บนทางขนานสารพิษ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/387627?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

10 กันยายน 2562 – 07:42 น.
พาราควอต ไกลโฟเสต,คลอร์ไพริฟอส,เกษตรกร,ผู้ค้า
เปิดอ่าน 704 ครั้ง

บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก ฉบับวันอังคารที่ 10 กันยายน 2562

การอบรมเกษตรกร ผู้ค้าสารเคมีเกษตร และผู้รับจ้างฉีดพ่นสารเคมีอันตรายคือ พาราควอต ไกลโฟเสต และคลอร์ไพริฟอส ใกล้จะถึงวันสิ้่นสุด และนับจากวันที่ 20 ตุลาคมนี้เป็นต้นไป การจำหน่าย การซื้อ และการใช้สารเคมีเหล่านี้จะต้องมีใบอนุญาตหลังผ่านการอบรมโดยวิทยากรจากกรมวิชาการเกษตร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเรียบร้อยแล้ว อย่างไรก็ตาม นับตั้งแต่ปี 2560 หลังจากที่ประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนปัญหาการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชที่มีความเสี่ยงสูง ครั้งที่ 4/2560 ได้ข้อสรุปให้ยกเลิกการใช้สารเคมี 3 ชนิด มาจนถึงขณะนี้ เกิดเสียงเล่าลือถึงการกักตุนสารเคมี ทั้งในส่วนของเกษตรกร และผู้ขาย อันมีนัยน่าวิตกว่า ไม่ว่าเกษตรกร ผู้ขาย หรือผู้รับจ้างฉีดพ่นจะเข้ารับการอบรมหรือไม่ พวกเขาก็ยังมีช่องทางใช้สารเคมีอยู่ดี

กรมวิชาการเกษตร วางเป้าหมายเอาไว้ว่า จะอบรมเกษตรกรผู้ใช้สารเคมีจำนวน 1.5 ล้านคน ตามการสำรวจที่พบว่า ยังมีความจำเป็นต้องพึ่งพิงสารเคมี โดยเกษตรกรที่จะเข้ารับการอบรมต้องมีทะเบียนเกษตรกร หรือหลักฐานแสดงพื้นที่ปลูกพืชที่มีความจำเป็นต้องใช้สารพาราควอตและไกลโฟเสต สำหรับกำจัดวัชพืชใน อ้อย ปาล์มน้ำมัน ยางพารา ข้าวโพด มันสำปะหลัง และไม้ผล และใช้คลอร์ไพริฟอสเพื่อกำจัดแมลงในไม้ดอก พืชไร่ และกำจัดหนอนเจาะลำต้นในไม้ผล นอกจากการแสดงใบอนุญาตผ่านการอบรมแล้ว เกษตรกรจะต้องแจ้งชนิดพืชที่ปลูก พื้นที่ปลูก เพราะห้ามใช้สารพื้นที่ต้นน้ำ เพื่อกำหนดปริมาณวัตถุอันตรายที่จะซื้อนำมาใช้ได้ในสัดส่วนที่เหมาะสมกับพืชแต่ละชนิด จะสามารถจำกัดการใช้ได้

ตามเป้าหมายแล้ว หลังวันที่ 20 ตุลาคมเป็นต้นไป ภาครัฐเชื่อว่า การใช้สารเคมีจะอยู่ในวงจำกัด แต่ฝ่ายที่เรียกร้องให้ยกเลิกสารเคมีทั้ง 3 ชนิดก็เห็นต่างไปว่า มาตรการนี้จะไม่ได้ผล โดยเฉพาะการควบคุมการใช้อย่างเข้มงวดและทั่วถึงนั้นทำได้ยากมาก อย่างเช่น การจัดอบรม และทดสอบให้เสร็จภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมงนั้นอาจจะเป็นเพียงพิธีกรรม และเป็นการประทับรับรองการขายและใช้อย่างถูกต้องตามกฎหมายเท่านั้น หากแต่ในทางปฏิบัติ เกษตรกรที่ไม่ผ่านการอบรมก็สามารถจัดหาสารเคมีมาใช้ได้อยู่ดี อย่างเช่น กลุ่มที่เริ่มกักตุนมานับตั้งแต่มีข่าวว่าจะยกเลิก มาจนถึงในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนการบังคับใช้ตามมาตรการ 20 ตุลาคม

กรณีสารเคมีอันตรายทั้ง 3 ชนิดนี้ ควรจะต้องพิจารณาอย่างรอบด้านและฟังความจากทุกฝ่าย ในความเป็นจริงแปลงเกษตรกรรมบางประเภทอาจจำเป็นต้องใช้ เช่น สวนปาล์ม สวนยางพารา เพื่อกำจัดวัชพืช แต่ก็มีปัญหาในเรื่องการตกค้าง และปนเปื้อนไปยังต้นน้ำลำธารสำหรับการอุปโภคบริโภค ขณะเดียวกัน รัฐบาลก็ควรมีแผนรองรับกรณีการยกเลิก ขณะนี้มีพรรคการเมืองหนึ่งแสดงท่าทีเห็นด้วยที่จะให้ยกเลิก รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรฯ บอกไว้ว่า ได้สั่งการให้กรมวิชาการเกษตรทบทวนการใช้สารเคมี 3 ชนิด พร้อมทั้งเข้าตรวจสอบสต็อกสินค้าที่เหลือและเตรียมเสนอในที่ประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตราย ในเดือนกันยายนนี้ ซึ่งก่อนถึงวันที่ 20 ตุลาคม ฝ่ายการเมืองก็ควรตรวจสอบด้วยว่าทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องเดินตามนโยบายหรือไม่

สร้างเครือข่ายความปลอดภัยไซเบอร์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/387461?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

สร้างเครือข่ายความปลอดภัยไซเบอร์

9 กันยายน 2562 – 11:50 น.
อาชญากรรมไซเบอร์,สายตรวจระวังภัย,ภัยคุกคามทางไซเบอร์,ตำรวจไซเบอร์,บกปอท
เปิดอ่าน 1,267 ครั้ง

คอลัมน์…  สายตรวจระวังภัย  โดย…  ทีมข่าวอาชญากรรม

จากคดีและข่าวสารที่ปรากฏในปัจจุบันสะท้อนให้เห็นว่า “ภัยคุกคามทางไซเบอร์” มีจำนวนที่เพิ่มสูง ทวีความรุนแรงขึ้นและต่อเนื่องส่งผลกระทบสร้างความเสียหายตั้งแต่ระดับบบุคคลไปจนถึงความมั่นคงของประเทศ

ปัญหา “ความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ (Cyber Security)” กำลังเป็นเรื่องท้าทายของทุกประเทศเนื่องจากการทำธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ทุกรูปแบบเพื่อการประกอบอาชีพและการดำรงชีวิต เกิดความเสียหายมหาศาลจาก “อาชญากรรมไซเบอร์” ซึ่งนานาประเทศต่างให้ความสำคัญในการดำเนินงานเพื่อรับมือกับปัญหาภัยคุกคามนี้เป็นอย่างมาก

ด้วยเหตุนี้ “ตำรวจไซเบอร์” กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) จึงได้ผนึกกำลังบริษัทเอกชน และ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) จัดประชุมและแข่งขันความปลอดภัยไซเบอร์ โดยมี พล.ต.ต.จิรภพ ภูริเดช ผบก.ป.  พล.ต.ต.ไพบูลย์ น้อยหุ่น ผบก.ปอท. พ.ต.อ.ศิริวัฒน์ ดีพอ รอง ผบก.ปอท. พร้อมด้วย นายศรัณย์ ทองคำ นักวิชาการคอมพิวเตอร์ชำนาญการพิเศษ กระทรวงดีอี และ นายศิริวัฒน์ วงศ์จารุกร ประธานกรรมการบริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่บริษัทเอ็มเฟค

พล.ต.ต.จิรภพ กล่าวว่า ในยุคนี้ที่อาชญากรรมไซเบอร์มีหลายรูปแบบ ลำพังตำรวจก็ไม่ได้รู้เรื่องทุกอย่าง จำเป็นต้องร่วมมือกับภาคประชาชน ไม่ว่าจะเป็น white hacker และผู้เชี่ยวชาญเพื่อจัดการกับปัญหา ซึ่งกลายมาเป็นหลักคิดใหม่ของตำรวจ คือ เราไม่ได้ทำงานดีที่สุด จำเป็นต้องสร้างเครือข่ายภาคประชาชนเพื่อตระหนักถึงภัยคุกคามและวิธีป้องกัน ตลอดจนความเข้าใจในกฎหมายด้านไซเบอร์ได้อย่างถูกต้องและดียิ่งขี้น

ด้าน พล.ต.ต.ไพบูลย์ บอกว่า บก.ปอท. ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักในการป้องกันและปราบปราม สืบสวนสอบสวนการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี มีนโยบายมุ่งเน้นการพัฒนาบุคลากรให้ความรู้ความเชี่ยวชาญทางด้านนี้ จึงจัดการประชุมความปลอดภัยไซเบอร์ TCSD Cyber Security Conference 2019 ภายใต้พันธกิจ “ร่วมคิดร่วมสร้างการป้องกันอาชญากรรมทางเทคโนโลยี” เพื่อสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างหน่วยงานภาครัฐและเอกชน สร้างการตระหนักรู้และวิธีป้องกันอันตรายบนโลกออนไลน์ให้กับประชาชนทั่วไป และได้จัดกิจกรรมจัดการแข่งขัน “TCSD Cyber Security Competition 2019” ชิงเงินรางวัลมูลค่ารวมกว่า 100,000 บาท พร้อมโล่รางวัลและใบประกาศเกียรติคุณจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอี

“เป็นการแข่ง CTF ในสาย Offensive Security เจาะหาคำตอบจากช่องโหว่ในระบบ เปิดให้บุคลากรในองค์กรภาครัฐ ภาคเอกชน รวมถึงประชาชนทั่วไปได้เข้ามาประลองฝีมือแข่งขันกัน โดยมีบริษัท MFEC มาออกแบบโจทย์และการแข่งขันในภาพรวมให้ ซึ่งการแข่งขันมีสองรอบ คือ รอบให้โจทย์ จะให้ผู้เข้าแข่งขันหาคำตอบและช่องโหว่ที่เกิดขึ้นได้จากสถานการณ์การแฮ็ก หลังจากนั้นจะคัดเลือกเหลือ 10 ทีม เข้าสู่การแข่งขันรอบที่สองที่จะจัดขึ้นทั้งวันทั้งคืนเพื่อเฟ้นหาทีมชนะเลิศ”

