อนาคตชาวสีส้ม #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/399987?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

อนาคตชาวสีส้ม

20 พฤศจิกายน 2562 – 11:05 น.
อนาคตชาวสีส้ม,ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ,งูเห่า
เปิดอ่าน 1,097 ครั้ง

อนาคตชาวสีส้ม คอลัมน์…  จี้จุดตาย..คลายจุดเป็น    โดย…   เร้นกาย ไร้เงา

วันวาน “คณะกรรมการการเลือกตั้ง” ได้ประชุมพิจารณาสํานวนการสืบสวน กรณีมีผู้กล่าวหาว่า “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” ได้ให้พรรคอนาคตใหม่กู้ยืมเงินของตนเอง ถือว่าเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามกฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้งและพรรคการเมือง ตามมาตรา 66 พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2560 โดยได้บริจาคเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดให้แก่พรรคการเมือง มีมูลค่าเกินกว่า 10 ล้านบาท ต่อพรรคการเมืองต่อปี

อ่านข่าว…  อนาคตใหม่ ถีบทิ้ง อนาคตเก่า

แต่ อนค.ยังนิ่งไม่ส่งเอกสารเพิ่มเติมตามที่อนุกรรมการ กกต.ขอมา กกต.จึงมีมติเรียกเอกสารเพิ่มจากพรรคสีส้ม

กกต.คล้ายโต้กลับหลังเสี่ยเอกยื่นฟ้อง 7 อรหันต์ไปเมื่อวันจันทร์

เหตุเช่นนี้แปลว่าระเบิดหนึ่งลูกถูกจุดและโยนเข้าไปยังอาคารย่านถนนเพชรบุรีตัดใหม่แล้ว เพราะหลายวันก่อน “เสี่ยเอก” พูดเองกับสื่อนอกและแจ้งบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินกับ ป.ป.ช. ว่าให้พรรคอนค.กู้เงิน 191 ล้านบาท

ความร้อนบนเวทีการเมืองคุกรุ่นขึ้นอีกประเด็น

วันนี้ศาลรัฐธรรมนูญจะแจ้งให้สังคมรู้ผลว่า “หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่” จะมีสิทธิ/หมดสิทธิทำหน้าที่ส.ส.จากกรณีการโอนหุ้นสื่อ วี-ลัค มีเดีย หรือไม่ ?

แต่ในฐานะผู้นำของชาวสีส้มแล้วนั้น ไม่ว่าอย่างไร…ธนาธรยังเป็นเสาหลักของอนค. แม้จะมี/ไม่มีเก้าอี้ผู้แทนราษฎร

ธนาธรก็ยังเป็นจิตวิญญาณในการนำชาวสีส้มทำงานการเมืองในรูปแบบและแนวทางเดิมมิเปลี่ยนแปลง เพราะอาการอยู่ไม่เป็น !

และจากนี้ไป…อีกกว่ายี่สิบคดีที่แกนนำและพรรคสีส้มต้องต่อสู้เพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์กันอีก โดยเฉพาะคดียุบพรรคจากหลากสำนวน แม้ยังไม่มีแววว่าจะเกิดขึ้นยามใด ?

หากให้ประเมินคงอีกหลายเดือนกว่าเรื่องราวเหล่านี้จะนำมาพิสูจน์และได้คำตอบในขั้นตอนกระบวนการยุติธรรม หากวันนั้นข้อกล่าวหาไม่มีมูล อนค.ก็ยังอยู่ในสารบบการเมือง หากวันนั้นข้อกล่าวหาในการยุบพรรคสีส้มมีมูล พรรคจะดับสิ้นไปและจะทำให้พรรคนี้แพแตกหรือไม่…

ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ พรรคสีส้มคนหนึ่ง บอกว่า “หากวันข้างหน้าพรรคโดนยุบ พรรคมี 80 ส.ส.ในตอนนี้เชื่อมั่นว่าเกือบทั้งหมดจะยังปักหลักกับอนค.” แปลว่าหากมีพรรคอนาคตใหม่ในสารบบการเมืองไทย ส.ส.ก็จะยังอยู่กับต้นสังกัด หากไม่มี อนค. ร้อยละ 80 จะเกาะกลุ่มไปขึ้นฝั่งใหม่ตามที่แกนนำพรรคจะชี้เป้า

และราวๆ ร้อยละยี่สิบอาจจะเรรวน/ปันใจไหลไปอยู่กับพรรคอื่นๆ ตามเงื่อนไขการเมือง

แกนนำชาวสีส้มระดับท็อปคนหนึ่งก็สำทับว่า “งูเห่าสีส้มนั้นมีอยู่แล้ว และวันนี้ก็ยังอยู่ รอเวลาที่จะเปิดตัวตามจังหวะการเมือง แต่ ส.ส.ส่วนใหญ่ยังเดินตามเจตนารมณ์ของพรรคต่อไป” 

แปลความได้จากการพูดคุยในขั้นต้นคือ จะมี ส.ส.ชาวสีส้มสิบกว่าคนไหลไปขึ้นฝั่งกับพรรคอื่นที่ทอดไมตรีมาให้ในวันที่ไร้ชื่อ อนค. แต่จะไปค่ายใดขึ้นอยู่กับเงื่อนไข…

เมื่อแกนนำ อนค.ผู้นี้ระบุเยี่ยงนี้ มันคล้ายกับสิ่งที่คนไกลบ้านเคยพูดไว้ยามยุบพรรคไทยรักไทยและพลังประชาชน จนมาถึงเพื่อไทยในวันนี้ว่า “ยุบได้ยุบไป ตั้งพรรคใหม่ได้เพราะจิตวิญญาณและความเชื่อมั่นในอุดมการณ์ของพรรค ชาวบ้านจดจำ ใครทรยศประชาชนจะได้รับการลงโทษ”

อนค.คงเรียนรู้บทเรียนนี้มาและประเมินว่าฆ่าอย่างไร…ชาวสีส้มก็ยังแจ้งเกิดใหม่ได้เสมอ

และเมื่อเป็นเช่นนี้ ขั้วหนุนลุงตู่ที่หวังบางชีวิตของชาวสีส้มให้มาเทแต้มและเพิ่มกำลังพลให้พ้นอาการปริ่มน้ำคงต้องพยายามขึ้นกว่าเดิมในการทาบทาม ส.ส.ชาวสีส้ม โดยต้องอดทนรอเวลาว่า อนค.จะโดนยุบพรรคหรือไม่และโดนเมื่อใด ?

ที่แน่ๆ ในช่วงหลายเดือนจากนี้ชาวสีส้มจะมีกิจกรรมและบทบาททั้งในและนอกสภามาเป็นระยะเพื่อย้ำภาพความเป็นพรรคให้แฟนคลับรวมทั้งสังคมจดจำไปเรื่อยๆ และหากผู้แทนราษฎรชาวสีส้มคนใดทรยศคะแนนเสียงของประชาชนที่เลือกไป วันนั้นคือวันมรณังของคนคนนั้นทางการเมืองเป็นแน่แท้

แบบนี้แสดงว่าแกนนำชาวสีส้มยักไหล่ไม่แคร์กับสิ่งที่จะบังเกิดในยามหน้า เพราะน่าจะรู้ชะตาว่าจะชีวิตเป็นเช่นใดและด้วยเหตุใด ?

เกมเสี่ยงที่แกนนำชาวสีส้มเปิดเล่นทำนอง “คามิกาเซะ” ของนักบินหนุ่มแดนอาทิตย์อุทัยในการทำศึกเมื่อยามสงครามโลกครั้งที่สองนั้น… นักการเมืองไทยส่วนใหญ่ไม่กระทำเยี่ยงนี้ แต่แกนนำชาวสีส้มกล้าที่จะเปิดเสี่ยง

บทเรียนประวัติศาสตร์ระบุไว้ว่านักบินหนุ่มแห่งกองทัพเรือแดนอาทิตย์อุทัยยามนั้น สายลมแห่งสวรรค์พัดพาพวกเขาไปที่ใดหลังไร้ลมหายใจ

          แกนนำชาวสีส้มคงใช้บทเรียนสายลมแห่งสวรรค์กับการเดินหมากการเมืองคราวนี้ และรู้เส้นทางชีวิตหลังจากนี้แล้วว่าจะเป็นเช่นใดต่อไปเช่นกัน…

อวสาน3เคมีอันตราย เส้นตาย1ธ.ค.62ต้องสูญพันธุ์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/399993?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

อวสาน3เคมีอันตราย เส้นตาย1ธ.ค.62ต้องสูญพันธุ์

20 พฤศจิกายน 2562 – 11:00 น.
3เคมีอันตราย
เปิดอ่าน 1,377 ครั้ง

อวสาน3เคมีอันตราย เส้นตาย1ธ.ค.62ต้องสูญพันธุ์

มาตรการแบน 3 สารเคมีอันตรายกำลังเดินหน้าไปอย่างรวดเร็ว และเริ่มเข้าสู่กระบวนการเรียกคืนและกำจัดทิ้งภายในวันที่ 1 ธันวาคม 2562

อ่านข่าว…  แบน 3สารเคมีเกษตรแค่จุดเริ่ม จับตาสารทดแทน-ช่วยเกษตรกร

ล่าสุดเมื่อ วันที่ 19 พฤศจิกายน 2562  เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา ได้เผยแพร่คำสั่งกรมวิชาการเกษตร ที่ 1511/2562 เรื่อง การดำเนินการกับวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 ที่กรมวิชาการเกษตรเป็นผู้รับผิดชอบ โดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 41 มาตรา 43 และมาตรา 52 แห่งพระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ.2535 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติวัตถุอันตราย (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2551 ซึ่งอธิบดีกรมวิชาการเกษตร ออกคำสั่งไว้ ดังต่อไปนี้

ข้อ 1 วัตถุอันตรายตามคำสั่งนี้ หมายความว่า วัตถุอันตราย ไกลโฟเซต, ไกลโฟเซต-เซสควิโซเดียม, ไกลโฟเซต-โซเดียม, ไกลโฟเซต-ไดแอมโมเนียม, ไกลโฟเซต-ไตรมีเซียม, ไกลโฟเซต-โพแทสเซียม, ไกลโฟเซต-โมโนเอทิลแอมโมเนียม, ไกลโฟเซต-โมโนแอมโมเนียม, ไกลโฟเซต-ไอโซโพรพิลแอมโมเนียม, คลอร์ไพริฟอส คลอร์ไพริฟอส-เมทิล, พาราควอต พาราควอตไดคลอไรด์ และ พาราควอตไดคลอไรด์ บิส (เมทิลซัลเฟต) ที่กรมวิชาการเกษตรรับผิดชอบตามประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่อง บัญชีรายชื่อวัตถุอันตราย ออกตามความในมาตรา 18 วรรคสองแห่งพระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ.2535

ข้อ 2 ให้วัตถุอันตราย ตามข้อ 1 ที่อยู่ในความครอบครองก่อนวันที่ประกาศกำหนดให้วัตถุอันตรายนั้นเป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 ต้องแจ้งปริมาณที่มีไว้ในครอบครองภายใน 15 วัน นับแต่ประกาศกำหนดให้วัตถุอันตรายดังกล่าว เป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 มีผลบังคับใช้แล้ว ดังนี้

