แดงอาฆาต ฟาด’ศรีนวล’ ป่วน’บุญเลิศ’ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/406119?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

แดงอาฆาต ฟาด’ศรีนวล’ ป่วน’บุญเลิศ’

23 ธันวาคม 2562 – 09:45 น.
ศรีนวล บุญลือ,พรรคอนาคตใหม่,งูเห่า,เจาะประเด็นร้อน,ขุนน้ำหมึก,ท่องยุทธภพ,บุญเลิศ บูรณุปกรณ์
เปิดอ่าน 7,801 ครั้ง

คอลัมน์ ‘ท่องยุทธภพ’ โดย ‘ขุนน้ำหมึก’ จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก ฉบับวันที่ 23 ธ.ค. 2562

***********************

ปฏิกิริยาการประท้วงขับไล่ “ศรีนวล บุญลือ” ส..เชียงใหม่ ที่ประกาศว่าเป็นคนในพื้นที่เขต .จอมทอง อ.แม่วาง อ.ดอยหล่อ และ อ.สันป่าตอง ดูไปดูมา กลายเป็น “คนเสื้อแดงเชียงใหม่” ที่ขยับหมากเกมนี้แบบมีเงื่อนงำ

ส่วน ธนเชษฐ นามวงค์ หรือนักร้องเพลงคำเมืองสุดฮาในนาม “เหินฟ้า ล้านนาไทย” ที่อาสาลงสมัคร ส..แข่งกับศรีนวล ก็ไม่ใช่อื่นไกล นักร้องดังเคยเป็น ส..เขต เชียงใหม่ ในนามพรรคเสรีรวมไทย มาแล้ว แต่ได้คะแนนไม่กี่พัน

แม่หญิงแห่งแม่วิน

ตระกูลของ “ศรีนวล บุญลือ” เป็นคนเก่าแก่ของ ต.แม่วิน ซึ่งเป็นตำบลหนึ่งที่เคยอยู่กับ อ.สันป่าตอง ขณะนั้น ต.แม่วิน ห่างไกลความเจริญ ไม่ค่อยเป็นที่รู้จักของคนภายนอก มีป่าเขาที่สมบูรณ์ ปัจจุบัน ต.แม่วิน ขึ้นกับ อ.แม่วาง ประชาชนส่วนใหญ่กลุ่มชาติพันธุ์ มี 19 หมู่บ้าน เป็นหมู่บ้านชาวปกาเกอะญอ (กะเหรี่ยง) 12 หมู่บ้าน หมู่บ้านชาวม้ง หมู่บ้าน และที่เหลือเป็นหมู่บ้านคนพื้นราบ

ชีวิตติดดินแบบศรีนวล คุยกับพี่น้องปกาเกอะญอ

ศรีนวล บุญลือ ทำงานเป็น อสมและผู้นำสตรีของชุมชน จึงได้รับเลือกตั้งเป็น ส.อบต.แม่วิน ก่อนจะขยับมาเล่นการเมืองสนามระดับจังหวัด เป็น ส.อบจ.เชียงใหม่ เขต อ.แม่วาง 

บุญเลิศ บูรณุปกรณ์” นายก อบจ.เชียงใหม่ ต้องการให้ศรีนวลจัดตั้งฐานมวลชนกลุ่มชาติพันธุ์ จึงตั้งเธอเป็นที่ปรึกษาพิเศษนายก อบจ.เชียงใหม่

สมัยศรีนวลเป็นหัวคะแนนเพื่อไทย ปี 2554

เลือกตั้งปี 2554 ศรีนวล ก็เป็นหัวคะแนนให้ “สุรพล เกียรติไชยากร” อดีต ส..เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย และสมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ศรีนวลได้เคลื่อนไหวร่วมกับ ส..สุรพล อยู่เป็นประจำ

วันนี้บุญเลิศแยกตัวออกมาจากเพื่อไทย ศรีนวลก็ต้องตามมาด้วยเพราะสนิทชิดใกล้กันมากกว่ากลุ่มเพื่อไทยสายเจ๊แดง 

สายตรง“บุญเลิศ”

จะว่าไปแล้วการเลือกตั้ง 24 มีนาคม 2562 กลุ่มนายกบุญเลิศ ส่งผู้สมัคร ส.. 2 คนลงสนาม ทั้ง นเรศ ธำรงทิพยคุณ คนสนิท พล..อินทรัตน์ ยอดบางเตย และคนใกล้ชิดบุญเลิศ สวมเสื้อพลังประชารัฐ และศรีนวล บุญลือ พรรคอนาคตใหม่

สำหรับเขต เชียงใหม่ ยากที่ใครที่จะโค่น “สุรพล เกียรติไชยากร” ค่ายเพื่อไทย เพราะมีฐานเสียงหนาแน่นที่ อ.จอมทอง นายกบุญเลิศ จึงหวังแค่ได้คะแนนประมาณ 2-3 หมื่นไปทำยอด ส..บัญชีรายชื่อของพรรคพลังประชารัฐ

ศรีนวล สมัยเป็น ส.อบจ. และ นายกฯ บุญเลิศ

สถานการณ์พลิกผัน สุรพล เจอใบเหลือง ต้องเลือกตั้งใหม่ หวยเลยไปออกที่พรรคอนาคตใหม่ ทำให้ ศรีนวล บุญลือ ได้เป็น ส..หน้าใหม่ จากคะแนนเดิมของศรีนวล เกือบ หมื่น บวกกับคะแนนของสุรพลอีก หมื่น จึงได้คะแนนมาเป็นอันดับหนึ่งของประเทศ 75,891 คะแนน เมื่อเลือกตั้งซ่อม 26 พฤษภาคม 2562

คอการเมืองในท้องถิ่นแม่วางรู้ลึกรู้แจ้ง แม้ศรีนวลจะสังกัดค่ายอนาคตใหม่ แต่เนื้อแท้ก็เป็นนักการเมืองสาย “บูรณุปกรณ์” 

ประดาบก็เลือดเดือด

พูดถึงการเลือกตั้งนายก อบจ.เชียงใหม่ ที่จะมีขึ้นในกลางปีหน้า ก็ยอมรับว่า เป็นศึกล้างแค้นของคนในตระกูลชินวัตร 

เมื่อ “เจ๊แดง” เยาวภา วงศ์สวัสดิ์ ประกาศสนับสนุน “ทนายก๊อง” ชูชัย เลิศพงศ์อดิศร ลงสมัครนายก อบจ.เชียงใหม่ และพรรคเพื่อไทย มีการเปิดตัวกันไปแล้ว

ชูชัย เลิศพงศ์อดิศร 

อย่างที่ทราบกัน “ทนายก๊อง” ใช้แผนฟุตบอลนำการเมืองเหมือนนักการเมืองหลายคนทำกันมา โดยสร้างทีมเจแอล เชียงใหม่ สร้างผลงานดีมากจนได้สิทธิ์เลื่อนชั้นไปเล่นไทยลีก 2

ฝ่ายแชมป์เก่า “บุญเลิศ บูรณุปกรณ์” นายก อบจ.เชียงใหม่ ได้ขอเสนอตัวเข้ามารับใช้พี่น้องชาวเชียงใหม่อีกครั้งในสนามเลือกตั้งนายก อบจ.เชียงใหม่ ในนามกลุ่มเชียงใหม่คุณธรรม

บุญเลิศ บูรณุปกรณ์

บนถนนการเมืองตระกูล “บูรณุปกรณ์” เติบโตอย่างรวดเร็วด้วยแรงหนุนจาก “เจ๊แดง” มาตั้งแต่ยุคไทยรักไทยเฟื่องฟู ทั้งระดับชาติและท้องถิ่น

ตอนเลือกตั้ง 24 มีนาคม 2562 แม้บุญเลิศจะไม่ประกาศชัดว่าสนับสนุนพรรคพลังประชารัฐ แต่ก็บอกให้ ส..ในเครือข่ายกลุ่มเชียงใหม่คุณธรรม ดำเนินการทางการเมืองโดยอิสระ

ส่วนการเลือกตั้งนายก อบจ.เชียงใหม่ บุญเลิศได้จัดทัพเรียบร้อยแล้ว โดยเตรียมทีมบริหารและผู้สมัคร ส.อบจ. 25 อำเภอ จำนวน 42 เขตแล้ว แต่บุญเลิศก็โดนแรงต้านใต้ดินด้วยข้อหา “ทรยศนายใหญ่ฝักใฝ่เผด็จการ”

การที่คนเสื้อแดงรุมถล่มศรีนวลว่าทรยศต่อประชาชน ก็หมายถึงการพุ่งเป้าโจมตีไปยังบุญเลิศนั่นเอง 

กลับบ้านอย่างปลอดภัย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/406112?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

กลับบ้านอย่างปลอดภัย

23 ธันวาคม 2562 – 08:55 น.
กลับบ้านอย่างปลอดภัย,อุบัติเหตุทางถนน,เทศกาลปีใหม่,2563
เปิดอ่าน 335 ครั้ง

กลับบ้านอย่างปลอดภัย บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก ฉบับวันจันทร์ที่ 23 ธันวาคม 2562

 ใกล้ถึงเทศกาลปีใหม่ห้วงเวลาแห่งความสุขที่คนไทยและคนทั่วโลกมอบสิ่งดีๆ ให้แก่กัน การเดินทางโดยสวัสดิภาพเป็นเรื่องที่ทุกคนต้องการ แต่ทุกเทศกาลเรากลับพบข่าวเศร้าและความสูญเสียคู่ขนานกันไปตลอด โดยเฉพาะอุบัติเหตุทางถนนเป็นปัญหาสำคัญที่สร้างความสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สิน ก่อให้เกิดความเสียหายต่อเศรษฐกิจและส่งผลกระทบต่อการพัฒนาประเทศ ทุกหน่วยงานได้ให้ความสำคัญกับการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนแบบองค์รวม เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการความปลอดภัยทางถนนควบคู่กับการสร้างเครือข่ายความร่วมมือของทุกภาคส่วน จึงได้กำหนดให้การป้องกันและแก้ไขปัญหาอุบัติเหตุทางถนนเป็นนโยบายสำคัญที่ต้องขับเคลื่อนการดำเนินงานอย่างจริงจังและต่อเนื่องเพื่อลดหรือเกิดความสูญเสียน้อยที่สุด