ขณะที่ นายศิริวัฒน์ ระบุว่า การแข่งขันและการประชุมนี้เป็นนิมิตหมายอันดีในการสร้างความร่วมมือในอนาคต อาชญากรรมปกติเกิดขึ้นในซอยเปลี่ยว แต่อาชญากรรมไซเบอร์เกิดขึ้นได้ทุกที่ การสร้างความรู้เท่าทันจึงเป็นเรื่องสำคัญมาก

ทั้งนี้มีข้อมูลสถิติอาชญากรรมไซเบอร์ในปัจจุบันของ บก.ปอท. ระบุว่าในปี 2561 มีมูลค่าความเสียหายจากอาชญากรรมดังกล่าว 527 ล้านบาท เฉพาะคดีที่มาแจ้งกับ บก.ปอท. โดยตรงมีราว 2,700 คดี ไม่รวมโรงพักอื่นๆ และคดีที่ความเสียหายน้อยจนคนไม่มาแจ้งความ ส่วนในปี 2562 มีมูลค่าความเสียหาย 371 ล้านบาท มีจำนวนคดีที่มาแจ้งเพิ่มขึ้นคือ 2,871 คดี ส่วนประเภทคดีส่วนใหญ่คือ scam หลอกเอาเงิน, การทำ social engineering

ภัยอาชญากรรมเฉพาะ “ลัก วิ่ง ชิง ปล้น” ลำพังตำรวจยังรับมือยาก แต่ภัยไซเบอร์จะยิ่งทำให้ยากกว่าเพราะอยู่ที่ไหนเวลาใดก็ก่อเหตุได้ ฉะนั้นการสร้างเครือข่ายระหว่างตำรวจกับประชาชนเพื่อรับมือเรื่องนี้จึงจำเป็นในยุคปัจจุบัน..!!

จาก บิลลี่ ถึง บิ๊กตู่ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/387451?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

จาก บิลลี่ ถึง บิ๊กตู่

9 กันยายน 2562 – 10:40 น.
พอละจี,บิลลี่,กระเหรี่ยง,ดีเอสไอส,ลุงตู่,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา
เปิดอ่าน 2,425 ครั้ง

คอลัมน์…  วงในวงนอก    โดย…  อสนีบาต  aussaneebard@hotmail.com

ทันทีที่ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ออกมาแถลงถึงการตรวจพิสูจน์ชิ้นส่วนกะโหลกที่พบในพื้นที่ใต้น้ำบริเวณสะพานแขวน เขื่อนแก่งกระจาน จ.เพชรบุรี มีสารพันธุกรรมหรือดีเอ็นเอตรงกับนางโพเราะจี รักจงเจริญ ซึ่งเป็นมารดาของ นายพอละจี หรือ บิลลี่ รักจงเจริญ นักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนชาติพันธุ์เชื้อสายกะเหรี่ยง บ้านบางกลอย-โป่งลึก จ.เพชรบุรี

จึงเป็นที่ยืนยันได้ว่า นายพอละจี หรือ บิลลี่ ซึ่งหายสาบสูญไปเมื่อห้าปีที่แล้วเสียชีวิต

ย้อนรอยสักหน่อยครับ พิณนภา หรือ มึนอ ภรรยาของบิลลี่ เคยไปร้องเรียนต่อผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรี ร้องเรียนต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ หรือแม้แต่องค์กรต่างประเทศด้านสิทธิมนุษยชน ให้ช่วยติดตามการหายตัวของบิลลี่

เธอระบุว่า สามีถูกเจ้าหน้าที่ควบคุมตัวจากการเข้าไปเก็บรังผึ้งในเขตอุทยานฯ จากนั้นก็พาขึ้นรถกระบะหายตัวไป

มึนอ เคยบอกว่า “บิลลี่” มีปัญหากับเจ้าหน้าที่อุทยานบางคน จากกรณีเคลื่อนไหวปกป้องถิ่นฐานที่อยู่ปู่คออี้ และชนกลุ่มน้อย โดยเจ้าหน้าที่เข้ามากดดัน ถึงกับมีเทปบันทึกภาพ “เผาไล่ที่” และเป็นหลักฐานหนึ่งซึ่งนำไปร้องเรียนขอการคุ้มครองจากศาลปกครอง

กว่าห้าปี ที่ครอบครัวบิลลี่ต่อสู้เรียกร้องหน่วยงานราชการเพื่อคลี่คลายคดี แต่ดูเหมือนกระบวนการยุติธรรม หน่วยงานในพื้นที่เคลื่อนตัวในการทำหน้าที่อย่างช้าๆ

การหายตัวไปของ “บิลลี่” ยาวนานจนหลายคนลืมไปแล้วด้วย ทว่าองค์กรสิทธิมนุษยชนต่างประเทศก็เฝ้าจับตามองอยู่อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกรณีที่ยูเนสโกยังไม่ให้การรับรองอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานเป็นมรดกโลก เหตุผลหนึ่งมาจากการจัดการปัญหาชนกลุ่มน้อยของรัฐไทยในพื้นที่ดังกล่าวที่ยังไม่เคลียร์

เมื่อดีเอสไอรับคดีนี้มาเป็นคดีพิเศษเมื่อปี 2561 ประจวบเหมาะกับการเปลี่ยนผ่านทางการเมือง ทำให้เจ้าหน้าที่มีความมั่นใจในการทำงานมากขึ้น

…อสนีบาต…พยายามต่อจิ๊กซอว์เกิดอะไรขึ้นบ้างหลังจากดีเอสไอแถลงเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา 1.จากคดีบุคคลสูญหายพลิกเป็นคดีฆาตกรรม 2.อธิบดีกรมอุทยานฯ เซ็นคำสั่งย้าย 4 เจ้าหน้าที่ที่อยู่ในเหตุการณ์วันที่บิลลี่หายตัวออกนอกพื้นที่โดยให้เหตุผล เพื่อความสบายใจในการสืบสวนสอบสวน 3.ดีเอสไอนัดประชุมคณะทำงานเพื่อเตรียมเรียกเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องในเหตุการณ์มาสอบสวนวันนี้ (9ก.ย.62)

และ 4.นักการเมืองระดับรัฐมนตรีออกมาแสดงความตื่นตัวให้ไฟเขียวสะสางคดีให้เป็นที่ยุติ

ฟังความจาก สมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.ยุติธรรม บอกว่า “คดีนี้ไม่เป็นมวยล้มต้มคนดูแน่นอน ไม่มีใครแทรกแซงการทำงานได้ ที่สำคัญ ดีเอสไอต้องเร่งสร้างผลงาน และภายใน 1-2 วันนี้ กระทรวงยุติธรรมจะประชุมเยียวยาครอบครัวบิลลี่ ซึ่งเข้าเงื่อนไขตามกฎหมาย”

แม้แต่ “รมต.ท็อป” วราวุธ ศิลปอาชา รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รับผิดชอบเรื่องป่าไม้สิ่งแวดล้อม ให้ไฟเขียวกรมอุทยานฯ ร่วมกันสะสางคดีอย่างตรงไปตรงมา

เป็นจังหวะเดียวกับที่ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ(กสม.) หน่วยงานด้านสิทธิมนุษยชน ต่างออกมาเรียกร้องผลักดันให้รัฐเร่งออกกฎหมายป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย

ทั้งหมดทั้งปวง “คนวงใน” สดับตรับฟังความเป็นไปของคดีนี้รวมถึงติดตามปัญหาข้อพิพาทในพื้นที่อย่างใกล้ชิดไม่ละสายตา พร้อมให้หลักประกัน “คดีบิลลี่” ต้องได้รับการคลี่คลาย “ชนกลุ่มน้อย” ที่อยู่ในป่าใหญ่แก่งกระจานจะต้องได้รับความยุติธรรม

คนวงในที่ว่านั่นก็คือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม

ในเมื่อท่านเป็นหัวขบวนกำกับดูแลการทำงานหน่วยงาน “ดีเอสไอ” โดยตรงนั่นเอง

บุหรี่ไฟฟ้า ทางเลือก-กับดักสิงห์อมควัน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/387457?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

บุหรี่ไฟฟ้า ทางเลือก-กับดักสิงห์อมควัน

9 กันยายน 2562 – 10:25 น.
บุหรี่ไฟฟ้า,สิงห์อมควัน,นิโคติน
เปิดอ่าน 1,722 ครั้ง

บุหรี่ไฟฟ้า ทางเลือก-กับดักสิงห์อมควัน

บุหรี่ไฟฟ้า ไม่ช่วยเลิกบุหรี่ แต่ชวนให้โจ๋อยากลองและนำไปสู่การสูบ บุหรี่มวน มากกว่า ?

ในสหรัฐอเมริกา สถิติการใช้บุหรี่ไฟฟ้าในกลุ่มนักเรียนมัธยมขยายตัวถึง 74% งานวิจัยที่ศึกษาติดตามเกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้าระยะยาวพบว่าผู้ที่เคยใช้บุหรี่ไฟฟ้าอายุ 14-30 ปี มีโอกาสที่จะเริ่มสูบบุหรี่ 30.4% ขณะผู้ไม่เคยใช้มีแนวโน้มที่จะสูบ 7.9%

นอกจากนี้ผู้ที่เคยใช้บุหรี่ไฟฟ้ามีโอกาสที่จะเริ่มต้นสูบบุหรี่ชนิดอื่นๆ มากกว่าผู้ที่ไม่เคยลองใช้เกือบ 4 เท่า

ส่วนที่ไต้หวัน นักเรียนมัธยมที่เคยใช้บุหรี่ไฟฟ้ามีแนวโน้มเริ่มสูบบุหรี่ในภายหลังมากกว่าผู้ที่ไม่เคยใช้ และมีแนวโน้มที่จะใช้ทั้งบุหรี่ไฟฟ้าและบุหรี่ธรรมดาเพิ่มจาก 0.9% ในปี 2557 เป็น 1.6% ในปี 2559

ที่สำคัญยังทำให้มีโอกาสที่จะสูบ กัญชา มากกว่าคนที่ไม่เคยใช้ 3.47 เท่า ยิ่งอายุน้อยและใช้ทั้งบุหรี่ไฟฟ้าและสูบบุหรี่ก็ยิ่งมีแนวโน้มสูบกัญชามากขึ้น ที่ไต้หวันจึงห้ามโฆษณาว่าบุหรี่ไฟฟ้าที่ปราศจากนิโคตินเป็นอุปกรณ์ช่วยเลิกบุหรี่ ถึงกระนั้นก็ยังมีช่องว่างของกฎหมายทำให้เยาวชนยังหาซื้อบุหรี่ไฟฟ้าได้ โดยเฉพาะทางแหล่งซื้อขายออนไลน์เช่นเดียวกับไทย

ข้อมูลเหล่านี้เป็นสัญญาณอันตรายอย่างยิ่งต่อสถานการณ์ของเด็กไทย เพราะแม้ว่าในบ้านเราบุหรี่ไฟฟ้าถูกจัดเป็นสิ่งผิดกฎหมาย แต่กลับเป็นสินค้าที่หาซื้อได้ไม่ยากและกลายเป็นแฟชั่นไปในที่สุด

         *โต้แหลกแลกคนละหมัด!
ในประเทศไทย การให้ความรู้เรื่องพิษภัยของบุหรี่ไฟฟ้ายังไม่ค่อยแพร่หลายเหมือนข่าวดาราแย่งผัวแย่งเมีย เราจึงมักเข้าใจมาตลอดว่าบุหรี่ไฟฟ้าปลอดสาร นิโคติน ใครอยากเลิกบุหรี่ก็หันมาสูบเจ้านี่ซะ ปอด จะได้สะอาดขึ้น ?

