SootinClaimon.Com

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย2 [SartKasetDinPui2] : รวบรวม ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

SootinClaimon.Com

คนหาย(2) “สุรชัย” ฝันใหญ่ ปฏิวัติประเทศไทย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

คนหาย(2) “สุรชัย” ฝันใหญ่ ปฏิวัติประเทศไทย

คนหาย(2) "สุรชัย" ฝันใหญ่ ปฏิวัติประเทศไทย

9 มิถุนายน 2563 – 11:35 น.

สุรชัย แซ่ด่าน ฝันใหญ่ “ปฏิวัติประเทศไทย” ผ่านยูทูบ เชื่อใจพรรคพี่น้อง ก่อนถูกอุ้มหายตัวไปไร้ร่องรอย

++
          การหายตัวไปของ “โกตี๋” หรือสหายหมาน้อย สร้างความแตกแยกในหมู่แดงลี้ภัยฝั่งซ้าย 2 กลุ่มคือ กลุ่มลุงสนามหลวง(ชูชีพ ชีวะสุทธิ์) กับกลุ่มสุรชัย แซ่ด่าน
          สหายเผด็จ(คนใกล้ชิดโกตี๋) บอกเล่าผ่าน จอม เพชรประดับ เมื่อ 31 ก.ค.2560 ว่า โกตี๋ได้ถูกกลุ่มชายชุดดำ คลุมหน้าด้วยหมวกไหมพรมพร้อมอาวุธครบมือ บุกเข้าจับตัวไป เมื่อคืนวันที่ 29 ก.ค.2560

อ่านข่าว…  หายไปไหน แดงลี้ภัยในลาว
 
          วันที่ 8 ส.ค.2560 สุรชัย แซ่ด่าน จัดรายการปฏิวัติประเทศไทย ทางยูทูบเปิดโปงแผนลวงโลกของโกตี๋ และกลุ่มสหพันธรัฐไท สุรชัยเชื่อว่า โกตี๋ ไม่ได้ถูกอุ้มหายไป หากแต่เป็นแผนการสร้างนิยายร่วมกัน ระหว่างโกตี๋ กับลุงสนามหลวง หรือ ชูชีพ ชีวะสุทธิ์

คนหาย(2) "สุรชัย" ฝันใหญ่ ปฏิวัติประเทศไทย

          แกนนำแดงสยามแฉว่า ลุงสนามหลวง เป็นคนเขียนนิยายเรื่อง “โกตี๋ถูกอุ้ม” เพราะลุงสนามหลวง กำลังจะวางแผนให้องค์กรฮิวแมนไรท์วอช ยื่นมือเข้ามาช่วยกลุ่มแดงพลัดบ้านใน สปป.ลาว
          เป็นเรื่องตลกร้าย เมื่อกลุ่มลุงสนามหลวง กับกลุ่มสุรชัย แซ่ด่าน ต่างใช้สื่อดิจิตอลตอบโต้กันไปมา บางครั้งถึงขั้นทะเลาะเบาะแว้งกัน ทั้งที่หนีตายมาอยู่ในแผ่นดินลาวเหมือนกัน
++
จับมือจักรภพ
++
          นับตั้งแต่ “สุรชัย แซ่ด่าน” ข้ามโขงไปอยู่ในประเทศเพื่อนบ้าน ได้เผยแพร่คลิปชุด “ปฏิวัติประเทศไทย” ผ่านยูทูบมามากกว่า 200 ตอนแล้ว ระหว่างปี 2558 จนถึงปี 2561
          เนื้อหาในรายการปฏิวัติประเทศไทย จะเน้นเรื่องเกี่ยวกับสถาบันเบื้องสูง วิจารณ์การเมืองไทย และพยายามพร่ำสอนทฤษฎีปฏิวัติ ที่จำมาจากสมัยเข้าป่า เขตงานสุราษฏร์ธานี
          เมื่อมาอยู่ใน สปป.ลาว สุรชัยได้ทำตัวเป็น “จัดตั้ง” ต้องดูแลคนเสื้อแดง ประมาณร้อยกว่าคน ที่หลบหนีคดีความมั่นคงและคดี 112 ไปอยู่ประเทศเพื่อนบ้าน โดยเขาได้รับเงินช่วยเหลือมาจาก จักรภพ เพ็ญแข ที่อาศัยอยู่ในกัมพูชา
++
สุรชัยถูกอุ้ม
++
          เมื่อ 26 ธ.ค.2561 “ตีโต้” ผู้ใกล้ชิด สุรชัย แซ่ด่าน ที่หลบภัยการเมืองในประเทศเพื่อนบ้าน ได้บอกเล่าผ่านสถานีข่าวออนไลน์ของจอม เพชรประดับ ว่า สุรชัย แซ่ด่าน ประธานกลุ่มแดงสยาม พร้อมคนสนิทสองคนคือ สหายภูชนะ และสหายกาสะลอง ได้หายตัวไปจากบ้านพักตั้งแต่ 12 ธ.ค.2561

คนหาย(2) "สุรชัย" ฝันใหญ่ ปฏิวัติประเทศไทย

          จากนั้น กลุ่มแดงลี้ภัยในยุโรป ได้นำภาพบ้านพักของสุรชัย แซ่ด่าน มาโพสต์เฟซบุ๊ก พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า
          – สภาพห้องมีการรื้อคน (ตามคำบอกเล่าของคนสนิท อาจารย์เป็นคนดูแลบ้านช่อง เป็นระเบียบเรียบร้อย)
          – หมวกดาวแดง ที่อาจารย์ไม่เคยถอดเวลาออกนอกบ้านยังอยู่ครบ
          – เสื้อตัวโปรดยังแขวนอยู่
          – กระเป๋าฉุกเฉินยามต้องหนี (ที่ผู้ลี้ภัยที่นั่นจะมีการเตรียมกันไว้เสมอ ซึ่งก็คือเอกสารและของใช้สำคัญ) ยังอยู่ในบ้าน
          – ยาและอุปกรณ์ตรวจเช็กด้านสุขภาพยังอยู่
          – รถยนต์ยังจอดอยู่
          ว่ากันว่า สุรชัยมีชีวิตความเป็นอยู่สุขสบาย มีรายได้จากการบริจาคของแฟนคลับ และทางยูทูบแบ่งเงินให้ตามยอดผู้ชมช่องสุรชัย แซ่ด่าน
          คนเสื้อแดงในลาว สันนิษฐานการตายของสุรชัย และสหายใกล้ชิดอีก 2 คน น่าจะมี “ไส้ศึก” นำทางกลุ่มมือสังหารเข้ามาถึงตัวสุรชัยได้ เพราะสุรชัยเป็นคนระวังตัวสูง และชอบอ้างว่า ทางผู้ใหญ่ในลาวให้การดูแลเป็นอย่างดี 
          แดงบางกลุ่มมีข้อสังเกต โกตี๋ก็ตายแล้ว สุรชัยก็หายตัวไป แต่ “สหายเผด็จ” ยังอยู่รอดปลอดภัย แถมครอบครัวทางเมืองไทย ยังได้เงินช่วยเหลือ ผรท.(อดีตสหาย) หัวละ 2 แสนบาท 
          ก่อนถูกอุ้มหาย สุรชัยพูดผ่านรายการปฏิวัติประเทศไทยว่า หลังเลือกตั้ง 2562 พวกเขาจะได้กลับบ้าน ตามนโยบายสมานฉันท์ ปรองชาติแห่งชาติ ของรัฐบาลพรรคเพื่อไทย
          เวลานั้น สุรชัยวิเคราะห์พรรคเพื่อไทย จะชนะถล่มทลาย ได้เป็นรัฐบาลพรรคเดียว แต่ฝันนั้นพลัดสะดุด เมื่อถูก “นางนกต่อ” ล่อไปเข้าวงซุ่ม ถูกอุ้มหายไป

กลุ่มแคร์ขยับ “ทักษิณ” ก็กลับมา #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

กลุ่มแคร์ขยับ  “ทักษิณ” ก็กลับมา

กลุ่มแคร์ขยับ  "ทักษิณ" ก็กลับมา

9 มิถุนายน 2563 – 10:10 น.

“ทักษิณ ชินวัตร” โผล่ผ่านสื่อดิจิตอล พร้อมกับการเปิดตัว “กลุ่มแคร์” โดย 4 อัศวินชินวัตร ย่อมเป็นปรากฏการณ์ไม่ธรรมดา คอลัมน์… ท่องยุทธภพ โดย… ขุนน้ำหมึก

++
          เหมือนจะหมอบ เหมือนจะหยุด..แล้วคนอยู่นิ่งไม่เป็นอย่าง “ทักษิณ ชินวัตร” ก็โผล่เวทีเสวนาทางไกลเรื่องเศรษฐกิจโลก
          จู่ๆ มีรายงานว่า ทักษิณ ชินวัตร ได้รับเชิญร่วมงานเสวนาแบบทางไกลผ่านโปรแกรมซูม (zoom) ในเวทีโลก โดยได้รับเชิญให้ร่วมวิเคราะห์การปรับตัวทางเศรษฐกิจและธุรกิจของโลก หลังสถานการณ์การระบาดโควิด-19 ในหัวข้อ THE POST COVID-19 WORLD is the coronavirus pandemic reshaping the global order? ซึ่งงานดังกล่าว จะจัดขึ้นในที่ 11 มิ.ย.2563 เวลา 19.00 น. ตามเวลาประเทศไทย
          ข่าวนี้แพร่กระจายไปอย่างรวดเร็ว และที่น่าแปลกใจ มีคนบางกลุ่มสร้างแฟนเพจเฟซบุ๊กขึ้นมารองรับการเคลื่อนไหวของทักษิณทันที

อ่านข่าว…  ทักษิณดีเดย์  “ไทยรักไทย” โฉมใหม่

          บังเอิญเหลือเกิน ทักษิณโผล่มาในช่วงที่ “คนวงในชินวัตร” กำลังจะเปิดตัวขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคม ซึ่งทักษิณก็รับรู้มาแต่แรก 

