“ขาใหญ่ พปชร.”บี้ “3 ป.”อีกรอบ ขอนั่งมหาดไทย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

“ขาใหญ่ พปชร.”บี้ “3 ป.”อีกรอบ ขอนั่งมหาดไทย

"ขาใหญ่ พปชร."บี้ "3 ป."อีกรอบ ขอนั่งมหาดไทย25 กรกฎาคม 2563 – 15:07 น.

“ขาใหญ่ พปชร.”บี้”3 ป.”อีกรอบ ขอนั่งมหาดไทย อ้าง “ป๊อก”ละเลย- ส่ง” อ.เเหม่ม-นฤมล” เบียดเก้าอี้”เสี่ยเฮ้ง-สุชาติ ชมกลิ่น”

รายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาลเเจ้งว่าหลังจาก พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีเเละรมว.กลาโหมระบุว่าการปรับครม.ประยุทธ์2/2น่าจะยุติในกลางเดือน ส.ค.โดยทีมเศรษฐกิจน่าจะลงตัวคือนายปรีดี ดาวฉาย รองนายกรัฐมนตรีเเละรมว.คลัง นายสุพัฒนพงษ์ พันธุ์มีเชาว์   รมว.พลังงาน โดยเป็นโควตาของพลเอกประยุทธ์

 ส่วนฝ่ายการเมืองนั้นลงตัวบางตำเเหน่ง เช่น นายเอนก เหล่าธรรมทัศน์ จากพรรครวมพลังประชาชาติไทย จะเป็นรมว.อุดมศึกษาฯ นายอนุชา นาคาศัย จากพรรคพลังประชารัฐ น่าจะเป็น รมต.สำนักนายกฯดูเเลกองทุนหมู่บ้านฯซึ่งพรรคพลังประชารัฐหวังไว้ว่าจะเป็นกลไกหลักในการหาเสียงเลือกตั้งส.ส.เเละท้องถิ่นในเร็ววันนี้ เเละนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ยังเป็นรมว.อุตสาหกรรมต่อโดยไม่ขยับตำเเหน่งตามที่กลุ่มสามมิตรผลักดัน

เเต่เเกนนำพรรคพลังประชารัฐบางส่วนยังขยับต่อเนื่องเรื่องการปรับครม.เพราะทราบว่า รมต.บางคนในพรรคพลังประชารัฐกำลังต่อรองใหม่กับพลเอกประยุทธ์ พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯเเละหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ รวมทั้งพลเอกอนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทยด้วย เพราะมองว่ายังพอมีเวลาที่จะต่อรองใหม่

โดย”ขาใหญ่ “รายนี้กำลังขอให้ตัวเองย้ายไปที่กระทรวงมหาดไทยเพื่อดูเเลกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่นเพื่อดูเเลการเลือกตั้งหลังกระเเสในพรรคที่เสนอให้พลเอกประวิตรย้ายไปเป็นรองนายกฯเเละรมว.มหาดไทยตกไป เพราะพลเอกประวิตรไม่ยินยอม เเละยังอ้างว่าพลเอกอนุพงษ์ไม่ดูเเลคนในพรรคเท่าที่ควร หากปล่อยไว้เนิ่นนานพรรคพลังประชารัฐจะเกิดผลเสียบนกระดานการเมืองในภาพรวม

“ขาใหญ่”คนนี้ยังผลักดันนางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ โฆษกประจำสำนักนายกฯเเละเหรัญญิกพรรคที่หลุดโผล่าสุดไปกลับมามีชื่อลุ้นในครม.ชุดใหม่โดยเสนอให้นางนฤมล ไปเป็นรมว.หรือ รมช.เเรงงาน โดยมีชื่อคู่กับนายสุชาติ ชมกลิ่น รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ที่ได้รับการยืนยันว่าจะไปทำงานในกระทรวงเเรงงาน

“ขาใหญ่”อ้างว่าส่งนางนฤมล ที่มีความรู้ด้านเศรษฐศาสตร์เพื่อไปหาวิธีนำงบประมาณของสำนักงานประกันสังคมที่มีเงินจากผู้ประกันตนเเละผู้ใช้เเรงงาน(ข้อมูลของสำนักงานประกันสังคม รายงานสถานะเงินลงทุนกองทุนประกันสังคม ณ วันที่ 30 กันยายน 2562 อยู่ที่ 2,055,040 ล้านบาท)มาใช้ โดยอ้างภาวะเศรษฐกิจจากไวรัสโควิด-19 โดยอ้างผลบวกทางการเมืองของพรรคหากดึงเงินก้อนนี้บางส่วนมาขับเคลื่อนเศรษฐกิจ 

และทราบว่าตอนนี้พล.อประยุทธ์ พล.อ.ประวิตรเเละพล.อ.อนุพงษ์หารือเรื่องนี้กันอยู่เพราะบางคนในกลุ่ม3ป.คัดค้าน เพราะมองว่าหากปรับครม.สูตรนี้จะมีหลายปัญหาตามมา เเต่บางคนเห็นด้วยกับสูตรนี้เพราะจะได้สยบคลื่นใต้น้ำในพรรคเเละเดินหน้าทางการเมืองได้ เเต่บางคนที่คัดค้านมองว่าหากทำเเบบนี้จะทำให้ครม.ชุดใหม่ขยับงานยากเเละฝ่ายการเมืองที่หลุดโผไปจะเเสดงความไม่พอใจเเละอาจเล่นเกมการเมืองในรัฐสภาเพื่อตอบโต้เเกนนำรัฐบาลเเละเเกนนำพรรคที่ไม่ทำตามสัญญา ตรงนี้กลุ่ม3ป.ต้องหาทางเลือกที่ดีที่สุดให้ลงตัว

“ไม่เห็นด้วยกับการที่นำนางนฤมล เข้ามาเป็น รมต. ถามว่านายกฯมีความจำเป็นอะไรต้องมารับแรงปะทะจากส.ส.ในพรรค ในภาวะที่ฝั่งตรงข้ามเริ่มปลุกระดมเยาวชน- นักศึกษาออกมาขับไล่รัฐบาล ถามว่าตรงนี้ มันคุ้มค่าไหม หากนายกฯเลือกนางนฤมลเข้าร่วมครม.”

“ครูวีระ”ชี้ทำไม “เยาวชนปลดแอก” ต้องชุมนุมประท้วง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

“ครูวีระ”ชี้ทำไม “เยาวชนปลดแอก” ต้องชุมนุมประท้วง

"ครูวีระ"ชี้ทำไม "เยาวชนปลดแอก" ต้องชุมนุมประท้วง25 กรกฎาคม 2563 – 14:55 น.

“ครูวีระ” ชื่นชมและขอให้กำลังใจ นักเรียน นิสิต นักศึกษา ชุมนุมประท้วง บอกเป็น “เรื่องดีมาก” เพราะยืนยันว่าไทยมีประชาธิปไตยอย่างแท้จริง เตือนอย่าจาบจ้วงคนไทยรักพระเจ้าอยู่หัว หวังผู้ใหญ่ไม่คิดอะไรร้ายๆกับเด็ก แม้ว่าจะมีเครื่องมืออยู่มากมายก็ตาม

นายวีระ สุดสังข์ นักเขียนอิสระ อดีตครูสอนภาษาไทย และศิลปินอีสาน โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ใจความว่า

การที่นักเรียน นิสิต นักศึกษารวมตัวกันออกมาชุมนุมประท้วง ถามว่า ดีไหม? ผมตอบทันทีว่า ดีมาก !

การเมืองในหนังสือ การเมืองที่ครูอาจารย์บอกสอนนั้น มันเป็นแค่ความรู้ แต่การลงภาคสนามคือการปฏิบัติจริง เรียนรู้จริงด้วยตนเอง สร้างเป้าหมายและสร้างพลังด้วยตนเอง และยังเป็นการแสดงออกถึงสิทธิเสรีภาพในระบอบประชาธิปไตย มันยืนยันได้ว่า ประเทศไทยมีประชาธิปไตยอย่างแท้จริง ถ้าไม่มีประชาธิปไตยก็ไม่สามารถออกมาเดินชูป้ายตามถนนหนทางได้ 

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง: ตามนัด ม็อบ “เยาวชนปลดแอก” รวมตัว “อนุสาวรีย์ ปชต.”