ความเข้าใจแบบนี้ทำเอาเหล่าคุณหมอปวดตับ ! สิงห์อมควันคิดกันแบบนี้ก็เท่ากับติดกับดักกลยุทธ์การตลาดของบริษัทบุหรี่ ที่พยายามสร้างภาพด้วยการออกผลิตภัณฑ์รูปแบบใหม่ภายใต้ชื่อ ยาสูบไร้ควัน

ฝ่ายไม่สนับสนุนบุหรี่ไฟฟ้าอ้างว่าบริษัทผู้ผลิตใช้เทคนิคสร้างความน่าเชื่อถือด้วยการใช้งานวิจัยที่สนับสนุนโดยบริษัทบุหรี่เอง สร้างความเข้าใจที่ผิดๆ ว่า ผลิตภัณฑ์ใหม่นี้ไม่มีอันตราย เพราะไม่ทำให้เกิดควัน ซึ่งเป็นเรื่องหลอกลวง

บริษัทบุหรี่ซึ่งใช้การเคลื่อนไหวผ่านเครือข่ายผู้ใช้บุหรี่ไฟฟ้า ยังมีความพยายามนำเสนอข้อมูลแก่ภาครัฐเพื่อเรียกร้องให้กระทรวงพาณิชย์ทบทวนประกาศห้ามนำเข้าบุหรี่ไฟฟ้า แล้วหันมาใช้มาตรการควบคุมการบริโภคภายในประเทศ ตาม พ.ร.บ.ควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ แทน

ขณะที่เครือข่ายผู้ใช้บุหรี่ไฟฟ้า ได้ชี้ผลเสียจากมาตรการห้ามนำเข้าบุหรี่ไฟฟ้าว่า เป็นมาตรการที่ปิดกั้นโอกาสของผู้บริโภคในการใช้ผลิตภัณฑ์ที่อันตรายต่อสุขภาพน้อยกว่า  และยังมีปัญหาตามมาคือ รัฐบาลเก็บภาษีสรรพสามิตไม่ได้ ที่สำคัญกระทรวงสาธารณสุขก็เสียโอกาสในการลดโรคจากพิษภัยของบุหรี่มวน  และไม่สามารถป้องกันเยาวชนจากการใช้บุหรี่ไฟฟ้าได้จริง

อย่างไรก็ดี ข้อมูลเหล่านี้ถูกโต้แย้งจากวงการแพทย์ นักวิชาการ และเอ็นจีโอด้านสุขภาพหลายกลุ่ม

ในการประชุมนำเสนอการขับเคลื่อนเชิงนโยบายการควบคุมบุหรี่ไฟฟ้าของประเทศไทย เมื่อเร็วๆ นี้ ได้รายงานสถานการณ์ควบคุมยาสูบโลกประจำปี 2562 ที่องค์การอนามัยโลกเผยแพร่เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2562 (WHO report on the global tobacco epidemic 2019: Offer help to quit tobacco use) ระบุว่า ผลิตภัณฑ์ยาสูบรูปแบบใหม่ ไม่ว่าจะเป็นบุหรี่ไฟฟ้าแบบแห้งหรือแบบเติมน้ำยาล้วนมีอันตรายทั้งสิ้น

ศ.นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ เลขาธิการมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ ย้ำว่า บุหรี่ไฟฟ้ามีนิโคตินที่เป็นสารเสพติดเป็นส่วนประกอบสำคัญและพบมีปริมาณสูง เป็นอันตรายต่อผู้เสพโดยเฉพาะเด็ก วัยรุ่น และสตรีมีครรภ์

ทั้งยังไม่พบหลักฐานที่น่าเชื่อถือว่าการใช้บุหรี่ไฟฟ้าช่วยทำให้เลิกสูบบุหรี่ธรรมดาได้ ซ้ำหลักฐานบางชิ้นยังแสดงว่าบุหรี่ไฟฟ้าทำให้การเลิกสูบบุหรี่เป็นไปได้ยากขึ้น จึงไม่แนะนำให้ผู้สูบบุหรี่ใช้บุหรี่ไฟฟ้าเพื่อเลิกบุหรี่ และการเปลี่ยนจากการสูบบุหรี่ธรรมดามาสูบบุหรี่ไฟฟ้าก็ไม่ถือว่าเป็นการเลิกสูบบุหรี่ เนื่องจากยังก่อให้เกิดอันตรายทั้งต่อสุขภาพผู้สูบ สังคมและคนรอบข้าง

ข้อมูลจากองค์การอนามัยโลกชี้ชัดว่า ผลิตภัณฑ์บุหรี่ไฟฟ้าในตลาดมากกว่า 95% มีนิโคตินเป็นส่วนผสมอยู่ในสารน้ำ ซึ่งทำให้ผู้สูบติดสารนิโคตินได้

พญ.นภารัตน์ อมรพุฒิสถาพร คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี แนะนำว่า เลิกคิดซะเถอะที่จะอาศัยบุหรี่ไฟฟ้าเป็นตัวช่วยให้เลิกบุหรี่ เพราะมีโอกาสน้อยมาก ผู้ใช้บุหรี่ไฟฟ้ามีอัตราการเลิกบุหรี่ได้เพียง 5-9% และหากคนที่สูบบุหรี่ใช้บุหรี่ไฟฟ้าเป็นตัวช่วยเลิกบุหรี่เทียบกับคนที่ไม่ได้ใช้ โอกาสเลิกบุหรี่ยังลดลงไปกว่าเดิมถึง 27%

พญ.นภารัตน์ เตือนด้วยว่า บุหรี่ไฟฟ้านอกจากมีนิโคตินที่มีอานุภาพการเสพติดสูงกว่าเฮโรอีน เพราะผู้เสพสามารถเพิ่มสารนิโคตินในการสูบแต่ละครั้งได้สูงกว่าบุหรี่ธรรมดา 3-10 เท่า ยังทำให้อัตราการเต้นของหัวใจสูง ความดันโลหิตสูง มีภาวะหลอดเลือดสมองหดตัว เสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดสมอง สารบางชนิดซึ่งเป็นส่วนประกอบหลักของตัวทำละลายของเหลวที่ใช้ในบุหรี่ไฟฟ้าเมื่อโดนความร้อนเป็นไอน้ำจะแปรเปลี่ยนเป็นสารก่อมะเร็งได้

ภญ.ดร.อรลักษณ์ พัฒนาประทีป คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี เผยข้อมูลความสูญเสียเชิงเศรษฐศาสตร์สาธารณสุขที่เกิดจากบุหรี่ไฟฟ้า พบว่า ผลกระทบจากค่าใช้จ่ายในการรักษาและค่าเสียโอกาสในการเกิดโรคต่อปีเท่ากับ 534,571,710 บาท ซึ่งเป็นความสูญเสียทางเศรษฐศาสตร์และสุขภาพของเยาวชนและประชาชนไทยที่ต้องแบกรับภาระจากบุหรี่อิเล็กทรอนิกส์

กระนั้น แม้บุหรี่ไฟฟ้าเป็นสิ่งผิดกฎหมายในประเทศไทย แต่ในทางปฏิบัติการป้องกันและปราบปรามการลักลอบจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้ายังไม่เกิดผลเป็นรูปธรรมมากนัก เนื่องจากผู้ค้าใช้สื่อออนไลน์ในการกระจายสินค้า ซึ่งพบมากที่สุดในเฟซบุ๊ก รองลงมาคือไลน์ และเว็บไซต์, อินสตาแกรม และทวิตเตอร์

ข้อมูลเหล่านี้มาจากผลการศึกษาสถานการณ์การแพร่กระจายผลิตภัณฑ์ยาสูบอิเล็กทรอนิกส์ในช่องทางการสื่อสารออนไลน์ : ข้อเสนอแนะจากงานวิจัยต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียและการควบคุมยาสูบในประเทศไทย

ผศ.ดร.ศรีรัช ลาภใหญ่ ลอยสมุทร นักวิชาการจากวิทยาลัยนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ระบุว่า ผลกระทบจากการเปิดรับสื่อโซเชียลมีเดียที่เผยแพร่บุหรี่ไฟฟ้าพบว่าก่อความเชื่อผิดๆ โดย 34% เชื่อว่าบุหรี่ไฟฟ้าไม่เสพติด ส่วน 32.2% เชื่อว่าบุหรี่ไฟฟ้าไม่ก่อมะเร็งปอด และ 39% เชื่อว่าการสูบบุหรี่ไฟฟ้าคือการสูบควันไอน้ำเท่านั้น

เขาเสนอว่า เพื่อควบคุมบุหรี่ไฟฟ้าให้มีประสิทธิภาพ ภาครัฐควรขอความร่วมมืออย่างเป็นทางการกับผู้ให้บริการช่องทางสื่อออนไลน์ที่สำคัญคือ เฟซบุ๊ก ไทยแลนด์ และ ไลน์ ไทยแลนด์ โดยเฉพาะการห้าม โฆษณา การตลาดเพื่อจำหน่ายบุหรี่ทุกประเภท

ขณะที่ จิระวัฒน์ อยู่สะบาย หัวหน้ากลุ่มพัฒนาและบังคับใช้กฎหมาย กองงานคณะกรรมการควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ กระทรวงสาธารณสุข ให้ข้อมูลว่า ขณะนี้บุหรี่ไฟฟ้าถือเป็นสิ่งผิดกฎหมาย กระทรวงพาณิชย์มีประกาศให้ บารากู่ และ บารากู่ไฟฟ้า หรือ บุหรี่ไฟฟ้า เป็นสินค้าต้องห้ามในการนำเข้ามาในราชอาณาจักร พ.ศ.2557 ผู้ฝ่าฝืนมีโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี ปรับเป็นเงิน 5 เท่าของสินค้า

