เรื่องเล่าจากคนรัก”หมอชาญชัย” #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

เรื่องเล่าจากคนรัก”หมอชาญชัย”

เรื่องเล่าจากคนรัก"หมอชาญชัย"

10 มิถุนายน 2563 – 16:35 น.

ลูกน้องเก่าเล่าถึงความประทับใจที่มีกับ “หมอชาญชัย” เป็นคนสมถะ เรียบง่าย ทุ่มเวลา 7 วันให้กับราชการ วันที่ย้ายไปบอกจะไปอาศัยอยู่ห้องเช่ากับลูกสาว ทั้งที่คนระดับผอ.โรงพยาบาล ควรมีบ้านหลังที่ 2 ที่กรุงเทพฯ

ภายหลังคำสั่งย้าย “หมอชาญชัย” นพ.ชาญชัย จันทร์วรชัยกุล อดีตผู้อำนวยการโรงพยาบาลขอนแก่น ไปประจำที่กระทรวงสาธารณสุข ในข้อหาฉ้อราษฎร์บังหลวง โดยระบุว่ามีการเรียกรับเงินเปอร์เซ็นต์จากบริษัทยา และย้ายนพ.เกรียงศักดิ์ วัชรนุกูลเกียรติ ผอ.โรงพยาบาลพระปกเกล้าจันทบุรีมารักษาราชการแทน เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2563 ที่ผ่านมา

อ่านข่าว : เปิดเบื้องลึก…ย้าย “หมอชาญชัย”ไม่เป็นธรรม

             : ด่วน!!ปลัดสธ.แถลงกรณีย้าย”หมอชาญชัย”เข้ากรุสธ.

             : “ปลัด สธ.” แถลงย้าย “หมอชาญชัย” มีมูลทุจริต ยันไม่มีกลั่นแกล้ง

ท่ามกลางกระแสการต่อต้านและมีการติดแฮชแท๊ก #Save หมอชาญชัย #คนดีต้องมีที่ยืน โดยเฉพาะภาพของแพทย์ พยาบาล บุคลากรทางการแพทย์ที่ร่ำไห้เสียใจที่นพ.ชาญชัยถูกคำสั่งย้ายไปอยู่ที่อื่น

เรื่องนี้บุคลากรทางการแพทย์ และพยาบาลในโรงพยาบาลศูนย์เปิดใจ กรณีที่เสียใจหลังหมอชาญชัย ถูกย้ายออกไปว่า ร่วมงานกับ คุณหมอชาญชัย มา 3 ปีเศษในช่วงที่หมอชาญชัยมาอยู่ที่รพ.ศูนย์ขอนแก่น พบว่าเป็นคนเรียบง่าย ไม่เจ้ายศเจ้าอย่าง กินง่าย อยู่ง่าย เป็นคนสมถะ พอเพียง มีรถยนต์เก่า ๆ อยู่ 1 คัน

และวันที่น้ำตาไหล คือวันที่ถามหมอชาญชัยก่อนย้ายไปที่กรุงเทพมหานคร ตามคำสั่งในเย็นวันที่ 4 มิ.ย.ว่า “อาจารย์จะไปอยู่กรุงเทพฯอย่างไร มีบ้านอยู่ที่นั่นหรือ” คำตอบที่หมอชาญชัย ตอบกลับมาคือ “ผมไม่มีบ้าน มีบ้านอยู่ขอนแก่นที่เดียว ไปกรุงเทพฯคงไปอยู่ห้องเช่ากับลูกสาวเพราะลูกเรียนแพทย์อยู่”

ลูกน้องเก่าหมอชาญชัย บอกว่า ตลอดระยะเวลาที่ หมอชาญชัย ย้ายมาอยู่โรงพยาบาลศูนย์ขอนแก่น เวลา 7 วันไม่เปิดคลีนิค ได้ทุ่มเทชีวิตการทำงานให้กับราชการทั้งหมด เงินบริจาคที่เข้ากองทุนมาไม่เคยเอาไปไหน ไม่เคยเอาไปใช้ส่วนตัว เอามาพัฒนาโรงพยาบาล มาซื้อเครื่องมืออุปกรณ์ต่าง ๆ 

ทำงานตงฉิน ลูกน้องจึงรักมากเพราะเป็นหมอนักพัฒนาจริง ๆ หลายอย่างที่ หมอชาญชัย ทำเอาไว้ทำให้ลูกน้องประทับใจมาก และเห็นผลงานดีจนไม่อยากให้หมอชาญชัย ย้ายไปอยู่ที่อื่น

“ช่วงที่หมอชาญชัยมาอยู่รพ.ศูนย์ขอนแก่น ได้ทำห้องไฮบริดมูลค่า 50 ล้านบาท เป็นห้องทันสมัยที่สุดแห่งเดียวของภาคอีสาน ในประเทศไทยมีแค่ 2-3 แห่ง โดยห้องไฮบริด หรือ ห้องผ่าตัดไฮบริด (Hybrid OR)เป็นห้องพัฒนาการก้าวใหม่ของเทคโนโลยีทางการแพทย์ด้านการรักษาผู้ป่วยกลุ่มโรคหลอดเลือดที่ ต้องใช้การผ่าตัดเป็นหลัก

โดยใช้เทคโนโลยีภาพทางรังสีชั้นสูง ติดตั้งในห้องผ่าตัดเพื่อเพิ่มศักยภาพและขีดความสามารถในด้านการผ่าตัดรองรับผู้ป่วยที่เข้ามารับการผ่าตัดรักษา โรคซับซ้อน ซึ่งหมอชาญชัยมาเป็นผอ.โรงพยาบาลศูนย์ขอนแก่น แล้วมีห้องนี้ขึ้น คนไข้ที่มารักษาก็ศรัทธาและบริจาคเงิน

“และมีคนเตรียมบริจาคเงินสร้างตึกอีก 500 ล้านบาท แต่ยกเลิกไปเพราะถ้าไม่ใช่หมอชาญชัยมาเป็นผอ.โรงพยาบาลศูนย์ขอนแก่นเขาจะไม่บริจาค เพราะเกรงจะมีการทุจริต โดยตึกที่สร้างในยุคหมอชาญชัย ไม่มีรอยร้าว ลิฟต์ไม่เคยค้าง วัสดุอุปกรณ์เป็นของดีแทบทั้งสิ้น พอหมอชาญชัยไม่อยู่ ไม่รู้ว่าจะเป็นอย่างไรบ้าง” ลูกน้องเก่า หมอชาญชัย บอก

พร้อมกับมีการสอบถามถึงกรณีที่ดินที่จอดรถของโรงพยาบาล ซึ่งติดกับเรือนจำขอนแก่นที่พบว่ามีการนำเงินกว่า 100 ล้านบาทของโรงพยาบาลไปซื้อ โดยมีผอ.โรงพยาบาลคนเก่าได้ซื้อมานานแล้ว แต่จนกระทั่งถึงวันนี้ ที่ดินที่จอดรถดังกล่าวยังไม่โอนเป็นชื่อของโรงพยาบาลแต่เป็นชื่อของใครก็ไม่รู้

เรื่องเล่าจากคนรัก"หมอชาญชัย"
เรื่องเล่าจากคนรัก"หมอชาญชัย"
เรื่องเล่าจากคนรัก"หมอชาญชัย"
เรื่องเล่าจากคนรัก"หมอชาญชัย"

      0 สุมาลี สุวรรณกร  ศูนย์อีสาน 0 รายงาน

ก๊วนลี้ภัย 112 ชี้ “วันเฉลิม” สายคนแดนไกล #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

ก๊วนลี้ภัย 112 ชี้ “วันเฉลิม” สายคนแดนไกล

ก๊วนลี้ภัย 112 ชี้ "วันเฉลิม" สายคนแดนไกล

10 มิถุนายน 2563 – 14:57 น.

“เพียงดิน รักไทย” แกนนำแดงใต้ดิน วิเคราะห์ “วันเฉลิม” ไม่ใช่ผู้ลี้ภัย 112 เป็นนักกิจกรรม สายคนแดนไกล 

++
          ประเด็นการตามหา “วันเฉลิม” ยังร้อนแรง และฝ่ายประชาธิปไตยได้เคลื่อนไหวเรียกร้องกดดันรัฐบาลไทยและรัฐบาลกัมพูชา ต้องทำเรื่องนี้ให้กระจ่าง
          มีความชัดเจนว่า “ตาร์” วันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ อยู่ในกัมพูชาเยี่ยงเดียวกับผู้หลบภัยการเมือง  พล.ต.บุรินทร์ ทองประไพ ผอ.สำนักงานกรมพระธรรมนูญทหารบก และอดีตนายทหารปฏิบัติการประจำ คสช. ยืนยันว่าทาง คสช.ไม่ได้ดำเนินการแจ้งความเอาผิดวันเฉลิม ในฐานความผิดประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 แต่คสช.ได้แจ้งความคือฐานขัดคำสั่ง คสช. เนื่องจากไม่มารายงานตัวตามคำสั่ง และความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2560 เท่านั้น โดยคดีความต่างๆ ใกล้สิ้นสุดแล้ว

อ่านข่าว…  ส่องคอนโด “วันเฉลิม” ปริศนาฉากอุ้ม

          ด้านโฆษกตำรวจแห่งชาติกัมพูชา เปิดเผยว่า จะเปิดการสอบสวนเกี่ยวกับการหายตัวไปของ วันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ นักเคลื่อนไหวที่หลบหนีคดีอยู่ในกัมพูชา

