รับมือปัญหาฆ่าตัวตายภายใต้วิกฤติเศรษฐกิจ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/386258?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

รับมือปัญหาฆ่าตัวตายภายใต้วิกฤติเศรษฐกิจ

2 กันยายน 2562 – 11:00 น.
อนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด,ฆ่าตัวตาย,วิกฤติเศรษฐกิจ,หนี้
เปิดอ่าน 1,542 ครั้ง

รับมือปัญหาฆ่าตัวตายภายใต้วิกฤติเศรษฐกิจ คอลัมน์…  รู้ลึกกับจุฬาฯ

แม้ปัญหาการฆ่าตัวตายจะไม่ใช่เรื่องใหม่ในสังคมไทย แต่ในช่วงเดือนที่ผ่านมามีการนำเสนอข่าวจากสำนักข่าวในประเทศหลายแห่งถึงกรณีการฆ่าตัวตายจากปัญหาเศรษฐกิจ โดยเฉพาะปัญหาเรื่องการเงินและหนี้สินด้วยวิธีการต่างๆ

จากกระแสดังกล่าว นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด โฆษกพรรคเพื่อไทยเสนอแนะว่ารัฐบาลควรตั้งศูนย์ป้องกันการฆ่าตัวตายจากพิษเศรษฐกิจให้เป็นรูปธรรมอย่างเร่งด่วน ขณะที่ฝั่งรัฐบาลโดยโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีก็ตอบโต้ว่า นายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้มีการแก้ไขปัญหาความทุกข์ยากของประชาชนมาโดยตลอด และได้แจ้งให้ประชาสัมพันธ์หน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้อง

ในเรื่องนี้ ผศ.ดร.ณัฐสุดา เต้พันธ์ จากคณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระบุว่าตัวเลขคนไทยฆ่าตัวตายเพิ่มสูงขึ้นจริงแต่ตัวเลขยังไม่สูงเทียบเท่าสมัยวิกฤติเศรษฐกิจเมื่อปี 2540 โดยสถิติปัจจุบันจากกรมสุขภาพจิตระบุว่า อยู่ที่ 6.32 ต่อประชากรหนึ่งแสนคน ขณะที่เมื่อปี 2540-2542 ตัวเลขพุ่งสูงสุดไปกว่า 8.59 คนต่อประชากรหนึ่งแสนคน

ล่าสุดอธิบดีกรมสุขภาพจิตเผยว่า ในช่วงที่ผ่านมาพบจำนวนผู้ที่ทำร้ายตนเองจนเสียชีวิตเฉลี่ยเดือนละ 345 ราย ซึ่งตกเป็นวันละ 11-12 ราย ทางกรมยังแสดงความวิตกกังวลการนำเสนอข่าวจากสื่อมวลชน ซึ่งพบค่อนข้างบ่อยและอาจก่อให้เกิดพฤติกรรมเลียนแบบ

ทั้งนี้สาเหตุของการฆ่าตัวตายมีได้หลายประการ ได้แก่ อาการจากโรคซึมเศร้า ความวิตกกังวล โรคทางจิตใจ หรือแม้แต่ความเครียด ซึ่งปัญหาทางเศรษฐกิจถือว่าเป็นหนึ่งในต้นตอของความเครียดดังกล่าว

“ปัญหาทางเศรษฐกิจเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดความเครียดหนักๆ ได้ แต่ถ้าหากเรารู้ก่อน เราเตรียมตัวก่อนจะช่วยรับมือได้ โดยเฉพาะคนรอบข้างที่อยู่ใกล้คนที่มีอาการเครียด เพราะบ่อยครั้งเราไม่ทันอารมณ์ตัวเอง ต้องให้คนอื่นบอกหรือให้คนอื่นคอยมองอารมณ์ว่า ณ ตอนนี้เราเป็นอย่างไร” อาจารย์ณัฐสุดา กล่าว

อาจารย์ณัฐสุดาอธิบายเพิ่มเติมว่า การช่วยเหลือผู้ที่มีปัญหาเศรษฐกิจและมีความคิดที่จะฆ่าตัวตาย คนรอบข้างถือว่ามีบทบาทเป็นอย่างยิ่ง เพราะเป็นผู้ที่สามารถเอื้อมมือเข้าไปช่วยเหลือและอยู่เคียงข้างผู้ประสบปัญหาให้ไม่รู้สึกโดดเดี่ยว

“ปัญหาเศรษฐกิจเป็นเรื่องเงินทองก็จริง แต่เงินทองอาจไม่ใช่เรื่องสำคัญเทียบเท่าการมีคนอยู่เคียงข้าง คนใกล้ชิดเองอย่ากลัวที่จะไปคุย การถามตรงๆ สามารถทำได้เพราะมีงานวิจัยแล้วว่าการถามตรงๆ ไม่ได้เป็นตัวกระตุ้นให้เกิดการฆ่าตัวตาย”

อาจารย์ณัฐสุดา อธิบายอีกว่า หากดูจากสถิติจะพบว่าผู้ที่ฆ่าตัวตายส่วนใหญ่มักเป็นเพศชายมากกว่าเพศหญิง และมักอยู่ในวัย 30-59 ปี ซึ่งนับเป็นอายุช่วงวัยทำงาน มีความรับผิดชอบในชีวิต ดังนั้นจึงมีความเสี่ยงที่จะเกิดความเครียดและคิดฆ่าตัวตาย

“ปัญหาการฆ่าตัวตายในสังคมไทยเป็นปัญหาที่มีมานานแล้ว ในสังคมปัจจุบันที่มีความโดดเดี่ยวมากขึ้น เป็นสังคมเมืองที่มีการแข่งขันสูง ไม่มีระบบช่วยเหลือหรือระบบเครือข่ายที่สนับสนุน เช่น ความสัมพันธ์ของคนในชุมชน”

อย่างไรก็ตามอาจารย์ณัฐสุดาเชื่อว่าสังคมไทยปัจจุบันมีความเข้าใจในเรื่องสุขภาพจิตมากขึ้น มีการตีตราลดลง คนไทยเริ่มมองว่าการไปพบจิตแพทย์ไม่จำเป็นต้องเป็นคนเสียสติเสมอไป ดังนั้น ตัวเลขของคนฆ่าตัวตายไม่น่าจะพุ่งสูงเหมือนในอดีต

“ช่วงหลายปีมานี้คนเข้าใจเรื่องสุขภาพจิตกันมากขึ้น ไม่ได้มองว่าการไปหาหมอคือต้องเป็นจิตเภทเท่านั้น และทุกวันนี้มีสายด่วนสุขภาพจิต มีความพยายามพัฒนาระบบช่วยเหลือที่มีประสิทธิภาพ ทั้งในระดับรัฐโดยกรมสุขภาพจิตในเอกชน อย่างของมหาวิทยาลัยเองก็มี”

อาจารย์ณัฐสุดาชี้ว่าการแก้ปัญหาการฆ่าตัวตายในประเทศไทยอีกวิธีคือการเปลี่ยนภาพของการนำเสนอข่าวคนฆ่าตัวตายให้มีความสร้างสรรค์มากขึ้น เพราะการนำเสนอการฆ่าตัวตายอย่างโจ่งแจ้งชัดเจนมากเกินไป ก่อให้เกิดพฤติกรรมเลียนแบบ หรือ Copycat ได้

วิธีการที่ถูกต้องคือการนำเสนอข่าวในเชิงป้องกัน หลีกเลี่ยงการใช้พาดหัวข่าวที่ดึงดูด ไม่ควรใช้ภาพที่ไม่เหมาะสม และควรเพิ่มแนวทางการดูแล การขอคำแนะนำหรือคำปรึกษาจากหน่วยงานที่ให้ความช่วยเหลือ รวมถึงการนำเสนอข่าวในเชิงสอบถามความรู้สึกของบุคคลรอบข้างหรือผู้สูญเสียคนรัก หรือคนในครอบครัวจากการฆ่าตัวตายจะช่วยให้แก้ปัญหาได้ตรงจุดมากกว่า อาจารย์ณัฐสุดาเน้นย้ำ

  แก้ไข
บทความเรื่อง แม้แต่ “ถนน” ก็ยังเหลื่อมล้ำ  ซึ่งเป็นการสัมภาษณ์ ผศ.ดร.นพพล วิทย์วรพงศ์ รองคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ลงในคอลัมน์รู้ลึกกับจุฬา ฉบับวันจันทร์ที่ 26 สิงหาคม 2562 เกิดข้อผิดพลาดในขั้นตอนการผลิตดังนี้

“มีงานวิจัยที่หาว่าทำไมถึงตายบนถนน และใครตาย ผลสำรวจออกมาว่ากว่าร้อยละ 7 คือคนขับมอเตอร์ไซค์ อีกร้อยละ 10 คือคนเดินบนถนน”

ข้อความที่ถูกต้องคือ
“มีงานวิจัยที่หาว่าทำไมถึงตายบนถนน และใครตาย ผลสำรวจออกมาว่ากว่าร้อยละ 70 คือคนขับมอเตอร์ไซค์ อีกร้อยละ 10 คือคนเดินบนถนน”

กองบรรณาธิการคม ชัด ลึก ขออภัยท่านผู้อ่าน และ ผศ.ดร.นพพล วิทย์วรพงศ์ มา ณ ที่นี้

ลุงตู่ ไม่มีเวลา ฮันนีมูน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/386256?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ลุงตู่ ไม่มีเวลา ฮันนีมูน

2 กันยายน 2562 – 10:50 น.
วงในวงนอก,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา,ถวายสัตย์,จุรินทร์  ลักษณะวิศิษฏ์,อนุทิน ชาญวีรกูล
เปิดอ่าน 1,760 ครั้ง

คอลัมน์… วงในวงนอก  โดย…   อสนีบาต aussaneebard@hotmail.com

ผ่านมาถึงวันนี้รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา บริหารงานมาได้เกินหนึ่งเดือนนิดๆ แล้วนะครับ แต่ถ้าถามฝ่ายค้านก็คงได้คำตอบอีกแบบนึงว่า “ยังไม่ได้บริหารเลย”

“จะนับว่าบริหารมากี่วัน กี่เดือนได้อย่างไร ในเมื่อรัฐบาล “บิ๊กตู่” ถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนเข้ารับตำแหน่งไม่ครบถ้วน จึงไม่อาจรับรองความเป็นรัฐบาลอย่างถูกต้องได้”

….ตรงนี้ก็แล้วแต่มุมมอง ก็ว่ากันไปตามสไตล์ฝ่ายค้านนะครับ….
อย่างไรก็ตามความคับข้องใจเกี่ยวกับปมถวายสัตย์คงต้องรอคำตอบปลายทางที่…ศาลรัฐธรรมนูญ แต่เท่าที่…อสนีบาต…รับฟังนักกฎหมายหลายท่าน ให้ข้อเสนอแนะทิศทางเดียวกัน

