จับจังหวะ สี่พรรคหลัก จะส่งใครชิง พ่อเมืองหลวง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/387860?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

จับจังหวะ สี่พรรคหลัก จะส่งใครชิง พ่อเมืองหลวง

11 กันยายน 2562 – 11:00 น.
ผู้ว่าฯกทม,พรรคอนาคตใหม่,ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ,ประชาธิปัตย์,เพื่อไทย,ชัชชาติ สิทธิพันธุ์
เปิดอ่าน 1,778 ครั้ง

โดย…   ทีมข่าวการเมือง เครือเนชั่น

ชัดแล้วว่าสี่พรรคใหญ่บนเวทีการเมือง คือ “เพื่อไทย, พลังประชารัฐ, อนาคตใหม่ และประชาธิปัตย์” พร้อมแล้วที่จะส่งทีมผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. ลงประกวด แยังไม่นับรวมหลากผู้สมัครอิสระที่น่าจะอาสามาเปิดวิสัยทัศน์พัฒนาเมืองกรุงและขอโอกาสในการทำหน้าที่

ข้อมูลพื้นฐานผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง ส.ส. เมื่อวันที่ 24 มีนาคม ในกรุงเทพมหานคร 4,498,109 คนนั้น คือผู้ชี้ชะตาว่า ใครสมควรที่จะมาบริหารงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 “83,398,006,000 บาท”

กทม.มีสิ่งดีๆ ที่สร้างชื่อในระดับโลกก็เยอะ แต่เมืองหลวงแห่งนี้ก็สะสมปัญหามากมายที่ยืดเยื้อและยังไม่มีแววว่าจะแก้ไขได้อย่างถาวร และเมื่อมองไปยังวัฒนธรรมการเมืองที่เปลี่ยนไปแบบหลายคนคาดไม่ถึง ทำให้วันนี้หลายพรรคยังไม่กล้าปล่อยอาวุธออกมา เพราะอย่าลืมว่ากระแสคนเมืองกรุงกับการเมืองนั้นพลิกผันไวมาก เมื่อบวกกับโลกออนไลน์ที่เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตคนกรุงแล้วนั้น หากแกนนำแต่ละพรรควางจังหวะผิด อาจจะรวนไปทั้งกระบวน…

ตำแหน่งพ่อเมืองหลวงนั้น มีความจริงข้อหนึ่งว่า การคว้าชัยนั้นว่ายากแล้ว แต่การป้องกันตำแหน่งนั้นยากกว่า เพราะประวัติศาสตร์การเมืองไทยบ่งชี้ว่า หากผู้ว่าฯ กทม.ลงสมัครเกินสองครั้ง โอกาสที่จะพ่ายนั้นสูงยิ่ง ตัวอย่างมีให้เห็นแล้ว เช่น “มหา 5 ขัน” ที่เคยเป็นผู้ว่าฯ กทม.มาแล้วสองสมัย รวมทั้งร.อ.กฤษฎา อรุณวงษ์ ณ อยุธยา ที่เคยรับหน้าที่มาครั้งหนึ่ง แต่ทั้งสองคนเมื่อลงแข่งขันอีกก็ต้องพ่ายต่อ พิจิตต รัตตกุล เป็นต้น หรือแม้แต่คนดังดีกรี รมต. เช่น ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง, ปวีณา หงสกุล ก็ยังผิดหวังกับสนามนี้มาแล้ว

ส่วนบรรดาผู้สมัครอิสระที่ลงมาแข่งขันและสร้างสีสันในเวทีนี้ บางคราวคนกรุงก็เทแต้มให้ดื้อๆ อาทิ ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ที่ลงสนามนี้สองครั้งคว้าไปคราวละสามแสนกว่าคะแนน นับว่าไม่ธรรมดาเลย…

ดังนั้น เมื่อพบว่าสนามนี้ขึ้นอยู่กับความผันผวนของอารมณ์คนกรุงซึ่งคาดการณ์ยากยิ่ง ยามนี้ “สี่พรรคหลัก” จึงยังไม่เผยไต๋ว่า “จะส่งใครลงประชันอย่างเป็นทางการ” โดยใช้ข้ออ้างว่า ตอนนี้ยังไม่แน่ชัดว่าจะมีการเลือกตั้งเมื่อใด และพอมีเวลาที่จะหยั่งกระแสเพื่อเลือกบุคคลที่เหมาะสมที่สุดลงสมัครในนามพรรค

เมื่อมองตารางเวลาการเลือกตั้งท้องถิ่น แม้จะยังไม่ชัดเจนว่าจะเกิดขึ้นในช่วงใดระหว่างไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ หรือไตรมาสแรกของปีหน้า…แต่เมื่อมองภาวะในวันนี้แล้วความน่าจะเป็นที่สุดนั้นพบว่า “การหย่อนบัตรเลือกพ่อเมืองหลวงน่าจะเกิดไล่เลี่ยกับการเลือกตั้งนายก อบจ. ในช่วงปลายไตรมาสแรกของปีหน้า”

ในอดีตที่ผ่านมา นับตั้งแต่กรุงเทพมหานครถูกจัดให้เป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ มีการแต่งตั้งพ่อเมืองหลวง 9 ครั้ง เลือกตั้ง 10 ครั้ง โดย “4 ใน 5 ครั้งหลังสุด” พรรคสีฟ้าครองเก้าอี้นี้ไว้ได้ และหากย้อนไปมองผลการเลือกตั้ง ส.ส.ครั้งล่าสุด 30 เขตในเมืองหลวง จะพบว่า พรรคพลังประชารัฐ ได้ ส.ส. 12 ที่นั่ง พรรคอนาคตใหม่ ได้ส.ส. 9 ที่นั่ง พรรคเพื่อไทย ได้ ส.ส. 9 ที่นั่ง พรรคประชาธิปัตย์ไม่มี ส.ส.เมืองหลวงเลยในครั้งนี้ แต่มีคะแนนรวม 4.6 แสนเสียงเศษ

ตรงนี้คือคะแนนเบื้องต้นที่สี่พรรคหลักกำไว้ในมือเป็นต้นทุน และในสภาพการณ์ความจริงบนเวทีการเมืองยามนี้ “พท.กับอนค.” คือพันธมิตรทางการเมือง(กลายๆ) ที่มีจุดขายร่วมกันคือต้านลุงตู่ ส่วน “พปชร.กับปชป.” นั้นคือสองพรรคร่วมรัฐนาวา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา

รากฐานคะแนนของพท.กับอนค. รวมทั้ง ปชป.กับพปชร.นั้น ลึกๆ แล้วคือสองขั้วที่มีสองพรรคจับมือหลวมๆ บ่งชี้ได้ขั้นต้นว่า หนึ่งขั้วต้านลุงตู่กับหนึ่งขั้วหนุนลุงตู่นั้น ตั้งอยู่บนฐานคะแนนเดียวกัน ดังนั้นหากทั้งสี่พรรคลงแข่งขัน “แต้มจะตัดกันเองในคู่พันธมิตรทางการเมือง ซึ่งอาจเปิดช่องให้ขั้วตรงข้ามคว้าโอกาสไปครองแบบไม่เหนื่อยนัก”

แต่เมื่อจับจังหวะของสี่พรรคหลักวันนี้ มีแนวโน้มสูงว่าแต่ละพรรคต้องส่งคนของตัวเองลงแข่งขันในสนามเมืองหลวง เพราะหากไม่ส่งผู้สมัครลงสนามรับรองเลยว่าความเหนื่อยแบบสาหัสจะบังเกิดในยามหน้าแน่แท้

ลองมาดูความเป็นไปได้ของสี่พรรคหลักในพื้นที่ กทม. ว่ายามนี้ขับเคลื่อนกันเช่นใดบ้าง

เริ่มตั้งแต่เจ้าของพื้นที่เดิมคือ “ประชาธิปัตย์” ที่ต้องทวงศักดิ์ศรีกลับมาหลังพ่ายยับในสนาม ส.ส. ค่ายสีฟ้าเคยมีการแพลมชื่อ อภิรักษ์ โกษะโยธิน,นวลพรรณ ล่ำซำ,กรณ์ จาติกวณิช หรือแม้แต่ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ออกมาหยั่งกระแส โดยอดีตนายกฯ ค่ายปชป.ออกมาโต้แล้วว่าไม่สนใจงานนี้ ล่าสุดพรรคเผยว่ายังมีแนวโน้มที่จะทาบทามคนอื่นๆ ที่มีคุณสมบัติมาสวมเสื้อ ปชป.ด้วย

คนการเมืองหลากค่ายมองว่า เวทีนี้จะเป็นเวทีกู้หน้าค่ายสีฟ้าหรือไม่ หากนำผลเลือกตั้งผู้แทนฯเมืองหลวงคราวนี้มาเทียบกับ 4 ครั้งที่ ปชป.คว้าชัยในสนามผู้ว่าฯ กทม. เท่ากับว่า หาก ปชป.ได้เก้าอี้พ่อเมืองหลวงก็ถือว่าพอกู้กระแส แต่หากพ่ายอีกก็นับว่าขาดทุนที่สุด ดังนั้น เชื่อว่า ปชป.คงต้องเน้นที่สุดในสนามเมืองหลวงเพื่อกู้ชื่อเสียงกลับมา แม้ยามนี้ยังไม่ชัดนักว่าจะส่งใคร ?

  “อนาคตใหม่” น้องใหม่ที่มาแรงคล้ายพรรคพลังธรรมเมื่อวันวาน ตอนนี้พรรคสีส้มเน้นการส่งผู้สมัครการเมืองท้องถิ่น โดยคีย์แมนพรรคตั้งเป้าว่า “15 อบจ.ทั่วไทยนั้น” มั่นใจว่า “จะปักธงได้” และคนการเมืองหลากพรรคกังวลกับกระแสสีส้มพอสมควร หากว่าวันหน้า อนค.ยังได้สิทธิ์ไปต่อบนเวทีการเมือง….ส่วนเวทีเมืองหลวงนั้น นัยว่า อนค.มีตัวเลือกพอสมควร เพราะท่าทีของเลขาธิการพรรค “ปิยบุตร แสงกนกกุล” ที่บอกว่า อนค.พร้อมกับเวทีนี้เช่นกัน และยังแทงกั๊กว่าหากเสี่ยเอกยังมีหนทางได้ไปต่อในสนามการเมือง อาคารหน้าเสาชิงช้าอาจมีชื่อ “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” ปรากฏเป็นผู้บริหาร

 “เพื่อไทย” หวังว่า “ชัชชาติ สิทธิพันธุ์” จะลงแข่งขันและมีแนวโน้มที่จะชนะสูง แต่ตอนนี้มีความแน่ชัดจากเจ้าของฉายา “รมต.แข็งแกร่งที่สุดในปฐพี” ว่าคงจะไม่สวมเสื้อ พท…. แม้คนวงในระบุว่า พท.ต้องการชัชชาติลงสมัครในนามพรรค แต่ชัชชาติมองว่า หากลงสมัครแบบอิสระแล้วให้พท.หนุนเบื้องหลังจะเวิร์กกว่า เพราะหากสวมเสื้อพท.ในเมืองหลวงนั้น ผลลัพธ์สามารถรู้ล่วงหน้าแล้วว่า “ผลลบหรือผลบวก…อะไรมากกว่ากัน” ดังนั้นจังหวะนี้ของชัชชาติทำให้หลายคนในพรรคไม่ค่อยแฮปปี้นักหากชัชชาติจะลงอิสระแต่พรรคต้องหนุนหลังให้ เพราะอย่าลืมว่าชัชชาติคือหนึ่งในสามแคนดิเดตนายกฯ ของ พท. รวมทั้งยังเคยนั่งเก้าอี้รัฐมนตรีในรัฐบาลพท.มาแล้วด้วย พท.จึงต้องการให้ชัชชาติสวมเสื้อพรรคลงประชันเพียงทางเลือกเดียว แต่ความหวังลางเลือนแล้ว