ผิดจากหลายประเทศซึ่งผมมีเพื่อนอยู่ เขาบอกว่า เขาอิจฉาประเทศไทย ไม่พอใจอะไร? เห็นสิ่งใดไม่ถูกต้องก็สามารถชุมนุมเรียกร้องได้ ขับไล่ผู้นำประเทศก็ได้ เราจะหาสิทธิเสรีภาพเหมือนประเทศไทยได้อย่างไร? ขณะเดียวกัน พ.ร.ก.ฉุกเฉินของประเทศยังไม่ห้ามการชุมนุมประท้วงอีกด้วย

สิ่งที่เด็กๆ(นักเรียน นิสิต นักศึกษา) จะต้องเรียนรู้ก็คือ การวางแผน ยุทธศาสตร์ ยุทธวิธีในการชุมนุม การเตรียมความพร้อม นับแต่การสรรหาผู้นำในการชุมนุม, เนื้อหาสาระ, การวางตัวบุคคลดูแลความปลอดภัย(การ์ด), การเตรียมสถานที่ เวที เต็นท์ เครื่องเสียง เครื่องมือ อาหาร ยา ห้องสุขา ที่หลับนอน (หากชุมนุมข้ามคืน) การแก้ไขสถาณการณ์นาทีต่อนาที, ชั่วโมงต่อชั่วโมงและวันต่อวัน

สิ่งสำคัญกว่านั้นคือการสร้างพลังในจิตใจตนเองว่า เข้มแข็ง แกร่ง กล้า มากน้อยแค่ไหน? พร้อมที่จะเป็นจะตาย จะบาดเจ็บได้หรือไม่? (หากมีการปะทะหรือการจากมือที่สาม)

 การสร้างความสามัคคีเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวก็สำคัญมาก หากเกาะกลุ่มกันไม่แน่น โอกาสแตกสลายก็มากเช่นเดียวกัน สิ่งเหล่านี้ไม่มีในหนังสือเรียน แม้ใครเล่าประสบการณ์ให้ฟังก็เข้าไม่ถึงจนซึ้งใจ

การชุมนุมที่ถนนราชดำเนิน นับแต่วันที่ 18 กรกฎาคม 2563 เป็นต้นมา ทำให้เด็กๆขานรับกันเป็นทอดๆ เด็กๆจากมหาวิทยาลัยตามหัวเมืองต่างจัดชุมนุมขึ้นโดยพร้อมเพรียงกัน ซึ่งพอจะคาดคะเนได้ 2 ทาง คือ

1.เกิดจากจิตสำนึกอันแท้จริงว่า ต้องการเปลี่ยนแปลง 1.ยุบสภา 2.หยุดคุกคาม 3.แก้ไขรัฐธรรมนูญ

2.เกิดจากกลัวน้อยหน้า สถาบันนั้นจัดชุมนุมได้ สถาบันของเราต้องจัดชุมนุมได้ ถ้าไม่จัดชุมนุมเหมือนสถาบันอื่นๆ สถาบันของเราอาจถูกเหยียดหยามได้ จึงเห็นว่า การชุมนุมหลายสถาบัน ไม่ได้เน้นถึงการยุบสภา, การหยุดคุกถามและเรียกร้องให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ หากเป็นการหยิบประเด็นต่างๆมาด่า มาขับไล่ เรียกเสียงปรบมือและสร้างความสนุกสนาน ประมาณว่านี่คือ “แฟชั่นการชุมนุม”

ข้อน่าสังเกต เหตุการณ์ชุมนุมผ่านมาหนึ่งสัปดาห์แล้ว บรราดาสื่อวิทยุ โทรทัศน์และหนังสือพิมพ์แทบไม่เห็นความสำคัญของเด็กๆ ครั้นจะบอกว่ารัฐบาลควบคุมสื่อได้ทุกสำนักก็เกินจะเชื่อ แม้แต่สื่ออิสระอย่างช่องยูทูบ ซึ่งใครก็สามารถนำเสนอได้ แต่ก็มีน้อยมาก คล้ายๆผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมืองมองเห็นว่า “มันเป็นเพียงการเล่นเกมของเด็ก เล่นเบื่อก็หยุดเล่นไปเอง” ซึ่งถ้าคิดอย่างนี้จะเป็นการประมาทเด็กๆไปสักหน่อย

แต่ขณะเดียวกัน กระแสต่อต้านเด็กๆก็มีมาก อันเนื่องจาก “จงใจหมิ่นสถาบันกษัตริย์” ซึ่งปวงชนชาวไทยยังจงรักภักดีในสถาบันกษัตริย์และไม่เห็นด้วยกับการกระทำของเด็กๆ

หน่วยความมั่นคงของชาติบ้านเมืองก็นับว่า “ใจดีมาก” นับแต่ไม่ห้ามการชุมนุม, ไม่ใช้ความรุนแรง, แต่ใช้จิตวิทยาในการเดินเข้าหาเด็กๆพร้อมกับอำนวยความสะดวก เด็กๆอาจจะเพลินและได้ใจจนไม่รู้ว่า “ลึกๆแล้วผู้ใหญ่คิดอะไรอยู่” โดยส่วนตัวผมก็ไม่ปรารถนาให้ผู้ใหญ่คิดอะไรร้ายๆกับเด็ก แม้ว่าจะมีเครื่องมืออยู่มากมายก็ตาม

การชุมนุมจะบรรลุเป้าหมายหรือไม่ก็ไม่ทราบได้ แต่สิ่งที่เด็กๆได้รับเต็มๆ คือ ประสบการณ์อันล้ำค่าในฐานะผู้นำ ในฐานะคณะกรรมการ ในฐานะผู้ตาม ในฐานะผู้มีส่วนร่วม ฯลฯ ประสบการณ์ครั้งนี้จะผิดถูกอย่างไร? เมื่อเวลาผ่านไป พวกเด็กๆเติบโตเป็นผู้ใหญ่ ประสบการณ์จะบอกเขาเองว่า สิ่งที่ได้กระทำลงไป คือ อะไร? น่าภูมิใจหรือน่าอาย, ถูกต้องหรือไม่ถูกต้องๆ แล้วจะเป็นบทสรุปในชีวิตทางการเมืองของพวกเขา

ขอให้กำลังใจ

วีระ สุดสังข์

25 กรกฎาคม 2563

"ครูวีระ"ชี้ทำไม "เยาวชนปลดแอก" ต้องชุมนุมประท้วง

แฟลชม็อบปารีส “ส้มยุโรป” ไล่ประยุทธ์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

แฟลชม็อบปารีส “ส้มยุโรป” ไล่ประยุทธ์

แฟลชม็อบปารีส "ส้มยุโรป" ไล่ประยุทธ์25 กรกฎาคม 2563 – 14:50 น.

โลกล้อมไทยภาค 2 สาวก “ธนาธร” ในยุโรป รวมพลไล่ประยุทธ์ ไม่หวั่นโควิด-19

วันอาทิตย์ที่ 26 ก.ค. 2563 ผู้รักประชาธิปไตยจากหลายประเทศทั่วทวีปยุโรป ได้แก่ เยอรมนี, สหราชอาณาจักร, เดนมาร์ก ,เนเธอร์แลนด์ ,สวีเดน และฝรั่งเศส ได้นัดรวมตัวกันที่ Place de la République กรุงปารีส ฝรั่งเศส เพื่อทำกิจกรรม “ไทย-ยูโรเปียนเอียนเผด็จการ”

ถัดมาอีกสองวัน กลุ่มผู้ลี้ภัยคดี 112 จัดกิจกรรมแฟลชม็อบในสถานที่แห่งเดียวกันนี้

ดูเหมือนว่า กลุ่มผู้รักประชาธิปไตยในยุโรป กับกลุ่มผู้ลี้ภัยคดี 112 จะมีเส้นแบ่งกันอยู่ จึงเดินทางกันคนละสาย

เนื่องจากกลุ่มผู้ลี้ภัย เป็นสายฮาร์ดคอร์ แต่กลุ่มคนไทยในยุโรป มิได้มีแนวคิดอุดมการณ์ เหมือนกลุ่ม “จรัล” และมิตรสหาย

แฟลชม็อบปารีส "ส้มยุโรป" ไล่ประยุทธ์

เปิดโฉมส้มยุโรป
หลัง “องค์การเสรีไทยเพื่อสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตย” ของเครือข่าย “ทักษิณ ชินวัตร” ปิดฉาก ก็ปรากฏกลุ่มผู้รักประชาธิปไตยในยุโรป จัดงาน “วิ่งไล่อยุติธรรม” เมื่อต้นเดือน ก.พ. 2563

กลุ่มผู้รักประชาธิปไตยในยุโรป ประกอบด้วย เครือข่ายแรงงานไทยในยุโรป, เครือข่ายชาวไทยผู้รักประชาธิปไตยในยุโรป, กลุ่ม Thailand Human Rights Campaign (UK), กลุ่ม Konthai UK และสถาบัน Stiftung Asienhaus (Germany)

กิจกรรรมวิ่งไล่อยุติธรรมวันนั้น มีการอ่านแถลงการณ์ 3 ภาษา ไทย อังกฤษ ฝรั่งเศส ตามด้วยกิจกรรม “วิ่งไล่ประยุทธ์” รอบอนุสาวรีย์ พร้อมร้องเพลงเพื่อประชาธิปไตย

สังเกตจากการเคลื่อนไหวพบว่า ผู้เข้าร่วมชุมนุมหลายคนสวมหมวก เสื้อ และถือธงที่มีสัญลักษณ์พรรคอนาคตใหม่ชัดเจน

อย่าลืมว่า ช่วงก่อตั้งพรรคอนาคตใหม่ “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” ได้มาเดินสายพบคนไทยในยุโรป ปรากฏว่า มีเสียงตอบรับดียิ่ง

เมื่อแฟลชม็อบในเมืองไทยเบ่งบาน เครือข่ายคนรัก “ธนาธร-ปิยบุตร” และพรรคก้าวไกล จึงนัดรวมตัวกันอีกครั้งที่ Place de la République กรุงปารีส ทำกิจกรรม “ไทย-ยูโรเปียนเอียนเผด็จการ”

วันที่ 29 ก.ค. 2563 เครือข่ายส้มยุโรป ก็จะจัดการชุมนุมที่ประเทศอังกฤษ ท่ามกลางการระบาดของโควิด-19 