“ประเด็นปัญหานี้ไม่ถึงกับทำให้ “รัฐบาลบิ๊กตู่” ต้องล่มสลายหายไปจากแผนที่โลกชั่วพริบตา  เนื่องจากรัฐธรรมนูญไม่ได้กำหนดเรื่องความผิดไว้  แนวทางการวินิจฉัยของศาลจะเป็นการอธิบายให้คำแนะนำต่อพล.อ.ประยุทธ์ และครม.ดำเนินการอย่างไรต่อไปมากกว่า

เมื่อพิจารณาอีกแง่มุม ตัดประเด็นฝ่ายค้านเล่นเกมการเมืองออกไป ก็อยากมองไปที่ ปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ ในทางโลกสวยที่จุดประเด็นนี้ขึ้นมา ด้วยเหตุที่ว่า กรณีการถวายสัตย์ไม่ครบถ้วนไม่เคยปรากฏรัฐบาลไหนมาก่อน ในเมื่อมีมุมมองความขัดแย้งทางข้อกฎหมายรัฐธรรมนูญ  ชอบแล้วในการให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย เพราะคำตัดสินของศาลถือเป็นที่สิ้นสุดจะได้ยึดเป็นบรรทัดฐานต่อไป

ฉะนั้นอดใจสักนิด รอสักหน่อย ไม่น่าเกินเดือนกันยายนนี้ ได้ทราบโดยทั่วกันครับ

กล่าวถึงวงในเกี่ยวกับปม “ถวายสัตย์” ซะยาว  ขอพาคุณผู้อ่านกลับมาตั้งวงนอกชวนคุยเกี่ยวกับระยะเวลาการทำงานของรัฐบาลชุดนี้กันต่อ ขณะที่คอการเมืองกำลังรอติดตามคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ แต่ฟาก “ลุงตู่”  ไม่ได้รอลุ้นเหมือนอย่างที่เราเข้าใจ ตรงกันข้ามกลับใช้เวลาทุกนาทีเดินหน้าเก็บแต้มบริหารประเทศไปเรื่อยๆ

ทราบมาจากทีมงานขมองอิ่มตึกไทยคู่ฟ้าวางโรดแม็พการทำงานทั้งในและนอกประเทศชนิดจัดหนักจัดเต็มกันเลยทีเดียว

เห็นได้จากสัปดาห์ที่ผ่านมา “ลุงตู่” หอบครม. ซึ่งมี รมต.ทุกพรรคการเมืองลงพื้นที่ติดตามแก้ปัญหาภัยแล้ง จ.บุรีรัมย์-สุรินทร์ ถัดจากนั้นต้นเดือนกันยายนนี้ เตรียมจัดประชุมครม.สัญจร โดยเล็งพื้นที่ยุทธศาสตร์ที่เป็นจุดอ่อนจากการเลือกตั้งที่ผ่านมา โดยเฉพาะจังหวัดในภาคอีสาน ปักหมุดล่วงหน้าไว้ที่ จ.มุกดาหาร ครับ!

ส่วนแผนงานต่างประเทศสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ตระเตรียมกำหนดการโชว์ตัวผู้นำตามธรรมเนียมปฏิบัติเริ่มจากประเทศบ้านใกล้เรือนเคียง จากนั้นไปยังประเทศยักษ์ใหญ่คู่ค้าสำคัญ ทว่ามีวาระแทรกเข้ามา  21-28 กันยายน จะไปจับมือ “โดนัลด์ ทรัมป์” ประธานาธิบดีสหรัฐ บนเวทีประชุมสมัชชา สหประชาชาติ สมัยสามัญครั้งที่ 74 (UNGA 74)  ที่นิวยอร์ก ซึ่งเป็นการประเดิมเยือนต่างประเทศของ “บิ๊กตู่” สมัยสอง

เดินสาย “นันสต็อป” แบบนี้ อดไม่ได้ที่จะนึกถึงรัฐบาลยุคก่อนๆ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นนักการเมืองไม่ได้มียศตำแหน่งใหญ่โตหรือสืบทอดมาจากคสช.เหมือนปัจจุบัน  เมื่อจัดตั้งรัฐบาลเสร็จ พวกเขาจะหาวันนัดพบปะสังสรรค์ ประหนึ่งเลี้ยงฉลองความสำเร็จในการเข้าสู่อำนาจพร้อมกับสร้างภาพให้เห็นถึงความสมัครสมานในการร่วมมือบริหารประเทศ

บรรดาสื่อมวลชนหูไวตาไวจับประเด็นขึ้นพาดหัวทันที เป็นภาพของการ “ร่วมฮันนีมูน” เปรียบเปรย เหมือนบรรดาคู่สมรส ร่วมสังสรรค์คืนสุขหลังเข้าประตูวิวาห์

ครานี้จึงเป็นข้อสังเกตเมื่อถึงยุคสมัยใหม่บรรยากาศแบบนี้ไม่ค่อยได้เห็น หรือ “ถ้ามี” ก็คงไปสังสรรค์แบบเงียบๆ ไม่เอิกเกริก

ครั้นจะนัดหมายโรงแรมหรูประกาศจัดบุฟเฟ่ต์คาร์บิเนตรับประทานหูฉลาม ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจฝืดเคือง ผู้คนยังต้องต่อคิวกดตังค์ผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐกันอยู่อย่างนี้ มันก็ดูกระไรอยู่ หนำซ้ำโดนวิพากษ์วิจารณ์ถล่มจมดินอย่างแน่นอน

อีกอย่าง “พล.อ.ประยุทธ์” ซึ่งเป็นผู้นำคสช.มากว่า 4 ปี  กระโดดมาเป็นนายกฯ จากกระบวนการเลือกตั้งเข้ามาอยู่ในวงล้อมพรรคการเมืองร้อยพ่อพันธุ์แม่  ขืนหัวหน้ารัฐบาลดำริจัดเลี้ยงสังสรรค์ มันก็ดูประดักประเดิด

กล่าวตามประสาวัยรุ่น  “มันไม่ใช่แนวของท่าน”

ประการต่อมาแต่ละคนที่ได้รับตำแหน่งรัฐมนตรีเหมือนจะมองข้ามช็อตของการสรวลเสเฮฮาไปแล้ว  ต่างออกสตาร์ทผลิตผลงานตามนโยบายที่เคยหาเสียงให้เป็นผลงานเร็วที่สุด  อย่างเช่น  จุรินทร์  ลักษณะวิศิษฏ์  รมว.พาณิชย์ และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ใช้เวลาไม่เกินเดือนผลักดันโครงการประกันรายได้เกษตรกร ปลูกข้าว ปาล์ม ผ่านครม.เป็นที่เรียบร้อย

หรือ “หมอหนู” อนุทิน ชาญวีรกูล จากพรรคภูมิใจไทย นอกจากสั่งการให้ รมว.คมนาคม ภายใต้สังกัดพรรคลุยเมกะโปรเจกท์ซ่อมสร้างหลายพันล้านบาท  ตัวท่านเองในฐานะเจ้ากระทรวงสาธารณสุขลงนามประกาศคำสั่งต่างๆ ด้วยการคืนสิทธิ หมอพื้นบ้าน ไฟเขียวกัญชาเพื่อการวิจัยและรักษาโรค แบบว่าไม่ต้องรอออกเป็นกฎหมายใช้วิธีลัดแบบนี้สะดวกรวดเร็วกว่า สร้างความพึงพอใจกันถ้วนหน้า  รวมไปถึงกลุ่มรัฐมนตรีสับเซตในพลังประชารัฐก็เช่นกัน  รีบจับงานใหญ่อยากถมทะเลให้เสร็จภายในช่วงอายุรัฐบาลนี้ซะด้วย

ขยันขันแข็งเร่งปั๊มผลงานเอาใจพี่น้องประชาชนกันขนาดนี้ แล้วจะเอาช่วงไหนล่ะครับไปจัดงานฮันนีมูน แถมระยะเวลาที่ผ่านมาหนึ่งเดือนก็ดูเหมือนหมดเวลาแห่งความสุขีสโมสร  จากนี้มรสุมทางการเมืองหลายลูกกำลังโหมเข้ากระหน่ำพร้อมรับมือให้ทัน

  …สิ้นสุดทางเลื่อนฮันนีมูนแล้วครับ…

ติวเข้มว่าที่นอภ.ใหม่..บริหารพื้นที่มีสมรรถนะสูง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/386264?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ติวเข้มว่าที่นอภ.ใหม่..บริหารพื้นที่มีสมรรถนะสูง

2 กันยายน 2562 – 10:45 น.
นายอำเภอ,สายตรวจระวังภัย,ติวเข้ม
เปิดอ่าน 1,272 ครั้ง

คอลัมน์…  สายตรวจระวังภัย  

“นายอำเภอ” ถือเป็นหัวหน้าปกครองบังคับบัญชาบรรดาข้าราชการในอำเภอ​ และรับผิดชอบงานบริหารราชการอำเภอ​ ซึ่งต้องปฏิบัติ​งาน​ในหน้าที่​ของ กรม​การปกครอง​ กระทรวง​มหาดไทย​ และกระทรวงหรือกรมอื่นๆ​ นอกจากนี้ยังต้องปฏิบัติ​หน้าที่ในฐานะหัวหน้าปกครองในพื้นที่​ (Area-based) อีกทั้งนโยบายของรัฐบาลที่สั่งการให้ปฏิบัติ​ในระดับพื้นที่​

นอกจากบทบาทในการบริหารจัดการพัฒนาพื้นที่ ยังต้องป้องกันและปราบปรามยาเสพติด รวมถึงอบายมุขอื่นๆ อีกด้วย เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง โดยจะเห็นว่าฝ่ายปกครองท้องถิ่นแต่ละจังหวัดภายใต้การอำนวยการของนายอำเภอ ได้มีการจับกุมผู้ค้ายาเสพติดรายย่อยในชุมชน หมู่บ้าน ตลอดจนกวดขันบ่อนการพนันไพ่ ไฮโล ไก่ชนผิดกฎหมาย ตามอำนาจหน้าที่ที่มีอยู่ หรือบูรณาการร่วมกับหน่วยงานอื่นๆ ดังนั้นคนที่มาเป็นนายอำเภอต้องมีความรู้ความสามารถครบเครื่อง มีความพร้อมทั้งร่างกายและจิตใจ