ก๊วนลี้ภัย 112 ชี้ "วันเฉลิม" สายคนแดนไกล

“เพียงดิน รักไทย” จัดรายการทางยูทูบทุกวัน

          ที่น่าสนใจ เพียงดิน รักไทย (เสน่ห์ ถิ่นแสน) ประธานภาคีไทยเพื่อสิทธิมนุษยชน องค์กรเอ็นจีโอด้านสิทธิมนุษยชน ได้เล่าเรื่องของวันเฉลิม ผ่านยูทูบ “ดร.เพียงดิน รักไทย Official“ ในหัวข้อ ”คนไทยในประเทศเพื่อนบ้าน จะปลอดภัยมากกว่านี้ได้อย่างไร” เมื่อ 10 มิ.ย.2563
          สืบเนื่องมาจากกรณี “วันเฉลิม” ถูกอุ้มหายไปอย่างไร้ร่องรอย เพียงดินบอกว่า “พวกเราที่ลี้ภัยอยู่ประเทศเพื่อนบ้าน หากคิดว่าตัวเองหลอกเผด็จการได้ หรือปลอดภัยโดยเผด็จการเมืองไทยเข้าไม่ถึง หรือแตะไม่ได้เพราะมีคนเส้นใหญ่ในประเทศนั้นๆ ดูแลอย่างดีตลอดไปนั้น ท่านหลอกตัวเอง”
          เพียงดิน รักไทย ผู้ต้องหาคดี 112 เคลื่อนไหวใต้ดินมานานนับสิบ และรู้จักกับกลุ่มผู้ลี้ภัยในลาว และกัมพูชาทุกคน แต่กรณีวันเฉลิมนั้น เพียงดินสรุปว่า ต้าร์ ไม่ใช่คนแนวคิดแบบสุรชัย แซ่ด่าน และลุงสนามหลวง
          “น้องตาร์ เป็นคนเสื้อแดง เขาคุ้นเคยกับนักการเมือง…” จึงสามารถอยู่ในกัมพูชาได้สบายๆ แต่ถึงกระนั้น วันเฉลิมอาจประมาทไปนิด คิดว่าคนของสมเด็จฮุนเซน จะดูแลความปลอดภัยได้

ก๊วนลี้ภัย 112 ชี้ "วันเฉลิม" สายคนแดนไกล

คอนโดมิเนียม แหล่งชุมนุมแดงลี้ภัย
          “แม้แต่คนระดับวีไอพี ที่เขาเลี้ยงดูบนคอนโดหรู เลี้ยงดูแบบวีไอพี หากเขาต้องการเอามาเชือดก็ไม่ต่างจากหมูที่เขาเลี้ยงไว้ในคอกทอง” เพียงดินวิเคราะห์แบบตรงไปตรงมา
          ที่ผ่านมา ผู้หลบภัยหลายร้อยคนจากเมืองไทยไปอยู่ในประเทศเพื่อนบ้าน เพียงดินตั้งข้อสงสัยว่า เหตุใดจึงไม่ไปลงชื่อไว้ในบัญชีของ UNHCR ทั้งที่ตัวเขาในฐานะประธานภาคีไทยเพื่อสิทธิมนุษยชน พยายามช่วยให้ผู้หลบภัยทั้งหลายในเรื่องดังกล่าว แต่ก็มีความไม่ไว้เนื้อเชื่อใจกัน

          เพียงดินเล่าว่า ตลอดเวลา 5-6 ปีที่ผ่านมา “คนแดนไกล” มอบให้ “เมย์ อียู” เป็นคนดูแลผู้หลบภัยในกัมพูชา และลาว หากใครเดือดร้อนเรื่องเงินทองก็ช่วยเหลือ แต่คนแดนไกลก็มิอาจปกป้องชีวิตคนเสื้อแดงได้
          มีข้อมูลอีกด้านหนึ่ง เพียงดินบอกว่า ในคอนโดมิเนียมริมแม่น้ำโขง มิได้มีเพียงวันเฉลิมคนเดียว ยังมีแกนนำเสื้อแดงระดับดาราหนังอาศัยอยู่ด้วย แต่ดาราคนนั้นปลอดภัย 
          นี่คือข้อสังเกตที่เพียงดินเปิดประเด็นทิ้งไว้ในยูทูบ เกี่ยวกับการหายตัวไปของวันเฉลิม

ละครม่านบังใจ “สามมิตร” ระรื่น เฮียกวงกำสรวล #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

ละครม่านบังใจ “สามมิตร” ระรื่น เฮียกวงกำสรวล

ละครม่านบังใจ "สามมิตร" ระรื่น เฮียกวงกำสรวล

10 มิถุนายน 2563 – 13:04 น.

“สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ” และ”สมศักดิ์ เทพสุทิน” ขอเลือกลุงป้อมเพื่ออนาคตที่ดีกว่า ลอยแพ “เฮียกวง” และ 4 กุมาร คอลัมน์… ท่องยุทธภพ โดย… ขุนน้ำหมึก

++
          วาทกรรมการเมืองเรื่อง “คนดี” ใน พ.ศ.นี้ มิต่างจากวาทกรรม “พรรคเทพ-พรรคมาร” หรือคำร้องเพลงล้างบาง ของแอ๊ด คาราบาว เมื่อปี 2535
          เลือกตั้งไม่รู้กี่ครั้ง ทั้งพวงใหญ่ พวงเล็ก ก็ยังหนีไม่พ้น “คนหน้าเดิม” ที่ประทับตรา “เทพ” หรือ “มาร” ก็แล้วแต่สถานการณ์การเมืองเวลานั้น

อ่านข่าว…   สามมิตรผยอง “เฮียกวง” ดวงตก

          การหิ้วกระเป๋าออกจากบ้านทรายทอง ของกลุ่ม 4 กุมาร และการรื่นเริงบันเทิงใจของ“กลุ่มสามมิตร” ก็แค่ละครฉากเดิมๆ 

ละครม่านบังใจ "สามมิตร" ระรื่น เฮียกวงกำสรวล

“สมศักดิ์” และ “อนุชา”

++
ศิษย์มนตรี
++
          วันที่ 1 ก.ย.2561 สมัยที่ ธนกร วังบุญคงชนะ ยังรับหน้าที่โฆษกกลุ่มสามมิตร หลังมีกระบวนการตั้งพรรคการเมืองใหม่เสร็จเรียบร้อย ทางกลุ่มสามมิตรก็น่าจะไปเข้าสังกัดพรรคนั้นด้วย
          นี่คือลีลาการเมืองของศิษย์มนตรี พงษ์พานิช เพราะจริงๆแล้ว ก็รู้กันทั่วบ้านทั่วเมืองว่า “สุริยะ จึงรุ่งเรือง” กับ “สมศักดิ์ เทพสุทิน” ได้ต่อสายพูดจากับ “สมคิด จาตุศรีพิทักษ์” มาตั้งแต่วันแรกที่ตั้งกลุ่มสามมิตร
          เวลานั้น สมคิด กับ“ศิษย์มนตรี” แยกกันเล่น สมคิดมอบให้เพื่อนเก่า “ชวน ชูจันทร์” ไปยื่นขอจดทะเบียนพรรคการเมืองชื่อ “พรรคพลังประชารัฐ” พร้อมกับวางตัว “สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์” และ “อุตตม สาวนายน” เป็นกำลังหลักทางการเมือง
          คนวงในมูลนิธิสัมมาชีพบอกว่า ช่วง “สุริยะ-สมศักดิ์” เดินสายดึง ส.ส.เก่าครึกโครม ทำให้ “สนธิรัตน์” หวั่นไหวมาก เพราะเกรงจะเอาไม่อยู่ 
          นักเลือกตั้งร้อยพ่อพันแม่มารวมตัวกัน เพียงก้าวแรกออกเดิน ก็คาดเดาจุดจบได้

++
ประชัยยังหนาว
++
          หลังพรรคไทยรักไทยถูกยุบ “เฮียกวง” สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ แอบไปสุมหัวอยู่กับกลุ่มธรรมาธิปไตย ส่วนเสี่ยสมศักดิ์ เทพสุทิน ตั้งกลุ่มมัชฌิมา หอบหิ้วอดีตสมาชิกกลุ่มวังน้ำยม 10 กว่าคนมาร่วมด้วยช่วยกัน
          แรกๆ ก็เหมือนว่า เฮียกวงจะมาร่วมงานกับสมศักดิ์ แต่ลูกชายโกเหนาหันไปจับมือเสี่ยทีพีไอ-ประชัย เลี่ยวไพรัตน์ ตั้ง “พรรคมัชฌิมาประชาธิปไตย” ส่งผู้สมัคร ส.ส.ทั่วไทย
          หลังเลือกตั้ง เสี่ยประชัยบอกลานักเลือกตั้ง ส่วนพรรคมัชฌิมาฯ กลายเป็นของสมศักดิ์ไปโดยปริยาย
          กระทั่งศาลรัฐธรรมนูญ มีมติยุบพรรคมัชฌิมาฯ สมศักดิ์จึงนำ ส.ส.ในกลุ่มไปสังกัดพรรคภูมิใจไทย เมื่อการเลือกตั้ง 2554 
          พลันมีเลือกตั้ง 2557 สมศักดิ์พา ส.ส.กลุ่มมัชฌิมาฯในภูมิใจไทย ย้ายกลับเพื่อไทย แต่เลือกตั้งหนนั้นเป็นโมฆะ
          ความเก๋าของสมศักดิ์อยู่ที่ลีลาแพรวพราว และการประเมินสถานการณ์แม่นยำ

ละครม่านบังใจ "สามมิตร" ระรื่น เฮียกวงกำสรวล

“สมคิด” กับ “กลุ่มสามมิตร”
++
สามมิตร
++
          กลางปี 2561 สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ,สมศักดิ์ เทพสุทิน และอนุชา นาคาศัย เปิดตัวนักเลือกตั้งประมาณ 60 คน ในนามกลุ่มสามมิตร ที่สนามกอล์ฟไพน์เฮิร์สท ของตระกูลจึงรุ่งเรืองกิจ
          ผลการเลือกตั้ง 2562 “อดีต ส.ส.” กลุ่มสามมิตร สอบตกหมดในสนามภาคอีสาน โชคดีที่กลุ่มมัชฌิมาเดิมยังได้มา 7 คนคือ สุโขทัย 2 คน ราชบุรี 2 คน ชัยนาท 2 คน และกรุงเทพฯ 1 คน

          รวมกับ ส.ส.บัญชีรายชื่ออีก 3 คน กลุ่มมัชฌิมาเดิมก็มีแค่ 10 คนเท่านั้น
          ตอนแรกๆ กลุ่มสามมิตร โฆษณาว่า มีสมาชิกมากกว่า 30 คน ก็เพราะไประดม ส.ส.นกแล มาอยู่ในสังกัด แต่ ส.ส.หน้าใหม่เหล่านี้ ก็จะบินไปบินมา เหมือนนกแล ไม่แน่นอน
          “สุริยะ-สมศักดิ์” จึงปรับแผนใหม่ ปันใจไปบ้านป่ารอยต่อฯ ส่ง “อนุชา” เข้าไปรับใช้ใกล้ชิด “ป๋าป้อม” 
          เหนืออื่นใด ไม่ใช่แค่หวังอนุชา เป็นเลขาธิการพรรคเท่านั้น สุริยะยังฝันถึงการคุมพลังงาน

สยบข่าว “แพคเกจพ่วง” เลือก “ป้อม” ได้ “โจ๊ก” แค่เฟกนิวส์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

สยบข่าว “แพคเกจพ่วง” เลือก “ป้อม” ได้ “โจ๊ก” แค่เฟกนิวส์

สยบข่าว "แพคเกจพ่วง" เลือก "ป้อม" ได้ "โจ๊ก" แค่เฟกนิวส์

10 มิถุนายน 2563 – 11:41 น.

