บูรณาการรับมือ7วันอันตราย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/404968?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

บูรณาการรับมือ7วันอันตราย

17 ธันวาคม 2562 – 08:56 น.
7 วันอันตราย,บูรณาการ,สำนักงานตำรวจแห่งชาติ
เปิดอ่าน 3,279 ครั้ง

บูรณาการรับมือ7วันอันตราย บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก ฉบับวันอังคารที่ 17 ธันวาคม 2562

เหลือเวลาอีกเพียงไม่กี่วัน จะเข้าสู่ช่วงเทศกาลแห่งความสุข ส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ แต่กระนั้น ความสูญเสียอันเกิดจากอุบัติเหตุทางถนนก็เป็นปัจจัยหลักที่สร้างความทุกข์ระทม และก่อความเสียหายให้แก่สังคมโดยรวม ทั้งในด้านจิตใจที่ประเมินค่าไม่ได้ อีกทั้งทางด้านเศรษฐกิจ ซึ่งหากเสียชีวิต นายกรัฐมนตรีบอกว่าจะมีมูลค่าเฉลี่ยรายละ 5.3 ล้านบาท บาดเจ็บถึงขั้นพิการเฉลี่ยประมาณรายละ 6.2 ล้านบาท ทุกหน่วยงานทั้งภาครัฐ และองค์กรต่างๆ จึงเร่งจัดโครงการรณรงค์ลดอุบัติเหตุช่วง 7 วันอันตรายระหว่างวันที่ 27 ธันวาคม ถึง 2 มกราคม 2563 ทั้งนี้จากข้อมูลช่วง 7 วันอันตรายของเทศกาลปีใหม่ 2562 เกิดอุบัติเหตุรวม 3,791 ครั้ง ตาย 463 ราย บาดเจ็บ 3,892 ราย สาเหตุส่วนใหญ่มาจากดื่มแล้วขับและขับรถเร็ว

      สำนักงานตำรวจแห่งชาติ จัดโครงการรณรงค์ “ดื่มไม่ขับ ขับไม่ดื่ม ร่วมรับผิดชอบสังคม” เพื่อสร้างจิตสำนึกที่ดีให้แก่ประชาชนและร่วมรับผิดชอบต่อสังคม โดยมีเป้าหมายดำเนินคดีกับผู้ขับขี่ที่มีพฤติกรรมขับรถเร็ว ขับรถย้อนศร ฝ่าฝืนสัญญาณจราจร ไม่คาดเข็มขัดนิรภัย ไม่มีใบอนุญาต ขับรถแซงในที่คับขัน ขับขี่ขับรถในขณะเมาสุรา ขับขี่รถและผู้โดยสารไม่สวมหมวกนิรภัย ขับรถจักรยานยนต์ในลักษณะที่ไม่ปลอดภัยและใช้โทรศัพท์ขณะขับขี่ ซึ่งทั้งหมดนี้เน้นไปที่ผู้ขับขี่เป็นหลัก ซึ่งองค์การอนามัยโลกได้รายงานไว้ในปี 2559 ว่าประเทศไทยมีผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนกว่า 2 หมื่นราย สูงเป็นอันดับที่ 9 ของโลก สาเหตุหลักมาจากการมีพฤติกรรมเสี่ยงในการขับขี่และไม่มีวินัยจราจร

ขณะเดียวกัน เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม ที่ผ่านมา ถือเป็นวันเริ่มต้นที่กรมการขนส่งทางบก บังคับใช้กฎหมายขนส่งทางบก 2522 อย่างเข้มงวด ด้วยมาตรการแบ่งรางวัลนำจับให้ประชาชน 50% ที่แจ้งเบาะแสการกระทำผิดของกลุ่มรถโดยสารสาธารณะและรถบรรทุก โดยรางวัลส่วนแบ่งจะคิดจากมูลค่าของบทลงโทษปรับซึ่งมีตั้งแต่ 200-30,000 บาท ตามแต่กรณี ความผิดตามกฎหมายนั้นคือ ขับรถส่ายไปส่ายมา ขับรถประมาทหวาดเสียว ควันดำ บรรทุกผู้โดยสารเกิน ผู้แจ้งเบาะแสสามารถถ่ายรูปและส่งหลักฐานไปยังกรมการขนส่งทางบก ซึ่งผู้ทำผิดจะถูกเรียกมารับทราบข้อกล่าวหาภายใน 7 วัน หากพบว่าผิดจริงจะโดนปรับและแบ่งรางวัลนำจับให้ผู้แจ้งต่อไป

ถือเป็นอีกมาตรการจากกรมการขนส่งทางบกเพื่อรับมือ 7 วันอันตราย อีกทางหนึ่งก็กำลังประสานความร่วมมือกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติเพื่อบังคับใช้กฎหมายจราจรให้เข้มข้นมากขึ้น อันเป็นการบูรณาการระหว่างหน่วยงาน เพราะที่ผ่านมา ทั้งสองหน่วยงานถือกฎหมายคนละฉบับ ทำให้ยุ่งยากเช่นกรณีการออกใบสั่งของตำรวจ แต่กรมการขนส่งทางบกก็ไม่อาจยับยั้งการจ่ายภาษีประจำปีได้หากผู้ขับขี่ไม่ไปจ่ายค่าปรับ ส่วนมาตรการแบ่งรางวัลนำจับนั้น แม้จะเป็นอีกหนทางเพื่อลดอุบัติภัยบนท้องถนน แต่ก็ต้องมีความระมัดระวัง โดยเฉพาะผู้แจ้งเบาะแสที่อาจเกิดความขัดแย้งกับผู้ขับขี่ กลายเป็นทะเลาะวิวาทบนถนน นำไปสู่คดีความอีกรูปแบบหนึ่งก็ได้ ท้ายที่สุด ประชาชนผู้ใช้ทางต้องยึดมั่นวินัยจราจรทั้งเพื่อความปลอดภัยของตนเองและสังคม

สังคมก้มหน้า..กับ 5 พฤติกรรมเสี่ยง ลัก วิ่ง ชิง ปล้น #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/404762?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

สังคมก้มหน้า..กับ 5 พฤติกรรมเสี่ยง ลัก วิ่ง ชิง ปล้น

16 ธันวาคม 2562 – 11:55 น.
สายตรวจระวังภัย,5 พฤติกรรมเสี่ยง,สังคมก้มหน้า
เปิดอ่าน 1,079 ครั้ง

สังคมก้มหน้า..กับ 5 พฤติกรรมเสี่ยง ลัก วิ่ง ชิง ปล้น คอลัมน์…  สายตรวจระวังภัย   โดย…   ทีมข่าวอาชญากรรม

คดีอาชญากรรม “ลัก วิ่ง ชิ่ง ปล้น” เป็นอีกเรื่องที่มีการเตือนภัยให้ระมัดระวังอยู่เป็นประจำ จากสถิติในอดีตที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบันดูเหมือนการก่อเหตุและคดีความเกิดเพิ่มขึ้น อาจด้วยสภาวะเศรษฐกิจที่ส่งผลให้ “โจรชุม” เหมือนยุง ถ้าโชคดีก็แค่เสียทรัพย์ แต่หากโชคร้ายก็หมายถึงชีวิต ยิ่งแล้วพฤติกรรมของผู้คน โดยเฉพาะในสังคมเมืองกลายเป็น “สังคมก้มหน้า” ทุกช่วงขณะจดจ่ออยู่กับหน้าจอมือถือท่องโซเชียลมีเดีย ละเลยจนเป็นความประมาท ให้โจรผู้ร้ายใช้โอกาสเหล่านี้มาก่อคดีเกี่ยวกับทรัพย์

เหตุการณ์ฉกชิงวิ่งราวทรัพย์เกิดขึ้นซ้ำๆ กันเป็นประจำแทบจะทุกพื้นที่ ผู้เสียหายหลายรายแจ้งความร้องทุกต่อตำรวจก็ล้วนแล้วแต่ประสบเหตุซ้ำแบบเดิม และคนร้ายใช้พฤติกรรมเดิมๆ ได้อย่างง่ายดาย เพียงเพราะประชาชนที่ตกเป็นเหยื่อใช้ชีวิตตั้งอยู่บนความประมาท

เหยื่ออาชญากรรมจากการถูกโจรฉกชิงวิ่งราวพวกนี้ หลายคนอาจจะมองว่าเป็นปัญหาเล็กๆ แต่ในความเป็นจริงแล้วตำรวจต่างบอกว่าไม่เล็กเลย แถมขยายวงกว้าง มีหลายกลุ่มแก๊ง สร้างความเดือดร้อนหลายพื้นที่ นั่นหมายถึงความปลอดภัยในชีวิตของประชาชนในสังคม ถ้ายังมีเรื่องพวกนี้อยู่ ประชาชนก็คงไม่ได้อยู่เย็นเป็นสุข และอาจลามไปถึงประสิทธิภาพการป้องกันปราบปรามของเจ้าหน้าที่ตำรวจสายตรวจ

สอดคล้องกับสถิติ คดีประทุษร้ายต่อทรัพย์ทั่วประเทศ (รับแจ้ง/คดี) ในปี 2561 จำนวน 45,701 คดี และในปี 2562 ตั้งแต่เดือน มกราคม-กันยายน มีจำนวน 34,375 คดี

ด้วยเหตุนี้ตำรวจ กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) จึงต้องออกมา เตือน 5 พฤติกรรมเสี่ยงถูกวิ่งราวทรัพย์! ผ่านเพจเฟซบุ๊ก “กองปราบปราม” ประกอบด้วย 1.ก้มหน้าก้มตาเล่นโทรศัพท์ขณะกำลังรอรถโดยสาร เพราะคนร้ายอาจขับรถจักรยานยนต์ผ่านมาและกระชากเอาโทรศัพท์จากมือเหยื่อ 2.เดินเล่นโทรศัพท์ริมถนนไม่สนใจสิ่งรอบตัว เพราะคนร้ายอาจเดินมาจากด้านหลังแล้วกระชากเอาโทรศัพท์จากมือเหยื่อ ก่อนวิ่งไปขึ้นรถจักรยานยนต์ที่จอดรอไว้ 3.สะพายเป้ด้วยไหล่ข้างเดียวขณะเดินอยู่บนทางเท้า เพราะคนร้ายอาจขับรถจักรยานยนต์ขึ้นมาบนทางเท้า โดยเข้ามาจากทางด้านหลัง และกระชากเอากระเป๋าเป้หลุดออกจากไหล่ของเหยื่อได้อย่างง่ายดาย 4.สะพายกระเป๋าด้วยไหล่ฝั่งที่ติดถนน ขณะเดินอยู่บนทางเท้า เพราะคนร้ายอาจขับรถจักรยานยนต์ผ่านมา สามารถกระชากเอากระเป๋าสะพายได้ 5.วางโทรศัพท์มือถือหรือกระเป๋าสตางค์ไว้บนโต๊ะขณะกำลังนั่งรับประทานอาหารตามร้านริมถนน เพราะคนร้ายอาจเดินมาหยิบสิ่งของมีค่าบนโต๊ะก่อนวิ่งไปขึ้นรถจักรยานยนต์ที่จอดรถไว้

