ด้วยข้อจำกัดที่ระบบของไทยเปิดให้ต่างชาติเข้ามาดำเนินการ ซึ่งเรากำลังเปลี่ยนให้ต่างชาติเข้ามาอยู่ระบบของไทย ซึ่งนายกฯ ก็เห็นด้วย นายกฯต้องการจะผลักดันให้ ไทยมีความเข้มแข็งในด้านดิจิทัล  ดูแลเรื่องต่างๆในประเทศได้ ไม่ใช่ปล่อยให้ต่างชาติเข้ามาสร้างปัญหาให้เรา 

คมชัดลึก Exclusive เปิดใจรัฐมนตรี ป้ายแดง "ชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์"

#พูดถึงอายุรัฐบาล 2 ปี ที่เหลืออยู่ เรื่องการแก้รัฐธรรานูญในฐานะ ส.ส. พลังประชารัฐ มีบทบาทอย่างไร
-ที่จริงผมก็เป็น 1 ในรายชื่อของคนที่เสนอแก้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับ  แต่เนื่องจากศาลรัฐธรรมนุญวินิจฉัย ไม่เห็นชอบ กับเงื่อนไขเวลารัฐบาลที่เหลือ 2 ปี จึงต้องมาพิจารณา  เรื่องการแก้รัฐธรรมนูญในบางประเด็น หรือรายมาตรา  ที่เป็นปัญหา ซึ่งพรรคอื่นก็มีการเสนอเช่นกัน ส่วนใหญ่ จะเป็นเรื่องการเลือกตั้ง, อำนาจ สว. ,องค์กรอิสระ 

#ในการเสนอแก้รัฐธรรมนูญรายมาตรา โดยพรรคพลังประชารัฐ คนที่ได้เปรียบก็คือ พลังประชารัฐ เป็นเช่นนั้นหรือไม่
– ไม่มีใครได้เปรียบเสียเปรียบ เพราะแต่ละพรรค ก็มีแนวทางกันในแต่พรรค หากมีการนำนักการเมืองแต่ละพรรค มานั่งคุยกัน ก็จะเห็นว่าไม่มีใครเห็นตรงกัน ทุกคนมีมุมมองต่างกัน โอกาสที่จะหาข้อสรุป จุดร่วมกัน เรื่องการแก้รัฐธรรมนูญค่อนข้างยาก ต้องใช้เวลา  ต้องพูดคุยกัน 

#คุณชัยวุฒิ เป็น ส.ส.สิงห์บุรี มาต้้งแต่สมัย อยู่ประชาธิปัตย์  ชาติไทย พลังประชารัฐ  ทำไม ช่วงหลังจึงมีบทบาทในพรรค
-อาจจะเป็นเพราะเข้ามาทำงาน ผู้ใหญ่ให้โอกาสทำงาน 

#ตอนนี้ มีการดำนเนินคดีกับการโจมตีทางการเมือง นโยบาย ในการดำนเนินคดี เป็นอย่างไร
-ก็ดำเนินการต่อจากเดิม กระทรวงมีศูนย์ เฟกนิวส์ ที่ต้ังมาตั้งแต่ สมัยคุณพุทธิพงษ์ แต่ในมุมของการเมือง จะไม่ค่อยชัดเจนว่าเป็นเฟกนิวส์ เพราะเป็นการแสดงความเห็น แต่ถ้าเป็นเรื่องส่วนตัว ก็ต้องฟ้องหมิ่น

#การแสดงความเห็นมีทั้ง 2 ด้าน ถ้าเราเปิดให้แสดงความเห็นโดยเสรี  อยู่ที่คนอ่าน จะเหมาะสมกว่าการไปไล่ปิด มีความเห็นอย่างไร
-อันนี้ เป็นหลักการอยู่แล้ว ทุกคนมีสิทธิแสดงคววมเห็น แต่ต้องเป็นจริง ไม่ใช่การใส่ร้าย หรือมีเจตนาจงใจทำให้บ้านเมืองเสียหาย เรื่องผิดกฏหมาย ก็จะมีกฏหมายอื่นมากำกับ  เรื่องสิทธิเสรีภาพ มีแต่ต้องถูกกฎหมาย  และต้องการให้ทุกคนอย่าคิดถึงแต่ตัวเอง อยากให้มองภาพรวม หากพบสิ่งที่ผิดกฏหมาย เช่นเว็บการพนัน ช่วยแจ้งเข้ามาเพื่อลดสิ่งเหล่านี้ 

#อยากจะพูดกับคนที่สงสัย ในความรู้ความสามารถของเรา กับตำแหน่งนี้อย่างไร

-ค่าของคนอยู่ที่ผลของงาน ต้องให้ลองทำงานก่อน ส่วนที่จะอยู่จนครบวาระ หรือไม่นั้นต้องขึ้นอยู่กับ รัฐสภา เชื่อว่ารัฐบาล พยายามทำงานอย่างเต็มที่ แต่ปัญหาที่เป็นห่วง คือรัฐสภา เพราะมีปัญหา ทั้งเรื่องการแก้รัฐธรรมนูญ อาจจะมีปัญหา นำไปสู่ความขัดแย้ง ซึ่งทุกฝ่ายต้องพูดคุย หาทางออกร่วมกัน ถ้าต่างคน ต่างคิดถึงแต่ผลประโยชน์ของตัวเอง หรือว่ายึดมั่นในสิ่งที่ตัวเองเชื่อแต่เราไม่ดูภาพรวม ไม่ฟังเสียงคนอื่น บ้านเมืองก็จะไปไม่ได้ ประชาธิปไตยจะเดินหน้าได้ ทุกคนต้องมาพูดคุยกัน ต้องประณีประนอมกัน หาทางออกร่วมกัน 

คมชัดลึก Exclusive เปิดใจรัฐมนตรี ป้ายแดง "ชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์"

ทหารพม่ายิ้ม “ไทใหญ่” เหนือ-ใต้รบกันเอง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/463221

ทหารพม่ายิ้ม “ไทใหญ่” เหนือ-ใต้รบกันเอง

7 เมษายน 2564 – 15:09 น.

สงครามเงา ทหารไทใหญ่เหนือ-ใต้ ยังรบแย่งชิงพื้นที่ สามัคคีชาติพันธุ์สู้ทหารพม่า ดูไกลเกินฝัน

++
สถานการณ์ในเมียนมา ฟากฝ่ายประชาชนพอจะเห็นแสงแห่งความหวังริบหรี่ เมื่อ พล.อ.เจ้ายอดศึก ในฐานะหัวหน้าทีมขับเคลื่อนกระบวนการสันติภาพ (PPST) จะประชุมผ่านระบบออนไลน์กับ 9 ผู้นำกลุ่มชาติพันธุ์ หารือถึงแนวทางการช่วยเหลือและสนับสนุนการเคลื่อนไหวของประชาชนผู้ร่วมการปฏิวัติฤดูใบไม้ผลิ (Spring Revulation) รวมถึงการทำงานร่วมกันกับคณะกรรมการผู้แทนสมัชชาแห่งสหภาพ (CRPH) 

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง…   ศึกไทใหญ่ ยอดศึก VS ป่างฟ้า

ทหารพม่ายิ้ม "ไทใหญ่" เหนือ-ใต้รบกันเอง

เจ้ายอดศึก ผู้นำไทใหญ่ใต้

หลายคนฝันเห็น “กองทัพสหพันธรัฐ” ที่มี 10 กลุ่มชาติพันธุ์ เป็นแกนนำ และบางคนอาจมองข้ามช็อตถึงบทบาทของเจ้ายอดศึก ในฐานะผู้นำทัพสหพันธรัฐ    

อีกด้านหนึ่งของรัฐฉานเหนือ ปรากฏว่า การสู้รบระหว่างทหารสภาเพื่อการกอบกู้รัฐฉาน/กองทัพรัฐฉาน (RCSS/SSA) กับทหารพรรคก้าวหน้ารัฐฉาน/กองทัพรัฐฉาน (SSPP/SSA) และแนวร่วมปลดปล่อยรัฐปะหล่อง/กองทัพแนวร่วมปลดปล่อยแห่งชาติตะอาง (PSLF/TNLA) ยังดำเนินไปอย่างดุเดือด ในพื้นเมืองน้ำตู้ แขวงจ๊อกแม รัฐฉาน    

สงครามชาติพันธุ์รบกันมา ตั้งแต่กลางเดือนก.พ. จนถึงต้นเดือน เม.ย.2564 เสียงปืนก็ยังไม่สงบ ชาวไทใหญ่ ชาวปะหล่องประสบความเดือดร้อน ต้องอพยพออกจากหมู่บ้าน    

พูดง่ายๆ สงครามชาติพันธุ์ครั้งนี้ เป็นการต่อสู้ของคนไทใหญ่ด้วยกันเอง ระหว่างไทใหญ่เหนือ(SSPP/SSA) กับไทใหญ่ใต้(RCSS/SSA) โดยมีคนปะหล่อง(PSLF/TNLA) มาช่วยฝ่ายไทใหญ่เหนือ

ทหารพม่ายิ้ม "ไทใหญ่" เหนือ-ใต้รบกันเอง

ป่างฟ้า ผู้นำไทใหญ่เหนือ

++
ยอดศึกคือใคร?
++
เมื่อ 60 ปีที่แล้ว พล.อ.เจ้ายอดศึก เข้าร่วมกับกองกำลังปฏิวัติแห่งชาติรัฐฉาน (Shan United Revolution Army : SURA) ภายใต้การนำของเจ้ากอนเจิง (โมเฮง) ต่อมา SURA เข้ารวมกลุ่มกับกองทัพเมิงไต (เมืองไต) ของ “ขุนส่า”     

