ศึกชิงเมืองหลวง “หมอเลี้ยบ” ออกโรง กลัวพ่ายซ้ำซาก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/386586?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

4 กันยายน 2562 – 09:45 น.
เจาะประเด็นร้อน,ท่องยุทธภพ,ขุนน้ำหมึก,พรรคเพื่อไทย,พรรคอนาคตใหม่,หมอเลี้ยบ,สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี,อนุทิน ชาญวีรกูล
เปิดอ่าน 4,849 ครั้ง

ศึกชิงเมืองหลวง “หมอเลี้ยบ” ออกโรง กลัวพ่ายซ้ำซาก

 

***********************

 

ยังไม่ชัดเจนว่า การเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร จะมีขึ้นหรือเมื่อไร ? ปีหน้าหรือปีโน้น แต่การแย่งชิงเมืองหลวง หรือ พื้นที่ทางยุทธศาสตร์ของฝ่ายประชาธิปไตย” ก็ทำให้พลพรรคของพรรคเพืื่อไทยกับพรรคอนาคตใหม่ เริ่มมองหน้ากันไม่ติด

ไม่เพียงแต่ ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ” เลขาธิการ นปช. จะเชือดนิ่มๆ “พรรคอนาคตใหม่ ไม่ควรจะพูดบ่อยนะครับว่าตัวเองเป็นเจ้าของคะแนนป๊อบปูลาร์โหวตสูงสุดในกรุงเทพมหานคร” และก่อนหน้านั้น ขาใหญ่ “หมอเลี้ยบ” ก็วิพากษ์แกนนำส้มหวานแบบตรงไปตรงไปเช่นกัน

สามัคคีวิจารณ์ส้มหวาน

วันนี้ ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ไม่ได้จัดรายการ “เข้าใจตรงกันนะ” ทางสถานีโทรทัศน์ดาวเทียมพีซทีวี นับแต่แกนนำ นปช.กลุ่ม “ธิดา-เต้น” แยกตัวออกจากกลุ่ม “ตู่ จตุพร” มาสร้างรังใหม่แถวสี่แยกแคราย

ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ

ดังนั้น “เสี่ยเต้น” จึงเปิดรายการ “หัวใจไม่หยุด..เต้น” เผยแพร่ทางแฟนเพจ “นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ” เหมือน “ธิดา-เหวง” ก็ใช้เพจ UDD news เป็นช่องทางสื่อสารกับคนเสื้อแดง

เมื่อ 31 ธันวาคม ที่ผ่านมา ณัฐวุฒิ ได้พูดถึงรอยปริร้าวของพรรคฝ่ายประชาธิปไตย และวิเคราะห์ไปถึงสนามเลือกตั้ง กทม. “..นี่คือพื้นที่ทางยุทธศาสตร์ของฝ่ายประชาธิปไตยที่จำเป็นจะต้องช่วงชิงชัยชนะ”

เสี่ยเต้นยังเตือนสติแกนนำอนาคตใหม่ว่า “ไม่ควรจะพูดบ่อยนะครับว่า ตัวเองเป็นเจ้าของคะแนนป๊อบปูลาร์โหวตสูงสุดในกรุงเทพมหานคร เพราะว่าเพื่อไทยเขาส่ง 20 กว่าเขต แล้วไทยรักษาชาติเขาส่ง 10 กว่าเขต”

ที่เสี่ยเต้นเป็นห่วงคือ ถ้าสองพรรคแข่งกันแบบเอาเป็นเอาตาย “พรรคตาอยู่” จะคว้าพุงปลาไปกิน

โตแล้วไม่ใช่นักกิจกรรม

ก่อนหน้าที่ณัฐวุฒิจะหยิบประเด็นศึกชิงเมืองหลวงมาพูด “นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี” ก็เคยคุยเรื่องนี้ผ่านรายการ “สุมหัวคิด” ทางช่องวอยซ์ทีวี เมื่อวันที่ 29 สิงหาคมนี้

“หมอเลี้ยบ” มองว่า พรรคอนาคตใหม่ ซึ่งตั้งมาประมาณ 1 ปี ก็มีฐานเสียงบางส่วนทับซ้อนกับพรรคเพื่อไทย แล้วก็มีฐานเสียงบางส่วนไปทับซ้อนกับพรรคประชาธิปัตย์

หมอเลี้ยบ จัดรายการสุมหัวคิด

ด้วยประสบการณ์ซ้ายเก่า หมอเลี้ยบจึงวิเคราะห์ว่า เพื่อไทยกับอนาคตใหม่ มี ความสัมพันธ์ คือเป็นคู่แข่ง และเป็นมิตรกัน เป็นแนวร่วมกัน ซึ่งจะต้องฝ่าฟันเพื่อที่จะให้ประชาธิปไตยมาถึง

ช่วงเวลาที่ผ่านมา หมอเลี้ยบชี้ได้เกิด “จุดปะทะทางความคิด” มาแล้ว 2 ครั้ง กรณีแรก “8 กุมภาพันธ์ 2562” พรรคอนาคตใหม่แสดงท่าทีที่แข็งกร้าว วิพากษ์วิจารณ์พรรคไทยรักษาชาติ

กรณีที่สอง “ส.ส.ดาวสภา” เพื่อไทยพาดพิงเรื่องอนาคตใหม่จะถูกยุบ แกนนำอนาคตใหม่ก็โต้กลับแรงมาก สุดท้ายมีการมาขอโทษ เรื่องนี้ก็คลี่คลายไป

3 ดาวสภา ต้นตอวิวาทะครั้งล่าสุด

“ครั้งนี้อาจจะไม่ใช่ครั้งสุดท้าย อาจจะมีอีกถ้าทั้ง 2 ฝ่ายไม่ระมัดระวัง” หมอเลี้ยบประเมิน และฝากคำเตือนไปยังแกนนำพรรคส้มหวาน “หลายคนเคยทำกิจกรรมมาก่อน เป็นปัญญาชน วันนี้คุณเป็นนักการเมืองแล้ว จะใช้ลักษณะปัญญาชนมาแบบตาต่อตา ฟันต่อฟัน มันไม่ใช่แล้ว”

หมอเลี้ยบกังวล หากสองพรรคไม่มีการพูดคุยกันจริงจัง เลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.ต้นปีหน้า มีสิทธิแพ้อีก

หมอเลี้ยบยังอยู่

หลายคนอาจไม่เห็นหน้า “หมอมิ้ง” นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช แต่ นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี ยังแสดงความคิดความเห็นผ่านสื่อในเครือข่ายฝ่ายประชาธิปไตยหรือฝ่ายเสื้อแดง

ไม่ว่าจะเป็นช่องพีซทีวี หมอเลี้ยบจัดรายการ “50 คำถาม กับสุรพงษ์ สืบวงศ์ลี” และช่วงหลัง ย้ายไปจัดรายการ “สุมหัวคิด” ทางช่องวอยซ์ ทีวี

เมื่อเร็วๆ นี้ อนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.สาธารณสุข ได้เชิญหมอเลี้ยบมาเป็นที่ปรึกษาในการกำหนดทิศทางเรื่องหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(บัตรทอง) เนื่องจากหมอเลี้ยบ เป็นหนึ่งในทีมงานไทยรักไทย ที่ผลักดันเรื่องบัตรทองมาตั้งแต่ต้น

หมอเลี้ยบกับหมอหนู

อย่างว่าแหละ “หมอหนู” เคยเป็นรัฐมนตรีสาธารณสุข เพราะการสนับสนุนของคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ และสนิทสนมกับคนเพื่อไทยหรือไทยรักไทยมานาน

คงเป็นเพราะหมอเลี้ยบมีท่าทีท่วงทำนองไม่สุดโต่ง หมอหนูจึงกล้าเชิญมาเป็นที่ปรึกษา

สนิมบางจุด..บนเรือเหล็ก รอวัดใจ หกเดือน ลุงตู่จะโละไหม… #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/386594?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

4 กันยายน 2562 – 09:14 น.
เรือเหล็ก,รัฐบาล,ลุงตู่,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา
เปิดอ่าน 1,692 ครั้ง

คอลัมน์…  จี้จุดตาย..คลายจุดเป็น    โดย…  เร้เนกาย ไร้เงา

ช่วงนี้การทำหน้าที่ของเสนาบดีของลุงตู่บนเรือเหล็กนั้นทำงานมาหลายเพลาแล้ว…รมต.คนใดทำงานแบบไหน ? สายสืบแจ้งว่าลุงตู่และทีมงานมอนิเตอร์ตลอด…

โดยเฉพาะกระทรวงที่มี “ข่าวเชิงลบ” ทีมงานของลุงตู่ลงไปเกาะติดและประมวลผลเสนอมาให้ลุงตู่รับรู้ทุกระยะ

แว่วว่า…กระทรวงบางแห่งที่อยู่บนถนนแจ้งวัฒนะ และบางกระทรวงที่ตั้งบนถนนราชดำเนิน หรือบางกระทรวงริมคลองประปานั้น มี “ข่าวเชิงลบและข่าวที่จ่อจะเกิดผลทางลบ” ทยอยออกมา

เพราะ ขรก.ในกระทรวงเหล่านั้นสุมหัวซุบซิบบทบาทของเสนาบดีและคณะที่ลงมาล้วงลูก-ล้วงงบ รวมทั้งจ่อดันเด็กในคาถาขึ้นเก้าอี้หลักแบบไม่เนียนตา…แถมเสนาบดีบางรายยังเรียกค่าตอบแทนบนปลายปากการ้อยละสามสิบ…

แบบนี้จะไม่ให้มีเสียงครวญครางออกมาได้เช่นไร…เพราะเสียงครวญครางของผู้ที่เกี่ยวข้องที่โดนคนที่มีอำนาจในกระทรวงล้วง, บี้, ทุบ ให้เคลื่อนไหวในแนวทางที่มีผู้มีอำนาจในกระทรวงต้องการนั้น พูดง่ายๆ “มันเกินไป”

เสียงซุบซิบของเหล่าขรก.จากกระทรวงเหล่านี้ลอยลมเข้าหูสายสืบมาได้ แปลว่าเรื่องแบบนี้ลุงตู่ควรยิ่งสอดส่อง เพราะหากลุงตู่ไม่อยากให้มี “สนิมบางจุดบนเรือเหล็ก” ถ้าปล่อยไว้มันอาจ ”ลามไปทั่วทั้งลำเรือและยากที่จะเยียวยา” 