สำหรับวิธีป้องกันเพื่อลดโอกาสการถูกก่อเหตุตำรวจได้แนะนำไว้ว่า ไม่ก้มหน้าก้มตาเล่นโทรศัพท์ขณะเดิน หรือยืนอยู่บนทางเท้า ส่วนกรณีสะพายเป้ ให้สะพายด้วยไหล่ทั้งสองข้าง เพื่อให้ยากต่อการวิ่งราว ขณะที่กระเป๋าสะพายข้างควรสะพายเฉียง หรือไม่สะพายให้กระเป๋าไว้ฝั่งที่ติดถนน และการนั่งรับประทานอาหารริมถนน ไม่วางสิ่งของมีค่าไว้บนโต๊ะอาหาร

สิ่งที่เกิดขึ้นกลายเป็นภัยใกล้ตัวสำหรับคนที่ใช้ชีวิตประจำวันแบบ “ไม่ระมัดระวัง” ละเลยที่จะปกป้องทรัพย์สินของตัวเองระหว่างเดินอยู่ตามท้องถนน ซึ่งอาจตกเป็น “เหยื่อ” โดยไม่รู้ตัว..!!

ไผเป็นไผ ลอกคราบ ‘ม็อบธนาธร’ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/404738?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ไผเป็นไผ ลอกคราบ ‘ม็อบธนาธร’

16 ธันวาคม 2562 – 11:00 น.
ธนาธร,ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ,วิ่งไล่ลุง,เจาะประเด็นร้อน,ท่องยุทธภพ,ขุนน้ำหมึก,ไพรัฎฐโชติก์ จันทรขจร,คนเดือนตุลา
เปิดอ่าน 13,194 ครั้ง

คอลัมน์ ‘ท่องยุทธภพ’ โดย ‘ขุนน้ำหมึก’ จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก ฉบับวันที่ 16 ธ.ค. 62

***************************

ควันหลงแฟลชม็อบที่สกายวอล์ก ปทุมวัน กองเชียร์ส้มหวานในโซเชียลยังถกเถียงกันเรื่องจำนวนตัวเลขผู้ชุมนุม บ้างก็ว่า 5 พัน บ้างก็บอกหลักหมื่น นอกจากนี้ยังพยายามเถียงว่า เด็กรุ่นใหม่มาร่วมเยอะ ทั้งที่ความเป็นจริง ร้อยละ 90 เป็นคนทำงานวัย 30 ปีขึ้นไป

ส่วนกรณีการแชร์ภาพคนเสื้อแดงปากน้ำ “สมบัติ ทองย้อย” ซึ่งหลังรัฐประหาร 2557 ถูกทหาร-ตำรวจเชิญตัวไปพูดคุยหลายครั้ง รวมถึงเคยเป็นผู้ต้องสงสัยในบางคดี แต่สมบัติไม่เคยอำพรางตัวเอง และแสดงจุดยืน “ไม่เอาประยุทธ์”

จริงๆ แล้ว ระหว่างที่ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” ปราศรัยอยู่นั้น มีผู้ชาย 3 คน ยืนสังเกตการณ์ผู้คนไปรอบๆ ประหนึ่งเป็นการ์ดอารักขาหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ น่าติดตามว่า พวกเขาเป็นใคร? มาจากไหน?

ฉก “วิ่งไล่ลุง”

พลันที่ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ลาออกจากกรรมาธิการงบฯ และวางมือกิจการสภา ขอมาเคลื่อนไหวนอกสภาแทน ผู้คนก็ฮือฮาวิเคราะห์ว่าธนาธรจะปลุกม็อบและจังหวะนั้นแคมเปญ “วิ่งไล่ลุง” ก็โผล่มาพอดี

เบื้องแรกแกนนำสหภาพนักเรียน นิสิต นักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนท.) คือ “บอล” ธนวัฒน์ วงศ์ไชย นิสิตคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาฯ และ “เพนกวิน” พริษฐ์ ชิวารักษ์ นักศึกษาคณะรัฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์ เป็นแม่งานวิ่งไล่ลุง 12 มกราคม 2563

ก่อนปิดเวทีแฟลชม็อบ “ธนาธร” ประกาศพบกันใหม่ 12 มกราคม วิ่งไล่ลุง ซึ่งเป็นกิจกรรมเดียวกับ คู่หู “บอล-เพนกวิน” แถลงไว้ก่อนหน้านี้

ระหว่างที่ยังไม่ได้วิ่งไล่ลุง ธนาธร-ปิยบุตร จะออกเดินสายไปทั่วประเทศเพื่อปลุกระดมให้สาขาพรรคอนาคตใหม่ ได้จัดกิจกรรมวิ่งไล่ลุงพร้อมกันทั่วประเทศ

ลึกๆ กิจกรรมวิ่งไล่ลุง ยังมีปัญหา “ชิงการนำ” เพราะ “โบว์” แดงตัวแม่ รู้สึกไม่พอใจที่แกนนำอนาคตใหม่ จะมาแย่งซีนเป็นผู้นำม็อบ

ป๋วย” การ์ดมืออาชีพ

หลายคนในแฟลชม็อบที่สกายวอล์ก อาจจำผู้ชายสวมแว่นยืนขนาบข้าง “ธนาธร” ได้ เพราะ ป๋วย” ไพรัฎฐโชติก์ จันทรขจร เพิ่งลงสมัครเลือกตั้งซ่อมเขต 5 นครปฐม เมื่อไม่นานมานี้

“ป๋วย” เป็นทายาท พล.ต.ท.จำรัส จันทรขจร อดีตผู้ช่วยอธิบดีกรมตำรวจ และมีพี่ชายชื่อ โป๊ะ” วัชรพันธุ์ จันทรขจร อดีตเลขาธิการกองทุนฟื้นฟูเกษตรกร

ป๋วย หัวหน้าการ์ด ประกบธนาธร

ก่อนเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 “ป๋วย” เรียนอยู่ที่โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย และได้ไปช่วยพี่ชาย “โป๊ะ” ซึ่งทำหน้าที่หัวหน้าการ์ดศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (ศนท.)

หลัง 6 ตุลา สองพี่น้องตระกูลจันทรขจร เข้าไปร่วมงานกับ พคท.อยู่ที่ภูหินร่องกล้า และน่านเหนือ 4-5 ปี จึงกลับออกมาทำธุรกิจรักษาความปลอดภัย

ช่วงชุมนุมขับไล่ “สุจินดา” ปี 2535 “โป๊ะ-ป๋วย” ได้นำทีมการ์ดของบริษัทครอบครัว ทำหน้าที่อารักษา พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ผู้นำม็อบพฤษภาทมิฬ

ปี 2544 สองพี่น้องนำทีมการ์ดมาทำงานให้พรรคไทยรักไทย มีหน้าที่อารักขา ทักษิณ ชินวัตร ในช่วงการหาเสียงเลือกตั้ง และหลังตั้งรัฐบาลทักษิณทั้งคู่ก็มีตำแหน่งทางการเมือง

พ.ศ.นี้ ป๋วยยังทำธุรกิจรักษาความปลอดภัย และนำทีมงานมาอารักขา “ธนาธร” ในวันจุดไฟม็อบที่ปทุมวัน

คนเดือนตุลารุ่นใหญ่

นอกจาก “ป๋วย” การ์ดเดือนตุลา ในแฟลชม็อบก็ยังมี อำนาจ สถาวรฤทธิ์” ที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ฝ่ายการเมือง คอยกำกับเวทีอยู่ข้างๆ แกนนำอนาคตใหม่

อำนาจ สถาวรฤทธิ์

“อำนาจ” ไม่ใช่แนวฮาร์ดคอร์อย่างป๋วย หากแต่เป็นแนวเสนาธิการ อำนาจเข้าเรียนธรรมศาสตร์ปี 2516 จึงได้ร่วมขบวนการเรียกร้องรัฐธรรมนูญ และก่อการปิดมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ชุมนุมขับไล่เผด็จการทหาร

อำนาจมีประสบการณ์ทำงานการเมืองกับ พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ สมัยอยู่ ปชป. และทักษิณ ชินวัตร พรรคไทยรักไทย ช่วงหลัง อำนาจ หันมาสนับสนุนคนเดือนตุลา สายไม่เอาเผด็จการทหาร

สุนทร ผู้นำกรรมกร ป๋วย และสมบัติ แดงปากน้ำ

อีกคนหนึ่งที่ยืนเคียงข้างป๋วย และอำนาจ ในเวทแฟลชม็อบคือ สุนทร บุญยอด” กรรมการบริหารพรรคอนาคตใหม่ ในสัดส่วนเครือข่ายผู้ใช้แรงงาน

สุนทร บุญยอด

สุนทรมีบทบาทอย่างสูงต่อการสร้างฐานเสียงกรรมกรให้พรรค เนื่องจากเขาเป็นผู้นำแรงงานสาย “สภาองค์กรลูกจ้างสภาศูนย์กลางแรงงานแห่งประเทศไทย” ซึ่งมีฐานกรรมกรอยู่ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล

มือทำงานมวลชนอย่างอำนาจ และสุนทร มีความสำคัญมาก สำหรับยุทธการท้องถนนของไพร่หมื่นล้าน

สื่อสารแรงงานหญิงข้ามชาติ ปัญหาร่วมของอาเซียน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/404755?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

สื่อสารแรงงานหญิงข้ามชาติ ปัญหาร่วมของอาเซียน

16 ธันวาคม 2562 – 10:50 น.
สิทธิมนุษยชน,แรงงานหญิงข้ามชาติ,รู้ลึกกับจุฬาฯ
เปิดอ่าน 1,189 ครั้ง