“พลังประชารัฐ” แกนนำรัฐบาลผสมในปัจจุบัน แม้จะมีจำนวน ส.ส.เมืองหลวงมากสุดในยามนี้ แต่กระแสข่าวหลังการหย่อนบัตรครั้งล่าสุดจะพบว่า ผลงานของผู้แทนฯ พปชร.แทบจะไม่ขยับอะไรในสนามเมืองกรุงเลย ก่อนหน้านี้ พปชร.เคยเขี่ยกระแสด้วยการให้ข้อมูลว่ากำลังทาบทาม “ณรงค์ศักดิ์ โอสถธนากร” หรือ “ผู้ว่าฯ หมูป่า” และยังปล่อยกระแสว่าสนใจที่จะทาบทาม ศุภชัย พานิชภักดิ์ มาลงสมัคร แต่สองบุคคลที่ถูกอ้างชื่อปฏิเสธกระแสข่าวนี้ไป

จากนั้น พปชร.ก็ยังไม่ขยับจังหวะในเรื่องนี้ เพราะหลากวาระวุ่นๆ ในพรรค และคนวงในก็รับรู้กันดีว่ายามนี้กระแสพรรคในสายตาชาว กทม.กระเตื้องหรือไม่ ดังนั้นหากไม่มีการขยับจังหวะให้รุกเร็วขึ้นกว่าเดิม แม้ว่าคีย์แมนเมืองหลวงที่ชื่อ พุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ ได้แพลมๆ มาว่าพรรคมีตัวเลือกแล้วหลายคนและอาจจะให้รมต.บางคนในรัฐบาลชุดนี้ลงสมัครก็ได้ แต่มองแล้วโอกาสนี้แจ้งเกิดต่ำ หากยังเครื่องร้อนช้าแบบนี้รับประกันวันนี้เลยว่า พ่อเมืองหลวงคนใหม่อาจไม่มีชื่อ พปชร.ติดโผเลย

หมากกระดานนี้คือตัวชี้วัดระดับหนึ่งว่าพรรคใดจะได้เครดิตเพียงใดในสายตาคนกรุงเพราะมันเป็นปัจจัยผันแปรที่สื่อไปเบื้องต้นว่าคะแนนนิยมของพรรคนั้นๆจะเป็นเช่นใดในอนาคต เวลาเดือนนั้นไม่มากไม่น้อยสำหรับการเดินจังหวะ อยู่ที่ว่าหน้าตาผู้สมัครและแคมเปญที่จะใช้ขอแต้มคนกรุงนั้น พรรคใดโชว์กึ๋นได้ดีกว่ากัน…

โจ้เป็นใคร ‘เต๊าะ’ มวยแม็กซ์ ฆ่าได้แต่หยามไม่ได้ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/387840?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

โจ้เป็นใคร ‘เต๊าะ’ มวยแม็กซ์ ฆ่าได้แต่หยามไม่ได้

11 กันยายน 2562 – 10:13 น.
เจาะประเด็นร้อน,นวัธ เตาะเจริญสุข,พรรคพลังประชารัฐ,โจ้ สารคาม,ท่องยุทธภพ,รายงานพิเศษ,ขุนน้ำหมึก
เปิดอ่าน 4,117 ครั้ง

คอลัมน์ ‘ท่องยุทธภพ’ โดย ‘ขุนน้ำหมึก’ จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก11 ก.ย.62

******************************

ไม่ใช่ครั้งแรก สำหรับศึกเพื่อไทยไฟท์ ช่วงวางตัวผู้สมัคร ส.ส.ขอนแก่น “เสี่ยเต๊าะ” นวัธ เตาะเจริญสุข โชว์ลูกถีบ “ธนิก มาสีพิทักษ์” อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเดียวกัน โทษฐานจะมาแย่งลงสมัคร ส.ส.ขอนแก่น เขต 7 (อ.หนองเรือ และ อ.มัญจาคีรี)

ล่าสุด “เสี่ยเต๊าะ” โชว์แม่ไม้ตบกบาล “โจ้” ยุทธพงศ์ จรัสเสถียร อันเนื่องมาจากวิวาทะในสภา ครั้งนี้ค่อนข้างรุนแรง แถมเปลี่ยนห้องหัวหน้าพรรคเพื่อไทย เป็นเวทีแม็กซ์มวยไทยอีกต่างหาก

ข้าชื่อ “เสี่ยเต๊าะ”

ผลการเลือกตั้ง ส.ส.ขอนแก่น เมื่อ 24 มีนาคม 2562 เฉพาะเขต 7 ไม่มีพลิกล็อก นวัธ เตาะเจริญสุข พรรคเพื่อไทย ได้ 26,974 คะแนน เอาชนะคู่ปรับเก่า สมศักดิ์ คุณเงิน พรรคพลังประชารัฐ ไปตามคาด

ส.ส.นวัธ กับทีมงาน สจ.แห่ง อ.หนองเรือ

ย้อนไปเมื่อเลือกตั้ง 2548 “เสี่ยเต๊าะ” สมัยที่ยังใช้ชื่อเดิม ประสิทธิ์ เตาะเจริญสุข” สวมเสื้อพรรคมหาชน ลงสนามชนกับสมศักดิ์ คุณเงิน ที่สังกัดพรรคไทยรักไทย ที่สนามเขต 8 ขอนแก่น เสี่ยเต๊าะพ่ายยับ เพราะยามนั้น ชื่อทักษิณและประชานิยมครองใจคนอีสาน

หลังรัฐประหาร 2549 เสี่ยเต๊าะเปลี่ยนชื่อเป็น “นวัธ” เมื่ออดีต ส.ส.ขอนแก่น(พรรคไทยรักไทย) ย้ายไปสังกัดพรรคเพื่อแผ่นดิน เสี่ยเต๊าะจึงสวมเสื้อพรรคพลังประชาชนลงสนาม เอาชนะอดีต ส.ส.หลายสมัยขาดลอย

งานบุญชาวบ้านใน อ.หนองเรือ เสี่ยเต๊าะมอบน้ำดื่มน้ำแข็งฟรี

เสี่ยเต๊าะ ไม่ใช่คนขอนแก่นโดยกำเนิด ตระกูล “เตาะเจริญสุข” อพยพจาก อ.ลาดบัวหลวง จ.พระนครศรีอยุธยา ไปปักหลักทำมาค้าขายที่ อ.หนองเรือ จ.ขอนแก่น เริ่มจากขายน้ำแข็ง และค้าขายวัสดุก่อสร้าง ตอนหลังเปิดบริษัทนวัธการโยธา รับเหมาก่อสร้างทั่วขอนแก่น

เสี่ยเต๊าะ ขวัญใจชาวบ้าน

ด้วยความเป็นคนใจถึง พึ่งได้ เวลาชาวบ้านมีงานบุญ เสี่ยเต๊าะจะส่งน้ำแข็งและน้ำดื่มไปบริการให้ฟรี จนเป็นที่รักใคร่ของคนหนองเรือ เสี่ยเต๊าะจึงได้รับเลือกตั้งเป็น ส.อบจ.ขอนแก่น ตอนอายุ 25 ปี

ไม่น่าเชื่อว่า เสี่ยเต๊าะมาอยู่หนองเรือแค่ ปี เดือน ก็ได้เป็น ส.จ.วัย 25 ปี

ยี่ห้อแม็กซ์มวยไทย

ชั่วโมงนี้ ถามว่า เสี่ยเต๊าะ หรือนวัธ คือใคร? คนส่วนใหญ่จะตอบว่า นวัธเป็นเจ้าของรายการมวยถ่ายทอดสดทางทีวีชื่อ “แม็กซ์มวยไทย”

เนื่องจากยุค คสช. บรรดา ส.ส.ตกงาน เสี่ยเต๊าะเลยหันมาทำธุรกิจแข่งขันมวยไทยที่พัทยา ในนามบริษัท แม็กซ์ เวิลด์ บรอดแคสต์บริษัท แม็กซ์ มวยไทย และบริษัท แม็กซ์มวยไทยไลฟ์

เสี่ยเต๊าะเป็นคนชอบมวยไทยอยู่แล้ว เพื่อนชวนมาร่วมหุ้นด้วย แต่ขาดทุนทุกสัปดาห์ เสี่ยเต๊าะตัดสินใจลงมาทำด้วยตัวเอง และทำมา 3 ปีแล้ว

จัดมวยไทยในพื้นที่หนองเรือ

“เวทีของเราเป็นกีฬา ไม่ใช่การพนัน เป็นสปอร์ตเอนเตอร์เทน เพื่อให้คนเข้าชมแล้วรู้สึกสนุก” เสี่ยเต๊าะเผยเคล็ดลับที่ทำให้แม็กซ์มวยไทยได้รับความนิยมอย่างสูง

เสี่ยเต๊าะ มอบให้ “เพชร” อาสิระ เตาะเจริญสุข ลูกชายหัวแก้วหัวแหวน เป็นแม่ทัพแม็กซ์มวยไทย

โจ้”รู้จัก“เต๊าะ”มั้ย?

แม้จะไปปักหลักสร้างสนามมวยที่เมืองพัทยา แต่เสี่ยเต๊าะก็ไม่ทิ้งฐานการเมือง จึงมอบให้น้องชาย “สุรพจน์ เตาะเจริญสุข” และ “สิรินิษฐ์ เตาะเจริญสุข” 2 ส.อบจ.ขอนแก่น เขต อ.หนองเรือ ดูแลมวลชนในพื้นที่เขตเลือกตั้ง

เนื่องจากเสี่ยเต๊าะมีบุคลิกห้าวเป้ง เพื่อน ส.ส.ขอนแก่น พรรคเพื่อไทยส่วนใหญ่ จึงไม่ค่อยคบค้าสมาคมกับเขาเท่าใดนัก แต่เสี่ยเต๊าะก็ไม่สนใจ เพราะเขามี “พวก” ในสภาเยอะ

โจ้ สารคาม ดาวรุ่งหน้าไมค์

เสี่ยเต๊าะไม่ค่อยพอใจบทบาทของ “โจ้” ยุทธพงศ์ จรัสเสถียร ส.ส.มหาสารคาม ในช่วงหลังมากนัก โจ้โชว์พาวเรื่องขายเสื้อ “เลียท็อปบู๊ต” และอยากขยับตัวเองเป็นแม่ทัพอีสาน

“โจ้” ลูกชายกำนันตง เจ้าของโรงสีข้าวแหลมทอง ได้รับแต่งตั้งเป็น รมช.เกษตรฯ ในรัฐบาลยิ่งลักษณ์ จึงถูกฝ่ายค้านสมัยโน้นจับตามองเกี่ยวกับโครงการจำนำข้าว

ช่วงหลัง โจ้พยายามสร้างภาพลักษณ์เป็นมือปราบทุจริตประจำพรรค เมื่อเสี่ยเต๊าะแหย่เรื่องใต้โต๊ะใต้เก้าอี้กลางสภา เสี่ยโจ้ก็จี้กลับเรื่องส่วนตัวของเสี่ยเต๊าะ จึงระเบิดเป็นเพื่อไทยไฟท์ ยกที่ 2

มาถึงวันนี้ เสี่ยเต๊าะไม่แคร์กรรมการบริหารเพื่อไทยมากนัก เพราะเขาไม่ใช่เลือดเนื้อชินวัตร

ยุคใหม่ไทยแลนด์4.0เปิดเฟซนายหน้าค้าทารกพรีออเดอร์จากในท้อง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/387851?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ยุคใหม่ไทยแลนด์4.0เปิดเฟซนายหน้าค้าทารกพรีออเดอร์จากในท้อง

11 กันยายน 2562 – 09:40 น.
ท้องไม่พร้อม,โพสต์ขายลูก
เปิดอ่าน 593 ครั้ง

ท้องไม่พร้อมโพสต์ขายลูกยุคใหม่ไทยแลนด์ 4.0 เปิดเฟซนายหน้าค้าทารก พรีออเดอร์จากในท้อง

แม่วัยใสโพสต์เฟซบุ๊กหาคนอุปการะลูก อ้างเหตุผลต่างๆ นานา สรุปคือไม่พร้อม ไม่ต้องการเลี้ยง…แบบนี้มีบ่อย ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป

แต่แบบนี้เห็นทีทนไม่ไหว! “ซื้อขายทารกออนไลน์”…จะบ้าตายสังคมไทย !

