กลัว ส.ส.หนี “เจ๊หน่อย” ลุยสารคาม #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

กลัว ส.ส.หนี “เจ๊หน่อย” ลุยสารคาม

กลัว ส.ส.หนี "เจ๊หน่อย" ลุยสารคาม7 กรกฎาคม 2563 – 12:55 น.

อีสานเพื่อไทยมีคลื่นใต้น้ำ “เจ๊หน่อย” เยือนมหาสารคาม วัดบารมี ไม่เจอหน้า “หัวเขียง” และ “โจ้ สารคาม” มาต้อนรับ

++
ป่วนไปทั้งภาคอีสาน หลัง “แรมโบ้” สุภรณ์ อัตถาวงศ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี จับมือ อานนท์ แสนน่าน อดีตแกนนำหมู่บ้านเสื้อแดง จัดอีเวนท์มอบป้ายเครือข่ายวิสาหกิจชุมชนคนท้องถิ่น เรารักประเทศไทย ให้แก่ผู้นำเครือข่ายวิสาหกิจฯ ทั้ง 20 จังหวัดภาคอีสานที่โรงแรมใหญ่ ใจกลางเมืองมหาสารคาม

อ่านข่าว…  พิษปรองดอง “เจ๊เมืองหลวง” ถูกแทงข้างหลัง
 

คอการเมืองมหาสารคามวิเคราะห์ว่า นี่เป็นแผนสลายสีเสื้อ เพื่อรองรับการย้ายขั้วของ ส.ส.เพื่อไทยบางกลุ่ม 

ดังที่ทราบกัน ก่อนหน้านี้ มีข่าวลือว่า ประยุทธ์ ศิริพานิชย์ แกนนำเพื่อไทย สายอีสาน และอดีต ส.ส.มหาสารคาม เตรียมอพยพ ส.ส.จำนวนหนึ่ง ไปช่วย “บิ๊กตู่” สร้างรัฐบาลไทยสร้างชาติ

ต่อมา “หัวเขียง” ประยุทธ์ ได้ออกมาปฏิเสธข่าวนี้แล้ว รวมถึงพรศักดิ์ เจริญประเสริฐ อดีต ส.ส.ศรีสะเกษ พรรคเพื่อไทย ที่ย้ายขั้วมาช่วยงานรัฐบาลประยุทธ์ ก็บอกว่า ไม่ได้คุยกับประยุทธ์ ถึงเรื่องย้ายพรรค และเป็นไปได้ยาก ประยุทธ์ อยู่พรรคเพื่อไทย เป็นที่ปรึกษาผู้นำฝ่ายค้านทำงานด้านกฎหมายอยู่คงไม่ออกมา 

กลัว ส.ส.หนี "เจ๊หน่อย" ลุยสารคาม

++
เจ๊หน่อยเยือนอีสาน
++
ช่วงเทศกาลเข้าพรรษา “คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์” ประธานยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย มีคิวพิเศษลงพื้นที่ อ.กันทรวิชัย,อ.โกสุมพิสัย และ อ.เมืองมหาสารคาม โดยมี ส.ส.เจ้าถิ่น อย่าง สุทิน คลังแสง ,นพ.กิตติศักดิ์ คณาสวัสดิ์ และจิรวัฒน์ ศิริพานิชย์ มาให้การต้อนรับ

นอกจากนี้ “คุณหญิงหน่อย” ยังเดินสายไปทำบุญที่วัดอุทัยทิศ อ.เมือง จ.มหาสารคาม เป็นประธานในพิธีวางศิลาฤกษ์ “มหาเจดีย์ศรีมงคล”
++
ไม่เห็นหน้าเสี่ยโจ้
++
ผู้สันทัดกรณีตั้งข้อสังเกตว่า จ.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย มี ส.ส.เขต 5 คน แต่มาต้อนรับ “เจ๊หน่อย” แค่ 3 คน คือ นพ.กิตติศักดิ์ คณาสวัสดิ์ เขต 1, จิรวัฒน์ ศิริพานิชย์ เขต 4 และ สุทิน คลังแสง เขต 5

ที่ขาดไป 2 คน ได้แก่ ไชยวัฒน์ ติณรัตน์ เขต 2 และยุทธพงศ์ จรัสเสถียร เขต 4 

กรณีของ เสี่ยโจ้-ยุทธพงศ์ อยู่ในสายบ้านริมคลอง ของสารวัตรเฉลิม เช่นเดียวกับ “หัวเขียง” ประยุทธ์ ที่ส่งตัวแทนลูกชาย-จิรวัฒน์ ไปต้อนรับคุณหญิงหน่อย

กลัว ส.ส.หนี "เจ๊หน่อย" ลุยสารคาม

ส่วน ส.ส.อีสาน ที่มาแสดงตัวต่อหน้าคุณหญิงหน่อย ก็มี คมเดช  ไชยศิวามงคล ส.ส.กาฬสินธุ์,บุญรื่น ศรีธเรศ ส.ส.กาฬสินธุ์, สรัสนันท์  อรรณนพพร ส.ส.ขอนแก่น,บัลลังก์ อรรณพพร ส.ส.ขอนแก่น,  เศกสิทธิ์  ไวนิยมพงศ์ อดีต ส.ส.ร้อยเอ็ด , สุรจิตร  ยนต์ตระกูล อดีต ส.ส.มหาสารคาม และศรีเมือง  เจริญศิริ อดีต ส.ว.มหาสารคาม 

ถ้าวัดกันด้วยกำลัง ก็ถือว่า ไม่คึกคัก เพราะเพื่อไทย มี ส.ส.เป็นร้อยคนในภาคอีสาน

แม้ผลการสำรวจความนิยมในพรรคการเมือวของ ซูเปอร์โพลล์ หากมีการเลือกตั้งวันนี้ ประชาชนยังจะเลือกพรรคเพื่อไทย เป็นอันดับ 1 แต่ปัญหาความขัดแย้งภายในพรรคก็ยังคุกรุ่น รอวันระเบิด

มี”เอ๋ ราชบุรี” ก็ต้องมี “เจี๊ยบ นครปฐม” #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

มี”เอ๋ ราชบุรี” ก็ต้องมี “เจี๊ยบ นครปฐม”

มี"เอ๋ ราชบุรี" ก็ต้องมี "เจี๊ยบ นครปฐม"7 กรกฎาคม 2563 – 11:15 น.

สังเวียนสภายุคดิจิตอล ชื่อของ “เจี๊ยบ นครปฐม” มาแรง ไม่แพ้ “เอ๋ ราชบุรี” แต่สองสาวต่างขั้วความคิด 

++ 
ในทวิตเตอร์ มักเกิดสงครามต่างขั้วอยู่บ่อยๆ เพราะบรรดากองเชียร์ธนาธร กับกองเชียร์ลุงตู่ ต่างสิงสถิตอยู่เยอะ 

หากว่า “เอ๋ ราชบุรี” เป็นนางร้ายในสายตาสาวกสีส้ม ทำนองเดียวกัน “เจี๊ยบ นครปฐม” ก็เป็นนางมารในแวดวงกองเชียร์ลุงคนนั้น 

อ่านข่าว…  จำชื่อไว้ “เจี๊ยบ นครปฐม” ผู้ล้มโขลงช้างบ้านใหญ่

บุคลิกของ “เอ๋ ราชบุรี” ไม่ใช่นักกิจกรรม แต่เป็นนักเลือกตั้งบ้านบ้านที่รับบท “เกรียนคีย์บอร์ด” ทำเอา “ช่อ สายก้าวหน้า” หัวหมุนกันเลยทีเดียว

สำหรับ “เจี๊ยบ นครปฐม” หรือ “อมรัตน์ โชคปมิตต์กุล” ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล มีความร้อนแรงมาตั้งแต่สมัยทำกิจกรรมต้าน คสช. ในนามกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง 

ในทวิตเตอร์และเฟซบุ๊ค ของเจี๊ยบ นครปฐม จะไม่มีความต่างระหว่างการเป็น ส.ส. หรือนักเคลื่อนไหวต่อต้านเผด็จการ

มี"เอ๋ ราชบุรี" ก็ต้องมี "เจี๊ยบ นครปฐม"

นี่คือเอกลักษณ์ เจี๊ยบ นครปฐม
++
ลุงตู่รู้จักเจี๊ยบ
++
ควันหลงจากการอภิปรายงบประมาณปี 2564 พรรคก้าวไกล ได้ปั่นกระแส #ระวังตัวไว้ด้วยก็แล้วกัน โดยอ้างถึงคำพูดของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ทำนองว่าข่มขู่ ส.ส.หญิงของพรรค  

ชื่อ “เจี๊ยบ” อมรัตน์ โชคปมิตต์กุล หรือ อมรรัตน์ โชคปมิตต์กุล มีชื่ออยู่ในแฟ้มข่าวกรองของ กอ.รมน. และหน่วยข่าวกรองแห่งชาติ มาแต่ช่วงขบวนการเสื้อแดงเฟื่องฟู 

เนื่องจาก สัมพันธ์ โชคปมิตต์กุล อดีตกำนันตำบลนครปฐม บิดาของเจี๊ยบ ก็เป็นแกนนำคนสำคัญที่สนับสนุนทักษิณ ชินวัตร  

กลุ่มสันติภาพ นครปฐม ของเจี๊ยบ เป็นแดงอิสระ อยู่ในเครือข่ายสายแดงตาสว่าง ที่มี สุรชัย แซ่ด่าน เป็นแกนนำ 