กลุ่มแคร์ขยับ  "ทักษิณ" ก็กลับมา

แฟนเพจทักษิณ ก็คืนชีพ

++
เปิดตัวกลุ่มแคร์
++
          เมื่อปลายสัปดาห์ที่แล้ว “ภูมิธรรม เวชยชัย” ให้สัมภาษณ์สื่อถึงความคืบหน้าในการดำเนินการของ “คณะผู้ห่วงใยประเทศ” หรือกลุ่มแคร์ ว่า ต้นสัปดาห์นี้ จะมีการหารือกันของกลุ่มครั้งที่ 2 โดยจะมีการหารือต่อเนื่องจากการประชุมครั้งแรก เพื่อให้ได้ข้อสรุป ในเป้าหมายและความร่วมมือกัน
          “เสี่ยอ้วน” ยืนยันความพร้อมของกลุ่มแคร์ว่า ปลายเดือน มิ.ย.นี้ จะมีความชัดเจนเรื่องชื่อกลุ่มอย่างเป็นทางการ และความหมาย ตลอดจนแนวทางดำเนินการของกลุ่มในอนาคต
          คณะผู้ห่วงใยบ้านเมืองกลุ่มนี้ ยังไม่ใช่พรรคการเมือง หากแต่เป็นขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคม
          “ทักษิณรับรู้ แต่ไม่เกี่ยว..” คนวงในกลุ่มแคร์บอกกับนักข่าวบีบีซีไทย

กลุ่มแคร์ขยับ  "ทักษิณ" ก็กลับมา

++
ย้อนยุคไทยรักไทย
++
          แกนนำคณะผู้ห่วงใยประเทศ ประกอบด้วย “หมอมิ้ง” นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช, “อ้วน” ภูมิธรรม เวชยชัย, “หมอเลี้ยบ” นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี และ “เฮียเพ้ง” พงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล
          คนที่ถูกจับตามากที่สุดคือ “เฮียเพ้ง” เพราะเดิมทีประกาศวางมือทางการเมือง แต่กลับมีชื่อเป็นคนแรกๆ ในการก่อการกลุ่มแคร์
          หลังจบภารกิจปลุกปั้นพรรคไทยรักษาชาติ เพราะพรรคถูกยุบ เฮียเพ้งก็ไม่คิดกลับพรรคเพื่อไทยแน่นอน เพราะใครก็รู้ว่า เฮียเพ้งกับเจ๊หน่อย ไม่ลงรอยกัน
          เมื่อ “หมอมิ้ง” มาชวนเฮียเพ้งไปร่วมพูดคุยที่อาคารบีบีดี วิภาวดีรังสิต เฮียแกก็ตอบตกลงทันที เพราะเคยร่วมงานกันมาแต่ปี 2541 ช่วงที่ก่อร่างสร้างพรรคไทยรักไทย
          ไม่ค่อยมีใครรู้หรอกว่า เฮียเพ้งเป็นผู้อำนวยการพรรคไทยรักไทย และเป็นมือทำการตลาดการเมืองให้พรรคมาแต่ครั้งอยู่ตึกชินวัตร วิภาวดี

กลุ่มแคร์ขยับ  "ทักษิณ" ก็กลับมา

++
คนตุลารีเทิร์น
++
          วันที่ 26 พ.ค.2563 กลุ่มแคร์ ประชุมขยายวงครั้งแรก โดยเชื้อเชิญผู้คนหลากหลายวงการ ราว 35 คนมาพูดคุย-แลกเปลี่ยนความคิดเห็น ที่โรงพยาบาลเอกชนชื่อดังย่านพระราม 9

          การกลับมาของ “หมอมิ้ง-อ้วน-หมอเลี้ยบ” เหมือนคนตุลารีเทิร์น ยุคแรกๆของการก่อตั้งพรรคไทยรักไทย ที่ใช้ตึกชินวัตรคอมพิวเตอร์ ย่านสี่แยกราชวัตร เป็นฐานบัญชาการ ก่อนจะย้ายไปตึกชินวัตร วิภาวดี
          เวลานั้น เสี่ยอ้วนออกไปรวบรวมเพื่อนพ้องน้องพี่สายภาคประชาชน ระดมสมองจากจอมยุทธ์ทั่วทิศ “มิ้ง-เลี้ยบ” สุมหัวคิดกับเอ็นจีโอสายสาธารณสุข ก่อนแปรรูปเป็นนโยบายชุดประชานิยม
          เป้าหมายและวิธีการขับเคลื่อนของกลุ่มแคร์วันนี้ ย่อมแตกต่างจากอดีต แต่ไม่ต่างจากคณะก้าวหน้า ที่มุ่งเจาะไปฐานกลุ่มคนรุ่นใหม่ และเยาวชน  
          “มิ้ง อ้วน เลี้ยบ” กำลังถูกท้าทายว่า “ตกยุค” ไปแล้วหรือไม่..ในการเมืองยุคดิจิตอล

จับพิรุธ..คำสั่งปลัด สธ. 2 ปี สั่งย้าย 2 ครั้ง “หมอชาญชัย” #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

จับพิรุธ..คำสั่งปลัด สธ. 2 ปี สั่งย้าย 2 ครั้ง “หมอชาญชัย”

จับพิรุธ..คำสั่งปลัด สธ. 2 ปี สั่งย้าย 2 ครั้ง "หมอชาญชัย"

8 มิถุนายน 2563 – 18:53 น.

จับพิรุธ ย้าย “หมอชาญชัย” ผอ.โรงพยาบาลขอนแก่น เซ่นความต้องการ “ปลัดสาธารณสุข” มีคำสั่งย้าย 2 ครั้งใน 2 ปี ล่าสุดมาพร้อมบัตรสนเท่ที่ตั้งข้อหา “ฉ้อราษฎร์บังหลวง”

กรณีการสั่งย้าย นพ.ชาญชัย จันทร์วรชัยกุล ผอ.โรงพยาบาลขอนแก่น มีความเคลื่อนไหวมาก่อนหน้านี้แล้วตั้งแต่ปี 2561 โดยสมัย นพ.สุขุม กาญจนพิมาย ซึ่งรับตำแหน่งปลัดกระทรวงสาธารสุข (สธ.)

อ่านข่าว : เปิดเบื้องลึก…ย้าย “หมอชาญชัย”ไม่เป็นธรรม

มีคำสั่งโยกย้ายครั้งแรกเมื่อเดือน ต.ค.2561 ให้ “หมอชาญชัย” ผู้อำนวยการโรงพยาบาลขอนแก่น ซึ่งเป็นผอ.โรงพยาบาลเมื่อปี 2558-2561 โดยเป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาลคนที่ 12 ไปเป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาลพระปกเกล้าจันทบุรี

ในครั้งนั้นได้สร้างกระแสวิพากษ์วิจารณ์ถึงความไม่เหมาะสม โดยบุคลากรทางการแพทย์ โรงพยาบาลขอนแก่น ระบุว่า ไม่ถูกตามธรรมเนียมปฏิบัติย้ายรวดเร็ว โดยปีนั้นก็มีคำสั่งให้ นายแพทย์เกรียงศักดิ์ วัชรนุกูลเกียรติ ซึ่งเป็นผอ.โรงพยาบาลพระปกเกล้าจันทบุรี เข้ารับตำแหน่งผู้อำนวยการโรงพยาบาลขอนแก่น เป็นคนที่ 13 โดยไม่ได้ระบุเหตุผลในการย้าย

แต่ดูเหมือนเป็นการย้ายโดยไม่สมเหตุสมผลเพราะ “หมอชาญชัย” ยังทำงานได้ไม่ครบวาระที่ควรจะเป็นเพราะทำงานได้เพียงแค่ 3 ปี เศษ ๆ เท่านั้น ทำให้บุคลากรโรงพยาบาลขอนแก่น นัดแต่งดำไว้ทุกข์ คัดค้านการการย้าย

แต่ก็ไม่เป็นผลเพราะปีนั้น นพ.เกรียงศักดิ์ วัชรนุกูลเกียรติ ก็เดินทางมาเป็นผอ.โรงพยาบาลขอนแก่น แต่อยู่ได้เพียงแค่ 2 สัปดาห์ สุดท้ายมีคำสั่งจาก นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการสาธารณสุขในขณะนั้นให้ย้าย หมอชาญชัย กลับมาที่โรงพยาบาลศูนย์ขอนแก่นตามเดิม กระแสจึงเงียบลงและทุกคนก็ทำงานกันเหมือนเดิมจนกระทั่งถึงปี 2563 นี้

พอมาปีนี้ 2563 มาถึงสมัยนายอนุทิน ชาญวีรกุล เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข นพ.สุขุม กาญจนพิมาย คนเดิมที่ยังนั่งเก้าอี้ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ได้มีคำสั่งย้าย หมอชาญชัย จันทร์วรชัยกุล ผู้อำนวยการโรงพยาบาลขอนแก่นอีกครั้ง เป็นผู้อำนวยการคนที่ 14  โดยครั้งนี้ให้ย้ายเข้ากระทรวงสาธารณสุขและแต่งตั้ง นายแพทย์เกรียงศักดิ์ วัชรนุกูลเกียรติ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลพระปกเกล้า จ.จันทบุรี มาเป็นรักษาการผู้อำนวยการโรงพยาบาลขอนแก่นเป็นครั้งที่ 2 นับเป็นคนที่ 15

สำหรับการโยกย้ายครั้งที่ 2 ให้เหตุผลว่า มีข้อร้องเรียนมาจากบัตรสนเท่ห์ กล่าวหาว่าหมอชาญชัย ปฏิบัติหน้าที่มิชอบ เรียกรับเงินจากบริษัทยาและร้านค้า 5 เปอร์เซ็นต์ เข้าบัญชีกองทุนพัฒนา รพ.ขอนแก่น ทางกระทรวงจึงรับเรื่องร้องเรียนแล้วตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรง โดยตั้งข้อหา “ฉ้อราษฎร์บังหลวง” กับหมอชาญชัย และมีคำสั่งย้ายไปอยู่กระทรวงสาธารณสุขทั้งที่ผลการสอบสวนยังไม่ออกมา