ปี 2539 ขุนส่าประกาศหยุดยิง นำไพร่พลประชาชนนับหมื่นหันไปสวามิภักดิ์กับรัฐบาลทหารพม่า ส่งมอบอาวุธของกองทัพเมืองไตให้กับกองทัพพม่า    

เจ้ายอดศึก จึงขอแยกตัวออกมาตั้งกองทัพของตนเองขึ้น เรียกองค์การเมืองว่า สภาเพื่อการกอบกู้รัฐฉาน (RCSS/SSA) มีฐานที่มั่นอยู่บนดอยไตแลง พรมแดนไทย-พม่า ด้าน จ.เชียงใหม่  

ทหารพม่ายิ้ม "ไทใหญ่" เหนือ-ใต้รบกันเอง

ทหารไทใหญ่ใต้

++
รู้จักป่างฟ้า
++
กองทัพรัฐฉาน (SSA) จัดตั้งขึ้นเมื่อปี 2507 เพื่อต่อต้านกองทัพพม่าในรัฐฉาน โดย มหาเทวีเฮือนคำ เจ้าฟ้าองค์สุดท้ายของเมืองหยองห้วย ต่อมา ได้ก่อตั้งองค์กรทางการเมืองนำการทหารชื่อว่า พรรคก้าวหน้าแห่งชาติรัฐฉาน (SSPP)     

ปี 2518 เกิดความเห็นต่างทางการเมือง สมาชิกพรรคก้าวหน้ารัฐฉาน/กองทัพรัฐฉาน (SSPP/SSA) แตกออกเป็นสองฝ่าย ฝ่ายหนึ่งยังยึดมั่นอุดมการณ์เดิม อีกฝ่ายหนึ่งเข้าร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์พม่า(CPB) ซึ่งเคลื่อนไหวอยู่ในรัฐฉานเหนือ ติดชายแดนจีน-พม่า    

ปี 2531 พรรคคอมมิวนิสต์พม่า(CPB) ล่มสลาย อดีตกองกำลังกองทัพรัฐฉาน(SSA) ได้ทำสัญญาสันติภาพกับทหารพม่า และได้ปกครองตนเองเป็นเขตพิเศษที่ 5 กองทัพรัฐฉาน (SSA) ประกอบด้วย 5 กองพลน้อย    

ทหารพม่ายิ้ม "ไทใหญ่" เหนือ-ใต้รบกันเอง

ทหารไทใหญ่เหนือ

ต่อมา 4 กองพลน้อย SSA แปรสถานะเป็นกองกำลังรักษาชายแดน (BGF) ภายใต้การควบคุมของกองทัพพม่า แต่กองพลน้อยที่ 1 นำโดย พล.ท. ปางฟ้า ไม่ยอมเข้าร่วม และได้ฟื้นฟูพรรคก้าวหน้าแห่งชาติรัฐฉาน (SSPP) สู้รบกับทหารพม่า    

ปี 2555 พรรคก้าวหน้ารัฐฉาน/กองทัพรัฐฉาน (SSPP/SSA) ได้ลงนามหยุดยิงกับรัฐบาล มีฐานที่มั่นกองบัญชาการกลางบ้านไฮ เขตเมืองเกซี แขวงล๋อยแหลม รัฐฉานตอนใต้     

ปัจจุบัน พรรคก้าวหน้ารัฐฉาน/กองทัพรัฐฉาน (SSPP/SSA) ปฏิเสธการลงนามในหนังสือสัญญาเกี่ยวกับการยุติการสู้รบทั่วประเทศ (NCA) และได้เข้าเป็นสมาชิกกลุ่มคณะกรรมการเจรจาทางการเมือง (FPNCC) หรือเรียกง่ายๆว่า 7 ขาใหญ่เมืองเหนือ    

เนื่องจาก พรรคก้าวหน้ารัฐฉาน/กองทัพรัฐฉาน (SSPP/SSA) และแนวร่วมปลดปล่อยรัฐปะหล่อง/กองทัพแนวร่วมปลดปล่อยแห่งชาติตะอาง (PSLF/TNLA) มีเขตอิทธิพลร่วมกันในรัฐฉานเหนือ จึงจับมือกันปกป้องพื้นที่จากการรุกรานของสภาเพื่อการกอบกู้รัฐฉาน/กองทัพรัฐฉาน (RCSS/SSA)    

กล่าวโดยภาพรวม กลุ่มติดอาวุธชาติพันธุ์ไทใหญ่ แตกออกเป็น 3 ก๊กคือ
1.สภาเพื่อการกอบกู้รัฐฉาน/กองทัพรัฐฉาน (RCSS/SSA) หรือทหารไทใหญ่ใต้ นำโดย เจ้ายอดศึก มีกองบัญชาการอยู่ที่ดอยไตแลง พรมแดนพม่า-ไทย
2.พรรครัฐฉานก้าวหน้า/กองทัพรัฐฉาน (SSPP/SSA) หรือทหารไทใหญ่เหนือ นำโดย ป่างฟ้า มีกองบัญชาการอยู่ที่บ้านไฮ รัฐฉานเหนือ
3.กองทัพสัมพันธมิตรประชาธิปไตยแห่งชาติ-รัฐฉานตะวันออก (NDAA-ESS) หรือกองทัพเมืองลา NDAA นำโดย จายลืน มีเขตปกครองพิเศษชนชาติไตในเมืองลา ติดพรมแดนพม่า-จีน

แดงสิ้นลาย “ขวัญชัย” อยู่เป็น สามี ส.ส.-พ่อ ส.จ. #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/463190

แดงสิ้นลาย “ขวัญชัย” อยู่เป็น สามี ส.ส.-พ่อ ส.จ.

7 เมษายน 2564 – 12:16 น.

ม็อบจตุพรไปยาก แดงอีสาน “ขวัญชัย” ไม่เอาด้วย พอใจบทบาท สามี ส.ส.

++
พลันที่ จตุพร พรหมพันธุ์ และคณะ ตั้งเวทีสามัคคีประชาชนไทย ขับไล่ประยุทธ์ นักข่าวก็พุ่งตรงไปสถานีวิทยุคลื่นมวลชนสัมพันธ์ FM 97.50 MHz. บ้านหนองลีหู ต.สามพร้าว อ.เมือง จ.อุดรธานี ขอสัมภาษณ์ “ขวัญชัย ไพรพนา” ประธานชมรมคนรักอุดร

แดงสิ้นลาย "ขวัญชัย" อยู่เป็น สามี ส.ส.-พ่อ ส.จ.

วันที่ลูกชาย ได้เป็น ส.อบจ.อุดรธานี

“ขอยืนยันว่าจะให้ผมไปเป็นแกนนำคนคนเสื้อแดงอุดรธานี พามวลชนเดินทางไปชุมนุม ไปไหนต่อไหน ผมไม่ทำแล้ว ขอปล่อยวาง ไม่ไหวแล้ว เพราะผมมีภรรยาเป็น ส.ส. มีลูกชายเป็น สจ. เราก็ไม่อยากให้เขามาเดือดร้อนด้วย”    

นี่คือคำตอบของ “ขวัญชัย” และในรอบ 2-3 ปีมานี้ ประธานชมรมคนรักอุดร ก็พูดทำนองนี้กับสื่อมวลชน     

“ปล่อยให้การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยไปตามธรรมชาติดีกว่า เราไม่ได้คิดอะไรทั้งสิ้นเพราะวันนี้เป็นวันของเด็กรุ่นใหม่ เราคนรุ่นเก่าก็อยู่เบื้องหลัง คอยให้กำลังใจให้คำแนะนำ” อดีตเจ้าพ่อเสื้อแดงอุดรฯ กล่าว    

จริงๆ แล้ว ขวัญชัยรู้อยู่เต็มอกว่า แกนนำ นปช.ส่วนกลาง ได้แยกทางกันเดินมานานแล้ว เสี่ยเต้นไปทางหนึ่ง เสี่ยตู่ก็ไปอีกทางหนึ่ง ยากที่จะมาหลอมรวมกันได้อีก    

วันนี้ ขวัญชัยเลือกที่จะเดินไปบนถนนสายนักเลือกตั้ง โดยการเป็นพันธมิตรกับ “ศราวุธ เพชรพนมพร” ส.ส.อุดรธานี พรรคเพื่อไทย และ “วิเชียร ขาวขำ” นายก อบจ.อุดรธานี ผลักดันให้ภรรยาได้เป็น ส.ส.อุดรธานี และลูกชาย เป็น ส.อบจ.อุดรธานี

แดงสิ้นลาย "ขวัญชัย" อยู่เป็น สามี ส.ส.-พ่อ ส.จ.

ขวัญชัย ในฐานะ ผู้ช่วย ส.ส.