รัฐบาลได้ใช้กลไกระดับพื้นที่ลดปัจจัยเสี่ยงอุบัติเหตุทางถนนครอบคลุมทุกมิติ ทั้งคน รถ ถนน และสิ่งแวดล้อม รวมถึงสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยในสังคมไทย อีกทั้งขับเคลื่อนเป้าหมายในการลดจำนวนผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนให้น้อยกว่า 21 คนต่อประชากรแสนคน ภายในปี 2563 ให้เกิดผลเป็นรูปธรรมเพื่อสร้างการสัญจรปลอดภัยอย่างยั่งยืนในทุกเส้นทาง โดยสัปดาห์ที่ผ่านมา พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ได้มีการประชุมทางไกลผ่านจอภาพ(วีทีซี) กับฝ่ายความมั่นคงและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกจังหวัด  กำชับผู้ว่าราชการทุกจังหวัดให้เปรียบเทียบตัวเลขการเกิดอุบัติเหตุและการสูญเสียในปี 2563 ว่าจะเพิ่มขึ้นหรือไม่ เพื่อวางแผนรับมือ รวมถึงการดูแลความปลอดภัยและทรัพย์สินของประชาชนในทุกๆ เรื่อง รวมทั้งโครงการฝากบ้านไว้กับตำรวจ

ขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ได้เน้นย้ำ 5 แนวทางของการลดอุบัติเหตุที่ครอบคลุมการดูแลตั้งแต่ระดับนโยบาย มีแผนและตัวชี้วัดรองรับ จัดตั้งศูนย์อำนวยการการทำงานอย่างบูรณาการ ไปจนถึงการเตรียมความพร้อมของคน รถ ถนน และสภาพแวดล้อม และต้องสร้างวัฒนธรรมใส่ใจความปลอดภัยให้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ไม่เฉพาะช่วงเทศกาล โดยยึดปฏิญญาไทยแลนด์ 3 ร. คือ รักตนเอง รักครอบครัว รักคนอื่น ทั้งนี้จากสถิติของโลกที่ประเทศไทยมีปัญหาเรื่องอุบัติเหตุทางท้องถนนติดอันดับ 9 ของโลก จึงต้องสร้างจิตสำนึกให้ทุกคนตระหนักถึงการทำสิ่งใดโดยไม่กระทบกับคนอื่น ซึ่งหมายรวมถึงการใช้รถใช้ถนนด้วย “ผมไม่อยากให้เกิดอุบัติเหตุ อยากเห็นรอยยิ้มของคนไทยทั้งปี โดยไม่อยากบังคับใช้กฎหมายให้มากไป เพราะจะส่งผลกระทบต่อทุกคน”

จากข้อมูลของศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนน ในช่วงเทศกาลปีใหม่ 5 ปีที่ผ่านมา (ปี 2558-2562) พบว่า เมาแล้วขับเป็นสาเหตุหลักของการเกิดอุบัติเหตุ ดังนั้นการบังคับใช้กฏหมายจึงเป็นเรื่องสำคัญซึ่งต้องมีความเข้มข้นใน 10 ข้อหาหลัก เช่น เมาไม่ขับ ง่วงไม่ขับ ขับขี่ความเร็วไม่เกินที่กฎหมายกำหนด เป็นต้น ที่สำคัญในช่วงเทศกาลนั้นการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนอย่างยั่งยืน  ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม เพื่อขับเคลื่อนนโยบายไปสู่การปฏิบัติอย่างจริงจังและต่อเนื่อง โดยเริ่มจากจุดหรือพื้นที่ในระดับเล็กๆ เช่นตำบล เป็นพื้นที่นำร่อง เพราะหากเราสามารถลดผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนลงได้อย่างน้อย 1 ราย จะทำให้ภาพรวมของประเทศมีสถิติการเสียชีวิตจากการใช้รถใช้ถนนลดลงได้อย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งเป็นหน้าที่ของคนไทยทุกคนที่ต้องช่วยกันรับผิดชอบต่อสังคมชาติด้วย

ทางเลียบเจ้าพระยา กทม.เจอค้านหนัก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/406111?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ทางเลียบเจ้าพระยา กทม.เจอค้านหนัก

23 ธันวาคม 2562 – 08:24 น.
ทางเลียบแม่น้ำเจ้าพระยา,อ๊อด เทอร์โบดับเครื่องชน,ค้านหนัก
เปิดอ่าน 1,582 ครั้ง

ทางเลียบเจ้าพระยา กทม.เจอค้านหนัก คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

         โครงการยักษ์ของ กทม. “ทางเลียบแม่น้ำเจ้าพระยา” เห็นท่าจะต้องทบทวนใหม่เสียแล้วเพราะเจอคนค้านมากกว่าที่ปรากฏ ขนาด ‘พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง’ ผู้ว่าฯกทม. ยังใส่เกียร์ถอยหลังไม่อยากดันทุรัง

อ่านข่าว.. ทางเลียบเจ้าพระยาต้องทำได้แล้ว
‘ดับเครื่องชน’ เคยสนับสนุนโครงการนี้แต่ต้องทบทวนดู แม้ว่าก่อนหน้านี้จะมีการสำรวจประชามติของชาวกรุง ปรากฏว่าเห็นด้วย 78% และไม่เห็นด้วย 22% ซึ่งเป็นธรรมดานานาจิตตัง

ค่ำคืนก่อนได้ล่องเรือในเจ้าพระยายามปรากฏว่าสวยงามเหลือเกินและมีเสน่ห์อย่างบอกไม่ถูกเห็นมีเรือสำราญพาท่องเที่ยวหลายหลากสนุกสนานบานใจ

ขอเจาะเวลาหาอดีตแจ้งสรุปโครงการนี้ว่าใช้งบประมาณ 8,300 ล้านบาท เป็นถนนคอนกรีตและเลนจักรยานตั้งแต่สะพานพระราม 7 ถึงสะพานปิ่นเกล้า ระยะทาง 14 กม.

เมื่อมีคนค้านหนักโครงการนี้อาจจะต้องทบทวนกันใหม่เพราะมีผลกระทบถึงการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. เต็มแรงและส่งถึงรัฐบาลด้วย

ระยะนี้รัฐบาลของ ‘พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา’ เจอของแข็งหลายเรื่องดังเป็นที่ทราบกันอยู่จึงต้องคัดอีกหลายรอบ แม้ ครม.จะไฟเขียวแล้วก็ตาม

โครงการนี้จึงเป็นของร้อนและอนาคตจะเป็นอย่างไรก็คงพอเดาได้
อ๊อด เทอร์โบ


กระเช้าของขวัญปีใหม่
ต้องอย่าเอาเปรียบ

ดิฉันขอแจ้งให้ทราบว่าการซื้อกระเช้าของขวัญปีใหม่โปรดละเอียดรอบคอบและขอแนะนำหลายๆ อย่างมา ณ โอกาสนี้ ซึ่งคิดว่าทันต่อเวลาพอดีเพราะเป็นธรรมเนียมอวยพรปีใหม่อยู่แล้ว

อย่างแรกขอเตือนร้านค้าว่าอย่าเอาเปรียบคดโกงผู้ซื้อ เช่น เอาของหมดอายุใส่ตะกร้าหรือฝ่าฝืนด้วยการลด แลก แจก แถมเกินความเป็นจริง ซึ่งมีโทษทั้งจำและปรับคือจำคุกไม่เกิน 3 เดือน หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท ซึ่ง สคบ.หรือ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคได้แจ้งเตือนมาแล้ว

อีกอย่างที่ขอมาก็คืออยากให้ช่วยอุดหนุนสินค้าไทยจำพวกผลไม้ไทยหรือสินค้าโอท็อป ฯลฯ ใส่ตะกร้ากระเช้าของขวัญปีใหม่จะได้ช่วยอุดหนุนกันและอย่าลืมว่าของไทยๆ เดี๋ยวนี้คุณภาพไม่แพ้ของนอก

เราต้องช่วยกันเพราะของดี-ราคาประหยัดก็ของเราของไทยนี่เอง
วิมาดา (บางรัก)


 เรียนคุณ ‘วิมาดา’ บางรัก
จดหมายของคุณทันต่อเหตุการณ์ถูกเวลามากเลยครับเพราะเข้าเทศกาลส่งของขวัญปีใหม่พอดี และอยากให้ทุกคนพิจารณาว่าจะซื้ออะไรเป็นการอวยพรปีใหม่

เรื่องกระเช้าของขวัญปีใหม่นั้นเห็นมีการจัดจำหน่ายตามห้างร้านมากมาย มีขนาดใหญ่-เล็กตามราคา และเวลานี้การมอบกระเช้าก็เปลี่ยนแปลงไป เช่น ไม่ค่อยมีเหล้าเพราะเห็นได้ทั่วไปว่าการให้เหล้าเท่ากับแช่ง

จึงขอสนับสนุนให้เลือกของขวัญปีใหม่เป็นสินค้าไทย-ผลไม้ไทย และหวังว่าจะไม่มีการหลอกลวง ยัดไส้ผู้ซื้อเหมือนทุกปีที่ผ่านมาที่มีผู้ร้องเรียนกันมากมาย
อ๊อด เทอร์โบ


 ฤดูแล้งยังมีน้ำพอ
 ปลอบใจหรือของจริง
(เรียนผ่านไปยังกรมชลประทาน)

ผมขอให้ช่วยเป็นสื่อกลางไปยัง ‘ดร.ทองเปลว กองจันทร์’ อธิบดีกรมชลประทานว่า ตลอดฤดูแล้งที่กำลังจะมาถึงนี้จะมีน้ำพอใช้เหมือนที่แจ้งในหลายๆ สื่อหรือไม่?