แม้นายอำเภอจะผ่านการสอบคัดเลือกและอบรมหลักสูตรนายอำเภอมาแล้ว ก่อนเข้ารับตำแหน่งปฏิบัติหน้าที่ ก็ยังมีความจำเป็นต้อง “ติวเข้ม” โดยกรมการปกครอง เช่นเดียวกับครั้งล่าสุดเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ร.ต.ท.​อาทิตย์​ บุญ​ญ​ะ​โ​ส​ภัต​ อธิบดี​กรม​การปกครอง​ ได้ประธานพิธีเปิดโครงการ “นายอำเภอทบทวน​” ประจำ​ปีงบประมาณ​ 2562​ แก่ผู้ผ่านการฝึกอบรมหลักสูตรนายอำเภอ​ จำนวน​ 120 คน​ โดยมี​ ร.ต.ท.ภพชนก​ ช​ลา​นุ​เคราะห์​ ผู้อำนวยการกองการเจ้าหน้าที่​ กล่าวรายงาน

ร.ต.ท.อาทิตย์ อธิบายว่า กรมการปกครอง​ ได้จัดโครงการเตรียมความพร้อมทบทวนนายอำเภอ​ เพื่อพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพของผู้ที่ดำรงตำแหน่งนายอำเภอใหม่​ ทั้งในด้านความรู้​ ความสามารถ​ สมรรถนะ​ และทักษะในการปฏิบัติราชการ รวมทั้งการบริหารงานสมัยใหม่​ ตลอดจนการปรับกระบวนทัศน์​ ทัศนคติ​ ค่านิยมให้ทันต่อเหตุการณ์ต่างๆ​ อันจะส่งผลให้การบริหารราชการแผ่นดินของประเทศเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ประสิทธิผล​ เกิดผลสัมฤทธิ์ต่อภารกิจของรัฐ​ และตอบสนองต่อเป้าหมายการบริหารราชการแผ่นดิน​ ตลอดจนประโยชน์สุขของประชาชนและประเทศชาติอย่างแท้จริง

ขณะเดียวกันกระทรวงมหาดไทย ยังได้บรรจุ 5 หลักสูตรเข้มเข้าโรงเรียนนายอำเภอ เพื่อเพิ่มพูนความรู้และเสริมสร้างสมรรถนะที่เหมาะสมกับตำแหน่งหน้าที่ ทั้งด้านวิชาการ ด้านร่างกายและจิตใจ ด้วยการเสริมสร้างคุณธรรม จริยธรรม ตลอดจนการพัฒนาทัศนคติและแนวคิดให้มีวิสัยทัศน์กว้างไกล การใช้กลยุทธ์และวิทยาการบริหารสมัยใหม่ เพื่อให้สอดคล้องและทันต่อสถานการณ์ยุคปัจจุบันที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างไม่หยุดนิ่ง

สำหรับ รูปแบบการเรียนการสอนเน้นกรณีตัวอย่าง การศึกษาวิเคราะห์ การแลกเปลี่ยนประสบการณ์ และปรับเปลี่ยนเพิ่มเติมวิชา ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน โดยแบ่งเป็น 5 หมวดสำคัญ ได้แก่ การเป็นนายอำเภอในฐานะตัวแทนรัฐบาล, การเป็นนายอำเภอในฐานะผู้บริหารพื้นที่, การเป็นนายอำเภอในฐานะผู้ปกครองท้องที่, การเป็นนายอำเภอที่มีสมรรถนะสูง และการศึกษาดูงาน

หวังว่านายอำเภอใหม่ไฟแรงที่ผ่านหลักสูตรเข้มข้น จะนำความรู้ความสามารถที่มี ไปบริหารจัดการพื้นที่รับผิดชอบอย่างมีประสิทธิภาพ เห็น เป็นอีกหนึ่งที่พึ่ง เพื่อประโยชน์สุขของพี่น้องประชาชน..!!

“แม้ว-ยุทธ” กร้าว เชียงรายข้า ใครอย่าแตะ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/386257?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“แม้ว-ยุทธ” กร้าว เชียงรายข้า ใครอย่าแตะ

2 กันยายน 2562 – 09:55 น.
ทักษิณ,เชียงรายยูไนเต็ด,กว่างโซ้ง,อู๋ฮั่น,มิตติ ติยะไพรัช,ยงยุทธ ติยะไพรัช,ยุทธ ตู้เย็น,พรรคไทยรักษาชาติ,ยิ้ม วิสาระดี,นายกอบจเชียงราย
เปิดอ่าน 12,831 ครั้ง

คอลัมน์ “ท่องยุทธภพ” โดย “ขุนน้ำหมึก” หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก 2 ก.ย.62

**************************

ต้องบันทึกไว้ในแฟ้มวงศ์วานนักเลือกตั้งเมื่อคนในครอบครัว “ติยะไพรัช” ถูกตัดสิทธิ์ทางการเมืองไปแล้ว 3 คน คือ “ยุทธ แม่จัน” หรือ “ยงยุทธ ติยะไพรัช” กรณียุบพรรคพลังประชาชน, อู๋ฮั่น” มิตติ ติยะไพรัช กรณียุบพรรคไทยรักษาชาติ และ สลักจฤฎดิ์ ติยะไพรัช” กรณีเลือกตั้งนายก อบจ.เชียงราย

ในฐานะกองเชียร์เพื่อชาติ “ยุทธ แม่จัน” ก็ช่วยลูกสาว “แม่เลี้ยงโฮม” ปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช ได้เป็น ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อชาติ และหนุนน้องสาว “ละออง ติยะไพรัช” ส.ส.เชียงราย พรรคเพื่อไทย

มาดามยิ้ม” มาแล้ว

เมื่อ 30 สิงหาคม 2562 แฟนเพจ ยิ้ม” วิสาระดี เตชะธีราวัฒน์ อดีต ส.ส.เชียงราย ได้อัพเพลทภาพของเธอที่มีคำแนะนำตัวสั้นๆ “ว่าที่ผู้สมัครนายก อบจ.เชียงราย” พร้อมคำขวัญ “เจียงฮายยิ้มได้”

ยิ้ม วิสาระดี เตชะธีราวัฒน์

จริงๆ “ยิ้ม” วิสาระดี ได้เปิดตัวที่จะลงสนาม นายก อบจ.เชียงรายไปแล้ว เมื่อค่ำวันที่ 23 มิถุนายน 2562 ที่สิงห์ สเตเดี้ยม รังเหย้าของ “สิงห์ เชียงราย ยูไนเต็ด” ในฐานะผู้จัดการทีมคนใหม่

พลพรรคกว่างโซ้ง อาจรู้สึกแปลกใจว่าทำไมต้องแต่งตั้งอดีต ส.ส.เชียงราย มารับหน้าที่ผู้จัดการทีมคู่กับ มาดามฮาย” ปวิศรัฐฐ์ ติยะไพรัช ประธานสโมสรสิงห์ เชียงราย

เปิดตัวสู้ศึกนายกฯ อบจ. เชียงราย

“ยิ้ม” ลูกสาวคนเดียวของวิสาร เตชะธีราวัฒน์ ส.ส.เชียงราย เที่ยวนี้ไม่ได้ลงสมัคร ส.ส.เพราะบิดาลงเองที่เขต 3 ก่อนลงสมัคร ส.ส.แทนบิดา เมื่อปี 2550 “ยิ้ม” ไปเรียนจบปริญญาตรีสาขาเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยวูลองกองออสเตรเลีย และปริญญาโท ในสาขาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยนอร์ทแทมเบีย เมืองนิวคาสเซิล อังกฤษ

ยงยุทธ กองเชียร์ ตัวท็อป

ย้อนไปดูในแฟนเพจของยิ้ม จึงได้พบคำตอบว่าเหตุใดยิ้มจึงเลือกเปิดตัวกับสโมสรฟุตบอลในดวงใจของคนเจียงฮาย

ทักษิณ”ติวเข้ม

วิสาระดี เตชะธีราวัฒน์ แต่งงานกับ จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์” ส.ส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย เมื่อต้นปี 2553 โดยจุลพันธ์นั้นเป็นลูกชายคนเล็กของสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทยคนปัจจุบัน

แฟนเพจ “ยิ้ม” วิสาระดี เตชะธีราวัฒน์ เมื่อ 15 กรกฎาคม 2562 “ยิ้ม” ได้โพสต์ภาพเธอกับสามีได้เข้าอวยพรวันเกิดทักษิณ ชินวัตร ล่วงหน้าที่ฮ่องกง

ยิ้มไปพบ 2 อดีตนายกฯ ที่ฮ่องกง

“ได้อวยพรวันเกิดล่วงหน้า พร้อมทานอาหารเที่ยง ติวเข้ม 3 ชั่วโมงแบบตัวต่อตัวกับ 2 นายกในดวงใจ เมื่อได้รับโอกาส..เมื่อได้เป้าหมายที่ชัดเจน ‘ยิ้ม’ ก็จะเดินไปให้ถึง เชียงรายเราจะก้าวไกล เราจะทำเชียงรายให้เป็นจังหวัดของโลก เราเดินหน้าไปด้วยกันนะคะ”

นั่นหมายความว่า ทักษิณ ชินวัตร และยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ติวเข้ม “ยิ้ม” สำหรับการวางแผนสู่ศึกนายก อบจ.เชียงราย

ลูกหนังการเมือง

ถ้ายังจำกันได้ปลายเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา นสพ.เดอะซัน เปิดเผยรายชื่อกลุ่มทุนที่สนใจซื้อสโมสรฟุตบอล “คริสตัล พาเลซ” โดยหนึ่งในนั้นมี “ทักษิณ” อดีตนายกรัฐมนตรีไทยรวมอยู่ด้วย และมีข่าวเพิ่มเติมว่า ทักษิณจะให้ลูกชายยงยุทธ คือ มิตติ ติยะไพรัช ไปดูแลทีมบอลอังกฤษ หากว่าซื้อได้จริง

ทำไมทักษิณจึงไว้วางใจ “อู๋ฮั่น” คนนี้มากนัก ถึงขนาดได้เป็นเลขาธิการพรรคไทยรักษาชาติ? คำตอบอยู่ที่ผลงานการสร้างสโมสรสิงห์ เชียงราย ยูไนเต็ด จากลีกบ้านนอกก้าวขึ้นสู่ไทยลีก และคว้าแชมป์บอลถ้วย 3 ปีติดต่อกัน

บิ๊กฮั่น มาดามฮาย และมาดามยิ้ม

วันนี้ทีมกว่างโซ้งมหาภัย หรือ สิงห์ เชียงราย ยูไนเต็ด อยู่ในระดับท็อปโฟร์ของไทยลีก และฤดูกาลนี้มีโอกาสเบียดบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด คว้าแชมป์ไทยลีกสมัยแรก

