บิ๊กตู่ ยกเครื่องการข่าวรับสงคราม ไฮบริด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/386809?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

บิ๊กตู่ ยกเครื่องการข่าวรับสงคราม ไฮบริด

5 กันยายน 2562 – 12:25 น.
ถอดรหัสลายพราง,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา
เปิดอ่าน 1,655 ครั้ง

คอลัมน์…  ถอดรหัสลายพราง   โดย…  พลซุ่มยิง 

คงมีไม่กี่เหตุผล “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม เข้ามากำกับดูแลงานด้านความมั่นคง เพราะนอกจากต้องรักษาเสถียรภาพรัฐบาลต่อการบริหารประเทศให้อยู่ครบ 4 ปี ในสภาวะเสียงปริ่มน้ำแล้ว ก็ยังต้องดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยในขณะที่ประเทศกำลังเผชิญสงครามลูกผสม หรือไฮบริด ที่กำลังลดทอนความเชื่อถือของรัฐบาล

การจัดวางไลน์ตัวบุคคลในตำแหน่ง 5 เสือของเหล่าทัพ นอกจากต้องรองรับการเกษียณอายุราชการผู้บัญชาการเหล่าทัพแล้ว ยังต้องเป็นเสาหลักค้ำจุนรัฐบาลในการขับเคลื่อนงานไปสู่เป้าหมายที่วางไว้ เช่นเดียวกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ที่อยู่ในการกำกับดูแลของพล.อ.ประยุทธ์ ก็ได้พิจารณาวางตัวบุคคลเพื่อรองรับการเกษียณอายุราชการของผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติในปี 2563 ด้วยเช่นกัน

หลายปัญหาที่มีความซับซ้อนกำลังถาโถมรัฐบาล ‘ประยุทธ์ 1/2’ ทั้งด้านการเมือง การก่อเหตุรุนแรง 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ (จชต.) ที่ถูกผสมผสานจนแยกแยะไม่ออก อย่างกรณีการลอบวางระเบิดหลายจุดใน กทม. แม้เวลาล่วงเลยมาเดือนกว่าแล้ว แต่ยังไม่รู้ตัวผู้บงการและมูลเหตุจูงใจแท้จริง

ในขณะเดียวกันข่าวปลอม หรือ ‘เฟคนิวส์’ ที่กำลังกลายเป็นปัญหาสำคัญที่รัฐบาลจะต้องเร่งแก้ไข โดยการจัดตั้งศูนย์เฟคนิวส์เซ็นเตอร์ขึ้นมากลั่นกรองที่ครอบคลุมทุกมิติให้แล้วเสร็จภายใน 2 เดือน โดยมี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี กำกับดูแล เพราะ ‘เฟคนิวส์’ ไม่เพียงแค่ทำลายความเชื่อมั่น รัฐบาล แต่หมายรวมถึงการ ‘ดิสเครดิต’ ตัวผู้นำประเทศ ในฐานะที่กำกับงานด้านความมั่นคง

เช่นเดียวกับการแก้ไขปัญหา 3 จังหวัดชายแดนใต้ หลังกองอำนวยการภาค 4 ส่วนหน้า (กอ.รมน.4 สน.) ต้องเผชิญกับ ‘เฟคนิวส์’ มีเนื้อหาบิดเบือน ใส่ร้ายป้ายสี ชี้นำสังคม เจตนาเพื่อหวังทำลายความน่าเชื่อถือในการปฏิบัติของเจ้าหน้ารัฐ  ผ่านเพจ Suara Patani, ข่าวความจริง สามจังหวัดภาคใต้, Patani Kita, Fajar Harian, ประวัติศาสตร์และเรื่องราวที่เกิดขึ้นในดินแดนปาตานี, เพจ Cerita Patani

  พล.อ.ประยุทธ์ จึงมีความจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนตัวบุคคล เพื่อเข้ามาสวมบทบาทคุมงานด้านการข่าวของรัฐบาลโดยเฉพาะการวิเคราะห์ เจาะลึก และประเมินทิศทางด้านข้อมูลข่าวสาร เพื่อตั้งรับและปฏิบัติการเชิงรุก ตั้งแต่การแต่งตั้ง นายอนุกูล เจิมมงคล ทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ (สขช.) ซึ่งถือเป็นลูกหม้อคนสำคัญอีกคนหนึ่ง

พร้อมทั้งขยับให้ “บิ๊กอั้น” พล.อ.สมศักดิ์ รุ่งสิตา รองปลัดกระทรวงกลาโหม ข้ามห้วยมานั่งในตำแหน่งเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) แทน พล.อ.วัลลภ รักเสนาะ จะเกษียณอายุราชการกันยายนนี้ และเตรียมนั่งเป็นหัวหน้าคณะพูดคุยสันติสุขจังหวัดชายแดนใต้คนใหม่เนื่องจากมีความพร้อมมากที่สุด หลังทำหน้าที่ในตำแหน่งดังกล่าวมานาน 2 ปีเต็ม

ทั้งนี้ ‘พล.อ.สมศักดิ์’ เป็นนักเรียนเตรียมทหารรุ่นที่ 19  และได้ข้ามไปเรียนนายร้อย VMI-Virginia Military Institute สหรัฐอเมริกาจนจบหลักสูตรปริญญาตรี และต่อโทสาขาวิศวกรรมไฟฟ้าที่ Virginia Polytechnic Institute and State University สหรัฐอเมริกาด้วย

และเป็นทีมงานของ “บิ๊กช้าง” พล.อ.ชัยชาญ ช้างมงคล รมช.กลาโหม ตั้งแต่ดำรงตำแหน่งสำนักนโยบายและแผนกลาโหม กระทรวงกลาโหม เคยผ่านตำแหน่งสำคัญๆ ได้แก่ อาจารย์ส่วนการศึกษาโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า, รองผู้อำนวยการโครงการสงครามพิเศษ กรมยุทธการทหารบก, ผู้อำนวยการกองการฝึกและศึกษา กรมยุทธศึกษาทหารบก, ผู้อำนวยการกองนโยบายและแผน กรมยุทธการทหารบก, ผู้ช่วยผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผนกลาโหม ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผนกลาโหม และรองปลัดกระทรวงกลาโหม

พร้อมๆ กับการวางตัวให้ พล.ท.วีรชน สุคนธปฏิภาค อดีตรองโฆษกรัฐบาลคสช. ไปดำรงตำแหน่งเป็นเจ้ากรมข่าวทหาร กองบัญชาการกองทัพไทยเพื่อหวังให้การทำงานด้านการข่าวระหว่างรัฐบาลกับกองทัพ สอดประสานไปในทิศทางเดียวกัน ขณะที่ พล.ท.ณฐตพล บุญงาม เจ้ากรมข่าวทหารคนปัจจุบัน ถูกย้ายข้ามห้วยเพื่อมารอจ่อคิวเป็นเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติในอนาคต

 สงครามการเมืองหรือสงครามเฟซบุ๊ก หรืออาจจะเป็นสงครามในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ กำลังปรับรูปแบบการต่อสู้ โดยใช้โฆษณาชวนเชื่อผ่านโลกโซเชียลมีเดียมาสร้างเงื่อนไขท้าทายบทบาทของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม 

จึงจำเป็นต้องปรับกลยุทธ์รับมือพร้อมตอบโต้ด้วยวิธีการเดียวกัน

ลุงตู่ขี่พายุ สู้ปมถวายสัตย์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/386821?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ลุงตู่ขี่พายุ สู้ปมถวายสัตย์

5 กันยายน 2562 – 12:15 น.
พายุโพดุล,น้ำท่วม,น้ำป่าหลาก,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา,คาจิกิ,กรมอุตุฯ,ปมถวายสัตย์ไม่ครบ,รักแผ่นดิน
เปิดอ่าน 2,823 ครั้ง

คอลัมน์…  รักแผ่นดิน  โดย…  ฅนไท  หนังสือพิมพ์ กรุงเทพธุรกิจ

พายุ“โพดุล”ไปแล้ว ทิ้งร่องรอยความเสียหายจากแนวที่พายุพัดผ่าน ทั้งน้ำท่วม น้ำป่าไหลหลาก ถนน-บ้านเรือนพังไปหลายสิบจังหวัด “คาจิกิ”กำลังมาซ้ำ ซึ่งกรมอุตุนิยมวิทยาคาดว่า จะเข้ามาถล่ม 59 จังหวัด

ขณะที่ประชาชนเดือดร้อนกับภัยพิบัติทางธรรมชาติ ฝ่ายการเมืองกำลังก่อพายุ “ปมถวายสัตย์ไม่ครบ” รัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จึงต้องแก้ปัญหาพายุทั้งสองฝั่ง ทั้งพายุธรรมชาติที่ต้องบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน และพายุทางการเมือง
   พลเอกประยุทธ์ และรัฐบาลเลือกแก้ปัญหาพายุ ที่ก่อให้เกิดความเดือดร้อนแก่รัฐบาลก่อน จะเห็นได้ว่า ตัวนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีอีกหลายคน เลือกลงพื้นที่ในจังหวัดซึ่งได้ความเดือดร้อนจากอุทกภัยและวาตภัยเป็นหลัก

โดยจัดลำดับพายุทางการเมืองเป็นเรื่องทีหลัง เลือกเวลาในการไปตอบอภิปรายทั่วไปตามมาตรา 152 ของรัฐธรรมนูญ ในวันสุดท้ายของสมัยประชุมสภาผู้แทนราษฎร 18 กันยายน ขอช่วยเหลือความเดือดร้อนของประชาชนเป็นเรื่องเร่งด่วน เพื่อสร้างคะแนนนิยม เป็นเกราะคุ้มกันพายุทางการเมือง

ในขณะที่ฝ่ายค้าน มุ่งมั่นที่จะอภิปรายปมถวายสัตย์ให้ได้ เห็นเรื่องภัยธรรมชาติที่พี่น้องคนไทยประสบชะตากรรม เป็นเรื่องรอง ถึงขนาดที่โฆษกพรรคอนาคตใหม่ คุณช่อ พรรณิการ์ วานิช แถลงเร่งรัด ให้นายกฯ มาชี้แจงญัตติ โดยบอกว่า “น้ำท่วม เดี๋ยวคงลด คงไม่ท่วมไปจนปิดสมัยการประชุม” 

ยังไม่เห็นพรรคอนาคตใหม่ แสดงความเห็นใจหรือช่วยเหลือประชาชนที่ประสบภัยพิบัติ ขณะที่ทั้งรัฐบาลและแม้กระทั่งพรรคเพื่อไทยตั้งศูนย์ช่วยเหลือผู้ประสบภัย

ปัญหาการเมืองที่ถกกันในสภาควรจะมาทีหลัง ปัญหาของพี่น้องคนร่วมชาติไหม?