อยากให้มีคำยืนยันอีกทีว่าเป็นความจริง ไม่ใช่การปลอบใจ-ปลอบขวัญ ให้คลายความวิตกกังวลเพราะที่เห็นมาแม่น้ำลำคลองหลายแห่งหลายพื้นที่มีน้ำน้อยหรือไม่ก็แห้งขอดจนคนเดินข้ามได้แล้ว อย่างนี้ต่อไปจะเป็นอย่างไร

ขอร้องให้มีการบริหารจัดการน้ำอย่างดีที่สุดและมีรายงานว่าน้ำเหนือเขื่อนหลายแห่งเก็บกักน้ำได้น้อยมาก

จึงอยากช่วยให้ดูแลเรื่องน้ำให้ดีที่สุดเพราะประเทศไทยของเราพอหมดน้ำท่วมก็ถึงภัยแล้งไม่เห็นมีอะไรดีขึ้นเลย
บุญล้วน (สุโขทัย)


จากแรมโบ้ถึงยิ่งลักษณ์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/405889?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

จากแรมโบ้ถึงยิ่งลักษณ์

21 ธันวาคม 2562 – 14:55 น.
ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร,แรมโบ้,สุภรณ์ อัตถาวงศ์
เปิดอ่าน 8,100 ครั้ง

จากแรมโบ้ถึงยิ่งลักษณ์ คอลัมน์…  Editor Talk   โดย…  ประชาไท ธนณรงค์

ไม่บ่อยที่ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จะเขียนเฟซบุ๊กตัดพ้อต่อว่าเรื่องการเมือง

แต่แทนที่ข้อเขียนของ ยิ่งลักษณ์ จะได้รับความเห็นอกเห็นใจ ก็กลายเป็นว่า สิ่งที่เธอเรียกร้อง สิ่งที่เธอคร่ำครวญ มันเกิดจากตัวเธอและรัฐบาลของเธอเองทั้งสิ้น

โครงการรับจำนำข้าว ถูกเตือนมาตั้งแต่ยังไม่หาเสียงเลือกตั้งว่า ระวังจะมีการโกงทุกเมล็ดเพราะเล่นจำนำกันทุกเมล็ด

แต่ว่าก็ว่าเถอะ โครงการจำนำพืชผลทางการเกษตร ไม่ใช่ว่าจะไม่มีรัฐบาลใดเคยทำมาก่อน ขอเพียงให้ระมัดระวังอย่าให้มีการทุจริตหรือรั่วไหล

เงินทองก็จะตกถึงมือชาวนาชาวไร่แน่นอน

แต่โครงการจำนำข้าวของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ นอกจากจะเป็นนโยบายที่ใช้เพื่อหาคะแนนจากชาวบ้านแล้ว ยังมีเจตนาไม่โปร่งใส ดังที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ได้ตัดสินไปแล้ว

ตัวเลขความเสียหายยังไม่แน่นอน แต่ที่แน่ๆ คือเสียหายจริงหลายแสนล้าน และการที่รัฐบาล คสช.ของนายกฯ ลุงตู่ ใช้อำนาจตามมาตรา 44 นั้นไม่ได้ยึดทรัพย์ยิ่งลักษณ์ขายทอดตลาดทีละชิ้นๆ ดังที่ยิ่งลักษณ์โอดครวญ แต่เป็นการออกมาตรา 44 มาคุ้มครองเจ้าหน้าที่ ให้เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการสืบทรัพย์และนำทรัพย์มาขายทอดตลาดเพื่อนำเงินมาชดใช้ที่ทำให้รัฐและประเทศชาติเสียหาย

เป็นไปตามขั้นตอนทางกฎหมายและความยุติธรรมทุกประการ

เรื่องนี้มันจะดราม่ามากเกินไปจนทำให้ แรมโบ้อีสาน สุภรณ์ อัตถาวงศ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรี ประจำตัวนายกฯลุงตู่ ทนไม่ไหว ในฐานะที่เคยอยู่ร่วมรัฐบาลเดียวกัน

จึงเขียนจดหมายน้อยถึงยิ่งลักษณ์ เล่าความหลังให้ฟังแบบสั้นๆ พอเข้าใจได้ว่า ยิ่งลักษณ์ไม่ได้ทุกข์จริง ไม่ได้หน้าชื่นอกตรมหรอก

ความจริงมีคนที่ทุกข์จริงๆ ก็คือ บุญทรง เตริยาภิรมย์, ภูมิ สาระผล และคนอื่นๆ ที่สู้เพื่อยิ่งลักษณ์ นอกจากจะอยู่ในคุก ยังมีอีกหลายคนที่กำลังเดินเข้าคุก

บางคนก็หนีไปต่างประเทศ

คนเหล่านี้เคยเตือนยิ่งลักษณ์ แต่ไม่ฟัง ไปฟังแต่พี่สาวและคนรอบข้าง จนทำให้บ้านเมืองลุกเป็นไฟ ทหารจึงออกมายึดอำนาจ

อย่าไปโทษ พล.อ.ประยุทธ์ อย่าไปโทษ คสช. อย่าไปโทษมาตรา 44 เลย เพราะที่ยิ่งลักษณ์ทำนั้นไม่ได้ทำเพื่อประเทศชาติและประชาชน แต่ทำเพื่อครอบครัวตนเอง

ขณะที่คนอื่นตกระกำลำบากขนาดไหน

การออกกฎหมายนิรโทษกรรมสุดซอย แรมโบ้บอกว่า ทั้งแรมโบ้ และ จตุพร พรหมพันธุ์ ประธาน นปช. ได้ห้ามแล้วว่าจะทำให้บ้านเมืองเกิดความขัดแย้ง ยิ่งลักษณ์ก็ไม่ฟัง

เพราะกฎหมายนิรโทษกรรมสุดซอย มีเป้าหมายเพื่อ “พาทักษิณกลับบ้าน” โดยไม่มีความผิด มันเป็นสิ่งที่สวนทางกับกระบวนการยุติธรรม จึงไม่มีใครที่จะรับแผนการนี้ได้

สุดท้าย แรมโบ้ ได้ขอร้องยิ่งลักษณ์ให้หยุดใช้วาทกรรมปลุกปั่น ยุยง ให้คนในชาติเกิดความแตกแยก เพราะการใช้วาทกรรมเพื่อให้เกิดความขัดแย้งไม่เป็นผลดีต่อประเทศชาติและประชาชน

แต่สิ่งที่แรมโบ้ไม่ได้พูดถึงคือ ความลับ ที่ไม่อยากเอ่ยถึง แต่อย่างน้อย จดหมายฉบับนี้ก็น่าจะทำให้ ยิ่งลักษณ์และทักษิณ ได้คิดว่า นับจากนี้จะไม่มีใครสู้เพื่อสองพี่น้องนี้อีกแล้ว.

ค้านไม่เป็น #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/405886?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ค้านไม่เป็น

21 ธันวาคม 2562 – 14:25 น.
ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ,ค้านไม่เป็น,วิ่งไล่ลุง,รตอเฉลิม อยู่บำรุง
เปิดอ่าน 3,225 ครั้ง

ค้านไม่เป็น คอลัมน์…  Cover Story เนชั่นสุดสัปดาห์

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ คงจะสบายใจไม่น้อย เพราะในห้วงสัปดาห์ที่ผ่านมา คว้าไมค์ครวญไปหลายเพลง ทั้งในงานเลี้ยงนักข่าวทำเนียบ และงานเลี้ยงพรรคร่วมรัฐบาลครั้งที่สอง

ที่บอกว่าสบายใจเป็นเพราะว่า ฝ่ายค้าน โดย ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ประธานคณะกิจการพิเศษเพื่อการอภิปรายของพรรคเพื่อไทย เพิ่งออกมาประกาศว่าจะยื่นไม่ไว้วางใจรัฐบาลเป็นรายบุคคล

         คือ พล.อ.ประยุทธ์, รองนายกฯ สมคิด จาตุศรีพิทักษ์, รองนายกฯ วิษณุ เครืองาม และนายดอน ปรมัตถ์วินัย รมว.ต่างประเทศ

พร้อมข้อหาต่างๆ อีกมากมาย

นี่น่าจะทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ และครม.ขวัญผวา แต่หาได้เป็นเช่นนั้นไม่ นี่แสดงว่า รัฐบาลเขารู้ทันว่าฝ่ายค้านชุดนี้ไม่น่าจะมี “น้ำยา”

ยิ่งมาได้ ร.ต.อ.เฉลิม เป็นหัวหน้าทีมในการวางแผนและหาข้อมูลเพื่อซักฟอกรัฐมนตรี ยิ่งไม่ทำให้คนในรัฐบาลหวาดวิตกแต่อย่างใด

เพราะว่า ร.ต.อ.เฉลิม ไม่ได้เป็น ส.ส. เพราะว่า ร.ต.อ.เฉลิม ไม่ได้มีตำแหน่งแห่งหนใหญ่โตในพรรค เพราะว่าต่อให้ ร.ต.อ.เฉลิม หาข้อมูลมามากขนาดไหน คิดหรือว่า ส.ส.ของพรรคเพื่อไทย จะนำข้อมูลของ ร.ต.อ.เฉลิม ไปอภิปราย

  เว้นแต่ลูกชาย วัน อยู่บำรุง เพียงคนเดียว

ยิ่งตำแหน่งของ ร.ต.อ.เฉลิม เป็นตำแหน่งที่ฟังชื่อก็แปลกๆ และไม่ได้มาเพราะว่าพรรคเป็นคนตั้งให้ แต่ได้มาหลังจากบินไปจิบไวน์กับ ทักษิณ ชินวัตร ที่ฮ่องกง

ก่อนหน้านี้ คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย บินไปสกัด ส.ส.อีสานร่วมร้อยที่บินไปฟ้องทักษิณ ว่า คุณหญิงสุดารัตน์แทรกแซงการทำงานของ สมพงษ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรค

ความจริงปัญหาความขัดแย้งในพรรคเพื่อไทยมีมานานนับแต่หลังการเลือกตั้ง ที่แกนนำระดับสูง ไม่มีใครได้เป็น ส.ส.เลย แต่แกนนำอยากจะเข้ามามีบทบาทการนำในพรรค