เนื่องจากเจ้ากระทรวงข้างต้น กำลังเดินเกมบนดินและใต้ดินที่สายสืบได้ยินมาแล้วทะแม่งๆชอบกล…เพราะเกมใต้ดินที่พรางมาในโฉมเกมบนดินนั้น อาจมีการยัดไส้ทำนองว่า ดำเนินงานตามแผนของลุงตู่ แต่ประโยชน์โพดผลจะส่งถึงครม.เต็มใบหรือแหว่งไปบางมุม เนื่องจากมีการตัดตอนและหล่นไปอยู่ในมือของคนมีอำนาจบนปลายปากกาในการชงเรื่อง

เรื่องแบบนี้สายสืบยังรู้…ฉะนั้นทีมงานลุงตู่น่าจะ “รู้ลึก” กว่าเป็นแน่แท้และคงเตรียมของแข็งไว้ให้ลุงตู่ลงดาบในวันอันใกล้

ฉะนั้น สิ่งที่สายสืบไปเจาะมาได้นั้น เสนาบดีในบางกระทรวงข้างต้นที่บรรยายไว้นั้น ระวังให้ดีเพราะแว่วว่าลุงตู่ส่งหน่วยลับไปเจาะลึกข้อมูลแล้ว

หากให้จับยามสามตา หกเดือนข้างหน้า ชะตาของรมต.เหล่านั้นหากปรับตัวในเชิงบวกก็อาจรอด แต่หากยังเดินในวิชาเดิมๆ เตรียมใจโดน “ปรับย้าย”

ยังไม่รวมแววการเหยียบตาปลาของรมต.ต่างพรรค แม้ยามนี้จะยังไม่ส่งสัญญาณความไม่พอใจออกมา แต่เชื่อเถอะว่าไม่กี่วันข้างหน้าสัญญาณแบบนี้จะโดนส่งขึ้นมาและอาจลุกลามไป ดังนั้นลุงตู่ต้องตามเกมคนการเมืองให้ดีแล้วกัน

ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว ขอขยายความตามท้องเรื่องที่สายสืบไปเคาะแคะมาได้เพิ่มจากที่ทำงานของลุงตู่ว่าตำแหน่งแห่งหนทางการเมืองทยอยคลอดมาปลอบใจคนการเมืองที่อกหักเพราะสอบตก ส.ส.กันเกือบทั่วถ้วน เร็วๆ นี้น่าจะเคาะเก้าอี้ “ประธาน กมธ.” กันแล้ว สำหรับคนที่ “แห้ว” เก้าอี้รมต. เพราะอย่างน้อยคนเหล่านี้ยังพอมีดีกรีไว้ประดับตัวไม่ให้อายชาวบ้าน

แต่ลึกๆ แล้ว สายสืบเจาะได้มาว่า ก่อนที่ครม.จะกดปุ่มโผครั้งนี้ มีการวิ่งเต้นกันฝุ่นตลบ รวมทั้งยังวิ่งข้ามห้วยและเหยียบตาปลากันสนาน…จนคีย์แมนเจ้าของมุ้งโมโห เพราะลูกทีมบางคนแหวกมุ้งวิ่งไปมุดมุ้งอื่นเพียงเพื่อให้ตัวเองคว้าพุงปลา เนื่องจากเจ้าของมุ้งตัวเองไม่มีแววที่จะดันให้แจ้งเกิด

การแหกมุ้งเพื่อไปหารันเวย์ใหม่เพื่อให้ตัวเองสมหวังนั้น มีมาเสมอบนเวทีการเมือง 

แต่สัจธรรมการเมืองบอกไว้ว่าหากใครกล้าทำแบบนี้ รับรองเลยว่าไม่มีทางที่จะสมานใจกันได้…สำหรับมุ้งต่างๆ ในพรรคเดียวกันที่ไปเปิดมุ้งให้คนต่างมุ้งมาแอบอิงแบบไม่บอกไม่กล่าว…

เดนมาร์กปรับปรุงใหม่ ไม่ใช่แค่ นมจากเต้า #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/386591?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เดนมาร์กปรับปรุงใหม่ ไม่ใช่แค่ นมจากเต้า

4 กันยายน 2562 – 09:06 น.
อ๊อด เทอร์โบดับเครื่องชน,นมจากเต้า,เดนมาร์ก,โตเกียวโอลิมปิก 2020,ฟาร์มโคนมไทย-เดนมาร์ค
เปิดอ่าน 895 ครั้ง

คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

‘ปตท.’ นำคณะผู้บริหารและสื่อมวลชนอาวุโสไปดูงานหาความรู้เรื่องพลังงานสะอาดที่ฟินแลนด์และเดนมาร์กเมื่อเดือนก่อน

‘อ๊อด เทอร์โบ’ ได้พูดถึงฟินแลนด์พอสังเขปแล้ว และต่อไปจะพูดถึงเดนมาร์กซึ่งชาวไทยรู้จักกันดีจากองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย อ.มวยเหล็ก สระบุรี ที่เราเรียกกันติดปากว่า ‘ฟาร์มโคนมไทย-เดนมาร์ค’ หรือ อสค. หรือนมตราวัวแดง ที่ชอบเรียกว่านมจากเต้า

เด็กไทยยุคใหม่นิยมดื่มนมแทนน้ำก็ว่าได้และวันนี้จะขออนุญาตคุยเรื่องพลังงานของเดนมาร์ก ซึ่งเป็นพลังงานจากกังหันไฟฟ้าเป็นตัวชูโรง ซึ่งให้พลังลมที่มองเห็นกลางทะเลกลางทุ่งนาเหมือนกังหันขนาดยักษ์ที่เราเห็นได้ในบ้านเราสมัยก่อน

เหล่านี้เป็น ‘พลังงานสะอาด’ ที่รัฐบาลเดนมาร์กประกาศเป็นนโยบายโดยครึ่งหนึ่งของพลังงานทั้งหมดต้องเป็นพลังงานสะอาด

นี่เป็นตัวอย่างที่เราต้องทำให้ได้เหมือนกับ ‘ฟาร์มโคนมไทย-เดนมาร์ค’ ปลุกกะแสให้เด็กไทยดื่มนมมาแล้ว

ต่อไป ‘พลังงานสะอาด’ จะมาแรงในประเทศไทยเหมือนเดนมาร์กยุคปรับปรุงใหม่!
อ๊อด เทอร์โบ


มาตรฐานญี่ปุ่น 100%
‘โตเกียวโอลิมปิก 2020’ พร้อมแล้ว

ผมเขียนจดหมายฉบับนี้มาเพื่อแจ้งให้ทราบว่าวันเวลาผ่านไปเหมือนติดปีกบินเป็นเรื่องจริงครับ เพราะกีฬาโอลิมปิก 2020 ปีหน้าที่ญี่ปุ่นจะเป็นเจ้าภาพกำลังจะมาถึงแล้วและในฐานะที่เป็นแฟนกีฬาเลยอดไม่ได้ที่จะเขียนถึงความคืบหน้าเรื่องนี้

‘โตเกียวเกมส์ 2020’ จะมีขึ้น 24 กรกฎาคม-9 สิงหาคม 2563 อีกไม่ถึงปีแล้วครับ ได้ข่าวว่าบัตรเข้าชมหลายประเภทหมดลงแล้ว ผมเลยกระซิบย้ำเตือนว่าคนไทยชอบไปญี่ปุ่นรีบหาซื้อบัตรเข้าชมนะครับ เพราะคราวนี้มีถึง 192 ประเทศเข้าร่วมแข่งขัน ซึ่งต้องผ่านรอบคัดเลือกมาเลือดตาแทบกระเด็น

ช่วงนั้นเป็นหน้าร้อนแต่มาตรฐานญี่ปุ่นเขาเตรียมพร้อมแล้ว โดยจัดเตรียมพ่นไอเย็นเข้าสนามแข่งหรือส่วนใหญ่ก็ติดแอร์

ผมติดตามความคืบหน้าโตเกียวเกมส์ 2020 อยู่ตลอดและหวังลึกๆ ว่านักกีฬาไทยของเราน่าจะได้เหรียญทองติดไม้ติดมือกลับมาให้ชื่นใจกันอีก
เอกศักดิ์ (หัวหมาก)

 เรียน คุณ ‘เอกศักดิ์’ หัวหมาก
ผมว่าญี่ปุ่นเป็นประเทศและผู้คนที่มีมาตรฐานสูงมากและเรียนให้ทราบว่าอยากไปชมเหมือนกันโดยเฉพาะพิธีเปิด-ปิด ซึ่งข่าวว่าไฮเทคและผสมผสานกับวัฒนธรรมประเพณีญี่ปุ่นซึ่งละเอียดอ่อนน่ารักมาก

ระยะนี้เป็นการแข่งขันรอบคัดเลือก อีกไม่นานสมาคมกีฬาต่างๆ ก็คงประกาศตัวมาว่าใครติดทีมชาติไปแข่งโอลิมปิก 2020 บ้าง

ผมก็เป็นกองเชียร์นักกีฬาไทยของเราและตั้งความหวังความฝันไว้ว่าไทยจะได้เหรียญทองเพราะมาตรฐานกีฬาเราดีขึ้นมากๆ อยู่ในระดับโลกก็หลายคน

ขอให้ความฝันเป็นความจริงเถิดครับ
อ๊อด เทอร์โบ


 นิทรรศการ ‘จิ๋น ซี ฮ่องเต้’
ต่อไปนี้เป็นการเชิญชวนเข้าชมนิทรรศการ ‘จิ๋น ซี ฮ่องเต้’ ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ‘อิทธิพล คุณปลื้ม’ ได้นำทีมแถลงข่าวมาให้ทราบและขอเรียนย้ำอีกครั้ง ดังนี้

ประธานจัดคืออดีตรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีหลายกระทรวง ‘พินิจ จารุสมบัติ’ ประธานสภาวัฒนธรรมไทย-จีนและส่งเสริมสัมพันธ์ ‘ฉาง ยู่เหมิง’ อุปทูตฝ่ายวัฒนธรรมประจำสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีน อธิบดีกรมศิลปากร ผู้บริหารกระทรวงวัฒนธรรม

เป็นนิทรรศการที่รวบรวมโบราณวัตถุชิ้นสำคัญอายุกว่า 2,700 ปี จากสุสานจิ๋นซี สาธารณรัฐประชาชนจีน จำนวน 133 ชิ้น มาจัดแสดงเป็นครั้งแรกในประเทศไทย ณ พระที่นั่งศิวโมกขพิมาน พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร

พิธีเปิดนิทรรศการจะมีขั้นในวันที่ 15 กันยายนนี้ และเปิดให้ประชาชนเข้าชมจนถึงวันที่ 15 ธันวาคม 2562 เวลา 09.00-16.00 น.