ตามรอย “พี่อู๊ด สายเผือก” กับ “ดอกจิก V.10” บนโลกไซเบอร์ เจอเพจเฟซบุ๊กชื่อ “รับอุปการะเด็กจากแม่ที่ท้องไม่พร้อม” เมื่อวันก่อนถึงกับใจเหี่ยว…โพสต์ออเดอร์สั่งจองทารกกันอย่างกับขายหมา

พิเคราะห์เนื้อหา หลายโพสต์น่าสงสัยว่า เบื้องหลังการติดต่อรับอุปการะเด็กที่แม่ไม่พร้อมเลี้ยงผ่านเพจเฟซบุ๊กนี้มี “ค่าใช้จ่าย”?

อย่างเช่นโพสต์นี้แจ้งว่า “อายุครรภ์ 6 เดือนกว่า ยังไม่ฝากท้อง เพศหญิง กำหนดคลอด 5-12-62 พิกัด จ.พังงา ใคร โอน จอง เคสไว้ ทักแชทมานะคะ”

และอีกโพสต์ติดแฮชแท็กแจ้งว่า “#เคสโอนจอง…เริ่มอุปการะมาได้ 2 เดือน…คลอดแล้วจ้าเมื่อวาน เพศหญิง…พรุ่งนี้ก็จะได้รับน้องไปเลี้ยงแล้วค่ะ…ยินดีด้วยจ้ะ …เคสต่อไปกำลังตามมาติดๆ ต้นเดือนนี้จ้า รอดูรีวิวกันนะคะ”

ขณะเดียวกันยังมีคุณแม่อีกหลายเคส โพสต์ข้อความตามหาผู้อุปการะลูกน้อยที่กำลังจะลืมตาออกมาดูโลกฝากให้แอดมินเพจเป็นธุระจัดหา ซึ่งทางเพจก็ได้แคปข้อความเหล่านั้นมาให้ผู้ที่ต้องการเด็กได้ติดตามกันอย่างต่อเนื่อง โดยบอกว่า “สนใจทักแชทมานะคะ”

เช่นเคสนี้ “ตอนนี้หนูท้องได้แปดเดือนแล้วค่ะ ไม่พร้อม กลัวคลอดออกมาจะเลี้ยงไม่ไหว  เพราะไม่มีงานทำ มีลูกมาก่อนแล้ว 2 คน กำหนดคลอด 23 ตุลาคม เดือนหน้านี้ค่ะ อยากหาคนรับไปเลี้ยง หนูอยู่ชลบุรีค่ะ ฝากครรภ์เรียบร้อย รอคนรับไปเลี้ยงอย่างเดียว เพศยังไม่ระบุ ไม่ได้ซาวด์แล้ว ไม่เห็น”

และอีกเคสคุณแม่จาก จ.บุรีรัมย์ แชทมาปรึกษา บอกว่า “ตั้งครรภ์ได้ 5-6 เดือน ยังไม่ได้ฝากท้อง ต้องทำยังไงบ้าง มีลูกแล้ว 3 คน คุมกำเนิดด้วยการฝังเข็ม แต่แพ้เลยเอาเข็มออก ตอนนี้กำลังตั้งครรภ์ ลูกเลี้ยงเอง 3 คนแล้ว คนนี้ไม่พร้อม ขอคำแนะนำหน่อยค่ะ”

“ดอกจิก V.10” ตั้งข้อสังเกตว่า การกระทำแบบนี้เข้าข่ายค้ามนุษย์หรือไม่ เพราะการที่จะอุปการะเด็กสักคนมีขั้นตอนทางกฎหมายที่ซับซ้อน ต้องมีการตรวจสอบแบบละเอียดเพื่อคำนึงถึงอนาคตและความเป็นอยู่ของเด็ก ไม่ใช่มายกให้กันง่ายๆ เหมือนลูกหมาลูกแมวเช่นนี้

“เห้ยยยยยยนี่มันอะไรกันวะ ท้องไม่พร้อมแล้วยุติการตั้งครรภ์กูพอเข้าใจได้ แต่ท้องแล้วประกาศหาคนมาอุปการะ มีการโอนจองซื้อง่ายขายคล่องยิ่งกว่าลูกหมาลูกแมวอีก แบบนี้มันเข้าข่ายค้ามนุษย์ชัดๆ การที่จะอุปการะเด็กซักคนขั้นตอนมันซับซ้อนและกว่าจะได้รับ มันมีการตรวจสอบแบบละเอียดว่าเด็กจะมีชีวิตยังไง นี่อะไรวะยกให้กันง่ายๆ งงกับสังคมไทยสมัยนี้”

ส่วน “พี่อู๊ด สายเผือก” ถึงกับสบถใส่
“สัด!!! โพสต์​ขาย โอนจองกันเป็นลูกหมา ลูกแมวเลย นี่มันเข้าข่ายค้ามนุษย์​แล้วนะ ถ้าไม่รีบจัดการให้เร็วที่สุด คงได้เห็นเหตุการณ์​เยขาย เยขาย หาเงินไปแต่งมอเตอร์ไซค์​แน่ๆ”

“พี่​อู๊ด สายเผือก”​ ขยายความต่อว่า เข้าใจ​เจตนาของคนที่ไม่พร้อมจะเลี้ยงดูลูก และคนที่อยากมีลูก  ทั้งสองฝ่ายก็จิตใจดี มีเมตตา เห็นแก่อนาคต​เด็ก แต่การเป็นธุระจัดหาเด็ก ยังไงมันก็ไม่ควรให้เอกชนทำเด็ดขาด เพราะจะเกิดการแข่งขันกัน​เรื่อง “ราคา”

เช่น นายหน้า A ให้ค่าตอบแทน​ 100,000 ต่อเคส นายหน้า B ให้ 200,000 นายหน้า C ให้ล้านนึงเลย ยังไงก็เป็น​แค่ตัวกลางอยู่แล้ว คนที่อยากมีลูก กี่ล้านเขาก็จ่าย

พี่อู๊ด ตั้งคำถามว่า กรณีแบบนี้ คิดว่าจะเกิดปัญหาอะไรตามมาบ้าง ?? จะมีการเจตนา “เพาะพันธุ์” เด็กทารกขายอย่างเป็นล่ำเป็นสันมั้ย จะเกิดปัญหาการลักขโมย​เด็กไปขายมากขึ้นหรือเปล่า หรือถ้ามองในแง่ร้ายกว่านั้น ถ้าคนที่ซื้อไปไม่ได้เอาไปเลี้ยงดูเป็นลูก แต่เอาเด็กผู้ชายไปใช้แรงงานเถื่อนเยี่ยงทาสตามเรือประมง ไร่นา โรงงานอุตสาหกรรม​ เอาเด็กผู้หญิง​ไปขายตัว บำเรอกาม ที่เรียกรวมๆ ว่า #การค้ามนุษย์ ล่ะ ของแบบนี้ ต้องขออนุญาต​ใช้คำว่า “จะโลกสวย” ไม่ได้จริงๆ ต้องมองแง่ร้ายไว้ก่อนด้วยซ้ำ”

เฟซบุ๊กของ พี่อู๊ด กับ ดอกจิก V.10 มีคนให้ความสนใจเข้ามาแสดงทัศนะในแง่มุมต่างกันไปหลายพันความเห็น แน่นอนว่า หลักๆ มักเป็น สายโลกสวย กับ สายจริงจัง

ผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ “ทำได้เพียงแค่ คิดถึงเธอ” แนะนำแบบมีสาระว่า ใครไม่พร้อมเลี้ยงลูกน่าจะใช้วิธีให้ผู้ใหญ่บ้านติดต่อสถานสงเคราะห์เด็กประจำจังหวัด ยื่นความประสงค์ยกลูกให้ใครเลี้ยงดู เขาก็จะอนุบาลเด็กเหล่านี้ จนกว่าจะมีผู้อุปการะอย่างถูกกฎหมาย ชีวิตเด็กมีคุณภาพแน่นอน ไม่ใช่ใครจะเป็นพ่อแม่บุญธรรมเด็กได้ เจ้าหน้าที่จะประเมินความพร้อม ที่อยู่อาศัย แบบเป็นเรื่องเป็นราว มีการติดตามเยี่ยมเยือนชีวิตเด็กทุกๆ 6เดือน  แบบนี้น่าจะดีกับเด็กที่เกิดมาแบบพ่อแม่ไม่พร้อม

Turk Lucky Man บอกเหมือนกันว่า การจะรับอุปการะเด็กต้องมีขั้นตอน จุดประสงค์หลักก็เพื่อที่จะให้เด็กได้รับประโยชน์สูงสุด จึงต้องมีการคัดกรองว่าผู้รับอุปการะมีความเหมาะสม ไม่ใช่เพียงมีเงินมาซื้อมาจอง และต้องได้รับความยินยอมจากผู้ใช้อำนาจปกครองเด็ก คือ พ่อแม่ แล้วแต่กรณี

ทั้งนี้ ผู้อุปการะต้องแจ้งถึงวัตถุประสงค์ ฐานะ สภาพความเป็นอยู่ และต้องตรวจสภาพจิต ตรวจประวัติอาชญากรรม เมื่อผ่านขั้นตอนดังกล่าว ก็ต้องมีการทดลองเลี้ยง โดยจะมีเจ้าหน้าที่ไปตรวจเยี่ยมดูความเหมาะสม แล้วจึงนำข้อมูลเข้าที่ประชุมว่า จะอนุมัติให้ได้รับสิทธิ หรือเพื่อป้องกันหากวันใดเด็กไม่น่ารักเหมือนตอนที่ไปซื้อมา จะเอาไปทิ้งแบบหมา แมว ไม่ได้นะครับ (ชีวิตเด็กทั้งชีวิตนะครับ)

ขณะที่ เเพรรี่ เเพรี่ เสาวลักษณ์  ออกตัวว่า  อย่าหาว่าเเม่โลกสวยนะคะ ถ้าเค้าไม่พร้อมเลี้ยงก้ออุ้มท้องเค้าออกมาเเล้วให้คนที่พร้อมไปเลี้ยงเเบบนี้ดีดว่าฆ่ายัดท่อ ทำเเท้ง เอาเป็ดกรอกปาก นะคะ

Sarocha Nonrucha บอกว่า มองว่าเป็นเรื่องดี เอาคนที่มีความพร้อมที่ดูแลเด็กได้จริงๆ จะขายก็ต้องดูดีๆ ดีกว่าไม่มีความพร้อมแล้วเอาไปทิ้งน่าสลดใจกว่า “อย่าโลกสวยด่ามาด่ากลับนะ”

ส่วน ชลากร อดัมส์ ก็เห็นว่า ดีแล้ว คนไม่พร้อมกับคนที่พร้อม จะให้แม่จับยัดส้วม โยนทิ้งตึก บีบคอ ปาดคอ แบบนั้นหรือไง

อย่างไรก็ดี พี่อู๊ด ได้โพสต์ข้อความแจ้งข่าวว่า ได้ประสานข้อมูลไปยังสำนักงานตำรวจแห่งชาติแล้ว และตอบรับว่าจะรีบตรวจสอบให้ ขณะเดียวกันก็ได้รับแจ้งว่า มีอยู่เคสหนึ่ง ครอบครัวสามีภรรยามีการรับเด็กไปอุปการะด้วยความสมัครใจของทั้งสองฝ่าย โดยไม่มีการจ่ายค่าตอบแทนแก่ใคร แต่มีผู้ไม่หวังดี นำรูปภาพเด็กพร้อมเบอร์โทรศัพท์ครอบครัวนั้นมาตัดต่อลงในเฟซบุ๊ก ซึ่งก็ได้ชี้แจงกันเรียบร้อยแล้ว

ขณะที่ในเวลาต่อมา พ.ต.อ.ชูศักดิ์ อภัยภักดิ์ รองผู้กำกับการ (สอบสวน) กลุ่มงานสอบสวน กองกำกับการ 1 กองบังคับการปราบปรามการค้ามนุษย์ ระบุว่า กรณีนี้ยังไม่เข้าองค์ประกอบความผิดค้ามนุษย์ เพราะการค้ามนุษย์คือต้องมีการติดต่อ ชักชวน หลอกลวงคนมาสู่การบังคับขู่เข็ญ หรือรีดไถเอาประโยชน์ เอารัดเอาเปรียบจากผู้เสียหาย กรณีนี้ยังไม่ถึงขั้นตอนนั้น แต่อาจเข้าข่ายผิด พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 ซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบหลักของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.)