ช่วงที่ กปปส.ยึดกรุงเทพฯ “เจี๊ยบ นครปฐม” และบิดา-สัมพันธ์ โชคปมิตต์กุล ได้นำกลุ่มสันติภาพ นครปฐม ภายใต้ชื่อเฉพาะกิจ คณะปวงชนชาวไทย 20 ล้านเสียง ออกให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองนครปฐม และคัดค้าน กปปส.ปิดกรุงเทพฯ  

มี"เอ๋ ราชบุรี" ก็ต้องมี "เจี๊ยบ นครปฐม"

ลงพื้นที่เขต 5 สมุทรปราการ

ปี 2561 เจี๊ยบ นครปฐม เป็นสปอนเซอร์หนุน “กลุ่มคนอยากเลือกตั้ง” จึงทำให้เจ๊เจี๊ยบเป็นที่รู้จักของ รังสิมันต์ โรม และผองเพื่อน 

ไม่แปลกหรอก ที่ “ลุงตู่” จะรู้สึกหงุดหงิด เมื่อได้ฟังการอภิปรายแบบนักไฮด์ปาร์คข้างถนนของเจ๊เจี๊ยบ
++
บทเรียนสามพราน
++
หลังจบศึกงบประมาณ “เจ๊เจี๊ยบ” นำทีม ส.ส.พรรคก้าวไกล ลงพื้นที่เขตเลือกตั้งที่ 5 สมุทรปราการ ทันที น่าจะเป็นพรรคแรกที่ลงปูพรมหาเสียงแถวบางพลี บางเสาธง และบางบ่อ

เจ๊เจี๊ยบ นครปฐม โด่งดังจากการเลือกตั้งทั่วไป 24 มี.ค.2562  เมื่อนำพาพรรคอนาคตใหม่ เมืองเจดีย์ใหญ่ เอาชนะตระกูล “สะสมทรัพย์” ไปได้ 2 เขตคือ เขต 3 และเขต 5 

เมื่อมีเลือกตั้งซ่อมที่เขต 5 นครปฐม แทน “จุมพิตา จันทรขจร” ที่ป่วยหนัก จนต้องลาออกจาก ส.ส. โดยสามี “ป๋วย” ไพรัฏฐโชติก์ จันทรขจร  

ตอนนั้น พรรคอนาคตใหม่ฮึกห้าวเหิมหาญมาก เจ๊เจี๊ยบนำทีมปราศรัย ทั้งเวทีย่อยและเวทีใหญ่ ด้วยวาทกรรมซ้ายใหม่

สุดท้าย “เผดิมชัย สะสมทรัพย์” สรุปบทเรียน ใช้ความเก๋าสยบความห้าวของเจ๊เจี๊ยบสำเร็จ


สนามเลือกตั้งซ่อม เขต 5 ปากน้ำ เจ๊เจี๊ยบจึงหวังที่จะเอาชนะพลังประชารัฐให้ได้ ล้างอายตัวเองที่แพ้คาบ้านมาแล้ว

ยุบสภาคือความเสี่ยงของทุกฝ่าย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

ยุบสภาคือความเสี่ยงของทุกฝ่าย

ยุบสภาคือความเสี่ยงของทุกฝ่าย7 กรกฎาคม 2563 – 10:53 น.

ยุบสภาคือความเสี่ยงของทุกฝ่าย โดย ผศ.ดร.สุวิชา เป้าอารีย์

จากการที่ ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวเรื่องการยุบสภาของสิงคโปร์ ทำให้นักการเมืองจากทุกฝ่ายรุมกระหน่ำ ดร.สมคิด แบบไม่ยั้ง บงคนบอกว่า ดร.สมคิดอยากเป็นนายกรัฐมนตรีเองจึงอยากยุบสภา ส่วนคนในพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) บางคนถึงขนาดออกมาไล่ให้ออกไปจากตำแหน่งรองนายก ฯ อย่างไรก็ตาม บางกระแสก็บอกว่า ยุบสภาไปเลยก็ดี เพราะจะได้ช่วยนายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ไม่ต้องยุ่งยาก ลำบากใจจากแรงกดดันภายใน พปชร. ที่ต้องการให้มีการปรับคณะรัฐมนตรี(ครม.)

แต่หากนายก ฯ ตัดสินใจยุบสภาจริง ใครจะได้เปรียบ-เสียเปรียบ? คำตอบคือ เป็นความเสี่ยงของทุกฝ่าย โดยหากใช้ข้อมูลผลโพลของสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ หรือ นิด้าโพล เรื่อง “การสำรวจความความนิยมทางการเมืองรอบไตรมาส ครั้งที่ 2” เป็นฐานในการวิเคราะห์ จะพบว่าผู้คนส่วนใหญ่ ร้อยละ 44.06 บอกว่ายังหาคนที่เหมาะสมเป็นนายกรัฐมนตรีไม่ได้ ในขณะที่ร้อยละ 32.38 บอกว่าไม่สนับสนุนพรรคการเมืองใดเลย โดยร้อยละ 45.99 ของผู้ที่บอกว่า ยังหาคนที่เหมาะสมเป็นนายก ฯ ไม่ได้ จะไม่สนับสนุนพรรคการเมืองใดเลย ในขณะที่ร้อยละ 62.58 ของผู้ไม่สนับสนุนพรรคการเมืองใดเลย บอกว่ายังหาผู้ที่เหมาะสมเป็นนายก ฯ ไม่ได้ซึ่งหมายถึงทุกพรรคการเมือง และ คู่แข่งในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีจากทุกพรรคการเมืองกำลังอยู่ในความเสี่ยงของความไม่แน่นอนในการตัดสินใจทางการเมืองของประชาชนหากมีการยุบสภาเพื่อเลือกตั้งใหม่ในวันนี้ เพราะไม่รู้ว่าผู้คนกลุ่มนี้จะสนับสนุนใครหรือพรรคการเมืองใด แต่ถ้ามองในแง่ดี ตรงนี้คือช่องว่างที่ทุกพรรคการเมืองทั้งใหม่และเก่า และทุกฝ่ายการเมืองสามารถเข้ามาช่วงชิงพื้นที่ตรงนี้ได้ ซึ่งก็คงจะขึ้นอยู่กับว่าใครจะมียุทธศาสตร์และกลยุทธ์ทางการเมืองที่ดีกว่ากัน

ความเสี่ยงทางการเมืองหากมีการยุบสภาเพื่อเลือกตั้งใหม่นั้น รวมถึงความเสี่ยงต่อการกลับมาเป็นนายก ฯ ของพลเอกประยุทธ์ด้วย ซึ่งถึงแม้ว่าพลเอกประยุทธ์จะมี พรรค สว. (สมาชิกวุฒิสภา) 250 เสียงรองรับการกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรี แต่หากในสภาผู้แทนราษฎรได้เสียงไม่ถึง250 ก็อาจจะกลายเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อยหรือแย่สุดคือไม่ได้เป็นนายก ฯ ต่ออีกสมัยหากเสียงสนับสนุนในสภาผู้แทน ฯ มีน้อยมาก นอกเหนือจากนั้นแล้ว อาจต้องเผชิญกับความเสี่ยงจากการต่อต้านของประชาชนที่ไม่สนับสนุนพลเอกประยุทธ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มเยาวชน (อายุ 18 – 25) และนักเรียน/นักศึกษา ที่อาจถูกกลุ่มการเมืองฝ่ายตรงข้ามยั่วยุให้ลงถนนมาต่อต้านการกลับมาของพลเอกประยุทธ์ก็เป็นได้

ลองมาพิจารณาความเสี่ยงของแต่พรรคการเมือง หากมีการยุบสภา ขอเริ่มจากพรรคเพื่อไทย (พท.) ที่ผลการสำรวจพบว่ามีความนิยมมากที่สุด (หากไม่นับรวมผลที่คนส่วนใหญ่ ร้อยละ 32.38 บอกว่าไม่สนับสนุนพรรคการเมืองใดเลย) โดย พท. ได้คะแนนนิยมที่ร้อยละ 20.70 ซึ่งหากมีการยุบสภาเลือกตั้งใหม่ ก็คาดได้ว่า พท. จะได้จำนวน สส. มากที่สุดในสภา แต่ก็จะสูสีกับ พปชร.  แต่หากมี สส. และสมาชิกพรรค ฯ บางส่วนตัดสินใจย้ายไปสังกัดพรรคอื่น ๆ ตามข่าวที่ว่ามีจำนวนงูเห่าไม่น้อยอาศัยอยู่ในพรรค ฯ ก็อาจจะทำให้ได้ สส. ลดลงก็เป็นได้ หรือเลวร้ายที่สุดคือการพ่ายแพ้ให้กับ พปชร.  