เจาะประเด็นร้อน : สยบข่าว “แพคเกจพ่วง” เลือก “ป้อม” ได้ “โจ๊ก” แค่เฟกนิวส์

          โดนกระแสข่าวลือโจมตีทุกเรื่องไม่ต่างจาก “ตำบลกระสุนตก” สำหรับ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ นับตั้งแต่มีข่าวแต่งตัวเตรียมผงาดเป็นหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐคนใหม่

          ข่าวล่ามาแรงสุดคือแพคเกจพ่วง เลือก “บิ๊กป้อม” ได้ “บิ๊กโจ๊ก” ซึ่งหมายถึงว่าถ้าพรรคพลังประชารัฐดัน พล.อ.ประวิตร ขึ้นเป็นหัวหน้าพรรคจริง ก็จะได้ “บิ๊กโจ๊ก” พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล เป็นของแถม เพราะ “บิ๊กป้อม” จะกรุยทางให้ “บิ๊กโจ๊ก” กลับมาสวมเครื่องแบบสีกากี และเล่นบท “ผบ.ตร.น้อย” ที่ใหญ่กว่า ผบ.ตร.ตัวจริงเหมือนเดิม

สยบข่าว "แพคเกจพ่วง" เลือก "ป้อม" ได้ "โจ๊ก" แค่เฟกนิวส์

          คนปล่อยข่าวลือชิ้นนี้ต้องบอกว่าไม่ได้มีตรรกะเหตุผลใดๆ รองรับ เพราะการเป็นหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐไม่ได้ทำให้มีอำนาจวาสนามากขึ้นในทางการบริหารราชการแผ่นดิน   ดังเช่นถ้อยคำที่ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ตอกย้ำอยู่บ่อยๆ ว่า เรื่องของพรรคก็คือเรื่องของพรรค ส่วนรัฐบาลเป็นเรื่องของตน (นายกฯ)

           จริงๆ แล้วเรื่องของ “บิ๊กโจ๊ก” ต้องถือว่าจบ และปิดประตูตายไปนานแล้ว นับตั้งแต่นายกฯมีคำสั่งเมื่อวันที่ 24 ม.ค.2563 สั่งห้าม “บิ๊กโจ๊ก” ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง และคาดโทษเอาไว้ด้วย สะท้อนว่าข่าวการกลับสำนักงานตำรวจแห่งชาติแทบไม่มีความเป็นไปได้ และไม่มีทางที่ พล.อ.ประวิตร จะรับหน้าเสื่อไปทำอะไร เพราะเรื่องนี้เกินความรับผิดชอบ พล.อ.ประวิตร ไปมากทีเดียว

          อย่าลืมว่า พล.อ.ประวิตร ไม่ได้เป็นรองนายกรัฐมนตรีที่กำกับดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติเหมือนในรัฐบาล คสช. แต่เป็นนายกฯที่กำกับดูแลเอง แล้วนายกฯจะกลับคำสั่งของตนได้อย่างไร เพราะในคำสั่งใช้ถ้อยคำรุนแรงถึงขนาด “ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง – หลอกลวงผู้บังคับบัญชา”

สยบข่าว "แพคเกจพ่วง" เลือก "ป้อม" ได้ "โจ๊ก" แค่เฟกนิวส์
สยบข่าว "แพคเกจพ่วง" เลือก "ป้อม" ได้ "โจ๊ก" แค่เฟกนิวส์

          หากย้อนไทม์ไลน์แบบรวบรัด จะพบว่า “บิ๊กโจ๊ก” โดนเด้งจากตำแหน่งผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ตั้งแต่วันที่ 5 เม.ย.2562 โดยคำสั่งของ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ให้ไปนั่งตบยุงที่ศูนย์ปฏิบัติการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และให้ยุติการทำหน้าที่รองผู้อำนวยการศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ ซึ่งถือเป็นหน่วยเฉพาะกิจที่สร้างผลงานให้ “บิ๊กโจ๊ก” สามารถแถลงข่าวกุมอาชญากรคดีต่างๆ ได้รายวัน

ต่อมาวันที่ 9 เม.ย. นายกรัฐมนตรียังมีคำสั่งให้โอนย้าย “บิ๊กโจ๊ก” ไปเป็นข้าราชการพลเรือนสามัญ  ตำแหน่งที่ปรึกษาพิเศษประจำสำนักนายกรัฐมนตรี พูดง่ายๆ คือย้ายขาดจากการเป็นตำรวจ สวมเครื่องแบบตำรวจไม่ได้อีกแล้วนั่นเอง

สำทับด้วยมติคณะรัฐมนตรีที่รับทราบคำสั่งโอน “บิ๊กโจ๊ก” ไปเป็นข้าราชการพลเรือนสามัญ ฉะนั้นหากจะเปลี่ยนแปลงสถานะ ต้องออกมติคณะรัฐมนตรีใหม่

จากนั้น “บิ๊กโจ๊ก” ก็เงียบหายไป ท่ามกลางข่าวลือมากมาย โดยเฉพาะสาเหตุที่โดนเด้งว่าอาจเกี่ยวพันกับการแต่งตั้งโยกย้ายที่มีปัญหาเกินกว่าใครจะช่วยเหลือได้ ทำให้ “บิ๊กโจ๊ก” ถึงขั้นอยู่ในประเทศไทยไม่ได้กันเลยทีเดียว

แต่แล้ว “บิ๊กโจ๊ก” ก็ปรากฏตัวอีกครั้ง ตามภาพข่าวเมื่อวันที่ 20 มิ.ย. ระหว่างไปสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ จ.นครศรีธรรมราช นัยว่าเพื่อไปบนบานศาลกล่าวให้ได้กลับมาเป็นตำรวจอีกครั้ง

ทว่าฝันของ “บิ๊กโจ๊ก” ก็ไม่เป็นจริง เพราะมีการปูดคำสั่งแต่งตั้งคณะอนุ ก.ตร. เกี่ยวกับกฎหมายและระเบียบ ปรากฏว่ามีชื่อ “บิ๊กโจ๊ก” รวมอยู่ด้วย จนเกิดกระแสต้านและตั้งคำถามมากมาย จนสุดท้ายต้องถอดชื่อออกไป

นี่จึงถือเป็นการดับฝันครั้งที่ 1

สยบข่าว "แพคเกจพ่วง" เลือก "ป้อม" ได้ "โจ๊ก" แค่เฟกนิวส์

จากนั้น “บิ๊กโจ๊ก” ก็หายเงียบไปอีกครั้ง ใครๆ ก็นึกว่าถอดใจแล้ว แต่ที่ไหนได้เป็นการ “ซุ่มเงียบ” เพื่อเปิดปฏิบัติการอะไรบางอย่าง

และเมื่อถึง วัน ว. เวลา น. คือ วันที่ 6 ม.ค.63 ซึ่งยังอยู่ในช่วงเทศกาลฉลองปีใหม่ “บิ๊กโจ๊ก” ก็เปิดตัวอีกครั้งด้วยเสียงปืน เนื่องจากรถของเขาถูกคนร้ายรัวกระสุนใส่ 7 นัดซ้อน ขณะไปจอดเข้าร้านนวดสปาย่านสีลม เคราะห์ดีที่ตัว “บิ๊กโจ๊ก” ไม่ได้อยู่ในรถ ทำให้ไม่มีกระสุนระคายผิว

เกิดกระแสถกเถียงกันว่า “บิ๊กโจ๊ก” จัดฉากยิงรถตัวเองหรือไม่ แต่กระแสนี้ก็ถูกกลบด้วยข้อมูลใหม่ของ “บิ๊กโจ๊ก” ว่าตนเองถูกเล่นงานเพราะพยายามเปิดโปงความไม่ชอบมาพากลในการจัดซื้อเครื่องไบโอเมทริกซ์ มูลค่า 2,100 ล้านบาทของสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ซึ่งตัวเขาเองเคยเป็นผู้บัญชาการอยู่ และน่าจะเป็นสาเหตุที่ทำให้เขาโดนเด้ง

เป้าหมายของ “บิ๊กโจ๊ก” ไม่ใช่ใครอื่น แต่มุ่งขย่ม พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. และมีการปล่อยข้อมูลถล่มเป็นระลอกอีกหลายเรื่อง ส่วนใหญ่เป็นความไม่โปร่งใสในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างโครงการใหญ่ๆ ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ แถมยังมีการเปิดคลิปเสียงสร้างกระแสอีกหลายคลิปด้วย