++
ผู้ช่วย ส.ส.
++
หลังพ้นโทษออกจากเรือนจำ ขวัญชัย ไพรพนา ประธานชมรมคนรักอุดร ก็ปักหลักอยู่ที่คลื่นมวลชนสัมพันธ์ FM 97.50 MHz. ชมรมคนรักอุดรหมู่ 11 บ้านหนองลีหู ต.สามพร้าว อ.เมือง จ.อุดรธานี    

ชมรมคนรักอุดร ก่อเกิดมาครั้งแรกจากการเป็น “สมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ชมรมคนรักอุดร” ก่อนจะขยับเป็นองค์กรการเมืองเสื้อแดง เมื่อขวัญชัยยุติบทบาทแกนนำเสื้อแดง ได้กลับมานั่งบริหารสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ชมรมคนรักอุดร พร้อมดูแลลูกน้องให้จัดรายการวิทยุออนไลน์ บอกข่าวเล่าความ เปิดเพลง และโฆษณาขายสมุนไพร    

ในทางการเมือง ขวัญชัย มีตำแหน่งเป็น “ผู้ช่วย ส.ส.” อาภรณ์ สาราคำ ส.ส.อุดรธานี เขต 4 พรรคเพื่อไทย (อ.หนองหาน, อ.ประจักษ์ศิลปาคม และ อ.เมืองอุดรธานี)     

ขวัญชัยวิ่งฝุ่นตลบ กว่าจะดัน “อาภรณ์” ภรรยาลงสมัคร ส.ส.เขต 4 ได้สำเร็จ เนื่องจากมีอดีต ส.ส.อุดรธานี รายหนึ่งไม่ยอมหลีกทางให้    

ถ้าจำกันได้ นาทีสุดท้ายก่อนส่งรายชื่อ ส.ส.เขต ของพรรคเพื่อไทย ก็มีข่าวขวัญชัย จะทิ้งค่ายเพื่อแม้วไปสังกัดพรรคพลังประชารัฐ แต่ข่าวนี้ได้รับการปฏิเสธจากขวัญชัย และตามมาด้วย กรรมการบริหารพรรคเพื่อไทยมีมติส่งภรรยาขวัญชัย ลงสมัคร ส.ส.    

ลีลาเฉพาะตัวของขวัญชัย เป็นที่รับทราบกันดีในหมู่แกนนำ นปช.  

แดงสิ้นลาย "ขวัญชัย" อยู่เป็น สามี ส.ส.-พ่อ ส.จ.

อาภรณ์ สาราคำ ส.ส.อุดรธานี

++
ปั้นลูกชาย
++
“เรามันหมดยุคของเรา และการเคลื่อนไหวทางการเมืองนี้ไม่ไหวแล้ว เพราะภรรยาเป็น ส.ส. ลูกชายเป็น สจ. คือเราไปยุ่งมากก็จะทำให้เสียหายด้วย ก็เลยเลือกอยู่เฉยๆดีกว่า” ขวัญชัย กล่าวกับผู้สื่อข่าวเมื่อไม่กี่วันมานี้เอง    

ขวัญชัยดูจะมีความสุข ที่เห็น “อาภรณ์” เป็น ส.ส. และ “เบิร์ด” กรวีร์ สาราคำ เป็นสมาชิกสภา อบจ.อุดรธานี เขต 3 อ.หนองหาน    

ก่อนเลือกตั้ง 2562 ขวัญชัยพาลูกชาย กรวีร์ สาราคำ ไปสมัครเป็นสมาชิกพรรคไทยรักษาชาติ และมีชื่อลูกชายขวัญชัยอยู่ใน ส.ส.บัญชีรายชื่อลำดับที่ 62    

เมื่อการเลือกตั้งนายก อบจ. และสภา อบจ.มาถึง ขวัญชัย จึงดันลูกชาย “เบิร์ด” กรวีร์ สาราคำ ลงสมัครสมาชิกสภา อบจ.เขต 3 อ.หนองหาน โดยการสนับสนุนของวิเชียร ขาวขำ และได้รับเลือกตั้งเป็น สจ.เบิร์ด    

นี่คือ สิ่งที่ขวัญชัยพึงพอใจ หลังถอดหัวโขนแกนนำเสื้อแดง มารับบทสามี ส.ส. และพ่อ สจ.ป้ายแดง

มงบ่ลง นางงาม “อายุเกิน” ตลาดลาวแคบ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/463104

มงบ่ลง นางงาม “อายุเกิน” ตลาดลาวแคบ

6 เมษายน 2564 – 14:59 น.

ตลาด “นางงามลาว” แคบ หาสาวงามประกวดเวทีอินเตอร์ยาก เปิดช่องสาว “อายุเกิน” เดินสายชิงมงกุฏ

++
ตลาดนางงามลาว เกิดความวุ่นวายเล็กๆ หลังจากคนในแวดวงนางงามฝั่งซ้าย ลุกขึ้นมาแฉว่า สาวสะหวันนะเขต ผู้ครองมงกุฎ Miss World Laos 2021 แจ้งอายุกับกองประกวดไม่ตรงกับอายุจริง 

มงบ่ลง นางงาม "อายุเกิน" ตลาดลาวแคบ

สุพาวะดี พงสะหวัน

พลันที่มีคนเปิดประเด็น โซเชียลลาวไม่จากสภาพ “ตลาดแตก” มีคนเข้ามาขุดคุ้ยประวัติเธอมากมาย ในที่สุด กองประกวดทนแรงกดดันไม่ไหว จึงยื่นโนติสให้เธอไปหาหลักฐานเรื่องอายุมาชี้แจงภายใน 14 วัน  

สุดท้าย ตัวนางงามเองก็ตัดสินใจขอสละตำแหน่ง และไม่ขอชี้แจงเรื่องอายุ คราวนี้คนในโซเชียลลาว แตกออกเป็น 2 ฝั่งคือ ชมเชยที่กล้ายอมรับผิด ขอถอดมงกุฎเอง แต่อีกฝ่ายก็ไม่ยอม จบแบบนี้ได้ไง นี่คือปัญหาจริยธรรม     

ด้านกองประกวด Miss World Laos 2021 กำลังรอให้ลมพายุสงบ จึงจะประกาศแต่งตั้งมิสเวิลด์ลาวคนใหม่ ซึ่งจะเป็นตัวแทนสาวลาวไปประกวดรอบสุดท้ายที่เปอร์โตริโก

มงบ่ลง นางงาม "อายุเกิน" ตลาดลาวแคบ

คริสติน่า ลาชะสิมมา มิสยูนิเวิร์สลาว 2021 อายุก็เกือบเกิน

++
ไม่ใช่ครั้งแรก
++
ย้อนไปปี 2556 วงการนางงามลาวก็เคยมีปัญหา “นางงามอายุเกิน” เมื่อ “แหน่ง” หรือ จันดาลี สิดพะไซ ผ่านเข้ารอบ 20 คนสุดท้าย ในการประกวด “นางสาวลาว” 2556 แต่เจอพลเมืองเน็ตลาวจับโป๊ะเรื่องอายุเกิน เนื่องจาก “แหน่ง” แจ้งกองประกวดว่า อายุ 23 ปี     

จริงๆแล้ว “แหน่ง” ได้ตำแหน่ง Miss LUX ในวัย 18 ปี หากนับอายุจริง ในปีนั้น เธอน่าจะมีอายุ 26-27 ปี และไม่ทันที่กองประกวดจะดำเนินมาตรการอะไร แหน่งก็ถอนตัวออกจากเวทีนางสาวลาวทันที    

ทำนองเดียวกัน สุพาวะดี พงสะหวัน สาวสะหวันเขต แจ้งอายุกับกองประกวด Miss World Laos 2021 ว่า 26 ปี แต่สายสืบโซเชียลขุดประวัติสุพาวะดีว่า มีอายุจริงๆ 31 ปี แถมมีการงัดภาพเก่าๆ สมัยประกวด “นางสาวอาพอนลาว” และ “นางสาวปฏิทินเบียร์ลาว”    

“สุพาวะดี” หนีไม่ออก เพราะหลักฐานชัดแจ้ง จึงยอมสละตำแหน่ง และไม่ขออธิบายความเรื่องอายุ แม้กองประกวดจะให้เวลาเธอตัดสินใจ 14 วัน    

มีข้อน่าสังเกต “จันดาลี สิดพะไซ” เป็นลูกสาวอดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศลาว และปัจจุบัน ญาติของเธอก็เป็นผู้ว่าฯแบงก์ชาติลาว เธอจึงอยู่ในแวดวงคนชั้นนำลาว    

“สุพาวะดี พงสะหวัน” ก็เติบโตมาจากตระกูล “พงสะหวัน” ที่เป็นเจ้าของกิจการธนาคาร และธุรกิจอื่นๆ อีกมากมายในลาว    

มงบ่ลง นางงาม "อายุเกิน" ตลาดลาวแคบ

สายแก้ว สีดาวง ขาใหญ่วงการนางงาม กำลังสวมมงกุฏให้สุพาวะดี

++
ธุรกิจขาอ่อนฝั่งซ้าย
++
10 ปีที่ผ่านมา สภาพสังคมที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ “ธุรกิจประกวดขาอ่อน” จากต่างประเทศมาเบ่งบานในแผ่นดินจำปาบาน    

รัฐบาลลาว จึงมอบความผิดชอบการประกวดสาวงาม จากระทรวงแถลงข่าว วัฒนธรรมและท่องเที่ยว ให้มาอยู่ในการดูแลของ “ศูนย์กลางชาวหนุ่มประชาชนปฏิวัติลาว” (ชปล.) โดยการประกวดนางงามทุกเวที จะต้องได้รับอนุญาตจาก ชปล.    