ในขณะเดียวกัน พท. กำลังเผชิญกับวิกฤติผู้นำพรรค ฯ เนื่องจากหัวหน้าพรรค ฯ อย่างนายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ ไม่สามารถปั่นกระแสสร้างคะแนนนิยมให้กับตัวเองได้ ในขณะที่คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธ์ ก็มีคะแนนนิยมสนับสนุนให้เป็นนายกรัฐมนตรีเพียง ร้อยละ 8.07 ซึ่งน้อยกว่าพลเอกประยุทธ์ที่ได้ถึงร้อยละ 25.47 และเมื่อดูข้อมูลเชิงลึกพบว่ามีเพียงร้อยละ 28.21 ของผู้ที่สนับสนุน พท. จะสนับสนุนคุณหญิงสุดารัตน์ให้เป็นนายก ฯ แต่ ร้อยละ 44.15 ของผู้สนับสนุน พท. กลับบอกว่ายังหาผู้สนับสนุนเป็นนายก ฯ ไม่ได้ ซึ่งอาจบอกเป็นนัยให้พรรค ฯ รีบหาผู้นำที่เข้มแข็งเป็นที่ยอมรับของผู้สนับสนุนพรรค ฯ ไม่เช่นนั้นเสียงสนับสนุนพรรค ฯ อาจไม่มั่นคงก็เป็นได้

ส่วนของ พปชร. ที่ผลโพลบอกว่าเป็นรอง พท. โดยได้ ร้อยละ 15.73 นั้นบอกได้อย่างเดียวว่าจำเป็นต้องเกาะกระแสพลเอกประยุทธ์ หากยังต้องการเป็นคู่แข่งที่สมน้ำสมเนื้อกับ พท. เนื่องจากเมื่อแตกข้อมูลออกดูพบว่า ร้อยละ 79.55 ของผู้สนับสนุน พปชร. จะสนับสนุนพลเอกประยุทธ์ ให้เป็นนายก ฯ ในขณะที่ร้อยละ 49.14 ของผู้สนับสนุนพลเอกประยุทธ์ จะสนับสนุน พปชร. แต่ที่สำคัญคือร้อยละ 25.74 ของผู้สนับสนุนพลเอกประยุทธ์บอกว่าไม่สนับสนุนพรรคการเมืองใดเลย และร้อยละ 20.25 ของผู้ไม่สนับสนุนพรรคการเมืองใดเลย จะสนับสนุนพลเอกประยุทธ์ ซึ่งหมายถึงช่องที่ พปชร. จำเป็นต้องแทรกเข้าไปให้ได้โดยต้องถือธงสนับสนุนพลเอกประยุทธ์เพื่อให้ได้คะแนนสนับสนุนจากคนกลุ่มนี้แต่หากพลเอกประยุทธ์บอกว่าไม่อยากเป็นนายก ฯ แล้ว หรือหาก  สส.  และสมาชิก พปชร. บอกว่าไม่สนับสนุนพลเอกประยุทธ์แล้ว ก็เตรียมโบกมือลา พปชร.  ได้เลย

ด้านพรรคน้องใหม่อย่างก้าวไกล ที่ไม่สามารถรับมรดกจากอดีตพรรคอนาคตใหม่ได้ โดยพรรคก้าวไกลได้คะแนนสนับสนุนเพียงร้อยละ 13.47 ก็อาจบอกได้ว่ายังคงอยู่ในความเสี่ยงหากมีการยุบสภาเลือกตั้งใหม่ เพราะนอกเหนือจากพรรคก้าวไกลจะไม่มีส้มหล่นอย่างอดีตพรรคอนาคตใหม่ที่ได้รับคะแนนส่วนหนึ่งจากการยุบพรรคไทยรักษาชาติ ในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา พรรคก้าวไกลก็ยังคงต้องเผชิญกับแฟนคลับกลุ่มสำคัญของอดีตพรรคอนาคตใหม่ (กลุ่มเยาวชน อายุ 18 – 25 และกลุ่มนักเรียนนักศึกษา) ที่ตีตัวออกห่างจากผู้รับมรดกทางการเมืองของอดีตพรรคอนาคตใหม่ โดยผู้คนกลุ่มนี้ส่วนใหญ่ถอยหลังไปตั้งหลักที่ไม่สนับสนุนพรรคการเมืองใดเลยและยังหาคนที่เหมาะสมเป็นนายกฯไม่ได้ ในขณะที่เมื่อดูข้อมูลเชิงลึกพบว่า ร้อยละ 23.01 ของผู้เลือกพรรคก้าวไกลจะสนับสนุนหัวหน้าพรรค ฯ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เป็นนายก ฯ แต่มีถึงร้อยละ 52.21 ของผู้สนับสนุนพรรคก้าวไกลบอกว่ายังหาคนที่เหมาะสมเป็นนายก ฯ ไม่ได้ ซึ่งอาจหมายถึงพรรคก้าวไกลต้องเริ่มมองหาผู้นำพรรค ฯ คนใหม่ได้แล้ว และอาจรวมถึงปรับภาพพจน์และวิธีทำงานการเมืองของพรรคด้วย

สุดท้ายพรรคที่เก่าแก่ที่สุดอย่างพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ดูเหมือนว่าจะเผชิญกับความเสี่ยงสูงสุด ซึ่งนอกเหนือจากคะแนนนิยมของพรรค ฯ จะลดลงเหลือเพียงร้อยละ 7.75 และหัวหน้าพรรคอย่างคุณจุรินทร์ลักษณวิศิษฎ์ ก็ไม่มีคะแนนนิยม (สถานการณ์เดียวกับ หัวหน้า พท. ปัจจุบัน) แต่ที่สำคัญฐานเสียงในภาคใต้ของ ปชป. กำลังโดน พปชร. ค่อย ๆ บอนไซ ไปเรื่อย ๆ ในขณะเดียวกันเมื่อดูข้อมูลเชิงลึกในอีกมุมหนึ่งพบว่า มีเพียงร้อยละ 6.67 ของผู้สนับสนุน ปชป. จะสนับสนุนคุณจุรินทร์ เป็นนายก ฯ แต่ร้อยละ 30.26 ของผู้สนับสนุน ปชป. บอกว่าจะสนับสนุนพลเอกประยุทธ์เป็นนายก ฯ และร้อยละ 29.74 บอกว่ายังหาผู้สนับสนุนเป็นนายก ฯ ไม่ได้ ซึ่งทำให้ ปชป. ไม่ต่างอะไรกับ พท. และ ก้าวไกล คือกำลังเผชิญกับวิกฤติผู้นำพรรค แต่ ปชป.อาจลำบากมากกว่าหน่อยตรงที่หากฐานเสียงในภาคใต้แตก การยุบสภาเพื่อเลือกตั้งใหม่จะกลายเป็นหายนะของพรรคประชาธิปัตย์ในทันที่

โดย ผศ.ดร.สุวิชา เป้าอารีย์

หมูในคอกทอง”จักรภพ” ไม่จำ บทเรียนผู้ลี้ภัยไทย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

หมูในคอกทอง”จักรภพ” ไม่จำ บทเรียนผู้ลี้ภัยไทย

หมูในคอกทอง"จักรภพ" ไม่จำ บทเรียนผู้ลี้ภัยไทย6 กรกฎาคม 2563 – 14:25 น.

โลกล้อมไทย หลังโควิด “จักรภพ เพ็ญแข” ไม่ยอมพ่าย เปิดยุทธการแฉลับ “อุ้มวันเฉลิม” ผ่านสื่อต่างชาติ

ถ้ายังจำกันได้ ช่วงแรกๆที่ “วันเฉลิม” ถูกอุ้มหายตัวไปในกัมพูชา ได้มีความคิดความเห็นจากกลุ่ม “ผู้ลี้ภัยชาวไทย” หรือ “ผู้ลี้ภัยคดี 112”หลากหลายความคิดเห็น

คนหนึ่งที่ออกมาแสดงความเห็นแบบผ่าวงคือ “เพียงดิน รักไทย” (เสน่ห์ ถิ่นแสน) ประธานภาคีไทยเพื่อสิทธิมนุษยชน ทางช่องยูทูบ “ดร.เพียงดิน รักไทย Official“ ในหัวข้อ ”คนไทยในประเทศเพื่อนบ้าน จะปลอดภัยมากกว่านี้ได้อย่างไร” เมื่อ 10 มิ.ย.2563

“พวกเราที่ลี้ภัยอยู่ประเทศเพื่อนบ้าน หากคิดว่าตัวเองหลอกเผด็จการได้ หรือปลอดภัยโดยเผด็จการเมืองไทยเข้าไม่ถึง หรือแตะไม่ได้เพราะมีคนเส้นใหญ่ในประเทศนั้นๆ ดูแลอย่างดีตลอดไปนั้น ท่านหลอกตัวเอง”

ข้อเท็จจริงที่รับรู้กันในหมู่คนเสื้อแดง ก็เป็นดังที่ “เพียงดิน” บอกกล่าวไว้ข้างต้น เพียงแต่จะยอมรับความจริงกันหรือไม่?