สื่อสารแรงงานหญิงข้ามชาติ ปัญหาร่วมของอาเซียน  คอลัมน์…  รู้ลึกกับจุฬาฯ

ปัญหาด้านความรุนแรงทางเพศต่อผู้หญิงและการค้ามนุษย์ เป็นประเด็นผูกโยงกับสิทธิมนุษยชนและความเท่าเทียมทางเพศ ตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนภายในปี 2030 ขององค์การสหประชาชาติ และวิสัยทัศน์ประชาคมอาเซียน 2025 แต่ประเทศไทยเตรียมรับมือสถานการณ์ดังกล่าวอย่างไร โดยเฉพาะปัญหาที่เกี่ยวพันและซับซ้อนอย่างเรื่องแรงงานหญิงข้ามชาติ

  อ.ดร.รัชดา ไชยคุปต์ ในฐานะผู้แทนไทยด้านสิทธิสตรีในคณะกรรมาธิการอาเซียนว่าด้วยการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิสตรีและสิทธิเด็ก (ACWC) และนักวิจัยของศูนย์วิจัยการย้ายถิ่นแห่งเอเชีย สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ปัญหาเรื่องแรงงานหญิงข้ามชาติเป็นปัญหาหนึ่งในอาเซียนที่มีมานานและทวีความรุนแรง แต่ไม่มีค่อยได้รับความสนใจที่จะพูดถึงมากนัก

“สิ่งที่เกิดขึ้นในอาเซียนที่เป็นเหมือนกันหมดก็คือ เราพบว่ามีผู้หญิงอาเซียนย้ายถิ่นไปทำงานในประเทศปลายทางได้แก่ ไทย สิงคโปร์ มาเลเซีย และเผชิญกับปัญหาถูกคุกคามทางเพศ ถูกล่วงละเมิดทางเพศ หรือแม้แต่ถูกเอารัดเอาเปรียบ ทำงานหนัก ไม่มีสิทธิคุ้มครอง หนักสุดคือตกอยู่ในวังวนการค้ามนุษย์” อาจารย์รัชดากล่าว

สาเหตุหลักที่ทำให้ปัญหายังคงอยู่คือ “ความเงียบ” ซึ่งเกิดจาก “ความกลัว” ที่จะมีปัญหากับนายจ้างและถูกส่งกลับบ้าน หรือไม่สามารถทำงานในประเทศปลายทางต่อไปได้ ในขณะเดียวกันการขาดความรู้และข้อมูลด้านสิทธิของตนเอง และการเข้าถึงหน่วยงานที่ให้ความช่วยเหลือก็ทำให้ปัญหายังคงดำเนินอยู่ กลายเป็นความท้าทายในการหาหนทางแก้ปัญหาแรงงานหญิงข้ามชาติในปัจจุบัน

“เราพบว่าอาเซียนมีพันธกิจในการดูแลและแก้ไข ถือว่าเป็นแผนงานของ ACWC ซึ่งต้องดูแลด้านสิทธิผู้หญิง ขณะเดียวกันเราก็พบว่าเรื่องความรุนแรงและปัญหาการค้ามนุษย์มีความเกี่ยวข้องกัน และอาเซียนเองก็มีความร่วมมือในด้านการต่อต้านการค้ามนุษย์ ซึ่งถือว่าเป็นอาชญากรรมรูปแบบหนึ่งภายใต้กรอบความร่วมมือของสมาชิกอาเซียน พอรู้แล้วว่ามีพันธกิจต้องทำ ก็ต้องมาดูต่อว่าแรงงานคนที่เผชิญปัญหาต้องการอะไร”

การเก็บข้อมูลและทำวิจัยกับกลุ่มแรงงานข้ามชาติในประเทศไทยของ อ.ดร.รัชดา พบว่ามีความจำเป็นที่จะต้องรณรงค์ด้วยการสื่อสารเพื่อช่วยเป็นกระบอกเสียงบอกเล่าเรื่องราว และการให้ความช่วยเหลือแก่แรงงานหญิงข้ามชาติที่ประสบปัญหา

“แรงงานต่างชาติเหล่านี้มีเวลาว่างราวๆ วันละ 2 ชั่วโมง ซึ่งเขาจะเอาเวลาดังกล่าวนี้ไปรับสื่อออนไลน์ คือเฟซบุ๊ก ฟังเพลงก็จะฟังผ่านยูทูบ ไม่มีใครใช้ไลน์ เราคุยกันต่อและพบว่าเขาต้องการให้เพลงเป็นเครื่องมือสื่อสารสถานการณ์และการหาทางออกของเขา ซึ่งเราก็คุยกันและทำออกมาเป็นเพลง”

เนื้อหาของบทเพลงรณรงค์ เป็นการพัฒนาเครื่องมือสื่อสารมาจากกลุ่มเป้าหมายโดยตรง เพราะผู้ประสบปัญหาเป็นผู้เล่าเรื่องสะท้อนปัญหาแรงงานหญิงข้ามชาติ ไม่ว่าจะเป็นการถูกเอารัดเอาเปรียบ การข่มขู่ทั้งๆ ที่ไม่ใช่ความผิด การถูกล่วงละเมิดทางเพศ รวมทั้งให้คำแนะนำและช่องทางการช่วยเหลือ เช่นสายด่วน 1300 เพลงดังกล่าวจะมีการแปลเป็น 4 ภาษา คือ ไทย ลาว กัมพูชา และพม่า โดยจะทำเป็นแนวเพลงเต้นอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Dance Music หรือ EDM) เปิดตัวในวันแรงงานข้ามชาติสากล 18 ธันวาคมนี้

“แต่การรณรงค์เรื่องนี้มีข้อท้าทายสูง เพราะในระดับอาเซียนเองเราพบว่ามีความแตกต่างทางวัฒนธรรม และการทำงานแก้ไขปัญหาเรื่องนี้ต้องอาศัยกลไกค่อนข้างมากเพราะต้องอาศัยการทำงานร่วมกันระหว่างประเทศต้นทางและประเทศปลายทางของแรงงานหญิงอพยพ”

การจัดงานเสวนาในหัวข้อ Migration and SDGs: ASEAN and Beyond: A Pathway to the 2030 Agenda: EPISODE II ในวันที่ 17-18 ธันวาคมนี้ เป็นความพยายามของศูนย์วิจัยการย้ายการย้ายถิ่นแห่งเอเชีย ร่วมกับภาคีเครือข่าย เพื่อสร้างการแลกเปลี่ยนและเรียนรู้สถานการณ์ การแก้ไขปัญหาแรงงานข้ามชาติของประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะสำหรับประเทศไทยในฐานะประเทศปลายทางที่แรงงานอพยพมาทำงาน มีหน้าที่สำคัญที่จะทำให้กลไกขอความช่วยเหลือเข้าถึงได้ และหาให้เจอเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบปัญหา

          “ที่สำคัญคือสังคมต้องตระหนักว่าเรื่องแรงงานข้ามชาติเป็นปัญหาความรุนแรงและการล่วงละเมิดทางเพศสามารถเกิดขึ้นได้ทุกคน ทุกเพศ ทุกวัย ดังนั้นคนในสังคมเองควรช่วยกันสอดส่องและเป็นหูเป็นตา อย่ามองข้ามปัญหานี้ และโทษว่าเป็นความผิดของแรงงาน หรือเพศหญิงเพียงฝ่ายเดียว” อาจารย์รัชดาสรุป

สมการการเมืองเปลี่ยน ยุบอนาคตใหม่-ปชป.กวาดบ้าน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/404747?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

สมการการเมืองเปลี่ยน  ยุบอนาคตใหม่-ปชป.กวาดบ้าน

16 ธันวาคม 2562 – 10:25 น.
ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ,พรคคอนาคตใหม่
เปิดอ่าน 4,949 ครั้ง

3 บก.วิเคราะห์  สมการการเมืองเปลี่ยน  ยุบอนาคตใหม่-ปชป.กวาดบ้าน

รายการเนชั่นสุดสัปดาห์กับ 3 บก.ออกอากาศทุกวันเสาร์เวลาห้าโมงเย็นทางเนชั่นทีวีช่อง 22 “สมชาย มีเสน” ซีอีโอเครือเนชั่น ”วีระศักดิ์ พงษ์อักษร“ บรรณาธิการบริหาร นสพ.กรุงเทพธุรกิจ และ ”บากบั่น บุญเลิศ“ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารนสพ.ฐานเศรษฐกิจ ร่วมวิเคราะห์ประเด็น ”สมการการเมืองเปลี่ยน! ยุบอนาคตใหม่-ปชป.กวาดบ้าน”

  “วีระศักดิ์” ตั้งคำถามว่า สมการการเมืองน่าจะเปลี่ยนไปหากมีการยุบพรรคอนาคตใหม่ ตรงนี้มีผลกับการเมืองเช่นใด

      “สมชาย” กล่าวว่า ไม่กี่วันก่อน กกต.มีมติเสนอศาลรัฐธรรมนูญให้ยุบพรรคอนาคตใหม่กรณีการกู้เงิน ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรค โดย กกต.ทั้งเจ็ดมองว่าการกู้เงินจากหัวหน้าพรรคผิดกฎหมายพรรคการเมือง ตามมาตรา 62, 66 แต่มติ 5 ต่อ 2 ที่ออกมาคือเสียงข้างมากเสนอยุบพรรคต่อศาลรัฐธรรมนูญ ตาม มาตรา 72, 92 โดยกกต.ใช้เวลาสองร้อยหกวันในการดำเนินการกรณีนี้และมีการให้พรรคอนาคตใหม่ส่งเอกสารเพิ่มเพื่อชี้แจงและให้ความเป็นธรรม แต่พรรคอนาคตใหม่ต่อรองเพิ่มเวลาหนึ่งร้อยยี่สิบวัน กกต.ไม่อนุญาตและให้เวลาเพียงเจ็ดวัน แต่พรรคอนาคตใหม่ไม่ดำเนินการ กกต.จึงดำเนินการวินิจฉัย

 “บากบั่น” ประเมินว่า กรณีนี้มีสองสัญญาเงินกู้ในวงเงิน 191 ล้านบาท พรรคจ่ายเงินคืนหัวหน้าพรรคยี่สิบแปดล้านบาทไปแล้ว โดยหัวหน้าพรรคยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินต่อ ป.ป.ช. โดยบรรจุรายการเหล่านี้ไว้ด้วยกฎหมายพรรคการเมืองฉบับปัจจุบันไม่อนุญาตให้พรรคกู้เงิน