สำหรับกรณีเงินบริจาคจากบริษัทยาร้อยละ 5 ที่เป็นเหตุผลการย้ายครั้งนี้นั้น จากข้อมูลคำสัมภาษณ์ของ หมอชาญชัย ระบุว่า เงินบริจาคจากบริษัทยามีมาตั้งแต่ปี 2508 กระทั่ง ครม.มีมติห้ามรับเงินผลประโยชน์ต่างตอบแทนจากบริษัทยา

จากนั้น มี.ค. 2561 มีคำสั่งจากกระทรวงสาธารณสุขไม่ให้รับ จึงประชุมคณะกรรมการบริหาร พร้อมทำหนังสือเวียนแจ้งไปยังทุกฝ่ายให้งดรับเงินบริจาคจากบริษัทยา รวมทั้งทำหนังสือแจ้งไปยังบริษัทยาด้วย

แต่ยอมรับว่าช่วงเดือน มี.ค.-พ.ค. 2561 มียอดเงินบริจาคผ่านกองทุนพัฒนาโรงพยาบาลขอนแก่น เดือนละ 1 ล้าน 3 แสนบาท จากปกติมียอดบริจาคเฉลี่ยเดือนละ 2 ล้าน ซึ่งเข้าใจว่า เงินบริจาคไม่ได้มาจากบริษัทยา จากนั้นเดือนพฤศจิกายน 2561 ทางโรงพยาบาลได้ปิด “กองทุนพัฒนาโรงพยาบาลขอนแก่น”โดยให้ประชาชนผู้มีจิตศรัทธา บริจาคผ่านบัญชี “เงินโรงพยาบาลขอนแก่น” 

กระทั่งเมื่อวันที่ 1 มิ.ย. 2563 มีหนังสือคำสั่งลงนาม นพ.สุขุม กาญจนพิมาย ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ให้หมอชาญชัย ไปปฏิบัติราชการที่กระทรวงสาธารณสุข พร้อมมีคำสั่งให้ นายแพทย์เกรียงศักดิ์ คนเดิมเข้ามารับตำแหน่งรักษาการผู้อำนวยการโรงพยาบาลขอนแก่น ภายในวันที่ 5 มิ.ย. 2563

และเกิดกระแสการคัดค้านและประท้วงอย่างหนักหน่วง พร้อมติดแฮชแท๊ก #Save หมอชาญชัย เกิดขึ้นจนติดเทรนด์ทวิตเตอร์ พร้อมบรรยากาศที่แสนอึมครึมกับปัญหาโควิด 19 ในขณะนี้ โดยคาดกันว่าหากเป็นในรูปแบบเดิม ไม่แน่ว่า หมอชาญชัย อาจจะได้กลับมาเป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาลขอนแก่น คนที่ 16 ในเร็วนี้ ๆ นี้ก็ได้ 

     0 กวินทรา ใจซื่อ ศูนย์อีสาน 0 รายงาน

ย้อนรอย ลูกหนังการเมือง ฮุนเซนเตะ นปช #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

ย้อนรอย ลูกหนังการเมือง ฮุนเซนเตะ นปช

ย้อนรอย ลูกหนังการเมือง ฮุนเซนเตะ นปช

8 มิถุนายน 2563 – 18:03 น.

คุณหญิงหน่อยคงจำไม่ได้ ศึกลูกหนังประวัติศาสตร์ ทีมฮุนเซน เตะกับทีมสมชาย วงศ์สวัสดิ์ กลางกรุงพนมเปญ เสื้อแดงครึ่งหมื่นตามเชียร์

++

ขณะที่การเคลื่อนไหวเรียกร้องให้รัฐบาลไทย และรัฐบาลกัมพูชา รับผิดชอบต่อกรณี “วันเฉลิม” ผู้ลี้ภัยทางการเมืองไทยถูกอุ้มหายในพนมเปญ ดังระงมในสื่อโซเชียล 

วันที่ 6 มิ.ย.2563 “วันชนะ เกิดดี” อดีตแกนนำ นปช.ที่กำลังหลบหนีคดีล้มประชุมอาเซียนฯ ได้โพสต์เพลง “คืนลับฟ้า” ที่หน้าเฟซบุ๊คส่วนตัวของเขา

เพลง “คืนลับฟ้า” เป็นเพลงลูกทุ่งดังในอดีต มีคำร้อง 2 ภาษาทั้งไทย และเขมร ถ้ายังจำกันได้ วันชนะ เกิดดี นักร้องลูกทุ่งเสียงทอง ได้นำเพลงคืนลับฟ้า ไปร้องในสนามกีฬาแห่งชาติโอลิมปิก กรุงพนมเปญ เมื่อ 24 ก.ย.2554

วันนั้น มีรายการฟุตบอลมิตรภาพไทย-กัมพูชา ระหว่างทีมวีไอพีเขมร นำโดยสมเด็จฮุน เซน เตะกับทีม นปช. ที่มี สมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกฯ ลงสนามด้วย ซึ่งต้องบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ 

++

เพื่อไทยขยับ

++

กระแส “วันเฉลิม” มาแรง ทั้งออนไลน์ และออฟไลน์ “คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์” ในนามคณะยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย ได้ออกแถลงการณ์กรณี วันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ เรียกร้องให้รัฐบาลได้ดำเนินมาตรการทางการทูตต่อประเทศกัมพูชาเพื่อปกป้องสิทธิ เสรีภาพ และชีวิตของวันเฉลิม โดยทันที ซึ่งการเพิกเฉยของรัฐบาลอาจทำให้ ประชาชนเชื่อว่ารัฐบาลรู้เห็นหรือมีส่วนร่วมกับการกระทำที่ผิดกฎหมายดังกล่าวเสียเอง

ด้านกัมพูชากลับเงียบสงบ สมเด็จฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา กำลังเตรียมการเปิดสำนักงานพรรคประชาชนกัมพูชา ซึ่งก่อสร้างอาคารหลังใหม่ โดยจะมีพิธีเปิดอย่างเป็นทางการในวันฉลองครบรอบ 69 ปี พรรคประชาชนกัมพูชา

คุณหญิงหน่อย อาจลืมไปแล้วว่า ครั้งหนึ่งพรรคเพื่อไทยกับพรรคประชาชนกัมพูชา สนิทแนบแน่นกันมาก 

++

ฟุตบอลมิตรภาพ

++

หลายคนยังจำภาพเกมลูกหนังกระชับมิตร ระหว่างทีมวีไอพีกัมพูชา นำโดยสมเด็จฮุน เซน กับทีม นปช. ที่มี สมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี, จตุพร พรหมพันธุ์ และณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ นำทัพลงสนาม พร้อมด้วยนักเตะจากพรรคเพื่อไทยอีกหลายคน

ย้อนรอย ลูกหนังการเมือง ฮุนเซนเตะ นปช

                                                        จตุพรในสนามวันนั้น 

ปีนั้น สมเด็จฮุน เซน เปิดด่านให้คนเสื้อแดงนับพันคน เดินทางข้ามแดนไปชมการแข่งขันฟุตบอลกระชับมิตรที่พนมเปญ ภายในสนามกีฬาแห่งชาติ คึกคักไปด้วยกลุ่มคนเสื้อแดง บางคนถือป้ายรูปหัวใจด้านหน้าเป็นภาพของทักษิณ ชินวัตร อีกด้านเป็นภาพสมเด็จฮุนเซน นายกรัฐมนตรีของกัมพูชา โดยเขียนภาษาอังกฤษกำกับไว้ว่า “WE LOVE HUN SEN …. WE LOVE CAMBODIA”

ย้อนรอย ลูกหนังการเมือง ฮุนเซนเตะ นปช

                                                          ฮุนเซน โชว์เพลงเตะ

ก่อนที่จะมีการเตะลูกหนัง สมเด็จฮุนเซน เปิดโอกาสให้ จตุพร พรหมพันธุ์ และ ส.ส.เพื่อไทยกลุ่มหนึ่ง ได้เข้าพบแสดงความเคารพต่อสมเด็จฮุนเซน ที่ตึกวิมานสันติภาพ สำนักนายกรัฐมนตรีกัมพูชา

ภาพอดีตเหล่านี้ แกนนำ นปช.ยังจดจำได้ดี ยกเว้นบางคนที่อยากลืม

คนหาย(1) “โกตี๋” วิถีใต้ดิน ชูเปลี่ยนระบอบ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/433183?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=section_scoop

คนหาย(1) “โกตี๋” วิถีใต้ดิน ชูเปลี่ยนระบอบ

 คนหาย(1) "โกตี๋" วิถีใต้ดิน ชูเปลี่ยนระบอบ

“โกตี๋” ปักหลักอยู่ฝั่งซ้าย ใช้สื่อดิจิตอล ปลุกระดมล้มระบอบเก่า ก่อนจะหายตัวไปแบบมีปริศนา

++

ช่วงปี 2558-2562 มีผู้ลี้ภัยการเมืองทางฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง หายตัวไป 8 คน และมีเพียง 2 ราย ที่พบศพลอยในน้ำโขงมาติดฝั่งขวา

ว่ากันตามจริง รายละเอียดการหายไปของแต่ละคน ก็แตกต่างกัน มิอาจเหมารวมว่า “เห็นต่างทางความคิด” ทำไมต้องถูกอุ้มฆ่า?