“น้องตาร์ เป็นคนเสื้อแดง เขาคุ้นเคยกับนักการเมือง…” จึงสามารถอยู่ในกัมพูชาได้สบายๆ แต่ถึงกระนั้น วันเฉลิมอาจประมาทไปนิด คิดว่าคนของสมเด็จฮุนเซน จะดูแลความปลอดภัยได้ 

“แม้แต่คนระดับวีไอพี ที่เขาเลี้ยงดูบนคอนโดหรู เลี้ยงดูแบบวีไอพี หากเขาต้องการเอามาเชือดก็ไม่ต่างจากหมูที่เขาเลี้ยงไว้ในคอกทอง” เพียงดินวิเคราะห์แบบตรงไปตรงมา

หมูในคอกทอง"จักรภพ" ไม่จำ บทเรียนผู้ลี้ภัยไทย

                                           เพียงดิน รักไทย 

จักรภพรับประมาท

ตอนที่ “วันเฉลิม” หายตัวไปใหม่ๆ “จักรภพ เพ็ญแข” ได้ออกมาเล่าเรื่องเบื้องหลังทั้งหมด ในฐานะที่เคยอยู่ในพนมเปญมากว่า 10 ปี

จักรภพ เลือกจะเปิดเผยกับบีบีซีไทย แทนที่จะเป็นช่องยูทูบของจอม เพชรประดับ โดยตัวเขายอมรับว่า “ประมาท” จึงไม่ได้เตือนให้ “วันเฉลิม” ระวังตัว

 “ผมยอมรับว่าในส่วนตัวของผมเองไม่คิดว่าต้าร์จะเป็นอันตราย ไม่ได้คิดจะเตือนน้องเลย” จักรภพกล่าวถึง ต้าร์-วันเฉลิม ที่หายตัวไปครบ 1 เดือนแล้ว

เพียงดินมองประเด็นนี้อีกแบบหนึ่ง เพราะคอนโดมิเนียมแห่งนั้น มิได้มีเพียงวันเฉลิมคนเดียวพำนักอาศัย หากแต่มี “เซเลบแดง” หลายคนอาศัยอยู่

ทำไมฝ่ายไล่ล่า จึงเลือก”วันเฉลิม” ไม่เลือก “ดาราเสื้อแดง” ผู้โด่งดังคนนั้น เรื่องนี้จักรภพรู้ แต่ไม่เล่า

หมูในคอกทอง"จักรภพ" ไม่จำ บทเรียนผู้ลี้ภัยไทย

                               จักรภพ ยังปิดลับประเทศที่อาศัยอยู่ 

เจ็บแล้วไม่จำ

เมื่อวันที่ 5 ก.ค.2563 จักรภพ เพ็ญแข ได้โพสต์เฟซบุ๊คส่วนตัว นำสำเนาจดหมายที่เขาเขียนถึงบรรณาธิการบริหาร นสพ.นิวยอร์คไทม์ และ ฮันน่าห์ บีช ผู้สื่อข่าว 

“ผมขอแสดงความขอบคุณและยินดีอย่างจริงใจในรายงานข่าวเรื่องของนักต่อสู้ทางการเมืองของไทย 9 คนผู้สูญหาย อันเป็นบทความที่สมดุลและเปิดตาให้สว่าง ในฐานที่เป็นคนหนึ่งที่ถูกเขาสั่งฆ่า ผมรู้สึกอบอุ่นใจยิ่งที่บัดนี้ผู้คนได้รับรู้เรื่องนี้อย่างกว้างขวาง (ทั่วโลก) อย่างที่เครือข่ายของ นสพ.นิวยอร์กไทมส์ เท่านั้นจะช่วยขยายผลได้ ถึงยังมีเรื่องอีกมากมายรอให้เปิดเผยและเปิดโปง” 

จักรภพ ถอยออกจากกัมพูชา ไปอยู่ฝั่งยุโรป โดยปกปิดสถานที่อยู่ และดูเหมือนจะระมัดระวังตัวในการเคลื่อนไหวต้านเผด็จการทหารไทยในต่างแดน ทั้งที่เวลานี้ จรรยา ยิ้มประเสริฐ นักเคลื่อนไหวด้านแรงงานและสิทธิมนุษยชน ได้ทำกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์อยู่ในเยอรมัน แต่จักรภพก็ไม่ไปโผล่ช่วยแต่อย่างใด

แม้แต่จอม เพชรประดับ หรือสุนัย จุลพงศธร ที่มีอุดมการณ์เดียวกันกับจักรภพ ต่างก็มีช่องยูทูบส่วนตัวไว้เป็นกระบอกเสียง แต่จักรภพก็ไม่สนใจ

อันที่จริง จักรภพต้องสรุปบทเรียนกรณีเพื่อนร่วมอุดมการณ์ “ไม่เอาสถาบัน” ถูกอุ้มหายในประเทศเพื่อนบ้านว่า นโยบายไม่พึ่ง UNHCR และองค์กรสิทธิมนุษยชนโลก ถูกต้องแล้วหรือ?

 จักรภพก็ทราบดี 5-6 ปีที่ผ่านมา “คนแดนไกล” มอบให้ “เมย์ อียู” เป็นคนดูแลผู้หลบภัยในกัมพูชา และลาว หากใครเดือดร้อนเรื่องเงินทองก็ช่วยเหลือ แต่คนแดนไกลก็มิอาจปกป้องชีวิตคนเสื้อแดงได้

ประเด็นนี้ จักรภพมิคิดจะเก็บรับบทเรียน หรือเอาแต่โทษศัตรูของกลุ่มตัวเองร่ำไป

จะคุ้มมั๊ย!!งบ 4 แสนล้าน บางโครงการ งบ 6.6 ล้าน เน้น ให้วิทยากรเดินหน้าอบรม #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

จะคุ้มมั๊ย!!งบ 4 แสนล้าน บางโครงการ งบ 6.6 ล้าน เน้น ให้วิทยากรเดินหน้าอบรม

จะคุ้มมั๊ย!!งบ 4 แสนล้าน บางโครงการ งบ 6.6 ล้าน เน้น ให้วิทยากรเดินหน้าอบรม6 กรกฎาคม 2563 – 12:37 น.

ตรวจสอบ งบ 4 แสนล้าน ภาครัฐเสนอโครงการฯ 1.4 ล้านล้านบาท บางโครงการ งบ 6.6 ล้าน เน้น ให้วิทยากรเดินหน้าอบรม

ภายหลังจากสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ ในฐานะหน่วยงานเลขานุการและหน่วยงานกลั่นกรองโครงการต่างๆ เปิดตัวเว็บไซต์ THAIme เพื่อใช้ติดตามตรวจสอบบริหารจัดการงบเงินกู้ 1 ล้านล้านบาทจากภาคประชาชน โดยเฉพาะส่วน 400,000 ล้านบาทที่มีเป้าหมายเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจไทยภายหลังโควิด-19 เมื่อวันที่ 8 มิ.ย. 63 และปิดรับโครงการไปเมื่อวันที่ 12 มิ.ย.63  ปรากฏว่า หน่วยงานราชการได้ส่งโครงการเข้ามามากถึง 46,411 โครงการ รวมวงเงินกว่า 1,448,474  ล้านบาท ซึ่งสูงกว่า 400,000 ล้านบาทที่กำหนดไว้กว่า 3 เท่ากว่า  

จะคุ้มมั๊ย!!งบ 4 แสนล้าน บางโครงการ งบ 6.6 ล้าน เน้น ให้วิทยากรเดินหน้าอบรม

โดยโครงการเงินกู้แบ่งออกเป็น 4 แผนงาน ประกอบด้วยแผนงานที่ 1 เน้นการลงทุนและกิจกรรมการพัฒนาที่สามารถพลิกฟื้นกิจกรรมทางเศรษฐกิจ แผนงานที่ 2 การฟื้นฟูเศรษฐกิจฐานรากและชุมชน ที่เน้นสร้างงานรองรับการกลับสู่ต่างจังหวัด แผนงานที่ 3 ส่งเสริมการบริโภคและกระตุ้นเศรษฐกิจ และแผนงานที่ 4 การยกระดับโครงสร้างพื้นฐานระดับชุมชน

แต่เสนอมาเยอะก็ไม่ใช่จะผ่านทุกโครงการ เพราะระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ได้กำหนดขั้นตอนการพิจารณาอนุมัติโครงการฯ ซึ่งมีการตรวจสอบ กลั่นกรองพอสมควร

หน่วยงานเจ้าของโครงการ : จัดทำโครงการ เสนอตามวิธีการที่ คณะกรรมการฯกำหนด (รูปแบบอิเล็กทรอนิส์ และเอกสารจำนวน 15 ชุด ส่งให้สภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.)

สศช. : พิจารณาจัดทำความเห็น ไม่ช้ากว่า 10 วัน  ถ้าครบถ้วน ส่งเข้ากระบวนการพิจารณาและอนุมัติโครงการ แต่ถ้าไม่สมบูรณ์ ส่งกลับ หน่วยงานเจ้าของโครงการเพิ่มเติมแก้ไขข้อมูล แล้ว ส่งเข้า กระบวนการพิจารณาและอนุมัติโครงการ

จะคุ้มมั๊ย!!งบ 4 แสนล้าน บางโครงการ งบ 6.6 ล้าน เน้น ให้วิทยากรเดินหน้าอบรม

กระบวนการพิจารณาและอนุมัติโครงการ

ขั้นที่ 1 ผ่าน คณะอนุกรรมการกลั่นกรองแผนงาน/โครงการฯ กลุ่มที่ 3  ซึ่งคณะกรรมการ จะประกอบด้วย 1.นายอนุชา พิชยนันท์ (รศช./สศช.) เป็นประธานอุนกรรมการ 2.ที่ปรึกษา สำนักงานงบประมาณ(สงป.)เป็นรองประธานอนุกรรมการ  3.ผศ.ดร.พงษ์ชัย อธิคมรัตนกุล อนุกรรมการ 4..ศ.ดร.สกนธ์ วรัญญวัฒนา อนุกรรมการ 5.ผู้แทน สศค. อนุกรรมการ 6.ผู้แทน สบน. อนุกรรมการ 7.ผู้แทน นร. อนุกรรมการ 8.ผู้แทน บก. อนุกรรมการ 9. ผู้แทน สคก. อนุกรรมการ 10.นางธิดา พัทธธรรม (ทปษ./สศช.) อนุกรรมการ/เลขานุการ 11.นายสุริยนต์ ธัญกิจจานุกิจ (ทปษ./สศช.) อนุกรรมการ/เลขานุการ

ซึ่งคณะอนุกรรมการจะพิจารณาจัดทำความเห็นไม่ช้ากว่า 7 วัน แล้วส่งโครงการฯและความเห็น ไปสู่คณะกรรมการกลั่นกรองแผนงาน/โครงการ กลุ่มที่ 3 

