สำรวจ ระเบิดเวลา ปัญหาอุดมศึกษาไทย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/389931?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

สำรวจ  ระเบิดเวลา  ปัญหาอุดมศึกษาไทย

23 กันยายน 2562 – 09:35 น.
อุดมศึกษา,การศึกษา,รายได้
เปิดอ่าน 561 ครั้ง

โดย…  อนุรักษ์ เพ็ญสวัสดิ์  /  ปกรณ์ พึ่งเนตร

วิกฤติการณ์ในวงการอุดมศึกษาไทยเป็นข่าวใหญ่มาตลอดหลายปี

ช่วงที่ คสช.เข้าควบคุมอำนาจการปกครอง และพยายามยกเครื่องระบบราชการในหลายๆ ภาคส่วนนั้น ปรากฏว่าแวดวงอุดมศึกษาก็เป็นเป้าหมายหนึ่ง

มีการออกคำสั่งหัวหน้า คสช.หลากหลายฉบับ โดยเฉพาะฉบับหลักคือฉบับที่ 39/59 ที่เปิดช่องให้กระทรวงศึกษาธิการเข้ายึดอำนาจการบริหารของมหาวิทยาลัยที่มีปัญหาธรรมาภิบาลได้

แต่เมื่อเวลาผ่านไป กลับมองไม่เห็นรูปธรรมของการแก้ไขปัญหามากนัก โดยเฉพาะปัญหาเชิงโครงสร้างที่เรียกว่า “สภาเกาหลัง” เมื่อสภามหาวิทยาลัยสมประโยชน์กันกับฝ่ายบริหาร แล้วธรรมาภิบาลจะเกิดได้อย่างไร

อาจารย์ ข้าราชการ และพนักงานมหาวิทยาลัยที่เคลื่อนไหวเรียกร้องความโปร่งใสและความเป็นธรรม ต้องเผชิญชะตากรรมถูกสอบสวน ถูกปลด ถูกลอยแพ ถูกเลิกจ้าง มีคดีฟ้องร้องคั่งค้างอยู่ในศาลปกครองหลายร้อยคดี

ขณะเดียวกันยังมีปัญหาคั่งค้าง ยืดเยื้อ ซุกอยู่ใต้พรมอีกหลายปัญหา ซึ่งตลอด 5 ปีของรัฐบาล คสช.ก็ไม่ได้แก้ไข แถมยังเพิ่มปัญหาจากความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ให้หนักขึ้นไปอีก

ปลายรัฐบาล คสช. มีการผลักดันกฎหมายจัดตั้งกระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม ปัจจุบันเป็นกระทรวงใหม่ถอดด้ามของประเทศไทย มีรัฐมนตรีใหม่ ซึ่งเป็นรัฐมนตรีคนแรกเข้าไปรับหน้าที่ แต่ทำงานผ่านมาเข้าเดือนที่ 3 ดูเหมือนรัฐมนตรีจะยังไม่แตะสารพัดปัญหาในวงการอุดมศึกษาเลย

“คม ชัด ลึก” ได้จับเข่าคุยแบบยาวๆ กับ ดร.เชษฐา ทรัพย์เย็น ว่าที่ประธานที่ประชุมสภาคณาจารย์และข้าราชการแห่งประเทศไทย (ทปสท.) ถึงปัญหาในวงการอุดมศึกษา พร้อมทางออกที่เป็นไปได้

ความเห็นและท่าทีของ ทปสท. เป็นเรื่องที่ผู้บริหารกระทรวงอุดมศึกษาฯ ต้องเงี่ยหูฟัง เพราะ ทปสท.คือองค์กรตัวแทนของ “คนอุดมศึกษา” ส่วนใหญ่อย่างแท้จริง เนื่องจาก ทปสท.มีผู้แทนจากมหาวิทยาลัยแต่ละแห่งซึ่งมาจากการเลือกตั้งของข้าราชการและพนักงานมหาวิทยาลัยของรัฐทั่วทุกภูมิภาค

    รายได้-เงินเดือน…ยังเหลื่อมล้ำ
ดร.เชษฐา ให้ข้อมูลว่า บุคลากรของมหาวิทยาลัยขณะนี้ แยกเป็นกลุ่มที่มีสถานะเป็นข้าราชการจำนวนราวๆ 3-4 หมื่นคน นอกจากนั้นเป็นกลุ่ม “พนักงานมหาวิทยาลัย” หรือ “พม.” ที่มีจำนวนเกิน 1 แสนคน ถ้ารวมกับลูกจ้างประจำและลูกจ้างชั่วคราว จะมีบุคลากรทั้งระบบอุดมศึกษาประมาณ 2 แสนคน แต่ปรากฏว่ามีปัญหาความเหลื่อมล้ำและไม่เป็นธรรม 2 เรื่องหลักๆ คือ

1.กลุ่มข้าราชการ เรียกเต็มๆ ว่า “ข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา” มีความเหลื่อมล้ำเรื่องเงินเดือนกับข้าราชการครูในสังกัดอื่นๆ เพราะมติ ครม.เมื่อปี 54 อนุมัติขึ้นเงินเดือนให้เฉพาะข้าราชการครูในสังกัด สพฐ. (สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน) ซึ่งก็คือครูตามโรงเรียนต่างๆ ด้วยเหตุผลทางการเมือง เพราะเป็นครูกลุ่มใหญ่ แต่ไม่ได้อนุมัติขึ้นเงินเดือนให้อาจารย์มหาวิทยาลัย ซึ่งมีสถานะเป็น “ข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา” ด้วย กลายเป็นความเหลื่อมล้ำของเงินเดือนประมาณ 8% ซึ่ง ทปสท.เป็นหัวหอกเรียกร้องให้ปรับขึ้นเงินเดือนมาแล้วหลายรัฐบาล

“เรื่องนี้เรื้อรังมา 9 ปี จะเข้าสู่ปีที่ 10 อยู่แล้ว โดยที่ผ่านมา ทปสท.ได้ขับเคลื่อนจนกระทั่งสภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือ สนช. ได้ออกกฎหมายแก้ไขพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา เปิดช่องให้ ก.พ.อ. (คณะกรรมการข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา) สามารถพิจารณาเยียวยาเรื่องเงินเดือนและเงินประจำตำแหน่งให้เหมาะสมและเป็นธรรมได้ แต่กลับเกิดความโชคร้ายขึ้น เพราะมีการออกพระราชบัญญัติจัดตั้งกระทรวงอุดมศึกษาฯ ขึ้นมาในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน ทำให้การดำเนินการต้องหยุดชะงักลง เนื่องจากต้องสรรหา ก.พ.อ.ชุดใหม่ ทำให้ข้าราชการมหาวิทยาลัยต้องตั้งตารออย่างมีความหวังต่อไป” ว่าที่ประธาน ทปสท.ระบุ

2.กลุ่มพนักงานมหาวิทยาลัย หรือ พม. ตำแหน่งนี้เป็นผลมาจากนโยบายคุมกำเนิดข้าราชการ จึงลดการบรรจุข้าราชการมหาวิทยาลัย แต่ให้จ้างเป็น “พนักงานมหาวิทยาลัย” หรือ พม.แทน ซึ่งคนกลุ่มนี้จะไม่ได้รับสวัสดิการ โดยเฉพาะบำเหน็จบำนาญเหมือนข้าราชการ จึงมีมติ ครม.เมื่อปี 42 ให้ พม.สายผู้สอน (อาจารย์) ได้รับเงินเดือนมากกว่าข้าราชการ 1.7 เท่า และ พม.สายสนับสนุน ได้เงินเดือนมากกว่าข้าราชการ 1.5 เท่า แต่ปรากฏว่าตลอดเกือบๆ 20 ที่ผ่านมา พนักงานมหาวิทยาลัยไม่เคยได้รับเงินเดือนเต็มตามอัตราที่ ครม.กำหนดเลย แต่ถูกมหาวิทยาลัยหักเอาไว้ อ้างว่าเพื่อตั้งเป็นกองทุนสวัสดิการ แต่จริงๆ แล้วมีบางแห่งนำเงินไปใช้อย่างอื่น ทำให้กลุ่มพนักงานมหาวิทยาลัยเสียประโยชน์ และไม่ได้รับความเป็นธรรม

“ข้าราชการเมื่อเกษียณก็จะมีบำเหน็จบำนาญ แต่พนักงานมหาวิทยาลัย เมื่ออายุครบ 60 ปีกลับไม่ได้อะไรเลย ถ้าอายุยืนเกิน 60 ปีก็ต้องไปหาอาชีพเอง อย่างในมหาวิทยาลัยที่ผมทำงานอยู่ (มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี) มีพนักงานมหาวิทยาลัยคนหนึ่ง อายุครบ 60 ปีแล้ว กลับไม่ได้ค่าอะไรเท่าไรเลย การที่มหาวิทยาลัยแต่ละแห่งไม่ยอมจ่ายเงินเต็มตามอัตราค่าจ้าง 1.7 เท่า หรือ 1.5 เท่าของข้าราชการตามมติ ครม.ปี 42 ทำให้พนักงานมหาวิทยาลัยมีเงินสะสมน้อยมาก เมื่อครบอายุ 60 ปีก็ต้องไปหาอาชีพทำตอนแก่ ไม่สมศักดิ์ศรีที่เรียนจบปริญญาเอกมา ถือเป็นชีวิตที่รันทดอีกมุมหนึ่ง” ว่าที่ประธาน ทปสท.กล่าว

ดร.เชษฐา เตือนว่า ปัญหานี้เป็นเรื่องที่รัฐบาลควรใส่ใจ โดยเฉพาะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุดมศึกษาฯ เพราะเป็นเรื่องความเป็นธรรมของบุคลากรนับแสนคน ที่สำคัญพนักงานมหาวิทยาลัยที่กำลังเข้าสู่วัยเกษียณจะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ หากยังละเลยจะกลายเป็นระเบิดเวลาในวงการอุดมศึกษาไทย และสะเทือนไปถึงปัญหาสังคมผู้สูงอายุที่เมืองไทยกำลังเผชิญอยู่ด้วย

“แม้ขณะนี้จำนวนพนักงานมหาวิทยาลัยที่เริ่มเกษียณจะยังมีไม่มาก แต่มันคือระเบิดเวลา เพราะจะมีคนเกษียณมากขึ้นในระยะต่อไป จากการสำรวจมหาวิทยาลัยในเครือข่ายของ ทปสท.ทั้งหมด 48 แห่ง ในรอบ 1 ปี พบว่ามีคนที่กำลังจะเกษียณอายุ คีอมีอายุตั้งแต่ 55 ปีขึ้นไป มากขึ้นกว่าเดิม 20-30% คนเหล่านี้ถ้ามีเงินสะสมไม่พอ สุดท้ายก็ต้องไปหาเงินเลี้ยงชีพเอง กลายเป็นบุคคลที่อาจจะสร้างปัญหาให้แก่สังคมต่อไป”

  อธิการบดีเกษียณ…ยังคาราคาซัง
ปัญหาต่อมาที่ยังถูกซุกไว้ใต้พรม ก็คือ การแต่งตั้งหรือปล่อยให้คนที่อายุเกิน 60 ปี ดำรงตำแหน่งอธิการบดีได้ต่อไป ซึ่งว่าที่ประธาน ทปสท. มองว่า เป็นหนึ่งในปัญหาธรรมาภิบาล และเข้าข่ายละเมิดกฎหมาย เนื่องจากกฎหมายที่เกี่ยวข้อง 3 ฉบับ คือ พระราชบัญญัติการจัดตั้งมหาวิทยาลัยของรัฐแต่ละแห่ง, พระราชบัญญัติข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา และพระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการ ยึดโยงกันและมีผลชัดเจนว่า คนที่จะเป็นผู้บริหารมหาวิทยาลัย ต้องไม่ใช่ข้าราชการที่เกษียณอายุแล้ว แต่ปรากฏว่าปัจจุบันยังมีการละเมิดเงื่อนไขข้อนี้เป็นจำนวนมาก

“มีการสำรวจพบว่ามีอธิการบดีมหาวิทยาลัยของรัฐที่เป็นข้าราชการเกษียณแล้วถึงราวๆ 20 คนจาก 20 สถาบัน อย่าลืมว่าขนาด ผบ.ทบ.อายุ 60 ปียังต้องเกษียณ แล้วทำไมคนที่เกษียณแล้วยังนั่งเป็นอธิการบดีได้ มหาวิทยาลัยบางแห่งมีอธิการบดีอายุ 78 ปี บางแห่ง 74 ปี เราคิดว่ามันไม่เกิดผลดีต่อการพัฒนาระบบราชการ เนื่องจากเป็นการละเมิดกฎหมาย เมื่อปีที่แล้วมีคดีที่ศาลปกครองสูงสุดตัดสินแล้ว เป็นกรณีของมหาวิทยาลัยราชภัฏกาญจนบุรี สรุปชัดเจนว่าคนที่เกษียณอายุราชการแล้วเป็นอธิการบดีไม่ได้ แต่กลับยังมีหลายมหาวิทยาลัยทำกันอยู่” ดร.เชษฐา ระบุ

ว่าที่ประธาน ทปสท. กล่าวอีกว่า เมื่อไม่นานมานี้ ศาลปกครองสูงสุดได้ออกแนวปฏิบัติราชการให้ทุกหน่วยปฏิบัติ ซึ่งมีข้อหนึ่งระบุว่า การเป็นผู้บริหารมหาวิทยาลัยของรัฐ ให้ยึดตามแนวคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด หากอายุเกิน 60 ปี หรือเกษียณอายุราชการแล้ว จะเป็นอธิการบดีไม่ได้ เป็นได้แค่อาจารย์ผู้สอนเท่านั้น

“รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุดมศึกษาฯ ท่านแรกของประเทศไทย ควรนำเรื่องนี้ไปจัดทำเป็นมาตรฐานกลาง เพราะก่อนหน้านี้เราเคยไปเรียกร้อง สกอ. (สำนักงานคณะกรรมการอุดมศึกษา สมัยยังไม่มีกระทรวงอุดมศึกษาฯ) ให้ออกมาตรฐานกลางแล้ว แต่กลับถูก สกอ.แจ้งว่าไม่มีอำนาจออกมาตรฐานกลาง แต่ต้องไม่ลืมว่าคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดออกมาแล้ว และยังมีแนวปฏิบัติจากศาลปกครองออกมาชัดเจน จึงไม่ควรปล่อยให้แต่ละมหาวิทยาลัยฟ้องศาลกันไปเรื่อยๆ แต่รัฐมนตรีสามารถหันมาสนใจและแก้ไขปัญหานี้ได้” ดร.เชษฐา กล่าว