มิเพียงเท่านั้น “อู๋ฮั่น” ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของยงยุทธ ยังดูแลทีม “พยัคฆ์ล้านนา” เชียงใหม่ เอฟซี เนื่องจากผู้ก่อตั้งทีมเชียงใหม่คือ “พ่อเลี้ยงอี๊ด” อุดรพันธ์ จันทรวิโรจน์ อดีตนายก อบจ.เชียงใหม่ รักและเมตตามิตติเสมือนลูกชาย จึงยกให้ตระกูล “ติยะไพรัช” บริหารทีมเชียงใหม่

ฮั่นก็คงเหมือนพ่อที่ต้องรับบทกองเชียร์นอกสนามฟุตบอล เมื่อศึกชิงเก้าอี้นายก อบจ.เชียงรายมาถึง

ลุงตู่-ธนาธร ลุ้นระทึกกับอนาคตของอนาคตใหม่ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/386259?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ลุงตู่-ธนาธร ลุ้นระทึกกับอนาคตของอนาคตใหม่

2 กันยายน 2562 – 09:20 น.
พรรคอนาคตใหม่,ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา
เปิดอ่าน 5,105 ครั้ง

ลุงตู่-ธนาธร ลุ้นระทึกกับอนาคตของอนาคตใหม่

 รายการเนชั่นสุดสัปดาห์กับ 3 บก. ออกอากาศทุกวันเสาร์เวลาห้าโมงเย็นทางเนชั่นทีวีช่อง 22 “สมชาย มีเสน” ซีอีโอเครือเนชั่น ”วีระศักดิ์ พงษ์อักษร“ บรรณาธิการบริหาร นสพ.กรุงเทพธุรกิจและ ”บากบั่น บุญเลิศ“ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร นสพ.ฐานเศรษฐกิจ ร่วมวิเคราะห์ประเด็น ”ลุงตู่-ธนาธร ลุ้นระทึก!” กับอนาคตของอนาคตใหม่

“สมชาย” กล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่กำลังลุ้นชะตาของตัวเองกับการตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญ

โดย พล.อ.ประยุทธ์ จะโดนวินิจฉัยเรื่องการเป็นเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ (หัวหน้าคสช.) ตามที่ผู้ตรวจการแผ่นดินยื่นไป และวันที่ 18 กันยายน ศาลรัฐธรรมนูญจะมีการวินิจฉัย หากสถานะนายกฯของพล.อ.ประยุทธ์ สิ้นสุด ครม.ก็จะพ้นไปด้วย
และเรื่องการถวายสัตย์ปฏิญาณตนของครม. แม้การประชุมครม.ครั้งล่าสุด ครม.มีการรับพระราชทานพระราชดำรัสและพระราชหัตถเลขาในการถวายสัตย์ปฏิญาณตนเมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม ที่ผ่านมา เพราะนายกฯ กราบบังคมทูลขอพระราชทานเพื่อเป็นสิริมงคล

และสมัยรัฐบาลบรรหาร ศิลปอาชา ก็เคยมีการรับพระราชทานพระราชดำรัสและพระราชหัตถเลขาในการถวายสัตย์ปฏิญาณตนเกิดขึ้นเป็นครั้งแรก

แม้นายกฯ บอกว่า กรณีนี้ไม่ทราบว่าจบหรือไม่ เพราะฝ่ายค้านยืนยันยังยื่นญัตติอภิปรายทั่วไปในเรื่องนี้รวมทั้งผู้ตรวจการแผ่นดินส่งเรื่องนี้ให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยด้วย
“วีระศักดิ์” ประเมินว่า แกนนำพรรคอนาคตใหม่บอกว่าปัญหานี้และคำตอบควรอยู่ที่นายกฯ ในเรื่องดังกล่าวนั้น แต่ความจริงคำตอบเรื่องนี้น่าจะมาจากศาลรัฐธรรมนูญและนายกฯ อาจตอบญัตติว่าเรื่องนี้ศาลรัฐธรรรมนูญกำลังพิจารณา

 “บากบั่น” สรุปว่า พล.อ.ประยุทธ์ บอกว่าจะไปตอบญัตตินี้ด้วยตัวเองและอาจบอกว่าเรื่องนี้อยู่ในขั้นตอนของศาลรัฐธรรมนูญ

ส่วนคดีของธนาธรที่ยังไม่มีการวินิจฉัยแม้คดีจะดำเนินการก่อนกรณีของ พล.อ.ประยุทธ์ นั้น

“บากบั่น” กล่าวว่า กรณีหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่เรื่องการถือหุ้นสื่อ (วี-ลัค มีเดีย) นั้น เรื่องนี้อยู่ในศาลรัฐธรรมนูญตั้งแต่เดือนพฤษภาคม รัฐธรรมนูญและกฎหมายเลือกตั้งกำหนดคุณสมบัติผู้สมัคร ส.ส. ว่าห้ามถือหุ้นสื่อ แบบนี้ว่าอ้างไม่รู้กฎหมายไม่ได้ แม้จะอ้างว่าบริษัทกำลังจะปิดกิจการจึงโอนหุ้นก็ตาม
“สมชาย” กล่าวว่า นอกจากคดีถือหุ้นสื่อนั้น ธนาธรยังมีห้าคดีติดตัวคือ คดีอาญาสามคดี และคดีการเลือกตั้งสองคดี โดยคดีการถือหุ้นสื่อนั้น ศาลรัฐธรรมนูญกำลังวางกรอบดำเนินการเรื่องนี้ แม้ธนาธรบอกว่าโอนหุ้นสื่อไปก่อนลงสมัคร ส.ส. (วันที่ 6 ก.พ.) แต่ข้อมูลของกรมพัฒนาธูรกิจการค้าระบุในวันที่ 21 มีนาคม โดยระบุว่ามีการโอนหุ้นตัวนี้ในวันดังกล่าวซึ่งเป็นหลักฐานทางราชการ แม้ธนาธรอ้างว่าโอนหุ้นไปตั้งแต่วันที่ 8 มกราคม ก็ตาม

และช่วงนั้นผู้สมัคร ส.ส.พรรคอนาคตใหม่ โดนตัดสิทธิลงสมัคร ส.ส. เพราะถือหุ้นสื่อ (วันที่ 19 มี.ค.) ตอนนั้นมีการพูดกันว่าหัวหน้าพรรคทราบเรื่องนี้และอาจไปโอนหุ้นย้อนหลัง

กฎหมายระบุว่าผู้สมัคร ส.ส.ห้ามมีหุ้นสื่อ แต่หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ที่ถือหุ้นบริษัทนี้และบริษัทนี้ตีพิมพ์นิตยสารหลายเล่ม ถามว่าแม้ธนาธรจะอ้างว่าบริษัทกำลังจะปิดกิจการก็ตามจึงโอนหุ้นให้มารดา ถามว่ามารดาของธนาธรจะซื้อบริษัทที่กำลังจะปิดกิจการแบบนี้หรือ

ธนาธรยื่นศาลรัฐธรรมนูญว่าอยากให้ไต่สวนเพราะเตรียมพยานไว้หลายคนคือตัวเอง มารดา ทนายความที่เป็นพยานในการโอนหุ้น และอาจมีภริยารวมทั้งหลานของธนาธรไปชี้แจง
 “วีระศักดิ์” ประเมินว่า แม้ธนาธรจะอ้างว่าโอนหุ้นไปตั้งแต่วันที่ 8 มกราคม เพราะมีการตั้งข้อสังเกตว่าตอนนั้นธนาธรไปหาเสียงที่ต่างจังหวัดแม้จะมีหลักฐาน (อาทิ ภาพถ่ายและใบเสร็จค่าทางด่วนกลับเข้ากทม.) มายืนยันก็ตาม ส่วนการนำพยานไปไต่สวนคือการชี้ชะตาของธนาธรเพราะเป็นเกมสำคัญ

“บากบั่น“ กล่าวว่า การขึ้นศาลต้องสาบานตนก่อนเบิกความ หากเบิกความเท็จจะมีความผิด ดังนั้นการตัดสินคุณสมบัติผู้สมัคร ส.ส.ครั้งนี้ของหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่นั้น ศาลรัฐธรรมนูญจะไต่สวนเพิ่มเติมหรือพิจารณาจากเอกสารและตัดสินเลยก็ได้ตามดุลพินิจของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ

ส่วนประเด็นอนาคตของพรรคอนาคตใหม่ที่มีกระแสข่าวว่าอาจจะโดนยุบพรรคตามที่แกนนำพรรคเพื่อไทยระบุไว้จนแกนนำพรรคอนาคตใหม่แสดงความไม่พอใจนั้น

“วีระศักดิ์” กล่าวว่า ตรงนี้คือรอยปริของพันธมิตรการเมืองคือพรรคเพื่อไทยกับพรรคอนาคตใหม่

 “บากบั่น” ประเมินว่า แบบนี้แสดงว่าท่าทีของแกนนำพรรคอนาคตใหม่โกรธแกนนำพรรคเพื่อไทย

“สมชาย” วิเคราะห์ว่า คำร้องที่ส่งให้กกต.วินิจฉัยให้ยุบพรรคอนาคตใหม่มีห้ากรณี โดยเรื่องธนาธรให้เงินกู้กับพรรคอนาคตใหม่นั้นน่าจะหนักที่สุด เพราะกฎหมายเลือกตั้งไม่เคยเขียนไว้ว่าให้พรรคการเมืองกู้เงินได้ เจตนาของกฎหมายมองว่าหากมีการให้กู้เงิน ผู้ให้กู้จะควบคุมบริหารจัดการพรรคนั้นๆ ได้ กฎหมายจึงเขียนห้ามไว้

และสิ่งที่แกนนำพรรคเพื่อไทยพูดเรื่องของพรรคอนาคตใหม่ว่าอาจจะโดนยุบพรรคหลังพรรคประชาชนปฏิรูปนำร่องการยุบพรรคนั้น ประเด็นนี้ไม่เคยโดนเปิดมาก่อนจนแกนนำพรรคเพื่อไทยนำมาเปิดเผย ประวัติศาสตร์การเมืองนั้นระบุว่ามีการยุบพรรคการเมืองไปแล้วหนึ่งร้อยสามสิบสามพรรค และแบ่งเป็นพรรคขนาดใหญ่แปดพรรค

โดยฐานความผิดของการยุบพรรคตามที่รัฐธรรมนูญระบุไว้ว่ามีสิบสองมูลฐานที่จะยุบพรรคได้ ตอนนี้พรรคอนาคตใหม่เข้าข่ายหลายมูลฐาน แต่สิ่งที่แกนนำพรรคอนาคตใหม่บอกว่าไม่มีเหตุนำไปสู่การยุบพรรคนั้น หากพิจารณาตามนี้จะพบว่ามีเหตุยุบพรรค ดังนั้นสิ่งที่แกนนำพรรคอนาคตใหม่ระบุไว้อาจจะทำไปแบบปากกล้าขาสั่นและพูดปลุกใจคนในพรรค