ต้องบอกว่าวงการสีกากีในขณะนั้น “เละตุ้มเป๊” กระทั่งสุดท้ายผู้ที่ออกมาหยุดวิกฤติทั้งหมดได้ชะงัด ก็คือ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่ได้ออกคำสั่งนายกรัฐมนตรี ที่ 1/2563 เรื่อง ให้ข้าราชการรักษาจรรยาและวินัยข้าราชการ เนื้อหาในคำสั่งพุ่งเป้าไปที่ “บิ๊กโจ๊ก” โดยตรง เพราะเป็นการสั่งห้ามประพฤติชั่วร้ายแรง

ในคำสั่งยังมีการยกตัวอย่างพฤติกรรมประพฤติชั่วในแบบที่ว่าไม่รู้หลอกด่าไปในตัวด้วยหรือไม่ เช่น ต้องไม่รายงานเท็จต่อผู้บังคับบัญชา, ไม่ปฏิบัติราชการอันเป็นการกระทำการข้ามผู้บังคับบัญชาเหนือตน, ไม่อาศัยตำแหน่งหน้าที่ราชการของตนหาประโยชน์แก่ตนเองและผู้อื่น นอกจากนั้นยังต้องอุทิศเวลาให้ราชการ และรักษาความลับของทางราชการด้วย พร้อมคาดโทษว่าถ้าทำผิด จะต้องถูกดำเนินการทางวินัยขั้นร้ายแรง

นี่คือการดับฝันครั้งที่ 2 ของ “บิ๊กโจ๊ก” ในการหวนคืนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และนับจากนั้น “บิ๊กโจ๊ก” ก็เงียบหายไปอีกครั้ง มีข่าวว่าไปปฏิบัติธรรมที่อินเดียอยู่ระยะหนึ่งช่วงก่อนมีโควิด-19

สยบข่าว "แพคเกจพ่วง" เลือก "ป้อม" ได้ "โจ๊ก" แค่เฟกนิวส์

          คำถามก็คือ เมื่อ “บิ๊กโจ๊ก” ถูกมัดตราสังแน่นหนาแบบนี้ แล้วจู่ๆ “บิ๊กป้อม” จะมีดำริไปช่วย “บิ๊กโจ๊ก” กลับมาเพื่ออะไร และเมื่อสอบถามไปยังแหล่งข่าวคนใกล้ชิดของ “บิ๊กป้อม” ก็ได้รับการยืนยันหนักแน่นว่า พล.อ.ประวิตร ไม่ได้ยุ่งเกี่ยวกับ “บิ๊กโจ๊ก” มานานแล้ว

งานนี้จึงถือเป็นการดับฝัน “บิ๊กโจ๊ก” เป็นครั้งสุดท้าย ขณะที่ พล.อ.ประวิตร ก็ไม่ต่างอะไรกับการถูกด่าฟรี ในสิ่งที่ตนเองไม่เคยคิดจะทำ!

ขอเตือน “แม่ค้าหอยพัทลุง” พลิกลิ้นส่อโดนคดีทั้งขึ้นทั้งล่อง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

ขอเตือน “แม่ค้าหอยพัทลุง” พลิกลิ้นส่อโดนคดีทั้งขึ้นทั้งล่อง

ขอเตือน "แม่ค้าหอยพัทลุง" พลิกลิ้นส่อโดนคดีทั้งขึ้นทั้งล่อง

10 มิถุนายน 2563 – 11:20 น.

แม่ค้าหอย แฉถูกตร.รีดเงิน แลกกับไม่ถูกจับคดีฝ่าเคอร์ฟิว คดีพลิก หลังแม่ค้าบอกเป็นเงินใช้หนี้ ไม่ได้ถูกรีดเงิน

          กรณีแม่ค้าขายอาหารทะเลออกมาแฉถูกตำรวจรีดเงินแลกกับการไม่ถูกดำเนินคดีฝ่าเคอร์ฟิว แถมยังถูกตำรวจบังคับให้แกะหอยนางรมเพื่อใช้กินแกล้มเหล้าบนโรงพักนั้น เรื่องนี้ทำท่าจะ “คดีพลิก” เนื่องจากฝั่งแม่ค้ากลับคำให้การ อ้างว่าสาเหตุที่โอนเงินให้ดาบตำรวจ เพราะติดหนี้สมัยเคยคบกัน แต่กลับสามีคนปัจจุบันรู้เรื่อง จึงต้องอ้างว่าเป็นการจ่ายตำรวจเพื่อไม่ให้ถูกดำเนินคดี

          เรื่องนี้กำลังบานปลาย และเป็นปัญหาข้อกฎหมายว่า หากฝ่ายแม่ค้าขายอาหารทะเลพลิกลิ้น กลับคำให้การจริง บทสรุปของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจะเป็นอย่างไร

ขอเตือน "แม่ค้าหอยพัทลุง" พลิกลิ้นส่อโดนคดีทั้งขึ้นทั้งล่อง

          “เนชั่นทีวี” สอบถามประเด็นนี้กับ พ.ต.อ. วิรุตม์ ศิริสวัสดิบุตร อดีตรองจเรตำรวจ ซึ่งเคลื่อนไหวเรื่องการปฏิรูปตำรวจและระบบการสอบสวนมาโดยตลอด ได้ความว่า การให้ผลประโยชน์โดยมิชอบ หรือเรียกรับสินบนของเจ้าหน้าที่รัฐ เป็นความผิดอาญาแผ่นดิน ซึ่งถ้ามีข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานปรากฏชัด ย่อมไม่สามารถยอมความกัน หรือปล่อยให้เรื่องจบๆ กันไปได้ ฉะนั้นสำนักงานตำรวจแห่งชาติจะต้องสอบสวนนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษ

          พ.ต.อ. วิรุตม์ กล่าวต่อว่า พนักงานสอบสวนต้องเรียกแม่ค้ามาให้ถ้อยคำ เริ่มจากในคลิปที่โพสต์ลงโซเชียลมีเดียว่าพูดจริงใหม มีข้อเท็จจริงอย่างไร  หากพูดอีกอย่างหนึ่งว่าโอนเงินใช้หนี้ ก็ต้องตรวจสอบพยานหลักฐานว่าสอดคล้องกันหรือไม่ อย่างไร เรื่องนี้พนักงานสอบสวนต้องดำเนินการทันที เพราะการกระทำที่เข้าข่ายเป็นความผิดตามกฎหมายได้เกิดขึ้นแล้ว ไม่จำเป็นต้องรอคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงที่ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดพัทลุงตั้งขึ้น เนื่องจากคณะกรรมการชุดนั้นมุ่งสอบสวนความผิดเพื่อลงโทษทางวินัย แต่ในส่วนของคดีอาญาก็ต้องแยกดำเนินการอีกส่วนหนึ่ง และต้องทำทันที

          กรณีที่เกิดขึ้นนี้ หากแม่ค้าให้การอีกแบบหนึ่ง แตกต่างจากในคลิป และขัดกับหลักฐานอื่นๆ ที่พนักงานสอบสวนรวบรวมได้ เช่น อ้างว่าโอนเงินใช้หนี้ แต่กลับมีภาพจากกล้องโทรทัศน์วงจรปิดยืนยันว่ามาโรงพัก แบบนี้ก็จะเข้าข่ายให้การเท็จต่อเจ้าพนักงาน มีโทษทางอาญาด้วย

          แต่ถ้าเหตุการณ์เป็นจริงตามคำให้การใหม่ คือไม่มีการเรียกรับเงิน แต่เป็นการโอนเงินใช้หนี้ ถ้าเป็นแบบนี้ การโพสต์คลิปในโซเชียลมีเดียครั้งแรกก็เป็นความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ นำเข้าข้อมูลอันเท็จเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ มีโทษจำคุกถึง 5 ปี และการเข้าให้การกล่าวหาตำรวจในช่วงแรก ก็อาจเป็นความผิดฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงานด้วย ฉะนั้นก็ต้องให้แม่ค้าเลือกเอาว่าจะเลือกคำให้การไหนว่าเป็นความจริง

          พ.ต.อ. วิรุตม์ ตั้งข้อสังเกตว่า แม่ค้าจะโพสต์ความเท็จทำไม ฉะนั้นจึงเชื่อว่าไม่น่าจะเป็นเรื่องเท็จ ฉะนั้นพนักงานสอบสวนต้องตรวจสอบให้ได้ว่ามีการจับกุมจริงหรือไม่ เวลาเท่าไหร่ โอนเงินกันกี่โมง เรื่องแบบนี้ตรวจสอบง่ายนิดเดียว แต่ถ้าแม่ค้ายังยืนยันว่าเป็นการโอนเงินใช้หนี้ ก็ผิด พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ถือเป็นอาญาแผ่นดิน เป็นหน้าที่ตำรวจต้องสอบสวนดำเนินคดี ไม่ต้องมีใครแจ้งความ

“จักรภพ”แค้น สู้แทนวันเฉลิม #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

“จักรภพ”แค้น สู้แทนวันเฉลิม

"จักรภพ"แค้น สู้แทนวันเฉลิม

10 มิถุนายน 2563 – 08:55 น.