โดยเฉพาะ คุณหญิงสุดารัตน์ ที่ไม่ยอมทิ้งตำแหน่งประธานยุทธศาสตร์พรรค ทั้งๆ ที่เป็นตำแหน่งลอยๆ ตั้งขึ้นมาเพื่อหาเสียงเลือกตั้งเท่านั้น

แต่เมื่อมีข่าวว่า ส.ส.อีสานของเพื่อไทย มีความประสงค์อยากจะให้ ร.ต.อ.เฉลิม เข้ามามีบทบาทในพรรคและต้องการให้ ร.ต.อ.เฉลิม เป็นประธานยุทธศาสตร์แทนคุณหญิงหน่อย

ภาพความขัดแย้งของทั้งสองจึงปรากฏขึ้น

แม้ในเบื้องแรก ร.ต.อ.เฉลิม และแกนนำ ส.ส.อีสานบางคนจะออกมาปฏิเสธข่าวดังกล่าว แต่จากนั้นไม่นาน ร.ต.อ.เฉลิม ได้บินไปพบทักษิณ แล้วกลับมาได้เก้าอี้ประธานคณะกรรมการพิเศษ ไปเป็นของรางวัล

จะได้ไม่ไปแย่งตำแหน่งจากคุณหญิงสุดารัตน์

และการที่ ร.ต.อ.เฉลิม เข้ามามีบทบาทในพรรคในตำแหน่งดังกล่าว ส.ส.สายคุณหญิงหน่อยย่อมไม่พอใจ เพราะ ร.ต.อ.เฉลิม จะก้าวเข้ามามีบทบาทในพรรคแข่งบารมีกับคุณหญิงหน่อย

ขณะที่พรรคเพื่อไทย มีความขัดแย้งภายใน จะทำให้ดีกรีการอภิปรายรัฐบาลลดลงอย่างแน่นอน

ส่วนพรรคอนาคตใหม่ ก็มีปัญหาไม่แพ้เพื่อไทย ซึ่งอนาคตใหม่ ยังไม่ทราบว่าจะเอาตัวรอดจากคดียุบพรรคได้หรือไม่ เนื่องจากวันเวลาหากมีการยุบพรรคน่าจะไม่เกินเดือนมกราคมปีหน้า

ก่อนจะมีการอภิปรายไม่ไว้วางใจ

หากเป็นไปตามนั้นและพรรคอนาคตใหม่ถูกยุบ จะทำให้อนาคตใหม่เกิดความระส่ำระสาย เนื่องจาก ส.ส.จะต้องหาสังกัดใหม่ภายใน 60 วัน

และยังไม่ทราบว่า ส.ส.จะถูกซื้อหรือถูกดูดเข้าพรรคการเมืองไหนบ้าง ไม่ว่าพรรครัฐบาลหรือพรรคฝ่ายค้าน

ลำพังหากพรรคไม่ถูกยุบ อนาคตใหม่ก็ถือว่าเป็นพรรคการเมืองใหม่ ที่ไม่มีประสบการณ์กับการเก็บข้อมูลเพื่ออภิปรายไม่ไว้วางใจเลย

อนาคตใหม่ถนัดแค่เรื่องการแก้รัฐธรรมนูญเพื่อสกัดการสืบทอดอำนาจของคสช.เท่านั้น อย่างอื่นทำไม่เป็น

เหล่านี้จึงไม่มีอะไรที่จะทำให้รัฐบาลต้องกลัวศึกไม่ไว้วางใจ

และหากอนาคตใหม่ถูกยุบ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรค เปลี่ยนเกมการเล่นใหม่ จากในสภาไปเล่นกันข้างถนน ยิ่งจะทำให้รัฐบาลได้เปรียบ

เพราะพลังของพรรคฝ่ายค้านจะลดน้อยลง

ประกอบกับการลงถนนของ ธนาธร จะเป็นการจุดไฟการเมืองขึ้นมา และหากม็อบธนาธรจุดติด ไม่ว่าจะเป็น แฟลชม็อบ หรืออะไรก็ตามแต่ มันจะทำให้การเมืองในสภาของพรรคเพื่อไทย ไม่ได้รับความสนใจ

จะเรียกว่าฝ่ายค้านแตกคอเดินกันคนละเกม ภาพของฝ่ายค้านจะด้อยค่าลงทันที

โดยพรรคเพื่อไทย คงไม่เอาด้วยกับ ธนาธร เนื่องจากพรรคเพื่อไทย เคยให้การสนับสนุนกลุ่มนปช.เสื้อแดงมาแล้ว ทั้งในยุค ทักษิณ ชินวัตร และยุค ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

แต่ล้มเหลวไม่เป็นท่า จึงไม่อยากให้ภาพเก่าแบบนั้นกลับมาอีก

แตกต่างจากอนาคตใหม่ ของธนาธร ที่มองว่าการเมืองในสภาไม่น่าจะตอบสนองความต้องการของธนาธรได้ เพราะเกมในสภา เป็นรองรัฐบาลที่เป็นฝ่ายกุมอำนาจเยอะมาก และหากมองดีๆ จะเห็นว่า ส.ส. 80 คนของอนาคตใหม่ ยังอ่อนหัดต่อการเมืองในระบบรัฐสภา

ฉะนั้นจึงเป็นไปได้ว่า หากพรรคอนาคตใหม่ถูกยุบ ธนาธร จะเปลี่ยนมาเล่นเกมนอกสภา ซึ่งได้ชิมลางจากการจัดแฟลชม็อบไปแล้ว

รอดูวันที่ 12 มกราคมปีหน้า ว่าการ วิ่งไล่ลุง กิจกรรมที่แอบแฝงนี้จะมีคนมาวิ่งไล่ลุงมากน้อยขนาดไหน เป็นการวัดพลัง วัดบารมี และวัดคะแนนนิยมว่า บรรดาวัยรุ่นและพวกนักเลงคีย์บอร์ดแห่งโลกโซเชียล จะยังภักดีต่อธนาธร อยู่หรือไม่

เช่นนี้เมื่อต่างพรรคต่างมีจุดมุ่งหมายต่างกัน ทั้งเพื่อไทย อนาคตใหม่ มันจึงทำให้เกมในระบบรัฐสภา ไม่น่าเกรงขาม

ประกอบกับรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ยังไม่ได้ทำอะไรให้ฝ่ายค้านได้มีข้อมูลในการอภิปรายไม่ไว้วางใจได้

ข้อมูลที่ ร.ต.อ.เฉลิม เปิดออกมา น่าจะเป็นข้อมูลเก่าและเรื่องเก่าในอดีตตั้งแต่ 5 ปีที่แล้ว ฉะนี้จึงมีคำถามว่า การอภิปรายไม่ไว้วางใจ กรอบของการพิจารณาเนื้อหา จะย้อนหลังไป 5 ปีได้หรือไม่

รัฐบาลอาจจะบอกว่า การอภิปรายไม่ไว้วางใจต้องอภิปรายนับแต่วันที่รัฐบาลได้ถวายสัตย์ปฏิญาณแล้วเป็นต้นไป ไม่ใช่ไปเอาเรื่องในอดีต 5 ปี ยุคคสช. มาอภิปราย มันจะกลายเป็นเอาเรื่องเก่ามาเล่าใหม่

แม้ว่าตัวนายกฯ และรัฐมนตรีหลายคนจะมาจากรัฐบาลคสช.ก็ตาม แต่ก็ไม่ควรไปหยิบเรื่องในอดีตมาอภิปราย

นี่จึงจะทำให้ฝ่ายค้านตกที่นั่งลำบาก เพราะหากข้อมูลของฝ่ายค้านไม่เพียงพอ ญัตติไม่ไว้วางใจจะด้อยค่าลงเป็นเพียงญัตติธรรมดา หรือแค่กระทู้ถามสดเท่านั้น

น่าเห็นใจฝ่ายค้านยุคนี้ที่นอกจากจะไม่มีความเป็นเอกภาพในกลุ่ม 7 พรรคฝ่ายค้านแล้ว ซึ่งดูได้จากการมีงูเห่า ไปช่วยรัฐบาลโหวต

ฝ่ายค้านยุคนี้ยังทำหน้าที่ “ค้านไม่เป็น” จึงเป็นผลดีกับรัฐบาล ที่แม้จะไม่เป็นเอกภาพร้อยเปอร์เซ็นต์ก็ได้อานิสงส์ที่ฝ่ายค้านเองก็ค้านไม่เป็น

เสร็จศึกอภิปรายหากผลโหวตออกมาพบว่าประชาชนโหวตให้รัฐบาล เมื่อนั้นการอภิปรายของฝ่ายค้านเท่ากับไปสร้างเครดิตและภูมิคุ้มกันให้รัฐบาล

ต่อไปหากมีการยื่นญัตติไม่ไว้วางใจอีก จะไม่ได้รับความสนใจจากประชาชน.