  กรุงเทพมหานคร แจ้งที่สำนักควบคุมพืชและวัสดุการเกษตร 

ภูมิภาค แจ้งที่สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 1 จังหวัดเชียงใหม่ สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 2 จังหวัดพิษณุโลก สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 3 จังหวัดขอนแก่น สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 4 จังหวัดอุบลราชธานี สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 5 จังหวัดชัยนาท สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 6 จังหวัดจันทบุรี สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 7 จังหวัดสุราษฎร์ธานี สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 8 จังหวัดสงขลา

ข้อ 3 ให้ผู้มีไว้ในครอบครองซึ่งวัตถุอันตรายตามข้อ 2 ส่งมอบวัตถุอันตรายดังกล่าวที่อยู่ในความครอบครองต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ภายใน 15 วัน นับแต่วันที่แจ้งปริมาณการครอบครอง ดังนี้

   กรุงเทพมหานคร ส่งมอบที่สำนักควบคุมพืชและวัสดุการเกษตร 

ภูมิภาค ส่งมอบที่สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 1 จังหวัดเชียงใหม่ สำนักวิจัยและพัฒนา สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 2 จังหวัดพิษณุโลก สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 3 จังหวัดขอนแก่น สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 4 จังหวัดอุบลราชธานี สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 5 จังหวัดชัยนาท สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 6 จังหวัดจันทบุรี สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 7 จังหวัดสุราษฎร์ธานี สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 8 จังหวัดสงขลา

ทั้งนี้คำสั่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2562 เป็นต้นไป สั่ง ณ วันที่ 29 ตุลาคม 2562

 มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรและสหกรณ์ ระบุว่าหลังจากนี้ รมว.อุตสาหกรรม สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ จะลงนามในประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม ยกเลิกใช้สารเคมี 3 ชนิดตามมติคณะกรรมการวัตถุอันตราย คือ พาราควอต คลอร์ไพริฟอส ไกลโฟเซต ดังนั้นเพื่อให้ผู้ประกอบการ ร้านจำหน่ายและเกษตรกรที่ครอบครอง 3 สารดังกล่าว ทราบวิธีปฏิบัติอย่างถูกต้องจึงจะประชุมสารวัตรเกษตรและอาสาสมัครสารวัตรเกษตรทั่วประเทศ เพื่อสร้างความเข้าใจเรื่องข้อควรปฏิบัติหลังการยกเลิกใช้สารเคมี 3 ชนิด โดยก่อนวันที่ 1 ธันวาคม ต้องไปให้คำแนะนำแก่ผู้ประกอบการ ร้านจำหน่ายสารเคมีทางการเกษตรให้ส่งคืนบริษัท

“วันที่ 22 พฤศจิกายน จะประชุมสารวัตรเกษตรทั่วประเทศเพื่อรับทราบแนวทางในการลงพื้นที่ทำความเข้าใจกับเกษตรกรและประชาชนที่มีสารทั้ง 3 ตัวในครอบครองว่าต้องไปส่งคืนบริษัทหรือร้านค้าหรือเอเย่นต์สายส่ง เพราะตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม เป็นต้นไป ใครครอบครองสารทั้ง 3 ตัวมีความผิดตามกฎหมายและโทษหนักจำคุกไม่เกิน 10 ปี ปรับเป็นแสนเป็นล้านบาท จึงไม่อยากให้มีภาพเกษตรกรโดนจับเพราะรู้เท่าไม่ถึงการณ์”

รมช.เกษตรฯ แสดงความเป็นห่วงเกษตรกรที่อาจยังมีผู้ไม่รู้ว่าหลังจากนี้การมีสารเคมีทั้ง 3 ชนิดไว้ในครอบครองจะต้องถูกดำเนินคดี จึงได้สั่งการให้หน่วยงานในทุกพื้นที่เร่งชี้แจงทำความเข้าใจเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหากับเกษตรกร เพราะแม้จะโดยประมาทก็มีโทษปรับสูงไม่เกิน 800,000 บาท หากจงใจฝ่าฝืนมีโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี หรือปรับไม่เกิน 1 ล้านบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ โดยได้เน้นย้ำว่า อย่าให้มีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นกับเกษตรกร

นอกจากนี้กรมวิชาการเกษตร โดยสำนักควบคุมพืชและวัสดุการเกษตร (สคว.) ได้ให้ผู้อำนวยการสำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตร (สวพ.) 8 เขตทั่วประเทศแจ้งสต็อกล่าสุดของสารพาราควอต ไกลโฟเซต และคลอร์ไพริฟอส ภายในพื้นที่ส่งให้ สคว.มาเรียบร้อยแล้ว รวมทั้งให้จัดทำแผนการรับแจ้งและเก็บรวบรวมเพื่อจะนำเสนอคณะทำงานของกระทรวงติดตามการทำลายสาร

สำหรับค่าทำลายสารเคมีเป็นความรับผิดชอบของผู้ครอบครองตามพ.ร.บ.วัตถุอันตราย มาตรา 52 วรรคท้าย ซึ่ง รมช.เกษตรฯ ระบุชัดเจนว่าสารเคมีเหล่านั้นเป็นภาระบริษัทเอกชนที่นำเข้าต้องรับผิดชอบในการส่งกลับไปต้นทาง หรือการทำลายตามกฎหมาย และไม่สามารถเอาเงินหลวงไปใช้ในการทำลาย ดังนั้นวันที่ 21 พฤศจิกายนนี้ จะเชิญบริษัทค้าสารเคมีนำเข้า ส่งออก มาประชุมเพื่อจะได้กำหนดแนวทางการรับคืนสารเคมีจากเกษตรกร จากร้านผู้แทนจำหน่าย รวมทั้งการส่งออกกลับไปประเทศอื่นหรือประเทศต้นทาง เพราะหลังวันที่ 1 ธันวาคม 2562 ต้องไม่มีสารเหล่านี้ในประเทศไทยอีก

ขณะที่ เสริมสุข สลักเพ็ชร์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร ระบุก่อนหน้านี้ว่า กรมวิชาการเกษตรได้สำรวจปริมาณวัตถุอันตรายทั้ง 3 ชนิดจากร้านค้า ผู้จัดจำหน่าย ผู้ผลิต/ผู้นำเข้าทั่วประเทศ พบว่าปัจจุบัน ณ วันที่ 12 พฤศจิกายน 2562 มีจำนวนคงเหลือประมาณ 38,855 ตัน คาดว่าภายในวันที่ 30 พฤศจิกายน 2562 จะมีวัตถุอันตรายทั้ง 3 ชนิดที่ผู้ผลิตและผู้จำหน่ายส่งมอบให้กรมวิชาการเกษตรนำไปทำลายตามหลักวิชาการที่ถูกต้องในจำนวนที่ลดลงกว่านี้ เนื่องจากในช่วงระหว่างนี้ร้านค้ายังสามารถจำหน่ายสารทั้ง 3 ชนิดให้แก่เกษตรกรที่ผ่านการอบรมตามมาตรการจำกัดการใช้ได้จนกว่าจะถึงวันที่ประกาศมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 ธันวาคม 2562

เปิด 3 แนววินิจฉัยร้อน ธนาธร รอด-ไม่รอด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/399977?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เปิด 3 แนววินิจฉัยร้อน ธนาธร รอด-ไม่รอด

20 พฤศจิกายน 2562 – 10:20 น.
ธนาธร,ศาลรัฐธรรมนูญ,หุ้นสื่อ
เปิดอ่าน 1,137 ครั้ง

เปิด 3 แนววินิจฉัยร้อน ธนาธร รอด-ไม่รอด  คอลัมน์… ล่าความจริงพิกัดข่าว โดย… ปกรณ์ พึ่งเนตร

วันนี้จะเป็นวันชี้ชะตาอนาคตการเมืองของหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ เพราะเป็นวันที่ศาลรัฐธรรรมนูญนัดวินิจฉัยคดีถือหุ้นสื่อ “บริษัท วี-ลัค มีเดีย จำกัด” ของ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ

อ่านข่าว…. รอดหรือไม่รอดก็ยังอยู่ไม่เป็นสุข

สาเหตุที่ต้องใช้คำว่า “ชี้ชะตา” เพราะความเป็นไปได้ของคำวินิจฉัยมีอยู่ 3 แนวทาง คือ

หนึ่ง ศาลยกคำร้อง แบบนี้กองเชียร์ต้องเฮกันดังๆ เพราะนายธนาธรจะสามารถกลับมาปฏิบัติหน้าที่เป็น ส.ส.ได้ต่อไป และเดินหน้านำพรรคอนาคตใหม่ เปลี่ยนแปลงการเมืองตามแบบที่ตัวเองฝันต่อไปได้

สอง ศาลวินิจฉัยว่าผิด ถ้าออกหน้านี้จะทำให้นายธนาธรต้องพ้นตำแหน่ง ส.ส. แต่อาจไม่ตัดสิทธิ์ทางการเมือง คือศาลอาจมองว่านายธนาธรแค่ขาดคุณสมบัติในการลงสมัคร ส.ส.เท่านั้น ถ้าเป็นแบบนี้ เลือกตั้งสมัยหน้า “หัวหน้าพรรคสีส้ม” ก็จะลงสมัครได้อีก เรียกว่าผลกระทบไม่ร้ายแรงนัก เพราะปัจจุบันนายธนาธรก็ทำงานนอกสภาอยู่แล้ว เพราะถูกสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่อยู่

หรือสาม ศาลวินิจฉัยว่าผิด แต่เห็นว่านายธนาธร “จงใจ” คือรู้อยู่แล้วว่าตนเองไม่มีสิทธิ์สมัครรับเลือกตั้ง เพราะขาดคุณสมบัติ หรือมีลักษณะต้องห้าม แต่ก็ยังฝืนลงสมัคร แบบนี้นอกจากจะต้องพ้นตำแหน่ง ส.ส.แบบถาวรแล้ว ศาลจะเพิกถอนสิทธิ์เลือกตั้งนายธนาธร มีกำหนดถึง 20 ปีด้วย

ปัจจุบันนายธนาธรอายุ 41 ปี (กำลังจะฉลองวันเกิดในวันที่ 25 พฤศจิกายนนี้) ถ้าโดนตัดสิทธิ์ 20 ปี ก็จะกลับมาสมัครรับเลือกตั้งได้อีกครั้งตอนอายุ 61 ปี เลยทีเดียว

ที่หนักกว่านั้นคือ ถ้าศาลวินิจฉัยว่านายธนาธรกระทำผิดในแนวทางที่ 3 จะต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1-10 ปี และปรับตั้งแต่ 2 หมื่นบาทถึง 2 แสนบาทด้วย

สรุปง่ายๆ คือมีโอกาส “เข้าคุก”

แต่ช่องทางที่จะเอาผิดทางอาญาว่าด้วยโทษจำคุกนี้ ยังมีข้อถกเถียงกันอยู่ว่า ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจวินิจฉัยหรือไม่ เพราะคำร้องของ กกต.น่าจะแค่เพิกถอนสิทธิ์การสมัครรับเลือกตั้งเท่านั้น ซึ่งจะส่งผลต่อสมาชิกภาพ ส.ส.ของนายธนาธร แต่ในส่วนโทษอาญา น่าจะอยู่นอกเหนือคำร้องของ กกต. และนอกเหนืออำนาจของศาลรัฐธรรมนูญ