แฟลชม็อบปารีส "ส้มยุโรป" ไล่ประยุทธ์

สายฮาร์ดคอร์
จริงๆแล้ว ในกรุงปารีส ฝรั่งเศส เป็นแหล่งชุมนุม “ผู้ลี้ภัย 112” หรือ “สมาคมนักประชาธิปไตยไร้พรมแดน” ที่มี จรัล ดิษฐาอภิชัย เป็นแกนนำ

ไล่ดูชื่อผู้ลี้ภัย 112 ที่อยู่ในปารีสเวลานี้ ได้แก่ จรัล ดิษฐาอภิชัย, สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล, วัฒน์ วรรลยางกูร, อั้ม เนโกะ และสมาชิกวงดนตรีไฟเย็น

แฟลชม็อบปารีส "ส้มยุโรป" ไล่ประยุทธ์

ส่วน จรรยา ยิ้มประเสริฐ นักเคลื่อนไหวด้านแรงงานนานาชาติ ก็มีการทำกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ต่อเนื่อง

ปรากฏการณ์แฟลชม็อบ ภาค 2 สร้างความหวังและกำลังใจให้พวกเขามากมาย ขนาด “จรัล ดิษฐาอภิชัย” ที่เคยให้สัมภาษณ์ว่า คงไม่ได้กลับไปตายที่บ้านเกิดอย่างแน่นอน ยังฟันธงว่า “กระแสสูง” มาถึงแล้ว

แฟลชม็อบเบ่งบาน คนหนุ่มสาวยุคดิจิทัล ร้องเพลงวิ่งนะแฮมทาโร่ แทนเพลงสู้ไม่ถอย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

แฟลชม็อบเบ่งบาน คนหนุ่มสาวยุคดิจิทัล ร้องเพลงวิ่งนะแฮมทาโร่ แทนเพลงสู้ไม่ถอย

แฟลชม็อบเบ่งบาน คนหนุ่มสาวยุคดิจิทัล ร้องเพลงวิ่งนะแฮมทาโร่ แทนเพลงสู้ไม่ถอย25 กรกฎาคม 2563 – 12:35 น.

แฟลชม็อบเบ่งบาน “ต้านเผด็จการ” คนหนุ่มสาวยุคดิจิทัล ร้องเพลง “วิ่งนะแฮมทาโร่” แทนเพลง “สู้ไม่ถอย”

เหลืออีก 3 เดือนเศษ ก็จะถึงวาระครบรอบ 47 ปี เหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ซึ่งหน่วยข่าวความมั่นคงได้ประเมินว่า สถานการณ์แฟลชม็อบ จะก้าวไปสู่จุดแตกหักในห้วงเวลานั้นพอดี

แฟลชม็อบ ภาค 2 จุดประกายโดยกลุ่มเยาวชนปลดแอก เมื่อ 18 ก.ค. 2563 จากนั้นก็เกิดแฟลชม็อบทั่วประเทศ เหมือนไฟลามทุ่ง

ย้อนไปเมื่อ 47 ปีที่แล้ว ระหว่างวันที่ 21-27 มิ.ย. 2516 มีการชุมนุมใหญ่ของนักศึกษา ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ประท้วงอธิการบดีรามคำแหง ลบชื่อนักศึกษา 9 คน

การชุมนุมครั้งกระโน้น ได้ก่อให้เกิดเพลง “สู้ไม่ถอย” ปลุกใจให้ลุกขึ้นสู้เผด็จการ

ตัดกลับมาที่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา เมื่อวันที่ 24 ก.ค. 2563 นักเรียนรวมตัวจัดกิจกรรม “โรงเรียนไล่ยุง แต่เราไล่เผด็จการ” โดยช่วงงสุดท้ายของกิจกรรม ได้มีการเปิดแฟลชมือถือ และร้องเพลง “แฮมทาโร่” ก่อนที่จะแยกย้าย หลังจบกิจกรรม

แฟลชม็อบเบ่งบาน คนหนุ่มสาวยุคดิจิทัล ร้องเพลงวิ่งนะแฮมทาโร่ แทนเพลงสู้ไม่ถอย

สู้ไม่ถอย

นักเรียน-นักศึกษา ที่จัดกิจกรรมแฟลชม็อบไล่รัฐบาลประยุทธ์ในวันนี้ น่าจะเคยได้ยินเพลง “สู้ไม่ถอย” จากเวทีการชุมนุม กปปส. แต่หลายคนหารู้ไม่ว่า เพลงสู้ไม่ถอย กำเนิดขึ้นท่ามกลางการต่อสู้ของคนหนุ่มสาว

“สู้เข้าไปอย่าได้ถอย มวลชนคอยเอาใจช่วยอยู่ รวมพลังทำลายเหล่าศัตรู พวกเราสู้เพื่อความยุติธรรม เราเดินเคียงบ่าเคียงไหล่ สู้ต่อไปด้วยใจมุ่งมั่น เขาจะฟาดเขาจะฟัน เราไม่พรั่นพวกเราสู้ตาย สู้เข้าไปอย่าได้หนี เพื่อเสรีภาพอันยิ่งใหญ่ รวมพลังผองเราเหล่าชาวไทย สู้เข้าไปพวกเราเสรีชน”

ต้นปี 2516 มีกรณี “ทุ่งใหญ่” ที่จังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งสะท้อนให้เห็นความเหลวแหลกของข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ที่ใช้เครื่องบินเฮลิคอปเตอร์ของทางราชการพาดาราสาวไปเที่ยวล่าสัตว์ในป่าทุ่งใหญ่นเรศวร

นักศึกษามหาวิทยาลัยรามคำแหงกลุ่มหนึ่งออกหนังสือในนาม ชมรมคนรุ่นใหม่ ชื่อว่า “มหาวิทยาลัยยังไม่มีคำตอบ” ออกมาเปิดโปงเรื่องล่าสัตว์ป่าทุ่งใหญ่ ทำให้อธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหงสั่งลบชื่อนักศึกษา 9 คน ออกจากมหาวิทยาลัย

ศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (ศนท.) จึงนัดรวมตัวประท้วงที่บริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ซึ่งเป็นครั้งแรกที่มีการชุมนุมประท้วงข้ามวันข้ามคืน “เสกสรรค์ ประเสริฐกุล” จึงแต่งเพลง “สู้ไม่ถอย” ให้เพื่อนนักศึกษาร่วมร้องกันในการชุมนุม วันที่ 21-27 มิ.ย.2516

เมื่อมีการชุมนุมใหญ่ไล่เผด็จการถนอม-ประภาส ในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จึงมีการนำเพลง “สู้ไม่ถอย” มาร้องปลุกใจ รวมถึงระหว่างการเดินขบวนครั้งใหญ่ในประวัติศาสตร์

แฟลชม็อบเบ่งบาน คนหนุ่มสาวยุคดิจิทัล ร้องเพลงวิ่งนะแฮมทาโร่ แทนเพลงสู้ไม่ถอย

วิ่งนะแฮมทาโร่

หลังจากนักเรียนเตรียมอุดม ร้องเพลง “แฮมทาโร่” แล้ว กลุ่มเครือข่ายนักเรียนฝั่งธน ใช้ชื่อว่า #ฝั่งธนแต่เราจะไม่ทน ได้เตรียมจัดกิจกรรมแฟลชม็อบ “วิ่งรอบวงเวียนใหญ่” พร้อมฌาปนกิจระบอบเผด็จการ ในวันที่ 30 ก.ค.2563

คราวนี้ เพลงวิ่งนะแฮมทาโร่ จะดังกึกก้องกว่าที่ ร.ร.เตรียมอุดม เพราะมีการเชิญชวนทั้งฝั่งพระนครข้ามแม่น้ำ ไปร่วมแจมที่ฝั่งธนฯ

“แฮมทาโร่ แก๊งจิ๋วผจญภัย” เป็นการ์ตูนญี่ปุ่น ว่าด้วยเรื่องราวเกี่ยวกับความน่ารักของเหล่าแฮมสเตอร์ โดยมีแฮมทาโร่เป็นตัวชูโรงและมีเพลงประกอบหนังการ์ตูนดัง

“เอ้า ออกมาวิ่ง วิ่งนะวิ่งนะแฮมทาโร่ ตื่นออกจากรัง วิ่งนะวิ่งนะแฮมทาโร่ ของอร่อยที่สุดก็คือ เมล็ดทานตะวัน ได้เวลาวิ่ง วิ่งนะวิ่งนะแฮมทาโร่ ได้เวลาวิ่ง กลิ้งนะกลิ้งนะแฮมทาโร่…”

พ.ศ.นี้ คนรุ่นใหม่ตื่นตัว ดอกไม้เบ่งบาน ย่อมมีความแตกต่างจากดอกไม้บานในอดีต เพราะสรรพสิ่งไม่เคยหยุดนิ่ง

การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ก็จะเปลี่ยนไปตามยุคสมัย จึงไม่แปลกที่เพลงวิ่งนะแฮมทาโร่ จะก้าวมาแทนเพลงสู้ไม่ถอย

คอลัมน์ ท่องยุทธภพ โดย ขุนน้ำหมึก

สับ “นปช.” ทักษิณพาพัง แดงก็เป็นสลิ่ม #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

สับ “นปช.” ทักษิณพาพัง แดงก็เป็นสลิ่ม

สับ "นปช."  ทักษิณพาพัง แดงก็เป็นสลิ่ม24 กรกฎาคม 2563 – 15:35 น.