หลังรัฐประหาร 2557 มีคนเสื้อแดงหลบหนีไปอยู่ในลาวนับร้อยคน และมีอยู่ 2 กลุ่ม ที่รวมตัวกันจัดรายการวิเคราะห์การเมือง ผ่านยูทูบ ลักษณะคล้ายกับวิทยุใต้ดินของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย(พคท.) โดยมีการตั้งสถานีวิทยุคลื่นสั้น ส่งกระจายเสียงจากเมืองคุนหมิง มณฑลยูนนาน

 คนหาย(1) "โกตี๋" วิถีใต้ดิน ชูเปลี่ยนระบอบ

                                                                              โกตี๋ เรดการ์ด

++

สหายหมาน้อย

++

กลุ่มแดงลี้ภัยในลาว ที่จัดรายการใต้ดินทางยูทูบ แบ่งเป็น 2 กลุ่มคือ กลุ่มโกตี๋ และลุงสนามหลวง จัดรายการ“สหพันธรัฐไท” 2.กลุ่มแดงสยาม สุรชัย แซ่ด่าน จัดรายการ “ปฏิวัติประเทศไทย”

“โกตี๋ เรดการ์ด” หรือวุฒิพงษ์ กชธรรมคุณ เจ้าของสถานีวิทยุชุมชนเรดการ์ด เรดิโอ ลำลูกกา ปทุมธานี หนีการไล่ล่าของฝ่ายความมั่นคงไทย ไปอยู่พนมเปญ ก่อนจะเคลื่อนเข้า สปป.ลาว

ตอนแรก โกตี๋อยู่บ้านเดียวกับสุรชัย แซ่ด่าน แต่ปัญหาขัดแย้งกัน เลยแยกตัวออกมาจัดรายการยูทูบ ร่วมกับชูชีพ ชีวะสุทธิ์ หรือลุงสนามหลวง โดยโกตี๋ ใช้ชื่อในการจัดรายการว่า “สหายหมาน้อย” แต่คนเสื้อแดงที่ฟังจากช่องยูทูบ ก็จำเสียงโกตี๋ได้

สหายหมาน้อย และลุงสนามหลวง ประกาศแนวทางสหพันธรัฐไททางช่องยูทูบทุกคืน ไม่เอาระบอบการเมืองปัจจุบัน ไม่เอาสถาบันเบื้องสูง

โกตี๋หรือสหายหมาน้อย เป็นนักพูด ลีลาดุเด็ดเผ็ดมัน จึงมีผู้ติดตามทางยูทูบมากมาย และบริจาคเงินทองให้เขามากมาย แต่โกตี๋หารู้ไม่ว่า เอฟซีสหายหมาน้อยส่วนหนึ่งคือ หน่วยข่าว กอ.รมน. หรือหน่วยข่าว ศรภ.

                                                                 คนหาย(1) "โกตี๋" วิถีใต้ดิน ชูเปลี่ยนระบอบ

                                                                  โกตี๋หรือสหายหมาน้อย

++

สร้างเขตปลดปล่อย

++

ล่าสุด ต้นเดือนมีนาคม“สหายหมาน้อย” หรือ “โกตี๋” แถลงยุทธศาสตร์ตั้งเขตปลดปล่อย และเตรียมการฝึกกำลังคนผ่านทางวิทยุใต้ดินสถานีสหพันธรัฐไท

โกตี๋ยังขานชื่อ “พื้นที่เป้าหมาย” ในการสร้างเขตปลดปล่อย ได้แก่ นครพนม,ขอนแก่น, สระแก้ว, แม่สอด และแม่ฮ่องสอน โดยเตรียมระดมคนเสื้อแดงไปฝึกที่ฝั่งซ้าย

วันที่ 18 มี.ค.2560 ทหาร ร.2 รอ.ที่มาประจำการอยู่แถวลำลูกกา ได้ค้นพบ “คลังแสง” ในบ้านเครือข่ายของโกตี๋ ที่ปทุมธานี คืนวันนั้น สหายหมาน้อยหรือโกตี๋ โต้ตอบทันทีว่า เป็นการจัดฉากของทางทหาร

วันถัดมา โกตี๋ให้สัมภาษณ์ จอม เพชรประดับ ทางช่อง Thaivoice กรณีรัฐบาลไทยตั้งข้อหามีอาวุธสงครามและวางแผนก่อเหตุร้ายในไทย โดยโกตี๋ยันยันว่า ทั้งหมดเป็นการจัดฉาก

สิ่งหนึ่งที่โกตี๋ไม่ปฏิเสธ และย้ำกับจอม เพชรประดับ ว่า แนวทางการต่อสู้ของสหพันธรัฐไทนั้นมุ่งหมาย “เปลี่ยนระบอบ” และพวกเขาหวังว่า สักวันหนึ่งข้างหน้า “มวลชนจะลุกฮือ” ขึ้นมาล้มล้างระบอบเก่า

++

มัจจุราชดำ

++

ช่วงเดือน มิ.ย.2560 โกตี๋จะเข้าสายไลน์สดกับจอม เพชรประดับ อยู่หลายหน เพื่อแจ้งข่าวว่า ตอนนี้ได้ออกจาก สปป.ลาวแล้ว โดยเข้ามาอยู่ในภาคอีสาน พร้อมสวมชุดลายพราง ไปถ่ายรูปกลางป่า เพื่อจะบอกกับทางการลาวว่า หนีไปอยู่ตามป่าตามเขา

เวลา 21.45 น. วันที่ 29 ก.ค.2560 โกตี๋ และภรรยา พร้อมกับ “สหายเผด็จ” กลับจากไปพบ “เจ้านายฝั่งลาว” เมื่อเข้าบ้านก็มีชายชุดดำหลายคน ดักทำร้ายโกตี๋ และนำตัวเขาเพียงคนเดียวออกไปจากบ้าน ส่วนภรรยาและสหายเผด็จ ถูกทำร้ายร่างกายจนสลบไป

คืนวันเกิดเหตุ ลุงสนามหลวงได้รับโทรศัพท์แจ้งข่าวโกตี๋ถูกอุ้มจากเจ้าหน้าที่ลาว และได้ทราบรายละเอียดทั้งหมดจากปากคำของสหายเผด็จ ที่อยู่กับโกตี๋ในคืนนั้น

จวบจนถึงวันนี้ ยังเป็นปริศนาในหมู่แดงลี้ภัยว่า ทำไมกลุ่มนักฆ่า จึงไม่เอาตัวสหายเผด็จไปด้วย ทั้งที่เป็นตัวละครสำคัญคนหนึ่ง

แดงลี้ภัย จวก UNHCR เมินช่วยวันเฉลิม #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/433159?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=section_scoop

แดงลี้ภัย จวก UNHCR เมินช่วยวันเฉลิม

แดงลี้ภัย จวก UNHCR เมินช่วยวันเฉลิม

จรรยา ยิ้มประเสริฐ แดงลี้ภัย จวก UNHR อย่าเลือดเย็น เห็นผู้ลี้ภัยการเมือง ไม่ใช่คน

++

กรณีการหายตัวอย่างไร้ร่องรอยของ วันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ ในกรุงพนมเปญ กัมพูชา ชาวเน็ตแสดงความเห็นถึง ปู ไปรยา ลุนด์เบิร์ก นักแสดงและนางแบบ ที่มีตำแหน่งทูตสันถวไมตรีของ UNHCR ว่าเหตุไฉนไม่ช่วยเป็นกระบอกเสียงให้กับผู้ลี้ภัยการเมืองหายตัวไป

ภายหลัง ปู ไปรยา ได้ออกมาชี้แจงแล้วว่า เธอมีหน้าที่รณรงค์ในเรื่องสันติภาพและไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องการเมือง โดยการหายตัวไปของวันเฉลิม เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการเมือง

ชื่อเต็มๆของ UNHCR คือ สำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (The United Nations High Commissioner for Refugees : UNHCR) ได้เริ่มทำงานในประเทศไทย ตั้งแต่ปี 2518 หลังมีผู้ลี้ภัยจากลาว และกัมพูชา หลั่งไหลเข้ามาอาศัยพักพิงในไทย

จรรยา ยิ้มประเสริฐ ในฐานะสมาชิกสมาคมนักประชาธิปไตยไร้พรมแดน ซึ่งร่วมก่อตั้งกับ จรัล ดิษฐาภิชัย เพื่อเป็นศูนย์กลางผู้ลี้ภัยการเมืองชาวไทย ในยุโรปและสหรัฐ ได้แสดงความเห็นวิพากษ์ UNHCR อย่างรุนแรงต่อกรณี “วันเฉลิม”

“ผู้ลี้ภัยมีหลายประเภท และหนึ่งในผู้ลี้ภัยที่ต้องมีหน่วยงาน UN หลายหน่วยมาร่วมช่วยคุ้มครองด้วย ไม่ใช่เฉพาะ UNHCR เท่านั้นคือ ผู้ลี้ภัยการเมือง เพราะฉะนั้นมันอ้างไม่ได้ว่าทำงาน UNHCR ต้องเพิกเฉยทางการเมือง หรือไม่ยุ่งเรื่องการเมือง เพราะ UNHCR เป็นงานการเมืองตั้งแต่แรกแล้ว”

จรรยาและมิตรสหายในยุโรป มองว่า UNHCR ในภูมิภาคอาเซียน มีสำนักงานตั้งอยู่ที่ไทย และช่วงหลังประเทศไทยเป็นเผด็จการ “…ทำให้หน่วยงาน @UNHCR อาเซียนและไทย กลายเป็นหน่วยงานที่ถูกยี้มากที่สุด และเรียกได้ว่า useless/ไร้ประโยชน์ที่สุด สำหรับผู้ลี้ภัยการเมืองไทยและในภูมิภาค”

ตอนท้าย จรรยาเสนอว่า “จำเป็นที่จะต้องมีการรณรงค์จิตสำนึกของ UNHCR และเจ้าหน้าที่ หรืออาสาสมัคร หรือผู้แทน#UNHCR ในภูมิภาคกันอย่างจริงจัง นี่ไม่ใช่เรื่องตัวบุคคล แต่เป็นเรื่องหลักการและนโยบาย Principle and Policy ที่จำเป็นจะต้องเรียกร้องและกดดันให้หน่วยงานนี้ยึดมั่นในหลักการ ไม่ใช่ประนีประนอมกับเผด็จการในภูมิภาค จนกลายเป็นองค์กรเลือดเย็นไปเช่นนี้”

ธรรมนัสโชว์ ผุด “ลูกข้าวนึ่ง” ผสมลูกข้าวเหนียว #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/433147?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=section_scoop

ธรรมนัสโชว์ ผุด “ลูกข้าวนึ่ง” ผสมลูกข้าวเหนียว

 ธรรมนัสโชว์  ผุด "ลูกข้าวนึ่ง" ผสมลูกข้าวเหนียว

8 มิถุนายน 2563 – 10:20 น.