“จักรภพ เพ็ญแข” ทิ้งเขมรเผ่นยุโรป กลัวถูกอุ้ม ประกาศล้างแค้นแทนวันเฉลิม ชูธงล้มระบอบเก่า

++
          เมื่อวันที่ 9 มิ.ย.2563 จักรภพ เพ็ญแข ผู้ประสานองค์กรเสรีไทย ได้โพสต์แฟนเพจเฟซบุ๊ค “จักรภพ เพ็ญแข – Jakrapob Penkair“ เรื่อง “ต้าร์ถูกฆ่า และผลกระทบต่อไทยทั้งประเทศ”
           จากสเตตัสล่าสุด สะท้อนความเป็นจักรภพ ผู้นำล้มระบอบเก่า และผู้ก่อการกลุ่มแดงสยาม สืบทอดภารกิจของสุรชัย แซ่ด่าน เมื่อปี 2552

อ่านข่าว…  เรื่องเขมร ถาม “จักรภพ”

++ 

"จักรภพ"แค้น สู้แทนวันเฉลิม

ภาพ “จักรภพ” ในเขมร ช่วงโควิด

แฉความจริง
++
          จักรภพยอมรับว่า ตนเองเป็น 1 ใน 3 ผู้ลี้ภัยในเขมร ที่ทางการไทยเคยทำหนังสือขอตัวจากรัฐบาลกัมพูชา ไปดำเนินคดีในเมืองไทย เมื่อปี 2561
          สำหรับ “ต้าร์ หรือ วันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ ที่ถูกอุ้มเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 4 มิถุนายน พ.ศ.2563 เวลา 17.54 น. กลางกรุงพนมเปญของกัมพูชา จักรภพเชื่อว่า ต้าร์หายสาบสูญแล้ว
          “เมื่อเราโยงเรื่องนี้ไปสู่การอุ้ม-ฆ่านักสู้เพื่อสิทธิมนุษยชน 7 ท่านในลาวและเวียดนามก่อนหน้านี้ ซึ่งรวมถึง อาจารย์สุรชัย แซ่ด่าน และ คุณชูชีพ ชีวสุทธิ์ หรือลุงสนามหลวง เราก็มีความหวังน้อยมากที่จะได้เห็นต้าร์รอดชีวิตและได้พบเห็นต้าร์แบบเดิมอีก”
          ผู้ก่อการกลุ่มแดงสยามที่ลี้ภัยอยู่ในกัมพูชา ตั้งแต่ปี 2552 ก็รู้จัก “ตาร์” เป็นอย่างดี จึงเขียนถึงต้าร์ว่า “ต้าร์เป็นคนเก่ง ฉลาด รื่นเริง นิสัยดี และมีอุดมการณ์ คนที่รู้จักต้าร์จะหัวเราะกับเพจประเภท “กูต้องได้ร้อยล้านจากทักษิณ” ที่ต้าร์ทำ เพราะเขาทำเพื่อประชดประชันเสียดสีฝ่ายตรงข้ามที่ดูแคลนนักประชาธิปไตยว่ารับเงินทองจนเป็นขี้ข้าทักษิณ..”

"จักรภพ"แค้น สู้แทนวันเฉลิม

“จักรภพ” ทิ้งเขมร

          จักรภพร่ายยาวไปตามเรื่อง และพยายามชี้ว่า ตัวเขากับตาร์ตกเป็นเป้าหมายการตามไล่ล่า และสุดท้ายสรุปว่า “การฆ่าต้าร์จึงเป็นงานของเครือข่ายเดิมและด้วยวิธีการเดิม”
++
ทิ้งเขมรเผ่นยุโรป
++
          ช่วงสองสามปีมานี้ จักรภพลดการสื่อสารผ่านเฟซบุ๊ก เนื่องจากสถานการณ์ความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา แนบแน่น ต่างจากตอนที่ตั้งองค์กรเสรีไทยใหม่ๆ 
          คนเสื้อแดงรู้ดีว่า จักรภพปักหลักใช้ชีวิตอยู่ในพนมเปญ กัมพูชา มายาวนาน บรรดาผู้ลี้ภัยในเขมร ต้องพึ่งพาบารมีของจักรภพทั้งนั้น
          มีรายงานข่าว จักรภพเดินทางออกจากพนมเปญไปหลบภัยในยุโรป หลังจาก “ตาร์” ถูกอุ้มหายไปจากคอนโดมิเนียม
          ดังนั้น ผู้ประสานงานองค์กรเสรีไทย จึงเปิดหน้าชก ไม่ต้องเกรงใจใคร จึงเขียนเรื่องตาร์ถูกอุ้มแบบร้อนแรง และปลุกใจพวกเดียวกัน และย้ำว่า “เป้าหมายของเราไม่มีเปลี่ยนแปลง”
          1.พิทักษ์ศักดิ์ศรีความเป็นคนของคนไทย 
          2.เพิ่มอำนาจและทรัพยากรให้แก่มวลชน ให้เขานำไปใช้พัฒนาตัวเองตามความรู้ความสามารถ 
          3.ทลายเพดานแก้วของชนชั้นนำและอำมาตย์ที่จำกัดความเติบโตของลูกชาวบ้านอยู่ จนเกิดโอกาสและทรัพยากร อันเท่าเทียมและเสมอภาค 
          4.พัฒนาไทยไปสู่ความเป็นพลโลกที่รับผิดชอบ ใจสูง และมีศักดิ์ศรี 
          5.เพิ่มอำนาจป้องกันตัวเองของมวลชนจากการกดขี่ข่มเหง”
          สิ่งที่จักรภพเขียน ดูจะตรงกับสิ่งที่เครือญาติ และเพื่อนพ้องพูดถึง “ตาร์ วันเฉลิม” ว่า เป็นนักกิจกรรมการเมือง แค่ความคิดเห็นต่าง ทำไมต้องฆ่าเขา
          การที่จักรภพออกมายอมรับว่า บทบาทในการต่อสู้ของตาร์ วันเฉลิม ย่อมหมายถึงตาร์ก็เป็นส่วนหนึ่งขององค์กรเสรีไทย ที่มีจุดเริ่มต้นที่คอนโดมิเนียมแห่งหนึ่งในกรุงพนมเปญ หลังรัฐประหาร 2557
          พูดจาภาษาซ้าย จักรภพแสดงเจตจำนงสืบทอดภารกิจ “วันเฉลิม” ขอล้างแค้นแทนสหายร่วมอุดมการณ์

“สนธิญาณ “ฟันธง เคลื่อนไหวเรื่อง”วันเฉลิม” เป็นฝีมือขบวนการปลุกระดม ชูธงปฏิวัติ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

“สนธิญาณ “ฟันธง เคลื่อนไหวเรื่อง”วันเฉลิม” เป็นฝีมือขบวนการปลุกระดม ชูธงปฏิวัติ

"สนธิญาณ "ฟันธง เคลื่อนไหวเรื่อง"วันเฉลิม" เป็นฝีมือขบวนการปลุกระดม ชูธงปฏิวัติ

9 มิถุนายน 2563 – 19:25 น.

“สนธิญาณ”ฟันธง เคลื่อนไหวเรื่อง”วันเฉลิม” เป็นฝีมือขบวนการปลุกระดม สร้างกระแส แนวร่วมของการปฏิวัติ- อดีตรอง ผอ.ข่าวกรอง เผย”กัมพูชา”บอกแล้วเป็น Fake News ชี้ถ้าคนไทยไปอุ้ม”วันเฉลิม” กัมพูชาไม่มีทางยอมยกตัวอย่างเหตุการณ์ปี 46 กรณีดาราหนังหญิงไทย

รายการ “สนธิญาณ ชัด ครบ จบ จริง”เผยแพร่ผ่านทางเพจ’สถาบันทิศทางไทย’ เรื่อง” ฟังเบื้องลึก โหนกระแส’วันเฉลิม’ปลุกระดมโจมตี”ลุง”กระทบสถาบันฯ “ขบวนการปฏิวัติ”แป้ก  ดำเนินรายการ
โดยนายสนธิญาณ ชื่นฤทัยในธรรม ประธานสถาบันทิศทางไทย  โดยมีการเชิญนายนันทิวัฒน์ สามารถ อดีตรอง ผอ.สำนักข่าวกรองแห่งชาติ มาร่วมรายการ
นายนันทิวัฒน์ ได้ตั้งคำถามว่านายวันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ สำคัญขนาดไหนถึงต้องอุ้ม เขาทำผิด พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ นำข้อมูลอันเป็นเท็จเข้าระบบคอมฯเป็นความผิดเล็กน้อย ไม่ใหญ่โต ขึ้นศาลก็รอลงอาญา ขัดคำสั่ง คสช. ก็เรื่องเล็กน้อยมาก ตนก็ไม่รู้ว่าจะหนีไปทำไม แต่หนีไปแล้วไปอยู่ประเทศเพื่อนบ้าน ก็ต้องถามต่อว่า ถ้าไม่ใช่คนสำคัญ ทำไมต้องอุ้ม               