นอกจากนี้ บุหรี่ไฟฟ้ายังเป็นสินค้า ห้ามขาย หรือ ให้บริการ ตามคำสั่งคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ที่ 9/2558 ซึ่งกำหนดโทษสำหรับผู้ประกอบธุรกิจทั่วไป ให้จำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 5 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ หากผู้กระทำผิดเป็นผู้ประกอบธุรกิจในฐานะผู้ผลิต ผู้สั่ง หรือผู้นำเข้ามาเพื่อขาย ต้องรับโทษเพิ่มสูงขึ้นเป็นจำคุกไม่เกิน 10 ปี ปรับไม่เกิน 1 ล้านบาท

รวมถึงหากมีผู้สูบบุหรี่ไฟฟ้าในสถานที่สาธารณะที่กำหนดให้เป็นเขตปลอดบุหรี่ เช่น ในโรงเรียน โรงพยาบาล ตลาด เป็นต้น ถือว่าฝ่าฝืนมาตรา 42 พ.ร.บ.ควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ พ.ศ. 2560 ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 5 พันบาทด้วย ส่วนกรณีผู้ที่ช่วยซ่อนเร้น ซื้อ รับไว้ หรือมีบุหรี่ไฟฟ้าไว้ในครอบครอง ต้องได้รับโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 5 แสนบาท ตามมาตรา 246 พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2560

ดร.พญ.เริงฤดี ปธานวนิช ภาควิชาเวชศาสตร์ชุมชน คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี เผยข้อมูลจากสถาบันเพื่อการควบคุมยาสูบโลก มหาวิทยาลัยจอห์นฮอปกิ้น สหรัฐอเมริกา ว่า ข้อมูลกฎหมายการควบคุมบุหรี่ไฟฟ้าของประเทศต่างๆ ทั่วโลกล่าสุดเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2561 มี 98 ประเทศที่มีกฎหมายควบคุมบุหรี่อิเล็กทรอนิกส์ บุหรี่ไฟฟ้า (เพิ่มขึ้นจาก 68 ประเทศในปี 2559)

ในจำนวนนี้มี 29 ประเทศที่ห้ามจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้าแบบเด็ดขาดทุกประเภท (เพิ่มขึ้นจาก 25 ประเทศในปี 2559) และอีก 45 ประเทศห้ามจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้าหากยังไม่ผ่านเงื่อนไขที่รัฐบาลกำหนด (เพิ่มจาก 17 ประเทศในปี 2559) และอีก 7 ประเทศห้ามจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้าที่มีส่วนผสมของนิโคติน ซึ่งเป็นการยืนยันว่าหลายๆ ประเทศ ได้ตระหนักถึงอันตรายของบุหรี่อิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งรวมถึงบุหรี่ไฟฟ้าด้วย

กระนั้นข้อมูลเหล่านี้ถูกโต้แย้งจากเครือข่ายผู้ใช้บุหรี่ไฟฟ้าอ้างว่า ไทยเป็นเพียง 1 ในประเทศส่วนน้อยที่ห้ามจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้า ขณะที่ 48 ประเทศทั่วโลก อาทิ ญี่ปุ่น เกาหลี สหรัฐอเมริกา แคนาดา และเยอรมนี ยอมรับบุหรี่เหล่านี้เป็นสินค้าถูกกฎหมาย

  *ดับฝันปลดล็อกนำเข้า
หลังจากโต้เถียงกันเป็นเวลาพอสมควร ล่าสุดดูเหมือนว่าข้อเรียกร้องให้บุหรี่ไฟฟ้าเป็นสินค้านำเข้าถูกกฎหมายมีโอกาสถูกตีตกไปสูง เมื่อรองนายกรัฐมนตรี และ รมว.สาธารณสุข อนุทิน ชาญวีรกูล ออกโรงที่จะยืนอยู่ข้างเดียวกับฝ่ายห่วงใยสุขภาพเยาวชนด้วยตัวเอง

“ประเด็นบุหรี่ไฟฟ้าที่มีความพยายามที่จะนำเข้าและสื่อสารว่าช่วยลดเลิกบุหรี่ได้ แต่ในความเป็นจริงแล้ว กรมควบคุมโรค ยืนยันว่า บุหรี่ไฟฟ้ามีพิษภัย และห้ามนำเข้า 100 เปอร์เซ็นต์ หากจะนำเข้าต้องมีการแก้กฎหมาย ซึ่งในยุคนี้คงไม่มีใครทำเรื่องแบบนั้น เพราะจะเป็นอันตรายต่อเด็กและเยาวชนดังนั้น ฝากให้กรมควบคุมโรคและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สื่อสารสร้างความเข้าใจถึงพิษภัยของบุหรี่ไฟฟ้า”

ขณะที่ ศ.นพ.รณชัย คงสกนธ์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและจัดการความรู้เพื่อการควบคุมยาสูบ(ศจย.) มหาวิทยาลัยมหิดล บอกว่า ศจย.เป็นส่วนหนึ่งของคณะทำงานพิจารณาทบทวนมาตรการห้ามนำเข้าบุหรี่ไฟฟ้า ที่จัดตั้งโดยกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งในการประชุมนำเสนอการขับเคลื่อนเชิงนโยบายการควบคุมบุหรี่ไฟฟ้าฯ เมื่อเร็วๆ นี้ มี คณาจารย์ นักวิชาการ ตลอดจนนักกฎหมาย จากกรมควบคุมโรค เสนอความเห็นเพื่อการคงไว้ซึ่งมาตรการห้ามนำเข้าบุหรี่ไฟฟ้า

“ขอชื่นชม คุณอนุทิน ชาญวีรกูล รมว.สาธารณสุข ที่มีจุดยืนเพื่อปกป้องสุขภาพของประชาชนอย่างชัดเจน”

ศ.นพ.รณชัย แสดงความชื่นชม รมว.สาธารณสุข ที่ประกาศจุดยืนชัดเจนเรื่องการต่อต้านบุหรี่ไฟฟ้า แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลมุ่งที่จะคุ้มครองสุขภาพประชาชนไทย โดยเฉพาะเยาวชนของชาติ

ระลึกชาติ “เจ๊แดง-บุญทรง” คู่กรรม(การเมือง) #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/387433?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ระลึกชาติ “เจ๊แดง-บุญทรง” คู่กรรม(การเมือง)

9 กันยายน 2562 – 09:55 น.
บุญทรง เตริยาภิรมย์,เยาวภา วงศ์สวัสดิ์,เจ๊แดง,เจ๊แดง-บุญทรง,จำนำข้าว,คดีบุญทรง,คดีบุญทรงกับพวก,รัฐบาลยิ่งลักษณ์,เชียงใหม่,วังบัวบาน,เจาะประเด็นร้อน,ท่องยุทธภพ,ขุนน้ำหมึก,คมชัดลึก
เปิดอ่าน 28,956 ครั้ง

คอลัมน์ “ท่องยุทธภพ” โดย “ขุนน้ำหมึก” จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก ฉบับวันที่ 9 ก.ย.62

******************************

เป็นที่แน่ชัดว่า บุญทรง เตริยาภิรมย์” อดีต รมว.พาณิชย์ โดนจำคุกเพิ่มอีก 6 ปี รวมเป็น 48 ปี หลังศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง อ่านคำพิพากษาชั้นอุทธรณ์คดีทุจริตระบายข้าวจีทูจี พร้อมลงโทษพวกที่ร่วมกันทุจริต มีทั้งรอลงอาญา และจำคุกตั้งแต่ 4-48 ปี ลดหลั่นกันไป รวมทั้งให้ร่วมกันชดใช้เงินกว่า 97 ล้านบาทพร้อมดอกเบี้ย

อย่างไรก็ตาม “บุญทรง” ได้บอกกับลูกชาย เดชนัฐวิทย์ เตริยาภิรมย์” ให้ทำหน้าที่ทางการเมืองให้ดีที่สุดตามที่ตั้งใจ และให้มีความเข้มแข็ง

ก่อร่างสร้างพรรค

พลันที่คนไทยได้อ่านข่าว “บุญทรง” ถูกจำคุก 48 ปี คดีทุจริตจำนำข้าว ต่างก็นึกถึง 2 สาวตระกูลชินวัตร เยาวภา วงศ์สวัสดิ์” และ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร”

บุญทรง ในวันที่รุ่งโรจน์

ปี 2543 “เจ๊แดง” น้องสาวทักษิณ ชินวัตร ยังเป็นละอ่อนการเมือง เดินสายไปกราบพ่อเลี้ยงณรงค์ พ่อเลี้ยงเมธา ที่เมืองแพร่ ไปอ้อนวอนให้ยงยุทธ ติยะไพรัช ย้ายจาก ปชป.มาสังกัดไทยรักไทย

ในเชียงใหม่ นักการเมืองผู้มากบารมีคือ “เจ้าหนุ่ย” เจ้าธวัชวงศ์ ณ เชียงใหม่ และ “พ่อเลี้ยงอี๊ด” อุดรพันธุ์ จันทรวิโรจน์ ซึ่งอยู่คนละขั้วกัน

ทักษิณ ชินวัตร เห็นน้องสาวมือใหม่ มีประสบการณ์แค่การขายมือถือ ไม่ประสีประสาการเมือง จึงไปคว้าเอาหนุ่มใหญ่รูปหล่อ “เสี่ยฮุก” บุญทรง เตริยาภิรมย์ กรรมการผู้จัดการเบนซ์ช้างเผือก และรองประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดเชียงใหม่ มาเป็นผู้ช่วยน้องสาวทำงาน

อีกด้านหนึ่ง บุญทรงที่สวมหัวโขนรองประธานสภา ก็เปรียบเสมือนตัวแทนของภาคธุรกิจเชียงใหม่ที่เข้ามาในยุคสร้างพรรคไทยรักไทย

แม่ค้าขายมือถือ-พ่อค้าขายเบนซ์ ช่วยกันวางแผนเลือกตั้งเชียงใหม่ โชคดีกระแสนายกฯ คนเมืองติดตลาด เลยลบคำปรามาสละอ่อนการเมืองได้