ปี 2559 “ณวัฒน์ อิสรไกรศีล” เจ้าของลิขสิทธิ์ Miss grand ได้เข้ามาเปิดตลาด Miss grand Laos โดยผ่าน หงคำ สุวันนะวง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท ทีวีลาว จำกัด และบริษัท มิสลาว จำกัด    

หลังจากนั้น ตลาดนางงามลาวก็เบ่งบาน มีทั้งเวที Miss Universe Laos ,Miss International Laos และ Miss World Laos นอกจากนี้ ก็ยังมีเวที Miss Tourism Queen Laos , Miss Teen Laos และ Miss Asia Global    

ส่วนนางงามในประเทศ ก็มี 2 เวทีหลักคือ “นางสาวลาว” (Miss Laos) และ “นางสาวนครหลวงเวียงจันทน์” (Miss Vientiane) ทั้งเวทีนางสาวลาว และนางสาวนครหลวงเวียงจันทน์ จะเน้นการรักษาวัฒนธรรมประเพณีลาว โดยเฉพาะชุด “อาภรณ์ลาว” จึงไม่มีการสวมชุดลอยน้ำหรือชุดว่ายน้ำ    

เวทีนางงามอินเตอร์ในลาว ค่อนข้างมีข้อจำกัดในเรื่อง “สาวงาม” ที่จะเข้าประกวด จึงมักใช้วิธีแต่งตั้งเสียเป็นส่วนใหญ่     

ยกตัวอย่างมิสยูนิเวิร์สลาว 2021 ก็มีการแต่งตั้ง “คริสติน่า ลาชะสิมมา ได้ครองมงกุฎ และเป็นตัวแทนสาวลาวไปประกวดมิสยูนิเวิร์ส 2021 ที่สหรัฐ    

ขณะที่มิสเวิลด์ลาว 2021 มีการรับสมัครสาวงามและคัดเลือก 20 คน มาเก็บตัวและทำกิจกรรมนานนับเดือน กว่าจะได้ประกวดรอบสุดท้าย และได้สุพาวะดี พงสะหวัน เป็นมิสเวิลด์ลาว    

ด้วยข้อจำกัดเรื่องหาสาวงามเข้าประกวดยาก โดยเฉพาะเวทีอินเตอร์ จึงเกิดกรณีสาวงามอายุเกิน หรืออายุจริงผ่านตามกติกาแบบเฉียดฉิว

2 ศาล เห็นพ้อง “ยิ่งลักษณ์” ไม่ผิด “จำนำข้าว” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/463102

2 ศาล เห็นพ้อง”ยิ่งลักษณ์ “ไม่ผิด “จำนำข้าว”

6 เมษายน 2564 – 14:25 น.

มีการมองว่าคำพิพากษาศาลปกครองกลางเพิกถอนคำสั่งคลังเรียกค่าเสียหาย”ยิ่งลักษณ์”กว่า 3.5 หมื่นล้าน แย้งกับคำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่จำคุก 5 ปีแต่ที่จริงไม่ใช่ เพราะที่ศาลฎีกาฯชี้ว่า”ยิ่งลักษณ์”ผิด คือ”จีทูจี” ส่วน”จำนำข้าว”ไม่ผิด

พาดหัวรายงานข้างต้นไม่ได้เชียร์ “ยิ่งลักษณ์”

แต่มีที่มาจากการศึกษาคำพิพากษาศาลปกครองกลางและคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง จึงอยากนำมาเสนอต่อสาธารณชนให้รับทราบ

กรณีศาลปกครองกลางพิพากษาเมื่อวันที่ 2 เม.ย.ที่ผ่านมา ให้เพิกถอนคำสั่งกระทรวงการคลังที่ 1351/2559 ลงวันที่ 13 ตุลาคม 2559 ที่ให้นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจำนวน 3.5 หมื่นล้านบาทเศษ 

สืบเนื่องจากกระทรวงการคลังกล่าวหาว่า น.ส. ยิ่งลักษณ์ ขณะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีและประธานกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ(กขช.) ปล่อยให้มีการทุจริตใน”โครงการรับจำนำข้าว”และเพิกเฉยไม่ระงับยับยั้งความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่ราชการตามอำนาจหน้าที่

ซึ่งต่อมา น.ส.ยิ่งลักษณ์ ได้ยื่นฟ้อง พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม กับพวกต่อศาลปกครองกลาง และขอให้ศาลปกครองเพิกถอนคำสั่งกระทรวงการคลังดังกล่าวข้างต้น

คำพิพากษาศาลปกครองกลางซึ่งเป็นศาลชั้นต้นที่ให้เพิกถอนคำสั่งของกระทรวงการคลัง ที่ให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชดใช้ค่าเสียหาย ระบุดังนี้ 

 1.การดำเนิน“โครงการรับจำนำข้าว” น.ส.ยิ่งลักษณ์ ในฐานะนายกรัฐมนตรี และประธานกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) ต้องดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) และเป็นไปตามนโยบายที่รัฐบาลแถลงต่อรัฐสภา ลำพัง  น.ส. ยิ่งลักษณ์ ซึ่งเป็นนายกรัฐมนตรี ในขณะนั้น ไม่มีอำนาจยับยั้ง“โครงการรับจำนำข้าว”ได้

2. น.ส. ยิ่งลักษณ์  มีอำนาจหน้าที่เพียงการกำกับดูแลนโยบายโดยทั่วไประดับมหภาคของโครงการ  ไม่อาจรับรู้รับทราบการแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายของผู้กระทำผิดในระดับปฏิบัติ 

 3.เมื่อมีการทุจริตเกิดขึ้น น.ส.ยิ่งลักษณ์ ได้แต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง, มีการใช้มาตรการทางอาญากับผู้ทุจริตหรือผู้กระทำผิด ควบคู่กับการใช้มาตรการทางปกครองตัดสิทธิผู้สวมสิทธิเกษตรกรที่เข้าร่วม“โครงการรับจำนำข้าว” จึงถือได้ว่าอดีตนายกฯ “มิได้เพิกเฉยละเลย แต่ได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควรแก่วิสัยและพฤติการณ์เพื่อป้องกันยับยั้งมิให้เกิดความเสียหายใน“โครงการรับจำนำข้าว”แล้ว

 4.ไม่มีหลักฐานแน่ชัดในชั้นการพิจารณาความรับผิดทางแพ่งว่า น.ส. ยิ่งลักษณ์ เป็นผู้สั่งการทำให้เกิดความเสียหายหรือเป็นผู้มีส่วนร่วมโดยตรงในการกระทำละเมิด

นอกจากนี้ศาลปกครองยังให้เพิกถอนคำสั่ง ประกาศที่ยึดและอายัดทรัพย์สินของ น.ส. ยิ่งลักษณ์ ออกขายทอดตลาด

เมื่อคำพิพากษาศาลปกครองกลางออกมาเช่นนี้ ดูผิวเผินอาจมองว่าย้อนแย้งกับคำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ที่ให้จำคุก น.ส. ยิ่งลักษณ์ 5 ปี

แต่ที่จริงแล้วไม่ได้ย้อนแย้งกัน แต่คำพิพากษาของศาลปกครองกลางและศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เห็นพ้องตรงกันด้วยซ้ำไป

เพราะว่าคดีอาญาที่อัยการสูงสุดยื่นฟ้อง น.ส. ยิ่งลักษณ์ ต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองนั้น มี 2 เรื่อง คือ

1. เรื่องโครงการรับจำนำข้าว

2 เรื่องระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐหรือ“จีทูจี” 

 ในคำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ในส่วนที่เกี่ยวกับ“โครงการรับจำนำข้าว” ก็ระบุชัดว่า น.ส. ่ยิ่งลักษณ์ ไม่ได้กระทำผิด ดังนี้

“ในการดำเนิน “โครงการรับจำนำข้าว” แม้จะพบความเสียหายหลายประการ เช่น การสวมสิทธิการรับจำนำ  การนำข้าวจากประเทศเพื่อนบ้านมาสวมสิทธิ ข้าวสูญหาย  การออกใบประทวนเป็นเท็จ, การใช้เอกสารปลอม,การโกงความชื้นและน้ำหนักเพื่อกดราคารับซื้อจากชาวนา ข้าวสูญหายจากโกดัง ข้าวเสื่อมสภาพ ข้าวเน่า ข้าวไม่ตรงตามมาตรฐานกระทวงพาณิชย์ 

ทั้งหมดนี้ เป็นความเสียหายที่เกิดจากฝ่ายปฏิบัติ น.ส. ยิ่งลักษณ์ ในฐานะประธาน กขช. ได้มีการกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการ เพื่อป้องกันความเสียหายไว้ตั้งแต่ตอนเริ่มโครงการ และเมื่อพบความเสียหายดังกล่าว ในขณะดำเนินโครงการก็ได้ทำการปรับปรุง หลักเกณฑ์และวิธีปฏิบัติเป็นระยะๆเพื่อป้องกันความเสียหายแล้ว กรณีความเสียหายในส่วนนี้ยังฟังไม่ได้ว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ จำเลย ปฏิบัติหรือละเว้นปฏิบัติหน้าที่เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตหรือใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่โดยมิชอบ”

ย้ำว่า..ในเรื่องที่กระทรวงการคลังเรียกค่าเสียหายจาก น.ส.ยิ่งลักษณ์ จำนวนกว่า 3.5 หมื่นล้านบาทนั้น เป็นเรื่องเกี่ยวกับ“โครงการรับจำนำข้าว”เท่านั้น เห็นได้จากคำพิพากษาศาลปกครองกลาง ที่เพิกถอนคำสั่งของกระทรวงการคลัง  ระบุถึงแต่เรื่องความเสียหายที่เกิดจาก“โครงการรับจำนำข้าว” ว่าไม่ได้เกี่ยวข้องกับ น.ส.ยิ่งลักษณ์  โดยไม่มีข้อความตรงไหนในคำพิพากษาของศาลปกครองกลางที่ระบุถึงเรื่อง“การระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ “หรือ”จีทูจี”เลย   