อย่างไรก็ตามหลายหน่วยงานจะมีการทำงานร่วมกันรวมถึง ปคม. ด้วย เพื่อที่จะดำเนินคดีเอาผิดกับกรณีนี้ได้

ด้าน อนุกูล ปีดแก้ว รองอธิบดีกรมกิจการเด็กและเยาวชน กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ระบุว่า กรณีการขออุปการะเด็กหรือทารกผ่านสื่อสังคมออนไลน์ ไม่สามารถกระทำได้และหมิ่นเหม่ต่อการค้ามนุษย์ ซึ่งกรณีดังกล่าวมีความเสี่ยงที่จะกระทบต่อสวัสดิภาพและสิทธิของเด็ก

รองอธิบดีกรมกิจการเด็กฯ ย้ำว่า กรณีนี้อาจมีการหลอกลวง และอาจหมิ่นเหม่ต่อการค้ามนุษย์ ดังนั้นการขอรับอุปการะ หรือการขอรับบุตรบุญธรรมจึงมีขั้นตอนที่ค่อนข้างมากและละเอียดเพื่อรักษาสวัสดิภาพของเด็ก ดังนั้นพ่อแม่ของเด็กหรือเยาวชนที่ไม่สามารถดูแลหรือเลี้ยงดูบุตรได้ สามารถติดต่อขอรับความช่วยเหลือและขอคำปรึกษาได้ที่บ้านพักเด็กและครอบครัวจังหวัดทั่วประเทศ ซึ่งจะสามารถช่วยเหลือและให้คำปรึกษาทั้งกรณีชั่วคราวหรือการส่งต่อไปสถานรองรับต่างๆ ตามความเหมาะสมของเด็กแต่ละช่วงวัย ขณะที่การขอรับบุตรบุญธรรมสามารถติดต่อได้ที่ พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด โดยต้องพิจารณาในหลายองค์ประกอบเพื่อความเหมาะสมต่อเด็กและครอบครัวที่ขอรับ

อุ้มฆ่า-อุ้มหาย… กฎหมายก็ถูกอุ้ม #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/387848?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

อุ้มฆ่า-อุ้มหาย… กฎหมายก็ถูกอุ้ม

11 กันยายน 2562 – 09:40 น.
พอละจี รักจงเจริญ,บิลลี่,อุ้มฆ่า,อุ้มหาย,กฎหมาย
เปิดอ่าน 1,205 ครั้ง

คอลัมน์… ล่าความจริง..พิกัดข่าว โดย…ปกรณ์ พึ่งเนตร

การพบโครงกระดูกของ “บิลลี่” หรือ นายพอละจี รักจงเจริญ แกนนำกะเหรี่ยงบ้านบางกลอย จ.เพชรบุรี ในลักษณะถูกฆ่าเผาในถังแดงแล้วโยนทิ้งน้ำ หลังจากหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยนานกว่า 5 ปี ทำให้ปัญหา “อุ้มฆ่า-อุ้มหาย” ในสังคมไทยถูกพูดถึงอย่างจริงจังอีกครั้ง

การอุ้มฆ่า-อุ้มหายที่กำลังพูดกันอยู่นี้ ในกรณีที่คล้ายๆ กับบิลลี่ ไม่ใช่คดีอุ้มฆ่าที่เป็น “อาชญากรรมธรรมดา” แต่เป็นการอุ้มฆ่าที่เป็น “อาชญากรรมแบบพิเศษ” ที่มีเจ้าหน้าที่รัฐเข้าไปเกี่ยวข้อง ภาษาในทางวิชาการสากลเรียกว่า “การถูกบังคับให้สูญหายซึ่งเกี่ยวข้องกับรัฐหรือเจ้าหน้าที่รัฐ”

การอุ้มหายแบบนี้ตำรวจคลี่คลายคดียากกว่าการอุ้มฆ่าที่เป็นอาชญากรรมทั่วไป เพราะเจ้าหน้าที่รัฐผู้กระทำมีอำนาจทางกฎหมาย รู้ข้อมูลและสถานที่ต่างๆ จึงก่อคดีได้อย่างไร้ร่องรอย และทำลายหลักฐานได้อย่างเป็นระบบมากกว่า การอุ้มหายจึงเป็นอาชญากรรมแบบพิเศษที่มีความอันตราย ซึ่งทั่วโลกตระหนักถึงปัญหานี้ จึงมี “อนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองบุคคลทุกคนจากการหายสาบสูญโดยถูกบังคับของสหประชาชาติ” ซึ่งประเทศไทยของเรานั้นคณะรัฐมนตรีมีมติให้สัตยาบันอนุสัญญานี้เมื่อปี 2559 และมอบหมายให้กระทรวงยุติธรรมยกร่างกฎหมายเพื่อรองรับความผิด “อุ้มฆ่า-อุ้มหาย” เป็นครั้งแรกในประเทศไทย

จริงๆ แล้วการอุ้มฆ่า-อุ้มหายที่เป็น “อาชญากรรมโดยรัฐ” เกิดมาแล้วหลายครั้งในบ้านเราในช่วงกว่าครึ่งศตวรรษที่ผ่านมา เช่น หะยีสุหลง โต๊ะมีนา ผู้นำจิตวิญญาณของคนปัตตานี นายทนง โพธิ์อ่าน ผู้นำแรงงานคนสำคัญในยุครสช. ทนายสมชาย นีละไพจิตร ทนายผู้ช่วยเหลือผู้ต้องหาคดีความมั่นคงในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ กมล เหล่าโสภาพรรณ แกนนำเครือข่ายประชาชนต้านคอร์รัปชั่นที่ จ.ขอนแก่น แล้วก็มาถึงบิลลี่ และลุงเด่น คำแหล้

ปัญหาการคลี่คลายคดีอุ้มฆ่า-อุ้มหาย อยู่ที่ “กฎหมายเฉพาะ” ซึ่งประเทศไทยยังไม่มี ความจำเป็นในเรื่องนี้ถูกพิสูจน์แล้วจากนางอังคณา นีละไพจิตร จากคดีอุ้มฆ่าทนายสมชาย เพราะเป็นคดีแรกที่ขึ้นสู่ศาล แต่สู้คดีมา 10 กว่าปี สุดท้ายศาลฎีกายกฟ้องจำเลยทั้งหมดที่เป็นตำรวจ สะท้อนว่ากฎหมายอาญาปกติไม่สามารถคลี่คลายคดีอุ้มฆ่า-อุ้มหายได้เลย

อังคณา บอกว่า ที่ผ่านมาได้พยายามผลักดันร่างพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย แต่จนถึงทุกวันนี้กฎหมายฉบับนี้ก็ยังไม่ถูกบังคับใช้ แถมถูกเขี่ยออกจากสภาในยุคสภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือ สนช.ด้วย

ปัญหาการพิสูจน์และหาตัวคนผิดเรื่องอุ้มฆ่า-อุ้มหายในบ้านเรายังเป็นเรื่องยากเพราะไม่มีกฎหมายเฉพาะในเรื่องนี้ โดยในรัฐบาลคสช. มีการเสนอร่างพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหายเข้าสู่การพิจารณาของ สนช. แต่ตอนหลังถูกตีกลับจนร่างกฎหมายตกไป ทำให้เมืองไทยยังไม่มีกฎหมายนี้

ช่วงแรกที่มีการผลักดันกฎหมายนี้ในยุคคสช. ได้รับการขานรับจากองค์กรสิทธิ์ทั่วโลกเพราะรัฐบาลเลือกตั้งยังไม่เคยผลักดัน แต่ต่อมาร่างกฎหมายถูกตีกลับจากสนช. ทำให้ตกหายไป

กฎหมายนี้ถ้าออกมาและมีผลบังคับใช้การพิสูจน์เรื่องอุ้มฆ่า-อุ้มหาย หรือซ้อมทรมานจะง่ายขึ้น เพราะจะโยนภาระการพิสูจน์ไปให้คนที่อยู่กับผู้ที่สูญหายเป็นคนสุดท้าย โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่รัฐ แต่หากใช้กฎหมายอาญาธรรมดาจะหาหลักฐานไม่ได้เลย เพราะการฆ่าแบบนี้มีการทำลายหลักฐานแบบครบวงจร

กฎหมายฉบับนี้จะสร้างมาตรฐานใหม่ให้เจ้าหน้าที่รัฐในการใช้อำนาจควบคุมตัว หรือเชิญตัว หรือเรียกตัวประชาชนในฐานะผู้ต้องสงสัย ต้องมีมาตรการรักษาความปลอดภัย เมื่อปล่อยตัวแล้ว ต้องพาไปส่งถึงบ้าน หรือมีหลักฐานยืนยันกับคนรอบข้างและครอบครัวได้ว่าปล่อยแล้วจริงๆ ซึ่งจะทำให้การใช้อำนาจของเจ้าหน้าที่ที่กระทบกับประชาชนมีความโปร่งใสและตรวจสอบได้มากขึ้น

ไม่ใช่ใช้อำนาจได้ตามอำเภอใจ เมื่อเกิดกรณีบุคคลสูญหาย ก็อ้างแค่ว่าปล่อยตัวไปแล้ว แค่นี้ก็พ้นผิด เหมือนที่ผ่านๆ มา!

ผลกระทบรุนแรง หลายแห่งจมบาดาล #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/387845?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ผลกระทบรุนแรง หลายแห่งจมบาดาล

11 กันยายน 2562 – 09:10 น.
น้ำท่วม,อ๊อด เทอร์โบดับเครื่องชน,พกถุงผ้าใส่ของ,เลิกใช่้ถุงพลาสติก
เปิดอ่าน 630 ครั้ง

คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

จากการติดตามข่าวน้ำท่วมจากผลกระทบพายุโซนร้อนหลายๆ ลูก รุนแรงกว่าที่คาดคิดไว้ครับ เรียกว่าหลายอำเภอ-หลายจังหวัดจมบาดาลเสียหายอย่างมาก

สิ่งสำคัญคือถนนหนทาง 15 สาย ในภาคอีสานถูกน้ำพัดพังต้องรีบซ่อมแซมเป็นการด่วนและนาทีนี้ยังไม่มีใครรับประกันได้ว่าต่อไปในอนาคตจะเป็นอย่างไร?