   “สมชาย” กล่าวว่า พรรคอนาคตใหม่เมื่อไม่ยื่นเอกสารเหล่านี้แก่กกต.แต่กกต.ไปขอเอกสารนี้จากป.ป.ช.ได้ การสู้คดีของพรรคอนาคตใหม่นั้นใช้กฎหมายพรรคการเมืองฉบับเก่า ที่ผ่านมาหัวหน้าพรรคบริจาคเงินสิบล้านบาทให้พรรคไปแล้ว โดยกฎหมายกำหนดให้บริจาคได้ปีละหนึ่งครั้ง แต่เงินของพรรคไม่พอในช่วงหาเสียง พรรคจึงทำสัญญากู้เงินหัวหน้าพรรค ตรงนี้คือความผิดเพราะเป็นเงินที่มาโดยมิชอบด้วยกฎหมาย โดยมองว่าเป็นนิติกรรมอำพราง

และไม่กี่วันข้างหน้าตุลาการศาลรัฐธรรมนูญจะประชุมว่าจะรับคำร้องของกกต.หรือไม่ จากนั้นจะต้องติดตามว่าจะเปิดไต่สวนหรือจะวินิจฉัยคดีนี้เลย

    “บากบั่น” ระบุว่า กรณีนี้ศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยข้อมูลของกกต.ว่าจะยุบพรรคและตัดสิทธิกรรมการบริหารพรรคหรือไม่

       “วีระศักดิ์” ตั้งคำถามว่า หากมีการยุบพรรค จะมีผลเช่นใดทางการเมือง

    “สมชาย” ประเมินว่า กรรมการบริหารพรรคสิบห้าคน และเป็นส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์สิบคนจะโดนตัดสิทธิทางการเมือง โดยต้องดูว่าจะรับโทษ 5 ปี, 10 ปี, 20ปี หากจะให้เลื่อนลำดับส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ของพรรค สิบคนนี้ก็ต้องลาออก แต่ไม่รู้ว่าจะมั่นใจสิบคนที่โดนเลื่อนขึ้นมานั้นจะอยู่กับพรรคหรือไม่ หรือโดนพรรคอื่นทาบทามไป แต่ความผิดนี้เกิดขึ้นในช่วงที่สิบส.ส.นี้เป็นกรรมการบริหารพรรค

หัวหน้าพรรคบอกว่าหากพรรคโดนยุบห้วงเวลาหกสิบวันกฎหมายระบุให้ส.ส.หาพรรคใหม่สังกัด โดยหกสิบส.ส.จะไปอยู่พรรคใหม่ของพรรคอนาคตใหม่ และยี่สิบส.ส.จะไปสังกัดพรรคอื่น (ชาติพัฒนา พลังประชารัฐ ภูมิใจไทย) โดยมีกระแสข่าวว่าจะใช้กล้วยยี่สิบเครือชักชวนส.ส.หนึ่งคนไปร่วมงาน

หากพรรคอนาคตใหม่โดนยุบ สมการการเมืองเปลี่ยนไป เพราะจำนวนส.ส.ฝ่ายค้านจะลดลงทันที เพราะบางส่วนจะไปอยู่พรรคร่วมรัฐบาล รวมทั้งส.ส.พรรคเพื่อไทยบางคนจะกล้ายกมือสวนมติพรรค เพราะรัฐบาลเสียงไม่ปริ่มน้ำแล้ว และจะมีการปรับครม. โดยแกนนำพรรคเพื่อไทยบางคนจะเสนอว่าควรไปร่วมรัฐบาลเพื่อที่จะได้โควตาครม.

หากสมการการเมืองเปลี่ยนแบบนี้การอภิปรายไม่ไว้วางใจครม.จะแผ่วลง เพราะหากพรรคใดในฝ่ายค้านจะอภิปรายการทาบทามและข้อเสนอให้ร่วมรัฐบาลอาจจะยุติ

แต่สภาวะตอนนี้พรรคอนาคตใหม่ต้องสู้คดีนี้ในศาลรัฐธรรมนูญและน่าจะยื้อคดี และเคลื่อนไหวกับมวลชนกดดันบนถนนไม่ให้ยุบพรรค

    “วีระศักดิ์” กล่าวว่า พรรคนี้ใช้วิธีเดินสองขา หัวหน้าพรรคจะเคลื่อนไหวนอกรัฐสภา ปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรคสู้ในรัฐสภา และยังทราบว่าตอนนี้ผอ.พรรคและรองเลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ซึ่งเป็นเพื่อนสนิทสองคนของธนาธรจะไปตั้งพรรคใหม่ไว้รองรับ

  “สมชาย” ประเมินว่าหากตั้งพรรคใหม่นั้นอาจใช้เวลาและไม่ทันเพราะยังมีข้อมูลอีกกระแสว่าพรรคอนาคตใหม่ทาบทามพรรคสำรองไว้ โดยมีกระแสข่าวว่าจะใช้พรรคสามัญชน

 “วีระศักดิ์” ระบุว่า พรรคสามัญชนนั้นมีข้อมูลว่าเป็นพรรคพี่พรรคน้องกับพรรคอนาคตใหม่

     “บากบั่น” ตั้งประเด็นว่า ความเคลื่อนไหวของพรรคประชาธิปัตย์นั้น สี่ส.ส.ลงมติสวนมติพรรคและวิปรัฐบาลในกรณีการตั้งกมธ.วิสามัญศึกษามาตรา 44 โดยพรรคประชาธิปัตย์โดนตำหนิจากแกนนำรัฐบาล เรื่องนี้จะมีผลเช่นใด

  “สมชาย” กล่าวว่า ในอดีตนั้น “กลุ่ม 10 มกรา” ที่มีสี่สิบส.ส.ลงมติสวนมติรัฐบาลได้ลาออกจากพรรคประชาธิปัตย์ เรื่องนี้ใหญ่มากในตอนนั้นและล่าสุด “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ลาออกจากการเป็นส.ส.โดยอ้างรักษาเกียรติภูมิ โดยไม่ลงมติเลือก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี โดยสี่ส.ส.ที่สวนมติพรรคล่าสุดควรยึดแนวทางข้างต้น ล่าสุด “จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์” หัวหน้าพรรคเรียกประชุมพรรค และกำชับส.ส.ว่าควรทำตามมติพรรคและมติวิปรัฐบาล แต่หนึ่งในสี่ส.ส.คือ ”เทพไท เสนพงศ์” ที่อ้างหลักการ อุดมการณ์พรรคและข้อเรียกร้องของชาวบ้านแต่ตอนนี้กลับลำว่าจะต้องทำตามมติพรรค

  “วีระศักดิ์” กล่าวว่า ความเป็นเนื้อเดียวกันจะเกิดขึ้นหรือไม่ต้องดูช่วงลงมติร่างกฎหมายงบประมาณและหากยังหลอมรวมกันไม่ได้อาจจะกระเทือนโควตาครม. โควตาครม.เจ็ดคนของพรรคประชาธิปัตย์นั้น แบ่งได้ดังนี้ โควตาของจุรินทร์ที่เป็นผู้บริหารพรรคชุดใหม่ โควตาอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตหัวหน้าพรรค โควตา กปปส., โควตากลุ่มสตรี

     “สมชาย” ประเมินว่า หากพรรคประชาธิปัตย์ยังคุมส.ส.ไม่ได้จะกระทบโควตาครม.เพราะแกนนำรัฐบาลอาจยึดคืน และจะกระทบการหาเสียงครั้งหน้า โดยจำนวนส.ส.พรรคประชาธิปัตย์อาจจะลดลงด้วย

 “บากบั่น” สรุปว่า ต้องดูแกนนำพรรคประชาธิปัตย์จะรวมตัวส.ส.ในพรรคให้เป็นเนื้อเดียวกันได้หรือไม่

จุดอ่อน บิ๊กตู่ สู่จุดจบ ธนาธร #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/404742?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

จุดอ่อน  บิ๊กตู่ สู่จุดจบ  ธนาธร

16 ธันวาคม 2562 – 09:00 น.
บิ๊กตู่,ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ,สุเทพ เทือกสุบรรณ,พรรคอนาคตใหม่
เปิดอ่าน 6,287 ครั้ง

จุดอ่อน  บิ๊กตู่ สู่จุดจบ  ธนาธร คอลัมน์…  วงในวงนอก   โดย… อสนีบาต aussaneebard @hotmail.com

ระยะเวลาสี่ห้าปีถือว่าไม่นานนะครับ นับตั้งแต่มีการเคลื่อนไหวของกลุ่มมวลมหาประชาชนภายใต้การนำของ สุเทพ เทือกสุบรรณ จนกระทั่งมาถึงวันนี้ ปรากฏการณ์ปลุกระดมสร้างม็อบกลับมาอีก ด้วยน้ำมือของ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่

นับเป็นห้วงเวลาที่บ้านเมืองกำลังก้าวไปด้วยความสงบสุข แต่มิวายด้วยกมลสันดานของคนที่เรียกได้ว่าเป็น “นักการเมือง” หาเรื่องปลุกระดมให้ผู้คนเกิดความขัดแย้ง

บ้านนี้เมืองนี้ไม่ต้องรบกับใครที่ไหนหรอกครับ ยามสงบนักการเมืองในชาติหาเรื่องทะเลาะกันเอง ปลุกปั่นผู้คนให้เกิดความแตกสามัคคี
อยากเล่าถึงชะตากรรม “ผู้ปลุกปั่น” และ “ผู้รอจังหวะ” สักหน่อย กรณีการเกิดขึ้นของมวลมหาประชาชนภายใต้การนำของ “สุเทพ” มูลเหตุจากรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่มีความพยายามออกกฎหมายนิรโทษกรรมคนโกง ผู้คนจึงพร้อมใจออกมาแสดงพลังเป็นล้านคน ส่วนฝ่ายรัฐบาลยิ่งลักษณ์ต้องมีผู้ออกมาปกป้องอำนาจเช่นเดียวกัน นั่นคือแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) หรือกลุ่มคนเสื้อแดง

ทั้งสองกลุ่มตั้งป้อมปราการรอจังหวะเผชิญหน้าโดยมีการกระทบกระทั่งเป็นระยะๆ ด้วยมือที่มองไม่เห็นทำให้ประชาชนผู้บริสุทธิ์ต้องได้รับบาดเจ็บ เสียชีวิต
          ก่อนที่สถานการณ์บานปลายมากกว่านี้ในที่สุด “ผู้รอจังหวะ” ก็มาด้วยสูตรเดิมกล่าวคือ “ทหาร” ยึดอำนาจ ร่างรัฐธรรมนูญกำหนดกติกาเลือกตั้งจนได้นักการเมืองทั้งหน้าเดิมหน้าใหม่เข้ามาเป็นผู้แทนราษฎร จัดตั้งรัฐบาลบริหารประเทศ