จึงขอเชิญชวนท่านที่สนใจเข้าศึกษาหาความรู้ได้ตามวันเวลาดังกล่าว ซึ่งเป็นประโยชน์มากจริงๆ

สกัดต้นตอบ่มเพาะความรุนแรง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/386581?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

สกัดต้นตอบ่มเพาะความรุนแรง

4 กันยายน 2562 – 07:51 น.
สื่อออนไลน์,นักศึกษา
เปิดอ่าน 817 ครั้ง

บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก ฉบับวันพุธที่ 4 กันยายน 2562

มีรายงานการสำรวจการใช้งานสื่อออนไลน์ของนักเรียนมัธยมศึกษา จากหน่วยปฏิบัติการวิจัยและพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ด้านความรอบรู้ทางดิจิทัลและการรู้เท่าทันสื่อ (DIRU) คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พบว่า นักเรียนใช้สื่อออนไลน์ทั้งในด้านการเรียน ความบันเทิง การรวมกลุ่ม และแสดงออกถึงความเป็นตัวตน โดยกิจกรรมออนไลน์ที่นักเรียนทำบ่อยๆได้แก่ ใช้เป็นแหล่งเรียนรู้ หาข้อมูลประกอบการเรียน ดูหนัง ฟังเพลง เล่นเกม ติดตามดาราที่ชื่นชอบ ใช้สร้างกลุ่มบนไลน์ เฟซบุ๊ก ติดตามข่าวสาร และใช้โพสต์รูปภาพ เรื่องราว หรือเข้ากลุ่มสนทนาหรือสมัครสมาชิกเว็บไซต์ หรือติดตามเพจต่างๆ เพื่อแสดงความเป็นตัวตนของตนเอง

แม้ในผลงานวิจัยชิ้่นนี้ จะบอกเอาไว้ว่า โดยภาพรวมแล้ว เด็กส่วนใหญ่เลือกที่จะไม่เข้าไปดูหรืออ่านเนื้อหาที่ไม่เหมาะสมที่อาจจะนำไปสู่ความเสี่ยงอันตราย แต่ก็มีกลุ่มตัวอย่างส่วนน้อยหรือคิดเป็นร้อยละ 4 ที่ยอมรับว่า ตนเองเคยเข้าถึงเนื้อหาด้านเพศ เกมรุนแรง การพนัน และเคยแสดงออกด้วยความรุนแรงอยู่บ่อยๆ และมีร้อยละ 23 บอกว่า คุยกับคนแปลกหน้าบนออนไลน์บ่อยๆ ผลการวิจัยนี้สะท้อนให้เห็นว่า นักเรียนมีโอกาสพบเจอความเสี่ยงจากการใช้งานสื่อออนไลน์ได้ แม้ตัวเลขอาจจะดูเล็กน้อย แต่ต้องให้ความสำคัญในการป้องกันความเสี่ยง และเสริมสร้างให้

มีความรอบรู้และเท่าทันเพื่อสามารถเผชิญกับสถานการณ์ความเสี่ยงบนโลกออนไลน์ได้อย่างปลอดภัยมีความพยายามจาก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ที่จะดำเนินการจัดตั้งคณะกรรมการประสานงานและแก้ไขปัญหาข่าวปลอมที่กระทบต่อความปลอดภัย ในชีวิตและทรัพย์สินประชาชน หรือศูนย์เฟคนิวส์ ให้เสร็จเป็นรูปธรรมภายในเดือนตุลาคมนี้ เพื่อรับแจ้งข่าวปลอม ข้อมูลเท็จ และชี้แจงข้อมูลถูกต้อง โดยจะทำงานด้วยความรวดเร็วในการตรวจสอบข่าวปลอม และชี้แจงข้อมูลที่ถูกต้อง จะทำได้ในเวลาไม่เกิน 2 ชั่วโมง แต่นั่นก็เป็นการสกัดกั้นข่าวปลอมที่เน้นในประเด็นที่กระทบกับความมั่นคงโดยเฉพาะในทางการเมือง ชีวิตความเป็นอยู่ทั่วไปของประชาชน มากกว่าการสกัดกั้นสื่อออนไลน์ที่เป็นอันตราย ซึ่งเด็กและเยาวชนสามารถเข้าถึงได้โดยง่าย

ตามสถิติที่อ้างอิงกันอยู่บ่อยๆ พบว่า ส่วนใหญ่แล้ว กลุ่มบุคคลที่มักจะตกเป็นเหยื่อของข่าวปลอมหรือเฟคนิวส์และแชร์ต่ออยู่ในกลุ่มผู้สูงวัย ซึ่งโดยวัยวุฒิแล้วไม่น่าจะมีปัญหาในความรับผิดชอบทางกฎหมาย หากแต่สำหรับเด็กและเยาวชนในระดับมัธยมศึกษาที่สามารถเข้าถึงเรื่องทางเพศ เกมรุนแรง การพนัน ฯลฯ ผ่านออนไลน์ ดังผลวิจัยข้างต้น นับว่าน่าเป็นห่วงยิ่ง โดยเฉพาะเกมออนไลน์ที่รวมกลุ่มกันเล่น และขาดการกลั่นกรอง ตัวเลขร้อยละ 4 หมายความว่า เด็กหรือเยาวชน 4 คนใน 100 คนเข้าถึงเนื้อหาที่ไม่เหมาะสม แม้จะไม่เป็นภัยกับความมั่นคงหรือทางการเมือง แต่ก็นับว่าเป็นอันตรายกับสถาบันครอบครัวและสังคม ซึ่งรัฐควรให้ความสำคัญอย่างยิ่ง

น้ำลดตอผุด ขุดรากเหง้า ก่อสร้างการเมือง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/386408?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

น้ำลดตอผุด ขุดรากเหง้า ก่อสร้างการเมือง

3 กันยายน 2562 – 11:10 น.
พายุโพดุล,ก่อสร้างการเมือง,ถนน,สะพาน
เปิดอ่าน 6,896 ครั้ง

คอลัมน์…  กระดานความคิด   โดย…  บางนา บางปะกง 

อิทธิฤทธิ์ของพายุโพดุล ทำให้หลายพื้นที่มีน้ำท่วมเกือบครึ่งค่อนภาคอีสาน ทรัพย์สินและที่อาศัยของชาวบ้านจมหายไปกับสายน้ำ นอกจากนี้ กระแสน้ำสร้างความเสียหายให้แก่โครงสร้างพื้นฐานในเขตชนบท ไม่ว่าจะเป็นอ่างเก็บน้ำ ถนน สะพาน สถานที่ราชการ ฯลฯ

ที่ฮือฮาในโลกโซเชียล มีการโพสต์ภาพของถนนลาดยางสายหนึ่ง ที่ถูกน้ำซัดจนผิวหน้าหลุดล่อนเป็นแผ่นๆ จึงมีเสียงวิจารณ์ว่า การก่อสร้างไม่ได้มาตรฐาน

จะว่าไปแล้ว เรื่องถนนไม่ได้มาตรฐาน ก็เหมือนนิยายเรื่องเก่าที่เล่าซ้ำซาก โดยเฉพาะทางหลวงแถวบ้านนอกบ้านนา ที่อยู่ในความรับผิดชอบขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

ลองไปส่องดูเบื้องหลังของนายก อบจ., นายกเทศมนตรี และนายก อบต. กว่าร้อยละ 90 เป็นผู้รับเหมาก่อสร้างในท้องถิ่น และเชื่อมโยงกับนักการเมืองระดับชาติ

แม้แต่ ส.ส.ชุดนี้ที่อยู่ในสภาผู้แทนฯ กว่าร้อยละ 70 เป็นผู้รับเหมาก่อสร้าง ทั้งพรรคร่วมรัฐบาล และพรรคฝ่ายค้าน

นับแต่ปี 2518 การก่อสร้างถนน อาคาร สะพาน เขื่อน อ่างเก็บน้ำของรัฐได้เป็นฐานทุนให้แก่กลุ่มผู้รับเหมาก่อสร้าง ก่อนที่จะผันตัวเองเข้าสู่วงการเมือง จึงเป็นที่มาของงานวิจัยเรื่อง “การเมืองก่อสร้าง ก่อสร้างการเมือง” โดยนพนันท์ วรรณเทพสกุล อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาฯ ที่ทำงานวิจัยชิ้นนี้ให้กับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)

จากงานวิจัยเรื่องก่อสร้างการเมือง-การเมืองก่อสร้าง ที่ทำการศึกษาช่วงก่อนเศรษฐกิจฟองสบู่แตก มาจนถึงยุคไทยรักไทยเฟื่องฟู พบสายสัมพันธ์ที่แนบแน่นมากขึ้น ระหว่าง “ทุนก่อสร้าง” กับ “การเมือง” โดยเฉพาะ “ผลจากการปรับตัวเพื่อความอยู่รอดของกลุ่มผู้รับเหมาก่อสร้าง ตั้งแต่ก่อนวิกฤตเศรษฐกิจจนถึงยุคทักษิณ มีนักธุรกิจรับเหมาก่อสร้างเข้ามาอยู่ในพรรคการเมืองไทยถึง 75 ตระกูล”

งานวิจัยชิ้นนี้ ได้สังเคราะห์ข้อมูลจากการสำรวจรายชื่อ ส.ส. รัฐมนตรี ที่ปรึกษารัฐมนตรี และเลขานุการรัฐมนตรีใน ครม.ทักษิณ 1 (พ.ศ.2544-2547) เพื่อตรวจสอบบุคคล ที่มีนามสกุลเดียวกับผู้เป็นเจ้าของธุรกิจรับเหมาก่อสร้างในปัจจุบัน

โดยเทียบกับรายชื่อ “ผู้รับเหมาก่อสร้าง” ที่เป็นสมาชิกในสมาคมอุตสาหกรรมก่อสร้างไทย ปี 2544-2546 และผู้รับเหมาก่อสร้างที่ขึ้นทะเบียนกับกรมโยธาธิการและผังเมือง ปี 2546 พบว่า 75 ตระกูลกลุ่มทุนรับเหมาก่อสร้าง ที่ฝังตัวอยู่ในพรรคการเมือง

แยกเป็นพรรคไทยรักไทย 36 ตระกูล, พรรคชาติไทย 13 ตระกูล, พรรคชาติพัฒนา 6 ตระกูล, พรรคความหวังใหม่ก่อนรวมกับไทยรักไทยมีอยู่ 5 ตระกูล, พรรคเสรีธรรมก่อนรวมกับไทยรักไทย มี 3 ตระกูล และพรรคประชาธิปัตย์ มี 13 ตระกูล

ปัจจุบัน ข้อมูลข้างต้นนี้ ก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปมากนัก เนื่องจาก “นักเลือกตั้ง” หรือทุนรับเหมาก่อสร้างยังเป็นคนหน้าเดิม เพียงแต่ย้ายจาก “ค่ายทักษิณ” ไปอยู่ค่ายอื่นแทน