ก่อร่างสร้างมุ้ง

รัฐบาลไทยรักไทยหลังเลือกตั้ง 2544 “เจ๊แดง” ไม่มีตำแหน่งในรัฐบาลทักษิณชุดแรก แต่ทักษิณก็ยังให้บุญทรงช่วยงานเจ๊แดง ทำหน้าที่ประสานกลุ่ม ส.ส.สายเหนือ จึงเกิดเป็น “มุ้งวังบัวบาน”

บุญทรงยังได้ใช้คอนเนกชั่นสภาอุตสาหกรรมฯ และศิษย์เก่ามงฟอร์ตรุ่น ม.ศ.3 (2518) ช่วยเหลือเจ๊แดงขับเคลื่อนนโยบายพรรคในส่วนภาคเหนือ

เมื่อได้เป็น รมว.พาณิชย์ เพื่อนๆ นักธุรกิจแสดงความยินดี

หลังเลือกตั้ง 2550 สมัยรัฐบาลพรรคพลังประชาชน สมัคร สุนทรเวช เป็นนายกรัฐมนตรี เวลานั้น “เนวิน ชิดชอบ” ใหญ่ที่สุดในพรรค แม้แต่เจ๊แดงยังต้องหลบ

เมื่อสมัครหลุดจากตำแหน่งนายกฯ เจ๊แดงหักเนวิน ดันสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ขึ้นนายกรัฐมนตรี และให้บุญทรงตามไปเป็นเลขาธิการนายกรัฐมนตรี

บุญทรงมีหน้าที่ลักษณะเดียวกับผดุง ลิ้มเจริญรัตน์ ในยุครัฐบาลทักษิณ คือเป็นคนสนิทที่คอยติดตามสมชายไปทุกแห่ง

ก่อร่างสร้างฐานอำนาจ

ไม่เพียงสื่อฝ่ายตรงข้าม “เครือข่ายชินวัตร” จะแอบนินทาบทบาทของบุญทรงที่แนบแน่นกับเจ๊แดง นักการเมืองพรรคเดียวกัน ก็มองด้วยความแปลกใจที่นักธุรกิจหนุ่มหน้าตาดีจะได้รับความไว้ใจจากเจ๊แดงให้เข้านอกออกในเสมือนเลขาฯ ส่วนตัว

ชีวิต 3 พี่น้อง ตระกูลชินวัตร ในต่างแดน

หลังเลือกตั้ง 2554 ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี ได้เวลาเจ๊แดงผงาด รัฐบาลยิ่งลักษณ์ บุญทรงจึงได้เป็น รมช.คลัง และเมื่อมีการปรับ ครม.ต้นปี 2555 บุญทรงได้รับตำแหน่งรัฐมนตรีพาณิชย์

ผ่านไป 2 ปี ปัญหาโครงการจำนำข้าว สร้างผลสะเทือนทางการเมือง พรรคเพื่อไทยตกเป็นฝ่ายรับ กลุ่มมุ้งต่างๆ ในพรรคเริ่มกดดันอดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ปรับ ครม. โดยเฉพาะกระทรวงพาณิชย์

บุญทรงตกเป็นเป้าโจมตีทั้งในพรรคและนอกพรรค แต่เจ๊แดงก็ล็อบบี้น้องสาว เจ๊ปู ไม่ได้ปรับบุญทรงออก เพราะเป็นกล่องดวงใจของเจ้าแม่วังบัวบาน แล้วในที่สุดโครงการจำนำข้าวก็เป็นสาเหตุสำคัญ ที่ทำให้รัฐบาลยิ่งลักษณ์ล่มสลาย

เยาวภา-สมชาย และหลานที่ฮ่องกง

บุญทรงเดินเข้าสู้เส้นทางคดีทุจริตจำนำข้าวพร้อมกับยิ่งลักษณ์ แต่เมื่อถึงวันพิพากษาคดี ยิ่งลักษณ์หลบหนีออกนอกประเทศ

ปลายปีที่แล้ว มีข่าวเจ๊แดงเดินทางออกไปใช้ชีวิตอยู่ต่างประเทศ ในห้วงเวลาเดียวกันกับบุญทรง เตริยาภิรมย์ ออกจากเรือนจำมารักษาตัวในโรงพยาบาลตำรวจ

ในอดีต ชีวิตการเมืองของบุญทรงฝากไว้กับบารมีของเจ๊แดง แต่หลังจากนี้ ชะตากรรมเจ๊แดง ก็อยู่ที่บุญทรงจะคิดอ่านอย่างไรสำหรับคดีจำนำข้าวภาค 

เมืองหลวงไทย ย้ายดีไหม #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/387454?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เมืองหลวงไทย ย้ายดีไหม

9 กันยายน 2562 – 09:50 น.
โจโก วิโดโด,ประธานาธิบดีอินโดนีเซีย,เมืองหลวง,รู้ลึกกับจุฬาฯ
เปิดอ่าน 3,476 ครั้ง

คอลัมน์…  รู้ลึกกับจุฬาฯ  

ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา มีข่าวการย้ายเมืองหลวงของประเทศอินโดนีเซีย จากจาการ์ตา สู่นครแห่งใหม่ บริเวณจังหวัดกาลิมันตันตะวันออก ในเกาะบอร์เนียว โดยมีแผนการการสร้างเมืองหลวงใหม่ในปี 2564 และจะเริ่มทำการย้ายในช่วงปี 2566–2567

โจโก วิโดโด ประธานาธิบดีอินโดนีเซีย แถลงข่าวเมื่อวันที 26 สิงหาคม ว่า กรุงจาการ์ตามีความแออัดหนาแน่น และยังเผชิญปัญหาน้ำท่วม แผ่นดินทรุดตัว และแผ่นดินไหว และรับภาระหนักเกินไปในฐานะศูนย์กลางการปกครอง ธุรกิจ การเงิน การค้า การบริการ ขณะที่ตำแหน่งเมืองหลวงแห่งใหม่มีความเสี่ยงทางภัยธรรมชาติน้อยที่สุด

รศ.ดร.อภิวัฒน์ รัตนวราหะ จากภาควิชาการวางแผนภาคและเมือง คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อธิบายว่า ในอดีตมีหลายๆ ประเทศเลือกย้ายเมืองหลวงเนื่องด้วยเหตุผลต่างกัน ทั้งเหตุผลด้านการเมืองการปกครอง รวมถึงเหตุผลด้านความมั่นคง ทั้งกรุงวอชิงตัน ดีซี ของสหรัฐอเมริกา, กรุงแคนเบอร์รา ออสเตรเลีย, กรุงบราซิเลีย ประเทศบราซิล ฯลฯ

การย้ายเมืองหลวงเป็นการตอบสนองวัตถุประสงค์ของนโยบายยุทธศาสตร์การสร้างชาติรูปแบบหนึ่ง ขึ้นอยู่กับว่าผู้นำประเทศมองเห็นว่าจะได้อะไรกับการย้ายเมืองที่เป็นศูนย์กลางการปกครองนั้นๆ ซึ่งนับเป็นการลงทุนที่ใช้ต้นทุนสูงในการสร้างพื้นที่ใหม่ และทำลายสิ่งแวดล้อมที่มีอยู่เดิม

“ส่วนใหญ่คือการย้ายกิจการภาครัฐ เป็นการกระจายความเจริญที่ห่างออกไป แต่ก็มีคำถามว่าจะนำไปสู่การลดความเหลื่อมล้ำจริงหรือ เพราะรัฐย้าย เอกชนไม่ย้ายก็มี เช่นเมียนมาร์ ซึ่งเพิ่งย้ายไปไม่ถึง 20 ปี เอกชนก็ยังอยู่ย่างกุ้งเหมือนเดิม ความแออัดก็ยังเท่าเดิม มีคนบอกด้วยว่าที่เนปิดอว์ สร้างถนน 10 เลน แต่มีรถวิ่ง 10 คันก็มี ต้องมองในระยะยาวว่าจะเป็นอย่างไรต่อ”

สำหรับประเทศไทย เคยมีแนวคิดเรื่องการย้ายเมืองหลวงตั้งแต่สมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม ไปจังหวัดเพชรบูรณ์ หรือแม้แต่ยุคต่อๆ มา ที่มีการนำเสนอว่าจังหวัดฉะเชิงเทรา จังหวัดนครปฐม จังหวัดนครนายก น่าจะเป็นเมืองหลวงใหม่ของประเทศไทยได้ แต่ท้ายที่สุดแนวคิดการย้ายเมืองหลวงของไทยก็ไม่สำเร็จ

“ผมคิดว่าการย้ายเมืองหลวงคือการทุ่มทุนมหาศาล และเป็นการตัดสินใจที่ต้องเด็ดขาดมาก ซึ่งที่ผ่านมาไม่มีผู้นำไทยคนไหนน่าจะยอมเด็ดขาดขนาดนั้น เพราะพอกางงบประมาณออกมาแล้วเป็นภาระทางการคลังของรัฐบาลอย่างหนัก เห็นตัวเลขก็กลัวกันแล้ว” อย่างไรก็ตาม ปัญหากรุงเทพมหานครมีความแออัด รถติด น้ำท่วม ก็เป็นสิ่งที่ถกเถียงกันมาอย่างต่อเนื่อง

อาจารย์อภิวัฒน์ชี้ว่าการย้ายเมืองหลวงไม่ใช่คำตอบเดียวของการแก้ปัญหาความแออัดของเมือง แต่ควรเน้นไปที่การกระจายความพัฒนาไปสู่เมืองอื่นๆ เช่น การเพิ่มทางเลือกให้แก่เมืองระดับรองลงมา เช่น เชียงใหม่ ขอนแก่น อุบลราชธานี อุดรธานี ฯลฯ เพื่อสร้างทางเลือกในพื้นที่ให้คนไม่มากระจุกตัวที่กรุงเทพฯ และเป็นการลดภาระการลงทุนการพัฒนาเฉพาะกรุงเทพฯ เพียงแห่งเดียว

“มีเมืองหลายเมืองแบ่งเมืองเศรษฐกิจกับเมืองราชการ เช่น ออสเตรเลียก็แบ่งแคนเบอร์รากับซิดนีย์ อเมริกาก็แบ่งวอชิงตัน ดีซี กับนิวยอร์ก แต่ลอนดอนกับปารีสก็ไม่ได้แยกระบบราชการกับระบบเศรษฐกิจกัน ผมเองก็มองว่าไทยเราไม่ได้มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ถึงขั้นต้องแยกเมืองใหม่อีกเมืองให้เป็นราชการ”