ผู้กองธรรมนัส โชว์กลุ่มลูกข้าวนึ่ง พปชร.ผสมเพื่อไทย กลางสมรภูมิเลือกตั้งซ่อมลำปาง

++

บรรยากาศเลือกตั้งซ่อม ส.ส.ลำปาง เขต 4 แทน ส.ส.อิทธิรัตน์ จันทรสุรินทร์ เริ่มข่าวสารผ่านสื่อส่วนกลางมากขึ้น วัฒนา สิทธิวัง ผู้สมัคร ส.ส.พรรคพลังประชารัฐ มีต้นทุนจากเลือกตั้งหนที่แล้ว 30,368 คะแนน

ที่น่าสนใจ คะแนนของอิทธิรัตน์ จันทรสุรินทร์ 42,984 คะแนน และพิมดารา ศิริสลุง พรรคอนาคตใหม่ (เดิม) อีก 26,471 คะแนน จะย้ายไปอยู่ผู้สมัคร ส.ส.คนใด

พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย จึงแอบหวังลึกๆ ว่า ผู้ใช้สิทธิ์เลือกตัวแทนพรรคฝ่ายค้านหนที่แล้ว จะเทมาให้ ร.ต.ท.สมบูรณ์ กล้าผจญ ผู้สมัคร ส.ส.ของพรรค ซึ่งเดิมทีได้ 2 พันคะแนน

++

กลุ่มลูกข้าวนึ่ง

++

สุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วย ธนัสถ์ ทวีเกื้อกูลกิจ ส.ส. ตาก พร้อมกับอดีตผู้สมัคร ส.ส.แพร่,นครพนม และขอนแก่น เดินทางไปช่วยหาเสียงให้ “หมอรวย” วัฒนา สิทธิวัง ในพื้นที่ 4 อำเภอคือ เกาะคา,สบปราบ ,เถิน และแม่พริก                                                           ธรรมนัสโชว์  ผุด "ลูกข้าวนึ่ง" ผสมลูกข้าวเหนียว

                                                           ร.อ.ธรรมนัส พา ส.ส.เหนือ หาเสียง

ช่วงเย็นวันอาทิตย์ “ผู้กองธรรมนัส” ปราศรัยกับชาวบ้านที่ อ.แม่พริก มีใจความตอนหนึ่งว่า “ผมเป็นรัฐมนตรีลูกข้าวนึ่งคนเดียวในสภาขณะนี้ จึงอยากขอโอกาสให้โอกาสเพิ่ม ส.ส.ลูกข้าวนึ่ง พรรคพลังประชารัฐ มาช่วยพัฒนาบ้านเมืองเพิ่มอีกคนหนึ่ง”

ร.อ.ธรรมนัส เปิดเผยว่า กลุ่มลูกข้าวนึ่งหรือ ส.ส.คนเมือง(ภาคเหนือ) ที่รวมกันในสภาฯ มีประมาณ 70 คน รวม ส.ส.เพื่อไทยด้วย ซึ่งตัวเลขดังกล่าว นับรวม ส.ส.สอบตก พรรคพลังประชารัฐในภาคเหนือด้วย

แถมตอนท้าย ผู้กองธรรมนัสยังบอกว่า “พี่พินิจ” ได้ฝากให้เขาพัฒนาจังหวัดลำปางด้วย                                                       ธรรมนัสโชว์  ผุด "ลูกข้าวนึ่ง" ผสมลูกข้าวเหนียว

                                                     น้ำผึ้ง ยงใจยุทธ ช่วยหมอรวยหาเสียง

++

ขอนแก่นโมเดล

++

อย่างที่ทราบกัน เมื่อ “เจ้าพ่อดอยเงิน” พินิจ จันทรสุรินทร์ ถอนตัว ไม่ลงสมัครรับเลือกตั้งซ่อมตามมติกรรมการบริหารพรรคเพื่อไทย “ผู้กองธรรมนัส” ก็เบาใจระดับหนึ่ง

ก่อน กกต.เปิดรับสมัคร ส.ส.เขต 4 ลำปาง วันที่ 17 พ.ค.2563 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรฯ เดินทางไปมอบเอกสารสำคัญ สปก. 4-01 ให้ราษฎรและประชุมเรื่องกองทุนหมู่บ้าน ในพื้นที่ อ.เกาะคา และ อ.เสริมงาม คอการเมืองแถวลำปางก็พอประเมินได้ว่า สนามนี้ พปชร.เอาจริงแน่

ต่อมา “เจ้าพ่อดอยเงิน” ถอนตัวนาทีสุดท้าย ก็ยิ่งทำให้เซียนการเมืองใน อ.เกาะคา พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า “หมอรวย” ได้เป็นผู้แทนแน่นอน

มิหนำซ้ำ เจริญ แซ่เต็ง อดีตผู้สมัคร ส.ส.ขอนแก่น เขต 10 หนึ่งในทีมงานของเอกราช ช่างเหลา ส.ส.บัญชีรายชื่อ ได้มาช่วยหมอรวยหาเสียงด้วย

                                                     ธรรมนัสโชว์  ผุด "ลูกข้าวนึ่ง" ผสมลูกข้าวเหนียว

                                                     เจริญ แซ่เต็ง ทีมงานเอกราช มาลำปาง

ตอนที่มีการเลือกตั้งซ่อม ส.ส.ขอนแก่น เขต 7 เจริญ แซ่เต็ง ได้ช่วย “ผู้กองธรรมนัส” หาเสียงโค้งสุดท้ายจนพลิกชนะพรรคเพื่อไทย ทำให้สุวิทย์ คุณกิตติ เข้าสภาฯได้อีกสมัย

คาดหมายว่า กลยุทธ์ขอนแก่นโมเดล ที่มีชัยในเลือกตั้งซ่อมปลายปีที่แล้ว น่าจะนำมาใช้ในสนามลำปางอีกครั้ง

1 ปี นายกประยุทธ์ ยังเอาชนะใจคนรุ่นใหม่ไม่ได้ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/433142?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=section_scoop

1 ปี นายกประยุทธ์ ยังเอาชนะใจคนรุ่นใหม่ไม่ได้

 1 ปี นายกประยุทธ์ ยังเอาชนะใจคนรุ่นใหม่ไม่ได้

8 มิถุนายน 2563 – 09:45 น.

1 ปี นายกประยุทธ์ ยังเอาชนะใจคนรุ่นใหม่ไม่ได้ โดย ผศ.ดร.สุวิชา เป้าอารีย์

เมื่อครั้งพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรีใหม่ ๆ ในปี 2557 คะแนนนิยมในตัวพลเอกประยุทธ์สูงมาก โดยในสองปีแรกที่ ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ได้ทำการสำรวจพบว่า กลุ่มที่บอกว่า ทำงานในตำแหน่งนายกฯ ได้ดีมากและค่อนข้างดี รวมกันแล้วมากกว่า 80 % ซึ่งเป็นผลมาจากความสามารถของนายกประยุทธ์ในการบริหารประเทศในภาวะวิกฤติ ที่ทำให้ประเทศเริ่มมีความสงบ เศรษฐกิจเดินหน้าได้แม้ว่าจะไปแบบช้า ๆ ก็ตาม

แต่เมื่อวันเวลาผ่านไป ภาวะวิกฤติจางหายลง และเข้าสู่ภาวะปกติ ดูเหมือนว่านายกประยุทธ์เริ่มจับทางไม่ถูกในการบริหารประเทศในภาวะปกติ ทำให้คะแนนนิยมดิ่งเหวลงมาเรื่อย ๆ โดยผลโพลของนิด้าเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2562 ที่ผ่านมา ในโอกาสครบรอบ 6 เดือนในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของพลเอกประยุทธ์ภายใต้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง พบว่าผลที่ได้ต่ำมาก โดยกลุ่มที่บอกว่า ทำงานในตำแหน่งนายกฯ ได้ดีมากและค่อนข้างดี รวมกันแล้วเหลือเพียง  39.05 %และถูกซ้ำเติมด้วยการสำรวจความนิยมทางการเมืองรายไตรมาส ครั้งที่ 1 ในปลายเดือนธันวาคม 2562 ซึ่งนายกประยุทธ์ก็พ่ายแพ้ให้กับ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าอดีตพรรคอนาคตใหม่ โดยประชาชนที่หนุนพลเอกประยุทธ์เป็นนายกรัฐมนตรีมีเพียง ร้อยละ 23.74 ในขณะที่นายธนาธรได้คะแนนนิยมที่ ร้อยละ 31.42 โดยกลุ่มที่ไม่สนับสนุนนายกประยุทธ์ส่วนใหญ่คือกลุ่มผู้ที่มีอายุระหว่าง 18 – 35 ปี กลุ่มนักเรียนนักศึกษาและกลุ่มคนทำงานบริษัทเอกชน