กว่าสองทศวรรษมานี้ นักเลือกตั้งบ้านเรา โดยเฉพาะกลุ่มการเมืองท้องถิ่นส่วนใหญ่ ยังเป็นตระกูลเดิมที่ผูกขาดการบริหารงาน อบจ. หรือเทศบาล ชนิดรุ่นต่อรุ่น 

หนังสือ “รัฐ ทุน เจ้าพ่อท้องถิ่นกับสังคมไทย” ที่มี ผาสุก พงษ์ไพจิตร และสังศิต พิริยะรังสรรค์เป็นบรรณาธิการ จึงไม่ล้าสมัย อ่านยามใด ก็เห็นภาพจริงที่ปรากฏอยู่ต่อหน้าต่อตา

ความสัมพันธ์ในเชิงอุปถัมภ์ของ “ทุนท้องถิ่น” กับนักการเมืองระดับชาติ ก็คือ “ระบอบประชาธิปไตยแบบสืบทอดอำนาจ” นั่นเอง อันเป็นเงื่อนไขที่ทำให้รัฐไทยยังเต็มไปด้วยการเล่นพรรคเล่นพวก และระบบเครือญาติ

เฉพาะอำนาจรัฐท้องถิ่น ยังคงถูกควบคุมโดยความสัมพันธ์ส่วนบุคคล แม้ว่ารูปแบบการแข่งขันจะกระทำในนามระบอบประชาธิปไตย แต่เนื้อหาก็ยังเป็นการแย่งชิงผลประโยชน์

ใครจะคิดว่า มาถึง พ.ศ.นี้แล้ว “กลุ่มทุนหวยเถื่อน” ยังเบ่งบารมีเหนือองค์กรปกครองท้องถิ่นหลายแห่ง แถมสนับสนุนนักเลือกตั้งในสังกัดให้เป็น ส.ส.ในสภาได้

          ผิวแผ่นพื้นถนนลาดยางที่หลุดล่อนเป็นกระแสร้อนในโซเชียล ก็แค่เปลือกหรือกระพี้ แต่แก่นแกนนั้นคือ “การเมืองก่อสร้าง ก่อสร้างการเมือง” ผู้กุมอำนาจรัฐ ไม่ว่ายุคประชาธิปไตยจ๋าหรือประชาธิปไตยในเงาปืน

ปีหน้าจับตาสนามท้องถิ่นหลากพรรคฟัดกันดุ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/386425?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ปีหน้าจับตาสนามท้องถิ่นหลากพรรคฟัดกันดุ

3 กันยายน 2562 – 09:42 น.
เลือกตั้งท้องถิ่น
เปิดอ่าน 1,998 ครั้ง

โดย….  ทีมข่าวการเมืองเครือเนชั่น

หลังการคืนอำนาจของ คสช.ผ่านการเลือกตั้ง ส.ส.และการสรรหาส.ว.ไปแล้ว จนได้มีรัฐนาวาเรือเหล็กบังเกิดขึ้น “นิพนธ์ บุญญามณี” รมช.มหาดไทย ระบุไว้หลายวันก่อนว่า “เลือกตั้งท้องถิ่นน่าจะเกิดขึ้นช่วงต้นปีหน้าเป็นต้นไป” หลังถูกแช่แข็งมาไม่ต่ำกว่า 5 ปี !

หลายคนอาจลืมไปแล้วว่า เมืองไทยยังเหลือวาระเลือกตั้งท้องถิ่นหลังศึกสนามใหญ่ยุติ และความจริงนั้นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ทั่วประเทศ “หมดวาระ” มานาน แต่ คสช.ออกคำสั่งระงับการเลือกตั้งเพราะเกรงจะเกิดบรรยากาศความขัดแย้งในบ้านเมืองขึ้น แต่นัยดังกล่าวนั้น ขั้วตรงข้ามลุงตู่อ่านจังหวะออกว่าเป็นเพราะอะไร…เหตุใด พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จึงชะลอการกาแต้มของท้องถิ่นไว้เนิ่นนาน ?

หากเพ่งลงไปยัง อปท. 7,800 กว่าแห่ง บริหารงบประมาณเฉลี่ยปีละ 3 แสนล้านบาท ถือว่า “งบไม่มาก” เพราะในจำนวนนี้เป็นงบสวัสดิการเป็นส่วนใหญ่มากกว่า 90% และมีงบลงทุนไม่มากนัก แม้การกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นนั้น รัฐบาลวางบทบาทให้อปท.ดูแลพื้นที่ตัวเองมาเกือบยี่สิบปีแล้ว แต่งบลงทุนเพื่อพัฒนาพื้นที่รวมทั้งอำนาจที่กระจายลงไปนั้น ความจริงแล้วส่วนใหญ่ “ส่วนกลาง” ยังคงกำกับดูแล ท้องถิ่นพัฒนาตัวเองในวงเงินที่จำกัดจำเขี่ย…แต่พรรคการเมืองยังคงต้องหวังยึดพื้นที่ท้องถิ่นไว้ในการบริหารจัดการ เพื่อเป็นต้นทุนฐานเสียงในวันข้างหน้า…ตรงนี้คือ “คำตอบ” ที่ชัดเจนสุด !

เพราะการเลือกตั้งผู้บริหารและสมาชิกสภาท้องถิ่นที่หมดวาระ “กว่า 1.4 แสนตำแหน่ง” นั้น (กฎหมายใหม่ให้เลือก 97,940 ตำแหน่ง และน่าจะเริ่มเลือกตั้งช่วงมี.ค. 2563 เป็นต้นไป แบบสลับฟันปลาคราวละสามเดือน)

บุคลากรเหล่านี้เป็นเสมือนรากฐานของพรรครัฐบาล รวมทั้งพรรคฝ่ายค้านที่จะเป็น “แต้มสะสมขั้นต้น” ที่พอจะชี้เป็นชี้ตายได้บ้างเกี่ยวกับอนาคตของพรรคและคีย์แมนในพื้นที่นั้นๆ

และเป็นไปได้สูงยิ่งว่านโยบายของพรรคต่างๆ ที่เสนอไว้บนสนามใหญ่จะโดนนำมาร่วมเสนอกับเวทีท้องถิ่นเพื่อผนวกกับนโยบายเฉพาะที่ใช้กับพื้นที่นั้นๆ โดยตรงในการสะสมคะแนน

คนการเมืองอ่านกันออกว่า การเมืองท้องถิ่น “แข่งขันกันดุและสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าสนามส.ส.เลย”…ที่ผ่านมาจะเห็นว่าหากพรรคใดได้รับความนิยมบนสนามระดับชาติ พรรคนั้นๆ จะถูกอ้างอิงโดยผู้สมัครท้องถิ่นนั้นๆ ว่าพรรคสนับสนุน และบางครั้งก็แข่งขันกันเองโดยมีโลโก้พรรคแปะอยู่บนป้ายหาเสียง !

ส่วนบางสนามนั้น บางพื้นที่จะเลือกขั้วตรงข้ามมาทำงานการเมืองท้องถิ่นแทน เช่นบางตระกูลในจังหวัดนั้นๆ ได้เป็น ส.ส.หรือรมต. คู่แข่งที่พ่ายแพ้จะได้รับการหนุนในสนามท้องถิ่นแทน หรือสนามกทม.ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาจะพบว่าพรรครัฐบาลแพ้พรรคฝ่ายค้านมาหลายสมัยแล้ว…

ดังนั้นคราวนี้คนการเมืองหลายพรรคมองและประเมินแล้วว่า “จำเป็นยิ่งยวด” ที่จะต้องมี “สนามท้องถิ่น” ไว้ในการกำกับดูแล และวันนี้เมื่อรู้แจ้งเห็นชัดแล้วว่า การกุมสภาพของ “กัปตันลุงตู่บนเรือเหล็ก” นั้นมั่นคงในระดับหนึ่ง การค่อยๆ ให้ท้องถิ่นขยับเรื่องนี้ในวาระอันใกล้จึงเป็นสิ่งที่ต้องดำเนินการ ซึ่งวันนี้ผู้สมัครบางพรรค ทยอยเปิดตัวประกาศลงชิงสนามท้องถิ่นกันแล้ว เช่น เพื่อไทยบนสนามอบจ. โดยแกนนำพรรคบอกว่า “ห้ามแพ้” (เชียงใหม่, เชียงราย, ร้อยเอ็ด, ปทุมธานี), อนาคตใหม่ ตามที่แกนนำพรรคบอกว่าจะส่งชิง 30 อบจ. และหวังสอบผ่าน “20 จังหวัด”, ภูมิใจไทย แต่พรรคอื่นๆ เช่น พลังประชารัฐ, ชาติพัฒนา, ชาติไทยพัฒนา, ประชาธิปัตย์ ยังอุบไต๋…

ยังแว่วมาว่า พรรคที่มีฐานเสียงใกล้เคียงกัน เช่น เพื่อไทยกับอนาคตใหม่, พลังประชารัฐกับประชาธิปัตย์บางพื้นที่ อาจจะต้องมีบางพรรค “หลบ” ไม่ส่งผู้สมัคร เพราะฐานคะแนนอยู่ในกลุ่มเดียวกัน หากส่งไปก็ตัดแต้มกันเองเป็นการยื่นโอกาสให้ขั้วตรงข้ามแบบสบายๆ แต่ ณ ตอนนี้โอกาส “หลบ” นั้นยังไม่มีแวว เพราะแต่ละพรรค “ต่างไม่ยอมกัน” เนื่องจากหากใคร “หลบ” ก็จะโดนครหาและมีบทลงโทษสั่งสอนทันที…

กรณีนี้เคยเกิดมาแล้วยุค “ไทยรักไทยฟีเวอร์” เพราะคราวนั้น “ทักษิณ ชินวัตร” ประกาศเมินสนามเมืองหลวงและไปทำงานระดับชาติแทน แต่เหตุผลที่แท้จริงคือ ไม่มีบุคคลที่จะลง เนื่องจาก “ดร.ปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์” รองนายกรัฐมนตรีและแกนนำทรท.ตอนนั้นไม่ลงสมัครตามกระแสที่คนในทรท.ร้องขอ เนื่องจาก ”คนดีไม่มีเสื่อม” ไม่ได้รับการติดต่ออย่างเป็นทางการจากทักษิณ ประกอบกับไม่พอใจที่โดนย้ายจาก รมว.ยุติธรรมมาเป็นรองนายกฯ เหตุเพราะไปขัดขากับปลัดกระทรวงยุติธรรมที่ชื่อ สมชาย วงศ์สวัสดิ์…