ความเป็นไปได้ กกต.อาจต้องยื่นฟ้องต่อศาลที่มีอำนาจ หรือศาลรัฐธรรมนูญส่งคำวินิจฉัยต่อไปยังศาลที่มีอำนาจ แนวทางจะเป็นอย่างไร ต้องรอฟังหลังอ่านคำพิพากษา

แต่ที่แน่ๆ ถ้าศาลจัดหนักในแนวทางที่ 3 ก็ยังมีสิทธิ์โดนคดีอาญาฐานสร้างหลักฐานเท็จเรื่องการโอนหุ้นอีกด้วย งานนี้ถ้าโชคร้ายอาจทำให้คนในครอบครัวต้องเดือดร้อน

ผลทางการเมืองที่มากไปกว่านั้น คือหากนายธนาธรถูกเพิกถอนสิทธิ์เลือกตั้ง ก็อาจมีคนไปยื่นตีความอีกว่า ยังเป็นหัวหน้าพรรคการเมืองได้หรือไม่ สุดท้ายถ้าไม่ได้ ก็อาจหมดสิทธิ์นำทัพอนาคตใหม่เปลี่ยนแปลงการเมืองไทยตามแนวทางที่วาดฝัน

ล่าสุดได้ตรวจสอบกับนักวิชาการที่เกาะติดคดีนี้ ยืนยันว่าถ้านายธนาธรถูกเพิกถอนสิทธิ์เลือกตั้ง จะเป็นสมาชิกพรรคการเมืองไม่ได้ เมื่อเป็นสมาชิกไม่ได้ ก็เป็นหัวหน้าพรรคไม่ได้ เมื่อไม่ได้เป็นหัวหน้าพรรคแล้ว หากไปยุ่งเกี่ยวครอบงำพรรค เช่น ให้กู้เงินเหมือนที่เคยให้กู้ หรือสั่งการ กำหนดทิศทางใดๆ ของพรรค สุดท้ายอาจจะโดนยุบพรรคตามมาอีก

ผลกระทบแรงขนาดนี้ ต้องถามว่าจะสร้างแรงกระเพื่อมทางการเมืองอะไรหรือไม่ และสาวกพรรคอนาคตใหม่จะว่าอย่างไร…เป็นเรื่องที่ต้องติดตาม

“เจ๊สมพร” ย้อนรอยฝัน “เจ้าแม่สื่อ” #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/399988?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“เจ๊สมพร” ย้อนรอยฝัน “เจ้าแม่สื่อ”

20 พฤศจิกายน 2562 – 10:00 น.
เจ๊สมพร,สมพร จึงรุ่งเรืองกิจ,วี-ลัค มีเดีย,ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิ,รวิพรรณ จึงรุ่งเรืองกิจ,หุ้นสื่อ,เจาะประเด็นร้อน,ท่องยุทธภพ,ขุนน้ำหมึก
เปิดอ่าน 1,307 ครั้ง

คอลัมน์ “ท่องยุทธภพ” โดย “ขุนน้ำหมึก” จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก ฉบับวันที่ 20 พ.ย.62

************************

ทุกคนรับทราบกันว่า “สมพร จึงรุ่งเรืองกิจ” ร่วมกับสามี “พัฒนา จึงรุ่งเรืองกิจ” ก่อร่างสร้างบริษัท ไทยซัมมิท โอโตพาร์ท อินดัสตรี จำกัด หรือไทยซัมมิทกรุ๊ป ผู้ประกอบธุรกิจประกอบชิ้นส่วนรถยนต์และรถจักรยานยนต์รายใหญ่ของไทยและภูมิภาคเอเชีย แต่เมื่อ 10 กว่าปีที่แล้ว “เจ๊สมพร” เคยวาดฝันผันตัวเองสู่ธุรกิจสื่อ เริ่มจากเข้าซื้อหุ้นเนชั่น ก่อนจะขายทิ้งไปซื้อหุ้นมติชน

บริษัท วีลัค มีเดีย จำกัด” เป็นฝันท้ายๆ ของเจ๊สมพร หลังผิดหวังกับการว่าจ้างทีมงานคนนอกมาผลิตนิตยสารแนวไฮโซไซตี้ จึงมอบให้ “ลูกสะใภ้” เข้ามากอบกู้ศักดิ์ศรีมหาเศรษฐีเมืองไทย 

ธนาธรพยายามจะสื่อกับผู้คนทั่วไปว่านิตยสารที่มารดาและภรรยาของเขาทำอยู่นั้นเป็นสื่อเล็กๆ เนื้อหาเบาโหวงแนวกอสซิป แต่หากลำดับความเคลื่ือนไหวของ “เจ๊สมพร” กับการเข้ามาเป็นเจ้าของสื่อนั้น ไม่ใช่เรื่องเล่นๆแน่นอน

ต่อยอดธุรกิจสื่อ

ปี 2546 สมพร จึงรุ่งเรืองกิจ เข้าซื้อหุ้นเนชั่น เพราะมีการชักชวนจากธนาชัย ธีรพัฒนวงศ์ อดีตประธานบริษัทเนชั่น มัลติมีเดีย กรุ๊ป จำกัด (มหาชนเป็นการส่วนตัว ไม่ได้หวังทำกำไร ต่างจากการเข้าซื้อหุ้นบริษัท มติชน จำกัด (มหาชนตอนนั้นเจ๊สมพรเห็นว่า มติชนมีผลประกอบการเติบโตดี และมีนโยบายลงทุนระยะยาว

เจ๊สมพร

ปี 2553 เจ๊สมพรกับครอบครัว ผู้ถือหุ้นใหญ่ในเนชั่น ได้ขายหุ้นออกไป ถัดจากนั้นไม่นาน ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ เข้าซื้อหุ้นมติชนจากกลุ่มบริษัทจีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชนโดยธนาธรเข้าไปเป็นกรรมการบริหารเครือมติชนด้วย

การเข้าซื้อหุ้นมติชนเป็นความชัดเจนของตระกูล “จึงรุ่งเรืองกิจ” ที่ต้องก้าวเข้าสู่ธุรกิจสื่อสิ่งพิมพ์ รวมถึงต่อยอดการทำสื่อครบวงจรมาอย่างต่อเนื่อง

ย้อนไปปี 2546 ธนาธรกับเพื่อนอีกสองคน ได้ทำคลอดวารสารรายสามเดือน “ฟ้าเดียวกัน” นำเสนอความคิดและรูปแบบของขบวนการประชาชน วิพากษ์เศรษฐกิจ การเมืองอย่างเข้มข้น โดยฉบับแรกวางแผงเมื่อต้นปี 2546

การได้เป็นหนึ่งในผู้บริหารมติชนในเวลานั้นก็เป็นความฝันของธนาธรเช่นกัน 

สร้างฝันปั้น Who?

การทุ่มเม็ดเงินกว่า 60 ล้านบาทในการทำนิตยสาร Who? ตลอด ปี ของเจ๊สมพร น่าจะเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจในการทำธุรกิจสื่อในนามบริษัท โซลิค มีเดีย จำกัด โดยว่าจ้างทีมงานทำหนังสือมืออาชีพเข้ามาผลิตเนื้อหา

ปี 2555 เจ๊สมพร ได้เลิกจ้างทีมงานกลุ่มนั้นพร้อมกับปรับเปลี่ยนรูปโฉมนิตยสาร Who? ในชื่อบริษัทใหม่ “บริษัท วีลัค มีเดีย จำกัด” (V-Luck Media) ผลักดันให้ลูกสะใภ้คนโต “รวิพรรณ จึงรุ่งเรืองกิจ” นั่งเก้าอี้บรรณาธิการบริหาร ดูแลด้านบริหารธุรกิจอย่างเต็มตัว

ธนาธร รวิพรรณ จึงรุ่งเรืองกิจ 

เนื่องจาก “รุจิรพรรณ จึงรุ่งเรืองกิจ” ลูกสาวเจ๊สมพร ได้ทำสื่อดิจิทัลอยู่แล้ว จึงทำให้การปั้น Who? สู่สื่อดิจิทัลมีความเป็นจริงได้ไม่ยาก

เจ๊สมพรให้สัมภาษณ์ตอนนั้นว่า “เราต้องขยายไปทางดิจิทัล ไปทางมีเดีย เข้าไปในไอแพด ฉันพยายามจะดึงตรงนี้ให้ไปสู่ธุรกิจอนาคต ไม่ใช่ทำหนังสืออยู่กันแค่นี้”

ฉะนั้นการเข้าสู่ธรกิจสื่อของเจ๊สมพร จึงไม่ใช่เรื่องการทำเล่นๆ แบบเด็กขายของ 

ปั้นสื่อดิจิทัล 

รวิพรรณ จึงรุ่งเรืองกิจ” (แดงทองดีภรรยาของธนาธร ได้ถูกวางบทบาทจากเจ๊สมพร ผู้ก่อตั้งนิตยสาร Who ให้เข้ามาดูแลและพัฒนานิตยสาร

ยุคแรก ที่จ้างทีมงานคนนอก

รวิพรรณเคยให้สัมภาษณ์นิตยสารเนชั่นสุดสัปดาห์ (ปี 2555) ว่านิตยสาร Who? เกิดจากความชอบและความอยากทำในเรื่องสื่อของท่านประธาน ทุกคนในครอบครัวจึงรุ่งเรืองกิจ เป็นคนชอบอ่านหนังสือ เราก็อยากให้มีหนังสือดีๆ เพิ่มขึ้น โดยเธอบอกว่าสามีธนาธร จะรับบทที่ปรึกษา ให้คำปรึกษา คำแนะนำเกี่ยวกับเนื้อหา

แผนการอนาคต (ตอนนั้นสะใภ้ใหญ่ของจึงรุ่งเรืองกิจ ยังวางแผนขยายงานจะนำ Who? ไปวางในไอแพด ในรูปของ e-Magazine ต่างๆ ในเว็บไซต์ที่เรากำลังพัฒนาอยู่

ยุคหลัง ลูกสะไภ้ทำเอง

สำหรับ Who? ดิฉันตอบได้เลยว่าเราจะมี e-Magazine แน่นอน เพราะเรามีแฟนของ Who? ที่อยู่ต่างประเทศหรืออะไรที่หาซื้อหนังสือยาก ตรงนี้ก็จะเป็นวิธีที่ตอบโจทย์ให้แฟนกลุ่มนี้ได้ทันที…”

การเปลี่ยนแผนยุติการทำสื่อสิ่งพิมพ์มิได้หมายความว่าจึงรุ่งเรืองกิจ จะหยุดฝันปั้นสื่อใหม่

ต้องเร่งเครื่องจักร #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/399974?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ต้องเร่งเครื่องจักร

20 พฤศจิกายน 2562 – 09:40 น.
จีดีพี,เศรษฐกิจ
เปิดอ่าน 198 ครั้ง

ต้องเร่งเครื่องจักร บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก ฉบับวันพุธที่ 20 พฤศจิกายน 2562