และหากมองย้อนไป “เรื่องระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐหรือ “จีทูจี”ไม่ได้มีการกล่าวหา น.ส.ยิ่งลักษณ์ ตั้งแต่ต้น ในชั้น ป.ป.ช. ที่ชี้มูลความผิด น.ส.ยิ่งลักษณ์ ก็เป็นเรื่องเกี่ยวกับ“โครงการรับจำนำข้าว”  ป.ป.ช. ไม่เคยไต่สวนหรือสอบ “ยิ่งลักษณ์ ”เกี่ยวกับเรื่องระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐหรือ “จีทูจี” เลย

ข้อกล่าวหาทุจริต“ระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ“ หรือ”จีทูจี ”ต่อ น.ส. ยิ่งลักษณ์ เพิ่งเกิดขึ้นภายหลังที่อัยการสูงสุดยื่นฟ้อง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองไปแล้ว

โดยตอนแรกอัยการสูงสุดยื่นฟ้อง น.ส.ยิ่งลักษณ์ มีแต่เรื่อง“โครงการรับจำนำข้าว”เพียงเรื่องเดียวเท่านั้น  เพิ่งมาเพิ่มเรื่อง“ระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ” หรือ “จีทูจี”  เข้าไปในสำนวนคดีภายหลังในชั้นศาลหลังจาก ป.ป.ช. ชี้มูลความผิด นายบุญทรงกับพวกเกี่ยวกับการทุจริตระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐหรือจีทูจี จึงมีการแตกประเด็นโยงมาถึง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ด้วย

เช่นเดียวกับ “คณะกรรมการพิจารณาความรับผิดทางแพ่ง” ของกระทรวงการคลัง ที่ตั้งขึ้น ก็สอบและสั่งให้ น.ส. ยิ่งลักษณ์ รับผิดชดใช้ความความเสียหายอันเกิดจาก”โครงการรับจำนำข้าว”เท่านั้น

อีกอย่างหนึ่งที่บ่งชี้ว่า คณะกรรมการฯที่แต่งตั้งขึ้น เรียกค่าเสียหาย น.ส.ยิ่งลักษณ์ กรณี“โครงการรับจำนำข้าว” คือตัวเลขค่าความเสียหายซึ่งสูงถึงกว่า 3.5 หมื่นล้านบาท 

ซึ่งเมื่อนำไปเปรียบเทียบกรณีนายบุญทรงกับพวกฟ้องเพิกถอนคำสั่งของกระทรวงพาณิชย์ที่ให้นายบุญทรงกับพวกชดใช้(นายบุญทรงกับพวกแพ้คดี ) ต้องชดใช้ค่าเสียหายกรณีระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐหรือ “จีทูจี”เป็นหลักพัน-2 พันล้านบาท

ดังนั้นหากกรณี “ยิ่งลักษณ์”เป็นเรื่องเรียกค่าเสียหายจากการขายข้าว “จีทูจี ” ตัวเลขค่าเสียหายที่ต้องชดใช้ก็ต้องใกล้เคียงกับนายบุญทรงกับพวกคือหลักพัน-2 พันล้านบาท หรือต้องน้อยกว่า เพราะนายบุญทรงกับพวก เกี่ยวข้องกับสัญญาขายข้าวจีทูจีโดยตรงเป็น“ต้นธาร” แต่ น.ส. ยิ่งลักษณ์ อยู่ห่างออกมา 

ดังนั้นด้วยเหตุฉะนี้คำพิพากษาของศาลปกครองกลางและศาลฎีกาแผนกคดีอาญาที่ระบุว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ไม่ผิดใน“โครงการรับจำนำข้าว” จึงสอดคล้องตรงกัน

ส่วนที่มีการพูดถึงว่า ทำไมไม่นำคลิปที่ น.ส. ยิ่งลักษณ์ ให้สัมภาษณ์ว่า เห็น“เอ็มโอยู” ซึ่งที่จริงแล้วคือสัญญาขายข้าว“ จีทูจี” นำเสนอต่อศาลปกครองกลางในคดีที่ น.ส. ยิ่งลักษณ์  ฟ้องเพิกถอนคำสั่งกระทรวงการคลังที่เรียกให้ชดใช้ค่าเสียหายกว่า  3.5 หมื่นล้านบาท ซึ่งอาจมีผลทำให้คำพิพากษาศาลปกครองกลางเปลี่ยนแปลงไปนั้น

ที่จริงเป็นคนละเรื่องกัน เพราะคลิปดังกล่าว เป็นการให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับ “การระบายข้าวแบบต่อรัฐต่อรัฐ” หรือ “จีทูจี” แต่เรื่องที่ขึ้นสู่การพิจารณาของศาลปกครองกลาง คือ การเรียกค่าเสียหาย น.ส. ยิ่งลักษณ์ เกี่ยวกับ“โครงการรับจำนำข้าว”เท่านั้น

แต่ที่ “ยิ่งลักษณ์”ผิด คือในส่วนของทุจริต“ระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ”หรือ“จีทูจี” ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองพิพากษาว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ กระทำผิด  โดยระบุในคำพิพากษาว่า

1.การระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) เป็นการขายที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากมีการแอบอ้างสัญญาแบบรัฐต่อรัฐ เพื่อนำข้าวมาเวียนขายให้แก่ผู้ค้าข้าวภายในประเทศ อันเป็นการแสวงหาผลประโยชน์โดยทุจริต

2.ในเรื่องนี้ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ได้นำมาอภิปรายไม่ไว้วางใจให้จำเลยทราบรายละเอียดและวิธีการขายที่ไม่เป็นไปตามแนวปฏิบัติของการขายแบบรัฐต่อรัฐ

3. ภายหลังการอภิปรายไม่ไว้วางใจ แม้นายบุญทรง ได้แต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงในเรื่องการขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ  แต่คณะกรรมการล้วนแต่เป็นข้าราชการกระทรวงพาณิชย์ ภายใต้การบังคับบัญชาของนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ รมว.พาณิชย์  และทำการตรวจสอบไม่ตรงตามประเด็นที่อภิปราย แสดงว่าไม่ตั้งใจสอบอย่างจริงจัง

4. ตามพฤติการณ์ แสดงให้เห็นว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ (จำเลย ) ทราบว่าสัญญาขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) ไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่ไม่ระงับยับยั้ง ปล่อยให้มีการส่งมอบข้าวตามสัญญา อันเป็นการแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมาย

การกระทำของจำเลย(น.ส.ยิ่งลักษณ์ ) จึงเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 และ พ.ร.ป. ป.ป.ช. มาตรา 123/1ลงโทษจำคุก 5 ปี 

ดังนั้นคำพิพากษาศาลปกครองกลางที่ให้เพิกถอนคำสั่งกระทรวงการคลังที่ให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชดใช้ค่าเสียหาย จำนวน 3.5 หมื่นล้านบาท โดยเห็นว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ไม่ได้กระทำผิดในเรื่องโครงการรับจำนำข้าว จึงไม่มีผลใดๆต่อคำพิพากษาในคดีอาญาที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ลงโทษจำคุก น.ส. ยิ่งลักษณ์  5 ปี เพราะเป็นเรื่องของการละเว้นปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตในเรื่อง “การระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ”หรือ“จีทูจี” ซึ่งเป็นคนละเรื่องกันกับเรื่อง“จำนำข้าว”

ประเด็นต่อมา หากต่อไปศาลปกครองสูงสุดยืนตามคำพิพากษาของศาลปกครองกลาง ที่ให้เพิกถอนคำสั่งของกระทรวงการคลังที่ให้ น.ส. ยิ่งลักษณ์ ชดใช้ค่าเสียหายจำนวนกว่า 3.5 หมื่นล้านบาท กระทรวงการคลังต้องคืนทรัพย์สินทั้งหมดที่ได้ดำเนินการยึดและขายทอดตลาดไปก่อนหน้านี้

ก่อนหน้านี้กรมบังคับคดี เคยออกเอกสารเผยแพร่ข่าวการดำเนินการบังคับคดีกับทรัพย์สินของ น.ส. ยิ่งลักษณ์  ณ วันที่ 17 ธ.ค. 62  ว่า…

กรณี “คดีจำนำข้าว”  ได้ดำเนินการยึดทรัพย์สินของ น.ส. ยิ่งลักษณ์ ได้เกือบ 200 ล้านบาท

โดยมีรายละเอียดคือ อายัดเงินฝากในบัญชีธนาคาร หน่วยลงทุนในบริษัทหลักทรัพย์และกองทุนต่าง ๆ ได้เงินจำนวน 7,93 ล้านบาทและส่งเงินให้กระทรวงการคลังไปแล้ว 

นอกจากนี้ยึดที่ดินเปล่า ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างและห้องชุดอีกหลายรายการ รวมราคาประเมินทรัพย์สินเป็นเงิน 199,230,779.50 บาท 

กรมบังคับคดีขายทอดตลาดทรัพย์สินได้แล้ว 3 รายการ รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 49.51 ล้านบาท และทรัพย์สินรายการที่เหลืออยู่ในขั้นตอนของการประกาศขายทอดตลาด

หากคืนทรัพย์สินที่ยึดไม่ได้ กระทรวงการคลังต้องชดใช้เงินแทนเท่าจำนวนราคาทรัพย์ที่ยึดไป 

หากกระทรวงการคลังเพิกเฉยไม่ยอมคืนทรัพย์สินที่ยึดหรือชดใช้ราคาทรัพย์สิน น.ส.ยิ่งลักษณ์ สามารถฟ้องต่อศาลปกครองขอให้พิพากษาให้กระทรวงการคลังคืนทรัพย์สินหรือชดใช้ราคาทรัพย์สินได้  

คำถามสุดท้ายในเรื่องนี้คือ เมื่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พิพากษาจำคุก น.ส.ยิ่งลักษณ์ 5 ปี ในเรื่องทุจริต“ระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ”หรือ “จีทูจี” ทำไมรัฐบาลไม่ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาอีกชุดเพื่อเรียกค่าเสียหาย น.ส. ยิ่งลักษณ์ กรณีสัญญาขายข้าว“ จีทูจี” 

ย้อนรอย “ขันแดง” แสลงใจ งานนี้ “โทนี่” ไม่พลาด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/463074

ย้อนรอย “ขันแดง” แสลงใจ งานนี้ “โทนี่” ไม่พลาด

6 เมษายน 2564 – 11:59 น.