กรมอุตุนิยมวิทยาพยากรณ์อากาศว่าจนถึงเวลานี้ฝนตกหนักจะทำให้น้ำท่วมฉับพลันใน 21 จังหวัดในภาคเหนือ-อีสานและตะวันออก

จึงขอให้ระมัดระวังอันตรายอย่าประมาทเป็นอันขาด โดยเฉพาะเชียงราย พะเยา น่าน ลำปาง แพร่ อุตรดิตถ์ พิษณุโลก เพชรบูรณ์ เลย หนองคาย สกลนคร กาฬสินธุ์ นครนายก ปราจีนบุรี ระยอง จันทบุรี ตราด ตาก กาญจนบุรี ราชบุรี และเพชรบุรี

11-14 กันยายน ลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมประเทศไทยยังคงมีกำลังแรง ร่องมรสุมยังคงพาดผ่านบริเวณภาคเหนือตอนบนและภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ส่งผลให้ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก และภาคกลาง ยังคงมีฝนตกต่อเนื่องและมีฝนตกหนักบางแห่ง

รัฐบาลควรคำนึงถึงนโยบายบริหารจัดการน้ำได้แล้ว ฉะนั้นเราจะต้องผจญกับภัยแล้ง-น้ำท่วมตลอดไป
อ๊อด เทอร์โบ


พกถุงผ้าใส่ของ
เลิกใช้ถุงพลาสติก

ผมขอสนับสนุนที่รัฐมนตรีทรัพยากรธรรมชาติและส่งแวดล้อม ‘วราวุธ ศิลปอาชา’ เป็นแกนนำรณรงค์ร่วมกับเอกชน ห้างสรรพสินค้าต่างๆ ให้เลิกใช้ถุงพลาสติก ซึ่งได้รับความร่วมมือเป็นอย่างมาก
กรณีนี้ผมจะไม่ขอยกตัวเลขมาให้ปวดหัวแต่บอกได้ว่าถึงเวลาแล้วที่เราต้องพกถุงผ้าและช่วยกันลดละเลิกถุงพลาสติกรวมไปถึงกล่องโฟมต่างๆ จึงได้เขียนจดหมายฉบับนี้ส่งมาเพื่อให้ร่วมมือกันเพราะเราจะเป็นส่วนหนึ่งในการประหยัดงบประมาณ กำจัดขยะพลาสติก หรือโฟมต่างๆ และต่อไปนี้ขอให้เราเข้าใจเวลาไปซื้อของแล้วเราไม่ใช้ถุงพลาสติกใส่มา

ผมเข้าใจว่ารายละเอียดปลีกย่อยคงมีอีกมาก แต่ขยะพลาสติกหรือโฟมต่างๆ กำลังเป็นภัยต่อสภาวะแวดล้อมอย่างพะยูนมาเรียมที่ตายไปปรากฏว่ามีพลาสติกเต็มท้อง นี่คือสิ่งที่เราต้องช่วยกันครับ จึงขอให้ช่วยเป็นสื่อกลางเรื่องพกถุงผ้าใส่ของและลดละเลิกใช้ถุงพลาสติกด้วยเพื่อชีวิตที่ดีขึ้น
เรวัติ (สุพรรณบุรี)

 เรียนคุณ ‘เรวัติ’ สุพรรณบุรี
ขอบคุณสำหรับจดหมายของคุณที่แม้จะมีตัวเลขประกอบมาน้อยไปหน่อยแต่ก็ครบถ้วนดี ซึ่งตรงกับใจผมว่าเราต้องช่วยกันรณรงค์และยึดถือแนวทางใหม่โดยพกถุงผ้า ลด ละ เลิก ใช้ถุงพลาสติกหรือโฟมได้แล้ว

เรื่องนี้ผมได้ร่วมสนับสนุนตามเขาและขอให้พวกเราช่วยกันสานต่อนโยบายของรัฐมนตรีด้วยและคงไม่ต้องบีบบังคับอะไรกันเพียงแค่ขอความร่วมมือมากว่า

เวลานี้โลกของเราเปลี่ยนไปเราต้องมีความรับผิดชอบต่อสภาวะแวดล้อมและสร้างโลกให้สวยงามน่าอยู่มากขึ้น
อ๊อด เทอร์โบ


รับรอง “ถั่งเช่า” มีคุณสมบัติ
 ไวอากร้าแห่งหิมาลัย

จดหมายฉบับนี้อาจจะเข้าเรทอาร์ หรือโป๊เป็นหนังเอ็กซ์ไปหน่อย แล้วเป็นเรื่องที่เราต้องพูดกันในฐานะลูกผู้ชายคนหนึ่ง ซึ่ง สนง.พัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และกระทรวงอุดมศึกษา ได้บอกหรือแถลงอย่างเป็นทางการจากการวิจัยซึ่งสมควรจะรับรู้ไว้พอสังเขป นั่นคือสารสกัดถั่งเช่าหรือที่ได้รับสมญาว่า ‘ไวอากร้าแห่งหิมาลัย’ มีคุณสมบัติทำให้อวัยวะเพศชายฟิตปึ๋งปั๋งขึ้นมาได้ ซึ่งมีข้อมูลทางเวชศาสตร์มากมาย

แต่สรุปได้ว่าชายหนุ่มที่อยากจะเพิ่มสมรรถภาพร่างกายให้แข็งแรง แต่การบริโภคถั่งเช่าแบบปัจจุบันหรือที่เป็นอยู่ ระบบการดูดซึมทำได้ไม่ดีเท่าที่ควร เพราะแทนที่ถั่งเช่าจะไปถึงลำไส้เล็กซึ่งเป็นบริเวณที่ดูดซึมดีที่สุด กลับต้องสูญเสียไปแถวกระเพาะอาหาร เพราะถูกกรดในกระเพาะอาหารย่อย ทำให้เสียคุณค่า จึงทำให้ดูดซึมได้เพียง 5-10 เปอร์เซ็นต์ ส่งผลให้การบริโภคถั่งเช่าไม่ได้ประสิทธิภาพเท่าที่ควร แถมยังมีราคาแพง โดยหากถั่งเช่าคุณภาพดีต้องจ่ายราคาถึง 2.5 ล้านบาทต่อกิโลกรัม แต่ต้องมาสูญเปล่า

สรุปว่าถั่งเช่ามีคุณสมบัติดังนี้และต่อไปอาจจะมาแรงกว่ากัญชาก็เป็นได้
ไพโรจน์ (ระนอง)

 เรียนคุณ ‘ไพโรจน์’ ระนอง
ผมเองได้ยินสรรพคุณของถั่งเช่ามานานแล้ว และพร้อมได้รับข่าวว่าราคาแพงมากจนคนเดินดินกินข้าวแกง หรือมนุษย์เงินเดือนไม่อาจจะแตะต้องลองใช้ได้

มาได้ยินข่าวดีจากจดหมายของคุณนี่แหละว่าถั่งเช่าเป็นยามีสรรพคุณที่ได้รับการพิสูจน์แล้ว และหน่วยงานต่างๆ ก็รับรองว่าเป็นของจริง

ที่เรียนแจ้งมานี้ผมว่าจะต้องได้รับการส่งเสริมแบบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขสนับสนุนกัญชานั่นแหละ ถึงจะไปรอดหรือทำอย่างไรถั่งเช่าถึงจะอยู่รอดได้ หรือเราจะปลูกถั่งเช่าในประเทศไทยได้หรือไม่

เชื่อว่าหากถั่งเช่ามีสรรพคุณดีจริงและเกษตรกรไทยปลูกหรือเพาะเลี้ยงได้จะส่งเสริมเศรษฐกิจเพิ่มพูนรายได้มหาศาล
อ๊อด เทอร์โบ

รัฐธรรมนูญกินได้หรือไม่ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/387844?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

รัฐธรรมนูญกินได้หรือไม่

11 กันยายน 2562 – 07:42 น.
รัฐธรรมนูญ,พรรคฝ่ายค้าน,พรรคประชาธิปัตย์
เปิดอ่าน 615 ครั้ง

บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก ฉบับวันพุธที่ 11 กันยายน 2562

พรรคฝ่ายค้าน 7 พรรค และพรรคประชาธิปัตย์ได้เสนอญัตติขอตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาวิธีการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับ 2560 ตามที่ได้ให้สัญญาไว้กับประชาชน โดยเฉพาะพรรคเพื่อไทย และพรรคอนาคตใหม่ ได้ออกแคมเปญประสานการเคลื่อนไหวของกลุ่มการเมืองอดีตนปช.ว่า “เศรษฐกิจแย่ ต้องแก้รัฐธรรมนูญ” โดยให้เหตุผลทำนองว่า กติกาที่เขียนเอาไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับ 2560 เป็นการสืบทอดอำนาจ เปิดทางให้กลุ่มการเมืองอีกฝ่ายหนึ่งได้เปรียบทางการเมือง แต่เมื่อเข้ามาแล้วก็ไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ เช่นเดียวกับปัญหาอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นด้านสังคม หรือการเมือง ซึ่งหากปล่อยไว้เช่นนี้ ในอนาคตรัฐบาลชุดเดิมก็จะกลับเข้ามาได้อีก

อย่างไรก็ตาม ลำพังพรรคฝ่ายค้าน ไม่อาจจะดำเนินการได้สำเร็จอย่างแน่นอน ซึ่งก็ต้องอาศัยเสียงสนับสนุนจากประชาชนทุกภาคส่วน เพื่อผลักดันให้เกิดสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ หรือ ส.ส.ร. ขึ้นมา หรือให้สมาชิกวุฒิสภา(ส.ว.)จำนวนอย่างน้อย 1 ใน 3 หรือ 84 คน จากทั้งหมด 250 คนร่วมสนับสนุน แต่ก็เป็นเรื่องยากทั้งสองกรณี อย่างแรก ผลสำรวจของสำนักโพลล์ระบุว่า ประชาชนส่วนใหญ่ที่ตอบคำถามไม่เชื่อว่า แก้รัฐธรรมนุูญแล้วเศรษฐกิจจะดีขึ้น ส่วนกรณีหลังนั้น เป็นไปได้ยากยิ่งที่ ส.ว.จะสนับสนุนให้แก้ไขกติกาเพื่อปิดประตูในประเด็นที่มาของพวกเขาเอง ซึ่งเป็นหนึ่งในเรื่องที่ถูกตีตราว่า รัฐธรรมนูญประชาธิปไตยครึ่งใบ

ประเด็นหลักที่ฝ่ายเรียกร้องให้แก้รัฐธรรมนูญเน้นไปยังเรื่อง “ที่มา” ของนายกรัฐมนตรี ที่ไม่ต้องผ่านการเลือกตั้ง อีกทั้งยังให้อำนาจ ส.ว.ร่วมโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีได้ด้วย พร้อมกันนี้ในระยะ 5 ปี หากนายกรัฐมนตรีต้องพ้นจากตำแหน่งและต้องเลือกนายกรัฐมนตรีใหม่ ก็จะเป็นไปตามกระบวนการเดิม ซึ่งเท่ากับว่าเลือกอย่างไรก็จะได้บุคคลตามที่ผู้ครองอำนาจและส.ว.ต้องการ ขณะที่ที่มาของ ส.ว.เองก็แทบจะไม่ได้ยึดโยงกับประชาชน หากแต่เป็นการเลือกจากฝ่ายผู้มีอำนาจ คลาคล่ำไปด้วยนายทหาร ข้าราชการ และบุคคลในฝ่ายที่ถูกเรียกว่าสืบทอดอำนาจ ส่วนท่าทีรัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่กำลังตกเป็นเป้า ก็พยายามแสดงให้เห็นว่า รัฐธรรมนูญกับปัญหาเศรษฐกิจไม่เกี่ยวกัน ควรแก้เรื่องปากท้องก่อน

อันที่จริง รัฐธรรมนูญจะเกี่ยวไม่เกี่ยว หรือเกี่ยวมากเกี่ยวน้อยอย่างไรกับภาวะข้าวยากหมากแพงนั้น ทั้งสองฝ่ายต่างมุ่งไปที่การสร้างวาทกรรมเสียมากกว่า หรือพูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ ต่างฝ่ายต่างก็พูดความจริงไม่หมด ฝ่ายที่เสนอแก้ไขนั้น ได้มุ่งไปที่เรื่องการเข้าสู่อำนาจเป็นเรื่องหลัก ซึ่งมองอย่างไรก็เหมือนกิจกรรมนี้แฝงไว้เพื่อตัวเองทั้งนั้น จึงไม่แปลกที่ประชาชนส่วนใหญ่จะเห็นว่าไม่เกี่ยวกับเศรษฐกิจ ขณะที่ฝ่ายรัฐบาลเอง ก็ผัดผ่อนไปด้วยคำยืนยัน ต้องแก้ปัญหาเศรษฐกิจก่อน ทั้งที่จริงๆ แล้ว หากจะให้ความร่วมมือหริือออกหน้าชูธงแก้ไขกติกาให้เป็นประชาธิปไตยก็ย่อมจะทำได้ แต่ก็เป็นเรื่องแปลกไม่น้อย หากพวกเขาจะแก้กติกาเพื่อปิดทางเข้าสู่อำนาจของตัวเอง

มาเรียมกับมนุษย์…โดนเหมือนกัน พิษพลาสติกจิ๋ว เข้าท้อง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/387634?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