หากพรรคโดนยุบนั้น กฎหมายระบุว่า ส.ส.ทั้งสองระบบ สามารถหาพรรคใหม่สังกัดได้ เพราะมีตัวอย่างมาแล้ว (กรณีอดีตส.ส.พรรคพลังประชาชนย้ายเข้าพรรคภูมิใจไทย เพราะพรรคพลังประชาชนโดนยุบ) ยกเว้นกรรมการบริหารพรรคที่โดนตัดสิทธิทางการเมือง

แก้ปัญหายากจน’บิ๊กตู่’ลงมือเอง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/386255?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

แก้ปัญหายากจน’บิ๊กตู่’ลงมือเอง

2 กันยายน 2562 – 09:10 น.
อ๊อด เทอร์โบดับเครื่องชน,ความยากจน,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา
เปิดอ่าน 1,133 ครั้ง

คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

มีใครจะเถียงบ้างว่าคนไทยของเราส่วนใหญ่เป็นคนจน ที่จัดอันดับคนรวยเป็นแสนๆ ล้านนั้น เป็นภาพลวงตาและทำอย่างไรรัฐบาลจะแก้ปัญหานี้ได้

‘ดับเครื่องชน’ ดีใจที่ ‘บิ๊กตู่’ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ลงมาดูแลปัญหานี้เองโดยการวิเคราะห์ข้อมูลอย่างเป็นทางการและจะได้ทำงานให้ถูกต้องและวางแผนงานกันให้ดี

 บอกตามตรงว่าแม้ความยากจนจะเกิดขึ้นซ้ำซาก แต่เราก็ดีใจที่นายกรัฐมนตรีเลิกเชื่อทีมเศรษฐกิจและคนรอบข้างที่พูดกรอกหูอยู่ทุกวันว่าเศรษฐกิจไทยนี่ไปรอด ทั้งๆ ที่คนไทยส่วนใหญ่กรอบและอยู่ไปแบบเดือนชนเดือนอยู่แล้ว

 ‘บิ๊กตู่’ ได้สั่งการให้วิเคราะห์ข้อมูลเป็นรายจังหวัดและแบ่งเป็น 4 กลุ่ม หรือ 4 สี เพื่อทำนโยบายวางแผนให้ถูกต้อง ซึ่งเราต้องรับความจริงข้อนี้ และอย่าอายว่าเราเกิดในจังหวัดยากจนข้นแค้น

ขอยก 4 กลุ่มจังหวัดให้ทราบว่า จังหวัดเศรษฐกิจแข็งแกร่ง และมีความพร้อมสูง (สีเขียว) 29 จังหวัด เน้นการช่วยเหลือด้านค่าครองชีพ

จังหวัดเศรษฐกิจค่อนข้างแข็งแกร่ง (สีฟ้า) 8 จังหวัด เน้นการพัฒนาอาชีพ และการหางานให้ทำ จังหวัดที่ขาดเครื่องยนต์ขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจ หรือขาดความพร้อม 7 จังหวัด (สีน้ำเงิน) ต้องเน้นการพัฒนาคุณภาพชีวิต 12 จังหวัดที่ติดกับดักความยากจน (สีแดง) ต้องได้รับการดูแลอย่างเร่งด่วนทั้ง 4 มิติ อีก 20 จังหวัดที่เศรษฐกิจอ่อนแอ (สีส้มและสีเหลือง) ต้องเน้นการพัฒนาคุณภาพชีวิต พัฒนาอาชีพ

นายกรัฐมนตรีให้นำข้อมูลดัชนีชี้วัดความก้าวหน้าของคนรวยจังหวัดชี้วัด เช่น จำนวนปีการศึกษาเฉลี่ยของประชากร ร้อยละของครัวเรือนที่มีหนี้สิน สัดส่วนประชากรยากจน ค่าสัมประสิทธิ์ความไม่เสมอภาคของรายได้ มาประกอบการวางแผนนโยบายแก้จนเพื่อขจัดความเหลื่อมล้ำด้านการพัฒนาคนระหว่างจังหวัดพร้อมกัน

ในเมื่อนายกรัฐมนตรีสั่งการแก้ปัญหายากจนแบบนี้แล้ว หวังว่าต่อไปทุกอย่างจะดีขึ้นและแม้จะไม่แก้ปัญหายากจนแบบฟ้าถล่มดินทลาย แต่แนวโน้มว่าคนจนจะน้อยลง

ทุกวันนี้เราควรต่อสู้เอาชนะธรรมชาติได้ทั้งภัยแล้ง น้ำท่วมและปัญหาอื่นๆ ที่ถาโถมเข้ามาเพราะคนเราถ้าจะต้องทำงานแล้วปัญหาจะตามมา

อย่าไปกลัวปัญหาเหล่านั้นเลย-ประชาชนคนไทยพร้อมเสมอที่จะทำงานหนักต่อสู้กับความยากจน!
อ๊อด เทอร์โบ


 ขอให้รัฐบาลช่วยเหลือ
จดหมายต่อไปนี้ส่งผ่านต่อมายังรัฐบาลซึ่งมีปัญหาค้างคามานานแล้ว แต่ยังไม่ชัดเจนว่าจะเป็นอย่างไร

จึงขอเป็นสื่อกลางให้พิจารณาว่าจะช่วยเหลือผู้เดือดร้อนจากข้าราชการบำนาญที่ต้องการความสุขในยามชราภาพ
อ๊อด เทอร์โบ


 รัฐบาลทอดทิ้งไม่เหลียวแล
 ขอให้ช่วยพิจารณา

ขอให้รัฐบาลได้เหลียวแลข้าราชการบำนาญชั้นผู้น้อยที่รับเงินบำนาญจริงๆ น้อยมาก การได้รับเงินจำนวน 15 เท่าของบำนาญ จึงได้รับน้อยไปด้วย แม้ว่าทางรัฐบาลจะขยายเพดานการขอรับเงินให้มากขึ้นเท่าใด ข้าราชการชั้นผู้น้อยก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะได้รับเงินเพิ่มขึ้นแต่อย่างใด จะ 70 ปี 80 ปี จนถึงวันตายก็ยังต้องทุกข์ทรมานกับหนี้สินที่กู้ยืมมาส่งลูกเรียนหนังสือบ้าง มาใช้ในครอบครัวบ้าง ทำให้ข้าราชการบำนาญผู้มีเงินเดือนน้อยยิ่งต่ำกว่า 10,000 บาทต่อเดือน แม้จะมีเงินช่วยก็ไม่นับรวมเป็นเงินในการคำนวณบำนาญดำรงชีพ ข้าราชการบำนาญส่วนนี้จึงหวังว่ารัฐบาลจะปลดล็อกของกฎหมายดำรงชีพกันใหม่ตามความจำเป็น

เงิน 30 เท่าของเงินบำนาญ เรียกว่าเงินบำนาญตกทอด จะได้กับลูกหลานเมื่อตายไปเท่านั้น ต่อมารัฐบาลที่มองการณ์ไกลใส่ใจในความเดือดร้อนของข้าราชการบำนาญจึงได้ออกกฎหมายฉบับใหม่ให้เงินส่วนนี้เป็น “เงินบำเหน็จดำรงชีพ” โดยสามารถนำมาใช้จ่ายได้ครั้งแรก 15 เท่าของเงินบำนาญ แต่ไม่เกินสองแสนบาท

ต่อมาก็ขยายวงเงินเพิ่มตามอายุของผู้รับบำนาญ ซึ่งจากปี 2546 มาถึงทุกวันนี้ก็ตก 18 ปีกว่าแล้ว สมควรที่รัฐบาลปัจจุบันที่มีนโยบายจะช่วยเหลือประชาชนผู้ยากไร้ให้อยู่ดีกินดีตามโครงการช่วยเหลือต่างๆ ที่เป็นรูปธรรม

รัฐบาลน่าจะพิจารณาแก้กฎหมายให้ข้าราชการบำนาญผู้ได้รับบำนาญมาเกิน 10 ปีแล้ว สามารถขอใช้เงินบำนาญในส่วนที่เหลืออีก 15 เท่าได้

ข้าราชการบำนาญชั้นผู้น้อยได้ลืมตาอ้าปากได้บ้าง เพราะลูกๆ ต่างก็โตหมดแล้ว ต่างคนก็มีครอบครัวกันไป แต่พ่อแม่ผู้ที่ยังเดือดร้อนก็ยังต้องดิ้นรนกันต่อไป หวังใจให้คณะรัฐมนตรีผู้รับผิดชอบชีวิตความเป็นอยู่ของคนไทย กรุณาหาทางช่วยเหลือข้าราชการบำนาญชั้นผู้น้อยที่ต้องการความช่วยเหลือก่อนจะถึงบั้นปลายของชีวิต จะได้มีความสุขบ้างก็ยังดี

ผมมีเรื่องร้องเรียนรัฐบาลมาแค่นี้แหละหวังว่าจะได้รับการพิจารณา
ประจวบ (โคราช)


 ข้าราชการบำนาญเดือดร้อน
 เรียนถามไปยังรัฐบาล (ขอความช่วยเหลือ)

ผมข้าราชการบำนาญขอถามไปยังรัฐบาล คือมีข้อสงสัยเกี่ยวกับมาตรการช่วยเหลือข้าราชการบำนาญในโครงการบำเหน็จดำรงชีพข้าราชการบำนาญ กระผมเคยได้รับบำเหน็จดำรงชีพ 15 เท่าของบำนาญรายเดือน เมื่ออายุ 61 ปี เมื่อ พ.ศ. 2546

ได้ตรวจสอบแล้วว่ามาตรการช่วยเหลือในปี 2562 นี้ ให้เฉพาะผู้ที่ได้รับบำนาญเดือนละสองหมื่นเจ็ดพันบาท (27,000 บาท) ขึ้นไปเท่านั้น บำนาญต่ำกว่านี้ไม่เข้าเกณฑ์

ทำไมช่วยเหลือเฉพาะผู้รับบำนาญรายเดือนมาก ในภาวะค่าครองชีพปัจจุบันนี้ผู้รับบำนาญต่ำกว่าสองหมื่นบาทเดือดร้อนอย่างมาก คิดว่าเดือดร้อนมากกว่าผู้มีบำนาญ 27,000 บาท ที่กล่าวข้างต้น เสียอีก

รัฐบาลควรเห็นใจและช่วยเหลือผู้รับบำนาญน้อยด้วยเถิดเพราะมีชีวิตอีกไม่กี่ปีก็ตายแล้ว เรื่องจริงเป็นอย่างนี้
บุญสม (ข้าราชการบำนาญ)

p31

ยึดหลัก​ธรรมาภิบาล #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/386254?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ยึดหลัก​ธรรมาภิบาล