ซึ่งคณะกรรมการกลั่นกรองแผนงาน/โครงการ กลุ่มที่ 3  จะประกอบไปด้วย 1.เลขาธิการ สศช. ประธานกรรมการ 2. ปลัด นร. กรรมการ 3.ปลัด กค.  กรรมการ 4.ผอ.สงป. กรรมการ 5.ผอ.สบน. กรรมการ 6. ผอ.สศค. กรรมการ 7.นายปกรณ์ นิลประพันธ์ กรรมการ 8.รองเลขาธิการ สศช. เลขานุการ 9.ผู้แทน สงป. ผู้ช่วยเลขานุการ 10.ผู้แทน สบน. ผู้ช่วยเลขานุการ

คณะกรรมการกลั่นกรองชุดใหญ่ จะพิจารณาทำความเห็น ไม่ช้ากว่า 13 วัน  รวมระยะเวลาพิจารณาทั้ง 2 ชุด ทำความเห็นไม่ช้ากว่า 20 วัน  แล้วคณะกรรมการ ก็เสนอโครงการฯ ที่ผ่านการพิจารณาเข้าสู่ คณะรัฐมนตรีพิจารณาต่อไป

เมื่อคมชัดลึก ออนไลน์ ได้ตรวจสอบ เวปไซต์ thaime ได้รายงานข้อเสนอโครงการที่ผ่านการวิเคราะห์เบื้องต้นในรอบแรก พบมี 196 โครงการ วงเงิน 94,069 ล้านบาท แบ่งเป็น

1.แผนงานที่มีวัตถุประสงเพื่อสร้างความเข้มแข็งเศรษฐกิจฐานราก จำนวน 111 โครงการ วงเงิน 51,328.68 ล้านบาท

2.แผนงานสร้างความเจริญเติมโตอย่างยั่งยืน  จำนวน 83 โครงการ วงเงิน 20,340.43 ล้านบาท

3.แผนงานกระตุ้นอุปโภคบริโภคและกระตุ้นการท่องเที่ยว จำนวน 2 โครงการ วงเงิน 22,400 ล้านบาท

ซึ่งในจำนวนนี้ พบว่า มีโครงการที่ เห็นชอบผ่านแล้ว รวมวงเงิน 22,400 ล้านบาท

จะคุ้มมั๊ย!!งบ 4 แสนล้าน บางโครงการ งบ 6.6 ล้าน เน้น ให้วิทยากรเดินหน้าอบรม

เมื่อตรวจสอบดูก็พบส่วนมากเป็นโครงการฯ ลงในระดับจังหวัด ที่ผ่านการเห็นชอบแล้ว ส่วนโครงการ ระดับกระทรวง ส่วนกลางนั้น พบว่า ยังไม่มีการอนุมัติแต่อย่างใด ซึ่งวันนี้ เราจะนำเสนอโครงการฯ ที่ผ่านมการเห็นชอบแล้ว คือโครงการยกระดับคุณภาพผลผลิตทางการเกษตรสู่มาตรฐานเกษตรปลอดภัย  เสนอโครงการโดย สำนักงานประมงจังหวัดปทุมธานี สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดปทุมธานี สำนักงานประมงจังหวัดปทุมธานี งบประมาณ 6,691,000 บาท

จะคุ้มมั๊ย!!งบ 4 แสนล้าน บางโครงการ งบ 6.6 ล้าน เน้น ให้วิทยากรเดินหน้าอบรม

ในโครงการนี้ จะมี 3 กิจกรรมย่อย คือ  โครงการยกระดับคุณภาพผลผลิตางการเกษตรสู่มาตรฐานเกษตรปลอดภัย  มี1.กิจกรรมส่งเสริมการผลิตและพัฒนาฟาร์มเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำให้ได้มาตรฐาน งบประมาณ 5,390,000 บาท รับผิดชอบโดยสำนักงานประมงจังหวัดปทุมธานี

โดยจะดำเนินการ 1.ส่งเสริมและถ่ายทอดองค์ความรู้ หัวข้อมาตรฐานการปฏิบัติทางการประมงที่ดีสำหรับฟาร์มเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ เกษตรกร จำนวน 200 ราย

2.ตรวจสอบรับรองคุณภาพสินค้าประมง (ตรวจประเมินฟาร์มและตรวจวิเคราะห์ตัวอย่าเนื้อปลา) โดยผู้ร่วมโครงการต้องได้รับใบรับรองมาตรฐานระดับ GAP ไม่น้อยกว่าร้อยละ 20 ส่วนที่เหลือต้องเข้าหลักเกณธ์มาตรฐานเพื่อเตรียมความพร้อในการพัฒนาเข้าสู่ระดับมาตรฐาน GAP ร้อยละ 80

จะคุ้มมั๊ย!!งบ 4 แสนล้าน บางโครงการ งบ 6.6 ล้าน เน้น ให้วิทยากรเดินหน้าอบรม
จะคุ้มมั๊ย!!งบ 4 แสนล้าน บางโครงการ งบ 6.6 ล้าน เน้น ให้วิทยากรเดินหน้าอบรม

ต่อมาคือ 2. กิจกรรมส่งเสริมการเลี้ยงไก่พื้นเมืองปลอดสารในจ.ปทุมธานี งบประมาณ 645,000 บาท รับผิดชอบโดยสำนักงานปศุสัตว์จังหวัด

ดำเนินกิจกรรม 1. อบรมให้ความรู้เชิงวิชาการ หลักสูตรทางการเลี้ยงไก่พื้นเมืองของเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่พื้นเมือง (เครือข่ายไก่ประดู่หางดำเชียงใหม่) จำนวน 50 ราย

2.ส่งเสริมจัดระบบการจัดการโรงเรียน ให้ได้มาตรฐานตามระบบปลอดภัยของกรมปศุสัตว์

และกิจกรรมสุดท้ายคือ การพัฒนาศักยภาพเกษตรกรด้านการแปรรูปสัตว์น้ำ งบประมาณ 656,000 บาท รับผิดชอบโดย สำนักงานประมงจังหวัด

ดำเนินกิจกรรม 1.การเพิ่มศักยภาพและพัฒนาผลิตภัณฑ์แปรรูปสัตว์น้ำให้ได้มาตรฐานอาหารปลอดภัย เกษตรกร จำนวน 30 ราย หมู่ที่ 8 ต.คลองหก อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี

2.ส่งเสริมการจัดการโรงเรือนเพื่อให้ได้มาตรฐานการแปรรูปผลิตภัณฑ์ ตามมาตรฐาน Primay GMP

ซึ่งเมื่อรัฐจ่ายเงินตามโครงการนี้จำนวน 6,691,000 บาท อบรมใน 3 กิจกรรมนี้แล้ว จะทำให้เกษตรกรได้รับประโยชน์ 3 อย่าง 1. พัฒนากลุ่มเกษตรกรที่มีอยู่ให้มีความรู้และทักษะในกระบวนการผลิต การแปรรูปเพิ่มมากขึ้น

2. สามารถยกระดับและพัฒนาผลิตภัณฑ์สินคาเกษตรให้มีโอกาสขยายตัวและแข่งขันด้านการตลาดมากขึ้น

3.มีแปลง / ฟาร์ม เข้าเกณฑ์มาตรฐานเพื่อเตรียมความพร้อมในการพัฒนาเข้าสู่ระดับมาตรฐาน GAP/GMP /กรมปศุสัตว์ จำนวนไม่น้อยกว่าร้อยละ 80

จะคุ้มมั๊ย!!งบ 4 แสนล้าน บางโครงการ งบ 6.6 ล้าน เน้น ให้วิทยากรเดินหน้าอบรม

และนี่ก็คือ บางส่วนของโครงการ ที่ผ่านการเห็นชอบแล้ว ซึ่งมีเอกสารเพียงแค่ 8 หน้า กิจกรรมยังไม่ชัดเจน แต่เนื้องานหลักๆตามที่เอกสารปรากฎนั้นจะเน้นหนักไปทาง อบรมให้ความรู้เกษตรกร ซึ่งก็ไม่แน่ใจว่า ถ้าอบรมจบแล้ว เกษตรกร จะสามารถพัฒนา ยกระดับ คุณภาพของตัวเอง ได้เลย ตามวัตถุประสงค์ของโครงการหรือไม่ เราก็คงต้องติดตามกันต่อไป

เขย่าบ้านใหญ่”ธนาธร”ล้ม “พินิจ” พิชิต อบจ.บึงกาฬ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

เขย่าบ้านใหญ่”ธนาธร”ล้ม “พินิจ” พิชิต อบจ.บึงกาฬ

เขย่าบ้านใหญ่"ธนาธร"ล้ม "พินิจ" พิชิต อบจ.บึงกาฬ6 กรกฎาคม 2563 – 11:04 น.