      รักษาการไม่จำกัด…มรดก(บาป)คสช.
ประเด็นอธิการบดียังมีต่อเนื่องไปถึงผลพวงจากคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 37/60 ที่เปิดช่องให้ผู้ที่รักษาราชการแทนในตำแหน่งอธิการบดี สามารถรักษาการได้นานกว่า 180 วันตามที่กำหนดในกฎหมาย ในระหว่างการดําเนินการสรรหาหรือดําเนินการเพื่อแต่งตั้งอธิการบดีคนใหม่

ดร.เชษฐา เห็นว่า การออกคำสั่งหัวหน้า คสช.ฉบับนี้ พอเข้าใจได้ว่ามีเจตนาไม่ให้การบริหารมหาวิทยาลัยสะดุด หากมีปัญหาเรื่องการสรรหาอธิการบดีนานเกิน 180 วัน แต่ผลอีกด้านที่ คสช.อาจคาดไม่ถึงก็คือ ทำให้เกิดกระบวนการรักษาการแบบไม่จำกัดเวลา หรือ unlimit

“คำสั่ง คสช.ที่ 37/60 ยังไม่ถูกยกเลิก ตอนแรกหลายคนคิดว่าจะมีการยกเลิกคำสั่งนี้หลัง คสช.หมดอำนาจ เนื่องจากเป็นคำสั่งชั่วคราว แต่กลับไม่มีการยกเลิกใดๆ ทำให้เกิดช่องว่างของกฎหมาย อธิการบดีที่มีข้อครหา หรือหมดวาระไปแล้ว และยังไม่ได้รับการโปรดเกล้าฯ (บางคน สกอ.ไม่เสนอทูลเกล้าฯ เพราะมีปัญหาถูกร้องเรียน หรือถูกสอบทุจริต) แต่ยังนั่งรักษาการต่อไป สามารถครองเก้าอี้ต่อไปได้แบบไม่จำกัดเวลา ซึ่งอธิการบดีกลุ่มนี้ชื่นชอบด้วยซ้ำ เพราะถ้ามีการแต่งตั้ง มีการโปรดเกล้าฯ ไม่รักษาการ จะนั่งตำแหน่งอธิการบดีได้แค่ 4 ปี แต่ถ้าเป็นรักษาการ สามารถอยู่ไปเรื่อยๆ กี่ปีก็ได้”

“เรื่องนี้ รมว.อุดมศึกษาฯ สามารถเข้าไปแก้ไขได้ทันที สามารถนำเรื่องเข้าที่ประชุม ครม.ให้ยกเลิกคำสั่งหัวหน้า คสช.ฉบับนี้ได้ หรือเสนอเป็นพระราชบัญญัติเข้าสู่สภาผู้แทนราษฎร เพราะคำสั่งที่ออกมาก็เพื่อแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าอยู่แล้ว เมื่อมันสร้างปัญหาใหม่ ก็ควรยกเลิก” ดร.เชษฐา กล่าว

        ไร้ธรรมาภิบาล…ยังเบิกบานไม่เปลี่ยน
ส่วนปัญหาธรรมาภิบาล ว่าที่ประธาน ทปสท. แจกแจงว่า ทั้งการทุจริตคอร์รัปชั่นโครงการก่อสร้าง ตึกร้าง ถนนไม่ได้มาตรฐาน ยังมีอยู่อย่างต่อเนื่อง รวมถึงการเปิดหลักสูตรด้อยคุณภาพ การกินหัวคิวหรือแบ่งผลประโยชน์กันเป็นทอดๆ บางเรื่องตรวจสอบพบว่ามีการทุจริตจริง แต่ไม่มีกระบวนการเอาผิดผู้เกี่ยวข้อง หรือระงับยับยั้งโครงการได้

“ผมคิดว่าเป็นสิ่งที่กระทรวงอุดมศึกษาฯ ต้องใส่ใจอย่างมาก เพราะรัฐบาลประกาศแล้วว่าไม่เอาการทุจริตคอร์รัปชั่น แต่การทุจริตกลับมีมากมายในมหาวิทยาลัยเต็มไปหมดเลย แล้วแวดวงอุดมศึกษาจะไปสร้างเด็กที่มีคุณภาพได้อย่างไร ขณะที่การใช้อำนาจของฝ่ายบริหารกลั่นแกล้งบุคลากรในมหาวิทยาลัย โดยเฉพาะกลุ่ม พม.ที่ขัดขวางการใช้อำนาจโดยมิชอบ หรือทุจริตคอร์รัปชั่น ยังคงมีอยู่ตลอด เพราะกลุ่ม พม.ใช้ระบบสัญญาจ้าง 3-5 ปี หากคนกลุ่มนี้ออกมาเรียกร้องอะไรที่ขัดกับผู้บริหาร หรือแสดงตัวอยู่ฝ่ายตรงข้าม ก็จะถูกเลิกจ้างเมื่อครบสัญญาทันที ต้องจบอาชีพอาจารย์ บางคนต้องออกไปขายหมูทอด หมูปิ้งก็ยังมี”

ดร.เชษฐา อธิบายว่า ต้นตอของปัญหามาจากโครงสร้าง “สภาเกาหลัง” คือสภามหาวิทยาลัยซึ่งเป็นฝ่ายตรวจสอบ กับอธิการบดีซึ่งเป็นฝ่ายบริหาร กลายเป็นพวกเดียวกัน แต่งตั้งตำแหน่งแบบต่างตอบแทน ไม่ได้ตรวจสอบถ่วงดุลกันจริง จึงขอเรียกร้องให้กระทรวงอุดมศึกษาฯ ปฏิรูปโครงสร้างการสรรหาสภามหาวิทยาลัยเสียใหม่ ให้เกิดความเป็นธรรม และไม่ขึ้นกับอำนาจฝ่ายบริหารของมหาวิทยาลัย ถ้าไม่ทำแบบนี้ไม่มีทางแก้ไขได้ แม้ว่ากระทรวงอุดมศึกษาฯ จะมีนโยบายสวยหรูขนาดไหนก็ตาม

“มหาวิทยาลัยควรมีระบบคัดสรรบุคลากรที่จะขึ้นไปเป็นผู้บริหาร ต้องไม่ตกอยู่ในอำนาจการเลือกกันเองของสภามหาวิทยาลัย และควรมีองค์กรจากนอกมหาวิทยาลัยร่วมด้วย เพื่อสร้างสมดุล ซึ่งจะทำให้ได้ผู้บริหารตามต้องการ และอิสระในการบริหารของมหาวิทยาลัยก็จะยังคงอยู่”

“ยกตัวอย่างง่ายๆ สภามหาวิทยาลัยที่เป็นผู้เลือกอธิการบดี ทำไมต้องให้อธิการบดีเลือกผู้ทรงคุณวุฒิมาเป็นกรรมการสภามหาวิทยาลัย (กลายเป็นเลือกไขว้ เอื้อประโยชน์กันเอง) ทำไมไม่มีบัญชีกลางของทั้งประเทศ ขึ้นทะเบียนผู้ทรงคุณวุฒิที่ผ่านการคัดสรรอย่างดีเอาไว้ แยกตามสาขาที่จำเป็น เมื่อมหาวิทยาลัยไหนต้องการผู้ทรงคุณวุฒิมาเป็นกรรมการสภามหาวิทยาลัย ก็ออกระเบียบห้ามเอาพรรคพวกตัวเองเข้ามา แต่ให้ดึงมาจากรายชื่อในบัญชีกลางที่ว่านี้ ก็จะช่วยแก้ปัญหาได้ระดับหนึ่ง”

       พม.กว่าแสนคน…ยังไร้กฎหมายดูแล
“ส่วนการปลดแอกพนักงานมหาวิทยาลัย ไม่ให้ฝ่ายบริหารมีอิทธิพลเหนือกว่า ก็ควรให้มีสัญญาจ้างระบบเดียวกับข้าราชการ คือทดลองงาน 1 ปี ถ้าผ่านประเมินก็จะทำสัญญาจ้างต่อไปจนถึง 60 ปี หากระหว่างนั้นประพฤติผิดทางวินัย ก็สามารถไล่ออก ปลดออกได้ ประเมินผลงานได้ พนักงานมหาวิทยาลัยควรมีสัญญาจ้างแบบนี้ เพราะคุณสมบัติและคุณภาพเท่าเทียมกันกับข้าราชการ สามารถประเมินผลงานเป็นระยะได้ แต่ปัจจุบันมหาวิทยาลัยใช้วิธีไม่เป็นธรรม ทำสัญญาจ้างแค่ 3 ปี กลายเป็นช่องทางให้ฝ่ายบริหารบีบหรือกดดันได้”

“ปัจจุบันทิศทางการบริหารบุคลากรของสถาบันอุดมศึกษากำลังเปลี่ยนไป พนักงานมหาวิทยาลัยกลายเป็นคนกลุ่มใหญ่ มีจำนวนมากกว่า 1 แสนคน แต่กลับไม่มีกฎหมายใดรองรับหรือดูแลพวกเขาเลย ซึ่งเป็นเรื่องที่กระทรวงอุดมศึกษาฯ ต้องเร่งจัดการ วันนี้โอกาสเปิดแล้ว มาจับมือกับ ทปสท.ก็ได้ เพื่อผลักดันพระราชบัญญัติระเบียบบริหารพนักงานมหาวิทยาลัย จะได้ช่วยแก้ไขปัญหาที่ซุกอยู่ใต้พรม” ว่าที่ประธาน ทปสท.กล่าว

และว่า ความเสมอภาคของบุคลากรในวงการอุดมศึกษาถือเป็นเรื่องสำคัญ เพราะทุกวันนี้คณะกรรมการข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา หรือ ก.พ.อ. ซึ่งมีอำนาจทุกอย่างในการบริหารงานบุคคล กลับมีเฉพาะข้าราชการเท่านั้น ถือเป็นกฎหมายที่ล้าหลังมาก เพราะข้าราชการในระบบอุดมศึกษาทุกวันนี้เหลือน้อยมาก พนักงานมหาวิทยาลัยมีจำนวนมากกว่า แต่กลับไม่มีตัวแทนใน ก.พ.อ.เลย ถือเป็นเรื่องที่ผิดหลักมากๆ

  รมว.อุดมศึกษาฯ…ถูกกังขาตาชั่งเอียง
ดร.เชษฐา ยังฝากไปถึง ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ รมว.อุดมศึกษาฯ ว่า ตั้งแต่เริ่มงานพร้อมกับรัฐบาลชุดใหม่ เหตุใดรัฐมนตรีจึงให้ความสำคัญเฉพาะกับกลุ่มอธิการบดี และผู้บริหารมหาวิทยาลัย ซึ่งรวมตัวกันเป็น “ที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย” หรือ ทปอ.เท่านั้น แต่ไม่เคยพบปะหรือรับฟังความเห็นจาก ทปสท. ซึ่งเป็นตัวแทนของคณาจารย์และพนักงานมหาวิทยาลัยทั้งประเทศเลย

“มันไม่มีความสมมาตรของข้อมูล เพราะท่านรัฐมนตรีฟังแต่ข้อมูลข้างเดียว เน้นแต่กลุ่มอธิการบดี หรือ ทปอ. ทั้งๆ ที่กลุ่มผู้บริหารกลุ่มนี้มีปริมาณไม่ถึง 1% ของบุคลากรมหาวิทยาลัยทั้งหมดเกือบ 2 แสนคน ที่ผ่านมาตลอด 2-3 เดือน พวกเราไม่เคยถูกเชิญหรือรับฟังความคิดเห็นของพวกเราเลย แต่กลับไปฟังข้อมูลเพียงแค่ปีกเดียว คล้ายกับตาชั่งเอียง”

“ทางสภาคณาจารย์และข้าราชการเริ่มพูดกันหนาหูว่า กระทรวงอุดมศึกษาฯ เกิดขึ้นมาเพื่อตอบสนองกลุ่มอธิการบดีเพียงแค่ไม่ถึง 1% โดยไม่สนใจบุคลากรอีกกว่า 2 แสนคนเลย และกำลังมีข้อครหาว่า กระทรวงอุดมศึกษาฯ กำลังถูกครอบงำหรือไม่ ซึ่งผมมองว่า หากยังเป็นแบบนี้จะทำให้การตัดสินใจเชิงนโยบายผิดพลาด 100% เพราะข้อมูลไม่รอบด้าน”

ดร.เชษฐา เสนอทิ้งท้ายว่า ทิศทางของมหาวิทยาลัยไทยในอนาคตอันใกล้ ถือว่าท้าทายอย่างมาก เพราะต้องเผชิญปัญหาเด็กเกิดน้อย ทำให้ที่นั่งในมหาวิทยาลัยยังว่างเป็นจำนวนมาก นักศึกษาปี 1 ทุกคณะของบางสถาบัน เหลือไม่ถึง 1,000 คน นี่คืออีกหนึ่งปัญหาที่รอการแก้ไข ซึ่งอาจต้องควบรวมบางมหาวิทยาลัยเข้าด้วยกัน

ขณะที่มหาวิทยาลัยในกลุ่มราชภัฏและเทคโนโลยีราชมงคล ต้องกลับไปให้ความสำคัญกับการสร้างโอกาสทางการศึกษาให้แก่เด็กในชุมชน แต่การเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ ออกนอกระบบราชการ ทำให้มหาวิทยาลัยต้องหาเงินเอง เมื่อหาไม่ได้ก็ต้องไปเพิ่มค่าเทอมเด็ก ทำให้เด็กที่ยากจนไม่มีเงินเรียน ยิ่งหาที่เรียนยากขึ้นไปอีก

ถึงเวลาแล้วที่ต้องกำหนดนโยบายให้มหาวิทยาลัยกลุ่มนี้ยังดำรงสถานภาพเป็นมหาวิทยาลัยในระบบราชการเหมือนเดิม เพื่อให้คงวัตถุประสงค์เดิม คือการให้เด็กยากไร้ได้เรียนหนังสือ ตรงตามนโยบายของรัฐบาลที่ว่า…ไม่ทิ้งใครไว้เบื้องหลัง

วิกฤติน้ำมันกับอนาคตพลังงานไทย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/389929?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

วิกฤติน้ำมันกับอนาคตพลังงานไทย

23 กันยายน 2562 – 09:17 น.
รู้ลึกกับจุฬาฯ,น้ำมัน,พลังงาน
เปิดอ่าน 843 ครั้ง

วิกฤติน้ำมันกับอนาคตพลังงานไทย คอลัมน์… รู้ลึกกับจุฬาฯ

เมื่อวันที่ 14 กันยายน ที่ผ่านมา เกิดเหตุการณ์ฝูงโดรนโจมตีแหล่งผลิตน้ำมันในประเทศซาอุดีอาระเบีย 2 แห่ง คือโรงกลั่นน้ำมันอับไคก์ โรงกลั่นที่ใหญ่ที่สุดของบริษัทซาอุดีอาระเบีย และอีกแห่งคือการโจมตีบ่อน้ำมันในเมืองคูไรส์ ซึ่งเป็นบ่อขุดเจาะที่ใหญ่เป็นอันดับสองของประเทศ