กางแผนรับมือความปลอดภัยบนท้องถนนช่วงปีใหม่ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/405874?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

กางแผนรับมือความปลอดภัยบนท้องถนนช่วงปีใหม่

21 ธันวาคม 2562 – 13:55 น.
พลออนุพงษ์ เผ่าจินดา,ความปลอดภัย,ปีใหม่
เปิดอ่าน 340 ครั้ง

กางแผนรับมือความปลอดภัยบนท้องถนนช่วงปีใหม่ คอลัมน์… อินไซดื ครม. เนชั่นสุดสัปดาห์

สำหรับแผนบูรณาการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลปีใหม่ พ.ศ.2563 ศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนน (ศปถ.) ได้รายงานที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม รับทราบ

โดยมีการรณรงค์ภายใต้หัวข้อ “ขับรถมีน้ำใจ รักษาวินัยจราจร” กำหนดช่วงการดำเนินการเป็น 3 ช่วงเวลา 1 พฤศจิกายน 2562-2 มกราคม 2563 ช่วงการรณรงค์และประชาสัมพันธ์ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วนจัดทำแผนงาน กิจกรรมรณรงค์และประชาสัมพันธ์ความรู้ด้านความปลอดภัยทางถนนอย่างจริงจังและต่อเนื่อง ผ่านทุกช่องทางการสื่อสารเพื่อให้เข้าถึงทุกกลุ่มเป้าหมาย

1-26 ธันวาคม 2562 ช่วงเตรียมความพร้อม ให้จัดตั้งศูนย์ป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลปีใหม่ เพื่ออำนวยการ ควบคุม กำกับ ดูแล และติดตามประเมินผลการดำเนินงานในพื้นที่ พร้อมให้หน่วยงานภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง จังหวัด และกองบัญชาการตำรวจนครบาลจัดทำแผนปฏิบัติการ (Action plan) เพื่อบูรณาการการทำงานร่วมกัน และให้ ศปถ.จังหวัดและกรุงเทพมหานคร บูรณาการร่วมกับทุกภาคส่วนดำเนินการในลักษณะยึดพื้นที่เป็นตัวตั้ง (Area Approach)

27 ธันวาคม 2562-2 มกราคม 2563 ช่วงควบคุมเข้มข้น หรือ 7 วันอันตราย โดยให้หน่วยงานภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง จังหวัดและกรุงเทพมหานคร เพิ่มความเข้มข้นโดยเน้นการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัดและต่อเนื่อง และให้จัดตั้งจุดตรวจ จุดบริการและอำนวยความสะดวกแก่ประชาชน รวมทั้งจัดเตรียมความพร้อมด้านการตอบสนองหลังการเกิดอุบัติเหตุ เพื่อช่วยเหลือประชาชนได้อย่างทันท่วงที

สำหรับการกำหนดมาตรการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนน ศปถ. ได้กำหนดให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องบูรณาการร่วมกับทุกภาคส่วนในลักษณะยึดพื้นที่เป็นตัวตั้ง (Area Approach) เพื่อการดำเนินงานอย่างจริงจังและต่อเนื่อง รวม 7 มาตรการ

1.การลดปัจจัยเสี่ยงด้านคน โดยบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างเข้มงวด จริงจัง และต่อเนื่อง รณรงค์ประชาสัมพันธ์และสร้างจิตสำนึกความปลอดภัยทางถนน

2.การลดปัจจัยเสี่ยงด้านถนนและสภาพแวดล้อม โดยดำเนินมาตรการ “1 ท้องถิ่น 1 ถนนปลอดภัย” สำรวจตรวจสอบลักษณะกายภาพของถนน จุดเสี่ยง จุดอันตราย เพื่อปรับปรุงซ่อมแซม รวมทั้งตรวจสอบสิ่งอันตรายข้างทาง แก้ไขปัญหาบริเวณจุดตัดทางรถไฟให้มีความปลอดภัยในการสัญจร เตรียมช่องทางพิเศษ ทางเลี่ยงทางลัด และติดตั้งเครื่องหมายและป้ายเตือน

3.การลดปัจจัยเสี่ยงด้านยานพาหนะ โดยกำกับ ควบคุม ดูแลรถโดยสารสาธารณะดำเนินการให้ถูกต้องตามกฎหมาย เข้มงวด กวดขันกับผู้ใช้รถกระบะที่บรรทุกน้ำหนักเกิน รถยนต์ตู้ส่วนบุคคลหรือรถเช่า ให้มีมาตรฐานความปลอดภัย

4.การช่วยเหลือหลังเกิดอุบัติเหตุ โดยเตรียมความพร้อมของโรงพยาบาล แพทย์ พยาบาล และหน่วยบริการการแพทย์ หน่วยกู้ชีพและกู้ภัย ประชาสัมพันธ์ระบบการช่วยเหลือต่างๆ ที่ผู้ประสบเหตุควรจะได้รับ เช่น ช่องทางการแจ้งเหตุเจ็บป่วยฉุกเฉิน การจ่ายค่ารักษาพยาบาลผ่านระบบ e-claim และการจ่ายค่าสินไหมทดแทนภายใน 24 ชั่วโมง

5.การดูแลความปลอดภัยทางน้ำ จัดตั้งศูนย์อำนวยความสะดวกและความปลอดภัยทางน้ำ ทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ตรวจสอบความปลอดภัยของเรือโดยสารและโป๊ะเทียบเรือ และจัดเจ้าหน้าที่ประจำท่าเทียบเรือ

6.การดูแลความปลอดภัยให้แก่นักท่องเที่ยว เข้มงวด กวดขัน ดูแลความปลอดภัยให้แก่นักท่องเที่ยวเป็นพิเศษตั้งแต่สถานีขนส่ง สถานีรถไฟ สนามบิน และเส้นทางที่เข้าสู่แหล่งท่องเที่ยว รณรงค์ประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวให้เดินทางอย่างระมัดระวังและเคารพกฎจราจร

7.การบริหารจัดการ ให้จัดตั้งศูนย์ป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลปีใหม่ เพื่ออำนวยการควบคุม กำกับ ดูแล และติดตามประเมินผลการดำเนินงานตามแผนปฏิบัติการ ให้จังหวัดและกรุงเทพมหานครดำเนินการตามมาตรการ “ตรวจวัดระดับแอลกอฮอล์” อย่างเข้มข้น ให้คณะทำงานวิเคราะห์สาเหตุการเกิดอุบัติเหตุทางถนนตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีการเกิดอุบัติเหตุทางถนน

พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย กล่าวว่า ในช่วง 7 วันอันตราย จะมีการงดใช้รถบรรทุกบนท้องถนน พร้อมกับมีการรณรงค์ดื่มไม่ขับ เอาจริงเอาจังกับร้านค้าที่ขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์นอกเวลา เพราะถือเป็นต้นเหตุของการสูญเสียทางท้องถนน

วุฒิสภา ไม่ขวางแก้รธน. แต่ต้องมีเหตุผลรองรับ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/405878?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

วุฒิสภา ไม่ขวางแก้รธน. แต่ต้องมีเหตุผลรองรับ

21 ธันวาคม 2562 – 13:40 น.
วันชัย สอนศิริ,รัฐธรรมนูญ,วุฒิสภา
เปิดอ่าน 259 ครั้ง

วุฒิสภา ไม่ขวางแก้รธน. แต่ต้องมีเหตุผลรองรับ คอลัมน์… Excusive talk เนชั่นสุดสัปดาห์

การแก้ไขรัฐธรรมนูญ แม้จะเป็นเพียงขั้นตอนของการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษาแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่ก็เริ่มมีความร้อนแรงให้เห็นเป็นระยะ โดยเฉพาะวุฒิสภา ภายหลังตกเป็นเป้าหมายโจมตีของสภาผู้แทนราษฎร เนื่องจากถูกมองว่าเป็นตอขวางไม่ให้เกิดการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

จากประเด็นที่เกิดขึ้นจึงเป็นที่น่าสนใจว่าที่สุดแล้ววุฒิสภามองถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ทำให้เป็นโอกาสดีที่จะลองมาดูมุมมองของ ส.ว.กันดูบ้าง ผ่านบทสัมภาษณ์พิเศษ ‘วันชัย สอนศิริ’ ส.ว.และเลขานุการคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการวุฒิสภา (วิปวุฒิสภา)

          วันชัย เสนอความคิดว่า “ผมคิดว่ารัฐธรรมนูญเพิ่งมีผลใช้บังคับและเป็นรูปธรรมจริงๆ ตั้งแต่การเลือกตั้งการมีรัฐบาล ตลอดจนมี ส.ส.และสว. รวมแล้วยังไม่ถึง 6 เดือนเลย ส่วนตัวผมจึงมองว่ามันไม่มีเหตุผลใดๆเลยที่จะต้องรีบตื่นตระหนกตกใจมาแก้ไขรัฐธรรมนูญกัน”

“ถามว่ามันมีผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของประชาชนไหม ก็ยังไม่มี มีผลกระทบต่อการเมือง มองก็ยังไม่มี มีผลกระทบต่อความมั่นคงใดๆ ไหม ก็ยังไม่มี และมันเป็นการเรียกร้องของภาคประชาชนปลุกขึ้นมาถึงขนาดว่าเป็นจำนวนมากมายอะไรหรือไม่ ผมก็มองว่ายังไม่ได้มีอะไรเลย ดังนั้น มันจึงยังไม่มีเหตุผลใดๆ ผมว่าถ้าใช้ไปสักประมาณหนึ่งปี เอออันนี้น่าคิดว่าอะไรเป็นอุปสรรค อะไรเป็นปัญหา แล้วค่อยนำมาสู่การแก้ไข เพราะฉะนั้น เรื่องอื่นๆ จำเป็นเร่งด่วน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการปกครอง การเลือกตั้งท้องถิ่น เป็นเรื่องด่วนมากกว่า มันไม่เห็นมีอะไรที่จะต้องรีบทำถึงขนาดนี้”

“ถ้าจะให้มองต่อไปก็มองว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ออกแบบมาให้เป็นการประนีประนอมระหว่างเลือกตั้งกับฝ่ายความมั่นคง ซึ่งผ่านจากการรัฐประหารหมาดๆ มาทำงานร่วมกัน แล้วนี่เพิ่งจะทำงานกันได้ 5-6 เดือนเองก็ยังไม่เกิดอะไรเลย ผมมองดูก็ เอ๊ะ มันยังไม่ถึงขนาดวิกฤติในชั้นรัฐบาลเลย มันจึงไม่มีเหตุผล รวมทั้งผมกลับมองว่าถ้าไม่มีรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ไม่มีส.ว. 250 คน การเมืองจะวิกฤติมากกว่านี้ เพราะเลือกตั้งเสร็จเสียงก้ำกึ่งกันจะกลายเป็นการแย่งอำนาจมากขึ้น รัฐบาลจะไม่มีเสถียรภาพมากขึ้น จะเกิดการแก่งแย่งอำนาจจนกระทั่งเป็นอุปสรรคและมีผลกระทบต่อประชาชน เหตุผลตรงนี้ผมจึงมองดูว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้โดยแท้ ทำให้เกิดเสถียรภาพทางการเมืองในระยะนี้ได้”

ทั้งนี้ ตามแนวคิดของ อ.วันชัย เสนอว่าถึงที่สุดแล้วไม่ว่าอย่างไรการแก้ไขรัฐธรรมนูญน่าจะเกิดขึ้นได้ แต่ควรให้การบังคับใช้รัฐธรรมนูญผ่านไป 1 ปีก่อนนับตั้งแต่มีการเลือกตั้ง