นักการเมืองต้องคิดให้ดี และถ้าปมถวายสัตย์ไม่ครบตามมาตรา 161 พลเอกประยุทธ์ มาตอบสั้น ๆ ว่า “เรื่องนี้อยู่ในศาลรัฐธรรมนูญแล้ว พร้อมรับผลการตัดสินของศาล” พรรคอนาคตใหม่ที่คิดว่าปมนี้จะเป็น “จุดตาย” จะเดินหน้าอย่างไรต่อ? น่าคิด

แต่เชื่อว่า พรรคฝ่ายค้านคงไม่ยอมที่จะหยุดอภิปราย

การที่รัฐบาลเลือกวันที่ 18 กันยายน วันประชุมสภา เป็นวันสุดท้ายที่จะพูดคุยกันเรื่องญัตตินี้ เพราะจะได้อภิปราย ไม่เกิน 1 วัน หลังเที่ยงคืนวันที่ 18 กันยายน ไม่สามารถอภิปรายต่อได้ เพราะปิดสมัยประชุมสภาแล้ว และเมื่อปิดเทอมสภา ทุกคนต้องกลับบ้านจนกว่า สภาจะเปิดเทอมใหม่

ปมถวายสัตย์จึงต้องรอคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ไม่จบที่การอภิปรายในสภา

เรื่อง น้ำ(ลาย)ท่วมสภา #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/386808?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

5 กันยายน 2562 – 10:10 น.
พายุโพดุล,วงในวงนอก,สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์,ปิยบุตร แสงกนกกุล
เปิดอ่าน 2,485 ครั้ง

คอลัมน์…   วงในวงนอก   โดย…   อสนีบาตaussaneebard@hotmail.com

พายุ “โพดุล” หอบลมฝนเข้ามาแบบจัดหนักอัดเต็ม อ่วมกันไปทุกอณูพื้นที่ เป็นพายุลูกแรกๆ ที่เข้ามาทักทายประเทศไทย ในช่วงปี 2562 ยังมีอีกหลายลูกทยอยเข้ามาตามพยากรณ์อากาศของกรมอุตุนิยมวิทยา ส่วนจะได้รับผลกระทบแบบเต็มๆ หรือพาดผ่านเบาบางก็ต้องติดตามเฝ้าระวังกันต่อไป ขนาดพายุลูกแรกๆ ยังส่งผลให้ภาคเหนือตอนล่างลงไปถึงภาคอีสานต้องเผชิญสถานการณ์อุทกภัยสร้างความเสียหายต่อพื้นที่ทางการเกษตรมากมาย

แต่มองอีกด้านหนึ่งก่อนหน้านี้สภาพพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือประสบภาวะแล้งหนักมาก แม่น้ำโขงแห้งขอด ขาดแคลนน้ำเพื่อทำการเกษตร ครั้นพระพิรุณถล่มทำให้น้ำฝนตกลงอ่างเก็บน้ำมากขึ้น ข้อมูลกรมชลประทานรายงานว่า ผลจากพายุ “โพดุล” ทำให้อ่างเก็บน้ำในพื้นที่ภาคเหนือมีปริมาณน้ำเพิ่มขึ้นซึ่งจะเป็นน้ำต้นทุนสำหรับการอุปโภคบริโภคของประชาชนในช่วงหน้าแล้งอีกด้วย

   “มีร้ายย่อมมีดีเข้ามา” จึงหวังว่า “ฟ้าหลังฝน” พี่น้องเกษตรกรจะได้รับการฟื้นฟูดีขึ้น

คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ Sudarat Keyuraphan

อย่างไรก็ตามสิ่งที่น่ากังวลคือกรณีน้ำสะสมบนเทือกเขา นอกจากทำให้เกิดน้ำป่าไหลหลาก ดินโคลนถล่มเกรงจะมีท่อนซุงไถลลงมาอวดโฉม ถ้าเป็นเช่นนั้นจะเป็นการประจานความหายนะทางธรรมชาติล้วนมาจากฝีมือมนุษย์นั่นเอง

ตอนนี้ทุกภาคส่วนกำลังระดมเครื่องไม้เครื่องมือเข้าไปให้ความช่วยเหลือพี่น้องประชาชน อย่างเมื่อวานนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และคณะ ลงพื้นที่ จ.สุโขทัย และพิษณุโลก พร้อมกำชับรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องลงไปให้ความช่วยเหลือในจังหวัดอื่นๆโดยเร็ว

นอกจากรัฐบาลลงไปติดตามให้ความช่วยเหลือยังได้เห็นคุณหญิงหน้าแฉล้ม “คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์” ส.ส.นอกสภา คณะพรรคเพื่อไทยลงพื้นที่ด้วยซึ่งก็ไปคนละช่วงเวลากับทางรัฐบาล

….ช่วยกันคนละไม้คนมือ เห็นแล้วชื่นใจครับ…..

ทว่าท่ามกลางความทุกข์ร้อนของพี่น้องประชาชนก็มีนักการเมืองอีกจำนวนหนึ่งง่วนอยู่กับการฝึกลับฝีปากเตรียมตัวอภิปราย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เกี่ยวกับการถวายสัตย์ไม่ครบถ้วนตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ ในขณะที่ทุกฝ่ายทุ่มเทสรรพกำลังช่วยเหลือพี่น้องประชาชนประสบอุทกภัย แต่นักการเมืองเหล่านี้ก็ทุ่มเทเหมือนกัน ทุ่มเทหาทางน็อก พล.อ.ประยุทธ์ ให้อยู่หมัดทั้งการวางหมากเกมอภิปรายจะให้ประชุมไม่ลับบ้างเพื่อเป็นการเปิดหน้ายั่วอารมณ์ “บิ๊กตู่” ยังหวังผลท้าทายกระบวนศาลรัฐธรรมนูญอีกด้วยเนื่องจากคำร้องอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ มีการอภิปรายหลุดคำพูดล้ำเส้นการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ ก็หาทางรับผิดชอบกันเองแล้วกัน

ปิยบุตร แสงกนกกุล

สดับตรับฟังชาวบ้านชาวเมือง ร้อยทั้งร้อยส่งเสียงทิศทางเดียวกัน ขออนุญาตใช้ภาษาดิบๆ บอกผ่านมา

  “จะตายห่าอยู่แล้ว ยังจะมาอภิปรายอะไรกัน”

ยิ่งทำให้นึกถึงอีกเรื่องขึ้นมาโดยพลันกรณี ปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ แสดงความกระเหี้ยนกระหือรือขอแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยใช้วิธีคิดพิสดารผ่านสโลแกน “ชีวิตพี่น้องจะดีขึ้นต้องแก้รัฐธรรมนูญก่อน”

แปลไทยเป็นไทยแก้รัฐธรรมนูญมาก่อนแก้ปัญหาปากท้อง ทำนองนั้น

นักการเมืองประเภทนี้มองถึงผลประโยชน์ตนเองมาก่อนปัญหาความเดือดร้อนพี่น้องประชาชนมามีหลัง

ฉนั้นการอภิปรายในวันที่ 18 กันยายนนี้ จึงตกอยู่ในสภาพเยี่ยงเดียวกันต่อให้โชว์ลีลาน้ำ(ลาย)ท่วมสภาก็ไม่มีคุณค่าพอกับการเอาเวลาไปช่วยเหลือพี่น้องประชาชนที่กำลังประสบอุทกภัยหรอกนะครับ

วิธีรับมือพายุโซนร้อนเอาชีวิตรอด-ลดการสูญเสีย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/386805?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

5 กันยายน 2562 – 10:10 น.
พายุโซนร้อน,อ๊อด เทอร์โบดับเครื่องชน,คาจิกิ
เปิดอ่าน 1,142 ครั้ง

คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

ขอแจ้งให้ทราบว่าผลกระทบจากพายุโซนร้อน ‘คาจิกิ’ จะมีผลมากที่สุดในแถวภาคอีสาน จึงขอให้โปรดระวังอันตรายจากน้ำท่วมฉบับพลันและน้ำป่าไหลหลาก

 ‘คาจิกิ’ เป็นภาษาญี่ปุ่น หมายถึง ปลาชนิดหนึ่ง ซึ่งอาจจะสวยงามแต่ฤทธิ์เดชเหลือร้าย และโอกาสนี้ขอเป็นสื่อกลางจาก ‘นพ.กิตต์กวี โพธิ์โน’ ผู้อำนวยการ รพ.จิตเวชนครราชสีมา แจ้งให้ทราบ

ขอให้เตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์น้ำท่วมที่อาจเกิดขึ้น แม้ว่าในอดีตจะไม่เคยประสบปัญหาในพื้นที่มาก่อนก็ตาม ก็ไม่ควรประมาท เนื่องจากภัยธรรมชาติอยู่เหนือการควบคุมของมนุษย์ การรับมือที่ดีที่สุดคือการเตรียมความพร้อมล่วงหน้าทั้งในระดับครอบครัวและระดับชุมชน หมู่บ้าน เพื่อการเอาชีวิตรอดและอยู่อย่างปลอดภัย

ข้อแนะนำ 6 ประการ ดังนี้ 1.ให้เตรียมแผนเผชิญน้ำท่วม ซักซ้อมหน้าที่ของสมาชิกครอบครัว หาทางหนีทีไล่ให้เรียบร้อย โดยเน้นความปลอดภัยชีวิตเป็นอันดับแรกโดยเฉพาะบ้านที่มีผู้สูงอายุ เด็กเล็ก หญิงตั้งครรภ์ ผู้ป่วยติดเตียง และผู้พิการ และเรื่องทรัพย์สินเป็นเรื่องรองลงมา 2.สำรองอาหาร น้ำดื่มสะอาด ใช้การได้อย่างน้อย 3 วัน 3.เตรียมยาสามัญประจำบ้านที่จำเป็นไว้ เช่น ยาแก้ปวดลดไข้ ยาใส่แผล ผงเกลือแร่ ไว้ในที่ปลอดภัย 4.ผู้ที่มีโรคประจำตัวขอให้จัดเตรียมยาที่กินประจำไว้ใกล้ตัว หรือเก็บไว้ในที่ปลอดภัยป้องกันยาสูญหาย 5.จัดเตรียมระบบไฟสำรองส่องสว่างภายในบ้าน เช่น ไฟฉาย เทียนไข ไม้ขีดไฟ เป็นต้น และ 6. จดเบอร์โทรศัพท์เพื่อขอความช่วยเหลือในภาวะฉุกเฉินเร่งด่วน เช่น เบอร์ญาติสนิท เบอร์เจ้าหน้าที่สาธารณสุขในพื้นที่ เบอร์การแพทย์ฉุกเฉิน 1669 เบอร์สายด่วนสุขภาพจิต 1323 และเบอร์สายด่วน 1784 ของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย

คลื่นลมบริเวณทะเลอันดามันและอ่าวไทยตอนบนมีกำลังแรงโดยมีคลื่นสูง 2-3 เมตร ส่วนบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 3 เมตร ขอให้ชาวเรือเดินเรือด้วยความระมัดระวัง และหลีกเลี่ยงบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนอง เรือเล็กบริเวณทะเลอันดามันและอ่าวไทยตอนบนงดออกจากฝั่ง

โปรดฟังประกาศจากรมอุตุนิยมวิทยา และสามารถติดตามข้อมูลที่เว็บไซต์กรมอุตุนิยมวิทยา http://www.tmd.go.th หรือสายด่วนพยากรณ์อากาศ 1182 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง


ทำอย่างไรหุ่นถึงดี
ปฏิบัติตนอย่างง่ายๆ

ผมได้รับข้อความจากไลน์จากเพื่อนคนหนึ่ง ซึ่งแต่ก่อนเป็นสาวอ้วนมากจนบางคนเรียกแบบไม่เกรงใจว่าตุ่มต่อขา มาเจอกันอีกทีปรากฏว่าหุ่นเป็นนางแบบเลย สอบถามได้ความว่าปฏิบัติตัวตามคำแนะนำอย่างง่ายๆ

วิธีนี้เป็นการปฏิบัติตนอย่างไม่ทรมานจากนิตยสาร ‘คู่หูเดินทาง’ ของบขส. และประยุกต์รวมมาจากแหล่งอื่นๆ ซึ่งขอให้ลองทำดูไม่เป็นการเสียหายอย่างไรและทำให้สุขภาพร่างกายดีขึ้นด้วยซ้ำ

ข้อปฏิบัติตนง่ายๆ มีดังนี้ครับ 1.ห้ามอดอาหารมื้อใดมื้อหนึ่ง เพราะทุกมื้อมีความสำคัญ แนะให้รับประทานอาหารให้ครบทุกมื้อ แต่ลดปริมาณแป้งและไขมันในแต่ละมื้อลง เพิ่มเนื้อสัตว์ส่วนดี ผักและผลไม้ให้มากขึ้น เพื่อเพิ่มปริมาณกากใยไฟเบอร์ที่ช่วยในการขับถ่าย

2.ต้องเล่นโยคะ การเล่นโยคะนั้นนอกจากจะช่วยให้เกิดสมาธิแล้ว ผลในระยะยาวยังช่วยให้รูปร่างกระชับ สัดส่วนสวยงามอีกด้วย แถมผิวพรรณก็จะแลดูอ่อนเยาว์สดใส หากเล่นโยคะเบาๆ ช่วงเย็นหรือก่อนเข้านอนจะช่วยกระตุ้นการเผาผลาญในร่างกายให้ทำงานได้ดีและเต็มประสิทธิภาพ

3.อย่านอนดึก เพราะเมื่อนอนดึกติดต่อกันเป็นประจำ ร่างกายจะส่งผลให้ฮอร์โมนความอิ่มทำงานได้ไม่สมบูรณ์ เกิดความเครียดได้ง่าย และรู้สึกอยากกินอยู่ตลอดเวลา จนต้องมองหาของหวานมาบำบัดอารมณ์และความเครียดที่เกิดขึ้น กินจุบจิบ จนทำลายระบบเผาผลาญไปในที่สุด หากเข้านอนไวร่างกายก็จะมีเวลาฟื้นฟูตัวเอง

4.ต้องลดปริมาณน้ำตาลในการบริโภคแต่ละวัน นอกจากในอาหารแล้วอย่าลืมคำนวณจากเครื่องดื่มที่คุณดื่มทั้งหมดในแต่ละวันด้วย ชา กาแฟ ชานมไข่มุก น้ำหวานต่างๆ ในระหว่างวัน นี่ล่ะตัวการพาน้ำตาลเข้าสู่ร่างกายในปริมาณมาก รู้แล้วลด ละ เลิก ดูบ้าง หันมาดื่มน้ำเปล่าให้มากขึ้นเพื่อสุขภาพและเรือนร่างที่สวยงาม

ผมจึงขอเป็นสื่อกลางนำมาให้ลองปฏิบัติดูนะครับ
อภิวัฒน์ (ดอนเมือง)

 เรียนคุณ ‘อภิวัฒน์’ ดอนเมือง
ขอบคุณสำหรับข้อแนะนำที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพและวิธีการง่ายๆ ทำให้ร่างกายหรือหุ่นดี ซึ่งไม่ว่าผู้หญิงหรือผู้ชายต้องการกันทั้งนั้น ผมได้อ่านข้อปฏิบัติตนแล้วชอบมากเพราะไม่ต้องลงทุน ลงแรง ลงเงินอะไรมากมาย และเป็นการประหยัดเสียด้วยซ้ำไป โดยยึดถือหลักเศรษฐกิจพอเพียงนั่นเอง

เราเคยได้ยินอยู่เสมอว่าความไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐเป็นเรื่องจริงครับ และถ้าเราหุ่นดีแล้วนั่นคือเราไม่มีโรคภัยมาเบียดเบียน-เริ่มปฏิบัติเลยนะครับ
อ๊อด เทอร์โบ

เกมซ้อนกล “คนหน้าเก่า” รุกเขย่า “ท็อป” #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/386794?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เกมซ้อนกล “คนหน้าเก่า” รุกเขย่า “ท็อป”

5 กันยายน 2562 – 09:00 น.
นายสัตวแพทย์ ธีทัชฐ์ เกียรติลดารมย์,วราวุธ ศิลปอาชา,หมอธีรฺ,ท็อป วราวุธ,เสี่ยท็อป วราวุธ ศิล,เจาะประเด็นร้อน,ท่องยุทธภพ,ขุนน้ำหมึก
เปิดอ่าน 3,365 ครั้ง

คอลัมน์ “ท่องยุทธภพ” โดย “ขุนน้ำหมึก” จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก ฉบับวันที่ 5 ก.ย.62  

บ่ายวันที่ 4 ก.ย.2562 ที่รัฐสภา เกียกกาย นายสัตวแพทย์ ธีทัชฐ์ เกียรติลดารมย์ ประธานสมาพันธ์รักผืนป่าแห่งประเทศไทย และอดีตผู้สมัคร ส.ส.กทม. พรรคพลังประชารัฐ ยื่นหนังสือร้องเรียนต่อ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ผ่านสิระ เจนจาคะ ส.ส.กทม. พรรคพลังประชารัฐ โดยพุ่งเป้าไปที่การซื้อขายตำแหน่งในกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช

หนุ่มมัญจา ไปยื่นหนังสือที่รัฐสภา

“ธีทัชฐ์” ใช้ชื่อองค์กร สมาพันธ์รักผืนป่าแห่งประเทศไทย” คงเนื่องจากปี 2551 สมัยที่เขาเป็นที่ปรึกษา รมช.พาณิชย์(บรรยิน ตั้งภากรณ์) ได้นำพาชาวบ้านผู้รักป่าไปประท้วงเผาหุ่นอธิบดีกรมอุทยานฯ มาแล้ว

หมอธีร์คือใคร?

เอ่ยชื่อ “หมอธีร์” หรือ นายสัตวแพทย์ธีทัชฐ์ เกียรติลดารมย์ แห่งสัตวแพทย์ชินเขตโพลีคลินิก คงมีคนรู้จักไม่มากนัก แต่หากบอกว่า หนุ่มมัญจาฯ” อดีตผู้นำนักศึกษามหาวิทยาลัยขอนแก่น และเป็นผู้สมัคร ส.ส.ขอนแก่น และกรุงเทพฯ รวมแล้ว 6 สมัย โดยสังกัดมาหลายพรรค

“ธีทัชฐ์“ หรือ ”หนุ่มมัญจาฯ” เป็นคนบ้านเหล่าใหญ่ ต.นาข่า อ.มัญจาคีรี จ.ขอนแก่น เรียนจบคณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น เป็นนักกิจกรรมมอดินแดงรุ่นเดียวกับ “เสี่ย จ.” อดีตมือทำงานของสมศักดิ์ เทพสุทิน

ช่วงปี 2550-2554 หนุ่มมัญจาฯ ใช้ชื่อ ณ ตะวัน พรหมทา” โดยการเลือกตั้ง 2550 เขาสังกัดพรรคมัชฌิมาธิปไตย และได้สร้างวีรกรรมเรียกร้องให้ประชัย เลี่ยวไพรัตน์นายทุนพรรค จ่ายเงินค่าใช้จ่ายเลือกตั้งให้กับสมาชิกพรรค

หนุ่มมัญจา ลงสมัคร ส.ส.พรรคพลังประชารัฐ

ปี 2551 สมศักดิ์ เทพสุทิน แกนนำพรรคมัชฌิมาฯ ส่งให้ “ณ ตะวัน” ไปเป็นที่ปรึกษา รมช.พาณิชย์ (บรรยิน ตั้งภากรณ์) เพราะตอนนั้น พรรคมัชฌิมาฯ ร่วมรัฐบาลสมัคร

ปี 2554 “ณ ตะวัน” สมัคร ส.ส.ขอนแก่น เขต 7 พรรคชาติไทยพัฒนา ก็เรียกร้องให้ชุมพล ศิลปอาชา หัวหน้าพรรค(ขณะนั้น)สนับสนุนค่าใช้จายในการหาเสียงตามกฎหมาย ปี 2556 เขาลงสมัคร ส.ส.ในนามพรรคชาติพัฒนา

เมื่อเลือกตั้ง 24 มี.ค.2562 “ณ ตะวัน” หรือหนุ่มมัญจาฯ ได้สวมเสื้อพรรคพลังประชารัฐ ลงสนามที่เขตบางขุนเทียน แต่สอบตก ซึ่งเขายังเคลื่อนไหวร่วมกับพลังประชารัฐอยู่สม่ำเสมอ

คนหน้าใหม่ในพลังประชารัฐหลายคน อาจจะยังไม่รู้จักตัวตนหนุ่มมัญจาฯมากนัก นอกจากสมาชิกกลุ่มสามมิตร

นักร้องล่ารางวัล

มิเพียงเป็น “หมอธีร์” ประจำสัตวแพทย์ชินเขตโพลีคลินิก หรือเล่นการเมือง หนุ่มขอนแก่นคนนี้ ยังก้าวเข้าสู่เส้นทางศิลปิน นักร้อง-หมอลำ ในนาม “หนุ่มมัญจาฯ” สังกัดค่าย NMM MUSIC ซึ่งเป็นค่ายเพลงของเขาเอง แต่งเพลงเอง ควบคุมการผลิตเอง ตลอดจนเดินสายโปรโมตในนามหนุ่มมัญจาฯ มิวสิค