คราวนั้นทักษิณไปหนุน “ปวีณา หงสกุล” ที่ลงสมัครในนามอิสระ แต่สังคมก็รับรู้ว่าเจ๊ปิ๊กนั้นมาลงสนามเวทีนี้เพราะใคร…และบทสรุปก็ชี้คำตอบให้ทรท.และทักษิณชัดเจน

หรือการเล่นเก้าอี้ดนตรี ส.ส. ซึ่งร่างทรงอย่าง “เกษม นิมมลรัตน์” ลาออกจากผู้แทนฯ เชียงใหม่ เขต 3 ไปทำงานท้องถิ่นเพื่อเปิดทางให้ “เยาวภา วงศ์สวัสดิ์” ที่พ้นโทษแบน 5 ปี มาสวมเสื้อ ส.ส.เพื่อไทย แม้วันนั้นเจ๊แดงจะคัมแบ็กได้ง่ายๆ เพราะพื้นที่นครพิงค์คือฐานหลักของพรรค แต่หากเป็นสนามอื่นแล้วมีกรณีนี้เกิดขึ้น…จะเดินได้ฉลุยแบบนี้หรือ…

เพราะสังคมมีการเรียนรู้และจับตาคนการเมืองทุกสนามตลอดว่าควรกาแต้มให้ใครมาทำงานในพื้นที่และคงไม่ยอมให้ปาหี่การเมืองกลับมาอีกคราว…

แต่คราวนี้เป็นไปได้สูงยิ่งที่ “อดีตส.ส.หลากพรรค” ซึ่งพลาดโอกาสเดินเข้ารัฐสภาในคราวนี้จะผันตัวลงสนามท้องถิ่นหลายเวที และน่าจะเป็นศึก ”ช้างชนช้าง” กันหลายคู่ โดยการใช้ปัจจัยเพื่อให้ได้ชัยชนะนั้น ไม่ยิ่งหย่อนกว่าสนามส.ส. และดีไม่ดีปัจจัยจะพุ่งสูงหลายเท่าตัวด้วยซ้ำไป…

หากไล่ไทม์ไลน์ที่ภาครัฐวางไว้เบื้องต้นนั้น เวทีแรกของสนามท้องถิ่นที่น่าจะคลี่ม่านกาแต้มคือในช่วงปลายไตรมาสแรกปี 2563 เป็นต้นไป คนกรุงเทพฯ อาจได้เข้าคูหาเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ส่วนต่างจังหวัดนั้นคนภูธรอาจได้ไปใช้สิทธิ์เลือกนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด(อบจ.)และเมืองพัทยาเป็นลำดับแรกๆ ส่วนสนามอื่นๆ คือ เทศบาล (นคร, เมือง, ตำบล) รวมทั้งองค์การบริหารส่วนตำบล(อบต.) คงจะต้องรอคิวอีกนิด ตามการสลับเหลื่อมเวลา

และรอชมปีหน้าว่า พรรคใดจะเฮ พรรคใดจะแห้ว!

  5พันบ้านกาบัตร7,852แห่ง
นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) กระทรวงมหาดไทย ระบุว่า “ถือเป็นครั้งใหญ่ของประวัติศาสตร์การปกครองท้องถิ่น เพราะไม่มีครั้งไหนที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 7,852 แห่งทั่วประเทศ ที่ผู้บริหารและสมาชิกสภาหมดวาระพร้อมกัน

เท่าที่ทราบ กกต.มีแผนจัดการเลือกตั้งที่ในแต่ละรูปแบบไม่พร้อมกัน คือ 1.กทม., เมืองพัทยา และอบจ. 2.เทศบาล 3.อบต. มีระยะเวลาในการเว้นวรรคการเลือกตั้งในทั้งสามข้อ สนามละประมาณ 3 เดือน ซึ่งประชาชนต้องไปใช้สิทธิ์เลือก 2 ครั้ง คือ อบจ.กับ อบต. เว้นกทม.ที่อาจเลือกพร้อมกันคือผู้ว่าฯ กทม.กับ สมาชิกสภากรุงเทพมหานคร(ส.ก.)

งบประมาณที่ใช้ในการจัดการเลือกตั้งน่าจะอยู่ที่ 5,000 กว่าล้านบาท ตอนนี้รอแต่ความชัดเจนระหว่างกกต.กับรัฐบาลที่จะหารือกันว่าจะเลือกตั้งเมื่อไร” นายสุทธิพงษ์ กล่าว

สถิติการออกมาใช้สิทธิ์เลือกตั้ง ส.ส.ครั้งที่ผ่านมา คือ 74.69% ส่วนการเลือกตั้งท้องถิ่นล่าสุดอยู่ที่ 78-80% ฉะนั้น โอกาสที่การเมืองท้องถิ่นจะตื่นตัวมากกว่าและปัจจัยที่น่าจะทำให้ชาวบ้านร้านตลาดออกไปใช้สิทธิ์มากกว่าครั้งที่ผ่านๆ มาคือ 1.คนรุ่นใหม่ตื่นตัวกับการเมือง 2.พรรคการเมืองประกาศตัวชัดเจนที่จะส่งตัวแทนสมัครท้องถิ่น 3.ผู้บริหารท้องถิ่นชุดปัจจุบันอยู่ในตำแหน่งไม่ต่ำกว่า 5-7 ปี(คสช.อยู่ในตำแหน่ง 5 ปี) ก็อาจมีผลคือมีทั้งคนชอบไม่ชอบ มั่นใจว่าหากมีการเลือกตั้งท้องถิ่น ประชาชนจะมาใช้สิทธิมากว่าเดิม”

p31

สังฆราชเตือนรัฐมนตรี ให้มีสติ-อย่าเหลิงอำนาจ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/386406?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

สังฆราชเตือนรัฐมนตรี ให้มีสติ-อย่าเหลิงอำนาจ

3 กันยายน 2562 – 09:25 น.
อ๊อด เทอร์โบดับเครื่องชน,สังฆราช,เตือนสติ,รัฐมนตรี,ตลาดอตก,รอธรรมนัส พรหมเผ่า,ตลาดไฮโซ
เปิดอ่าน 1,037 ครั้ง

คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

“สมเด็จพระสังฆราช” ประทานพรให้ ครม. ซึ่งนายกรัฐมนตรีนำรัฐมนตรีเข้าเฝ้า น่าสนใจและเป็นสัจธรรมที่ต้องจดจำไว้ไม่เฉพาะรัฐมนตรีแต่รวมถึงคนไทยทุกคนด้วย

นั่นคือให้ทำงานอย่างมีสติไม่ให้ตัวเองเหลิงอำนาจ ซึ่งเป็นต้นตอแห่งกิเลสทั้งมวล และขอให้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความชอบธรรมและชอบด้วยกฎหมาย

ระยะนี้รัฐบาลมีกำลังใจมากมาย ดังเป็นที่ทราบกันอยู่และหวังว่าจะทำงานให้สมกับที่ประชาชนฝากความหวังไว้

โปรดพึงระลึกถึงอยู่เสมอว่าขอให้มีสติ-อย่าเหลิงอำนาจ!
อ๊อด เทอร์โบ


อย่าเปลี่ยนนโยบายเมื่อเปลี่ยนรัฐมนตรี
จดหมายจากคุณ ‘คมศักดิ์’ บางเขน ต่อไปนี้น่าสนใจมากและเรื่องจะใช้การตลาดนำการเกษตรซึ่งน่าจะมีนานแล้ว และตลาดอ.ต.ก.ก็น่าจะทำโดยเร่งด่วน

มองดูอนาคตแล้วจะให้ครบทุกจังหวัดคงยาก เพราะตลาดราม-ตลาดของเอกชนนั้นเป็นคู่แข่งสำคัญ

แต่ก็ขอให้กำลังใจว่าจะทำอย่างไรถึงจะสู้กับของเอกชนได้และทำอย่างไรตลาดอ.ต.ก.จะติดลมบน
อ๊อด เทอร์โบ


ตลาดอ.ต.ก.ทั่วประเทศ
ต้องลบล้างภาพตลาดไฮโซ

ผมเป็นแฟน “คม ชัด ลึก” วันก่อนเห็นข่าว รมช.เกษตรฯ คนดัง ‘ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า’ แล้วอดไม่ได้ที่จะต้องนำมาบอกต่อๆ กันไปว่าจะเป็นไปได้หรือไม่?

นั่นคือการประกาศนโยบายตลาดนำการเกษตรและจะจัดทำตลาดอ.ต.ก.ทุกจังหวัดทั่วประเทศ ซึ่งผมเห็นว่ายากมากโดยเฉพาะจะทำสำเร็จได้ในรัฐบาลนี้ต่อให้อยู่ครบ 4 ปีก็ตาม และกลัวว่าพอมีการปรับครม.แล้วเกิดเปลี่ยนตัวรัฐมนตรีแล้วโครงการนี้จะล้มเลิกไปแบบที่ผ่านมาในหลายๆ กระทรวง

คนชอบจ่ายตลาดบ่อยๆ และอยากจะเรียนมายังท่านรัฐมนตรีว่าตลาดอ.ต.ก.เป็นตลาดคนรวย-ของแพง พูดกันติดปากว่าเป็นตลาดไฮโซ

เกรงว่าพอใช้คำว่าตลาดอ.ต.ก.แล้วภาพลักษณ์เดิมๆ จะยังติดอยู่และทำอย่างไรจึงจะหายไปได้-ห่วงจริงๆ
คมศักดิ์ (บางเขน)


คนไทยไม่มีความสุข-เครียด
ของแพง-เศรษฐกิจแย่

ขอนำผลวิจัยเชิงสำรวจของ ‘เอยูโพลล์’ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เรื่องความเครียดของคนไทยจากประชาชนเขต กทม.-เชียงใหม่-ขอนแก่น-สงขลา ดังนี้

ปัญหาเศรษฐกิจทำให้คนไทยกว่าร้อยละ 80 รู้สึกแย่ โดยประเด็นที่น่าเป็นห่วงคือเมื่อพิจารณาความเครียดในแต่ละด้าน พบว่าคนที่มีความเครียดจะส่งผลให้เกิดความรู้สึกที่ไม่ดีต่างๆ ตามมา โดยเฉพาะคนที่มีความเครียดเรื่องเศรษฐกิจ/การเงิน จะรู้สึกว่าตนเองไม่มีคุณค่า (ร้อยละ 88.32) รู้สึกหมดกำลังใจ (ร้อยละ 85.80) ไม่อยากพบปะผู้คน (ร้อยละ 83.85) สิ่งที่เห็นเด่นชัดคือคนที่มีปัญหาด้านต่างๆ จะรู้สึกว่าตนเองไม่มีคุณค่ามากกว่าความรู้สึกด้านอื่นๆ