“1 ปีในที่นี้ก็นับตั้งแต่ที่มีการเลือกตั้ง เพราะนับตั้งแต่การเลือกตั้งเราก็รู้แล้วว่ารัฐธรรมนูญเริ่มใช้จริงๆ จังๆ มีรัฐบาลจริง มีการตรวจสอบรัฐบาลจริง มีการดำเนินการในสภาจริง รวมทั้งการบริหารราชการแผ่นดินอันเกิดจากผลบังคับใช้ของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ผมว่า 1 ปี มันก็จะพอรู้ว่าอะไรมันเป็นอุปสรรคเป็นปัญหา ทั้งหมดที่เกิดขึ้นในขณะนี้มันเกิดจากอารมณ์ เกิดจากความชอบไม่ชอบเท่านั้นเอง กลายเป็นเรื่องเป็นราว จริงๆ มันไม่ใช่เป็นเหตุผลที่แท้จริง แต่เป็นเรื่องของความรู้สึกมากกว่า”

สำหรับประเด็นที่คิดว่าน่าจะมีการแก้ไขนั้นควรจะต้องพิจารณาศึกษาใน 2 เรื่อง ประกอบด้วย 1.การทุจริตเลือกตั้ง 2.การกลั่นกรองบุคคลเข้ามาดำรงตำแหน่งทางการเมือง

“ผมว่าน่าจะต้องดูว่า 1.การเลือกตั้งที่ผ่านมาตลอดจนการเลือกตั้งท้องถิ่นที่จะเกิดขึ้นที่รัฐธรรมนูญกำหนดว่าการเลือกตั้งที่สุจริตเที่ยงธรรมมันใช้ได้หรือไม่ได้ตรงไหน 2.กระบวนการกลั่นกรองบุคคลเข้ามาดำรงตำแหน่งทางการเมืองต่างๆ รวมทั้งการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาลและข้าราชการประจำ สามารถป้องกันการทุจริตได้จริงหรือไม่”

“เรื่องเหล่านี้มันต้องดูและใช้ไปสักระยะหนึ่งก่อน เหมือนกับการแต่งงาน ไม่ใช่แต่งงานกันไปสองสามเดือนแล้วหม้อข้าวยังไม่ทันดำเลยเลิกกันแล้ว มันควรจะต้องอยู่กินจนกระทั่งเข้าอกเข้าใจกันสักระยะหนึ่งก่อนแล้วในที่สุดบอกว่าอยู่ด้วยกันไม่ได้แล้ว อย่างนี้มันค่อยนำมาสู่การพิจารณากัน บางคนตอนยังไม่ได้แต่งงานกัน เราก็ไม่ได้รู้นิสัยใจคอที่แท้จริง มันปิดบังซ่อนเร้นไว้ แต่เวลาแต่งงานไปอยู่กันแล้ว ก็จะเห็นนิสัยแท้จริง เพราะฉะนั้นบางทีหกเจ็ดเดือนก็ยังปิดอยู่ จนกระทั่ง 1 ปีเริ่มออกลาย เหมือนกันผมว่ารัฐธรรมนูญ ขณะนี้ผมยังไม่เห็นมีลายอะไรเลยที่จะออกมา”

ขณะที่ ข้อกล่าวหาเรื่องส.ว.กังวลเรื่องเสียประโยชน์ ถึงไม่ยอมให้เกิดการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เลขานุการวิปวุฒิสภา ยืนยันว่า “ส่วนตัวผมถ้ามันจำเป็นต้องแก้ก็ต้องแก้รัฐธรรมนูญ อะไรที่เป็นข้อบกพร่องและเป็นอุปสรรคของประเทศ ผมว่าหลายคนก็ต้องคิดเหมือนกัน ไม่มีใครคิดเอาตัวเองเป็นตัวตั้งหรอก พวกเราไม่น่าจะเป็นอุปสรรคปัญหาของประเทศ แต่ต้องให้มันเห็นปัญหากันจริงๆ ขณะนี้เราถือว่าเป็นเรื่องอารมณ์ความรู้สึกของพรรคฝ่ายค้านเท่านั้นเอง พรรคฝ่ายรัฐบาลทั้งหมดเห็นด้วยหรือเปล่าว่าจะแก้ไขรัฐธรรมนูญ แล้วคนส่วนใหญ่ นักวิชาการเห็นด้วยทั้งหมดหรือยังว่าจะต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญ”

“ส.ว.ผมยืนยันเลยถ้ากระแสสังคม เสียงส่วนใหญ่เห็นว่าต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญ ผมว่าไม่สามารถจะยืนทนโท่ทนต่อกระแสให้ชาวบ้านเขาด่าอยู่ได้หรอก แล้วเราออกแบบกันมาอย่างนี้ ออกแบบมาเพื่อความมั่นคงของประเทศ แต่พบว่ามีที่ไม่ดี คุณจะปล่อยอยู่อย่างนี้โดยเอาตัวคุณเป็นตัวตั้ง ผมว่าส.ว.ที่คิดอย่างนั้นมันก็เห็นแก่ตัวเกินไป ส.ว.แบบนี้ก็ไม่ควรจะมี ส.ว.ต้องนึกถึงประเทศชาติ”

“เรื่องหวงอำนาจ แต่ละคนก็แก่ๆ กันทั้งนั้น คุณจะหวงอำนาจหาอะไรแค่ 4-5 ปี อย่างผมไม่ได้เป็น ผมก็ไม่ได้ตายอะไร ถ้ากลไกเขากำหนดว่าเลือกตั้งผมก็ไปเลือกตั้ง กำหนดให้ไปสรรหาผมก็ไปสรรหา ถ้ามีสภาเดียวผมก็ไปสมัครส.ส. ดังนั้น ถ้าใครยังยึดติดว่าตัวเองต้องได้เป็นและต้องมีอำนาจอยู่ ผมว่าเห็นแก่ตัว และคนแบบนี้ไม่น่าจะเป็นส.ว.หรอก ส.ว.มันต้องนึกถึงคนอื่นและประเทศเป็นสำคัญ” วันชัยสรุป

ชวน กระตุ้นสภาสร้างผลงาน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/405877?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ชวน กระตุ้นสภาสร้างผลงาน

21 ธันวาคม 2562 – 13:30 น.
ชวน หลีกภัย
เปิดอ่าน 213 ครั้ง

ชวน กระตุ้นสภาสร้างผลงาน คอลัมน์… เกาะขอบรั้วสภา เนชั่นสุดสัปดาห์

ใกล้ครบ 1 ปีของสภาผู้แทนราษฎรชุดที่ 25 ที่มี ‘ชวน หลีกภัย’ เป็นประธานสภา มองด้านหนึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่าผลงานของสภาในด้านนิติบัญญัติชุดนี้ยังมีไม่มากนัก ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นเพราะฝ่ายรัฐบาลยังไม่ค่อยทยอยส่งร่างพระราชบัญญัติเข้าสภาอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย ครั้น ส.ส.จะเสนอร่างกฎหมายก็มาเจอทางตันตามรัฐธรรมนูญมาตรา 44 อีก โดยรัฐธรรมนูญกำหนดให้การเสนอร่างกฎหมายต้องผ่านการสำรวจความคิดเห็น วิเคราะห์และประเมินผลกระทบอย่างรอบด้าน

สุดท้ายปัญหาก็กระทบทั้งสภา เมื่อรัฐบาลไม่ส่งร่างกฎหมาย ส.ส.เสนอไปก็ลำบาก ทำให้องค์กรท้ายน้ำอย่างวุฒิสภาไม่มีผลงานด้านการกลั่นกรองกฎหมายไปด้วย ไม่รู้เหมือนกันว่าสภาชุดนี้จะอยู่ไปได้นานเท่าไร เพราะความขัดแย้งภายในพรรคร่วมรัฐบาลก็เต็มไปหมด ด้วยเหตุนี้เองประธานสภาจึงพยายามเร้าให้ฝ่ายบริหารเร่งพิจารณาเสนอกฎหมายเข้ามายังสภาในช่วงปีหน้า โดยหวังจะเห็นผลงานด้านกฎหมายของสภาบ้างก่อนเกิดอุบัติเหตุทางการเมือง และเพื่อไม่ให้สภามีแต่ภาพของความขัดแย้งทางการเมืองเพียงอย่างเดียว

ภารกิจด้านการต้อนรับแขกบ้านแขกเมืองของประธานรัฐสภาไทยยังมีให้เห็นเป็นระยะ โดยเมื่อไม่นานมานี้ เพิ่งให้การรับรอง นายฟรังซิชกู เด อัสซิช มูไรช์ เอ คูญา วาซ ปัตตู เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐโปรตุเกสประจำประเทศไทย เพื่อแสดงความยินดีในโอกาสการดำรงตำแหน่งของประธานรัฐสภาและกระชับความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศ

ทั้งนี้ ประธานรัฐสภา กล่าวต้อนรับเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐโปรตุเกส และกล่าวชื่นชมวัฒนธรรมด้านอาหารของสาธารณรัฐโปรตุเกสที่เป็นต้นแบบอาหารหวานของไทยมาอย่างยาวนาน ซึ่งสาธารณรัฐโปรตุเกสเป็นชาติตะวันตกชาติแรกที่เริ่มเข้ามาติดต่อกับไทยในสมัยกรุงศรีอยุธยา และในปี 2562 เป็นปีที่ไทยกับสาธารณรัฐโปรตุเกส ครบรอบความสัมพันธ์ 508 ปี จึงเป็นประเทศยุโรปที่มีความสัมพันธ์กับไทยมาอย่างยาวนาน อีกทั้งยังกล่าวชื่นชมเอกอัครราชทูตในฐานะที่เป็นประเทศกัลยาณมิตรที่ยืนยาวที่สุดในโลก เห็นได้จากหมู่บ้านโปรตุเกสใน จ.พระนครศรีอยุธยา ซึ่งเป็นหลักฐานยืนยันถึงความสัมพันธ์อันดีที่ยาวนานของทั้งสองประเทศ