เหตุโจมตีดังกล่าวทำให้เกิดเพลิงไหม้รุนแรง ต้องหยุดการผลิตน้ำมันลงชั่วคราว และมีการคาดคะเนว่าแรงจูงใจเริ่มต้นน่าจะมาจากความขัดแย้งระหว่างซาอุดีอาระเบียกับอิหร่าน ผลที่สืบเนื่องตามมาก็คือ กำลังการผลิตน้ำมันของโลกลดลง และราคาก็ปรับตัวสูงขึ้น ทว่าหลังจากนั้นไม่นาน ซาอุดีอาระเบียก็ออกมาชี้แจงและรับประกันว่ายังมีน้ำมันสำรองในคลังอยู่ สามารถกลับมาเร่งผลิตได้เท่าเดิมในไม่กี่สัปดาห์ การแถลงข่าวดังกล่าวส่งผลให้ราคาน้ำมันปรับตัวลดลง

ต่อกรณีดังกล่าว รศ. ดร. ศิริพร จงผาติวุฒิ จากวิทยาลัยปิโตรเลียมและปิโตรเคมี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ชี้ว่า ก่อนเกิดเหตุการณ์บ่อน้ำมันซาอุฯ ถูกโจมตี ราคาน้ำมันอยู่ที่ราวๆ 60 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล แต่หลังจากเกิดเหตุโจมตีผ่านไปได้ 2 วัน ราคาก็พุ่งไปอยู่ที่ 69 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล

“ราคาน้ำมันขึ้นอยู่กับอะไร อันดับแรกก็เรื่องเศรษฐศาสตร์ง่ายๆ คืออุปสงค์กับอุปทาน ยิ่งถ้าเศรษฐกิจขยายตัวมาก แต่ละประเทศต้องลงทุนสร้างโครงสร้างพื้นฐานและเทคโนโลยีทำให้ใช้พลังงานเยอะ ราคาน้ำมันจะปรับตัวสูง ในทางตรงข้าม ฝั่งอุปทานก็มีกลุ่มประเทศผลิตน้ำมันรายใหญ่ หรือ OPEC ขึ้นอยู่กับปริมาณการผลิตและจำนวนน้ำมันคงคลังเป็นผู้ควบคุม”

อาจารย์ศิริพร ระบุอีกว่า ปัจจัยอื่นๆ ที่ยังส่งผลต่อราคาน้ำมันคือปัญหาจากภัยพิบัติ สงคราม หรือแม้แต่ปัญหาทางการเมืองที่ส่งผลต่อการผลิต นอกจากนี้ การเปลี่ยนแปลงของอัตราแลกเปลี่ยนก็มีผลต่อราคาน้ำมันเช่นกัน

สถานการณ์วิกฤติน้ำมันที่เกิดขึ้น สะท้อนความไม่แน่นอนอย่างสูง โดยเฉพาะประเด็นความสัมพันธ์ระหว่างประเทศระหว่างซาอุดิอาระเบียกับอิหร่าน เนื่องจากการขนส่งน้ำมันโลกกว่าร้อยละ 20 จากดินแดนตะวันออกกลาง ต้องผ่านช่องแคบฮอร์มุซของอิหร่าน หากถูกปิด ก็จะไม่สามารถส่งน้ำมันได้ และยังไม่สามารถคาดเดาได้ว่าความขัดแย้งทางการเมืองนี้จะจบลงเมื่อใด

“ตอนนี้ซาอุฯ เกิดปัญหา ประเทศที่เดือดร้อนหนักๆ คือจีนกับเกาหลีใต้ เพราะเป็นลูกค้ารายใหญ่ แต่จีนประกาศแล้วว่าตอนนี้ตัวเองมีสำรองอยู่ 325 ล้านบาร์เรล สามารถใช้ได้นานราว 33 วัน ส่วนเกาหลีมีสำรองใช้ได้ประมาณ 90 วัน การถูกโจมตีในซาอุฯ 2 แห่ง คิดเป็นน้ำมันโลกหายไป 5.7 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือราว 5 เปอร์เซ็นต์จากทั้งโลก ซึ่งใช้ราวๆ 120 ล้านบาร์เรลต่อวัน”

สำหรับกรณีของประเทศไทย ภาครัฐกำหนดว่าต้องมีการสำรองพลังงานไว้ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 6 ของการผลิตทั้งปี หรือราว 20 วัน และหลังจากเกิดเหตุการณ์ดังกล่าว กระทรวงพลังงานได้ออกมาแถลงยืนยันว่าไทยมีแผนรองรับสถานการณ์ฉุกเฉิน และมีสำรองน้ำมันทางกฎหมายและการค้ารวมได้ถึง 54 วัน ดังนั้นจึงไม่มีปัญหาในระยะสั้น

ทั้งนี้ อาจารย์ศิริพรอธิบายเพิ่มเติมว่า ไทยใช้ปริมาณน้ำมันวันละ 1 ล้านบาร์เรล มีการนำเข้าน้ำมันกว่าร้อยละ 88 โดยแบ่งเป็นประเทศจากในกลุ่มตะวันออกกลางกว่าร้อยละ 61 ตะวันออกไกลหรือมาเลเซีย บรูไน อินโดนีเซียอีกร้อยละ 14 ที่เหลือจากประเทศอื่นๆ และมีการผลิตเองจากแก๊สธรรมชาติในอ่าวไทยกว่าร้อยละ 12

“ไทยเน้นการสั่งซื้อน้ำมันจากหลายๆ แห่ง ไม่พึ่งพาที่ใดที่หนึ่งอย่างเดียว เพราะหากเกิดปัญหาแล้วจะส่งผลกระทบสูง ถ้าที่หนึ่งมีปัญหาก็ไปซื้อที่อื่นได้ สิ่งที่แตกต่างกันคือน้ำมันของแต่ละประเทศซึ่งเป็นน้ำมันดิบมีความแตกต่างกัน บางที่ดีเซลเยอะ บางที่เบนซินเยอะ โรงกลั่นก็จะต้องทำงานเยอะหน่อยในช่วงนี้”

อาจารย์ศิริพรยังระบุอีกว่า วิกฤติน้ำมันที่เกิดขึ้นในอดีตจนถึงปัจจุบันคือการปรับตัวและแก้ไขสถานการณ์ ทำให้มีการพูดคุยถึงพลังงานทางเลือกซึ่งประเทศไทยสามารถผลิตได้เองโดยไม่ต้องนำเข้า โดยรัฐบาลเองก็มีนโยบาย (Bio Circular Green Economy) หรือ BCG เป็นการบูรณาการเศรษฐกิจการใช้ทรัพยากรชีวภาพ ทรัพยากรหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียวเข้าด้วยกัน

“BCG เป็นทางเลือกหนึ่งที่เราสามารถทำได้ เราปลูกพืชพลังงานเองได้ และนำมาทำเป็นน้ำมันได้ แต่ตอนนี้ราคายังสูงกว่าน้ำมันดิบ 2-3 เท่า ต้องอาศัยการวิจัยและพัฒนาด้านเทคโนโลยีต่อ ถ้าหากราคาถูกลงกว่านี้ เชื่อว่าเราไปต่อได้แน่นอน” อาจารย์ศิริพรกล่าวทิ้งท้าย

ลุงตู่ หลุดบ่วงศาลรัฐธรรมนูญธนาธร-อนาคตใหม่ยังลุ้น #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/389901?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ลุงตู่ หลุดบ่วงศาลรัฐธรรมนูญธนาธร-อนาคตใหม่ยังลุ้น

23 กันยายน 2562 – 00:00 น.
ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา,เพื่อไทย,ศาลรัฐธรรมนูญ
เปิดอ่าน 115 ครั้ง

ลุงตู่ หลุดบ่วงศาลรัฐธรรมนูญธนาธร-อนาคตใหม่ยังลุ้น

รายการเนชั่นสุดสัปดาห์กับ 3 บก. ออกอากาศทุกวันเสาร์เวลาห้าโมงเย็น ทางเนชั่นทีวีช่อง 22 “สมชาย มีเสน” ซีอีโอเครือเนชั่น “วีระศักดิ์ พงษ์อักษร” บรรณาธิการบริหารนสพ.กรุงเทพธุรกิจ และ “บากบั่น บุญเลิศ” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร นสพ.ฐานเศรษฐกิจ ร่วมวิเคราะห์ประเด็น “ลุงตู่หลุดบ่วงศาลรัฐธรรมนูญ ธนาธร-อนาคตใหม่ยังลุ้น!”

 “สมชาย” กล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หลุดคดีจากศาลรัฐธรรมนูญแล้ว (ถวายสัตย์ปฏิญาณตนและการเป็นเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ[หัวหน้าคสช.]) ทำให้การอภิปรายทั่วไปโดยไม่มีการลงมติของสภาผู้แทนราษฎร(ถวายสัตย์ปฏิญาณตน)จืดไป ถือว่าเรื่องนี้จบแล้ว

แต่เรื่องที่ไม่กร่อยคือสิ่งที่ไม่มีการพูดคือ ตอนที่ พล.อ.ประยุทธ์เตรียมที่จะตอบ โดยมีเอกสารโครงข่ายขบวนการทำลายประเทศ เชื่อว่า พล.อ.ประยุทธ์จงใจนำเอกสารนี้มาวางให้สื่อมวลชนเห็นช่วงที่เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่อภิปราย เพราะสถานที่แห่งนี้ไม่เหมาะที่จะนำมาด้วยในวันนั้น เพราะมันควรอยู่ในห้องประชุมด้านความมั่นคง มองว่าเอกสารนี้น่าจะเป็นการขู่บางคนในวันนั้น เชื่อว่าผู้สื่อข่าวกำลังค้นหาเอกสารนี้

“วีระศักดิ์” ประเมินว่า ความจริงแล้วการอภิปรายครั้งนี้ให้รองนายกรัฐมนตรี(วิษณุ เครืองาม) กับเลขาธิการพรรคอนาคตใหม่(ปิยบุตร แสงกนกกุล) อภิปรายและชี้แจงเพียงสองคนก็น่าจะพอแล้ว เพราะได้ทราบคำถามและคำตอบที่ชัดเจน

 “สมชาย” กล่าวว่า ตอนนี้เสียงของฝ่ายค้านและรัฐบาลยังปริ่มน้ำและมีท่าทีลดลง ตอนนี้ปิดประชุมสภาผู้แทนฯ และกลางเดือนตุลาคมจะพิจารณาร่างกฎหมายงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 วาระแรก หากไม่ผ่านความเห็นชอบ รัฐบาลต้องลาออกหรือยุบสภา

เสียงปริ่มน้ำในการลงมติในห้องประชุมสภาผู้แทนฯ บางครั้งฝ่ายรัฐบาลแพ้ บางครั้งชนะ แต่ความจริงพบว่า ส.ส.ฝ่ายรัฐบาลขาดประชุมเยอะ แกนนำรัฐบาลจะคุยกันใหม่เพื่อแก้ปัญหานี้ เพราะสมัยประชุมหน้าสภาผู้แทนฯ จะพิจารณาร่างกฎหมาย หากฝ่ายรัฐบาลลงมติแพ้จะมีปัญหา โดยเฉพาะการลงมติการตั้งกมธ.วิสามัญอีอีซีนั้น ฝ่ายค้านบอกควรศึกษาเพราะมีผลกระทบ แต่ฝ่ายรัฐบาลบอกว่าหากศึกษาแล้วโครงการจะล่าช้า เมื่อดูการลงมตินี้จะพบว่าฝ่ายรัฐบาลชนะฝ่ายค้าน 7 เสียง (ฝ่ายรัฐบาลคะแนนหายไป 19 เสียง ฝ่ายค้านหายไป 24 เสียง โดยเป็นของพรรคเพื่อไทย 16 เสียง)

   “บากบั่น” ให้มุมมองว่า การตั้งกมธ.วิสามัญอีอีซีนั้นมีความสำคัญ เพราะเป็นโครงการขนาดใหญ่ของประเทศ แต่การที่สภาผู้แทนฯ ไม่เห็นชอบให้ตั้งกมธ.ชุดนี้ แสดงว่ามีความขัดแย้งกันทั้งสองฝ่าย

    “วีระศักดิ์” ประเมินว่า การตั้งกมธ.วิสามัญอีอีซีที่ไม่ผ่านมติของที่ประชุมสภาผู้แทนฯ นั้น ต้องไปดูว่าเหตุผลมาจากอะไร และเรื่องนี้พบว่าพรรคฝ่ายค้านระหองระแหง โดยเฉพาะพรรคเพื่อไทยที่มีความขัดแย้งกันในพรรค อย่าลืมว่าที่ผ่านมาแกนนำรัฐบาลต้องการ 270 เสียง เพื่อให้รัฐบาลพ้นการปริ่มน้ำ

“บากบั่น” ตั้งข้อสังเกตว่า น่าสังเกตคะแนนของฝ่ายค้านในกรณีอีอีซี เสียงของพรรคเพื่อไทยที่หายไป 16 คะแนน ทราบว่า 5 คนอ้างว่ากดลงคะแนนแล้วคะแนนไม่ขึ้น 4 คนลาป่วย ส่วนที่เหลือนั้นแกนนำพรรคเพื่อไทยกำลังสอบสวน อย่าลืมว่าผู้จัดการรัฐบาล (ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์) เคยบอกว่าการเมืองนั้น จอมยุทธ์ควรมีกระบี่เล่มที่สามไว้ข้างหลัง ดังนั้นคะแนนปริ่มน้ำของรัฐบาลหากได้ 11 ส.ส.พรรคเพื่อไทยมานั้นจะพ้นน้ำทันที

     “สมชาย” กล่าวสรุปว่า ตรงนี้เป็นเรื่องใหญ่เพราะวันนั้น พล.อ.ประยุทธ์ลงพื้นที่ภาคใต้ และยังกำชับ ส.ส.รัฐบาลห้ามติดตามไปด้วย แต่พบว่ามี ส.ส.รัฐบาล 3 คนที่เป็นรัฐมนตรีติดตาม พล.อ.ประยุทธ์ไปด้วย ตรงนี้จึงมีปัญหา เพราะ 5 รัฐมนตรีพรรคพลังประชารัฐยังไม่ลาออกจาก ส.ส. โดย 5 คนนี้อ้างว่าเหตุที่ไม่ลาออกเพราะต้องไปกำกับการทำงานของ ส.ส.ในสภาผู้แทนฯ ขอย้ำว่าอ้างเหตุผลแบบนี้เพื่อตัวเอง เพราะคนพวกนี้กลัวขาลอยหากไม่ได้เป็น ส.ส. อย่าลืมว่า 1 เสียงของรัฐบาลวันนี้มีความหมาย และไปดูว่าพรรคร่วมรัฐบาลนั้น ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ลาออกแล้วเมื่อไปเป็นรัฐมนตรี