นายสนธิญาณ กล่าวเสริมว่า ในกัมพูชามีนายจักรภพ เพ็ญแข ,โด่ง-อรรถชัย,กิตติศักดิ์ สุ่มศรี หรือ” ไก่รถตู้”  คนที่ขับรถตู้ยิงทหาร ประชาชนในการชุมนุมเมื่อวันที่ 10 เมษา 53 ถ้าเครือข่ายในเมืองไทยเป็นคนอุ้ม น่าจะไปอุ้มคนเหล่านี้มากกว่า
 นายนันทิวัฒน์  กล่าวต่อว่า  ต้องถามว่าอุ้มนายวันเฉลิม แล้วได้ประโยชน์อะไร อุ้มแล้ว  ทำให้จบปัญหาอะไรได้ คำตอบที่ตนได้คือไม่มีประโยชน์อะไรที่จะอุ้ม เพราะความผิดของนายวันเฉลิม นิดเดียว ไม่ได้ทำผิดคดีความมั่นคงหรือทำผิดร้ายแรงที่จะต้องอุ้มเพื่อที่สาบสูญไปแล้วปัญหาจบ 
 “แต่นี่มันไม่ใช่ มันตอบคำถามไม่ได้เลย ดังนั้นจะไปเสี่ยงอุ้มทำไมพลาดแล้วถูกจับ ถ้าทีมอุ้มถูกจับ อุ้มไม่สำเร็จก็มีความผิด แล้วถ้าสมมติว่าเจ้าหน้าที่ไทยอุ้มจริง ข้ามจากฝั่งไทยไปอุ้ม แล้วยอมรับว่าเป็นเจ้าหน้าที่ของราชการ ปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศจะตามมาทันที”
 นายสนธิญาณ กล่าวเสริมว่า เมื่อ พล.อ. ประยุทธ์ เป็นนายกฯความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับกัมพูชาอยู่ในระดับที่ดีขึ้น ในเดือนพฤศจิกายน ปี 2562  นายสม รังสี ผู้นำฝ่ายค้านกัมพูชา ที่พยายามปลุกระดมสร้างกระบวนการต่อสู้กับผู้นำกัมพูชา จะขอเดินทางผ่านไทยเข้ากัมพูชา  แต่ พล.อ. ประยุทธ์ ไม่ให้ผ่านไทย ถึงขนาดนี้ทางกัมพูชา ยังไม่ส่งคนไทยที่หนีคดีไปอยู่ที่กัมพูชากลับมาให้ไทย
นายนันทิวัฒน์ ได้ยกตัวอย่างให้เห็นชัดขึ้นว่า ในปี 2546 ไทยกับกัมพูชามีปัญหากันจากการมีข่าวลือเกี่ยวกับดาราหนังผู้หญิงของไทยกระทำบางอย่าง และทำให้เกิดม็อบ เผาอาคารร้านค้าของคนไทยในประเทศกัมพูชา เสียหายจำนวนมาก 
” ดังนั้นถ้าเรื่องอุ้มนายวันเฉลิม เป็นจริง เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่  ถ้าคนไทยไปทำอย่างนี้ มันหยามน้ำหน้าเขา ชาวกัมพูชาไม่มีทางยอม และทางกัมพูชาไม่ปิดข่าวแน่นอน แต่ตอนนี้ทางกัมพูชาออกมาบอกแล้วว่าเป็น Fake News  ไม่มีเหตุการณ์อย่างที่ว่าเกิดขึ้น ตอนนี้ผมเลยงงว่าเขาปั่นกระแสอะไรกัน ”  
นายสนธิญาณ กล่าวเสริมว่า  ทางกระทรวงมหาดไทย กัมพูชา บอกแล้วว่าการหายไปของนายวันเฉลิม ทางกัมพูชา จะไม่มีการตรวจสอบ ถ้าต้องการให้ตรวจสอบญาติของนายวันเฉลิม ต้องแจ้งความเพราะหนีไปอยู่ประเทศเขาและกำลังจะทำให้ประเทศเขาเดือดร้อน พวก”ขบวนการปฏิวัติหยวก” โหนกระแส”วันเฉลิม” โจมตี “ลุงตู่”
 นายนันทิวัฒน์ กล่าวต่อว่า ตอนนี้สำนักงาน ตม.ของฝ่ายเราก็บอกแล้วว่า ไม่มีการเดินทางของนายวันเฉลิม ออกนอกประเทศ ส่วนทางกัมพูชา ก็บอกไม่มีหลักฐานการเข้าประเทศของนายวันเฉลิม  ก็เท่ากับว่าลักลอบไปอยู่ในบ้านของเขา จึงไม่ได้อยู่ในความดูแลของกัมพูชา เป็นคนหลบซ่อนตัวอยู่ในพื้นที่ถ้าอยู่ในกัมพูชาจริง  ถ้าเหตุการณ์อุ้มเกิดขึ้นแล้วเจ้าทุกข์อยู่ที่ไหน
นายสนธิญาณ  กล่าวเสริมว่า  มีการสร้างกระแสรัฐบาลไทยไม่ปกป้องประชาชนของตนเอง พวก”ขบวนการปฏิวัติหยวก” สร้างกระแสในโลกโซเชียล  นายธนาธร เอาเรื่องนายวันเฉลิม มาโพสต์เทียบกรณี”จอร์จ ฟลอยด์” ว่าเรื่องนายวันเฉลิม เป็นเรื่องใหญ่ยอมไม่ได้
นายนันทิวัฒน์ กล่าวต่อว่า  ตนคิดไม่ตกจริงๆโดยเฉพาะอาจารย์ที่เป็นนักนิติศาสตร์ไปหลงประเด็นอะไร เหตุการณ์มันเกิดขึ้นในต่างประเทศ แต่กลับมาเรียกร้องให้รัฐบาลไทยรับผิดชอบ ตนก็ไปไม่เป็นเหมือนกัน ไปร้องที่สถานทูตประเทศเพื่อนบ้าน ก็ไปแล้ว แต่เขาไม่รับจดหมาย เพราะไม่ใช่สิ่งที่เขาต้องรับผิดชอบ ไปประท้วงที่กัมพูชามั๊ยตนก็มั่นใจว่าไปไม่ได้ เอ็นจีโอ ก็ไม่มีสิทธิเคลื่อนไหวพวกอาจารย์คิดอะไรในใจตนไม่รู้ จะไม่พอใจรัฐบาลนี้หรือเกลียด”ลุงตู่” ก็ว่าไป ตนรับได้
นายสนธิญาณ กล่าวเสริมว่า การเคลื่อนไหวทั้งหมดเกี่ยวกับเรื่องนายวันเฉลิม  ล้วนอยู่ในขบวนการของการปลุกระดม สร้างกระแส สร้างแนวร่วมของการปฏิวัติขึ้น
นายนันทิวัฒน์ กล่าวว่า เอ็นจีโอและแอมเนสตี้ฯ  วันเกิดเหตุกรณี “จอร์จ ฟลอยด์” ตนไม่เห็น แอมเนสตี้ไทยไปประท้วงสหรัฐฯเลย นั่งเงียบ ไม่รู้สึกรู้สาว่าเกิดอะไรขึ้นในสหรัฐฯ แต่พอวันนี้จะเอา “วันเฉลิม” เทียบ “จอร์จ ฟลอยด์ ”  “พวกคุณทำอะไรในวันที่ “จอร์จ ฟลอยด์” ถูกเอาเข่ากดคอจนตาย เอ็นจีโอและแอมเนสตี้ไทยไปไหนกันหมด ไม่เห็นทำอะไรเลย”
 นายสนธิญาณ กล่าวทิ้งท้ายว่า  พวก”ขบวนการปฏิวัติหยวก” ยังอยู่ในกระแสที่จะลุกขึ้นสู้  อย่าปล่อยให้ขบวนการนี้หลอก นายวันเฉลิม ไม่ใช่คนสำคัญ หลบหนีไปอยู่กัมพูชา เมื่อไม่มีความสำคัญจะไปทำอะไรกับเขาทำไม เพราะไม่มีผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลง  ทางกัมพูชาก็บอกแล้วว่าให้ทางการไทยเรียกร้องเรื่องนี้ก่อน แต่ทางการไทยจะไปทำได้อย่างไรเพราะนายวันเฉลิม ไม่ได้เดินทางเข้ากัมพูชาตามปกติ
” มีคนกล่าวหาว่านายวันเฉลิม ทำธุรกิจผิดกฎหมายค้ากัญชา แต่กลับไปโหนกระแสวันเฉลิม เพื่อชูธงปฏิวัติ ” 

ส่องคอนโด “วันเฉลิม” ปริศนาฉากอุ้ม #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

ส่องคอนโด “วันเฉลิม” ปริศนาฉากอุ้ม

ส่องคอนโด "วันเฉลิม" ปริศนาฉากอุ้ม

9 มิถุนายน 2563 – 15:21 น.

เอ็กซ์คลูซีฟ ปริศนาอุ้ม “วันเฉลิม” จากคอนโดเสื้อแดง อดีตนายทหารอากาศแฉความจริง

++
          ย่างเข้าสู่วันที่ 5 ในการหายตัวไปของ “ตาร์” หรือวันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ นักกิจกรรมทางการเมือง ที่หายตัวไปจากหน้าที่พัก ตั้งแต่วันที่ 4 มิ.ย.2563
          มีสื่อเขมรไม่กี่สำนักที่นำเสนอข่าวนี้ และลงพื้นที่ไปตรวจสอบจุดเกิดเหตุหน้าคอนโดมิเนียม “แม่โขง การ์เดน” อ.โจรยจังวา กรุงพนมเปญ
          ล่าสุด มีผู้ใช้บัญชีเฟซบุ๊ก Hong Chenshan นัยว่าเป็น “อดีตนายทหารคนดัง” ได้ออกมาแฉความจริงไว้อย่างน่าสนใจ และระทึกใจยิ่ง

อ่านข่าว…  ชีวิตวันเฉลิม ในเงื้อมมือ “ฮุนเซน”

ส่องคอนโด "วันเฉลิม" ปริศนาฉากอุ้ม

คอนโดที่วันเฉลิมพัก

          คอนโดมิเนียมที่ “ตาร์ วันเฉลิม” พักอาศัยอยู่นั้นชื่อ Mekong Garden เลขที่​ 12110 Mekong River Street, Sangkat Chroy Changva, Phnom Penh, Cambodia
          “แม่โขง การ์เดน” ตั้งอยู่บนถนน National road no. 6A เป็นคอนโดหรู ด้านหลังคอนโดติดแม่น้ำ​โขง​ วิวทิวทัศน์​สวยงาม​ ค่าเช่าตกประมาน​ 700-1,200​ ดอลลาร์สหรัฐต่อเดือน​
          “ต้าร์อยู่​ห้องชั้น​ 8 หันหลังให้ถนนใหญ่​ ไม่หันหลังให้แม่น้ำ​ ปกติต้าร์จะอาศัยอยู่ร่วมกับเพื่อนผู้ลี้ภัย​อื่นๆ​ ในห้องของตน​ ซึ่งคนไทยที่หลบภัยที่ได้มาอยู่คอนโดนี้ จะต้องเป็นพวกคนสำคัญ​ คือ​ตัวเอ้เกรดเอ เพราะมีความเคลื่อนไหว​ทางการเมืองตลอด​ และมีความเกี่ยวข้อง​กับนักการเมืองในไทยเสมอๆ”