มาติดตามการทำงานช่วงโค้งสุดท้ายของคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2563 โดยเพิ่งได้เข้าไปตรวจสอบศาลยุติธรรมใน​โครงการระบบสารสนเทศ​สำนวนคดีศาลชั้นต้น​ ระยะที่​ 3​ ประเภทรายจ่ายลงทุน​ มูลค่า ​160 ล้านบาท พบว่า​มีการลงมติอนุมัติ​แผนการใช้จ่ายเงินค่าธรรมเนียม​ศาลเพื่อเสริมงบประมาณ​ ประจำปีงบประมาณ​ พ.ศ.​2561 เพิ่มเติม​

นอกจากนี้ เมื่อตรวจสอบ​ข้อมูลยัง​พบอีกว่า​ เป็นงบรายจ่าย​ลงทุน​หลายรายการ​ ทำให้คณะ​ กมธ.​ ต้องติดตามเพิ่มเติมต่อไปว่าเงินค่าธรรมเนียม​ศาลซึ่งควรถือเป็นเงินนอกงบประมาณ​นั้น​ มีที่มาที่ไปอย่างไร​ และมีการใช้จ่ายแต่ละปีเท่าใด​ เพราะข้อมูล​เงินนอกงบประมาณ​เป็นกรณีที่​ กมธ.​หลายท่านสนใจติดตามและทวงถามมาโดยตลอด​ แต่ไม่เคยได้รับข้อมูลเชิงลึกจากหน่วยงานต่างๆ​ แต่อย่างใด จึงได้ประสานให้ศาลยุติธรรม​ส่งข้อมูลค่าธรรมเนียม​ศาล​ โดยเฉพาะ​ในส่วนที่เป็นงบรายจ่ายลงทุน​ ตั้งแต่​ 1 ตุลาคม 2559 จนถึง​30 พฤศจิกายน ​2562 มาพิจารณา​เพิ่มเติมต่อไป​

ขณะที่ การทำงานของวุฒิสภาก็มีหลายภารกิจน่าสนใจ เช่น คณะกรรมาธิการการเทคโนโลยีสารสนเทศ การสื่อสาร และการโทรคมนาคม วุฒิสภา ที่มี พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ ประธานคณะกรรมาธิการ ซึ่งได้ตรวจสอบการประมูลคลื่นความถี่ 5G ย่าน 700 MHz 1800 MHz 2600 MHz และ 26 GHz คณะกรรมาธิการ ได้แต่งตั้งอนุกรรมาธิการ เพื่อพิจารณาศึกษา และจัดทำสรุปข้อเสนอความคิดเห็นที่ได้จากการสัมมนาส่งให้ กสทช. เพื่อดำเนินการแก้ไขต่อไป

สำหรับข้อเสนอของคณะกรรมาธิการมีสาระสำคัญ คือ การเสนอให้การกำหนดหลักเกณฑ์การประมูลต้องคำนึงถึงกฎหมายที่เกี่ยวข้องโดยตรงในการให้ใบอนุญาตคลื่นความถี่ 5G ทั้งกฎหมายรัฐธรรมนูญและพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2553 ที่สำคัญ กสทช.ไม่ควรตัดสินให้ใบอนุญาตด้วยจำนวนเงินประมูลสูงสุด แต่เพียงอย่างเดียว

สังคมกระต่ายตื่นตูม #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/405873?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

สังคมกระต่ายตื่นตูม

21 ธันวาคม 2562 – 13:20 น.
ภาษี,สินค้าฟุ่มเฟือย,เกศปรียา แก้วแสนเมือง,ภาษีผ้าอนามัย
เปิดอ่าน 1,521 ครั้ง

สังคมกระต่ายตื่นตูม  บทความพิเศษเนชั่นสุดสัปดาห์    โดย… ผศ.ดร.สุวิชา เป้าอารีย์

ในรอบอาทิตย์ที่ผ่านมา นอกจากข่าวการปลุกม็อบของหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่แล้ว อีกข่าวหนึ่งที่เป็นที่สนใจของประชาชนคือ การปล่อยข่าวว่า ครม.จัดให้ผ้าอนามัยเป็นสินค้าฟุ่มเฟือยเก็บภาษีในอัตราสูง และไม่ควบคุมราคา โดยผู้ปล่อยข่าวเป็นถึง ส.ส.หญิงและโฆษกของพรรคเพื่อชาติ น.ส.เกศปรียา แก้วแสนเมือง แต่กลับกลายเป็นว่าข่าวนี้ไม่ถูกต้อง โดย นายพชร อนันตศิลป์ อธิบดีกรมสรรพสามิต เปิดเผยว่า กรมสรรพสามิตไม่เคยมีการจัดเก็บภาษีผ้าอนามัยตามที่เป็นข่าว ผ้าอนามัยเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) 7% เท่านั้น ไม่ได้เสียภาษีสินค้าฟุ่มเฟือย เพราะเนื่องจากเป็นสินค้าที่มีความจำเป็นที่สตรีต้องใช้ในชีวิตประจำวัน ในนิยามการเสียภาษีสินค้าฟุ่มเฟือย คือ ถ้าไม่มีใช้ก็ไม่กระทบกับการใช้ชีวิตประจำวัน ถ้าส่งผลกระทบ ก็ให้ถือว่าเป็นสินค้าที่ไม่ฟุ่มเฟือย

แทนที่ ส.ส.หญิงจะออกมาขอโทษสังคมในการปล่อยข่าวเรื่องนี้ กลับแถไปเรื่อยว่า การที่ระบุว่าผ้าอนามัยแบบสอดก็ยังไม่ถูกปลดออกจากสินค้าประเภทเครื่องสำอางซึ่งเป็นสินค้าฟุ่มเฟือย อีกทั้ง พ.ร.ก.ดังกล่าวยังมีผลบังคับใช้เพียง 1 ปีเท่านั้น ซึ่งจริงๆ แล้วควรทำให้เป็นสินค้าควบคุมถาวร (ฟังแล้วรำคาญไหมครับ)

การปล่อยข่าวนี้อาจจะไม่ใช่ Fake News ที่ถูกตั้งใจทำขึ้นมาเพื่อโจมตีใส่ร้ายรัฐบาล แต่คือ “การฟังไม่ได้ศัพท์ จับไปกระเดียด” ของ ส.ส.หญิง ที่ดูเป็นคนรุ่นใหม่ มีความรู้ดี แต่ฟังข้อความหรือตรวจดูข้อมูลไม่ชัดแจ้ง ไม่ครบถ้วน และอาจรวมถึงไม่เข้าใจด้วย แต่นำไปตีความ แล้วพูดต่ออย่างผิดๆ ถูกๆ ทำให้เกิดความเสียหายแก่รัฐบาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เนื่องจากหลังการปล่อยข่าว ทำให้ #ภาษีผ้าอนามัย กลายเป็นกระแส ติดเทรนด์อันดับ 1 ทวิตเตอร์ไทย ที่นายกฯ โดนวิจารณ์อย่างมากจากคนทั่วไปและโดยเฉพาะอย่างยิ่งจากพวกขาประจำต่อต้าน พล.อ.ประยุทธ์ ที่อยู่ทั้งในสภาและนอกสภา

แต่เมื่อความจริงปรากฏว่าไม่ได้เป็นดังข่าวที่ถูกปล่อยออกมา ไม่ทราบว่า มีใครออกมาขอโทษสังคมบ้างตั้งแต่ต้นทางของการปล่อยข่าวไปจนถึงนักแชร์ข่าวและพวกที่ชอบติดแฮชแท็กประชดประชันสังคมทั้งหลาย

ประเด็นนี้ (ถ้าไม่นับว่าเป็นเรื่องการเมือง) ทำให้นึกถึงงานวิจัยที่เคยทำให้กระทรวงการพัฒนาสังคมฯ เมื่อหลายปีก่อนที่ได้วิเคราะห์จุดอ่อนอย่างหนึ่งของสังคมไทยไว้ว่า คนไทยจำนวนมากกำลังเดินเข้าสู่สังคมก้มหน้า คือ การให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีที่อยู่ในมือมากกว่าคนรอบข้าง ให้ความสนใจและเชื่อในข้อมูลออนไลน์มากกว่าความเป็นจริงทางสังคม ขาดการกรองข้อมูลข่าวสาร ขาดการวิเคราะห์ข้อมูลในเชิงลึก ไม่พยายามวิเคราะห์หาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสิ่งที่ได้ยินมา และมักจะมีพฤติกรรมกระต่ายตื่นตูมอยู่เป็นประจำ คือชอบที่จะแบ่งปันและกระจายข้อมูลออกไปให้เพื่อนหรือเครือข่ายโดยไม่มีการตรวจสอบความเป็นจริงของข้อมูลที่ได้มา

พฤติกรรมของ ส.ส.หญิงผู้นี้ไม่ต่างอะไรกับกระต่ายในนิทานอิสป ที่มีเรื่องเล่าว่า เมื่อเกิดพายุใหญ่ ทำให้ลูกตาลหล่นลงที่พื้นดิน เกือบถูกกระต่ายที่นอนอยู่ใต้ต้นตาล จากนั้นก็คิดว่าฟ้าถล่ม ไม่ทันได้ไตร่ตรอง ลุกขึ้นได้ก็วิ่งไปอย่างสุดกำลัง วิ่งพลางบอกพลางว่า “ฟ้าถล่ม” ทำให้สัตว์ทั้งหลายในป่าที่ไม่ทันคิดก็เชื่อตามพากันวิ่งตามกระต่ายไป จนทำให้สัตว์จำนวนมากวิ่งหกล้ม ชนกันเกือบต้องเสียชีวิตและทำให้ป่าเกิดความวุ่นวายอย่างมาก

ประเด็นภาษีผ้าอนามัยนี้อาจเป็นเพียงแค่การขาดความสุขุมรอบคอบ ขาดการรู้จักใช้สติปัญญาไตร่ตรองของ ส.ส.หญิง และพวกนักแชร์ข้อมูล (ที่ไม่สนใจจะตรวจสอบข้อมูล) รวมถึงพวกชอบติดแฮชแท็ก ประชดและทำลายสังคม ผลที่ได้คือสังคมยังวุ่นวายขนาดนี้