ถึงแม้ฝ่ายรัฐบาลจะยังคงให้ความมั่นใจกับสังคมว่าเศรษฐกิจของไทยไม่ได้อยู่ในภาวะย่ำแย่ เพราะผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ(จีดีพี) ขยายตัวอยู่ที่ 2.4 % ซึ่งถือว่าดีเมื่อเทียบกับหลายประเทศในโลกนี้ แต่ประเด็นนี้ก็จะไปอยู่ในญัตติอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐบาลและรัฐมนตรีผู้รับผิดชอบทางด้านเศรษฐกิจ ซึ่งรัฐบาลเองก็มองว่าเรื่องเศรษฐกิจถือเป็นส่วนรวมของทั้งประเทศ หากพูดแต่ว่าไม่ดี หรือแย่ ความรู้สึกโดยส่วนรวมก็จะไม่ดีไปด้วย เมื่อความรู้สึกส่วนรวมไม่ดีแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการบริโภค หรือการลงทุนก็จะชะลอตัว นั่นหมายถึงว่ากิจกรรมของฝ่ายค้านทั้งนอกสภาและในสภาจะปรากฏในเร็วๆ นี้ มีส่วนในการชี้นำ หรือก่อให้เกิดผลทางจิตวิทยาตามไปด้วย

อ่านข่าว… เศรษฐกิจไทยเครื่องติดปีนี้ลุ้นโต3.5%

แต่ถึงกระนั้นในช่วงเวลาเดียวกันคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) แถลงตัวเลขจีดีพี ไตรมาส 3/2562 ว่าปรับตัวเพิ่มขึ้น 2.4% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งขยายตัวได้ 2.3% เล็กน้อย ตัวเลขในไตรมาส 3 ของปีนี้เป็นผลมาจากการขยายตัวของการลงทุนรวม 2.8% ขณะที่การส่งออกไตรมาสที่แล้วไม่ขยายตัว โดยรวมแล้ว สศช.ได้ปรับประมาณการเศรษฐกิจในปี 2562 มาอยู่ที่ 2.6% จากเดิมคาดว่าจะขยายตัวได้ 2.7-3.2% โดยเศรษฐกิจของประเทศจะยังได้รับผลกระทบจากการส่งออกที่จะติดลบกว่า 2% ในปีนี้ ก่อนที่จะกลับมาขยายตัวได้ 2.3% ในปีหน้าจากปัจจัยสงครามการค้าที่เชื่อว่าจะคลี่คลายลง ส่วนค่าเงินบาทจะแข็งค่าน้อยลง และการเจาะตลาดต่างประเทศทำได้มากขึ้น

การแถลงข่าวนี้ สศช.ไม่ได้บอกว่าตัวเลขที่ออกมาดี หรือว่าไม่ดี แม้การปรับตัวของจีดีพีไตรมาสที่ 3 จะอยู่ที่ 2.4% ซึ่งกับที่รัฐบาลอ้างอิง แต่สศช.ก็ปรารถนาที่จะเห็นการส่งออกขยายตัวในระดับ 3% โดยมีคำแนะนำถึงรัฐบาลว่าช่วงเวลาที่เหลือของปีนี้และปีหน้ารัฐบาลจะต้องให้ความสำคัญกับการส่งออกให้เป็นไปตามเป้าหมายที่สศช.หวังว่าจะเป็นไปได้ พร้อมๆ กับการดูแลเครื่องจักรขับเคลื่อนเศรษฐกิจตัวอื่นๆ ไมว่าจะเป็นการสนับสนุนให้อุตสาหกรรมท่องเที่ยวขยายตัวอย่างต่อเนื่อง การลงทุนภาครัฐในโครงการสำคัญๆ จะต้องได้รับการขับเคลื่อนในลักษณะเดียวกัน หลังจากที่งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 เริ่มเบิกจ่ายในเดือนมกราคมปีหน้าเป็นต้นไป พร้อมๆ กับการใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจให้เม็ดเงินลงสู่ระบบเศรษฐกิจให้มากที่สุด

ตามคำแนะนำในลักษณะที่สศช. “ปรารถนาที่เห็น” เกิดขึ้นนั้น ต้องยอมรับว่าไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะนอกจากปัจจัยภายนอกที่ไม่สามารถควบคุมได้แล้วก็ยังต้องติดตามอย่างใกล้ชิดว่ารัฐบาลจะสามารถผลักดันให้กลไกของรัฐเดินเครื่องไปได้อย่างสะดวกไม่ติดขัด หรือแม้แต่ปราศจากเกียร์ว่างได้หรือไม่ ในช่วงเริ่มต้นรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะเห็นได้ว่ารัฐมนตรีส่วนหนึ่งในกระทรวงเศรษฐกิจเอาใจใส่ในการขับเคลื่อนงานจนน่าเชื่อว่าฝ่ายการเมืองที่กำกับดูแลนโยบายจะสามารถไขลานให้ระบบราชการเดินหน้าต่อไปได้ไม่สะดุด แต่ทั้งนี้ก็ไม่ได้หมายความว่าการสร้างกระแสจากฝ่ายค้านจะเป็นอุปสรรคหรือชี้นำได้เสมอไป ทั้งหมดล้วนขึ้นกับการทำงานอย่างหนักและเปี่ยมประสิทธิภาพของรัฐบาลเองมากกว่าว่าจะแก้โจทย์ยากๆ เช่นที่ สศช.ยกขึ้นมาได้หรือไม่

เตรียมรับเสด็จสมเด็จพระสันตะปาปา #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/399796?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เตรียมรับเสด็จสมเด็จพระสันตะปาปา

20 พฤศจิกายน 2562 – 09:30 น.
สมเด็จพระสันตะปาปา,วัดราชบพิธ
เปิดอ่าน 2,181 ครั้ง

เตรียมรับเสด็จสมเด็จพระสันตะปาปา คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

     ‘ดับเครื่องชน’ วันนี้ขอออกห่างเรื่องการเมืองที่ปวดหัวแล้วหันมาสู่เรื่องที่เป็นสิริมงคลดังเป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า 20-23 พฤศจิกายนนี้ ประเทศไทยจะมีอาคันตุกะสำคัญมาเยือน

อ่านข่าว…  กำหนดการสำคัญพระสันตะปาปาเสด็จเยือนไทย

นั่นคือ ‘สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส’ พระประมุขศาสนจักรโรมันคาทอลิก และพระประมุขแห่งนครรัฐวาติกัน จึงขอเชิญชวนชาวไทยเฝ้ารับเสด็จโดยพร้อมเพรียงกัน

‘อ๊อด เทอร์โบ’ เฝ้าติดตามการรับเสด็จสมเด็จพระสันตะปาปาแล้วปลาบปลื้มใจยิ่งนัก เพราะทุกฝ่ายได้ร่วมแรงร่วมใจกัน แม้จะต่างศาสนาและมาจากทั่วประเทศ

ในส่วนของพุทธศาสนานั้น วันที่ 21 พฤศจิกายน เวลา 10.00 น. สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิสมีกำหนดเข้าเฝ้าสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก(อัมพร อมพโร) ที่พระอุโบสถวัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร

 นับเป็นครั้งที่ 2 ในประวัติศาสตร์ที่สมเด็จพระสันตะปาปาเสด็จมายังวัดราชบพิธ

เมื่อครั้งสมเด็จพระสันตะปาปาจอห์น ปอล ที่2 เสด็จเยือนประเทศไทยเมื่อปี 2527 ได้เข้าเฝ้าสมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงชินวราลงกรณ (วาสนมหาเถร) ที่วัดราชบพิธ ซึ่งขณะนั้นทรงดำรงตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราชและเจ้าอาวาสวัดราชบพิธเช่นกัน

สมเด็จพระสังฆราชและสมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิสจะมีการถวายของที่ระลึกให้กัน ซึ่งทางสำนักงานเลขานุการสมเด็จพระสังฆราชได้จัดทำพระพุทธรูปสมเด็จพระสังฆราช กรอบลายไทยถมเงิน เหรียญพระรูปสมเด็จพระสังฆราช ขนาด 7 เซนติเมตร และหนังสือธรรมะวินัยมุขและพุทธประวัติที่มีการแปลเป็นภาษาอังกฤษ

เราเชื่อว่าทุกศาสนาสอนทุกคนให้เป็นคนดีและดังจะเห็นว่าจะมีนักร้องประสานเสียงจากหลายศาสนา 125 คนจากทุกภาคมาร่วมกันร้องประสานเสียง

นี่เป็นกำหนดการที่แสดงให้เห็นว่าคนไทยพร้อมใจกันรับเสด็จ ‘สมเด็จพระสันตะปาปา’
อ๊อด เทอร์โบ


 ทางด่วนรถติด
 ที่จอดรถลอยฟ้า

ผมขับรถไปส่งเพื่อนที่สนามบินสุวรรณภูมิเมื่อเช้าตรู่วันศุกร์ที่ผ่านมาและขากลับก็ใช้บริการทางด่วนกลับมาทำงานในเมือง ปรากฏว่ารถติดมากๆ ครับ

จึงเขียนจดหมายนี้มาเพราะเวลานี้โดยเฉพาะเวลาเร่งด่วน ทางด่วนกลายเป็นว่ารถติดมากกว่าทางปกติถนนพื้นราบไปแล้ว จึงอยากให้ช่วยแก้ไขกันเพราะคนใช้ทางด่วนต้องเสียเงินค่าผ่านทางและการทางพิเศษฯ กลายเป็นเสือนอนกินไม่คิดปรับปรุงแก้ไข

เพื่อนผมคนหนึ่งให้ความเห็นว่าบริเวณรถติดมากคือช่วงคอขวดหรือทางแยกบนทางด่วนซึ่งรถไปแย่งกันเข้าทางหรือพวกเห็นแก่ตัวพยายามเบียดเข้าทาง

อีกอย่างที่ขอร้องกันตรงนี้คือน่าจะเพิ่มจำนวนตำรวจทางด่วนหรือมีเจ้าหน้าที่ทางด่วนออกมาช่วยเหลือประชาชนมากกว่านี้ ไม่ใช่คอยคิดเงินตรงทางด่วนอย่างเดียวแบบนั้นใครก็ทำได้

นี่ได้ข่าวว่าจะมีการขยายทางด่วนไปอีก ไม่รู้ว่าตรงไหนบ้างเพราะไม่สนใจ แต่อย่าลืมทางด่วนเก่าๆ ต้องปรับปรุงนะจะได้มีความสุขไม่รถติดลอยฟ้า
เมธี (ดินแดง)


เรียนคุณ ‘เมธี’ ดินแดง
จดหมายของคุณคงตรงกับความคิดเห็นของผู้ใช้ทางด่วนอีกมากเพราะเวลารถติดบนทางด่วนมากเหลือเกิน จึงขอร่วมสนับสนุนให้ช่วยปรับปรุงแก้ไขบ้างไม่ใช่ปล่อยตามยถากรรมแบบนี้

ผมขอเสนอให้ทางด่วนจัดทีมงานพิเศษขึ้นมาอาจจะเป็นหน่วยเคลื่อนที่เร็วช่วยเรื่องรถเกิดอุบัติเหตุ, รถเสีย ฯลฯ ซึ่งเป็นไปได้ทุกอย่างเพราะอะไรๆ ก็เกิดขึ้นได้

ขอร้องให้เตรียมไว้ก่อนและทางด่วนควรมีน้ำใจต่อผู้ใช้ ตรงไหน-จุดไหนก็รถติด ควรคิดหาวิธีเพื่อทุกอย่างจะได้ดีขึ้น

โปรดอย่าลืมว่าทุกคนเสียเงินให้ทางด่วนเพราะต้องการไปให้เร็วขึ้นไม่ใช่ติดแบบนี้
อ๊อด เทอร์โบ


 เลือกตั้งท้องถิ่นเมื่อไร?
 รัฐบาลยังจัดทัพไม่เสร็จหรือ

ผมเขียนผ่านไปยัง ‘พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา’ เพื่อทวงถามว่าเมื่อไรจะมีการเลือกตั้งส่วนท้องถิ่นครับ เพราะรอคอยกันมานานแล้ว

บรรดานายกอบต.รักษาการหลายแห่งก็ลอยตัวเหนือปัญหาไม่ทำงาน ยิ่งปล่อยไว้จะเสียหาย
จึงขอให้ทางมหาดไทยโดยรัฐมนตรีมหาดไทยกำหนดวันเลือกตั้งท้องถิ่นชัดเจนลงไปเลยครับ จะได้ดูว่าจะเลือกใครดี ไม่ใช่เป็นแบบนี้แล้วประเทศไทยคนในชนบทห่างไกลก็ต้องรอกันต่อไป
บุญหวัง (คนตจว.)