สับ นปช. ทักษิณพาพัง แดงก็เป็นสลิ่ม วิพากษ์เสื้อแดง นักวิชาการกองเชียร์เยาวชนปลดแอก ชี้ทักษิณพาเสื้อแดงพัง ไม่อยากเป็นสลิ่ม ต้องลุกมาสู้กับนักศึกษา 

++
ระยะนี้ มีศึกวิวาทะคนกันเอง ระหว่างแกนนำ นปช. กับนักวิชาการหัวก้าวหน้า  

สืบเนื่องจากการออกมาเตือนสติการชุมนุมของนักเรียน-นักศึกษา ของ “จตุพร พรหมพันธุ์” ประธาน นปช. ว่า ต้องไม่ก้าวล่วงสถาบันพระมหากษัตริย์ เพราะจะทำให้จุดแข็งกลายเป็นจุดอ่อนโดยฉับพลัน

อ่านข่าว…  จตุพรเดือด อัด ‘ใบตองแห้ง’ วิวาทะคนกันเอง 

รวมถึง “ธิดา ถาวรเศรษฐ์” อดีตประธาน นปช. ที่ออกมาโต้รองโฆษกพรรคก้าวไกล ว่า อย่าด้อยค่าคนเสื้อแดง ด้วยถ้อยคำศัตรู เช่นคนเสื้อแดงสู้เพื่อทักษิณ ต่างจากเยาวปลดแอกสู้เพื่อคนทั้งประเทศ 

การออกโรงของจตุพร และธิดา ส่งผลให้กองเชียร์ระดับนักวิชาการปีกซ้าย ปีกไม่เอาเผด็จการ ที่เคยเชียร์คนเสื้อแดง ไม่พอใจ 

นักวิชาการที่เคยเคลื่อนไหวเรียกร้องให้พรรคเพื่อไทย แก้ไข ม.112 เมื่อปี 2557 รู้สึกผิดหวังกับ นปช. และทักษิณ จึงเทใจเชียร์กลุ่มเยาวชนปลดแอก ถึงขั้นบอกว่า สลิ่มก็เกิดขึ้นได้ในฝั่งประชาธิปไตย  

พูดง่ายๆ แดงตัวพ่อแดงตัวแม่อย่าง จตุพร พรหมพันธุ์ หรือธิดา ถาวรเศรษฐ ก็คือ พวกสลิ่ม 

“พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์” อดีตแนวร่วมเสื้อแดง ได้โพสต์เฟซบุ๊กวิจารณ์ขบวนการคนเสื้อแดงว่า คนเสื้อแดงเลือกเส้นทางเดินผิดในสถานการณ์ปัจจุบัน ขบวนการเสื้อแดงพังเพราะทักษิณ 

“การเหยียบเรือสองแคมและทรยศหักหลังของทักษิณ คนที่ทำลายขบวนเสื้อแดงก็คือทักษิณเอง ซึ่งเสื้อแดงจำนวนมากรู้อยู่แก่ใจแต่ปฏิเสธที่จะยอมรับ” 

พิชิตบอกคนเสื้อแดงต้องเลือกเส้นทางใหม่ “ทางเลือกข้างหน้าคือ จะจมอยู่แต่กับอดีตอันเจ็บปวด เกลียดชังเผด็จการไปจนวันตาย โกรธและด่าทุกคนที่ไม่เข้าใจคนเสื้อแดง อยู่กับความเคียดแค้นและน้ำตาอย่างผู้แพ้ทุกวันแล้วถูกลืม หรือลุกขึ้นเดินหน้าสู้เพื่อประชาธิปไตย ให้ชนะให้จงได้” 

พิชิต อดีตสหายอีสานใต้ ก็อยู่ในอารมณ์เดียวกับ “จรัล ดิษฐาอภิชัย” อดีตสหายแห่งภูพยัคฆ์ ที่บอกพวกเดียวกันว่า อย่าไปกังวลเรื่องป้ายที่มีข้อความจวบจ้วง ล่วงละเมิด  

“พวกเขาถูกขัดขวาง ข่มขู่ และโจมตีว่า จาบจ้วงสถาบัน อันเป็นไม้เก่าๆที่เคยใช้มาตลอด การชุมนุมเป็นการต่อสู้ เป็นปฏิบัติการของมวลชน   มิใช่การเย็บปักถักร้อย ที่ต้องประณีต” จรัลงัดสรรนิพนธ์เหมาเจ๋อตง มาปกป้องเด็กทันที 

“การปฏิวัติไม่ใช่การเลี้ยงดูปูเสื่อ ไม่ใช่การวาดภาพจัดดอกไม้ จะให้สดสวยงาม จะให้สะดวกสบาย จะให้อ่อนโยน จะให้โอนอ่อนผ่อนตามด้วยความแสนดีอบอุ่น เป็นไปไม่ได้” เหมาเจ๋อตง สอนเยาวชนแดงในช่วงปฏิวัติวัฒนธรรม   

สิ่งที่จตุพร พรหมพันธุ์ รู้สึกเป็นห่วง ก็ตรงที่มีคนยุเด็กให้ก้าวไปสู่กับดักแห่งความรุนแรง เหมือนกรณี 6 ตุลาคม 2519

พิษสมคบคิด กองทัพเผชิญหน้า ศาสดา “ปวิน” #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

พิษสมคบคิด กองทัพเผชิญหน้า ศาสดา “ปวิน”

พิษสมคบคิด กองทัพเผชิญหน้า ศาสดา "ปวิน"24 กรกฎาคม 2563 – 13:15 น.

“บิ๊กแดง” มาแล้ว กังวลนักศึกษาก้าวล่วง ส่วนก๊วนลี้ภัย “ปวิน” ไม่รอเปิดเกมรุก ปลุกเด็กก่อขบถคนรุ่นเก่า  

++
กองทัพไทยเผชิญหน้ากับ “ม็อบเยาวชนปลดแอก” ด้วยความสงบนิ่ง วันที่ 24 ก.ค.2563 พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ปู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ให้สัมภาษณ์กรณีการเคลื่อนไหวของกลุ่มนิสิตนักศึกษา ที่มีการดึงสถาบันมาเกี่ยวข้อง ด้วยน้ำตาคลอเบ้า

อ่านข่าว…  กระแสสูง แดงลี้ภัย 112 ดีใจใกล้กลับบ้าน  

“บิ๊กแดง” บอกว่า ทุกคนก็เป็นราษฎร ภายใต้พระบรมโพธิสมภาร ไม่ใช่เพียงแค่ทหารเท่านั้น ประชาชนบางคนไม่ได้เกิดเมืองไทย แต่ก็มาอยู่เมืองไทย บางคนเกิดเมืองไทย เกิดมาในหลายตระกูล ตั้งแต่ปู่ย่าตายาย อยู่ในพระบรมโพธิสมภาร  

“สิ่งที่คนเห็นทั้งในโซเชียล มีการใช้วาจาผรุสวาท ใช้คำพูดไม่เหมาะสม ไม่บังควร ผมมองว่าหลายคนเห็นคงไม่สบายใจ”  

การให้สัมภาษณ์ของบิ๊กแดงในวันนี้ น้ำเสียงราบเรียบ และไม่ลงในรายละเอียด แต่พยายามสื่อถึงกลุ่มบุคคลที่อยู่นอกประเทศ 

บิ๊กแดงจึงยกเรื่องทฤษฎีสมคบคิด และเหตุการณ์การชุมนุมของเยาวชนปลดแอกในเวลานี้ 
++
ทฤษฎีสมคบคิด
++
พล.อ.อภิรัชต์ กล่าวอีกว่า ตนได้ศึกษาเรื่องนี้มาตั้งแต่ปี 2558 คือทฤษฎีสมคบคิด หรือเป็นเรื่องที่น่าศึกษาฝากให้ทุกคนไปดู เพราะเกี่ยวข้องกับหลายภาคส่วน และปัจจุบันตนมองแล้วว่า มีการดำเนินการอย่างเป็นระบบเป็นกระบวนการ มีความคล้ายคลึงกับทฤษฎีสมคบคิด  

“ทฤษฎีสมคบคิด” (Conspiracy Theory) เป็นแนวคิดที่ปรากฏกันมานาน วลีนี้ถูกนำมาใช้แพร่หลายเป็นครั้งแรกในปี 1909  

สำหรับทฤษฎีสมคบคิด ก็คือการการคิดและสรุป (กันเอาเอง) แต่อย่างน้อยยังเป็นการคิดแบบอาศัยหลักฐานและข้อมูล (แต่ก็มีข้อมูลทั้งที่จริงและไม่จริง) มาสนับสนุนบ้าง ซึ่งบางครั้ง หากมีข้อเท็จจริงก็เป็นข้อเท็จจริงปะปนอยู่เพียงเล็กน้อย

++
ลัทธิปวิน
++
ในโซเชียล ช่วงมีแฟลชม็อบ ภาค 2 ได้มีการเผยแพร่ภาพป้ายข้อความชื่อแฟนเพจสุ่มเสี่ยง หมิ่นเหม่ และภาพของ “ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์” ผู้ลี้ภัยคดี 112 ที่พำนักอยู่ในญี่ปุ่น 

ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ นักวิชาการและนักรัฐศาสตร์ชาวไทย สมัยเสื้อแดงเฟื่องฟู ได้ร่วมกับคณะนักวิชาการกลุ่มหนึ่งเรียกร้องให้แก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112  