วังพญานาคสะเทือน “ธนาธร” ปักธงยึด “อบจ.บึงกาฬ” ให้ได้ แม้จะต้องล้ม “กำนันนิพนธ์” คนสนิทเสี่ยพินิจ คอลัมน์..ท่องยุทธภพ โดยขุนน้ำหมึก

จบไปแล้ว การสัมมนาอบรมว่าที่ผู้สมัครนายก อบจ. 17 จังหวัด ในนามคณะก้าวหน้า เมื่อวันที่ 4-5 ก.ค.2563 ที่ไทยซัมมิททาวเวอร์ ทีมงานประชาสัมพันธ์ เลือกแจกข่าวบทสัมภาษณ์ “ขุนพล” ที่จะลงทำศึกท้องถิ่น 2 คน

คนแรกคือ หมอชัชหรือชัชวาล นันทะสาร แห่งกลุ่มปลุกนครปฐม และ “ภูมิพันธ์ บุญมาตุ่น” กลุ่มอนาคตบึงกาฬ

ทำไมต้องสองคนนี้ อย่างที่ทราบกัน “ธนาธร-ปิยบุตร” ต้องการขุดรากถอนโคน “บ้านใหญ่” ผู้ทรงอิทธิพลในท้องถิ่น 

เฉพาะบึงกาฬ “ธนาธร”ให้ความสำคัญเป็นอันดับแรกๆ ตั้งแต่พรรคอนาคตใหม่ เตรียมแผนการลุยเลือกตั้งท้องถิ่น โดยประกาศให้บึงกาฬ เป็นต้นแบบ

วันที่ 3 ต.ค.2562 ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ จึงเดินทางไปเปิดตัว “นายโต้งคนบึงกาฬ” หรือ “ภูมิพันธุ์ บุญมาตุ่น” นายกสมาคมผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยว จ.บึงกาฬ เป็นว่าที่ผู้สมัครนายก อบจ.คนแรก ที่พรรคอนาคตใหม่(เดิม)ภูมิใจนำเสนอ

เขย่าบ้านใหญ่"ธนาธร"ล้ม "พินิจ" พิชิต อบจ.บึงกาฬ

                         ตอนที่ ธนาธรไปเปิดตัวภูมิพันธ์ ปีที่แล้ว

คนหนุ่มบึงกาฬ

สมัยที่รัฐบาลประยุทธ์ นำสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ มาเป็นแม่ทัพเศรษฐกิจ และดำเนินยุทธศาสตร์ประชารัฐ ก็มีการจัดตั้งบริษัทประชารัฐรักสามัคคี ในทั่วประเทศ

ภูมิพันธ์ บุญมาตุ่น” ในฐานะนายกสมาคมผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวบึงกาฬ ได้เข้ามาเป็นแกนหลักของบริษัทประชารัฐรักสามัคคีบึงกาฬด้วย จึงทำให้เขาได้ไปสัมผัสกับวิสาหกิจชุมชน และ SME  อันเป็นแรงบันดาลใจให้อยากเล่นการเมืองท้องถิ่น

เขย่าบ้านใหญ่"ธนาธร"ล้ม "พินิจ" พิชิต อบจ.บึงกาฬ

                        ภูมิพันธ์ ตัวแทนคณะก้าวหน้า บึงกาฬ

บึงกาฬเป็นหัวเมืองชายแดนมีอนาคตไกล และอีก 3 ปีข้างหน้า สะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 5 (บึงกาฬ-บอลิคำไซ)  สร้างเสร็จ จะพลิกโฉมหน้าบึงกาฬกันเลยทีเดียว

วังพญานาค 

นับแต่การเลือกตั้ง 22 มี.ค.2535 “พินิจ จารุสมบัติ” หอบกระเป๋าจาก อ.บ้านโพธิ์ จ.ฉะเชิงเทรา ไปปักหลักที่ อ.บึงกาฬ จ.หนองคาย จนได้เป็น ส.ส.หนองคาย ติดต่อกันมาหลายสมัย กระทั่ง อ.บึงกาฬ ยกฐานะเป็นจังหวัด

สมัยอยู่พรรคไทยรักไทย เสี่ยพินิจในฐานะหัวหน้ากลุ่มวังพญานาค ได้กระตุ้นให้ชาวบึงกาฬ ปลูกยางพารา จนกลายเป็นเมืองยางพาราในวันนี้

เลือกตั้ง 2550 และ 2554 เสี่ยพินิจไม่ได้ลงสมัคร ส.ส. แต่ก็ให้การสนับสนุนนักการเมืองบางกลุ่มอยู่ 

ทุกวันนี้ เสี่ยพินิจสวมหัวโขนประธานสภาวัฒนธรรมไทย-จีนและส่งเสริมความสัมพันธ์ ที่ริเริ่มจัดงาน “วันยางพารา บึงกาฬ” และจัดติดต่อกันมาทุกปี

หากบุรีรัมย์ คือ “เนวินบุรี” บึงกาฬก็คือ “พินิจนคร” เช่นกัน เพราะ “นิพนธ์ คนขยัน” นายก อบจ.บึงกาฬ คนแรก และคนปัจจุบัน  เป็นมือขวาของเขา 

กำนันนิพนธ์” เป็น ส.ส.หนองคาย พรรคไทยรักไทย ปี 2544 และปี 2554 มีการเลือกตั้งนายก อบจ.บึงกาฬ “นิพนธ์” เหนื่อยหนัก เพราะต้องสู้กับ ยุทธพงษ์ แสงศรี กลุ่มเพื่อไทย โดยมีคนเสื้อแดงและอดีต ส.ส.เพื่อไทย หนองคายให้การสนับสนุน แต่กำนันนิพนธ์ ก็ฝ่าด่านเสื้อแดงมาได้

เขย่าบ้านใหญ่"ธนาธร"ล้ม "พินิจ" พิชิต อบจ.บึงกาฬ

                                       นิพนธ์ คนขยัน เด็กพินิจ 

ด้านหนึ่ง กำนันนิพนธ์ในกลุ่มนายก อบจ.สายบ้านริมน้ำ ของสุชาติ ตันเจริญ ประกอบด้วย ชัยมงคล ไชยรบ นายก อบจ.สกลนคร ,สมชอบ นิติพจน์ นายก อบจ.นครพนม, ยุทธนา ศรีตะบุตร นายก อบจ.หนองคาย และศราวุธ สันตินันตรักษ์ นายก อบจ.หนองบัวลำภู 

เสี่ยพินิจและเสี่ยสุชาติ คงไม่ปล่อยให้ “ธนาธร” เข้ามายึดพื้นที่การเมืองชายแดนบึงกาฬได้ง่ายๆเป็นแน่

ส่อง ‘ลูกช้าง’ บนทางวิบาก พรรคลุงกำนัน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

ส่อง ‘ลูกช้าง’ บนทางวิบาก พรรคลุงกำนัน

ส่อง 'ลูกช้าง' บนทางวิบาก พรรคลุงกำนัน5 กรกฎาคม 2563 – 14:00 น.

อนาคตพรรค รปช. เปลี่ยนหัวหน้าพรรคไม่ใช่เรื่องใหญ่ เท่ากับ “ส.ส.ลูกช้าง” จะดึง “ส.ส.ลูกหมี” มาอยู่ด้วยกันได้หรือไม่

มีการเปลี่ยนแปลงเล็กๆ ภายในพรรครวมพลังประชาชาติไทย(รปช.) หลัง ม.ร.ว.จัตุมงคล โสณกุล ลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรค ส่งผลให้กรรมการบริหารพรรค และคณะกรรมการชุดต่าง ๆ หมดสมาชิกภาพไปด้วย

อ่านข่าวที่เกี่ยวข่อง : ลุงกำนัน เตือน กกปส.ใช้สติ ไม่ซ้ำเติมรัฐบาลผนึกกำลังสู้โควิด

 ตอนแรกก็คาดว่า เอนก เหล่าธรรมทัศน์ จะขึ้นเป็นหัวหน้าพรรคคนใหม่ แต่ก็มีการเปลี่ยนแปลงอีกครั้ง หลังพรรค รปช.ได้เสนอชื่อเอนก เป็นรัฐมนตรีแรงงาน แทน หม่อมเต่า จึงให้ ทวีศักดิ์ ณ ตะกั่วทุ่ง เลขาธิการพรรค ขึ้นตำแหน่งหัวหน้าพรรค

 จะว่าไปแล้ว “ทวีศักดิ์” ก็เป็นแม่บ้านของ “ลุงกำนัน” สุเทพ เทือกสุบรรณ มานานแล้ว

 โจทย์ใหญ่ของพรรครวมพลังประชาชาติไทย ก็คือ การเลือกตั้ง ส.ส.ครั้งหน้า จะเพิ่มจำนวน ส.ส.เขต ได้มากกว่า 1 คน ได้อย่างไร

 พูดกันตรงๆ “สุพล จุลใส” ส.ส.ชุมพร เขต 3 หนึ่งเดียวของพรรคลุงกำนันนั้น ได้เป็น ส.ส.ด้วยลำแข้งตัวเอง ขายแบรนด์ “ลูกช้าง” อดีตนายก อบจ.ชุมพร พร้อมชูสโลแกน “เข้าใจ เข้าถึง พึ่งพาได้ จับต้องได้”

 จุดแข็งของ “ลูกช้าง” คือ มาจากตระกูลการเมือง ที่ทำงานในพื้นที่อย่างแข็งขัน จึงมีเครือข่ายหัวคะแนนแน่นเต็มทุกหมู่บ้าน

 การเลือกตั้งที่ผ่านมา น้องชาย “ลูกหมี” ชุมพล จุลใส ยังได้เป็น ส.ส.ชุมพร เขต 1 ในนามพรรคประชาธิปัตย์ ก็ต้องสู้กันในพรรคจนเหนื่อย กว่าจะได้ลง ส.ส.