ส่องคอนโด "วันเฉลิม" ปริศนาฉากอุ้ม

จุดเกิดเหตุ ซอยเข้าคอนโดฯ
          มีผู้ใช้บัญชีเฟซบุ๊ก Hong Chenshan ยังเล่าเพิ่มเติมว่า อ.โจรยจังวา จะอยู่​ถัดจากใจกลางเมืองพนมเปญ​ประมาณ 11-12​ ก.ม. หากใครเคยไปพนมเปญ​ จะรู้ว่ามันไม่ค่อยมีที่เที่ยว​มากนัก​
          “เขตโจรยจังว่า เป็น​ที่พิเศษ​อย่างหนึ่งคือ​ ตัดขาดจากใจกลางพนมเปญ​ เพราะเป็นเกาะขนาดใหญ่​ เชื่อมจากพนมเปญ​ด้วยสะพานเส้นเดียว​ จึงเป็น​ชัยภูมิ​ที่ดีในการหลบภัยของบรรดาเสื้อแดง”
          ปากซอยหน้าคอนโดมิเนียมแม่โขง การ์เดน​ มีร้านมินิมาร์ท​ ที่เจ้าของพูดไทยได้​ “ต้าร์” วันเฉลิมจะลงมาซื้อของประจำ​ 

ส่องคอนโด "วันเฉลิม" ปริศนาฉากอุ้ม

แผนที่จุดที่ตั้งคอนโดฯ
          “คนแถวนั้นคุ้นเคยกับคนไทยอย่างดี​ เพราะมีเยอะมาก​ หลายคนก็รู้​จักว่าเป็นเสื้อแดง​ เพราะคนเขมรหลายคนจำจากทีวีเสื้อแดงได้​ ยิ่งบางคนเป็นดาวแดงยิ่งจำได้ใหญ่​ ต้าร์จะชอบลงมาซื้อของที่มินิมาร์ท​ประจำ​ หน้าร้าน​จะมีร้านขายลูกชิ้น​ ต้าร์เคยคิดจะลงทุนเปิดร้านแถวนั้น”

          จากผู้เห็นเหตุการณ์​เล่าว่า ต้าร์มาสั่งลูกชิ้นตรงหน้าคอนโดฯ​ แล้วก็นั่งกิน​ หลังจากนั้นก็เกิดเหตุ​ขึ้น​ตามข่าว (อย่างที่บอกว่าคอนโด​ไม่ได้เปลี่ยว)​ ต้าร์ถูกต่อยแล้วลากขึ้นรถ​ Toyota High Lander สีดำแล้วขับออกไปจากคอนโดฯ
          ต่อไปนี้คือ ข้อน่าสงสัยของ Hong Chenshan
          1.คนร้ายไม่สามารถจอดรถรอต้าร์ได้ เพราะบริเวณ​นั้นไม่มีที่จอด
          2.ต้องมีคนส่งสัญญาณ​ว่า ต้าร์ลงมาถึงที่จุดเข้าชาร์จ​แล้ว
          3.คนร้ายรู้จังหวะได้อย่างไร​ แล้วถ้าวันนั้นต้าร์ไม่ลงมา ก็ไม่เสียเที่ยวเปล่าหรอกหรือ
          4.คนที่อยู่​กับต้าร์น่าไว้ใจได้แค่ไหน​ พักหลังได้ข่าวว่าการเงินมีปัญหา​ ต้องใช้เงินจำนวนมาก​ บางเดือนก็ไม่จ่ายเงินเดือนให้ผู้ลี้ภัย​          

          เจ้าของคอนโดมิเนียมคือ “คะเลียงฮวด” เป็นผู้ดูแลเขต​หรือนายอำเภอเขต อ.โจรยจังวา ซึ่งเป็น 1 ใน 9 เขตของกรุงพนมเปญ​
          ปี 2553 เสี่ยฮวดรู้จักมักคุ้นกับจักรภพ เพ็ญแข, พ.ต.ท.ไวพจน์ อาภรณ์รัตน์, พ.ต.ท.เสงี่ยม สำราญรัตน์ และแกนนำ นปช.อีกหลายคน

ส่องคอนโด "วันเฉลิม" ปริศนาฉากอุ้ม

แหล่งกบดานของ “เซเลบแดง”
          ตอนหลังเสี่ยฮวดแตกหักกับจักรภพ แต่เขากลับสนิทสนมกับ “ตาร์ วันเฉลิม” ซึ่งคอนโดของฮวด บรรดา “เซเลบแดง” ที่ผ่านทางพนมเปญ ไปสหรัฐและยุโรป รู้จักดี

เตือน กลุ่มเคลื่อนไหว “วันเฉลิม” กระทบเกียรติภูมิเพื่อนบ้าน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

เตือน กลุ่มเคลื่อนไหว “วันเฉลิม” กระทบเกียรติภูมิเพื่อนบ้าน

เตือน กลุ่มเคลื่อนไหว "วันเฉลิม" กระทบเกียรติภูมิเพื่อนบ้าน

9 มิถุนายน 2563 – 12:56 น.

ฝ่ายความมั่นคงเตือนเคลื่อนไหวหนักเรื่อง “วันเฉลิม” ทั้งๆ ที่ข้อมูลไม่ชัดเจน เสี่ยงละเมิดเกียรติภูมิประเทศเพื่อนบ้าน กระทบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

หลังจากมีการสร้างประเด็นเกี่ยวกับการอุ้มหาย นายวันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ นักกิจกรรมทางการเมือง และผู้ต้องหาคดีกระทำผิด พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ขณะลี้ภัยอยู่ในกัมพูชา จนกลายเป็นกระแสดราม่าใหญ่โต และวิจารณ์กันอย่างกว้างขวาง ขณะที่หน่วยงานที่รับผิดชอบทั้งฝ่ายไทยและกัมพูชาต่างพากันออกมาปฏิเสธข่าวนั้น

มีรายงานจากฝ่ายความมั่นคงว่า สถานการณ์ ณ ขณะนี้ บางฝ่ายวิจารณ์และเคลื่อนไหวทางโซเชียลมีเดียในลักษณะรับลูกต่อๆ กันไป โดยไม่รู้ข้อเท็จจริงที่ชัดเจน หรือมีข้อมูลข้อเท็จจริงแต่ก็น้อยมาก 

การวิจารณ์เช่นนี้ทั้งจากฝ่ายต่อต้านรัฐบาลที่หยิบฉวยเรื่องนี้มากล่าวหารัฐบาล หรือแม้กระทั่งฝั่งที่สนับสนุนรัฐบาล ที่พยายามอ้างถึงความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศในอาเซียน จนเชื่อเอาเองว่าอาจจะเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นได้นั้น การวิจารณ์ทั้ง 2 รูปแบบถือว่าผิดมารยาท ไม่เคารพเกียรติภูมิประเทศเพื่อนบ้าน และอาจส่งผลต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศได้ เพราะเท่ากับเป็นการยกประเทศไทยให้มีอำนาจเหนือประเทศเพื่อนบ้านใกล้เคียงในแถบนี้ ถึงขนาดส่งกำลังไปทำอะไรในแผ่นดินของประเทศอื่นได้อย่างเสรี

ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว ไม่มีประเทศไหนในโลกยอมให้เจ้าหน้าที่จากประเทศอื่นเข้าไปปฏิบัติการในประเทศของตน โดยเฉพาะถึงขั้นอุ้มฆ่า อุ้มหายอย่างโจ๋งครึ่ม บางประเทศอาจมีการส่งสายลับเข้าไปตามเก็บเป้าหมายในประเทศอื่น แต่ก็เป็นปฏิบัติการลับที่เมื่อประเทศเจ้าของดินแดนตรวจพบ จะถูกประท้วงต่อต้าน และจะกระทบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศทันที

แหล่งข่าวซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ระดับสูงจากหน่วยงานความมั่นคง อธิบายว่า โดยระเบียบและข้อกฎหมายระหว่างประเทศ ตลอดจนมารยาททางการทูตแล้ว ไม่มีชาติใดยอมให้อีกชาติหนึ่งเข้าไปปฏิบัติการอุ้มฆ่าพลเรือนในประเทศของตน โดยเฉพาะประเทศเอกราชที่มีอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดน ยกเว้นก็แต่เป็นประเทศบริวารเล็กๆ ที่ต้องพึ่งพาประเทศใหญ่ อาจจำยอมชาติมหาอำนาจด้วยความไม่เต็มใจ แต่ไม่ใช่กรณีกัมพูชากับไทย หรือลาวกับไทยอย่างแน่นอน

ประเทศไทยเอง เมื่อหลายปีก่อนก็มีสายลับหรือหน่วยปฏิบัติการพิเศษจากเกาหลีเหนือเข้ามาไล่ล่าเป้าหมายในไทยโดยพลการ ซึ่งเมื่อทางการไทยทราบเรื่งอ ก็ทำการประท้วง และขอให้ยุติปฏิบัติการทันที ขณะที่บรรดาสายลับหรือหน่วยปฏิบัติการพิเศษของชาติอื่นๆ ที่เข้ามาเคลื่อนไหวแทรกซึมในไทย ก็ต้องอยู่ในสายตาของหน่วยข่าวและฝ่ายความมั่นคงไทย หากหน่วยงานของต่างประเทศต้องการให้ทางการไทยจับกุมบุคคล หรือจับตาบุคคลใดเป็นพิเศษ ก็ต้องส่งเรื่องและหลักฐานต่างๆ มา เพื่อให้เจ้าหน้าที่ไทยดำเนินการ ไม่ใช่เปิดปฏิบัติการเอง และแน่นอนว่าการปฏิบัติการย่อมไม่ใช่การกระทำในลักษณะละเมิดกฎหมาย อาจจะมีการจับกุม แต่ก็ต้องมีหลักฐานและหมายจับมาแสดงอย่างชัดเจน ซึ่งประเทศอื่นๆ ก็ปฏิบัติแบบนี้เช่นเดียวกัน

กรณีของนายวันเฉลิม มีการตรวจสอบข้อมูลจากสารบบคดี พบว่าไม่ได้โดนดำเนินคดีตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ตามที่มีการรณรงค์สร้างกระแสกัน แต่นายวันเฉลิมโดนกล่าวหาในความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ อัตราโทษไม่ได้สูงมาก และไม่ใช่แกนนำคนสำคัญที่เคลื่อนไหวโดยใช้ความรุนแรงหรือใช้อาวุธ ฉะนั้นรัฐบาลและฝ่ายความมันคงจึงไม่ได้มองว่าเป็นภัยคุกคามที่ต้องจัดลำดับความสำคัญ