ปี 2557 ศาลทหารออกหมายจับเขาฐานขัดคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ 5/2557 แต่เขาก็ไม่ไปรายงานตัวในคดีหมิ่นสถาบันฯ 

ช่วงปี 2558-2560 ปวินเคลื่อนไหวร่วมกับองค์กรเสรีไทย แต่ภายหลัง ได้แยกตัวออกมาใช้แฟนเพจเฟซบุ๊กเผยแพร่แนวคิดล้มล้างการปกครอง 

ปี 2561-2562 ปวินจะใช้สื่อโซเชียล กระแนะกระแหน “ธนาธร ปิยบุตร” แกนนำพรรคอนาคตใหม่ เพราะไม่พอใจที่พรรคคนรุ่นใหม่ ไม่วิพากษ์สถาบันเบื้องสูง 

กลางเดือน เม.ย.2563 ปวินได้สร้างแฟนเพจอันตราย เปิดพื้นที่ให้คนได้เข้ามาแสดงความเห็นเกี่ยวกับสถาบันฯ  

เวลานี้ แฟลชม็อบในต่างจังหวัด ได้มีการนำภาพปวิน และป้ายชื่อเพจดังกล่าวมาโชว์ผ่านทวิตเตอร์ และเฟซบุ๊ก  

จตุพร พรหมพันธุ์ ประธาน นปช. ก็เห็นปรากฏการณ์นี้ จึงได้ให้สัมภาษณ์เตือนกลุ่มแฟลชม็อบ ระมัดระวังอย่าก้าวล่วงสถาบัน อาจสร้างให้คนส่วนใหญ่ไม่พอใจ  

แม้นักข่าวพยายามถามนำว่า การจาบจ้วง ล่วงละเมิดสถาบันฯ จะบานปลายกลายเป็น 6 ตุลา หรือไม่ “บิ๊กแดง” ตอบแบบไม่เครียดว่า “คงไม่หรอก”

พลิกประวัติ “บอส วรยุทธ อยู่วิทยา” ทายาทหมื่นล้านกระทิงแดง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

พลิกประวัติ “บอส วรยุทธ อยู่วิทยา” ทายาทหมื่นล้านกระทิงแดง

พลิกประวัติ "บอส วรยุทธ อยู่วิทยา" ทายาทหมื่นล้านกระทิงแดง24 กรกฎาคม 2563 – 11:05 น.

พลิกประวัติ “บอส วรยุทธ อยู่วิทยา”ทายาทหมื่นล้านกระทิงแดง หลังสื่อนอกประโคมข่าวตีแผ่รอดคดีรถชนเจ้าหน้าที่ตำรวจถึงเสียชีวิตเมื่อ 8 ปีหรือเมื่อปี 2555หลังอัยการสั่งไม่ฟ้องทุกข้อหา

เป็นอีกเช้า ที่ชื่อของ“บอส วรยุทธ อยู่วิทยา” กลับมาเป็นที่สนใจของคนไทยอีกครั้ง เมื่อสื่อนอก อาทิ ซีเอ็นเอ็น และรอยเตอร์ รายงานวันนี้ (24 ก.ค. 2563) ว่า นายวรยุทธ อยู่วิทยา หรือ บอส หลานของนายเฉลียว อยู่วิทยา ผู้ก่อตั้งบริษัทเครื่องดื่มกระทิงแดง อาณาจักรธุรกิจยักษ์ใหญ่ระดับโลก รอดพ้นคดีขับรถชนเจ้าหน้าที่ตำรวจถึงเสียชีวิตเมื่อปี 2555 แล้ว หลังจากที่อัยการสั่งไม่ฟ้องทุกข้อหา

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

: โซเชียลคอมเมนต์เดือดหลัง บอส ทายาทกระทิงแดง หลุดคดีซิ่งชนตำรวจตาย

:“ทนายเดชา” ทนไม่ไหวขอพูด หลังข่าวอัยการสั่งไม่ฟ้อง “บอส อยู่วิทยา” ขับรถชนตร.ดับ

:“อ.ปริญญา”โพสต์ คดี “บอส อยู่วิทยา” ย้ำชัด มีคุกไว้ขังคนจน

สปอตไลฟ์กลับมาโฟกัสที่ทายาทหมื่นล้าน “Red Bull” บอส วรยุทธ อยู่วิทยา อีกครั้งหลังอัยการสูงสูดสั่งไม่ฟ้องคดีขัยรถชนตำรวจเสียชีวิต

 “บอส” มีชื่อจริงว่า วรยุทธ อยู่วิทยา เป็นทายาทธุรกิจกระทิงแดง หรือ เรดบูลที่ โด่งดังอยู่ทั่วโลก ปัจจุบัน “บอส” อายุ 31 ปี จบการศึกษาด้านการออกแบบผลิตภัณฑ์ จากเซนต์มาร์ติน ลอนดอน ประเทศอังกฤษ เป็นบุตรชายของนายเฉลิม อยู่วิทยา และนางดารณี อยู่วิทยา เป็นบุตรคนเล็ก ในจำนวนพี่น้อง 3 คน ประกอบไปด้วยคนโต น.ส.วรางคณา อยู่วิทยา (แชมเปญ) สมรสกับ ม.ล.กอกฤษต กฤดากร คนที่2คือ นายวาริท อยู่วิทยา (ปอร์เช่) และบอสเป็นคนสุดท้อง

 สำหรับตระกูลอยู่วิทยา ติดอันดับเศรษฐีลำดับต้นๆ ของเมืองไทย เป็นเพราะ “เฉลียว อยู่วิทยา” คุณปู่ของบอส ได้ขยายอาณาจักรธุรกิจ กระทิงแดง ออกไปยังตลาดต่างประเทศ โดยลงทุนร่วมกับนายดีทริช เมเทสซิทซ์ (Dietrich Mateschitz) นักธุรกิจชาวออสเตรีย ก่อตั้งบริษัท Red Bull GmbH. ในประเทศออสเตรีย

โดยนายเฉลียวถือหุุ้น 49% และนายเฉลิม ลูกชายถือหุ้นอีก 2% ผลิตและวางจำหน่ายกระทิงแดงในยุโรปภายใต้ยี่ห้อ เรดบูล และส่งไปขายในกว่า 70 ประเทศทั่วโลกตั้งแต่ปี 2557

 บอส วรยุทธ อยู่วิทยา จัดได้ว่าเป็นคนชื่นชอบ “ความเร็ว” มาตั้งแต่เด็ก แม้กระทั่งในช่วงที่อัยการยังไม่สั่งฟ้องคดี แต่เขากลับยังใช้ชีวิตหรูหรา อิสระเหนือสิ่งอื่นใด บินท่องเที่ยวรอบโลกด้วยเครื่องบินเจ็ตของเรดบูล นั่งเก้าอี้ VIP ดูการแข่งรถฟอร์มูลาวันเชียร์ทีมของตัวเอง แต่หลังเหตุการณ์เมื่อคืนวันที่ 3 กันยายน 2555 เกิดสิ่งที่สังคมไทยไม่คาดฝัน

เมื่อชีวิตของ ดาบตำรวจวิเชียร กลั่นประเสริฐ ผบ.หมู่งาน (ป.) สน.ทองหล่อ  กรุงเทพมหานคร ที่ต้องพลิกหงายหลายตลบ เพราะเขาถูกเก๋งสปอร์ต เฟอร์รารี่ รุ่นพินอินฟาริน่า สีบรอนซ์เทา ทะเบียน ญญ 1111 กรุงเทพมหานคร ที่ “บอส” คนนี้ควบชนเสียชีวิตคาเครื่องแบบตำรวจ

ในด้านการศึกษา บอส “วรยุทธ” เป็นหนุ่มนักเรียนนอก จบการออกแบบผลิตภัณฑ์ จากเซนต์มาร์ติน ลอนดอน ประเทศอังกฤษ

 บอส “วรยุทธ” ทายาทหมื่นล้าน ผู้ชื่นชอบความเร็วเป็นชีวิตจิตใจ ก่อนขับรถชนเจ้าหน้าที่ตำรวจเสียชีวิต เขาช่วยทำงานทางบ้าน   

ว่ากันว่า ธุรกิจของ เฉลิม อยู่วิทยา บิดาของ “บอส” คือ ถือหุ้นสัดส่วนรวมกัน 51% ใน บริษัท เครื่องดื่มกระทิงแดง จำกัด (Red Bull) และมีธุรกิจอื่นๆ อีกกว่า 13 บริษัท อาทิต บริษัท สยาม ไวเนอรี่ จำกัด ชื่อเดิม บริษัท ทีซีไวเนอรี่ จำกัด ,บริษัท สยาม ไวเนอรี่ เทรดดิ้งพลัส จำกัด, บริษัท คาวาลลิโน เซอร์วิส จำกัด และ บริษัท คาวาลลิโน มอเตอร์ จำกัด เป็นต้น