มาเรียมกับมนุษย์…โดนเหมือนกัน พิษพลาสติกจิ๋ว เข้าท้อง

10 กันยายน 2562 – 13:55 น.
มาเรียม,พลาสติกจิ๋ว,ขยะ
เปิดอ่าน 985 ครั้ง

มาเรียมกับมนุษย์…โดนเหมือนกัน พิษพลาสติกจิ๋ว เข้าท้อง โดย…   ทีมข่าวรายงานพิเศษ

ภาพเศษถุงพลาสติกเต็มท้อง “น้องมาเรียม” สร้างความสะเทือนใจให้เหล่าสาวกออนไลน์เป็นอย่างมาก มีการกระหน่ำแชร์ตีโพยตีพายถึงอันตรายขยะพลาสติกในท้องทะเลไทยมากมาย…แต่น้อยคนนักที่จะรู้ว่าอันตรายของพลาสติกไม่ได้มีแค่ในน้ำทะเล เพราะในขวดน้ำดื่มใสแจ๋วก็มีเช่นกัน เพียงแค่บิดฝาก็เจอพลาสติกจิ๋วปนเปื้อนทันที…

ผลชันสูตร “น้องมาเรียม” พะยูนน้อยกำพร้าแม่ เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม ที่ผ่านมานั้น ทีมสัตวแพทย์ยืนยันว่า “น้องจากไปเพราะขยะพลาสติกเล็กๆ เข้าไปขวางลำไส้” ส่งผลให้อุดตันและอักเสบจนติดเชื้อในกระแสเลือด เหตุการณ์นี้ทำให้นึกถึงรายงานผลสำรวจขององค์กร “ออร์บ มีเดีย” (Orb Media) เมื่อเดือนมีนาคม 2561 ที่นำน้ำดื่ม 250 ขวด ของ 11 ยี่ห้อ วางขายใน 9 ประเทศ คือ สหรัฐ จีน อินเดีย อินโดนีเซีย บราซิล เคนยา  เลบานอน เม็กซิโก และ “ไทยแลนด์” มาสุ่มตรวจจนพบอนุภาคพลาสติกถึงร้อยละ 93 โดยเป็นยี่ห้อน้ำดื่มมีชื่อเสียงระดับโลก เช่น Evian Aqua และ Nestle Pure Life หรือที่คนไทยรู้จักในชื่อเนสท์เล่ เพียวไลฟ์

นักวิทยาศาสตร์ใช้สีย้อม “ไนล์เรด” ฉีดเข้าไปเพื่อให้ยึดเกาะและมองเห็นพลาสติกขนาดจิ๋วที่ล่องลอยเจือปนอยู่ในน้ำ พบว่าน้ำขนาด 1 ลิตร มีอนุภาคพลาสติกขนาดเล็กเฉลี่ยตั้งแต่ 100–1,000 ชิ้น หมายความว่าน้ำขวดที่เราซื้อดื่มกันทุกๆ วันนั้นมี “ไมโครพลาสติก” แอบปนเปื้อนอยู่จำนวนไม่น้อยทีเดียว
  “ไมโครพลาสติก” (Microplastics) คือเศษพลาสติกจิ๋วขนาดเล็กกว่า 0.5 ซม. แบ่งเป็น 2 กลุ่มใหญ่ คือกลุ่มที่ 1 เม็ดพลาสติกตั้งต้น ที่ตั้งใจผลิตขึ้นมาเป็นส่วนประกอบของสินค้าต่างๆ เช่น “เม็ดสครับ” (scrub) ในสบู่ล้างหน้า หรือ “คริสตัล บีดส์” (Crystal Beads) ในผงซักฟอก ส่วนกลุ่ม 2 คือ พลาสติกที่แตกหัก เป็นเศษหลุดลอกหรือเสื่อมสลายแตกตัวมาจากพลาสติกขนาดทั่วไป เช่น เศษถุงพลาสติก หรือกล่องพลาสติกที่เปื่อยหรือแตกแล้ว

ก่อนหน้าที่ไม่ค่อยมีใครกังวลใจกับขยะ “พลาสติกจิ๋ว” เหล่านี้มากนัก จนกระทั่งพบว่าพวกมันปนเปื้อนในน้ำดื่มเกือบทุกขวด กลายเป็นข่าวใหญ่ไปทั่วโลก ทั้งแพทย์และนักวิทยาศาสตร์ต่างพากันออกมาแสดงความคิดเห็น โดยแบ่งเป็น 2 กลุ่มใหญ่ คือ กลุ่มที่เชื่อว่า “กลไกร่างกายมนุษย์จะขับออกไปได้เพราะเล็กจิ๋วมาก” ทำให้ไม่น่าเป็นห่วงมากนัก กับอีกกลุ่มที่เห็นตรงข้ามว่า “อนุภาคขนาดเล็กจะยิ่งเข้าไปเกาะติดในเนื้อเยื่อหรือผนังทางเดินอาหาร” ถ้าสะสมจำนวนมากอาจส่งผลให้การทำงานของอวัยวะในร่างกายผิดปกติได้
เช่น ดร.สเตฟานี ไรท์ จากสถาบันการศึกษาคิงส์คอลเลจ ของอังกฤษ  เตือนว่าพวกมันอาจไปซ่อนตัวอยู่ในเซลล์ภูมิคุ้มกันในผนังกระเพาะ หรือแอบไปฝังตัวสะสมอยู่ที่ต่อมน้ำเหลือง หากโชคร้ายอาจเข้าสู่กระแสเลือดไปสะสมในตับก็ได้ จากนี้ไปคงต้องศึกษาวิจัยอย่างเร่งด่วนว่าไมโครพลาสติกที่ปนเปื้อนในน้ำและอาหารเหล่านี้เป็นอันตรายแค่ไหน นักวิทยาศาสตร์บางคนเตือนว่าอาจเพิ่มความเสี่ยงทำให้เป็นมะเร็งบางชนิด หรือทำให้จำนวนอสุจิลดลง
ปัจจุบันไทยผลิตน้ำดื่มแบบขวดขายปีละ 4,400 ล้านขวดต่อปี หมายความว่าพวกเราก็ไม่ต่างจาก “น้องมาเรียม” ที่รับ “พิษพลาสติก” เข้าท้องทุกวัน

นักวิจัยในสหรัฐอเมริกาประเมินว่าคนอเมริกันรับไมโครพลาสติกเข้าร่างกายปีละประมาณ 70,000 หน่วย ถ้าใครชอบซื้อน้ำขวดกินเป็นประจำก็จะรับเพิ่มเข้าไปอีกเป็น 90,000 หน่วย
ช่วงนั้น “นพ.วันชัย สัตยาวุฒิพงศ์” เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ออกมาให้สัมภาษณ์ว่ายังไม่มีหลักฐานแน่ชัดว่าการปนเปื้อนดังกล่าวเป็นอันตรายต่อสุขภาพของมนุษย์ เชื่อว่าน้ำดื่มบรรจุขวดในไทยยังคงปลอดภัยต่อผู้บริโภค เพราะกำหนดคุณภาพตามมาตรฐานสากล ต้องสะอาดไม่มีสารหรือสีออกมาปนเปื้อน ไม่มีจุลินทรีย์ที่ทำให้เกิดโรค และควบคุมปริมาณตะกั่วและแคดเมียมในพลาสติกได้ไม่เกิน 100 มิลลิกรัมต่อ 1 กิโลกรัม
ล่าสุดวันที่ 21 สิงหาคม 2562 องค์การอนามัยโลก (WHO) ออกรายงานเกี่ยวกับ “ผลกระทบไมโครพลาสติกในร่างกายมนุษย์” ถือเป็นฉบับแรกที่เน้นการปนเปื้อนในน้ำดื่ม โดยสรุปเนื้อหาได้ว่า “ไมโครพลาสติกที่มีขนาดใหญ่กว่า 0.15 มิลลิเมตร จะไม่ถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกายมนุษย์ แต่ถ้าขนาดเล็กกว่านั้นโดยเฉพาะนาโนพลาสติกจะก่อให้เกิดอันตรายได้มากกว่า นอกจากนี้ยังกล่าวถึงการพบพลาสติกจิ๋วในขวดน้ำดื่มว่ามีจำนวนมากกว่าน้ำประปาเล็กน้อย โดยพบจาก “ฝาปิด” และกระบวนการผลิตขวด !

 ทำให้เกิดคำถามว่าพลาสติกจิ๋วเกี่ยวกับฝาปิดขวดน้ำอย่างไร?
“ดร.สุจิตรา วาสนาดำรงดี” นักวิจัยจากสถาบันวิจัยสภาวะแวดล้อม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อธิบายว่าการปนเปื้อนไมโครพลาสติกในขวดน้ำดื่มนั้น ส่วนใหญ่มาจากขั้นตอน “การปิดฝา” และ “บิดฝาเพี่อเปิดดื่ม” ซึ่งทำให้เกิดเศษพลาสติกขนาดเล็กมากๆ แตกหักปนเปื้อนลงไปในน้ำภายในขวด พร้อมกล่าวต่อว่า

นอกจากในน้ำดื่มแล้วยังพบส่วนที่เป็นขยะตกค้างในสิ่งแวดล้อมอีกจำนวนมาก โดยวิธีการลดปริมาณขยะไมโครพลาสติกนั้นมี 2 รูปแบบคือ รูปแบบที่ 1 พลาสติกที่เกิดจากการตั้งใจผลิตขึ้นมา เช่น ส่วนผสมในโฟมล้างหน้า เครื่องสำอาง ฯลฯ ต้องมีการประกาศห้ามใช้ ซึ่งบางประเทศใช้วิธีการ “แบน” (Ban) หรือไม่ให้ผู้ผลิตใช้ไมโครพลาสติกเป็นส่วนประกอบ ส่วนรูปแบบที่ 2 ได้แก่ไมโครพลาสติกที่แตกตัวหรือย่อยสลายมาจากพลาสติกชิ้นใหญ่ต้องใช้การควบคุมหรือจัดการป้องกันไม่ให้กระจายหรือหลุดรอดลงสู่สิ่งแวดล้อม เช่น กำหนดให้บริษัทผลิตเครื่องซักผ้าคิดค้นวิธีดักกรองไมโครไฟเบอร์ หรือพวกเส้นใยขนาดเล็กๆ ที่หลุดออกมา

“ควรห้ามหรือลดการผลิตพลาสติกที่ใช้ครั้งเดียวแล้วทิ้ง เช่น กล่องโฟม ฯลฯ เปลี่ยนมาใช้ถุงผ้า กล่องชานอ้อย หรือวัสดุเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมแทน รวมถึงจัดเก็บภาษีหรือค่าธรรมเนียมถุงพลาสติก ร้านค้าไม่ควรแจกถุงฟรี ต้องเก็บเงิน นอกจากนี้ควรมีมาตรการควบคุมนักท่องเที่ยวตามอุทยานแห่งชาติต่างๆ ให้รับผิดชอบนำขยะของตัวเองออกมา ไม่ทิ้งลงสู่สิ่งแวดล้อม เช่น บางอุทยานมีการเก็บเงินมัดจำขยะ 100 บาท เมื่อนักท่องเที่ยวนำขยะออกมาโชว์ ก็จะคืนเงินมัดจำให้” ดร.สุจิตรา กล่าวแนะนำ

ทั้งนี้เมื่อปี 2560 เกาหลีใต้ไม่ให้เครื่องสำอางและยาสีฟันมีส่วนผสมของไมโครพลาสติก และในปี 2561 อังกฤษสั่งยกเลิกการใช้ไมโครพลาสติกในการผลิตสินค้าเกือบทุกชนิด

ส่วนประเทศไทยที่มีสถิติ โยนขยะทิ้งลงทะเลมากเป็นอันดับ 6 ของโลก และในแต่ละปีผลิตขยะพลาสติกมากกว่า 2 ล้านตันนั้น ก็ได้ประกาศ “โรดแม็พ” หรือ ร่างแผนปฏิบัติการด้านการจัดการขยะพลาสติก พ.ศ.2561-2573 เช่นกัน

โดยกำหนดว่าภายในปี 2562 จะเลิกใช้ พลาสติกผสมไมโครบีดส์
ผ่านไปจนจะหมดปี 2562 แล้ว ก็ไม่เห็นว่า “รัฐบาล” มีประกาศหรือมาตรการอะไรบังคับใช้อย่างจริงจัง…หรือเป็นไปได้ว่า “คุณลุงบิ๊กตู่” ยังไม่ค่อยเข้าใจคำว่า “ไมโครพลาสติก”?
คงต้องรอผ่าท้องคนไทยแล้วเจอ “เศษพลาสติกจิ๋วเสียก่อน” หน่วยงานที่เกี่ยวข้องถึงจะเริ่มตื่นเต้น!?!