กระแสข่าวว่า 11 ส.ส.พรรคเพื่อไทยที่เป็นฝ่ายค้านโดนแกนนำพรรคพลังประชารัฐเชิญไปรับประทานอาหารเช้าเพื่อถ่วงเวลาการอภิปรายทั่วไปและเจรจาเรื่องอื่นๆ ด้วย

และคาดว่าพรรคพลังประชารัฐกำลังทาบทามงูเห่า จากนั้นสื่อบางสำนักมีการเสนอข่าวการสอบสวน 11 ส.ส.เหล่านี้ โดยมีซองสีน้ำตาลมาแสดง มองว่าหากมีหลักฐานการจ่ายเงิน ส.ส.เหล่านี้จริงพรรคเพื่อไทยต้องแสดงแล้ว และการเสนอข่าวนี้อาจเป็นการตอบโต้เอกสารของ พล.อ.ประยุทธ์ รวมทั้งเป็นการย้ำว่า 11 ส.ส.ยังอยู่กับพรรคเพื่อไทย และยังนำมาแบล็กเมลตอบโต้

แต่สื่อบางแขนงเสนอข่าวว่า พรรคเพื่อไทยระส่ำ ส.ส.อีสานเทใจให้พรรคพลังประชารัฐ เพราะมีความขัดแย้งในพรรค และเป็นจุดให้ ส.ส.พรรคเพื่อไทยจะเป็นงูเห่าสนับสนุนรัฐบาลในคราวหน้า และเตรียมไปหา ส.ส.เพิ่มจากพรรคอนาคตใหม่ที่อาจจะโดนยุบพรรคมาหนุนรัฐบาล

ส่วนกรณี ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ที่ยังมีคดีในศาลรัฐธรรมนูญนั้น

 “บากบั่น” ตั้งคำถามว่า กลางเดือนตุลาคมจะเริ่มพิจารณาคดีของพรรคอนาคตใหม่และแกนนำพรรคนี้ เรื่องนี้มีผลกับการเมืองไทยในวันข้างหน้าเช่นใด

   “สมชาย” วิเคราะห์ว่า ธนาธรมี 5 คดี โดย 2 คดีเกี่ยวกับการเลือกตั้ง 3 คดีเกี่ยวกับอาญา และธนาธรยังมีคดีเกี่ยวกับการถือหุ้นสื่อ รวมทั้งคดีปล่อยเงินกู้ให้พรรค โดยล่าสุด “ศรีสุวรรณ จรรยา” เลขาธิการองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญ ได้ติดตามเรื่องนี้เพราะมันเงียบหายไปนาน รวมทั้งยังมีคดีที่เกี่ยวกับการยุบพรรคอนาคตใหม่ 5 คำร้อง

เรื่องหัวหน้าพรรคปล่อยเงินกู้ให้พรรคนั้นมีการยอมรับของพยานบุคคลและเอกสารที่ธนาธรแจ้งบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินต่อ ป.ป.ช. พบว่า ธนาธรให้เงินกู้พรรคอนาคตใหม่ 191 ล้านบาท ในสองสัญญาการปล่อยกู้ อย่าลืมว่า การปล่อยกู้ต้องมีการคิดดอกเบี้ยตามกฎหมาย และกฎหมายพรรคการเมืองบอกไว้ว่าพรรคการเมืองห้ามกู้เงิน

กฎหมายพรรคการเมืองสองฉบับ(พ.ศ.2550, 2560) ให้เหตุผลต่างกัน พรรคอนาคตใหม่ยึดกฎหมายพรรคการเมืองฉบับเก่าในการกู้เงิน แต่การเลือกตั้งล่าสุดนั้นใช้กฎหมายพรรคการเมืองฉบับล่าสุดเป็นหลัก และไม่มีข้อความใดที่ปรากฏในกฎหมายพรรคการเมืองฉบับล่าสุดบัญญัติให้พรรคกู้เงินได้ หากพรรคใดทำผิดกฎหมาย ศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยว่าควรยุบพรรคหรือไม่ และกรรมการบริหารพรรคจะโดนตัดสิทธิทางการเมืองหรือไม่ หากพรรคโดนยุบ ส.ส.ของพรรคนั้นสามารถหาพรรคใหม่ได้

แม้มีกระแสข่าวว่าอาจมีพรรคสำรองของพรรคอนาคตใหม่ไว้แล้ว หากกรรมการบริหารพรรคอนาคตใหม่ที่โดนตัดสิทธิเข้าไปข้องเกี่ยว พรรคใหม่นั้นก็จะโดนยุบได้

     “วีระศักดิ์” กล่าวสรุปว่า แปลว่าหากพรรคอนาคตใหม่โดนกฎหมายลงโทษตามที่ระบุไว้ข้างต้น ส.ส.พรรคอนาคตใหม่ก็ย้ายไปพรรคใดก็ได้

ลุงตู่ สวมสูทสีเดียวบนเวทียูเอ็น #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/389883?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ลุงตู่ สวมสูทสีเดียวบนเวทียูเอ็น

23 กันยายน 2562 – 00:00 น.
พลอประยุทธ์,ลุงตุ่
เปิดอ่าน 171 ครั้ง

คอลัมน์…  วงในวงนอก   โดย… อสนีบาต aussaneebard@hotmail.com

ถึงวันนี้ ท่านนายกรัฐมตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ยังคงปฏิบัตภารกิจอยู่ที่สหรัฐอเมริกานะครับ กว่าจะกลับถึงเมืองไทยเกือบปลายเดือนโน่นเลย คือวันที่ 27 กันยายน

ถือเป็นการเดินทางเข้าร่วมประชุมสมัชชาสหประชาชาติ สมัยสามัญ ครั้งที่ 74 ที่นครนิวยอร์ก และจะได้ขึ้นอภิปรายในเวทีที่ประชุม

นอกเหนือจากนั้น ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา โดนัลด์ ทรัมป์ เป็นเจ้าภาพเลี้ยงรับรองเพื่อเป็นเกียรติแก่หัวหน้ารัฐบาลที่เข้าร่วมประชุมด้วย

“ใครมาถึงเรือนชานก็ต้องต้อนรับ” จึงเปิดโอกาสให้ พล.อ.ประยุทธ์ ซึ่งเป็นตัวแทนมิตรภาพมาช้านานได้พบปะพูดคุยกับเจ้าภาพงานเลี้ยง หลังจากนั้น ยังได้เจอะเจอผู้นำชาติต่างๆ ในลักษณะทวิภาคีอีกด้วย

ถือว่าไปทั้งทีต้องไปให้คุ้ม เปิดเจรจาการค้าการลงทุนให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศมากที่สุด

กล่าวถึงเวทีแห่งนี้ พล.อ.ประยุทธ์ เคยมาโชว์สปีคอิงลิช ฟุตฟิตฟอไฟก็หลายรอบ แต่ช่วงนั้นมาในลักษณะสวมใส่เครื่องแบบสองสี ซีกขวาสวมสูทสีดำ ซีกซ้ายสวมชุดสีเขียวลายพราง นึกภาพดูแล้วกัน คนสวมเสื้อผ้าแบบนี้แปลกประหลาดอยู่ไม่น้อย

ยิ่งไปอยู่ในวงล้อมโลกเสรีประชาธิปไตย ได้ทีนักวิจารณ์เอามาแซวเป็น “ตัวตลกอาเซียน” ซะงั้น อีกอย่าง บรรดานักการเมืองผู้ผูกขาดสัมปทานประชาธิปไตยก็ออกมาปรามาส “เพื่อนไม่คบ” ต่างชาติเบือนหน้าหนีแน่นอน

แต่ทว่า “ลุงตู่” ไม่ยี่หระ อีกทั้งเป็นความโชคดีที่เข้ามาดูแลสถานการณ์บ้านเมืองในยุคสมัยประชาธิปไตย 5.0 แต่ละชาติเปลี่ยนวิธีการทูตด้วยการยึดถือผลประโยชน์ระหว่างประเทศมาก่อน เก็บคัมภีร์ประชาธิปไตยไว้ข้างหลัง

“ประเทศไทยตอนนั้นจึงเป็นลักษณะเผด็จการบางๆ ต่อให้คุณเป็นนายกฯ มีเงา คสช.ครอบอยู่ หลายประเทศก็ไม่ถึงกับตั้งป้อมต่อต้าน เพราะเข้าใจสถานการณ์การเมืองในไทยด้วยคำมั่นจะมีการเลือกตั้ง”

จึงมีคนหน้าแตกหลายราย ที่ว่าไม่มีใครคบผลตรงข้ามทั้งนั้น “ลุงตู่” เดินทางออกไปพบผู้นำชาติยักษ์ใหญ่อย่างไม่ถูกปิดกั้น ขณะเดียวกัน ผู้นำชาติในเอเชียติดต่อขอเดินทางมากระชับสัมพันธ์กับไทยเสียเอง

แม้แต่กลุ่มสหภาพยุโรป มักมีข่าวออกมาว่างอนรัฐบาลไทย เพราะเป็นรัฐบาลทหาร แต่ดูไปดูมา น่าจะเป็นการออกข่าวจากฝรั่งขี้นกมากกว่า เนื่องจากระดับผู้บริหารของอียู ดันออกมาแถลงกระชับสัมพันธ์ ผ่อนปรนมาตรการต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง ICAO ปลดธงแดง จากการที่ไทยแก้ไขมาตรฐานการบินสำเร็จ หรือกรณี IUU ปลดธงเหลืองการทำประมงผิดกฎหมาย

ถ้ายังหลงเชื่อตามกันว่ายุโรปไม่เอารัฐบาล “ลุงตู่” ต้องไปยืนฟังกลุ่มองค์กรสิทธิมนุษยชนต่างชาติที่เข้ามาแสวงประโยชน์บนแผ่นดิน หรือไม่ก็ไปฟังฝรั่งหน้าเดิมแถวๆ พรรคการเมืองที่ยืนอยู่ฝ่ายตรงข้ามรัฐบาลเท่านั้น

ต่อให้เรายืนยันว่าสิ่งที่เห็นเป็นสีขาว แต่คนพวกนี้จะบอกว่าสีดำ หรือบอกว่าดีเขาก็จะบอกว่าไม่ดี ไม่มีหรอกเห็นตรงกัน ตราบใดที่เข้ามาทำงานตามใบสั่งหารับประทานกับองค์กรต่างชาติ “ซังกะบ๊วย”

ครานี้ พาทุกท่านกลับมาโลกปัจจุบัน การที่ “ลุงตู่” ไปสหรัฐอเมริการอบล่าสุด จึงไปในสถานะนายกรัฐมนตรีเต็มขั้น ไม่มีเงาร่างหัวหน้า คสช.ตามไปด้วย และเป็นการไปภายหลังศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยสถานะนายกฯ ครบถ้วนตามคุณสมบัติของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันทุกประการ

สูทที่สวมใส่ จึงไม่ต้องกลัวสีตกหรือเปลี่ยนเป็นสีเขียวลายพราง แต่มาด้วยสีเดียวเป็นสีลายธงชาติไทยไปผงาดอยู่บนเวทียูเอ็นอย่างไม่อายใคร

เชื่อได้เลยว่า ประเด็นการดูถูกดูแคลน เป็นผู้นำไม่ได้มาจากประชาธิปไตยลดน้อยลง หากจะมีบ้างคงไม่ได้มาจาก บรรดาชาติผู้นำต่างๆ หรอกนะครับ

แต่จะมาจากคนไทยด้วยกันเองนี่ล่ะ ที่ยังไม่ตื่นจากการเสพตำราประชาธิปไตยฉบับแย่งชิงอำนาจกันอย่างไม่รู้จบ ไปยืนแหกปากเย้วๆ ต่อต้านเผด็จการอยู่ที่สหรัฐอเมริกา

อันนี้ก็เป็นสิทธิของการแสดงความคิดความอ่านตามระบอบประชาธิปไตย แต่อย่าละเมิดสิทธิผู้อื่นแล้วกัน

โลกเสรีประชาธิปไตย เขาเด็ดขาดในการบังคับใช้กฎหมาย ไม่เหมือนประเทศไทยหรอกนะครับที่บ่นกันจังว่าเผด็จการครอบงำแต่กลับแสดงออกเลยเถิดอย่างไรก็ได้

วันดีคืนดีออกมาจาบจ้วงดูหมิ่น กล่าวหารัฐธรรมนูญเฮงซวย โดยไม่มีใครเอาผิดได้ จำเริญเถอะพ่อคุณทูนหัวนักผูกขาดประชาธิปไตย

p30

ฝนยังคงตกหนักเรือเล็กต้องระมัดระวัง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/389876?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ฝนยังคงตกหนักเรือเล็กต้องระมัดระวัง

23 กันยายน 2562 – 00:00 น.
อ๊อด เทอร์โบดับเครื่องชน,ฝนตกหนัก,น้ำท่วม
เปิดอ่าน 44 ครั้ง

คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

ขอเริ่มด้วยข่าวพยากรณ์อากาศจากกรมอุตุนิยมวิทยาว่า บริเวณภาคกลางตอนล่างรวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ภาคตะวันออก และภาคใต้ตอนบน มีฝนเพิ่มมากขึ้นและมีฝนตกหนักบางแห่ง

ในช่วงวันที่ 23-24 กันยายน บริเวณทะเลอันดามันและอ่าวไทยตอนบน ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร

ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยบริเวณดังกล่าวระวังอันตรายจากฝนตกหนักและฝนที่ตกสะสมไว้ด้วย สำหรับชาวเรือบริเวณทะเลอันดามันและอ่าวไทยควรเพิ่มความระมัดระวังในการเดินเรือ

‘ดับเครื่องชน’ พยายามเป็นสื่อกลางนำข่าวอากาศมาแจ้งให้ทราบเป็นระยะ เพราะมีความเกี่ยวพันกับชีวิตประจำวันของเราอย่างมาก ทั้งความเป็นอยู่กับครอบครัวและการเดินทาง ซึ่งดินฟ้าอากาศมีผลกระทบอย่างมาก