ส่วนบรรดา “แกนนำมวลชน” ผู้ใดกระทำการละเมิดสิทธิผู้อื่น สร้างความเสียหายต่อชีวิตทรัพย์สินของประชาชน สถานที่ราชการ ต่างต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย

แม้แต่แกนนำมวลชนตั้งแต่ยุครัฐบาลทักษิณผ่านมาจนถึงป่านนี้ ต้องติดคุกติดตะราง บางรายยังต้องขึ้นโรงขึ้นศาลกันอยู่เลย บางรายถูกศาลสั่งให้ชดใช้ค่าเสียหายจากการเผาบ้านเผาเมือง ถึงกับต้องเตรียมตัวประกาศล้มละลาย

“นี่คือผลตอบแทนแกนนำมวลชนที่อ้างว่าทำเพื่อ “ประชาธิปไตย” ไม่มีใครสุขสบายแม้แต่คนเดียวยกเว้น “นาย” ของพวกเขาเท่านั้น
ไม่ต่างอะไรกับสิ่งที่เห็นและเป็นอยู่ กรณี “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ผู้คนเห็นทนโท่กระทำการฝ่าฝืนกฎกติการัฐธรรมนูญจนต้องมีคดีความ ตั้งแต่การถือครองหุ้นสื่อขัดคุณสมบัติการเป็นส.ส. ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้พ้นสภาพ และกำลังพาเหล่าคณะพรรคอนาคตใหม่เข้ารกเข้าพงจากการปล่อยเงินกู้ให้พรรค ซึ่งอาจถึงขั้นต้องยุบพรรค
แต่ก็ชิงจังหวะขอลงถนนจัดชุมนุมด้วยการออกตัวทันที “ไม่ได้ชุมนุมเพื่อตนเองแต่มาชุมนุมเพื่อประชาธิปไตย” ทั้งที่บ้านนี้เมืองนี้เพิ่งผ่านการเลือกตั้งภายใต้ระบอบประชาธิปไตย พรรคอนาคตใหม่ก็ได้รับเลือกตั้งมีส.ส.เข้าสภาถึง 70-80 คนมิใช่หรือ

สถานการณ์มาถึงจุดย้อนเวลากลับไปหาคสช.ได้อย่างไร ทั้งที่มันเกิดจากปมปัญหาความบกพร่องเฮงซวยตามที่ตนเองก่อไว้แท้ๆ แต่กำลังทำให้คนในพรรคเดือดร้อน และกำลังทำให้สังคมชาติต้องปั่นป่วนวุ่นวายไปด้วย
ผลิตวาทกรรมปลุกระดม “ทวงคืนประชาธิปไตย” เลยเถิดให้ผู้คนในชาติออกมา “ขับไล่นายกรัฐมนตรี” ….เฮ้ย! อย่างนี้ก็ได้เหรอ

…อสนีบาต…มีโอกาสติดตาม “ธนาธร” ไปร่วมชุมนุมที่ลานสกายวอล์ก ปทุมวัน ด้วยเหตุต้องการรู้แจ้งเห็นจริงต่อความพยายามของ “นักการเมืองผู้สะสมคดีความ” ก็อาจต้องยอมรับกระบวนการปลุกมวลชน เขามีความสามารถในด้านการสื่อสารโลกยุคใหม่ผ่านการสร้างชุดความคิดอย่างเป็นระบบ
จากการสดับตรับฟังผู้ร่วมชุมนุมสนทนากันจึงมีทั้งการด่าทอ โจมตีรัฐบาลด้วยถ้อยคำรุนแรงราวกับโกรธเกลียดกันมาหลายร้อยปี (เป็นไปได้อย่างไร) กล่าวพาดพิงมือกฎหมายข้างกาย กล่าวโจมตี กกต. และอะไรต่อมิอะไรที่ล้วนถูกผลิตขึ้นมาผ่านสื่อโซเชียลก่อนหน้านี้ในลักษณะเห็นดำเป็นขาวเห็นขาวเป็นดำตามที่นักปลุกระดมต้องการ

ตรงนี้อาจต้องย้อนกลับไปดูรัฐบาลเช่นกัน เพราะความอ่อนด้อยของหน่วยงานในกำกับของรัฐไม่มีประสิทธิภาพในการสื่อสารสร้างความเข้าใจอันดี จะกล่าวว่าไม่ทำงานก็แรงเกินไป เอาเป็นว่า “ทำ” แต่ช้ากว่ากลุ่มนักการเมืองรุ่นใหม่นัก สิ่งเหล่านี้จึงทำให้ผู้คนมีความเข้าใจผิดและใหลหลงไปกับชุดข้อมูลของผู้ที่อ้างตนว่ามาเพื่อปกป้อง “ประชาธิปไตย” บังหน้า
นี่เป็นโจท์ที่รัฐบาลประชาธิปไตยของ “บิ๊กตู่” ต้องรีบแก้ให้ทัน ก่อนจะลุกลามขยายวงกว้างมากกว่านี้ โดยเฉพาะชุดข้อมูลในระดับก้าวล่วงสถาบัน
แต่อย่างไรก็ตามหากสถานการณ์ถึงจุดพีกสุดของเรื่องย่อมกลับไปสูตรเดิมตามที่กล่าวไว้ข้างต้นนั่นล่ะท่าน ส่วน “ธนาธร” ก็จะมีชะตากรรมไม่ต่างกับศิษย์เก่าแกนนำม็อบมวลชนทั้งหลาย

อย่าดื่มเหล้าแก้หนาว อันตรายถึงชีวิต #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/404741?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

อย่าดื่มเหล้าแก้หนาว อันตรายถึงชีวิต

16 ธันวาคม 2562 – 08:50 น.
อย่าดื่มเหล้าแก้หนาว,อ๊อด เทอร์โบดับเครื่องชน,ม็อบฮ่องกง
เปิดอ่าน 850 ครั้ง

อย่าดื่มเหล้าแก้หนาว อันตรายถึงชีวิต คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

        ‘ดับเครื่องชน’ มีเรื่องเกี่ยวกับอากาศหนาวในบางพื้นที่มาแจ้งให้ทราบด้วยความปรารถนาดีโดยมีการเข้าใจผิดว่าดื่มเหล้าหรือดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แก้หนาวได้เพราะกรณีนี้อันตรายมากถึงแก่ชีวิตได้

ข้อมูลจากอธิบดีกรมควบคุมโรค ‘นพ.สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย’ ซึ่งขอให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวบางคนที่จะไปในท้องที่อากาศหนาวเย็นมากๆ ว่า

การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในช่วงอากาศหนาวเย็นทำให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพอาจถึงขั้นเสียชีวิตได้ ประชาชนบางส่วนดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เพราะมีความเชื่อว่าจะทำให้ร่างกายอบอุ่น คลายหนาวได้และช่วยลดความปวดเมื่อย

แท้จริงแล้วเป็นความเชื่อและความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนเพราะฤทธิ์ของแอลกอฮอล์จะทำให้ผู้ดื่มมีความรู้สึกอบอุ่นขึ้นเพียงชั่วครู่ นั่นเป็นผลมาจากการที่หลอดเลือดฝอยขยายตัวและเป็นช่องทางระบายความร้อนออกจากร่างกาย

ยิ่งดื่มแอลกอฮอล์มากขึ้นเท่าไหร่ ความร้อนก็จะถูกระบายออกจากร่างกายมากขึ้น ทำให้อุณหภูมิในร่างกายลดต่ำลงกว่าปกติ เกิดภาวะอุณหภูมิกายต่ำหรือไฮโปเทอร์เมีย เมื่อหลับร่างกายสัมผัสอากาศเย็นเป็นเวลานานจะเป็นสาเหตุที่ทำให้เสียชีวิต

กรมควบคุมโรคแนะนำ 6 วิธีปฏิบัติกับอากาศหนาวสำหรับประชาชนและคนใกล้ชิดโดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยงได้แก่ ผู้สูงอายุที่มีโรคประจำตัว ผู้พิการ เด็กเล็ก ผู้ใช้แรงงานที่พักผ่อนไม่เพียงพอ

1.ดูแลสุขภาพร่างกายให้แข็งแรงด้วยการออกกำลังกาย รับประทานอาหารครบ 5 หมู่และดื่มเครื่องดื่มที่ให้ความอบอุ่นแก่ร่างกายและทาผลิตภัณฑ์รักษาความชุ่มชื่นของผิวหนัง 2.เตรียมเครื่องนุ่มห่มกันหนาวให้พร้อมและทำความสะอาดเสื้อผ้าหรือผ้าห่มโดยเฉพาะเสื้อผ้ามือสอง

3.งดการดื่มสุราหรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิดในช่วงภาวะอากาศหนาว 4.ระมัดระวังและสังเกตอาการป่วยที่กินยาบางชนิด เช่น ยากล่อมประสาท ยารักษาอาการชัก และอื่นๆ ที่มีผลทำให้อุณหภูมิร่างกายลดต่ำลง 5.ในช่วงอากาศหนาวอาจทำให้เกิดโรคติดเชื้อได้ง่ายโดยเฉพาะโรคไข้หวัดใหญ่ 6.หมั่นดูแลร่างกายให้อบอุ่นอยู่เสมอ

จึงขอเป็นสื่อกลางแจ้งให้ทราบและขอบคุณ ‘กรมควบคุมโรค’ มา ณ โอกาสนี้
อ๊อด เทอร์โบ


 ประเทศไทยอย่าเหมือนฮ่องกง
จดหมายจากคุณ ‘ปรารถนา’ กทม.ต่อไปนี้ ยกตัวอย่างม็อบฮ่องกงที่มีมาแบบมาราธอน ก่อความเสียหายเป็นผลกระทบในวงกว้างว่าเป็นอย่างไร

เวลานี้ไทยกำลังอยู่ปากเหวความหวาดผวาโดยเฉพาะการเมืองที่มีแต่การตามหามาตรฐานว่าอยู่ตรงไหน?