จริงๆแล้ว หนุ่มมัญจาฯคลุกคลีอยู่ในแวดวงลูกทุ่งหมอลำมานาน เขาเคยทำงานร่วมกับ “เสธ.หิ” และคนดังในยุทธจักรบันเทิงอีกหลายคน

หนุ่มมัญจา นักร้องลูกทุ่งอีสาน

เดือน พ.ค.2558 หนุ่มมัญจาฯ ทำคลอดอัลบั้มชุดผู้บ่าวไทบ้าน มีเพลงผู้บ่าวไทบ้านสาวบ้านโคกสาวโคโยตี้กระเทยแตกปลอก และแป้งป๋องของใคร เป็นเพลงเชียร์

อัลบั้มเพลงของหนุ่มมัญจา

ปีถัดมา หนุ่มมัญจาฯ ได้รับรางวัลกินรีทอง สาขานักร้องยอดเยี่ยมแห่งปี 2559, ลูกกตัญญูแห่งชาติปี 2559 และมาลัยสยาม สาขานักร้องยอดเยี่ยมแห่งปี 2560

จะว่าไปแล้ว หนุ่มมัญจาฯเป็นนักร้องโตเร็ว ออกอัลบั้มเพลงชุดเดียวปี 2558 และปีถัดมา ก็คว้ารางวัลมากมาย

หนุ่มสุพรรณฝันกระเจิง

เมื่อทราบข่าว “หนุ่มมัญจาฯ” ยื่นหนังสือร้องเรียนปัญหาความไม่ชอบมาพากลภายในกระทรวงทรัพยากร ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม “วราวุธ ศิลปอาชา” รมว.ทรัพยากรธรรมชาติฯ จึงออกมาชี้แจงว่า ตนเองเสนอ ครม.โยกย้ายปลัดกระทรวง อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง อธิบดีกรมทรัพยากรน้ำและอธิบดีกรมน้ำบาดาล โดยไม่มีข้อร้องเรียน

ท็อป หนุ่มสุพรรณ” กลับรู้สึกแปลกใจว่า ผู้ร้องได้พาดพิงอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ที่ไม่ได้มีการโยกย้ายเลย

วราวุธ ศิลปอาชา

“ถ้าใช้สมองคิดก็จะเห็นว่าเป็นไปไม่ได้ ผู้ร้องเรียนต้องใช้สมองในการพูดในที่สาธารณะด้วย..จึงอยากฝากถึงผู้ที่ออกมาเปิดเผยไต่ตรองให้ดีก่อนที่จะออกมาพูด เพราะส่วนตัวไม่ได้เดือดร้อนขนาดนั้น และคงต้องเจอกันที่ศาล”

ทั้งนี้ อธิบดีกรมอุทยานคนปัจจุบัน คือ ธัญญา เนติธรรมกุล ได้รับการแต่งตั้ง เมื่อเดือน ก.พ. 2559 ในช่วงรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา คนในกรมอุทยานฯ ทราบดีว่า อธิบดีธัญญานั้น เป็นสายพิราบ เมื่อมาดำรงตำแหน่งอธิบดี ได้จำกัดบทบาทของ “สายเหยี่ยว” ที่มีความใกล้ชิดกับนักการเมืองสายอำนาจเก่าพอสมควร

ถึงวันนี้ “ท็อป” ลูกเตี่ยบรรหาร คงรู้แล้วว่า ใครอยู่เบื้องหลังการยื่นหนังสือหนนี้

เร่งคลี่”คดีบิลลี่”ให้กระจ่าง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/386804?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เร่งคลี่”คดีบิลลี่”ให้กระจ่าง

5 กันยายน 2562 – 07:48 น.
พลอประวิตร วงษ์สุวรรณ,ดีเอสไอ,คดีบิลลี่,แกนนำกะเหรี่ยง
เปิดอ่าน 1,007 ครั้ง

บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก ฉบับวัน

จากกรณีกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ แถลงความคืบหน้าการสอบสวนคดีหายตัวอย่างปริศนาของนายพอละจี รักจงเจริญ หรือบิลลี่ แกนนำกะเหรี่ยงบ้านโป่งลึก-บางกลอย จ.เพชรบุรี ไปตั้งแต่ปี 2557 และดีเอสไอรับสอบสวนเป็นคดีพิเศษเมื่อปี 2561 โดยค้นพบหลักฐานที่ชัดเจนมีการสำรวจใต้น้ำเขื่อนแก่งกระจานจนเจอกระดูกหลายสิบชิ้น ซึ่งผลตรวจทางนิติวิทยาศาสตร์พบว่าส่วนหนึ่งเป็นชิ้นกะโหลกและดีเอ็นเอตรงกับมารดาของบิลลี่ อีกทั้งพบถังน้ำมันขนาด 200 ลิตร ถ่านไม้ เมื่อตรวจพิสูจน์กระดูกก็พบว่ามีการหดตัวจากโดนความร้อนสูง ทำให้คดีนี้จากคดีคนหายตัวกลายเป็น “คดีฆาตกรรมอำพราง” ไปแล้ว และสันนิษฐานว่าบิลลี่โดนอุ้มไปฆ่าโดยทรมาน การบังคับบุคคลให้สูญหาย และมีการเผาทำลายศพนำไปทิ้งน้ำในเขื่อน ซึ่งเป็นคดีที่สังคมและองค์กรสิทธิมนุษยให้ความสนใจมาก

แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย ได้ออกแถลงการณ์ความเห็นผ่านเฟซบุ๊กองค์กรโดยระบุว่าเป็นสัญญาณที่ดีที่ทางการไทยสามารถนำความคืบหน้าของคดีอาชญากรรมร้ายแรงเช่นนี้ได้ แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการสอบสวนให้ได้มาซึ่งข้อเท็จจริงว่าผู้กระทำและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับอาชญากรรมครั้งนี้คือใคร และต้องนำบุคคลดังกล่าวเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมตามมาตรฐานสากล ในขณะที่มูลนิธิผสานวัฒนธรรมได้ตั้งข้อสังเกตว่าคดีนี้น่าจะกระทำเป็นขั้นเป็นตอน โดยการอุ้มฆ่าเผาถ่วงน้ำอำพรางศพซึ่งเป็นฆาตกรรมโดยทรมานอย่างโหดร้ายและยังสามารถขัดขวางและประวิงการสอบสวนของเจ้าหน้าที่ได้นานถึง 5 ปี ดังนั้นผู้ก่อเหตุน่าจะได้รับการบงการหรือสนับสนุนจากเจ้าหน้าที่รัฐบางคนและร้องให้เร่งรัดตรากฎหมายตามอนุสัญญาต่อต้านการทรมานและป้องกันการบังคับบุคคลให้สูญหาย

กว่า 5 ปีที่ครอบครัวของบิลลี่และกลุ่มองค์กรสิทธิมนุษยชนได้พยายามติดตามและเร่งรัดให้ภาครัฐหาตัวแกนนำชาวกะเหรี่ยงบ้านโป่งลึก-บางกลอยให้พบเจอตัวแม้จะมีความหวังริบรี่ไปตามระยะเวลาที่เนิ่นนานออกไป จนกระทั่งที่สุดได้พบหลักฐานสำคัญตลอดจนผลนิติวิทยาศาสตร์ที่ชี้ชัดถึงการเสียชีวิต ซึ่งตลอดช่วง 5 ปีนั้นมีบริบทหลายประการที่เชื่อมโยงไปถึงเจ้าหน้าที่ของรัฐบางส่วนด้วยความเคลือบแคลงใจ โดยเฉพาะเงื่อนปมที่บิลลี่ทำงานด้านสิทธิมนุษยชนเพื่อปกป้องแผ่นดินเกิดจนกระทั่งมีเหตุการณ์บุกเผาทำลายทรัพย์สินช่วงปี 2553-2554 ซึ่งบิลลี่เป็นหนึ่งในพยานคนสำคัญในคดีชาวบ้านบางกลอยยื่นฟ้องหน่วยงานรัฐกรณีนำกำลังเข้ารื้อทำลายเผาบ้านเรือนของชาวบ้านกะเหรี่ยง โดยระบุว่ารุกล้ำป่าสงวนขณะที่ชาวบ้านยืนยันว่าตั้งรกรากมาก่อนออกกฎหมายป่าสงวน หลังจากนั้นบิลลี่ก็หายตัวไป

แกนนำรัฐบาล พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ให้ความเห็นว่าคดีนี้เจ้าหน้าที่ต้องดำเนินการและต้องสืบสวนต่อไปว่าเป็นอย่างไร ส่วนที่มีการตั้งข้อสังเกตว่าอาจจะมีเจ้าหน้าที่รัฐเข้าไปเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ด้วยหรือไม่นั้น ตอนนี้ยังตรวจสอบไม่ได้และยังไม่รู้ว่าเป็นใคร ซึ่งก็ต้องรอผลการสืบสวนต่อไป โดยท่าทีดังกล่าวได้สะท้อนว่ารัฐบาลยึดมั่นในกระบวนการยุติธรรมและยึดมั่นในหลักฐานพยานการสอบสวนและไม่ปกป้องผู้กระทำความผิดไม่ว่าจะเป็นเจ้าหน้าที่รัฐในหน่วยงานใดหรืออยู่ในระดับใด แต่ประการสำคัญภาครัฐควรต้องเร่งสืบสวนทำความจริงให้กระจ่างโดยเร็วและจับกุมผู้กระทำผิดมาลงโทษให้ได้ เพราะคดีนี้อยู่ในสายตาสังคมรวมทั้งองค์กรสิทธิมนุษยชนระดับสากลด้วย ซึ่งมีผลพวงไปถึงความเชื่อมั่นของรัฐบาลไทยว่าให้ความสำคัญและจริงจังแค่ไหนกับกลุ่มชาติพันธุ์ของไทย

ตร.อนุมัติ..ตบรางวัลแจ้งจับ แว้น #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/386602?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ตร.อนุมัติ..ตบรางวัลแจ้งจับ แว้น

4 กันยายน 2562 – 12:00 น.
เด็กแว้น,รางวัลนำจับ,พลตอจักรทิพย์ ชัยจินดา,พลตทดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์
เปิดอ่าน 1,416 ครั้ง

คอลัมน์…  สายตรวจระวังภัย   โดย…   เจษฎา จันทรรักษ์

การแก้ไขปัญหา “เด็กแว้น” เป็นอีกหนึ่งนโยบายเร่งด่วนของ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่ต้องทำให้เห็นเป็นรูปธรรม ทั้งเรื่องการป้องกันและปราบปราม แม้ที่ผ่านมาจะมีการกวดขันมาโดยตลอด แต่ปัญหานี้ยังไม่หมดไป แค่ลดลงไปเพียงนิดหน่อย