ฉะนั้นการรู้เพียงข้อมูลกล่าวอ้างด้านเดียว การปล่อยข่าวออกมาในช่วงที่มีกระแสการประท้วงที่สหรัฐ และอ้างถ้อยคำสุดท้ายของนายวันเฉลิมที่คล้ายคลึงกับเหตุการณ์นายจอร์จ ฟลอยด์ ที่มินนิอาโปลิส (หายใจไม่ออก หรือ I can’t breath) และมีการรับลูกวิจารณ์ต่อๆ กันของฝ่ายต้านรัฐบาล โดยไม่มีการแสวงหาข้อเท็จจริงเพิ่มเติม จึงเป็นความเคลื่อนไหวที่ดูผิดธรรมชาติและจงใจเกินไป

“วันเฉลิม” ไม่ใช่เป้าหมาย เปิด 10 กลุ่มเคลื่อนไหวถูกฝ่ายมั่นคงจับตา #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

“วันเฉลิม” ไม่ใช่เป้าหมาย เปิด 10 กลุ่มเคลื่อนไหวถูกฝ่ายมั่นคงจับตา

"วันเฉลิม" ไม่ใช่เป้าหมาย เปิด 10 กลุ่มเคลื่อนไหวถูกฝ่ายมั่นคงจับตา

9 มิถุนายน 2563 – 11:58 น.

แหล่งข่าวฝ่ายความมั่นคง เผยข้อมูล กลุ่มที่เคลื่อนไหว ต่างประเทศ หวังเปลี่ยนแปลงการปกครอง ที่ต้องจับตาดู แต่วันเฉลิม ไม่ใช่เป้าหมาย

มีรายงานเพิ่มเติมจากเจ้าหน้าที่ระดับสูงฝ่ายความมั่นคงว่า นายวันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ ที่มีการอ้างข้อมูลว่าถูกอุ้มหายกลางกรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา และมีการกล่าวหาทำนองว่าเป็นปฏิบัติการ “อุ้มข้ามชาติ” นั้น จริงๆ แล้ว นายวันเฉลิม ไม่เคยอยู่ในเป้าหมายการเฝ้าสังเกตการณ์ของฝ่ายความมั่นคงเลยด้วยซ้ำ

"วันเฉลิม" ไม่ใช่เป้าหมาย เปิด 10 กลุ่มเคลื่อนไหวถูกฝ่ายมั่นคงจับตา

แหล่งข่าวระดับสูง ระบุว่า แนวทางการปฏิบัติของฝ่ายความมั่นคง จะเพ่งเล็งเฉพาะกลุ่มที่นิยมแนวทางใช้ความรุนแรง หรือปลุกระดมให้ต่อต้านสถาบันอย่างรุนแรงในระดับล้มระบอบการปกครองเท่านั้น เช่น กลุ่มสหพันธรัฐไท ที่มีแผนใช้กองกำลังติดอาวุธก่อเหตุรุนแรง ซึ่งสาเหตุที่ต้องจับตา เพราะเป็นการกระทำที่เข้าข่ายผิดกฎหมายอาญาไทย

สำหรับวิธีปฏิบัติที่ผ่านมา รัฐบาลทุกชุดและหน่วยงานที่รับผิดชอบจะใช้การประสานกับรัฐบาลของประเทศที่กลุ่มคนเหล่านี้พำนักอยู่ ให้ช่วยเจรจาให้หยุดการเคลื่อนไหว แต่น้อยครั้งที่จะได้รับความร่วมมือ (ขนาดขอให้ช่วยเจรจายังยาก จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะส่งทีมเข้าไปอุ้มหาย อุ้มฆ่า)

อย่างกรณีกัมพูชา แม้ระยะหลัง สมเด็จฮุนเซ็น จะมีท่าทีดีขึ้นกับรัฐบาลไทย แต่ความสัมพันธ์โดยส่วนตัวก็ยังใกล้ชิดกับกลุ่มอำนาจเก่า เป็นเพื่อนกับ นายทักษิณ ชินวัตร จึงเป็นไปไม่ได้ที่กัมพูชาจะใช้มาตรการรุนแรงกับกลุ่มเห็นต่างทางการเมืองที่หลบหนีไปพำนัก และยิ่งเป็นไปไม่ได้เลยที่จะยอมให้ไทยส่งกำลังเข้าไปจัดการกับบุคคลเป้าหมายในกัมพูชา

ส่วนกรณีของ นายวันเฉลิม จากข้อมูลเท่าที่ฝ่ายความมั่นคงตรวจสอบได้หลังมีข่าวสร้างกระแสถูกอุ้ม พบว่านายวันเฉลิมไม่ใช่บุคคลอันตราย ข้อกล่าวหาที่โดนดำเนินคดีก็ไม่ใช่ข้อหาหนักอะไรมากมาย หากเดินทางกลับมามอบตัวกับตำรวจก็เชื่อว่าจะได้รับการประกันตัวด้วยซ้ำ

ฉะนั้นหากกลุ่มที่อ้างว่านายวันเฉลิมถูกอุ้ม มีข้อมูลมากกว่านี้ ก็ควรเปิดเผยออกมา เพื่อที่หลายฝ่ายจะได้ช่วยพิจารณาว่าเป็นการอุ้มตัวจริงหรือไม่ หรือเป็นแค่การสร้างสถานการณ์จัดฉากปลุกกระแสให้สอดคล้องกับการประท้วงในสหรัฐและยุโรป เพราะระยะหลังเริ่มมีการย้อนไปถึงคดีอุ้มหายอื่นๆ ที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการต่อสู้ทางการเมืองด้วย เพื่อหวังขยายประเด็นไปถึงเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชน คล้ายๆ กับที่มีการประท้วงในสหรัฐและยุโรปต่อต้านการเหยียดผิว ที่ลุกลามจากการปะท้วงขอความเป็นธรรมให้ “จอร์จ ฟลอยด์”

สำหรับกลุ่มที่เคลื่อนไหวในต่างประเทศและถูกจับตาหรือเพ่งเล็งจากฝ่ายความมั่นคง มีราวๆ 10 กลุ่ม ส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหวพาดพิงสถาบันเบื้องสูง หรือปลุกระดมให้ใช้ความรุนแรงเพื่อล้มระบอบ ได้แก่

"วันเฉลิม" ไม่ใช่เป้าหมาย เปิด 10 กลุ่มเคลื่อนไหวถูกฝ่ายมั่นคงจับตา

1. กลุ่ม นายสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล อดีตนักวิชาการจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปัจจุบันพำนักในฝรั่งเศส เพิ่งหายจากอาการป่วย จึงกลับมาโพสต์ข้อมูลอีกรอบ

2. นายปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ เป็นการเคลื่อนไหวในนามนักวิชาการ พำนักในเกียวโต ประเทศญี่ปุ่น มุ่งโพสต์ข้อความโจมตีรัฐบาล กลุ่มที่เห็นต่างทางการเมือง และอดีตพรรคอนาคตใหม่ รวมถึงมีบางข้อความพาดพิงสถาบัน

3. นายแอนดรูว์ แมกเกรเกอร์ มาร์แชล อดีตผู้สื่อข่าวสำนักข่าวต่างประเทศ ปัจจุบันพำนักอยู่ในสหราชอาณาจักร มักโพสต์ข้อมูลหมิ่นสถาบันและโจมตีรัฐบาลทหาร

"วันเฉลิม" ไม่ใช่เป้าหมาย เปิด 10 กลุ่มเคลื่อนไหวถูกฝ่ายมั่นคงจับตา

4. กลุ่มคนการเมืองหรือเคยเคลื่อนไหวทางการเมืองในไทย เช่น นายจักรภพ เพ็ญแข อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี, นายจอม เพชรประดับ อดีตผู้ประกาศข่าวและพิธีกรรายการข่าวชื่อดัง, นายจรัล ดิษฐาอภิชัย อดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กลุ่มนี้พำนักในสหรัฐอเมริกาและยุโรป โดยเฉพาะฝรั่งเศส

5. กลุ่ม PixelHELPER ในเยอรมนี มีชาวไทยและต่างชาติอยู่เบื้องหลัง มุ่งโจมตีสถาบันฯ

6. เพจเฟซบุ๊ก KonthaiUK เป็นเพจปกปิดตัวตน มีผู้ติดตามราว 1 ล้านคน

7. กลุ่มองค์การสหพันธรัฐไท มุ่งรณรงค์เปลี่ยนแปลงการปกครอง โค่นล้มระบอบ มีการจัดรายการทางช่อง YouTube ชูแนวคิดสหพันธรัฐ แม้ “ลุงสนามหลวง” ยุติบทบาทไปแล้ว

8. กลุ่มวงดนตรีไฟเย็น  พำนักอยู่ในฝรั่งเศส จัดรายการทางเฟซบุ๊กไลฟ์ และ YouTube มุ่งโค่นล้มระบอบเช่นกัน

9. ป้าหนิง ดีเค พำนักที่ที่เยอรมนี จัดรายการทางเฟซบุ๊กไลฟ์ และ YouTube พาดพิงสถาบันฯ

และ 10. กลุ่มนางจรรยา ยิ้มประเสริฐ พำนักในยุโรป เคลื่อนไหวเชื่อมประสานกับหลายๆ กลุ่ม

นอกจากนั้นยังมีกลุ่มที่เคยเคลื่อนไหวในแนวทางใช้ความรุนแรง แต่ปัจจุบันยุติบทบาทลงไปแล้ว เช่น กลุ่มของ “โกตี๋” หรือ นายวุฒิพงศ์ กชธรรมคุณ อดีตแกนนำแดงฮาร์ดคอร์ ด้วย

กองบรรณาธิการข่าวการเมือง เนชั่นทีวี