ตำนาน “ขันแดงแสลงใจ” ผู้นำประเทศ วันนี้ กลับมี “ขันป้อม” โผล่มาต้อนรับสงกรานต์โควิด คอลัมน์… ท่องยุทธภพ โดย… ขุนน้ำหมึก

++
ใกล้สงกรานต์ ชาวบ้านร้านถิ่นเตรียมตัวกลับบ้านไปกราบพ่อแม่ สรงน้ำพระ และเล่นสาดน้ำกันประมาณ รักษาระยะห่างป้องกันโควิด ตลาดเพลงลูกทุ่ง คึกคักด้วยเพลงโจ๊ะๆ ที่ผลิตออกมารื่นเริงในปีใหม่ไทย

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง… “ประวิตร”เอาแบบ’ทักษิณ’แจกขัน3สีชาวบ้านผ่าน”ส.ส.พปชร.”ช่วง “สงกรานต์”

ย้อนรอย "ขันแดง" แสลงใจ งานนี้ "โทนี่" ไม่พลาด

ขันแดงของทักษิณ    

นาทีนี้ ลำไย ไหทองคำ นำเพลงดังในอดีต “โบว์แดงแสลงใจ” มากลับมาคัฟเวอร์ใหม่ เพลงสนุกๆ ที่ครั้งหนึ่งถูกแปลงเป็น “เพลงล้อการเมือง”    

ถ้ายังจำกันได้ สงกรานต์ปี 2559 กลุ่มวงดนตรีไฟเย็น ที่ลี้ภัยอยู่ในลาว ได้ทำคลิปเพลง “ขันแดงแสลงใจ” ที่ดัดแปลงทำนองมาจากเพลง “โบว์แดงแสลงใจ” ปรากฏว่า เพลงแปลงใต้ดินเพลงนี้ได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว    

ตอนแรกไม่มีใครทราบว่า นักร้องหญิงที่ร้องเพลงขันแดงแสลงใจเป็นใคร? ต่อมา กลุ่มไฟเย็น ได้เผยโฉมหน้าคนร้องคือ แยมมี่ หรือ รมย์ชลี สมบูรณ์รัตนกูล ซึ่งวันนี้ ลี้ภัยอยู่ที่ฝรั่งเศส    

จากเพลงขันแดงแสลงใจ ที่แสลงหู พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา สมัยเป็นหัวหน้า คสช. ก็มาถึงข่าว “ขันป้อม” ใน พ.ศ.นี้ 

ย้อนรอย "ขันแดง" แสลงใจ งานนี้ "โทนี่" ไม่พลาด

แยมมี่ แจ้งเกิดจากเพลง “ขันแดงแสลงใจ”

เมื่อวันที่ 5 เม.ย.2564 หลังการประชุม ส.ส. เจ้าหน้าที่พรรคพลังประชารัฐ ได้แจกจ่ายขันน้ำพลาสติกให้กับ ส.ส.เขต ขันน้ำมี 3 สี ได้แก่ เขียว น้ำเงิน และม่วง พร้อมกับข้อความข้างขันว่า “พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าพรรค” และ “สุขสันต์วันสงกรานต์ ปีใหม่ไทย”     

ไม่ทันข้ามคืน เรื่อง “ขันป้อม” และ “ขันแม้ว-ปู” ก็ถูกโจษขานกันดังอึงมี่ในสื่อโซเชียล 

++
จับขันแดง
++
วันที่ 28 มี.ค.2559 มีรายงานข่าวว่า เจ้าหน้าที่ฝ่ายทหาร มทบ.33 ได้เชิญตัวชาวบ้านผู้ครอบครองขันน้ำสีแดงคนหนึ่งที่อยู่ อ.สันกำแพง จ.เชียงใหม่ มาสอบถามที่ไปที่มาของขันแดง ซึ่งเจ้าตัวได้ชี้แจงไปว่า ได้รับแจกมา และน่าจะเป็นของพรรคการเมือง เห็นว่าเป็นการส่งขันเพื่อให้มีการเล่นน้ำสงกรานต์อย่างประหยัด จึงได้รับมา และไม่ได้คิดอะไรนำมาโพสต์กันในกลุ่มเพื่อนจนเป็นข่าวขึ้นมา     

นั่นคือที่มาของข่าวขันแดง เริ่มจากสาวเชียงใหม่โพสต์ภาพคู่ขันแดง ที่มีข้อความอวยพรสงกรานต์ของทักษิณ ชินวัตร และ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี    

แล้วตำรวจ สภ.แม่ปิง อ.เมือง จ.เชียงใหม่ เชิญตัว “สาวขันแดง” มาสอบสวน พร้อมแจ้งข้อหาผิดประมวลกฎหมายอาญามาตรา 116 พร้อมนำตัวส่งศาลทหารจังหวัดเชียงใหม่ มณฑลทหารบกที่ 33 ค่ายกาวิละ เพื่อพิจารณาคดี สาวให้การปฏิเสธ ญาติยื่นประกันตัวใช้หลักทรัพย์เงินสด 1 แสนบาท    

ย้อนรอย "ขันแดง" แสลงใจ งานนี้ "โทนี่" ไม่พลาด

โอ๊ค พานทองแท้ แซวขันลุงป้อม

จังหวะนั้นเอง กลุ่มแดงใต้ดินก็ฉวยจังหวะอัพเพลง “ขันแดงแสลงใจ” ขึ้นยูทูบทันที โดยแปลงมาจากเพลงโบว์แดงแสลงใจ (ต้นฉบับพาเมล่า เบาว์เด้น)    

ยังไม่จบแค่นั้น ทหาร-ตำรวจเมืองน่าน เข้าตรวจค้นบ้าน สิรินทร รามสูต อดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทย พบขันน้ำสีแดงเกือบหมื่นใบ โดยมีข้อความเขียนข้างขันน้ำว่า “สุขสันต์วันสงกรานต์ปีใหม่ 2559” และ “แม้สถานการณ์จะร้อน ขอให้พี่น้องได้รับความเย็นจากน้ำ ผ่านขันใบนี้ด้วยครับ” พร้อมลายเซ็นของอดีตนายกรัฐมนตรี     

ที่น่าสนใจ ปลายเดือน เม.ย.2559 เจ้าหน้าที่ทหารมณฑลทหารบกที่ 31 และตำรวจนครสวรรค์ กว่า 300 นาย ตรวจค้นบ้านพักของ วีระกร คำประกอบ ได้พบขันน้ำสีแดงบรรจุอยู่ในถุงพลาสติกเป็นจำนวนมาก ซึ่งเวลานั้น “วีระกร” ยังเป็นอดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทย     

ไม่ทราบว่า วันนี้ “วีระกร” เป็น ส.ส.นครสวรรค์ พรรคพลังประชารัฐ จะขน “ขันป้อม” ไปแจกชาวบ้านกี่ใบ? 

ย้อนรอย "ขันแดง" แสลงใจ งานนี้ "โทนี่" ไม่พลาด

ขันน้ำของลุงป้อม

++
ขันไม่ขัน
++
วันที่ 3 เม.ย.2559 ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โพสต์ข้อความผ่านอินสตาแกรม thaksinlive เกี่ยวกับกรณีตำรวจ-ทหาร ยึดขันน้ำสีแดง ด้วยอารมณ์ฉุนเฉียวพอประมาณ    

“..ขันน้ำอันไม่กี่บาท เป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่ทุกวันสงกรานต์ ผมจะต้องทำของมาแจกทุกปีอยู่แล้ว แจกมาเป็นสิบๆรอบ ไม่เห็นเคยมีปัญหาทำให้ความมั่นคงของชาติ จะสั่นคลอนไปแต่อย่างใด..”    