 ส่วน “ลูกช้าง” เลือกข้างสุเทพ เทือกสุบรรณ ลงสมัคร ส.ส.เขต 3 เอาชนะแชมป์เก่า “ธีระชาติ ปางวิรุฬห์รักษ์” อดีต ส.ส.ชุมพร พรรค ปชป.ไปได้

 สรุปว่า จ.ชุมพร ตระกูลจุลใส ได้ ส.ส. 2 คน 2 พรรค แต่ครั้งหน้า สองพี่น้องตระกูล “จุลใส” จะย้ายมาอยู่พรรคเดียวกันหรือไม่ ก็น่าติดตาม

 ทุกวันนี้ “ลูกช้าง-ลูกหมี” ได้ทำกิจกรรมการเมืองร่วมกัน ประหนึ่งว่าอยู่พรรคเดียวกัน และดูเหมือนทั้งคู่ ยังมีภารกิจร่วมกัน ในการรักษาฐานการเมือง “อบจ.ชุมพร”

 เป็นที่แน่นอนแล้วว่า “แฟมิลี่จุลใส” ส่ง “นายกโต้ง” นายนพพร อุสิทธิ์ นายกสมาคมกีฬาจังหวัดชุมพร อดีตประธานสภา อบจ.ชุมพร 3 สมัย ลงสมัครนายก อบจ.ชุมพร ในนาม “กลุ่มพลังชุมพร”

 “นายกโต้ง” ยังเป็นสามีของ “นายกเปรี้ยว” สุจิตรา อุสิทธิ์ นายก อบต.นาสัก น้องสาวของสุพล จุลใส (ลูกช้าง) และเป็นพี่สาวของชุมพล จุลใส (ลูกหมี)

 ผลเลือกตั้งนายก อบจ.ชุมพร จะชี้ชะตาอนาคตของ “ลูกช้าง-ลูกหมี” หากกลุ่มพลังชุมพรชนะ ลูกหมีอาจย้ายจาก ปชป.มาอยู่ รปช. เสริมทัพลุงกำนัน

ศึกชายขอบปากน้ำ จับตา 2 บ้านใหญ่ ‘อัศวเหม’ กับ ‘ไทยซัมมิท’ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

ศึกชายขอบปากน้ำ จับตา 2 บ้านใหญ่  ‘อัศวเหม’ กับ ‘ไทยซัมมิท’

ศึกชายขอบปากน้ำ จับตา 2 บ้านใหญ่  'อัศวเหม' กับ 'ไทยซัมมิท'5 กรกฎาคม 2563 – 11:48 น.

เลือกตั้งซ่อมเขต 5 สมุทรปราการ บ้านใหญ่ “อัศวเหม” ต้องสู้เพื่อศักดิ์ศรี แต่อย่ามองข้าม “เจ๊สมพร” แห่งไทยซัมมิทฯ คอลัมน์ ท่องยุทธภพ โดย ขุนน้ำหมึก

การเลือกตั้งซ่อมเขต 5 สมุทรปราการ เปรียบเหมือนสมรภูมิชายขอบของปากน้ำ สภาพสังคมทั่วไป เรียกว่า “กึ่งเมือง กึ่งชนบท” หรือ “กึ่งอุตสาหกรรม กึ่งเกษตรกรรม”

อ่านข่าว:  เทียบฟอร์ม “กรุง” ป่ารอยต่อ “สลิลทิพย์”เด็กแม้ว

 ที่น่าสนใจ พื้นที่แถวบางพลี บางเสาธง และบางบ่อ เป็นรังเหย้า(สนาม กกท.บางพลี) ของสโมสรฟุตบอลสมุทรปราการซิตี้ ที่มีประธานสโมสรชื่อ ชนม์สวัสดิ์ อัศวเหม

 นอกจากนี้ บริษัท ไทยซัมมิทโอโตพาร์ท อินดัสตรี จำกัด ของ สมพร จึงรุ่งเรืองกิจ ก็อยู่ในโซนนี้ด้วย

++

บ้านใหญ่อัศวเหม

++

 เจ้าพ่อปากน้ำ “วัฒนา อัศวเหม” มีบุตรชาย 3 คนคือ พิบูลย์ อัศวเหม, พูลผล อัศวเหม และชนม์สวัสดิ์ อัศวเหม โดย “พูนพล” ลงเล่นการเมืองระดับชาติ เป็น ส.ส.สมุทรปราการ 3 สมัย (เสียชีวิตแล้ว)

 แม่ทัพการเมืองของ “อัศวเหม” วันนี้ชื่อ “ประภาพร อัศวเหม” ภรรยาของพูลผล เป็นกรรมการบริหารพรรคพลังประชารัฐ แต่ตัวจริงเสียงจริง ก็น่าจะเป็น “เสี่ยเอ๋” ชนม์สวัสดิ์ อัศวเหม ประธานหอการค้าจังหวัดสมุทรปราการ

 ตอนที่มีการเลือกตั้งทั่วไป “อัครวัฒน์ อัศวเหม หลานชายของวัฒนา อัศวเหม เป็นหัวหน้าทีมพลังประชารัฐ เมืองปากน้ำ และได้เป็น ส.ส.เขต 1

 ส.ส.สมุทรปราการ 6 คน ของพรรคพลังประชารัฐ ก็มีที่มาแตกต่างกันไป ไม่ได้เป็นเครือข่าย “บ้านใหญ่อัศวเหม” เสียทั้งหมด

 ทุกวันนี้ “เสี่ยเอ๋” ประธานหอการค้าจังหวัดสมุทรปราการ จะออกงานทำกิจกรรมเพื่อสังคม ร่วมกับ ประภาพร อัศวเหม และพิม อัศวเหม(ลูกสาวพูนผล) ในนามกลุ่มสมุทรปราการก้าวหน้า

 เลือกตั้งซ่อมเขต 5 บ้านใหญ่อัศวเหม ก็คงทุ่มสรรพกำลังช่วยกรุงศรีวิไล สุทินเผือก เพราะศักดิ์ศรีบ้านใหญ่ค้ำคออยู่

++

บ้านใหญ่ไทยซัมมิท

++

 อาณาจักรธุรกิจของตระกูล “จึงรุ่งเรืองกิจ” คือ บริษัท ไทยซัมมิทโอโตพาร์ท อินดัสตรี จำกัด ตั้งอยู่ริม ถ.บางนา-ตราด กม.16 ต.บางโฉลง อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ

ช่วงโควิดระบาด “สมพร จึงรุ่งเรืองกิจ” ในนามของมูลนิธิไทยซัมมิทพัฒนา ลงพื้นที่ชุมชนหลังวัดหนามแดง หมู่ที่ 3 ต.บางแก้ว อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ ไปมอบข้าวสารมามอบให้ครอบครัวละ 5 กิโลกรัม และเงินสดให้อีกครอบครัวละ 2,000 บาท จนเป็นข่าวฮือฮาไปทั้งประเทศ

 บังเอิญว่า อาณาจักรไทยซัมมิท ครอบคลุมทั้งเขต 4 และเขต 5 สมุทรปราการ ซึ่งการเลือกตั้งครั้งที่แล้ว วุฒินันท์ บุญชู ผู้สมัคร ส.ส.พรรคอนาคตใหม่ หักปากกาเซียน ได้เป็น ส.ส.ปากน้ำ เขต 4

 แถมผู้สมัครโนเนมของพรรคอนาคตใหม่ที่เขต 5 แม้จะไม่ชนะแต่ก็ยังได้คะแนน 3 หมื่น แพ้อดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทย แค่พันคะแนน

 “เจ๊สมพร” ปักหลักอยู่ในแถบทุ่งบางพลี บางเสาธงมานานกว่า 20 ปี และทำกิจกรรมร่วมกับคนในท้องถิ่นอยู่เสมอๆ ประหนึ่งเป็นผู้ใจบุญสุนทานย่านนั้น

 10 ปีที่แล้ว เจ๊สมพร ยังลงทุนลงแรงสร้าง “สโมสรฟุตบอลไทยซัมมิทสมุทรปราการ” เป็นตัวแทนของสมาคมกีฬาจังหวัดสมุทรปราการ ลงแข่งขันในโปรวินเชียลลีกและคว้าแชมป์ได้ในฤดูกาล 2551 ทำให้ได้สิทธิเลื่อนชั้นขึ้นไปเล่นในลีกภูมิภาค ดิวิชัน 2 แต่ปัญหาเยอะ ทั้งเรื่องสนาม และระบบการแข่งขัน เจ๊สมพรเลยประกาศยุบสโมสร

 อย่างไรก็ตาม คนงานไทยซัมมิท และญาติพี่น้อง ในย่านเขต 4 เขต 5 ย่อมจะสนับสนุนพรรคก้าวไกล อย่างไม่ต้องสงสัย

ศึกชายขอบปากน้ำ จับตา 2 บ้านใหญ่  'อัศวเหม' กับ 'ไทยซัมมิท'

New ไม่ normal ของการเปิดเรียน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

New ไม่ normal  ของการเปิดเรียน

New ไม่ normal  ของการเปิดเรียน5 กรกฎาคม 2563 – 11:18 น.