ผมยังอยู่อีกนาน… จับตารัฐบาลพลิกเกมโหวตสวน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/399762?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ผมยังอยู่อีกนาน… จับตารัฐบาลพลิกเกมโหวตสวน

19 พฤศจิกายน 2562 – 15:05 น.
โหวตสวน,ผมยังอยู่อีกนาน,ซักฟอกรัฐบาล
เปิดอ่าน 1,949 ครั้ง

ผมยังอยู่อีกนาน… จับตารัฐบาลพลิกเกมโหวตสวน โดย…  ปกรณ์ พึ่งเนตร

ช่วงนี้มีการพูดถึงปัญหาเสถียรภาพของรัฐบาลกันอย่างหนาหู หลังจากกลุ่ม 5 พรรคเล็ก ซึ่งอ้างว่ามี ส.ส.ถึง 8 คน ไปจับมือกันตั้งกลุ่ม “นักชน” โดยตั้งเงื่อนไขอาจไม่โหวตสนับสนุนรัฐบาล ซึ่งกำลังจะเผชิญศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจ และคาดว่าจะมีการซักฟอกกันช่วงกลางเดือนธันวาคมนี้

อ่านข่าว…  สมรภูมิซักฟอก

จริงๆ แล้ว เสถียรภาพของรัฐบาลช่วงนี้มาจาก 2 ปัญหา…

หนึ่ง คือ การตั้ง “กลุ่มนักชน” อย่างที่เกริ่นไปแล้ว แกนนำมี 2 ตัวจี๊ดอย่าง มงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ กับ พิเชษฐ สถิรชวาล ที่ออกไปเป็นฝ่ายค้านอิสระก่อนหน้านี้ ร่วมกับบรรดาพรรคเล็กที่มีมากกว่า 1 เสียง อย่างพรรคพลังท้องถิ่นไท ของ ชัชวาลล์ คงอุดม หรือ “ชัช เตาปูน” และพรรครักษ์ผืนป่าประเทศไทย ของ ดำรงค์ พิเดช งานนี้ถ้ามี “โหวตสวน” กันจริงๆ ต้องถือว่าทำให้รัฐบาลเหนื่อยไม่น้อย เพราะเสียงสนับสนุนจะหายไปราวๆ 8 เสียง

สอง คือ ปัญหารอยร้าวในพรรคร่วมรัฐบาลด้วยกันเอง จากการออกมาเปรยของ “เสี่ยหนู” อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ในรัฐบาลชุดนี้ ในทำนองตั้งข้อสงสัยว่าอาจมี “ใครบางคน” อยู่เบื้องหลังปล่อยข้อมูลให้สื่อบางสำนักเล่นงานรัฐมนตรีของพรรคตนอยู่หรือไม่ โดยเฉพาะ นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม

แม้ “เสี่ยหนู” จะไม่ได้พูดตรงๆ แต่ก็สะท้อนนัยแบบนั้น แถมยังมีลูกพรรคออกมาขยายความว่างานนี้มี “แทงข้างหลัง” ขณะที่ “เสี่ยหนู” เองก็ยังเคยประกาศว่าหาก นายศักดิ์สยามถูกปรับออกจาก ครม. ตนก็จะออกด้วย โดยนัยก็คือหมายถึงการออกจากการร่วมรัฐบาลนั่นเอง ซึ่งด้วยเสียง ส.ส. 51 เสียง ทำให้รัฐบาลล่มได้เลย

หลังรัฐบาลเผชิญปัญหานี้ ความเคลื่อนไหวที่น่าจับสังเกตก็คือ บรรดา “เสาเอก” ค้ำยันรัฐบาล นั่นก็คือ “กลุ่ม 3 ป.”

ป.แรก ป.ประยุทธ์ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ตั้งแต่ช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา ยืนยันเสถียรภาพรัฐบาลยังปึ้ก ไม่เห็นได้ข่าวเรื่องรอยร้าวหรือความขัดแย้ง

ป.ที่สอง ป.ประวิตร พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ พูดช่วงกลางสัปดาห์ทำนองว่าข่าวที่ออกมาไม่ได้เป็นปัญหาใหญ่ และพูดซ้ำอีกครั้งช่วงสุดสัปดาห์ว่า “พวกเขาโอเคกันหมดแล้วนี่” ท่ามกลางกระแสข่าว “พรรคครูไทยเพื่อประชาชน” ที่มีชื่อเป็นหนึ่งใน “กลุ่มนักชน” กลับลำแล้ว

ป.ที่สาม ป.ป๊อก พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พูดทำนองว่า จะเปิดอภิปรายก็เปิดไป แต่จะโหวตสวนก็เกินไป ขอให้เริ่มอภิปรายก่อนดีไหม แต่ใครจะโหวตอย่างไรก็ตามสะดวก ไม่มีบังคับ และไม่กังวล “ปล่อยให้มันเป็นไป” let it be ทำนองนั้น

ขณะที่ “หนุ่มบี” พุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม แกนนำสาย กปปส.ในรัฐบาล ก็ออกมาการันตีเสถียรภาพของรัฐบาล และปฏิเสธข่าว “แทงข้างหลัง” ตามที่พรรคภูมิใจไทยออกมาปูด

จะเห็นได้ว่าท่าทีของบรรดา “เสาเอก” ทั้งหลาย โดยเฉพาะ “กลุ่ม 3 ป.” ไม่กังวลกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้น่าคิดต่อว่า มีการเตรียมแผนรับมือไว้แล้วหรือไม่

จากการตรวจสอบข่าวจากหลายแหล่งในพรรคพลังประชารัฐ ได้ความว่า ขณะนี้ภารกิจ “ดีลพรรคเล็ก-ดึง ส.ส.พรรคอื่นมาร่วมงาน” อยู่ในมือ “บิ๊กป้อม” แบบเบ็ดเสร็จ ซึ่งในส่วนของ “ผู้กองเลี้ยงลิง” ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ได้ลดบทบาทลงแล้ว โดยทีมงานของ “บิ๊กป้อม” ประเมินว่า

1.ในส่วนของกลุ่ม 5 พรรคเล็ก ยังคุยกันได้ แต่ถ้าไม่คุย หรือตั้งแง่ ก็จะปล่อยให้ไปเป็นฝ่ายค้านทั้งกลุ่ม (ซึ่งเชื่อว่าไม่มีใครกล้า)
2.การอภิปรายไม่ไว้วางใจ ฝ่ายค้านไม่น่าจะมีพลังมากพอในการระดมเสียงสนับสนุนถึงขั้นโหวตชนะรัฐบาล ขณะที่ฝ่ายรัฐบาลเองก็มี “งูเห่า” ที่ดีลเอาไว้ และประสานงานกันตลอด แต่ยังไม่ได้ใช้งานอยู่จำนวนหนึ่ง ซึ่งแน่นอนว่ามากพอสำหรับอุดรอยรั่วจาก 5 พรรคเล็ก
3.ปัญหาในพรรคร่วมรัฐบาล โดยเฉพาะหากพรรคภูมิใจไทยถอนตัว ว่ากันว่าจนถึงขณะนี้ “บิ๊กป้อม” มีเสียงในมือรองรับสถานการณ์วิกฤติภูมิใจไทยเอาไว้แล้ว โดย ส.ส.ส่วนหนึ่งมาจากพรรคเพื่อไทย และอีกส่วนหนึ่งดีลไว้กรณีพรรคอนาคตใหม่ถูกยุบ ซึ่งจะมี ส.ส.เกือบ 60-70 คนแพแตก (ไม่นับกรรมการบริหารพรรคที่เป็น ส.ส.ที่จะต้องถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง)

ความพร้อมของทุกข้อที่ว่านี้ ว่ากันว่าเกิน 90% แล้ว ยังติดแต่เรื่องเงื่อนไขข้อกฎหมายการย้ายพรรคหลังอนาคตใหม่ถูกยุบ กรณีเป็น ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ ว่าจะทำได้หรือไม่ โดยต้องรอกรณีตัวอย่างที่นำร่องไปก่อนแล้ว คือ ไพบูลย์ นิติตะวัน อดีตหัวหน้าพรรคประชาชนปฏิรูป (เหมือนหนูทดลองเพื่อทำพิมพ์เขียวการเมือง) ซึ่งหากสุดท้ายไม่มีปัญหาข้อกฎหมาย ทุกอย่างก็จะไฟเขียว

นี่คือสาเหตุของความไม่กังวล และทำให้นายกฯ กล้าประกาศถึงขนาดว่า “ผมยังอยู่อีกนาน”

เช็กชีพจรคนการเมืองยุค ลุงตู่2 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/399758?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เช็กชีพจรคนการเมืองยุค ลุงตู่2

19 พฤศจิกายน 2562 – 13:45 น.
ลุงตู่
เปิดอ่าน 1,332 ครั้ง

เช็กชีพจรคนการเมืองยุค ลุงตู่2 หลังหมดเวลาดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์ โดย…  ทีมข่าวการเมืองเครือเนชั่น

แม้จะใจชื้นกันบ้างเมื่อผลโพลล์หลายสำนักระบุตอนนี้ว่า การศึกษาแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นสังคมยังไม่อยากให้รัฐบาลและรัฐสภาดำเนินการ เพราะภาวะเศรษฐกิจที่ยังไม่โงหัวขึ้นนั้นประชาชนสนใจในจุดนี้มากกว่า และหวังให้ “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” เร่งดำเนินการ เพราะการดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์ของ ครม.ลุงตู่ 2 หมดเวลาแล้ว…

อ่านข่าว…  ชวน ยันกฏเหล็กตรวจสอบกมธ.ไม่มีวาระแอบแฝง
ดังนั้นเรื่องร้อนๆ ข้างต้นที่ฝ่ายค้านกำลังกระพือจังหวะนี้ให้เคลื่อนที่ผ่านการตั้ง กมธ.วิสามัญศึกษาแนวทางแก้ไขรัฐธรรมนูญในรัฐสภานั้น ส.ว.และส.ส.ฝ่ายรัฐบาลคงรับ/โยนลูกบ้างในเบื้องต้นและคงเป็นการแสดงหน้าฉากไปตามเกมการเมือง แต่เมื่อถึงคราวลงมติเชื่อขนมกินไว้ล่วงหน้าเลยว่าวาระนี้ “คงจะโดนคว่ำและปิดกล่องไป”

นอกจากนี้ กลเกมในสภาผู้แทนราษฎรจากขั้วฝ่ายค้านที่เสมือนเป็นสิ่งคาใจลุงตู่กับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และประธานยุทธศาสตร์พรรคพลังประชารัฐนั้น สิ่งเหล่านี้ต้องไม่มีขึ้นอีก นั่นแปลว่าการรุกไล่ของ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย และประธานกมธ.ป.ป.ช. สภาผู้แทนราษฎร ที่ไล่เช็กบิลลุงตู่, ลุงป้อม และ ส.ส.ค่ายพปชร. เป็นการเฉพาะนั้น ทราบว่าการแก้เกมที่แกนนำพปชร.วางไว้คือ ทำเช่นใดก็ได้เพียงให้ “เดอะตู่” หลุดเก้าอี้ประธาน กมธ.ป.ป.ช.