ส่วนใหญ่เครียดเรื่องปากท้องมากที่สุด โดยมีความเครียดคล้ายคลึงกับการสำรวจในครั้งที่ผ่านมา ส่วนใหญ่มีความเครียดในเรื่องสภาพเศรษฐกิจมากกว่าเรื่องอื่นๆ (ร้อยละ 73.07) โดยปัญหาที่ทำให้คนไทยส่วนใหญ่เกิดความเครียด คือสินค้าราคาแพง ปัญหาหนี้สิน/รายรับไม่พอกับรายจ่าย ค่าครองชีพสูง รองลงมาคือเรื่องการงาน (ร้อยละ 48.68) ซึ่งได้แก่ปริมาณ/ขอบเขตหน้าที่ความรับผิดชอบ ความมั่นคงและความก้าวหน้าในงานที่ทำ และปัญหาเรื่องสิ่งแวดล้อม (ร้อยละ 48.11) ได้แก่ ปัญหาการจราจร/รถติด ปัญหาขยะ เสียงดัง น้ำเสีย ตลอดจนความไม่ปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินตามลำดับ

วิธีปฏิบัติตนเพื่อแก้ปัญหาเมื่อตนเองรู้สึกเครียดในเรื่องต่างๆ โดยเฉพาะเรื่องเศรษฐกิจ/การเงิน เรื่องการงานและเรื่องสภาพแวดล้อม ซึ่งเป็นเรื่องที่ประชาชนส่วนใหญ่มีความเครียด โดยมีหลักตนเป็นที่พึ่งแห่งตน เป็นหลักการใช้ชีวิตของคนไทยในปัจจุบัน ซึ่งผลสำรวจพบว่าการจะเผชิญหน้ากับสภาพเศรษฐกิจที่เป็นอยู่ในปัจจุบันได้คนไทยส่วนใหญ่เลือกที่จะใช้จ่ายอย่างประหยัด โดยยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง หาอาชีพเสริมและพยายามทำงานให้มากขึ้น

  มีการวางแผนการใช้อย่างเป็นระบบ เป็นต้น ส่วนความเครียดในเรื่องการงานนั้น จะตั้งใจทำงาน รับผิดชอบหน้าที่ให้ดีที่สุด หาอาชีพเสริมหรือหางานพิเศษทำ พยายามปล่อยวาง ทำใจยอมรับความเป็นจริง มีสติ และหากิจกรรมที่ทำแล้วมีความสุข

เละคานนท์ สาวไส้ ‘ส้มหวาน’ ‘แดง’ ยึดตัวจริง อบจ. #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/386415?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เละคานนท์ สาวไส้ ‘ส้มหวาน’ ‘แดง’ ยึดตัวจริง อบจ.

3 กันยายน 2562 – 09:10 น.
ส้มหวาน,พรรคอนาคตใหม่,ธนาธร,เจาะประเด็นร้อน,ท่องยุทธภพ,ขุนน้ำหมึก,รายงานพิเศษ,เลือกตั้งท้องถิ่น,นายก อบจ,อบจนนทบุรี
เปิดอ่าน 10,301 ครั้ง

คอลัมน์ ‘ท่องยุทธภพ’ โดย ‘ขุนน้ำหมึก’ จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก 3 ก.ย.62

******************************

เย็นวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ทีมงานพรรคอนาคตใหม่แจกข่าวไปทุกสำนัก พาดหัวตัวโปรย “ครั้งแรกในประวัติศาสตร์การเมืองไทย” เมื่อ 2 ผู้เสนอตัวเป็นตัวแทนพรรค ลงเลือกตั้งชิงตำแหน่ง นายก อบจ.นนทบุรี ได้ดีเบตกัน ก่อนให้สมาชิกพรรคเมืองนนท์ลงคะแนนทางออนไลน์

ผลปรากฏว่า ไพบูลย์ กิจวรวุฒิ” อดีตผู้สมัคร ส.ส.เขต 4 นนทบุรี ได้คะแนนเหนือกว่านักธุรกิจหนุ่ม-พิชเยนทร์ หงษ์ภักดี แต่เรื่องไม่จบ เมื่อมีกองเชียร์ขาใหญ่ออกมาโวยว่ามีการตั้งธงไว้ล่วงหน้าแล้ว

จริงหรือเท็จ?

ประเด็นร้อนในสื่อโซเชียลหลังการดีเบตเลือกผู้เสนอตัวชิงนายก อบจ.นนทบุรี เริ่มจาก “วสุ ผันเงิน” อดีตนายก อบต.บ้านใหม่ ในฐานะผู้สนับสนุน โทมัส” พิชเยนทร์ หงษ์ภักดี” ได้โพสต์เฟซบุ๊คเล่าเบื้องหลังการดีเบตครั้งประวัติศาสตร์ว่า

ธนาธร กับว่าที่ผู้สมัครนายก อบจ.นนท์ 

“เหตุเกิดเมื่อวาน (31 ส.ค.62) ก่อนทีมเราขึ้นดีเบต นายก.อบจ นนทบุรี 1 วัน นัดทีมเราไปซ้อมล่วงหน้า แต่ขอเปลี่ยนกติกากะทันหัน ทีมเราขอยกเลิกเพราะรู้แล้วว่าธงของธนาธร คืออะไร คือใคร”

วสุ ผันเงิน ได้ชี้ว่า ไพบูลย์ กิจวรวุฒิ เป็นบุคคลที่ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ เลือกไว้แล้ว ดังนั้นทีมของวสุ ก็ไม่ยอมขึ้นดีเบต ทำให้ธนาธรเรียกเข้าไปเคลียร์ที่ตึกไทยซัมมิท

ในเฟซบุ๊ก วสุ พูดถึง “กติกาเก่า-กติกาใหม่” แต่ก็ไม่ยอมอธิบายขยายความ และอ้างว่าธนาธรยกมือไหว้ขอโทษตัวเขา พร้อมขอร้องให้ทีมวสุขึ้นดีเบต

วสุ ธนาธร และ ปิยบุตร

“เราหมดศรัทธาจริงๆ เราตั้งใจมาช่วยพรรคทำงาน แต่คุณแค่อนาคตเก่า พรรคมีหลงจู๊ตั้งธง สั่งการแค่นั้น”

อย่างไรก็ตามได้มีสมาชิกอนาคตใหม่นนทบุรี หลายคนเข้ามาเมนต์ว่า “วสุ รู้ตัวว่าแพ้โหวต จึงตีรวน ไม่ส่งโทมัสขึ้นเวที”

ใครจริง ใครเท็จ..พลพรรคอนาคตใหม่เมืองทุเรียนคงรู้ซึ้งดี?

วสุคือใคร?

เมื่อการเลือกตั้งส.ส.ครั้งที่แล้วมา วสุ ผันเงิน ได้ลงสมัคร ส.ส.เขต 3 นนทบุรี ในสังกัดพรรคเสรีรวมไทย ซึ่งวสุเองได้เป็นกำลังสำคัญให้ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส มาแต่ปลายปี 2561

วสุเคยเป็น ส.อบจ.นนทบุรี เขต อ.บางใหญ่ ก่อนจะมาเป็นนายก อบต.บ้านใหม่ และลาออกมาสมัคร ส.ส.

ปลายปี 2556 วสุเคยร่วมเวทีต้านคนโกงกับกลุ่มอดีต ส.ส.ประชาธิปัตย์ นนทบุรี ในช่วงที่มีการเคลื่อนไหวขับไล่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ของกปปส.

วสุ ผันเงิน

ช่วงที่เป็น ส.อบจ.นนทบุรี วสุได้ร่วมกับนักการเมืองท้องถิ่น อ.บางใหญ่ สนับสนุน พ.ต.อ.ธงชัย เย็นประเสริฐ นายก อบจ.นนทบุรี และประมุขกลุ่มผึ้งหลวง

วสุห่างจากกลุ่มผึ้งหลวงมาสมัครส.ส.ในสีเสื้อวีรบุรุษนาแก ก่อนจะย้ายมาสังกัดพรรคอนาคตใหม่และเตรียมทีมลงสมัครนายก อบจ.นนทบุรี

ก่อนหน้าวันดีเบตอนาคตใหม่ วสุยังทำแปลกๆ โพสต์หนุน “โทมัส” นักธุรกิจหนุ่มผ่านเฟซบุ๊กของวสุ และเพจเสรีรวมไทย นนทบุรี

แดงเมืองนนท์

ช่วงปี 2552-2556 กลุ่มคนเสื้อแดงเมืองนนท์ จัดได้ว่าเป็นกำลังหลักให้กลุ่มนปช. และทัั้งหมดล้วนเป็นฐานคะแนนของพรรคเพื่อไทย ยกเว้นแดงอิสระบางกลุ่ม

ชินวัตร จันทร์กระจ่าง“ ชื่อนี้ฝ่ายความมั่นคงนนทบุรี รู้จักเขาดีอย่างยิ่งตั้งแต่ปี 2553 “ชินวัตร” ในนามเครือข่ายชาวนนทบุรีต่อต้านรัฐประหารและอยุติธรรม และปี 2556 ชินวัตรเป็นแกนนำกลุ่มสื่อวิทยุประชาชนเพื่อประชาชน (กวป.) จัดการชุมนุมคู่ขนานกับกลุ่ม กปปส.