2 กันยายน 2562 – 08:24 น.
เซ็นทรัล วิลเลจ ลักชัวรี่​เอาท์เล็ต,ทอท,หลัก​ธรรมาภิบาล
เปิดอ่าน 926 ครั้ง

บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก ฉบับวันจันทร์ที่ 2 กันยายน 2562

ข้อพิพาทระหว่างโครงการเซ็นทรัล วิลเลจ ลักชัวรี่​เอาท์เล็ต ภายใต้การพัฒนาของบริษัท เซ็นทรัลพัฒนาจำกัด (มหาชน)​ หรือซีพีเอ็น หนึ่งในกิจการของกลุ่มเซ็นทรัลแห่งตระกูลจิราธิวัฒน์ กับ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน)​ หรือ ทอท. ที่นำเต็นท์มากางปิดทางเข้าออกโครงการตั้งแต่วันที่ 22 สิงหาคม ที่ผ่านมา โดยระบุสาเหตุว่าเป็นการรุกล้ำที่ราชพัสดุ ก่อสร้างบนพื้นที่สีเขียวและก่อสร้างในพื้นที่เขตปลอดภัยการบิน ซึ่งกระทบต่อการดำเนินงานทั้งผู้รับเหมา ร้านค้า พนักงานซีพีเอ็น ได้ข้อสรุปชัดเจนโดยศาลปกครองกลางมีคำสั่งให้ ทอท. ดำเนินการรื้อถอนสิ่งกีดขวางใดๆ ออกไปจากเขตทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 370 บริเวณทางเข้าออกหน้าโครงการเซ็นทรัลวิลเลจ และยุติการดำเนินการใดๆ อันเป็นการขัดขวาง รบกวน หรือก่อให้เกิดอุปสรรค ต่อการใช้ประโยชน์ในโครงการดังกล่าว

ศาลปกครองกลางให้เหตุผลว่าข้ออ้างของ ทอท. ที่ว่าโครงการดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อโครงการพัฒนาท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ระยะที่ 2 และก่อให้เกิดความเสียหายทางด้านการเงิน เศรษฐกิจ และการให้บริการสาธารณะต่างๆ ของท่าอากาศยานสุวรรณภูมิเป็นเพียงการคาดการณ์เท่านั้น นอกจากนี้บริเวณที่พิพาทเป็นเขตทางหลวงซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 370 ซึ่งอยู่ในความดูแลของกรมทางหลวง ทอท. เป็นเพียงหน่วยงานที่ได้รับสิทธิการใช้ประโยชน์ในที่ราชพัสดุเท่านั้น มิได้มีอำนาจอื่นเกี่ยวกับที่ราชพัสดุดังกล่าว ดังนั้นการที่ศาลจะมีคำสั่งกำหนดมาตรการหรือวิธีการคุ้มครองเพื่อบรรเทาทุกข์ชั่วคราวก่อนการพิพากษา ตามคำขอของ บมจ.เซ็นทรัลพัฒนา จึงไม่เป็นการเสียหายหรือเป็นอุปสรรคต่อการบริหารงานของ ทอท.

ความขัดแย้งระหว่างซีพีเอ็นกับ ทอท.เกี่ยวกับ​เรื่อง​นี้เกิดขึ้นมาเป็นเวลานานพอสมควร ต่างฝ่ายต่างยกเหตุผลและข้อมูลมานำเสนอชี้แจง กระทั่งนำไปสู่การยื่นร้องต่อกระบวนการยุติธรรมคือศาลปกครองกลางเพื่อหาข้อยุติพิจารณาออกคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวให้เปิดทางเข้าออกโครงการ ขณะเดียวกันรัฐบาลก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ โดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มีข้อสั่งการให้แก้ไขปัญหาทั้งหมดอย่างถูกต้องตามหลักนิติศาสตร์และรัฐศาสตร์ควบคู่กัน โดย​ให้​หน่วยงานที่รับผิดชอบเกี่ยวกับกฎหมายด้านการบินของกระทรวงคมนาคม ทั้ง ทอท. สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย หรือ กพท. บริษัทวิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด หรือ บวท. ผู้แทนจากองค์กรการบินพลเรือนระหว่างประเทศ หรือ ไอเคโอ สหพันธ์การบินนานาชาติ กรมธนารักษ์ และบมจ.เซ็นทรัลพัฒนา ร่วมหารือเพื่อหาทางออกเกี่ยวกับข้อกังวลต่างๆ

ที่ผ่านมาข้อพิพาทระหว่างหน่วยงานรัฐกับเอกชนจะมีกระบวนการในการยุติความขัดแย้งไม่ว่าจะเป็นศาลปกครองและหลายกรณีที่นำเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของอนุญาโตตุลาการ เช่นเดียวกับกรณีนี้การเปิดเส้นทางเข้าออกถือเป็นชัยชนะยกแรกของฝ่ายเอกชน ยังคงมีการพิจารณาข้อร้องเรียนอีกหลายเรื่องที่ทั้งสองฝ่ายต้องหาข้อมูลมานำเสนออีก เรามั่นใจว่าธรรมาภิบาลเป็นหลักการที่ดีซึ่งองค์กรภาคเอกชนได้นำหลักการดังกล่าวไปประยุกต์ใช้ นำมาซึ่งบรรษัทภิบาลกำกับดูแลกิจการที่ดีโดยมุ่งให้เกิดประสิทธิภาพ ประสิทธิผล ความโปร่งใส ความเป็นธรรม รวมถึงการตรวจสอบจากผู้มีส่วนได้เสียต่างๆ ดังนั้นหน่วยงานภาครัฐซึ่งมีความสำคัญและเป็นต้นน้ำของธรรมาภิบาลต้องแสดงให้ประจักษ์เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ทุกฝ่าย รวมทั้งประชาชนเกิดความศรัทธาในการบริหารประเทศ

ไม่ใช่คุณพ่อขายาว นี่ ‘ลุงตู่ใจดี’ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/385987?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ไม่ใช่คุณพ่อขายาว นี่ ‘ลุงตู่ใจดี’

31 สิงหาคม 2562 – 08:55 น.
ลุงตู่,ซายูริ,จดหมาย,รายงานพิเศษ,เจาะประเด็นร้อน,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา,นายกรัฐมนตรี
เปิดอ่าน 2,404 ครั้ง

รายงานพิเศษจากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก ฉบับวันที่ 31 ส.ค. 62

*************************

วันนี้คงไม่เพียงแค่นางงามแล้วที่ “รักเด็ก” แต่นักการเมืองก็รักเด็กเหมือนกัน

กับเรื่องราวของ “เด็กหญิงซายูริ กับ ลุงตู่ใจดี” ที่กำลังสร้างรอยยิ้มให้ “แฟนคลับลุงตู่” ชุ่มชื่นหัวใจอยู่ในขณะนี้

จะว่าไป ก็คลับคล้ายคลับคลากับ เรื่องราวของวรรณกรรมก้องโลก “คุณพ่อขายาว” ซึ่งเป็นนวนิยายจดหมาย เขียนโดย จีน เวบสเตอร์  ในปี 2455

โดยเป็นเรื่องราวของ จูดี้ แอบบอตต์ ที่กำลังศึกษาในวิทยาลัย เขียนจดหมายเล่าถึงชีวิตของเธอถึงผู้อุปการะเธอ ชายผู้ร่ำรวยที่เธอไม่เคยเห็นหน้าแต่ก็ทำเอาคนไทยทั่วไป

ถึงไม่เหมือนแต่ก็ได้ฟีล จนอดสงสัยไม่ได้เหมือนกันว่าไปยังไงมายังไง เตี๊ยมกันมาอ๊ะป่าว ?

แต่เรื่องของเรื่องที่ลำดับจับความมาบอกกล่าวได้ตอนนี้…ก็คงประมาณนี้

ลุงตู่ตอบจดหมาย

ช่วงวันที่ 16 สิงหาคม ที่ผ่านมา เพจเฟซบุ๊ก “ประยุทธ์ จันทร์โอชา Prayut Chan-o-cha” ได้โพสต์ข้อความที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ตอบจดหมาย ซายูริ” ในท่วงทำนองว่า ได้อ่านบันทึกที่เขียนด้วยลายมือภาษาไทยของเด็กหญิงแล้ว โดยระบุว่าทีมงานส่งมาให้ ได้อ่านด้วยความชื่นชมและประทับใจในความรักประเทศไทย รักภาษาไทย

ส่วนข้อเสนอของหนูน้อยซายูริ เกี่ยวกับเรื่องห้องสมุด ลุงตู่ก็ตอบมาว่า “ลุงก็พยายามมาตลอดที่จะส่งเสริมให้เด็กไทยรักการอ่านหนังสือ และก็อยากให้มีห้องสมุดหรือแหล่งเรียนรู้ดีๆ ที่อยู่ใกล้บ้าน”

และอื่นๆ อีกมากมายก่อนจะลงท้ายว่า “ลุงขอขอบใจหนูด้วยความปรารถนาดี และขอฝากสวัสดีถึงผู้ปกครองหนูด้วย”

ปรากฏว่า ช่วงนั้นถ้าคนไทยไม่ตามข่าวปมถวายสัตย์ไม่ครบอยู่ เรื่องนี้อาจจะเป็นสีสันได้พอๆ กับ ตอนที่ท่านผู้นำของเราออกมาแนะนำหนังสือ Animal Farm ก็ได้

แต่แม้จะเป็นอย่างนั้น ในมุมหนึ่ง คนไทยก็ต่างพากันอยากรู้ว่า ตกลงแล้ว ซายูรินี้มีตัวตนจริงหรือไม่ และถ้ามีตัวตนจริง เด็กหญิงคนนี้คือใครกัน

จนกระทั่งคนไทยก็ได้พบแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือ (ฮา) ว่าเด็กหญิงที่ลุงตู่เอาภาพจดหมายเขียนด้วยลายมือของเธอมาแปะในเฟซบุ๊กโชว์หรานั้น ลุงไม่ได้มโนเอาเอง

ตัวจริงซายูริ

แหล่งข่าวที่ว่าคือเฟซบุ๊ก “สำนักพิมพ์ผีเสื้อ” ที่ได้โพสต์ข้อมูลว่า เธอชื่อ “ซายูริ ซากาโมโตะ” เป็นนักเขียนเด็กคนแรกในรอบ 44 ปีของประเทศไทย ที่ได้รับรางวัลประกวดหนังสือดีเด่น ซึ่งจัดขึ้นโดยกระทรวงศึกษาธิการ ในปี 2559

หนูน้อยซายูริคนเก่ง ภาพจากเฟซบุ๊ก “สำนักพิมพ์ผีเสื้อเด็กๆ”