ยิ่งไปกว่านั้นยังมีเค้าแห่งการชุมนุมของกลุ่มต่างๆ ที่เรียกร้องต่อรัฐบาล ซึ่งหลายฝ่ายมองว่าเป็นเรื่องการเมืองไม่ใช่การเรียกร้องอย่างบริสุทธิ์ใจซึ่งขอให้รัฐบาลพิจารณา ประชาชนจะได้อบอุ่น
อ๊อด เทอร์โบ


 ฮ่องกงประท้วงมาราธอน
 ธุรกิจเจ๊งพังพาบ

เพื่อนผมคนหนึ่งสนใจเรื่องการประท้วงมาราธอนกว่าครึ่งปีในฮ่องกงและส่งไลน์มาบอกว่าม็อบฮ่องกงนี้ไม่เป็นผลดีเลยเหมือนกับประเทศไทยบ้านเราประท้วงเป็นสีๆจนทหารออกมาปฏิวัติ

ม็อบฮ่องกงนี่ดูแล้วจีนทำแบบปล่อยให้เหี่ยวแห้งตายเพราะนสพ.ยักษ์ใหญ่ของฮ่องกงฉบับหนึ่งรายงานข่าวว่าธุรกิจร้านค้าต่างๆ เกือบหมื่นแห่งเตรียมวางแผนปิดกิจการและลดจ้างคนลงอีกเกือบหกพันตำแหน่ง ยอดขายหายไปเกือบ 15% และตุลาคมที่ผ่านมานักท่องเที่ยวหายไปราวเกือบ 44%

ฮ่องกงตกอยู่ในสภาพวุ่นวายจากการปะทะรุนแรงนับจากมีการประท้วงใหญ่โดยขณะนี้ยังไม่เห็นจุดจบสิ้น การประท้วงขยายวงเป็นแคมเปญต่อต้านรัฐบาลที่โหมความรุนแรงและสร้างโกลาหลไปทั่วดินแดนจากการปิดถนน ปิดเส้นทางคมนาคม ทำลายทรัพย์สินกลุ่มธุรกิจ พังร้านค้า ภัตตาคาร และธนาคารที่มีสายสัมพันธ์กับจีน

การป่วนเมืองอุบัติขึ้นตามช็อปปิ้งมอลล์ ศูนย์กลางพาณิชย์ แหล่งท่องเที่ยว และเขตที่อยู่อาศัย เช่น คอสเวย์เบย์, จิมซาจุ่ย, มงก๊ก, ชาทิน และเจิ้งกวนโอ การเดินทางมาฮ่องกงของนักท่องเที่ยวซึ่งเป็นเสาหลักกระตุ้นการบริโภคตกฮวบในเดือนตุลาคม นับเป็นการตกอย่างแรงที่สุด

ผมจึงยกตัวอย่างม็อบฮ่องกงมาเพราะไม่อยากให้ประเทศไทยมีที่ม็อบหลายๆ อย่างกำลังก่อตัวตามสภาพการเมืองและเศรษฐกิจ มีอะไรก็พูดจากันให้รู้เรื่องอย่าให้เกิดม็อบหรือชุมนุมประท้วงอะไรอีกเลย
ปรารถนา (กทม.)


วิกฤติขยะทะเล #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/404744?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

วิกฤติขยะทะเล

16 ธันวาคม 2562 – 08:47 น.
ขยะทะเล
เปิดอ่าน 456 ครั้ง

วิกฤติขยะทะเล บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก ฉบับวันจันทร์ที่ 16 ธันวาคม 2562

วิกฤติปัญหาขยะทะเลเป็นประเด็นปัญหาที่ประเทศไทยกำลังเผชิญอยู่ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน และมีแนวโน้มว่ากำลังทวีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้นหากยังเมินเฉย ก่อให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของมนุษย์ในวงกว้างทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นทางด้านเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม อาหาร สุขภาพส่วนบุคคล ชุมชน ไปจนถึงระดับชาติ แนวทางทั้งการป้องกันและแก้ไขปัญหาขยะทะเลนั้นเป็นเรื่องของทุกคน เริ่มได้จากการป้องกันตั้งแต่ก่อนที่จะมาเป็นขยะเริ่มจากภาคพื้นดิน  ขณะเดียวกันการแก้ไขปัญหาขยะที่ลงไปในทะเลอย่างมีประสิทธิภาพและเหมาะสมก็มีความสำคัญเช่นเดียว การพบกองขยะและเศษอวนที่คลุมตามแนวปะการังหลายแห่ง การพบการเกยตื้นและบ่อยครั้งที่นำไปสู่การตายของสัตว์ทะเลหลายชนิด ทั้งที่เป็นสัตว์ทะเลหายากและใกล้สูญพันธุ์ เช่น เต่าทะเล โลมา และวาฬ

ความสูญเสียชีวิตของสัตว์น้ำทางทะเลมีให้เห็นและรับรู้ได้บ่อยขึ้น ซึ่งจากรายงานของกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งในช่วงเสาร์-อาทิตย์ก่อนหน้านี้ มีเต่าเกยตื้นตาย 13 ตัว เกือบทั้งหมดสาเหตุมาจากขยะทะเล และเป็นเรื่องสะเทือนใจอย่างยิ่ง โดย ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ รองคณบดีฝ่ายกิจการพิเศษและประชาสัมพันธ์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้โพสต์ในเฟซบุ๊กอย่างน่าตกใจคือไม่ใช่เต่าแก่แล้วสู้แรงคลื่นไม่ไหวจึงโดนพัดสู่ฝั่ง แต่เป็นเต่าหนุ่มเต่าสาวติดขยะลอยอยู่กลางทะเล กำลังทยอยกันโดนคลื่นพัดเข้ามา แน่นอนว่ายังมีลอยอยู่กลางทะเลอีกจำนวนมาก และคงมีข่าวเต่าเกยตื้นอีกเรื่อยๆ เปรียบข้อมูลสมัยก่อนเต่าเกยตื้นเฉลี่ยปีละ 300 ตัว แต่ยิ่งเห็นตัวเลข 2 วัน 13 ตัว ก็ยิ่งไม่อยากคิดว่าตัวเลขสรุปตอนสิ้นปีจะเป็นเท่าไรในปีนี้ นอกจากพะยูนตาย 23 ตัว สูงสุดเป็นประวัติการณ์มาแล้ว

ขยะทะเลมีทั้งขยะที่เกิดจากการท่องเที่ยว การทำประมง ภาคอุตสาหกรรม การเดินเรือพาณิชย์ รวมถึงการทิ้งขยะลงทะเลโดยผิดกฎหมาย โดยแหล่งที่มาของขยะทะเลส่วนใหญ่เกิดจากกิจกรรมบนฝั่ง เช่น ชุมชน แหล่งทิ้งขยะบนฝั่ง บริเวณท่าเรือ และการท่องเที่ยวชายหาด และจากกิจกรรมในทะเล เช่น การขนส่งทางทะเล การประมง และการท่องเที่ยวทางทะเล เป็นต้น ขยะพลาสติกเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้สัตว์ทะเลเหล่านี้ต้องจบชีวิตลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเต่าทะเลที่เกยตื้นจากผลกระทบของขยะทะเล เช่น การเกี่ยวพันของอวน มีสัดส่วนสูงถึง 20-40% และเกิดจากการกลืนขยะทะเลเข้าไปสะสมอยู่ในระบบทางเดินอาหาร มีสัดส่วน 2-3% จึงปฏิเสธไม่ได้ว่าขยะทะเลส่วนใหญ่เกิดจากน้ำมือของมนุษย์ทั้งทางตรงและทางอ้อม เช่น ถุงพลาสติก ขวด ภาชนะใส่อาหาร  เป็นต้น

หากจะว่าไปแล้วขยะทะเลไม่ได้เป็นปัญหาที่เพิ่งจะเกิดขึ้นใหม่สำหรับประเทศไทย แต่สะสมมายาวนานกว่า 20 ปี โดยเฉพาะจังหวัดต่างๆ ตามชายฝั่งทะเลของไทย และได้ทวีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้นตามลำดับในเวลาต่อมาจนเกิดผลกระทบในวงกว้าง รัฐบาลที่ผ่านมาได้ออกมาตรการและแก้ปัญหาขยะทะเลและพลาสติกอย่างจริงจังควบคู่กับการสร้างการรับรู้ให้แก่ประชาชนและนักท่องเที่ยวต่างชาติต่อเนื่อง ส่งผลให้ประเทศไทยสามารถปรับอันดับประเทศที่มีขยะทะเลสูงสุดในโลกในอับดับ 6 ลงมาอยู่ที่อันดับ 10 ได้สำเร็จ ถือเป็นสัญญาณที่ดีจากการแก้ปัญหาขยะทะเล เป็นภาพสะท้อนให้เห็นว่าวิกฤติขยะทะเลไทยไม่ใช่เรื่องเล็กๆ ที่จะปล่อยให้แต่ละฝ่ายต่างคนต่างทำ ต่างคนต่างแก้กันแบบเดิมๆ อีกต่อไป แต่เป็นสำนึกของทุกคนทุกภาคส่วนของสังคมไทยและสังคมโลกที่จะต้องบริหารจัดการร่วมกันอย่างเป็นระบบเพื่อสภาพแวดล้อมโลกที่สดใสในอนาคต

รู้ยัง ‘ธนาธร’ ผู้นำม็อบจรยุทธ์ 2553 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/404614?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

รู้ยัง ‘ธนาธร’ ผู้นำม็อบจรยุทธ์ 2553

15 ธันวาคม 2562 – 11:00 น.
ธนาธร,ม็อบไล่ลุง,วิ่งไลลุง,สกายวอล์ค,เจาประเด็นร้อน
เปิดอ่าน 5,597 ครั้ง

ท่องยุทธภพ โดย ขุนน้ำหมึก วันอาทิตย์ 15 ธ.ค.62

*********************************

การทดสอบพลังมวลชนยกแรกของ “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” ผ่านไปแล้ว กองเชียร์สีส้ม ประเมินว่า “ม็อบจุดติดแล้ว” ก็ต้องรอม็อบวิ่งไล่ลุง ปี 2563 ว่า จำนวนของมวลชนจะเพิ่มขึ้นเป็นเท่าไหร่?