ตอนนั้น ขันน้ำสีแดงได้กระจายผ่านอดีต ส.ส.เพื่อไทย ทั้งภาคเหนือ และภาคอีสาน ตำรวจ-ทหาร ก็ตามกวาดจับขันแดงในทุกหมู่บ้าน     

นอกจากนั้น การเมืองเรื่อง “ขันแดง” ทำให้ นพดล กรรณิกา สำนักวิจัยซุปเปอร์โพลล์สำรวจความคิดเห็นประชาชน เรื่อง “พฤติกรรมการติดตามข่าวสารของประชาชน กับ ขันแดงทักษิณ” พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 63.5 ไม่เห็นด้วยต่อการแจกขันแดงทักษิณ เพราะจะทำให้บ้านเมืองวุ่นวาย     

จะรอดูซุปเปอร์โพล จะสำรวจความคิดเห็นชาวบ้านเรื่อง “ขันป้อม หรือไม่? ทำนองเดียวกัน “ขันป้อม” ก็กลายเป็นประเด็นการเมืองเช่นกัน     

เมื่อ 6 เม.ย. 2564 พานทองแท้ ชินวัตร ทวีตข้อความผ่านทวิตเตอร์ Oak Panthongtae @oak_ptt ระบุว่า “เทศกาลสงกรานต์ ลุงถือโอกาสแจกขัน แนะนำอาชีพใหม่ให้คนไทย #เนียนนะลุง คนไทยเคยทำมาค้าขายพอลุงยึดอำนาจ เปลี่ยนเป็น ขายรถ ขายบ้าน ขายที่ ขายสมบัติเก่ากินกันเป็นแถว อยู่มา 7 ปี ลุงแจกขันทีนึง 2ล้านใบ หากอยู่จนครบเทอม คนไทยถือขันกันทั้งประเทศ แล้วใครจะเป็นคนหยอดเงินครับลุง”    

การเมืองเรื่องขันน้ำพลาสติก จากอดีตถึงปัจจุบัน จึง “เละตุ้มเป๊ะ” ด้วยประการฉะนี้ 

เรือล่มน้ำงึม “อดีตผู้นำลาว” สูญเสียภรรยา-ลูก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/463011

เรือล่มน้ำงึม “อดีตผู้นำลาว” สูญเสียภรรยา-ลูก

5 เมษายน 2564 – 15:10 น.

อาถรรพ์น้ำงึม เรือสำราญแดนสะหวันล่มกลางพายุ พราก 6 สมาชิกครอบครัว “ท่านจูมมะลี ไชยะสอน” อดีตประธานประเทศลาว

++
สำนักข่าวสารประเทศลาว รายงานว่า เช้าวันที่ 4 เม.ย.2564 ได้เกิดอุบัติเหตุเรือท่องเที่ยวล่ม บริเวณอ่างน้ำงึม เมืองทุละคม แขวงเวียงจันทน์

เรือล่มน้ำงึม "อดีตผู้นำลาว" สูญเสียภรรยา-ลูก

ท่านจูมมะลี ไซยะสอน อดีตประธานประเทศลาว ปลอดภัย

ท่านคำพัน สิดทิดำพา เจ้าแขวงเวียงจันทน์ กล่าวว่า เหตุการณ์เรือล่มครั้งนี้ เกิดขึ้นเพราะฝนตก มีพายุลมแรงพัดเรือท่องเที่ยวพลิกคว่ำ เรือลำนี้ มีผู้โดยสาร 39 คน หลังเกิดเหตุ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เข้าช่วยเหลือผู้โดยสาร สามารถช่วยผู้ที่รอดชีวิตไว้ได้ 31 คน และมีผู้เสียชีวิต 8 คน    

มีรายงานข่าวเพิ่มเติมว่า ครอบครัวของท่านจูมมะลี ไซยะสอน อดีตประธานประเทศ สปป.ลาว เดินทางมาพักผ่อนที่โรงแรมแดนสะหวัน-น้ำงึม โดยมีแผนการลงเรือไปท่องเที่ยวรอบอ่างน้ำงึม    

จากเหตุการณ์เรือล่ม ท่านจูมมะลี ได้รับการช่วยเหลือและนำตัวส่ง รพ.ในนครหลวงเวียงจันทน์ แพทย์ได้ดูแลอย่างใกล้ชิด ท่านจูมมะลีปลอดภัยแล้ว    

เรือล่มน้ำงึม "อดีตผู้นำลาว" สูญเสียภรรยา-ลูก

งานบำเพ็ญกุศลศพ ท่านนางแก้วสายใจ ไซยะสอน พร้อมบุตรชาย วิดง ไซยะสอน และภรรยา

ส่วนท่านนางแก้วสายใจ ไซยะสอน ภริยาท่านจูมมะลี และท่านวิดง ไซยะสอน อดีตเจ้าแขวงเวียงจันทน์ บุตรชายท่านจูมมะลี เสียชีวิตพร้อมกับเครือญาติอีก 4 คน ขณะนี้ ทางการลาวได้นำร่างผู้เสียชีวิตทั้ง 6 คน ไปตั้งบำเพ็ญกุศลที่สโมสรกระทรวงป้องกันประเทศ ค่ายโพนเค็ง    

สำหรับผู้เสียชีวิตอีก 2 รายนั้น ไม่ได้เกี่ยวข้องกับครอบครัว “ไซยะสอน” ได้แยกไปจัดพิธีบำเพ็ญกุศลศพต่างหาก 

++
ครอบครัวไซยะสอน
++
ท่านจูมมะลี ไซยะสอน เป็นชาวลาวเผ่าลาวลุ่ม เกิดในครอบครัวชาวนาที่บ้านวัดเหนือ เมืองไซเสดถา แขวงอัดตะปือ ประเทศลาว    

เรือล่มน้ำงึม "อดีตผู้นำลาว" สูญเสียภรรยา-ลูก

เรือท่องเที่ยวของโรงแรมแดนสะหวันล่ม

ในการประชุมของคณะกรรมการกลางพรรคสมัยที่ 8 เมื่อวันที่ 21 มี.ค.2549 ท่านจูมมะลี ไซยะสอน ได้รับเลือกตั้งให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการพรรคประชาชนปฏิวัติลาว และการประชุมสภาแห่งชาติชุดที่ 6 เมื่อวันที่ 8 มิ.ย.ปีเดียวกัน ที่ประชุมได้ลงมติเลือกให้เข้ารับตำแหน่งประธานประเทศ ต่อจากท่านคำไต สีพันดอน นับเป็นประธานประเทศ คนที่ 6 แห่งสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว    

ท่านวิดง ไซยะสอน บุตรชายของท่านจูมมะลี ถือว่าเป็นนักการเมืองหนุ่มรุ่นใหม่ เคยเข้ารับตำแหน่งเจ้าแขวงเวียงจันทน์ แต่โชคร้ายต้องประสบเหตุเรือล่ม ทำให้ท่านวิดง และภรรยาเสียชีวิต พร้อมกับมารดา-แก้วสายใจ ไซยะสอน

ค่าย “เต้น” เมิน “ม็อบตู่” แดงตัดแดง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/463005

ค่าย “เต้น” เมิน “ม็อบตู่” แดงตัดแดง

5 เมษายน 2564 – 14:03 น.

ส่องม็อบไล่ประยุทธ์ มีแต่แดงสาย “ตู่”  ไม่เห็นแดงสาย “เต้น” แถมเหลือง “พิภพ” หลบหน้า คอลัมน์… ท่องยุทธภพ โดย… ขุนน้ำหมึก

++
เป็นที่ทราบกันดีว่า สำนักข่าว “ยูดีดีนิวส์ – UDD news” คือกระบอกเสียงของ นปช. ปีก “เสี่ยเต้น” ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ โดยมี ธิดา ถาวรเศรษฐ เป็นแม่งานใหญ่ ซึ่งทุกครั้งที่มีการชุมนุมของกลุ่มราษฎร หรือกลุ่มเยาวชนปลดแอด ทีมงานยูดีดีนิวส์จะถ่ายทอดสดผ่านแฟนเพจและช่องยูทูบทุกนัด    

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง…  ไหวมั้ยวัดกำลัง “ม็อบตู่”  “แดง” เมิน “เหลือง” มึน

ค่าย "เต้น" เมิน "ม็อบตู่" แดงตัดแดง

เต้น ขอเคียงข้างม็อบสามนิ้ว

ขณะที่การชุมนุมสามัคคีประชาชน เพื่อประเทศไทย ไล่ประยุทธ์ ที่สวนสันติพร ของกลุ่ม “เสี่ยตู่” จตุพร พรหมพันธุ์ ทีมงานยูดีดีนิวส์ ไม่ได้เดินทางไปรายงานข่าว และไลฟ์มาให้คนเสื้อแดงได้ชมเหมือนม็อบเยาวชน    

ตรงกันข้าม แฟนเพจยูดีดีนิวส์ กลับประโคมการข่าวการนัดชุมนุมของกลุ่มภาคีศาลายาเพื่อประชาธิปไตย ในวันที่ 10 เม.ย.2564 ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย    

ภาคีศาลายาเพื่อประชาธิปไตย เป็นการร่วมมือกันของนักศึกษา และคนเสื้อแดงฝ่ายก้าวหน้า ที่ยืนยัน 3 ข้อเรียกร้อง 1 ความฝันคือ 1.ประยุทธ์ต้องลาออก 2.ยกเลิก สว. ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ 3.ยกเลิก112 ปล่อยนักโทษ ม.112 ทุกคน และ 1 ความฝัน ปฎิรูปสถาบันกษัตริย์    

สอดรับกับแนวคิดของ “เสี่ยเต้น” ที่ประกาศขอยืนเคียงข้างพลังคนรุ่นใหม่ ในวันที่แถลงข่าวหลังการได้รับอิสรภาพอย่างเป็นทางการ

ค่าย "เต้น" เมิน "ม็อบตู่" แดงตัดแดง

ธิดา เตรียมแผนม็อบ 10 เมษา

++
แดงก้าวหน้า
++ 
ระหว่างที่ “เสี่ยเต้น” ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ยังอยู่ในเรือนจำ ก็มีปรากฏการณ์ “ม็อบสามนิ้ว” ของเยาวชนคนรุ่นใหม่ สร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับคนเสื้อแดงเป็นอย่างยิ่ง    

ธิดา ถาวรเศรษฐ ได้ใช้สื่อออนไลน์ UDD news เสนอข้อความคิดความเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์ม็อบราษฎร ม็อบปลดแอก ม็อบแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุมอย่างต่อเนื่อง    

พูดง่ายๆว่า นปช.ปีก “เต้น ธิดา เหวง” หนุนแนวคิดคนรุ่นใหม่ “แม้พวกคุณจะเป็นเยาวชน  แต่คุณมีต้นทุนและมีผู้สนับสนุนอยู่มากมาย  กล้าไปเลย..”    