อาจารย์อภิวัฒน์ย้ำว่าการย้ายเมืองหลวงไม่น่าจะใช่ทางออกของการแก้ปัญหาที่กรุงเทพฯ กำลังเผชิญอยู่ ทั้งปัญหาด้านผังเมืองที่ทำให้เกิดน้ำท่วม แผ่นดินทรุดตัว ก็สามารถใช้วิธีการทางวิศวกรรมและการใช้ประโยชน์จากที่ดินแก้ปัญหาได้ หากมีการวางแผนที่ดีพอ

“ผังเมืองเราแย่ และก็มีปัญหาอย่างที่เห็น แต่มันก็ยังพอมีความหวัง ยังแก้ไขได้ คนพูดเรื่องรถติดมานานมากแล้ว แต่ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมาเราก็มีรถไฟฟ้า มีรถไฟใต้ดิน เรียกได้ว่าก็มีทางเลือกมากขึ้น สิ่งที่ควรทำคือการพัฒนาระบบรถเมล์ ระบบขนส่งมวลชน ทางเท้า ไม่ถึงกับแย่จนต้องย้ายเมืองหลวง”

นอกจากนี้ การที่เมืองมีความกระจุกตัวยังเอื้อต่อการเป็นเมืองใหญ่ เพราะจะมีพลังของการกระจุกตัว ทำให้มีความประหยัดต่อต้นทุนต่างๆ เช่น ความประหยัดต่อค่าขนส่ง การเดินทาง การจ้างงาน รวมถึงองค์ความรู้ต่างๆ (Economies of agglomeration) และเป็นแรงขับเคลื่อนต่อการเกิดระบบเศรษฐกิจยุค 4.0 ซึ่งหากมีการย้ายเมืองหลวงใหม่และต้องเริ่มต้นจากศูนย์ เศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์หรือเศรษฐกิจที่มีการใช้นวัตกรรม จะเกิดขึ้นได้ยากในเมืองหลวงแห่งใหม่

“อย่างไรก็ตาม กรุงเทพฯ ก็ยังเป็นที่ที่มีเสน่ห์ และยังพัฒนาต่อไปได้ แต่ก็ไม่จำเป็นต้องทุ่มกับกรุงเทพฯ อย่างเดียว เพราะเมืองอื่นๆ ในภูมิภาคเราก็ยังทุ่มได้ ส่วนปัญหาของกรุงเทพฯ ผังเมืองแม้จะแย่ แต่ก็ยังมีความหวังว่าทำอะไรได้บ้าง แม้ในเชิงกายภาพจะไม่ได้ แต่เปลี่ยนระบบการบริหารการจัดการได้ ดังนั้น การย้ายเมืองหลวงจึงไม่ใช่การแก้ปัญหาที่ดีที่สุด” อาจารย์อภิวัฒน์กล่าวสรุป

ฝ่าศึกซักฟอก รอยร้าวเพื่อไทย&อนาคตใหม่ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/387453?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ฝ่าศึกซักฟอก รอยร้าวเพื่อไทย&อนาคตใหม่

9 กันยายน 2562 – 09:11 น.
พรรคอนาคตใหม่,พรรคเพื่อไทย,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา,ถวายสัตย์,ซักฟอก
เปิดอ่าน 2,525 ครั้ง

ฝ่าศึกซักฟอก รอยร้าวเพื่อไทย&อนาคตใหม่

รายการเนชั่นสุดสัปดาห์กับ3บก.ออกอากาศทุกวันเสาร์เวลาห้าโมงเย็นทางเนชั่นทีวีช่อง22 “สมชาย มีเสน” ซีอีโอเครือเนชั่น ”วีระศักดิ์ พงษ์อักษร“ บรรณาธิการบริหาร นสพ.กรุงเทพธุรกิจ และ ”บากบั่น บุญเลิศ“ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร นสพ.ฐานเศรษฐกิจร่วมวิเคราะห์ประเด็น ”ผ่าศึกซักฟอก! รอยร้าวเพื่อไทย-อนาคตใหม่”

   “สมชาย” กล่าวว่า ไม่กี่วันข้างหน้าการอภิปรายทั่วไปแบบไม่ลงมติจะเริ่มขึ้น ข่าวการเมืองตอนนี้ไม่มีข่าวใดน่าสนใจเท่าข่าวนี้ แม้ครั้งนี้จะไม่มีการลงมติ แต่ที่ผ่านมาการอภิปรายแบบนี้หากรัฐบาลตอบไม่ได้คะแนนนิยมจะลดลงได้ ในอดีตมีครั้งเดียวที่การอภิปรายไม่ไว้วางใจแล้วแพ้ ที่ผ่านมามักจะได้รับความไว้วางใจแต่คะแนนอาจไม่เท่ากัน คราวนี้ต้องดูว่ารัฐบาลตอบได้ชอบธรรมหรือไม่

ที่ผ่านมาฝ่ายค้านยื่นกระทู้, ยื่นญัตติ แต่นายกฯ ไม่มาตอบ จึงขยับมาอภิปรายทั่วไป

ฝ่ายค้านจะซักฟอกและถลกหนังรัฐบาลแน่ โดยจะอภิปรายการถวายสัตย์ปฏิญาณตน รวมทั้งการแถลงนโยบายรัฐบาลที่ไม่ชี้แจงที่มาของงบประมาณ แม้รัฐบาลบอกว่าตัวเลขงบประมาณจะชี้แจงในช่วงกลางเดือนตุลาคม ในช่วงเสนอร่างกฎหมายงบประมาณ

ดังนั้นเชื่อว่าฝ่ายค้านจะให้น้ำหนักกับการถวายสัตย์ปฏิญญาณตน เพราะส.ส.ฝ่ายค้านสองร้อยสิบสี่คนลงชื่อในการยื่นอภิปรายทั่วไป ตอนแรกฝ่ายค้านอยากได้ห้วงเวลาต้นเดือนกันยายน แต่ ครม.ให้เวลาวันที่ 18 กันยายน เพราะนายกรัฐมนตรีมีวาระงานที่วางไว้แล้ว และไม่แทรกคิวห้องประชุมจันทราในวันที่ 16-17 กันยายน เพราะ ส.ว.ใช้ห้องประชุมนี้เช่นกัน แม้ฝ่ายค้านขอสองวัน แต่ได้วันเดียวตามที่ ครม.เสนอ

สุทิน คลังแสง ประธานวิปฝ่ายค้าน ระบุว่า ขอให้ได้คำตอบจากนายกฯ ว่าทำไมไม่ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญในการถวายสัตย์ เมื่อเกิดเหตุแล้วจะแก้ไขเช่นใด เพราะสถานภาพรัฐบาลไม่สมบูรณ์ ตอนนี้ควรเคลียร์ให้จบให้เป็นบรรทัดฐาน รัฐบาลจะได้เดินหน้าทำงานได้ แม้ตอนนี้เรื่องนี้อยู่ในองค์กรอิสระ แต่ไม่กังวล ฝ่ายนิติบัญญัติก็ทำควบคู่กันได้เพราะในอดีตก็เคยทำกันมา แต่ต้องดำเนินในวุฒิภาวะ เวลาที่ให้มานั้นเป็นการเอาเปรียบของรัฐบาล เมื่อเป็นแบบนี้ฝ่ายค้านต้องปรับเนื้อหาและบุคคลที่จะอภิปราย

วิรัช รัตนเศรษฐ ประธานวิปรัฐบาล กล่าวว่า ประสานพรรคร่วมรัฐบาลให้อยู่ฟัง ยืนยันไม่มีประชุมลับในวันนั้น การที่ฝ่ายค้านบอกว่ารัฐบาลปฏิบัติไม่ครบ ควรรอการวินิจฉัยขององค์กรอิสระว่ารัฐบาลปฏิบัติได้คบถ้วนสมบูรณ์ตามรัฐธรรมนูญหรือไม่ ต้องรอผลการวินิจฉัย แม้ฝ่ายค้านจะสอบถามนายกฯในที่ประชุม แต่ไม่มีหน้าที่ตัดสิน นายกฯ ไปตอบฝ่ายค้านได้เพียงว่าเรื่องนี้รอศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย

สิ่งที่วิปทั้งสองฝ่ายระบุนั้น ขออธิบายว่าการประชุมแบบเปิดเผยนั้น สามารถถ่ายทอดการประชุมได้ ประชาชนเข้ารับฟังได้ แต่หากมีการประชุมลับ ประธานในที่ประชุมจะสั่งให้ทุกคนที่ไม่เกี่ยวข้องออกจากที่ประชุม ดังนั้นการประชุมลับในสภาผู้แทนฯ ก็ดำเนินการได้ในสองกรณี และเชื่อว่าวันนั้นอาจมีประชุมลับ

“บากบั่น” ตั้งประเด็นว่า รัฐธรรมนูญมาตรา 161 นั้น กำหนดให้นายกฯ นำ ครม.ไปถวายสัตย์ปฏิญาณตน และฝ่ายค้านบอกว่านายกฯ ปฏิบัติไม่ครบถ้วนตามรัฐธรรมนูญในมาตรานี้ นายกฯ บอกว่าจะมาตอบเอง ดังนั้นการอภิปรายคราวนี้นายกฯ จะคุมอารมณ์ได้หรือไม่

  “สมชาย” กล่าวว่า รัฐธรรมนูญมาตราดังกล่าวไม่มีบทลงโทษ ส่วนที่ถามถึงนายกฯ นั้น นายกฯยอมรับว่าบางครั้งอาจหัวร้อน ดังนั้นครั้งนี้นายกฯ ควรคุมอารมณ์ตัวเองให้ได้ ล่าสุดนายกฯ ตอบคำถามสื่อมวลชนและประชาชนว่ามั่นใจตอบฝ่ายค้านได้ เชื่อว่านายกฯ จะบอกว่าเรื่องนี้อยู่ในศาลรัฐธรรมนูญ

แม้วันอภิปรายนั้นศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยคุณสมบัติการเป็นเจ้าหน้าที่อื่นๆ ของรัฐหรือไม่ (หัวหน้าคสช.) ของนายกฯ หากวันนั้นมีการวินิจฉัยว่าหัวหน้าคสช.คือเจ้าหน้าที่อื่นๆ ของรัฐ วันอภิปรายนั้นนายกฯ ไม่ต้องตอบฝ่ายค้านเพราะพ้นจากหน้าที่นายกฯ แล้ว

 “วีระศักดิ์” มองว่า แบบนี้แสดงว่านายกฯ มั่นใจว่า เรื่องนี้จบแล้ว และในอดีตนั้นการอภิปรายทั่วไปแบบไม่ลงมตินั้นมีหรือไม่

    “สมชาย” กล่าวว่า ส่วนใหญ่ฝ่ายค้านจะยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ แต่ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ฝ่ายค้านยื่นขออภิปรายทั่วไปแบบไม่ลงมติ ที่ผ่านมารัฐบาลจะขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อหารือกับฝ่ายค้านหลายครั้ง