หากลดบทบาทของเดอะตู่ลงได้…ลุงตู่กับลุงป้อมคงเบาใจไปได้พอควร แต่ต้องตามต่อด้วยว่า เกมการเมืองจะแรงขึ้นหรือไม่

มองมายังฝ่ายบริหารบ้าง…จากนี้ไปการกระตุ้นการลงทุนในประเทศเพื่อฟื้นภาวะเศรษฐกิจในปีนี้และปีหน้า คงจะเป็นวาระหลักที่ ครม.เรือเหล็กจะเน้นหนัก เพราะวันนี้ “ลุงตู่” อยู่ในตำแหน่งหัวหน้าทีม ครม.เศรษฐกิจของรัฐบาลเรือเหล็ก และต้องประสานกับพรรคร่วมรัฐบาลในการดำเนินการบนเงื่อนไขรัฐบาลผสม แม้บางช่วงจะมีกระแสข่าวความไม่พอใจกันบ้าง แต่ภาวะแบบนี้เชื่อว่าลุงตู่คงไม่เร่งเกมบีบพรรคร่วมเรือเหล็ก เพราะเสียงปริ่มน้ำที่มีอยู่ในช่วงนี้กับการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีรายบุคคลในช่วงกลางเดือนธันวาคม มันคงไม่ใช่จังหวะที่ลุงตู่จะขยับอะไรแบบพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน…

เพราะเสียงปริ่มน้ำนั้น มันบีบให้คีย์แมนบางคนในรัฐบาลและพรรคพลังประชารัฐเดินเกมทาบ ส.ส.ฝ่ายค้านที่ตอนนี้ยังยืนยันกระแสข่าวเดิมๆ เมื่อหลายเดือนก่อนว่า ส.ส.บางส่วนของพรรคเพื่อชาติ, พรรคเศรษฐกิจใหม่ และอาจรวมถึง ส.ส.เพื่อไทยบางส่วนที่เคยมีความแนบชิดกับแกนนำ “กลุ่มสามมิตร” แห่งพปชร. จะสวิทช์มติไปหนุนเรือเหล็ก (เห็นชอบ, งดออกเสียง, ลาประชุม) ในวาระสำคัญๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับการลงมติในรัฐสภา และยอมเสี่ยงที่ไม่ทำตามมติพรรค

รวมทั้งกระแสงูเห่าภาคปัจจุบัน เพราะ “วันมูหะมัดนอร์ มะทา” หัวหน้าพรรคประชาชาติ ระบุล่าสุดว่าไม่กี่วันข้างหน้านี้สังคมจดบันทึกไว้ด้วยว่างูเห่าในฤดูหนาวนี้จะเลื้อยออกมาจากรังเดิมไปยังรังใหม่กี่ชีวิตและบนเงื่อนไขใดบ้าง…

และเป็นไปได้อย่างยิ่งว่าฝ่ายการเมืองทุกขั้วจะจับตามองชะตากรรมของ “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ในคดีถือหุ้นสื่อว่าขาดคุณสมบัติการลงสมัคร ส.ส.หรือไม่ รวมทั้งคดีอื่นๆ รวมแล้ว 25 คดีที่หัวหน้าพรรค, พรรคและแกนนำชาวสีส้มจะต้องต่อสู้ในกระบวนการยุติธรรม ตรงนี้คือหนึ่งปัจจัยการเมืองที่ต้องดูผลข้างต้นของคดีถือหุ้นสื่อของธนาธรเป็นปฐมบทแล้วจะมองเห็นภาพอื่นๆ โดยเฉพาะ ”การยุบพรรค” ในยามหน้าตามมาได้ง่ายขึ้น

กรณีนี้ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ พรรคอนาคตใหม่คนหนึ่งยอมรับแล้วว่า “ส.ส.อนาคตใหม่ส่วนหนึ่งแสดงท่าทีที่ชัดแจ้งแล้วว่า จะสวมบทงูเห่าภาคปัจจุบันบนเวทีการเมืองที่จะสวิงขั้วไปขึ้นฝั่งเรือเหล็ก และรอดูคนอื่นๆ ในยามหน้าว่าจะตัดสินใจอย่างไร แต่ส่วนใหญ่จะสังกัดอนค.ต่อและหากวันหน้าไม่มีพรรคสีส้มในสารบบการเมือง พรรคใดที่สืบเจตนาของอนาคตใหม่ ส.ส.สีส้มส่วนใหญ่จะยกพลไปสังกัด”

แบบนี้ก็ยิ่งไม่ต้องถอดรหัสสีส้มเพิ่ม เพราะแน่ชัดแล้วว่า 7-9 ส.ส.สีส้มยามนี้หัวใจอยู่ขั้วใด…และยามหน้าอีกกี่ชีวิตจะไปไหน

ส่วนจังหวะ “พปชร.” ที่แม้ยามนี้จะนิ่งสงบ แต่ภายในยังมีการเคลื่อนไหวอยู่ เพราะมีแววว่าเร็ววันนี้จะมีการขยับตำแหน่งการบริหารในพรรค ใครบางคนอาจต้องเสียเก้าอี้ตัวใหญ่และอาจจะกระทบกระเทือนเก้าอี้ รมต.ไปด้วย โดยทราบมาว่าตอนนี้เสนาบดีบนเรือเหล็กฝ่าย พปชร.กำลังเร่งเข็นผลงานของตัวเองออกมาหลังจากช่วงดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์นั้น คะแนนนิยมของเสนาบดีค่ายพปชร.เรียกว่าสอบไม่ผ่านเกือบหมด และยังมีเสียงพึมพำจากอาคารปานศรีว่า “รมต.หลายคน” ยังไม่รู้จัก ส.ส.พรรคตัวเองเลย รวมทั้งการประสานงานต่างๆ นานาระหว่างเสนาบดีกับผู้แทนราษฎรแทบจะปิดช่องทางสื่อสาร จนมีการจับกลุ่มคร่าวๆ กันแล้วว่าหากมีสัญญาณปรับ ครม.เมื่อใด รมต.คนใดบ้างจะโดนขย่มจากคนในพรรคให้ร่วงเก้าอี้ และยังมีข้อมูลอีกว่า เสนาบดีบางคนรู้ตัวและพยายามที่จะเกาะเกี่ยวสายสัมพันธ์กับ ส.ส.ในพรรคบ้างแล้ว เพื่อให้มาอยู่ในมุ้งที่ตัวเองพร้อมดูแล และหวังไว้เป็นใยเหล็กเสริมแกร่งสี่ขาเก้าอี้ให้ยึดโยงได้นาน

ด้าน “พรรคเพื่อไทย” นั้น อาการไม่กินเส้นระหว่างขั้ว ”สมพงษ์ อมรวิวัฒน์“ หัวหน้าพรรค กับขั้ว ”คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์” ประธานยุทธศาสตร์พรรคนั้น ยังคงมีอยู่และบางจังหวะอาจจะแรงขึ้นด้วยซ้ำ แม้จะมีการ “เคลียร์ใจ” ไปแล้วรอบหนึ่งก็ตาม แต่เรื่องคาใจเหล่านี้ยังไม่ยุติแบบถาวร แบบนี้พรรคที่มี ส.ส.มากที่สุดในประเทศจะเดินจังหวะอย่างไรเมื่อแกนนำสองขั้วยัง ”เหยียบตาปลา” กันอยู่

ขณะที่ค่าย “ปชป.” นั้น ยามนี้ ”อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ“ อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ขยับออกสื่อหลายเวที แสดงมุมมองในหลากวาระ และชัดแล้วว่า ”เดอะมาร์ค” ไม่ลงสมัคร “ผู้ว่าฯ กทม.” แต่หลากวาทะที่เดอะมาร์คแสดงออกมาในช่วงนี้จนนักสังเกตการณ์การเมืองระบุว่า “เดอะมาร์ค” น่าจะกำลังวางหมากอะไรกับการเมืองยามหน้า และหวังที่จะคัมแบ็กประมุขพรรคสีฟ้าในกาลข้างหน้าหรือไม่…เพราะอาจมีสัญญาณบางอย่างทางการเมืองที่ ”เดอะมาร์ค” สัมผัสได้ จึงต้องเร่งคัมแบ็กเพื่อกู้วิกฤติ ปชป.