แม้จะมีน้ำเสียงหยามหยันจากแกนนำ นปช.บางคน ว่า ธนาธรไร้เดียงสาเรื่องการทำม็อบ แต่คนใกล้ชิดหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่รู้ดีว่า ธนาธร และมิตรสหายร่วมอุดมการณ์ เคยผ่านสมรภูมิแดงทั้งแผ่นดิน 2553 มาแล้ว

ธนาธรที่สกายวอล์ก์เมื่อวันเสาร์ที่ 14 ธ.ค.ที่ผ่านมา

ใครที่อยากรู้ลึกๆ กลับไปอ่านบันทึกของ “อุเชนทร์ เชียงเสน” อดีตเลขาธิการสหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนนท.) ปี 2543 ซึ่งปัจจุบันเป็นอาจารย์วิชารัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์

อุเชนทร์ ได้พูดถึง “พวกเรา” อันประกอบด้วย ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” อดีตอุปนายกองค์การนักศึกษา ธรรมศาสตร์ ปี 2542 ,ชัยธวัช ตุลาธน” อดีตเลขาธิการ สนนท.ปี 2541 และ ศรายุทธ ใจหลัก” อดีตเลขาธิการ สนนท.ปี 2542 ได้เข้าร่วมการชุมนุมแดงทั้งแผ่นดิน

ดังที่ทราบกัน ธนาธร ได้ชวนชัยธวัช และศรายุทธ มาร่วมกันตั้งพรรคอนาคตใหม่ และสามคนนี้ก็คือ แกนหลักของพรรค ที่ทำให้ได้รับชัยชนะแบบเหลือเชื่อ

ย้อนไปเมื่อ 12 มีนาคม 2553 นปช.เปิดฉากการชุมนุมใหญ่ภายใต้แคมเปญ “ศึกเขย่าขวัญอำมาตย์” เรียกร้องให้รัฐบาลอภิสิทธิ์ ยุบสภาภายใน 24 ชั่วโมง นปช. มีการตั้งเวทีใหญ่ที่สะพานผ่านฟ้า พื้นที่การชุมนุมของคนเสื้อแดงครอบคลุมพื้นที่ตลอดถนนราชดำเนิน ด้านหนึ่งไปจรดลานพระบรมรูปทรงม้าและตึกไทยคู่ฟ้า

กระทั่ง 10 เมษายน 2553 อุเชนทร์เล่าว่า ได้ข้อมูลว่ารัฐบาลจะขอคืนพื้นที่ “พวกเรา”ตัดสินใจยกกำลังทั้งหมดไปที่เวทีชุมนุมผ่านฟ้า-ราชดำเนิน

เวทีชุมนุมย่อยที่คลองเตย ปี 2553

ภาพของ “เอก ธนาธร”, “ต๋อม ชัยธวัช” , “ติ่ง ศรายุทธ” และอุเชนทร์ ในการชุมนุมที่สี่แยกคอกวัว ได้ถูกเผยแพร่ไปในกลุ่มเพื่อนพ้องน้องพี่บ้างแล้ว แต่ก็ไม่มีใครให้ความสนใจในตัวเขามากนัก

หลัง 10 เมษายน 2553 การชุมนุมของ นปช. ถูกย้ายไปรวมที่ราชประสงค์เพื่อความปลอดภัย นับจากนั้นฝ่ายผู้ประท้วงกลับตกเป็นฝ่ายตั้งรับ ถูกจำกัดการเคลื่อนไหวและปิดล้อม

อุเชนทร์เล่าว่า สถานการณ์มวลชนคนเสื้อแดงตกอยู่ในจุดเสี่ยงอันตราย “พวกเรา” จึงร่วมกับครูประทีบ อึ๊งทรงธรรม ฮาตะ รวมถึง สนนท. ในขณะนั้น ตั้งเวทีชุมนุมย่อยขึ้นที่บริเวณสามแยกตลาดคลองเตย ในวันที่ 15 พฤษภาคม2553

มิเพียงเท่านั้นอุเชนทร์ได้มีการประสานงานกับกลุ่มเพื่อนพ้องที่เคยร่วมทำกิจกรรมกันมาระยะหนึ่งช่วยจัดตั้งเวทีการชุมนุมในลักษณะเดียวกัน

เวทีหลักที่คลองเตย พระราม โดยมี “ต๋อม ชัยธวัช” ทำหน้าที่ประสานงานกับจุดอื่นๆ ส่วน “เอก ธนาธร” และเพื่อนๆ รับผิดชอบบริเวณอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ

ติ่ง ต๋อม เอก ที่สี่แยกคอกวัว 10 เม.ย. 2553

หลังสลายการชุมนุม 17 พฤษภาคม 2553 อุเชนทร์ บันทึกไว้ว่า “สิ่งที่กังวลมากที่สุดอย่างหนึ่งหลังสลายการชุมนุมคือ จะมีชื่อของเอก ธนาธร เวทีย่อย อยู่ในรายชื่อไหม มีรูปของเขาหลุดไปอยู่ในสื่อออนไลน์ต่างๆ ไหม”

วันนั้น ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ เป็นแค่ “ผู้เล่น” ตัวเล็กๆ ในยุทธการเขย่าขวัญอำมาตย์ของ นปช. แต่วันนี้ ธนาธรกลายเป็น “ผู้นำม็อบส้มหวาน” เต็มตัว

ต้นปีหน้า จับตาม็อบธนาธร จะยกระดับการชุมนุมได้ระดับไหน และสถานการณ์จะพัดพาอารมณ์ผู้คนไปสู่การแตกหักหรือไม่?

ม็อบเขย่าขวัญอำมาตย์ฉบับธนาธร จะมีจุดจบเหมือบฉบับ “ตู่ เต้น เหวง” หรือไม่ นับถอยหลังได้เลย

เลิกที หูฉลาม พระเอกบอก นายกฯ ตาม #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/404367?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เลิกที หูฉลาม พระเอกบอก นายกฯ ตาม

14 ธันวาคม 2562 – 09:55 น.
ป้อง ณวัฒน์,หูฉลาม,WildAid Thailand,เจาะประเด็นร้อน
เปิดอ่าน 878 ครั้ง

รายงานพิเศษ จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก ฉบับวันที่ 14-15 ธันวาคม 2562

*************************

อ่านข่าววันนี้ ต้องสัพเพสัตตา แผ่เมตตาให้สรรพสัตว์ ไม่เพียงบรรดา “งูเห่าหลากสี” ที่กำลังเลื้อยพล่านดิ้นหาที่หลบลมหนาว

ยังมีเรื่องราวของ “น้องฉลาม” ที่กำลังเป็นมากกว่าแค่สีสันดราม่าการเมืองไทย เมื่อพระเอกดัง ป้อง ณวัฒน์” ออกมาซัด “ซุปหูฉลามตุ๋นหม้อดิน” เมนูที่คนรักสัตว์เห็นแล้วต้องร้องไห้ ในงานเลี้ยงสยบรอยร้าวของพรรคร่วมรัฐบาลที่เพิ่งจัดไปช่วงวันที่ ธันวาคม 2562 ที่ผ่านมา

ผลทางการเมืองออกมาว่า สภาไม่ล่มรอบ เพราะการตั้งกรรมาธิการที่จะมาเช็กบิลการใช้มาตรา 44 ของคสชถูกปิดแฟ้มไปเรียบร้อย แต่ผลทางสังคมที่กำลังเกิดขึ้นกับกระแสแบนหูฉลาม ก็ไม่แน่จะสั่นคลอนความเชื่อมั่น ครม.ลุงได้หรือเปล่า ?

มื้อกระชับมิตร?

ต้องบอกว่าคนไทยทั่วไปเองก็เกือบลืม เพราะมัวแต่โฟกัสไปที่ “วาระทางการเมือง” ของมื้ออร่อยในนัดกินเลี้ยงสยบข่าวเตียงหัก เอ๊ยรอยร้าวของพรรคร่วมรัฐบาล จนกระทั่งรุ่งขึ้นคอการเมืองต้องไปหาคลิป “เพลงที่มีงูออกมา” มาเปิดดูให้หายแค้น

แต่สำหรับ ป้อง” ณวัฒน์ กุลรัตนรักษ์ สายตาของเขากลับมองไปที่ชีวิตในหม้อดินกรุ่นๆ หอมอุ่นรับลมหนาว กับเมนูที่เรียกว่า “ซุปหูฉลามตุ๋นหม้อดิน” จนกระทั่งถึงจุดเดือดต้องออกมาแซะแรงๆ ไปยังท่านผู้นำ

กับการโพสต์ภาพและข้อความลงไอจีว่า “ฉลองยังต้องมีฉลามกันอีกหรือ?”, “คนรณรงค์ก็รณรงค์กันไป รัฐบาลก็ไม่สนใจจะปาร์ตี้สยบรอยร้าวหรืออะไรก็ทำไปครับแต่ฉลามไม่ได้รู้เรื่องด้วย หยุดทำร้ายฉลาม ทำลายระบบนิเวศในท้องทะเล ช่วยเป็นตัวอย่างที่ดีหน่อยครับ…”

และอื่นๆ อีกมากมาย จนทำเอาชาวเน็ต และดารา คนดังเข้ามาคอมเมนต์ ให้กำลังใจเพียบทั้ง มาช่า วัฒนพานิชมอส ปฏิภาณ ฯลฯ

ที่สุดวันที่ 11 ธันวาคม “ป้อง” พร้อมพันธมิตรองค์กรอนุรักษ์ องค์กร บุกทำเนียบเพื่อยื่นจดหมายเปิดผนึกถึง พล..ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ขอความร่วมมือรัฐบาลสร้างบรรทัดฐานใหม่ ในการปกป้องฉลาม ด้วยการเลิกเสิร์ฟหูฉลามในงานเลี้ยงของรัฐทุกรูปแบบ !!