ชินวัตร จันทร์กระจ่าง

ปีที่แล้วชินวัตรเข้าร่วมกับเครือข่ายคนรุ่นใหม่ พรรคอนาคตใหม่ และสนับสนุน ไพบูลย์ กิจวรวุฒิ มาตั้งแต่เป็นผู้สมัคร ส.ส.นนทบุรี เขต 4 และร่วมกันฟอร์มทีมนายก อบจ.นนทบุรี

สมนึก ธนเดชากุล

จึงไม่น่าแปลกใจที่พรรคอนาคตใหม่นนทบุรี มาใช้ห้องประชุมชั้น 5 อาคารเทศบาลนครนนทบุรี จัดดีเบตได้ เพราะ “สมนึก ธนเดชากุล” นายกเทศมนตรีนครนนทบุรีนั้น เป็นคนของพรรคเพื่อไทย

นายกสมนึก เพิ่งผิดหวังที่ลูกรัก “นิทัศน์ ศรีนนท์” พ่ายภรรยา “ฉลอง เรี่ยวแรง” ค่ายพลังประชารัฐ แบบพลิกล็อกถล่มทลาย

ยุทธศาสตร์สู้อุทกภัย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/386397?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ยุทธศาสตร์สู้อุทกภัย

3 กันยายน 2562 – 07:36 น.
พายุโพดุล,อุทกภัย,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา,พายุ
เปิดอ่าน 928 ครั้ง

บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก ฉบับวันอังคารที่ 3 กันยายน 2562

 พายุโพดุลผ่านพ้น ตามด้วยพายุดีเปรสชันระดับ 2 ที่กำลังพัดเข้าบริเวณประเทศไทยทางภาคคะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือ แต่ก็จะส่งผลกระทบให้เกิดฝนตกหนักหลายจังหวัด โดยเฉพาะในภาคอีสานที่เกิดภาวะน้ำท่วมหนักหลายพื้นที่นั้น จะต้องประสบกับอุทกภัยต่อเนื่องไปอีก ทั้งนี้เป็นไปตามพยากรณ์ของกรมอุตุนิยมวิทยา การคาดการณ์สถานการณ์น้ำของสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ซึ่งระบุเอาไว้ก่อนหน้านี้ว่าในช่วงปลายฤดูฝนจะมีพายุเข้าประเทศไทยประมาณ 2 ลูก ทั้งนี้จากภาพความเสียหายที่เกิดขึ้นซึ่งนอกเหนือจากรัฐบาลต้องเร่งเยียวยาผู้ประสบภัยอย่างทั่วถึงและทันการณ์แล้ว ความร่วมแรงร่วมใจกันของประชาชนก็จะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนได้อีกทางหนึ่ง

เมื่อไม่นานมานี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี บอกฝากถึงประชาชนจิตอาสา ข้าราชการ และเอกชนในท้องถิ่น ทุกจังหวัด ร่วมใจกันปฏิบัติภารกิจพลังจิตอาสา ด้วยการร่วมกันนำเครื่องจักรมาช่วยกันเปิดทางน้ำ ร่วมแรงกันขุดและกำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำ รับมือภาวะฝนตกหนัก รวมทั้งร่วมมือร่วมใจกันคนละเล็กละน้อย เท่าที่กำลังทุกคนจะทำได้ เสียสละค่าน้ำมันสำหรับเครื่องจักร เพราะหากรอการจัดซื้อจัดจ้างเครื่องจักรใหม่ ที่ต้องผ่านกระบวนการงบประมาณที่จะต้องใช้เวลาอาจไม่ทันเวลาเมื่อฝนมา โดยขอพลังจิตอาสาร่วมมือกันแก้ปัญหาในเฉพาะบริเวณที่เป็นจุดขวางทางน้ำ ทางน้ำที่ตื้นเขิน หรืออาจร่วมแรงกันช่วยขุดทางน้ำ 

สำหรับปัญหาฝนตกแล้วเกิดน้ำท่วมแทบทุกครั้งนั้น ปัจจัยแรกมาจากสภาพแวดล้อมโดยเฉพาะป่าไม้ที่ถูกลายลงจำนวนมาก ซึ่งต้องแก้ไขกันในระยะยาว ขณะเดียวกันสิ่งกีดขวางทางเดินของน้ำตามที่นายกรัฐมนตรีกล่าวไว้นั้นก็เป็นปัญหาสำคัญ อย่างเช่น การตัดถนน การก่อสร้างชุมชนต่างๆ ที่ไม่สอดคล้องกับลักษณะทางกายภาพอันเอื้ออำนวยต่อการระบายน้ำ หากมองปรากฏการณ์ก็อาจจะรู้สึกว่ามีปริมาณน้ำฝนมากน้ำจึงท่วม แต่หากดูจากการกักเก็บน้ำในเขื่อนต่างๆ ทางภาคอีสาน ภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออกจะพบว่าระดับน้ำในหลายเขื่อนยังไม่พ้นภาวะวิกฤติน้ำน้อย นั่นก็เพราะน้ำฝนไม่ได้เติมอ่างเก็บน้ำเพียงพอปัจจัยที่ทำให้เกิดน้ำท่วมมีมากมายหลายด้าน แต่สิ่งควรจะต้องเร่งแก้ไขก็คือปัจจัยที่มาจากการกระทำของคนที่ทำให้แหล่งรับน้ำต่างๆ ตามธรรมชาติในพื้นที่ลุ่ม เช่น หนอง บึง แอ่งน้ำ ลำ

คลองถูกทำลายลงด้วยการถม ปรับพื้นที่ สร้างถนน ชุมชน ที่อยู่อาศัยตลอดจนแห่งอุตสาหกรรม ยิ่งไปกว่านั้นภายในเขตชุมชนใหม่หลายแห่งมักไม่ได้สร้างระบบการระบายน้ำออกจากพื้นที่อย่างเหมาะสม และมีประสิทธิภาพเพียงพอ เมื่อฝนตกหนักจึงทำให้เกิดน้ำท่วมสร้างความเสียหายมหาศาล ในภาวะเช่นนี้ รัฐบาลอยู่ในช่วงของการกอบกู้ ช่วยเหลือ เยียวยาและสังคมก็ให้กำลังใจกันและกัน เมื่ออุทกภัยผ่านพ้นก็น่าจะได้บูรณาการแผนงานอย่างจริงจังโดยเฉพาะการปฏิรูปลักษณะทางกายภาพของการระบายน้ำที่ต้องอาศัยทุกภาคส่วน และการผลักดันเป็นยุทธศาสตร์ในอนาคต

Welcome to Thai Temple เช่าวัดลอกคราบทัวร์จีน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/386261?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

Welcome to Thai Temple เช่าวัดลอกคราบทัวร์จีน

2 กันยายน 2562 – 12:20 น.
ทัวร์จีน,วัด
เปิดอ่าน 3,580 ครั้ง

  ชาวเน็ตดาหน้าแฉวัดไทยหลายแห่งถูกทุนจีนยึดเป็นแหล่งหากินจนชาวบ้านเสื่อมศรัทธา!

“คม ชัด ลึก” ตามรอย ทัวร์จีน ไปพบว่าโปรแกรมท่องเที่ยวของทัวร์เหล่านี้ส่วนใหญ่เน้นพาลูกทัวร์ซึ่งเป็นชาวจีนทั้งหมดไปรับประทานอาหารต่อด้วยการช็อบปิ้งและชมสถานที่ท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม

กิจกรรม เข้าวัดไหว้พระ ก็ถูกจัดอยู่ในโปรแกรมหลักที่นักท่องเที่ยวชาวจีนชื่นชอบ แต่จากการสังเกตวัดหลายแห่งที่ไกด์พาลูกทัวร์ไป พบว่ามีความผิดปกติบางอย่าง!

สิ่งแรกที่เห็นคือบางวัดเหมือนจะมีอุโบสถ หรือโบสถ์ 2 หลัง แต่เมื่อเข้าไปภายในพบว่าสิ่งปลูกสร้างคล้ายเป็นโบสถ์หลังที่สองนั้น แท้จริงแล้วเป็นอาคารสร้างไว้เพื่อเป็นศูนย์จำหน่ายวัตถุมงคลและเครื่องรางของขลังสำหรับทัวร์จีนโดยเฉพาะ

ที่แปลกไปกว่านั้นยังมีอาตี๋อาหมวยคอยให้บริการตามจุดจำหน่ายสินค้าประเภทของที่ระลึกต่างๆ ผิดจากวัดทั่วไปที่ปกติจะให้ชาวบ้านหรือพ่อค้าแม่ค้าคนไทยมานั่งขายของ ยิ่งในส่วนที่เป็นจุดเช่าพระและวัตถุมงคล ส่วนมากจะเป็นกิจการของวัดหรือไม่ก็มีเซียนพระมาตั้งแผงเสริม แต่วัดที่ให้นักธุรกิจเช่าที่ไปแล้วก็จะใช้คนของเขาเข้ามาจัดการทั้งหมด

ขณะที่เพจดัง ‘บิ๊กเกรียน’ ส่องเจอวัดใน จ.ชลบุรี ทัวร์ศูนย์เหรียญพานักท่องเที่ยวชาวจีนไปไหว้พระ เดินกันขวักไขว่ทั้งวันไม่มีใครรู้ตัวเลยว่ากำลังถูกคนชาติเดียวกันจัดฉากพาไปรีดเงินจากการหลอกขายวัตถุมงคล ดอกไม้ ธูป เทียน เครื่องบูชาพระและสิ่งสมมุติที่อุปโลกน์ขึ้นมาในราคาแพงหูฉี่

พฤติกรรมลักษณะนี้เจ้าของสถานที่น่าจะรู้และเห็นแต่ไม่นำพา เพราะสมประโยชน์ทั้งสองฝ่าย!

การหากินของธุรกิจทัวร์พวกนี้ใช้วิธีเช่าสถานที่ภายในวัด แล้วลงทุนสร้างอาคารให้มีลักษณะคล้ายอุโบสถ หรือเสนาสนะ ขึ้นมาใหม่ใกล้ๆ พระอุโบสถเดิมเพื่อรองรับนักท่องเที่ยวจีนเป็นการเฉพาะ พร้อมสร้างบรรยากาศด้วยการเพิ่มศาลท้าวพระพรหม เต็นท์ประกอบพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ เพื่อเติมความขลัง

พฤติกรรมของไกด์เมื่อพาคณะทัวร์เข้าวัดแล้วจะจัดการต้อนทุกคนไปตามจุดต่างๆ ที่เตรียมไว้ เริ่มจากพาไปซื้อดอกไม้ ธูป เทียน เครื่องบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ จากนั้นพาไปให้พระสงฆ์ทำพิธีสวดมนต์ให้พรก่อนปล่อยเดินเลือกซื้อวัตถุมงคลที่ตั้งตู้ขายอยู่ในอาคารเดียวกันแบบเบ็ดเสร็จ

ทั้งหมดถูกจัดฉากขึ้นมาแม้กระทั่งพระสงฆ์ที่คอยนั่งประพรมน้ำมนต์ก็จ้างมาค่าเหนื่อยวันละ 500 บาท ทำงานทั้งวันเช้ายันเย็น เงินจากการทำบุญใครประจำจุดไหนก็เก็บใส่ย่ามไปตามสบาย ส่วนเงินในตู้บริจาคยกให้วัด

ผลประโยชน์ที่นายทุนจีนซึ่งบางทีใช้นอมินีเป็นคนไทย ได้รับจากการลงทุนเช่าที่ธรณีสงฆ์หากินนั้น ส่วนใหญ่เกิดจากการใช้จ่ายเงินจำนวนมหาศาลของนักท่องเที่ยวจีนที่หมดไปกับการถูกหลอกให้ซื้อของที่ระลึกรวมถึงวัตถุมงคลและเครื่องรางของขลังที่ตั้งราคาขายไว้สูงอย่างไม่น่าเชื่อ

หลังจากพฤติกรรม นักเซ็งลี้ บนที่ธรณีสงฆ์ถูกตีแผ่ จึงถึงเวลาของฝ่ายบ้านเมืองที่ต้องเข้ามาตรวจสอบ