ทั้งนี้ ช่วงที่เข้าประกวดนั้น ซายูริอายุเพียง 8 ขวบ และเป็นนักเขียนเด็กที่ได้เป็นสมาชิกสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทยที่อายุน้อยที่สุด จากงานเขียนของเธอที่ชื่อว่า “บันทึกส่วนตัวซายูริ”

โดยซายูริคือคนแรกที่สำนักพิมพ์เลือกข้อเขียนจากเด็กๆ จำนวน 1,100 คน ซึ่งได้รับสมุดบันทึกในเวลาใกล้เคียงกัน เมื่อปี 2557 เป็นบันทึกสั้นๆ ในแต่ละวันของเธอมาตีพิมพ์

ขณะเดียวกัน มกุฏ อรฤดี” ศิลปินแห่งชาติ บก.สำนักพิมพ์ผีเสื้อ และยังเป็น บก.หนังสือของซายูริเล่มนี้ ก็ยังได้นำบันทึกของซายูริที่โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กเขียนตอบนายกฯ ในวันที่ 17 สิงหาคม 2562 ด้วย

ซึ่งซายูริกล่าวขอบคุณนายกฯ ลุงตู่ ที่ตอบบันทึกของเธอ พร้อมกับเล่าเพิ่มเติมเกี่ยวกับบริการของห้องสมุดในประเทศญี่ปุ่น ที่มีเรื่องราวดีๆ มากมาย

ภาพจากเฟซบุ๊ก “สำนักพิมพ์ผีเสื้อเด็กๆ”

ทั้งนี้ที่จริงช่วงปี 2561 เฟซบุ๊ก “สำนักพิมพ์ผีเสื้อเด็กๆ” เคยโพสต์เรื่องราวของซายูริไว้แล้วว่าเธอเรียนหนังสือชั้น ป.5 ที่ญี่ปุ่น และเล่าว่าเด็กประถมที่ญี่ปุ่นไม่มีโทรศัพท์มือถือ จนกว่าขึ้นชั้นมัธยมจึงได้รับอนุญาตให้ใช้ได้

และเด็กญี่ปุ่นทุกคนไปโรงเรียนใกล้บ้าน เพราะโรงเรียนทั่วประเทศมีมาตรฐานเดียวกัน เด็กทุกคนจึงเดินไปเรียนได้ ถือว่าได้ออกกำลังกาย สุขภาพดี ไม่เจ็บป่วย พ่อแม่ไม่ต้องเสียเวลาไปส่งลูก พ่อแม่ได้ทำงาน

ต่อช็อตสอง

ปรากฏว่าหลังคนไทยรู้จักตัวตนของน้องซายูริคร่าวๆ แล้ว และพอจะรู้มาบ้างจากโพสต์แรกๆ ที่เขียนด้วยลายมือของเธอว่า เธอเป็นลูกผสมไทย-ญี่ปุ่น มีคุณพ่อชื่อ โอโต้ซัง” ปัจจุบันเธอมีอายุ 11 ขวบแล้ว

ล่าสุดวันพุธที่ 29 สิงหาคม ที่ผ่านมา เพจเฟซบุ๊กลุงตู่ “ประยุทธ์ จันทร์โอชา Prayut Chan-o-cha” ก็ได้โพสต์ขอบคุณเด็กหญิงตัวกลมคนนี้อีกครั้งว่า

“ขอบคุณเด็กหญิง ซายูริ ซากาโมโตะ หนูน้อยนักเขียน ที่ได้ส่งหนังสือ บันทึกส่วนตัวให้ผม 2 เล่ม อ่านจบแล้วจะมาเล่าให้ฟังกันนะครับ”

ก็คงต้องการสื่อประมาณว่า หลังจากที่ได้แนะนำตัวและพูดคุยกันมาระยะหนึ่งแล้ว หนูน้อยก็ได้ส่งหนังสือบันทึกส่วนตัวมาให้ทั้ง 2 เล่ม

วันศุกร์ที่ผ่านมา เพจสำนักพิมพ์ผีเสื้อเด็กๆ ก็โพสต์ถึงซายูริอีกครั้งว่า “ซายูริคือเด็กไทยไปเรียนหนังสือที่ญี่ปุ่น เพราะต้องเข้าโรงพยาบาลเพื่อรักษาตัวที่นั่นตั้งแต่อายุ ขวบ และเป็นอาสาสมัครสอนภาษาไทยให้คนญี่ปุ่นปัจจุบัน”

ว่าแล้วก็ยิ่งอยากช่วยสนับสนุนเด็กที่รักการเขียนอย่างหนูน้อยซายูริจริงๆ โดยทางเพจแจ้งว่าหาได้ตามร้านหนังสือทั่วไป แต่ฉบับภาษาญี่ปุ่นยังไม่เสร็จ

คนไทยลองไปหามาอ่านกันดู เรื่องราวของ ซายูริ ซากาโมโตะ เด็กที่ขึ้นภูกระดึงมาแล้วหลายครั้ง และทุกครั้งขนขยะลงมาด้วย 2-3 กิโลกรัม น่าจะทำให้เรามีความสุขได้

ก่อนที่ช็อตต่อไป ลุงตู่จะออกมาแนะนำให้เราอ่านบ้าง ทีนี้แหละ…จะได้คุยกับลุงรู้เรื่อง !

“สมพงษ์” เพื่อนเยอะ กลุ่ม 16 คอนเนกชั่น #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/385977?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“สมพงษ์” เพื่อนเยอะ กลุ่ม 16 คอนเนกชั่น

31 สิงหาคม 2562 – 07:42 น.
สมพงษ์ อมรวิวัฒน์,กลุ่ม 16,รายงานพิเศษ,เจาะประเด็นร้อน,พรรคเพื่อไทย,ผู้นำฝ่ายค้าน
เปิดอ่าน 8,022 ครั้ง

รายงานพิเศษ จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก ฉบับวันที่ 31 ส.ค.62

***************************

เมื่อ 21 สิงหาคม 2562 สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร จัดพิธีรับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง สมพงษ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย เป็นผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ที่ห้องประชุมริมแม่น้ำเจ้าพระยา รัฐสภา เกียกกาย

ในพิธีวันนั้นมีข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ และ ส.ส.จากพรรคเพื่อไทย พรรคอนาคตใหม่ มาร่วมในพิธีด้วย หลังจากเสร็จพิธี ชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร, สุชาติ ตันเจริญ และศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้นำแจกันดอกไม้มาแสดงความยินดีแก่สมพงษ์

โดยเฉพาะรองประธานสภา สุชาติ ตันเจริญ ได้กล่าวหยอกล้อสมพงษ์ว่า ขอให้เป็นผู้นำฝ่ายค้านไปนานๆ ท่ามกลางเสียงหัวเราะของสองฝ่าย

เอ่ยชื่อ สมพงษ์ อมรวิวัฒน์ กับสุชาติ ตันเจริญ ใครก็ทราบดีว่า ทั้งคู่รักใคร่กันมานาน และทุกวันนี้ ยังไปมาหาสู่กันตามปกติ

50 กว่าปีที่แล้ว สมพงษ์เป็นนักธุรกิจรุ่นใหม่ไฟแรง มีภรรยาชื่อ “เพ็ชรี เตชะไพบูลย์” ลูกสาวเจ้าสัวอุเทน เตชะไพบูลย์ และเป็นกรรมการผู้จัดการ บริษัทไทยอมฤตบริวเวอรี่ ซึ่งเป็นธุรกิจของตระกูล “อมรวิวัฒน์” แห่งเชียงใหม่ ที่ได้ทำธุรกิจเบียร์ร่วมกับกลุ่มจอมพล ส.ธนะรัชต์

ปี 2524 พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ ได้จดทะเบียนตั้งพรรคชาติประชาธิปไตย โดยมี สมพงษ์ อมรวิวัฒน์ เป็นกรรมการพรรคชุดแรก และขยับเป็นรองเลขาธิการพรรค

เลือกตั้ง 2529 สมพงษ์เป็นเลขาธิการพรรคชาติประชาธิปไตย ได้หิ้วกระเป๋ามาสมัคร ส.ส.ชลบุรี เขต 1 โดยกำนันเป๊าะ ลาออกจากตำแหน่งมาช่วยสมพงษ์หาเสียง เพราะตัวกำนันเอง ติดหนี้บุญคุณเจ้าสัวอุเทนและ “โป้ยเสี่ย” ไชยทัศน์ เตชะไพบูลย์

สมพงษ์เป็น ส.ส.ชลบุรี อยู่สมัยเดียว ก็ย้ายไปลงสนามเชียงใหม่ ปี 2531 โดยสังกัดพรรครวมไทย ของพ่อเลี้ยงณรงค์ วงศ์วรรณ ปี 2534 สมพงษ์ช่วยพ่อเลี้ยงณรงค์ตั้งพรรคสามัคคีธรรม

เลือกตั้ง 2535/1 สมพงษ์ไปเจรจากับกำนันเป๊าะ ขอตัว “แป๊ะ” สนธยา คุณปลื้ม ลูกชายคนโตของกำนัน ลงสมัคร ส.ส.ชลบุรี ในสังกัดพรรคสามัคคีธรรม

หลังพฤษภาทมิฬ มีเลือกตั้ง 2535/2 สมพงษ์ย้ายไปสังกัดพรรคชาติพัฒนา พร้อมกับลูกชายสองคนของกำนันเป๊าะคือ สนธยา-วิทยา คุณปลื้ม

เมื่อ 16 พฤศจิกายน 2535 สมพงษ์รวบรวม ส.ส.จากพรรคชาติพัฒนา และพรรคชาติไทย จำนวน 21 คนมาก่อตั้ง “กลุ่ม16” และคณะผู้ก่อการกลุ่ม 16 ตัวจริงคือ สมพงษ์, กำนันเป๊าะ และไพโรจน์ เปี่ยมพงศ์สานต์

พ.ศ.นี้ นักการเมืองกลุ่ม 16 ยังกระจายอยู่ในพรรคการเมืองใหญ่ๆ ไม่ว่าจะเป็นพรรคเพื่อไทยพรรคพลังประชารัฐ และพรรคภูมิใจไทย

ที่สำคัญ สุชาติ ตันเจริญ, สนธยา คุณปลื้ม, วิทยา คุณปลื้ม และวราเทพ รัตนากร อดีตดาวรุ่งกลุ่ม 16 ยืนอยู่ในปีกพรรคพลังประชารัฐ มินับฟากภูมิใจไทย สรอรรถ กลิ่นประทุม และเนวิน ชิดชอบ ก็เคารพนับถือสมพงษ์อยู่เหมือนเดิม

นักวิเคราะห์สถานการณ์ประเมินว่า การที่ “เถ้าแก่ใหญ่” เลือกสมพงษ์ ผู้คร่ำหวอดการเมืองไทยมายาวนาน และมากด้วยคอนเนกชั่น มาประคองพรรคเพื่อไทยให้อยู่รอดปลอดภัยนั้น เป็นเรื่องที่ถูกต้องแล้ว

“หน่อยโชว์” หนีเงาเถ้าแก่ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/385975?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“หน่อยโชว์” หนีเงาเถ้าแก่

31 สิงหาคม 2562 – 07:35 น.
รายงานพิเศษ,เจาะประเด็นร้อน,คุณสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์,คุณหญิงหน่อย,เจ๊หน่อย,พรรคเพื่อไทย,สมพงษ์ อมรวิวัฒน์,ดาวสภา
เปิดอ่าน 11,823 ครั้ง

รายงานพิเศษ จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก ฉบับวันที่ 31 ส.ค.62

**********************

ยี่ห้อ “คุณหญิงหน่อย” กับลูกเล่นการตลาด “สร้างภาพ” เก็บคะแนน เป็นเรื่องที่คาดเดาได้ ก็เกือบพลาด เพราะ “ดาวสภา” ปากพาไปทะเลาะ “พรรคข้างบ้าน” ทำเอาบรรยากาศในพรรคคุกรุ่น ต้องลุ้นฉากต่อไป “สิงห์เหนือ” กับ “พยัคฆ์สาว” จะอยู่ร่วมถ้ำกันได้นานแค่ไหน ?