น้ำท่วมทำให้เกิดความเครียด ซึ่ง ‘นพ.กิตต์กวี โพธิ์โน’ ผู้อำนวยการ รพ.จิตเวชนครราชสีมาราชนครินทร์ กล่าวว่า วิถีชีวิตและสภาพการเปลี่ยนแปลงของสังคมและเศรษฐกิจในปัจจุบันส่งผลให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการเผชิญความเครียด หรือความไม่สบายใจได้ยากขึ้น วิธีการสังเกตง่ายๆ ที่จะรู้ว่าตนเองหรือคนรอบข้างเครียดหรือไม่นั้น ที่เห็นชัดเจนที่สุดคือการแสดงออกของอารมณ์ ผู้ที่มีความเครียดมักจะมีอารมณ์หงุดหงิด ฉุนเฉียวง่าย โมโหง่าย เนื่องจากความอดทนต่ำลง เมื่อเกิดความเครียดมักจะควบคุมตัวเองได้น้อยลง

สามารถแก้ความเครียดได้หลายวิธี เช่นนอกจากออกกำลังกาย ทำงานอดิเรกที่ชอบ ดูหนัง ฟังเพลงแล้ว ยังมีวิธีใกล้ตัวที่สามารถปฏิบัติได้ทันทีเมื่อเกิดความรู้สึกไม่สบายใจ จะเรียกว่าเป็นอาวุธประจำตัวก็ได้ ทำได้ทุกคน ทุกอาชีพ คือการใช้วิธีคลายเครียดด้วยการหายใจแบบพิเศษ 2 แบบ แบบที่ 1 คือการหายใจแบบสลับรูจมูก และแบบที่ 2 คือการหายใจเข้าทางจมูกและหายใจออกทางปาก สามารถนาใช้ในสภาวะจิตใจปกติก็ได้ ทั้ง 2 แบบนี้ ให้ผลดีทั้งใจและกายพร้อมกัน

การหายใจแบบสลับรูจมูก ทำได้ดังนี้ 1.ใช้นิ้วหัวแม่มือข้างขวา หรือมือข้างที่ถนัด กดที่รูจมูกข้างขวา แล้วหายใจเข้า-ออกทางจมูกข้างซ้าย 2.ใช้นิ้วหัวแม่มือข้างที่ถนัดกดที่รูจมูกข้างซ้าย และหายใจเข้า-ออกทางรูจมูกข้างขวา ทำสลับกันทั้ง 2 ข้าง ไปเรื่อยๆ การหายใจแบบนี้นอกจากจะช่วยให้โพรงจมูกทั้ง 2 ข้างทำงานสมดุลกันแล้วจะช่วยให้เรามีสติจดจ่อที่ลมหายใจมากขึ้น และจับความรู้สึกในการหายใจง่ายขึ้น

แบบที่ 2 คือการหายใจเข้าทางจมูกและหายใจออกทางปาก วิธีการคือให้สูดลมหายใจเข้าทาจมูกเข้าอย่างช้าๆ ลึกๆ แล้วกลั้นไว้สักครู่ จากนั้นให้เป่าลมหายใจออกทางปากแรงๆ ทำซ้ำแบบนี้ไปเรื่อยๆ การหายใจแบบนี้จะเป็นการฝึกการทำงานของปอด การหายใจเข้าอย่างช้าๆ ลึกๆ จะทำให้ลมหายใจเข้าไปเต็มปอด

การกลั้นลมหายใจจะได้ประโยชน์จะเป็นการเพิ่มเวลาการแลกเปลี่ยนออกซิเจนที่อยู่ในเลือดที่ปอดได้นานขึ้น ส่วนการพ่นลมหายใจออกมาทางปากแรงๆ จะเป็นการช่วยฝึกความดันของปอดด้วย ผลดีของการหายใจแบบนี้จะทำให้เรารู้สึกตื่นตัว กระฉับกระเฉง ใช้แก้อาการง่วงได้อีกด้วย

จึงอยากให้ลองทำดูนะครับเพราะไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายอะไรและทำให้คลายเครียดหรือบรรเทาเบาบางลงร่างกายแข็งแรงด้วย
อ๊อด เทอร์โบ

เมื่อไรการเมืองจะสงบ
เรื่องถวายสัตย์จบแล้ว

ผมเป็นประชาชนคนไทยที่ทำมาหากินหาเลี้ยงชีวิตตัวเองและครอบครัว ปกติแล้วจะไม่สนใจเรื่องการเมืองมากนักเพราะไม่ว่าใครจะมาเป็นนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีก็ไม่เห็นมีอะไรดีขึ้น มีแต่เรื่องอภิปรายหรือ ส.ส.กร่าง หรือภัยแล้ง-น้ำท่วม ฯลฯ

วันก่อนผมดูทีวีถ่ายทอดสดการซักฟอกนายกรัฐมนตรี ‘พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา’ ผ่านพ้นไปแล้ว ซึ่งเรื่องการถวายสัตย์ เห็นข่าวว่า ‘บิ๊กตู่’ ของเรานิ่งเฉยปล่อยให้รองนายกรัฐมนตรีชี้แจงแทน

มาถึงตอนนี้ผมก็ปิดทีวีและรีบเขียนจดหมายนี้มาเพื่อให้รัฐบาลได้บริหารประเทศเต็มกำลังเสียที นายกรัฐมนตรีก็เลิกหงุดหงิดได้แล้ว สรุปคือการเมืองต้องสงบเข้มแข็งเพื่อจะได้ทำงานกันเสียที

อะไรผิด-อะไรถูกก็ว่ากันไปตามกฎหมาย เพราะเวลานี้มีเรื่องเศรษฐกิจ-เรื่องน้ำท่วม แล้วอีกมากมายรอการแก้ปัญหาอยู่และหลังน้ำลดแล้วจะเป็นอย่างไรหรือต้องขอรับบริจาคอีก

ขอให้มองถึงอนาคต-เลิกเล่นการเมืองได้แล้ว
ประเสริฐ (โคราช)

เรียน คุณ ‘ประเสริฐ’ โคราช
ผมเองบอกอยู่เสมอว่าการเมืองไม่มีมิตรแท้และศัตรูถาวร และอย่าไปอินกับการเมืองให้มาก สู้ทำมาหากินหาเลี้ยงครอบครัวจะดีกว่า และประเทศไทยเรานั้นแคบมากบรรดาระดับผู้ใหญ่ล้วนรู้จักกันทั้งนั้นแหละ

จึงอยากร่วมสนับสนุนให้ฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านได้หยุดเล่นการเมืองและปล่อยให้ทุกอย่างดำเนินไปตามครรลองของกรอบกฎข้อบังคับ-ข้อกฎหมาย จะได้เดินหน้าทำงานกันเสียที

ผมอยากให้ทุกฝ่ายทำหน้าที่ของตนเองให้ดีที่สุดโดยเต็มกำลังความสามารถ ซื่อสัตย์ สุจริต รัฐบาลก็บริหารประเทศ ฝ่ายค้านก็คอยดูแลตรวจสอบ

ประเทศไทยเราเสียเวลาเรื่องไม่เป็นเรื่องมามากเกินพอแล้ว !
อ๊อด เทอร์โบ

ฝุ่นพิษข้ามพรมแดน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/389873?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ฝุ่นพิษข้ามพรมแดน

23 กันยายน 2562 – 00:00 น.
ฝุ่นพิษข้ามพรมแดน,หมอกควัน,เกาะสุมาตรา,อินโดนีเซีย
เปิดอ่าน 177 ครั้ง

บทบรรณาธิการ นสพ.คมชัดลึก ฉบับวันจันทร์ที่ 23 กันยายน 2562

หมอกควันในภาคใต้ที่เกิดการเผาป่าบนเกาะสุมาตรา ประเทศอินโดนีเซีย ระลอกใหม่พัดปกคลุมต่อเนื่องมานับสัปดาห์ ทำให้ฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน หรือพีเอ็ม 2.5 ปกคลุมพื้นที่ภาคใต้ตอนล่างในหลายจังหวัด ทำให้แสงแดดไม่สามารถส่องลงมาถึงพื้นดินได้ ประชาชนส่วนใหญ่สัมผัสได้ถึงความผิดปกติของอากาศ ทำให้ต้องเผชิญกับวิกฤติฝุ่นควันและฝุ่นละอองพิษ ได้รับผลกระทบด้านปัญหาสุขภาพ ทั้ง ไอ หายใจลำบาก หรือระคายเคืองตา ฝุ่นพิษที่สะสมในร่างกายก่อให้เกิดผลกระทบในด้านต่างๆ โดยเฉพาะผู้สูงอายุ เด็กเล็ก หญิงมีครรภ์ รวมถึงผู้ที่มีโรคประจำตัว นอกจากนี้ยังกระทบไปถึงการดำรงชีวิต กิจกรรมประจำวันต้องถูกปรับเปลี่ยนไปด้วย โดยค่าพีเอ็ม 2.5 เริ่มเกินค่ามาตรฐานในระดับที่เริ่มส่งผลกระทบต่อสุขภาพและดูจะรุนแรงที่สุดในรอบ 3 ปี

ล่าสุดเมื่อช่วงเช้าวันที่ 20 กันยายน ประชาชนใน จ.สงขลา ทั้งในพื้นที่ อ.เมืองสงขลา และ อ.หาดใหญ่ ได้นัดรวมตัวชุมนุมกันอย่างสันติที่หน้าสถานกงสุลอินโดนีเซีย อ.เมืองสงขลา ชูป้ายทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษเรียกร้องให้รัฐบาลอินโดนีเซียเร่งแก้ปัญหาหมอกควัน สะท้อนให้เห็นถึงความเดือดร้อนของชาวสงขลาจากผลกระทบของหมอกควันที่พัดมาจากอินโดนีเซียทุกปี ตัวแทนผู้ชุมนุมอ่านแถลงการณ์ในนามของผู้ที่ได้รับความทุกข์ตลอด 10 ปีที่ผ่านมาในช่วงเดือนสิงหาคมถึงตุลาคมของทุกปี จ.สงขลา ต้องเผชิญกับหมอกควันจากไฟไหม้ป่าประเทศอินโดนีเซียมาตลอดและส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน โดยเมื่อปี 2558 ชาว จ.สงขลา ก็เคยมารวมตัวที่หน้าสถานกงสุลอินโดนีเซียประจำ จ.สงขลา มาแล้วครั้งหนึ่ง

ปัญหาควันพิษนี้ส่งผลต่อสุขภาพอนามัยของประชาชน และกระทบการท่องเที่ยวของประเทศ แม้กระทรวงสาธารณสุขจะตื่นตัวติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งเปิดช่องทางโซเชียลเพื่อให้ประชาชนติดตามข่าวสาร และป้องกันตัวเองจากฝุ่นละออง พีเอ็ม 2.5 ถือเป็นเรื่องที่ดี แต่ยังไม่เพียงพอ เพราะปัญหาฝุ่นละอองพีเอ็ม 2.5 กำลังกลายเป็นปัญหาถาวรในหลายพื้นที่ ซึ่งจะเกิดขึ้นเป็นระยะๆ ขณะที่รัฐบาลตามแก้ปัญหาเฉพาะหน้า หลังวิกฤติจบลงก็เลิกไปเหมือนไฟไหม้ฟาง จึงมีเสียงเรียกร้องให้ภาครัฐเร่งแก้ปัญหานี้อย่างจริงจังเป็นระบบ โดยเปิดการเจรจากับประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อบูรณาการแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองพีเอ็ม 2.5 ร่วมกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศที่มีการเผาป่ามาก เช่น อินโดนีเซีย พม่า ลาว เพราะอีกไม่นานก็จะวนเข้าสู่ปัญหาหมอกควันภาคเหนือที่เกิดขึ้นทุกปี

ถึงเวลาแล้วที่สมาชิกประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรืออาเซียน จำเป็นต้องร่วมมือในการแก้ไขปัญหาหมอกควันข้ามพรมแดนอย่างจริงจัง เพราะเป็นปัญหาที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น ส่งผลให้คุณภาพอากาศในภูมิภาคแย่ลง ก่อมลพิษ นอกจากนี้ยังเป็นปัญหาแพร่กระจายก๊าซเรือนกระจกซึ่งทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศประเทศในอาเซียน ในฐานะที่ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพการประชุมสุดยอดอาเซียนในปลายปีนี้จึงเป็นเรื่องเหมาะสมหาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม จะยกเรื่องนี้เป็นหัวข้อหารือกับสมาชิกกลุ่มประเทศอาเซียนถึงความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องร่วมมือกันเพื่อกำจัดมลภาวะ หันหน้าหาทางแก้ไขปัญหาอย่างจริงจังให้ตกผลึกเพื่อบรรลุวิสัยทัศน์อาเซียนไร้หมอกควันด้วยความยั่งยืน

‘ช่วงช่วง’ กับ คำสัญญาในป่าไผ่ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/389663?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

‘ช่วงช่วง’ กับ คำสัญญาในป่าไผ่

21 กันยายน 2562 – 09:00 น.
ช่วง ช่วง,หมีแพนด้า,แพนด้ายักษ์,ช่วงช่วง,หลินฮุ่ย,ช่วงช่วงตาย,รายงานพิเศษ,เจาะประเด็นร้อน,คมชัดลึก
เปิดอ่าน 252 ครั้ง

รายงานพิเศษจาก หนังสือพิมพ์คมชัดลึก ฉบับวันที่ 21-22 ก.ย.62

การตายของแพนด้า ช่วงช่วง” ยังคงสร้างความสลดใจแก่ทุกคน หลังจากที่ได้เห็นมันสร้างรอยยิ้มให้แก่คนไทยมาเนิ่นนาน

อย่างที่รู้ ระดับความตื่นเต้น จนถึงบ้าเห่อของคนไทยที่เคยมีต่อพวกมันในครั้งหนึ่ง ลดลงไปโดยไม่รู้ตัว แต่ข่าวเศร้านี้ได้ทำให้ 3 ชีวิต ช่วงช่วง”, “หลินฮุ่ย” และ หลินปิง” กลับมาอยู่ในความสนใจของคนไทยอีกครั้ง ไม่เพียงเป็นข่าวให้คนแห่เข้ามา R.I.P. แต่ยังมีแง่มุมอื่นๆ ต่อเนื่องไปอีก

โดยเฉพาะเส้นทางความเป็นทูตสันถวไมตรีระหว่างไทย-จีน ของเจ้าตัวกินไผ่ผู้น่ารัก เสื้อกั๊กดำ ล้วนมีเรื่องราวมากมาย จะมองให้สนุก หรือมองให้เป็นปรากฏการณ์ก็ได้