หลายคนเชื่อขนมกินได้ว่าเรื่องนี้ภาครัฐจะแอ็กชั่นแบบไหน เพราะได้ยินมาว่างานเลี้ยงแบบนี้เขากำหนดนัดกันทุกเดือน ก็คงไว้แก้ตัวคราวหน้า

แต่งานนี้บอกเลยลีลาครั้งนี้ของพระเอกดัง “ได้ใจ” คนไทยไปหลายเข่ง และไม่ใช่แค่การแอ็กชั่นเข้าฉาก หากแต่หนุ่มป้องนั้นเอาจริงกับเรื่องนี้ในฐานะทูตด้านฉลามองค์กรไวลด์เอดอยู่แล้ว

ไวลด์เอดคืออะไร

อย่างที่รู้ “ป้อง” นั้นนอกจากเป็นนักแสดงระดับพระเอกแถวหน้าแล้ว เขายังเป็น “ทูตองค์กรไวลด์เอด” ในโครงการปกป้องประชากรฉลามโลกที่กำลังถูกคุกคามจากการค้า และการบริโภคเมนูฉลามอีกด้วย

ดังนั้น ป้องจึงสามารถพูดข้อมูลได้อย่างผู้รู้จริง เช่นว่า “เมื่อปี 2012 หรือ ปีก่อน รัฐบาลจีนประกาศแบนการเสิร์ฟหูฉลามในงานเลี้ยงของรัฐ โดยให้เหตุผลว่า เพื่อสร้างบรรทัดฐานในการปกป้องสัตว์ที่เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์”

นอกจากนี้ เมื่อกลางปี ประเทศแคนาดาเป็นประเทศแรกในกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำและกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ หรือ G20 ที่ผ่านกฎหมายจำกัดการค้าหูฉลาม ด้วยการแบนการส่งออกและนำเข้าหูฉลามในประเทศ สะท้อนความจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องปกป้องประชากรฉลามโลกที่กำลังเผชิญภาวะวิกฤติ ที่ถูกคุกคามจากการค้า ความต้องการบริโภคหูฉลาม และการทำประมงเกินขนาด

ทั้งนี้ ไวลด์เอด หรือ “WildAid” เป็นองค์กรไม่แสวงหาผลกำไร และดำเนินกิจกรรมเพื่อสิ่งแวดล้อม ต่อต้านการฆ่าสัตว์เพื่อการค้า สำนักงานอยู่ที่ซานฟรานซิสโก และมีสาขาใน จีน อินเดีย กัมพูชา หมู่เกาะกาลาปาโกส และอังกฤษ

ที่ผ่านมาองค์กรนี้ใช้คนดังนักกีฬามาเป็น ทูต หรือพรีเซ็นเตอร์ให้องค์การเสมอ เช่น จาง ยี่ หนิง และ เหยา หมิง นักกีฬาชาวจีน

และไม่เพียงแค่ฉลาม ไวลด์เอดยังทำเรื่องของสัตว์อื่นๆ อย่างเรื่อง “ช้าง” ปีที่แล้วก็เพิ่งเปิดตัว “ใหม่ ดาวิกา โฮร์เน่” ดาราหญิงคนดังที่สุดตอนนี้ ในฐานะทูตด้านช้างคนล่าสุด ด้วยสโลแกน ชวนคนไทย ไม่เอางา ไม่ฆ่าช้าง”พร้อมดาราคนดังไทยอีกหลายคนมาช่วยเป็นพรีเซนเตอร์

สำหรับป้องนั้น ไวลด์เอดได้เปิดตัวเขาในฐานะทูตองค์กรช่วงปีที่ผ่านมาเช่นกัน พร้อมการเปิดตัวโฆษณา ‘พูดแทนฉลาม’ โดยโครงการรณรงค์นี้ได้รับการสนับสนุนจากกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง

ป้อง” สมชื่อ

ป้องไม่ใช่แค่พรีเซนเตอร์หน้าฉาก แต่งานนี้ที่ต้องเป็น “ป้อง” เพราะนอกจากความมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักในระดับดีเลิศแล้ว ป้องยังชื่นชอบการดำน้ำเป็นชีวิตจิตใจ ดังนั้นเขาจึงได้สัมผัสและเข้าถึงธรรมชาติในท้องทะเลได้เป็นอย่างดี

การได้เจอฉลามระหว่างการดำน้ำ เป็นประสบการณ์ที่ตื่นเต้น และถือเป็นไฮไลท์ของวันนั้นๆ เลย แต่ในช่วงหลายปีที่ผ่านมานี้ การพบเจอฉลามในทะเลกลับยากขึ้นเรื่อยๆ ฉลามมีบทบาทสำคัญที่ช่วย รักษาความสมดุลของระบบนิเวศในท้องทะเล เราจำเป็นต้องสร้างความตระหนักให้คนทั่วไปรับรู้ถึงภัยคุกคามฉลาม ก่อนที่มันจะสายเกินไป” ป้องกล่าวไว้เมื่อปีก่อนตอนที่เข้ามาสวมเสื้อของทูตองค์กรไวลด์เอด

สำหรับโฆษณา ‘พูดแทนฉลาม’ ได้ไอเดียจากการที่ฉลามเป็นสัตว์ที่ไม่มีอวัยวะในการออกเสียง มนุษย์เท่านั้นที่จะเป็นกระบอกเสียงแทนพวกเขาได้ และยังนำเสนอแฮชแท็ก “#ฉลองไม่ฉลาม” ที่มีเป้าหมายสร้างความตระหนักให้คนไทยเห็นความสำคัญของฉลามที่มีต่อทะเล รับรู้ถึงเบื้องหลังอันโหดร้ายของการบริโภคหูฉลาม รวมทั้งสร้างค่านิยมใหม่ให้งานฉลองต่างๆ ว่าไม่ควรมีเมนูฉลามอีกต่อไป

ช่วงเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา มีข่าวกรอบเล็กๆ ว่าทางไวลด์เอดได้ทดลองใช้สื่อดิจิทัลกลางศูนย์การค้ากลางเมือง ด้านหน้าศูนย์การค้าเอ็มโพเรียม และเอ็มควอเทียร์ เพื่อช่วยสื่อสารแคมเปญในวันที่ 14 กรกฎาคม ซึ่งเป็นวันรู้จักฉลาม หรือ Shark Awareness Day โดยรณรงค์ต่อเนื่องไปจนถึงกลางเดือนสิงหาคม

แต่ดูเหมือนว่า ครั้งไหนจะไม่สะเทือนไทยเท่ากับครั้งนี้ของป้อง กับการกล้าออกมาจวกเมนูกระชับหัวใจของคนใหญ่คนโต เพื่อปกป้องเจ้าฉลามผู้ยิ่งใหญ่แห่งท้องทะเล

วันที่บุกทำเนียบ ป้องกล่าวว่า “การเสิร์ฟหูฉลามในงานเลี้ยงเท่ากับเป็นการสนับสนุนการฆ่าฉลาม ซึ่งเป็นสัตว์ที่มีความสำคัญต่อระบบนิเวศ ที่เปรียบเหมือนเสือในป่า มาร่วมสร้างบรรทัดฐานใหม่ด้วยการ ‘ฉลองไม่ฉลาม’ นำหูฉลามออกจากเมนูงานเลี้ยงทุกรูปแบบ เพราะหยุดกินหูฉลาม เท่ากับหยุดฆ่า”

เป็นตัวจริงของพระเอกชื่อ “ป้อง” ที่ดูหล่อกว่าทุกๆ บทบาทที่เคยรับมาจริงๆ

ชีวิตที่ต้องแลก

พูดถึงเมนูหูฉลาม ในการรับรู้ของคนไทยคือ ของดี ของมีระดับ ของ “มันต้องมี” ในทุกๆ งานเลี้ยงโดยเฉพาะงานมงคลสมรส แต่หลายคนรู้หรือไม่ว่า กว่าจะมาเป็นซุุปหูฉลามนั้น เขาทำกันยังไง

หูฉลาม หรือ ซุปหูฉลาม หรือ ฮื่อฉี่ ในสำเนียงแต้จิ๋ว เป็นอาหารของชาวจีน ประวัติของหูฉลามนั้นย้อนไปได้ถึงสมัยราชวงศ์หมิง ตามความเชื่อโบราณว่าหูฉลามคือ “ยาอายุวัฒนะ” ในอดีตซุปหูฉลามจะถูกปรุงขึ้นเพื่อถวายแก่จักรพรรดิและชนชั้นสูงเท่านั้น

ซุปหูฉลามมีวิธีการปรุงคล้ายกับกระเพาะปลาเราๆ นี่เอง แต่ก็ยังมีเมนูอื่นๆ อีกมากมายให้เลือกสรร เช่น หูฉลามน้ำแดง หูฉลามแผ่นจักรพรรดิ หูฉลามเซ็งตุ๋น หูฉลามผัดแห้ง หูฉลามสามเซียน ฯลฯ

แม้จะเรียกว่า “หูฉลาม” แต่ที่จริงมันคือ “ครีบฉลาม” ที่เป็นส่วนของกระดูกอ่อน มีทั้งฐานครีบและก้านครีบ ซึ่งเป็นกระดูกที่มีลักษณะเป็นเส้นๆ ช่วยให้ปลาฉลามสามารถแผ่ครีบออกได้

แต่ก่อนจะสั่งมาเสิร์ฟบนโต๊ะ ให้เราหลับตานึกภาพในท้องทะเลบนเรือประมงใหญ่ มนุษย์จะตกหรือจับฉลามขึ้นมา จากนั้นก็เอามีดกรีดตัดครีบออกทั้งบน ล่าง ซ้าย ขวา หลายครั้งที่มันจะถูกกรีดท้องเพื่อเจาะเอาชิ้นตับไปด้วย โดยส่วนของตับนั้นก็จะถูกส่งให้กับโรงงาน ไปทำเป็นน้ำมันตับปลาใส่แคปซูลขายให้เราๆ ได้บริโภคบำรุงร่างกายกันยังไงล่ะ

แต่ทั้งหมดทั้งมวล กระบวนการนี้กระทำในขณะที่มันยังมีชีวิต เมื่อเสร็จแล้วก็จะโยนลงทะเล ปล่อยให้หมดลมหายใจตายไปเอง ว่ากันว่าใช้เวลาราว ชั่วโมง !

ส่วนคนที่สงสัยว่ากินหูฉลามไม่ได้ ทำไมกินกระเพาะปลาได้ มีคำอธิบายไว้แล้วมากมาย แต่ทวนซ้ำสั้นๆ ว่า โดยธรรมชาติของระบบนิเวศจะมีผู้ล่าสูงสุด ผู้ล่าระดับรองลงมา และผู้ผลิต เช่นพืชที่สัตว์กินพืชกิน

ถ้าฉลามหายไป ก็ถือว่าผู้ล่าขั้นสูงสุดที่มีบทบาทในการควบคุมประชากรที่เป็นผู้ล่าระดับต่ำๆ หายไปด้วย สัตว์ที่เคยเป็นอาหารของฉลามก็จะมีจำนวนเพิ่มขึ้น ถามว่าผลกระทบทางระบบนิเวศเสียสมดุลขนาดไหน คิดสิคิด!

****************************

เครดิตภาพจาก เฟซบุ๊ก WildAid Thailand ช่วยสัตว์ป่า