คะแนนนิยมที่ลดลงของพลเอกประยุทธ์ ในปลายปี 2562 ประกอบกับกิจกรรมทางการเมืองต่อต้านพลเอกประยุทธ์ในรูปแบบของคนรุ่นใหม่ เช่น “วิ่งไล่ลุง” หรือ “แฟรชม๊อบ” ในช่วงต้นปี 2563 ทำให้หลาย ๆ คนเชื่อว่านายกประยุทธ์คงไปไม่รอดแน่ และคาดว่าไม่เกินเมษายน 2563 คนรุ่นใหม่จะได้ good bye ลุงตู่สะที แต่การระบาดอย่างไม่คาดคิดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ต่อเนื่องมาเรื่อยจนถึงปัจจุบัน ทำให้กิจกรรมทางการเมืองต่อต้านนายกประยุทธ์ต้องหยุดลง ประเทศเข้าสู่ภาวะวิกฤติอีกรอบจนต้องประกาศ พ.ร.ก. การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน  และเป็นจุดเริ่มต้นครั้งใหม่ที่พลเอกประยุทธ์ได้แสดงฝีมือในการบริหารประเทศในภาวะวิกฤติอีกครั้ง ซึ่งผลลัพธ์ก็คือ ประเทศไทยสามารถควบคุมการแพร่ระบาดของเชื้อโรคได้ดีมากจนหลายประเทศและองค์กรด้านสาธารณสุขจำนวนมากต่างก็ชื่นชมในความสำเร็จของประเทศไทยด้วยเหตุนี้ จึงไม่ค่อยแปลกใจที่ ผลการสำรวจของนิด้าโพล เรื่อง “1 ปี นายกประยุทธ์ ภายใต้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง”ซึ่งเผยแพร่ไปเมื่อวันอาทิตย์ที่ 7 มิถุนายน 2563 จะพบว่าคะแนนนิยมของนายกประยุทธ์เพิ่มขึ้นทุกด้านเมื่อเปรียบเทียบกับการสำรวจเมื่อหกเดือนก่อน โดยจะขอนำผลโพลเฉพาะข้อแรกพร้อมข้อมูลเชิงลึกที่สำคัญมานำเสนอในบทความนี้ แต่หากใครต้องการดูผลโพลฉบับเต็ม ที่มี สองข้อใหญ่และห้าข้อย่อย (แต่ไม่มีข้อมูลเชิงลึก) ให้ดูได้จาก website ของนิด้าโพล http://  http://nidapoll.nida.ac.th

นิด้าโพลถามถึง ความคิดเห็นของประชาชนที่มีต่อการดำรงตำแหน่งครบ 1 ปี ของนายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ภายใต้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง พบว่า ร้อยละ 15.92 ระบุว่า ทำงานในตำแหน่งนายกฯ ได้ดีมาก เพราะ มุ่งมั่นในการพัฒนาประเทศ พูดจริงทำจริง ชัดเจน มีความซื่อสัตย์สุจริต กล้าตัดสินใจ ตั้งใจจริง และพร้อมจะช่วยเหลือประชาชน ขณะที่บางส่วนระบุว่า บ้านเมืองสงบเรียบร้อยขึ้นร้อยละ 35.60 ระบุว่า ทำงานในตำแหน่งนายกฯได้ค่อนข้างดี เพราะ บริหารจัดการโรคโควิด-19ได้ค่อนข้างดี แก้ปัญหาความไม่สงบได้ช่วยเหลือประชาชน ขณะที่บางส่วนระบุว่า ทำงานดี ไม่วุ่นวาย ดูแลจัดการบ้านเมืองได้ดี ร้อยละ 27.44 ระบุว่า ทำงานในตำแหน่งนายกฯ ได้ไม่ค่อยดี เพราะ การทำงานยังมีจุดบกพร่อง ยังแก้ไขไม่ตรงจุด การบริหารงานการตัดสินใจทำได้ไม่ดี มีความล่าช้า แก้ไขปัญหาเศรษฐกิจได้ไม่ดีเท่าที่ควร ประชาชนยังเดือดร้อน ร้อยละ 20.48 ระบุว่า ทำงานในตำแหน่งนายกฯ ได้ไม่ดีเลย เพราะ การบริหารงานประเทศยังไม่มีประสิทธิภาพ แก้ไขปัญหาเศรษฐกิจไม่ได้ บริหารประเทศไม่ดีทำให้เศรษฐกิจตกต่ำ ไม่ได้ใส่ใจประชาชนเท่าที่ควร และร้อยละ 0.56 ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

เมื่อเปรียบเทียบกับผลการสำรวจ 6 เดือน นายกประยุทธ์ ภายใต้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง พบว่า ผู้ที่ระบุว่าทำงานได้ดีมากและค่อนข้างดี รวมกันแล้วมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นจาก 39.05 % เป็น 51.52 % ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นถึง 12.47 % ในขณะที่กลุ่มที่บอกว่าทำงานได้ไม่ดีเลยและไม่ค่อยดี มีสัดส่วนลดลงจาก 59.7 % เป็น 47.92 % และเมื่อแตกดูข้อมูลเชิงลึกในลักษณะประชากรก็พบประเด็นที่น่าสนใจหลายประเด็น

ประเด็นแรก คนส่วนใหญ่ของทุกภูมิภาคเลือกที่จะบอกว่านายกประยุทธ์ทำงานในตำแหน่งได้ค่อนข้างดี และเมื่อรวมสัดส่วนผู้ที่เห็นว่านายกประยุทธ์ทำงานได้ดีมากและค่อนข้างดีเข้าด้วยกัน และนำมาเปรียบเทียบในแต่ละภาค พบว่า คนภาคใต้คือกลุ่มที่พอใจการทำงานของนายกประยุทธ์มากที่สุดรวมกันถึง 69.59 %ซึ่งเพิ่มขึ้นจากหกเดือนก่อนถึง 32.60 %

เหตุผลที่คะแนนนิยมเพิ่มขึ้นมากในภาคใต้อาจจะเกิดจากนโยบายการประกันรายได้ชาวสวนยางและสวนปาล์ม หรืออาจจะเกิดจากความสามารถของรัฐบาลในการควบคุมการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 โดยเฉพาะที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้และจังหวัดภูเก็ต ซึ่งหากเกิดจากเหตุผลข้อแรกเป็นส่วนใหญ่ก็อาจจะบอกได้ว่าพรรคประชาธิปัตย์ในภาคใต้กำลังกลับมาทวงบัลลั่งคืนเนื่องจากทั้งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ก็มาจากพรรคประชาธิปัตย์ แต่ถ้าเกิดจากเหตุผลข้อสอง พรรคประชาธิปัตย์ “สยองแน่ ๆ” เพราะหากก่อความวุ่นวายในรัฐบาลผสมของลุงตู่ หรือ ไม่ชูลุงตู่นำในการหาเสียง คนใต้อาจไม่พอใจและอาจจะส่งผลต่อคะแนนนิยมในการเลือกตั้งครั้งหน้าก็เป็นได้

อีกภาคหนึ่งที่คะแนนนิยมพลเอกประยุทธ์เพิ่มขึ้นมากคือ กรุงเทพมหานคร โดยสัดส่วนของผู้บอกว่านายกประยุทธ์ทำงานได้ดีมากและค่อนข้างดีรวมกันแล้วอยู่ที่ 51.78 % ซึ่งเพิ่มขึ้นจากหกเดือนก่อนถึง 16.99 %ในขณะที่ผู้ที่บอกว่านายกประยุทธ์ทำงานได้ไม่ดีเลยและไม่ค่อยดีรวมกันอยู่ที่ 47.32 %ซึ่งการที่ผลการสำรวจเป็นไปในทางพอใจการทำงานของนายกประยุทธ์ คาดว่าน่าจะเกิดจากสมรรถนะของรัฐบาลในการควบคุมการแพร่ระบาดของโรค รวมถึงการประกาศเคอร์ฟิวที่ทำให้ปัญหาอาชญากรรมและอุบัติเหตุในกรุงเทพลดลง ในขณะที่ภาคอื่น ๆ ก็มีสัดส่วนการสนับสนุนที่เพิ่มขึ้น เช่น ภาคกลางเพิ่มขึ้น 6.14 % ภาคเหนือเพิ่มขึ้น 9.19 % ภาคตะวันออกเฉียงเหนือเพิ่มขึ้น 9.18 %

อย่างไรก็ตามในภาคกลางและภาคเหนือพบว่าผู้ที่มองว่านายกประยุทธ์ทำงานได้ดีมากและค่อนข้างดี มีสัดส่วนน้อยกว่า ผู้ที่บอกว่านายกประยุทธ์ทำงานไม่ดีเลยและไม่ค่อยดี แต่ก็ใกล้เคียงกันมาก โดยในภาคกลางอยู่ที 46.29 % และ53.40 % ในภาคเหนืออยู่ที่ 48.92 % และ50.21 % ส่วนภาคตะวันออกเฉียงเหนือยิ่งน่าสนใจใหญ่เพราะสัดส่วนทั้งสองฝั่ง เรียกได้ว่าแทบจะเท่ากันอยู่ที่ 49.51 % และ 49.75 %

ประเด็นที่สองด้านอายุของผู้ตอบแบบสอบถาม พบว่า ยิ่งอายุมากขึ้นก็ยิ่งพอใจการทำงานของพลเอกประยุทธ์ โดยกลุ่มที่ส่วนใหญ่บอกว่าพลเอกประยุทธ์ทำงานได้ดีมากและค่อนข้างดี คือ กลุ่มผู้ที่มีอายุ 46 – 59 ปี (57.63 %) และกลุ่มผู้ที่มีอายุมากกว่า 60 ปี (65.76 %) ใขขณะที่กลุ่มผู้ที่มีอายุน้อยกว่า 46 ปีกลับมองไปในทางตรงข้าม คือเห็นว่านายกประยุทธ์ทำงานได้ไม่ดีเลยและไม่ค่อยดี อย่างเช่น กลุ่มผู้ที่มีอายุระหว่าง 18 – 25 ปี (71.43 %) กลุ่มผู้ที่มีอายุระหว่าง 26 – 35 ปี (62.08%) และ กลุ่มผู้ที่มีอายุระหว่าง 36 – 45 ปี (55.02 %) ซึ่งคนกลุ่มนี้ส่วนใหญ่เป็นคนรุ่นใหม่ที่ใช้ชีวิตอยู่กับ social media โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มเยาวชน ที่อายุประมาณ 18 – 25 ปี เป็นวัยที่ค่อนข้างจะมีความคิดเห็นที่แตกต่างจากวัยอื่น ๆ อย่างมาก เป็นวัยที่ชื่นชอบอิสระเสรีภาพ และส่วนใหญ่ชอบคิดและทำตามกระแสของคนวัยเดียวกัน โดยในกลุ่มนี้มีผู้พอใจการทำงานของนายกประยุทธ์เพียง 28.57 % ซึ่งเพิ่มขึ้นจากหกเดือนก่อนเพียง 4.25 %และนั้นอาจหมายถึงว่าหกเดือนที่ผ่านมา รวมถึงช่วงของการแพร่ระบาดอย่างหนักของไวรัสโควิด-19 นายกประยุทธ์ไม่สามารถครองใจเยาวชนคนรุ่นใหม่ นักท่องsocial media เหล่านี้ได้เลย อย่างไรก็ตาม หากมองในทางบวก อย่างน้อยที่สุดทุกกลุ่มก็พอใจในการทำงานของนายกประยุทธ์เพิ่มขึ้น โดยกลุ่มอายุ 46 – 59 ปี คือกลุ่มที่เปลี่ยนใจมาพอใจการทำงานของนายกประยุทธ์มากที่สุดเมื่อเปรียบเทียบกับหกเดือนก่อนโดยเพิ่มขึ้นถึง 18.06 %