       “บากบั่น” สรุปว่า แสดงว่าตอนนี้ฝ่ายค้านหาจังหวะชกท้องรัฐบาลเก็บคะแนนไปก่อน

ส่วนความขัดแย้งของพรรคอนาคตใหม่กับพรรคเพื่อไทยนั้น

    “บากบั่น” ตั้งคำถามว่า วันนี้สองแกนนำพรรคฝ่ายค้านคือเพื่อไทยกับอนาคตใหม่นั้นยังมีความขัดแย้งกันอยู่หรือไม่และด้วยเหตุผลใด

        “สมชาย” กล่าวว่า สองประเด็นที่สองพรรคปริร้าวนั้นคือ แกนนำพรรคเพื่อไทยบอกว่าพรรคอนาคตใหม่จะโดนยุบพรรค รวมทั้ง ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำนปช.ที่เตือนว่า พรรคอนาคตใหม่ที่หวังไปปักธงเลือกตั้งท้องถิ่นให้ได้ และอย่าอ้างคะแนนป๊อปปูลาร์โหวตสูงสุดใน กทม. ดังนั้นขอให้ไปคุยกับพรรคเพื่อไทยก่อน

ล่าสุดการคัดเลือกผู้สมัครนายกอบจ.นนทบุรี ของพรรคอนาคตใหม่ มีความขัดแย้งกันเองแล้ว

ที่ผ่านมาการเลือกตั้งท้องถิ่นนั้นย่อมมีการแข่งขัน และตอนนี้เป็นปมขัดแย้งระหว่างพรรคอนาคตใหม่กับพรรคเพื่อไทย รวมทั้งยังขัดแย้งกันเองในพรรคอนาคตใหม่

   “วีระศักดิ์” สรุปว่า ตอนนี้แกนนำพรรคอนาคตใหม่ลดเป้าแล้วจากตั้งไว้ห้าสิบจังหวัด ลดลงเหลือสิบห้าจังหวัดนั้น แสดงว่าแกนนำพรรคอนาคตใหม่รู้เรื่องรอยปริของสองพรรคแล้ว

บัตรทอง รับยาจากร้านเริ่มต้นเลิกคนป่วยชั้น2 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/387446?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

บัตรทอง รับยาจากร้านเริ่มต้นเลิกคนป่วยชั้น2

9 กันยายน 2562 – 09:00 น.
อ๊อด เทอร์โบดับเครื่องชน,บัตรทอง,รมวสาธารณสุข,อนุทิน ชาญวีรกุล
เปิดอ่าน 2,138 ครั้ง

คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

เริ่มต้นสัปดาห์ใหม่ ‘ดับเครื่องชน’ มีข่าวดีมาแจ้งให้ทราบเกี่ยวกับเรื่องบัตรทอง ซึ่งปรับปรุงใหม่ในยุคที่มี ‘หมอหนู’ อนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.สาธารณสุข

ขอบอกตามตรงว่าใครที่เป็นเจ้าของ ‘บัตรทอง’ จะได้รับการดูแลเป็นคนไข้ชั้น 2 ต่อไปนี้จะเป็นการยกระดับให้ดีขึ้น ซึ่งตามนโยบายแล้วเป็นเรื่องที่ดีมากๆ จะมีอะไรบ้างโปรดทราบดังนี้

โครงการบัตรทองนี้จะเริ่ม 1 ตุลาคมปีนี้ โดยผู้ป่วยสามารถไปรับยาจากร้านแทนแผนกเภสัชกรรมของโรงพยาบาล ซึ่งแต่เดิมนั้นเจ้าของบัตรทองต้องไปรับยาของโรงพยาบาลเท่านั้น ทำให้สะดวกและรวดเร็วขึ้นมาก

ขณะนี้มีโรงพยาบาลที่พร้อมแล้วจะนำร่องคือ รพ.ระยอง, รพ.เชียงรายประชานุเคราะห์, รพ.สวนปรุง, รพ.ชลบุรี, รพ.เลิดสิน, รพ.นพรัตน์ และ รพ.ราชวิถี และเท่าที่ทราบมามี 50 โรงพยาบาลพร้อมจัดการให้ไปรับยาได้ 500 แห่งแล้ว

เหล่านี้จะลดภาระของโรงพยาบาลได้มาก และแผนการนั้นโรงพยาบาลยังเป็นผู้รับผิดชอบยาและได้รับการชดเชยค่ายาเหมือนเดิม คือ 1.โรงพยาบาลจัดยารายบุคคลส่งให้ร้านยา ไม่ช่วยลดภาระงานของโรงพยาบาล 2.โรงพยาบาลจัดสำรองยาไว้ที่ร้านยา เป็นเหมือนคลังยาของโรงพยาบาล ช่วยลดภาระงานที่โรงพยาบาลได้ แต่มีภาระการดูแลคลังยาย่อยที่ร้านยา และ 3.ร้านยาดำเนินการจัดการด้านยาเอง แต่ต้องมีราคายามาตรฐานที่โรงพยาบาลจ่ายให้แก่ร้านยา

จะเป็นรูปแบบใดให้ขึ้นอยู่กับโรงพยาบาลตกลงกับร้านยา โดยงบประมาณที่ใช้นำร่องนโยบายในปี 2563 อยู่ที่ประมาณ 153 ล้านบาท เพื่อเป็นค่าจัดบริการด้านยาและเวชภัณฑ์ของร้านยา 70 บาทต่อครั้ง (อ้างอิงตามประกาศค่าบริการกระทรวงสาธารณสุข ปี 2560) และค่าจัดบริการด้านยาและเวชภัณฑ์ของหน่วยบริการร่วมกับร้านยา เหมาจ่ายอัตรา 33,000 บาทต่อร้านยา 1 แห่งต่อปี

จึงขอให้โครงการนำเรื่องนี้ประสบผลสำเร็จ บรรลุเป้าหมายต่อไป ผู้ป่วย ‘บัตรทอง’ จะได้พ้นสภาพจาก ‘คนไข้ชั้น 2’ เสียที
อ๊อด เทอร์โบ


 มาตรฐานการลงโทษนักเรียน
 ครูต้องไม่ใช้อารมณ์

ดิฉันได้อ่านข่าวเรื่องครูผู้หญิงที่อยุธยาคนหนึ่งลงโทษเด็กนักเรียนชั้นป.4 ที่ไม่ได้ทำการบ้านส่งเลย ด้วยการเฆี่ยนตีอย่างรุนแรง 30 ทีจนไข้ขึ้น อยากจะถามผู้บริหารการศึกษาว่าเรามีมาตรฐานการลงโทษเด็กขนาดไหน จะทำอย่างไรจึงจะพอดีหรือเหมาะสม

ที่ถามมานี้เพราะมีข่าวบ่อยๆ ว่าครูเกิดอารมณ์หลุดหรือฟิวส์ขาด เฆี่ยนตีจนเด็กนักเรียนเจ็บ พ่อ แม่ ผู้ปกครองเลยเอาเรื่องไปฟ้องร้องตำรวจ ข้อหาทำร้ายร่างกายไปโน่นเลย

เรื่องนี้รู้สึกว่าจะหมดยุคการเฆี่ยนตีแล้ว และหาวิธีการลงโทษอื่นๆ ให้พอสมควรพอจะทำให้เด็กเป็นคนดีในสังคมต่อไป

ที่เขียนจดหมายฉบับนี้รีบส่งมาเพื่อจะได้ร่วมกันพิจารณาและหาทางพบกันระหว่างครูกับเด็กนักเรียน ไม่ใช่แค่ลงโทษครูเด้งไปทำหน้าที่อื่นๆ
แม่ลูกสาม

เรียนคุณ ‘แม่ลูกสาม’
เท่าที่ทราบมาเด็กนักเรียนที่ปรากฏเป็นข่าวนี้เป็นเด็กพิเศษหรือบกพร่องทางสติปัญญา เรียนช้ากว่าเพื่อนเลยเกิดปัญหาขึ้นดังกล่าว

ผมขอสนับสนุนให้ทางกระทรวงศึกษาธิการหรือผู้บริหารการศึกษาช่วยกันหาความเหมาะสมหรือมาตรฐานว่าสมควรทำอย่างไร เพราะดูแล้วครูอาจจะอารมณ์หลุดเลยกระทำการอันไม่เหมาะสม

เราเคยได้ยินคำว่า ‘รักวัวให้ผูก-รักลูกให้ตี’ ผมคิดว่าอาจจะไม่ถูกกับสมัยนี้ เพราะเด็กนักเรียนสมัยนี้ไม่เหมือนแต่ก่อน

ครู อาจารย์จึงต้องปรับตัวปรับใจให้ทันยุคสมัยด้วย
อ๊อด เทอร์โบ


 ชื่นชมเด็กไทยยอดเก่ง
 37 เหรียญทองคณิตศาสตร์โอลิมปิก

จดหมายฉบับนี้ไม่ต้องการคำตอบแต่ขอแสดงความชื่นชมนักเรียนไทย 179 คน ตั้งแต่ชั้นอนุบาล-มัธยม 6 ที่สร้างชื่อเสียงการแข่งขันคณิตศาสตร์โอลิมปิกที่ฮ่องกง

เด็กนักเรียนไทยได้ 37 เหรียญทองจากผู้ร่วมแข่งขัน 1,200 คนจาก 19 ประเทศ ที่สิ้นสุดเมื่อ 2 กันยายน ที่ผ่านมา และเดินทางกลับบ้านแล้ว

ขอแสดงความชื่นชมว่าเก่งจริงๆ
ครูไมตรี (กทม.)