 แต่ข่าวล่าสุด ชื่อของ“บอส วรยุทธ อยู่วิทยา”กลับมาสนใจอีกครั้งเมื่อ พ.ต.อ.สัมพันธ์ เหลืองสัจจกุล ผกก.สน.ทองหล่อ ให้สัมภาษณ์ซีเอ็นเอ็น ว่า ได้รับแจ้งจากอัยการถึงการตัดสินใจสุดท้าย เมื่อวันที่ 12 มิ.ย. 2563 ว่า จะไม่สั่งฟ้อง นายวรยุทธ อยู่วิทยา จึงได้แจ้งไปทางนายวรยุทธแล้ว และได้ยกเลิกหมายจับแล้วเช่นกัน จดหมายแจ้งเรื่องดังกล่าวส่งจากสถานีตำรวจทองหล่อไปยังบ้านพักของนายนายวรยุทธ อยู่วิทยา ที่กรุงเทพฯ และซีเอ็นเอ็นเห็นจดหมายดังกล่าว มีข้อความว่า

 “อัยการสูงสุดตัดสินใจยกทุกคำฟ้องที่มีต่อนายวรยุทธ อยู่วิทยาส่วนคณะกรรมการตำรวจก็ไม่ได้คัดค้านการตัดสินใจนี้ และจะดำเนินการยกเลิกหมายจับต่อไป”

 และในวันเดียวกันนี้( 24 กรกฏาคม 2563 ) พันตำรวจเอก กฤษณะ พัฒนะเจริญ รองโฆษกตร. กล่าวยืนยันว่า อัยการสูงสุดมีคำสั่งไม่ฟ้อง นายวรยุทธ อยู่วิทยา ทายาทกระทิงแดง ในคดีขับรถชนตำรวจเสียชีวิต ส่งผลให้ทางตำรวจต้องถอนหมายจับทั้งหมด

0กมลทิพย์ ใบเงิน 0 เรียบเรียง

ละครชีวิต “เฮ้ง” ลูกน้ำเค็ม จากกุลีสู่ “จับกัง 1” #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

ละครชีวิต “เฮ้ง” ลูกน้ำเค็ม จากกุลีสู่ “จับกัง 1” 

ละครชีวิต "เฮ้ง" ลูกน้ำเค็ม จากกุลีสู่ "จับกัง 1" 24 กรกฎาคม 2563 – 10:55 น.

ชีวิต “ส.ส.เฮ้ง” ยิ่งกว่าละครหลังข่าว จากชีวิตลูกจับกัง เมืองน้ำเค็ม สู่เก้าอี้ “จับกัง 1”  คอลัมน์… ท่องยุทธภพ โดย… ขุนน้ำหมึก

++
ทุกวันนี้ คอเพลงลูกทุ่งยังได้ยินเพลงเก่าของ ชาตรี ศรีชล ทางคลื่นวิทยุ นั่นคือ เพลง “นางลืมทะเล” 

“บ้านเราน้ำเค็ม คราน้ำเต็ม สุดจะอ้างว้าง โธ่น้อง..ไม่น่าเลยนาง เค็มทุกอย่างกระทั่งหัวใจ..” หรืออีกท่อนหนึ่ง “น้ำเค็มคือเกลือ แต่ชาวเรือใจซื่อ ยังคงยืดถือ คำมั่นเอาไว้ รักสาวทะเล”

อ่านข่าว…   ‘เสี่ยแฮงค์-เสี่ยเฮ้ง’ แต่งตัวรอนั่ง รมต.รอบ 2

ละครชีวิต "เฮ้ง" ลูกน้ำเค็ม จากกุลีสู่ "จับกัง 1" 

ชีวิตนักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์

อันที่จริง เพลงนี้น่าจะเป็นเพลงประจำตัว “เสี่ยเฮ้ง” สุชาติ ชมกลิ่น ส.ส.ชลบุรี นักการเมืองลูกน้ำเค็มคนนี้ เส้นทางชีวิตเหนือฟ้าลิขิต ต้องสู้ด้วยลำแข้งตัวเอง
 

ที่น่าสนใจ “เฮ้ง” แจ้งเกิดทางการเมืองจากร่มเงา “กำนันเป๊าะ” และได้รับการสนับสนุนจาก “พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ”จึงมีชื่อเป็นว่าที่รัฐมนตรีกระทรวงแรงงาน หรือจับกัง 1 
++
ไม่ใช่ลูกกำนัน
++
วันที่ 15 ก.ค.ที่ผ่านมา เสี่ยเฮ้ง-สุชาติ ชมกลิ่น อายุครบ 46 ปีบริบูรณ์ แต่เนื่องจากช่วงโควิดยังไม่ซา เสี่ยเฮ้งจึงงดจัดงานวันเกิดในปีนี้ 

เป็น ส.ส. 2 สมัย แต่บารมีล้นเหลือ ไม่น่าเชื่อเสี่ยเฮ้งจะโตเร็วขนาดนี้ ตอนที่มีข่าวจัดตั้งรัฐบาลประยุทธ์ 2/1 มีชื่อเสี่ยเฮ้งโผล่นั่งกระทรวงแรงงาน คนก็งง..ชื่อนี้มาจากไหน 

จริงแล้วๆ แวดวงธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ภาคตะวันออกต่างรู้จัก เสี่ยเฮ้ง มานานนับสิบปีแล้ว ในฐานะกรรมการผู้จัดการ บริษัท อรินสิริแลนด์ จำกัด (มหาชน) หรือ ARIN ประกอบธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ประเภทบ้านเดี่ยว บ้านแฝด ทาวน์โฮม และอาคารพาณิชย์ 

ละครชีวิต "เฮ้ง" ลูกน้ำเค็ม จากกุลีสู่ "จับกัง 1" 

กำนันเป๊าะ ผู้ทำคลอด ส.ส.เฮ้ง

เสี่ยเฮ้งเป็นลูกเขยร้านทอง “99 กะรัต” ตลาดหนองมน จ.ชลบุรี ซึ่งภรรยาของเขา เป็นผู้บริหารบริษัท 99 กะรัตแลนด์มาร์ค จำกัด  

“กำนันเป๊าะ” เป็นผู้เปิดทางให้เสี่ยเฮ้ง ลงสนาม อบจ.ชลบุรี และได้เป็น สจ.หนุ่มวัย 26 ปี ในสังกัด “เรารักชลบุรี” และลงสนามเลือกตั้ง ส.ส.ปี 2554 ในสีเสื้อพรรคพลังชล ได้รับการเลือกตั้งเป็น ส.ส.สมัยแรก 

“กตัญญู พึ่งได้” เป็นคำขวัญประจำตัวของเสี่ยเฮ้ง แม้วันนี้ เสี่ยเฮ้งจะเติบใหญ่ใต้ร่มไม้ชายคา “บ้านป่ารอยต่อ” แต่ก็ยังเคารพรัก “อากำนันเป๊าะ” และ “อาสติล” รวมถึงลูกๆ ของกำนัน ไม่ว่าจะเป็น สนธยา คุณปลื้ม, วิทยา คุณปลื้ม และอิทธิพล คุณปลื้ม 

“พรรคอะไรไม่ใหญ่ เท่าใจพรรคพวก” นี่คือสัจธรรมบนถนนการเมือง

ละครชีวิต "เฮ้ง" ลูกน้ำเค็ม จากกุลีสู่ "จับกัง 1" 

วันนี้ ยังรักเคารพ “สนธยา-วิทยา”

++
ลูกแม่ค้าขนมครก
++
ชีวิตในวัยเด็ก เสี่ยเฮ้ง เติบโตมาในครอบครัวยากจน พ่อมีอาชีพรับจ้าง เป็นจับกัง แม่เป็นแม่ค้าขายขนมครก อยู่หน้าตลาดหนองมน 

สมัยเป็นนักเรียน เฮ้งก็ยึดอาชีพนักฟุตบอล สังกัดสโมสรโอสถสภา มีรายได้ถึงจะไม่มาก แต่ก็แบ่งเบาภาระพ่อแม่ในเรื่องค่าใช้จ่ายส่วนตัว  

วัยหนุ่ม เสี่ยเฮ้งเคยยึดอาชีพพ่อ เป็นจับกังแบกน้ำตาล แบกข้าวสารอยู่ท่าเรืออ่าวไทย 7 ปี ต่อมา เขารับเหมาเป็นกุลี ทำเรือสินค้าส่งออกข้าว น้ำตาลอยู่เกาะสีชัง 

ก่อนจะหันมาเป็นเซลส์ขายบ้าน เงินเดือน 5,500 บาท ที่หมู่บ้านแคลิฟอร์เนีย เจ้าของหมู่บ้านคือ “สนธยา คุณปลื้ม” อยู่ 1 ปี จึงลาออกไปทำงานธนาคาร จากนั้นก็บินเดี่ยวออกมาทำงานรับเหมาก่อสร้าง และมาทำหมู่บ้านจัดสรรเอง จาก 2 ห้อง เป็น 4 ห้อง เป็น 8 ห้อง 

ละครชีวิต "เฮ้ง" ลูกน้ำเค็ม จากกุลีสู่ "จับกัง 1" 

เสี่ยเฮ้ง กลายเป็นเงาของบิ๊กป้อม

จุดเปลี่ยนในชีวิตครั้งสำคัญ คือการได้พบกำนันเป๊าะ และได้รับการสนับสนุนให้เป็น ส.อบจ.ชลบุรี เขต อ.เมืองชลบุรี 

เลือกตั้ง 2550 บ้านใหญ่ชลบุรีพ่ายยับ เพราะกระแสเสื้อเหลือง “สนธยา คุณปลื้ม” เหมือนจะถอดใจ เสี่ยเฮ้งบอกให้ “ต้องสู้พี่แป๊ะ” จึงเกิดพรรคพลังชล 

เลือกตั้ง 2554 บ้านใหญ่ชลบุรีก็กลับมา เสี่ยเฮ้งได้เป็น ส.ส.สมัยแรก 

“ชีวิตก็เหมือนละคร เหมือนนิยาย..ทุกวันนี้ แม่ผมเดินไปตลาด มีแต่คนยกมือไหว้หมด เพราะไม่เคยคดโกงใคร เป็นครอบครัวที่อบอุ่น ถึงจะจน แต่มีครอบครัวที่สมบูรณ์แบบ”  

เสี่ยเฮ้งเล่าให้นักข่าวฟัง ถึงเส้นทางชีวิตที่พลิกผันราวฟ้ากับเหว

“วิระชัย”คัมแบ็ก เก้าอี้แม่ทัพสีกากี คนที่ 12 จะพลิกโผหรือไม่? #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

“วิระชัย”คัมแบ็ก เก้าอี้แม่ทัพสีกากี คนที่ 12 จะพลิกโผหรือไม่?