ทว่าก่อนหน้านี้ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. ได้สั่งกำชับให้ทุกท้องที่ดำเนินการจริงจังเด็ดขาด ถ้าพื้นที่ไหนปล่อยปละละเลยตำรวจระดับบริหารที่ควบคุมพื้นที่ต้องถูกคาดโทษ พร้อมกับย้ำว่า “เด็กแว้นต้องสูญพันธุ์”

ถัดจากคำสั่งกำชับเด็ดขาดของผู้นำตำรวจไม่นาน ก็ได้มีการประชุมติดตามผลการปฏิบัติตามมาตรการป้องกันและปราบปรามการแข่งรถในทางและความผิดอื่นที่เกี่ยวข้อง โดยมี พล.ต.ท.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผู้ช่วย ผบ.ตร. เป็นประธาน ซึ่งครั้งนั้นมีวาระที่น่าสนใจคือ การเสนอตั้ง “รางวัลนำจับ” สำหรับการแจ้งข้อมูลเบาะแสปราบ “เด็กแว้น-แข่งรถ” หากสามารถนำไปสู่การจับกุมดำเนินคดีได้

ล่าสุดหลักการนี้ได้รับไฟเขียว โดย พล.ต.ท.ดำรงศักดิ์ บอกว่า ผบ.ตร.ได้อนุมัติหลักการเรื่องเงินค่าตอบแทนการแจ้งเบาะแสของภาคประชาชน และให้เริ่มดำเนินการตั้งแต่วันที่ 3 กันยายน 2562 เป็นต้นไป เพื่อแก้ไขปัญหาเด็กแว้น ซึ่งเป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาล ที่ได้กำชับสั่งการให้ดำเนินการปราบปรามอย่างจริงตั้งแต่เดือนมิถุนายน โดยเน้น 4 มาตรการเชิกรุก ทั้งก่อนเกิดเหตุ, การปราบปราม ขณะเกิดเหตุ รวมไปถึงการเฝ้าระวังกลุ่มเสี่ยงต่างๆ โดยดำเนินการอย่างจริงจังมา 2 เดือน พบว่าสถิติลดจำนวนลงอย่างมาก เหลือประมาณ 10-15% เท่านั้น

สำหรับสถิติการรับแจ้งเหตุร้องเรียนแข่งรถในทางจาก ศูนย์ 191 บช.น. 3 ห้วงเวลา “1.ก่อนมาตรการ (1-26 มิ.ย.62) 2.หลังมาตรการ (ก่อนแถลงข่าว 27 มิ.ย.-31 ก.ค.62) 3.หลังมาตรการ (หลังแถลงข่าว 1-31 ส.ค.62)” พบว่า ห้วงเวลาที่ 1 มีสถิติการรับแจ้งรวม 405 ครั้ง โดย พื้นที่ บก.น.7 มีการแจ้งสูงสุดที่ 89 ครั้ง ส่วนห้วงเวลาที่ 2 มีสถิติการรับแจ้งรวม 114 ครั้ง พื้นที่ที่มีการแจ้งสูงสุด คือ บก.น.3 จำนวน 25 ครั้ง และ ห้วงเวลาที่ 3 มีสถิติการรับแจ้งรวม 42 ครั้ง ซึ่งพื้นที่ที่มีการแจ้งสูงสุดเป็นของ บก.น.7 จำนวน 12 ครั้ง

เกี่ยวกับเรื่องรางวัลนำจับเด็กแว้น พล.ต.ท.ดำรงศักดิ์ อธิบายว่า เพื่อให้ปัญหาการแข่งรถหมดไปอย่างยั่งยืน จึงมีแนวคิดให้ภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาด้วยการแจ้งเบาะแส ไม่ว่าจะเป็นคลิปวิดีโอ, ภาพถ่าย ระบุวันเวลาเกิดเหตุ, สถานที่เกิดเหตุ, พฤติกรรมในการกระทำผิด ผ่านช่องทางต่างๆ อาทิ ศูนย์โซเชียลมีเดีย ตร., ศูนย์รับเรื่องร้องเรียน 1599, ศูนย์รับแจ้งเหตุฉุกเฉิน 191 หากเบาะแสที่แจ้งมานำไปสู่การจับกุมดำเนินคดี ใน 3-4 ข้อหา ประกอบด้วย การแข่งรถในทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาต, การขับรถในลักษณะที่ผิดปกติวิสัยของการขับรถตามธรรมดา, ขับรถโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัย หรือความเดือดร้อนของผู้อื่น หรือเป็นผู้สนับสนุน ส่งเสริมให้มีการแข่งรถ(แอดมินเพจ) หลังตำรวจมีการสืบสวนขยายผลจับกุมได้ ผู้แจ้งเบาะแสจะได้รับเงินรางวัลนำจับ จำนวน 3,000 บาท ต่อ 1 ครั้ง โดยจะต้องดำเนินการให้เสร็จสิ้น 10 วันทำการ นับแต่มีการจับกุม

   “ขอยืนยันข้อมูลบุคคลที่แจ้งเบาะแสเจ้าหน้าที่จะปกปิดเป็นความลับ แต่หากบุคคลใดไม่ประสงค์รับเงินรางวัลก็แจ้งความประสงค์ได้เช่นกัน โดยเงินรางวัลดังกล่าวเป็นเงินนอกงบประมาณ และได้รับสนับสนุนก้อนแรกจากภาคประชาชน จำนวน 5 แสนบาท ขณะเดียวกันการถ่ายภาพ หรือคลิปวิดีโอของผู้แจ้งเบาะแส ควรคำนึงถึงความปลอดภัย ซึ่งปัจจุปันส่วนใหญ่มีกล้องหน้ารถอยู่แล้ว หรือหากเจอโดยบังเอิญ ก็ควรถ่ายจากในรถ หรือโทรศัพท์แจ้งเบาะแสกับเจ้าหน้าที่ ถ้าหากในเหตุการณ์เดียวกันมีการแจ้งเบาะแสหลายคน ก็จะมีคณะกรรมการพิจารณาใหัเงินรางวัลตามพยานหลักฐาน” พล.ต.ท.ดำรงศักดิ์ ระบุ

ต้องรอดูว่าหลังตำรวจดำเนินการตามมาตรการอย่างจริงจัง ปัญหา “เด็กแว้น” ที่สะสมมายาวนาน จะลดน้อยหรือหมดไปจนสูญพันธุ์อย่างที่ “แม่ทัพสีกากี” ตั้งความหวังไว้หรือไม่..!?

เปิดดีลธุรกิจทัวร์จีน ยึดพื้นที่วัดปิดประตูตีแมว #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/386592?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เปิดดีลธุรกิจทัวร์จีน ยึดพื้นที่วัดปิดประตูตีแมว

4 กันยายน 2562 – 11:25 น.
ทัวร์จีน,วัด,ล่าความจริงพิกัดข่าว,ทัวร์ศูนย์เหรียญ,หากินกับวัด
เปิดอ่าน 2,503 ครั้ง

คอลัมน์… ล่าความจริง..พิกัดข่าว โดย…  กัมปนาท ละออง, ชลธิชา รอดกันภัย

อีกหนึ่งประเด็นร้อนในโลกโซเชียลก็คือ กรณีที่มีการโพสต์คลิป พร้อมแฉพฤติกรรมของ “กลุ่มผู้ประกอบการทัวร์จีน” ที่ได้ไปเช่าพื้นที่วัดแห่งหนึ่งใน จ.ชลบุรี เพื่อสร้างโบสถ์ปลอมต้อนรับนักท่องเที่ยวชาวจีนโดยเฉพาะ

การจัดสถานที่พิเศษภายในวัดก็เพื่อรองรับธุรกิจของเครือข่ายทัวร์จีน คือ จำหน่ายพระเครื่อง เครื่องรางของขลัง ซึ่งมีราคาแพงหูฉี่ ตั้งแต่หลัก 3-4 พันบาท ไปจนถึงหลักหมื่น ทั้งๆ ที่เป็นวัตถุมงคลปลอม ผลิตมาด้วยราคากิโลกรัมละ 50 บาท ทำให้ฟันกำไรมหาศาล เม็ดเงินสะพัดเข้ากระเป๋านายทุนในประเทศจีน

หลังเรื่องนี้กลายเป็นข่าวครึกโครม เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องได้นำกำลังรุดไปตรวจสอบวัดตามที่ปรากฏภาพ ปรากฏว่าทางวัดอ้างว่าได้ประโยชน์เฉพาะค่าเช่าสถานที่ ซึ่งมีการทำสัญญากันถูกต้อง แจ้งสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดเรียบร้อย ไม่มีการกระทำใดที่ผิดกฎหมาย

แต่จากการตรวจสอบของ “ล่าความจริง” พบว่ามีวัดที่ประกอบธุรกิจแนว “พุทธพาณิชย์” ลักษณะนี้ โดย “มีดีล” กับทัวร์จีน เฉพาะใน จ.ชลบุรี มากมายนับสิบแห่ง กลายเป็น “โมเดลธุรกิจทัวร์จีน” มีการกินแบ่ง วัดครึ่ง-กรรมการครึ่ง แต่สุดท้ายคนที่กินรวบผลประโยชน์ทั้งหมดคือนายทุนทัวร์จีน

“แก๊งทัวร์จีน” ประเภทนี้โดยมากเป็น “ทัวร์ศูนย์เหรียญ” ซึ่งบางคนบอกว่าไม่มีแล้ว เป็นเรื่องโบราณ แต่จริงๆ ในปัจจุบันก็ยังมีโมเดลที่เรียกว่า “ทัวร์ต่ำกว่าทุน” อยู่จำนวนมาก โดยบริษัททัวร์หาคนมาเที่ยว เก็บค่าทัวร์ในราคาต่ำ แล้วมาหากำไรจากการจับจ่ายของลูกทัวร์เมื่อมาถึงเมืองไทย เพราะเครือข่ายของบริษัททัวร์เปิดธุรกิจ หรือ “ดีลธุรกิจ” รองรับไว้ทั้งหมด

เริ่มจากเมื่อลูกทัวร์มาถึงไทย รถบัสที่ไปรับก็เป็นของบริษัททัวร์จีน (บริษัทยักษ์ใหญ่เคยโดนตำรวจทลายไปก่อนหน้านี้ แต่ก็ยังมีอยู่) จากนั้นก็พาไปเที่ยวตามแหล่งท่องเที่ยวที่เครือข่ายจัดไว้ และมีการไปเช่าพื้นที่รอขายของ โดยไกด์ทัวร์จีนจะพาลูกทัวร์ไปซื้อของจากร้านในเครือข่ายเท่านั้น