ต่างๆ นานาเหล่านี้คือชีพจรการเมืองวันนี้และวันหน้าที่ใกล้มาถึง รอติดตามว่าผลจะออกมาแบบใด…

เยลลี่กัญชา ขนมอันตรายสายเขียว #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/399765?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เยลลี่กัญชา ขนมอันตรายสายเขียว

19 พฤศจิกายน 2562 – 11:05 น.
เยลลี่กัญชา,ขนมอันตราย
เปิดอ่าน 16,355 ครั้ง

เยลลี่กัญชา ขนมอันตรายสายเขียว

ตามหากันให้ควั่กดาราหนุ่มชื่อย่อ “ฟ” คือใคร หลังถูกนักศึกษาสาวแฉว่าเป็นคนหลอกให้กินเยลลี่ผสมกัญชาจนเมาและเบลอเหมือนคนถูกมอมยา

จั่วหัวแค่นี้ก็จุดติดแล้วสำหรับโซเชียลเน็ตเวิร์คไทยแลนด์ เพราะองค์ประกอบครบ ผู้เสียหายเป็นนักศึกษา ผู้ถูกกล่าวหาเป็นดาราดัง แถมมี เยลลี่กัญชา เพิ่มขึ้นมายิ่งน่าค้นหาเข้าไปใหญ่

อ่านข่าว…  ฟรอยด์ ขู่ฟ้อง หากเสนอข่าวกระทบงาน

เยลลี่กัญชาคืออะไรเดี๋ยวมาหาทำความรู้จักกันตอนท้าย ตอนนี้ย้อนกลับไปติดตามโพสต์เตือนภัยสังคมของน้องนักศึกษาสาวคนนี้ก่อนว่าเรื่องราวเป็นมาอย่างไร โดยเธอย้ำว่าต้องอ่านให้จบนะ เผื่อวันหน้าเจอเข้ากับตัวเองจะได้เอาตัวรอด

สาวน้อยนางนี้แนะนำตัวว่าเป็นนักศึกษาฝึกงานบริษัทเอกชนและรู้จักกับรุ่นพี่ที่นั่น เป็นคนดีมากๆ สอนงานทุกอย่าง คอยช่วยเหลือตลอด มีอะไรปรึกษาเขาได้ทุกเมื่อ จึงทำให้เชื่อใจและไว้ใจมาก

หลังจากอารัมภบทพอให้เห็นคาแรกเตอร์ของตัวละครรุ่นพี่แล้วก็เริ่มเข้าเรื่องในวันเกิดเหตุกันเลย คือ เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2562 รุ่นพี่คนนี้ชวนเธอไปกินข้าวที่ร้านอาหารย่านลาดกระบัง เธอก็ไป ไม่ได้คิดอะไรมาก แต่มาผิดสังเกตตรงที่เขาบอกให้บอกคนอื่นว่าออกมากับเพื่อน ไม่ต้องบอกว่าออกมากับรุ่นพี่

ด้วยความที่ไว้ใจ ไม่ได้คิดอะไร ก็ออกไปกินข้าวกันที่ร้านอาหารแห่งหนึ่ง เป็นร้านปกติ ไม่ใช่ผับหรือบาร์ใดๆ ทั้งสิ้น เป็นร้านขายพวกสปาเกตตี แฮมเบอร์เกอร์ทั่วๆ ไป และไปเจอดาราชายคนหนึ่ง ซึ่งรุ่นพี่คนนี้สนิทสนมมาก ทุกคนนั่งคุยและสั่งอาหารมากินกันตามปกติ กินไปสักพักเธอก็รู้สึกประทับใจ แบบว่ารู้สึกดีนะดาราคนนี้ตลกดี ไม่ถือตัว เฟรนด์ลี่ดี

          จากนั้นไม่นานดาราคนนั้นก็ให้เธอกินเยลลี่ บอกว่าเป็น เยลลี่จาก แคลิฟอร์เนีย รสชาติอร่อยดี พอเธอถามว่ามันคืออะไร? ดาราหนุ่มพูดแบบทีเล่นทีจริงว่า “กัญชา” 

“หนูก็ไม่คิดว่าเขาจะมาให้กัญชาเราจริงๆ กลางร้านอาหารและยังบ่ายๆ อยู่เลย”

นักศึกษาสาวบอกว่า เยลลี่ที่กินเข้าไปนั้นรสชาติดีเลยแหละ แต่ไม่คิดว่าเป็นเยลลี่กัญชาจริงๆ คิดว่าคงเป็นมุกตลก

แต่หลังจากนั้นไม่นานรุ่นพี่ที่ทำงานก็เอา เจลล้างมือ มาบีบใส่มือทุกคน แล้วถามว่าเย็นมั้ย ซึมยัง ซึ่งก็ไม่รู้ว่าหมายความว่าอะไร สักพักสองคนเหมือนให้สัญญาณกัน เพื่อออกไปสูบอะไรกันก็ไม่รู้นอกร้าน ปล่อยให้เธอนั่งอยู่ที่โต๊ะคนเดียว

หลังจากออกไปได้สักพักรุ่นพี่ที่ทำงานก็เดินกลับเข้ามาบอกว่าออกไปสูบ “ไอ้นี่” มา โดยที่เธอก็ไม่รู้ว่า “ไอ้นี่” มันคืออะไร หลังจากนั้นดาราหนุ่มอารมณ์ดีก็กลับเข้ามาแล้วถามเหมือนรู้ว่าจะมีอาการอะไรเกิดขึ้นกับนักศึกษาสาว

“เขาถามหนูว่าหิวมั้ย อยากกินน้ำอะไรหวานๆ ซ่าๆ รึเปล่า พอเขาถามปุ๊บหนูมึนหัวเลย โลกหมุน เบลอไปเลย หัวใจเต้นแรงมาก เหมือนจะหลุดออกมาจากอก หนูรู้ตัวว่าตัวเองต้องโดนมอมยาแน่ๆ เลยโทรศัพท์หาคุณพ่อ เขาสองคนก็พยายามห้ามไม่ให้โทร แต่หนูไม่ยอม หนูพยายามไปขอความช่วยเหลือโต๊ะข้างๆ ก็ไม่มีใครมาช่วย เพราะเขาเห็นว่ามากับดารา แต่ดาราคนนั้นก็ยังตวาดหนูว่าน้องเมาก็อย่าไประรานโต๊ะอื่นเขา”

นักศึกษาสาวเล่าถึงช่วงที่เริ่มรู้สึกตัวว่าถูกมอมยาและอาการกำลังวิกฤติ หัวใจเต้นเร็วและแรงมากเหมือนหายใจไม่ทันต้องขอร้องให้เรียกรถพยาบาลก็ไม่มีใครเรียกให้ แต่รุ่นพี่ที่ไปด้วยกันเรียกแกร็บคาร์มารับ แต่ไม่ได้ปักหมุดไปโรงพยาบาล แต่ปักไปที่อื่น ไม่รู้ว่าที่ไหน แต่ตอนหลังคนขับรถยอมเปลี่ยนจุดหมายไปส่งที่โรงพยาบาลตามที่เธอขอร้อง ระหว่างนั้นเธอโทรศัพท์คุยกับพ่อตลอด ไม่ยอมวางสายจนถึงโรงพยาบาล

“โชคดีที่รอดมาได้อย่างหวุดหวิดเลยอยากเตือนภัยผู้หญิงทุกคนให้ระวังค่ะ”

เหตุการณ์ผ่านไป 1 วัน ค่ำวันที่ 13 พฤศจิกายน เธอตัดสินใจเข้าแจ้งความต่อพนักงานสอบสวน สน.ลาดกระบัง

จากการตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดภายในร้านอาหารดังกล่าวพบว่าเหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อเวลา 15.05 น. วันที่ 12 พฤศจิกายน โดยบันทึกภาพตอนนักศึกษาผู้เสียหายพร้อมรุ่นพี่เดินลงมาจากรถก่อนจะเดินเข้าไปภายในร้านอาหาร จากนั้นเวลาผ่านไปประมาณ 15 นาที รุ่นพี่และดาราชายคนดังกล่าวเดินออกมานอกร้านเพื่อสูบบุหรี่ก่อนจะเดินกลับเข้าไปอีกครั้ง และออกมาอีกครั้ง โดยมีรุ่นพี่และนักศึกษาขึ้นรถออกไปพร้อมกัน

พ.ต.อ.คำแหง กัณฑวงศ์ ผกก.สน.ลาดกระบัง เผยว่า พนักงานสอบสวนได้ส่งผู้เสียหายไปตรวจร่างกายที่นิติเวช รพ.ตำรวจ เพื่อหาสารเคมีที่ทำให้เกิดอาการมึนเมาตามที่แจ้งความไว้ เพราะขณะนี้ยังไม่ทราบว่า “เยลลี่” ที่บอกว่ากินเข้าไปคืออะไร ส่วนดาราชายกับรุ่นพี่ขณะนี้ยังไม่ได้สอบปากคำทั้งสองฝ่าย หากสามารถติดต่อดาราชายและเจ้าตัวยินยอมให้ความร่วมมือกับตำรวจก็ไม่จำเป็นต้องออกหมายเรียก

ขณะที่วงการบันเทิงดาราหนุ่มที่มีชื่อย่อตรงกับ “ฟ” ทั้งหลาย นาทีนี้ถึงกับ “อยู่ไม่เป็น” กันเลยทีเดียว แม้แต่ “ฟิล์ม” รัฐภูมิ โตคงทรัพย์ ยังโดนหางเลข ดีที่ว่าเมื่อวานนี้ดารา “ฟ” ตัวจริง ออกมาให้สัมภาษณ์ยอมรับผ่านสื่อว่าเขาคือคนที่ถูกกล่าวถึง แต่ปฏิเสธว่าไม่ได้ให้น้องนักศึกษากินเยลลี่กัญชาตามที่น้องบอก

เขาบอกว่ารู้จักกับผู้ชายที่เป็นรุ่นพี่ของนักศึกษาฝึกงานจริง วันเกิดเหตุได้มากินข้าวที่ร้านอาหารแห่งนี้อยู่ก่อนแล้ว ไม่ได้นัดแนะกับใคร แต่บังเอิญมาเจอนักศึกษาสาวที่ร้านเป็นครั้งแรก เมื่อมาถึงก็สั่งอาหารกินกันตามปกติ จากนั้นฝ่ายหญิงบอกว่าหนาวและตัวสั่น ท่าทางเหมือนจะเป็นลม จึงบอกให้พนักงานปิดเครื่องปรับอากาศและฝ่ายหญิงก็บอกว่าช่วยพาไปส่งโรงพยาบาลหน่อย จึงถามว่าดื่มน้ำหวานมั้ยเพราะเข้าใจว่าอาจมีอาการเบลออากาศมาจากข้างนอก ก่อนที่ตนกับรุ่นพี่ของเธอจะออกมาสูบบุหรี่และทำธุระนอกร้านประมาณ 15 นาที
ดารา “ฟ” ชี้แจงต่อว่า เมื่อกลับเข้าไปในร้านอาหารก็เห็นนักศึกษาสาวขอความช่วยเหลือจากโต๊ะอื่น ซึ่งทุกคนในร้านเห็นกันหมด เป็นพยานได้ รุ่นน้องฝ่ายชายจึงเรียกรถแกร็บพาไปส่งที่โรงพยาบาลพร้อมออกไปกับฝ่ายหญิง ขณะที่ตนก็นั่งอยู่ที่ร้านพร้อมชี้แจงพ่อของฝ่ายหญิงแล้ว ส่วนฝ่ายชายที่พาไปส่งก็โทรศัพท์รายงานพ่อเขาตลอดทาง แต่ที่บอกว่าปักหมุดที่อื่นไม่ใช่โรงพยาบาลนั้น ไม่ทราบ

ส่วนเยลลี่เจ้าปัญหาที่นักศึกษาสาวบอกว่าเป็นตัวการทำให้เธอมึนเมา ใจเต้นแรงนั้น หนุ่ม “ฟ” ปฏิเสธว่าไม่ใช่ของเขา และไม่ได้บังคับให้นักศึกษาสาวกินอะไรทั้งนั้น เพียงแต่ขนมต่างๆ ก็สั่งมาจากร้านหลายอย่างจำได้ไม่หมด  แต่บางอย่างก็ซื้อมาจากต่างประเทศ ซึ่งเจ้าขนมที่ว่ามาจากต่างประเทศนี่แหละชาวโซเชียลได้นำไปขยายผลว่าในต่างประเทศมีขนมตัวหนึ่งเรียกว่าเยลลี่กัญชา กำลังเป็นที่นิยมในหมู่สายเขียว