ประเด็นที่สามด้านระดับการศึกษาของประชาชน พบว่า ทุกกลุ่มระดับการศึกษามีความพอใจในการทำงานของนายกประยุทธ์เพิ่มขึ้น  โดยกลุ่มผู้ที่มีการศึกษาสูงกว่าปริญญาตรีคือผู้ที่เปลี่ยนใจจากหกเดือนก่อนมากที่สุดคือ พอใจการทำงานของนายกประยุทธ์ จาก 34.62 % เป็น 62.5 % (เพิ่มขึ้น 27.88 %)  รองลงมาคือผู้จบระดับอนุปริญญาหรือเทียบเท่า จาก 30.3 % เป็น 56.72 % (เพิ่มขึ้น 26.42 %) ซึ่งกลุ่มนี้ส่วนหนึ่งคาดว่าน่าจะมาจากผู้รับเงินเยียวยา 5,000 บาท ระยะเวลาสามเดือน ในขณะที่ผู้ที่มีการศึกษาไม่เกินระดับประถมศึกษาคือกลุ่มคนที่พอใจการทำงานของนายกประยุทธ์สูงสุด อยู่ที่ 63.16 % แต่ถ้าถามว่าผู้คนที่มีการศึกษาระดับใดที่ส่วนใหญ่มองการทำงานของนายกประยุทธ์ว่าไม่ดีเลยหรือไม่ค่อยดี คำตอบคือผู้ที่มีการศึกษาระดับมัธยมศึกษา (55.25 %) และผู้มีการศึกษาระดับปริญญาตรี (57.94 %)

ประเด็นที่สี่ด้านอาชีพ พบว่าทุกกลุ่มอาชีพพอใจการทำงานของนายกเพิ่มขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับหกเดือนก่อน โดยกลุ่มที่พอใจเพิ่มขึ้นมากสุดคือกลุ่ม ข้าราชการ เจ้าหน้าที่รัฐ และรัฐวิสาหกิจ จาก ร้อยละ 42.01 เป็น ร้อยละ 61.61 (เพิ่มขึ้น 19.6 %) ในขณะที่กลุ่มที่พอใจเพิ่มขึ้นน้อยสุด (หรือจะเรียกว่าไม่เปลี่ยนแปลงก็ได้) คือกลุ่มพนักงานเอกชน จาก 31.67 % เป็น 32.68 % ซึ่งกลุ่มที่มีความคิดเห็นคล้ายกับพนักงานเอกชน ที่ส่วนใหญ่บอกว่านายกประยุทธ์ทำงานได้ไม่ดีเลยและไม่ค่อยดีคือ กลุ่ม เจ้าของธุรกิจ อาชีพอิสระ (53.16 %) และกลุ่มนักเรียน นักศึกษา (72.22 %)  สำหรับกลุ่มที่ส่วนใหญ่บอกว่านายกประยุทธ์ทำงานได้ดีมากและค่อนข้างดีคือ กลุ่มพ่อบ้าน-แม่บ้าน ผู้เกษียณอายุ หรือว่างงาน (64.84 %) กลุ่มข้าราชการ เจ้าหน้าที่รัฐ รับวิสาหกิจ กลุ่มเกษตรกรและประมง (58.42 %) และกลุ่มรับจ้างทั่วไป (52.12 %)

ประเด็นสุดท้ายที่น่าสนใจคือด้านระดับของรายได้ พบว่า โดยทุกกลุ่มรายได้มีความพอใจเพิ่มขึ้นต่อการทำงานของนายกประยุทธ์  โดยกลุ่มที่เห็นว่านายกประยุทธ์ทำงานได้ดีมากและค่อนข้างดี คือกลุ่ม ผู้ไม่มีรายได้ (58.85 %) และกลุ่มผู้ที่มีรายได้ไม่เกิน 10,000 บาทต่อเดือน (58.82 %) และทั้งสองกลุ่มนี้คือแฟนพันธ์แท้นายกประยุทธ์ตั้งแต่มีโครงการ บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ส่วนกลุ่มที่เหลือส่วนใหญ่มองว่านายกประยุทธ์ทำงานได้ไม่ดีเลยและไม่ค่อยดี โดยกลุ่มผู้มีรายได้ 10,001 – 20,000 บาทต่อเดือนคือกลุ่มที่ไม่พอใจพลเอกประยุทธ์สูงสุด (57.69 %) ซึ่งกลุ่มนี้อาจจะเป็นลูกจ้างรายวันที่อยู่ได้ด้วยค่าโอที พ่อค้า-แม่ค้ารายย่อยที่ไม่มีตลาดนัดให้ขายในช่วงการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 พนักงานบริษัทเอกชนระดับปฏิบัติการที่อยู่ได้ด้วยค่า commission หรือค่านายหน้าและโบนัสประจำปี เป็นต้น

จากการศึกษาอย่างคร่าว ๆ ข้างต้น อาจจะสามารถแบ่งเป็นสามกลุ่มคนที่มีทัศนคติต่อการทำงานของพลเอกประยุทธ์ในรอบ 1 ปี ภายใต้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งกลุ่มแรกคือกลุ่มที่เอนไปอย่างมากในทางพอใจการทำงานของนายกประยุทธ์ คือกลุ่มคนใต้ กลุ่มผู้มีอายุ 46 ปีขึ้นไป โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป ถือว่าเป็นแฟนพันธ์แท้ของนายกประยุทธ์ ผู้ที่มีการศึกษาไม่เกินระดับประถมศึกษาและผู้ที่มีการศึกษาสูงกว่าปริญญาตรี กลุ่มพ่อบ้าน-แม่บ้าน ผู้เกษียณอายุ คนว่างงาน กลุ่มข้าราชการ เจ้าหน้าที่รัฐ และรัฐวิสาหกิจ กลุ่มเกษตรกรและประมง และกลุ่มผู้ไม่มีรายได้และมีรายได้ไม่เกิน 10,000 บาทต่อเดือน

กลุ่มที่สองคือผู้ที่มีแนวโน้มอย่างแรงในการไม่พอใจ (อาจรวมถึงต่อต้านด้วย) ในการทำงานของนายกประยุทธ์ คือกลุ่มเยาวชนคนรุ่นใหม่ ที่มีอายุระหว่าง 18 – 25 ปี และรวมถึงกลุ่มที่มีอายุระหว่าง 26 – 35 ปีด้วย ถัดมาคือกลุ่มผู้มีการศึกษาระดับปริญญาตรี กลุ่มพนักงานเอกชน กลุ่มนักเรียนนักศึกษา และกลุ่มผู้มีรายได้ระหว่าง 10,000 – 20,000 บาทต่อเดือน

ส่วนกลุ่มที่สามคือที่เหลือทั้งหมดที่สัดส่วนความแตกต่างระหว่างพอใจและไม่พอใจ ไม่ได้ห่างกันมากมายนักและพร้อมที่จะแกว่งตัวไปมาได้ตลอด โดยเฉพาะการเคลื่อนระหว่าง การมองว่าทำงานได้ค่อนข้างดีและทำงานได้ไม่ค่อยดี

อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่าการที่มีผู้พอใจการทำงานของนายกประยุทธ์เพิ่มขึ้นนั้น ส่วนใหญ่น่าจะมาจากสาเหตุในเรื่องสมรรถนะในการบริหารประเทศในภาวะวิกฤติการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 แต่วิกฤติไวรัสโควิด-19 กำลังจะเบาลงและเริ่มเข้าสู่ภาวะปกติมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากมีการผ่อนปรนระยะที่สี่ ที่จะทำให้สังคมเข้าสู่ชีวิตปกติมากขึ้น (แต่ new หรือ old ไม่รู้นะ) ซึ่งบทเรียนที่ผ่านมาของนายกประยุทธ์ในการบริหารประเทศในภาวะปกติช่วงหกเดือนแรกของการเป็นนายก ฯ ภายใต้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง แสดงให้เห็นแล้วว่ายังไม่มีประสิทธิภาพ ประชาชนส่วนใหญ่ไม่พอใจในการทำงานของพลเอกประยุทธ์ ฉะนั้นหากพลเอกประยุทธ์ต้องการจะเป็นนายกรัฐมนตรีต่อไป จะต้องเริ่มพิสูจน์ตนเองว่าไม่ได้เก่งแค่ในภาวะวิกฤติ แต่ในภาวะปกติก็สามารถนำพาประเทศไปได้เช่นเดียวกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านเศรษฐกิจคือหัวใจสำคัญที่จะบอกว่า เราควรจะมีนายกรัฐมนตรีชื่อ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชาต่อไปอีกหรือไม่

เหงาไปมั้ย’ธรรมนัส’หาเสียงลำปางกร่อย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/433113?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=section_scoop

เหงาไปมั้ย’ธรรมนัส’หาเสียงลำปางกร่อย

เหงาไปมั้ย'ธรรมนัส'หาเสียงลำปางกร่อย

7 มิถุนายน 2563 – 16:35 น.