อ่าน https://www.komchadluek.net/news/scoop/389328

ต้นกำเนิดทูตตัวยักษ์

อย่างที่รู้มาตลอด แพนด้าหรือแพนด้ายักษ์ มีในประเทศจีนเท่านั้น หากแต่โบราณนานมา มันถูกพบกระจัดกระจายทั่วไป ตั้งแต่ภาคใต้และตะวันออกของจีน ไปถึงตอนเหนือของพม่าและเวียดนาม

แต่ปัจจุบันพบเพียงแค่พื้นที่ป่าสนเขาของมณฑลเสฉวน ทางตอนใต้ของจีนเท่านั้น มันจึงกลายเป็นสัตว์สายพันธุ์ที่ใกล้สูญพันธุ์มากที่สุดชนิดหนึ่งของโลก เพราะตกลูกน้อย ไม่บ่อย และมีอายุขัยเฉลี่ย 25-30 ปี

ก่อนหน้านั้น แพนด้าเองก็หนีไม่พ้นการไล่ล่าของมนุษย์ เพราะมีรายงานว่าในอดีตชาวตะวันตกรู้จักแพนด้าจากหนังของมันที่มีนายพรานล่าไปให้ดู

แพนด้ายักษ์ ที่โอเชี่ยนปาร์ค ฮ่องกง

หรือมีข้อมูลว่าในปี 2479 รุธ ฮาร์คเนส เป็นชาวตะวันตกคนแรก ที่นำเข้าแพนด้ายักษ์ที่มีชีวิตมายังสหรัฐอเมริกา เป็นลูกแพนด้าชื่อ ซู-ลิน โดยนำมาเลี้ยงที่สวนสัตว์บรูคฟิลด์ในชิคาโก

จนที่สุด เมื่อแพนด้าพบแค่ในแถบจีน เสมือนเป็นของขวัญจากพระเจ้าสู่แดนมังกร จีนจึงฉลาดพอที่จะกำหนดกฎหมายขึ้นมาในปี 2503 มาถึงปัจจุบัน กฎหมายระบุไว้ว่าหากผู้ใดฆ่าแพนด้ายักษ์มีโทษจำคุก 20 ปี

จากนั้นตั้งแต่ปี 2513 เป็นต้นมา ทางการจีนได้เพิ่มปริมาณเขตอนุรักษ์แพนด้ายักษ์เพิ่มขึ้นจาก 12 แห่ง เป็น 67 แห่งในปัจจุบัน

เหนืออื่นใด เมื่อแพนด้าเป็นสัตว์หายาก แถมยังน่ารัก เห็นแล้วมีความสุข อุปสงค์ของมันจึงเพิ่มขึ้นเป็นเท่าทวีคูณ จีนจึงใช้มันเป็น “ทูตสันถวไมตรี” ในเวลาไล่เลี่ยกับที่กำลังใช้การทูตปิงปอง (Pingpong Diplomacy) เชื่อมสัมพันธไมตรีกับพี่กัน ในการคานอำนาจรัสเซียตอนที่กำลังแข่งกันเป็นผู้นำโลกที่สามพอดี

ช่วงนั้น จีนจึงส่งแพนด้าไปทั้งสวนสัตว์อเมริกา ญี่ปุ่น และยังมีที่เม็กซิโก ทั้งหมดนี้โดยการให้ยืม แต่นัยถึงสัมพันธไมตรีอันดีระหว่าง “จีน” กับ “ชาติอีกซีกโลก”

จากไมตรี สู่ดีลแพง

อย่างไรก็ดี หลังจากปี 2527 จีนอาจจะดีดลูกคิดแล้วพบว่าคำว่า “ไมตรีจิต” บางทีกินไม่ได้ หรือไม่มีจริง จีนจึงเปลี่ยนสถานะของหมียักษ์ไปเป็น “บางอย่าง” แล้วแต่จะตีความ

แต่รูปแบบคือ ให้ยืม” แบบคิดระยะเวลา 10 ปี และยังกำหนดด้วยว่าใครอยากได้ต้องจ่าย ค่าธรรมเนียมพื้นฐาน” ปีละ “1,000,000 ดอลลาร์สหรัฐ”

ที่สำคัญ กฎเหล็กคือลูกของแพนด้าที่เกิดระหว่างการยืมนั้น ถือเป็นทรัพย์สินของสาธารณรัฐประชาชนจีนด้วย

จากนั้นแพนด้าแห่งแดนมังกรก็มีโอกาสลัดฟ้าไปใช้ชีวิตต่างถิ่นหลายตัว เช่น เกาเกา” ในสวนสัตว์ซานดิเอโก เป็นแพนด้ายักษ์เพศผู้เกิดในป่าของจีนราวปี 2535

เกาเกา

ราวปี 2545 มันถูกย้ายไป Wolong Panda Conservation Center จนกระทั่งบินมาถึงสวนสัตว์ซานดิเอโกในปี 2546 เพื่อเป็นเพื่อนกับ ไป๋ยหวิน” แทน ซือซือ” ที่แก่มากและปลดระวางได้กลับเฉิงตู และจากไปในปี 2551

ไป๋ยหวินก็คือแพนด้าเพศเมีย เกิดวันที่ 7 กันยายน 2534 มันอยู่ที่สวนสัตว์ซานดิเอโกตั้งแต่ปี 2539 และเคยตกลูกกับซือซือในปี 2542 คือ ฮวาเหม่ย” แพนด้าตัวแรกที่เกิดในอเมริกา และถูกเรียกกลับจีนในปี 2547

ไป๋ยหวิน

ต่อมาเมื่อไป๋ยหวินเจอกับ “เกาเกา” จึงได้ให้กำเนิดลูกแพนด้าอีก 4 ตัวคือ เหม่ยเซิง (2546), ซูหลิน (2548), เจินเจิน (2550) และ ยหวินจื่อ (2552) เป็นลูกที่ได้จากการผสมตามธรรมชาติทั้งหมด

ว่ากันว่าในโลกนี้มีเพียง ประเทศเท่านั้นที่มีแพนด้าไว้จัดแสดง คือ สหรัฐอเมริกาญี่ปุ่นเม็กซิโกเยอรมนี และไทยเรา

หมีมากับการเมือง?

หันมาที่บ้านเรา ถ้าจะบอกว่าแพนด้ามาไทย คือผลงานรัฐบาลแม้วก็ไม่เถียง เพราะราวปี 2544 ในช่วงฮันนีมูนม่วนซื่นกับรัฐบาลใหม่ไทยรักไทย นายกฯ ทักษิณ ชินวัตร ก็ได้ร่วมดีลนำแพนด้ามาให้คนไทยได้เชยชมตัวเป็นๆ

การเมืองไทยแบบเดิมๆ อาจจัดมวย ฟุตบอล เรือยาว ก็ยังมีอยู่ แต่การเมืองแบบเหลี่ยมๆ “จัดหมี” ดีกว่า นัยว่าดึงรายได้เข้าการท่องเที่ยวไทยอีกด้วย

ว่าแล้วอดีตนายกฯ ก็จัดให้ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ขณะนั่งรองนายกฯ เยือนจีนเพ่ื่อเจรจาขอแพนด้าจาก ประธานาธิบดีเจียง เจ๋อหมิน เป็นสัญลักษณ์แห่งสัมพันธไมตรีระหว่างประเทศ

บรรยากาศในบ้านใหม่ของสองแพนด้า

เม้าท์ว่าหลังจีนอนุมัติ พ่อใหญ่จิ๋วต้องไปศูนย์วิจัยและอนุรักษ์แพนด้ายักษ์ เขตอนุรักษ์อู่หลง เมืองเฉิงตู อีกครั้ง เพื่่อจิ้มว่าจะเอาตัวไหน จริงเท็จยังไง หวยไปออกที่ “ช่วงช่วง” แพนด้าเพศผู้ที่เกิดเมื่อวันที่ สิงหาคม 2543

ช่วงช่วงมีอายุไม่กี่่ขวบปี ก็ต้องเตรียมตัวฟิตร่างกายเพื่อเดินทางไกล คนไทยได้ยินว่านี่คือ โครงการวิจัยและจัดแสดงหมีแพนด้าในประเทศไทย”

ปี 2544 ทักษิณอนุมัติงบกลาง จำนวน 39,818,313 บาท เป็นค่าก่อสร้างส่วนวิจัยและจัดแสดงแพนด้า ซึ่งที่นั่นก็คือ “สวนสัตว์เชียงใหม่” บ้านเกิดของอดีตนายกฯ คนดังนั่นเอง

ระหว่างนั้นก็เตรียมโน่น ตั้งกรรมการนี่ เป็นเรื่องราวใหญ่โต จนล่วงเข้าปี 2546 มีการแต่งตั้งให้ เยาวภา วงศ์สวัสดิ์ ขณะเป็น ส.ส.เชียงใหม่ ดำเนินการจัดพิธีต้อนรับแพนด้าในนามชาวเชียงใหม่

คู่รักในวันชื่นคืนสุขที่เชียงใหม่

ที่สุด 12 ตุลาคม 2546 ช่วงช่วง วัย 3 ปี พร้อมแฟนสาวหรือ “หลินฮุ่ย” สาวน้อย วัย 2 ขวบ ก็เดินทางถึงไทยด้วยเที่ยวบินพิเศษ “เรารักแพนด้า” และร่วมขบวนแห่ยิ่งใหญ่จากแอร์พอร์ตถึงสวนสัตว์เชียงใหม่

และแล้ว คนไทยก็ได้เสียค่าบัตรเข้าชมแพนด้าคู่รักได้นับแต่วันที่ 20 พฤศจิกายน 2546 เป็นต้นมา แต่ในช่วงวันเด็ก นายกฯ ยังใจดีให้เด็กที่ยากจนมีโอกาสนั่ง C130 ไปดูแพนด้าฟรีถึงที่่ จากการคัดเลือกโดยกระทรวงศึกษาธิการ

คำสัญญาในป่าไผ่

สำหรับข้อตกลงระหว่างไทยกับจีนตอนนั้น คือไทยจะต้องดูแลแพนด้า “เป็นอย่างดี” ทั้งเรื่องที่พัก อาหารต้นไผ่สุดโปรด สุขภาพ ฯลฯ ในช่วงระยะเวลา 10 ปี คือตั้งแต่ปี 2546-2556

สำหรับเงื่อนไขที่เจรจามีค่าตอบแทนคู่ละ 10 ล้านบาทต่อปี ให้แก่สมาคมอนุรักษ์สัตว์ป่าของจีน ซึ่งเป็นราคามิตรภาพเพื่อสนับสนุนโครงการวิจัยและพัฒนาแพนด้าของจีน และเงื่อนไขต่อสัญญา 10 ปีต่อครั้ง เมื่อครบกำหนด จะมีการเจรจาใหม่ และขณะที่อยู่ในไทย ถ้าแพนด้าตกลูกไทยต้องส่งลูกคืนให้แก่จีนเมื่อครบอายุ 2 ปี

ช่วงนั้นไทยเกิดปัญหาการเมือง แต่เราก็ยังมีกิจกรรมโหวตชื่อแพนด้าน้อยไว้แก้เบื่อ หลังหลิยฮุ่ยเตรียมให้กำเนิด ทายาทจนกระทั่งได้ชื่อ “หลินปิง” หลังคลอดในวันที่ 27 พฤษภาคม 2552 โดยวิธีผสมเทียม จากน้ำเชื้อของ “ช่วงช่วง”

หลินปิงน้อยสามเดือน

มุมนี้ด้านหนึ่งไทยเป็นประเทศที่ 3 ของโลก ต่อจากอเมริกา และญี่ปุ่น ที่ประสบความสำเร็จในการผสมเทียมแพนด้า แต่อีกด้านเจ้าหลินปิงนี่เองที่สร้างรายได้ให้แก่จังหวัดและสวนสัตว์

ดังข้อมูลว่ารายได้ของสวนสัตว์ที่มีแพนด้า กับสวนสัตว์สงขลาซึ่งไม่มีแพนด้า พบว่าสวนสัตว์เชียงใหม่สูงกว่าหลายเท่า จากปกติมีประชาชนเข้าชมสัตว์ในสวนสัตว์ไม่มาก แต่พอมีแพนด้ามาอยู่ประชาชนจากทั่วประเทศมาเข้าชมจำนวนมากมียอดค่าผ่านประตูปีละ 7-8 แสนคนทำให้มีรายได้จากตรงนี้

แถมยังทำให้เกิดปรากฏการณ์เรียลิตี้หมีน้อย 24 ชั่วโมง กระจายรายได้เข้าแวดวงทีวีอีก…จำได้หรือไม่ (ฮา)

จนปี 2554 คนไทยได้ ปู ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” สาวเชียงใหม่เป็นนายกฯ คนไทยเริ่มนับถอยหลังส่ง หลินปิงกลับจีนตามสัญญา แต่ช่วงปี 2555 จีนได้ขยายเวลาให้หลินปิงอยู่ไทยต่ออีก 2 ปี รวม 4 ปี หรืออยู่ต่อจนถึงปี 2556 ซึ่งเป็นปีที่ครบสัญญา 10 ปีของคู่พ่อแม่ด้วยพอดี

ที่สุด ข้อตกลงในป่าไผ่แข็งแกร่งนัก 28 กันยายน 2556 หลินปิงกลับเฉิงตูจริงๆ เพื่อจับคู่ผสมพันธุ์ต่อไป และก็ยังไม่มีวี่แววกลับไทยแต่อย่างใด

เพราะปี 2557 หลังเกิดปัญหาการเมืองในไทย ทำให้ไม่มีสภาผู้แทนราษฎรเห็นชอบทำสัญญาเรื่องแพนด้าน้อยร่างยักษ์ ไล่มาจนถึงรัฐบาลปัจจุบัน คาดว่าคงไม่มีใครตามเรื่องแล้ว

ลาก่อน ช่วงช่วง

โชคดีที่ระหว่างนั้นปี 2556 ในส่วนของแพนด้าคู่พ่อแม่ ได้มีการต่อสัญญารอบ 2 อยู่ยาวอีก 10 ปีคือ 2556-2566 ไม่งั้นเราอาจไม่ได้ยลแพนด้าอีกเลยสักตัว

ก่อนที่ “ช่วงช่วง” ลาโลกไปเมื่อวันที่ 16 กันยายน ที่ผ่านมา นำพากระแสชาวจีนเรียกคืน “หลินฮุ่ย” สาวใหญ่วัย 20 กลับบ้านก่อนกำหนด เพราะสงสัยว่าทางไทยผิดคำมั่นสัญญา ?