ลองคิดดูว่าถ้าเป็น Fake News ที่ถูกทำขึ้นมาเพื่อเหตุผลทางการเมืองหรือเพื่อบั่นทอนความมั่นคงของประเทศ ผลที่เกิดขึ้นกับสังคมจะวุ่นวายขนาดไหน

การแก้ไขปัญหานี้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับหน่วยต่อต้าน Fake News ของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เพียงหน่วยงานเดียว

แต่สิ่งสำคัญคือการปรับพฤติกรรมของคนยุคดิจิทัล ให้เลิกเป็นกระต่ายตื่นตูม ต้องหัดตรวจสอบข้อมูลจากหลายๆ แหล่งก่อนตัดสินใจแชร์ และเมื่อเกิดความผิดพลาดก็ต้องหัดรู้จักออกมาขอโทษ ไม่ใช่ทำเป็นเงียบหรือปิดหน้าสื่อออนไลน์ของตนเองเพื่อหนีจากการถูกตำหนิ

 ความรับผิดชอบน่ะมีไหม…เหล่ากระต่ายทั้งหลาย

เพื่อไทยพลัส สร้างคนรุ่นใหม่- Smart Democracy #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/405867?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เพื่อไทยพลัส สร้างคนรุ่นใหม่- Smart Democracy

21 ธันวาคม 2562 – 12:50 น.
เพื่อไทยพลัสยุคใหม่,คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์,สุทิน คลังแสง,นออนุดิษฐ์ นาครทรรพ
เปิดอ่าน 626 ครั้ง

เพื่อไทยพลัส สร้างคนรุ่นใหม่- Smart Democracy คอลัมน์….  special weekend  เนชั่นสุดสัปดาห์

ปฏิเสธไม่ได้ว่า พรรคเพื่อไทย เป็นหนึ่งในพรรคการเมืองที่มีความเป็นสถาบันทางการเมือง ภายหลังมี ส.ส.ทำงานในนามประชาชนมาเป็นเวลาร่วมทศวรรษ อีกทั้งยังเคยฝากผลงานทั้งในฐานะเป็นฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านให้เห็นประจักษ์มาเป็นระยะ

ปัจจุบันพรรคเพื่อไทยประกอบไปด้วยผู้ทรงคุณวุฒิและส.ส.หลายสมัยจำนวนมาก แต่นั่นไม่ได้เป็นการการันตีถึงความมั่นคงและความยั่งยืนในการทำงานการเมืองของพรรค จึงทำให้ดำเนินการหว่านเมล็ดพันธุ์ทางการเมืองเพื่อสร้างคนรุ่นใหม่เข้ามาประดับเป็นดาวและกำลังสำคัญให้แก่พรรคในระยะยาว จนเป็นที่มาของโครงการ “เพื่อไทยพลัสยุคใหม่ แข็งแกร่งกว่าเดิม”

เมื่อไม่นานมานี้ คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย กล่าวระหว่างเปิดโครงการต่อหน้าเยาวชนที่มาร่วมกิจกรรมด้วยการย้ำจุดยืนว่า “เพื่อไทยยุคใหม่ ประชาชนคิด เพื่อไทยทำ” เพื่อแสดงให้เห็นว่าโครงการที่เกิดขึ้นไม่ใช่เพื่อความแข็งแกร่งของพรรคเพื่อไทย แต่เป็นการพยายามสร้างคนรุ่นใหม่ให้เข้ามามีส่วนร่วมทางการเมืองมากขึ้น โดยใช้ช่องทางพรรคการเมืองนำไปสู่การทำงานและการทำนโยบาย

“วันนี้โลกเปลี่ยน การเมืองบริบทเดิมไม่ตอบโจทย์ประเทศ วันนี้เป็นโลกยุคดิจิทัล ถ้าผู้นำ ผู้บริหารคว้าเป็นจะเกิดโอกาส แต่ถ้าผู้นำไม่ปรับตัวจะตกยุคแบบตามไม่ทัน อย่างไรก็ตามวันนี้ผู้นำประเทศต่างๆ เด็กลงทุกวัน เพราะการมีเทคโนโลยีสมัยใหม่บีบให้ทุกองค์กร แสวงหาคนที่คิดใหม่ ไม่ใช่เพราะคนเบื่อการเมือง แต่ตอนนี้ต้องการคนมีความรู้ที่ทันต่อโลกยุคใหม่ การที่ได้คนดี คนซื่อสัตย์ มีวิสัยทัศน์ มาเป็นผู้นำวันนี้อาจไม่พอแล้ว แต่ผู้นำจึงต้องยอมรับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี เพื่อจะได้คว้าโอกาสเหล่านี้เป็นเครื่องมือทำมาหากินให้แก่ประชาชน แต่ถ้าไม่เข้าใจมันก็ไปต่อไม่ได้” คุณหญิงสุดารัตน์ กล่าว

“ต่อไปนี้สิ่งที่จะออกแบบให้ประเทศไทย คือจะต้องเลิกโครงสร้างรัฐราชการที่เป็นศูนย์กลาง ให้กลายเป็นประชาชนเป็นศูนย์กลาง กระจายอำนาจ กระจายโอกาส จะรวยกระจุกจนกระจายไม่ได้ สังคมประเทศต้องถูกปรับเพราะไม่ตอบสนองความต้องการของประชาชน”

“วันนี้เรามีปัญหาคือ 1.การกระจายอำนาจ 2.ประเทศไทยจะไปทางไหนกับโลกในปัจจุบัน ที่กำลังเผชิญกับสงครามการค้า และสงครามเทคโนโลยี เรื่องเหล่านี้เราจะไม่สามารถเอาชนะด้วยเรือดำน้ำ หรือรถถังที่ประโคมซื้อ นอกจากนี้หลายปีที่ผ่านมา เราไม่เตรียมความพร้อมติดอาวุธ ซึ่งคือปัญญาให้เด็กไทยให้พร้อมเข้าสู่การแข่งขัน รวมถึงไม่สนับสนุนคนรุ่นใหม่มากพอ ดังนั้นน้องๆ ต้องสนใจในเรื่องนี้ เนื่องจากจะต้องอยู่ในประเทศนี้ เราต้องการคนรุ่นใหม่มาดูแลประเทศต่อ โดยเราจะเป็นนั่งร้านที่คลุกกับดินให้คนรุ่นใหม่มาเหยียบต่อยอด เราจะนิ่งเฉยให้เขาปู้ยี่ปู้ยำอนาคตแบบนี้ไม่ได้ และประเทศนี้จะไปต่อไม่ได้ถ้าเราไม่ร่วมแก้ไขรัฐธรรมนูญ” คุณหญิงสุดารัตน์ กล่าว

น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ

ด้าน น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ เลขาธิการพรรคเพื่อไทย ประกาศว่า เยาวชนมีบทบาทในการกำหนดอนาคตของชาติ และคนกลุ่มนี้เป็นที่คาดหวังของสังคม เนื่องจากเป็นวัยหนุ่มสาวที่มีความสุจริตใจ ไม่มีผลประโยชน์ใดๆ ที่ผูกพันกับพรรคการเมือง แม้ที่ผ่านมาเยาวชนมีส่วนร่วมทางการเมืองโดยการแสดงความคิดเห็นผ่านโซเชียลมีเดีย แต่ไม่ได้ทำให้ประเทศไทยเป็น Smart Democracy ได้จริง

“Smart Democracy คือรูปแบบการปกครองในระบอบประชาธิปไตยที่ชาญฉลาด เป็นการมีส่วนร่วมทางการเมืองที่คำนึงถึงทุกฝ่าย และรับฟังความคิดเห็นของคนทุกรุ่น ดังนั้นคนรุ่นใหม่คือความหวังของประเทศ เพราะต้องอยู่กับการเมืองไทยไปอีกอย่างน้อย 20 ปี” น.อ.อนุดิษฐ์ ระบุ

ขณะที่ สุทิน คลังแสง ส.ส.มหาสารคาม และประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน ย้ำว่า คุณภาพการศึกษาของเด็กไทยต่ำลงไปทุกวัน แล้วเราจะอยู่จะสู้กันไปอย่างไร ในวันที่เราต้องต่อสู้และเผชิญอะไรอีกมากมาย ไม่ว่าจะต้องต่อสู้กับหุ่นยนต์ AI ทั้งยังต้องสู้กับภัยเศรษฐกิจ

“เราต้องปรับตัวเพื่อสู้ในเวทีโลก และคนที่จะช่วยเสริมสร้างศักยภาพให้กับเยาวชน สร้างบริบทสร้างกลไกในการพัฒนาประเทศ คือ เราต้องมีนายกฯ ที่รู้ทันโลก รู้เรื่อง Digital Economy และมี รมว.ศึกษาฯ ที่รู้จัก EQ IQ MQ และการเรียนรู้รูปแบบใหม่ การศึกษานอกห้องเรียน ซึ่งเราต้องทุ่มงบเพื่อช่วยพัฒนาเยาวชนให้มีคุณภาพไปแข่งขันในเวทีโลกได้ในอนาคต” ประธานวิปฝ่ายค้าน กล่าว

สุดท้าย นพคุณ รัฐผไท ประธานคณะกรรมาธิการการศึกษา ระบุว่า การแก้ไขปัญหาต้องเริ่มต้นจากเยาวชนเพื่อให้มีส่วนร่วมให้มีความรู้เรื่องประชาธิปไตย สำหรับกิจกรรมของพรรคเพื่อไทย ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาประชาธิปไตยตั้งแต่ระดับเยาวชน ซึ่งได้ปลูกฝังในหลายเรื่อง โดยเฉพาะค่านิยมต่อระบอบประชาธิปไตย ความเข้าใจปัญหาการซื้อสิทธิ์ขายเสียง ที่ยังมีอยู่อย่างมหาศาล และหากไม่เริ่มตอนนี้ก็จะกลายเป็นปัญหา พรรคการเมืองไม่ควรเพิกเฉย