เจาะประเด็นร้อน : New ไม่ normal  ของการเปิดเรียน…โดย ชัยวัฒน์ ปานนิล

สัปดาห์แรกของการเปิดเรียน ภายใต้ศัพท์ใหม่ของคนไทย New normal ภาพรถนักเรียนในต่างจังหวัดที่นักเรียนแน่นเต็มคันรถ การเดินแถวเข้าโรงเรียนแบบเว้นระยะ นักเรียนนั่งห่างไม่น้อยกว่า 1 เมตรในชั้นเรียน เป็นภาพใหม่ ที่ปรากฏในโรงขึ้นตามโรงเรียน ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19

อ่านข่าว :  เปิดเรียนสนามจริง ยิ่งกว่าวุ่นวาย

หลังเปิดเรียนเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2563 โรงเรียนทั่วประเทศได้ปรากฏภาพการเดินทางมาเรียนของนักเรียน ทั้งในกรุงเทพและต่างจังหวัด เน้นไปที่รถโดยสารสาธารณะ ภาพการรอรถโดยสาร ขสมก. ของนักเรียนในกรุงเทพมหานคร ที่มีป้ายใหม่ติดหน้ารถ “เต็ม”

ภาพนักเรียนแถวต่างจังหวัด ที่ยังโหนรถเต็มคัน มาจอดหน้าโรงเรียน เพื่อเข้าแถวคัดกรอง นักเรียนโรงเรียนขนาดเล็กและขนาดใหญ่ นั่งห่างกัน 1 – 2 เมตร ตามสภาพและจำนวนของนักเรียน นักเรียนชั้นปฐมวัย ที่นั่งในพื้นที่ส่วนตัว มีของเล่นและเครื่องใช้ส่วนตัววางอยู่กรอบสี่เหลี่ยม ขนาดพื้นที่ 4 ตารางเมตร

เป็นมิติใหม่ของการจัดการเรียนการสอน ที่ ครู ผู้ปกครอง และนักเรียน ร่วมใจกันปฏิบัติตามมาตรการที่กระทรวงศึกษาธิการและกระทรวงสาธารณสุขกำหนดขึ้น

แสดงให้เห็นว่า นักเรียน ครู และผู้ปกครอง มีความต้องการอย่างมากที่จะให้โรงเรียนเปิดทำการเรียนการสอนตามปกติ แม้ว่าสัปดาห์แรกของการเปิดเรียนจะมีเพียง 3 วัน

แต่ในการเปิดเรียนครั้งนี้มีปรากฏการณ์อีกอย่างหนึ่งที่สะท้อนให้เห็นว่า การปิดสถานศึกษานานๆ ก็กระทบกับความต้องการของคนอีกกลุ่มหนึ่งเช่นกัน

แม้ว่า สพฐ. จะเน้นย้ำให้งดกิจกรรม เพื่อเพิ่มเวลาให้กับการเรียนการสอน แต่ก็มีสถานศึกษาบางแห่ง แย่งเวลาของนักเรียนไปด้วยกิจกรรมหลายประเภทด้วยกัน เช่น กิจกรรมแห่เทียนจำนำพรรษา การประชุมผู้ปกครองนักเรียน
 

ซึ่งควรจะทำก่อนหน้านี้ แต่มาจัดในสัปดาห์นี้ เพราะมีการจัดสรรงบประมาณ จำนวน 5,000 บาท ให้กับโรงเรียนดีประจำตำบลทุกโรงเรียน เพื่อจัดการประชุมผู้ปกครองและเร่งรัดการเบิกจ่าย ร่วมถึงกิจกรรมค้างเก่าที่จำเป็นต้องเร่งรดการเบิกงบประมาณ อีกหลายรายการ

และในสัปดาห์ที่ 2 ก็เต็มไปด้วยวันหยุด ทำให้มีเวลาเรียนเหลือเพียง 3 วันอีกเช่นกัน ทราบมาว่า มีหลายโรงเรียนเตรียมจัดกิจกรรมไหว้ครู โดยอ้างว่าเป็นประเพณี และจัดกิจกรรมเลือกตั้งประธานนักเรียนในคราวเดียวกัน เพราะเป็นกิจกรรมบังคับตามหลักสูตร

นักเรียนมีเวลาเรียนน้อยอยู่แล้ว วันหยุดก็เพิ่มมาเยอะ กิจกรรมก็ไม่ยอมลด เนื่องจากเหตุผลที่ว่า จำเป็นต้องเบิกจ่ายงบประมาณตามแผน โดยมีเงื่อนไขสำคัญอยู่ว่า จำเป็นต้องจัดการเรียนให้ครบ 200 วันตามหลักสูตร และเบิกจ่ายงบประมาณค่าอาหารกลางวันและอาหารเสริม (นม) ให้ครบ 200 วัน ตามที่ได้รับจัดสรร

ซึ่งก็ไม่แน่ใจว่าเหตุผลไหนสำคัญกว่ากัน แต่ที่น่าจะสำคัญกว่า คือ นักเรียนควรได้รับการจัดการเรียนที่เหมาะสมและครบถ้วน ตรงตามหลักสูตรของแต่ละสถานศึกษา ตามมาตรฐานของกระทรวงศึกษาธิการ

ทราบมาว่า มีโรงเรียนหลายโรงเรียน ดำเนินการเบิกจ่ายงบประมาณอาหารกลางวัน และอาหารเสริม (นม) ให้กับนักเรียนที่เรียนซ่อมเสริม (ออนไลน์) ในช่วงวันหยุดเสาร์–อาทิตย์

การดำเนินการดังกล่าวเป็นไปตามระเบียบราชการหรือไม่ นักเรียนได้รับจริงหรือไม่ จึงควรติดตามเป็นอย่างยิ่ง เพื่อประโยชน์ของนักเรียนและประเทศชาติบ้านเมือง

New ไม่ normal  ของการเปิดเรียน
New ไม่ normal  ของการเปิดเรียน
New ไม่ normal  ของการเปิดเรียน

4 กลุ่มใน ก.ก.บห.พปชร.ยุค”บิ๊กป้อม” ร่วมสร้างพรรค หรือรอวันแตกหัก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

 4 กลุ่มใน ก.ก.บห.พปชร.ยุค”บิ๊กป้อม” ร่วมสร้างพรรค หรือรอวันแตกหัก

 4 กลุ่มใน ก.ก.บห.พปชร.ยุค"บิ๊กป้อม" ร่วมสร้างพรรค หรือรอวันแตกหัก4 กรกฎาคม 2563 – 23:30 น.

พรรคพลังประชารัฐ เปลี่ยนแปลงโครงสร้างได้กรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ 27 คน โดยกรรมการบริหารพรรคมาจาก 4 กลุ่ม ซึ่งเป็นสิ่งท้าทายฝีมือ บิ๊กป้อม-พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคคนใหม่ที่เข้ามาดูแลพรรคใหญ่ที่เป็นตัวหลักในการค้ำจุนรัฐบาลว่าจะเอาอยู่หรือไม่

ที่ประชุมใหญ่สามัญประจำปีของพรรคพลังประชารัฐ ซึ่งลงมติเลือกคณะกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ไปเมื่อ 27 มิ.ย ที่ผ่านมาและได้ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ เป็นหัวหน้าพรรคนั้น มีกรรมการบริหารพรรคจำนวนทั้งสิ้น 27 คน 

เมื่อลองสำรวจตรวจสอบ ก็พบว่ากรรมการบริหารพรรคพลังประชารัฐจำนวน 27 คนนั้น แบ่งได้ออกเป็น 4 กลุ่ม

กลุ่มแรก มี 8คน ได้แก่ นายวิรัช รัตนเศรษฐ  นายสุชาติ ชมกลิ่น กับ กลุ่มอดีต กปปส.  ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ , พุทธิพงษ์  ปุณณกันต์  ,นายสกลธี ภัททิยกุล  นอกนั้นก็คือ นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์, นายชาญวิทย์ วิภูศิริ  นายสัมพันธ์ มะยูโซ๊ะ

กลุ่มที่สอง คือ กลุ่มสามมิตร มีทั้งสิ้น 7 คน ได้แก่ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ,นายสมศักดิ์ เทพสุทิน,นายอนุชา นาคาศัย, นายพงษ์กวิน จึงรุ่งเรืองกิจ, นายสัมฤทธิ์ แทนทรัพย์, นายสุรชาติ ศรีบุศกร ,นายสรวุฒิ เนื่องจำนงค์ 

กลุ่มที่สาม คือ กลุ่มของ ร.อ. ธรรมนัส พรหมเผ่า  กลุ่มนี้สมาชิก 5 คน  ได้แก่ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า , นายสันติ พร้อมพัฒน์ , นายไผ่ ลิกค์, นายบุญสิงห์ วรินทร์รักษ์,  นายนิพันธ์ ศิริธร

กลุ่มที่สี่  คือ กลุ่มสายตรง พล.อ. ประวิตร   กลุ่มนี้มีสมาชิก 6 คน  ได้แก่ นายไพบูลย์ นิติตะวัน ,นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ ,นายอิทธิพล คุณปลื้ม,นายสุพล ฟองงาม,นายนิโรธ สุนทรเลขา , นางประภาพร อัศวเหม

ความต้องการของ พล.อ. ประวิตร ที่เข้าไปเป็นหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ก็เพื่อประสานรอยร้าวต่างๆที่เกิดขึ้นในพรรคแห่งนี้ที่มากขึ้นเรื่อยๆในระยะหลัง ต้องการให้กลุ่มก้อนต่างๆในพรรคพลังประชารัฐหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวและมีความเป็นเอกภาพเพื่อที่จะให้พรรคพลังประชารัฐเป็นตัวหลักในการสนับสนุนการทำงานของ”รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” ให้ทำงานได้ราบรื่นขึ้น 

แต่การที่พรรคพลังประชารัฐยังมีกลุ่มก้อนในพรรค  พล.อ.ประวิตร คงต้องเผชิญกับกลุ่มก๊วนภายในพรรคพลังประชารัฐต่อไป

และเมื่อใดที่เกมต่อรองทางการเมืองเริ่มขึ้น ก็จะเป็นการวัดฝีมือของ พล.อ. ประวิตร ที่มานั่งคุมพรรคพลังประชารัฐด้วยตนเองว่าเป็นเช่นไร