*************************

ภาพจากวิกิพีเดีย

“บิณฑ์” ของแท้ ไม่เจ๋งจริง อย่าก๊อป #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/389662?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“บิณฑ์” ของแท้ ไม่เจ๋งจริง อย่าก๊อป

21 กันยายน 2562 – 08:45 น.
บิณฑ์,บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์,รายงานพิเศษ,เจาะประเด็นร้อน,น้ำท่วมอุบล,อุทกภัย
เปิดอ่าน 839 ครั้ง

รายงานพิเศษจาก หนังสือพิมพ์คมชัดลึก ฉบับวันที่ 21-22 ก.ย.62

มรสุมดราม่าน้ำท่วม “ใครขโมยซีนใคร” ระหว่างคนดังใจบุญ บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์” กับคนใหญ่กว่าที่กำลังถาโถม ฝ่ายหลังก็เกือบเซซัดไปเหมือนกัน

ดีที่ตั้งตัวติด ตั้งโต๊ะรับโทรศัพท์ เงินบริจาคหลั่งไหลเข้ามาท่วมท้น ถือว่าคนรับอานิสงส์ก็คือ “พี่น้องชาวอุบลราชธานี” ที่กำลังเดือดร้อนจากมหาอุทกภัยครั้งนี้

ถามใจคนไทย ใครจะอะไรยังไง ตอนนี้ไม่สำคัญเท่ากับความประทับใจในตัวอดีตพระเอกดัง ที่ถึงวันนี้ถ้าเอ่ยชื่อบิณฑ์ แบรนด์นี้พิสูจนแล้วว่า “ของจริง”…ไม่เฟค!

ดาวต้องเป็นดาว

เรื่องราวของดาราจิตอาสา บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์ หรือชื่อเดิมคือ “ท็อป บรรลือฤทธิ์” คนไทยได้ยินมาเนิ่นนาน นานจนเงียบหาย แล้วกลับมาได้ยินใหม่อีกครั้งตอนนี้

แต่ระหว่างทางที่เงียบหายเขาก็ยังคงทำงานเป็นเทวดาเดินดินให้ผู้ทุกข์ยากมาเรื่อยๆ โดยเคยบอกว่าไม่หวังอะไรตอบแทน แต่เราภูมิใจในตัวเอง

หลายคนโดยเฉพาะคนรุ่นใหม่อาจไม่รู้ว่า บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์ ลงพื้นที่ช่วยคนอย่างต่อเนื่องมาเป็นเวลาเกือบ 30 ปี นั่นแปลว่าเขาทำมาตั้งแต่ที่เพิ่งย่างเข้าวงการบันเทิง

ตามประวัติหลังไปสมัครเป็นนักแสดงหน้าใหม่กับ คมน์ อรรฆเดช ได้เล่นเรื่องแรก ข้ามากับพระ” ในปี 2527 อันเป็นที่มาของการเปลี่ยนชื่อเป็น บิณฑ์” เพื่อให้เข้ากับหนัง จนใช้ชื่อนี้มาตลอด

ซึ่งหนังก็ประสบความสำเร็จเริ่มมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จัก มีผลงานละครโทรทัศน์เรื่องแรกคือ “แผลเก่า” ในปี 2531 กับนางเอกนางงาม “เอ้” ชุติมา นัยนา

ปรากฏว่า “ไอ้ขวัญ” ในลีลาของบิณฑ์วัย 26 ได้รับเสียงตอบรับจากคอละครล้นหลามจนส่งผลให้มีงานในวงการอีกเพียบ ขึ้นชั้นพระเอกเบอร์ต้นของบันเทิงไทย

แต่นั่นคือฉากในแสงสีของเด็กหนุ่มแห่งอีสานใต้ จ.สระแก้ว ที่เดินทางมาไกลถึงเมืองกรุง ความหวังแค่จบสายอาชีวะที่โรงเรียนกรุงเทพโปลีเทคนิคและทำมาหากินตามกำลัง กลายเป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่กว่านั้น

เส้นทางสายอาสา

ทางที่เจ้าตัวเลือกเดินก็คือการทำงานจิตอาสา ที่ทำให้ภาพของบิณฑ์ ดารากู้ศพ” เริ่มติดหูติดตาคนไทย

บิณฑ์ เคยเล่าว่า ที่เลือกร่วมงานกับ มูลนิธิร่วมกตัญญู” เพราะในวัยเด็กซึ่งอาศัยอยู่ในชุมชนเคยได้รับความช่วยเหลือจากมูลนิธิร่วมกตัญญู กับมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง เลยฝังใจว่าวันหนึ่งถ้ามีโอกาสก็จะทำให้ได้อย่างนี้

ที่สุดพอเริ่มตั้งตัวติดจากชื่อเสียงเงินทองในการเป็นดาราจึงไม่รอช้าเลือกเข้าร่วมงานที่ “มูลนิธิร่วมกตัญญู” ตั้งแต่ราวปี 2529

แต่ถ้าจะพูดจริงๆ งานอาสาแรกที่ทำจริงจังในนามตัวเองไม่สังกัดใครก็ตอนที่มีข่าวตึกถล่มตรงข้ามโรงหนังเอเธนส์ ข่าวว่าต้องการจิตอาสาช่วยคนที่ติดอยู่ในซากตึกถล่ม

บิณฑ์ซึ่งเป็นดาราดังแล้วตัดสินใจไปช่วยทันที เห็นสองมูลนิธิดังกำลังขมีขมันทำงาน แต่มองเห็นว่ามูลนิธิร่วมกตัญญูมีคนน้อยกว่า จึงเลือกเข้าไปช่วยเหลือทางนี้ก่อน

กับแฝดพี่ เอกพันธ์ มักทำงานร่วมกันตลอด

วันนั้นเจ้าหน้าที่เอาเสื้อร่วมกตัญญูมาให้ยืมใส่ แต่ถึงวันนี้เขาก็ยังไม่ถอดออก บิณฑ์ในวัย 57 ยังคงทำงานที่นี่ จากอาสาสมัครบรรเทาสาธารณภัยให้มูลนิธิมาสู่ผู้จัดการฝ่ายกิจกรรมพิเศษมูลนิธิร่วมกตัญญู

และทุกครั้งที่เมืองไทยมีเหตุการณ์ภัยพิบัติครั้งใหญ่ที่นั่นจะมีบิณฑ์ ทั้งสึนามิอันดามันปี 2547 เพลิงไหม้ซานติก้าผับปี 2552 อุทกภัยปี 2554 และเหตุการณ์ดังอย่างกรณี 13 หมูป่าติดถ้ำหลวง บิณฑ์และทีมไปลุยมาแล้ว ช่วยประสานเรื่องหน้ากากดำน้ำ อุปกรณ์ต่างๆ จนภายหลังผู้ว่าฯ ณรงค์ศักดิ์ เข้ามาดูแลจัดระเบียบ

ปรารถนาอันแรงกล้า

ข่าวคราวของบิณฑ์ทำให้หลายคนได้รู้ว่าบิณฑ์ไม่ใช่แค่ดารากู้ศพ ตลอดมาแต่เขายัง กู้ชีวิต” อีกด้วย เพราะบิณฑ์ยังเข้าไปช่วยเหลือผู้ตกทุกข์ได้ยากอีกมากมาย ทั้งบาดเจ็บ ล้มป่วย ยากจน ฯลฯ

โดยเฉพาะช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา บิณฑ์ควักเงินส่วนตัวบวกเงินบริจาคจากผู้คนสร้างบ้านให้ผู้สูงอายุที่ถูกทอดทิ้ง

แนวคิดนี้เริ่มจากตอนที่เขาดูแลผู้สูงอายุที่ถูกทอดทิ้งตามที่ต่างๆ แล้วพาไปพักพิงที่บ้านมุทิตาหลายคน เขาต้องจ่ายค่าเลี้ยงดูร่วมเดือนละ 2 แสนกว่าๆ บิณฑ์คำนวณแล้วเมื่อจ่ายแบบนี้มา 4-5 ปี ทำไมไม่ทำเอง

ที่สุดจึงออกมาเป็น บ้านสุขสุดท้าย” ที่ตั้งอยู่บนพื้นที่ 1 ไร่ใน อ.ไทรน้อย นนทบุรี บิณฑ์เล่าว่า “อยากให้ผู้อยู่อาศัยรู้สึกว่ามาอยู่ที่นี่ไม่ต้องคิดอะไรทั้งนั้น อยู่ดี กินดี มีคนดูแลจนถึงช่วงสุดท้ายของชีวิต” (สัมภาษณ์สื่อผู้จัดการ)

แม้ค่าใช้จ่ายไม่ต่างกันมากแต่ที่ของเขาสามารถดูแลได้ราว 20 คน 20 เตียง

ล่าสุดในช่วงน้ำท่วมอุบลฯ บิณฑ์เพิ่งโพสต์เฟซบุ๊กไลฟ์กลับมาช่วยเหลือคุณตาคนหนึ่งเพื่อพากลับไปพักพิงที่บ้านสุขสุดท้าย ใครที่ติดตามจะพบว่างานที่บิณฑ์และทีมทำอยู่นั้นไม่ได้สวยหรูเลย

และนั่นคือบทบาทของบิณฑ์กับภารกิจเพื่อคนชราที่เจ้าตัวบอกว่านี่คือ “ความปรารถนาอันแรงกล้า” ของตนเอง

ความดีติดแบรนด์

โบราณบอก “ความดังไม่คงที่ ความดีสิคงทน” แต่ของบิณฑ์คือ “ความดีตีแบรนด์” เพราะเรื่องราวที่ทำมาตลอดหลายสิบปีของเขากำลังได้รับการพูดถึง บอกต่อ ฉายซ้ำ เหมือนเจ้าตัวกลับมาแจ้งเกิดอีกรอบ

โดยเฉพาะกับคนรุ่นใหม่ ในโลกข่าวสารออนไลน์ บิณฑ์กำลังเป็นยอดมนุษย์อีกคนในจักรวาลฮีโร่เมืองไทย คงไม่ต้องเอ่ยชื่อว่ามีใครบ้างที่เป็นตัวจริง

แบรนด์บิณฑ์แข็งแกร่งขนาดที่คนไทยถ้าได้ยินชื่อ “บิณฑ์” จะนึกถึงคำว่า “พ่อพระ” คนเดือดร้อนถ้าเห็นบิณฑ์มาตรงหน้า ก็จะคิดว่า “เทวดา”

ความเป็นแบรนด์เหล่านี้จะมีได้ ไม่ขำ เพราะบิณฑ์ไม่ใช่แค่ทำมานาน และถึงแม้ว่าเขาจะไม่ใช่ดาราคนเดียวที่ทำงานกับมูลนิธิร่วมกตัญญู หรืองานจิตอาสา แต่บิณฑ์แตกต่างตรงที่ “ทำถึง ลุยถึง และรู้จักใช้สื่อ”

บิณฑ์เข้าไปดูแลถึงความทุกข์ร้อนตั้งต้นของคนยาก ทั้งเรื่องอาหาร เสื้อผ้า ที่พัก การรักษาพยาบาล และฟื้นฟูจิตใจ ที่พักของบางรายต้องเรียกว่า “รู” บิณฑ์มุดเข้าไปจนถึงตัว ไม่รังเกียจเดียดฉันท์

ขณะเดียวกันบิณฑ์จะมีเฟซบุ๊กไว้แจ้งข่าวสารต่างๆ สิ่งนี้ช่วยต่อยอดงานของเขาได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตัวอย่างจังๆ ก็ยอดเงินบริจาคช่วยน้ำท่วมที่ไหลเข้าบัญชีท่วมท้นก็มาจากบิณฑ์เฟซบุ๊กไลฟ์ไม่กี่นาที

น้ำตาปริ่มๆ สีหน้าห่วงกังวลของบิณฑ์ ถ้าใครมองว่าการแสดง แต่ภาพที่เห็นบิณฑ์ไปลุยมาเองถึงที่ก็ของจริงล้วนๆ ไม่ใช่สแตนด์อินแน่ๆ

ถึงขนาดนี้แล้วดรามง ดราม่า จะยังไง ก็คงไม่สะเทือนคนไทยที่พากันยอมรับในตัวบิณฑ์หมดแล้ว เพราะ “ของแท้” ไม่ใช่ “งานก๊อปเกรดเอ”

/////////////

ภาพจากเฟซบุ๊ก : บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์

ไทม์ไลน์ ่ ลัลลาเบล ่ ตายมีเงื่อนงำ..ใกล้จบแล้ว #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/389615?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ไทม์ไลน์ ่ ลัลลาเบล ่ ตายมีเงื่อนงำ..ใกล้จบแล้ว

20 กันยายน 2562 – 16:34 น.
พริตตี้สาว,ลัลลาเบล,น้ำอุ่น,คลี่ปม
เปิดอ่าน 750 ครั้ง

การเสียชีวิตปริศนาของ พริตตี้สาว “ลัลลาเบล”ที่ทำให้หลายคนข้องใจ ต่อสาเหตุการตายของเธอ”ทีมข่าวคมชัดลึกออนไลน์”พาไล่เรียงตั้งแต่จุดเริ่มต้นก่อนไร้ลมหายใจ ดังนี้

ย้อนไปเมื่อวันจันทร์ที่ 16 ก.ย. 2562 เพื่อนกับ ลัลลาเบล นัดกันจะไปสอบตัวแทนประกันชีวิต ช่วงเช้าได้ทักมาหาเพื่อนบอกว่าติดงาน หลังจาก 15.00 น. ก็ติดต่อ ลัลลาเบล ไม่ได้เลย โดยญาติก็โทรมาสอบถามเพื่อนว่าติดต่อเธอได้หรือไม่

ต่อมา เพื่อนพยายามขับรถตามหา ลัลลาเบล แล้วไปเจอคนจ้างงาน โดยคนจ้างบอกว่า เห็นเจ้าตัวอยู่แต่พอตื่นมาก็ไม่เห็นอีกเลย คาดว่าน่าจะไปกับพริตตี้บอยอีกคน

“ย้ง” แฟนหนุ่ม ลัลลาเบล

“ย้ง” แฟนหนุ่ม ลัลลาเบล  เริ่มสงสัย เพราะขาดการติดต่อนานเกินไป จึงช่วยกันค้นหาเธอจนถึงเวลา 5 ทุ่ม

ปรากฏว่าช่วงตี 1 ของวันที่ 17 ก.ย. 2562 คนว่าจ้างถือโทรศัพท์มาให้คุยกับ “พริตตี้บอย”  โดยเขาอ้างว่า ให้มารับลัลลาเบลด่วน เนื่องจากตัวเย็น โดยเพื่อนๆ และแฟนของลัลลาเบล โล่งอกเพราะรู้ว่าเธอปลอดภัยจึงรีบไปรับตัว ซึ่งพริตตี้บอยบอกว่ามารับได้ไหม แต่ทุกคนบอกว่าไม่อยากขึ้นไป เขาจึงแบกลัลลาเบลลงมาให้ เพราะปลุกเท่าไรก็ไม่ตื่น