ไผเป็นไผ “เพื่อไทย” ลงถนน ม็อบสุดสัปดาห์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/387606?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

10 กันยายน 2562 – 10:35 น.
ท่องยุทธภพ,เจาะประเด็นร้อน,ฟอร์ด เส้นทางสีแดง,กลุ่มเลือกข้างประชาธิปไตย,นายใหญ่,คนเสื้อแดง,กลุ่มประชาธิปไตยไร้พรมแดน,ทักษิณ ชินวัตร,พตททักษิณ ชินวัตร,คมชัดลึก
เปิดอ่าน 6,251 ครั้ง

คอลัมน์ ‘ท่องยุทธภพ’ โดย ‘ขุนน้ำหมึก’ จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก10 ก.ย.62

*************************

สุดสัปดาห์ที่ผ่านมามีการอภิปรายเกี่ยวกับการแก้รัฐธรรมนูญหลายเวที ช่อ” พรรณิการ์ วานิช ไปพูดเรื่อง “ตอบโจทย์ประเทศไทย ทำไมต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญ” ที่ศูนย์วัฒนธรรมพุทธวิชชาลัย บางเขน มรภ.พระนคร

ที่เป็นประเด็นร้อนเมื่อ “ช่อ” เรียกร้องให้ทุกคนลุกขึ้นมาสู้ เพื่อให้ได้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ “สิทธิในการอยู่บนถนน เพื่อเรียกร้องรัฐธรรมนูญของประชาชน เป็นสิทธิที่ทุกคนทำได้ และไม่ต้องตาย ไม่ต้องขัดแย้ง ไม่ต้องทะเลาะกัน”

พูดง่ายๆ ใกล้เวลาลงสู่ถนนอย่างสันติแล้ว ตอนนี้ก็ตั้งเวที “ไฮด์ปาร์คข้างถนน” อุ่นเครื่องไปทุกสัปดาห์แถวอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย 

กลุ่มเลือกข้างประชาธิปไตย

ข้างถนนคนเพื่อไทย

เป็นสัปดาห์ที่ 2 บริเวณหน้าโรงเรียนสตรีวิทย์ อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ถนนราชดำเนิน มีการเปิดเวทีอภิปรายข้างถนนของ กลุ่มเลือกข้างประชาธิปไตย” นำโดย เอกภพ กตัญญู และ “ไก่ บิ๊กแมน” อดีตคนเสื้อแดง

แกนนำม็อบข้างถนนเป็น “คนโนเนม” แต่ผู้ที่แวะเวียนมาเยี่ยมและจับไมค์ปราศรัยข้างถนนกลับเป็น “3 อดีต ส.ส.” คนดังของพรรคเพื่อไทย

ไพโรจน์ อิสระเสรีพงษ์

เริ่มจาก “ไพโรจน์ อิสระเสรีพงษ์” อดีตส.ส.กรุงเทพฯ เจ้าของโรงสีใหญ่หนองจอก ซึ่งสอบตกสมัยที่แล้ว แต่ช่วงเสื้อแดงคึกคัก “ไพโรจน์” ได้ให้การสนับสนุน “แดงหนองจอก” ซึ่งไพโรจน์แวะมาสังเกตการณ์ม็อบข้างถนนราชดำเนิน 2 ครั้งแล้ว

นคร มาฉิม” อดีต ส.ส.พิษณุโลก มาครั้งแรก และตั้งใจมาไฮด์ปาร์ค โดยโพสต์เฟซบุ๊กชวนแฟนคลับ “พบกันที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เพื่อเริ่มต้นนับถอยหลัง ล้มมรดกบาปของเผด็จการทรราช ทวงคืนประชาธิปไตย ทวงคืนความถูกต้อง ความเป็นธรรม”

นคร มาฉิม

นี่ก็มาครั้งแรก “นพ.ทศพร เสรีรักษ์” อดีตผู้สมัคร ส.ส.แพร่ พรรคไทยรักษาชาติ แวะมาให้กำลังใจและนำร้องเพลง “เพื่อมวลชน” สร้างความคึกคักขึ้นมาโดยพลัน

นพ.ทศพร เสรีรักษ์

เอกภพ-ไก่ บิ๊กแมน ก็แค่หน้าฉาก..ส่วนคนอยู่หลังฉาก สันติบาล กอ.รมน.รู้ตัวหมดแล้วล่ะ?

ที่แท้เอฟซีทักษิณ

ส่องดูหน้าตาของกลุ่มที่ใช้ชื่อว่ากลุ่มเลือกข้างประชาธิปไตย ก็เป็นคนหน้าคุ้นๆ ในม็อบ นปช. ม็อบคนเสื้อแดง และม็อบคนรักทักษิณ ระหว่างปี 2550-2556

กลุ่มประชาธิปไตยไร้พรมแดน

จริงๆ แล้ว ยังมีอีกกลุ่มหนึ่งคือ พลังประชาธิปไตย ไร้พรมแดน” ที่จัดกิจกรรมจุดเทียนนำแสงสว่างสู่สภาของประชาชนเมื่อตอนสายวันที่ 25 กรกฎาคม 2562 ที่ทำการรัฐสภาชั่วคราวหน้าทีโอที ถนนแจ้งวัฒนะ

กิจกรรมจุดเทียนดังกล่าวเป็นการส่งสัญญาณการขับเคลื่อนของมวลชนคนรักทักษิณและเป็นการอวยพรวันเกิดล่วงหน้าให้คนแดนไกล

อุบลกาญจน์ อมรสิน

แกนนำกลุ่มพลังประชาธิปไตยไร้พรมแดนคือ อุบลกาญจน์ อมรสิน” หรือ “สาว” หรือ “ดีเจสาวฝั่งโขง” แกนนำแดงเมืองอุบลฯ และอดีตผู้สมัครส.ส.แบบบัญชีรายชื่อของพรรคไทยรักษาชาติ

วันอาทิตย์ที่ผ่านมา “ดีเจสาวฝั่งโขง” ไปจัดรายการเรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ มรภ.พระนคร เวทีเดียวกันกับ “ช่อ” ชวนคนลงสู่ท้องถนนอย่างสันติ

ฟอร์ด” ถูกทิ้ง?

ถ้ายังจำกันได้สมัยที่ “จ่านิว” สิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ และอานนท์ นำภา เคลื่อนไหวในนาม “กลุ่มคนอยากเลือกตั้ง” ก็ได้มวลชนคนเสื้อแดงนั่นแหละ มาร่วมชุมนุมทุกครั้ง โดยมีแกนนำชื่อ ฟอร์ด เส้นทางสีแดง”

ต้นปี 2562 “จ่านิว-อานนท์” แตกคอกับ “ฟอร์ด” จึงทำให้ฝ่ายหลังไปตั้ง “กลุ่มประชาชนอยากเลือกตั้ง” แต่คนเสื้อแดงบางส่วนที่ไม่ชอบฟอร์ด ก็แยกตัวไปสังกัดกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง

ฟอร์ด เส้นทางสีแดง

มาถึงวันนี้มวลชนกลุ่มคนอยากเลือกตั้งได้แปรสภาพเป็น “กลุ่มเลือกข้างประชาธิปไตย” ที่อ้างว่ารวมตัวแบบธรรมชาติ ไม่มีแกนนำ ไม่มีจ่านิว โบว์ อานนท์

กลยุทธ์นี้เคยใช้กันมาแล้วสมัยก่อตั้ง “กลุ่มคนวันเสาร์ไม่เอาเผด็จการ” ปี 2550 ที่มีแต่ “คนโนเนม” มาตั้งเวทีไฮด์ปาร์คกลางสนามหลวง

ส่วน ฟอร์ด เส้นทางสีแดง” ก็ไปตั้งกลุ่มประชาชนรณรงค์​แก้ไขรัฐธรรมนูญ​ มีแผนการจะจัดชุมนุมทางการเมืิองในวันพุธที่​ 18 กันยายน 2562 ที่หน้าอาคารสภาใหม่ เกียกกาย เพื่อสนับสนุนการเปิดอภิปรายของฝ่ายค้านเกี่ยวกับปมถวายสัตย์​ของนายกรัฐมนตรี​

น่าจับตาเวทีข้างถนนราชดำเนินทุกวันอาทิตย์ จะมีพัฒนาการไปสู่การลงถนนอย่างสันติตามที่ “ช่อ” ชี้นำไว้หรือไม่?

ความเร็วบนถนนหลวง120 กม./ชม.เหมาะสมหรือไม่ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/387632?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ความเร็วบนถนนหลวง120 กม./ชม.เหมาะสมหรือไม่

10 กันยายน 2562 – 08:55 น.
ความเร็วบนถนน,น้ำท่วม,ฝนแล้ง,อ๊อด เทอร์โบดับเครื่องชน
เปิดอ่าน 1,652 ครั้ง

คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

“ดับเครื่องชน” วันนี้ขอปรึกษาเรื่องกำหนดความเร็วของยวดยานบนถนนหลวงว่า 120 กม./ชม. ตามแนวคิดของรัฐมนตรีคมนาคม ‘ศักดิ์สยาม ชิดชอบ’ ว่าเหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบันหรือไม่ ?

กรณีนี้เราต้องเอาความจริงมาว่ากันเพราะมีทั้งคนชอบเห็นด้วยและผู้คัดค้าน โดยต่างอ้างเรื่องความปลอดภัยเป็นประการสำคัญที่สุด

ว่ากันถึงผู้คัดค้านว่า ทางหลวงของไทยนั้นแม้มีช่องจราจรใหญ่ 4 เลน หรือมากกว่าแต่มีสี่แยก, ทางร่วมมากทำให้เกิดอุบัติเหตุได้ง่าย โดยเฉพาะมอเตอร์ไซค์, สัตว์ต่างๆ เป็นต้นเหตุ

ส่วนผู้สนับสนุนก็บอกว่าวิ่งตามกฎหมายกำหนดเดิมก็ดีอยู่แล้ว เพราะวิ่งเร็วจะทำให้เกิดอุบัติเหตุได้ง่าย และช่วยเรื่องการประหยัดน้ำมันด้วย

จึงขอให้พิจารณาไตร่ตรองให้ดีเพราะต้องคำนึงถึงความเหมาะสมโดยเฉพาะบนมอเตอร์เวย์หรือทางพิเศษ ซึ่งรถวิ่งช้าวิ่งเลนขวา หรือกีดขวางการจราจรก็เป็นอันตราย

นอกจากนี้ มีการแสวงหาผลประโยชน์จากรถวิ่งเร็วเกินอัตรากำหนด ซึ่งพบเห็นอยู่บ่อยๆ และรถในปัจจุบันมีสมรรถนะสูงวิ่งได้เร็วกว่าแต่ก่อน

จึงขอให้พิจารณาเรื่องความเหมาะสม โดยคิดเรื่อง ‘ความปลอดภัย’ ต้องมาก่อน ส่วนเรื่องการจราจรคล่องตัวเพราะรถวิ่งเร็วขึ้นนั้นเป็นเรื่องรอง !
อ๊อด เทอร์โบ


 น้ำท่วมดีกว่าฝนแล้ง
 ปัญหาเรื่องน้ำถึง ‘รัฐบาล’

ผมขอส่งผ่านต่อไปยังนายกรัฐมนตรีลุงตู่ ‘พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา’ ให้หันมามองปัญหาเรื่องน้ำและขออนุญาตบอกว่านี่เป็นความคิดเห็นส่วนตัว เพราะเบื่อเต็มทีที่เมืองไทยของเราเดี๋ยวฝนแล้ง ภัยแล้ง และทันใดฝนตกน้ำท่วมฉับพลันแล้วดินโคลนถล่มตามลงมา

ที่เป็นปัญหาอย่างนี้เพราะเราบริหารจัดการน้ำไม่เป็น คือไม่เป็นระบบ ปล่อยให้น้ำธรรมชาติไหลลงทะเลไปอย่างน่าเสียดาย ซึ่งต่อมาจะเป็นปัญหาภัยแล้งซ้ำซากอยู่อย่างนี้แหละ

จึงของฟันธงตรงประเด็นไปเลยเหมือนเพลงลูกทุ่งร้องไว้ว่า ‘น้ำท่วมดีกว่าฝนแล้ง’ แม้จริงอยู่อาจจะเกิดความเสียหายบ้าง แต่หากเราเตรียมรับมือแล้วก็จะผ่อนหนักเป็นเบาบรรเทาไปได้มาก

ผมขอมองเป็นประเด็นนี้ขึ้นมาและอยากให้เรารู้จักบริหารจัดการน้ำให้เป็นไม่งั้นเดี๋ยวก็ต้องตามแก้ปัญหาน้ำท่วม-ภัยแล้งตลอดไป
พรเทพ (เมืองปทุม)


 ช่วยกทม.ให้ปลอดภัยทุกระบบ
จดหมายจากคุณ ‘สามารถ’ กทม.ต่อไปนี้น่าสนใจมากครับ โดยนำข้อมูลมาแจ้งให้ทราบว่า เมืองใหม่ๆ ของโลกมีความปลอดภัยขนาดไหน ?