หนี้ครัวเรือนต้องแก้ให้ถูกจุด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/387445?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

หนี้ครัวเรือนต้องแก้ให้ถูกจุด

9 กันยายน 2562 – 08:19 น.
หนี้ครัวเรือน
เปิดอ่าน 747 ครั้ง

บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก ฉบับวันจันทร์ที่ 9 กันยายน 2562

ปัญหาเศรษฐกิจยังคงเป็นหนามยอกอกรัฐบาลท่ามกลางสถานการณ์วิกฤติของเศรษฐกิจโลก ความตึงเครียดจากสงครามการค้าสหรัฐอเมริกา-จีน ทำให้รัฐบาลไทยเร่งออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อให้เกิดการจับจ่ายใช้สอยและเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบ พร้อมยืนยันเศรษฐกิจของไทยยังไม่อยู่ในภาวะถดถอย โดยมีการสั่งการหน่วยงานเศรษฐกิจต่างๆ ให้เร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณต่างๆ เพื่อให้เม็ดเงินไหลลงสู่ระบบอย่างรวดเร็วที่สุด เพื่อที่จะส่งผลทันไตรมาสสุดท้ายของปี แต่กลับมีปัญหาเพิ่มมาอย่างน่าตกใจเมื่อสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เผยรายงานภาวะสังคมไทยไตรมาส 2/2562 พบหนี้ครัวเรือนเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยสิ้นไตรมาส 1 หนี้ครัวเรือนเท่ากับ 13 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง 6.3% และคิดเป็นสัดส่วนต่อจีดีพีเท่ากับ 78.7% สูงสุดในรอบ 9 ไตรมาส หรือ 2 ปี 3 เดือน นับตั้งแต่ปี 2560

และดูเหมือนจะน่าสนใจเมื่อตัวเลขในไตรมาส 2 จากรายงานเดียวกันระบุแนวโน้มการเพิ่มขึ้นของหนี้ครัวเรือนยังต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะภาพรวมสินเชื่อธนาคารพาณิชย์เพื่อการอุปโภคบริโภคส่วนบุคคลเพิ่มขึ้นระดับสูง 9.2% โดยยอดคงค้างสินเชื่อเพื่อการบริโภคส่วนบุคคลของธนาคารพาณิชย์ขยายตัว 11.3% สูงสุดในรอบ 4 ปี นับตั้งเเต่ไตรมาส 4/58 เป็นต้นมา ส่วนยอดคงค้างสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยและรถยนต์ขยายตัว 7.8% และ 10.2% ชะลอลงจาก 9.1% และ 11.4% จากไตรมาสก่อน บทสรุปที่ได้มาหนี้ครัวเรือนไทยสูงเป็นอันดับ 2 ของเอเชีย รองจากเกาหลีใต้ และอันดับ 11 ของโลก จาก 74 ประเทศ โดยหนี้ที่ต้องจับตา คือ หนี้สินเชื่อส่วนบุคคล ทั้งหนี้บัตรเครดิต และรถยนต์ มีเเนวโน้มเพิ่มต่อเนื่อง ส่วนเเนวโน้มครึ่งปีหลัง คาดว่าสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยจะชะลอตัวลง จากความเข้มงวดของสถาบันการเงินในการปล่อยกู้มากขึ้น

แม้ภาครัฐจะไม่กังวลกับตัวเลขดังกล่าว แต่ปัญหาของเศรษฐกิจไทยขณะนี้ที่ถือว่าน่าเป็นห่วงก็คือปัญหาหนี้ภาคครัวเรือนที่นับวันจะอยู่ในระดับที่ยิ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งจากการวิจัยเก็บข้อมูลของสถาบันเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ ธนาคารแห่งประเทศไทย พบว่าขณะนี้ คนไทยเป็นหนี้เร็วมาก และมีมูลค่ามาก กระจุกตัวอยู่ในคนกลุ่มอายุ 30-35 ปี มากที่สุด สัดส่วน 68% และในจำนวนนี้ มีสัดส่วนหนี้เสียถึง 20% ซึ่งหนี้เหล่านี้ไม่ได้เกิดจากการลงทุน นำไปซื้อสินทรัพย์ เช่น บ้าน หรือเป็นหนี้ที่เป็นการก่อร่างสร้างตัว แต่เป็นหนี้ที่เกิดจากการอุปโภค บริโภค เช่น นำเงินไปท่องเที่ยว ซื้อข้าวของต่างๆ โดยเฉพาะภาคเกษตร เห็นได้ชัดว่าเป็นหนี้มากขึ้น ภาระหนี้ครัวเรือนที่เพิ่มมากขึ้น เป็นตัวฉุดไม่ให้เกิดการจับจ่ายใช้สอย กระทบต่อกำลังซื้อ และเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เศรษฐกิจชะลอตัวไม่เติบโตเท่าที่ควร

ต้องยอมรับว่าตลอดการเข้ามาบริหารประเทศของรัฐบาลลุงตู่สมัยหนึ่งต่อเนื่องมาถึงสมัยที่สอง หลายปัจจัยกดดันให้การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของรัฐบาลเป็นไปด้วยความยากลำบาก ซึ่งปัญหาหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูงถือเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ทำให้เศรษฐกิจของประเทศไม่สามารถขยับไปข้างหน้าได้ และเมื่อปัญหาถูกทับถมขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งทำให้เกิดช่องว่างความเหลื่อมล้ำของคนในชาติถ่างออกไปอย่างเห็นได้ชัด ที่สำคัญปัญหาเชิงโครงสร้างนั้น เกี่ยวข้องกับหลายปัจจัย เกี่ยวข้องกับหลายหน่วยงาน และยังถูกฝังรากลึกในพฤติกรรมของประชาชนในการก่อหนี้ที่ผิดพลาด การวางแผนการเงินที่ผิดพลาด ใช้จ่ายฟุ่มเฟือย จึงเป็นหน้าที่ของทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐ เอกชน รวมไปถึงภาคประชาสังคม ต้องบูรณาการร่วมกันจัดระเบียบปัญหา เพื่อทำการแก้ไขอย่างจริงจังทั้งระบบ

“บิ๊กหนุ่ย” พยัคฆ์บูรพาคนสุดท้าย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/387366?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“บิ๊กหนุ่ย” พยัคฆ์บูรพาคนสุดท้าย

8 กันยายน 2562 – 14:23 น.
ท่องยุทธภพ,บิ๊กหนุ่ย,พลทธรรมนูญ วิถี,สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน,เจาะประเด็นร้อน,ขุนน้ำหมึก
เปิดอ่าน 8,228 ครั้ง

คอลัมน์ “ท่องยุทธภพ” โดย “ขุนน้ำหมึก”

*************************

เมื่อคืนที่ผ่านมา (7 ก.ย.2563) มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้นายทหารรับราชการ จำนวน 871 นาย โดยสื่อทุกสำนักพร้อมใจกันพาดหัว “โผไม่พลิก” และ “เป็นไปตามคาด”

ที่น่าสนใจ นักวิเคราะห์ข่าวสายทหารได้สรุปไว้ล่วงหน้าว่า จะสิ้นสุดยุค “บูรพาพยัคฆ์” คุมกองทัพบก เหมือนช่วง 10 ปีที่ผ่านมา เมื่อ “ตู่เล็ก” พล.อ.กู้เกียรติ ศรีนาคา ผู้ช่วย ผบ.ทบ. ข้ามไปเป็น รองปลัดกระทรวงกลาโหม

 พล.ท.ธรรมนูญ วิถี

บิ๊กหนุ่ย” พล.ท.ธรรมนูญ วิถี ขยับจากแม่ทัพน้อยที่ 1 เป็นแม่ทัพภาคที่ 1 น่าจะเป็นนายทหารที่เติบโตมาจากปราจีนบุรีคนสุดท้าย ที่จะมีโอกาสเข้าไลน์ 5 เสือ ทบ.ในปีหน้า

พล.ท.ธรรมนูญ วิถี ตท.22 และ จปร.33 อายุ 57 ปี เพื่อนร่วมรุ่นกับ บิ๊กบี้-พล.ต.ณรงค์พันธ์ จิตต์แก้วแท้ บิ๊กติ่ง-พล.ต.สันติพงศ์ ธรรมปิยะ

บิ๊กหนุ่ย” เติบโตมาจากรมทหารราบที่ 12 รักษาพระองค์(ร.12 รอ.) ค่ายไพรีระย่อเดช จ.สระแก้ว ซึ่งครั้งหนึ่ง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ เคยเป็น ผบ.ร.12 รอ.

ปี 2544 ผู้บังคับกองพันทหารราบที่ 2 กรมทหารราบที่ 12 รักษาพระองค์

ปี 2548 ผู้บังคับกองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 12 รักษาพระองค์

ปี 2549-2551 เสนาธิการ ฉก นราธิวาส

ปี 2553 ผู้อำนวยการกองยุทธการ กองทัพภาคที่ 1

ปี 2554 ผู้บังคับการกรมทหารราบที่ 12 รักษาพระองค์

ปี 2556 รองผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ (รองผบ.พล.2 รอ.) ปี 2556

ปี 2558 ผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 9

ปี 2559 เป็นรองแม่ทัพภาคที่ 1 ควบสมาชิกสนช.

ปี 2560 แม่ทัพน้อยที่ 1

“บิ๊กหนุ่ย” ได้ชื่อว่าเป็นนายทหาร ที่ชำนาญ “งานมวลชน” และมีบทบาทในการแก้หนี้เกษตรกร ของกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร

สมัยทำงานกับเกษตรกรแก้หนี้สิน

สมัยที่บิ๊กหนุ่ย เป็นผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ ได้ร่วมมือกับชรินทร์ ดวงดารา ผู้นำเกษตรกร แก้ปัญหาหนี้สินของเกษตรกร จ.กาญจนบุรี จนสำเร็จในระดับหนึ่ง เรียกว่า โมเดลกาญจนบุรี

ครั้นบิ๊กหนุ่ยขยับเป็นรองแม่ทัพภาคที่ 1 ได้เสนอ คสช.จัดตั้ง “คณะกรรมการเฉพาะกิจ” ขึ้นมาใหม่ 1 คณะ เพื่อแก้ปัญหาหนี้สินให้เกษตรกร 15,000 ราย วงเงิน 3,000 ล้านบาท

ปี 2561 เมื่อเป็นแม่ทัพน้อยที่ 1 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มอบหมายภารกิจพิเศษ ทั้งการจัดระเบียบคลองลาดพร้าว จัดระเบียบคลองเปรมประชากร

แม่ทัพคลองลาดพร้าว

บิ๊กหนุ่ย จับมือสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) เนรมิตคลองลาดพร้าว ให้กลับมาสวยงามอีกครั้ง บ้านเรือนเป็นระเบียบ สีสันสดใส และลำคลองสะอาดขึ้น

พล.ท.ธรรมนูญ ทำงานกับ พอช.

ตามมาด้วย การก่อสร้างเขื่อนคลองเปรมประชากร ระยะที่ 1 และการจัดการที่อยู่อาศัยประชาชน ช่วงหมู่บ้านแกรนด์คาแนล–คลองบ้านใหม่ เขตดอนเมือง กรุงเทพมหานคร

น่าจับตา “จอมยุทธ์งานมวลชน” ในตำแหน่งแม่ทัพภาคที่ ซึ่งมีภารกิจงานความมั่นคงที่ท้าทาย ในยุครัฐบาลประยุทธ์ 2