ล่าสุด 28 สิงหาคม 2562 ตำรวจท่องเที่ยว ตำรวจ สภ.ห้วยใหญ่ และตำรวจสันติบาล จ.ชลบุรี​ บุกไปตรวจค้นวัดเขาไม้แก้ว​ ต.เขาไม้แก้ว อ.บางละมุง จ.ชลบุรี พบว่ามีชาวจีน 8 คน โกนหัวโล้นคล้ายพระกำลังเชิญชวนนักท่องเทีี่ยว​ให้เช่าพระราคาองค์ละหลักหมื่นถึงเฉียดแสนบาท แต่พอเห็นตำรวจก็พากันวิ่งหนีกระเจิงอย่างไม่คิดชีวิต

ส่วนภายในอาคารประกอบพิธีหลังใหญ่พบพระสงฆ์ไทยกำลังนั่ง​ประพรมน้ำมนต์​ให้นักท่องเที่ยว​อยู่ แต่ก็ไม่ได้ถูกจับกุม นอกจากชายชาวจีนที่วิ่งหลบหนีไปเท่านั้นที่ถูกตามรวบตัวกลับมาได้ ก่อนส่งให้สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองเพิกถอนวีซ่าและขับออกนอกประเทศไปฐานเข้ามาทำงานโดยไม่ได้รับอนุญาต

ขณะ พระครูสุนทร รัตนาภิรมย์ เจ้าอาวาสวัดเข้าไม้แก้ว ให้ข้อมูลว่าการแบ่งพื้นที่ให้ทัวร์จีนเช่าได้ขออนุญาตจากสำนักงานพระพุทธศาสนาแล้ว และบริษัทเพิ่งพาทัวร์เข้ามาเที่ยวแค่ 3 เดือน จ่ายค่าเช่าเดือนละ 30,000 บาท วันหนึ่งมีนักท่องเที่ยวจีนเข้ามาประมาณ 20-30 คันรถ

พระคุณเจ้าบอกว่าที่ยอมให้นายทุนเช่าที่ทำธุรกิจพุทธพาณิชย์ก็เพราะวัดต้องการรายได้เพิ่มเพื่อนำไปทำนุบำรุงศาสนา เช่น สร้างกุฏิ อาคาร และเป็นค่าใช้จ่ายในวัด รวมทั้งให้ทุนการศึกษาเด็กในโรงเรียนของวัดทั้ง 3 แห่ง

“พระทุกองค์ทางวัดก็ทำพิธีพุทธาภิเษกให้เพื่อความเป็นสิริมงคลส่วนจะแพงหรือถูกคงแล้วแต่ความพอใจของผู้ซื้อ เพราะไม่ได้บังคับขาย อีกอย่างพระมีทั้งทำจากเงิน ทองแดง และทองคำ ราคาก็แตกต่างกัน ดังนั้นการลงข่าวเช่นนี้ทำให้วัดเสียหายและไม่ถูกต้อง จึงอยากให้มารับฟังข้อเท็จจริงด้วย”

พระคุณเจ้าแจกแจงสิ่งที่ทำไปเป็นเจตนาบริสุทธิ์ ไม่คิดว่าโลกจะติเตียน (โลกวัชชะ) ส่วนสำนักงานพระพุทธศาสนาก็ไม่เคยว่ากระไร แถมชอบใจได้เผยแผ่พระพุทธศาสนา

“จากการตรวจสอบก็ไม่พบความผิดอะไร แต่แทนที่จะเสียหายน่าจะเป็นเรื่องดีที่พานักท่องเที่ยวมาชมวัด เพื่อเผยแผ่พระพุทธศาสนาแก่ชาวต่างชาติ”

เดชา ก่อเกิด ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดชลบุรี เห็นต่างจากสายตาชาวพุทธที่มักมองเพียงมุมอนุรักษ์ แต่สำนักพุทธฯ มองกว้างกว่า และเห็นว่าการเปิดพื้นที่วัดให้เอกชนเช่าใช้ในเชิงพาณิชย์นอกจากวัดมีรายได้เพิ่มแล้วพระพุทธศาสนาก็ได้เผยแผ่สู่ชาวโลก

เดชา อธิบายว่า ตามพ.ร.บ.คณะสงฆ์ วัดมีสิทธิ์ยกที่ให้เอกชนเช่าได้ แต่ต้องขออนุญาตอย่างถูกต้องว่ามีวัตถุประสงค์เพื่ออะไร จากนั้นก็ทำเรื่องเข้าที่ประชุมคณะสงฆ์ รายงานเจ้าคณะอำเภอ จังหวัด และนำเข้าสำนักพุทธฯ เพื่อเสนอผู้ว่าราชการจังหวัดในการขออนุญาต ซึ่งทางวัดก็ทำอย่างถูกต้องแล้ว เพียงแต่ทุกอย่างต้องอยู่ในกรอบที่เหมาะสม ไม่เอารัดเอาเปรียบ หรือหลอกขายสินค้าในราคาแพง

“กรณีนี้เป็นเรื่องของเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ต้องดูแล ถ้าพบความผิดหรือทำให้วัดเสียหายก็ให้ยกเลิกไปเท่านั้น แต่นี่เป็นเพียงการพานักท่องเที่ยวมาเยี่ยมชม ไหว้พระ ทำบุญ และก็ไม่ได้สร้างความเสียหายอะไร”

ขณะที่ตัวแทนบริษัทผู้เช่า อ้างว่านักท่องเที่ยวชาวจีนทุกคนมีความศรัทธาในพระพุทธศาสนา การได้มากราบไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ถือเป็นมงคลชีวิต ส่วนใครจะทำบุญหรือซื้อพระเครื่องหรือไม่บริษัททัวร์ไม่ได้บังคับและพระที่จำหน่ายทุกองค์ก็มีราคาติดแจ้งไว้อย่างถูกต้อง

  ศรัทธาบนความเสื่อม?
หลักการทำนุบำรุงและเผยแผ่พระพุทธศาสนา โดยยึดแนวทางทุนนิยมผูกขาดนำหน้าความศัทราจากพุทธศาสนิกชนนั้น วัดเขาไม้แก้ว ถือเป็นวัดรุ่นหลังๆ ที่เพิ่งก้าวเข้าสู่วงจรธุรกิจนี้

เฉพาะใน จ.ชลบุุรี ตรวจสอบพบว่ามีวัดไม่น้อยกว่า 10 แห่ง ทำกิจการในลักษณะเดียวกันคือเปิดพื้นที่วัดให้ทุนจีนเช่า จัดฉากเปิดให้บริการนักท่องเที่ยวชาวจีนคล้ายทัวร์ศูนย์เหรียญที่ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าครั้งหนึ่งสมัย ‘บิ๊กโจ๊ก’ พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล ยังผงาดอยู่ในตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจตรวจคนเข้าเมือง (สตม.) เคยสั่งลูกน้องไปจับแก๊งทัวร์จีนที่วัดดังใน ต.ห้วยใหญ่ อ.บางละมุง เหมือนกันมาแล้วเมื่อปีก่อน แต่ก็ทำได้แค่เอาตัวชาวจีนที่เป็นพนักงานขายพระเครื่องและของที่ระลึกไปเปรียบเทียบปรับและขับออกนอกประเทศฐานไม่มีใบอนุญาตทำงาน

ขณะที่ จ.ภูเก็ต จุดหมายท่องเที่ยวสำคัญอีกแห่งหนึ่งที่อยู่ในความชื่นชอบของนักท่องเที่ยวชาวจีน วัดหลายแห่งตกอยู่ภายใต้อิทธพลของทุนข้ามชาติมาหลายปีแล้ว

เมื่อปี 2560 วัดชื่อดังแห่งหนึ่งใน ต.ฉลอง อ.เมือง จ.ภูเก็ต สร้างควาฮือฮาด้วยการสร้าง โบสถ์ปลอม ขึ้นมาเพื่อบริการทัวร์จีนอย่างเอิกเกริก

พฤติกรรมของทัวร์จีนที่นั่นก็คล้ายๆ กันคือ ไกด์ชาวจีนจะพานักท่องเที่ยวไปซื้อดอกไม้ธูปเทียนในจุดที่เตรียมไว้ในราคาเริ่มต้นชุดละ 50 บาท แล้วพาไปไหว้สักการะพระพรหม ต่อด้วยการกราบไหว้ ลูบต้นโพธิ์ขนาดใหญ่ที่มีดอกไม้ปลอมสีเหลืองพันอยู่ที่ลำต้นคล้ายกับเป็นต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์

เสร็จจากต้นโพธิ์นักท่องเที่ยวจะถูกนำทางเข้าไปยังเสนาสนะขนาดใหญ่ที่สร้างคล้ายโบสถ์ ภายในมีพระประธานขนาดใหญ่อยู่ 3 องค์ มีตู้รับบริจาค มีพระสงฆ์นั่งสวดให้พรและพรมน้ำมนต์ ส่วนบริเวณด้านซ้ายขวาของประตูทางเข้าจะมีเจ้าหน้าที่เป็นชาวจีนสวมเสื้อสีเหลืองยืนประจำตู้ขายพระเครื่อง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพระปลอมเลี่ยมทอง แต่ตั้งราคาขายสูงปรี๊ด

สำนักงานพระพุทธศาสนาเคยเข้าไปตรวจสอบวัดแห่งนี้แล้วก็ปล่อยไปเหมือนไม่มีอะไรในกอไผ่ โบสถ์ปลอมที่ฮือฮาในโซเชียล ท่านอธิบายว่าเป็นเพียงเสนาสนะวัดที่ต้องการก่อสร้างให้มีอัตลักษณ์ความเป็นวัด

ส่วนการจัดทัวร์จีนเข้าไปไหว้พระและให้เช่าบูชาวัตถุมงคลกับนักท่องเที่ยวจีนนั้น เป็นการบริหารจัดการของวัดกับคนเช่าพื้นที่ทำสัญญาปีต่อปี ค่าเช่าเดือนละ 50,000 บาท หรือปีละ 600,000 บาท เพราะการเช่าที่วัดหากเช่าไม่เกิน 3 ปี เจ้าอาวาสมีสิทธิ์ทำสัญญาโดยไม่ต้องผ่านคณะกรรมการพิจารณาศาสนสมบัติกลางประจำ (พศป.)

เป็นอันว่าการที่วัดจะยกที่ธรณีสงฆ์ให้ใครเช่าทำอะไรนั้น ถือเป็นกิจของสงฆ์ ฆารวาสไม่เกี่ยว เพราะแม้แต่ บิ๊กโจ๊ก ลุยเองยังต้องหมอบ