ปรากฏการณ์ทางการเมืองในชั่วโมงนี้ ตำแหน่ง “ประธานยุทธศาสตร์พรรค” ของพรรคพลังประชารัฐ และพรรคเพื่อไทย จะถูกสปอตไลท์ฉายจับมากเป็นพิเศษ เนื่องจากทั้งคู่ก็เป็น “คนคุ้นเคย” รู้จักกันมายาวนาน

คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์

เมื่อครั้ง “พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ” เป็นผู้บัญชาการทหารบก สมัยรัฐบาลไทยรักไทย “คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์” ก็มีส่วนสนับสนุนร่วมกับ พล.อ.เชษฐา ฐานะจาโร รัฐมนตรีกลาโหมสมัยนั้น

สิบปีมานี้ คุณหญิงสุดารัตน์ได้เป็นแขกวีไอพีของบ้านป่ารอยต่อฯ อยู่บ่อยครั้ง และเพิ่งมีระยะหลัง ที่ห่างเหินกันไป เมื่อ “คุณหญิงหน่อย” ได้รับไฟเขียวจาก “คนแดนไกล” ให้มาดูแลพรรคเพื่อไทย

ดาวสภา”เกือบพาพัง

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 25 สิงหาคม 2562 กิจกรรม “จับมือ ดาวสภา เพื่อไทย” ครั้งที่ 1 ณ ห้องสมุดพรรคเพื่อไทย โดยมีคุณหญิงสุดารัตน์ ประธานยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย เปรียบเป็นโปรดิวเซอร์รายการนี้

ดาวสภาที่ว่านี้คือ นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่าน, สุทิน คลังแสง ส.ส.มหาสาคาม, จิรายุ ห่วงทรัพย์ ส.ส.กรุงเทพมหานคร และจิราพร สินธุไพร ส.ส.ร้อยเอ็ด

ว่ากันว่า งานนี้เป็นการเปิดตัวสมาชิกใหม่แห่ง “บ้านลาดปลาเค้า” อย่างสุทิน คลังแสง และ นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว โดยเฉพาะสุทินนั้น คุณหญิงหน่อยปลื้มและตั้งใจปั้นให้เป็นขุนพลอีสานกันเลยทีเดียว

ด้วยอาการปากพาไป “สุทิน-ชลน่าน” สองดาวสภาไปวิเคราะห์สถานการณ์พรรคอนาคตใหม่ แถมฟันธง “ถูกยุบพรรคแน่” จึงกลายเป็นวิวาทะข้ามพรรค ร้อนถึง ภูมิธรรม เวชยชัย ที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ต้องโพสต์เฟซบุ๊กขอโทษพรรคอนาคตใหม่ “ต้องขอโทษกับสิ่งที่เกิดขึ้น ผมเชื่อว่าผู้แสดงความเห็น ไม่ได้มีเจตนาร้าย เพียงแต่อาจไม่ได้คาดคิดว่าจะส่งผลกระทบใดๆ ต่อพรรคที่เป็นเพื่อนมิตร”

แม้สองดาวสภา และเลขาธิการพรรคเพื่อไทยจะออกมาขอโทษ แต่แวดวงการเมืองกำลังเฝ้าดูความสัมพันธ์ของพรรคเพื่อไทยกับพรรคอนาคตใหม่ ที่ตกอยู่ในภาวะต้องแข่งขันกันเอง

“คุณหญิงสุดารัตน์” คงตระหนักถึงเรื่องนี้ จึงเตรียมการวางแผนระยะยาว ทั้งการรักษาฐานเสียงเดิม สร้างฐานเสียงใหม่ พร้อมกับการรีแบรนด์พรรค เพื่อให้มีความทันสมัย ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่

การเติบโตอย่างรวดเร็วของพรรคอนาคตใหม่ ทำให้พรรคเพื่อไทยนิ่งเฉยไม่ได้ เพราะสองพรรคมีฐานคะแนนเดียวกัน และหากมีการเลือกตั้งครั้งใหม่ โอกาสที่อนาคตใหม่จะแย่งคะแนนจากเพื่อไทยมากขึ้นเรื่อยๆ

หน่อยโชว์” เจ้าเก่า

มีข้อน่าสังเกตว่า สุดสัปดาห์ที่ผ่านมา เหมือนรายการ “คุณหญิงหน่อยโชว์” ไล่มาจากวันเสาร์ คุณหญิงสุดารัตน์ และคนสนิท “ผู้การป๊อป” น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ เลขาธิการพรรค จัดกิจกรรมงานกีฬาสีกระชับมิตร ส.ส. – สื่อมวลชน ที่ดอง ดอง ดองกิ มอลล์ ทองหล่อ

ถัดมาอีกวัน ก็มีกิจกรรม “จับมือ ดาวสภา เพื่อไทย” ครั้งที่ 1 ณ ห้องสมุดพรรคเพื่อไทย โดยมี คุณหญิงสุดารัตน์ เป็นประธานกล่าวเปิดงาน พร้อมด้วยดาวสภาตัวจริงเสียงจริงมาร่วมพบปะพูดคุยกับเอฟซีเพื่อไทย

ย้อนไทม์ไลน์ไปเมื่อ 20 สิงหาคม ที่ผ่านมา สมพงษ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย พร้อมด้วย คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานยุทธศาสตร์พรรค, น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ เลขาธิการพรรค และจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ประธานกลุ่มเพื่อไทยพลัส ร่วมเปิดแผนการปฏิรูปพรรคเพื่อไทย สู่เป้าหมาย “ประชาชนคิด เพื่อไทยทำ”

วันนั้น พรรคเพื่อไทยได้เสนอแผนงานรีแบรนด์พรรค สร้าง Positioning ใหม่ให้เพื่อไทย ภายใต้การอำนวยการของคุณหญิงหน่อย และได้ขึ้นเวทีพูดในหัวข้อ “new culture : วัฒนธรรมองค์กรแบบ Fast-track ทำให้เร็ว พลิกไทยให้ทันโลก”

ดูจากธีมการจัดอีเวนต์ดังกล่าว สะท้อนว่า เพื่อไทยกำลังพยายามเปลี่ยนลุคให้ดูทันสมัยมากขึ้น เหมือนรู้ตัวว่าต้องแข่งกับพรรคอนาคตใหม่ และต้องสลัดเงา “พรรคเถ้าแก่” ออกไป จึงเป็นที่มาของวาทะ “ประชาชนคิด เพื่อไทยทำ”

“สมพงษ์” อยู่ตรงไหน?

เมื่อ สมพงษ์ อมรวิวัฒน์” ขึ้นเป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ตั้งแต่วันที่ 12 กรกฎาคม 2562 โดยมี “ผู้การป๊อป” น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ เป็นเลขาธิการพรรค และคุญหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ เป็นประธานยุทธศาสตร์พรรค สภาพภายในพรรคก็แยกเป็น 2 ขั้วโดยปริยาย

สมพงษ์ อมรวิวัฒน์

กลุ่มที่ไม่ชอบ “คุณหญิงหน่อย” ก็ถูกผลักให้เป็นกลุ่ม “หัวหน้าสมพงษ์” โดยเฉพาะ ส.ส.ภาคเหนือ และ ส.ส.อีสานโดยส่วนใหญ่

จริงๆ แล้ว “เถ้าแก่ตัวจริง” อาจอยากให้พรรคเพื่อไทยมีการถ่วงดุลไว้แบบนี้ ซึ่งจอมเก๋า “สมพงษ์” แม่ไม้การเมืองก็ไม่ธรรมดา

ดังกรณีที่สมพงษ์ ในนามหัวหน้าพรรคเพื่อไทย เปิดตัวกลุ่ม “เพื่อไทยพลัส” และมอบหมายให้ลูกชาย จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์” ส.ส.เชียงใหม่ เป็นประธานกลุ่มเพื่อไทยพลัส เนื่องจากพรรคเพื่อไทย มีบุคลากร 3 รุ่นคือ รุ่นใหญ่ กลาง และรุ่นใหม่ จึงรวมกันเป็นเพื่อไทยพลัส

จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์

ฉะนั้น เมื่องานอีเวนต์ใหญ่ปฏิรูปพรรค จึงได้เห็นการถ่วงดุลภายในพรรคเพื่อไทย โดยมีการจัดคิวขึ้นพูด 4 คน ฝั่งหนึ่งก็คุณหญิงหน่อยกับผู้การป๊อป อีกฝั่งหนึ่งก็สมพงษ์กับจุลพันธ์

วันอาทิตย์ที่ 1 กันยายนนี้ “หัวหน้าสมพงษ์” ก็จะโชว์บ้าง โดยจัดกิจกรรม “ฝ่ายค้านเพื่อประชาชน สัญจรภาคเหนือ จังหวัดเชียงใหม่” ที่ห้อง LB1201 คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เป็นเวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็นถึงความจำเป็นของประเทศไทยในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

สมพงษ์ยังเป็นไว้วางใจของ “เถ้าแก่ใหญ่” ให้รับผิดชอบการเลือกตั้งท้องถิ่นที่เน้นย้ำ “เชียงใหม่-เชียงราย-พะเยา” ต้องเอาชนะ ธรรมนัส พรหมเผ่า มือขวาของ “3 ป.” ให้ได้