"วิระชัย"คัมแบ็ก เก้าอี้แม่ทัพสีกากี คนที่ 12 จะพลิกโผหรือไม่?24 กรกฎาคม 2563 – 10:18 น.

เจาะประเด็นร้อน จับตา แม่ทัพสีกากี เมื่อ “วิระชัย”คัมแบ็ก เก้าอี้ผบ.ตร.คนที่ 12 จะพลิกโผหรือไม่?

หลังจากที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม มีคำสั่งให้ พล.ต.อ.วิระชัย ทรงเมตตา รองผบ.ตร. กลับไปปฏิบัติราชการที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติคงเดิม หลังจากที่ได้รับรายงานจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติว่า การดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริง ในกรณี มีพฤติการณ์และการกระทำ ซึ่งส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ ในการอำนวยการยุติธรรม กระทบต่อภาพลักษณ์ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และการปฏิบัติราชการของผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นเหตุให้ราชการเสียหาย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ   ดำเนินการเสร็จสิ้นแล้ว อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 11 (1) (3) (4) และ (6) แห่งพระราชบัญญัติระเบียนบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 จึงให้ยกเลิกคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 22/2563 ลงวันที่ 23 มกราคม 2563 และให้ พล.ต.อ.วิระชัย ทรงเมตตา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ กลับไปปฎิบัติราชการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ นั้น

งานนี้ก็ต้องกลับมาจับตากันที่ เก้าอี้ผู้นำสีกากี ผบ.ตร.คนใหม่ จะใช่ดังเดิมตามตัวเต็งที่เผยมาก่อนหน้านี้หรือไม่ ก็ต้องมาจับตากัน

“บิ๊กแป๊ะ“ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา  ผบ.ตร. ซึ่งเตรียมอำลาตำแหน่ง “แม่ทัพสีกากี” ในวันที่ 30 กันยายน 2563 แต่ถ้าหากนับถึงวันนี้  “พล.ต.อ.จักรทิพย์” มีอายุเกิน 60 ปีแล้ว เพราะเกิดเมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2502 ส่วนเหตุผลสำคัญ  ที่ยังไม่เกษียณอายุราชการเมื่อปีที่ผ่านมานั้น ด้วยเหตุผลที่ว่าในระบบราชการไทยนั้น หากใครที่เกิดตั้งแต่ 1 ตุลาคมเป็นต้นไป จะได้รับการแถมอายุราชการให้แบบอัตโนมัติอีก 1 ปี อันสืบเนื่องมาจากการนับวงรอบปี ในวงราชการบ้านเรานั้น เริ่มต้นในวันที่ 1 ตุลาคม ไปจบวันที่ 30 กันยายนของปีถัดไป ดังนั้น”บิ๊กแป๊ะ” เลยมีคิวเกษียณอายุราชการสิ้นเดือนกันยายนปี 2563

ขณะเดียวกันเริ่มมีการคาดหมายกันแล้วว่า นายตำรวจคนใดจะเข้ามารับไม้ต่อจาก “บิ๊กแป๊ะ” เพราะตำแหน่งผบ.ตร. ถือว่ามีความสำคัญ  นอกจะเป็นหนึ่งในหน่วยงานสำคัญด้านความมั่นคง ยังมีภารกิจที่สำคัญหลายประการ ทั้งดูแลความสงบเรียบร้อยภายในประเทศ  บังคับใช้กฎหมายให้เกิดความเท่าเทียมกันในสังคม สถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อโควิด และรวมถึงสถานการณ์การชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตยของประชาชน ที่ดูเหมือนจะสุ่มเสี่ยงการผิดกฎหมาย และยังต้องตอบสนองนโยบายของรัฐบาลอย่างเต็มที่

ดังนั้น “แม่ทัพสีกากี” ต้องรับบทหนักมาก กับการกำหนดโยบาย สำคัญกว่านั้นอย่าลืมว่า “บิ๊กแป๊ะ” ได้สร้างบรรทัดฐานไว้สูง ทั้งเรื่องความสามารถในการบริหาร และการคลี่คลายคดีสำคัญหลายคดี

ที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือ คอนเนคชั่นของ “แม่ทัพสีกากี” คนปัจจุบัน นอกจากจะเป็นที่ยอมรับบุคคลสำคัญในรัฐบาล  “บิ๊กแป๊ะ” ยังมีความสัมพันธ์ที่ดีกับ “บิ๊กแดง” พล.อ. อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผบ.ทบ. เพราะเป็นเพื่อนร่วมรุ่นนักเรียนเตรียมทหาร รุ่นที่ 20 

ส่วนแคนดิเดทนายตำรวจ ซึ่งจะก้าวขึ้นมาเป็น “แม่ทัพสีกากีคนที่ 12” ก่อนหน้านั้น ชัดเจนเต็งๆ มีแค่  2 คน เท่านั้น 1. คือ “บิ๊กนู”พล.ต.อ.มนู เมฆหมอกรองผบ.ตร. นรต.38 ที่รับผิดชอบงานบริหาร เกษียณอายุราชการในปี 2564  และ 2.  “บิ๊กปั๊ด” พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข  เพื่อนร่วมรุ่น นรต.36 กับ “พล.ต.อ.จักรทิพย์” ที่ผ่านมารับผิดชอบงานด้านความมั่นคงและสืบสวนสอบสวน โดยจะเกษียณอายุราชการในปี 2565 และล่าสุดก็ต้องกลับมามองที่ “บิ๊กต้อย” พล.ต.อ.วิระชัย ทรงเมตตา รองผบ.ตร. ที่ นายกฯเพิ่งเซ็นคำสั่งให้ย้ายกลับมาที่ ตร.เหมือนเดิม และจะเกษียณอายุราชการในปี 2565

แต่ละท่านทั้งผลงาน และ คอนเนคชั่น นั้นก็ไม่เบาเลยทีเดียว อย่างเช่น “พล.ต.อ.มนู เมฆหมอก” ได้รับมอบหมายให้มานั่งเป็นประธานคณะกรรมการรองรับสถานการณ์โรคติดเชื้อโควิด-19 ที่ศูนย์ปฏิบัติการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปก.ตร.) ซึ่งศูนย์ดังกล่าวทำหน้าที่ตลอด 24 ชั่วโมง และมีประชุมทุกวันในเวลา 10.00 น. โดย พล.ต.อ.มนู จะเป็นผู้คอยรวบรวมและรายงานผลการปฏิบัติในส่วนต่างๆ ให้ ผบ.ตร.และรัฐบาลทราบ ซึ่งนายตำรวจท่านนี้ได้รับการยอมรับ เรื่องความสามารถในการบริหารงาน และมีบุคคลสำคัญให้การสนับสนุน

ส่วน พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ที่ได้รับมอบหมายจาก ผบ.ตร.ให้เป็นผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน ตร.  กำกับดูแล ทำความเข้าใจกับเจ้าหน้าที่ตำรวจในการปฏิบัติร่วมกับหน่วยงานอื่น อีกทั้งยังได้รับภารกิจจากกองบัญชาการกองทัพไทย (บก.ทท.) และประสานงานการปฏิบัติกับกลไกหลักของแต่ละพื้นที่ทั่วประเทศผ่าน กอ.รมน.จังหวัด ขับเคลื่อนการใช้กำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่ ฝ่ายปกครอง ทหาร และหน่วยร่วมปฏิบัติที่เกี่ยวข้อง

ที่ผ่านมา บิ๊กปั๊ด” ผลงานมีมากมาย เพราะมีความสามารถในด้านสอบสวน อีกทั้งมีส่วนในการคลี่คลายคดีสำคัญที่เกิดขึ้นในบ้านเมือง รวมทั้งยังเป็นนายตำรวจที่ “พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา” นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ให้ความไว้วางใจมาโดยตลอด มอบหมายให้คลี่คลายคดีสำคัญ อย่างล่าสุดคือการกักตุนหน้ากากอนามัย

นอกจากนี้ บิ๊กปั๊ด” ยังได้รับการสนับสนุนจาก ผบ.ทบ.” เพราะทำงานด้านความมั่นคงด้วยกันมาตลอด ซึ่งถ้าหากไม่มีปัจจัยแทรกซ้อน “พล.ต.อ. สุวัฒน์” น่าจะมีโอกาสได้รับตำแหน่งสำคัญก่อนเกษียณอายุราชการ