ขอเป็นสื่อกลางมาแจ้งให้ทราบเพื่อพวกเราจะทำ ‘กรุงเทพมหานคร’ ของเราดีขึ้นมากกว่าที่เป็นอยู่
อ๊อด เทอร์โบ


 กทม.ติดอันดับ 47
 เมืองปลอดภัยที่สุดในโลก

ผมมีข้อมูลที่น่าสนใจจากการสำรวจเมืองปลอดภัยที่สุดในโลกของปีนี้จาก 60 เมืองใหญ่ทั่วโลก ปรากฏว่าโตเกียวเมืองหลวงของญี่ปุ่นอันดับ 1 ได้แชมป์ ส่วนกทม.ของเราอันดับ 47 คะแนนต่ำกว่าค่าเฉลี่ย ซึ่งทำให้เราต้องหันมาปรับปรุงตัวไม่ใช่ปล่อยเลยตามเลย เลยเขียนจดหมายนี้มาแจ้งพวกเราได้ทราบ

เราต้องดูว่าเขาวัดผลจากอะไรบ้าง ซึ่งมาจาก 4 กลุ่มหัวข้อใหญ่ ได้แก่ ความปลอดภัยด้านโครงสร้างพื้นฐาน ความปลอดภัยส่วนบุคคล ความปลอดภัยทางสุขภาพ และความปลอดภัยทางดิจิทัล

ขยายความได้ว่า ความปลอดภัยด้านโครงสร้างพื้นฐาน – หมายถึงการรักษาความปลอดภัยทางคมนาคม ความเป็นมิตรต่อคนเดินเท้า และแผนการรับมือกับหายนภัยต่างๆ ซึ่งวัดดัชนีได้จากสถิติ เช่น จำนวนผู้เสียชีวิตจากภัยธรรมชาติ จำนวนผู้เสียชีวิตบนท้องถนน สัดส่วนผู้อยู่อาศัยในสลัม

ความปลอดภัยส่วนบุคคล – การรักษาความปลอดภัยจากเหตุอาชญากรรม การกำกับควบคุมอาวุธปืน ไปจนถึงความเสี่ยงด้านเสถียรภาพทางการเมือง ฯลฯ ซึ่งวัดดัชนีเหล่านี้จากความชุกของอาชญากรรมทั้งแบบรุนแรงและไม่รุนแรง อัตราการใช้ยาเสพติด ความถี่ของการโจมตีโดยผู้ก่อการร้าย

ความปลอดภัยทางสุขภาพ – เป็นการวัดทั้งนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมและการเข้าถึงระบบสาธารณสุขของประชาชน โดยวัดจากอัตราจำนวนแพทย์และจำนวนเตียงในโรงพยาบาลต่อประชากร 1,000 คน การเข้าถึงอาหารที่สะอาดปลอดภัย ค่าฝุ่น PM 2.5 จำนวนการเสียชีวิตของทารก

ความปลอดภัยทางดิจิทัล – เป็นการวัดผลด้านนโยบายรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์ มีการจัดทีมกำกับดูแลด้านนี้โดยเฉพาะหรือไม่ และความตระหนักรู้ด้านอาชญากรรมไซเบอร์ของประชาชนมีมากน้อยแค่ไหน

จดหมายของผมอาจจะข้อมูลด้านวิชาการเยอะไปหน่อย แต่อยากให้กทม.ปลอดภัยมากกว่านี้
สามารถ (กทม.)


หมอลำคาร์นิวัล กับรัฐราชการไดโนเสาร์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/387629?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

หมอลำคาร์นิวัล กับรัฐราชการไดโนเสาร์

10 กันยายน 2562 – 08:30 น.
หมอลำคาร์นิวัล 2562,กระดานความคิด,ราชการไดโนเสาร์,พิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ภูเวียง,ไดโนเสาร์พิฆาต
เปิดอ่าน 1,352 ครั้ง

คอลัมน์…  กระดานความคิด   โดย…  บางนา บางปะกง 

เมืองขอนแก่นมีพิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ภูเวียงแหล่งพบไดโนเสาร์แห่งแรกของไทย และมีทีมฟุตบอลขอนแก่น เอฟซี ฉายา “ไดโนเสาร์พิฆาต”

ขณะนี้มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ดังสนั่นลั่นเมืองไดโนเสาร์เป่าแคน กรณีจังหวัดขอนแก่นและสำนักวัฒนธรรมจังหวัดขอนแก่น จัดงาน  “หมอลำคาร์นิวัล 2562” ซึ่งใช้งบประมาณมากมายถึง 27 ล้านบาท

สิ่งที่อยากจะเขียนถึงหมอลำคาร์นิวัล ไม่ใช่เรื่องงบประมาณ ปีที่แล้ว 5 ล้านบาท และปีนี้ 27 ล้านบาท ก็เป็นหน้าที่การตรวจสอบของ ป.ป.ท. หรือ ป.ป.ช.

แนวคิด “หมอลำคาร์นิวัล” ที่จัดเลียนแบบเทศกาลรื่นเริงคาร์นิวัลของชาวคริสต์ในบราซิล ควรถูกชำแหละมาแต่ปีแรกๆ การจับเอา “หมอลำ” แต่งองค์ทรงเครื่องมาเดินบนถนนรอบเมืองขอนแก่นไม่ต่างจากขบวนแห่งานไหมขอนแก่น

“หมอลำคาร์นิวัล ส่งเสริมและอนุรักษ์วัฒนธรรมทางภูมิปัญญาหมอลำ หรือร่วมสืบสานศิลปวัฒนธรรมอีสานที่มีมาอย่างยาวนานให้คงอยู่ตลอดกาล ไม่จางหายไป”

รัฐราชการไทยคิดได้แค่นี้ หรือแม้แต่นักวิชาการในรั้วมหาวิทยาลัยก็จ่อมจมอยู่กับวาทกรรม “อนุรักษ์วัฒนธรรมทางภูมิปัญญาหมอลำ”

40-50 ปีที่ผ่านมา “หมอลำไม่เคยตาย” และไม่เคยจางหายไปจากสังคมไทย บรรดาศิลปินหมอลำได้เรียนรู้การปรับตัวเพื่อความอยู่รอด ส่งต่อกันมาแบบรุ่นต่อรุ่น

จากหมอลำกลอนกลางลานดินสู่คณะลำเรื่องต่อกลอน ลำเพลิน และลำซิ่ง ทุกวันนี้มีการยกคณะลำซิ่งขึ้นไปบนรถบรรทุกหกล้อ ย่อเวทีหมอลำ แสง สี เสียงไว้ในรถคันเดียวจนเกิดปรากฏการณ์ “หมอลำรถแห่”

นี่เป็นวัฏจักรของศิลปินหมอลำ ดุจเดียวกับสรรพสิ่งบนโลกใบนี้ไม่มีวันหยุดนิ่ง

ยกตัวอย่างเมืองขอนแก่นที่เป็นศูนย์กลางคณะลำเรื่องต่อกลอนทำนองแก่น ชาวคณะหมอลำเหล่านี้มีการปรับตัวให้ทันยุคทันสมัย จึงดำรงอยู่ได้มาจนถึงวันนี้

แม้แต่ลำซิ่งที่ได้รับความนิยมอย่างสูงในช่วงหลังก็มีจุดเริ่มต้นที่เมืองขอนแก่น โดยการบุกเบิกของแม่ราตรี ศรีวิไล

20 ปีก่อน แม่ราตรีจับมือกับบริษัทอีวีเอส ถ่ายทำการแสดงสด “คอนเสิร์ตลำซิ่ง” บันทึกไว้เป็นวิดีโอ และนำออกขาย ปราฏว่า ลำซิ่งได้รับความนิยมอย่างกว้างขวาง

สำนักวัฒนธรรมจังหวัดขอนแก่นที่จ้างลำเรื่องต่อกลอนคณะระเบียบวาทะศิลป์ และลำเพลินคณะสาวน้อยเพชรบ้านแพง มาแสดงนั้นเคยรู้บ้างมั้ยว่าพวกเขาดิ้นรนเพื่อความอยู่รอดกันอย่างไร?

“ระเบียบวาทะศิลป์” เป็นหนึ่งในหลายสิบคณะหมอลำเรื่องทำนองขอนแก่นที่ยืนสู้กับกระแสการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี หรือพฤติกรรมของผู้บริโภค ด้วยการปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์

เช่นเดียวกัน สุดยอดลำเพลิน “สาวน้อยเพชรบ้านแพง” ที่ใช้สื่อโซเชียลมาช่วยประชาสัมพันธ์และรักษาฐานเอฟซีหมอลำ จึงพอมีงานจ้างงานหา

พ.ศ.นี้คนอีสานรุ่นใหม่ยุค “สตาร์ทอัพ” ได้ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมดิจิทัลในการสร้างธุรกิจเพลงป๊อปอีสาน พวกเขามีอายุเฉลี่ย 35 ปีเท่านั้น แต่สร้างรายได้เดือนละหลายสิบล้าน ทั้งจากยูทูบและงานโชว์

ยกตัวอย่าง จ.อ.สุจินต์ กุลชนะรงค์ หรือ จินนี่ ภูไท นักปั้น นักเรียบเรียงดนตรี และนักแต่งเพลง จัดว่าเป็นผู้ที่ประสบความสำเร็จในการสร้างงานเพลงป๊อปอีสาน มียอดวิว 100 ล้านวิวขึ้นไป

สตาร์อัพลูกทุ่งอีสานล้วนมีพื้นฐานมาจากหมอลำและดนตรีพื้นเมืองจึงประยุกต์ท่วงทำนองดนตรีอีสานให้เข้ากับดนตรีสมัยใหม่และถูกจริตเด็กอีสานรุ่น 15-16 ปี

ทางที่ดีจังหวัดขอนแก่นและสำนักวัฒนธรรมจังหวัดขอนแก่น ไม่ควรมาจัดหมอลำคาร์นิวัลส่งเสริมและอนุรักษ์หมอลำอะไรหรอก เปลืองเงินเปลืองทอง แค่อีเวนท์ 3 วันไม่ได้ช่วยให้หมอลำรอดตายหรอก

เทศกาลงานบุญที่จะมาถึงในเดือนตุลาคมนี้ ชาวหมอลำทุกประเภทรวมถึงรถแห่หมอลำ ยังกังวลเรื่องน้ำท่วม ชาวนาไม่มีข้าวขายแล้วจะมีรายได้มาจากไหน บวกกับเศรษฐกิจรากหญ้าติดลบมาแต่ปีที่แล้ว กำลังซื้อถดถอย

ต่อให้ทุ่มเงิน 100 ล้าน หมอลำคาร์นิวัล 20 จังหวัดทั่วอีสาน ก็ไม่ตอบโจทย์การสร้างความเข้มแข็งและยั่งยืนให้แก่ศิลปวัฒนธรรมอีสาน มันเป็นอีเวนท์การตลาดที่โครมคราม แล้วก็เงียบหายไป