  เยลลี่ที่ว่านี้มีส่วนผสมของกัญชา (cannabis-infused) และมีสาร THC (Tetrahydrocannabinol) ซึ่งออกฤทธิ์ต่อจิตประสาททำให้เกิดความผ่อนคลายและเคลิบเคลิ้ม หากได้รับในปริมาณที่เหมาะสมจะช่วยลดอาการตึงเครียดได้ แต่หากได้รับไปในปริมาณที่มากเกินไปอาจเป็นอันตราย ผลข้างเคียงของสาร THC จะทำให้มีอาการปากแห้ง กระหายน้ำ หัวใจเต้นเร็ว ตอบสนองช้า ตาแดง หรือความทรงจำลดลง

สาร THC (Tetrahydrocannabinol) เป็นที่นิยมในต่างประเทศที่นำมาผสมในอาหารเช่น เยลลี่ ลูกอม ช็อกโกแลต แต่ต้องอยู่ในปริมาณที่ถูกต้อง ปัจจุบันขนมประเภทที่มีส่วนผสมของกัญชา เป็นสินค้าถูกกฎหมายในบางประเทศ โดยเฉพาะที่สหรัฐอเมริกา มีการผลิตเยลลี่และขนมหวานผสมกัญชาวางขายกันนานมาแล้ว  หลังจากที่มีการแก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับกัญชาให้กลายเป็นสิ่งที่ถูกกฎหมาย  ส่วนประเทศไทยถือว่ายังผิดกฎหมาย แต่กลับเป็นที่นิยมในหมู่วัยรุ่นเนื่องจากรับประทานเข้าไปจะทำให้มีอาการเคลิบเคลิ้ม

นิยม เติมศรีสุข เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) เคยระบุว่า การนำกัญชาไปใช้เป็นส่วนผสมของอาหาร หรือเวชสำอางไม่สามารถทำได้และไม่ว่าจะเป็นการนำเข้า หรือมีไว้ในครอบครอง รวมทั้งใช้ประกอบอาหาร หรือเวชสำอางที่มีส่วนผสมของกัญชาล้วนถือเป็นความผิดตามกฎหมาย

อย่างไรก็ตามอาหารหรือเวชสำอางที่พบว่ามีส่วนผสมของกัญชา เช่น ลูกอม คุกกี้ ช็อกโกแลต บุหรี่ น้ำยา หรือครีมบำรุงผม บำรุงผิว ส่วนใหญ่จะผลิตจากต่างประเทศที่กฎหมายอนุญาตให้ใช้ ซึ่งสังเกตได้จากบรรจุภัณฑ์หรือฉลากจะมีข้อความระบุส่วนผสมว่ามีสาร THC หรือ CBD ซึ่งเป็นสารสกัดจากกัญชา

สำหรับประเทศไทยกัญชายังเป็นยาเสพติดและมีการปรับกฎหมายเพื่อผ่อนปรนให้สามารถนำมาใช้ประโยชน์ทางการแพทย์และการศึกษาวิจัยเท่านั้น เพราะกัญชามีทั้งส่วนที่เป็นประโยชน์และส่วนที่เป็นโทษ ดังนั้นการผลิต นำเข้าครอบครอง หรือใช้สินค้าที่มีส่วนผสมของกัญชาไม่ว่าจะเป็นรูปแบบใดหากไม่ได้รับอนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา หรือ อย. จะมีความผิดตามกฎหมาย

หากผลการสอบสวนพบว่าเยลลี่ที่นักศึกษาสาวอ้างว่าดาราหนุ่ม “ฟ” เป็นคนให้กินจริง หนุ่ม “ฟ” คงตกที่นั่งลำบากแน่

ม็อบฮ่องกงระวัง…ใกล้จุดเดือด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/399755?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ม็อบฮ่องกงระวัง…ใกล้จุดเดือด

19 พฤศจิกายน 2562 – 10:05 น.
ม็อบฮ่องกง,ประท้วง
เปิดอ่าน 5,167 ครั้ง

ม็อบฮ่องกงระวัง…ใกล้จุดเดือด คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

ขอเตือนว่าสถานการณ์การชุมนุมประท้วงที่ฮ่องกงตึงเครียดขึ้นทุกนาทีแล้ว และเวลานี้จะถึงจุดเดือดจึงต้องเตือนชาวไทยว่าถ้าไม่จำเป็นจริงๆ ให้ไปประเทศอื่นหรือเที่ยวเมืองไทยนี่แหละดีที่สุด จริงอยู่อาจมีพวกโลกสวยบอกว่าช่วงนี้น่าไปฮ่องกงเพราะคนน้อยโรงแรมลดราคาเช่นเดียวกับพวกชอบช็อปปิ้งที่ของกระหน่ำลดราคา

อ่านข่าว…  รมต.ยธ.ฮ่องกงถูกผู้ประท้วงรุมล้อมล้มคว่ำเจ็บ

กรณีนี้แล้วแต่มุมมองเพราะอย่าไปเป็นไทยมุงเป็นอันขาดอาจถูกลูกหลงได้ง่ายๆ เตือนมาด้วยความปรารถนาดีเป็นห่วงกัน

อย่างที่เคยวิเคราะห์แล้วว่าจีนไม่ปล่อยให้ฮ่องกงเป็นอิสระชุมนุมกันยืดเยื้อไปเรื่อยๆ หรอกครับ ปล่อยให้เหมือนผลไม้สุกงอมไม่ต้องไปเก็บปล่อยให้เน่าคาต้นเป็นอาหารของนกกาไปเอง และมองว่าเวลานี้ม็อบฮ่องกงต้องเล่นไม้แข็งเพราะชักลามไปใหญ่โต

ทางการฮ่องกงได้ปิดโรงเรียนเมื่อปลายสัปดาห์และอพยพให้นักศึกษาจีนที่ไปเรียนในฮ่องกงออกมาเพราะถูกคุมกคามอย่างหนัก เช่นเดียวกับการปราบปรามที่จะต้องเข้มข้นหนักหน่วงมากขึ้นเพราะเชื่อว่านี่เป็นการก่อความไม่สงบหรือก่อการร้ายไปแล้วไม่ใช่การชุมนุมประท้วงที่เคยอยู่ในระเบียบปกติที่ผ่านมา

คอยติดตามข่าวให้ใกล้ชิดก่อนเดินทางไปฮ่องกงเพราะเวลานี้อะไรๆ ก็เกิดขึ้นได้
อ๊อด เทอร์โบ


 ไฟป่ารับหน้าแล้ง
 ป้องกันไว้ดีกว่าแก้

ผมเป็นคนสูงอายุที่หวาดวิตกและมองไกลถึงอนาคตตามประสาคนอยู่มานานและเขียนมาเตือนภัยเรื่องไฟป่าซึ่งพอเข้าหน้าแล้งมักเกิดขึ้นเป็นประจำแล้วต้องทำให้เกิดความเสียหาย เชื่อว่านายกรัฐมนตรี ‘พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา’ ขณะนี้เสถียรภาพรัฐบาลเข้มแข็งมากไม่มีใครเขย่าเก้าอี้หรือมาท้าชิงจะต้องบริหารประเทศไปอีกนานและเชื่อเถิดว่าไม่มีใครเป็นฝ่ายค้านหรอก

ผมจึงขอเตือนให้วางแผนป้องกันการเกิดไฟป่าเสียตั้งแต่บัดนี้เพราะปลายฤดูหนาวเข้าหน้าแล้งมักเกิดไฟป่าที่เกิดโดยธรรมชาติหรือไม่ก็จากฝีมือมนุษย์เป็นประจำ คนเก่าคนแก่บอกไว้เสมอว่ากันไว้ดีกว่าแก้ เช่นเดียวกับไฟป่า ภัยแล้ง น้ำท่วม ที่เกิดขึ้นในหลายๆ แห่ง ทุกปีก็ยังเหมือนเดิม

จึงอยากบอกว่าปัญหาใดที่เกิดขึ้นซ้ำซากก็ให้เตรียมรับมือหรือป้องกันไว้จะเกิดความเสียหายน้อยลง
สุนทร (เมืองกาญจน์)


 เรียนคุณ ‘สุนทร’ เมืองกาญจน์
ผมว่าท่านไม่ได้เป็นคนแก่ตามวัยหรอกครับ แต่เป็นมองอนาคตไกลมากกว่าเพราะเวลานี้ผู้คนนึกถึงการเที่ยวส่งท้ายปีเก่ารับปีใหม่กันไม่ได้มองภัยไฟป่าที่จะมาเป็นประจำ

จึงขอร่วมรณรงค์ให้รัฐบาลและทุกหน่ายงานและที่สำคัญสุดก็ประชาชนช่วยกันป้องกันไฟป่าที่อาจเกิดขึ้นได้และหากเราเตรียมการตั้งแต่บัดนี้เชื่อว่าจะประสบผลสำเร็จเช่นเดียวกับงานเทศกาลลอยกระทงที่ล่าสุดเพิ่งผ่านมา ที่เราใช้วัสดุธรรมชาติทำกระทงกันเยอะมากเกือบ 100% จนกลายเป็นว่าใครใช้โฟมหรือพลาสติกเป็นพวกคนล้าสมัยไปเลย

เวลานี้เราต้องมองอนาคตและเตรียมวางแผนป้องกันภัยต่างๆ ไว้เพื่อลดความเสียหายอย่าไปโทษเทวดาฟ้าดินให้ดูที่ตัวเองนี่แหละดีที่สุด
อ๊อด เทอร์โบ


 ยาเสพติดทุกชนิด
 ทำไมยิ่งปราบ-ยิ่งมาก
(ผ่านไปยังรัฐบาล)

ผมเป็นประชาชนคนไทยคนหนึ่งขอให้คอลัมน์ ‘ดับเครื่องชน’ เป็นสื่อกลางแจ้งไปยังรัฐบาลซึ่งมีนโยบายปราบปรามยาเสพติดทุกชนิด ซึ่งถ้าจำไม่ผิดได้แถลงไว้ในสภาแล้วเมื่อเร็วๆ นี้ เวลานี้ผมได้ติดตามข่าวอย่างต่อเนื่อง ซึ่งปรากฏว่ายาเสพติดที่ยิ่งปราบยิ่งมากขึ้นทุกทีและประเทศไทยของเราเป็นทางผ่านลำเลียงผ่านไปประเทศที่สามแล้ว ซึ่งมีเครือข่ายยิ่งกว่าใยแมงมุม

ล่าสุดที่นครพนมตำรวจปราบปรามยาเสพติดจับกุมยาบ้าถึง 5 ล้านเม็ดและยาไอซ์ 1 ตัน คิดเป็นราคาตามท้องตลาดถึง 400-500 ล้านบาท ซึ่งเมื่อมีราคาสูงเหมือนทองคำคนเลยคิดรวยทางลัดเห็นกงจักรเป็นดอกบัว

ในเรือนจำทั่วประเทศก็มีนักโทษชายหญิง คดียาเสพติดมากสุดจนเรียกว่าคุกแตก ผมจึงเรียนมายังรัฐบาลที่มีหน่วยงานเจ้าหน้าที่ปราบปรามยาเสพติดมากมายว่าทำไมเป็นแบบนี้
วัฒนศักดิ์ (สกลนคร)