ผิดคาด ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ไปหาเสียงที่ลำปาง ไร้เงา ส.ส. เดินตามหลังเหมือนเก่า เหงาเงียบ ผิดฟอร์มผู้มากบารมี

วันหยุดสัปดาห์ ขบวนหาเสียงเลือกตั้งซ่อม ส.ส.ลำปาง เขต 4 มีความคึกคักขึ้นมาบ้าง แต่บรรยากาศโดยรวมไม่เท่ากับการหาเสียงเลือกตั้งซ่อมที่ขอนแก่น และกำแพงเพชร เนื่องจาก “แชมป์เก่า” จากค่ายจันทรสุรินทร์ ไม่ลงสนาม

สำหรับตัวเต็งอย่าง “หมอรวย” วัฒนา สิทธิวัง ผู้สมัคร ส.ส.พรรคพลังประชารัฐ หมายเลข 1 ที่หาเสียงแบบเงียบๆเหงาๆมาตลอดสัปดาห์ ทีมงานหมอรวยก็ใจชื้นขึ้นมาบ้าง

เมื่อแม่ทัพใหญ่ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ส.ส.พะเยา วันนี้ถอดหมวก รมช.เกษตรฯ ออกหาเสียงช่วยลูกพรรค “หมอรวย” หรือ สจ.วัฒนา คนดัง อ.เกาะคา

เทีี่ยวนี้ “ผู้กองธรรมนัส” มากินนอนอยู่ที่ จ.ลำปาง โดยเริ่มต้นวันเสาร์ ร.อ.ธรรมนัส และคณะไปที่ตลาดเช้าหน้าวัดลำปางหลวง ต.ลำปางหลวง อ.เกาะคา จ.ลำปาง

แปลกใจมากที่เห็นคณะผู้กองธรรมนัส ไม่มี ส.ส.พรรคพลังประชารัฐ มาเดินช่วยหาเสียง เหมือนตอนที่ไปหาเสียงเลือกตั้งซ่อมขอนแก่น ทำเอาขบวนหาเสียงของผู้กองคนดัง ดูเงียบเหงาพิกล

ประกอบกับข่าวความขัดแย้งแตกแยกภายในพรรคพลังประชารัฐ ทำเอาคอการเมืองแถวลำปาง ตั้งข้อสังเกตว่า ผู้กองธรรมนัสอาจต้องการทำตัวโลว์โปร์ไฟล์ ไม่ต้องการให้มีภาพ ส.ส.มาเดินตามเป็นพรวนเป็นเก่า

ดังที่ทราบกัน “ผู้กองธรรมนัส” ตกเป็นเป้าโจมตีจากกลุ่มสามมิตร และกลุ่มวิรัช-เสี่ยเฮ้ง แถมมีข่าวเป็นรัฐมนตรีคนแรกๆ ที่อาจถูกปรับออก หากมีการปรับ ครม.ในเร็ววันนี้

หรือว่า ผู้กองธรรมนัสมั่นใจว่า สนามเลือกตั้งซ่อมลำปางเที่ยวนี้ ไม่มีชื่อ พินิจ จันทรสุรินทร์ อดีต ส.ส.ลำปาง 13 สมัย ก็ไม่มีใครที่เป็นคู่แข่งที่น่าเกรงขามของพรรคพลังประชารัฐ

อย่างไรก็ตาม ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า กล่าวว่า ในช่วงวันหยุดวันนี้ ก็จะลงหาเสียงให้ครบทุกอำเภอ ได้แก่เกาะคา,เสริมงาม, สบปราบ, เถินและแม่พริก

อนึ่ง “หมอรวย” หรือ วัฒนา สิทธิวัง เป็น ส.อบจ.ลำปาง เขต อ.เกาะคา มาหลายสมัยแล้ว ซึ่งการเลือกตั้ง 24 มี.ค.2562 ได้ 30,198 คะแนน เป็นลำดับที่ 2 รองจากอิทธิรัตน์ จันทรสุรินทร์ จากพรรคเพื่อไทย

เหงาไปมั้ย'ธรรมนัส'หาเสียงลำปางกร่อย

รู้ลึกวันเฉลิม ‘จรรยา’ คุยทหาร #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/433109?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=section_scoop

รู้ลึกวันเฉลิม ‘จรรยา’ คุยทหาร

รู้ลึกวันเฉลิม 'จรรยา' คุยทหาร

7 มิถุนายน 2563 – 15:52 น.

จรรยา ยิ้มประเสริฐ แดงลี้ภัยในยุโรปอ้างได้คุยกับ “นายทหารไทย” กรณีวันเฉลิมหายตัวไป

ก่อนหน้าการหายตัวไปของ วันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ นักกิจกรรมการเมืองชาวไทยที่ลี้ภัยอยู่ในกัมพูชา ปรากฏว่า “แดงล้มระบอบ” ในยุโรป ได้เคลื่อนไหวทำกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์อย่างต่อเนื่อง

“จรรยา ยิ้มประเสริฐ” นักสิทธิมนุษยชนด้านแรงงาน ที่ลี้ภัยอยู่ในประเทศฟินแลนด์ ได้ประสานกลุ่มเอ็นจีโอชาวเยอรมัน ปั่นกระแสต้านเผด็จการชนชั้นนำ

มีข้อน่าสังเกตุประการหนึ่ง บ่อยครั้ง “จรรยา” จะอ้างถึง “แหล่งข่าว” ในกัมพูชา และตัวจรรยาเองจะมีทัศนะเชิงลบต่อสมเด็จฮุนเซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา

เมืื่อปลายปีที่แล้ว สม รังสี อดีตผู้นำฝ่ายค้านเขมรเตรียมแผนกลับพนมเปญ จรรยาก็อ้างรายงานข่าว กัมพูชากับไทย มีแผนแลกเปลี่ยนนักโทษการเมืองซึ่งกันและกัน ทำเอาคนไทยที่ลี้ภัยอยู่ในกัมพูชาปั่นป่วน

เมื่อวันที่ 4 มิ.ย.2563 พลันที่มีข่าว “วันเฉลิม” หายตัวไป จรรยาได้โพสต์เฟซบุ๊คว่า “วันเฉลิมถูกจับตัวจากกลุ่มคนที่พูดภาษาเขมร และคาดว่าจะมีคนไทยร่วมอยู่ด้วย ไปจากที่หน้าคอนโดที่พักของเขา และมีการทุบศีรษะวันเฉลิม ก่อนนำตัวขึ้นรถไป มีการพยายามติดตามรถที่นำตัวเฉลิมมุ่งหน้าสู่ประเทศไทย…”

จรรยาอ้างข้อมูล “แหล่งข่าว” ในเขมร และเธอยังโพสต์ “นามบัตรนายทหารไทย” คนหนึ่ง โดยอ้างว่า แหล่งข่าวส่งนามบัตรมาให้

วันที่ 6 มิ.ย.2563 จรรยาได้โพสต์เฟซบุ๊คส่วนตัวว่า “เช้านี้จรรยา เลยตัดสินใจโทรหาพันเอก…ตามเบอร์ที่มีคนส่งนามบัตรมาให้ เพราะต้องการทราบจริงๆว่า ใครอุ้มวันเฉลิม”

นายทหารผู้ที่จรรยาโทรศัพท์ไปสอบถามเรื่องวันเฉลิมนั้น เป็นนายทหารฝ่ายประสานงานไทย-กัมพูชา(ตามชื่อและหน่วยงานในนามบัตร)

“พันเอก..พูดคุยด้วยอย่างมิตร บอกว่ามีคนโทรมาถามหลายคนอยู่เหมือนกัน..“ ซึ่งนายทหารคนนั้น บอกว่า ”ไม่รู้เรื่องปฏิบัติการอุ้มวันเฉลิมเลย ปฏิบัติการลับอะไรแบบนี้ ทหารที่มีตำแหน่งอย่างเปิดเผยจะไม่ได้รับแจ้งในเรื่องปฏิบัติการลับแบบนี้”

ข้อมูลของจรรยา ไม่มีหลักฐานเป็นคลิปเสียงว่า นายทหารคนนั้นพูดคุยกับจรรยาจริง นอกจากนามบัตรที่จรรยาอ้างว่า เป็นของนายทหารคนนั้น

จรรยาอาจจะปั้นเรื่องขึ้นมาก็ได้ เหมือนจะโยนบาปไปที่ทหารไทย เหมือนการเขียนลอยๆว่า รถคนร้ายนำตัววันเฉลิมมุ่งหน้าประเทศ

ครั้งหนึ่ง “จรรยา” โพสต์เฟซบุ๊กแสดงความเห็นยาวเหยียด เรื่องนักการเมืองคนรุ่นใหม่เสนอประเด็น “พาผู้ลี้ภัยการเมืองกลับบ้าน”​ โดยไม่พูดที่ต้นตอปัญหาของการลี้ภัย นี่คือการหลงประเด็น

“แน่นอนชีวิตของผู้เลือกสู้อยู่ต่างประเทศ โดยเฉพาะพวกที่ไม่หยุดเคลื่อนไหว และไม่ได้เลือกอยู่ต่างประเทศเพื่อใช้ชีวิตโดยตั้งหลักปักฐานที่ต่างแดน มันลำบากกันมาก และก็ไม่อาจหลีกพ้นจากการข่มขู่คุกคาม และก็ต้องระวังตัวทุกฝีก้าว…”

ดูเหมือน นักประชาธิปไตยจ๋าในเมืองไทยทั้งหลาย มองว่า ผู้ลี้ภัยคดี 112 เป็นแค่ “คนคิดต่างทางการเมือง” แต่จรรยากลับมองว่า ผู้ลี้ภัยเป็นนักต่อสู้เพื่อการเปลี่ยนแปลง

รู้ลึกวันเฉลิม 'จรรยา' คุยทหาร