ส่วนเรื่องอาหารการกิน ไกด์ทัวร์ก็จะพามากินกันที่ร้านอาหารจีนบุฟเฟต์ขนาดกลางไปจนถึงขนาดใหญ่ โดยร้านอาหารเหล่านี้เป็นร้านที่ “ดีล” กับบริษัททัวร์ไว้หมดแล้ว หรือไม่ก็เป็นบริษัทลูกของบริษัททัวร์อีกต่อหนึ่ง บางแห่งก็จ้างคนไทยให้แข่งกันทำอาหารราคาถูก จนคนไทยฟันราคากันเอง เหลือบุฟเฟต์หัวละ 100 บาทก็ยังมีในบางพื้นที่ (สุดท้ายคนไทยเจ๊ง ทัวร์จีนได้ประโยชน์)

โมเดลแบบนี้ยังใช้กับร้านจำหน่ายของที่ระลึกด้วย ถ้าไม่ใช่ร้านในเครือข่าย ก็ต้องเป็นร้านที่จ่ายค่าหัวคิวให้แก่ไกด์และเจ้าของบริษัททัวร์ โดยอัตราหัวคิวไม่ต่ำกว่า 50% มีทั้งที่คิดเป็นรายหัว หรือแบ่งเปอร์เซ็นต์จากยอดขาย

ส่วนโมเดลที่กำลังเป็นข่าว ก็คือการดีลกับวัด จนกลายเป็นแหล่งทำเงินมหาศาล เนื่องจากชาวจีนมักสนใจในเรื่องของไสยศาสตร์ เครื่องรางของขลัง ซึ่งจริงๆ ก็มีคนหัวใสคิดทำมาหลายปีแล้ว เริ่มจากบริษัททัวร์จีนที่มีคนไทยเป็นนอมินี เข้าไปติดต่อวัดบางแห่งในพื้นที่ จ.ชลบุรี แล้วเสนอโครงการการปรับปรุงวัด แลกกับการนำทัวร์ไปลง และต้องให้สัมปทานบริษัททัวร์เปิดร้านจำหน่ายเครื่องรางของขลัง และวัตถุมงคลต่างๆ

ค่าใช้จ่ายทั้งหมดไม่ว่าเป็นการก่อสร้าง หรือวัตถุมงคล ทางบริษัททัวร์จะออกให้ แล้วแบ่งกำไรกันชัดเจน อาจจะ 50-50 หรือวัดครึ่ง-กรรมการครึ่ง แต่พวกพื้นที่สัมปทานขายวัตถุมงคล ทางทัวร์จีนจะแบ่งไปถึง 80% เพราะเป็นช่องทางหารายได้หลัก มีการสร้างห้องลับขึ้นมาดูดวง ทำนายโชคชะตา ก่อนหลอกให้เช่าวัตถุมงคลราคาหลักหมื่นกันแบบครบวงจร

โดยวัตถุมงคลก็ทำเทียมขึ้นมา แต่จำหน่ายในราคาแพง ส่วนโบสถ์ วิหารที่สร้างหรือซ่อมขึ้นใหม่ ก็มักใช้วัสดุราคาถูก เพื่อลดต้นทุน วงจรนี้เกิดขึ้นได้เพราะมีพระและกรรมการวัดบางส่วนร่วมมือ ทำบัญชีรับ-จ่ายเท็จ แจ้งสำนักพุทธฯ เฉพาะค่าเช่าพื้นที่ แต่ไม่พูดถึงเงินรายได้จากการจ่ายวัตถุมงคล ซึ่งก็ไม่ชัดว่าเงินเข้าวัดหรือเข้ากระเป๋าใคร

ความไม่โปร่งใสที่สัมผัสได้ทันทีคือ วัดที่มี “ดีล” กับทัวร์จีน จะไม่ต้อนรับคนไทย พูดง่ายๆ คือ “คนไทยห้ามเข้า” ทั้งๆ ที่เป็นวัดไทย ส่วนลูกทัวร์จีนที่เข้าไปทำบุญ ก็ห้ามใช้โทรศัพท์มือถือ ห้ามถ่ายรูป ห้ามถ่ายวิดีโอทุกอย่าง

จากวัด ซึ่งเป็นหนึ่งในแหล่งท่องเที่ยวตามโปรแกรมทัวร์ ก็มาถึงเรื่อง “ที่พัก” ซึ่งแทนที่จะไปเช่าโรงแรมให้ลูกทัวร์อยู่ แต่ปรากฏว่ามีราคาแพง บริษัททัวร์จีนจึงใช้วิธีเช่าคอนโดให้อยู่แทน

บ้านเราโดยเฉพาะในกรุงเทพฯ และเมืองท่องเที่ยว คอนโดกำลังเฟ้อ ล้นตลาด จึงเกิดช่องทางปล่อยเช่าให้ทัวร์จีน ทั้งเจ้าของห้องปล่อยเอง หรือทางโครงการปล่อยให้เช่า ซึ่งเรื่องแบบนี้ผิดกฎหมาย เนื่องจากเข้าข่ายเป็นการประกอบธุรกิจโรงแรมโดยไม่ได้รับอนุญาตจากนายทะเบียน เป็นความผิดตามมาตรา 15 ของพระราชบัญญัติโรงแรม และยังผิดกฎหมายคนเข้าเมืองด้วย เพราะการให้คนต่างด้าวพักค้างแรม ต้องแจ้งเจ้าหน้าที่ ตม. แต่สถานที่เหล่านี้ไม่เคยแจ้ง

นี่คือโมเดลธุรกิจทัวร์จีนซึ่งบางเรื่องก็ทำกันมานานแล้ว บางเรื่องก็คิดทำกันใหม่ แต่ปัญหาคือเจ้าหน้าที่ไทยกลับปล่อยให้เกิดเรื่องแบบนี้ได้ต่อเนื่อง ทั้งๆ ที่เป็นโมเดลอันตราย

อย่าเบี้ยวเด็กไทย มารดาประชารัฐ ต้องได้2,000ต่อเดือน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/386599?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

4 กันยายน 2562 – 10:50 น.
พรรคพลังประชารัฐ,มารดาประชารัฐ,เด็กแรกเกิด,อุตตม สาวนายน
เปิดอ่าน 7,356 ครั้ง

โดย…   ทีมข่าวรายงานพิเศษ

หลายปีที่แล้วรัฐบาล คสช.เคยทดลอง “แจกเงินเด็กแรกเกิด” เดือนละ 400 บาท ให้ครอบครัวยากไร้บางกลุ่ม ปรากฏว่าได้รับเสียงสนับสนุนชื่นชมล้นหลามจนนำไปสู่ป้ายหาเสียง “พรรคพลังประชารัฐ” ที่ประกาศคำมั่นสัญญาว่าจะอุดหนุนเด็กทั่วไทยตั้งแต่แรกเกิดจนถึง 6 ขวบ เดือนละ 2,000 บาท แต่พอได้เป็นรัฐบาลแล้วทำไมมีข่าวลือว่าจะลดเหลือแค่ 600 บาท !?!

ย้อนไปปี 2558 “รัฐบาล คสช.” ทดลองทำโครงการช่วยเหลือเด็กแรกเกิดในครอบครัวยากจนเดือนละ 400 บาท เป็นเวลา 1 ปี จากนั้นขยายเวลาให้เงินเพิ่มเป็น 3 ปี และเพิ่มวงเงินเป็นคนละ 600 บาทต่อเดือน จากสถิติของวันที่ 27 มิถุนายน 2559 มีผู้มาลงทะเบียนร่วมโครงการเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิดจำนวน 108,275 ราย ถือว่าประสบความสำเร็จจนหลายพรรคการเมืองเอาไปเป็นนโยบายหาเสียงซื้อใจประชาชน โดยเฉพาะโครงการ “มารดาประชารัฐ” ของพรรคพลังประชารัฐ

ช่วงหาเสียงเลือกตั้ง ดร.อุตตม สาวนายน เดินสายประกาศไปทั่วประเทศว่าจะมอบเงินให้เด็กเดือนละ 2 พันบาท และค่าช่วยเหลืออื่นๆ รวมแล้วคนละไม่ต่ำกว่า 1.8 แสนบาท โดยหลักฐานหาเสียงที่แน่นหนาสุดคือเฟซบุ๊กของ ดร.อุตตม ที่โพสต์ไว้เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ ว่า

“พี่น้องประชาชนคงได้ยินได้ฟังกันบ่อยครั้งที่พรรคการเมืองบอกเราว่าได้ให้ความสำคัญต่อเด็กตั้งแต่เกิดไปจนโต แต่สำหรับพรรคพลังประชารัฐแล้ว เราคิดลึกซึ้งกว่านั้น เพราะความสมบูรณ์ของเด็กไม่ใช่แค่ดูแลเมื่อคลอดออกมาลืมตาดูโลกเท่านั้น แต่ต้องดูแลให้ความสำคัญทั้งแม่และเด็กตั้งแต่อยู่ในครรภ์ จึงจะมีสุขภาพและสมองที่ดี มีการพัฒนาเจริญเติบโตในทุกๆ ด้าน….

“มารดาประชารัฐ” จะดูแลตั้งแต่คุณแม่ฝากครรภ์เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายเดือนละ 3,000 บาท เป็นเวลา 9 เดือน รวมสูงสุด 27,000 บาท ค่าคลอดจำนวน 10,000 บาท หลังจากนั้นจะช่วยเหลือค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูเด็กอีกเดือนละ 2,000 บาท ตั้งแต่เกิดจนมีอายุครบ 6 ขวบ เป็นจำนวนเงินรวมสูงสุด 144,000 บาท รวมตั้งแต่ตั้งครรภ์จนเติบโตอายุถึง 6 ขวบ จะเป็นเงิน 181,000 บาทต่อเด็ก 1 คน

นอกจากเงินช่วยเหลือในการตั้งครรภ์ การคลอด และการเลี้ยงดูเด็กแล้ว นโยบายมารดาประชารัฐของพรรคพลังประชารัฐ ยังคำนึงถึงการดูแลในมิติอื่นๆ อย่างครบวงจร ซึ่งถือเป็นการลงทุนในเด็กให้เติบโตอย่างมีคุณภาพและทำให้เด็กไทยเป็นอนาคตและเป็นกำลังสำคัญของประเทศชาติต่อไปครับ”

ช่วงนั้นมีเสียงท้วงติงจากหลายฝ่ายโดยเฉพาะกลุ่มแพทย์และนักวิชาการบางคนที่ประเมินกันว่า

นโยบายหาเสียงนี้อาจกลายเป็นภาระค่าใช้จ่ายอันหนักหน่วง เพราะช่วงปีแรกอาจจ่ายไม่มากนักประมาณปีละ 1.5 หมื่นล้านบาท แต่หลังจากนั้นต้องจ่ายสะสมเพิ่มทุกปีสำหรับเด็กเล็กและทารกเกิดใหม่ รวมกันอาจถึงปีละกว่า 1.2 แสนล้านบาท

บรรดานักการเมืองพรรคพลังประชารัฐ ซึ่งตอนนี้หลายคนกลายเป็น “ท่าน ส.ส.” เรียบร้อยแล้ว ก็ออกมายืนยันว่าไม่ต้องเป็นห่วงเรื่อง “งบประมาณ” เพราะพรรคเตรียมการแล้วว่าจะนำเงินจากกองทุนและเงินส่วนอื่นๆ มาสมทบจ่ายให้ เช่น 1.เงินกองทุนประกันสังคม 2.เงินสนับสนุนเด็กแรกเกิดของกระทรวงพัฒนาสังคมฯ 3.เงินจากสิทธิข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ และ 4.เงินที่ได้จากการไปหักลดงบประมาณโครงการอื่นๆ

นโยบายนี้เรียกว่า “ได้ใจ” และ “ได้คะแนนเสียง” จากครอบครัวที่กำลังจะคลอดลูกน้อยที่มีอยู่ไม่ต่ำกว่าปีละประมาณ 6  –7 แสนคนทั่วไทย

แต่พอได้รับเลือกเป็นรัฐบาลจริงคำสัญญาตอนหาเสียงว่าจะให้เดือนละ 2 พันบาทก็เหมือนถูกเพิกเฉย แถมมีข้อมูลวงในหลุดออกมาว่าอาจเหลือแค่ 600 บาท และไม่ได้ให้เด็กทุกคน แต่ให้เฉพาะผู้มีรายได้น้อยก่อน?