แต่หลังจากเพื่อนลัลลาเบล และ“ย้ง” แฟนหนุ่ม ลัลลาเบล เข้าไปหา ก็พบว่า ลัลลาเบล ไม่หายใจแล้ว

ทางญาติยังติดใจในสาเหตุการตายของ ลัลลาเบล เบื้องต้นแพทย์ที่ชันสูตร แจ้งถึงสาเหตุการเสียชีวิต มาจากหัวใจวายเฉียบพลัน แต่ต้องรอผลผ่าพิสูจน์ อย่างเป็นทางการอีกครั้ง ประมาณ 45 วัน

จากนั้น ช่วงเวลา 21.00 น. วันที่ 17 ก.ย.2562 ตำรวจเข้าคุมตัว “น้ำอุ่น” พริตตี้บอย โดยสภาพอยู่ในห้อง บ่นว่าเจ็บขาเพราะไปเตะบอลมา จากนั้นได้เดินทางไปสอบปากคำที่โรงพัก สน.บุคคโล และเจ้าหน้าที่ตำรวจปล่อยตัวไป

                                                   ลัลลาเบล 

ทางพ่อแม่ของ ลัลลาเบล เผยจะเอาเรื่องให้ถึงที่สุด เนื่องจากระหว่างที่ผู้เสียชีวิตมาคอนโดฯ พริตตี้บอย ลัลลาเบล ไม่ได้สติ ถือว่าเป็นการลักพาตัว และมีความผิดคือทราบว่าเสียชีวิตแต่พริตตี้บอย ไม่แจ้งตำรวจ

นิติบุคคลคอนโดฯ พริตตี้บอย เผยภาพจากกล้องวงจรปิด ที่สามารถบันทึกภาพทุกมุมได้อย่างชัดเจน ตั้งแต่ พริตตี้บอย นำตัว ลัลลาเบล ออกมาจากลานจอดรถ กระทั่งนำเข้ามาภายในลิฟต์ โดยมีลูกบ้านที่เห็นเหตุการณ์ที่เข้ามาในลิฟต์พร้อม ลัลลาเบล เผยว่าผู้ตายอยู่ในสภาพที่ไม่มีสติ ตั้งแต่เวลา 18.02 น. ในวันที่ 16 ก.ย.2562

ต่อมา เวลา 10.00 น. วันที่ 18 ก.ย. 2562 “น้ำอุ่น” หรือ พริตตี้บอย ได้ออกมาเปิดใจเล่าหมดเปลือก หลังตกเป็นผู้ต้องสงสัยอยู่กับ ลัลลาเบล เป็นคนสุดท้าย พร้อมยืนยันไม่ได้ใช้สารเสพติด ครั้งสุดท้ายที่อุ้มมารู้สึกได้ยินเสียงหายใจ ไม่รู้ว่าเป็นเฮือกสุดท้าย

เวลา 14.30 น. วันที่ 18 ก.ย.2562  เจ้าของปาร์ตี้ย่านบางบัวทอง เดินทางเข้าให้ปากคำกับพนักงานสอบสวน สน.บุคคโล พร้อมยืนยันว่า ภายในงานไม่มียาเสพติดหรือสารอันตรายอื่นๆ เป็นเพียงการจ้าง ลัลลาเบล ให้มาเอนเตอร์เทนชงเหล้าเท่านั้น

ต่อมา ผลการตรวจชันสูตรศพอย่างไม่เป็นทางการ ลัลลาเบล เจ้าหน้าที่นิติเวชตรวจพบ ร่องรอยฉีกขาด มีสารคัดหลั่งตกค้างในช่องคลอด อยู่ระหว่างตรวจสอบว่าเป็นสารคัดหลั่งของผู้ใด

ขณะที่ “ย้ง” แฟนหนุ่ม ลัลลาเบล ออกมาเผยข้อมูลว่า ลัลลาเบล ไม่มีปัญหาสุขภาพ ไม่ได้เป็นโลหิตจาง และตอนนี้ได้หลักฐานสำคัญแล้ว ยืนยันไม่รู้ว่าวันเกิดเหตุแฟนไปรับงานเอนเตอร์เทนแบบนี้ เพราะเคยห้ามไปแล้วว่าไม่โอเค  แต่ก็ไว้วางใจแฟนสาวไม่มีพฤติกรรมที่ไม่ชอบ

ทางด้าน เพื่อน ลัลลาเบล ซัดเจ้าของบ้าน ทำไมไม่ดูแลปล่อยกลับคอนโดฯ “น้ำอุ่น” สองต่อสอง โต้เพื่อนไม่เสพยาเสพติดแน่นอน เศร้านำเค้กวันเกิด จุดเทียนอวยพร อายุครบ 26 ปี หน้าโลงศพ แทนจัดงาน

ช่วงเช้าวันที่ 19 ก.ย. 2562 ตำรวจฝ่ายสืบสวนพาตัว น้ำอุ่น ส่ง รพ.ตำรวจ เพื่อทำการตรวจร่างกาย, ตรวจบริเวณอวัยวะเพศ หาร่องรอยการมีเพศสัมพันธ์, ตรวจปัสสาวะ และเลือด เพื่อหาสารเสพติดในร่างกาย รวมถึงเก็บตัวอย่าง DNA เพื่อนำไปเปรียบเทียบพยานหลักฐานที่พบในตัวผู้ตาย โดยคาดว่าจะทราบผลการตรวจอย่างเป็นทางการภายใน 1 สัปดาห์

ต่อมา เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 19 ก.ย. 2562  “ย้ง”  แฟนหนุ่มของ ลัลลาเบล เดินทางเข้าให้ปากคำ พร้อมมอบหลักฐาน “แชตลับ” ให้กับตำรวจ มั่นใจหลักฐานเหล่านี้จะทำให้ผู้ต้องสงสัย กลายเป็นผู้กระทำความผิดได้ โดยช่วงเวลาที่แชตกันคาบเกี่ยวระหว่างวันที่ 16-17 ก.ย. 2562

  “น้ำอุ่น” พริตตี้บอย

ความคืบหน้าล่าสุด เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 20 ก.ย. น.ส.โบว์ (นามสมมุติ) พริตตี้สาว ให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อว่า  หลังจากที่เธอเคยไปทำงานเอนเตอร์เทน ที่บ้านของนายชัยพล พรรณา เจ้าของปาร์ตี้ เมื่อมันที่ 11 ก.ย. 2562  ซึ่งเป็นบ้านที่ “ลันลาเบล” ทำงานครั้งสุดท้าย ก่อนเสียชีวิต

น.ส.โบว์ กล่าวว่า ตนไปทำงานที่บ้านของ นายชัยพล เมื่อวันที่ 11 ก.ย. ที่ผ่านมา แต่ว่าจำเวลาไม่ได้แล้ว ไปทำครั้งแรก ตอนนั้นเจ้าของบ้านดีลงานกับตนไว้ ว่าให้ไปเอนเตอร์เทน ชงเหล้าที่บ้าน ตนก็ตกลง พอไปถึง ก็เห็นว่ามีพริตตี้เอ็นเตอร์เทนอีกประมาณ 2 คน ซึ่งเคยมาทำงานแล้ว และตนก็ไม่ค่อยสนิท ตอนแรกเลยไม่ได้พูดอะไรมาก แต่ทางเจ้าของบ้าน และเพื่อนๆ ก็คุยกับตนดี อัธยาศัยดี แล้วก็เทคแคร์ดูแลตลอด

อย่างไรก็ตามเกี่ยวกับคดีนี้  พล.ต.ต.นิตินันท์ เพชรบรม รอง ผบช.น. เดินทางมาประชุมร่วมกับชุดคลี่คลายคดีที่ สน.บุคคโล ก่อนเผยสั้นๆ ว่า ให้รอผลพิสูจน์ทางนิติวิทยาศาสตร์ จากโรงพยาบาลตำรวจออกมาเป็นลายลักษณ์อักษร เชื่อว่าในวันที่ 20 ก.ย. 2562 จะมีความคืบหน้าอย่างแน่นอน รวมทั้งไม่เคยมีหลักฐานเหล่านี้เคยปรากฏเป็นข่าวมาก่อน

หากมีความคืบหน้า “ทีมข่าวคมชัดลึกออนไลน์” จะรายงานให้ทราบต่อไป

ภัยรถเช่า!..ถูกเชิดขายข้ามชายแดน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/389518?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ภัยรถเช่า!..ถูกเชิดขายข้ามชายแดน

20 กันยายน 2562 – 11:25 น.
สายตรวจระวังภัย,รถเช่า,ขายข้ามแดน,ลักรถ
เปิดอ่าน 122 ครั้ง

คอลัมน์…  สายตรวจระวังภัย  โดย…  ทีมข่าวอาชญากรรม

คดีเกี่ยวกับการ “ลักรถ” หรือ “โจรกรรมรถ” กลายเป็นอีกหนึ่งปัญหาอาชญากรรมที่มียอดการก่อเหตุพุ่งสูงและต่อเนื่องกันมานานหลายปี ดังนั้นสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) จึงมีการตั้ง “ศูนย์ปราบปรามการโจรกรรมรถยนต์ รถจักรยานยนต์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปจร.ตร.) สายด่วน รถหาย 1192” รวมถึงมี ศปจร.ทุกหน่วยงานในสังกัด โดยการโจรกรรมรถมีหลากหลายวิธี อยู่ที่ว่าแก๊งไหนมิจฉาชีพคนใดจะเลือกใช้มาก่อเหตุตามความถนัด

จากข้อมูลพบว่าการโจรกรรมรถเกิดขึ้นหลักๆ อยู่ราว 10 รูปแบบ ที่เหล่าวายร้ายลงมือก่อเหตุ ประกอบด้วย 1.ทำกุญแจปลอม 2.ใช้เหล็กแข็งแทนกุญแจ 3.ใช้ลวดแข็งเกี่ยวตัวล็อกประตู 4.งัดประตูหูช้าง 5.ใช้น้ำกรด 6.ทุบกระจกประตูหรือกระจกหูช้าง 7.ช็อตวงจรไฟฟ้า 8.จูนสัญญาณจากรีโมท 9.ยกรถ และ 10.จี้หรือปล้น ทว่าปัจจุบันมีรูปแบบโจรกรรมใหม่เกิดขึ้นปรับเปลี่ยนไปตามยุคสมัย โดยเฉพาะการใช้เล่ห์เหลี่ยม “หลอกเช่าแล้วเชิด” ถึงแม้วิธีนี้ไม่ลึกลับซับซ้อนแต่ก็ได้ผล เพราะที่ผ่านมาตำรวจมีการจับกุมแล้วหลายคดี

หากถามว่าโจรกรรมรถได้แล้วไปไหน? อันดับแรกไม่พ้นส่งขายประเทศเพื่อนบ้าน ถัดมาก็แยกชิ้นส่วนขายเป็นอะไหล่มือสอง ถ้าจะให้เนียนขึ้นก็จะสวมทะเบียน และทำทะเบียนปลอม ซึ่งสองอย่างหลังนิยมใช้ หรือเรียกได้ว่าการ “สวมซาก” เพื่อนำรถที่โจรกรรมมาขายต่อตลาดมืด หรือตามเต็นท์รถมือสอง

ล่าสุด ตม.สระแก้ว ประสานงานกับตำรวจกัมพูชา เพื่อติดตามรถหรูที่ถูกหลอกเช่าก่อนข้ามชายแดนนำไปขายให้นายทุน จนสามารถติดตามรถคืนได้จากระบบ “จีพีเอส” และยังจับกุมมิจฉาชีพสาวแสบในขบวนการนี้ได้

เกี่ยวกับเรื่องนี้ พล.ต.ท.สมพงษ์ ชิงดวง ผบช.สตม. เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 8 กันยายน ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ ตม.สระแก้ว ได้รับการประสานขอความช่วยเหลือจาก นายจิรวัฒน์ อายุ 33 ปี เจ้าของรถยนต์ ยี่ห้อโตโยต้า รุ่นอัลพาร์ด สีดำ ทะเบียนป้ายแดง เนื่องจากเมื่อวันที่ 5 กันยายน นายจิรวัฒน์ ได้ให้ น.ส.จันทน์ทิพย์ อายุ 42 ปี เช่ารถยนต์คันดังกล่าว กำหนดส่งคืนในวันที่ 7 กันยายน ซึ่งตอนเช่ารถ น.ส.จันทน์ทิพย์ ได้มาพร้อมกับ น.ส.อสะรีย์ อายุ 39 ปี ที่มีลักษณะเป็นทอม แต่เมื่อครบกำหนดส่งคืนกลับเงียบหาย เจ้าของรถจึงได้ตรวจสอบรถยนต์จากระบบติดตามตำแหน่งรถยนต์ หรือจีพีเอส พบว่าตำแหน่งรถยนต์เข้าไปอยู่ในฝั่งประเทศกัมพูชา จึงได้เข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน สน.คลองตัน ให้ดำเนินคดีในข้อหายักยอกทรัพย์

จากนั้นวันที่ 8 กันยายน เจ้าหน้าที่ ตม.จว.สระแก้ว พร้อม นายจิรวัฒน์ ได้เดินทางไปตามที่ระบบจีพีเอสแสดงถึงตำแหน่งสุดท้ายของรถยนต์ และได้ตัดสัญญาณทำให้เครื่องรถยนต์ดับ เมื่อถึงบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา บ้านเนินสมบูรณ์ จุดตรวจ 20 อ.ตาพระยา จ.สระแก้ว ได้พบ น.ส.จันทน์ทิพย์ อยู่บริเวณดังกล่าวจึงจับกุมตัว ซึ่งแนวทางการสืบสวน พบว่าขบวนการดังกล่าว มีคนกัมพูชามาตระเวนดูเต็นท์รถต่างๆ ว่ามีรถตามที่ต้องการหรือไม่ จากนั้นจะให้คนไทยมาหลอกเช่ารถแล้วนำไปส่งขายที่ประเทศกัมพูชา โดยเรื่องนี้ต้องขยายผลจับให้ได้ทั้งขบวนการ

ทั้งนี้ตำรวจได้แนะนำผู้ประกอบกิจการรถเช่าว่า ควรติดตั้งจีพีเอสไว้ที่รถยนต์ทุกคัน เพื่อประโยชน์ในการติดตาม เมื่อเกิดเหตุโจรกรรมสูญหาย อย่างเช่นกรณีนี้สามารถติดตามได้ทันการณ์ก็เพราะมีจีพีเอส..!!