ตรงกันข้ามกับ จตุพร พรหมพันธุ์ ประธาน  นปช. ที่เฟชบุ๊คไลฟ์ peace talk เกือบทุกวัน โดยวิพากษ์วิจารณ์ขบวนการเยาวชนปลดแอก สร้างความไม่พอใจให้คนเสื้อแดงบางกลุ่ม ถึงกับยัดเยียดคำว่า “สลิ่ม” ให้ประธาน นปช.    

กระแสเรียกร้องให้เปลี่ยนตัวประธาน นปช. เริ่มก่อหวอดในกลุ่มแดงก้าวหน้า แม้ว่า ธิดาจะเห็นด้วยกับเสียงเรียกร้องดังกล่าว แต่ก็ไม่กล้าแตกหักกับปีกจตุพร จึงทำให้แค่ “ธิดาโพลล์” กลบเกลื่อนความขัดแย้งภายในแกนนำ นปช.    

สบจังหวะ “เสี่ยเต้น” ได้อิสรภาพ พวกเขาเลยถือโอกาสแสดงจุดยืนหนุนขบวนการคนรุ่นใหม่ ได้ใจกองเชียร์ม็อบสามนิ้วไปเต็มๆ  

ค่าย "เต้น" เมิน "ม็อบตู่" แดงตัดแดง

ตู่ ขอชิมลางม็อบ 3 วัน

++
ส่องม็อบตู่
++
เริ่มต้นไปแล้ว ม็อบรวมทุกสีเสื้อ “ไทยไม่ทน สามัคคีประชาชน เพื่อประเทศไทย” บริเวณสวนสันติพร อนุสรณ์สถานพฤษภาประชาธรรม ปรากฏว่า มีความหลากสีเสื้อเฉพาะผู้ปราศรัยบนเวที แต่ด้านล่างก็ยังเป็นคนเสื้อแดง สายตู่ จตุพร    

เนื่องจาก “เสี่ยตู่” มีสถานีโทรทัศน์ดาวเทียมช่องพีซทีวี เป็นกระบอกเสียง จึงดึงดูดคนเสื้อแดงกลุ่มหนึ่งให้มาร่วมกิจกรรมอยู่เนืองๆ แม้จะย้ายจากชั้น 5 อิมพีเรียล ลาดพร้าว ไปอยู่รามอินทรา 40 เอฟซีเสื้อแดงก็ไม่ห่างหายไป    

บนเวทีม็อบรวมสีเสื้อ มีทั้งจตุพร พรหมพันธุ์ ,อดุลย์ เขียวบริบูรณ์, วีระ สมความคิด ,ธนาวุฒิ วิชัยดิษฐ์ ,การุณ ใสงาม, ไทกร พลสุวรรณ ,สมบูรณ์ ทองบุราณ และชินวัตร จันทร์กระจ่าง     

เฉพาะหน้านี้ “เสี่ยตู่” วางแผนชุมนุมต่อเนื่อง 3 วัน(4-7 เม.ย.) โดยจะเว้นวันที่ 6 เม.ย. เนื่องจากมีแนวร่วมจัดงานเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญ     

ที่ขาดหายไปจากเวทีม็อบไล่ประยุทธ์คือ พิภพ ธงไชย และกลุ่มเพื่อนอานันท์ ซึ่งเป็นไปตามกระแสข่าวก่อนหน้านี้ว่า พิภพ ธงไชย และปรีดา เตียสุวรรรณ์ ไม่เห็นด้วยกับยุทธวิธีของ “เสี่ยตู่” และ “เสี่ยอดุลย์”    

นัยว่า สมาชิกกลุ่มเพื่อนอานันท์ ยังกังขาความสัมพันธ์ระหว่าง “เสี่ยตู่” กับ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ และเผด็จ ภูรีปติภาณ คอลัมนิสต์นามปากกา “พญาไม้” จึงขอดูอยู่ห่างๆ 

“ลุงตู่” ในสมรภูมิม็อบ “แก้รธน.- ยุบสภา” ยาวไป #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/462987

“ลุงตู่” ในสมรภูมิม็อบ “แก้รธน.- ยุบสภา”  ยาวไป 

5 เมษายน 2564 – 11:26 น.

“ลุงตู่” ในสมรภูมิม็อบ “แก้รธน.- ยุบสภา”  ยาวไป  คอลัมน์… วิเคราะห์การเมืองร้อน

 
ใครที่เห็นปรากฎการณ์ ไล่นายกฯ “พล.อ.ประยุทธ์” ของ “กลุ่มจตุพร” ต้องบอกว่าไม่ปัง 
เนื่องจากขาดเงื่อนไขที่สุกงอม และปัจจัยร่วมอีกหลายประการ เลยทำให้ก ลุ่มต่างๆ ที่มีศักยภาพไม่ได้เข้าร่วม 

เอาแค่กลุ่มคนเสื้อแดงในภาคต่างๆ ที่มี “แรมโบ้ อีสาน –  “เสกสกล อัตถาวงศ์” ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำนายกฯ คอยประสานให้ออกมาแถลงข่าวว่าไม่เข้าร่วม ยิ่งทำให้คนที่ลังเลและไม่ตัดสินใจยังนิ่งอยู่กับที่รอดูท่าทีกันก่อน 

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง… “แรมโบ้” ยัน นายกฯและรัฐบาลไม่เคยหยุดคิดหามาตรการช่วยประชาชนที่เดือดร้อน 

ที่สำคัญ กลุ่มคนกันเองอดีต นปช.อย่าง ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ , เหวง โตจิราการ , ธิดา ถาวรเศรษฐ กลุ่มนี้ “สายตรงโทนี่ดูไบ”  ยังนิ่งเงียบ  

ฉะนั้นกลุ่มเสื้อแดง นปช.กลุ่มใหญ่ที่สุดคือ กลุ่มณัฐวุฒิ หากไม่เคลื่อน มวลชนก็ไม่ตาม จะมีเพียงเสื้อแดงปทุมและเสื้อแดงนนท์ ที่เคยมาร่วมกับม็อบเด็ก 3 นิ้วเท่านั้นที่มาประจำ ซึ่งไม่ได้มีพลังอะไร  

ดังนั้นบนเวที “จตุพร” แทนที่จะขับไล่ พล.อ.ประยุทธ์ กลายเป็นไปขับไล่ “แรมโบ้อีสาน” เกลอเก่าเสียงั้น เพราะว่า แรมโบ้ มีบทบาทสูงมากในการออกมาต่อต้านกลุ่มจตุพร ทั้งบนดินและใต้ดิน ภายใต้การบัญชาเกมของ 2 เสธ.เคียงกายนายกฯคือ “เสธ.เก๋” และ”เสธ.มิตร”  

การชุมนุมแบบไร้พลังที่สวนสันติพร จบลงอย่างเรียบง่าย แม้นจะมี  พิภพ ธงไชย และ วีระ สมความคิด มาร่วม ก็ไม่ได้ทำให้ฝ่ายรัฐบาลหนักใจเพราะทั้งสองคนนี้ ไม่มี”มวลชน”ให้การสนับสนุน  

ยิ่งเนื้อหาในการขับไล่ “พล.อ.ประยุทธ์” ขาดชุดความคิดที่ตกผลึกและชัดเจนก็ยิ่งทำให้การขับไล่พล..ประยุทธ์ ขาดความชอบธรรม และขาดการมีส่วนร่วมของม็อบกลุ่มอื่นๆ 
 
ที่เป็นเช่นนี้เพราะ ชื่อของ “จตุพร” ในแวดวงเคลื่อนไหวทางการเมืองนั้น ขายไม่ได้ ขายไม่ออก ด้วยปรากฎว่าจุดยืนนั้นไม่ได้อยู่กับร่องกับรอย ขนาดทักษิณ ชินวัตร นายใหญ่ นายเก่า “จตุพร” ยังหักหลัง ในสนามเลือกตั้งนายกอบจ.ที่เชียงใหม่ จตุพรก็ทำมาแล้ว ฉะนั้นคนอื่นๆ จึงหนีห่าง ไม่ยอมเอาตัวมาเกลือกกลั้วด้วย 
 
เชื่อว่า ม็อบจตุพร จะไม่ทำให้พล.อ.ประยุทธ์ เสียสมาธิ เพราะพรรคร่วมรัฐบาลต้องการเพียงเดินหน้าแก้ไขกติกาการเลือกตั้ง จากนั้น ก็จะนำไปสู่การยุบสภาเพื่อเลือกตั้งใหม่  

และด้วยเงื่อนไขของ 250 ส.ว. จะทำให้พล.อ.ประยุทธ์ กลับมาเป็นนายกฯอีกครั้ง ที่สำคัญจะมีพรรคการเมืองเพิ่มอีกหลายพรรคเพื่อให้เป็นตัวเลือกในการที่พรรคพลังประชารัฐ จะเลือกมาร่วมรัฐบาล อย่างพรรคไทยสร้างไทย เป็นต้น.