หรือเป็นไปได้ว่า “รัฐถังแตก” ต้องเลือกให้เฉพาะกลุ่มลงทะเบียนผู้มีรายได้น้อย หรือ “โครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ” โดยกรมกิจการเด็กและเยาวชนระบุว่า ปีนี้ได้รับงบประมาณสนับสนุนโครงการนี้เพียงแค่ 3,485 ล้านบาทเท่านั้น

ตัวเลขข้างต้นถือว่าน้อยมากเพราะถ้าจะให้เด็กเกิดใหม่และเด็กเล็กได้รับทั่วถึงกันในปีแรกควรต้องตั้งงบไว้ไม่ต่ำกว่า 1.5 หมื่นล้านบาท
ที่ผ่านมา “องค์การยูนิเซฟ” ได้ช่วยออกแบบโครงการเงินอุดหนุนเด็กเล็ก โดยนำตัวอย่างจากทั่วโลกมาปรับปรุงให้เหมาะสมกับประเทศไทย ซึ่งพบว่าเฉพาะค่าใช้จ่าย “อาหาร” ของเด็กเล็กตกอยู่ที่เดือนละ 579 ถึง 812 บาท ผลวิจัยชี้ชัดว่าการให้เงินอุดหนุนครอบครัวยากไร้ถือเป็นการลงทุนที่คุ้มค่ามาก ช่วยให้เด็กๆ มีสุขภาพและผลการเรียนดีขึ้น รวมถึงมีโอกาสได้รับค่าจ้างที่สูงขึ้นในอนาคต ตัวอย่างประเทศที่ทำแล้วประสบความสำเร็จ เช่น บราซิล จีน แอฟริกาใต้

“เจ้าหน้าที่เครือข่ายคุ้มครองสิทธิเด็ก” ที่เกาะติดนโยบายนี้อย่างใกล้ชิดวิเคราะห์ให้ “คมชัดลึก” ฟังว่า ปัญหาการให้เงินอุดหนุนเด็กในขณะนี้มี 3 ประการ ได้แก่ 1.ครอบครัวของเด็กจำนวนมากไม่ได้รับเงินอุดหนุนเนื่องจากรายชื่อตกหล่นไปจากฐานข้อมูล เช่น พ่อแม่หาเช้ากินค่ำ หรืออาศัยอยู่กับญาติ ฯลฯ ทำให้ไม่รู้ว่าจะไปลงทะเบียนรับเงินอย่างไร หรือไม่มีผู้กล้ารับรองว่าเด็กอยู่ในครอบครัวยากจนจริง  2.คือการเก็บข้อมูลต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับเด็กยังไม่มีการเชื่อมโยงฐานข้อมูลระหว่างกระทรวง เช่น กระทรวงพัฒนาสังคมฯ กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงการคลัง และ 3.การให้เงินอุดหนุนเป็นเรื่องสำคัญแต่ควรมีการให้บริการบางอย่างเสริมด้วย เช่น ให้องค์ความรู้การเลี้ยงดูลูกอย่างเหมาะสม วิธีให้การศึกษาเด็กเล็ก ฯลฯ

“ไม่แน่ใจว่าเงินเดือนละ 2 พันบาท ที่พรรคการเมืองสัญญาว่าจะให้เด็กนั้นจะให้เมื่อไรและให้อย่างไร เพราะตอนนี้เด็กยากไร้ในหลายครอบครัวไม่มีข้อมูลในทะเบียนอาจเกิดจากการเลือกปฏิบัติโดยไม่ตั้งใจ หรือมีเกณฑ์การคัดเลือกซับซ้อนหลายอย่างทำให้เกิดความสับสนหรือเกิดช่องว่าง หลายประเทศเจอปัญหาแบบนี้เช่นกัน เพราะฉะนั้นวิธีแก้ปัญหาที่ดีสุดคือให้เงินอุดหนุนก้อนนี้เท่าเทียมกันกับเด็กทุกคนในประเทศไทย ไม่ต้องคัดเลือกว่าเด็กคนนี้มีสิทธิ์ได้ เด็กครอบครัวนั้นไม่มีสิทธิ์ได้ ควรถือเป็นหนึ่งในสวัสดิการสังคมที่่มอบให้เด็กๆ ที่จะเติบโตมาเป็นอนาคตของชาติ” ตัวแทนกลุ่มคุ้มครองสิทธิเด็กข้างต้นกล่าวแนะนำ

ทีมข่าว “คมชัดลึก” พบว่านอกจากเด็กในกลุ่มครอบครัวยากไร้จำนวนมากที่อาจไม่ได้รับเงินอุดหนุนแล้วยังมีอีกกลุ่มคือ “แม่วัยใส” ซึ่งเป็นครอบครัวสำคัญที่ต้องการความช่วยเหลือเต็มรูปแบบอย่างเร่งด่วน เพราะจากสถิติกระทรวงสาธารณสุขล่าสุดพบว่า

เด็กวัยรุ่นไทยอายุต่ำกว่า 20 ปี คลอดลูกประมาณวันละ 370 คน หรือปีละ 1.35 แสนคน

นโยบายของรัฐบาลต้องไม่หลงลืม “ครอบครัวแม่วัยใส” พวกเขาต้องการโอกาสและการสนับสนุนมากกว่าคนอื่นหลายเท่า และควรได้รับมากกว่าเดือนละ 2 พันบาท และความช่วยเหลือด้านอื่นด้วย เพื่อไม่ให้พวกเขาถูกทอดทิ้งให้เลี้ยงดูลูกแต่เพียงลำพัง !

สรุปว่าอย่าไปโกงเด็กๆ เลย….นโยบาย “มารดาประชารัฐ” ประกาศสัญญาชัดเจนแล้วว่าเด็ก 0-6 ขวบต้องได้เดือนละ 2 พันบาท ไม่ควรบิดพลิ้วกลายเป็นแค่ 600 บาท และควรรีบให้ทุกครอบครัวเท่าเทียมถ้วนหน้า
โปรดอย่าลืมว่ามีเครือข่ายภาคประชาชนหลายกลุ่มกำลังติดตามนโยบายนี้อย่างใกล้ชิด!?!

จตุพร พรหมพันธุ์ ควรให้ภาคประชาชนนำธงแก้รธน. #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/386596?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

จตุพร พรหมพันธุ์ ควรให้ภาคประชาชนนำธงแก้รธน.

4 กันยายน 2562 – 10:50 น.
จตุพร พรหมพันธุ์,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา,รัฐธรรมนูญ,คสช
เปิดอ่าน 1,559 ครั้ง

โดย…  ทีมข่าวการเมืองเครือเนชั่น

รัฐนาวาลุงตู่ชุดปัจจุบันที่นำเรือเหล็กลงร่องน้ำต่อจากรัฐบาลลุงตู่ที่ใช้เรือแป๊ะมาเมื่อห้าปีที่แล้ว โดยวันนี้บางฝ่ายที่ไม่เห็นชอบกับกติกาหลักของบ้านเมืองที่บังเกิดในยุคคสช.นั้น เมื่อมีการเลือกตั้งแล้ว บางมาตราที่รัฐธรรมนูญฉบับนี้บังคับใช้นั้น สมควรที่จะมีการแก้ไขเพราะวันนี้ประชาธิปไตยกลับมาแล้ว

   ดังนั้นกระแสการจุดประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันถูกจุดขึ้นมาอีกครั้งทั้งจากพรรคการเมืองปีกฝ่ายค้าน รวมทั้งองค์กรภาคประชาชนที่เคลื่อนไหวกันระยะหนึ่งแล้ว

เพราะกติกาหลักของประเทศตอนนี้ ในบางหมวดนั้น(ที่มาของฝ่ายการเมือง)จะเป็นจุดที่คล้ายว่าเป็นการล็อกเส้นทางให้อดีตคสช.ยังคงสภาพบริหารประเทศต่อไปหลังยึดอำนาจมาแล้วห้าปี แม้วันนี้และวันหน้าคสช.จะเปลี่ยนภาพลักษณ์ออกไปบ้าง

แต่สภาพการของเรือแป๊ะยังคงรูปอยู่ในหลากองคาพยพที่ก่อกำเนิดจากกติกาหลักฉบับนี้ แปลความว่าคสช.ยังกุมสภาพการบริหารประเทศผ่านยุทธศาสตร์ชาติยี่สิบปีไปจนกว่าบทเฉพาะกาลของกฎหมายหลักฉบับนี้จะสิ้นสุดหรือมีการเสนอแก้ไข….