ขณะที่ “บิ๊กต้อย” พล.ต.อ.วิระชัย ทรงเมตตา รองผบ.ตร.ผลงานสำคัญและเป็นคดีดังที่หลายคนรู้จัก คือทลายเครือข่าย “เมจิกสกิน” เริ่มจาก จับเจ้าของธุรกิจ ค้นโรงงานผลิต จนกระทั่งออกหมายเรียกศิลปินดารา ที่รับรีวิวสินค้าเครือดังกล่าว นอกจากนี้ยังจับกุมคดีดังอีกหลายคดีที่เกี่ยวกับยาลดความอ้วน เครื่องสำอาง อาหารเสริมต่างๆอีกด้วย ดีกรีไม่ธรรมดา การศึกษาก็ไม่ธรรมดาเช่นเดียวกัน

แต่ที่สุดแล้ว คนที่จะเสนอชื่อก็คือ ผบ.ตร.คนปัจจุบัน ซึ่ง “บิ๊กแป๊ะ” เคยประกาศบนเวทีงานส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่เมื่อปี 63 ของตร. ภายใต้ชื่อ “สามัคคี คือ พลัง” ด้าน “พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา” ได้กล่าวบนเวทีตอนหนึ่งว่า “ผมจะอยู่กับท่านอีก 270 กว่าวัน จากที่เริ่มจาก 1,800 กว่าวัน อีก 270 กว่าวัน จะจากกันไป จะท่านรองฯมนู ก็ดี รองฯสุวัฒน์ก็ดี คนที่จะมาดูแลต่อไป จะจัดแบบนี้อีกหรือไม่ ก็เป็นหน้าที่ผู้บังคับบัญชาที่ต้องดูแล”

คำพูดดังกล่าวเหมือนเป็นการส่งสัญญาณ ให้ผู้ใต้บังคับบัญชารู้ว่า แม่ทัพสีกากีคนต่อไป คงหนีไม่พ้น “พล.ต.อ. สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข” หรือ “พล.ต.อ. มนู เมฆหมอก” สองรองผบ.ตร. ซึ่งได้รับการยอมรับจากแวดวงสีกากีทั้งคู่

เมื่อ คมชัดลึก ตรวจสอบข้อมูลซึ่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้มีการจัดลำดับอาวุโสลำดับที่ 1 พล.ต.อ.วิระชัย ทรงเมตตา รองผบ.ตร.(นรต.37) เกษียนปี 2565 , ลำดับที่ 2 พล.ต.อ.สุชาติ ธีระสวัสดิ์ รองผบ.ตร.(นรต.36)เกษียนปี 2565 ,ลำดับ 3 พล.ต.อ.มนู เมฆหมอก รองผบ.ตร. (นรต.38) เกษียณปี 2564 ,ลำดับ 4 พล.ต.อ.ชนสิษฎ์ วัฒนวรางกูร จเรตำรวจ (นรต.37) เกษียณปี 2564 และลำดับ 5 พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข รองผบ.ตร. (นรต.36) เกษียณปี 2565

จากนี้ต้องจับตาดูว่า การเปลี่ยนแปลงของตร. ในอนาคต จะมีใครมาถือธงนำ เพื่อสร้างให้องค์กรเป็นที่พึ่งของประชาชนต่อไป

‘ธิดา’สอนหลาน อย่าหยามนักสู้รุ่นเก่า #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

‘ธิดา’สอนหลาน อย่าหยามนักสู้รุ่นเก่า

'ธิดา'สอนหลาน อย่าหยามนักสู้รุ่นเก่า23 กรกฎาคม 2563 – 16:44 น.

ม็อบเยาวชนคึกคัก นักการเมืองส้มใหม่กลับด้อยค่าคนรุ่นเก่า “ป้าธิดา” ทนไม่ไหว สอนอย่าใช้วาทกรรมศัตรูทำลายมิตร

++
    สืบเนื่องจากนักการเมืองรุ่นใหม่ ออกมาวิจารณ์การต่อสู้ของนักสู้เพื่อประชาธิปไตยยุคก่อน “ธิดา ถาวรเศรษฐ” อดีตประธาน นปช. จึงใช้พื้นที่โซเชียล “เล่าข่าวหน้าเรือนจำ” แจกแจงว่า ชะตากรรมแกนนำนปช. จริงหรือไม่? ที่ว่าเขาทำเพื่อคน ๆ เดียวหรือพรรคเดียว เมื่อเช้าวันที่ 22 ก.ค.2563    

     หลายวันก่อน ณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ ส.ส.กรุงเทพฯ และรองโฆษกพรรคก้าวไกล ได้ตอบโต้ประเด็นข่าวพรรคก้าวไกล อยู่เบื้องหลังม็อบเยาวชนปลดแอก โดยตอนหนึ่งบอกว่า
    “สิ่งที่แตกต่างจากการชุมนุมทางการเมืองครั้งที่ผ่านๆมา คือการชุมนุมครั้งนี้ ไม่ได้ทำเพื่อบุคคลใดบุคคลหนึ่ง หรือเพื่อพรรคการเมืองใดพรรคหนึ่ง หรือเพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง เหมือนการชุมนุมทางการเมืองที่ผ่านมา นับตั้งแต่ปี 2549…”
    ส.ส.หน้าใหม่ พยายามบอกว่า ม็อบเยาวชนปลดแอกคือ พลังบริสุทธิ์

++
ป้าสอนหลาน
++
    ธิดา ถาวรเศรษฐ ได้ฟัง “โฆษกพรรคก้าวไกล” พูดทำนองนั้น ก็ไม่ต่างจากวาทกรรมของฝ่ายเสื้อเหลือง หรือ กปปส. ที่โจมตี นปช.ว่า แกนนำ นปช.ทำเพื่อทักษิณ  

   “วาทกรรมเรื่องทำเพื่อทักษิณ มันเป็นวาทกรรมแรกเลยที่ต้องการที่จะบดขยี้ความชอบธรรมของประชาชนผู้รักชาติ รักประชาธิปไตย ที่มาร่วมกันต่อต้านรัฐบาล จะเป็นพรรคก้าวไกลที่รองโฆษกออกมาพูด จะขอโทษหรือไม่ขอโทษก็ตาม จะรู้หรือไม่ก็ตาม ก็โปรดรู้ไว้เสียด้วยว่า ที่คุณกำลังพูดนั้น คุณกำลังพูดถึงคนจำนวนนับล้าน ๆ คนที่เขามีเกียรติภูมิแล้วจะถูกทำให้ด้อยค่าด้วยวาทกรรมว่า ทำเพื่อทักษิณ ทำเพื่อคน ๆ เดียว..”
    จะว่าไปแล้ว มิใช่แค่รองโฆษกพรรคก้าวไกลพูดทำนองนี้ บรรดาผู้ใหญ่ที่ทำตัวเป็น “กองเชียร์เด็ก” ก็ออกอาการหยามหยันแกนนำเสื้อแดงมาบ้างแล้ว
    อดีตฝ่ายซ้ายบางคนถึงกับบอกว่า ผู้ใหญ่อย่ามาชี้นำเยาวชนรุ่นใหม่ ปล่อยให้เขาคิด ทำเอง ความคิดของแกนนำเสื้อแดง มันเป็นความคิดของคนแพ้

++
วาทกรรมศัตรู
++
    อาจารย์ธิดา ยังฝากไปถึงฝ่ายประชาธิปไตย ไม่ว่าพรรค หรือคณะบุคคล “คุณอย่าด้อยค่าประชาชนที่เขาผ่านการต่อสู้มาเป็นทศวรรษ นั่นแปลว่าทุกขบวนการการต่อสู้หรือพรรคการเมืองฝ่ายประชาธิปไตยที่บางส่วนต้องล่มสลายไปมีจุดอ่อนทั้งสิ้น อาจจะมีจุดอ่อนแตกต่างกัน แต่ว่า ค่าของฝ่ายประชาธิปไตยก็คือการยืนหยัดต่อต้านเผด็จการ และเราต้องสามัคคีพลังทุกฝ่าย”
    เยาวชนปลดแอกยุคดิจิตอล อาจแตกต่างเยาวชนปีกซ้ายเมื่อ 40 ปีที่แล้ว ที่เติบโตมากับทฤษฎีการปฏิวัติ จึงรู้จักคำว่า “แสวงจุดร่วม สงวนจุดต่าง”  

   “บางคนอาจจะรักคุณธนาธร บางคนอาจจะรักคุณทักษิณ บางคนอาจจะรักคุณเสรี ได้ทั้งนั้นไม่เห็นมีปัญหา (นี่พูดถึงในส่วนของพรรคการเมือง) หรือในขบวนการต่อสู้ บางคนก็บอกว่าเขาขึ้นกับนโยบายนปช. เป็นนปช.แท้ บางคนก็ไม่ใช่ เป็นกลุ่มแดงอิสระ มีเยอะแยะไป มันไม่มีปัญหาถ้าจุดร่วมของเราเหมือนกัน”  

    ฉะนั้น อาจารย์ธิดา จึงชี้ว่า “ในขบวนการของการต่อสู้นั้น เขาจะไม่ทำลายเพื่อนฝูง แล้วไม่เอาวาทกรรมของศัตรูมาเป็นวาทกรรมของตัวเราเอง วาทกรรมว่า “สู้เพื่อคน ๆ เดียว” หรือวาทกรรมว่า “สู้เพื่อทักษิณ” เป็นวาทกรรมของฝ่ายตรงข้าม”