แม้ว่ารัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะบรรจุการแก้ไขรัฐธรรมนูญไว้เป็นหนึ่งในนโยบายรัฐบาลชุดนี้ และเป็นเงื่อนไขการร่วมรัฐบาลของบางพรรค แต่คล้ายว่าการขับเคลื่อนเรื่องนี้ให้บังเกิดตามนโยบายรัฐบาลโดยฝ่ายรัฐบาลนั้น ความจริงเบื้องต้นที่หลายคนอ่านจังหวะการเมืองออกว่า เรื่องนี้คงต้องรอไประยะใหญ่ เพราะปัญหาปากท้องที่ตอนนี้ชาวบ้านร้องระงมกันทั่วไปและครม.ก็ได้ยินเสียงนี้จึงเตรียมที่จะแก้ไขปัญหานี้ก่อนเป็นภารกิจหลักและเร่งด่วน

มุมมองของ จตุพร พรหมพันธุ์ ประธานนปช.และอดีตคนการเมือง(พรรคไทยรักไทย, พลังประชาชน, เพื่อไทย รวมทั้งกองเชียร์พรรคเพื่อชาติที่วันนี้ยุติบทบาทดังกล่าวแล้ว) รวมทั้งยังเคยเคลื่อนไหวทางการเมืองมายาวนาน มองการเสนอแก้ไขกติกาหลักของประเทศไว้อย่างไร…คำตอบอยู่ที่นี่

“รัฐธรรมนูญฉบับนี้ออกแบบมาล็อกไว้หลายชั้นและแก้ไขยากที่สุด แต่มันจะเกิดและสำเร็จได้หากภาคประชาชนนำ เพราะปลายทางแล้วนั้นทุกฝ่ายจะไหลมารวมกันอยู่ดีว่าควรแก้ไข”

 ทำไมมองว่าการเคลื่อนไหวแก้ไขรัฐธรรมนูญควรให้ภาคประชาชนนำ?
“รัฐบาลอย่าวิตกว่าใครนำการเคลื่อนไหว เพราะการเมืองวันนี้ภายใต้กติกาหลักที่ออกแบบมาแบบนี้ ต้องคิดให้ขาด วันนี้แม้ว่า พล.อ.ประยุทธ์จะหมดอำนาจแต่ปัญหาของประเทศยังไม่หมดไปหากกติกาหลักยังไม่มีการแก้ไข หากไม่มีการแก้ไขดัชนีการเมืองไม่มีทางเปลี่ยนแปลง ผมเคลื่อนไหวทางการเมืองตั้งแต่เป็นนักศึกษาจนมาถึงตำแหน่งอดีตกองเชียร์พรรคเพื่อชาติร่วมยี่สิบกว่าปี มองว่าหากการเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญจะเริ่มต้นและสำเร็จ ภาคประชาชนต้องเป็นคนขับเคลื่อนหลัก พรรคการเมืองขับเคลื่อนในลำดับรองลงไป

หากถามว่าทำไมต้องให้ภาคประชาชนนำ เพราะการเสนอรัฐธรรมนูญฉบับธงเขียว(รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540) ก็มาจากการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ.2534 เพื่อให้มีส.ส.ร. ตอนนั้นฝ่ายการเมืองคัดค้านมาก แต่เมื่อภาคประชาชนขับเคลื่อนจริงและเป็นรูปธรรม ฝ่ายการเมืองก็กลับหลังหันทันที

วันนี้หากให้พรรคการเมืองเป็นคนนำธงแก้ไข รับรองไม่มีทางสำเร็จและโดนต่อต้านว่ากระทำเพื่อตัวเอง และอย่าลืมว่าต้องพึ่งส.ว.อย่างน้อย 84 คน แต่ความจริงแล้วส.ว. 250 คนนั้น มีที่มาจากไหน ทุกคนทราบดี ดังนั้นไม่มีทางที่ส.ว.จะแตกแถวมาลงมติให้ หากจะมาก็มาทั้งหมด หากไม่มาก็ไม่มาเลยแม้แต่เสียงเดียว การที่จะทำให้ส.ว.มาลงมติได้ ภาคประชาชนต้องเดินหน้าถือธงนำและกดดันให้ส.ว.ทั้งหมดให้ความเห็นชอบ

การแก้ไขตรงนี้ทำง่ายๆ คือ แก้รัฐธรรมนูญเพิ่มเติมให้มีการตั้งส.ส.ร.ขึ้นมา โดยวางหลักไว้ว่าหมวดที่หนึ่งและหมวดที่สองจะไม่มีการแก้ไข จากนั้นให้มีการทำตามขั้นตอนเหมือนส.ส.ร.ปี 2540 รวมทั้งมีการทำประชามติ ขั้นตอนทั้งหมดน่าจะใช้เวลาหนึ่งปีครึ่ง

ระยะเวลาหนึ่งปีครึ่งนั้นหากรัฐบาลคิดได้ ไม่มีอคติและฉลาดพอ ก็ตั้งส.ส.ร.แล้วปล่อยขั้นตอนให้เดินไป รัฐบาลก็ทำงานแก้ไขปัญหาปากท้องไป การแก้รัฐธรรมนูญก็ปล่อยไปตามขั้นตอน แบบนี้รัฐบาลชุดนี้อยู่ได้โดยรวมเวลาวันนี้จนถึงวันนั้นก็ราวๆ สองปีนิดๆ เพราะอย่าลืมว่าการเมืองนั้นไม่มีใครได้ทั้งหมดไปเพียงคนเดียว หากรัฐบาลเดินหน้าร่วมแก้ไข การอยู่หรือไปของรัฐบาลจะอยู่ในจุดสมดุล และทุกฝ่ายได้ประโยชน์”

   หากดำเนินการแบบนี้จะสำเร็จได้อย่างไร?
“ผมเชื่อว่าหากภาคประชาชนเดินหน้าจริงจัง นักการเมืองอยู่แถวสอง รวมทั้งมีความร่วมมือจากทุกฝ่าย แบบนี้ความเห็นของทุกฝ่ายจะไหลมาบรรจบแล้วร่วมกันเดินหน้า บ้านเมืองจะไม่มีความตึงเครียด”

  ตอนนี้พรรคฝ่ายค้านเดินหน้าเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญแล้ว แต่ฝ่ายรัฐบาลยังไม่ขยับ?
“รัฐบาลที่มีเสียงปริ่มน้ำแบบนี้และเจอปัญหาเก่าและใหม่มาในชั่วโมงนี้ ผมมองว่าจนถึงตอนนี้ความพยายามของฝ่ายค้านที่จะล้มรัฐบาลก็ยังเดินไปไม่ถึงจุดนั้น อย่าลืมว่าแม้ พล.อ.ประยุทธ์จะเจอปัญหาจนไม่สามารถอยู่ในตำแหน่งได้ หากมีการเลือกนายกฯ คนใหม่ พล.อ.ประยุทธ์ก็ยังกลับมาเป็นนายกฯต่ออยู่ดี เพราะรัฐธรรมนูญเขียนไว้แบบนี้จากลงการมติของส.ว.ในการเลือกนายกฯ

ดังนั้นหมากบนกระดานการเมืองวันนี้ทุกฝ่ายต้องอ่านให้ขาด อย่าลืมว่าปัญหาการเมืองและบางปัญหาการบริหารงานการเมืองนั้นอยู่ที่รัฐธรรมนูญที่คสช.วางแนวทางไว้ ย้ำว่าหากรัฐบาลคิดออกก็ควรให้เกิดส.ส.ร.ขึ้นมา บ้านเมืองจะเดินหน้าได้ วันนี้แม้ฝ่ายค้านจะขออภิปรายทั่วไปโดยไม่ลงมติก็ตาม แต่ผมมองว่าฝ่ายค้านควรอดเปรี้ยวไว้กินหวานก่อน เพราะหากครม.ชุดนี้เกิดการทุจริตขึ้นมาก็ช่วยไม่ได้

วันนี้ปัญหาเศรษฐกิจทำให้สังคมส่วนใหญ่เดือดร้อน รัฐบาลควรไปแก้ไขปัญหานี้และเล่นการเมืองให้น้อยลง เพราะวันนี้ทุกฝ่ายต่างมีหน้าที่ของตัวเอง หากทุกฝ่ายเคารพการทำหน้าที่ซึ่งกันและกัน บ้านเมืองจะเดินหน้าไปได้

แม้รัฐบาลจะบอกว่าต้องแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจก่อน แต่ผมมองว่าเรื่องนี้ก็เดินควบคู่ไปได้ โดยรัฐบาลแค่หนุนสิ่งที่ภาคประชาชนเสนอมา รัฐบาลก็ทำงานของรัฐบาลไป ฝ่ายที่เคลื่อนไหวแก้ไขรัฐธรรมนูญก็ทำงานของตัวเองไป เมื่อถึงเวลามันก็มาบรรจบกันเอง

รัฐบาลนี้ทำงานได้หนึ่งเดือนกว่าๆ มันก็พอมองกันออกว่ารัฐบาลผสมที่มีหลายพรรคขนาดนี้ แต่ละพรรคที่ไปร่วมรัฐบาลก็พยายามเร่งผลงานของตัวเองเพราะไมรู้จุดหมายปลายทาง แปลว่าไม่รู้ว่าอายุรัฐบาลจะยาวนานเท่าใด ทุกพรรคที่ร่วมรัฐบาลจึงเร่งทำงาน แต่ผมเตือนว่าระวังการทุจริตไว้ด้วย หากเกิดขึ้นในรัฐบาลก็ไม่รู้ว่าจะมีผลเช่นใดต่อ”

          แต่พรรคฝ่ายค้านได้รณรงค์เรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญแล้วและอ้างว่าต้องดำเนินการไม่เช่นนั้นปัญหาปากท้องของประชาชนจะแก้ไขไม่ได้?
“ทุกพรรคต่างทำหน้าที่ของตัวเองที่มองว่ามันเป็นทางออกของบ้านเมือง หากคิดว่าผลของการดำเนินการนั้นคือความสำเร็จของบ้านเมือง ไม่ใช่ทำไปเพื่อคะแนนเสียงของตัวเอง ย้ำว่าการดำเนินการครั้งนี้ควรให้ภาคประชาชนนำ ฝ่ายการเมืองควรเดินตามและรอ เพราะหากฝ่ายการเมืองคิดแต่ผลที่ตัวเองจะได้รับ ไม่มีทางสำเร็จ”

สิ่งที่ระบุว่า ฝ่ายการเมืองควรรอและให้ภาคประชาชนเป็นคนถือธงนั้น แปลว่าอะไร?
“ผมมองว่า ฝ่ายการเมืองขยับไปก็ขยับลำบาก เพราะเจอด่านส.ว.ก็จบแล้ว ควรปล่อยภาคประชาชนเดินหน้าจะดีที่สุด และอย่าลืมว่า ผลการเลือกตั้งด้วยบัตรเลือกตั้งใบเดียวนั้น ถามว่าพรรคใดได้ประโยชน์ ตอบเลยว่าทุกพรรคที่มีส.ส.ในรัฐสภาวันนี้ แต่พรรคเดียวที่เสียประโยชน์คือพรรคเพื่อไทย เพราะบัตรเลือกตั้งใบเดียวนั้นเลือกได้สามอย่าง(ส.ส.เขต, ส.ส.บัญชีรายชื่อ, นายกฯ) ผมเชื่อว่า หากถึงหมวดนี้และมาตรานี้รับรองเลยว่าไม่มีพรรคใดเสนอแก้ไข เว้นแต่พรรคเพื่อไทย แต่คงลำบากหากจะแก้ไขได้”